The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 3 เรียนที่ 2

ใบความรู้
“การเขยี นพรรณนา”

หลักในการเขียนพรรณนา
การเรียบเรียงขอ้ ความแบบพรรณนาโวหารเพอื่ กอ่ ใหเ้ กิดภาพพจน์และอารมณ์สะเทือนใ จ

ควรดาเนินตามหลกั เกณฑ์ดังนี้
๑. วเิ คราะหส์ ่ิงทจ่ี ะพรรณนาอยา่ งละเอยี ดว่าประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ อะไรบ้างส่วนใดเป็น

ลกั ษณะเดน่ สว่ นใดเป็นลกั ษณะประกอบซึ่งเสริมลกั ษณะเด่นลักษณะเด่นและลกั ษณะประกอบมี
ความเก่ยี วเน่ืองกนั อยา่ งไร

๒. เลือกพรรณนาลกั ษณะเด่นตามลาดับความสาคญั หรือลาดับความมากน้อยใหญ่เล็กเช่น
ลักษณะบุคคลควร กล่าวถึงเรือนร่างใบหน้าและเคร่ืองแต่งกายตา มลาดับ การพรรณนาต้นไม้
โดยท่ัวไปมกั กล่าวถงึ ลาต้นก่อนดอกและใบแต่ถา้ ตอ้ งการเนน้ สิ่งใดเปน็ พิเศษก็กลา่ วถึงสงิ่ น้นั กอ่ นหรอื
ขยายความให้มากกว่าส่ิงอ่นื

๓. พรรณนาลักษณะประกอบโดยคานึงถึงความสัมพนั ธอ์ ันเหมาะสมกบั ลักษณะเด่นในกรณี
ใบหน้าควรพจิ ารณาวา่ จะกล่าวถึงส่วนย่อยอะไรบา้ งและอะไรกอ่ นอะไรหลังเป็นต้น ว่าตาจมูกปากหู
หน้าผากแก้มผมค้วิ ฟันถ้าเป็นดอกไม้กเ็ ลือกพรรณนากลีบเกสรสหี รอื กลนิ่ ตามท่เี ห็นสมควร

๔. การคัดสรรถอ้ ยคาที่เหมาะสมมคี วามสาคัญยิง่ สาหรบั โวหารพรรณนาคาทใ่ี ช้ควรมีพลังสอ่ื
ความหมายสร้างภาพพจน์และปลุกอารมณค์ วามรสู้ กึ กล่าวคือมีความเด่นกระชบั ท้ังความหมายและ
เสียงโดยเฉพาะคานามกริยาและวิเศษณ์ควรเลือกเฟน้ อยา่ งพถิ พี ิถนั ใหส้ อดคล้องกบั เน้ือความ

๕. ใชค้ าหรือกลุ่มคาท่ีเป็นภาษาภาพพจน์ (figurative language) ซง่ึ ได้แกภ่ าษาที่ผิดแผก
จากปกตหิ รอื ผดิ จากภาษาตามตวั อกั ษรดา้ นการเรียบเรยี งลาดับคาหรือดา้ นความหมายของคาเพื่อให้
เปน็ สานวนแปลกใหม่และมพี ลงั ทาใหม้ องเหน็ ภาพและเรา้ อารมณค์ วามรูส้ ึกสานวนท่ที าให้เกิดภาษา
ภาพพจน์ต่าง ๆ เช่น
ประเภทของการเขียนพรรณนา

การเขียนพรรณนาใชไ้ ดท้ ั่วไปกับเรอ่ื งตา่ ง ๆ ดังกล่าวมาแลว้ สาหรบั ระดบั ชน้ั นีค้ วรจะได้ฝกึ
เขยี นเรื่องเก่ียวกบั บคุ คลสถานที่ธรรมชาตแิ ละเหตกุ ารณ์ท้งั ทเี่ ปน็ จริงและเป็นจนิ ตนาการ

๑. ในการพรรณนาบุคคลจาเปน็ ตอ้ งสงั เกตรปู ร่าง หนา้ ตา การเดนิ นา้ เสยี ง การพูดจา กิรยิ า
อาการลกั ษณะนิสยั อารมณ์ความร้สู ึกไม่ว่าจะเป็นบคุ คลประเภทใด หรอื อยูใ่ นฐานะใดเชน่ ตัวตลกใน
บทละครหรือเดก็ ทีเ่ ล่นตามหาดทรายพยายามเฟน้ หาบุคลิกลกั ษณะเฉพาะอาจรา่ เรงิ แจ่มใสเครง่ ขรึม
หวีผมเรียบไมม่ เี สน้ แตกหรือยืนหลงั คอ่ ม การพรรณนาบคุ คลกระทาได้สองวธิ ีคอื การพรรณนาโดยตรง
และพรรณนาโดยอ้อม

๒. สถานที่ ในการพรรณนาสถานท่ีควรจะได้สังเกตลักษณะทเ่ี ด่นของสถานท่ไี ม่ว่าจะเป็นที่
คุ้นเคยมาแล้วเช่นโรงเรยี นหรอื สถานทที่ ี่เพง่ิ เคยเหน็ เป็นครัง้ แรกจะต้องพิจารณาสีรูปร่างขนาดและ
การจดั วางสง่ิ ของสิง่ ท่ีประทบั ใจทว่ั ไปและเฟ้นหาลักษณะเฉพาะที่ทาใหเ้ กิดความประทับใจนั้นเมื่อ
สงั เกตอย่างถ่ีถ้วนแลว้ จึงเลอื กพรรณนาเฉพาะลักษณะที่เด่นชดั ที่จะเร้าความสนใจของผ้อู ่านและ
เรียงลาดับการพรรณนาตามความเหมาะสมเช่นเร่ิมต้นจากใกลไ้ ปหาไกลหรือจากบนลงล่าง

-6688-

การพรรณนาพระพุทธรปู ในพระอุโบสถเป็นตวั อย่างการพรรณนาสถานทใี่ ชค้ าทเ่ี หมาะเจาะชัด เจน
กอ่ ใหเ้ กดิ จินตนาการประกอบดว้ ยโวหารเปรียบเทยี บทาใหเ้ กดิ ภาพพจน์เดน่ ชดั

๓. ธรรมชาติ การพรรณนาธรรมชาตทิ ่วั ไปควรจะไดก้ ลา่ วถึงทวิ ทศั น์บรรยากาศตลอดจนพืช
สัตว์ต่าง ๆ เช่นนกแมลงถ้าเป็นชายทะเลควรเน้นหาดทรายสนี ้า ทะเลคล่ืนลมสภาพใต้ทะเลหาก
เก่ียวกบั ฤดกู าลควรเพ่งเลง็ ลกั ษณะพเิ ศษของแต่ละฤดกู าล

๔. เหตุการณ์ ในการพรรณนาเหตุการณ์ควรเลอื กเหตกุ ารณ์ทีเ่ ด่นชวนเร้าความตื่นเต้น
สะเทอื นอารมณ์และควรใช้การบรรยายประกอบเพอื่ ให้เน้ือเรือ่ งแจ่มแจง้

-6699-

บตั รคา
“บทพากย์เอราวณั ”

ผึ้งผหู้ มูค่ ณาเหมหงส์ รอ่ นราถาลง
แทรกไซใ้ นสร้อยสมุ าลี

เดอื นดาวดบั เศรา้ แสงใส สร่างแสงอโณทยั
ก็ผ่านพยบั รองเรือง

ขบั รถรี่เรือ่ ยเฉ่อื ยมา พุ่มบุษปมาลา
กงรถไมจ่ ดธรณนิ ทร์

บ้างเปิดแกลแกว้ แววไว โปรยทพิ มาลัย
ซ้องสาธุการบชู า

-7700-

แบบประเมนิ การทางานกลุม่

คาช้แี จง ให้ครูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรียนตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ่วนรว่ ม สมาชิกอยา่ งชดั เจน สมาชิกไม่ครบถว้ น หน้าท่ี
มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟงั และแสดงความ งานกลมุ่ งานกลุ่มบ้าง งานกลุ่มนอ้ ยมาก
คิดเหน็ หรอื ไมม่ ีสว่ นรว่ ม
๔. ความรบั ผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคิดเห็น รบั ฟงั และแสดงความคดิ เห็น รบั ฟังความคดิ เห็นของผอู้ น่ื
อย่างมเี หตุผลและสรา้ งสรรค์ อย่างมเี หตุผลและสรา้ งสรรค์ น้อยมากหรือไม่รับฟงั
อยา่ งสมา่ เสมอ เป็นบางครง้ั ความคิดเหน็ ผอู้ นื่
รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รับ รับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ บั ไมร่ ับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ ับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แต่เสรจ็ ไม่ทนั มอบหมาย
ท่ีกาหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดับคะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรงุ
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
ร้อยละ ๐ – ๔๙

7-171-

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๑๑

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ เรอ่ื ง ลิขิตพรรณนา (๒) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
การเขียนเชิงพรรณ นาเป็นการเขียนเพ่ื อ ใ ห้ ขน้ั นา ห้องสมดุ

รายละเอยี ดในสง่ิ ทผ่ี ู้เขยี นต้องการจะสือ่ เพือ่ ให้ผู้อา่ น นั ก เ รี ย น แ ต่ ล ะค น ห ยิบ บัต ร ค า ค น ล ะ ๑ ใ บ สื่อ
ได้เกิดจินตภาพและการรับรู้ท่ีสงู ขึ้น ซึ่งเปน็ การฝกึ โดยบัตรคาแต่ละใบจะประกอบคาศพั ทท์ ี่มาจากวรรณคดี บัตรคา “คาศัพท์บทพากยเ์ อราวัณ”
ทักษะและพฒั นาการเขยี นในลาดบั ทีส่ งู “บทพากยเ์ อราวณั ” เชน่ กนิ นร นาค หสั ดินอินทรี

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ขั้นสอน ภาระงาน/ช้นิ งาน
ด้านความรู้
-72- อธบิ ายหลักการเขยี นพรรณนา ๑. นักเรยี นค้นหาความหมายของคาศพั ท์และทบทวน -
ด้านทกั ษะและกระบวนการ เนื้อหา “การเขียนพรรณนา” ร่วมกนั กับครผู ู้สอน
การวัดและประเมนิ ผล
เขยี นพรรณนาถกู ตอ้ งตามหลักวิธีและมเี น้ือหาที่ 2. นักเรียนเขยี นพรรณนาถึงลักษณะทีพ่ บจากคาศัพท์ แบบประเมินการพดู แสดงความคิดเหน็
เหมาะสม
ท่ีนกั เรยี นได้รับ โดยเขยี นแสดงรายละเอยี ดใหช้ ดั เจน อาทิ
รปู รา่ ง หน้าตา เครอ่ื งแตง่ กาย สผี วิ เปน็ ตน้
ดา้ นคุณลกั ษณะ 3 . นัก เรีย นร่ว มกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพ่ือน
ใฝ่เรยี นรู้ ในช้นั เรยี น โดยนักเรยี นอาสาออกมานาเสนอ

สมรรถนะทีต่ อ้ งการใหเ้ กดิ กบั ผู้เรียน ขนั้ สรุป
๑. การส่ือสาร หลงั จากการนาเสนอ นกั เรียนร่วมกันตอบคาถามว่า
๒. การคิดขั้นสูง
“จากการศึกษาค้นคว้าความรู้ดว้ ยตนเอง เร่ือง การเขียน

72

หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี ๑๑ เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลุ่มสาระการเรียนร้ภู าษาไทย เร่ือง ลขิ ติ พรรณนา (๒) ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
พรรณนา นักเรียนสามารถนาไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน
ของเราไดอ้ ย่างไร”

แนวคาตอบ
สามารถนาความรู้จากการเขียนพรรณนาไปปรบั ใช้ใน
การเขียนสื่อสาร เพื่อขยายเน้ือความให้เกิดความชัดเ จ น
และสละสลวย

