The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan, 2022-08-16 03:13:44

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
Political Development Theory

โดย

รองศาสตราจารย์สทิ ธพิ นั ธ์ พุทธหนุ

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

คานา

แนวคิดเร่ืองการพัฒนาทางการเมืองเพิ่งมีนักวิชาการบุกเบิก
แสวงหาอยา่ งจรงิ จังหลังสงครามโลกคร้ังท่ีสองนี้เอง ก่อนหน้าน้ีมีการศึกษา
กันบ้างในบรรดานักวิชาการตะวันตกเพ่ือที่จะทาความเข้าใจการเมืองของ
ประเทศด้อยพัฒนา ส่วนในแวดวงของนักวิชาการไทยก็เพ่ิงจะเร่ิมต่ืนตัว
ศึกษาแนวคิดว่าด้วยการพัฒนาทางการเมืองท่ีนักวิชาการตะวันตกนาเสนอ
มีหลายท่านที่พยายามนาเอาแนวคิด/ทฤษฎีเหล่านี้มาทาความเข้าใจกับ
การเมืองในประเทศไทย ซ่ึงเป็นประเทศหน่ึงในกลุ่มประเทศกาลังพัฒนา
ตามนยิ ามทีเ่ ป็นทรี่ ับรู้กนั เป็นอย่างดี

หนังสือเล่มนี้ เป็นความพยายามท่ีจะทาความเข้าใจกับแนวคิด/
ทฤษฎีที่เกย่ี วขอ้ งกับการพัฒนาทางการเมืองของนกั วิชาการท่ีได้นาเสนอ ซ่ึง
มอี ยู่คอ่ นข้างจะหลากหลาย แต่ละแนวคิดก็จะมีข้อจากัดในตัวเอง และยังมี
รายละเอยี ดที่จะตอ้ งพิจารณากัน เน่อื งจากในแต่ละสังคมก็ย่อมมีบริบททาง
การเมือง เศรษฐกิจและสังคมท่ีแตกต่างกันไม่มากก็น้อย และปัจจัยเหล่านี้
จะเกี่ยวขอ้ ง มีอิทธพิ ลต่อกนั อยา่ งใกล้ชดิ

ด้วยเหตทุ เี่ นอ้ื หาทเ่ี กีย่ วข้องกับการพัฒนาทางการเมืองจงึ ค่อนข้าง
จะกวา้ งขวาง ผู้เขียนจึงมุง่ ที่จะเร่ิมต้นด้วยการทาความเข้าใจกับท่ีมา ศึกษา
เครื่องมือท่ีนักวิชาการนามาใช้ในการศึกษา นาเสนอแนวคิด/ทฤษฎีท่ี
สาคัญๆ ศึกษาปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและส่งผลกระทบต่อการพัฒนา
การเมือง

ผู้เขียนหวังว่าสาระของหนังสือเล่มน้ีจะเอื้อประโยชน์ต่อการทา
ความเข้าใจการพัฒนาการเมืองไมม่ ากก็นอ้ ย

รองศาสตราจารย์สทิ ธิพันธ์ พุทธหุน

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

สารบัญ

บทท่ี หน้า

1 พฒั นาการเมอื ง: ความเป็นมา วธิ ีการศกึ ษาและแนวการวิเคราะห์ 1

2 พัฒนาการเมือง: หลกั การและความหมาย 35

3 การเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกิจสงั คม 85

4 การสรา้ งความเปน็ ทันสมยั 110

5 ผลกระทบของกระบวนการสรา้ งความทนั สมยั ตอ่ การเมอื ง 127

6 วัฒนธรรมทางการเมอื ง 154

7 การเขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมือง 190

8 การสรา้ งสถาบันทางการเมือง 227

9 การเปล่ียนแปลงทางการเมือง 247

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

บทที่ 1
พฒั นาการเมอื ง: ความเปน็ มา วิธีการศึกษาและแนวการ

วเิ คราะห์

ความเปน็ มาและวธิ กี ารศกึ ษา

การศึกษาพัฒนาการเมืองเพิ่งได้รับความสนใจอย่างจริงจังในช่วง
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เอง จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การเมือง
น้ัน เราจะพบว่า การศึกษาการพัฒนาการเมือง ซึ่งเป็นพัฒนาการทาง
วิชาการของวิชาการเมืองเปรียบเทียบนั้นมีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว
โดยอรสิ โตเติลเป็นปราชญค์ นแรกท่ีใหค้ วามสนใจศึกษาระบอบการปกครอง
ของนครรัฐ โดยพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางสังคมเป็นหลัก โดยที่เขา
ช้ีให้เห็นว่าระบอบการปกครองที่ใช้ได้อย่างเหมาะสมในสังคมหน่ึงอาจใช้
ไม่ได้กับอีกสังคมหนึ่งก็ได้ การปกครองที่ดีในทัศนะของอริสโตเติล คือการ
ปกครองโดยกฎหมายที่มีเหตุผล นอกจากนี้ อริสโตเติลยังได้ตระหนักดีว่า
เสถียรภาพทางการเมืองน้ันหาได้ข้ึนอยู่กับผู้นาไม่ หากแต่จะผูกพันอย่าง
ใกล้ชิดกับสถานภาพทางสังคมของประชาชนในสังคม กล่าวคือระบบ
การเมอื งทม่ี ีเสถยี รภาพมากท่ีสดุ น้นั จะตอ้ งเปน็ ระบบการเมอื งของสังคมทมี่ ี
สมาชิกมีความเท่าเทียมกันในทรัพย์สิน หรือเป็นสังคมของชนชั้นกลาง
นั่นเอง เราจึงนับได้ว่าอริสโตเติลเป็นนักรัฐศาสตร์คนแรกที่ให้แนวทางใน
การศึกษาการเมืองเปรียบเทียบไว้ จนมีนักวิชาการหลายท่านได้ขนานนาม
คาวา่ “บดิ าแห่งการเมอื งเปรยี บเทยี บ”

ในยุคกอ่ นสงครามโลกครัง้ ท่ี 2 นั้นการศึกษาการเมืองเปรียบเทยี บ
ยังขาดหลักเกณฑ์และเป้าหมายที่แน่นอน ส่วนมากจะเป็นการศึกษา
ประวตั ิศาสตร์ ปรชั ญา และกฎหมาย โดยพยายามดึงรายละเอยี ดของระบบ

~ 1~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

การเมืองใดๆ ภายในวงจากัด คือมุ่งที่จะศึกษาเฉพาะรัฐบาลของประเทศ
แถบยุโรปเป็นส่วนใหญ่ และประเทศที่นามาศึกษาก็มีอยู่ไม่กี่ประเทศ เช่น
อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และรัสเซีย ซึ่งนักวิชาการจะเสนอรายละเอียด
เก่ียวกบั รฐั บาลทัง้ สี่ประเทศ แลว้ จะมารวมไวใ้ นเล่มเดียวกัน ในเชิงให้ผู้อ่าน
ไปศกึ ษาเปรยี บเทียบเอาเอง

ต่อมาก็มีการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบในลักษณะที่มองจาก
สถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการ เช่นศึกษารัฐธรรมนูญ รัฐบาล รัฐสภา
ศาล และระบบราชการ การศึกษาสถาบันท่ีเป็นทางการเหล่าน้ีจะเป็น
การศึกษาตัวบทกฎหมายซ่ึงเป็นแม่บทของแบบแผนปฏิบัติ มากกว่าที่จะ
ศกึ ษาพฤตกิ รรมจรงิ ๆ ของสถาบันนัน้ ๆ

นอกจากนี้การศกึ ษาการเมอื งเปรยี บเทียบแบบเดิมน้ันก็ไม่ค่อยให้
ความสนใจกับวิธีการศึกษา อีกท้ังการศึกษาสถาบันทางการเมืองโดย
พจิ ารณาจากตวั บทกฎหมายก็ไม่จาเปน็ จะต้องใช้เทคนิคอะไรมาก

สงั เกตได้ว่าการศึกษาแบบเดิมนั้น นักวิชาการตะวันตกมักจะไม่ให้
ความสาคัญกับประเทศด้อยพัฒนาในเอเชีย อัฟริกาและละตินอเมริกาเลย
พวกนจ้ี ะถือว่าโครงสร้างทางการเมืองของอเมริกา และอังกฤษเป็นแม่แบบ
ของระบบการเมืองทั้งหลาย และยงั เชื่อกันว่าพัฒนาการของระบบการเมือง
ท้ังโลกจะมุ่งไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ระบบการเมืองอ่ืนๆ จึงถูกพวกน้ีดู
หม่ินดูแคลนว่าเป็นระบบการเมือง “นอกคอก” การศึกษาระบบการเมือง
ของประเทศด้อยพัฒนาท้ังหลายจึงต้องตกเป็นภาระของนักประวัติศาสตร์
นักโบราณคดี มิชชันนารี นักการทูตและนกั แสวงหาโชคลาภไป

