The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

ใบงาน
“จดบันทกึ ”

คาช้แี จง ให้นักเรยี นสรปุ ลกั ษณะสาคัญและประเภทของบทความ
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

-116688-

แบบประเมินการทางานกลุม่

คาช้ีแจง ใหค้ รูประเมินการทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ ีการกาหนดบทบาท
๒. การมีส่วนรว่ ม สมาชิกอยา่ งชดั เจน สมาชิกไมค่ รบถว้ น หนา้ ที่
มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีสว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกล่มุ งานกลุม่ บา้ ง งานกลุม่ น้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไมม่ ีส่วนร่วม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รบั ฟังและแสดงความคิดเหน็ รับฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อน่ื
อย่างมีเหตุผลและสรา้ งสรรค์ อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ น้อยมากหรอื ไมร่ ับฟัง
อยา่ งสมา่ เสมอ เปน็ บางครัง้ ความคดิ เหน็ ผูอ้ ื่น
รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รบั รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ดร้ บั ไมร่ บั ผิดชอบงานทไี่ ดร้ ับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แต่เสร็จไม่ทัน มอบหมาย
ทีก่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

16-9169-

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี ๒๘

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ เรื่อง ลิขิตบทความ (๒) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
การเรียบเรยี งบทความวิชาการ เปน็ การเรียบเรยี ง ขั้นนา หอ้ งสมดุ

ข้อมูลหรอื ข้อเท็จจริงด้วยสานวนของผู้เขยี น ใชภ้ าษา นักเรยี นสงั เกตข้อความต่อไปน้ี และเรียงลาดับขอ้ ความให้ ส่อื
ที่เข้าใจง่าย ชัดเจน จัดลาดับไม่ให้เกิดความสับสน ถกู ต้องเหมาะสม 1. ขอ้ ความ “การเรียบเรียงบทความ
หากนกั เรียนได้ศกึ ษาเก่ยี วกบั การเรียบเรยี งบทคว าม
วิชาการจะชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถเขยี นข้อความได้ตรง รวบรวมขอ้ มูล ประมวลข้อมลู ทางวชิ าการ”
ตามวัตถุประสงค์ และฝึกการคดิ อยา่ งเป็นระบบ
-170- 2. ใบความรู้ “การเรียบเรียงบทความ

มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชว้ี ดั จดั ลาดบั ข้อมูล ตรวจสอบขอ้ มลู เชงิ วิชาการ”
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 3. ใบความรู้ “บทความทางวชิ าการ”
ด้านความรู้
อธิบายลกั ษณะของการเขียนเชิงวิชาการ คัดเลือกข้อมลู พิจารณาความ ภาระงาน/ชิน้ งาน
นา่ เชื่อถือของขอ้ มลู -
ด้านทักษะและกระบวนการ
การวัดและประเมินผล
สามารถเรียบเรยี งบทความวิชาการ
แบบประเมนิ การทางานกลุม่

ด้านคุณลักษณะ แนวคาตอบ
๑. ใฝ่เรยี นรู้ ๑. รวบรวมข้อมลู
๒. ม่งุ ม่นั ในการทางาน ๒. พิจารณาความนา่ เชือ่ ถือของขอ้ มลู
๓. คดั เลอื กข้อมูล
๔. จดั ลาดบั ข้อมูล

170

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๒๘ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุม่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรอื่ ง ลขิ ิตบทความ (๒) ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓
สมรรถนะท่ีต้องการใหเ้ กิดกบั ผ้เู รียน รายวชิ า ภาษาไทย ๖
๑. การสื่อสาร
๒. การคิดข้ันสงู ๕. ประมวลข้อมลู
๖. ตรวจสอบขอ้ มูล
-171-
ขัน้ สอน
๑. นกั เรียนอา่ นใบความรู้ “การเรยี บเรียงบทความเชิง

วชิ าการ” และตอบคาถามว่า “ข้นั ตอนการเรียบเรยี งบทความ
วชิ าการประกอบด้วยกขี่ ้ันตอน และมขี ัน้ ตอนใดบา้ ง”

แนวคาตอบ
การเรียบเรยี งบทความวิชาการประกอบด้วย ๖ ข้ันตอน คือ
๑. การรวบรวมข้อมลู ๒. การพจิ ารณาตรวจสอบความน่าเชอ่ื ถือ
๓. การเลือกขอ้ มูล ๔. การจัดลาดับข้อมลู ๕. การประมวลข้อมูล
ท้งั หมด และ ๖. การตรวจสอบความครบถว้ นของขอ้ มลู

๒. นักเรยี นแบ่งกล่มุ กลุ่มละ ๓ คน และสังเกตข้อความ
จากใบความรู้ “บทความทางวิชาการ เรื่อง การศึกษาไทยใน
ศตวรรษที่ ๒๑ : ผลผลติ และแนวทางการพฒั นา”

๓. นักเรียนแต่ละกลมุ่ วิเคราะห์บทความวชิ าการ ว่ามกี ารใช้
ภาษาอยา่ งไรและมคี วามน่าเชื่อถอื หรือไม่ เพราะเหตใุ ด

แนวคาตอบ
จากบทความวิชาการมีการใช้ภาษาที่เป็นทางการแ ละมี
ความน่าเช่อื ถือ เนือ่ งจากแหล่งอ้างองิ ที่มาสนบั สนุนเนอื้ หา

171

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๒๘ เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง ลขิ ติ บทความ (๒) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
-172- ๔. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลมุ่ อาสาออกมาแสดงทัศ นะ
เก่ยี วกบั บทความวชิ าการโดยใช้องคป์ ระกอบในการเรยี บเรียง
บทความวชิ าการ และการใช้ภาษาในการนาเสนอ
ขัน้ สรุป
นักเรียนตอบคาถามว่า “จากการเรียนเรื่องบทความ
วิชาการ นักเรียนสามารถนามาปรับใช้กับก ารเขีย นใ น
ชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร”

แนวคาตอบ
จากการเรียนเรื่องบทความวิชาการ สามารถนามา
ความรู้ที่ได้มาปรับใช้ในเร่ืองการคัดเลือกข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือ และ
เรียบเรียงเนอื้ หาให้เหมาะสม

172

ใบความรู้
“การเรียบเรียงบทความเชงิ วชิ าการ”

การเรยี บเรยี งบทความเชงิ วชิ าการ
การเรยี บเรียงบทความเชิงวิชาการมขี ้นั ตอน ดังนี้
๑. รวบรวมข้อมูลจากสารานุกรม พจนานุกรม หนังสือ วารสารวิชาการ เว็บไซต์ต่าง ๆ

ในอนิ เทอรเ์ นต็ รวมทัง้ ความรู้และประสบการณ์ของผ้เู ขยี น
๒. พจิ ารณาตรวจสอบขอ้ มลู ว่าเชื่อถอื ได้หรอื ไม่ มกี ารอ้างอิงท่มี าของขอ้ มลู อยา่ งถูกต้อง

ชัดเจน
๓. พิจารณากล่นั กรองเลอื กข้อมูลที่เหมาะสมและเปน็ ประโยชน์
๔. จดั ลาดบั ข้อมูล กาหนดช่อื เร่ือง โครงเร่อื ง หัวข้อเรือ่ ง และเลอื กรูปแบบการนาเสนอเรือ่ ง

ให้นา่ สนใจ
๕. ประมวลข้อมูลทีเ่ ก่ียวขอ้ งทงั้ หมด เรยี บเรียงเปน็ สานวนของตนเองใช้ภาษาทอ่ี ่านงา่ ย ชดั เจน

จัดลาดับความคดิ ไม่ใหส้ บั สน และใหม้ ีเอกภาพ
๖. ตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถว้ นของสาระเนื้อหาท่ีต้องการนาเสนอพิสูจน์อกั ษร

จัดภาพประกอบเรอ่ื ง ฯลฯ
จากหนังสอื วิวธิ ภาษา ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓ หน้า ๗๔

-117733-

ใบความรู้
“บทความทางวชิ าการ”
เร่ือง การศกึ ษาไทยในศตวรรษท่ี ๒๑ : ผลผลติ และแนวทางการพัฒนา
อาจารย์ ดร. อดลุ ย์ วังศรคี ณู

สังคมมีการเปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลาและในยคุ ปัจจุบันสงั คมมีอัตราการเปลย่ี นแปลงที่
รวดเรว็ มาก นกั คดิ ในแวดวงตา่ ง ๆ ของโลกและไทยตา่ งให้ความสนใจกับสภาพสังคมเป็นอยา่ งยิ่ง นัก
คิดท้ังหลายเรียกสังคมของมนุษยชาติในอนาคตในชือ่ ที่แตกต่างกัน อัลวิน ทอฟฟเลอร์ ( Alvin
Toffler, ๒๕๓๘) เรียกว่า ยุคคล่ืนลูกที่สาม (the third wave) โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงของ
กระแสโลกจะเป็นการเปลยี่ นแปลงท่มี ีลักษณะ “ทงั้ โลก” (global) ไม่ว่าจะเป็นดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม
การเมือง ฯลฯ โดยมีเทคโนโลยที ที่ นั สมยั เป็นตวั ขบั เคลือ่ น ในขณะที่อีรคิ ชมดิ ทแ์ ละเจเรด โคเฮน
(Eric Schmidt and Jared Cohen, ๒๐๑๔) เรียกโลกยคุ นว้ี า่ “ยคุ ดิจิทลั เปลีย่ นโลก” (The New
Digital Age) นอกจากนแ้ี ล้วยังถกู เรียกในชอ่ื อื่น ๆ อีกวา่ เป็น “ยคุ โลกไร้พรมแดน” (borderless
world) ยคุ “โลกาภวิ ัตน์” (globalization) สวุ ิทย์ เมษิณทรยี ์ (๒๕๕๐ อา้ งถงึ ในจินตนา สจุ จานนั ท์,
๒๕๕๖ : ๒) เรียกวา่ เป็นยคุ “หลงั สังคมฐานความรู้” (post knowledge – based society) ซง่ึ เป็น
โลกท่เี น้นเรอ่ื งกัลยาณมติ ร มกี ารเปลยี่ นรูปแบบของคนจากตา่ งคนต่างปดิ ไปส่ตู า่ งคนต่างเปิด เป็น
โลกทกี่ า้ วข้ามสังคมท่ีเนน้ การแขง่ ขันไปสู่การรว่ มสร้างสรรค์ เป็นโลกท่ีภูมิปัญญาไดพ้ ฒั นาก้าวข้าม
ทรพั ย์สนิ ทางปญั ญาสู่ภมู ปิ ญั ญามหาชน เช่น ยูทบู (youtube) หรอื วิกพิ เี ดยี (wikipedia) โลกหลงั
สงั คมฐานความรู้เป็นโลกท่ีเปล่ยี นวิถีชีวิตมนุษย์จากการพึ่งพิง ไปสคู่ วามเป็นอิสระและการพ่ึงพ า
อาศยั กนั เม่อื พิจารณาแนวคิดของสวุ ิทย์ เมษิณทรยี ์แลว้ จะเหน็ ว่าค่อนขา้ งมองโลกในแง่ดี ซึง่ แตกตา่ ง
จากแนวคิดของเจมส์ มารต์ ิน (James Martin, ๒๕๕๓) ซงึ่ ปรากฏอยู่ในหนงั สอื ของเขาท่ีช่อื วา่ “โลก
แหง่ ศตวรรษที่ ๒๑” (The Meaning of the ๒๑st Century) เจมส์ได้เสนอแนวคิดวา่ จะเกดิ อะไร
ขึน้ บ้างในยคุ ศตวรรษท่ี ๒๑ ซึง่ ค่อนขา้ งจะเป็นในทางลบ แต่เขามเี จตนาทีจ่ ะกระต้นุ ให้สังคมตระหนกั
และหาแนวทางแกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ที่จะเกิดขนึ้ เชน่ เดยี วกับประเวศ วะสี (๒๕๔๕) เห็นวา่ วิถีชวี ิตของ
มนุษย์ในศตวรรษท่ี ๒๑ จะมีปัญหามากขึ้นอันสบื เน่ืองมาจากกิเลส และอวิชชา จะต้องอาศัย
หลักธรรมทางพทุ ธศาสนามาแกป้ ญั หา มนษุ ยจ์ ะตอ้ งเปลย่ี นไปสู่ภาวะหรือภพภมู ิทสี่ งู กว่า

-117744-

ขอ้ ความ
“การเรียบเรยี งบทความทางวชิ าการ”

รวบรวมข้อมลู ตรวจสอบขอ้ มูล ประมวลขอ้ มูล

จัดลาดับข้อมูล พจิ ารณาความ คัดเลือกขอ้ มลู
น่าเช่อื ถอื ของขอ้ มลู

175

-175-

แบบประเมินการทางานกลุม่

คาช้ีแจง ใหค้ รูประเมินการทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ ีการกาหนดบทบาท
๒. การมีส่วนรว่ ม สมาชิกอยา่ งชดั เจน สมาชิกไมค่ รบถว้ น หนา้ ที่
มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีสว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกล่มุ งานกลุม่ บา้ ง งานกลุม่ น้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไมม่ ีส่วนร่วม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รบั ฟังและแสดงความคิดเหน็ รับฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อน่ื
อย่างมีเหตุผลและสรา้ งสรรค์ อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ น้อยมากหรอื ไมร่ ับฟัง
อยา่ งสมา่ เสมอ เปน็ บางครัง้ ความคดิ เหน็ ผูอ้ ื่น
รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รบั รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ดร้ บั ไมร่ บั ผิดชอบงานทไี่ ดร้ ับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แต่เสร็จไม่ทัน มอบหมาย
ทีก่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

176

-176-

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒๙

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรื่อง ลขิ ติ บทความ (๓) เวลา ๑ ช่วั โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
การเรียบเรียงบทความวิชาการ เปน็ การเรยี บเรียง ขน้ั นา ห้องสมุด