-73-

73

บัตรคา
“คาศพั ทบ์ ทพากยเ์ อราวัณ”
โกมนิ คนธรรพ์ ฤาษติ
กนิ นร นาค พระจักรี

หัสดนิ อนิ ทรี พานรนิ ทร์

-7744-

คาอธบิ ายศพั ท์และข้อความ

กง ส่วนทเ่ี ปน็ วงรอบของลอ้ รถ “กงรถไม่จดธรณนิ ทร์”
กบ่ี หมายความว่า รถทรงของพระรามลอยเลื่อนไปในอากาศ ล้อ
กระวิน รถจึงไม่สัมผสั พื้นดิน
กินนร ลิง ในที่นี้คือ พลวานรในกองทพั พระราม
เกา้ แกว้ ห่วงทเี่ กีย่ วกันสาหรับโยงสัปคบั ช้าง (ท่นี ัง่ บนหลงั ช้าง)
อมนษุ ย์ท่ีมรี ูปรา่ งคร่งึ คนคร่ึงนก ถา้ เปน็ หญิงเรยี กว่า กนิ รี
โกมนิ แก้ว ๙ ประการ เรียกนพรัตน์ ไดแ้ ก่ เพชร ทบั ทิม มรกต
คนธรรพ์ บษุ ราคัม โกเมน นลิ มกุ ดา เพทาย ไพฑูรย์ ในตารานพรตั น์
จันทรี ซึง่ เป็นตาราอญั มณีของไทยในรัชกาลพระบามสมเด็จ
จับระบา พระพุทธเลิศหล้านภาลยั มีคาประพันธท์ ่ีบอกลกั ษณะของ
ฉมิ พลี แกว้ นพรัตน์วา่ ดังนี้
ชนกั เพชรดมี ณีแดง เขียวใสแสงมรกต
ชนั หู เหลืองใสสดบษุ ราคัม แดงแกก่ ่าโกเมนเอก
ชุมสาย สีหมอกเมฆนิลกาล มกุ ดาหารหมอกมวั
ซองหาง แดงสลวั เพทาย สังวาลสายไพฑรู ย์
ดวงมาลย์ คอื โกเมน พลอยสแี ดงเข้ม
โตมร ชาวสวรรคพ์ วกหน่ึง มคี วามชานาญดา้ นดนตรีและขบั รอ้ ง
ถา พระจันทร์ ซง่ึ เป็นเทพองค์หนึง่ ในทีน่ ใ้ี ช้ จันทรี เพือ่ รบั สมั ผสั
เทพอัปสร กบั สุรยิ ์ศรี
ธรณินทร์ เร่ิมฟ้อนรา
ต้นงวิ้ ตามเรื่องเลา่ จากไตรภูมพิ ระรว่ ง ท่ีเชิงเขาพระสเุ มรมุ ี
ป่าต้นง้วิ อย่รู อบสระฉมิ พลีหรือสมิ พลี เป็นท่ีอาศยั ของฝูงครฑุ
ทั้งหลาย
เครื่องผูกชา้ ง ทาดว้ ยเชือกเป็นปมหรือห่วงหอ้ ยพาดลงมาเพือ่ ให้
คนทขี่ คี่ อชา้ งใช้หวั แม่เท้าคีบกบั ตก
อาการแสดงการเตรียมพร้อมของสตั ว์เช่นม้า โดยยกหตู ัง้ ขนึ้
เครือ่ งสูงเป็นรูปฉตั รสามช้นั มีสายไหมห้อย
เครอื่ งคลอ้ งโคนหางชา้ งหรือม้า
ดอกไม้ ในท่นี คี้ ือ ดอกบวั
หอกด้ามสน้ั ใช้พุ่งหรอื ซดั ไป
ถลา โผลง
นางฟ้า
ตามศัพทแ์ ปลวา่ ผเู้ ปน็ ใหญ่ในแผ่นดิน คือคาว่า ธรณี
(แผน่ ดิน) สมาสกบั คาวา่ อนิ ทร์ (ผเู้ ป็นใหญ่) คาวา่ ธรณนิ ทร์

-7755-

ธิบดนิ ทร์ ในทนี่ ้ใี ช้เพอ่ื ความไพเราะของบทประพันธ์ มีความหมาย
นาค อยา่ งเดียวกบั ธรณี หมายถึง แผ่นดนิ
บรรเทอื ง คอื อธิบดนิ ทร์ พระราชาผยู้ ิง่ ใหญ่ หมายถงึ พระราม
บิดเบือนกายนิ สตั ว์ในนยิ าย เป็นงูใหญม่ ีหงอน
โบกขรณี ประเทือง ทาให้ดีขึ้น ในทน่ี ้หี มายถึง ตน่ื ขน้ึ
ผกา แปลงกาย
ผา้ ทพิ ย์ สระบวั
พรหมาสตร์ ดอกไม้ ในท่นี คี้ อื ดอกบัว
พระจักรี ปกตหิ มายถึงผา้ ทีห่ ้อยหน้าฐานพระพทุ ธรปู หรอื หน้าพระ
พระลกั ษณ์ ราชอาสนห์ รือพนักพลบั พลา ในทนี่ ีค้ ือผ้าทคี่ ลมุ ตระพองชา้ ง
เพ่ือตกแตง่ ใหส้ วยงาม
พระสรุ ยิ ศ์ รี ศรทพ่ี ระอิศวรประทานใหร้ ณพักตรซ์ ง่ึ ติ่มาคืออินทรชิต
พชั นี (ศรท่ีพระรามได้จากฤาษวี ศิ วามิตรก็ชื่อพรหมาสตร์ ท่ีชือ่ ซ้า
พัดโบก กับเช่นนี้ เพราะพรหมาสตร์ทีใ่ ช้ชุบศรเมอ่ื ชบุ แลว้ ศรน้ันก็
พานรนิ ทร์ เรยี กวา่ ศรพรหมาสตร์
ผู้ถอื จกั ร คอื พระนารายณ์ ในทนี่ หี้ มายถึง พระรามผ้อู วตาร
มยุรฉัตร ปางหนึง่ ของพระนารายณ์
พระอนุชาตา่ งพระมารดาของพระราม เป็นโอรสนาง
สมทุ รชา เมือ่ พระนารายณอ์ วตารลงมาเปน็ พระราม สงั ขซ์ ึง่
เป็นเทพอาวธุ ของพระนารายณแ์ ละพญานาคซง่ึ เป็นบงั ลังก์
ของพระนารายณก์ ็ลงมาเกดิ เป็นพระลกั ษณค์ ู่บุญของ
พระราม (ช่อื พระลกั ษณน์ ใ้ี นรามเกียรติ์ฉบับรัชกาลที่ ๑ และ
รัชกาลท่ี ๒ เป็นตน้ ใช้วา่ ลักษณ์ แต่ต่อมามผี ูใ้ ชอ้ ยา่ ง
สันสกฤตว่า ลกั ษมณ์ ก็ม)ี
พระอาทติ ย์
พัด
เครือ่ งสงู สาหรับแสดงอสิ ริยยศ เป็นพัดสาหรับโบกลม
ถวายพระมหากษตั รยิ ซ์ ึ่งประทับ ณ ที่สงู
ตามศัพทแ์ ปลวา่ พญาวานร คาว่า พานร มาจากคาวา่
วานร (ลิง) สมาสกับคาว่า อนิ ทร์ (ผูเ้ ปน็ ใหญ่) คาวา่
พานรินทร์ ในที่นี้ใชเ้ พ่อื ความไพเราะของบท
ประพนั ธม์ ีความหมายอย่างเดยี วกบั พานร หมายถงึ พล
วานรในกองทัพพระราม
เครื่องสงู สาหรับแสดงอิสริยยศ เปน็ เครอ่ื งกัน้ บัง
เปน็ ชั้น ๆ ทาด้วยหางนกยูง

-7766-

มาตลี สารถีของพระอนิ ทร์ ซึง่ มาขบั รถทรงให้พระราม มาตลุ ี
มารยา กเ็ รียก
แยง่ ยล การแสร้งทา ในทน่ี ้ีหมายถึง ทเ่ี นรมิตข้นึ มา
โยธาจัตุรงค์ แยงยล ดงู าม
รถแกว้ โกสีย์ กองทัพ ๔ เหล่า คอื เหลา่ ชา้ ง เหลา่ ม้า เหลา่ รถ และ
รอย เหล่าราบ (พลเดินเทา้ )
ระเหิด รถทรงท่ีพระอนิ ทร์ (โกสีย)์ ประทานให้พระรามพรอ้ ม
ราพณ์ สารถี ชอ่ื มาตลี
ราศี เป็นลวดลาย ในความว่า “เพลารอยพลอยประดบั ดุมวง”
สงู
ฤทธริ งค์ ทศกณั ฐ์
ฤทธิรณ หมายถงึ จักรราศี คือ อาณาเขตทดี่ าวเคราะหโ์ คจรรอบ
ฤาษติ ดวงอาทติ ย์ ในทน่ี ีห้ มายถงึ ท่ัวไป “ศรเตม็ ไปท่ัวราศี”
วทิ ยาธรใน หมายความว่า ศรที่อินทรชติ แผลงไปนัน้ กระจายท่ัวไป
ลอยฟา้ ในท้องฟ้า
โลทนั มีความสามารถในการสรู้ บ (รงค แปลว่า สนามรบ)
วิทยา มีความสามารถในการส้รู บ (รณ แปลวา่ การสู้รบ)
เวไชยนั ต์ ฤาษีในทีน่ ี้น่าจะหมายถึงผู้มีวทิ ยาคม เปน็ คาท่ีบอกคุณลักษณข์ อง
ความว่า “ฤาษติ วทิ ยา”
สมรภูมิชยั เหาะ
สร้อยสุมาลี เป็นช่อื สารถีของอนิ ทรชติ เป็นพลยักษก์ รงุ ลงกาผู้ขบั รถ
สหัสนัยน์ ศกึ ในครงั้ ต่าง ๆ
สัตภณั ฑ์ คอื วิทยาธร ชาวสวรรค์พวกหนึ่งมวี ิชาอาคม
สคุ รพี เวชยันต์หรือไวชยันต์ เปน็ ช่อื วมิ านหรอื รถทรงของพระ
อินทร์ในสวรรค์ช้นั ดาวดึงสม์ ีเมอื งไตรตรงึ ษข์ องพระอินทร์
กลางนครไตรตรึงษน์ ้ีมีวิมานใหญ่งดงามช่ือไพชยนต์ หรอื
ไวชยันต์ หรอื เวชยันต์ เมอื่ พระอนิ ทรป์ รารถนาจะเสด็จไป
ทใ่ี ด วิมานนีก้ จ็ ะเปลีย่ นเป็นรถทรง
สนามรบ
ดอกไม้
ผมู้ พี ันตา หมายถงึ พระอินทร์ เป็นเทวราชผเู้ ปน็ ใหญใ่ น
สวรรคช์ ้ันดาวดงึ ส์หสั นยั น์ ก็เรยี ก
ช่อื หมเู่ ขา ๗ ชน้ั ท่ลี ้อมรอบเขาพระสุเมรุ ไดแ้ ก่ ยุคนธร
อสิ นิ ธร กรวิก สทุ สั นะ เนมนิ ธร วินันตกะ และอสั กัณ
พญาวานร ทหารเอกของพระราม เป็นบตุ รของพระอาทิตย์
กับนางกาลอจั นา มีพีช่ ายช่อื พาลี (เดมิ ชือ่ กากาศ) ซง่ึ เปน็

-7777 -

สุบรรณ บตุ รพระอนิ ทร์ โคดมฤาษี ผเู้ ปน็ สามีนางกาลอัจนาเขา้ ใจว่า
ไสยา พาลแี ละสุครีพเปน็ บตุ รของตนจึงเล้ียงดูอย่างรักใคร่ คร้ัง
หัสดิน หน่ึงฤาษีพาลูก ๆ ไปอาบนา้ เมอ่ื ถกู บุตรสาวชื่อนางสวาหะ
หัสดนิ อินทรี (ตอ่ มาคอื มารดา ของหนุมาน) ตัดพ้อวา่ รกั ลกู คนอ่ืน
เหมหงส์ มากกวา่ ลกู ของตนเอง ฤาษีสงสัยจงึ เสี่ยงทายให้ลกู ๆ ลง
อมรนิ ทร์ ว่ายนา้ ถา้ ไมใ่ ชล่ กู ของใหก้ ลายเปน็ วานรเข้าป่าไป พาลีกบั
อรุณ สุครพี จงึ กลายเป็นวานร พระอินทร์พระอาทติ ยส์ งสารบุตร
อารกั ขไพรสัณฑ์ จึงลงมาสร้างเมอื งขีดขินใหพ้ าลีเปน็ เจ้าเมืองและสุครพี เป็น
อุปราช ครงั้ หนึง่ พาลีรบกับควายทรพีในถ้า พาลสี ง่ั สุครพี ว่า
หากรบกนั ถงึ ๗ วนั ยังไม่ออกมาจากถา้ ใหส้ ุครพี ดทู ร่ี ่องน้า
หนา้ ถ้า ถา้ เหน็ เลอื ดขน้ จงเขา้ ใจวา่ เปน็ เลอื ดทรพี แตถ่ ้าเปน็
เลือดใสคือเลือด ของตน หากเหน็ เลือดใสให้สุครีพเอาหิน
ปิดปากถา้ ไวม้ ใิ ห้ใครเหน็ ศพตน พาลีสังหารทรพไี ด้แต่
ขณะน้ันฝนตกลงมา เลือดท่ีไหลออกมาจงึ ใส สุครพี เข้าใจว่า
พ่ีชายตายแล้วจึงปดิ ปากถา้ ตามคาส่งั พาลีโกรธสุครีพมาก
คิดว่าสคุ รพี เป็นกบฏ เมอ่ื ออกมาจากถ้าไดจ้ ึงขบั สคุ รีพออก
จากเมอื งขีดขิน สุครีพจึงไปขอใหพ้ ระรามชว่ ย พระราม
ลงโทษพาลีแลว้ ต้งั ใหส้ ุครพี ครองเมอื งขดี ขนิ ตอ่ ไป สุครพี พา
ไพร่พลวานรมาเป็นกาลงั ทัพของพระราม
ผมู้ ีปีกงาม หมายถงึ ครุฑ สตั ว์ในนิยายซง่ึ เป็นพญานก
การนอน ทีน่ อน
ช้าง ในความว่า “เรง่ รัดหสั ดนิ ”
นกหสั ดี หรือ นกหสั ดีลิงก์ เป็นนกในวรรณคดโี บราณ ตวั
ใหญ่ มีกาลังเท่าช้าง ๕ เชือก มกี รงเล็บใหญ่ มงี วงคลา้ ย
งวงช้าง กนิ เน้อื คนและสตั ว์เปน็ อาหารอยูบ่ ริเวณ
ปา่ หิมพานต์
หงส์ทอง (เหม แปลวา่ ทอง)
ผู้เป็นใหญใ่ นหมเู่ ทวดา ในทีน่ ี้หมายถงึ พระอนิ ทรื
ในความว่า “อนิ ทรชิตบดิ เบอื นกายิน เหมอื นองค์อมรนิ ทร์”
หมายความวา่ อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอนิ ทร์ (คาวา่
“เหมอื น” ไมใ่ ชค่ าเปรียบเทยี บอยา่ งอุปมา ไมใ่ ชภ่ าพพจน์
แตม่ คี วามหมายวา่ แปลงเป็น)
เวลาใกล้รงุ่ ในทนี่ ี้หมายถึง แสงทองเมอื่ ใกล้รงุ่
เทวดาทดี่ แู ลรกั ษาป่า (อารักข เปน็ คาจากภาษาบาลีตรงกับ
คาจากภาษาสันสกฤตวา่ อารักษ)