หลงั จากสงครามโลกครั้งท่ี 2 และมีการตื่นตัวที่จะใช้วิธีการศึกษา
การเมืองเปรียบเทียบอยา่ งเปน็ ระบบย่ิงขึ้น จึงมีบทความโจมตีวิธีการศึกษา
แบบเดิม มุ่งทจ่ี ะใหเ้ น้นศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองเป็นหลัก ซ่ึงความจริง
แล้วก็มีต้นตอของปฏิกิริยาท่ีมีต่อการศึกษาแบบเดิมมาต้ังแต่ทศวรรษที่

~ 2~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

1920 แล้ว นักรัฐศาสตร์เหล่านี้เช่น Charles Merriam และ Harold
Lasswell ได้เรียกร้องให้มีการศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองในแง่ของ
อานาจ

ต่อมาในราวทศวรรษ 1950 แวดวงนักวิชาการสหรัฐอเมริกาเริ่ม
ให้ความสนใจประเทศด้อยพัฒนารวมท้งั ประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเพ่ิม
มากข้ึน ท้ังนี้ Almond กับ Power ได้ต้ังข้อสังเกตไว้ถึงสาเหตุสาคัญๆ 3
ประการ ดังนี้ 1

1. มีประเทศเกิดใหม่ข้ึนมากมายในอัฟริกาและตะวันออกกลาง

ซึ่งมีลักษณะทางการเมืองวัฒนธรรมและสถาบันทางสังคมที่แตกต่างกันไป
ปัจจัยสาคัญคือประเทศเหล่านี้ได้รับเอกราช มีสิทธ์ิโดยชอบธรรมในการ
กาหนดนโยบายของตนเองอย่างเป็นอิสระ ทั้งยังได้เข้าเป็นสมาชิกของ
องค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การประชาชาติ ในฐานะที่เท่าเทียมกับ
ชาติมหาอานาจเดิม โดยมีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกัน จึงเป็นผลให้อานาจการ
ตอ่ รองทางการเมืองของประเทศมหาอานาจกระทบกระเทือนไปดว้ ย

2. อทิ ธพิ ลของประเทศยโุ รปลดลง มหาอานาจอื่นกพ็ ยายามเข้า

ไปแสวงหาอทิ ธิพลในประเทศซงึ่ เคยตกอยูภ่ ายใต้อิทธิพลหรือเคยเป็นอาณา
นคิ มของประเทศในยโุ รปมากข้ึน เนอื่ งจากประเทศเหลา่ นม้ี ที รพั ยากรท่อี ดุ ม
สมบรู ณ์สามารถนามาใช้เปน็ วัตถุดบิ ในการปอ้ นโรงงานอุตสาหกรรมไดด้ ี อีก
ทั้งยงั เป็นแหล่งระบายสินคา้ หรือตลาดขนาดใหญ่ เพราะประชาชนเหล่าน้ัน
มีความตอ้ งการสินค้าอุตสาหกรรมสูง ชาติมหาอานาจเหล่านี้จึงพยายามให้
ทุนอุดหนุนการนักวิชาการเพื่อค้นคว้าและทาความเข้าใจกับโครงสร้างทาง
การเมอื งของประเทศเหล่าน้ันเพ่ิมขึ้น

3. คอมมิวนิสต์กับกลายมาเป็นคู่แข่งท่ีน่ากลัวของการปกครอง

แบบประชาธิปไตยซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นา ความขัดแย้งระหว่าง

~ 3~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

อุดมการณ์ทางการเมืองทั้ง 2 ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างก็ให้
ความสนใจประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย อัฟริกา และละตินอเมริกามากข้ึน
โดยเฉพาะสหรัฐอเมรกิ าซึ่งหว่ งใยวา่ ประเทศเกิดใหม่เหล่านี้จะตกอยู่ภายใต้
อิทธิพลของสหภาพโซเวียต อาจจะเป็นผลเสียต่อแต้มคูทางการเมือง
ระหว่างประเทศของฝ่ายเสรีประชาธปิ ไตย จงึ ไดใ้ ห้การสนบั สนนุ นักวิชาการ
ทางรัฐศาสตรเ์ ขา้ ไปศึกษาคน้ ควา้ แนวทางในการพฒั นาประเทศของประเทศ
เหล่านี้เพ่ิมมากขน้ึ โดยเน้นท่กี ารพัฒนาไปสรู่ ะบบประชาธิปไตยเปน็ เกณฑ์

นอกจากน้ี นักวิชาการยังได้ช้ีให้เห็นถึงสาเหตุเพิ่มเติมอีกว่าเป็น
เพราะ...

4. ปัญหาทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนาเหล่าน้ี

แตกต่างไปจากปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างในยุโรปและ
อเมรกิ า นัน่ คือ ในประเทศทพี่ ฒั นาแล้ว เหตุการณ์ทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นจะ
สามารถเข้าใจได้ มีเหตุมีผล เนื่องจากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ
การเมืองเป็นอย่างดี ในขณะท่ีเหตุการณ์ทางการเมืองท่ีเกิดขึ้นในประเทศ
ดอ้ ยพัฒนานั้นมกั จะไม่สามารถที่จะทานายอะไรได้เลย อาจเกิดการจลาจล
การนองเลอื ด รัฐประหารอาจเกดิ ได้ทุกเมื่อ ฯลฯ จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งท่ีทา
ให้นักวิชาการตะวันตกเริ่มหันมาให้ความสนใจการเมืองในประเทศเหล่าน้ี
มากขึ้น

5. อิทธิพลของพฤติกรรมศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งท่ีสอง

การศึกษาหาความจริงของศาสตรต์ า่ งๆเริ่มหันมาใช้วิธีการเชิงพฤติกรรมมาก
ข้นึ การศึกษาการเมืองแบบเกา่ โดยอาศัยแนวปรัชญาและกฎหมายเริ่มไม่ได้
รับความนิยม นักวิชาการในยุคใหม่มองว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของสรรพ

~ 4~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

ศาสตร์ กล่าวคือมองว่า ทุกศาสตร์ต่างเป็นเร่ืองของความพยายามท่ีจะ
ศึกษาพฤตกิ รรมของมนษุ ย์ เชน่ นิติศาสตร์ จะศึกษาเร่ืองราวท่ีเก่ียวกับการ
กากับควบคุมพฤติกรรมของคนที่อาจจะก่อให้เกิดความเดือดร้อน เสียหาย
กับสังคมส่วนรวม เศรษฐศาสตร์จะศึกษาเรื่องราวท่ีเกี่ยวกับพฤติกรรมการ
จาหนา่ ยจา่ ยแจก การกากบั ควบคมุ ส่งเสริมกระบวนการทางเศรษฐกิจของ
สังคม รัฐศาสตร์ จะศึกษาเรื่องราวท่ีเกี่ยวกับการกระทาหรือกิจกรรมทาง
การเมอื งของคนในรัฐ เป็นต้น และเราจะสามารถเข้าใจความจริงท่ีเกิดขึ้น
ในโลกนี้ได้ เราต้องศึกษาจากพฤติกรรมท่ีเกิดข้ึนจริงในสังคม ดังนั้น
นักวิชาการทางรัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมซึ่งต่างก็มีเป้าหมายที่สาคัญคือ
ตอ้ งการสรา้ งทฤษฎีทางการเมืองท่ีสามารถจะทานายเหตุการณ์ท่ีจะเกิดข้ึน
ในอนาคตโดยมีความถูกต้องแม่นยาสูง จึงหันมาใช้พฤติกรรมศาสตร์เป็น
เครื่องมือ ศึกษาจากพฤติกรรมที่เป็นจริง โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ท่ีสาคัญ
ทางการเมืองที่เรียกว่า การปฏิวัติ จึงเป็นอีกสาเหตุหน่ึงท่ีทาให้นักวิชาการ
ตะวันตกเข้าไปแสวงหาข้อมูลของพฤติกรรมแห่งสถานการณ์การปฏิวัติ ซ่ึง
มักจะเปน็ เหตกุ ารณ์ทางการเมอื งท่เี กดิ ขน้ึ เป็นปกติวิสัยในประเทศเหลา่ นี้

6. ประเด็นเร่ือง “การพัฒนา” (Development) เร่ิมกลายเป็น

กระแสหลักของการศึกษาของศาสตร์ต่างๆในยุคทศวรรษที่ 1960 เช่น
เศรษฐศาสตร์ จะให้ความสนใจกับการศึกษากระบวนการในการพัฒนา
เศรษฐกจิ สงั คมศาสตรห์ ันมาศกึ ษาการพฒั นาชุมชน ศึกษาศาสตร์ ให้ความ
สนใจกับการพัฒนาการศึกษา และรัฐศาสตร์ก็จะให้ความสนใจกับการ
พัฒนาการเมือง ดังนั้น นักวิชาการตะวันตกจึงเข้าไปศึกษาการเมืองใน
ประเทศด้อยพฒั นา เพื่อทีจ่ ะหาแนวทางในการพัฒนาการเมืองของประเทศ
เหลา่ นี้ นัน่ เอง

