The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

ใบความรู้
“ตานาน”
พญากงพญาพาน

พญากงได้ครองเมืองกาญจนบรุ ี (บางสานวนว่าเป็นเมืองนครชยั ศรี) มีพระมเหสีรปู โฉม
งดงาม เมอื่ พระมเหสที รงพระครรภโ์ หรหลวงได้ทานายว่าจะได้พระราชโอรสเปน็ ผู้มบี ุญ และจะได้
เป็นใหญภ่ ายหนา้ แต่จะเปน็ ผู้ฆ่าพระราชบดิ าเม่ือครบ กาหนดพระมเหสีก็ประสูติพระกุมาร ขณะทขี่ ้า
ราชบรพิ ารได้เอาพานไปรองรบั บังเอิญหนา้ ผากของพระกุมาร กระทบขอบพานเป็นแผล พญากงได้
สงั่ ให้นาพระกุมารไปทิง้ ตามยถากรรม ยายหอมไปพบเขา้ นาไปเล้ยี งไว้ และตงั้ ชอ่ื วา่ “พาน”

ครนั้ เมอ่ื เดก็ ชายพานโตข้นึ ยายหอมก็นาไปฝากให้เล่าเรียนที่วัด พานเปน็ เด็กฉลาด สมภารวัด
ผูเ้ ปน็ อาจารยจ์ ึงรักใคร่เอ็นดูมวี ชิ าอะไรกส็ อนให้หมดอาจารย์ไดน้ าพานไปฝากใหเ้ ข้ารบั ราชการกับเจา้
เมืองราชบุรี พานเป็นคนปัญญาดี เรยี บรอ้ ยและขยัน จงึ เปน็ ทโี่ ปรดปรานของเจ้าเมอื งราชบุรีมาก
จนถงึ กับรับไวเ้ ปน็ โอรสบญุ ธรรม สมัยนน้ั เมอื งราชบุรขี ้ึนกบั เมอื งกาญจนบรุ ี (บางสานวนว่าเมืองนคร
ชัยศร)ี พระยาราชบรุ ี ตอ้ งสง่ เครือ่ งบรรณาการทุกปี พญาพานเป็นผูม้ ีฝมี อื ในการรบจึงชกั ชวน ให้เจ้า
เมืองราชบุรีแข็งเมอื งยกกองทพั ไป ปราบพญายาพานเปน็ แม่ทัพออกไป รบกับพญากง ทั้งสองทายุทธ
หตั ถีกนั ในทสี่ ดุ พญากงก็ถูกฟนั ด้วยของ้าวคอขาดตายในท่รี บ

เมือ่ พญาพานเขา้ ยึดเมืองกาญจนบรุ ี (บางสานวนว่าเมืองนครชัยศรี) ไดแ้ ล้ว ยอ่ มไดท้ ัง้ ราช
สมบตั ติ ลอดจนพระมเหสขี องพญายากงดว้ ย แต่ในขณะที่จะเข้าไปหาพระมเหสีนั้น เทวดาไดแ้ ปลง
กายเปน็ แมวแม่ลกู อ่อนให้ลูกกินนมขวางประตูไว้ แลว้ ร้องทกั เสียก่อน พญายาพานจึงได้อธิษฐานว่า
ถา้ พระมเหสีเป็นแมข่ องตนจรงิ กข็ อใหม้ นี ้านมไหลซึมออกมา ก็เหน็ น้านมไหลออกมาจริง จึงไดร้ ูว้ ่าท้ัง
สองเปน็ แมล่ กู กนั พญายาพานจงึ สานกึ ได้ว่าไดก้ ระทาปิตุฆาตฆา่ พระราชบิดา และโกรธทีย่ ายหอม
ปดิ บังความจรงิ ด้วยโทสะจริตจงึ สัง่ ให้นายายหอมไปฆ่าเสยี ต่อมาด้วยความสานกึ ผดิ ที่ไดฆ้ ่าพระราช
บิดาและยายหอมผมู้ พี ระคณุ จึงได้สร้างพระเจดยี ข์ นาดใหญ่ สงู ช่วั นกเขาเหินตามคาแนะนาของพระ
อรหันต์ คอื พระปฐมเจดีย์ ท่เี มืองนครชัยศรี (ปจั จุบนั ตัง้ อยู่ในจังหวดั นครปฐม) เพ่ือเปน็ การล้างบาป
ทีฆ่ ่าพระราชบิดาให้บรรเทาลงบ้าง และสร้างพระประโทณเจดีย์ (ปัจจุบันตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐม)
เพ่ือล้างบาปท่ฆี า่ ยายหอม

ท่ีมา http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/folk-literature/๒๕๒-folk/๕๑๕-----m-s

-111188-

พญาคันคาก

เมื่อครงั้ พระพทุ ธเจา้ ถอื ชาติกาเนิดเป็นพญาคางคก ได้อาศยั อยูใ่ ต้ร่มโพธิใ์ หญ่ในเมอื งพนั ทุม
วดี ด้วยเหตใุ ดไมแ่ จง้ พญาแถนเทพเจ้าแหง่ ฝนโกรธเคอื งโลกมนุษยม์ าก จงึ แกลง้ ไมใ่ หฝ้ นตกนานถงึ ๗
เดอื น ทาให้เกดิ ความลาบากยากแค้นอยา่ งแสนสาหัสแก่มวลมนษุ ย์ สัตว์และพชื จนกระทั่งพากันล้ม
ตายเป็นจานวนมาก พวกท่แี ข็งแรงกร็ อดตายและได้พากนั มารวมกลุ่มใตต้ ้นโพธใิ์ หญ่กบั พญาคางคก
สรรพสตั ว์ทง้ั หลายจึงไดห้ ารือกนั เพ่ือจะหาวธิ ีการปราบพญาแถน ที่ประชุมไดต้ กลงกนั ให้พญานาคียก
ทพั ไปรบกับพญาแถน แตก่ ต็ ้องพ่ายแพ้ จากนนั้ จงึ ใหพ้ ญาต่อแตนยกทัพไปปราบแตก่ ต็ ้องพ่ายแพ้อีก
เช่นกัน ทาให้พวกสรรพสตั ว์ทง้ั หลายเกดิ ความทอ้ ถอย หมดกาลงั ใจและสน้ิ หวงั ได้แตร่ อวันตาย

ในทสี่ ุด พญาคางคกจึงขออาสาท่ีจะไปรบกบั พญาแถน จงึ ได้วางแผนในการรบโดยปลวก
ทั้งหลายก่อจอมปลวกขน้ึ ไปจนถงึ เมืองพญาแถน เพ่อื เปน็ เสน้ ทางให้บรรดาสรรพสัตว์ท้งั หล ายได้
เดนิ ทางไปสู่เมืองพญาแถน ซึ่งมีมอด แมลงป่อง ตะขาบ สาหรับมอดได้รับหนา้ ที่ให้ทาการกดั เจาะ
ดา้ มอาวุธทที่ าด้วยไม้ทกุ ชนิด สว่ นแมลงป่องและตะขาบใหซ้ อ่ นตัวอยตู่ ามกองฟนื ท่ีใช้หงุ ตม้ อาหาร
และอยู่ตามเสื้อผา้ ของไพร่พลพญาแถนทาห น้าท่ีกัดต่อย หลงั จากวางแผนเรยี บรอ้ ย กองทัพพญา
คางคกก็เดนิ ทางเพ่ือปฏบิ ตั หิ นา้ ที่การรบ มอดทาหนา้ ท่ีกัดเจาะดา้ มอาวุธ แมลงป่องและตะขาบกดั
ต่อยไพรพ่ ลของพญาแถนจนเจ็บปวด ร้องระงมจนกองทัพระสา่ ระสาย ในทสี่ ุดพญาแถนจงึ ไดย้ อมแพ้
และตกลงทาสญั ญาสงบศกึ กับพญาคางคก ดงั น้ี

๑. ถ้ามวลมนษุ ย์จดุ บง้ั ไฟขน้ึ สูท่ อ้ งฟ้าเมอ่ื ใด ให้พญาแถนส่ังใหฝ้ นตกในโลกมนุษย์
๒. ถา้ ไดย้ นิ เสียงกบ เขยี ดรอ้ ง ใหร้ ับรู้วา่ ฝนไดต้ กลงมาแล้ว
๓. ถา้ ได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูหวายของว่าว) หรือเสียงโหวด ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเขา้ สฤู่ ดู
เก็บเกีย่ วขา้ วหลงั จากที่ไดส้ ญั ญากันแล้ว พญาแถนจึงได้ถูกปลอ่ ยตวั ไปและไดป้ ฏบิ ตั ติ ามสัญญามาจน
บัดนี้

ท่ีมา https://www.ubu.ac.th/web/rocket/content

-111199-

ก่องขา้ วน้อยฆา่ แม่

ครง้ั หนงึ่ นานมาแลว้ มีแมล่ ูกยากจนค่หู นึง่ ตั้งบา้ นเรอื นอยู่ทช่ี ายทงุ่ มอี าชพี ทานา ลกู ชาย
เจริญวัยแล้วไดช้ ่วยแม่ทานาและประกอบสัมมาชพี ตา่ ง ๆ เลย้ี งดมู ารดาซง่ึ ชราภาพมากแล้ว ลกู ชาย
เปน็ คนขยนั ขันแขง็ ในการงานพยายามทีจ่ ะกอบกฐู้ านะของครอบครัว ในฤดูทานาลูกชายก็ออกไปไถ
นาตั้งแต่เช้าตามปกตทิ กุ วัน สว่ นแม่เฒ่าก็เตรยี มขา้ วปลาอาหารไปส่งลกู ท่ที อ้ งนาทกุ วัน อยูม่ าวนั หนงึ่
ลกู ชายกอ็ อกไปไถนาตามปกติ ส่วนแมเ่ ฒ่าต่นื สายจึงเตรยี มข้าวปลาอาหารช้ากว่าทุกวนั ลูกชายไถนา
อยู่ในนารู้สกึ หิวข้าว แม่กย็ งั ไมม่ าส่งขา้ วเหมือนทกุ วัน ลกู ชายกไ็ ดแ้ ต่คอยดว้ ยความหวิ กย็ ังไม่เหน็ แม่
มาสักที ครน้ั เม่อื แม่เฒ่ามาถงึ พร้อมกับกล่องข้าวทเ่ี คยใส่อาหารมา ดว้ ยความหวิ ลูกชายจึงมองเห็น
กอ่ งขา้ วเลก็ นดิ เดียว คงไม่พอกิน จึงเกดิ โทสะท่ีคดิ วา่ แม่นาขา้ วมาเพยี งนิดเดยี วจะทาใหต้ นไมพ่ อกิน
แมช่ า่ งไม่เหน็ ใจที่ตนพยายามทางานเพ่ือกอบกฐู้ านะของครอบครวั ทง้ั ความหิวและความโกรธจนลืม
ตัว จึงไดห้ ยิบไมท้ ่อนหนง่ึ มาตีแม่ แล้วจงึ กินขา้ วจนอ่ิมแต่ข้าวกไ็ มห่ มดกล่อง จึงหวนคดิ ได้ว่าตนหิวจน
ตาลาย ได้กระทารา้ ยแมไ่ ป จงึ รีบมาอุม้ แม่ขนึ้ แตป่ รากฏวา่ แม่ได้สน้ิ ใจไปแลว้ เกดิ ความรสู้ กึ เสียใจที่
ตนไดท้ ารา้ ยแมจ่ นถึงขั้นมาตุฆาต และได้มามอบตวั สารภาพผิดต่อเจ้าเมือง และขอบวชเพือ่ ไถบ่ าป
เจา้ เมืองกอ็ นุญาต เมอื่ บวชก็ไดป้ ฏิบัติเคร่งครัดในวนิ ัย จนชาวบ้านตลอดจนเจา้ เมอื งเล่ือมใสมาก จึง
ถวายไมก้ วาดลานวดั ทาด้วยด้ามทองคา ภายหลังจึงเรยี กชือ่ หมู่บ้านน้ันว่า “บา้ นตาดทอง” พระภิกษุ
รปู นไี้ ดเ้ จรญิ ภาวนาเปน็ ทเี่ ล่อื มใสของคนทวั่ ไป ทัง้ ประชาชนทอ่ี ยู่หมบู่ า้ นอืน่ ๆ ทา่ นได้ตง้ั จติ ที่จะสรา้ ง
พระธาตุเจดยี ์เพื่อไถบ่ าปแก่แมข่ องตน ประชาชนทราบข่าวเร่อื งนี้ ต่างกม็ าช่วยกันสรา้ งพระธาตเุ จดีย์
สงู ช่วั ลาตาลจนสาเรจ็ แลว้ เรยี กว่า “พระธาตกุ อ่ งขา้ วนอ้ ย” สบื มาจนทุกวนั นี้

นอกเหนือจากสานวนข้างต้นแล้ว ยงั พบว่ามเี ร่อื งเล่าประวัตคิ วามเป็นมาของการสร้างพ ระ
ธาตกุ ่องขา้ วนอ้ ยอกี สานวนหนึ่งท่ีแตกต่างออกไป คือ มเี รอ่ื งเล่าวา่ มผี ้คู นในลุ่มแม่น้ามลู สว่ นห นึ่ง
ปจั จุบนั อยู่ในเขตอาเภอรตั นบรุ ี ไดท้ ราบขา่ ววา่ มกี ารบูรณะพระธาตุพนมท่จี ังหวัดนครพนม จงึ ได้
พรอ้ มกันรวบรวมวัตถมุ งคลส่ิงของมคี า่ เพอ่ื หมายจะนาไปบรรจุไวใ้ นองคพ์ ระธาตพุ นม ได้เดินทางมา
พักอยู่ขา้ ง ๆ บา้ นตาดทอง (บ้านตาดทอง อาเภอเมอื ง จงั หวดั ยโสธรในปจั จุบนั ) ในขณะน้นั ชาวบ้าน
สะเดาตาดทองทไ่ี ปชว่ ยบรู ณะพระธาตพุ นมได้เดนิ ทางกลับมาถงึ บา้ นพอดี และได้แจ้งใหพ้ วกทมี่ าพกั
ทราบว่า การบรู ณะพระธาตุพนมไดเ้ สร็จสิน้ ลงแล้ว ผ้คู นเหล่านั้นจงึ พร้อมใจกันสร้างพระธาตุเจดีย์
ครอบวัตถุอนั มคี ่าท่ีนามานั้นไว้ ประกอบกบั ชาวบา้ นสะเดาตาดทองก็ได้นาถาดทองทใี่ ชเ้ ป็นพาน
อัญเชญิ วัตถุมงคลไปบรรจุไว้ในองคพ์ ระธาตพุ นมมารองรบั วตั ถุมงคลที่ญาติพี่น้องจากลุ่มแม่น้ามูล
นามา แลว้ ช่วยกนั ก่อสร้างพระธาตเุ จดยี บ์ รรจไุ ว้