-7788-

อินทเภรี กลองทใ่ี ช้ตีให้สญั ญาณในกองทัพเวลาออกศึกในสมัยโบราณ
เอราวณั เช่น ตบี อกถอยใหร้ ุก เปน็ ตน้ แต่บางทใี ชใ้ นงานสมโภชกม็ ี
หรือไอยราวณั เป็นเทพบุตรองค์หนงึ่ เมอื่ พระอินทรจ์ ะเสด็จ
ไปท่ีใด เอราวณั เทพบุตรกจ็ ะเนรมติ ตนเปน็ ชา้ งทรง

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั
จากหนงั สอื วรรณคดวี ิจกั ษ์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓ หนา้ ๑๒๕ – ๑๓๐

-7799-

แบบประเมินการพูดแสดงความคดิ เห็น

คาช้ีแจง ใหค้ รผู ้สู อนประเมินการพูดแสดงความคดิ เห็นของนกั เรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๑. สาระสาคัญของเรื่องที่พดู ๕๔๓๒๑
พดู สาระสาคญั พูดสาระสาคัญ พดู สาระสาคญั พดู สาระสาคญั พดู สาระสาคญั
๑.๑ ลาดบั ความคิดอย่างตอ่ เนอ่ื ง ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
๑.๒ นาเสนอเน้ือหาตรงตามประเดน็ ครบ ๕ ข้อ ๔ ข้อ ๓ ขอ้ ๒ ข้อ ๑ ขอ้
๑.๓ เนอ้ื หามคี วามสมั พนั ธก์ บั ประเด็น
๑.๔ มคี วามเปน็ เหตุเปน็ ผล หรอื ไมไ่ ด้
๑.๕ มีการนาเสนอแนวคดิ ใหม่ ตามเกณฑ์เลย
๒. การใชภ้ าษา
๒.๑ ใชภ้ าษาไดถ้ ูกตอ้ งกับกาลเทศะ คะแนนเต็ม ๒ คะแนน ใชภ้ าษา ใช้ภาษา
๒.๒ ใช้ประโยคส่อื ความหมายไดช้ ัดเจน ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
คะแนนเตม็ ๒ คะแนน ๒ ขอ้ ๑ ขอ้
๓. การใช้น้าเสยี ง ใชน้ า้ เสียง หรือไม่ได้
๓.๑ ใชน้ ้าเสียงนมุ่ นวล คะแนนเตม็ ๓ คะแนน ปฏบิ ตั ไิ ด้ตาม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑเ์ ลย
๓.๒ พูดเสยี งดังชดั เจน เกณฑ์ ๓ ข้อ ๒ ขอ้ ใช้นา้ เสียง
ปฏบิ ตั ไิ ดต้ าม ไดต้ ามเกณฑ์
๓. มารยาทในการพดู เกณฑ์ ๒ ขอ้ ๑ ข้อ
๓.๑ ไม่พูดแทรกขณะผ้อู ่นื กาลงั พดู หรอื ไมไ่ ด้
๓.๒ เปิดโอกาสใหผ้ ูอ้ ื่นได้แสดง ตามเกณฑ์เลย
ความคิดเหน็ ปฏบิ ตั ิไดต้ าม
๓.๓ ใช้กิริยาสุภาพ ไม่ล้อเลยี นผอู้ นื่ เกณฑ์ ๑ ขอ้
หรอื ไมไ่ ด้
ตามเกณฑ์เลย

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรงุ
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

8-080-

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๒

หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ เรื่อง นาพาโน้มนา้ วใจ (๑) เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้

การโฆษณาเปน็ ตัวอย่างของการใช้ภาษาในท าง ขนั้ นา ๑. ห้องสมุด
สร้างสรรค์ ซ่ึงจะต้องสรรหาคาทีก่ ระชบั เข้าใจง่าย นั ก เ รี ย น ย ก ตั ว อ ย่า ง ค า โ ฆ ษ ณ า ท่ี เค ย ไ ด้ยิน ๒. สื่อสง่ิ พิมพต์ ่าง ๆ

และมีความเปรียบเทียบท่ีชัดเจน ช่วยให้ผู้เรียน ในชวี ติ ประจาวัน โดยครูชกั ชวนใหน้ กั เรยี นพิจารณาขอ้ เทจ็ จริง สอื่
สามารถใชว้ จิ ารณญาณในการพิจารณาขอ้ มูลทถ่ี ูกต้อง และการใชภ้ าษาชวนเช่ือของโฆษณานัน้ ๑. บัตรคา “ขอ้ ความโฆษณาชวนเช่ือ”

-81- และเป็นประโยชน์ ข้นั สอน ๒. ใบความรู้ “อิทธิพลของภาษา
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๑. นกั เรยี นบอกขอ้ ดแี ละขอ้ เสียของการโฆษณา ว่าจะ โฆษณา”

ด้านความรู้ สง่ ผลดีและผลเสียอยา่ งไรต่อตวั เอง ภาระงาน/ชน้ิ งาน
๑. บอกประโยชน์และโทษของการโฆษณา -
แนวคาตอบ
๒. อธบิ ายอทิ ธิพลของภาษาโฆษณา ข้อดีของการโฆษณา คือ ช่วยในการตัดสินใจในการซอ้ื การวดั และประเมินผล
สิ น ค้ า แ ละ บ ริ การ ข้ อ เ สีย คื อ โ ฆ ษณา ที่เกิ นจริ งจะส่งผล
ดา้ นทักษะและกระบวนการ ตอ่ การตดั สนิ ใจผดิ ซื้อสนิ ค้าและบริการทไี่ มต่ รงตามความต้องการ แบบประเมินการพดู แสดงความคดิ เหน็
สามารถแยกแยะขอ้ มูลทน่ี ่าเชอ่ื ถือออกจากขอ้ มลู และไม่สมฐานะ

ทเ่ี กนิ จรงิ ๒. นกั เรยี นอา่ นใบความรู้ “อทิ ธพิ ลของภาษาโฆษณา”
และตอบคาถามวา่ “ภาษาโฆษณาในปัจจบุ ัน สง่ ผลกระทบต่อ
การใชช้ ีวติ ของนกั เรียนอย่างไร”
ดา้ นคุณลักษณะ
๑. ใฝเ่ รยี นรู้ แนวคาตอบ

81

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑๒ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย เรอ่ื ง นาพาโนม้ นา้ วใจ (๑) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
๒. มุ่งม่นั ในการทางาน
ภาษาโฆษณา ส่งผลต่อการตัดสนิ ใจและพฤติกรรมความเชอื่
สมรรถนะทีต่ ้องการใหเ้ กดิ กบั ผู้เรียน ในข้อมลู เราจึงต้องอาศยั วจิ ารณญาณในการพิจารณาขอ้ มลู ทถ่ี กู ตอ้ ง
๑. การสอ่ื สาร
๒. การคิดขั้นสูง ๓. ตัวแทนนักเรียนอาส าออกมา จับสล ากบัต รค า
ขอ้ ความทมี่ กี ารโฆษณา เช่น
-82-
- ใช้ผลติ ภณั ฑแ์ ล้วผวิ ขาวใสภายใน ๗ วนั
- ทานแล้วผอมใน ๓ วนั ไมเ่ หน็ ผลยนิ ดีคนื เงิน
- ยานี้รกั ษาโรครา้ ยใหห้ ายขาด หากทานเปน็ ประจา
๔. นกั เรยี นรว่ มกันวิเคราะห์คาโฆษณา วา่ มีความเกิน
จรงิ หรือไม่ และสว่ นใดของขอ้ ความท่ที าให้เกดิ ภาษาเกินจริง

แนวคาตอบ
ข้อความมกี ารกลา่ วเกนิ จริง คาว่า ผิวขาวใสภายใน ๗ วนั
ทานแล้วผอมใน ๓ วนั และรกั ษาโรครา้ ยใหห้ ายขาด

ขนั้ สรุป
นักเรียนตอบคาถามว่า จากการเรียนเร่ือง “อิทธพิ ลของ

การโฆษณา สามารถนาความรู้ที่ได้ไปปรับใช้อย่างไรใ น
ชีวติ ประจาวนั ”

แนวคาตอบ
สา ม า ร ถ น า คว า ม รู้ ท่ี ไ ด้ ไ ป พิ จ า ร ณา ข้ อ คว า ม ว่ า
มกี ารโฆษณาชวนเชื่อหรือเปน็ ไปไดม้ ากนอ้ ยเพียงใด

82

บตั รคา
“ขอ้ ความโฆษณาชวนเชอื่ ”

ใช้ผลติ ภณั ฑแ์ ลว้ ผวิ ขาวใส ทานแลว้ ผอมใน ๓ วนั
ภายใน ๗ วนั ไม่เหน็ ผลยนิ ดีคนื เงนิ

ยานี้รกั ษาโรครา้ ยใหห้ ายขาด นา้ ยาทาความสะอาด
หากทานเป็นประจา ทุกอย่างสะอาดไดเ้ พยี งหยด

ปลายน้ิว

ผา้ นาโน สสี นั สดใส
ป้องกันรอยขดี ข่วน

-8833 -

อทิ ธิพลของภาษาโฆษณา ใบความรู้
“อิทธิพลของภาษาโฆษณา”

ภาษาโฆษณาเปน็ ตวั อยา่ งของภาษาสรา้ งสรรค์ ผูค้ ดิ ภาษาโฆษณาพยายามสรรหาคาที่กระชบั
เข้าใ จง่าย มีค ว ามเป รีย บ ที่ชัด เจน แ ล ะส ามารถ สื่อ คว ามหมาย ได้ต รง กับ คุณ สมบัติ
ของสินค้า และบริการ บางคร้ังจึงไม่เคร่งครัด ว่าจะต้องใช้ภาษาตามแบบท่เี คยใช้มาแต่เดมิ
เชน่ อาจนาคาทไี่ มเ่ คยปรากฏรว่ มกนั มาเรยี งอยู่ดว้ ยกนั เชน่ นาคาว่า โดน มาใช้รว่ มกับคาว่า ใจ เป็น
โดนใจ เพอื่ สื่อความหมายว่า ประทบั ใจอยา่ งมาก ตรงตามต้องการอย่างยงิ่ การใชภ้ าษาลักษณะท่ไี ม่
จากดั ในกรอบทเี่ คยใช้ ทาใหเ้ กิดผลสาคญั กับภาษา ๒ ประการ ดงั นี้

๑. ทาให้เกิดการสรา้ งสรรคภ์ าษาวรรณศลิ ป์ และสะท้อนความคิดทล่ี ึกซงึ้ หรอื ความคิดทนี่ ่า
ประทบั ใจ เชน่ คาขวัญโฆษณาวา่ เท่ยี วเมืองไทย ไม่ไปไมร่ ู้ มีลกั ษณะทางวรรณศิลปท์ สี่ าคัญคอื ใช้
คาง่าย กระชบั สอื่ ความหมายกวา้ งขวาง ลึกซ้ึง คาว่า เที่ยว-ไทย มีเสียงสมั ผสั พยญั ชนะ /ท/ คาวา่
เมอื ง-ไม่ มเี สียงสัมผสั พยญั ชนะ /ม/ คาว่า ไทย-ไม่-ไป มีเสียงสัมผสั สระ ไอ คาว่า ไมไ่ ปไม่รู้ มจี งั หวะ
ของคาที่สมดุล ใชค้ าปฏเิ สธ ไม่ รว่ มกับคากริยา ไป และ รู้ ตามลาดบั นอกจากน้ี คาวา่ เท่ียว ไปและ
รู้ ยงั สื่อความหมายที่ลกึ ซง้ึ วา่ การท่องเทยี่ วคือ การเดินทางไปใหไ้ ด้พบเหน็ สิง่ ใหมเ่ พ่อื จะได้เรียนรู้
ผา่ นประสบการณท์ ่ีมคี า่

๒. เป็นแบบอย่างให้คนในสังคมใชต้ ามจนเกดิ ความเปล่ียนแปลงข้นึ กบั ภาษา เชน่ เกดิ คาใหม่
วลีใหม่ สานวนใหม่ ซ่ึงไม่เคยมีใช้มากอ่ น ในขณะเดียวกัน คา วลี และสานวน ซ่งึ มีความหมายใกล้เคียงกัน
และใช้มาแต่เดมิ เรม่ิ นยิ มใชน้ ้อยลง เชน่ เม่ือคนในสงั คมใชค้ าว่า โดนใจ แทน ประทบั ใจ หรอื ตรงใจ
มาก ๆ ผู้ที่ใช้คาว่า โดนใจ กม็ ักจะนึกคาว่า ประทับใจ หรอื ตรงใจ ไม่ออก ทาใหพ้ บคาว่า โดนใจ มาก
ขนึ้ และพบคาวา่ ประทบั ใจ ตรงใจ นอ้ ยลง นานเขา้ คาว่า ประทับใจ ตรงใจ อาจสูญไปจากภาษา
หรอื มคี วามหมายเปลี่ยนแปลงไป กรณคี าทมี่ ีความหมายเปล่ียนแปลงไป อาจทาใหค้ นทอ่ี ยู่ต่างสมัย
กนั เข้าใจคาคาเดยี วกันไปคนละทาง