~ 5~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

สาเหตุเหล่าน้ีจึงทาให้นักรัฐศาสตร์เริ่มค้นคว้าศึกษาการพัฒนา
ทางการเมอื งอย่างจริงจังและเป็นระบบยิ่งขึ้น ศัพท์ต่างๆที่เก่ียวข้องกับการ
พัฒนาทางการเมือง เช่น ความเป็นทันสมัย การพัฒนา การปฏิวัติ การ
ปฏิรูป ได้ปรากฏให้เห็นโดยท่วั ไปในข้อเขียนเกอื บทุกเรือ่ ง

ในทศวรรษที่ 1960 ผลจากการใช้วธิ ีการศกึ ษาใหม่ๆ นามาซึ่งการ
ค้นพบความรู้ใหม่ๆ ในทางการเมืองจึงเป็นสาเหตุให้สมาคมรัฐศาสตร์แห่ง
อเมรกิ าได้ลงมติเห็นพ้องกันให้การเมืองเปรียบเทียบเป็นแขนงหนึ่งของวิชา
รัฐศาสตร์ ต่อมาในปี 1968 วารสารการเมืองเปรียบเทียบเล่มแรกได้ถือ
กาเนิดขึ้น และได้กล่าวถึงสาขาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบเป็น
เสมือน “วฒั นธรรมทกี่ าลังดังเหมอื นพลุแตก” 2

ในช่วงนี้เองท่ีนักรัฐศาสตร์หลายท่านได้แต่กาเนิด เช่น Samuel
P. Huntington, Gabriel Almond, Fred W. Riggs, David E. Apter,
Lucian W. Pye, Danwart A. Rostow, และ Leonard Binder ซ่ึงพวกนี้
มสี ่วนช่วยในการผลักดันให้มีการค้นคว้าปัจจัยต่างๆ ท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายเพ่ือที่จะเข้าใจในปัญหาต่างๆ ของสังคมนั้น
เกิดข้ึนจากผลของความทันสมยั ของบ้านเมือง เช่น ช่องว่างทางสังคม ความ
ตงึ เครยี ดของสงั คม ความขัดแย้ง ความไม่สมหวัง เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้
จะปรากฏอยู่ในแทบทุกสังคม จึงเป็นเหตุให้ประเด็นเก่ียวกับการศึกษาการ
พฒั นาการเมืองกลายเปน็ เรื่องสากลไป

แนวการวเิ คราะห์พฒั นาทางการเมืองในปัจจุบนั
ในช่วงหลังปี 1950 เป็นต้นมานักวิชาการได้นาเอาแนวการ

วิ เ ค ร า ะ ห์ ห ล า ย แ น ว ด้ ว ย กั น ม า ศึ ก ษ า ก า ร พั ฒ น า ก า ร เ มื อ ง แ ล ะ ก า ร
เปล่ียนแปลงทางสังคมในปีนเี้ ราอาจจะสรปุ ได้เป็น 5 วิธีการหรือแนวทางใน
การวเิ คราะห์ดงั น้ี

~ 6~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ก. การวเิ คราะห์ระบบ (System analysis)

ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ร ะ บ บ นี้ เ ป็ น ผ ล ข อ ง ค ว า ม พ ย า ย า ม ข อ ง นั ก
สังคมศาสตร์ท่ีต้องการสร้างความเป็นวิทยาศาสตร์ให้กับปรากฏการณ์ทาง
สังคม โดยมองว่าระบบสังคมมีลกั ษณะหลายประการท่ีเหมือนกับระบบทาง
ชีววิทยา คือมีการนาเข้า (input) มีการผลิตออกมา (output) ภายใน
ระบบเองจะประกอบไปดว้ ยสว่ นต่างๆ ที่ทางานอย่างต่อเน่ือง และเกี่ยวพัน
กันเพ่ือความอยู่รอด ระบบสังคมการเมืองก็เช่นเดียวกันกับระบบร่างกาย
หรอื ส่ิงท่มี ีชีวติ นนั่ ก็คอื จะถูกรบกวนจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ภายนอก ซ่ึงอาจจะ
เป็นผลให้ระบบเสียดุลยภาพได้ ดังนั้น เราเองจึงจาเป็นต้องปรับปรุงตัวเอง
ตลอดเวลา ในลักษณะที่เป็นพลวัตรหรือ Dynamic ระบบท่ีไม่สามารถ
ปรับตวั ได้ ระบบนั้นก็จะสลายไป เชน่ เดียวกันกับเมื่อร่างกายเราไม่สามารถ
สรา้ งภมู ติ า้ นทานสู้กับโรคภัยไขเ้ จ็บได้ ร่างกายก็ตอ้ งตายไป

องคป์ ระกอบทสี่ าคญั ในการวเิ คราะหร์ ะบบ 3
ก่อนที่เราจะศึกษาในรายละเอียดถึงแนวการวิเคราะห์ระบบเรา

จาเป็นจะต้องทาความเข้าใจกับความหมายและแนวความคิดของ
องค์ประกอบทส่ี าคญั ๆ ของระบบการเมืองก่อน ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ระบบการเมอื ง คือ ระบบการใชอ้ านาจในการแจกแจงแบ่งสรร
สิ่งท่ีมีคุณค่าสังคมในระบบการเมืองน้ีจะประกอบไปด้วยหน่วยใหญ่ๆ 3
หน่วยดว้ ยกันคอื

1.1 เจ้าหนา้ ท่ีทางการเมือง (Political Authorities) หมายถึง
รัฐบาลและหน่วยงานราชการทงั้ หลาย

~ 7~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

1.2 ระบอบการเมือง (Political Regime) หมายถึงรูปแบบ
และอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครอง เช่น ประชาธิปไตย เผด็จการ
รฐั บาลทหาร (อานาจนิยม) เปน็ ตน้

1.3 ประชาคมทางการเมือง (Political Community)
หมายถึงกลุ่มคนที่มาอาศัยรวมตัวอยู่ด้วยกันในอาณาเขตใดๆมีความรู้สึก
จงรักภักดีต่อหน่วยในทางการเมืองเดียวกัน เช่น การท่ีคนต่างเช้ือชาติ
ศาสนามาต้ังรกรากอยู่ในประเทศไทย และก็ต่างมีความผูกพันความ
จงรักภักดีต่อชาติ โดยเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไทย รักชาติไทย เป็น
ต้น

2. input หรือส่วนท่ีนาเข้าสู่ระบบ หมายถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็น
ข้อมลู หรือวัตถดุ ิบเพ่อื ก่อให้เกิดการพิจารณากล่ันกรองและตัดสินใจออกมา
เปน็ นโยบาย ซึ่งปจั จยั นาเข้านี้อาจจะแบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

2.1 การเรียกร้อง (Demand) อาจจะเป็นการเรียกร้องเพื่อ
สนองตอบต่อความต้องการในแง่ของรูปธรรม หรือนามธรรมก็ได้ การ
เรียกร้องน้ีอาจจะมีผล หรือไม่มีผลต่อทางการเมืองก็ได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะ
และขนาดของการเรียกร้องเอง เช่น ถ้าคนเดียวเรียกร้องให้รัฐบาลประกัน
ราคาพืชผล รัฐบาลอาจจะไม่รับฟัง หรือรับฟังแต่ไม่สนองตอบก็ได้ แต่คน
จานวนมากมายเรียกร้องในรูปแบบต่างๆ เช่นเดินขบวน โจมตีในหน้า
หนังสือพิมพ์ เพื่อให้รัฐบาลลดราคาค่าโดยสารรถประจาทาง ผลทาง
การเมืองก็อาจจะเกิดข้ึน ก็คือรัฐบาลอาจจะรับฟังโดยใช้เป็นข้อมูลสาคัญ
และดาเนนิ การหาทางแกไ้ ขปญั หาตอ่ ไป

2.2 Support หมายถงึ การที่สมาชิกของสังคมการเมืองให้การ
สนับสนุนระบบตลอดจนการดาเนินการของระบบการเมือง การให้การ
สนับสนุนนี้อาจจะอยู่ในรูปของการแสดงออกให้เห็นว่าอย่างกระจ่างแจ้ง
เชน่ การไปลงคะแนนเสยี ง การเสยี ภาษี หรอื การกระทาในรูปของนามธรรม