ขอ้ มลู หรือข้อเท็จจริงด้วยสานวนของผ้เู ขียน ใช้ภาษา นักเรยี นตอบคาถามว่า “บทความวิชาการ” มลี กั ษณะเด่น ส่อื
ที่เข้าใจง่าย ชัดเจน จัดลาดับไม่ใหเ้ กิดความสับสน อย่างไร ใบงาน “ผงั ความคดิ เร่อื งการเขียนเชิง
หากนกั เรียนไดศ้ กึ ษาเกยี่ วกบั การเรยี บเรียงบทคว าม
วิชาการจะช่วยให้ผเู้ รยี นสามารถเขยี นข้อความได้ตรง แนวคาตอบ วชิ าการ”
การเขยี นเชิงวิชาการจะมกี ารอา้ งองิ เน้ือหาจากแหลง่ ข้อมูลที่พบ
และเรียบเรยี งเนอ้ื หาผ่านสานวนของตนเอง
-177- ตามวตั ถปุ ระสงค์ และฝึกการคิดอย่างเปน็ ระบบ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
ดา้ นความรู้ ขั้นสอน ภาระงาน/ชน้ิ งาน
๑. นักเรียนตอบคาถามวา่ “การเรยี บเรยี งบทความเชิง การทาใบงาน “ผังความคิดเรอื่ งการเขียน
อธบิ ายลกั ษณะของการเขยี นเชิงวชิ าการ
วชิ าการ และงานเขียนเชิงสร้างสรรคต์ ่างกันอยา่ งไร” เชงิ วชิ าการ”
ด้านทักษะและกระบวนการ แนวคาตอบ
งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ เป็นงานเขียนทตี่ ้องอาศยั ประสบการณ์
เรียบเรียงบทความวชิ าการ และจินตนาการ ต่างจากงานเขียนเชงิ วิชาการท่ตี อ้ งอาศยั ทฤษฎีและ การวัดและประเมนิ ผล
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ ข้อเท็จจรงิ ประกอบ แบบประเมินการทางานกลุ่ม

๑. ใฝเ่ รียนรู้ ๒. นักเรียนแบง่ กลุ่มออกเปน็ ๓ กลุ่ม โดยตวั แทนนักเรยี น
๒. มงุ่ ม่นั ในการทางาน อาสาออกมาจบั สลากบัตรคาเกี่ยวกับหวั ขอ้ ของการเขยี นเชงิ
สมรรถนะที่ตอ้ งการใหเ้ กิดกับผู้เรยี น วิชาการ ไดแ้ ก่หวั ข้อ การอนรุ กั ษพ์ ลงั งานให้ยัง่ ยนื ศิลปะและ
วฒั นธรรมไทยสมัยใหม่ และคา่ นิยมการใชภ้ าษาของวยั รุ่น

177

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๔ : วชิ าลว้ นชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๒๙ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๓
เร่ือง ลิขิตบทความ (๓)
๑. การสื่อสาร รายวิชา ภาษาไทย ๖
๒. การคดิ ขัน้ สูง
๓. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ทาใบงาน “ผังความคิดเร่ืองการ
-178- เขียนเชิงวชิ าการ” โดยนาหัวขอ้ ท่ีไดร้ บั มากาหนดโครงเร่อื ง
ในการเขยี นบทความทางวิชาการผ่านการทาแผนภาพความคิด

๔. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอแผนผัง
ความคดิ เกย่ี วกบั หัวข้อบทความวชิ าการ
ขัน้ สรุป

นกั เรียนตอบคาถามว่า “จากการกาหนดหัวขอ้ การเขยี น
บทความวิชาการ สามารถนามาใช้กบั การเขียนของนักเรียนได้
อย่างไร”

แนวคาตอบ
สามารถใชป้ ระโยชน์ในดา้ นการวเิ คราะหเ์ พ่อื คัดเลือกหวั ขอ้ ท่ี
จะเขยี นอย่างเหมาะสม

178

ใบงาน
ผงั ความคดิ เร่อื ง “การเขยี นเชิงวชิ าการ”

คาช้แี จง ให้นกั เรียนนาหวั ขอ้ ทีไ่ ดร้ ับมากาหนดโครงเรือ่ งในการเขยี นบทความทางวิชาการ โดยจดั ทาเปน็
แผนภาพความคิด

หวั ขอ้ …………………………………………….

-117799-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้แี จง ให้ครูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มีการกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นรว่ ม สมาชกิ อย่างชัดเจน สมาชกิ ไม่ครบถว้ น หน้าท่ี
มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ
๓. การรับฟงั และแสดงความ งานกลมุ่ งานกลมุ่ บา้ ง งานกลุ่มนอ้ ยมาก
คิดเหน็ หรือไมม่ สี ่วนร่วม
๔. ความรับผิดชอบ รบั ฟังและแสดงความคดิ เหน็ รบั ฟังและแสดงความคดิ เหน็ รับฟงั ความคดิ เห็นของผ้อู น่ื
อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อย่างมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ น้อยมากหรือไม่รบั ฟงั
อย่างสมา่ เสมอ เป็นบางครัง้ ความคดิ เหน็ ผูอ้ ื่น
รับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ ับ รบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รับ ไม่รับผิดชอบงานทไ่ี ด้รบั
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สร็จไมท่ นั มอบหมาย
ที่กาหนด ตามกาหนด

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ - ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ - ๗๙ ปรบั ปรุง
ร้อยละ ๕๐ - ๖๙
ร้อยละ ๐ - ๔๙

1-81080-

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๓๐

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ เรื่อง ลขิ ิตบทความ (๔) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๓

สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
การเรียบเรยี งบทความวิชาการ เป็นการเรยี บเรยี ง ข้ันนา ห้องสมดุ

ขอ้ มูลหรอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ด้วยสานวนของผเู้ ขยี น ใช้ภาษา นักเรียนตอบคาถามว่า “จากการเรียนเร่ือง บทพากย์ สื่อ
ท่ีเข้าใจง่าย ชัดเจน จัดลาดับไม่ให้เกิดความสับสน เอราวณั นกั เรยี นสามารถนามาเรียบเรยี งเป็นบทความทางวชิ าการ ใบงาน “การเขยี นบทความวิชาการ”
หากนกั เรยี นไดศ้ ึกษาเกยี่ วกบั การเรียบเรยี งบทคว าม ไดอ้ ยา่ งไร”
วชิ าการจะช่วยใหผ้ เู้ รียนสามารถเขียนข้อความได้ตรง แนวคาตอบ ภาระงาน/ช้นิ งาน
ตามวตั ถปุ ระสงค์ และฝกึ การคดิ อยา่ งเปน็ ระบบ เลือกหัวขอ้ ท่สี ามารถคน้ คว้าข้อมลู ทางวิชาการซ่ึงเกี่ยวเน่ืองกับ การทาใบงาน “การเขียนบทความวชิ าการ”
-181- จุดประสงค์การเรียนรู้ ประวัตศิ าสตร์และเป็นข้อเท็จจริงมาประกอบการเขียน
ด้านความรู้ ขัน้ สอน
๑. นักเรียนแบ่งกลมุ่ กล่มุ ละ ๓ - ๔ คน เพื่อหาข้อมูล การวัดและประเมินผล
อธบิ ายลกั ษณะของการเขยี นเชงิ วิชาการ แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
เก่ียวกับหัวข้อบทพากย์เอราวัณ โดยมีหัวข้อดังต่อไปน้ี
ดา้ นทักษะและกระบวนการ ช้างเอราวณั ศึกอนิ ทรชิต บทละครเรื่องรามเกียรติ์ บทพากย์

สามารถเรยี บเรยี งบทความวชิ าการ หรือคาพากยเ์ รอ่ื งรามเกยี รต์ิ และบทพรรณนาในบทพากย์เอราวณั
๒. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ เลือกหัวข้อการเขียนบทความเชงิ
ดา้ นคุณลกั ษณะ วชิ าการ และเรียบเรยี งประเดน็ โครงรา่ ง
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. มงุ่ ม่นั ในการทางาน ๓. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ เขียนเนอื้ หาเกย่ี วกับเรื่องทีต่ นเลอื ก
ลงในใบงาน “การเขียนบทความวชิ าการ”

181

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๓๐ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง ลิขิตบทความ (๔) ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
-182- ๔. ตวั แทนนกั เรยี นแต่ละกลุม่ อาสาออกมานาเสนอบทคว าม
วิชาการทตี่ นค้นคว้า และรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็
ขนั้ สรุป
๑. นักเรียนตอบคาถามว่า “จากการเขียนบทความ
วชิ าการ นักเรยี นสามารถนาความร้ทู ีไ่ ด้รบั ไปปรบั ใชอ้ ยา่ งไรให้
เกดิ ประโยชน์”

แนวคาตอบ
คว า ม รู้ ที่ไ ด้รั บจ า กก า รฝึ ก ทัก ษะ ก าร เขี ย นบทความ
วิ ชา ก า ร ช่ ว ย ฝึ ก ทั ก ษะ ก า ร คิ ดอ ย่ า งเป็ น ระ บ บ สา ม ารถ
แ ย ก แ ย ะ ข้ อ เ ท็ จ จ ริ ง เ พ่ื อ น า ม า เ รี ย บ เ รี ย ง ใ ห้ เ กิ ดเ ป็ น
ผลงานทางวชิ าการได้

๒. นักเรียนทาแบบฝึกหัดท้ายหน่วย “วิชาล้วนชวน
ตรองตริ”

182

ใบงาน
“การเขียนบทความวชิ าการ”

คาชแี้ จง ให้นักเรียนเขยี นบทความวิชาการหวั ข้อ “บทพากย์เอราวณั ”
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

-118833 -

แบบทดสอบประจาหน่วย
หนว่ ยที่ ๔ “วิชาล้วนชวนตรองตริ”

คาช้ีแจง ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
๑. ลกั ษณะคาประพนั ธข์ องเร่ืองบทพากย์เอราวัณมอี ยา่ งไรบา้ ง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………........

๒. ผู้แตง่ มีความมงุ่ หมายอย่างไรในการแต่งเรอ่ื งบทพากยเ์ อราวัณ

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .........…

๓. การเขียนโวหารแบบพรรณนาโวหารมีจุดมุง่ หมายและหลกั การทีส่ าคญั อย่างไร

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .........…

๔. คณุ คา่ ทไี่ ด้จากเรอื่ ง บทพากยเ์ อราวณั

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .........…

๕. นักเรียนได้รบั คณุ ค่าอะไรจากการเขยี นโครงงาน และจะนาไปประยุกตใ์ ช้ในชีวิตประจาวนั อย่างไร

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… .........…

-118844-

เฉลยแบบทดสอบประจาหน่วย
หน่วยที่ ๔ “วชิ าลว้ นชวนตรองตริ”

คาชแ้ี จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามตอ่ ไปนี้

๑. ลกั ษณะคาประพันธข์ องเร่ืองบทพากยเ์ อราวัณมีอยา่ งไรบ้าง

ตอบ บทพากย์เอราวัณแต่งด้วยคาประพันธ์ประเภทกาพย์ฉบงั ๑๖ สาเหตุทเ่ี ปน็ ๑๖
กเ็ พราะหนงึ่ บทจะมี ๑๖ คา/พยางค์ โดย ๑ บท มี ๓ วรรค มีสัมผสั บงั คบั อยู่ทคี่ าสุดท้าย
ของวรรคแรกและวรรคท่ีสอง ส่วนคาสดุ ทา้ ยของวรรคที่สามใช้ส่งเข้าบทถดั ไป กาพย์ฉบงั
๑๖ มฉี นั ทลกั ษณ์และตวั อย่างดงั นี้ ... สบิ หกคามที า้ ยวรรคหน่ึง สอดคล้องกนั
๒. ผแู้ ตง่ มคี วามมุง่ หมายอยา่ งไรในการแต่งเรอื่ งบทพากยเ์ อราวัณ

ตอบ ให้เหน็ โทษของความลุ่มหลงในรปู รส กลน่ิ เสยี ง สัมผสั จะนามาซง่ึ ความประมาทอัน
เ ป็ น เ ห ตุ แ ห่ง ห า ย น ะ เ ช่ น พ ร ะ ลั ก ษ ม ณ์แ ล ะ ไ พ ร่ พ ล ว า น ร ที่มัว แ ต่เพ่ ง ดู
เทวดา (แปลง) อยา่ งเพลดิ เพลนิ จนต้องศรของอินทรชิตในทีส่ ุด
๓. การเขียนโวหารแบบพรรณนาโวหารมีจุดมุ่งหมายและหลักการทีส่ าคญั อย่างไร
ตอบ พรรณนาโวหาร มีจดุ มุง่ หมายในการเขียนต่างจากบรรยายโวหาร คอื มุ่งใหค้ วามแจ่ม
แจง้ ละเอยี ดลออ เพือ่ ใหผ้ ู้อา่ นเกิดอารมณ์ซาบซ้ึงเพลิดเพลินไปกับขอ้ ความนนั้ การเขียน
พรรณนาโวหาร จึงยาวกว่าบรรยายโวหารมาก แต่มิใช่การเขียนอย่างเยิน่ เย้อ เพราะ
พรรณนา – โวหารต้องมุ่งใหภ้ าพและอารมณ์ ดังน้ัน จึงมักใช้การเลน่ คา เล่นเสียง ใช้
ภาพพจน์ แม้เนือ้ ความที่เขยี นจะนอ้ ยแต่เต็มด้วยสานวนโวหารทีไ่ พเราะ อ่านได้รสชาติเป็น
โวหารท่ีใชถ้ อ้ ยคาอธิบายหรอื บรรยายสิ่งท่ีพบเห็นอย่าง ละเอยี ด โดยใชส้ านวนโวหารที่
ไพเราะสอดแทรกอารมณค์ วามรู้สึกของผเู้ ขียน เพ่ื อให้ผ้อู ่านเกิดความประทับใจและ
ความซาบซง้ึ มคี วามรู้สึกและเหน็ ภาพตามไปด้วยกบั คาพรรณนาโวหาร
4. คณุ คา่ ที่ได้จากเรอ่ื ง บทพากย์เอราวณั
ตอบ ๑. ได้รับความเพลิดเพลนิ จากการใช้ถอ้ ยคาที่แสดงพลงั ทางภาษา