-8844-

แบบประเมินการพดู แสดงความคิดเห็น

คาชแี้ จง ใหค้ รูผูส้ อนประเมินการพูดแสดงความคดิ เห็นของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๑. สาระสาคัญของเร่ืองทพ่ี ูด ๕๔๓๒๑
พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ พดู สาระสาคญั พูดสาระสาคญั พดู สาระสาคญั
๑.๑ ลาดับความคิดอย่างต่อเนอื่ ง ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
๑.๒ นาเสนอเนอ้ื หาตรงตามประเด็น ครบ ๕ ขอ้ ๔ ข้อ ๓ ขอ้ ๒ ข้อ ๑ ขอ้
๑.๓ เนอ้ื หามีความสมั พนั ธ์กบั ประเด็น
๑.๔ มคี วามเปน็ เหตุเปน็ ผล หรือไม่ได้
๑.๕ มีการนาเสนอแนวคดิ ใหม่ ตามเกณฑ์เลย
๒. การใชภ้ าษา
๒.๑ ใช้ภาษาได้ถกู ตอ้ งกับกาลเทศะ คะแนนเต็ม ๒ คะแนน ใช้ภาษา ใชภ้ าษา
๒.๒ ใช้ประโยคสอ่ื ความหมายได้ชดั เจน ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
คะแนนเตม็ ๒ คะแนน ๒ ข้อ ๑ ขอ้
๓. การใชน้ ้าเสียง ใช้น้าเสียง หรือไมไ่ ด้
๓.๑ ใชน้ ้าเสียงนุ่มนวล คะแนนเตม็ ๓ คะแนน ปฏิบัติไดต้ าม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑเ์ ลย
๓.๒ พดู เสียงดังชดั เจน เกณฑ์ ๓ ขอ้ ๒ ข้อ ใชน้ า้ เสียง
ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม ไดต้ ามเกณฑ์
๓. มารยาทในการพดู เกณฑ์ ๒ ขอ้ ๑ ข้อ
๓.๑ ไม่พดู แทรกขณะผู้อ่นื กาลงั พดู หรอื ไมไ่ ด้
๓.๒ เปดิ โอกาสใหผ้ ูอ้ น่ื ไดแ้ สดง ตามเกณฑ์เลย
ความคิดเหน็ ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม
๓.๓ ใช้กริ ิยาสุภาพ ไมล่ อ้ เลียนผู้อน่ื เกณฑ์ ๑ ขอ้
หรือไม่ได้
ตามเกณฑเ์ ลย

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรงุ
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

8-585-

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑๓

หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรอ่ื ง นาพาโน้มนา้ วใจ (๒) เวลา ๑ ช่วั โมง
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

-86- สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรียนรู้
การโฆษณาเป็นตวั อยา่ งของการใชภ้ าษาในทาง ข้นั นา ห้องสมดุ
ส่ือ
สร้างสรรค์ ซงึ่ จะต้องสรรหาคาที่กระชบั เขา้ ใจง่าย ๑. นกั เรยี นจับกลุ่มกลุ่มละ ๓ - ๔ คน ส่งตัวแทนมารบั 1. บัตรคาจากเรื่อง “บทพากย์เอราวณั ”
และมคี วามเปรยี บเทียบที่ชดั เจน ชว่ ยใหผ้ ้เู รียน บัตรคากลุ่มละ ๑ ใบ โดยบัตรคาประกอบด้วยข้อความ 2. ใบความรู้ “บทพากยเ์ อราวณั ”
สามารถใชว้ จิ ารณญาณในการพจิ ารณาขอ้ มลู ท่ถี กู ตอ้ ง ดงั ต่อไปน้ี
และเป็นประโยชน์ ภาระงาน/ชน้ิ งาน
เสยี งพลโหร่ ้องเอาชัย เลอ่ื นลั่นสนัน่ ใน -
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ พภิ พเพยี งทาลาย
ดา้ นความรู้ การวดั และประเมนิ ผล
อากาศกอ้ งโกลากล โลกลน่ั องึ อล แบบประเมินการทางานกลมุ่
อธิบายอิทธพิ ลของภาษาโฆษณา อานาจสะทา้ นธรณี

ดา้ นทักษะและกระบวนการ

สามารถแยกแยะข้อมูลทนี่ า่ เชอื่ ถอื ออกจากข้อมลู ชักรถรเี่ รือ่ ยเฉ่อื ยมา พุ่มบุษปมาลา
ท่ีเกินจรงิ กงรถไมจ่ ดธรณินทร์

ด้านคณุ ลักษณะ ๒. ตัวแทนแต่ละกลุ่มอา่ นบัตรคาของกลมุ่ ตนเอง
๑. ใฝ่เรยี นรู้ ข้นั สอน

86

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๔ : วชิ าลว้ นชวนตรองตริ แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ ๑๓ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เร่ือง นาพาโนม้ น้าวใจ (๒) ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
๒. มุ่งม่นั ในการทางาน ๑. หลังจากท่ีได้รับบัตรค า นักเรียนแต่ละกลุ่ มถ อด
คาประพันธ์และตอบคาถามว่า “ลักษณะเด่นทางวรรณศิลปใ์ ด
สมรรถนะทตี่ อ้ งการให้เกดิ กบั ผู้เรยี น ทพี่ บจากเรอื่ ง บทพากยเ์ อราวัณ”
๑. ความสามารถในการสอื่ สาร
๒. ความสามารถในการคิด แนวคาตอบ การเขยี นพรรณนาและการกลา่ วเกนิ จริง

-87- 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มวิเคราะห์การพรรณนาแ ล ะ
การกลา่ วเกนิ จริงท่ปี รากฏในคาประพันธ์

3. ตัวแทนนกั เรียนแต่ละกล่มุ นาเสนอขอ้ มลู และแสดง
ความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั ประเด็นที่นาเสนอ

4. นักเรียนตอบคาถามว่า “จากการทากิจ ก ร รม
นักเรียนสามารถนาความรทู้ ีไ่ ด้ไปปรับใชใ้ นการส่ือสารอย่างไร
ใหเ้ กิดประสทิ ธผิ ล”

แนวคาตอบ
สามารถนาความรู้ทไี่ ด้ไปวิเคราะหค์ วามนา่ เชื่อถือของ
สารทพี่ บในชีวิตประจาวัน และเขยี นส่ือสารในรูปแบบต่าง ๆ ได้อยา่ ง
ถกู ต้อง

ขั้นสรุป
นักเรียนสรุปความรู้จากการเรีย น “อิทธิพลของภาษา

โฆษณาท่ีพบในชวี ิตประจาวนั ”

87

บตั รคา
จากเรือ่ ง “บทพากย์เอราวัณ”
เสยี งพลโหร่ อ้ งเอาชยั เลือ่ นล่ันสนนั่ ใน
พิภพเพยี งทาลาย
อากาศกอ้ งโกลากล โลกลั่นอึงอล
อานาจสะทา้ นธรณี
ชักรถร่ีเร่อื ยเฉอื่ ยมา พุ่มบษุ ปมาลา
กงรถไมจ่ ดธรณินทร์

-8888-

ใบความรู้
“บทพากยเ์ อราวัณ”

เสด็จทรงรถแก้วโกสีย์ ไพโรจนร์ จู ี
จะแข่งซึง่ แสงสรุ ยิ ใ์ ส เริงรอ้ งถวายชัย
กรกมุ พระขรรค์
เทยี มสนิ ธพอาชาไนย กกึ ก้องกากง
ชันหูระเหดิ หฤหรรษ์ พัดโบกพัชนี
แตรสงั ขเ์ สยี งประสม
มาตลสี ารถีเทวญั เลอื่ นล่ันสนัน่ ใน
ขบั รถมากลางจัตุรงค์ อ่อนเอียงเพยี งปลาย
เน้ือนกตกใจ
เพลารอยพลอยประดบั ดมุ วง หสั ดนิ อินทรี
กระทบกระทง่ั ธรณี หกั ถอนพฤกษา
แหลกลู่ลม้ ลง
มยรุ ฉัตรชุมสายพรายศรี เทวญั จันทรี
กระบีร่ ะบายโบกลม โปรยทพิ ย์มาลัย

อึงอินทเภรตี รี ะงม
ประสานเสนาะในไพร

เสยี งพลโห่ร้องเอาชัย
พภิ พเพยี งทาลาย

สตั ภณั ฑ์บรรพตทง้ั หลาย
ประนอมประนมชมชัย

พสธุ าอากาศหวาดไหว
ซุกซ่อนประหวั่นขวญั หนี

ลกู ครฑุ พลดั ตกฉิมพลี
คาบช้างก็วางไอยรา

วานรสาแดงเดชา
ถือต่างอาวุธยุทธยง

ไม้ไหลย้ ูงยางกลางดง
ละเอยี ดด้วยฤทธโิ ยธี

อากาศบดบงั สรุ ยิ ์ศรี
ทุกช้นั อานวยอวยชัย

บา้ งเปดิ แกลแก้วแววไว
ซ้องสาธุการบชู า

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลยั
จากหนงั สอื วรรณคดีวจิ กั ษ์ ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓ หน้า ๑๒๒

-8899 -

แบบประเมินการทางานกล่มุ

คาชี้แจง ใหค้ รปู ระเมินการทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
๒. การมีส่วนรว่ ม สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชกิ ไม่ครบถว้ น หนา้ ที่
มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มีสว่ นร่วมในการปฏิบตั ิ
๓. การรับฟงั และแสดงความ งานกลุ่ม งานกลุ่มบ้าง งานกลุ่มน้อยมาก
คิดเห็น หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
๔. ความรบั ผดิ ชอบ รบั ฟงั และแสดงความคิดเหน็ รับฟงั และแสดงความคดิ เหน็ รับฟังความคดิ เห็นของผ้อู น่ื
อย่างมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตุผลและสร้างสรรค์ น้อยมากหรอื ไม่รบั ฟงั
อย่างสมา่ เสมอ เปน็ บางครัง้ ความคดิ เหน็ ผู้อนื่
รับผิดชอบงานทไ่ี ด้รับ รบั ผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ บั ไม่รับผิดชอบงานทไ่ี ดร้ บั
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั มอบหมาย
ทีก่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑ์ของระดับคะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรับปรุง
ร้อยละ ๕๐ – ๖๙
ร้อยละ ๐ – ๔๙

90-90-

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑๔

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ เรอ่ื ง ใหข้ ้อคดิ พนิ จิ คา่ (๑) เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

-91- สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
บทพากยเ์ อราวณั ตอน ศึกอินทรชติ เป็นการ ขัน้ นา ห้องสมดุ

พรรณนาถึงความงามของกองทัพพระราม และช้าง ๑. นักเรียนจับกลุ่ม กลุ่มละ ๓ - ๔ คน บอกความรู้ ส่ือ
เอราวัณ ซ่ึงกวีได้รังสรรค์คาไพเราะงดงาม สร้าง เกี่ยวกับคาศพั ท์ ได้แก่ สุครีพ สหสั นัยน์ ราพณ์ และพระลกั ษณ์ ๑. ใบความรู้ “คาศัพท์จากเร่อื ง บทพากย์
จินตภาพให้กับผู้อ่านอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้
ผู้เรยี นได้เกดิ อรรถรสในการอา่ นวรรณคดี รวมไปถึง แนวคาตอบ เอราวณั ”
แนวคดิ ทแ่ี ฝงในเร่อื งเกยี่ วกับความไมป่ ระมาทท่ีจะ - สุครพี เปน็ พญาวานร ทหารเอกของพระราม เป็นบุตรของ ๒. บัตรคา “ตวั ละครบทพากย์เอราวัณ”
สามารถนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ได้ พระอาทิตยก์ ับนางกาลอัจนา ๓. ใบงาน “คาศัพท์บทพากย์เอราวัณ”
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ - สหัสนัยน์ หรอื ผมู้ ีพนั ตา ในทนี่ หี้ มายถงึ พระอินทร์
ดา้ นความรู้ - ราพณ์ หมายถงึ ยกั ษ์ ในทนี่ ีห้ มายถึง ทศกัณฐ์ ภาระงาน/ชนิ้ งาน
- พระลักษณ์ เปน็ พระอนชุ าตา่ งมารดาของพระราม การทาใบงาน “คาศพั ท์บทพากย์เอราวณั ”
อธบิ ายเนอ้ื เรือ่ งของบทพากย์เอราวัณ
ขั้นสอน การวดั และประเมินผล
ดา้ นทักษะและกระบวนการ ๑. นกั เรยี นในกลุ่มคน้ หาคาศัพทจ์ ากใบความรู้ “คาศัพท์
จากเร่ือง บทพากยเ์ อราวัณ” คาศัพท์บทพากย์เอราวณั ” แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
๒. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ แบ่งกนั ถอดคาประพันธ์และร่วมกนั
สรปุ เน้ือเรอ่ื งและเรียบเรียงเนื้อเร่อื งบทพากย์ สรปุ ใจความสาคญั ของบทประพนั ธ์ของแตล่ ะกลุ่ม
เอราวณั
ดา้ นคุณลักษณะ 3. นกั เรยี นรว่ มกนั ทาใบงาน “คาศัพท์บทพากยเ์ อราวัณ”
เพอ่ื เรียบเรียงลาดบั เน้อื หาและคาศพั ทย์ ากลงในกระดาษเพ่อื
๑. ใฝเ่ รยี นรู้