ท่ีมา http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/folk-literature/๒๕๒-folk/๔๕๖--m-s

-112200-

ตานานเขาสามมุก

ครัง้ หนึง่ ทบี่ ้านอา่ งหิน (ต.อา่ งศิลา อ.เมอื ง จ.ชลบุรี) เป็นทีอ่ าศัยของครอบครัวยายกบั หลาน
คู่หนง่ึ หลานสาวมีช่ือวา่ “มกุ ” หรือ “สาวมกุ ” มกุ เป็นเด็กกาพร้า เดมิ อยูท่ บี่ ้านบางปลาสร้อย (ตัว
เมืองจงั หวดั ชลบรุ ใี นปจั จบุ นั ) เม่อื พอ่ แม่ตาย ยายจงึ นามุกมาเล้ียงจนโตเปน็ สาว มกุ มักมานง่ั เลน่ ท่เี ชิง
เขาเตีย้ ๆ ทอี่ า่ งศิลาเป็นประจา วนั หนง่ึ พบว่าวตัวหนง่ึ ขาดลอยมาตกอยู่ ภายหลงั เจ้าของวา่ ว คอื นาย
แสน ลูกชายของกานนั ประจาตาบลน้ี วง่ิ ตามว่าวมาจึงทาให้มาพบกับมุก ท้ังสองจึงได้พบกนั และแสน
ได้มอบวา่ วตัวนนั้ ใหแ้ กม่ ุกเป็นส่ิงแทนตวั ภายหลังทั้งสองได้นัดพบกันอกี หลายคร้งั จนเกิดเป็นความรกั
กระทง่ั ทั้งสองไดใ้ หส้ ตั ย์สาบานทีห่ น้าเชงิ เขาน้วี า่ จะรักกันช่ัวนิรันดร์ หากผดิ คาสาบานจะกระโดดหน้า
ผาแหง่ นี้ตายตามกนั

ต่อมาเมอ่ื พอ่ ของแสนทราบเรอ่ื งจึงไม่พอใจมาก กดี กนั ไมใ่ ห้ทัง้ สองพบกนั และได้ตกลงให้
แสนแต่งงานกบั ลกู สาวคนทาโป๊ะทีไ่ ด้สู่ขอไว้ ภายหลงั เมือ่ มกุ ทราบเรอื่ งและเหน็ ว่าเปน็ เร่ืองจรงิ จงึ วง่ิ
ไปทห่ี น้าผาเพอ่ื กระโดดหน้าผาตายตามคาสตั ยส์ าบาน เมอื่ แสนเหน็ ดังน้ันจงึ ว่ิงตามไปและกระโดด
หน้าผาตายตามคาสตั ยส์ าบานเช่นกนั ส่วนกานันภายหลังรูส้ ึกสานึกผดิ จงึ นาเคร่อื งถว้ ยชามต่างๆ มา
ไว้ในถ้าบริเวณเชิงเขา เพ่อื เป็นทร่ี ะลึกถงึ ความรกั

ต่อมาชาวบา้ นจึงเรยี กภูเขาทีม่ กุ กระโดดหนา้ ผาตายวา่ “เขาสาวมกุ ” เพ่ือระลกึ ถึงมุก ผู้
มัน่ คงตอ่ ความรกั ภายหลังจงึ เพ้ยี นเปน็ “สามมกุ ” ในท่สี ุด และบรเิ วณถ้านน้ั เช่ือวา่ เปน็ ถา้ ลับแลมี
เคร่ืองถ้วยชามตา่ ง ๆ ท่ีกานนั บิดาของแสนนามาไว้ เมือ่ ชาวบา้ นมงี านบญุ สามารถหยิบยมื ไปใช้ได้ ซงึ่
ภายหลงั ถา้ น้ีได้ปิดปากถ้าไปแลว้ เม่อื คราวก่อสร้างถนนสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม ส่วน
หาดท่พี บศพหญิงชายทัง้ สองหลังจากกระโดดหน้าผาตายนั้น ชาวบา้ นเรยี กกนั ว่า “หาดบางแสน”
เพอ่ื ระลึกถงึ นายแสน

ตานานเจา้ แม่เขาสามมกุ เปน็ ตานานท่แี พรห่ ลายอยู่ท้งั ในจังหวัดชลบรุ ี และบริเวณชุมชน
ชายฝ่ังทะเลตะวนั ออกของไทย เช่อื กนั ว่าเปน็ สิ่งศักด์สิ ิทธสิ์ าคัญของชาวประมงและผ้เู ดนิ ทางท าง
ทะเลในภาคตะวันออกมานบั แตส่ มยั ตน้ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ ดงั ปรากฏหลกั ฐานในนริ าศเมืองแกลงท่แี ต่ง
เมอ่ื ราว พ.ศ. ๒๓๔๙ ของสนุ ทรภู่ ที่กล่าวถึงเจ้าแม่เขาสามมุกไวด้ ว้ ย และเมอ่ื ถึงเทศกาลสาคญั ต่าง ๆ
อาทิ ตรษุ จนี สารทจีน ชาวบา้ นท่ีนับถือกจ็ ะนาเคร่อื งเซ่นไหวแ้ ละวา่ ว มาเป็นเคร่ืองบูชากราบไหว้ท่ี
ศาลเจา้ แมเ่ ขาสามมุกดว้ ย นอกจากนี้ก่อนท่ชี าวประมงจะออกเดินเรือชาวบ้านจะนาประทัด มาจุด
บูชาเพ่ือขอให้ชว่ ยในการทามาหากนิ และแคล้วคลาดจากลมพายุ

ปัจจุบัน ตานานเจ้าแม่เขาสามมุก ดารงอย่อู ยา่ งเข้มแข็ง เน่ืองจากมีศาลสาหรับเป็นที่
สักการะบูชา ศาลเจ้าแมเ่ ขาสามมุกนน้ั ปัจจบุ นั แบง่ ออกเปน็ ๒ ศาลคอื ศาลเจ้าแม่เขาสามมกุ (ไทย)
และ ศาลเจา้ แมเ่ ขาสามมุก (จนี ) ท้ังนี้ศาลไทยเป็นศาลเก่าแก่ทใ่ี ชต้ านานประจาถนิ่ ทเี่ ลา่ เรื่องความรกั
ของสาวมกุ กบั นายแสนในการเผยแพรป่ ระวตั ิเจา้ แม่เขาสามมุก สว่ นศาลจนี เปน็ ศาลเกา่ แก่ของชุมชน
คนจีนทใี่ ชเ้ รอ่ื ง “เจา้ แม่ทบั ทมิ ” ในการเผยแพรป่ ระวตั ิเจ้าแมเ่ ขาสามมกุ เนื่องจากชาวจนี ทอ่ี า่ งศิลา
ไดอ้ ญั เชญิ กระถางธปู ไฮตังมา่ ตดิ เรอื มาจากเมืองจนี เมื่อมาตัง้ รกรากใหม่ท่ชี ลบุรี จงึ ได้ต้ังศาลไฮตงั ม่า
ขา้ งศาลเจา้ แม่เขาสามมกุ เดมิ และใช้ช่ือศาลวา่ ศาลเจา้ แมเ่ ขาสามมุก(จีน) มาจนถึงทุกวนั นี้

ที่มา http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/folk-literature/๒๕๒-folk/๔๕๘--m-s

-112211-

เจ้าแม่ล้มิ กอเหน่ยี ว

ลิ้มกอเหน่ียว หรอื กอเหนยี่ วแซ่ลิ้ม เดินทางจากเมอื งจีน โดยคมุ เรือสาเภามา ๙ ลา เพอื่
ตดิ ตามพี่ชายช่อื ลม้ิ เตาเคียน (หรือลม้ิ โตะ๊ เค่ยี ม) ซงึ่ เดินทางมาคา้ ขายทีป่ ตั ตานี และหายไปจากบ้าน
มานานหลายปี บิดามารดาและญาตพิ ี่นอ้ งพากันเปน็ ห่วง น้องสาวจงึ อาสาติดตามพชี่ าย และตั้งสัจจะ
วาจาไวว้ ่าหากทาการไม่สาเรจ็ นางจะขอยอมตาย ในทส่ี ุดลิ้มกอเหน่ยี วเดนิ ทางถึงปัตตานี และพบ
พชี่ าย ขณะน้นั เป็นนายช่างกาลังสรา้ งมสั ยิดที่บริเวณบ้านกรือเซะ และกาลงั หล่อปนื ใหญ่เพอ่ื ถวายรา
ยอฮเี ยา สตรีเจา้ เมอื งปัตตานี ลม้ิ กอเหนี่ยวพยายามอ้อนวอนพ่ีชายกลบั สู่เมอื งจีน แต่ลิม้ เตาเคียน
ปฏเิ สธบอกวา่ ตนเป็นมสุ ลมิ และมีครอบครวั แล้ว น้องสาวจงึ ผิดหวังและเสียใจอย่างยง่ิ จึงตัดสนิ ใจผกู
คอตายทตี่ น้ มะม่วงหมิ พานต์ใกล้มสั ยิดนนั่ เอง

เลา่ กนั วา่ ลิ้มเตาเคยี นสร้างมสั ยิดไม่สาเร็จ คือกอ่ หลงั คาครัง้ ใดก็ถกู ฟ้าผา่ ครง้ั นนั้ จนถึงสาม
ครั้งสามครา มสั ยดิ ท่กี รือเซะจึงสร้างคา้ งคามาจนทกุ วันน้ี ผู้คนพากันเชื่อว่าเพราะคาสาปแช่งของล้ิม
กอเหนยี่ วนัน่ เอง นอกจากนี้ยังเลา่ ถงึ ลิ้มเตาเคยี นจบชีวิตด้วยอบุ ตั เิ หตุจากการทดลองยิงปืนใหญ่ และ
ปืนใหญก่ ระบอกน้ันชือ่ นางพญาตานี เม่ือสมเดจ็ กรมพระราชวงั บวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ แห่ง
กรุงรัตนโกสินทร์ชนะศึกปัตตานี จึงนาปืนนางพญาตานีไปไว้ที่กรุงเทพฯ ปัจจุบันอยู่หน้า
กระทรวงกลาโหม

สว่ นต้นมะมว่ งหมิ พานตต์ น้ น้นั มผี นู้ ามาแกะสลักเป็นรูปเจ้าแม่ ปัจจบุ นั ประดิษฐานอยทู่ ่ศี าล
เจ้าแม่ลม้ิ กอเหนี่ยว นอกจากน้ตี านานยังเลา่ ถึงสาเภา ๙ ลาท่ีนาล้มิ กอเหน่ียว และบริวารมาสูป่ ัตตานี
ปรากฏวา่ ตอ่ มาสาเภา ๙ ลา กลายเปน็ สน ๙ ตน้ เรียกตามภาษามลายวู า่ “รูสะมิแล” (รู = ตน้ สน,
สะมิแล = ๙) ดว้ ยความเปน็ ผู้มีใจเดด็ กลา้ หาญ มีวาจาสตั ย์ และวาจาสิทธ์ิ ทาใหช้ าวปัตตานี และ
ชาวจังหวัดใกลไ้ กล ทัง้ ไทย-จนี และมุสลิมเช้อื สายจีนพากันยกย่องและศรัทธาลิม้ กอเหน่ยี วเปน็ เจ้าแม่
ศกั ดส์ิ ิทธิ์มาจนทุกวันนี้ วถิ ชี ีวิตชาวไทยจนี และมุสลมิ เช้อื สายจีน รวมทัง้ ชาวจีนในมาเลเซียแ ละ
สงิ คโปร์ ยังนับถือและศรัทธาเจ้าแม่ลิ้มกอเหน่ยี ว ท่ศี าลเจา้ แมใ่ นตลาดปัตตานี ทกุ วนั น้ีจึงมผี ู้คนท้ัง
ใกล้ไกลไปนมสั การ และบนบานขอความช่วยเหลือ เช่นขอให้หายจากเจ็บไข้ได้ปว่ ย หรือขอให้ของ
หายไดก้ ลับคืน

ท่มี า http://ich.culture.go.th/index.php/th/ich/folk-literature/๒๕๒-folk/๔๕๗--m-s

-112222 -

ใบงาน
“วิเคราะหต์ านาน จนิ ตนาการกับความจริง”

คาช้ีแจง ให้นกั เรยี นวเิ คราะห์ตานานเร่อื งทไี่ ดร้ บั โดยตอบคาถามต่อไปนี้
ตานานเร่อื ง
...............................................................................................................................................
ตวั ละคร
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
เหตกุ ารณ์สาคญั ในเรอื่ ง
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
ส่ิงทเ่ี ปน็ จนิ ตนาการหรอื ส่ิงเหนือธรรมชาติ
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
ส่งิ ทเ่ี ปน็ ขอ้ เท็จจรงิ หรอื มอี ยู่จรงิ ในชวี ิต
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................