๒. ได้ศึกษาวรรณคดขี องชาติท่แี สดงถึงวัฒนธรรมของคนไทย
๓. ทาให้ทราบถึงลักษณะของชา้ งเอราวณั ว่ามลี กั ษณะอยา่ งไร
๔. แสดงพระอจั ฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลยั ในด้านกวีนพิ นธ์
๕. นกั เรียนได้รบั คณุ คา่ อะไรจากการเขยี นโครงงาน และจะนาไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน
อยา่ งไร
ตอบ ๑. ช่วยสร้างแนวทางใหมเ่ พอ่ื ริเริม่ งานไปสู่งานอาชีพ และศึกษาต่อทีต่ นเองสนใจ
และถนดั
๒. สร้างเสริมประสบการณป์ ฏบิ ตั จิ ริง ส่งผลใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจอย่างซาบซึ้งใน
โครงงาน
๓. ไดท้ ดสอบความถนัด และแก้ปัญหาในงานทสี่ นใจและมคี วามพรอ้ ม ทาให้มั่นใจ

-118855-

๔. กอ่ ให้เกดิ ความภาคภมู ใิ จในโครงงานทไี่ ดร้ ิเริม่ สร้างสรรค์
๕. ก่อใหเ้ กิดความรัก ความเข้าใจ ความสมั พนั ธอ์ ันดรี ะหว่างเพื่อนนักเรียนท่ปี ฏบิ ัติ
รว่ มกัน
๖. กอ่ ใหเ้ กิดความร้ทู างวชิ าการทกี่ ว้างขวางขึน้ ไดร้ ับความสาเรจ็ การศึกษ าต าม
หลักสูตร

-118866-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาชแี้ จง ใหค้ รูประเมินการทางานกลุ่มของนกั เรียนตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๓ ระดับคะแนน ๑

๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี ไมม่ ีการกาหนดบทบาท
สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชิกไม่ครบถ้วน หนา้ ท่ี
๒. การมสี ่วนรว่ ม มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ มีสว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม งานกล่มุ บ้าง งานกลมุ่ นอ้ ยมาก
หรอื ไม่มีสว่ นรว่ ม
๓. การรบั ฟงั และแสดงความ รบั ฟังและแสดงความคิดเห็น รับฟงั และแสดงความคิดเห็น รับฟังความคดิ เหน็ ของผูอ้ นื่
คิดเหน็ อย่างมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์ นอ้ ยมากหรือไม่รับฟัง
อยา่ งสม่าเสมอ เป็นบางคร้งั ความคดิ เหน็ ผู้อื่น
๔. ความรบั ผดิ ชอบ รับผดิ ชอบงานทไี่ ดร้ บั รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั ไมร่ ับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ทัน มอบหมาย
ทีก่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
ร้อยละ ๐ – ๔๙

18-7187-

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๕

““ลวขิ ิชิตาหสลนา่วว้ รยนงกชาารนวเรแนยี บนตรบรู้ทอพี่ 4งิมตพริ”์”


1

ชดุ การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ (สาหรับครผู ูส้ -อ11น88) ก88ล-ุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษา
ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ (สาหรับครูผูส้ อน) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษา

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ เรอ่ื ง จดหมายกิจธุระ (1) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

-189- สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
จดหมายกิจธุระหมายถงึ จดหมายที่ใช้ตดิ ต่อกัน ข้ันนา หอ้ งสมดุ

เก่ียวกับเรื่องงาน กิจธุระต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหน่ึงของการ นักเรียนอาสาเล่าประสบการณ์ของตนเองเกีย่ วกบั สอ่ื
ดาเนินชีวิตและเพื่อประโยชน์ในการดาเนินงาน รวมท้ัง การเขียนจดหมายว่าเคยเขยี นจดหมายประเภทใด ส่งถงึ ใคร ๑. กิจกรรม “หาใหเ้ จอ เธออย่ไู หน”
แสดงไมตรีจิตท่ีมีต่อกัน เช่น จดหมายเชิญวิทยากร และมีจดุ ประสงค์ในการเขียนอย่างไร ๒. ใบความรู้ “จดหมายกจิ ธรุ ะ”
จดหมายขอเขา้ ชมสถานที่ จดหมายขอความชว่ ยเหลอื ขัน้ สอน ๓. ใบงาน “แผนภาพความคิด พชิ ติ การเขยี น
หรือความร่วมมือ จดหมายขอบคุณ การเขยี นจดหมายกิจ
ธรุ ะอาจเป็นการตดิ ตอ่ ระหว่างบุคคลกบั บคุ คล หรอื บริษทั ๑. นักเรยี นศึกษาใบความรู้ “จดหมายกิจธุระ” จดหมายกจิ ธุระ”
ห้างร้าน หน่วยงานองค์การต่างๆ การเขียนจดหมาย ๒. นกั เรยี นแบ่งกลมุ่ กลุ่มละ ๒ - ๓ คน (ครอู าจจะเพ่ิม
ประเภทน้ีต้องพิจารณาการใช้รูปแบบ ถ้อยคาสานวน จานวนสมาชกิ ในกล่มุ ได้ตามความเหมาะสม) เพ่ือทากจิ กรรม ภาระงาน/ชน้ิ งาน
ให้เหมาะสมกับกาลเทศะโอกาสและบุคคล “หาให้เจอ เธออยู่ไหน” โดยช่วยกันนาส่วนประกอบของ การทาใบงาน “แผนภาพความคิด พชิ ติ การเขียน

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ จดหมายจากบัตรทคี่ รูแจก ไปติดบนกระดานให้ครบถว้ น จดหมายกจิ ธุระ”
ดา้ นความรู้ ๓. นักเรยี นร่วมกันเฉลยคาตอบ
อธิบายส่วนประกอบและลักษณะของจดหมายกจิ ธุระ ๔. นัก เรีย นแ ย ก ส่วนป ระก อ บจด หมายกิจธุระ การวัดและประเมนิ ผล
ทีด่ ี จากใบกิจกรรม “หาให้เจอ เธออยไู่ หน” ว่ามีส่วนประกอบ แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
ทกั ษะและกระบวนการ ใดบ้าง
เขยี นจดหมายกิจธุระ แนวคาตอบ
๑. หัวจดหมาย ๒. ลาดบั ทขี่ องจดหมาย
๓. วนั เดือน ปี ๔. เร่ือง

189

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๕ : ลขิ ติ สารงานแบบพมิ พ์ เรือ่ ง จดหมายกจิ ธุระ (1) เวลา ๑ ช่วั โมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ
๕. คาขนึ้ ตน้ ๖. สิ่งทีส่ ง่ มาด้วย
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ๗. ข้อความ ๘. คาลงทา้ ย
2. มุ่งม่ันในการทางาน ๙. ลายมือชื่อ ๑๐. ชือ่ เต็มของผ้เู ขียนจดหมาย
๑๑. ตาแหนง่ ของผู้เขียนจดหมาย
สมรรถนะทตี่ ้องการให้เกิดกบั ผเู้ รยี น ๑๒. หน่วยงานท่ีออกจดหมายและหมายเลขโทรศพั ท์ของ
1. การสื่อสาร ผเู้ ขียนจดหมาย
2. การคดิ ขนั้ สงู ๕. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับการเขีย น
จดหมายกิจธุระเป็นแผนภาพความคิดลงในใบงาน “แผนภาพ
ความคิด พิชิตการเขียนจดหมายกิจธุระ” พร้อมตกแตง่ ให้
-190- สวยงาม

ขั้นสรปุ
ตั ว แ ท น ก ลุ่ ม อ อ ก ม า นาเ ส นอ ผ ล ง านแ ล ะ ส รุ ป เ น้ื อ หา

เก่ยี วกับส่วนประกอบของจดหมายกิจธุระ

190

กิจกรรม “หาใหเ้ จอ เธออยไู่ หน”

…………………………………………... ……………………………………………………………………
……………………………………………………………………
………………………………………………………………….

……………………………………………………………..

………………………………………………………………..
………………………………………………………………..
………………………………………………………………...

……………………………………………………………………………………………………. . ………………………………..……

……………………………………………………………………………………………………………………………………..………

………………………………………………………………………………………………………………………………………..……

………………………………..……………………………………………………………………………………………………………
………………………………………….....………………………………….……………………………………………………………
……………………………………………………..………..……………………………………………………………………………

……………………………………………………………………………........…..…

………………………………………………………………………………………………………………………..........
........................................................................……

………………………………………………………...
(………………….…………………………………………)

……………………………………………………………………

-119911-

บตั รคา
ประกอบกิจกรรม “หาให้เจอเธออยู่ไหน”

ชมรมภาษาไทย โรงเรียนเสริมวิทย์

๑ ๒๑/๕ ถนนราชดาเนิน เขตพระนคร

กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐

๒ ท่ี ๕/๒๕๖๔

๓ เรียน อาจารยก์ รรณกิ าร์ ศกึ ษาดี

สิ่งทสี่ ง่ มาดว้ ย กาหนดการจดั งาน “วันภาษาไทยแหง่ ชาติ”

๔ ประจาปี ๒๕๖๔

๕ เรื่อง ขอเชญิ เป็นวทิ ยากร



.....เน่ืองในโอกาส “วันภาษาไทยแห่งชาติ” ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๖๔
ชมรมภาษาไทย โรงเรียน เสริมวิทย์ กาหนดจัดกิจกรรมประกวด
ความสามารถของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยการพูด
รายละเอียดดังกาหนดการที่แนบ…..

-119922-

บัตรคา
ประกอบกิจกรรม “หาใหเ้ จอเธออยไู่ หน”

( นายเทิดหลา้ ศกึ ษาดี )

๗ ประธานชมรมภาษาไทย


จงึ เรียนมาเพ่ือขอเชญิ เปน็ วิทยากรตามวันและเวลาดังกลา่ ว หวังเป็น
อยา่ งย่งิ วา่ ท่านจะกรุณาและขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสน้ี

๙ ๒๙ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๔

๑๐ ขอแสดงความนบั ถอื

(นายภานพุ งศ์ รักภาษา)

๑๑ อาจารย์ท่ีปรึกษาชมรมภาษาไทย

ชมรมภาษาไทย
โทร. ๐๒๒๓๔๕๖๗๘

-119933-

ใบความรู้
“จดหมายกจิ ธุระ”

ตัวอย่างจดหมาย

-119944-

-119955-

-119966-

ตัวอยา่ งจดหมายข้างตน้ เป็น จดหมายกจิ ธุระ คอื จดหมายทใี่ ช้ในการติดตอ่ เรือ่ งกจิ การงาน
มใิ ชเ่ รื่องส่วนตวั จัดทาในนามองคก์ รใดองคก์ รหนึง่ จดหมายกิจธุระใชร้ ปู แบบเหมอื นหนงั สือราชการ
และใช้ภาษาระดบั ทางการ
สว่ นต่าง ๆ ของจดหมายกจิ ธุระ

วัต ถุป ระส ง ค์ขอ งผู้จัด ทาจด หมายกิจธุระมีไ ด้หล ากห ลาย เช่น เชิญวิท ย ากร
ขอความอนุเคราะห์ ขอบคุณ ฯลฯ ไมว่ ่าจะมีวัตถปุ ระสงคใ์ ด ก็มสี ่วนต่าง ๆ ของจดหมาย ดังน้ี

๑. หวั จดหมาย หมายถึง สว่ นท่เี ปน็ ชอื่ และทีอ่ ยูข่ ององค์กรหรือหนว่ ยงานท่เี ป็นต้นสังกัด
ของผู้ออกจดหมาย เช่น ชมรม ชุมนุม หรือหน่วยงานทอี่ ยใู่ นโรงเรียน หรือกลุ่มบุคคลทรี่ วมกนั
โดยมวี ัตถุประสงค์อย่างเดยี วกัน ก็ใช้ช่ือ-ที่อยู่ ท่ีเปน็ ที่ทาการขององคก์ รหรือหน่วยงานนนั้ หากเป็น
จดหมายกิจธรุ ะทอ่ี อกโดยบคุ คลใดบคุ คลหนึ่ง กใ็ ชท้ อี่ ยขู่ องบคุ คลนนั้ ซึ่งตอ้ งใช้ตามความเป็นจริง
เสมอส่วนองคก์ ร หน่วยงาน หรอื กลุ่มบคุ คลทีม่ หี ัวกระดาษแสดงตราของหน่วยงานถ้านามาใช้กต็ ้ อง
ระบุช่อื และท่ีอยูข่ องผอู้ อกจดหมายใหช้ ดั เจนด้วย

๒. ลาดับที่ของจดหมาย ใช้คาว่า ที่ ตามด้วย เลขบอกลาดับ ของจดหมาย ปี พ.ศ.
เคร่ืองหมาย / (อ่านว่า ทับ) คั่นกลาง เช่น ท่ี ๗ / ๒๕๕๕ ลาดับที่ของจดหมายอยูท่ างดา้ นซ้าย
ของจดหมาย บรรทดั เดยี วกบั บรรทดั แรกของทีอ่ ยทู่ ่อี อกจดหมาย สว่ นองค์กรทมี่ ตี วั ย่อของชอื่ องคก์ ร
จะใสช่ อื่ ย่อนน้ั หลงั คาวา่ ที่ ก่อนหมายเลขบอกลาดับ เช่น ที่ สคทท ๑๕ / ๒๕๕๕ (หมายถึง จดหมาย
ออกจากสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย ลาดับท่ี ๑๕ ของปี ๒๕๕๕) เป็นต้น เป็นคาย่อ
ขององค์กรตอ้ งเปน็ ตวั ย่อที่องค์กรนน้ั ตกลง และใชร้ ่วมกนั

๓. วนั เดอื น ปี เขยี นจากกลางกระดาษไปทางขวา ไม่ต้องเขียน คาว่า วนั ท่ี เดือน และปี
แต่ต้องใส่ วนั เดือน ปี ทีเ่ ขยี นจดหมายใหค้ รบถ้วน ชอ่ื เดอื นไมใ่ ชอ้ กั ษรยอ่ ไม่ตอ้ งใสค่ ายอ่ บอกศกั ราช
เชน่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๕