~ 8~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

เช่น มีความเช่ือม่ันในระบอบการปกครองของตน จงรักภักดีต่อระบบ เป็น
ตน้ การสนบั สนนุ น้เี ราอาจแยกศึกษาไดเ้ ป็น 3 ส่วนด้วยกันคอื

2.2.1 การสนับสนุนประชาคมทางการเมือง คือสมาชิก
ต่างมคี วามรูส้ ึกผกู พันและจงรักภักดีต่อประชาคมทางการเมืองเดียวกัน ไม่มี
ความแตกแยก หรอื ตอ้ งการที่จะแบ่งแยกดนิ แดน หรือไม่ต้องการจะแยกตน
ออกมาเปน็ อิสระ

2.2.2 การสนับสนนุ ระบอบการเมือง ซึ่งความชอบธรรม
ของระบอบการเมอื งนีข้ นึ้ อยู่กับความสามารถของระบบเองในการที่จะทาให้
สมาชิกยอมรับ เช่น ระบอบประชาธิปไตยมีความสาคัญในแง่ท่ีสมาชิกของ
สังคมต่างกย็ อมรับในกติกา ผู้ที่จะข้ึนสู่อานาจทางการเมืองแบบนี้ได้จะต้อง
ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเช่ือกันว่าเป็นวิธีการท่ีดีที่สุดวิธีหนึ่งในการให้
ได้มาซึ่งผทู้ ีม่ ีความสามารถอนั เปน็ ท่ยี อมรบั กนั

2.2.3 การสนับสนุนผู้ใช้อานาจทางการเมือง หมายถึง
การสนับสนุนผู้ที่เข้าไปทาหน้าท่ีบริหารบ้านเมือง สมาชิกของสังคมจะให้
การสนับสนุนรัฐบาลที่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนได้เท่าน้ัน แม้ว่า
รัฐบาลน้ันจะได้รับการเลือกต้ังมาจากเขาเองก็ตาม ซ่ึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า
ความชอบธรรม หรือระดับของการยอมรับที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั้นสูงขึ้น
หรือต่าลงก็ได้ ท้ังน้ีขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความสามารถในการแก้ไข
ปัญหาของรัฐบาลเอง

จากลักษณะของการสนับสนุนท้ัง 3 ส่วนนี้เราอาจจะพบว่า
ประชาชนที่ไม่สนับสนุนประชาคมทางการเมืองแล้วจะไม่สนับสนุนระบอบ
การเมือง และผู้มีอานาจในทางการเมืองของสังคมนั้นด้วย กล่าวคือ พวก
กบฏแบ่งแยกดนิ แดนก็ย่อมท่จี ะไมใ่ หก้ ารส่งเสริมสนับสนุนระบอบการเมือง
การปกครอง ตลอดจนรัฐบาลของประเทศน้ัน และประชาชนที่ไม่สนับสนุน
ร ะ บ อ บ ก า ร เ มื อ ง ก็ ย อ ม ที่ จ ะ ไ ม่ ส นั บ ส นุ น รั ฐ บ า ล ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ น้ั น ด้ ว ย

~ 9~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

เช่นเดียวกัน น่ันคือ พวกท่ีไม่เห็นด้วยกับเผด็จการอานาจนิยมก็ย่อมไม่ให้
การสนับสนุนรัฐบาลทหารด้วย แต่รัฐบาลทหารเองก็อาจจะสร้างการ
ยอมรับได้เหมือนกัน ด้วยการพิสูจน์ว่าตนเองสามารถแก้ไขปัญหาของชาติ
และประชาชนใหล้ ุลว่ งไปไดด้ ว้ ยดี

3. output หรือผลผลติ ของระบบการเมอื ง ในทีน่ ี้ หมายถึง คาส่งั
ระเบียบ กฎหมายต่างๆ ซึ่งสาเหตุของการเกิด output อาจสรุปได้ 2
ประการคอื

3.1 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายในและ
ภายนอกของระบบการเมือง เช่น มภี าวะเงนิ เฟอ้ อัตราวา่ งงานสงู เศรษฐกิจ
ตกต่า เหล่านี้จะมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบการเมือง กล่าวคือประชาชน
เพิ่มข้อเรียกร้องต่อระบบมากขึ้น เช่น กรรมกรเรียกร้องให้รัฐบาลกาหนด
อตั ราคา่ จ้างขน้ั ตา่ เพ่ิมมากข้ึน ชาวนาชาวไร่เรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคา
พืชผลเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดความตึงเครียดต่อระบบ
การเมืองนั้นเพ่ิมมากข้ึน ระบบการเมืองจาเป็นต้องแก้ไขความตึงเครียด
เหล่านโี้ ดยการออกนโยบายหรอื กฎระเบยี บใดๆ เชน่ กฎหมายกาหนดอัตรา
ค่าแรงขั้นต่าเพิ่มขึ้นจากวันละ 300 บาทเป็นวันละ 400 บาทตามท่ี
กรรมการโดยรอ้ ง หรือตราพระราชบญั ญตั ิประกันราคาข้าวเกวียนละ 8,000
บาท เป็นต้น ท้ังน้ี output ที่ออกมาก็เพ่ือลดระดับของข้อเรียกร้อง และ
เพ่ือเพ่ิม support ให้มากขึ้น ท้ังน้ี เพ่ือความอยู่รอดของระบบการเมือง
น่ันเอง

3.2 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในระบบการเมืองเอง ซ่ึง
output ประเภทจะมผี ลตอ่ ทงั้ ระบบการเมอื งและส่งิ แวดลอ้ มของระบบดว้ ย
เช่น สมาชิกรัฐสภาลงคะแนนเสียงกันและมีมติโดยเสียงเอกฉันท์ให้แก้ไข
รัฐธรรมนูญ โดยให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกต้ังจากประชาชน หรือ

~ 10 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

คณะรัฐมนตรีมีมติให้ขึ้นค่าน้าประปา ไฟฟ้า ค่าโดยสารรถประจาทาง เป็น
ต้น

สังเกตได้ว่า output เหล่าน้ีเป็นผลมาจากการร้องของผู้นาทาง
การเมืองซง่ึ อยูภ่ ายในระบบการเมืองเอง หรือหวังที่จะให้เกิดประสิทธิภาพ
ในการแจกแจงสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมในลักษณะนี้จะเสี่ยงต่อการท้าทาย
จากประชาชนไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นจะรวมตัวกันเรียกร้องให้ระบบการเมือง
เปลี่ยนแปลงหรือปรบั ปรงุ output หรือนา output มาพิจารณาใหมเ่ พอื่ ลด
ความเดือดร้อนของพวกเขาลง

กระบวนการทางานของระบบการเมืองน้ีเราอาจจะเป็นได้เป็น
ภาพอย่างงา่ ยๆ ดงั ต่อไปน้ี 4

INPUTS OUTPUTS

Demand นโยบาย
สภาพแวดล้อม
ระบบการเมอื ง
Support
กฎ ระเบียบ

Feedback

4. Feedback หรือการส่งข่าวสารกลับสู่ระบบการเมืองเพ่ือแจ้ง
วา่ output ท่ีออกไปมผี ลตามมาเป็นอยา่ งไรบา้ ง สภาพเงนิ เฟอ้ ลดลงหรือไม่

~ 11 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

อย่างไร การประกาศข้ึนคา่ นา้ ประปา กอ่ ใหเ้ กิดปฏิกริ ยิ าจากบคุ คลหรือกลุ่ม
บุคคลใด มากน้อยเพียงใด ขนาดใด ซ่ึงข่าวสารจาพวกน้ีมีความสาคัญต่อ
ความอยู่รอดของระบบการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งระบบการเมืองจาเป็น
จะต้องนามาพิจารณาเพื่อที่จะประเมินผลของ output และความสามารถ
ในการแกไ้ ขปัญหา ตลอดจนการยอมรบั ท่ีประชาชนมตี ่อระบบการเมอื งด้วย
ถ้าพบว่า output ที่ออกไปนั้นไม่สามารถท่ีจะสนองตอบต่อความต้องการ
หรือข้อเรียกร้องของคนกลุ่มใหญ่ได้ รัฐบาลจาเป็นต้องแก้ไขให้ทันท่วงที
ทงั้ นกี้ ็เพื่อรกั ษาระดบั ของการสนบั สนนุ ไว้ไม่ใหต้ กตา่ จนทาให้เกิดสภาพของ
การไรเ้ สถยี รภาพทางการเมืองขน้ึ มาได้

สรุป
การวิเคราะห์ระบบนี้เป็นแนวการศึกษาวิเคราะห์ระบบการเมือง

แบบของกว้างๆ เราสามารถเห็นสภาพโครงสร้างตลอดจนการดาเนินงาน
พ้ืนๆ ของระบอบการเมือง การเคลื่อนไหวปรับตัวเพ่ือความอยู่รอดของ
ระบบ ความสามารถในการทานายเหตุการณ์ทางการเมอื งได้โดยไม่ยากมาก
นกั กค็ อื ศกึ ษา input และ output ก็เพียงพอแลว้