-112233 -

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้ีแจง ให้ครปู ระเมินการทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมิน ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ ีการกาหนดบทบาท
๒. การมีส่วนรว่ ม สมาชิกอยา่ งชดั เจน สมาชกิ ไมค่ รบถว้ น หนา้ ที่
มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มสี ่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกล่มุ งานกลุม่ บา้ ง งานกลุม่ น้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไมม่ ีส่วนร่วม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รบั ฟงั และแสดงความคิดเห็น รับฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อน่ื
อย่างมีเหตุผลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์ น้อยมากหรอื ไมร่ ับฟัง
อยา่ งสมา่ เสมอ เปน็ บางครั้ง ความคดิ เหน็ ผูอ้ ื่น
รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รบั รบั ผิดชอบงานทไ่ี ดร้ บั ไมร่ บั ผิดชอบงานทไี่ ดร้ ับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ทัน มอบหมาย
ทีก่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

12-4124-

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๑๙

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรื่อง ศกึ ษาตานาน (๒) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ ๓

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
ตานานหมายถึงเรอื่ งทเี่ ลา่ ตอ่ ๆ กนั มา สว่ นใหญ่ ขน้ั นา ห้องสมดุ

มักมีเรื่องปาฏิหาริยห์ รือสงิ่ เหนือธรรมชาติ การศกึ ษา นกั เรียนจานวน ๒ - ๓ คน อาสาสรปุ ลักษณะของตานาน ส่ือ
ตานานจงึ ชว่ ยให้ผู้เรียนเพิ่มพูนความรู้เก่ียวกบั คว าม เป็นรายบคุ คล ใบงาน “จดบันทึก”
เป็นมาของชนชาติ ประเพณีวฒั นธรรม หรือเร่ืองราว
พฤตกิ รรมท่ีเกีย่ วข้องกบั กลมุ่ คน แนวคาตอบ ภาระงาน/ชิ้นงาน
ตานานเป็นเรื่องเล่าต่อ ๆ กันมา ท่ีมีเค้าโครงของสถานท่ี
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ หรอื ปรากฏการณท์ เ่ี ปน็ ความจริง โดยมีการแตง่ เติมจนิ ตนาการหรอื การทาใบงาน “จดบันทึก”
-125- ดา้ นความรู้ ส่ิงเหนือธรรมชาตดิ ้วย
อธบิ ายเนอ้ื เร่อื งของบทพากย์เอราวัณ การวดั และประเมนิ ผล
ข้ันสอน แบบประเมินการทางานกลุ่ม
ทกั ษะและกระบวนการ ๑. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น ๕ กลุ่ม แล้วร่วมกัน
วเิ คราะหล์ กั ษณะร่วมของตานานกับบทพากย์ วิ เ ค ราะ ห์ จุ ด ร่ ว ม แ ล ะ จุ ด ต่ าง ระ ห ว่ าง ต านานกั บ บ ท พ าก ย์
เอราวัณ
เอราวณั แนวคาตอบ
ดา้ นคุณลกั ษณะ ตานานเป็นการอธิบายเร่ืองเล่าท่ีสอดคลอ้ งกับสถานที่จรงิ
บอกจุดกาเนิดความเป็นมาของสถานทน่ี ้ัน ๆ ในสว่ นของบทพากย์
มงุ่ ม่นั ในการทางาน

สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กิดกบั ผู้เรยี น เอราวณั เป็นการพรรณนาความงามสงิ่ ใดส่ิงหนึง่ ท่ีชัดเจน
๑. การสือ่ สาร ๒. นักเรียนผู้แทนของแต่ละกลุ่มออกมานา เส นอ
๒. การคดิ ขนั้ สงู การวิเคราะหต์ านานหน้าชั้นเรียน

125

หน่วยการเรียนร้ทู ่ี ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี ๑๙ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรือ่ ง ศึกษาตานาน (๒) ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
-126- ๓. นักเรียนทาใบงาน “จดบันทกึ ” โดยจดบนั ทึกใจความ
สาคัญจากการนาเสนอของเพอื่ นแตล่ ะกลุ่ม
ขน้ั สรุป
นักเรียนร่วมกันตอบคาถามว่าก ารทากิจก รร มใ น
คาบเรยี น นกั เรยี นมวี ธิ กี ารศกึ ษาค้นคว้าและใชท้ กั ษะการคิด
ในลักษณะใดบ้าง

แนวคาตอบ
ใ ช้ วิ ธี ก าร คิดวิเคราะ ห์เพื่อ แยก แยะ และเปรียบเทียบ
ลักษณะท่ีเหมอื นและแตกตา่ งของตานานกบั บทพากยเ์ อราวณั

126

ใบงาน
“จดบันทกึ ”

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นจดบนั ทึกใจความสาคัญจากการทาเสนอของเพอ่ื น

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………
…………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………….………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………….……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

-112277 -

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้แี จง ให้ครูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนกั เรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมิน ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มีการกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นรว่ ม สมาชกิ อย่างชัดเจน สมาชิกไมค่ รบถ้วน หนา้ ที่
มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ มสี ่วนร่วมในการปฏิบตั ิ มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ
๓. การรับฟงั และแสดงความ งานกลมุ่ งานกลมุ่ บา้ ง งานกลมุ่ น้อยมาก
คิดเหน็ หรือไมม่ สี ว่ นร่วม
๔. ความรบั ผิดชอบ รบั ฟังและแสดงความคดิ เหน็ รบั ฟงั และแสดงความคิดเหน็ รบั ฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ น่ื
อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ น้อยมากหรอื ไมร่ บั ฟัง
อย่างสมา่ เสมอ เป็นบางครัง้ ความคดิ เห็นผู้อน่ื
รับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ ับ รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั ไม่รับผิดชอบงานทไี่ ด้รบั
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ทัน มอบหมาย
ที่กาหนด ตามกาหนด

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ - ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ - ๗๙ ปรับปรุง
ร้อยละ ๕๐ - ๖๙
ร้อยละ ๐ - ๔๙

1-21828-

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๒๐

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี ๔ : วชิ าลว้ นชวนตรองตริ เรือ่ ง งานเขยี นสนุกสนาน (๑) เวลา ๑ ช่วั โมง
กลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
ง านเ ขี ย นส ร้ าง ส รรค์ เ ป็ นง านเ ขี ย นที่ เ กิ ด จาก ขน้ั นา ห้องสมดุ

ความคิดรเิ รมิ่ โดยใชป้ ระสบการณ์ จินตนาการ และ นักเรยี นอาสาสมคั ร ๓ คน ออกมาเลา่ เร่ืองตามจนิ ตนาการ ส่อื
ทักษะทางภาษาในการเขียน ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียน โดยให้เกย่ี วขอ้ งกับคาวา่ “ดาว” ๑. ใบความรู้ “ใสบ่ าตร”
สามารถถ่ายทอดความคิดและจนิ ตนาการผ่านการใช้ ๒. ใบงาน “วิเคราะห์งานเขยี นสร้างสรรค์”
ภาษาได้อย่างเหมาะสม แนวคาตอบ
ดาวเป็นส่ิงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ายามค่าคืน เม่ือเราท้อแทใ้ จ
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ เหมอื นชีวิตมดื หมน่ ใชว่ า่ ชีวิตจะส้นิ หวงั เพราะเหมอื นกับกลางคนื ทม่ี ดื ภาระงาน/ช้ินงาน
-129- ด้านความรู้ เพียงใดกย็ ังมแี สงดาวทสี่ อ่ งแสงสวยงามอยู่ทา่ มกลางความมดื มดิ การทาใบงาน “วิเคราะห์งานเขยี น
บอกเร่ืองย่อจากงานเขียนสร้างสรรค์ทีอ่ ่าน ข้ันสอน
๑. นกั เรียนอา่ นใบความรู้ “ใสบ่ าตร” แล้วตอบคาถาม สรา้ งสรรค์”
ทกั ษะและกระบวนการ
วเิ คราะห์ลักษณะงานเขียนสร้างสรรค์ที่อา่ น ในใบงาน “วเิ คราะห์งานเขยี นสรา้ งสรรค์” การวดั และประเมนิ ผล
๒. นกั เรียนอาสาสมัคร ๒ - ๓ คน ออกมานาเสนอผล แบบประเมินการพูดแสดงความคิดเหน็
ด้านคุณลักษณะ การวเิ คราะหบ์ ทอ่านเรื่อง “ใส่บาตร”
มงุ่ มัน่ ในการทางาน ๓. นักเรยี นรว่ มกันสรุปเนอ้ื หาทีโ่ ดดเดน่ ของเรื่องและ
การใชภ้ าษาท่โี ดดเดน่ ของเรอ่ื งจากใบงานวิเคราะหง์ านเขียน
สมรรถนะที่ตอ้ งการใหเ้ กดิ กบั ผเู้ รยี น สรา้ งสรรค์จากการเรยี นในคร้ังกอ่ น โดยเขยี นเป็นประเด็นบน
๑. การสอื่ สาร กระดาน
๒. การคิดขัน้ สงู

ข้นั สรุป

129

หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๒๐ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่อื ง งานเขยี นสนกุ สนาน (๑) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
นักเรียนร่วมกันตอบคาถามว่า “นักเรียนสามารถนา
ลักษณะการเขียนสร้างสรรค์ไปปรับใช้ในชีวติ ประจาวันได้
อยา่ งไรบ้าง”

แนวคาตอบ
ใช้วิธีการคิดวิเคราะห์เพอื่ แยกแยะลกั ษณะของงานเขียน
สรา้ งสรรค์

-130-

130

ใบความรู้
“ใสบ่ าตร”

นับตั้งแตพ่ ่อไปราชการชายแดน แม่ก็ต้องต่นื แต่เช้ามืดทุกวันเพ่ือเตรียมอาหารใส่บาตร
ปรกติแมจ่ ะเป็นคนเอะอะโวยวาย แต่มีอยขู่ ณะเดียวท่ีฉันเหน็ ว่าคุณแมน่ งิ่ ท่ีสุด กค็ อื กระบวนการทแี่ ม่
ใส่บาตรทง้ั หมดท่ฉี นั รู้กเ็ พราะวา่ วันนี้เป็นวันเกดิ ของฉนั แม่เรยี กให้ฉันตืน่ มาใสบ่ าตรดว้ ย แม่บอก
ต้งั แตต่ อนกลางคนื วา่

“วันเกดิ ใส่บาตรเสียหน่อย จะไดเ้ ป็นมงคลแกช่ วี ติ ” แม่ปลกุ ฉนั ด้วยน้าเสียงเบา ๆ
“ไก่ ๆ ตนื่ เถอะลูก ไปช่วยแมเ่ ตรียมของใสบ่ าตร” ฉนั ร้องฮ้ือแตพ่ อนึกไดก้ ็รีบลกุ ขน้ึ
ยามเช้าดูเป็นเวลาท่แี มก่ ว่ายามเยน็ แม่ทาอะไรเงยี บ ๆ ชา้ ๆ เวลาพูดก็จะเบาเสยี ง คล้ายกบั
วา่ แม่เกรงใจยามเช้ามากกว่ายามกลางคืน บา้ นของเราอยู่ในซอยลกึ ดงั น้นั ยามเชา้ จึงเงียบสงบ
นาน ๆ จะได้ยินเสียงสวดของคนมสุ ลมิ ดังมาแตไ่ กล
พอเข้ามาในครวั แมก่ ็เรียกฉันไปหงุ ขา้ ว ข้อน้ฉี นั ทาได้สบายมาก เพราะเปน็ งานประจาของ
ฉนั แค่ซาวข้าว ใส่นา้ แลว้ ก็ต้งั ในหมอ้ เสยี บปลัก๊ แลว้ กดปมุ่ จากนั้นกม็ าชว่ ยแม่ทากับข้าว แมบ่ อกว่า
จะทาอาหารงา่ ย ๆ คอื แกงจืดเตา้ หหู้ มสู ับ แมเ่ อาหมสู บั ถงุ เล็ก ๆ ทแี่ ยกเตรยี มไว้ออกจากต้เู ย็น ให้
ฉนั ตากระเทียมพรกิ ไทยและรากผกั ชเี ข้าดว้ ยกนั แล้วเอามาคลุกเคลา้ กบั หมู เหยาะนา้ ปลาเล็กนอ้ ย
เตรียมไวแ้ ล้วก็เรียกใหฉ้ ันหั่นต้นหอม ผกั ชี ฉนั ทาท่าจะซอย เสยี งแม่ดุเบา ๆ
“อย่าซอยหัน่ ทอ่ นละนวิ้ ละเอยี ดนกั จะเห็นไปเป็นผกั อะไรเล่า” พอน้าท่ีตง้ั ไวบ้ นเตาเดือด
แม่ก็เอาหมูบดปน้ั เปน็ ก้อน ๆ ใส่ ฉนั ชะโงกดู อยากจะเปน็ คนทาตอนน้ีเสียเอง แต่แม่คงกลวั ออกมาไม่
งาม จึงไม่ให้ฉันปัน้ หมูพอน้าเดอื ดอีกคร้ัง แม่ก็เอาเต้าหูห้ ลอด หั่นเป็นสีท่ ่อนใสล่ งไป เอาสาหร่ายเผา
ไฟพอหอมใส่ลงไปอีกพอเดอื ดทง้ั หมด แมก่ ใ็ ส่นา้ ปลาแล้วเอาต้นหอมใส่ลงไป แล้วปดิ ไฟ
“ใสต่ ้นหอมแล้วปดิ ไฟเลยนะ มันจะได้เขียวน่ากนิ ”
พอแม่ทาแกงจืดเสรจ็ รอซักพกั หนึ่ง แม่กต็ กั ใส่ถุงพลาสตกิ รัดยางจนแน่น แมม่ ีวิธที าถุงให้
พองกลม ซึง่ ฉันทาไม่ได้ “ทาไมต้องทาให้พองล่ะคะ”
“เป็นกนั ชนไงลกู ” แมว่ า่ “เวลาคนอน่ื มาเบียด จะได้ไมเ่ สียหาย”
พอตักกบั ข้าวเสร็จ แมก่ ็จะเอามะม่วงเขียวเสวยมาปลอกเปลอื ก แล้วก็ห่ันใสถ่ งุ อีกชดุ หนง่ึ
คราวน้ีแม่ไม่ทาถุงพอง ๆ แลว้ แต่กลบั ทาปากเปิดแบบไม่รัดยางท้ังหมด
“ทาไมไมท่ าพอง ๆ ละ่ แม่”
“ผลไมน้ ีล่ ูก รดั แนน่ เดย๋ี วมันเสียหมด”
“เสียยงั ไงละ่ คะ” ฉันสงสัย
“มนั อบไป ถา้ อยู่ในถงุ พลาสตกิ ผลไม้บางอยา่ งมนี ้าตาลมากจะอับแล้วก็มีกลิน่ เหมน็ อยา่ ง
สับปะรดหรอื มะละกอหรอื แมแ้ ตม่ ะม่วง เราตอ้ งปล่อยใหล้ มเขา้ บา้ ง จะไดไ้ มเ่ สีย”
เตรียมกบั ข้าวและผลไมเ้ สร็จแลว้ แม่กต็ กั ขา้ วใส่ถว้ ยเล็ก ๆ สอนฉันดว้ ยว่า
“ข้าวหรอื กบั ข้าวใสบ่ าตร ตอ้ งตักกอ่ นคนอื่นนะ…จะตักกนิ ก่อนไม่ได้ ถา้ จะกนิ ก่อนต้องแบ่งใสบ่ าตร
ไวก้ ่อน”
“ทาไมละ่ คะ” ฉนั สงสยั อีก

-113311-

“ของที่เราจะใส่บาตร ต้องเปน็ ของดี ของท่ีเหมาะสมจะถวาย พระผู้ทรงศีล ท่านเปน็ ผู้
บรสิ ทุ ธ์ิ อยใู่ นศลี ในธรรม กต็ ้องถวายของทบี่ ริสทุ ธเ์ิ หมาะสมกับท่าน”