๔. เร่ือง เปน็ ข้อความสรุปสาระสาคัญของจดหมายฉบับน้ันโดยทัว่ ไปจะเป็นประโยคสั้น
กะทัดรัด บอกวตั ถปุ ระสงคท์ ่อี อกจดหมายให้ตรงและชัดเจน เช่น ขอขอบคุณ, ขอความอนเุ คราะห์
ยกเว้นค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์

๕. คาขน้ึ ต้น จดหมายกิจธุระ ใช้คาว่า เรยี น ขึ้นตน้ จดหมายเสมอตามด้วยชอ่ื นามสกุล หรือ
ตามดว้ ยตาแหน่งผ้รู บั จดหมาย เชน่ เรียน นายธรณนิ ทร์ กาญจนากร, เรยี น ผู้อานวยการโรงเรียน
เสรมิ วิทย์

๖. สง่ิ ทส่ี ง่ มาดว้ ย ระบเุ อกสารหรือสิง่ ทผ่ี ู้สง่ จดหมายสง่ มาใหผ้ ู้รับพรอ้ มจดหมายฉบับนั้น
เช่น กาหนดการ, เอกสารประกอบการประชุม, รายงานการประชมุ , รายละเอียดโครงการ, หนังสือ,
แผ่นซีดี ฯลฯ

๗. ขอ้ ความ ขอ้ ความซง่ึ เปน็ เนอื้ หาหลกั ของจดหมายตอ้ งมี ๒ ย่อหนา้ เปน็ อย่างน้อย ยอ่ หนา้
แรก บอกสาเหตุทีท่ าให้ตอ้ งเขียนจดหมายฉบับน้นั ถา้ เนอ้ื ความทีจ่ ะแจ้งใหท้ ราบมมี าก อาจแบ่งเปน็

-119977-

๒ ย่อหนา้ กไ็ ดต้ ามความเหมาะสม สว่ นยอ่ หนา้ ที่ ๒ บอกวตั ถุประสงคว์ า่ ต้องการให้ผู้รบั จดห มาย
ดาเนินการอะไร

ข้อความย่อหน้าแรก ถ้าบอกสาเหตุท่ีเขียนจดหมายในกรณีท่ีเป็นจดหมายเริ่มตดิ ตอ่
เปน็ ฉบบั แรก ให้ขึ้นต้นดว้ ยคาว่า ดว้ ย, เน่อื งดว้ ย, เน่อื งจาก เชน่

ดว้ ยชมรมวทิ ยาศาสตร์ โรงเรยี นวังใหมจ่ ะจดั นทิ รรศการแสดงผลงานประดษิ ฐข์ องนักเรียน
มัธยมศึกษาตอนปลาย...

เน่ืองด้วยผมได้ติดตามฟังรายการรู้รอ บโลก ซึ่งออกอากาศเป็นประจาทางสถานีวทิ ยุ
เอฟ.เอ็ม. คล่นื ๑๐๖.๕ เมกะเฮิรตซ์...

เน่ืองจากมีสุนัขอาศัยอยภู่ ายในโรงเรียนวัดบ้านสร้อยเป็นจานวนมากและไดอ้ อกลูก
เพิ่มจานวนมากข้นึ ทุกป.ี ..

กรณที ี่เป็นจดหมายตอบ จดหมายทมี่ มี าถงึ หรอื จดหมายท่ีส่งไปตดิ ตามเรื่อง ตอ้ งเทา้ ความ
เรอ่ื งท่ีเคยไดต้ ิดตอ่ กันไว้ โดยใชค้ าวา่ ตามที่ ข้ึนตน้ เรื่องที่เท้าความ และใชค้ าวา่ นั้น ลงท้าย เช่น

ตามท่ีท่านได้ท้วงติงความถูกต้องทางวิชาการของบทความทอ่ี ่านออกอากาศ
ในรายการ รรู้ อบโลก ซึ่งออกอากาศทางสถานีวทิ ยุ เอฟ.เอม็ . คลื่น ๑๐๖.๕ เมกะเฮิรตซ์ เมอ่ื วันเสาร์
ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๐๐ น. นน้ั ...

ตามทีค่ ณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย ได้ใหค้ วามอนเุ คราะห์ส่ง
นิสติ ไปฉดี วคั ซีนเพอื่ ปอ้ งการโรคพิษสุนขั บ้าและทาหมันสุนขั เพือ่ คุมกาเนิดประชากรสุนัขภ ายใ น
ชมุ ชนวดั สะพานสูงนั้น...

ข้อความยอ่ หน้าที่ ๒ บอกวัตถปุ ระสงคข์ องการเขียนจดหมายเป็นยอ่ หน้าส้นั ๆ แต่ชดั เจนวา่
เขียนจดหมายมาเพอื่ อะไร ยอ่ หนา้ บอกวตั ถุประสงคม์ กั ขน้ึ ตนด้วยคาว่า จึงเรียนมาเพ่อื ... เชน่

จึงเรยี นมาเพือ่ โปรดพจิ ารณาดาเนนิ การ
จงึ เรียนมาเพ่ือขออนญุ าตลากจิ 1 วัน และจะกลบั มาเรียนตามปกติในวนั พฤหสั บดี
ท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๕๕
จึ ง เ รี ย นม าเ พ่ื อ ข อ ค ว าม อ นุ เ ค ราะ ห์ ย ก เ ว้ นค่ าเ ข้ าช ม อุ ท ย านแ ห่ ง ช าติ เ ข าส ก
และขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนี้
๘. คาลงท้าย ใชว้ า่ ขอแสดงความนับถือ อย่ตู รงกบั วนั ท่ี
๙. ลายมือชอ่ื ต้องเปน็ รายมือชื่อจริงของผ้ลู งช่ือ ไม่ใชล่ ายมอื ชื่อท่ใี ชต้ รายางประทับ
๑๐. ชื่อเต็มของผู้เขียนจดหมาย พิมพ์อยู่ในวงเล็บ ต้องมีคานาหน้าชื่อเสมอ เช่น
นายเทดิ หล้า ประจกั ษ์ดี
๑๑. ตาแหน่งของผู้เขียนจดหมาย ถ้าผู้เขียนจดหมายเป็นผู้มีตาแหน่งรับผิดชอบงาน
หรอื หนว่ ยงาน ทอ่ี อกจดหมาย จะตอ้ งพิมพก์ ากับในบรรทดั ถดั ไปหากเป็นจดหมายที่ออกใ นนาม
ของชมรมหรือชุมนุมในสถานศกึ ษา ตอ้ งลงลายมอื ชอ่ื ของอาจารยท์ ปี่ รึกษาชมรมหรอื ชมุ นมุ ก า กับ
ทา้ ยจดหมายดว้ ยทุกคร้ัง

-119988-

๑๒. หน่วยงานที่ออกจดหมายและหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เขยี นจดหมาย นิยมพมิ พไ์ ว้
ลาดับสุดท้ายชิดขอบจดหมายด้านซ้าย โดยมหี มายเลขโทรศพั ทอ์ ย่ใู นบรรทัดถดั ไป หากมหี มายเลข
โทรสารและทอี่ ย่ไู ปรษณีย์อิเล็กทรอนกิ สก์ ็ให้ระบุไวด้ ้วย เพ่ือใหผ้ ้รู ับจดหมายสามารถตดิ ต่อกลับ
ไดส้ ะดวก

๑๓. ซองจดหมาย อาจใชซ้ องจดหมายมาตรฐาน ๕ X ๗ น้วิ หรือขนาดเทา่ ซองจดห มาย
ราชการ รหสั ไปรษณียท์ ร่ี ะบหุ น้าซองใหใ้ ช้เลขอารบิก ดังตวั อยา่ ง

จดหมายกิจธุระที่ดี
จดหมายกิจธรุ ะทีด่ ี ผูเ้ ขียนต้องคานึกถงึ องคป์ ระกอบตอ่ ไปน้ีเสมอ
๑. ความชัดเจน จดหมายกจิ ธรุ ะทีเ่ ป็นทางการต้องพิมพ์ ไมเ่ ขยี น เพราะจะชว่ ยให้จดหมาย

สวยงาม ชัดเจน และอา่ นงา่ ย กระดาษที่ใชพ้ มิ พ์ ถ้ามิใช่กระดาษท่ีมตี ราของหน่วยงาน กค็ วรเป็น
กระดาษสีขาวขนาด A4 ไมม่ ีเสน้

๒. ความสมบูรณ์ ผู้เรียบเรียงจดหมายกิจธรุ ะต้องแน่ใจว่า ได้ระบุทกุ ประเด็นที่จาเป็น
ในจดหมายครบถ้วน และทาให้ผู้รับจดหมายเข้าใจได้ทันทีว่าจดหมายน้ันมีวัตถุประสงคใ์ ด
จะดาเนนิ การหรอื จดั กิจกรรมในวัน เวลาใด สถานที่ใด

๓. ความกะทดั รดั ภาษาท่ีใช้ต้องมีความกระชบั ไดค้ วามชดั เจน ใช้ภาษาระดับทางการ

-119999-

๔. ความถูกตอ้ ง ก่อนสง่ จดหมายทกุ ครงั้ ต้องอา่ นทบทวนเน้ือหาสาระในทุกหัวข้อให้ถูกต้อง
โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ช่อื และตาแหนง่ ของผรู้ บั จดหมาย วนั เวลาและสถานที่นัดหมาย หากผดิ พลาด
จะเกดิ ความเสยี หายได้

๕. ความสุภาพ จดหมายกจิ ธุระสว่ นใหญ่มักมเี นื้อความขอรอ้ งใหผ้ ูอ้ ื่นกระทาสิ่งใดส่ิงห นึ่ง
จึงต้องใช้ภาษาทีส่ ุภาพ สร้างความประทับใจ เพ่ือให้ผู้รับจดหมายยนิ ดีท่ีจะทาตามคาร้องขอ
ความสุภาพของจดหมายนั้น รวมถึงการเลือกใชก้ ระดาษ ความสะอาดเรียบร้อยในการพมิ พ์
และการจา่ หน้าซองให้เหมาะสมด้วย
การกรอกแบบฟอรม์ ตา่ ง ๆ

การเขียนตามรูปแบบทีใ่ ชใ้ นสังคมไทยนั้น นอกจากการเขียนจดหมายกิจธรุ ะและยงั มี
การกรอกแบบฟอรม์ ต่าง ๆ เชน่ แบบสมคั รงาน แบบสารวจสามะโนประชากรแบบรายการท่ีใช้ใ น
ทท่ี าการไปรษณยี ์หรือธนาคาร แบบเสียภาษี แบบขอทาหนงั สือเดนิ ทาง เป็นตน้ ผู้กรอกแบบฟอร์ม
ตอ้ งอ่านขอ้ ความให้เขา้ ใจเพ่อื ใหก้ รอกขอ้ มูลได้ถูกต้องและชัดเจน การเขียนควรใช้ลายมือคอ่ นข้าง
บรรจงเพอ่ื ให้อา่ นงา่ ย ควรกรอกข้อมลู ใหค้ รบทุกชอ่ งตามทก่ี าหนด และอ่านทวนกอ่ นส่งคืนเจ้าหนา้ ท่ี
หรือผูท้ ีเ่ ก่ยี วขอ้ งต่อไป

-220000-

ใบงาน
“แผนภาพความคดิ พชิ ติ การเขยี นจดหมายกิจธุระ”

คาชี้แจง ใหน้ กั เรยี นสรปุ ความรู้เกย่ี วกบั การเขียนจดหมายกิจธุระเปน็ แผนภาพความคดิ

-220011-

แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม

คาชีแ้ จง ใหค้ รูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมิน ระดบั คะแนน
๓๒๑

๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ ไมม่ กี ารกาหนด
สมาชิกอย่างชดั เจน สมาชกิ ไมค่ รบถ้วน บทบาทหน้าที่

๒. การมีสว่ นร่วม มีสว่ นรว่ มในการ มสี ว่ นรว่ มในการ มสี ่วนรว่ มในการ
ปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ ปฏบิ ัตงิ านกลุม่ บ้าง ปฏิบตั งิ านกลมุ่ น้อย
มากหรือไมม่ สี ว่ นรว่ ม

๓. การรบั ฟังและแสดงความ รับฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รับฟงั ความคดิ เหน็
คิดเห็น คดิ เหน็ อย่างมีเหตุผล คดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล ของผ้อู นื่ น้อยมาก
และสรา้ งสรรคอ์ ยา่ ง และสร้างสรรค์เป็น หรอื ไมร่ ับฟงั ความ
สมา่ เสมอ บางครั้ง คิดเหน็ ผ้อู ่ืน

๔. ความรบั ผิดชอบ รบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั รับผิดชอบงานท่ไี ดร้ บั ไมร่ บั ผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ ไดร้ บั มอบหมาย
ตามเวลาทีก่ าหนด ทันตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนทีไ่ ด้/12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดมี าก
การแปลผลการประเมิน ดี
พอใช้
เกณฑ์ของระดับคะแนน ปรบั ปรุง
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

2-02202-

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี ๒

หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๕ : ลิขติ สารงานแบบพมิ พ์ เรื่อง จดหมายกจิ ธุระ (2) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๓ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

-203- สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้
จดหมายกิจธรุ ะเปน็ จดหมายท่ใี ชต้ ดิ ตอ่ เรื่องธุระ ขนั้ นา ห้องสมดุ

กิจก ารง านต่าง ๆ ระห ว่าง บุค คลห รือหน่วยงาน นักเรยี นและครสู นทนาเกยี่ วกับรปู แบบการเขียนท่ีเคยเรียน ส่อื
ในการเขยี นจดหมายกิจธรุ ะต้องคานึงถึงการใชถ้ ้อยค า ในคาบท่ี ๑ ใบความรู้ “จดหมายกจิ ธรุ ะ” (จากแผนการจดั การเรียนรู้
ให้ชดั เจน รูปแบบถกู ตอ้ ง ใช้ภาษาสภุ าพ เพื่อการสือ่ สาร ขัน้ สอน
จะได้สัมฤทธิผล การเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ ตอ้ งเขียนให้ ที่ 1)
ถกู ตอ้ งตามหลักการเขียนและมมี ารยาทในการเขยี น ๑. นักเรียนร่วมกันสังเกตจดหมาย ได้แก่ จดหมายเชิญ ภาระงาน/ชิ้นงาน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วทิ ยากร จดหมายขอความอนุเคราะห์ และจดหมายขอบคุณ โดย
ด้านความรู้ สังเกตส่วนประกอบต่าง ๆ ของจดหมาย โดยครูใหค้ าแนะนา -
เพิม่ เตมิ การวัดและประเมนิ ผล
นักเรียนบอกส่วนประกอบของเขียนจดหมายกิจธุระ
ได้ถูกต้อง ๒. นัก เรีย นศึก ษ าใ บ ค ว ามรู้ “จด ห มาย กิจธุระ ” -
ทกั ษะและกระบวนการ จากน้นั ให้นกั เรยี นรว่ มกันสรุปความรูด้ ว้ ยการตอบคาถาม ดงั น้ี