ในขณะเดียวกันการวิเคราะห์ระบบน้กี อ็ าจถกู โจมตีมากเหมือนกัน
ว่าเป็นการวิเคราะห์เชิงอนรุ กั ษก์ ล่าวคือถงึ ความอยูร่ อดของระบบเพียงอย่าง
เดียว ไม่ได้ให้รายละเอียด หรือขั้นตอนในการตัดสินใจของระบบเอง ไม่ให้
ความสาคัญกับค่านยิ ม ตลอดจนวัฒนธรรมทางการเมืองของแต่ละสังคมซ่ึง
มีผลต่อพฤติกรรมทางการเมืองของสมาชิกของสังคมน้ันๆ ซ่ึงต่อมา
Almond & Powell ไดพ้ ยายามปิดช่องว่างเหล่าน้ีพัฒนาแนวการวิเคราะห์
ระบบให้ก้าวไปด้วยครอบคลุมเร่ืองราวของการเปล่ียนแปลงทางการเมือง
มากข้ึนและสมบูรณ์ย่ิงขึ้น แนวการวิเคราะห์ของ Almond & Powell เป็น

~ 12 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

ท่รี จู้ กั วา่ เป็นการวิเคราะห์หนา้ ท่ี (Functional Analysis) หรอื บางทีเรียกว่า
การวเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งหนา้ ท่ี (Structural Functional Analysis)

ข. แนวการวิเคราะหห์ นา้ ท่ี 5
การวิเคราะห์หน้าที่ของระบบการเมืองน้ีเป็นวิธีการศึกษาโดย

อาศยั กจิ กรรมหรอื หนา้ ทีข่ องระบบเปน็ เกณฑ์ ท้ังน้ี Almond & Powell ได้
สรุปวา่ ในระบบการเมืองแต่ละระบบประกอบด้วย

1. โครงสร้างทางการเมือง (Political Structure) ซึ่งหมายถึง
แบบแผนของกิจกรรมทก่ี ระทากันอย่างสม่าเสมอโดยที่ผู้กระทากิจกรรมจะ
มีบทบาทตา่ งๆ แตกต่างกันออกไป เมื่อรวมเอาบทบาทของกิจกรรมเหล่านี้
เข้าด้วยกัน เราก็จะได้เป็นโครงสร้างของสิ่งนั้น เช่น โครงสร้างของรัฐสภา
ประกอบด้วยประธานสภา รองประธาน เลขาธิการ และสมาชิกรัฐสภา ซึ่ง
แต่ละคนต่างก็มีบทบาทแตกต่างกันไป เมื่อรวมเอาบทบาทของ
ส่วนประกอบหมด บทบาทของประธาน บทบาทของรองประธาน บทบาท
ของเลขาธิการ บทบาทของสมาชิกทุกคนเข้าด้วยกัน เราก็จะได้เป็น
โครงสร้างของรฐั สภา น่นั เอง

2. หน้าที่ (Function) ซ่งึ ทกุ ระบบจะทาหน้าท่ีเหมือนๆ กันไม่ว่า
โครงสรา้ งทางการเมืองของแตล่ ะระบบอาจจะไมเ่ หมอื นกันก็ตาม โครงสรา้ ง
ทางการเมอื งแต่ละอยา่ งในระบบจะทาหนา้ ท่หี ลายประการกลา่ วคอื ไม่ว่าจะ
เป็นระบบประชาธิปไตย หรือเผด็จการเบ็ดเสร็จ ระบบการเมืองจะต้องทา
หน้าที่ในการออกกฎหมายหรือสร้าง output เพื่อตอบโต้ต่อข้อเรียกร้อง
ต่างๆ ที่เกิดข้ึน แม้โครงสร้างทางการเมืองในสังคมประชาธิปไตยซึ่งจะ
แตกต่างไปจากโครงสร้างทางการเมืองของสังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จ สังคม

~ 13 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ประชาธิปไตยนั้นอาจจะยินยอมให้มีกลุ่มการเมืองพรรคการเมืองเกิดข้ึนได้
อย่างเป็นอิสระ แต่ในสังคมเผด็จการเบ็ดเสร็จอาจจะยินยอมให้องค์การ
ทางการเมืองเกิดข้ึนได้ แต่ทั้งนั้น ต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติ หรืออยู่ในการ
ควบคมุ จากส่วนกลาง หรือผ้ทู มี่ อี านาจในทางการเมอื ง องค์กรทางการเมือง
เชน่ พรรคการเมืองจะทาหน้าที่หลายๆประการในขณะเดียวกัน เช่น ส่งคน
สมัครเขา้ รบั การเลอื กต้งั เพอื่ หวังท่จี ะนานโยบายของพรรคไปปฏบิ ัตใิ นฐานะ
ที่เป็นรัฐบาลถ้าพรรคตนได้เสียงข้างมากในสภา และยังทาหน้าที่ในการให้
การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชน ให้ข้อเท็จจริงข่าวสารต่างๆ เพ่ือให้
ประชาชนไดท้ ราบถึงการดาเนนิ งานของรัฐบาล เปน็ ต้น

สรุปได้ว่าการที่ระบบการเมืองใดๆ อันประกอบไปด้วยโครงสร้าง
ต่างๆ ซึ่งถ้าโครงสร้างเหล่าน้ีทาหน้าท่ีได้อย่างมีประสิทธิภาพก็จะทาให้
ระบบการเมืองนน้ั สามารถท่ีจะอย่รู อดต่อไปได้ หน้าท่ที ีส่ าคญั ทีร่ ่วมกันเมือง
ทกุ ระบบจะต้องกระทาเหมือนๆ กันเพื่อความอยู่รอดระบบการเมืองเองน้ัน
ได้สรุปไวเ้ ปน็ 4 ประการ 6

1. ดารงไว้ซ่ึงแบบแผนเดมิ ของระบบ ซึง่ อาจกระทาได้โดยที่
1.1 ค่านิยมหลักๆ ของระบบจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่าง

ตอ่ เน่ือง
1.2 มีกระบวนการควบคมุ กาหนดโทษตอ่ การละเมิดค่านยิ มท่ี

กาหนด
1.3 มีกระบวนการในความพยายามท่ีจะปกป้องความตึง

เครียดทางสังคมไม่ให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นน้อยที่สุด อันเกิดจากพัฒนาการ
ของสถานการณ์ต่างๆซง่ึ อาจจะนาไปสู่การละเมิดค่านยิ มหลกั มากข้ึน

2. การทาให้บรรลุสู่เป้าหมาย (Goal Attainment) เป้าหมายท่ี
สาคญั ของระบบ ก็คือการท่ีระบบสามารถดารงตัวเองอยู่ได้

~ 14 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

3. การปรับตัวเอง (Adaptation) หมายถึงการที่ระบบสามารถ
ดารงอยู่ได้น้ัน ระบบจะต้องปรับปรุงหน้าท่ี ตลอดจนโครงสร้างต่างๆ อยู่
เสมอ เพ่ือท่ีจะนาเอาทรัพยากรและสิ่งท่ีมีคุณค่าในสังคมมาก่อให้เกิด
ประสิทธภิ าพในการสนองตอบต่อข้อเรียกร้องตา่ งๆท่ีเขา้ สู่ระบบได้

4. บูรณภาพ (Integration) เมอ่ื สงั คมพฒั นาก้าวหนา้ ไปจะมผี ลให้
โครงสร้าง บทบาทและหน้าท่ีในระบบขยายตัวเพ่ิมมากขึ้น มีความ
สลับซับซ้อนเพ่ิมมากขึ้น การสนองตอบของระบบบางครั้งอาจจะนาไปสู่
ความไม่พอใจของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดๆ ซ่ึงอาจเป็นผลจากการทา
หน้าที่ของส่วนใดส่วนหน่ึงของระบบและอาจจะเป็นผลให้ระบบขาดบูรณ
ภาพได้ หนา้ ที่สาคัญประการหนึ่งของระบบจึงต้องสร้างบูรณภาพให้เกิดข้ึน
และลดความตงึ เครียดในระบบให้ได้

ส่วน Almond กับ Powell ได้แบ่งหน้าที่และกิจกรรมของ
โครงสร้างของระบบ การวิเคราะห์ความอยู่รอดของระบบออกได้เป็น 3
ลักษณะต่อไปน้ี 7

1. หนา้ ท่ที ่ัวๆ ไปของระบบในการโต้ตอบต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก
ซึ่งอาจจัดได้ว่าเป็น “ความสามารถ” (Capability) ระบบ และ
ความสามารถของระบบนี้ เราสามารถที่จะวิเคราะห์ได้จากรูปแบบต่างๆ
ของ input และ output ของระบบเอง ลักษณะของหน้าท่ีของระบบในแง่
ของความสามารถ ได้แก่