ถงึ ตอนนฉ้ี นั จะคนั ปากยิบ ๆ แตก่ ็อดไมไ่ ด้ทจี่ ะพูด
“แมจ่ า๋ …แลว้ ถ้าเราใสบ่ าตรกับพระไม่ดีล่ะ”
แม่นิง่ ไปอดึ ใจใหญ่ ก่อนหันมาถามฉันด้วยนา้ เสียงเรียบ ๆ
“ทาไมหนถู ามอย่างนน้ั ละ่ หนเู หน็ พระไม่ดีมาจากไหนหรอื ”
“อา้ ว…ก็บอ่ ยไป วนั กอ่ นหนูยงั เห็นพระมาขอตงั คค์ ณุ ยายข้างบา้ นเลย”
“โอย๊ …” แม่ร้อง “นนั่ ไมใ่ ชพ่ ระจริงหรอก พระปลอม”
“น่นั สิแม่ แล้วเราจะรู้ได้ยงั ไงวา่ พระรูปไหนจริงพระรปู ไหนปลอม เราจะไดใ้ สบ่ าตรได้ถูก”
“หลวงตาทแี่ มเ่ คยไปกราบ ทา่ นบอกแมน่ ะว่า ถ้าจะใสบ่ าตรใหใ้ ส่ไปเลย นึกเสียวา่ ทาบุญทา
ทานด้วยจิตใจอนั บริสุทธิ์ ทาเพื่อสืบต่อพระพทุ ธศาสนา เพ่ือใหค้ วามเป็นพระสงฆย์ ังดารงอยู่ได้ใ น
สงั คมปจั จบุ ัน เพราะถ้าไม่มีพระสงฆก์ ็ไม่มีผสู้ ืบต่อศาสนา คดิ เสียอย่างน้ีตงั้ แต่แรกกจ็ ะได้ไม่ขนุ่ มวั ใจก็
เปน็ กุศล ถ้าเปน็ พระจริงถอื วา่ ได้ทาบญุ ถ้าเป็นพระปลอมถือว่าได้ทาทาน ใหแ้ ล้วใหเ้ ลย เขาจะเป็น
ใคร อยา่ งไร ไม่ตอ้ งสนใจ สนใจการกระทาของตนเอง ไม่สนใจการกระทาของคนอนื่ ”
ฉนั มองหน้าแม่ดว้ ยความแปลกใจ แมพ่ ดู ไดย้ าวและอารมณเ์ ย็น ผิดไปจากแม่ทเ่ี คยสง่ เสยี ง
ปาว ๆ ทะเลาะกับน้องชาย
“แมค่ ดิ อยา่ งนจี้ ริง ๆ หรือ”
คาถามของฉันทาใหแ้ ม่ยม้ิ “แม่พยายามจะ๊ ”
เชา้ วนั นั้น แม่บอกฉันใหไ้ ปใส่บาตรพระท่ีแมม่ ่ันใจว่าไม่ปลอมเพราะมาจากวัดข้างหมู่บ้าน
เดินมาเนบิ ช้าสองรูป แมก่ ระซบิ บอกฉันวา่
“อธษิ ฐานเสยี ก่อนนะ”
ฉันยกถาดทั้งถาดขึน้ เหนอื หัวแล้วอธษิ ฐาน เปน็ คาอธิษฐานทแี่ ม่ไม่คาดคดิ และไม่เกี่ยวกับฉนั
มากนัก ฉันอธษิ ฐานขอใหพ้ ่อปลอดภัยกลบั มา
จวี รสเี หลอื งมาหยุดตรงหนา้ ฉนั ลกุ ข้ึนใสบ่ าตร แมช่ ว่ ยหยิบผลไมใ้ ส่ตาม เสร็จเรยี บร้อย แม่
กระตกุ เสือ้ ฉันใหน้ ั่งลงไหว้ พระท่านเดินไปแล้ว แสงเช้าเร่ิมส่องโลก สเี หลืองท่ีมัวหมน่ ดสู ว่างมากขึ้น
ยง่ิ ไกลออกไปยิง่ เหลืองสว่าง
“ขอใหล้ กู พบแตส่ ิง่ ดี ๆ ในชีวติ ลูกนะ”
แม่เดินมากระซบิ บอก ขณะเดินเขา้ บ้าน
ฉันร้สู ึกไดถ้ งึ ความสงบเงียบและเยือกเยน็ ทแ่ี ผซ่ า่ นอย่ภู ายใน และรู้ดว้ ยว่า อกี ไม่นานนัก พอ
น้องชายของฉันตื่นหรือถูกปลุกให้ตื่น ความสงบเงียบและความเยือกเย็นนี้จะหายไป และ
ชีวิตประจาวนั อันโกลาหลอลหมา่ นของเราก็จะกลบั มาอกี

ชมยั ภร บางคมบาง (แสงกระจา่ ง)
จากหนงั สอื วิวธิ ภาษา ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓ หนา้ ๑๒๔ - ๑๒๙

-113322 -

ใบงาน
“วเิ คราะหง์ านเขียนสร้างสรรค์”

คาชีแ้ จง ให้นกั เรยี นอา่ นใบความรู้ “ใสบ่ าตร” แล้วตอบคาถามตอ่ ไปนี้
ช่ือเรอื่ ง
................................................................................................................................................................
ตวั ละคร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
เหตุการณ์สาคญั ในเรื่อง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
เนอ้ื หาที่โดดเด่นของเรอ่ื ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
การใชภ้ าษาท่โี ดดเด่นของเร่ือง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ขอ้ คิดทไ่ี ด้จากเรื่อง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

-113333 -

แบบประเมินการพดู แสดงความคดิ เหน็

คาชีแ้ จง ใหค้ รผู ู้สอนประเมินการพูดแสดงความคิดเห็นของนกั เรียนตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ระดับคะแนน
๑. สาระสาคัญของเร่อื งทพี่ ดู ๕๔๓๒๑
พูดสาระสาคญั พูดสาระสาคญั พดู สาระสาคญั พดู สาระสาคญั พูดสาระสาคัญ
๑.๑ ลาดบั ความคดิ อย่างต่อเนอื่ ง ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
๑.๒ นาเสนอเน้อื หาตรงตามประเดน็ ครบ ๕ ข้อ ๔ ขอ้ ๓ ข้อ ๒ ขอ้ ๑ ข้อ
๑.๓ เน้อื หามีความสมั พนั ธก์ บั ประเดน็
๑.๔ มคี วามเป็นเหตุเปน็ ผล หรือไม่ได้
๑.๕ มีการนาเสนอแนวคดิ ใหม่ ตามเกณฑเ์ ลย
๒. การใชภ้ าษา
๒.๑ ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้องกับกาลเทศะ คะแนนเตม็ ๒ คะแนน ใช้ภาษา ใชภ้ าษา
๒.๒ ใช้ประโยคสือ่ ความหมายได้ชดั เจน ไดต้ ามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
คะแนนเตม็ ๒ คะแนน ๒ ข้อ ๑ ข้อ
๓. การใช้นา้ เสียง ใชน้ ้าเสียง หรอื ไมไ่ ด้
๓.๑ ใช้น้าเสยี งนมุ่ นวล คะแนนเตม็ ๓ คะแนน ปฏบิ ัติไดต้ าม ไดต้ ามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
๓.๒ พดู เสียงดงั ชัดเจน เกณฑ์ ๓ ข้อ ๒ ข้อ ใชน้ ้าเสียง
ปฏิบตั ไิ ด้ตาม ไดต้ ามเกณฑ์
๓. มารยาทในการพดู เกณฑ์ ๒ ขอ้ ๑ ข้อ
๓.๑ ไมพ่ ดู แทรกขณะผ้อู ืน่ กาลงั พดู หรือไม่ได้
๓.๒ เปดิ โอกาสให้ผู้อนื่ ไดแ้ สดง ตามเกณฑ์เลย
ความคิดเห็น ปฏบิ ัติไดต้ าม
๓.๓ ใชก้ ริ ยิ าสุภาพ ไมล่ อ้ เลียนผ้อู น่ื เกณฑ์ ๑ ขอ้
หรอื ไมไ่ ด้
ตามเกณฑเ์ ลย

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรงุ
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

134

-134-

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๒๑

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรื่อง งานเขยี นสนกุ สนาน (๒) เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
ง านเ ขี ย นส ร้ าง ส รรค์ เ ป็ นง านเ ขี ย นที่ เ กิ ด จาก ข้ันนา ห้องสมุด

ความคดิ ริเริม่ โดยใช้ประสบการณ์ จินตนาการ และ นักเรยี นจานวน ๒ คน อาสาออกมาบอกลกั ษณะเดน่ ของ สือ่
ทักษะทางภาษาในการเขียน ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียน เร่ือง “ใส่บาตร” และ “บทพากยเ์ อราวัณ” ใบงาน “จดบันทึก”
สามารถถ่ายทอดความคดิ และจนิ ตนาการผา่ นการใช้
ภาษาได้อยา่ งเหมาะสม แนวคาตอบ ภาระงาน/ช้ินงาน
เร่ืองใส่บาตรเป็นงานเขียนสรา้ งสรรค์ทนี่ าเสนอแงม่ ุมของ
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ การเตรยี มอาหารใส่บาตรและมมุ มองของการทาความดเี พือ่ ความสขุ การทาใบงาน “จดบันทกึ ”
-135- ดา้ นความรู้ ทางใด สว่ นบทพากย์เอราวณั เปน็ วรรณคดีทใ่ี ช้ในการแสดง มีการใช้
บอกเร่อื งย่อจากงานเขียนสรา้ งสรรค์ทอี่ า่ น ภาษาทีส่ ละสลวย ดาเนนิ เร่อื งผา่ นจนิ ตนาการเหนอื ธรรมชาติทน่ี า่ สนใจ การวัดและประเมนิ ผล
สนุกสนาน แบบประเมินการทางานกลุ่ม
ทักษะและกระบวนการ
วเิ คราะหล์ ักษณะงานเขยี นสรา้ งสรรค์ทีอ่ า่ น ข้ันสอน
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ ๑. นักเรียนแบง่ กลุ่มออกเปน็ ๕ กลุ่ม แล้วร่วมกันทา
มุง่ ม่ันในการทางาน ใบงาน “จดบันทึก” เพ่ือเปรยี บเทียบลักษณะการใช้ความคิด
สร้างสรรค์จากเร่ือง “ใส่บาตร” กับ “บทพากย์เอราวัณ”
สมรรถนะท่ตี อ้ งการใหเ้ กิดกับผ้เู รียน จากน้ันสรุปเปน็ ลกั ษณะของงานเขยี นสรา้ งสรรค์
๑. การสอ่ื สาร
๒. การคดิ ข้นั สงู ๒. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปหลักก ารเขีย น
สรา้ งสรรค์ตามความเขา้ ใจของตนเอง โดยใชป้ ระเด็นทีส่ รปุ บน
กระดานเปน็ แนวทาง

135

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๒๑ เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เรอ่ื ง งานเขยี นสนกุ สนาน (๒) ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
-136- ๓. นักเรียนผู้แทนของแต่ละกลุ่มออกมานา เส นอ
หลกั การเขยี นสร้างสรรค์ของกลุม่ ตนเอง
๔. นักเรียนร่วมกันสรุปหลกั การเขียนสร้างสรรคข์ อง
ชน้ั เรยี น เพ่อื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการเขยี นสร้างสรรค์ของตนเอง
ขน้ั สรุป
นักเรยี นร่วมกนั ตอบคาถามว่า “นกั เรียนสามารถนาแนว
ทางการเขยี นสร้างสรรคไ์ ปใชไ้ ดอ้ ยา่ งไรในชีวติ ประจาวัน”

แนวคาตอบ
ใช้วิธีการคิดวิเคราะหเ์ พ่ือแยกแยะลักษณะของงานเขยี น
สรา้ งสรรคแ์ ละการคดิ สงั เคราะห์ข้ันตอนการเขยี นสร้างสรรค์

136

ใบงาน
“จดบันทกึ ”

คาชี้แจง ให้นักเรียนเปรียบเทยี บลักษณะการใช้ความคิดสร้างสรรคจ์ ากเรื่อง “ใส่บาตร” กับ
“บทพากย์เอราวณั ”

…………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…
………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………

-113377 -

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้ีแจง ให้ครปู ระเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ กี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นร่วม สมาชิกอยา่ งชัดเจน สมาชิกไม่ครบถ้วน หนา้ ท่ี
มีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกลุม่ งานกลุ่มบ้าง งานกลุ่มน้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไม่มีส่วนรว่ ม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคิดเหน็ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ นื่
อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ นอ้ ยมากหรอื ไม่รับฟงั
อย่างสม่าเสมอ เป็นบางครัง้ ความคดิ เหน็ ผู้อน่ื
รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั รับผิดชอบงานทไี่ ด้รบั ไม่รับผดิ ชอบงานทไี่ ด้รับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สร็จไมท่ นั มอบหมาย
ทก่ี าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

13-8138-

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒๒

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๔ : วชิ าลว้ นชวนตรองตริ เรื่อง งานเขยี นสนุกสนาน (๓) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๓

-139- สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
งานเขยี นสร้างสรรค์เป็นงานเขียนท่เี กิดจาก ขนั้ นา หอ้ งสมุด

ความคดิ ริเร่มิ โดยใชป้ ระสบการณ์ จนิ ตนาการ และ นักเรียนอาสาสมัคร ๒ - ๓ คน สรุปหลักการเขียน ส่ือ
ทักษะทางภาษาในการเขียน ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียน สร้างสรรคจ์ ากการเรยี นในครง้ั ก่อน 1. ใบความรู้ “องคป์ ระกอบของงาน
สามารถถ่ายทอดความคดิ และจนิ ตนาการผ่านการใช้
ภาษาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม แนวคาตอบ เขยี นสรา้ งสรรค์”
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ การเขียนสร้างสรรค์ต้องเกิดจากความคิด จินตนาการ 2. ใบงาน “องคป์ ระกอบของงานเขยี น
ด้านความรู้ การเปิดมุมมองใหมใ่ หก้ บั ผูอ้ า่ น
สรา้ งสรรค์”
บอกหลักการเขยี นสร้างสรรค์ ขั้นสอน 3. ใบงาน “การเขียนสรา้ งสรรค์”
๑. นกั เรยี นศึกษาใบความรู้ “องคป์ ระกอบของงานเขียน
สรา้ งสรรค์” โดยวางโครงเร่ืองของงานเขยี นสร้างสรรค์ตามท่ี
ทกั ษะและกระบวนการ ตนเองสนใจตามหัวข้อในใบงาน “องค์ประกอบของงานเขียน ภาระงาน/ชิ้นงาน
เขยี นงานเขียนสร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์” 1. การทาใบงาน “องค์ประกอบของ