นักเรยี นสามารถเขียนส่วนประกอบของจดหมาย - ช่อื หน่วยงานเจา้ ของจดหมายจะอยสู่ ว่ นใด (ดา้ นบนขวา
กิจธุระได้ถกู ต้องตรงตามหลักการ ของหน้ากระดาษ)
ด้านคุณลกั ษณะ
- ลาดับทข่ี องจดหมายเขียนอย่างไร (เขยี นเลขรหสั พยญั ชนะ
3. ใฝ่เรียนรู้ และเลขประจาของห น่วยง านเจ้ าขอ งจดหมายแล ะเลขท ะเ บี ย น
4. มุ่งมั่นในการทางาน หนังสอื สง่ )

สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กดิ กับผเู้ รียน - คาขึ้นต้นของจดหมายกิจธุระเป็นอยา่ งไร (คาขึ้นตน้ ใช้
“เรียน” ตามด้วยชือ่ ตาแหน่งหรือช่ือบคุ คลท่ีเขียนจดหมายถงึ
1. การส่ือสาร จะอยดู่ ้านซา้ ยของกระดาษตอ่ จากเรอ่ื ง)
2. การคิดข้ันสงู

203

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพมิ พ์ แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี ๒ เวลา ๑ ชั่วโมง
กล่มุ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย เรื่อง จดหมายกจิ ธุระ (2) ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๓
-204- - ใจความของจดหมายมีก่ยี ่อหน้า (สองยอ่ หนา้ หรืออาจมีได้
หลายยอ่ หน้า)
- คาลงทา้ ยใช้ว่าอยา่ งไร และอยใู่ นตาแหนง่ ใด (ใช้คาลงทา้ ย
ว่า “ขอแสดงความนับถือ” อยขู่ วามอื ของกระดาษและมกั นิยมให้
อย่ใู นแนวตรงกับวนั เดอื น ปี
- การจา่ หน้าซองจดหมายควรตระหนกั ในเรอ่ื งใด (การเขยี น
ช่ือ นามสกุลผู้รับจดหมายใหถ้ ูกต้องและระบทุ อี่ ยู่ของผรู้ บั ให้
ชดั เจน คานาหนา้ ผู้รบั ใหถ้ กู ตอ้ ง ในกรณไี ม่มียศ ตาแหน่ง ให้ใชค้ า
นาหนา้ วา่ “คณุ ”

ข้ันสรปุ
นักเรียนและครูร่วมกนั สรุปความรู้เกี่ยวกับหลักการเขียน

จดหมายกจิ ธรุ ะบนกระดานดา

204

แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 3

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ : ลิขิตสารงานแบบพมิ พ์ เรอื่ ง จดหมายกจิ ธุระ (3) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๓

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้
จดหมายกิจธุระเป็นจดหมายที่ใชต้ ดิ ตอ่ เร่ืองธรุ ะ ข้ันนา ห้องสมุด

กิจก ารง านต่าง ๆ ระห ว่าง บุค คลห รือหน่วยงาน นักเรียนและครรู ่วมกันสนทนาทบทวนความรูเ้ รอ่ื งการเขยี น สื่อ
ในการเขยี นจดหมายกิจธรุ ะต้องคานึงถงึ การใช้ถ้อยค า จดหมายกจิ ธุระในคาบเรยี นท่ีแลว้ 1. ใบความรู้ “จดหมายกิจธรุ ะ” (จากแผนการจดั การ
ใหช้ ดั เจน รปู แบบถกู ต้อง ใช้ภาษาสภุ าพ เพ่อื การสอื่ สาร ขั้นสอน
จะได้สัมฤทธิผล การเขยี นจดหมายกจิ ธุระ ต้องเขยี นให้ เรยี นรทู้ ี่ 1)
ถกู ต้องตามหลักการเขียน และมมี ารยาทในการเขยี น ๑. นักเรียนศกึ ษาใบความรู้ “จดหมายกิจธุระ” ครูอธบิ าย 2. ใบงาน “การเขียนจดหมายกิจธรุ ะ”
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ การเขยี นจดหมายกจิ ธรุ ะเพม่ิ เตมิ ให้นักเรยี นทาใบงาน “การเขียน
ด้านความรู้ จดหมายกิจธุระ” โดยเลือกเขียนจดหมายตามวตั ถปุ ระสงคท์ ี่
-205- นักเรียนบอกสว่ นประกอบของเขียนจดหมายกิจธุระ กาหนด ๑ ฉบบั สามารถกาหนดรายละเอยี ดไดต้ ามความเหมาะสม ภาระงาน/ช้ินงาน
การทาใบงาน “การเขียนจดหมายกิจธรุ ะ”
ไดถ้ กู ตอ้ ง - จดหมายเชิญวิทยากร
ทักษะและกระบวนการ - จดหมายขอความอนุเคราะห์
นั ก เ รี ย นส าม ารถ เ ขี ยนส่ วนประ กอ บข อ งจดหมาย - จดหมายแสดงความขอบคุณ การวัดและประเมนิ ผล
2. ครูสุ่มตวั อย่างนักเรยี นท่เี ขยี นเสร็จเรียบร้อยแล้ว จานวน -
กจิ ธุระไดถ้ กู ตอ้ งตรงตามหลกั การ
ด้านคณุ ลักษณะ 2 - 3 คน มานาเสนอผลงานให้เพอื่ น ๆ ฟัง พร้อมท้งั ชว่ ยกันแสดง
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ความคดิ เห็นและแนวคดิ ปรบั ปรงุ แกไ้ ขใหถ้ กู ตอ้ งสมบรู ณ์
2. มุ่งม่นั ในการทางาน ขั้นสรุป
นั ก เรี ย นแ ล ะครู ร่ ว มกันสรุ ป คว ามรู้ ท่ี ได้ รั บจาก การเขียน
สมรรถนะที่ตอ้ งการใหเ้ กิดกบั ผเู้ รยี น จดหมายกิจธรุ ะ
1. การส่ือสาร
2. การคดิ ข้ันสงู

205

ใบงาน
“การเขยี นจดหมายกจิ ธรุ ะ”

คาชแ้ี จง ให้นักเรยี นเลือกเขียนจดหมายตามวัตถุประสงค์ที่กาหนด ๑ ฉบบั (จดหมายเชิญวทิ ยากร/จดหมาย
ขอความอนุเคราะห/์ จดหมายแสดงความขอบคณุ โดยสามารถกาหนดรายละเอียดได้ตามความเหมาะสม

-220066-

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๕ : ลิขติ สารงานแบบพิมพ์ แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 4 เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย เร่ือง วาทะคาสอน (๑) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๓

สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
พระบรมราโชวาทเป็นวรรณคดีท่พี ระบาทสมเด็จ ขนั้ นา
พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอย่ทู รงพระราชนิพนธ์ดว้ ยรอ้ ยแก้ว ๑. นักเรียนร่วมกนั ตอบคาถามว่า “พระบรมราโชวาท ห้องสมุด
ลักษณะของจดหมาย ถ่ายทอดความคดิ สร้างสรรค์ผ่าน ส่ือ
ถ้อยคาทเี่ รียบงา่ ย ทาใหผ้ ู้เรยี นไดร้ ับข้อคดิ คติเตอื นใจและ คอื อะไร”
ลักษณะการเขียนจดหมายจากการศึกษา ใบความรู้ “พระบรมราโชวาท”
แนวคาตอบ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ คาพูด คาสั่งสอนของพระราชา

๒. นกั เรียนเคยรจู้ กั เคยได้ยินพระบรมราโชวาทหรือไม่
รจู้ กั หรอื ได้ยินจากทใี่ ด ภาระงาน/ช้นิ งาน
ดา้ นความรู้ แนวคาตอบ -
-207- บอกท่มี าของเร่ืองพระบรมราโชวาท รจู้ กั , ได้ยินจากข่าวพระราชสานัก เหน็ จากหนังสือ

ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ ขัน้ สอน การวัดและประเมนิ ผล
กระบวนการทางานกลมุ่ ๑. นักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละ ๒ -๓ คน (ครอู าจจะเพ่ิม แบบประเมินการทางานกลุ่ม
จานวนสมาชกิ ในกล่มุ ไดต้ ามความเหมาะสม)
ดา้ นคณุ ลักษณะ ๒. นักเรียนศกึ ษาใบความรู้ “พระบรมราโชวาท” และ
1. ใฝเ่ รยี นรู้ ร่วมกันเฉลยคาตอบจากขอ้ คาถามขา้ งตน้
2. มุ่งมัน่ ในการทางาน
สมรรถนะที่ต้องการให้เกิดกบั ผเู้ รยี น ข้ันสรปุ
นั ก เ รี ย นร่ ว ม กั นแ ส ด ง ค ว าม คิ ด เ ห็นว่ าก ารศึ ก ษาเรื่อง
1. การสอื่ สาร
2. การคดิ ขัน้ สูง พระบรมราโชวาท น่าจะมปี ระโยชน์กบั นกั เรยี นดา้ นใด

แนวคาตอบ ประโยชน์ในด้านความคดิ จากคาสอนทีป่ ร ากฏ
ดา้ นการพัฒนาทักษะการใช้ภาษา เปน็ ตน้

207

ใบความรู้
“พระบรมราโชวาท”

พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั
ขอจดหมายคาสงั่ ตามความประสงคใ์ ห้แก่ลกู บรรดาซ่งึ จะใหอ้ อกไปเรยี นหนงั สือในประเทศ

ยุโรปจงประพฤตติ ามโอวาททีจ่ ะกล่าวต่อไปน้ี
๑. การซง่ึ จะให้ออกไปเรยี นครง้ั น้ี มีความประสงคม์ ุ่งหมายแต่จะใหไ้ ดว้ ชิ าความรอู้ ย่างเดยี ว

ไม่ม่ันหมายจะให้เป็นเกียรติยศช่ือเสียงอยา่ งหน่ึงอย่างใดในชั้นซ่ึงยังเป็นผู้เรียนวิชาอยนู่ เ้ี ลย
เพราะฉะน้นั ท่ีจะไปครง้ั นี้ อยา่ ให้ไว้ยศว่าเปน็ เจ้า ใหถ้ ือเอาบรรดาศักดเิ์ สมอลกู ผู้มตี ระกลู ในกรุงสยาม
คอื อย่าให้ใช้ฮสิ รอแยลไฮเนสปรินซ์นาหนา้ ชือ่ ให้ใช้แต่ชอ่ื เดมิ ของตัวเฉย ๆ เมอ่ื ผ้อู น่ื เขาจะเตมิ หน้าชื่อ
หรอื จะเติมท้ายชอื่ ตามธรรมเนยี มองั กฤษ เป็นมสิ เตอร์หรือเอสไควร์ก็ตามทีเถิด อย่าคัดคา้ นเขาเลย
แต่ไมต่ อ้ งใชค้ าว่านายตามอยา่ งไทยซึ่งเปน็ คานาของชือ่ ลูกขนุ นางทีเ่ คยใชแ้ ทนมิสเตอร์ เมอื่ เรียกชอ่ื
ไทยในภาษาอังกฤษบอ่ ย ๆ เพราะว่าเปน็ ภาษาไทยซ่ึงจะทาใหเ้ ปน็ ที่ฟังขดั ๆ หไู ป

ขออธบิ ายความประสงคข์ อ้ น้ใี ห้ชัดวา่ เหตใุ ดจึงได้ไม่ใหไ้ ปเป็นยศเจ้าเหมือนอาของตวั ท่ีเคย
ไปแตก่ ่อน ความประสงคข์ ้อน้ี ใชว่ า่ จะเกดิ ขน้ึ เพราะไมม่ คี วามเมตตากรุณาหรือจะปิดบังซ่อนเร้นไม่ให้
รู้ว่าเป็นลกู อย่างนนั้ เลย พ่อคงรบั ว่าเป็นลกู และมีความเมตตากรุณาตามธรรมดาท่ีบิดาจะก รุณ า
ตอ่ บุตร แตเ่ ห็นว่าซง่ึ จะเปน็ ยศเจ้าไปนน้ั ไม่เปน็ ประโยชนอ์ นั ใดแก่ตวั นัก ดว้ ยธรรมดาเจ้านายฝ่ายเขา
นั้นมีน้อย เจ้านายฝ่านเรามีมาก ข้างฝ่ายเขามีน้อยตัวก็ยกยอ่ งทานุบารุงกันใหญ่โตมากกว่าเรา
ฝ่ายเราจะไปมียศเสมออยกู่ ับเขา แต่ความบริบรู ณ์และยศศักดิไ์ ม่เต็มทเี่ หมือนอย่างเขาก็จะเป็น
ทน่ี ้อยหน้า และเห็นเปน็ เจา้ นายเมอื งไทยเลวไปและถ้าเป็นเจ้านายแล้ว ตอ้ งรกั ษายศศกั ดิใ์ นกจิ การ
ท้งั ปวงท่ีจะทาทกุ อยา่ ง เป็นเครอื่ งลอ่ ตาล่อหูคนทั้งปวงทจ่ี ะใหพ้ อใจดูพอใจฟงั จะทาอนั ใดกต็ อ้ งระวงั
ตวั ไปทุกอยา่ ง ทสี่ ุดจนจะซอื้ จา่ ยอนั ใดก็แพงกวา่ คนสามญั เพราะเขาถอื วา่ มัง่ มี เป็นการเปลืองทรัพย์
ในท่ไี มค่ วรจะเปลือง เพราะเหตุวา่ ถึงจะเปน็ เจา้ นายก็ดเี ป็นไพร่ก็ดี เม่ืออยใู่ นประเทศมิใช่บา้ นเมือง
ของตัวกจ็ ะไมม่ ีอานาจทจี่ ะทาฤทธ์เิ ดชอนั ใดไปผิดกับคนสามญั ได้ จะมปี ระโยชนอ์ ยู่นิดหนงึ่ แต่เพียง
เข้าท่ีประชมุ สงู ๆ ได้ แต่ถ้าเป็นลูกผู้มีตระกลู ก็จะเขา้ ท่ีประชมุ สูง ๆ ได้เท่ากนั กบั เป็นเจ้านน้ั เอง
เพราะฉะนั้นจึงขอหา้ มเสียว่าอยา่ ใหไ้ ปอวดอ้างเอง หรอื อยา่ ให้คนใช้สอยอวดอ้างวา่ เปน็ เจ้านายอันใด
จงประพฤตใิ หถ้ กู ตามคาส่ังนี้