91

หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๔ เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรือ่ ง ใหข้ อ้ คดิ พินิจค่า (๑) ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
๒. มุง่ มั่นในการทางาน นาเสนอหน้าช้ันเรยี น
4. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเส นอและร่ว มกัน
สมรรถนะทีต่ ้องการใหเ้ กิดกบั ผ้เู รยี น แลกเปลยี่ นเรียนรู้
๑. การส่ือสาร
๒. การคิดข้นั สูง ขนั้ สรปุ
นักเรียนตอบคาถามว่า “จากการทากิจกรรมการเขียน
-92-
สรปุ ความจากบทประพนั ธ์ นกั เรียนสามารถนามาปรบั ใชใ้ นก าร
เขยี นสอ่ื สารได้อยา่ งไร”

แนวคาตอบ
สามารถนามาปรบั ใช้ในเรอ่ื งการสรปุ ประเด็นสาคัญจาก

เร่ืองทีอ่ า่ นและชว่ ยตอ่ ยอดในการเขียนส่ือสารอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

92

บตั รคา
“ตัวละครบทพากยเ์ อราวัณ”
สคุ รีพ สหัสนยั น์
ราพณ์ พระลกั ษณ์

-9933 -

ใบความรู้
คาศพั ท์จากเรื่อง “บทพากย์เอราวัณ”
เมื่อน้ันพระศรอี นชุ า เอ้ือนอรรถวจั นา
ตรัสถามสุครพี ขนุ พล
เหตุไฉนสหสั นัยนเ์ สดจ็ ดล สมรภมู ิไพรสณฑ์
เธอมาดว้ ยกลอันใด
สุครีพทลู ทดั เฉลยไข ทกุ ทีสหัสนัยน์
เสดจ็ ดว้ ยหมูเ่ ทวา
อวยชยั ถวายทพิ มาลา บัดนีเ้ ธอมา
เห็นวิปริตดูฉงน
ทรงเคร่อื งศสั ตราแย่งยล ฤๅจะกลบั เปนกล
ไปเข้าดว้ ยราพณอ์ าธรรม์
พระผูเ้ รอื งฤทธแิ ขง็ ขัน คอยดสู าคญั
อย่าไว้พระทัยไพรี
เม่อื นั้นอนิ ทรชิตยักษี ตรัสสง่ั เสนี
ให้จบั ระบาราถวาย
ให้องค์อนชุ านารายณ์ เคลิบเคลิ้มวรกาย
จะแผลงซงึ่ ศสั ตรศรพล
ฯ เจรจา ฯ
อนิ ทรชิตสถิตเหนือเอรา วณั ทอดทัศนา
เห็นองคพ์ ระลกั ษณ์ฤทธริ งค์
เคลิบเคล้ิมหฤทัยใหลหลง จงึ จบั ศรทรง
พรหมาสตรอ์ ันเรืองเดชา
ทูนเหนือเศยี รเกลา้ ยักษา หมายองคพ์ ระอนุชา
ก็แผลงสาแดงฤทธริ ณ
อากาศก้องโกลาหล โลกลัน่ อึงอล
อานาจสะท้านธรณี
ศรเต็มไปทั่วราศี ต้ององค์อนิ ทรยี ์
พระลกั ษณก์ ็กล้ิงกลางพล
ฯ เจรจา อินทรชติ กลบั ทพั ฯ
ฯลฯ
พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย
จากหนังสอื วรรณคดวี จิ กั ษ์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ หน้า ๑๒๓ – ๑๒๔

-9944-

คาอธิบายศัพทแ์ ละขอ้ ความ

กง ส่วนทเ่ี ป็นวงรอบของลอ้ รถ “กงรถไมจ่ ดธรณินทร์”
กบ่ี หมายความว่า รถทรงของพระรามลอยเลือ่ นไปในอากาศ
กระวนิ ล้อรถจึงไม่สัมผสั พน้ื ดิน
กินนร ลงิ ในท่นี คี้ อื พลวานรในกองทพั พระราม
เกา้ แกว้ ห่วงท่เี กย่ี วกนั สาหรับโยงสปั คบั ชา้ ง (ท่ีน่ังบนหลงั ช้าง)
อมนุษยท์ ม่ี รี ปู รา่ งครงึ่ คนครึ่งนก ถา้ เป็นหญิงเรียกว่า กินรี
โกมิน แก้ว ๙ ประการ เรียกนพรตั น์ ไดแ้ ก่ เพชร ทบั ทมิ มรกต
คนธรรพ์ บุษราคัม โกเมน นลิ มกุ ดา เพทาย ไพฑูรย์ ในตารานพรตั น์
จนั ทรี ซึ่ง เป็นต าราอั ญมณีข อ ง ไ ท ย ใ นรัช ก าลพ ระบ ามส มเด็จ
จบั ระบา พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั มีคาประพันธ์ท่บี อกลกั ษณะของ
ฉมิ พลี แกว้ นพรัตนว์ ่าดังน้ี
ชนกั เพชรดมี ณแี ดง เขยี วใสแสงมรกต
ชันหู เหลืองใสสดบษุ ราคัม แดงแก่ก่าโกเมนเอก
ชุมสาย สีหมอกเมฆนลิ กาล มกุ ดาหารหมอกมัว
ซองหาง แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑรู ย์
ดวงมาลย์ คือ โกเมน พลอยสแี ดงเขม้
โตมร ชาวสวรรค์พวกหน่งึ มีความชานาญด้านดนตรีและขับร้อง
ถา พระจันทร์ ซ่ึงเป็นเทพองค์หนึง่ ในที่น้ใี ช้ จันทรี เพื่อรบั สัมผสั
เทพอปั สร กับ สรุ ิยศ์ รี
ธรณินทร์ เริ่มฟอ้ นรา
ต้นง้ิว ตามเรือ่ งเลา่ จากไตรภูมิพระร่วง ทเี่ ชิงเขาพระสเุ มรมุ ี
ปา่ ต้นงิ้วอย่รู อบสระฉมิ พลหี รือสมิ พลี เปน็ ท่อี าศยั ของฝงู ครุฑ
ทัง้ หลาย
เครื่องผูกช้าง ทาด้วยเชือกเป็นปมหรือห่วงห้อยพาดลงมา
เพื่อให้คนทข่ี ีค่ อช้างใช้หวั แมเ่ ท้าคบี กบั ตก
อาการแสดงการเตรียมพรอ้ มของสตั ว์เช่นมา้ โดยยกหตู ้งั ขนึ้
เครอ่ื งสงู เป็นรปู ฉัตรสามช้นั มีสายไหมหอ้ ย
เครอ่ื งคล้องโคนหางชา้ งหรอื มา้
ดอกไม้ ในท่นี คี้ อื ดอกบัว
หอกด้ามสั้น ใช้พุง่ หรือซัดไป
ถลา โผลง
นางฟ้า
ตามศพั ท์แปลว่า ผเู้ ป็นใหญใ่ นแผ่นดิน คอื คาวา่ ธรณี
(แผ่นดนิ ) สมาสกบั คาว่า อินทร์ (ผเู้ ปน็ ใหญ่) คาว่า ธรณินทร์

-9955-

ธิบดนิ ทร์ ในทีน่ ี้ใช้เพอ่ื ความไพเราะของบทประพนั ธ์ มคี วามหมาย
นาค อย่างเดยี วกบั ธรณี หมายถงึ แผ่นดนิ
บรรเทือง คอื อธบิ ดินทร์ พระราชาผ้ยู ิ่งใหญ่ หมายถงึ พระราม
บิดเบือนกายิน สตั ว์ในนิยาย เปน็ งใู หญ่มีหงอน
โบกขรณี ประเทอื ง ทาใหด้ ขี ึน้ ในที่นหี้ มายถงึ ตืน่ ข้นึ
ผกา แปลงกาย
ผ้าทิพย์ สระบวั
พรหมาสตร์ ดอกไม้ ในทนี่ ค้ี ือ ดอกบัว
พระจักรี ปกติหมายถึงผา้ ที่หอ้ ยหนา้ ฐานพระพทุ ธรูปหรอื หนา้ พระ
พระลักษณ์ ราชอาสน์หรือพนักพลับพลา ในทน่ี คี้ ือผา้ ท่ีคลมุ ตระพองชา้ ง
เพ่อื ตกแตง่ ให้สวยงาม
พระสุรยิ ์ศรี ศรที่พระอิศวรประทานให้รณ พักต ร์ซึ่งต่ อมาคืออินท รชิต
พชั นี (ศรทพี่ ระรามไดจ้ ากฤาษีวิศวามิตรก็ชอ่ื พรหมาสตร์ ท่ชี ือ่ ซ้า
พัดโบก กับเช่นน้ี เพราะพรหมาสตร์ทใ่ี ชช้ บุ ศรเมือ่ ชุบแลว้ ศรนั้นก็
พานรินทร์ เรยี กว่าศรพรหมาสตร์
ผถู้ อื จักร คือ พระนารายณ์ ในทีน่ ีห้ มายถึง พระรามผ้อู วตาร
มยุรฉตั ร ปางหนึง่ ของพระนารายณ์
พ ระอ นุช าต่าง พ ระมารด าข อ ง พ ระราม เป็นโ อ รส นาง
สมุทรชา เมอื่ พระนารายณอ์ วตารลงมาเป็นพระราม สงั ข์ซงึ่
เป็นเทพอาวุธของพระนารายณแ์ ละพญานาคซึ่งเป็นบงั ลงั ก์
ของพระนารายณ์ก็ลงมาเกิดเปน็ พระลักษณ์คูบ่ ุญของ
พระราม (ช่อื พระลักษณ์นี้ในรามเกียรตฉิ์ บับรัชกาลที่ ๑ และ
รัชกาลท่ี ๒ เปน็ ต้น ใช้วา่ ลักษณ์ แตต่ ่อมามผี ูใ้ ช้อยา่ ง
สนั สกฤตวา่ ลักษมณ์ ก็มี)
พระอาทติ ย์
พัด
เครอื่ งสงู สาหรับแสดงอสิ ริยยศ เป็นพัดสาหรับโบกลม
ถวายพระมหากษตั รยิ ์ซ่ึงประทับ ณ ทีส่ งู
ตามศัพทแ์ ปลวา่ พญาวานร คาว่า พานร มาจากคาวา่
วานร (ลิง) สมาสกับคาวา่ อนิ ทร์ (ผูเ้ ป็นใหญ)่ คาวา่
พานรนิ ทร์ ในท่ีนใ้ี ช้เพอื่ ความไพเราะของบท
ประพนั ธ์มีความหมายอย่างเดียวกบั พานร หมายถงึ พล
วานรในกองทัพพระราม
เคร่อื งสงู สาหรับแสดงอสิ รยิ ยศ เปน็ เคร่อื งกั้นบัง
เป็นชัน้ ๆ ทาด้วยหางนกยูง

-9966-

มาตลี สารถีของพระอนิ ทร์ ซงึ่ มาขบั รถทรงให้พระราม มาตลุ ี
มารยา กเ็ รียก
แยง่ ยล การแสร้งทา ในท่นี ี้หมายถงึ ที่เนรมิตขึน้ มา
โยธาจัตรุ งค์ แยงยล ดงู าม
รถแก้วโกสีย์ กองทพั ๔ เหล่า คือ เหล่าช้าง เหล่ามา้ เหล่ารถ และ
รอย เหลา่ ราบ (พลเดนิ เท้า)
ระเหิด รถทรงที่พระอนิ ทร์ (โกสยี )์ ประทานให้พระรามพร้อม
ราพณ์ สารถี ชอ่ื มาตลี
ราศี เปน็ ลวดลาย ในความวา่ “เพลารอยพลอยประดบั ดุมวง”
สงู
ฤทธริ งค์ ทศกณั ฐ์
ฤทธริ ณ หมายถงึ จกั รราศี คือ อาณาเขตทด่ี าวเคราะหโ์ คจรรอบ
ฤาษิต ดวงอาทติ ย์ ในทนี่ ี้หมายถึง ทั่วไป “ศรเต็มไปท่ัวราศี”
วทิ ยาธรใน หมายความว่า ศรท่อี ินทรชิตแผลงไปนนั้ กระจายทั่วไป
ลอยฟ้า ในทอ้ งฟ้า
โลทัน มีความสามารถในการส้รู บ (รงค แปลวา่ สนามรบ)
วิทยา มีความสามารถในการสรู้ บ (รณ แปลวา่ การสรู้ บ)
เวไชยันต์ ฤาษใี นท่นี ้ีนา่ จะหมายถงึ ผ้มู วี ทิ ยาคม เปน็ คาทีบ่ อกคณุ ลกั ษณข์ อง
ความว่า “ฤาษิตวทิ ยา”
สมรภมู ิชยั เหาะ
สร้อยสุมาลี เปน็ ชอื่ สารถขี องอินทรชิต เป็นพลยกั ษ์กรุงลงกาผู้ขบั รถศึก
สหสั นยั น์ ในครง้ั ตา่ ง ๆ
สัตภณั ฑ์ คอื วิทยาธร ชาวสวรรค์พวกหนง่ึ มวี ิชาอาคม
สคุ รีพ เวชยันตห์ รอื ไวชยันต์ เป็นชื่อวมิ านหรอื รถทรงของพระ
อนิ ทรใ์ นสวรรคช์ น้ั ดาวดึงสม์ เี มืองไตรตรึงษข์ องพระอนิ ทร์
กลางนครไตรตรึงษ์นีม้ ีวิมานใหญ่งดงามชื่อไพชยนต์ หรือ
ไวชยนั ต์ หรอื เวชยนั ต์ เมอื่ พระอนิ ทรป์ รารถนาจะเสดจ็ ไป
ทีใ่ ด วมิ านน้กี จ็ ะเปลี่ยนเปน็ รถทรง
สนามรบ
ดอกไม้
ผู้มีพนั ตา หมายถงึ พระอนิ ทร์ เป็นเทวราชผู้เป็นใหญ่ใน
สวรรค์ชั้นดาวดงึ สห์ ัสนัยน์ กเ็ รียก
ชือ่ หมู่เขา ๗ ช้นั ทล่ี อ้ มรอบเขาพระสุเมรุ ได้แก่ ยคุ นธร
อิสนิ ธร กรวิก สทุ สั นะ เนมนิ ธร วนิ นั ตกะ และอัสกัณ
พญาวานร ทหารเอกของพระราม เปน็ บตุ รของพระอาทิตย์
กบั นางกาลอจั นา มีพ่ชี ายช่ือพาลี (เดิมช่ือกากาศ) ซึง่ เปน็