ด้านคณุ ลักษณะ ๒. นกั เรยี นแตล่ ะคนอ่านโครงเรื่องของตนเองเพ่ือ เป็น งานเขียนสร้างสรรค์”
มุ่งมัน่ ในการทางาน การทบทวนโครงเร่ืองของตนเองก่อนทจ่ี ะลงมือปฏิบัติงาน 2. การทาใบงาน “การเขยี น
เขียนลงในใบงาน “การเขียนสร้างสรรค์”
สมรรถนะทีต่ อ้ งการใหเ้ กดิ กบั ผเู้ รียน สรา้ งสรรค์”
ความสามารถในการคิด ๓. นักเรียนลงมือปฏิบัติเขียนงานเขียนสร้างสรรค์ การวดั และประเมินผล
๒. ความสามารถในการสอ่ื สาร โดยสามารถนากลบั ไปปฏิบตั ติ อ่ เปน็ การบ้านได้
แบบประเมินงานเขยี นสรา้ งสรรค์

ข้ันสรปุ

139

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๒๒ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เร่อื ง งานเขยี นสนกุ สนาน (๓) ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
นักเรยี นรว่ มกนั ตอบคาถามว่า “การเขยี นสร้างสรรค์มี
องค์ประกอบในการเขียนอย่างไรบ้าง และสามารถนาไป
ประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร”

แนวคาตอบ
องคป์ ระกอบของการเขียนสรา้ งสรรค์ ประกอบดว้ ยช่อื เรื่อง
ตัวละคร เหตุการณ์สาคัญ แนวคดิ สาคญั จากเรื่อง สามารถนามา
พัฒนาทกั ษะการเขียนอธบิ ายได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

-140-

140

ใบความรู้
“องคป์ ระกอบของการเขยี นสรา้ งสรรค์”

การเขียนสรา้ งสรรคอ์ าจมเี นอ้ื หาและรูปแบบตา่ ง ๆ ตามความคดิ ของผเู้ ขียน อาจใช้รปู แบบ
หรือฉนั ทลักษณ์ทม่ี กี ารกาหนดไว้เป็นท่ีรจู้ ักทว่ั ไป หรืออาจมีการดัดแปลง หรอื สร้างสรรค์ใหม่ตาม
ความประสงคข์ องผู้เขยี น องคป์ ระกอบสาคญั ที่มักพบในการเขียนสร้างสรรค์มีดงั นี้
เนอื้ หา

การเขียนสรา้ งสรรค์น้นั น่าสนใจตรงท่ีอาจเป็นเรื่องที่นามาจากชีวิตจริงหรอื ประสบการณ์
ของผเู้ ขียน เปน็ เร่ืองที่ผู้เขยี นแตง่ ขนึ้ หรือเป็นท้งั เรอื่ งจรงิ และเร่อื งแต่งรวมอยู่ด้วยกนั เพ่อื นาไปสู่
จดุ มงุ่ หมายของการนาเสนอความคิดทีซ่ ่อนไวใ้ นเรอื่ งราวเหลา่ น้ัน ผเู้ ขยี นจะตอ้ งใช้ประโยชนจ์ ากเร่ือง
ท่ีนามาแฝงไวอ้ ย่างเตม็ ที่ มใิ ช่สรา้ งข้นึ เพยี งลอย ๆ
รูปแบบ

การเขียนสร้างสรรค์ไม่จากัดรูปแบบ ดังที่ได้กลา่ วไว้แลว้ ผู้เขียนสามารถเลอื กใช้ตาม
ความชอบ ความถนัด หรือใหส้ อดคลอ้ งกับเนอ้ื หาและความมุ่งหมายที่ตอ้ งการเสนอได้ เราจงึ พบการ
เขยี นสร้างสรรค์ได้ทง้ั ทเี่ ปน็ ร้อยแก้ว เช่น บนั ทึกส่วนตวั ประจาวันไปจนถงึ บทความ ความเรยี ง เรื่องสน้ั
นวนยิ าย และบทร้อยกรองประเภทตา่ ง ๆ
ภาษา

การเขียนสรา้ งสรรคน์ ั้น ไม่จากดั ระดบั ของภาษาว่าต้องใชภ้ าษาระดบั ใดผเู้ ขยี นอาจเลือกใช้
ภาษาพูดหรอื ภาษาเขียนหรือใช้ทั้งสองระดบั ก็ได้ แตต่ อ้ งให้เหมาะสมกบั รปู แบบและความมุ่งหมาย
ของการเขยี น หากผ้เู ขียนตอ้ งการเสนออารมณ์ความรู้สกึ ซาบซึ้งประทับใจเรอ่ื งใดเร่อื งหนงึ่ ก็ต้อง
เลอื กใช้ภาษาเขียนแบบพรรณนาเพอ่ื แสดงอารมณ์นั้น แต่หากเป็นการเลา่ เร่ืองท่ีนามาจากชีวิตจริง
กต็ ้องถ่ายทอดด้วยภาษาและถ้อยคาท่ีใช้ในชวี ิตจริง เชน่ เร่อื ง ใสบ่ าตร ผ้เู ขียนใช้คาว่า “ใสบ่ าตร”
ซ่งึ คนทว่ั ไปใชเ้ ป็นปรกติ มิได้ใชว้ า่ “ตักบาตร” ซ่งึ เปน็ ภาษาทางการ
ความมุง่ หมาย

ความมงุ่ หมายในการเขียนสร้างสรรค์น้ัน อาจเรม่ิ ไดต้ ้ังแตผ่ ู้เขียนต้องการสือ่ ความคิด อารมณ์
หรอื ความรู้สึกต่อสงิ่ ใดสง่ิ หนงึ่ หรอื เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนง่ึ หรือต้องการแสดงความคิดของผ้เู ขียน
ที่มีต่อสังคม ไปจนกระท่ังถงึ การโน้มน้าวใจให้คนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางทผ่ี เู้ ขียนคดิ วา่
เหมาะสม

จากหนังสือวิวิธภาษา ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓ หนา้ ๑๓๒ - ๑๓๓

-114411-

ใบงาน
“องค์ประกอบงานเขียนสรา้ งสรรค์”

ชือ่ เรอื่ ง
................................................................................................................................................................
ตัวละคร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ฉาก (สถานที่และเวลา)
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
เหตุการณภ์ ายในเร่ือง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ประเดน็ ปญั หาของเรอ่ื ง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
ขอ้ คิดทไ่ี ด้จากเร่ือง
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

-114422-

ใบงาน
“การเขียนสรา้ งสรรค์”

ชือ่ เรอ่ื ง ...................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................

-114433-

แบบประเมินงานเขียนสรา้ งสรรค์
คาชี้แจง ใหค้ รูผู้สอนประเมินการเขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการของนกั เรียนตามรายการประเมิน
ระดับคะแนน
รายการประเมนิ ๕ ๔๓๒ ๑
ต้งั ชื่อเรอ่ื ง
๑. การต้ังชอื่ เรือ่ ง ตั้งช่อื เร่อื ง ได้ตามเกณฑ์
๑.๑ ช่อื เรือ่ งมคี าทีส่ อื่ ไดต้ ามเกณฑ์ ๑ ข้อ หรอื ไมไ่ ด้
ความหมายที่ตรง ครบ ๒ ขอ้ ตามเกณฑ์เลย
หรือสอดคลอ้ งกบั ภาพ คะแนนเตม็ ๒ คะแนน เขยี นเร่อื ง
๑.๒ ใช้คา วลี ประโยค ไดส้ าระสาคญั
หรือขอ้ ความถกู ตอ้ ง ตามเกณฑ์
ตามหลักการใช้ภาษา ๑ ขอ้ หรอื ไม่ได้
๒. สาระสาคญั ของเรอ่ื ง เขียนเรอื่ ง เขียนเรอื่ ง เขยี นเรือ่ ง เขยี นเรื่อง ตามเกณฑเ์ ลย
๒.๑ ลาดบั ความคิด ไดส้ าระสาคัญ ได้สาระสาคญั ได้สาระสาคญั ไดส้ าระสาคัญ ใชภ้ าษา
อยา่ งตอ่ เน่อื ง ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
๒.๒ นาเสนอเนื้อหา ครบ ๕ ข้อ ๔ ขอ้ ๓ ขอ้ ๒ ข้อ ๑ ขอ้ หรอื ไม่ได้
ตรงสาระสาคญั ของภาพ ตามเกณฑ์เลย
๒.๓ เนือ้ หามีความสมั พันธ์ เขยี นผดิ
กับภาพ ๓ คา ข้นึ ไป
๒.๔ มคี วามเปน็ เหตุเปน็ ผล
๒.๕ มีการนาเสนอแนวคดิ ใหม่
๓. การใชภ้ าษา ใชภ้ าษา ใชภ้ าษา
๓.๑ เลอื กใชค้ าไดถ้ กู ตอ้ ง คะแนนเต็ม ๓ คะแนน ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
และสละสลวย ครบ ๓ ข้อ ๒ ขอ้
๓.๒ ใช้ประโยค
ส่ือความหมายได้
๓.๓ เขียนเว้นวรรคตอน
ได้ถูกตอ้ งและไม่เขยี น
ฉีกคา
๔. การเขยี นสะกดคา เขยี นถกู ต้อง เขยี นผิด
(เขียนผดิ ซ้า ให้นบั เป็น ๑ คา) คะแนนเตม็ ๓ คะแนน ทุกคา ๑ - ๒ คา

๕. ความเป็นระเบยี บเรยี บรอ้ ย คะแนนเต็ม ๓ คะแนน เขยี นได้ เขียนไดต้ าม เขียนได้ตามเกณฑ์
และถกู ต้องตามคาชี้แจง ตามเกณฑ์ เกณฑ์ ๑ ขอ้ หรือ ไมไ่ ด้
๕.๑ เขยี นตวั อักษรอ่านง่าย ครบ ๓ ขอ้ ๒ ขอ้ ตามเกณฑเ์ ลย
๕.๒ สะอาดเรยี บรอ้ ย
๕.๓ เขียนได้ตามจานวน
บรรทดั ท่ีกาหนด

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนรวม/16) x ๑๐๐

1-41444-

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดีมาก
เกณฑ์ของระดับคะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรงุ
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
ร้อยละ ๐ – ๔๙

-114455-

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๒๓

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ เร่ือง งานเขียนสนุกสนาน (๔) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

-146- สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
ง านเ ขี ย นส ร้ าง ส รรค์ เ ป็ นง านเ ขี ย นที่ เ กิ ด จาก ข้ันนา หอ้ งสมดุ

ความคดิ ริเรมิ่ โดยใช้ประสบการณ์ จินตนาการ และ นักเรียนอาสาสมัคร ๒ - ๓ คน สรุปหลักการเขียน สอ่ื
ทักษะทางภาษาในการเขียน ซ่ึงจะช่วยให้ผู้เรียน สรา้ งสรรค์จากการเรยี นในครั้งกอ่ น ใบความรู้ “องค์ประกอบของงานเขียน
สามารถถา่ ยทอดความคดิ และจินตนาการผ่านการใช้
ภาษาได้อยา่ งเหมาะสม แนวคาตอบ สรา้ งสรรค์” (จากแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ การเขยี นสรา้ งสรรคต์ ้องเกิดจากความคดิ จินตนาการ การ 22)
เปิดมุมมองใหมใ่ ห้กบั ผ้อู ่าน
ด้านความรู้ ขัน้ สอน ภาระงาน/ชิ้นงาน
เข้าใจหลักการเขียนสร้างสรรค์ ๑. นักเรียนนางานเขียนสร้างสรรค์ของตนเองมาอา่ น -
ทักษะและกระบวนการ ทบทวนและตรวจสอบความเรยี บร้อย
วิเคราะหล์ ักษณะเด่นของงานเขียนสร้างสรรค์ทีอ่ า่ น ๒. นักเรียนจับคู่กันแลก เปลี่ย นผลง านง าน เขีย น การวัดและประเมินผล
แบบประเมนิ งานเขยี นสร้างสรรค์
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ สร้างสรรค์ เพือ่ แลกเปล่ียนความคดิ เห็นทีม่ ีตอ่ ผลงาน โดยให้
มงุ่ มน่ั ในการทางาน บอกจดุ เด่นและจดุ ดอ้ ยของงานเขยี นเพอื่ นเพ่อื นาไปปรบั ปรุง
๓. นัก เรีย นจับคู่กับเพื่อ นใหม่เป็นค รั้งท่ี ๒ เพ่ื อ
สมรรถนะทีต่ ้องการให้เกิดกบั ผู้เรียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
๑. การสอื่ สาร
๒. การคดิ ขนั้ สงู ๔. นักเรียนนาขอ้ คิดเห็นของเพื่อนมาพัฒนางานเขียน
ของตนเอง
ขน้ั สรุป

146

-147- นักเรียนร่วมกนั ตอบคาถามว่า “หลกั การวเิ คราะห์งาน
เขยี นสร้างสรรค์สามารถนามาประยกุ ต์ใช้ในชีวติ ประจาวันได้
อยา่ งไร”

แนวคาตอบ
ใช้วิธีการคิดประเมนิ ค่าและการแลกเปล่ียนความคดิ เห็น
ระหวา่ งกันเพือ่ พฒั นางานเขียนของตนเอง