1.1 การควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมหรือ
(Regulation) อาจอยู่ในรูปแบบต่างๆหรืออาจจะกระทบต่อพฤติกรรมและ
ความสัมพันธ์ของบุคคลในแง่ต่างๆ กัน ในการดูลักษณะการดาเนินการ
ควบคมุ พฤตกิ รรมน้ี เราจะต้องพจิ ารณาว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดท่ีสมควร

~ 15 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

จะต้องถูกควบคุม จะควบคุมในด้านใดและควรจะดาเนินการบ่อยหรือมาก
น้อยเพียงใด เช่น ในระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกามีการกาหนดกฎเกณฑ์
วิถีชีวิตในทางเศรษฐกิจหลายอย่าง มีการคุ้มครองผู้บริโภคโดยการออก
กฎหมายป้องกันการผูกขาด ปกป้องนักธุรกิจให้รอดพ้นจากการถูกล่อลวง
เป็นต้น ส่วนในทางสังคมรัฐบาลอาจจะเข้าไปควบคุมในหลายเร่ือง เช่น
การจราจร ปกครองทรัพย์สินของประชาชน สรุปว่าข้อใดที่กล่าวได้ว่าเป็น
เรือ่ งสาธารณะ รฐั บาลจะตอ้ งเขา้ ไปเกีย่ วขอ้ งอยู่ด้วย

1.2 การดึงทรัพยากรและสรรพกาลังมาใช้ (Extraction)
หมายถึงความสามารถของรัฐบาลในการนาเอาทรพั ยากร วตั ถุดิบและมนุษย์
มาใช้เพื่อให้เป้าหมายต่างๆ ของสังคมลุล่วงไปด้วยดี ความสามารถของ
ระบบในแง่น้ีอาจจะดูได้จากจานวนทรัพยากรที่รัฐบาลได้รับในระดับต่างๆ
ของสงั คม ความเต็มใจของราษฎรท่ีจะหยิบย่ืนทรัพยากรเหล่าน้ีให้รัฐภายใต้
สถานการณ์ทีแ่ ตกตา่ งกัน บุคคลกลุ่มใดท่หี ยิบยนื่ ให้ ฯลฯ

1.3 การจัดสรรทรัพยากรหรือส่ิงท่ีมีคุณค่าในสังคม
(Distribution) หมายถึง ความสามารถของระบบในการแจกแจงสินค้าและ
บริการ ชอ่ื เสยี ง ฐานะและโอกาสต่างๆ ใหก้ บั บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคม
ในการวัดความสามารถของระบบในแง่นี้อาจกระทาได้โดยพิจารณา จาก
ปรมิ าณและความสาคัญของสิ่งที่นาไปแจกจ่าย จะจ่ายอะไรและให้แก่กลุ่ม
ใด เช่น รัฐบาลอาจจะต้ังงบประมาณเพ่ือสนองตอบต่อความต้องการในแง่
ของวัตถุวิสัยต่อบคุ คลในสงั คม เช่น เพ่มิ สวสั ดกิ าร เพม่ิ งบประมาณทางด้าน
การแพทย์ ทางด้านถนนหนทางเปน็ ตน้ กลมุ่ ที่ได้ประโยชน์จากการแจกแจง
แบง่ สรรทรัพยากรเหลา่ นอี้ าจจะเปน็ กล่มุ คนจากหลากหลายอาชีพเช่น กลุ่ม
ชาวนาชาวไร่ กลุ่มศาสนา ฯลฯ ระบบการเมืองที่มีความสามารถในการ
จดั การทรัพยากรใดมากคือระบบการเมืองที่ต้ังงบประมาณใช้จ่ายมาก และ

~ 16 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

บุคคลและกลุ่มบุคคลท่ีได้ประโยชน์มีเพิ่มมากขึ้นก็คือประชาชน ท้ังในแง่
ของกลมุ่ และจานวนประชากร น่นั เอง

ถ้าพิจารณาจากความสามารถของระบบโดยมองจากหน้าท่ีต่างๆ
ท่ัวไป 3 ประการข้างต้น เราจะพบว่าบางระบบทาหน้าที่หลักทางด้านการ
ควบคมุ พฤตกิ รรมของสมาชิก และก็ดึงทรัพยากรมาใช้เพื่อให้เป้าหมายของ
ระบบบรรลผุ ล เชน่ ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จจะไม่ยินยอมให้มีการเรียกร้อง
เกิดข้ึนในสังคม และไม่แยแสต่อข้อเรียกร้องท่ีมาจากสภาพแวดล้อม
ภายนอก ขณะเดียวกัน ระบบน้ีจะกาหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เพ่ือควบคุม
พฤติกรรมของบรรดาสมาชิก รวมทั้งพยายามท่ีจะดึงทรัพยากรจากสมาชิก
ให้มากที่สุด ซึ่งระบอบคอมมิวนิสต์มีความสามารถในการแจกแจงสูง
ในขณะท่ีความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมและความสามารถในการ
ทรพั ยากรมาใชร้ ะดบั ท่ีไล่เลีย่ กัน

2. หนา้ ท่ขี องระบบในการเปลย่ี น input ใหเ้ ปน็ output เรียกว่า
conversion processes ซึ่งหมายถึง การที่ระบบเปลี่ยนข้อเรียกร้องและ
การสนับสนุนให้อยู่ในรูปของกฎนโยบายอันจะนาไปสู่การปฏิบัติต่อไป
conversion processes ของระบบการเมืองใดๆ อาจนามาวิเคราะห์
เปรียบเทียบกับของอีกระบบการเมืองหนึ่งได้ โดยพิจารณาจากหน้าที่ของ
กระบวนการนี้ ซึง่ อาจแบ่งไดด้ งั ตอ่ ไปนี้

2.1 การแสดงออกซึ่งผลประโยชน์ (interest articulation)
หมายถึงการที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคมเรียกร้องต่อระบบการเมืองให้
ดาเนินการใดๆ ในแนวทางที่ตนเองปรารถนา และการเรียกร้องนี้อาจจะ
กระทาได้หลายวิธี เช่น การเดินขบวน การออกแถลงการณ์ผ่านส่ือมวลชน
และการดาเนนิ การผ่านผู้แทนราษฎร เป็นต้น และฐานของการเรียกร้องจะ

~ 17 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

อยู่ในหลายรูปแบบ เช่นกัน เช่น สหภาพแรงงาน กลุ่มผลประโยชน์ พรรค
การเมือง สหกรณ์ ชมรมต่างๆ เป็นต้น

2.2 การรวบรวมผลประโยชน์ (interest aggregation)
หมายถึงการเปล่ียนข้อเรียกร้องที่มีอยู่หลากหลายอันเกิดจากกลุ่มต่างๆใน
สังคมให้อยู่ในรูปของร่างนโยบายที่มีลักษณะกะทัดรัด เช่น การที่พรรค
การเมืองตอ่ รองขอ้ เรียกรอ้ งจากสหภาพแรงงาน กลุ่มผลประโยชน์ สหกรณ์
กลุ่มอาชพี ตา่ งๆแลว้ มาตอ่ รองประนีประนอมกันในระหว่างผลประโยชน์ที่มี
ความขัดแย้งกันอยู่ ออกมาในรูปของข้อสรุปร่างนโยบาย พร้อมท่ีจะเสนอ
ต่อรัฐบาลใหพ้ จิ ารณาตอ่ ไป

2.3 การสร้างกฎกาหนดนโยบาย (rule making) หมายถึง
การตัดสินใจใดๆ อาจจะอยู่ในรูปของกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราช
กาหนด พระราชกฤษฎีกา โครงสร้างของระบบการเมืองท่ีทาหน้าท่ีในการ
ออกกฎกาหนดนโยบายนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม เช่น สังคมแบบ
ดัง้ เดิมโครงสร้างท่ีทาหน้าท่ีน้ียังไม่ได้แบ่งแยกออกมาเห็นชัด โดยรวมยังคง
รวมอยู่กับโครงสร้างอื่นๆ เช่น ผู้นาหรือหัวหน้าเผ่าสามารถที่จะออก
กฎเกณฑ์ใดๆ รวมทั้งทาหน้าที่อ่ืนๆ ในสังคมด้วย ส่วนในสังคมสมัยใหม่นั้น
โครงสร้างในการกาหนดกฎหมายและนโยบายแยกออกมาให้เห็นอย่าง
ชัดเจน และโครงสร้าง ตลอดจนกระบวนการต่างๆ ก็เป็นท่ียอมรับใน
ความชอบธรรมของประชาชนในสังคมอกี ดว้ ย