๒. เงนิ คา่ ท่จี ะใช้สอยในการเลา่ เรยี นกินอยนู่ ่งุ ห่มทง้ั ปวงน้ัน จะใชเ้ งนิ พระคลังขา้ งท่ี คอื เงิน
ท่ีเปน็ ส่วนสิทธ์ขิ าดแก่ตวั พอ่ เอง ไมใ่ ช้เงินทีส่ าหรบั จา่ ยราชการแผ่นดิน เงินรายนไ้ี ดฝ้ ากไว้ที่แบงก์
ซึ่งจะได้มคี าส่ังใหร้ าชทูตจ่ายเป็นเงินสาหรับเรียนวชิ าชั้นต้น ๕ ปี ปลี ะ ๓๒๐ ปอนด์ เงนิ ๑,๖๐๐
ปอนด์ สาหรบั เรียนวชิ าช้นั หลงั อีก ๕ ปี ปลี ะ ๔๐๐ ปอนด์ เงิน ๒,๐๐๐ ปอนด์ รวมเปน็ คนละ ๓,๖๐๐
ปอนด์ จะไดร้ วู้ ชิ าเสรจ็ สิน้ อยา่ งชา้ ใน ๑๐ ปี แต่เงนิ นี้ฝากไวใ้ นแบงก์คงจะมีดอกเบีย้ มากขน้ึ เหลือการเลา่
เรยี นแลว้ จะได้ใชป้ ระโยชน์ของตวั เองตามชอบใจ เปน็ ส่วนยกให้ เงินส่วนของใครจะให้ลงชื่อเปน็ ของ
ผนู้ น้ั ฝากเอง แตใ่ นกาหนดยงั ไมถ่ งึ อายุ ๒๑ ปีเต็ม จะเรยี กเอาเงนิ คา่ ใชส้ อยเองมิได้ จะตั้งผู้จัดการ

-220088-

แทนไว้ที่นอก ใหเ้ ป็นผู้ชว่ ยจัดการไปฝากเงินไว้แหง่ ใดเท่าใ ด และผ้ใู ดเปน็ ผู้จัดการจะไดท้ าห นังสือ
มอบให้อกี ฉบับหนง่ึ สาหรับทจี่ ะได้ไปทวงเอาในเวลาต้องการได้

การซ่ึงใชเ้ งินพระคลงั ขา้ งทไ่ี ม่ใชเ่ งนิ แผ่นดินอย่างเช่นเคยจ่ายใหเ้ จ้านายและบุตรข้าราชการ
ไปเลา่ เรยี นแต่ก่อนนน้ั เพราะเหน็ วา่ พ่อมีลกู มากดว้ ยกัน การซง่ึ ให้มโี อกาสและให้ทุนทรพั ย์ซ่งึ จะได้
เลา่ เรยี นวชิ านี้ เปน็ ทรพั ย์มรดกอนั ประเสรฐิ ดีกวา่ ทรัพยส์ ินเงินทองอื่น ๆ ด้วยเป็นของตดิ ตัวอยู่ได้
ไม่มอี ันตรายท่ีจะเสอื่ มสูญ ลกู คนใดที่มีสตปิ ัญญาเฉลียวฉลาดกด็ หี รอื ไมม่ ีสตปิ ัญญาเฉลียวฉลาดก็ดี
ก็จะตอ้ งส่งออกไปเรียนวชิ าทุกคนตลอดโอกาสท่จี ะเป็นไปได้เหมือนหนึง่ ไดแ้ บง่ ทรพั ยม์ รดกให้แกล่ ูก
เสมอ ๆ กันทุกคน ก็ถ้าจะใช้เงินแผ่นดินสาหรับให้ไปเลา่ เรียนแกผ่ ู้ซงึ่ ไมม่ ีสตปิ ญั ญาเฉลียวฉลาด
กลับมาไม่ไดท้ าราชการคุ้มกับเงินแผ่นดินท่ลี งไปก็จะเป็นที่ติเตียนของคนบางจาพวกว่ามีลูกมาก
เกนิ ไป จนต้องใชเ้ งินแผน่ ดินสาหรับใหไ้ ปเล่าเรียนมากมายเหลือเกิน แล้วซ้าไม่เลือกฟัน้ เอ าแต่ที่
เฉลียวฉลาดจะไดร้ าชการ คนโง่คนเง่าก็เอาไปเล่าเรียนใหเ้ ปลอื งเงิน เพราะค่าทเ่ี ป็นลกู ของพอ่
ไม่อยากจะให้มีมลทินท่ีจะพูดติเตียนเกยี่ วขอ้ งกบั ความปรารถนาซึ่งจะสงเคราะห์แก่ลูกให้ท่วั ถึง
โดยเทีย่ งธรรมจงึ มไิ ดใ้ ชเ้ งนิ แผ่นดิน

อีกประการหนง่ึ เลา่ ถึงว่าเงินพระคลงั ข้างทีน่ ้ันเองก็เป็นสว่ นหนง่ึ ในเงินแผน่ ดินเหมือนกัน
เว้นแต่เปน็ สว่ นที่ยกให้แกพ่ อ่ ใชส้ อยในการสว่ นตัว มที าการกศุ ลและสงเคราะห์บตุ รภรรยา เป็นต้น
เห็นว่าการสงเคราะห์ด้วยเล่าเรียนดงั นี้เปน็ ดีกว่าอยา่ งอ่ืน ๆ จึงได้เอาเงนิ รายน้ีใชเ้ ป็นการมคี ณุ
ตอ่ แผ่นดิน ทีไ่ ม่ต้องแบง่ เงนิ แผน่ ดินมาใช้เป็นค่าเล่าเรยี นขึ้น อีกสว่ นหนง่ึ และพ้นจากคาคัด ค้าน
ต่าง ๆ เพราะเหตทุ ่ีพ่อได้เอาเงินส่วนท่ีพ่อจะได้ใชเ้ องน้นั ออกใหเ้ ล่าเรียนดว้ ยเงนิ รายน้ี ไมม่ ผี ้หู น่ึงผู้ใด
ทจ่ี ะแทรกแซงว่าควรใชอ้ ยา่ งน้นั ไม่ควรใช้อยา่ งนนั้ ไดเ้ ลย

๓. จงรู้สึกตัวเป็นนิจเถิดวา่ เกิดมาเป็นเจ้านายมียศบรรดาศักดิ์มากจริงอยู่ แต่ไม่เปน็
การจาเปน็ เลยท่ผี ู้ใดเปน็ เจา้ แผน่ ดนิ ขึ้น จะตอ้ งใช้ราชการอันเปน็ ช่องทจ่ี ะหาเกียรติยศ ชอ่ื เสยี งและ
ทรพั ย์สิน ถา้ จะวา่ ตามการซึ่งเป็นมาแตก่ ่อน เจ้านายซง่ึ จะหาชอ่ งทาราชการได้ยากกว่าลูกขุนนาง
เพราะเหตุท่เี ปน็ ผูม้ ีวาสนาบรรดาศักด์ิมาก จะรับราชการในตาแหน่งต่า ๆ ซ่ึงเป็นกระไดขัน้ แรก
คอื เป็นนายรองหุ้มแพรมหาดเล็ก เปน็ ต้น กไ็ ม่ไดเ้ สยี แลว้ จะไปแตง่ ต้งั ให้วา่ การใหญ่โตสมแก่ยศศักด์ิ
เม่ือไมม่ วี ิชาความรแู้ ละสติปัญญาพอที่จะทาการในตาแหน่งน้ันไปได้กเ็ ป็นไปไม่ได้ เพราะฉะน้ัน
เจ้านายจะเป็นผู้ได้ทาราชการมีช่อื เสยี งดี ก็อาศัยได้แตส่ ติปัญญาความรู้และความเพยี รของตวั
เพราะฉะนน้ั จงอุตสาหะเล่าเรยี นโดยความเพยี รอยา่ งยิ่ง เพอ่ื จะไดม้ โี อกาสทีจ่ ะทาการใหเ้ ปน็ คุณแก่
บ้านเมืองของตัว และโลกท่ีตวั ไดเ้ กดิ มา ถา้ จะถือว่าเกิดมาเป็นเจ้านายแล้วนิง่ ๆ อยูจ่ นตลอดชีวิต
ก็เปน็ สบายดังน้นั จะไมผ่ ดิ อัน

ใดกับสตั ว์ดิรัจฉานอย่างเลวนัก สัตว์ดริ ัจฉานมันเกิดมากิน ๆ นอน ๆ แลว้ กต็ าย แตส่ ัตว์
บางอยา่ งยังมีหนังมเี ขามีกระดูกเป็นประโยชนไ์ ดบ้ ้าง แต่ถา้ คนประพฤติอยา่ งเชน่ สัตว์ดิรัจฉานแล้ว
จะไมม่ ปี ระโยชนอ์ ันใดยิ่งกวา่ สตั วด์ ริ ัจฉานบางพวกไปอกี เพราะฉะนัน้ จงอุตสาหะทจ่ี ะเรียวชิ าเข้ามา
เป็นกาลังท่ีจะทาตัวใหด้ ีกว่าสตั ว์ดิรัจฉานใหจ้ งได้ จึงจะนับว่าเป็นการไดส้ นองคณุ พ่อซ่ึงไดค้ ดิ
ทานุบารงุ เพือ่ จะใหด้ ีต้ังแต่เกิดมา

-220099-

๔. อย่าไดถ้ ือตวั ว่าเป็นลกู เจา้ แผน่ ดิน พ่อมอี านาจย่ิงใหญ่อยใู่ นบา้ นเมือง ถงึ จะเกะกะไม่กลัว
เกรงคุมเหงผ้ใู ด เขาก็คงจะมีความเกรงใจพ่อ ไม่ต่อสู้หรือไม่อาจฟ้องร้องวา่ กลา่ ว การซ่ึงเชอ่ื ใจ
ดงั นัน้ เปน็ การผดิ แท้ทเี ดยี ว เพราะความปรารถนาของพอ่ ไมอ่ ยากจะใหล้ ูกมีอานาจที่จะเกะกะอย่าง
น้นั เลย เพราะรู้เปน็ แนว่ า่ เมอื่ รักลูกเกินไป ปล่อยใหไ้ ม่กลวั ใครและประพฤติการชั่วเชน่ นัน้ คงจะเปน็
โทษแก่ตัวลกู นัน้ เองทง้ั ในปัจจุบันและอนาคต เพราะฉะนั้นจงรูเ้ ถดิ วา่ ถ้าเมือ่ ไดท้ าความผิดเม่ือใด
จะไดร้ ับโทษโดยทนั ที การท่มี ีพอ่ เป็นเจ้าแผน่ ดนิ นน้ั จะไม่เปน็ การช่วยเหลืออดุ หนุนแก้ไขอันใดไดเ้ ลย
อีกประการหนึง่ ชีวติ สงั ขารของมนษุ ย์ไมย่ ั่งยืนยืดยาวเหมือนเหล็กเหมอื นศลิ า ถงึ โดยวา่ จะมพี อ่ อยู่ใน
ขณะหน่ึงกค็ งจะมีเวลาท่ีไม่มีได้ขณะหนงึ่ เป็นแน่แท้ ถ้าประพฤติความชว่ั เสยี แตใ่ นเวลามพี อ่ อยูแ่ ล้ว
โดยจะบดิ บงั ซ่อนเรน้ อยไู่ ด้ดว้ ยอยา่ งหนึ่งอยา่ งใด เวลาไม่มีพอ่ ความชว่ั น้ันคงจะปรากฏเป็นโทษตดิ ตวั
เหมอื นเงาตามหลังอยูไ่ ม่ขาด เพราะฉะนัน้ จงเปน็ คนอ่อนนอ้ ม วา่ งา่ ยสอนงา่ ย อย่าใหเ้ ป็นทิฐิมานะไป
ในทางทผี่ ดิ จงประพฤตติ วั หันมาทางท่ชี อบที่ถกู อยู่เสมอเป็นนิจเถิด จงละเว้นเวลาท่ชี ่ัวซงึ่ รไู้ ด้เอง
แก่ตัวหรือมผี ตู้ กั เตอื นแนะนาให้รแู้ ลว้ อย่าให้ล่วงให้เป็นไปได้เลยเป็นอนั ขาด