147

แบบประเมินงานเขียนสร้างสรรค์
คาชี้แจง ใหค้ รผู ูส้ อนประเมนิ การเขยี นเรอื่ งตามจินตนาการของนักเรียนตามรายการประเมิน
ระดบั คะแนน
รายการประเมิน ๕ ๔๓๒ ๑
ตง้ั ช่อื เร่อื ง
๑. การต้ังช่อื เรอ่ื ง ต้ังชอื่ เรอื่ ง ไดต้ ามเกณฑ์
๑.๑ ชื่อเรอื่ งมคี าทส่ี ่ือ ได้ตามเกณฑ์ ๑ ขอ้ หรอื ไมไ่ ด้
ความหมายท่ีตรง ครบ ๒ ขอ้ ตามเกณฑเ์ ลย
หรอื สอดคล้องกับภาพ คะแนนเต็ม ๒ คะแนน เขียนเรื่อง
๑.๒ ใชค้ า วลี ประโยค ไดส้ าระสาคัญ
หรือข้อความถูกตอ้ ง ตามเกณฑ์
ตามหลักการใช้ภาษา ๑ ขอ้ หรอื ไม่ได้
๒. สาระสาคัญของเร่อื ง เขียนเรอื่ ง เขยี นเรื่อง เขียนเร่ือง เขยี นเรอื่ ง ตามเกณฑเ์ ลย
๒.๑ ลาดบั ความคิด ไดส้ าระสาคัญ ไดส้ าระสาคญั ไดส้ าระสาคญั ไดส้ าระสาคญั ใชภ้ าษา
อย่างต่อเนื่อง ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ไดต้ ามเกณฑ์
๒.๒ นาเสนอเน้ือหา ครบ ๕ ข้อ ๔ ข้อ ๓ ข้อ ๒ ขอ้ ๑ ข้อ หรอื ไมไ่ ด้
ตรงสาระสาคญั ของภาพ ตามเกณฑเ์ ลย
๒.๓ เน้อื หามคี วามสัมพันธ์ เขียนผดิ
กบั ภาพ ๓ คา ขน้ึ ไป
๒.๔ มคี วามเปน็ เหตุเปน็ ผล
๒.๕ มีการนาเสนอแนวคดิ ใหม่
๓. การใช้ภาษา ใชภ้ าษา ใช้ภาษา
๓.๑ เลือกใช้คาได้ถกู ตอ้ ง คะแนนเตม็ ๓ คะแนน ได้ตามเกณฑ์ ไดต้ ามเกณฑ์
และสละสลวย ครบ ๓ ข้อ ๒ ข้อ
๓.๒ ใชป้ ระโยค
ส่ือความหมายได้
๓.๓ เขียนเวน้ วรรคตอน
ไดถ้ กู ตอ้ งและไมเ่ ขียน
ฉกี คา
๔. การเขียนสะกดคา เขยี นถกู ต้อง เขยี นผดิ
(เขียนผิดซา้ ให้นับเปน็ ๑ คา) คะแนนเต็ม ๓ คะแนน ทกุ คา ๑ - ๒ คา

๕. ความเป็นระเบยี บเรียบร้อย คะแนนเตม็ ๓ คะแนน เขียนได้ เขยี นไดต้ าม เขียนได้ตามเกณฑ์
และถูกต้องตามคาชีแ้ จง ตามเกณฑ์ เกณฑ์ ๑ ข้อ หรือ ไม่ได้
๕.๑ เขยี นตวั อกั ษรอ่านง่าย ครบ ๓ ข้อ ๒ ขอ้ ตามเกณฑ์เลย
๕.๒ สะอาดเรียบรอ้ ย
๕.๓ เขียนได้ตามจานวน
บรรทดั ทีก่ าหนด

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/16) x ๑๐๐

148

-148-

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดับคะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรงุ
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

14-9149-

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๒๔

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ เร่ือง พจิ ารณค์ วามคิด (๑) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
การศึกษาค้นควา้ ความร้เู ป็นการหาความรโู้ ดยมี ข้ันนา ห้องสมดุ

การกล่นั กรอง หาแหล่งความรทู้ ่นี า่ เชื่อถือ พจิ ารณา นกั เรียนอาสาสมัคร ๒ - ๓ คน แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั ส่ือ
ความถกู ตอ้ งและความสมเหตุสมผล ซ่งึ จะเปน็ ทกั ษะ หลักการศกึ ษาค้นควา้ ความรู้ 1. ใบความรู้ “บทความ”
ท่ีช่วยให้ผเู้ รียนสามารถเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองได้อย่างมี 2. ใบงาน “จดบันทึก”
ประสิทธิภาพ แนวคาตอบ
การหาความรู้ต้องมีการกล่ันกรอง หาแหล่งความรู้ ภาระงาน/ชนิ้ งาน
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ที่น่าเชอ่ื ถอื พจิ ารณาความถกู ต้องและความสมเหตุสมผล
-150- ดา้ นความรู้ ขน้ั สอน การทาใบงาน “จดบนั ทึก”
เข้าใจหลักการประเมินคุณค่าของบทความ ๑. นักเรยี นอา่ นใบความรู้ “บทความ”
๒. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๖ คน แล้วแต่ละคน การวัดและประเมนิ ผล
ทกั ษะและกระบวนการ
วเิ คราะหห์ ลกั การประเมินคณุ ค่าของบทความ กาหนดหมายเลขประจาตวั ตั้งแต่ ๑ - ๖ แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
ด้านคณุ ลักษณะ ๓. นักเรียนแบ่งกลมุ่ ใหม่ตามหมายเลขประจาตวั ของ
ใฝเ่ รยี นรู้ ตนเอง จากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันระดมความคิด
แลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ เกยี่ วกับหลักเกณฑก์ ารประเมินคณุ คา่
สมรรถนะท่ตี ้องการให้เกิดกับผเู้ รียน บทความตามเลขตนเอง โดยม่งุ ขยายความเกย่ี วกับหลักก าร
๑. การสือ่ สาร การประเมินคุณค่าของบทความ
๒. การคดิ ขน้ั สงู
๔. นกั เรยี นกลับไปรวมกลุ่มเดิมของตนเองในครั้งแรก
แล้วแลกเปลย่ี นความรู้จากการร่วมกันระดมความคิดเก่ยี วกับ
หลักเกณฑ์การประเมินคุณค่าบทความในแต่ละข้อ

150

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๒๔ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรอื่ ง พิจารณค์ วามคดิ (๑) ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
-151- ๕. นักเรียนทาใบงาน “จดบันทึก” เพ่ือร่วมกันสรปุ
หลักการประเมนิ คุณค่าของบทความลงในกระดาษจดบันทึก
พรอ้ มตกแตง่ ใหส้ วยงาม
ขั้นสรุป
นกั เรยี นร่วมกนั ตอบคาถามวา่ “หลกั เกณฑก์ ารประเมิน
คุ ณ ค่ าข อ ง บ ทค วาม สาม ารถ นาไ ปประ ยุ กต์ ใช้ ได้ อย่ างไ รใน
ชวี ติ ประจาวัน”

แนวคาตอบ
ใช้วิธีการคดิ วิเคราะห์เพ่ือแยกแยะข้ันตอนในการประเมิน
คณุ คา่ ของบทความทพี่ บเหน็ ในชีวติ ประจาวนั

151

ใบความรู้
“บทความ”

เรื่อง ท่เี รยี กว่าก้าวหนา้ เปน็ งานเขยี นประเภทบทความ งานเขียนทีเ่ ป็นบทความมีคาเรียก
ต่าง ๆ หลายคา มีลกั ษณะแตกต่างกันบ้าง แต่การแบ่งระหวา่ งช่อื เรียกงานเขยี นลกั ษณะหนง่ึ กับอีก
ลักษณะหนึ่ง อาจไม่เดน่ ชัด เชน่ บทความอธิบายกบั บทความสารคดี บทความวเิ คราะหก์ บั บทความ
วิจารณ์ บทความแสดงความคิดเหน็ กับบทบรรณาธกิ าร อาจแยกจากกันไม่ได้เดด็ ขาด อยา่ งไรกต็ าม
งานเขียนบทความเปน็ การเขียนที่ทุกคนทาได้ไม่ยาก และเปน็ สิ่งที่ทุกคนควรฝกึ เพราะจะเป็น
ประโยชน์ตอ่ การเรยี นและการทางาน

เร่อื ง ที่เรยี กวา่ กา้ วหนา้ เป็นบทความประเภทแสดงความคิดเห็น คือ บทความทผ่ี ูเ้ ขียนเสนอ
ความคิดเหน็ เรอ่ื งใดเร่ืองหนงึ่ เร่ืองทน่ี ามาเขียนเป็นบทความแสดงความคดิ เหน็ จะเปน็ เรื่องใดก็ไดไ้ มม่ ี
ข้อจากดั เช่น เรอ่ื งเกีย่ วกับการศกึ ษา การทามาหากนิ ความประพฤตขิ องคนในสังคม ความเจริญ
หรือเส่อื มของกจิ การ ความคิดเห็นเก่ยี วกับการเมือง การคน้ ควา้ ทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

บทความทีเ่ ปน็ คอลัมน์ในหนังสือพมิ พ์ นิตยสาร วารสารทว่ั ๆ ไป มักเปน็ บทความแสดง
ความคดิ เห็น ลกั ษณะและกลวิธกี ารเขียนมีหลายรูปแบบแลว้ แต่ความถนดั ของผู้เขียน เช่น บางคนอาจเขียน
แบบงานเขยี นสรา้ งสรรค์ เปน็ นิทาน เร่ืองสน้ั บางคนอาจเขียนเป็นเชงิ วชิ าการ บางคนอาจเขียนแบบมี
บทสนทนา แต่บางคนอาจเขยี นแบบเรอื่ งเล่า ทส่ี าคญั คือ มีขอ้ คดิ ที่เปน็ สาระความรู้ หรอื ความ
คิดเห็นทเ่ี ปน็ ประโยชน์ เรอื่ ง ท่ีเรียกว่ากา้ วหน้า เป็นบทความแสดงความคดิ เหน็ ท่นี ักเรียนอาจใชเ้ ปน็
แบบอย่างไดแ้ บบหนง่ึ
การประเมินคณุ ค่าของบทความ

การพจิ ารณาคุณค่าของบทความ โดยทั่วไปมกั พิจารณาจากจดุ มุ่งหมายและการนาเส นอ
เนอื้ หาของบทความนั้น ๆ ประการสาคัญพงึ ระลึกไวเ้ สมอวา่ การอา่ นบทความเป็นการอา่ นท่ตี อ้ งคิด
และพิจารณาเร่ืองอย่างมีวจิ ารณญาณเปน็ การอา่ นเพอื่ มองหาสาระหรือคุณค่าของบทความเพ่ือ
นามาใช้ หรือประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ กิดประโยชน์แกต่ นเองหรอื แก่สงั คมสว่ นรวม การประเมนิ คุณคา่ บทความ
มหี ลักเกณฑท์ ั่วไป ดังนี้

๑. มเี น้อื หาสาระท่ใี หค้ วามรู้หรอื ความคดิ อันเปน็ ประโยชนแ์ ก่ผอู้ า่ น
๒. เสนอขอ้ มูลทถ่ี ูกต้อง เป็นความจรงิ มีหลกั ฐานอ้างอิงทเี่ ชอ่ื ถอื ได้
๓. นาเสนอเรอ่ื งราวท่ีเป็นธรรม การอา้ งเหตุผลถูกตอ้ ง
๔. แสดงความคิดเห็นและเสนอวิสัยทศั น์ไดอ้ ยา่ งนา่ สนใจ สามารถกระตุ้นหรือโน้มน้าวให้
ผู้อา่ นคดิ เหน็ คลอ้ ยตามหรอื โต้แยง้
๕. ใช้ภาษาถูกต้อง มคี วามชดั เจน อ่านเขา้ ใจงา่ ย สอดคล้องกับเรอื่ งราวทีน่ าเสนอ
๖. มกี ลวธิ ีในการนาเสนอเรอื่ งราวท่ีนา่ สนใจ ชวนให้ตดิ ตามอ่าน

จากหนงั สือวิวธิ ภาษา ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓ หนา้ ๑๐๗ – ๑๐๘

-115522-

ใบงาน
“จดบันทกึ ”

คาช้แี จง ให้นกั เรยี นร่วมกนั สรุปหลกั การประเมนิ คณุ คา่ ของบทความพรอ้ มตกแตง่ ใหส้ วยงาม
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

-115533-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้ีแจง ให้ครปู ระเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ กี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นร่วม สมาชิกอยา่ งชัดเจน สมาชิกไม่ครบถ้วน หนา้ ท่ี
มีส่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกลุม่ งานกลุ่มบ้าง งานกลุ่มน้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไม่มีส่วนรว่ ม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคิดเหน็ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ นื่
อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ นอ้ ยมากหรอื ไม่รับฟงั
อยา่ งสม่าเสมอ เป็นบางครั้ง ความคดิ เหน็ ผู้อน่ื
รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั รบั ผิดชอบงานทไี่ ด้รบั ไม่รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สร็จไมท่ นั มอบหมาย
ทก่ี าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

154

-154-

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ ๒๕

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ : วชิ าลว้ นชวนตรองตริ เรอื่ ง พจิ ารณ์ความคดิ (๒) เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

-155- สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้
บ ท ค ว าม เ ป็ นง านเ ขี ย นที่ มุ่ ง เ น้ นก ารใ ห้ ส า ร ะ ขัน้ นา ห้องสมดุ

ความรู้ โดยการอ่านบทความต้องคิดและพิจารณา นักเรียนอาสาสมัคร ๒ - ๓ คน สรุปหลกั การประเมนิ สอ่ื
เนื้อหาอย่างมีวจิ ารณญาณเพ่ือให้ผเู้ รียนสามารถรับ คุณคา่ ของบทความ 1. ใบความรู้ “ท่เี รยี กวา่ กา้ วหน้า”
ประโยชน์จากการอา่ นบทความได้ 2. ใบงาน “ประเมนิ คา่ เรือ่ งท่ีเรียกวา่
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ แนวคาตอบ
ด้านความรู้ บทความจะต้องมสี าระความรู้ นาเสนอขอ้ มูลถกู ต้อง เรือ่ งราว ความกา้ วหนา้ ”
เป็นธรรม แสดงความคิดเหน็ อย่างน่าสนใจ ใช้ภาษาถกู ต้องชดั เจน
เขา้ ใจหลักการประเมนิ คุณคา่ ของบทความได้ และมีกลวิธกี ารนาเสนอทนี่ า่ สนใจ ภาระงาน/ช้นิ งาน
ทักษะและกระบวนการ การทาใบงาน “ประเมินคา่ เรื่องที่
ข้ันสอน
ประเมนิ คณุ ค่าของบทความ ๑. นกั เรยี นอา่ นใบความรู้ “ที่เรียกวา่ กา้ วหน้า”
ด้านคณุ ลักษณะ ๒. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ ๓ คน แล้วแบ่งกัน เรยี กวา่ ความกา้ วหนา้ ”

มุ่งมนั่ ในการทางาน วิเคราะห์นิยามของคาวา่ ก้าวหน้าของตัวละครคนละ ๑ ตัว การวดั และประเมนิ ผล
สมรรถนะทีต่ ้องการให้เกดิ กบั ผ้เู รียน ละคร ประกอบด้วย ลกั ษมี วีณา และศุทธินี จากนน้ั แลกเปล่ยี น แบบประเมินการทางานกล่มุ
ความเขา้ ใจกันภายในกลุม่
๑. การสอื่ สาร ๓. นกั เรยี นอาสาสมคั ร ๓ คน ศกึ ษาตัวละครแตล่ ะตัว
๒. การคดิ ขนั้ สงู และออกมานาเสนอนิยามของคาว่าก้าวหน้าของตัวละค รท่ีตน