-9977 -

สุบรรณ บตุ รพระอนิ ทร์ โคดมฤาษี ผูเ้ ป็นสามีนางกาลอัจนาเขา้ ใจวา่
ไสยา พาลีและสุครีพเปน็ บตุ รของตนจึงเลยี้ งดูอยา่ งรักใคร่ ครงั้
หัสดิน หน่ึงฤาษีพาลกู ๆ ไปอาบนา้ เมื่อถกู บุตรสาวชือ่ นางสวาหะ
หสั ดินอนิ ทรี (ตอ่ มาคอื มารดา ของหนุมาน) ตดั พ้อว่ารักลูกคนอืน่
เหมหงส์ มากกว่าลูกของตนเอง ฤาษีสงสยั จงึ เสี่ยงทายให้ลกู ๆ ลง
อมรนิ ทร์ วา่ ยน้า ถา้ ไม่ใชล่ ูกของใหก้ ลายเปน็ วานรเขา้ ป่าไป พาลกี ับ
อรณุ สุครีพจึงกลายเปน็ วานร พระอนิ ทรพ์ ระอาทติ ย์สงสารบตุ ร
อารักขไพรสณั ฑ์ จงึ ลงมาสรา้ งเมอื งขีดขนิ ใหพ้ าลีเป็นเจา้ เมอื งและสุครพี เป็น
อปุ ราช คร้ังหนึง่ พาลีรบกบั ควายทรพใี นถ้า พาลีส่งั สคุ รพี ว่า
หากรบกนั ถึง ๗ วัน ยังไมอ่ อกมาจากถ้า ให้สุครีพดูที่รอ่ งน้า
หน้าถ้า ถ้าเห็นเลอื ดขน้ จงเขา้ ใจวา่ เปน็ เลอื ดทรพี แต่ถ้าเป็น
เลือดใสคือเลือด ของตน หากเห็นเลอื ดใสใหส้ ุครีพเอาหนิ
ปดิ ปากถ้าไว้มใิ ห้ใครเหน็ ศพตน พาลสี ังหารทรพไี ด้แต่
ขณะน้ันฝนตกลงมา เลอื ดท่ีไหลออกมาจึงใส สุครีพเข้าใจว่า
พีช่ ายตายแล้วจงึ ปิดปากถ้าตามคาส่งั พาลโี กรธสุครพี มาก
คดิ วา่ สุครีพเป็นกบฏ เม่ือออกมาจากถ้าไดจ้ ึงขับสุครพี ออก
จากเมืองขีดขิน สคุ รีพจึงไปขอใหพ้ ระรามช่วย พระราม
ลงโทษพาลแี ลว้ ต้ังใหส้ ุครีพครองเมอื งขดี ขินตอ่ ไป สคุ รีพพา
ไพรพ่ ลวานรมาเปน็ กาลังทัพของพระราม
ผู้มีปีกงาม หมายถงึ ครุฑ สัตวใ์ นนยิ ายซึง่ เปน็ พญานก
การนอน ท่ีนอน
ช้าง ในความวา่ “เรง่ รดั หสั ดนิ ”
นกหัสดี หรอื นกหสั ดีลิงก์ เปน็ นกในวรรณคดีโบราณ ตวั
ใหญ่ มีกาลังเทา่ ช้าง ๕ เชือก มีกรงเลบ็ ใหญ่ มงี วงคล้าย
งวงชา้ ง กินเนือ้ คนและสัตว์เปน็ อาหารอยบู่ รเิ วณ
ปา่ หิมพานต์
หงส์ทอง (เหม แปลวา่ ทอง)
ผู้เปน็ ใหญใ่ นหมูเ่ ทวดา ในทีน่ ี้หมายถึง พระอนิ ทรื
ในความวา่ “อินทรชิตบดิ เบือนกายิน เหมอื นองคอ์ มรินทร์”
หมายความว่า อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอนิ ทร์ (คาว่า
“เหมือน” ไมใ่ ชค่ าเปรียบเทียบอยา่ งอุปมา ไมใ่ ช่ภาพพจน์
แต่มคี วามหมายว่าแปลงเป็น)
เวลาใกลร้ ุ่ง ในทนี่ ้ีหมายถึง แสงทองเมอ่ื ใกลร้ ุ่ง
เทวดาที่ดแู ลรักษาป่า (อารกั ข เปน็ คาจากภาษาบาลีตรงกบั
คาจากภาษาสนั สกฤตวา่ อารกั ษ)

-9988 -

อนิ ทเภรี กลองท่ีใชต้ ีใหส้ ัญญาณในกองทัพเวลาออกศกึ ในสมัยโบราณ
เอราวณั เชน่ ตบี อกถอยใหร้ ุก เปน็ ตน้ แตบ่ างทใี ชใ้ นงานสมโภชกม็ ี
หรือไอยราวณั เป็นเทพบุตรองค์หนง่ึ เมอื่ พระอินทรจ์ ะเสด็จ
ไปท่ีใด เอราวณั เทพบุตรกจ็ ะเนรมติ ตนเปน็ ช้างทรง

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั
จากหนังสือวรรณคดวี ิจกั ษ์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ ๓ หนา้ ๑๒๕ – ๑๓๐

-9999 -

ใบงาน
“คาศพั ท์บทพากย์เอราวณั ”

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นนาคาศพั ทย์ ากในเร่อื ง บทพากยเ์ อราวัณ มาใสล่ งในช่องวา่ งใหค้ รบถว้ น

คาศัพท์ หนา้ ท่พี บ ความหมาย

-110000-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาชี้แจง ใหค้ รูประเมนิ การทางานกล่มุ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมิน ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหน้าที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ่วนร่วม สมาชกิ อยา่ งชดั เจน สมาชกิ ไมค่ รบถว้ น หน้าที่
มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิ มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกล่มุ งานกลมุ่ บา้ ง งานกลุ่มน้อยมาก
คดิ เหน็ หรือไม่มสี ว่ นร่วม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟังและแสดงความคดิ เหน็ รับฟังและแสดงความคิดเห็น รับฟังความคดิ เหน็ ของผอู้ น่ื
อยา่ งมเี หตุผลและสรา้ งสรรค์ อย่างมีเหตุผลและสรา้ งสรรค์ นอ้ ยมากหรือไมร่ บั ฟัง
อย่างสมา่ เสมอ เป็นบางคร้งั ความคดิ เห็นผอู้ ื่น
รับผดิ ชอบงานทไี่ ด้รบั รบั ผิดชอบงานทไ่ี ดร้ บั ไมร่ ับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ ับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไมท่ ัน มอบหมาย
ทกี่ าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดมี าก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรงุ
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

1-01101-

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๑๕

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ เร่ือง ให้ขอ้ คิดพินิจค่า (๒) เวลา ๑ ชัว่ โมง
กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
บทพากย์เอราวัณ ตอน ศึกอินทรชิต เป็นการ ข้นั นา ห้องสมุด

พรรณนาถึงความงามของกองทพั พระราม และชา้ ง นักเรียนตอบคาถามว่า “หากนักเรียนเลือกเป็นตัวละคร สื่อ
เอราวัณ ซง่ึ กวีได้รังสรรคาไพเราะงดงาม สรา้ งจินต ตวั ใดตัวหน่งึ จากเร่ือง บทพากย์เอราวัณได้ นกั เรียนจะเลือกเป็ น 1. ใบความรู้ “บทพากยเ์ อราวณั ”
ภาพให้กบั ผู้อ่านอย่างชดั เจน ซึ่งจะชว่ ยใหผ้ ู้เรียนได้ ตัวละครใด เพราะอะไร”
เกิดอรรถรสในการอ่านวรรณคดี รวมไปถึงแนวคิดที่ ขน้ั สอน 2. ใบงาน “เนื้อเร่อื งบทพากย์เอราวณั ”

แฝงในเรื่องเกย่ี วกับความไม่ประมาทที่จะสามารถ ๑. นกั เรียนแบ่งกลุม่ กล่มุ ละ 3 - 4 คน อ่านเนอื้ เรือ่ ง ภาระงาน/ช้ินงาน
นาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้
จุดประสงค์การเรียนรู้ จากใบความรู้ “บทพากย์เอราวัณ” และจบั ใจความสาคัญ การทาใบงาน “เนอ้ื เรอื่ งบทพากย์
ดา้ นความรู้
-102- จากเรอื่ ง เอราวณั ”
อธิบายเน้ือเร่ืองของบทพากย์เอราวัณ
ด้านทกั ษะและกระบวนการ ๒. นกั เรียนอาสาออกมาสรปุ เน้ือเรือ่ ง บทพากยเ์ อราวัณ การวดั และประเมินผล
๓. ตัวแทนนกั เรียนในแต่ละกลุ่มตอบคาถามว่า “นักเรียน แบบประเมนิ การทางานกล่มุ
คิดว่าสาเหตุใดที่ทาให้เกิดศึกอินทรชิตขึ้น และจะมีวิธีการใด
ทจ่ี ะไมท่ าใหเ้ กดิ ศึกสงคราม
สรปุ เนือ้ เร่อื งและเรียบเรียงเน้ือเร่อื งบทพากย์
เอราวัณ แนวคาตอบ
สาเหตุ ที่ ท าให้ เกิ ดศึ กสงครามมาจากการมั วเมาในอ าน า จ
ดา้ นคุณลกั ษณะ ของอิ นทรชิ ต หากต้ องการจะแก้ ไขคื อต้ องใช้ อ านาจในทาง
๑. ใฝ่เรียนรู้ ทถ่ี ูกตอ้ ง และใช้สติปัญญาไตรต่ รองในเรอ่ื งต่าง ๆ
๒. มุ่งม่นั ในการทางาน
๔. นักเรียนทาใบงาน “เนอื้ เร่อื งบทพากยเ์ อราวณั ”

102

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๕ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เร่อื ง ให้ขอ้ คิดพนิ จิ คา่ (๒) ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
สมรรถนะท่ีต้องการใหเ้ กิดกบั ผเู้ รยี น รายวิชา ภาษาไทย ๖
ขั้นสรปุ
๑. การสื่อสาร นักเรียนร่วมกันตอบคาถามวา่ “นักเรียนสามารถนา
๒. การคิดขัน้ สูง ข้อคิดที่ได้จากการเรียน บทพากย์เอราวัณมาปรับใช้ใ น
ชีวติ ประจาวันได้อย่างไร”

-103-

103

ศึกอินทรชิต ใบความรู้
“บทพากยเ์ อราวณั ”

อินทรชิตเป็นโอรสทศกณั ฐเ์ จ้ากรุงลงกากบั นางมณโฑ เดิมชือ่ รณพักตร์ เม่ืออายุ ๑๕ ปี
ได้ลาบิดาไปเรียนศิลปวิทยากบั ฤๅษีโคบุตรซึ่งเปน็ พระอาจารย์ของทศกัณฐ์ แล้วไปบาเพ็ญพรต
เพอื่ ขอพรและศรวิเศษจากพระอศิ วร พระนารายณ์ และพระพรหม พระอศิ วรประทานศรพรหมาสตร์
และมนตร์แปลงเป็นพระอินทร์ พระพรหมประทานศรนาคบาศและประทานพรว่าหากเศียรขาดตกลง
ดินจะเปน็ ไฟบรรลยั กลั ป์ลา้ งโลก ตอ้ งนาพานแวน่ ฟ้าหรอื พานแก้วของพระพรหมมารองรับส่วนพ ระ
นารายณ์ประทานศรวิษณปุ าณัมให้ เม่ือไดพ้ รและศรวเิ ศษจากเทพท้งั สาม รณพักตรก์ ม็ คี วามเหิมเกริม
มาก ครงั้ หนึ่งได้ไปทา้ พระอินทร์รบและใช้ศรท่ีพระนารายณ์ประทานใหต้ า้ นฤทธ์อิ าวธุ ของพระอินทร์
ได้ พระอินทร์จึงต้องหนีไปเพราะหมดทางสู้ ทศกัณฐย์ ินดที โ่ี อรสเอาชนะพระอนิ ทร์ได้ จึงต้ังชือ่ ใหมว่ า่
อนิ ทรชิตซ่งึ หมายความว่า ผูช้ นะพระอนิ ทร์