๕. เงินทองทีจ่ ะใชส้ อยในคา่ กนิ อยู่ นุ่งห่มหรือใชส้ อยเบ็ดเสร็จท้ังปวงจงเขมด็ แขม่ใชแ้ ต่
เพียงพอที่อนุญาตให้ใช้ อยา่ ทาใจโตมือโตสุรุย่ สรุ า่ ยโดยถือวา่ ตัวเปน็ เจา้ นายมั่งมมี ากหรือถอื วา่ พอ่ เปน็
เจ้าแผ่นดินมีเงินทองถมไป ขอบอกเสยี ให้ร้แู ต่ต้นมือวา่ ถา้ ผู้ใดไปเป็นหนมี้ าจะไมย่ อมใชห้ นี้ให้เล ย
หรือถ้าเปน็ การจาเป็นต้องใช้ จะไมใ่ ชเ้ ปล่าโดยไมม่ โี ทษแก่ตัวเลยพงึ รู้เถิดว่าต้องใชห้ นเ้ี ม่ือใด ก็จะต้อง
รบั โทษเมื่อนั้นพรอ้ มกัน อย่าเชือ่ ถอ้ ยคาผูใ้ ด หรืออย่าหมายใจวา่ โดยจะใชส้ รุ ยุ่ สุร่ายไปเหมือนอย่าเชน่
คนเขาไปแตก่ ่อน ๆ แต่พ่อเขาเปน็ ขุนนางเขายังใช้กันได้ไมว่ า่ ไรกัน ถา้ คดิ ดงั นน้ั คาดดังน้นั เปน็ ผิดแท้
ทเี ดยี ว พ่อรักลูกจริง แตไ่ ม่รักลกู อยา่ งชนิดนน้ั เลย เพราะรู้เป็นแน่วา่ ถ้าจะรกั อย่านั้นตามใจอย่าน้ัน
จะไม่เป็นการมีคณุ อันใดแก่ตวั ลูกผูไ้ ดร้ บั ความรกั นัน้ เลย เพราะจะเป็นผูไ้ ม่ได้วชิ าที่ปรารถนาจะให้ได้
จะไปไดแ้ ตว่ ิชาท่ีจะทาใหเ้ สียชอ่ื เสยี งและไดค้ วามร้อนใจอย่เู ป็นนิจ จงนึกไวใ้ ห้เสมอว่าเงินทองที่แล
เหน็ มาก ๆ ไมไ่ ด้เปน็ ของหามาได้โดยงา่ ยเหมอื นเวลาทจ่ี ่ายไปง่ายนนั้ เลย เงนิ ท่ีส่วนตัวไดร้ บั เบีย้ หวัด
หรอื เงนิ กลางปีอยู่เสมอนน้ั กด็ ว้ ยอาศัยเป็นลูกพอ่ สว่ นเงนิ ทพ่ี ่อไดห้ รือลกู ได้เพราะพ่อน้ัน กเ็ พราะ
อาศยั ท่พี อ่ เปน็ ผ้ทู านบุ ารุงบ้านเมือง และราษฎรผูเ้ จา้ ของทรพั ยน์ ้ันกเ็ ฉล่ยี เรีย่ ไรกนั มาให้ เพื่อจะให้
เป็นกาลงั ท่จี ะหาความสุขคมุ้ กบั คา่ เหนด็ เหน่อื ยท่ีต้องรับการในตาแหนง่ อันสงู คือเป็นผู้รักษาความสขุ
ของเขาท้ังปวง เงนิ นั้นไม่ควรจะนามาจาหน่ายในการท่ไี มเ่ ป็นประโยชน์ไมเ่ ป็นเรอ่ื ง และเปน็ การไมม่ ี
คุณ กลบั ใหโ้ ทษแก่ตวั ต้องใชแ้ ต่ในการจาเป็นท่ีจะตอ้ งใช้ ซึ่งจะเป็นการมีคุณประโยชน์แก่ตวั และผอู้ นื่
ในทางชอบธรรม ซ่งึ จะเอาไปกอบโกยใชห้ นีใ้ ห้แกล่ กู ผูท้ าความชวั่ จนเสียทรพั ยไ์ ปน้นั สมควรอยู่หรือ
เพราะฉะน้ันจงึ ต้องว่าไมย่ อมทจี่ ะใช้หน้ใี ห้ โดยว่าจะตอ้ งใช้ใหก้ ็จะตอ้ งมโี ทษเปน็ ประกันม่ันใจว่าจะไม่
ต้องใชอ้ กี เพราะจะเขด็ หลาบในโทษทที่ าน้นั จงึ จะยอมใชใ้ ห้ได้ ใช้ใหเ้ พราะจะไมใ่ หท้ รพั ยผ์ ้อู ่ืนสูญเสีย
เท่าน้นั ใช่จะใช้ให้โดยความรกั ใคร่อย่างบิดาให้บุตรเม่ือมคี วามยินดตี อ่ ความประพฤตขิ องบตุ รน้ันเลย
เพราะฉะนน้ั จงจาไว้ ตัง้ ใจอยู่ใหเ้ สมอวา่ ตนเป็นคนจนมีเงินใช้เฉพาะแตท่ ี่จะรักษาความสุขของตัว
พอสมควรเท่าน้นั ไมม่ งั่ มีเหมือนใคร ๆ อื่นและไมเ่ หมือนกบั ผูด้ ีฝรง่ั เลย ผดู้ ฝี รัง่ เขามงั่ มีมสี ืบตระกูลกนั
มาด้วยได้ดอกเบ้ยี ค่าเช่าต่าง ๆ ตัวเองเป็นผู้ได้เงินจากราษฎรเลยี้ ง พอสมควรท่ีจะเลี้ยงชีวิต
และรกั ษาเกยี รติยศเท่านัน้ อยา่ ไปอวดม่ังอวดมที าเทียบเท่าเขาใหฟ้ งุ้ ซา่ นไปเปน็ อันขาด

-221100-

อีกอย่างหนึ่ง จะนกึ เอาเองวา่ ถึงโดยเป็นหน้ีสินลงอยา่ งไร พ่อจะไม่ใช้หรอื ใหใ้ ชก้ ็กลวั ตอ้ งทา
โทษ คิดวา่ เงนิ ทองของตวั ทีไ่ ด้ปีหนึง่ ๆ มีอยูท่ งั้ เบย้ี หวัดและเงินกลางปี เวลาออกไปเรียนไม่ได้ใช้
เงนิ รายนีเ้ ก็บรวมอยู่เปล่า ๆ จะเอาเงินรายนี้ใช้หนีเ้ สยี ต่อไปกค็ งไดท้ กุ ปี ซ่ึงจะคิดอย่างนี้แล้ว จะ
จบั จ่ายเงนิ ทองจนตอ้ งเปน็ หนกี้ ลับเข้ามานั้น ก็เป็นการไม่ถูกเหมือนกนั เพราะวา่ ผลประโยชน์อันใด
ทีจ่ ะได้อย่ใู นเวลามีพอ่ กบั เวลาไมม่ พี อ่ น้ัน จะถือเอาเปน็ แนว่ า่ จะคงทอี่ ยู่นน้ั ไมไ่ ด้ และยง่ิ เป็นผูใ้ หญ่ข้นึ
ก็จะมีบา้ นเรือนบุตรภรรยามากขน้ึ คงต้องใช้มากขึ้น เงินทีจ่ ะได้นนั้ บางทกี ็จะไม่พอ จะเช่อื ว่าวชิ าท่ตี วั
ไปเรียนจะเปน็ เหตใุ ห้ได้ทาราชการได้ผลประโยชนท์ ันใช้หนกี้ ็เชือ่ ไมไ่ ด้ เพราะเหตุทตี่ ัวเปน็ เจ้ านาย
ถา้ บางทจี ะเปน็ เวลากีดขัดขอ้ ง เพราะเปน็ เจ้านายนน้ั กจ็ ะทาอะไรไมไ่ ดเ้ ลยถ้าจะหนั ไปขา้ งทามาหากิน
ซึ่งเป็นการยากท่ีจะทาเพราะเป็นเจ้านายเหมือนกัน คือไปรับจ้างเขาเป็นเสมียนไมไ่ ด้ เป็นตน้
เมื่อทุนรอนที่มีเอาไปใช้หนี้เสยี หมดแลว้ จะเอาอันใดเป็นทนุ รอนทามาหากินเล่า เพราะฉะนั้นจึงว่า
ถ้าจะคิดใช้อย่างเช่นน้ีซงึ่ ตัวจะคดิ เห็นว่าเป็นอันไม่ตอ้ งกวนพอ่ แล้วน้ัน กย็ งั เป็นการเสยี ประโยช น์
ภายหน้ามากไมค่ วรจะกอ่ ให้มใี หเ้ ปน็ ขึ้น

๖. วิชาที่จะออกไปเรียนนั้น ก็คงต้องเรียนภาษาและหนังสือในสามภาษา คือ อังกฤษ
ฝรั่งเศส เยอรมัน ใหไ้ ด้แมน่ ยาชัดเจนคล่องแคล่วจนถึงแต่งหนงั สอื ได้สองภาษาเปน็ อยา่ งนอ้ ย เปน็ วิชา
หนังสืออย่างหนง่ึ กบั วชิ าเลขให้เรยี นรูค้ ิดใช้ได้ในการต่าง ๆ อกี อย่างหนง่ึ น้เี ปน็ ต้น วชิ าสองอยา่ ง
ท่จี าเปน็ จะตอ้ งเรยี นให้รู้ใหไ้ ดจ้ ริง ๆ เปน็ ช้นั ตน้ แตว่ ิชาอื่น ๆ ที่จะเรยี นตอ่ ไป ใหเ้ ป็นวชิ าชานาญวิเศษ
ในกจิ การข้างวิชาน้นั จะตัดสนิ เป็นแนน่ อนวา่ ใหเ้ รยี นส่ิงใดในเวลานีก้ ย็ ังไม่ควร จะตอ้ งไว้เปน็ คาส่ัง
ต่อภายหลงั เมอื่ รู้วิชาชน้ั ตน้ พอสมควรแล้ว แตบ่ ดั นีจ้ ะขอตักเตือนอย่างหนง่ึ ก่อนวา่ ซง่ึ ให้ออกไปเรียน
ภาษาวิชาการในประเทศยุโรปน้ันใชว่ า่ จะต้องการเอามาใชแ้ ตเ่ ฉพาะภาษาฝร่ังหรืออย่างฝร่งั น้ัน
อย่างเดียว ภาษาไทยและหนังสอื ไทยซึ่งเป็นภาษาของตวั หนังสอื ของตัว คงจะตอ้ งใช้อย่เู ปน็ นิจ
จงเข้าใจวา่ ภาษาตา่ งประเทศนนั้ เปน็ แตพ่ ื้นของความรู้ เพราะวชิ าความรใู้ นหนังสือไทยทมี่ ผี แู้ ตง่ ไวน้ ้นั
เป็นแตข่ องเกา่ ๆ มีนอ้ ย เพราะมไิ ดส้ มาคมกับชาติอน่ื ช้านานเหมือนวชิ าการในประเทศยุโรปที่ได้
สอบสวนซง่ึ กนั และกนั จนเจริญรุ่งเรืองมากแล้วนั้น ฝ่ายหนังสือไทยจงึ ไมพ่ อท่จี ะเลา่ เรียนจงึ ต้องไป
เรียนภาษาอนื่ เพ่ือจะได้เรียนวชิ าให้กว้างขวางออก แล้วจะเอากลับลงมาใช้เปน็ ภาษาไทยท้ังส้นิ
เพราะฉะนั้นจะทิ้งภาษาของตัวใหล้ ืมถอ้ ยคาทจ่ี ะพดู ให้สมควรเสีย หรือจะลมื วธิ เี ขยี นหนังสือไทยทต่ี วั
ไดฝ้ กึ หัดแลว้ เสียนน้ั ไมไ่ ด้เลย ถ้ารแู้ ตภ่ าษาตา่ งประเทศ ไมร่ เู้ ขยี นอ่านแปลลงเป็นภาษาไทยได้ก็ไม่เปน็
ประโยชน์อนั ใด ถ้าอยา่ งนน้ั หาจ้างแตฝ่ รง่ั มาใช้เท่าไร ๆ ก็ได้ ท่ตี อ้ งการนนั้ ต้องให้กลบั แปลภาษ า
ต่างประเทศลงเป็นภาษาไทยได้ แปลภาษาไทยออกเปน็ ภาษาตา่ งประเทศไดจ้ ึงจะนับวา่ เป็นประโยชน์
อยา่ ตืน่ ตัวเองวา่ ได้ไปร่าเรียนภาษาฝรง่ั แล้วลมื ภาษาไทย กลบั เหน็ เปน็ การเก๋การกี๋ อยา่ งเช่นนักเรียน
บางคนมักจะเหน็ ผิดไปดงั น้นั แต่ที่จริงเปน็ การเสยี ทีค่ วรจะตเิ ตยี นแทท้ เี ดียว เพราะเหตฉุ ะนั้นในเวลา
ทอ่ี อกไปเรยี นวชิ าอยู่ ขอบังคบั วา่ ให้เขยี นหนังสือถึงพ่อทุกคน อย่างน้อยเดือนละฉบบั เมื่อเวลายงั
เขยี นหนงั สอื องั กฤษไมไ่ ด้ ก็ให้เขยี นมาเป็นหนังสอื ไทย ถ้าเขียนหนงั สอื องั กฤษหรือภาษาหน่งึ ภาษาใด
ได้ ใหเ้ ขียนภาษาอนื่ น้ันมาฉบับหนึง่ ให้เขียนคาแปลเปน็ ภาษาไทยอกี ฉบบั หนึ่ง ตดิ กนั มาอยา่ งใหข้ าด
เพราะเหตุที่ลกู ยงั เปน็ เดก็ ไม่ได้เรียนภาษาไทย แน่นอนม่งั คง กใ็ หอ้ าศัยไตถ่ ามครูไทยทอี่ อกไปอยดู่ ว้ ย
หรือค้นดูตามหนังสือภาษาไทยซงึ่ ได้จัดออกไปให้ด้วย คงจะพอหาถ้อยคาท่ีจะใช้แปลออกเปน็

-221111-

ภาษาไทยได้ แตห่ นงั สือไทยทีจ่ ะเป็นกาลงั ช่วยอย่างนีย้ งั มนี อ้ ยจรงิ เมอื่ เขยี นเขา้ มาคาใดผดิ จะติเตียน
ออกไปแล้วจงจาไว้ใชใ้ ห้ถกู ตอ่ ไปภายหน้า อย่าใหม้ ีความกลัวความกระดากว่าจะผดิ ใหท้ าตามท่เี ตม็
ความอุตสาหะความแนใ่ จว่าเปน็ ถกู แลว้ เม่ือผิดก็แก้ไปไมเ่ สยี หายอนั ใด