ได้รับหน้าชั้นเรียน แล้วร่วมกันแลกเปลีย่ นความคิดภายใน
ชั้นเรยี น

155

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ ๒๕ เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอื่ ง พิจารณค์ วามคิด (๒) ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
-156- ๔. นักเรียนทาใบงาน “ประเมินค่าเร่ืองท่ีเรียก ว่า
ความก้าวหนา้ ”
ข้นั สรปุ
นกั เรียนร่วมกนั ตอบคาถามวา่ “หลกั เกณฑก์ ารประเมิน
คุ ณ ค่ า ส า ม า ร ถ น า ไ ป ใ ช้ กั บ ก า ร อ่ า น ป ร ะ เ ภ ท ใ ด
ในชีวิตประจาวัน”

แนวคาตอบ
หลักเกณฑ์การประเมนิ คุณค่าสามารถนาไปปรับใช้กบั
การอ่านได้ทุกประเภท โดยพจิ ารณาจากข้อคิดทีไ่ ด้รับจากสาร
และเชื่อมโยงแนวคิดกับชวี ติ ประจาวนั

156

ใบความรู้
“ทีเ่ รยี กว่าก้าวหน้า”

เม่ือรถแล่นผ่านโรงภาพยนตร์ ใครคนหนึง่ ก็รอ้ งข้ึนวา่ "นนั่ แนะ่ ! เรอ่ื งของ 'พรรณลักษมี'
เขา้ ฉายแล้ว คืนนฉ้ี ันเหน็ จะตอ้ งมาดเู สียแลว้ "

"ฉันกเ็ หมือนกนั " อกี คนหนง่ึ วา่ "เปน็ แฟน 'พรรณลักษมี' อา่ นเร่ืองนใี้ นหนังสอื แลว้ ยังติดใจไม่
หาย มาทาเปน็ ภาพยนตรค์ งจะมชี วี ติ ชีวาขึน้ อกี ไม่นอ้ ย"

"พรรณลักษมี นี่น่ะช่ือจริงช่ือลักษมีใช่ไหม ดูเหมือนจะเขียนหนังสือมานา นแ ล้ว
แตช่ ือ่ เสียงเพ่ิง จะมาโดง่ ดงั กันตอนนีเ้ อง กา้ วหนา้ มากอยา่ งคาดไม่ถงึ "

คาว่า "ก้าวหน้า" ทาให้ขา้ พเจา้ นึกย้อนหลังไปถึงเมื่อคร้ังกอ่ น สมัยทีเ่ ราสามคน ลกั ษมี วณี า และ
ขา้ พเจา้ ยงั เรยี นอยใู่ นชนั้ อดุ มศึกษา ปีสุดทา้ ยของการเรียน เราเกดิ สงสยั กนั ขึน้ วา่ ใครจะก้าวหน้า
มากกว่าใครเวลาที่ออกไปประกอบอาชพี ขา้ พเจา้ เองเปน็ ผ้ถู ามวา่ ทเ่ี รียกว่าก้าวหนา้ คอื อย่างไร

ลักษมตี อบทนั ทวี า่
"สาหรับฉนั ความกา้ วหน้า คือ ความมีช่อื เสียงเกียรติยศปรากฏเป็นทร่ี ู้จักของคนทัว่ ไป
คนเราถ้าเกิดมาเป็นเพียงคนเล็ก ๆ คนหน่ึงท่ีไม่มีใครกล่าวขวัญถึงอยา่ งยกยอ่ งแล้ว ก็นับว่า
เสยี ชาติเกดิ "
วณี าตอบวา่
"ความกา้ วหนา้ ของฉันอยู่ที่เงิน ฉันไม่เห็นแครว์ ่าจะมีชือ่ เสียงหรือเปล่า มใี ครรจู้ กั หรือไ ม่
ขอให้ฉันได้ทางานในหน้าท่ดี ี ๆ และมีหวงั จะได้เงินเพมิ่ ข้นึ เรื่อย ๆ ก็พอแล้ว เพราะว่าเงนิ คือ
หลกั ฐานทีม่ ่ันคงสาหรบั ประกนั ชวี ิตในอนาคต ถา้ เงนิ ไม่เพยี งพอเราจะมชี ีวติ อยู่ได้อยา่ งไร"
ข้าพเจา้ คดิ วา่ ความก้าวหน้าอยทู่ ่กี ารแสวงหาความรเู้ พ่มิ เตมิ ไมม่ ีทส่ี ิ้นสดุ เพ่อื ใหต้ นเองเป็น
คนทันสมัย และทันโลกอยเู่ สมอ และเพอื่ ถา่ ยทอดความรใู้ หผ้ อู้ ่ืนอกี ด้วย ชอ่ื เสียงและความสรรเสริญ
เยนิ ยอขา้ พเจา้ ไม่ปรารถนา แตต่ ้องการทางานเพื่ออุดมคติมากกว่าเพือ่ เงิน แมเ้ งินจะนอ้ ยแต่ถ้ามี
โอกาสก้าวหนา้ ในทางความรู้ ขา้ พเจา้ กพ็ อใจแลว้
เมือ่ จบการศึกษา ลักษมไี ปสมัครทางานหนงั สอื พมิ พแ์ ละฝกึ ฝนตนเองให้เป็นนกั เขียน นัน่ เป็น
ข้นั แรกของการแสวงหาช่ือเสยี ง ขา้ พเจ้าไดข้ ่าวบอ่ ยครง้ั ว่าลักษมยี ้ายจากหนงั สือพิมพ์ฉบับนไี้ ปอยฉู่ บบั
นั้น จากฉบบั นนั้ ไปฉบับโน้น ลกั ษมที าหน้าท่ีเปน็ นกั ข่าว เป็นช่างภาพในตวั เสร็จ และเริ่มงานเขียน
หนังสอื อยา่ งตัง้ อกต้ังใจ เธอเร่ิมจากเขยี นเร่อื งสัน้ และนวนิยายทส่ี ะทอ้ นภาพชีวิตจรงิ แตก่ ็ปรากฏว่า
ไมเ่ ป็นทนี่ ยิ ม ลักษมีจงึ เปลย่ี นแนวการเขียนใหม่ เธอเรมิ่ เขียนนวนยิ ายเสยี ดสีสังคม ได้รบั ความนิยม
อยพู่ ักเดยี ว คนอา่ นก็เกดิ เบื่อหนา่ ย ลักษมจี ึงเปล่ยี นมาเขยี นนวนยิ ายเบาสมองเตม็ ไปด้วยความเพ้อ
ฝนั ซ่ึงในชวี ิตจริงไม่มวี ันจะเปน็ ไปได้ และคราวนนี้ วนยิ ายของเธอไดร้ บั การต้อนรบั อย่างอุ่นหนาฝา ค่ัง
จากเด็กวัยรุ่นและจากคนท่ีเบ่ือหน่ายชีวติ จริงของตนเอง เร่ืองของลกั ษมีได้รับการถา่ ยทาเป็น
ภาพยนตร์หลายเรื่อง เธอเป็นผูท้ ี่กา้ วหนา้ ในดา้ นชอื่ เสยี งอยา่ งแทจ้ ริง
สว่ นวณี าไปสมคั รทางานกับชาวต่างประเทศ เธอเปล่ียนงานหลายคร้งั เหมอื นกนั สดุ แต่ว่าที่
ใดจะมีตาแหน่งทม่ี เี งินเดือนมากกว่ากัน จากบรษิ ทั การคา้ ยา้ ยไปบริษัทการบนิ จากบริษัทการบินยา้ ย

-115577 -

ไปประจาองค์การตา่ งประเทศแห่งหนงึ่ วีณามีรายได้งามจากงานที่ทาและสะสมเงินไวไ้ ด้มากมายสม
ดงั ใจที่ตง้ั ไว้

สาหรบั ขา้ พเจ้า กไ็ ด้เลอื กงานครมู าต้ังแตต่ ้นจนกระท่ังบดั น้ี ในด้านการเงินข้าพเจา้ ไม่อาจจะ
ไปเปรียบเทียบกับคนท้งั สองได้ ในด้านช่ือเสียงก็ไม่มีใครรู้จัก แต่ในด้านวิชาความรู้ขา้ พเจ้าได้
พากเพียรศึกษาต่อในขณะทีท่ างานจนกระท่ังไดป้ รญิ ญาสงู ข้ึน ได้คน้ คว้าวชิ าใหม่ ๆ เพ่ือการสอนและ
เพ่ือความงอกงามของตนอย่เู สมอ สมบตั ิของขา้ พเจา้ จงึ มเี พยี งงานวจิ ยั ในด้านวิชาการอยหู่ ลายเรอื่ ง ซง่ึ
ตนเองไม่มีทุนทรพั ยท์ จ่ี ะจัดพิมพไ์ ด้ แต่อยา่ งไรกต็ าม ความร้ขู องขา้ พเจ้ากเ็ ป็นทย่ี อมรับว่า ใช้การได้ ทุก ๆ
ปี มกั จะไดร้ บั เลอื กให้เป็นผู้ให้การอบรมครู เปน็ เจ้าหน้าทแ่ี ผนกการขา่ วสารต่างประเทศ หรอื ลา่ ม ทุก
คร้ังทมี่ กี ารประชมุ ใหญ่ซ่ึงมีชาวตา่ งประเทศเข้าประชุมเป็นจานวนมาก

ใครจะกา้ วหน้ามากกว่ากัน ดูเหมอื นจะให้คาตอบได้ยาก แตค่ วามกา้ วหน้าที่สมบรู ณ์ที่สดุ กค็ ง
จะได้แก่ ชอ่ื เสียง เงนิ และวิชาความรู้รวมกันกระมัง แต่คนเรามกั จะตอ้ งเลอื กเอาเพยี งอย่างเดียวหรอื
อยา่ งมากถา้ โชคดีก็คงจะไดเ้ พยี งสองอย่าง คุณเล่าจะเลือกอยา่ งไหน

ศุทธนิ ี
จากหนังสอื วิวิธภาษา ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ หน้า ๑๐๗ - ๑๐๘

-115588-

ใบงาน
“ประเมนิ คา่ เรือ่ ง ท่ีเรยี กวา่ ความก้าวหนา้ ”

คาช้ีแจง ให้นกั เรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
1. นักเรยี นเหน็ ด้วยกบั ความก้าวหนา้ ของตัวละครใดมากทส่ี ดุ เพราะเหตุใด
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. นักเรียนคดิ ว่าความก้าวหนา้ ของนักเรียนคอื อะไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. นักเรียนมวี ธิ ใี นการสร้างความก้าวหนา้ ให้กบั ตนเองอยา่ งไร
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. ข้อคิดทนี่ กั เรยี นได้จากการอ่านเร่อื งทเี่ รียกกวา่ กา้ วหนา้
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................

-115599-

แบบประเมินการทางานกล่มุ

คาชี้แจง ใหค้ รูประเมินการทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี ไมม่ ีการกาหนดบทบาท
๒. การมีส่วนรว่ ม สมาชิกอย่างชัดเจน สมาชิกไมค่ รบถว้ น หน้าที่
มีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มีสว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกลุ่ม งานกลุ่มบา้ ง งานกล่มุ น้อยมาก
คิดเห็น หรือไม่มสี ว่ นรว่ ม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟังและแสดงความคิดเห็น รับฟังและแสดงความคิดเห็น รับฟงั ความคดิ เห็นของผ้อู น่ื
อยา่ งมเี หตุผลและสรา้ งสรรค์ อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ นอ้ ยมากหรอื ไมร่ ับฟัง
อยา่ งสมา่ เสมอ เปน็ บางคร้งั ความคดิ เหน็ ผอู้ น่ื
รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ดร้ ับ ไมร่ บั ผิดชอบงานทไี่ ด้รบั
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แต่เสรจ็ ไมท่ นั มอบหมาย
ทีก่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
ร้อยละ ๐ – ๔๙

160

-160-

แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี ๒๖

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ เรือ่ ง พจิ ารณ์ความคดิ (๓) เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓

สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้
บทความเป็นงานเขยี นท่มี ุ่งเน้นการให้ส าระ ขน้ั นา หอ้ งสมุด

ความรู้ โดยการอ่านบทความตอ้ งคิดและพิจารณา นักเรียนอาสาสมัคร ๒ - ๓ คน สรุปหลักการประเมนิ สอื่
เนื้อหาอยา่ งมีวจิ ารณญาณเพื่อให้ผ้เู รียนสามารถรบั คณุ คา่ ของบทความ ใบความรู้ “เรอื่ งราวของโขน
ประโยชนจ์ ากการอ่านบทความได้
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ แนวคาตอบ รามเกียรต์ิ และบทพากย์เอราวัณ”
บทความจะตอ้ งมีสาระความรู้ นาเสนอข้อมูล ถูกตอ้ ง เร่อื งราว
ดา้ นความรู้ เป็นธรรม แสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจใช้ภาษาถูกต้องชดั เจน
-161- เขา้ ใจหลักการประเมินคณุ ค่าของบทความ และมกี ลวิธีการนาเสนอทน่ี ่าสนใจ ภาระงาน/ชน้ิ งาน
ขน้ั สอน
ทกั ษะและกระบวนการ ๑. นักเรยี นแบง่ กลมุ่ กลุ่มละ 3 - 4 คน อา่ นใบความรู้ -
ประเมนิ คณุ คา่ ของบทความ
“เร่อื งราวของโขน รามเกียรติ์ และบทพากย์เอราวณั ” การวัดและประเมนิ ผล
ด้านคณุ ลกั ษณะ ๒. นักเรียนรว่ มกนั สรุปลักษณะเดน่ ของบทความท่ีอ่าน แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
มุ่งมั่นในการทางาน เพอ่ื เปน็ การประมวลผลของชนั้ เรียน

สมรรถนะที่ต้องการให้เกดิ กับผ้เู รยี น ข้นั สรปุ
๑. การสอื่ สาร นักเรยี นรว่ มกันตอบคาถามวา่ “การประเมินคณุ ค่าจาก
๒. การคิดขัน้ สงู
เรื่อ ง บ ท พ าก ย์เอ ราวัณ ใ ช้เก ณ ฑ์ใ ด ใ นก ารพิ จารณา
และนามาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้อยา่ งไร”
แนวคาตอบ

161

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๒๖ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอ่ื ง พิจารณค์ วามคิด (๓) ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖

การประเมนิ คุณค่าจากเร่ือง บทพากย์เอราวณั ประเมิน
จ า ก ก า ร ใ ช้ สา นวน โวห าร แ ละ ก าร วิเ ครา ะ ห์ถึ งความงา ม
ท า ง ว ร รณศิ ลป์ สา ม าร ถนา มาป รับ ใช้ ใน เรื่อ งชอ งการคิด
วิเคราะห์และจาแนกสารท่ไี ดร้ ับในชวี ติ ประจาวัน