ในเร่ืองรามเกียรติ์ พระราม โอรสทา้ วทศรถกบั นางเกาสุรยิ าต้องออกเดินป่าเป็นเวลา ๑๔ ปี
ตามที่นางไกยเกษี มเหสีองคร์ องทลู ขอท้าวทศรถ พระลักษณ์ พระอนุชาต่างมารดาและนางสีด า
ชายาขอตามเสด็จดว้ ย ระหวา่ งทางทศกัณฐ์มาลักนางสดี าไปไว้ท่ีกรงุ ลงกา พระรามซึง่ ได้เหล่าวานร
เป็นไพร่พลจงึ ตอ้ งติดตามไปเพ่อื ชิงนางสีดาคืน พระรามกับทศกัณฐ์ทาศึกสงครามกันหลายคร้งั เชน่
ศกึ ไมยราพ ศกึ กุมภกรรณ เปน็ ต้น หลังจากกุมภกรรณอนชุ าของทศกัณฐอ์ อกรบกบั ฝ่ายพระรามและ
ถกู สงั หารไปแล้ว อินทรชติ กอ็ าสาออกรบบา้ งในศกึ คร้ังแรก อนิ ทรชติ ต้องศรของพระลกั ษณ์ ทาให้
ต้องพ่ายแพเ้ ลิกทัพไป อินทรชิตจึงไปทาพิธชี ุบศรนาคบาศทพ่ี ระพรหมประทานให้ แต่ก็ถกู ฝา่ ย
พระรามทาลายพธิ เี สยี กอ่ น เมือ่ ออกรบอกี คร้งั พระลักษณต์ ้องศรของอนิ ทรชติ แตฝ่ า่ ยพระรามก็แก้
พิษศรได้ ต่อมาอนิ ทรชิตทาพธิ ีชบุ ศรพรหมาสตร์ท่ีพระอิศวรประทานให้แตก่ ไ็ ม่สาเรจ็ เม่อื ออกศึกอีก
ครั้งจึงใช้เวทมนตรท์ ี่พระอิศวรประทานใหแ้ ปลงกายเป็นพระอนิ ทร์ทรงช้างเอราวณั ครง้ั นีอ้ ินทรชติ ร
สังหาร พระลกั ษณ์ได้ แต่หนุมานก็ไปหายาแก้พิษศรได้ พระลักษณ์จึงฟนื้ ขึ้นมา ในท่สี ดุ ฝา่ ยพระรามก็
ทาลายศรวเิ ศษทง้ั ๓ เลม่ ของอนิ ทรชิตได้ อนิ ทรชิตออกรบอีกคร้ัง เมื่อเสยี รถศกึ และอาวุธ ก็กลวั ตาย
หนขี ึ้นไปซอ่ นในกลีบเมฆ พระลกั ษณ์จะแผลงศรสงั หารอนิ ทรชติ แตพ่ ิเภกทูลวา่ ถ้าเศยี รอนิ ทรชติ ตก
ถึงพน้ื จะเกิดไฟบรรลัยกลั ป์ พระลักษณ์จึงให้องคตไปทลู ขอพานแว่นฟ้าจากพระพรหม แล้วพระ
ลักษณ์ก็แผลงศรตัดเศียรอินทรชติ โดยมีองคตถือพานรับไว้ แต่ เศียรอินทรชิตยังคงสาแดงฤทธ์ิ
พระรามจึงแผลงศรไปทาลายจนแหลกละเอยี ด

-110044-

ใบงาน
“เน้ือเรือ่ งบทพากย์เอราวณั ”
คาช้แี จง ให้นักเรียนเลอื กคาตอ่ ไปนม้ี าเตมิ ลงในช่องวา่ ง

โลทัน เทพ กินนร คนธรรพ์ หมเู่ หมหงส์
พ้ืนแผ่นดินจะถลม่
พระอินทร์ มาตลี มยุรฉัตร พดั โบก

ขนุ มาร (๑)............................เป็นสารถขี องอินทรชิตแปลงกายเป็นเทพบุตรนั่งอยทู่ ้ายช้าง
เปน็ ผขู้ ับข่ชี ้าง ทพั ทัง้ ๔ เหลา่ ตา่ งแปลงกายเป็น (๒)............................และอมนษุ ยผ์ ู้มีฤทธิ์ การจดั ตง้ั
กระบวนทัพหนา้ คอื เทพารักษ์ ทพั หลงั คือครฑุ (๓) ............................ และนาค ปกี ซ้ายคอื ฤๅษี
และวิทยาธร ปกี ขวา คอื (๔)............................ การจดั กระบวนทัพเปน็ ไปตามตาราสงคราม ทหาร
ทงั้ ๔ เหลา่ ทพั ต่างถอื อาวธุ ครบครัน แลว้ เหาะเหนิ บนฟา้ เคลอ่ื นทัพมาถึงสนามรบ

ฝ่ายพระราม ครนั้ รุ่งเชา้ มีลมพัดโชยกลน่ิ หอมของดอกไม้ฟุ้งไปท่วั ป่า ผง้ึ แมลงภู่ และหมู่
(๕)............................ บินร่อนถลาลงมาแทรกตัวเขา้ ไปในดอกไมเ้ พอื่ หาอาหาร ดเุ หว่าและไก่ขนั รอ้ งตี
ปีกไปทั่วเป็นสัญญาณว่าเช้าแล้ว พระรามก็ต่ืนขึ้นจากท่ีนอน จากน้ันพระรามก็ข้ึนรถทรงท่ี
(๖)............................ประทานใหซ้ ่งึ มคี วามงดงาม ม้าส่งเสียงร้อง ม้าชันหสู ูงส่งสญั ญาณพร้อมที่จะ
ออกรบ (๗)............................เปน็ สารถีขับรถทรงมากลางกองทัพทง้ั ๔ เหล่า มอื ถอื พระขรรค์ รถทรง
ประดบั พลอยตามเพลาและดมุ เสยี งรถวิง่ ดังกกึ กอ้ งทงั้ แผ่นดิน ลิงคอยโบก (๘)............................
ชุมสาย (๙)............................ พัชนี เสียงกลองทใี่ ช้ตีใหส้ ญั ญาณออกรบดงั ไปทว่ั เสียงแตรสังข์
ป ระส านเสียงกันอ ย่างไพ เราะใ นป่า เสีย ง พลทห ารโ ห่ร้อง เอาชัยสนั่นหวั่นไห วราวกั บ
(๑๐)............................ก่อนออกรบ

-110055-

เฉลยใบงาน
“เน้อื เรือ่ งบทพากยเ์ อราวัณ”

คาชีแ้ จง ให้นักเรียนเลอื กคาต่อไปนม้ี าเตมิ ลงในชอ่ งวา่ ง
ขุนมาร ๑. โลทัน เป็นสารถีของอินทรชิตแปลงกายเปน็ เทพบตุ รน่ังอย่ทู ้ายชา้ งเป็นผู้ขับขีช่ า้ ง

ทพั ทั้ง ๔ เหล่าตา่ งแปลงกายเปน็ ๒. เทพและอมนุษย์ผมู้ ฤี ทธ์ิ การจัดต้ังกระบวนทัพหน้าคือเทพารกั ษ์
ทัพหลงั คือครฑุ ๓. กนิ นร และนาค ปกี ซา้ ยคือฤๅษแี ละวิทยาธร ปีกขวาคอื ๔. คนธรรพ์ การจัด
กระบวนทัพเปน็ ไปตามตาราสงคราม ทหารทั้ง ๔ เหลา่ ทพั ต่างถืออาวุธครบครนั แล้วเหาะเหนิ บนฟ้า
เคลอื่ นทพั มาถึงสนามรบ

ฝ่ายพระราม คร้ันรุ่งเช้ามีลมพัดโชยกลิ่นหอมของดอกไม้ฟุ้งไปทั่วป่า ผึ้ง แมลงภู่
และ ๕. หมูเ่ หมหงส์ บนิ ร่อนถลาลงมาแทรกตวั เข้าไปในดอกไมเ้ พอื่ หาอาหาร ดุเหว่าและไก่ขันร้องตี
ปีกไปท่ัวเป็นสัญญาณว่าเช้าแล้ว พระรามก็ตื่นข้ึนจากท่ีนอน จากนั้นพระรามก็ข้ึนรถทรงที่
๖. พระอนิ ทร์ ประทานใหซ้ ง่ึ มีความงดงาม ม้าสง่ เสยี งรอ้ ง ม้าชันหูสงู สง่ สญั ญาณพรอ้ มที่จะออกรบ
๗. มาตลีเปน็ สารถขี ับรถทรงมากลางกองทพั ทั้ง ๔ เหล่า มือถอื พระขรรค์ รถทรงประดบั พลอยตาม
เพลาและดมุ เสียงรถวง่ิ ดังกกึ ก้องท้งั แผน่ ดนิ ลงิ คอยโบก ๘. มยรุ ฉัตร ชมุ สาย ๙. พัดโบก พัชนี เสียง
กลองทใ่ี ช้ตใี หส้ ัญญาณออกรบดังไปท่วั เสียงแตรสังขป์ ระสานเสยี งกนั อย่างไพเราะในป่า เสียงพล
ทหารโห่ร้องเอาชยั สนัน่ หว่ันไหวราวกบั ๑๐. พ้นื แผ่นดินจะถล่มกอ่ นออกรบ

-110066-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้แี จง ให้ครูประเมนิ การทางานกลมุ่ ของนกั เรยี นตามรายการประเมิน

รายการประเมิน ระดบั คะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มีการกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นรว่ ม สมาชกิ อย่างชัดเจน สมาชิกไมค่ รบถ้วน หนา้ ที่
มีส่วนรว่ มในการปฏิบตั ิ มีส่วนร่วมในการปฏิบตั ิ มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ
๓. การรับฟงั และแสดงความ งานกลมุ่ งานกลมุ่ บา้ ง งานกลมุ่ น้อยมาก
คิดเหน็ หรือไมม่ สี ว่ นร่วม
๔. ความรบั ผิดชอบ รบั ฟังและแสดงความคดิ เหน็ รับฟงั และแสดงความคิดเหน็ รบั ฟงั ความคดิ เห็นของผอู้ น่ื
อย่างมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ น้อยมากหรอื ไมร่ บั ฟัง
อย่างสมา่ เสมอ เปน็ บางครัง้ ความคดิ เห็นผู้อน่ื
รับผดิ ชอบงานทไ่ี ดร้ ับ รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั ไม่รับผิดชอบงานทไี่ ด้รบั
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สรจ็ ไม่ทัน มอบหมาย
ที่กาหนด ตามกาหนด

* การคดิ คะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ดี
รอ้ ยละ ๘๐ - ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ ๗๐ - ๗๙ ปรับปรุง
ร้อยละ ๕๐ - ๖๙
ร้อยละ ๐ - ๔๙

1-01707-

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๖

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรอ่ื ง ใหข้ อ้ คดิ พนิ จิ ค่า (๓) เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวชิ า ภาษาไทย ๖ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓

สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
บทพากยเ์ อราวัณเปน็ วรรณคดที ม่ี ีความงามหรือ ข้ันนา หอ้ งสมุด

สนุ ทรยี ภาพทางวรรณศลิ ป์ท่เี ดน่ ชัด ด้วยลกั ษณะการ นักเรียนอาสาเลา่ เร่อื งยอ่ บทพากยเ์ อราวณั รายบคุ คล ส่อื
ใช้ภาษา กลวิธใี นการประพันธ์ ซ่ึงทาใหผ้ ู้เรียนอา่ น 1. กระดาษจดบนั ทึก
แล้วเห็นภาพ รวมท้ังเห็นความงามทางภาษาใ น แนวคาตอบ 2. ใบงาน “จดบันทึก”
วรรณคดีได้ อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์ พระรามตืน่ บรรทมและ
เสด็จยกทัพไปกับพระลักษณ์ พระลักษณ์ ทอดพระเนตรเห็นทพั
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ พระอินทร์แปลงจงึ ตรสั ถามสคุ รพี สคุ รีพทูลเตอื นให้พระลักษณ์ระวงั ภาระงาน/ชิน้ งาน
-108- ด้านความรู้ พระองค์ แต่อินทรชิตกร็ ีบสง่ั ให้บริวารจบั ระบาถวายจนพระลักษณ์ การทาใบงาน “จดบันทกึ ”
เคล้ิมพระองค์ อนิ ทรชติ จงึ แผลงศรพรหมาสตรส์ งั หารพระลกั ษมณ์ การวดั และประเมินผล
อธิบายเนอ้ื เรื่องของบทพากย์เอราวณั
ทกั ษะและกระบวนการ ขน้ั สอน แบบประเมินการทางานกล่มุ
๑. นักเรียนแบง่ กล่มุ กลุ่มละ ๓ - 4 คน แล้วร่วมกนั
วิเคราะหค์ ุณค่าดา้ นเน้อื หาจากเรอื่ งบทพากย์ วิเคราะห์สาเหตุที่ทาให้พระลักษณต์ ้องถูกศรพรหมาสต ร์ของ
เอราวณั
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ อนิ ทรชิต โดยเขยี นลงในกระดาษจดบันทึก
มงุ่ มนั่ ในการทางาน ๒. นักเรยี นรวมกลมุ่ กบั เพอื่ นจานวน ๓ - ๔ คน แล้วนา
สาเหตทุ ่วี ิเคราะหไ์ ดม้ ารวมกนั แลว้ ร่วมกันหาแนวทางแกไ้ ขหรอื
สมรรถนะท่ีต้องการให้เกดิ กบั ผเู้ รยี น ยบั ย้งั สาเหตขุ องปัญหาท่เี กิดขึน้
๑. การสอื่ สาร
๒. การคดิ ข้นั สูง