๗. จงร้วู า่ การเล่าเรียนของลูกทั้งปวงนั้น อาของเจา้ กรมหม่ืนเทวะวงษ์วโรประการได้รับ
ปฏิญาณตอ่ พอ่ ว่า จะต้ังใจอตุ สาหะเป็นธุระในการเลา่ เรยี นของลกู ท้ังปวงทั้งในปัจจบุ ันและภา ยหน้า
พ่อไดม้ คี วามวางใจมอบธุระสิทธิ์ขาดแกก่ รมหมื่นเทวะวงษ์วโรประการเปน็ ธุระทุกส่งิ ทกุ อย่างอยู่ใ น
กรุงเทพฯ เม่ือมีธรุ ะขดั ข้องประการใด ให้มหี นงั สือมาถึงกรมหม่นื เทวะวงษ์ฯ ก็จะรู้ตลอดไดถ้ งึ พ่อ
และกรมหมื่นเทวะวงษฯ์ นั้น คงจะเอาธุระทานุบารงุ ทกุ สง่ิ ทุกอยา่ งให้สาเรจ็ ตลอดไปได้ ส่วนที่ใน
ประเทศยโุ รปน้ันถา้ ไปอยู่ในประเทศใดทมี่ ีราชทตู ของเราอยู่ ราชทูตคงจะเอาเป็นธุระดแู ลทกุ ส่ิงทุก
อย่าง เมื่อมีการขัดขอ้ งลาบากประการใดจงชแี้ จงแจ้งความให้ทา่ นราชทูตทราบ คงจะจัดการได้
ตลอดไป เมื่อไปอยูใ่ นโรงเรียนแห่งใดจงประพฤติการให้เรียบร้อยตามแบบอย่างซึ่งเขาตัง้ ลงไว้
อย่าเกะกะวนุ่ วายเชอื่ ตัวเชือ่ ฤทธ์ิไปตา่ ง ๆ จงอุตสาหะพากเพียรเรยี นวิชาใหร้ มู้ า ไดช้ ่วยกาลงั พอ่ เป็น
ที่ช่นื ชมยินดีสมกบั ทมี่ ีความรกั น้ันเถิด

-221122-

กรมหมนื่ เทวะวงษ์วโรประการ คาอธิบายศัพท์และขอ้ ความ
คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศว์ โรปการ
เงนิ กลางปี ทรงเปน็ ตน้ ราชสกลุ เทวกลุ พระนามเดมิ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงษ์
เงินพระคลงั ข้างท่ี เปน็ พระราชโอรสในพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว
ตง้ั ลงไว้ กบั สมเด็จพระปิยมาวดศี รีพัชรนิ ทรมาตา ทรงดารงตาแหนง่
เบี้ยหวัด เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ ตามต้นร่างประกาศแต่งตง้ั
รบั ราชการ พระบรมวงศานุวงศ์ ระบกุ ารเขียนพระนามในชว่ งต่าง ๆ ไว้ดังนี้
เปน็ การเกก๋ ารกี๋ ชว่ งท่ีทรงเป็นกรมหม่ืน พระนามเขียนวา่
ฟุง้ ซ่าน
รับปฏิญาณ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมน่ื เทวะวงษ์วโรประการ
เลือกฟนั้ ช่วงทีท่ รงเปน็ กรมหลวง พระนามเขียนวา่
เลว
เอสไควร์ พระเจ้านอ้ งยาเธอ กรมหลวงเทวะวงษ์วโรประการ
อิสรอแยลไฮเนสปรินซ์ ช่วงทท่ี รงเป็นกรมพระ พระนามเขยี นว่า

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระเทวะวงศ์วโรประการ
ชว่ งทีท่ รงเป็นกรมพระยา พระนามเขียนว่า

สมเด็จพระเจ้าบ รมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะว ง ศ์
วโรประการ (ขอ้ มูลจากการชี้แจงของ ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกลุ
ในหนงั สอื เรอื่ ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์
วโรประการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรุงเทพฯ (๑๙๘๔) จากัด,
๒๕๔๗)
เบ้ยี หวัดท่จี ่ายกลางปี
เงนิ แผ่นดินสว่ นทีถ่ วายพระมหากษัตรยิ ์เพ่อื ทรงใช้ในพระราชกิจ
ต่าง ๆ
กาหนดไว้
เงนิ ทพ่ี ระมหากษตั ริย์พระราชทานเปน็ รายปใี ห้แก่เจ้านายหรือผู้ท่ี
สนองพระเดชพระคุณ
เปน็ เร่ืองโก้ทันสมยั
ในท่ีนีห้ มายความวา่ มากเกินไป ในความวา่ “อย่าไปอวดม่ังอวดมี
ทาเทียบเทยี มเขาใหฟ้ ุ้งซ่าน”
รับปาก
เลือกเฟน้
ตา่ ศักด์ิ ในความว่า “และเห็นเป็นเจา้ นายเมอื งไทยเลวไป”
มาจากคาว่า Esquire เป็นคาท่ีใช้เขียนหลังชื่อผู้ชายอังกฤษ
แสดงวา่ เปน็ ผมู้ ีอันจะกินหรอื ผอู้ ยู่ในตระกูลคหบดี
มาจากคา His Royal Highness Prince เปน็ คานาหนา้ พระนาม
พระราชโอรสและพระราชนดั ดาพระมหากษัตรยิ ์

-221133-

แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม

คาช้ีแจง ใหค้ รูประเมินการทางานกลมุ่ ของนักเรียนตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑

๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไมม่ กี ารกาหนด
สมาชกิ อย่างชดั เจน สมาชกิ ไมค่ รบถว้ น บทบาทหนา้ ท่ี

๒. การมสี ว่ นรว่ ม มีส่วนรว่ มในการ มสี ่วนรว่ มในการ มีสว่ นรว่ มในการ
ปฏบิ ตั งิ านกลมุ่ ปฏิบตั ิงานกล่มุ บา้ ง ปฏิบัติงานกลมุ่ นอ้ ย
มากหรือไม่มสี ่วนร่วม

๓. การรบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความ รับฟังความคดิ เหน็
คดิ เหน็ คิดเห็นอย่างมีเหตผุ ล คิดเห็นอยา่ งมเี หตุผล ของผ้อู น่ื นอ้ ยมาก
และสรา้ งสรรค์อยา่ ง และสร้างสรรคเ์ ปน็ หรือไมร่ บั ฟังความ
สมา่ เสมอ บางคร้งั คิดเห็นผ้อู ื่น

๔. ความรบั ผิดชอบ รับผดิ ชอบงานทีไ่ ดร้ ับ รับผดิ ชอบงานท่ีไดร้ บั ไม่รับผดิ ชอบงานที่
มอบหมายและเสรจ็ มอบหมาย แต่เสรจ็ ไม่ ไดร้ ับมอบหมาย
ตามเวลาทกี่ าหนด ทนั ตามกาหนด

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนที่ได้/12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดมี าก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ปรับปรุง
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

21-2414-

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 5

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพมิ พ์ เรอื่ ง วาทะคาสอน (๒) เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๓ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ ๓

สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
พระบรมราโชวาทเปน็ วรรณคดีทีพ่ ระบาทสมเด็จ ข้นั นา -

พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่ทรงพระราชนิพนธ์ด้วยรอ้ ยแกว้ นักเรียน ๑ - ๒ คน อาสาสมัครพูดทบทวนความรู้ สอ่ื
ลักษณะของจดหมายถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ผา่ น เก่ียวกบั ท่มี าของเรื่องพระบรมราโชวาท ใบความรู้ “พระบรมราโชวาท” (จากแผน
ถ้อยคาที่เรยี บง่าย ทาให้ผ้เู รียนไดร้ บั ข้อคิดคติเตอื นใจและ ขน้ั สอน
การจดั การเรยี นรูท้ ี่ 4)

-215- ลักษณะการเขียนจดหมายจากการศึกษา ๑. นักเรียนแบ่งกลุ่ม ออกเป็น ๓ กลมุ่ โดยแบง่ กันอ่านและ ภาระงาน/ชนิ้ งาน
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ สรุปความเนือ้ เรอ่ื งพระบรมราโชวาท ดังนี้ -
ดา้ นความรู้
- กลุ่มท่ี ๑ โอวาทขอ้ ที่ ๑ การวดั และประเมนิ ผล
บอกคาสอนในเร่อื งพระบรมราโชวาท - กลุ่มที่ ๒ โอวาทขอ้ ที่ ๒ แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
ดา้ นทักษะและกระบวนการ - กลมุ่ ที่ ๓ โอวาทข้อท่ี ๓ - ๔
๒. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอเน้ือเรอ่ื งท่ี
แปลความเรื่องพระบรมราโชวาทได้ อา่ นและสรปุ ความ

ด้านคณุ ลักษณะ ขน้ั สรปุ
ใฝเ่ รียนรู้ นักเรียนร่วมกันสรุปสาระส าคัญที่ได้จากเนื้อ เร่ือ ง

สมรรถนะทตี่ ้องการใหเ้ กิดกบั ผู้เรียน พระบรมราโชวาท
1. การส่อื สาร
2. การคดิ ขั้นสงู

215

แบบประเมนิ การทางานกลุม่

คาชีแ้ จง ใหค้ รูประเมินการทางานกล่มุ ของนักเรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑

๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหน้าท่ี ไมม่ กี ารกาหนด
สมาชิกอย่างชัดเจน สมาชิกไมค่ รบถว้ น บทบาทหนา้ ที่

๒. การมีสว่ นรว่ ม มสี ่วนร่วมในการ มสี ว่ นร่วมในการ มสี ว่ นรว่ มในการ
ปฏบิ ตั ิงานกลุ่ม ปฏบิ ัตงิ านกลมุ่ บา้ ง ปฏิบตั ิงานกลุ่มน้อย
มากหรือไม่มสี ว่ นรว่ ม

๓. การรบั ฟงั และแสดงความ รบั ฟังและแสดงความ รบั ฟงั และแสดงความ รบั ฟังความคดิ เหน็
คิดเหน็ คดิ เหน็ อยา่ งมเี หตผุ ล คิดเหน็ อยา่ งมเี หตุผล ของผู้อื่นน้อยมาก
และสร้างสรรคอ์ ย่าง และสรา้ งสรรค์เป็น หรือไมร่ ับฟังความ
สมา่ เสมอ บางคร้งั คดิ เห็นผ้อู นื่

๔. ความรับผิดชอบ รบั ผิดชอบงานที่ได้รับ รบั ผิดชอบงานท่ไี ดร้ บั ไม่รบั ผิดชอบงานท่ี
มอบหมายและเสร็จ มอบหมาย แต่เสรจ็ ไม่ ไดร้ บั มอบหมาย
ตามเวลาทก่ี าหนด ทันตามกาหนด

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ 12) x ๑๐๐ การแปลผล
ดีมาก
การแปลผลการประเมนิ ดี
พอใช้
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ปรับปรุง
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

21-6216-

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 6

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี ๕ : ลขิ ิตสารงานแบบพมิ พ์ เร่ือง ถ้อยสุนทรขา้ มชาติ (๑) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๓ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓

สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
คายืมภาษาต่างประเทศเป็นส่งิ ทเี่ กิดข้นึ ในทกุ ภาษา ขน้ั นา ห้องสมดุ

หากมีการติดต่อสื่อสารกับคนท่ีพูดภาษาน้ัน ๆ ในยุค นักเรียนสงั เกตบตั รคา กว๋ ยเต๋ียว ซูชิ ไอศกรมี จากน้ันตอบ ส่ือ
โลกาภิวตั น์ อิทธพิ ลต่างประเทศที่ผ่านส่อื เขา้ มา ส่งผลให้ คาถาม ๑. ใบความรู้ “คายมื ภาษาต่างประเทศ”
ภาษาไทยเปลีย่ นแปลงไปอย่างรวดเร็ว ภาษาไทยปจั จุบัน ๒. ใบงาน “แผนภาพความคิดคายืม
จึง มีค ายืมภ าษ าต่าง ป ระเ ท ศ เข้ามาป ะป นท้ัง ท่ีจาเป็ น - คาศัพท์ท่นี ักเรยี นเหน็ มาจากคายมื ภาษาใด
และไม่จาเป็น เราควรรวู้ ่าคาทีเ่ ราใช้อยเู่ ป็นคายืมมาจาก ภาษาต่างประเทศ”
แนวคาตอบ
ภาษาใด ทราบหลักการเขียน การออกเสยี ง และหลกั การใช้ ก๋วยเต๋ยี ว คายืมภาษาจีน ภาระงาน/ช้นิ งาน
ซูชิ คายมื ภาษาญ่ปี ่นุ
-217- คายืมจากภาษาต่างประเทศ จะทาให้ใช้คายืมน้ัน ๆ ไอศกรีม คายมื ภาษาองั กฤษ การทาใบงาน “แผนภาพความคดิ คายืม

ได้ถูกต้อง ขั้นสอน ภาษาตา่ งประเทศ”
คายืมมาจากภาษาต่างประเทศแบง่ ได้เป็น ๒ กลุ่ม ๑. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเปน็ ๓ กลุ่ม จากน้ันอ่าน การวดั และประเมนิ ผล

คือ ๑. คาตา่ งประเทศทีจ่ าเป็นต้องใช้ ๒. คาต่างประเทศ ใบความรู้ “คายืมภาษาตา่ งประเทศ” โดย แบบประเมินการทางานกลุ่ม
ที่ไม่จาเป็นตอ้ งใช้ - กลุ่มที่ ๑ อา่ นคายมื ภาษาจนี

จุดประสงค์การเรียนรู้ - กล่มุ ที่ ๒ อ่านคายืมภาษาญ่ปี ุ่น
ดา้ นความรู้ - กลุ่มที่ ๓ อ่านคายืมภาษาภาษาอังกฤษ

บอกความหมายและลักษณะของคาที่มาจาก ๒. แต่ละกลุ่มนาเสนอความรจู้ ากการอ่านใบความรู้
ภาษาตา่ งประเทศ “คายมื ภาษาตา่ งประเทศ” หนา้ ชนั้ เรยี น

๓. นกั เรยี นแตล่ ะคนสรปุ ความรลู้ งในใบงาน “แผนภาพ

217


Click to View FlipBook Version