-162-

162

ใบความรู้
“เรอื่ งราวของโขนรามเกียรต์ิ และบทพากย์เอราวัณ”

กอ่ นจะไปดูวา่ ช้างเอราวัณน้ันยิ่งใหญอ่ ลงั การแค่ไหน เราอยากชวนเพ่ือน ๆ มาทาความ
เขา้ ใจทีม่ าของบทพากยเ์ อราวณั และความเกย่ี วเนอื่ งระหวา่ งบทพากย์เอราวัณ โขน และรามเกียรต์ิ
กนั กอ่ น ในสมัยก่อนโขนและละครในเปน็ หน่ึงในมหรสพและความบันเทงิ เพียงไม่ก่ีอยา่ งของคนไทย
โดยเฉพาะ “โขน” ที่ถอื วา่ เป็นนาฏกรรมชนั้ สูง เพราะมีการรวบรวมศลิ ปะหลายแขนงมาไวด้ ว้ ยกนั ไม่
วา่ จะเปน็ วรรณกรรมและวรรณศลิ ป์ในการประพันธ์บทและการพากย์ นาฏศิลป์สาหรับการร่ายรา
ขณะทาการแสดง คีตศลิ ปส์ าหรบั ดนตรีทีบ่ รรเลงประกอบการแสดง หัตถศลิ ปส์ าหรบั งานฉากและชดุ
โขนจึงถอื เป็นความบนั เทงิ ของชนชั้นสูงชาวไทยในร้ัวในวังสมัยนนั้

การแสดงโขนจะนยิ มเล่นเรอ่ื งรามเกียรตเ์ิ ทา่ นนั้ โดยรามเกียรติ์เปน็ วรรณคดเี รื่องยาว (มาก
กกกก) ซ่งึ ได้รบั อิทธิพลมาจากมหากาพย์รามายณะ วรรณคดภี าษาสนั สกฤตจากอินเดีย ทฤี่ ๅษวี าลมกิ ิ
แต่งไว้กว่า ๒๔๐๐ ปีมาแล้ว มหากาพย์รามายณะเปน็ ที่รู้จักในหมชู่ าวไทยมาตัง้ แตส่ มยั โบราณ
สันนิษฐานว่าเข้ามาในไทยพร้อมกับพ่อค้าชาวอนิ เดยี และความเชอ่ื จากศาสนาพราหมณฮ์ นิ ดู

สว่ นบทละครเรอ่ื งรามเกยี รต์ินั้นปรากฏหลกั ฐานเปน็ ครง้ั แรกในสมยั อยธุ ยา และต่อมาใน
สมยั กรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรกี ็ไดท้ รงพระราชนิพนธบ์ ทละครเร่ืองรามเกยี รต์ิขึ้นเพ่ือให้
ละครหลวงเล่น โดยปรับเนอื้ เร่ืองใหเ้ หมาะสมกับวัฒนธรรมไทย แต่บทละครเรอื่ งรามเกียรต์จิ ากสมยั
กรงุ ธนบรุ นี น้ั ยังไมค่ รบสมบรู ณ์ (เนือ่ งจากมรี ะยะเวลาในการแตง่ เพียง ๒ เดอื น จงึ มแี ค่ ๔ - ๕ ตอน
เทา่ นนั้ ) เมอื่ ถึงยุครัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช (รัชกาลท่ี ๑) จึง
ทรงพระราชนพิ นธ์รามเกียรติ์ใหส้ มบูรณ์ตง้ั แต่ต้นจนจบ และภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัย (รัชกาลท่ี ๒) กท็ รงพระราชนิพนธร์ ามเกยี รตบิ์ างตอนขน้ึ ใหมเ่ พ่ือใช้สาหรบั การแสดงโขน
โดยบทพากยเ์ อราวณั ที่เพื่อน ๆ จะได้เรียนในระดับช้ันม.๓ น้ันเป็นส่วนหน่ึงของวรรณคดีเรอื่ ง
รามเกียรติ์ ตอนศึกอินทรชติ

อย่างทีเ่ รารูก้ นั วา่ โขนของประเทศไทยจะแสดงเรอ่ื งรามเกยี รต์เิ ทา่ นัน้ และถงึ จะหาชมได้ยาก
แต่ในปจั จบุ นั กย็ งั มี “โขนพระราชทาน” โดยมลู นธิ สิ ่งเสริมศลิ ปาชพี ท่จี ดั แสดงเปน็ ประจาทุกปี โขน
พระราชทานเริม่ จัดแสดงคร้งั แรกในปี พ.ศ.๒๕๕๐ เนอื่ งในโอกาสทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บ
ศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร ทรงเจรญิ พระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา และสมเดจ็
พระนางเจา้ สิรกิ ิติ์ พระบรมราชนิ นี าถ พระบรมราชชนนพี ันปหี ลวงทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๕
พรรษา โดยสมเดจ็ พระบรมราชชนนพี ันปหี ลวง มดี ารใิ ห้จดั แสดงโขนพระราชทานขน้ึ เพอื่ อนุรกั ษแ์ ละ
สืบสานศลิ ปวฒั นธรรมไทย และแมจ้ ะเปน็ ศิลปะชั้นสูง แตโ่ ขนพระราชทานกไ็ ดม้ กี ารปรับบทพูดหลาย
ๆ จุดให้สนกุ สนาน และเขา้ ถึงประชาชนทกุ เพศทุกวยั ไดม้ ากขึ้น แถมยงั มีการแทรกมกุ ตลกที่ทัน
สถานการณบ์ า้ นเมอื งอยเู่ ปน็ ระยะ ๆ ซ่ึงรามเกยี รติ์ตอนทถ่ี ูกนามาจัดแสดงมหี ลายตอนดว้ ยกัน เช่น
ตอนพรหมาสตร์ นางลอย ศกึ ไมยราพ จองถนน นาคบาศ โมกขศกั ดิ์ พิเภกสวามิภักด์ิ สืบมรรคา

ท่ีมา https://blog.startdee.com

-116633-

แบบประเมินการทางานกลมุ่

คาช้ีแจง ให้ครปู ระเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี ไมม่ กี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นร่วม สมาชิกอยา่ งชัดเจน สมาชกิ ไมค่ รบถว้ น หนา้ ท่ี
มีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกลุม่ งานกลุ่มบา้ ง งานกลุ่มน้อยมาก
คดิ เหน็ หรือไม่มสี ่วนร่วม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคิดเหน็ รับฟังและแสดงความคิดเห็น รบั ฟงั ความคิดเหน็ ของผู้อนื่
อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ นอ้ ยมากหรือไมร่ ับฟัง
อย่างสม่าเสมอ เปน็ บางครงั้ ความคิดเหน็ ผู้อื่น
รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั ไม่รบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แต่เสร็จไม่ทนั มอบหมาย
ทก่ี าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดีมาก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

16-4164-

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๒๗

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรอื่ ง ลขิ ติ บทความ (๑) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
การศกึ ษาค้นคว้าความรเู้ ป็นการหาความรู้โดยมี ขัน้ นา ห้องสมดุ

การกล่ันกรอง หาแหลง่ ความรู้ที่น่าเชื่อถอื พิจารณา นกั เรยี นอาสาสมคั ร ๒ - ๓ คน สรุปหลกั การศึกษาค้นควา้ สื่อ
ความถูกต้องและความสมเหตสุ มผล ซง่ึ จะเป็นทักษะท่ี ความรู้ 1. ใบความรู้ “บทความ”
ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อยา่ งมี 2. ใบงาน “จดบันทึก”
ประสทิ ธภิ าพ แนวคาตอบ
ก า ร ห าความรู้ต้ องมีการกล่ั นกรอง หาแหล่งความรู้ท่ี ภาระงาน/ช้นิ งาน
จุดประสงค์การเรียนรู้ นา่ เชอื่ ถือ พจิ ารณาความถกู ต้องและความสมเหตุสมผล
-165- ดา้ นความรู้ ขั้นสอน การทาใบงาน “จดบันทกึ ”
เขา้ ใจหลกั และข้ันตอนการเขียนบทความวิชาการ ๑. นักเรียนแบ่งกลมุ่ กลุม่ ละ 3 - 4 คน อ่านใบความรู้
“บทความ” และร่วมกันจาแนกประเภทบทความตามท่ี การวัดและประเมินผล
ทกั ษะและกระบวนการ
ศกึ ษาและสรุปหลกั และขน้ั ตอนการเขยี นบทความ นกั เรยี นเขา้ ใจ แบบประเมินการทางานกลุ่ม
วชิ าการ 2. นักเรียนร่วมกันสรุปลักษณะสาคัญของบทความ
ดา้ นคุณลกั ษณะ และสรุปประเภทของบทความลงในใบงาน “จดบันทกึ ” โดยให้
ใฝ่เรียนรู้ ตวั แทนกลมุ่ นาเสนอเพือ่ นาไปสกู่ ารวิเคราะห์หลกั และข้ันตอน
การเขียนบทความ
สมรรถนะที่ตอ้ งการใหเ้ กดิ กบั ผู้เรยี น ขนั้ สรุป
๑. การส่อื สาร
๒. การคดิ ขน้ั สงู นักเรียนร่วมกันตอบคาถามว่าการทากจิ กรรมในคาบ
เรียน นักเรียนมีวิธีการศกึ ษาคน้ ควา้ และใชท้ กั ษะการคดิ ใน
ลักษณะใดบา้ ง

165

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๒๗ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง ลขิ ิตบทความ (๑) ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖

แนวคาตอบ ใชว้ ิธกี ารคดิ วิเคราะหล์ ักษณะของบทความ

-166-

166

ใบความรู้
“บทความ”

เรอื่ ง ทีเ่ รยี กวา่ ก้าวหน้า เป็นงานเขยี นประเภทบทความ งานเขียนทีเ่ ปน็ บทความมคี าเรียก
ต่าง ๆ หลายคา มลี ักษณะแตกต่างกนั บ้าง แตก่ ารแบง่ ระหว่างช่ือเรยี กงานเขียนลักษณะหนงึ่ กับอีก
ลกั ษณะหน่ึง อาจไมเ่ ดน่ ชดั เชน่ บทความอธิบายกับบทความสารคดี บทความวิเคราะห์กบั บทความ
วิจารณ์ บทความแสดงความคิดเหน็ กับบทบรรณาธกิ าร อาจแยกจากกนั ไม่ไดเ้ ด็ดขาด อย่างไรกต็ าม
งานเขียนบทความเป็นการเขยี นที่ทกุ คนทาได้ ไม่ยาก และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรฝกึ เพราะจะเปน็
ประโยชน์ตอ่ การเรยี นและการทางาน

เรอื่ ง ที่เรยี กวา่ กา้ วหนา้ เป็นบทความประเภทแสดงความคิดเห็น คอื บทความที่ผเู้ ขียนเสนอ
ความคิดเหน็ เรอ่ื งใดเร่ืองหนง่ึ เรื่องท่ีนามาเขยี นเป็นบทความแสดงความคิดเห็นจะเปน็ เรอื่ งใดก็ไดไ้ ม่มี
ขอ้ จากัด เช่น เร่อื งเกีย่ วกับการศึกษา การทามาหากิน ความประพฤตขิ องคนในสงั คม ความเจริญ
หรือเสอื่ มของกิจการ ความคิดเหน็ เก่ยี วกบั การเมือง การคน้ ควา้ ทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ

บทความทเี่ ปน็ คอลัมนใ์ นหนงั สือพิมพ์ นติ ยสาร วารสารทว่ั ๆ ไป มักเปน็ บทความแสดง
ความคดิ เห็น ลกั ษณะและกลวธิ ีการเขียนมหี ลายรปู แบบแล้วแตค่ วามถนดั ของผู้เขยี น เช่น บางคนอาจเขียน
แบบงานเขียนสร้างสรรค์ เป็นนทิ าน เร่ืองสั้น บางคนอาจเขยี นเปน็ เชิงวชิ าการ บางคนอาจเขียนแบบมี
บทสนทนา แต่บางคนอาจเขยี นแบบเร่อื งเล่า ทสี่ าคญั คือ มขี อ้ คิดท่เี ป็นสาระความรู้ หรือความ
คดิ เหน็ ที่เปน็ ประโยชน์ เรือ่ ง ท่ีเรียกว่าก้าวหนา้ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นทน่ี กั เรียนอาจใชเ้ ปน็
แบบอย่างไดแ้ บบหน่ึง
การประเมินคณุ คา่ ของบทความ

การพิจารณาคณุ ค่าของบทความ โดยทวั่ ไปมกั พิจารณาจากจดุ มุ่งหมายและการนาเส นอ
เนอื้ หาของบทความน้ัน ๆ ประการสาคัญพงึ ระลกึ ไว้เสมอวา่ การอา่ นบทความเปน็ การอา่ นทตี่ ้องคิด
และพิจารณาเร่ืองอยา่ งมวี จิ ารณญาณเป็นการอ่านเพ่อื มองหาสาระหรือคุณคา่ ของบทความเพือ่
นามาใช้ หรอื ประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์แกต่ นเองหรือแก่สงั คมสว่ นรวม การประเมนิ คณุ ค่าบทความ
มหี ลกั เกณฑ์ทั่วไป ดงั น้ี

๑. มเี นือ้ หาสาระที่ใหค้ วามรหู้ รือความคิดอนั เปน็ ประโยชนแ์ ก่ผู้อา่ น
๒. เสนอข้อมลู ทถี่ ูกต้อง เป็นความจรงิ มีหลกั ฐานอา้ งอิงที่เช่อื ถอื ได้
๓. นาเสนอเร่อื งราวทีเ่ ปน็ ธรรม การอา้ งเหตุผลถูกตอ้ ง
๔. แสดงความคดิ เห็นและเสนอวสิ ยั ทัศนไ์ ดอ้ ยา่ งนา่ สนใจ สามารถกระตนุ้ หรอื โน้มน้าวให้
ผ้อู า่ นคิดเหน็ คลอ้ ยตามหรอื โต้แยง้
๕. ใช้ภาษาถูกต้อง มคี วามชดั เจน อา่ นเขา้ ใจง่าย สอดคลอ้ งกับเรอ่ื งราวทีน่ าเสนอ
๖. มกี ลวธิ ใี นการนาเสนอเรื่องราวทน่ี า่ สนใจ ชวนให้ตดิ ตามอา่ น

จากหนงั สอื ววิ ิธภาษา ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ หนา้ ๑๐๗ – ๑๐๘

-116677 -


Click to View FlipBook Version