108

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑๖ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เรอ่ื ง ใหข้ อ้ คิดพนิ จิ ค่า (๓) ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวิชา ภาษาไทย ๖
-109- ๓. นักเรียนผู้แทนของแต่ละกลุ่มออกมานา เส นอ
ก ารวิ เ ค ราะ ห์ ส าเ ห ตุ แ ล ะ แ นว ทาง แก้ ไ ขปั ญหาท่ี ป รากฏใน
บทพากย์เอราวัณ แล้วเขียนสรุปเป็นผลการวิเคราะหข์ อง
ชั้นเรียนบนกระดานทีละประเดน็
๔. นักเรียนทาใบงาน “จดบันทึก” โดยเลอื กประเด็น
ปัญหาและแนวทางทนี่ ักเรียนสนใจบนกระดาน ๑ ประเดน็ มา
เขียนแนวทางการนาไปใช้ในชีวิตประจาวนั ของนกั เรยี น
ขั้นสรปุ
นั ก เ รี ย นร่ ว มกั นตอบค าถามว่ าการทากิจกรรม ในคาบ
เรียน นักเรียนใช้ทกั ษะการคดิ ในลักษณะใดบ้าง

แนวคาตอบ
ใช้วิธีการคิดวิเคราะห์แ ละ การนาไ ปประ ยุก ต์ใ ช้ ใ น
ชีวติ ประจาวนั

109

ใบงาน
“จดบนั ทกึ ”

คาชี้แจง ให้นกั เรยี นเลือกประเด็นปัญหาและแนวทางท่นี กั เรียนสนใจ ๑ ประเด็น เขยี นแนวทางการ
นาไปใช้ในชวี ติ ประจาวันของนกั เรียน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………
…….……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………………
………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………
………………………………….………………………………………………………………………………………………………………………………. …………
…………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………
…………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………
…………………….……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………
………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………
………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………… ………
….……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………
…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………
………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…………
………………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………
……………………………………………………………….………………………………………………………………………………………………………………
…………….……………………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
……………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………………………
……………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………………
…………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………
…………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………….………………
……………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………………………
…………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………
………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…………………………………
…………………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………
……………………………………….……………………………………………………………………………………………………………………………….…

-111100-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้ีแจง ให้ครปู ระเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ กี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นร่วม สมาชิกอยา่ งชัดเจน สมาชิกไม่ครบถ้วน หนา้ ท่ี
มีสว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกลุม่ งานกลุ่มบ้าง งานกลุ่มน้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไม่มีส่วนรว่ ม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคิดเหน็ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ นื่
อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ นอ้ ยมากหรอื ไม่รับฟงั
อย่างสม่าเสมอ เป็นบางครั้ง ความคดิ เหน็ ผู้อน่ื
รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั รบั ผิดชอบงานทไี่ ด้รบั ไม่รับผดิ ชอบงานทไี่ ด้รับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สร็จไมท่ นั มอบหมาย
ทก่ี าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

11-1111-

แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑๗

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๔ : วิชาล้วนชวนตรองตริ เรอ่ื ง ใหข้ ้อคิดพินิจคา่ (๔) เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓

-112- สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหลง่ เรยี นรู้
บทพากยเ์ อราวณั เป็นวรรณคดีที่มีความงามห รือ ขั้นนา หอ้ งสมุด

สุนทรยี ภาพทางวรรณศลิ ปท์ เ่ี ดน่ ชัด ดว้ ยลักษณะการใช้ นักเรียนจานวน ๒ - ๓ คนอาสาตอบคาถามว่า “ลักษณะ สือ่
ภาษา กลวิธีในการประพันธ์ ซ่ึงทาให้ผ้เู รียนอ่านแลว้ เด่นหรือจุดเด่นของบทพากย์เอราวัณทีแ่ ตกต่างจากวรรณคดี ใบงาน “วเิ คราะห์คุณค่าด้านวรรณศลิ ป์”
เห็นภาพ รวมทงั้ เหน็ ความงามทางภาษาในวรรณคดไี ด้ เรอื่ งอน่ื คืออะไร พร้อมให้เหตผุ ล” ภาระงาน/ชน้ิ งาน
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ก ารท าใ บ งาน “วิเคราะห์คุณค่าด้าน
ด้านความรู้ แนวคาตอบ วรรณศลิ ป์”
เ ป็ น วรรณคดี ที่ใช้ เป็นบ ทพา กย์ในก ารแสดง มีการใช้
อธบิ ายเนอ้ื เร่ืองของบทพากย์เอราวัณ ภ า ษา ใ นกา รพรร ณนา คว ามงดงามของตั ว ละ คร แ ตกต่าง การวดั และประเมนิ ผล
ทกั ษะและกระบวนการ จ า ก ว ร ร ณคดี เรื่ อ งอ่ื นท่ี อ าจ ไม่มี ตั วละ ครหรื อ ไม่มี การใช้ แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม
ภาษาในการพรรณนาความงดงามของตัวละคร
วิเคราะหค์ ณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลปจ์ ากเรือ่ งบทพากย์
เอราวณั ขน้ั สอน
ดา้ นคุณลกั ษณะ ๑. นักเรียนร่วมกันอ่านคาประพันธ์ต่อไปน้ีแลว้ ตอบ

มุง่ ม่ันในการทางาน คาถามรายบุคคลว่าค าป ระพั นธ์นี้มีกลวิธีการใช้ภ าษ า

สมรรถนะท่ีตอ้ งการให้เกิดกบั ผเู้ รียน อยา่ งไรบ้าง “ช้างนิรมติ ฤทธแิ รงแข็งขนั เผอื กผ่องผิวพรรณ
๑. การส่อื สาร
๒. การคดิ ขั้นสูง สสี ังข์สะอาดโอฬาร์”
แนวคาตอบ

112

หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๗ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย เร่อื ง ให้ขอ้ คิดพนิ ิจคา่ (๔) ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
-113-
มีการใชภ้ าษาพรรณนาให้เหน็ จนิ ตภาพดา้ นรูปร่างและสขี อง
ชา้ งเอราวัณ มีการใชส้ มั ผัสพยญั ชนะและสมั ผัสสระภายในวรรค

๒. นกั เรียนแบ่งกลุม่ ๔ กลุ่มทาใบงาน “วเิ คราะหค์ ุณค่า
ด้านวรรณศลิ ป์” เพอ่ื รว่ มกันวเิ คราะหค์ ุณคา่ ด้านวรรณศิลป์ท่ี
ปรากฏในบทพากยเ์ อราวัณ โดยสรุปเป็นผังความคิดลงใน
กระดาษพร้อมตกแตง่ ให้สวยงามเพ่ือนาเสนอหน้าชน้ั เรยี น

๔. นักเรียนผู้แทนของแต่ละกลุ่มออ กมานา เส นอ
ก ารวิ เ ค ราะ ห์ คุ ณ ค่ าด้ านว รรณ ศิ ล ป์ ท่ี ป ราก ฏ ใ นบ ท พ าก ย์
เอราวณั

๕. นักเรียนร่วมกันนาผลการวเิ คราะหข์ องแต่ละกลุม่
มารวบรวมแลว้ สรปุ ประเดน็ คุณคา่ ดา้ นวรรณศิลปโ์ ดยนาเสนอ
เปน็ ผงั ความคดิ ของชนั้ เรียนบนกระดาน
ขั้นสรุป

นักเรียนร่วมกันตอบคาถามว่าการทากจิ กรรมในคาบ
เรียน นักเรียนมีวิธีการศึกษาค้นคว้าและใช้ทักษะการคดิ
ในลักษณะใดบ้าง

แนวคาตอบ
ใช้วิธีการคิดวิเคราะห์เพ่ือแยกและสรุปประเด็นด้าน
ความงามหรือสนุ ทรยี ภาพทางภาษาของบทพากย์เอราวัณ

113

ใบงาน
“วิเคราะหค์ ณุ คา่ ดา้ นวรรณศิลป์”

คาช้แี จง ให้นกั เรยี นสรุปแผนผงั ความคิดเรือ่ งการวเิ คราะห์คณุ ค่าดา้ นวรรณศลิ ป์

-111144-

แบบประเมินการทางานกลุ่ม

คาช้ีแจง ให้ครปู ระเมินการทางานกลุม่ ของนกั เรียนตามรายการประเมิน

รายการประเมนิ ระดับคะแนน
๓๒๑
๑. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ กี ารกาหนดบทบาท
๒. การมสี ว่ นร่วม สมาชิกอยา่ งชัดเจน สมาชิกไม่ครบถ้วน หนา้ ท่ี
มีส่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ มสี ว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ มีส่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ
๓. การรบั ฟังและแสดงความ งานกลุม่ งานกลุ่มบ้าง งานกลุ่มน้อยมาก
คดิ เหน็ หรอื ไม่มีส่วนรว่ ม
๔. ความรับผดิ ชอบ รับฟงั และแสดงความคิดเหน็ รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ นื่
อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ นอ้ ยมากหรอื ไม่รับฟงั
อยา่ งสม่าเสมอ เป็นบางครั้ง ความคดิ เหน็ ผู้อน่ื
รับผิดชอบงานทไี่ ดร้ บั รบั ผิดชอบงานทไี่ ด้รบั ไม่รบั ผดิ ชอบงานทไี่ ด้รับ
มอบหมายและเสรจ็ ตามเวลา มอบหมาย แตเ่ สร็จไมท่ นั มอบหมาย
ทก่ี าหนด ตามกาหนด

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนรวม/12) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดบั คะแนน ดี
ร้อยละ ๘๐ – ๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ ๗๐ – ๗๙ ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ ๕๐ – ๖๙
รอ้ ยละ ๐ – ๔๙

11-5115-

แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๑๘

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๔ : วชิ าล้วนชวนตรองตริ เรื่อง ศึกษาตานาน (๑) เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย รายวิชา ภาษาไทย ๖ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๓

-116- สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหลง่ เรยี นรู้
ตานานหมายถงึ เรอื่ งทเ่ี ล่าตอ่ ๆ กันมา ส่วนใหญม่ ัก ข้ันนา ห้องสมุด

มีเรื่องปาฏิหาริย์หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ การศึกษา นักเรยี นอาสาสมัครจานวน ๒ - ๓ คน บอกช่ือตานานท่ี สอ่ื
ตานานจึงช่วยใหผ้ ู้เรียนเพิ่มพูนความรู้เก่ียวกับความ นักเรยี นรูจ้ ักเปน็ รายบคุ คล ๑. ใบความรู้ “ตานาน”
เป็นมาของชนชาติ ประเพณวี ัฒนธรรม หรือเร่ืองราว ๒. ใบงาน “วิเคราะหต์ านาน จินตนาการ
พฤติกรรมทเี่ กย่ี วข้องกับกลมุ่ คน แนวคาตอบ
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ตา น า นแม่นา คพระโขนง ตา น านก่ องข้าวน้อยฆ่าแม่ กับความจริง”
ตา น า น วั น สง ก ร า นต์ ตา น า น พ ญา ก ง พญา พา น ตา นาน
ดา้ นความรู้ เมอื งลบั แล ตานานทา้ วแสนปม ภาระงาน/ชนิ้ งาน

อธบิ ายลกั ษณะของตานาน ข้ันสอน การทาใบงาน “วเิ คราะหต์ านาน
ทักษะและกระบวนการ ๑. นักเรียนแบง่ กลุ่มออกเปน็ ๕ กลุ่ม แล้วร่วมกันทา จินตนาการกบั ความจรงิ ”

วิเคราะห์ขอ้ เทจ็ จรงิ กบั จนิ ตนาการจากตานาน ใบงาน “วเิ คราะหต์ านาน จินตนาการกับความจริง” โดยแตล่ ะ การวัดและประเมนิ ผล
ดา้ นคุณลกั ษณะ กลุม่ จะได้รับใบความรู้ “ตานาน” และให้วิเคราะห์ว่าส่วนใด แบบประเมนิ การทางานกลมุ่
ของใบความรู้ท่ีเป็นเร่ืองจินตนาการหรือเร่ืองเหนอื ธรรมช าติ
ม่งุ ม่ันในการทางาน สว่ นใดเป็นข้อเทจ็ จรงิ หรอื เปน็ สงิ่ ที่มอี ย่จู ริง
สมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กิดกบั ผเู้ รียน ๒. นักเรียนผู้แทนของแต่ละกลุ่มออกมานา เส นอ
การวเิ คราะห์ตานานหน้าชนั้ เรยี น
๑. การสื่อสาร
๒. การคดิ ขนั้ สูง

๓. นักเรียนเขียนร่วมกันสรุปลักษณะของตานานวา่
เป็นอย่างไร แล้วเขียนเป็นประเดน็ บนกระดาน

116

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๔ : วิชาลว้ นชวนตรองตริ แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี ๑๘ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่อื ง ศึกษาตานาน (๑) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี ๓
รายวชิ า ภาษาไทย ๖
-117- ขนั้ สรปุ
นักเรียนร่วมกันตอบคาถามว่าการทากจิ กรรมในคาบ
เรียน นักเรียนมีวิธีการศึกษาค้นคว้าและใช้ทักษะการคิด
ในลักษณะใดบ้าง

แนวคาตอบ
ใ ช้ วิ ธี ก าร คิดวิเคราะ ห์เพ่ือ แยก แยะ และเปรียบเทียบ
ความแตกต่างของตานานกบั ข้อเทจ็ จรงิ ที่ปรากฏให้เหน็ ในปัจจบุ ัน

117


Click to View FlipBook Version