2.4 การนานโยบายมาปฏิบัติและบังคับใช้กฎหมาย (policy
implication and rule enforcement)หมายถึง กระบวนการท่ีระบบ
การเมืองนาเอา output ไปควบคุมพฤติกรรมของบรรดาสมาชิก ดึง
ทรัพยากรมาใช้ หรือเพื่อจัดสรรทรัพยากรใดๆ เพื่อสนองตอบสนองต่อข้อ
เรียกร้องที่เกิดข้ึนในระบบการเมืองน้ันๆ ในสังคมด้ังเดิมท่ีโครงสร้างของ

~ 18 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

ระบบยงั ไม่ซบั ซ้อน ผ้นู าอาจดาเนินการด้วยตนเอง ผู้นาในสังคมท่ีทันสมัยมี
โครงสร้างที่ซับซ้อนมากขึ้น การนานโยบายมาปฏิบัติและการบังคับใช้
กฎหมายอาจจะกระทาได้โดยผ่านระบบราชการ ซ่ึงในแต่ระบบ ลักษณะ
ของระบบราชการกย็ ่อมท่ีจะมีรูปแบบและความซับซ้อนแตกต่างกันออกไป
ด้วย 8

2.5 การปรับใช้และการตีความกฎหมาย (rule
adjudification) นโยบายพฤติกรรมใดๆ ของบรรดาสมาชิกของสังคมอาจ
เป็นที่โต้แย้ง หรืออาจละเมิดตอ่ กฎหมาย เช่น การขับรถแซงกันแล้วเกิดชน
กัน ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าตนเองถูก อีกฝ่ายผิดเพราะไปละเมิดกฎจราจร
หน้าท่ีในการตีความจึงต้องอยู่ที่โครงสร้างที่เกี่ยวข้องคือ ศาลสถิตยุติธรรม
ในบางกรณีการตัดสนิ ตีความจะดาเนนิ การกนั เองภายในระบบย่อยก็ได้ เช่น
อาจารย์ในมหาวิทยาลัยกระทาผิด ถูกร้องเรียน มหาวิทยาลัยอาจต้ัง
คณะกรรมการสอบขอ้ เทจ็ จริง หากพบว่าผดิ จริงก็อาจต้งั คณะกรรมการสอบ
วนิ ัยเพอื่ ลงโทษตอ่ ไป

3. หน้าที่ของระบบในการรักษาไว้และการปรับปรุงระบบเอง
(system maintenance and adaptation function) ในโครงสร้างของ
ระบบการเมืองทท่ี นั สมัยซงึ่ มลี กั ษณะซบั ซ้อนสูง ยอ่ มจะมหี น้าทีแ่ ละบทบาท
ต่างๆ มากมาย เช่น นายกรัฐมนตรี ผู้นาสหภาพแรงงาน กรรมกร ทหาร
ไปรษณีย์ บุคคลในอาชีพต่างๆ เป็นต้น ผู้ที่จะเข้ามาสรวมบทบาทและทา
หน้าท่ใี นโครงสร้างทเ่ี กดิ ขน้ึ และขยายออก เพิ่มความซับซ้อนมากข้ึนอันเป็น
ผลมาจากความทนั สมยั นน้ั จึงจาเปน็ ต้องสรรหาและให้การอบรมหรือเข้าใจ
ในบทบาทหน้าท่ีของตนเองเพื่อเป้าหมายหลักก็คือ การบารุงรักษาและ
กระบวนการปรับปรุงให้สามารถดาเนินงานต่อไปอย่างต่อเน่ือง น่ันคือ มี
กระบวนการสรรหาและการอบรมเรียนรู้ เป็นการเตรียมคนให้ก้าวสู่
การเมอื งอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

~ 19 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

นอกจากระบบการเมืองจะต้องสรรหาและให้การอบรมเรียนรู้แก่
สมาชิกเพื่อการบารุงรักษาและปรับปรุงระบบเองแล้ว จะต้องมีระบบการ
ส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ เพราะสมรรถภาพของระบบในการแก้ไขปัญหาที่
เกิดขึ้นจากการเรียกร้อง การเพ่ิมระดับของการสนับสนุนให้สูงข้ึนนั้น อยู่ท่ี
การตัดสินใจท่ีถูกต้อง การตัดสอนใจของระบบนั้นจะต้องอาศัยข้อมูลจาก
ข่าวสารที่หลั่งไหลจากสภาพแวดล้อมของระบบการเมืองเองนอกจากน้ี
ระบบส่ือสารยังได้ให้ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ในรูปของ Feedback ระบบ
สามารถตรวจสอบปฏกิ ริ ิยาท่ีเกิดขึ้นจากการตัดสินใจใดๆ ด้วย เช่น รัฐบาล
ออกกฎหมายกาหนดค่าแรงขั้นต่าของกรรมกรเป็นวันละ 300 บาท
ปฏิกิริยารัฐบาลอาจจะได้รับอยู่ในรูปของข่าวสารว่า ประชาชนสนับสนุน
มากนอ้ ยเพียงใด มกี ลุม่ ไหนที่คดั คา้ น กลุ่มใดท่สี นับสนุน เป็นต้น 9
ความสัมพันธ์ระหว่างระบบการเมืองกับหน้าที่ของระบบอาจจะสรุปได้
ดงั ต่อไปน้ี 10

~ 20 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

สงั คม ข.

สังคม ก. Input/output

ระหว่างสงั คม

สงิ่ แวดลอ้ มภายในสังคม

หน้าทแี่ ละระบบ

Socialization, Recruitment, Communication

หน้าท่ใี นแงก่ ระบวนการของระบบ

Inputs outputs outcomes

การรวบรวม การแสดงออกซึ่ง การสร้างกฎ การนา

ผลประโยชน์ ผลประโยชน์ กาหนดนโยบาย นโยบายไป

ปฏบิ ตั แิ ละตคี วาม

Feedback

ค. แนวการวเิ คราะหเ์ ชิงพฤติกรรม
แนวการวิเคราะห์แบบนี้เป็นแบบ Systematic และ Empirical

มีลักษณะของความเป็นระบบ และศึกษาจากข้อมูลท่ีเกิดข้ึนจริง ส่ิงที่
นักวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมต้องการตอบก็คือระบบการเมืองที่ดีท่ีสุดสาหรับ
สมาชกิ ทกุ คนเปน็ ยังไง ในการนเี้ ราจะต้องให้คาจากัดความของคาว่า ระบบ
การเมืองที่ดีเสียก่อน และก็เป็นท่ียอมรับกันในทุกสังคมแล้วว่าระบบ
การเมืองท่ีดีนั้น ก็คือระบบการเมืองที่สามารถสนองตอบต่อความต้องการ

~ 21 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ของสมาชิกของสงั คมโดยทั่วไปไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ในการที่เราจะทราบ
ว่าประชาชนตอ้ งการอะไร เราไม่สามารถที่จะทราบได้จากการนั่งอยู่ในห้อง
ปรับอากาศ แล้วก็จินตนาการเอาเอง แต่เราอาจทราบได้โดยวิธีการสังเกต
และการศึกษาจากข้อเท็จจริงจากปรากฏการณ์ท่ีเกิดขึ้นในสังคม มิฉะน้ัน
นโยบายต่างๆ ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจของผู้มีอานาจทางการเมืองใน
ระบบอาจจะออกมารับใช้ หรือเป็นเครื่องมือของคนบางคนบางกลุ่มในการ
แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนไป ฉะน้ัน ในการท่ีเราจะพัฒนาระบบการ
เมืองไทยให้เป็นระบบที่ดี สามารถดารงอยู่ได้และสามารถที่จะดาเนินการ
อยา่ งมีประสิทธภิ าพได้ เราตอ้ งศึกษาอะไรเป็นปจั จยั ทสี่ าคญั ในการทีจ่ ะช่วย
ให้เกิดเสถียรภาพ ซ่ึงในการศึกษา เราจาเป็นต้องอาศัยวิธีการเชิงประจักษ์
นนั่ เอง

บทบาทท่สี าคัญของแนวการวเิ คราะห์เชิงพฤติกรรม 11

1. ชว่ ยทาใหก้ ารศึกษารัฐศาสตรม์ ีขอบเขตทเี่ ด่นชัดเน่ืองจากเป็น

การศึกษาโดยวิธสี ารวจขอ้ มูล เช่นในการศึกษาพฤติกรรมการเลือกต้ังซึ่งถือ
วา่ เป็นพฤติกรรมทางการเมอื งทสี่ าคัญอยา่ งหนึง่ กจ็ ะตอ้ งมกี ารหานิยามของ
คาว่าอะไรคือการเมือง อะไรไม่ใช่ อะไรคือการเลือกต้ัง อะไรไม่ใช่ ข้อมูล
ต่างๆ ถ้าเกี่ยวข้องกับเร่ืองใดท่ีให้นิยามไว้ก็จะถูกนามาใช้ ส่วนข้อมูลท่ีไม่
เกี่ยวข้องก็จะถกู ละเลยเปน็ ต้น

2. นอกจากจะนาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา
แล้วนักพฤติกรรมศาสตร์จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลแต่ละชนิดเสียก่อนว่าจะ
สามารถนามาใช้ได้เพียงใด ข้อมูลบางชนิดอาจเป็นที่ยอมรับในนักวิชาการ
บางกลุ่มเท่าน้ัน เช่น ในเร่ืองอานาจ แม้นักวิชาการจะตกลงกันได้เป็นส่วน
ใหญ่ในความหมาย แต่ข้อมูลอ่ืนๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับตัวอานาจเอง เช่น

~ 22 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

องค์ประกอบของอานาจ มาตรการในการวัดอานาจ ต่างก็ไม่สามารถเห็น
พอ้ งตอ้ งกันได้ทง้ั หมด

สว่ นขอ้ มลู อนื่ ทเี่ ก่ียวข้อง เชน่ ประชาธปิ ไตยเอง ซ่ึงแต่ละประเทศ
ต่างก็อ้างว่าเป็นอุดมการณ์แห่งชาติ เป็นส่ิงที่มนุษย์ใฝ่ฝันและพยายาม
แสวงหาใหไ้ ดม้ า แต่นยิ ามขององค์ประกอบและตัวแปรต่างๆ ที่นามาใช้เป็น
มาตรการในการวัด ก็ยังไม่เป็นที่ยุติ ประเทศในฝ่ายโลกเสรีก็อ้างว่าเป็น
ประชาธิปไตย และฝ่ายประเทศท่ีอยู่ในค่ายสังคมนิยมก็อ้างในความเป็น
ประชาธิปไตยดว้ ย เช่นเดียวกัน

ความสดใสของข้อมลู ท่เี ก่ยี วขอ้ งอย่างรวมถงึ ตวั แปรทางสังคมบาง
ตัวแปรเช่นการศึกษาซ่ึงมีการค้นพบจากการวิจัยเชิงพฤติกรรมว่าสังคมท่ีมี
ระดับการศึกษาสงู จะมีระบบประชาธิปไตยท่ีมีเสถียรภาพมากกว่าสังคมที่มี
ระดับของการศึกษาของประชาชนต่าพอจะทราบว่าการศึกษาระดับใดสูง
หรือต่า แต่เรา ไม่ทรา บก็คือส ารในข้ อใดจึงจะทาใ ห้คนเข้ า ไปมีส่ วนร่ว ม
ทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพจะนามาซึ่งเสถียรภาพของระบบการ
ปกครองได้

3. สามารถทาให้เข้าใจได้โดยง่าย โดยใช้ลักษณะของตาราง
ตัวเลขทางสถิติมาช่วยในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในลักษณะของ
ทฤษฎีมักจะกระทัดรัดและสามารถปรับใช้กับปรากฏการณ์ต่างๆ ท่ัวไปได้
เป็นอย่างดี เช่นการค้นพบว่าเสถียรภาพภาพทางการเมืองแปรผันโดยตรง
กับระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ ทาให้เราเข้าใจได้ทันทีว่าสังคมที่
ประชาชนมรี ายไดเ้ ฉล่ียตอ่ หวั ตา่ จะมกี ารเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งบ่อยครงั้
วา่ ในประเทศท่ีประชาชนมรี ายไดเ้ ฉลี่ยต่อหวั สงู

~ 23 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ลักษณะทส่ี าคัญของการวเิ คราะหเ์ ชิงพฤติกรรม
1. เป็นการวิเคราะห์ที่ต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัย (Research

Methodology) กล่าวคือจะต้องมีความเป็นระบบ มีการต้ังข้อสมมติฐาน
หาข้อมูลมาพิสูจน์สมมติฐานนั้นและจะต้องมีวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์
(Empirical Method) ดว้ ย

2. ไม่ถือวา่ จะทาสถาบันเป็นหน่วยพื้นฐานในการวิเคราะห์ ทั้งนี้ก็
ไมไ่ ด้หมายความว่าจะไม่ให้ความสาคัญกับสถาบนั การศึกษาเสียเลย แต่มอง
ว่าการศึกษารัฐศาสตร์ไม่ควรจากัดอยู่แค่สถาบันท่ีเป็นทางการแบบเก่าๆ
พวกนี้มองการเมอื งในลักษณะท่ีเปิดกว้าง เชน่ มองว่าการเมืองเป็นเรื่องการ
แบ่งสรรปันส่วนส่ิงท่ีมีคุณค่าของสังคม ได้แก่ อานาจ ความม่ังคั่ง ช่ือเสียง
เป็นต้น ถ้าใช้สถาบันที่เป็นทางการ เช่น รัฐสภา พรรคการเมืองเป็นหลัก
การวิเคราะห์อาจจะไม่สามารถครอบคลุมเนื้อหาสาระ ตลอดจน
ปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ เช่น การเกิดจลาจล การปฏิวัติ การทา
รฐั ประหารได้

3. เชื่อในการวิเคราะห์เชิงสหวิทยาการ กล่าวคือเชื่อว่า
สงั คมศาสตร์มคี วามเปน็ อันหนึ่งอันเดยี วกัน และที่แยกออกมาเป็นวิชาต่างๆ
เช่น รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาและประวัติศาสตร์นั้น
เป็นไปเพ่ือความสะดวกในการวิเคราะห์ปัญหา ทั้งนั้นทั้งน้ีโดยคานึงถึง
บทบาทหลักๆ หรอื พฤติกรรมดา้ นใดๆ มนษุ ย์เปน็ เกณฑ์

4. มีการบัญญัติศัพท์ใหม่ๆ นาวิธีการทางวิทยาศาสตร์และ
คณิตศาสตรม์ าใชอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง

ในการนาเอาแนวการวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมมาพิจารณาศึกษา
การพฒั นาทางการเมอื งนัน้ อาจจะสรปุ ไดด้ ังนี้

~ 24 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

ปญั หาในการวเิ คราะห์ การวิเคราะห์แบบนน้ี อกจากจะสนใจท่ีจะ
ศกึ ษาความสมั พนั ธ์ระหว่างสภาพทางเศรษฐกิจสังคมกับพฤติกรรมทางการ
เมืองใดๆ ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลแล้ว ยังสนใจในกระบวนการเรียนรู้
ทางการเมือง วัฒนธรรมทางการเมอื ง 12 อิทธิพลของกลุ่มการเมืองและกลุ่ม
ทางสงั คมท่มี ีผลต่อพฤตกิ รรมทางการเมืองอีกด้วย

หนว่ ยในการวิเคราะห์ การวิเคราะห์แบบนมี้ กั จะกาหนดหน่วยใน
การวิเคราะห์ขนาดเล็กเช่นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยรามคาแหง บุคคลสาคัญทางการเมือง ผู้นาทางการเมือง
หวั หนา้ พรรคการเมือง เปน็ ต้น

ตัวแปรท่ีใช้ในการวิเคราะห์ มักจะศึกษาทัศนคติ ความต้องการ
ซง่ึ วิเคราะหจ์ าก

1. ตัวแปรอสิ ระ เช่น ชนชั้น เพศ ระดบั การศกึ ษา เป็นต้น
2. ตัวแปรตาม เช่นการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองร่วมทาง
การเมือง แนวโน้มทางการเมือง (ประชาธิปไตย เผด็จการ) ฯลฯ
วธิ ีการวิเคราะห์ ใชว้ ิธีการในการวิจัยแบบวิทยาศาสตร์ คือ มีการ
ต้ังข้อสมมติฐาน หาข้อมูล รวบรวมข้อมูล แจกแจงแยกแยะข้อมูล พิสูจน์
สมมติฐาน ในการที่จาเป็นต้องใช้การคานวณทางคณิตศาสตร์ มีสูตรต่างๆ
รวมท้งั ตารางเข้ามาชว่ ยในการวิเคราะห์ ปัจจุบัน เทคนิคของการวิเคราะห์นี้
ไปกา้ วหนา้ ถงึ การใช้คอมพิวเตอร์มาเปน็ ตัวช่วยในการคานวณอีกดว้ ย

ง. แนวการวเิ คราะหก์ ระบวนการทางสงั คม
แนวการวิเคราะห์แบบน้ีพยายามท่ีจะเช่ือมโยงพฤติกรรมของ

กระบวนการทางการเมืองกับกระบวนการทางสังคมโดยพิจารณาจากตัว
แปรต่างๆ เช่น Daniel Lerner ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
ส่ือสารมวลชน เช่นวิทยุโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์กับการเปล่ียนแปลงให้

~ 25 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

เป็นทันสมัย 13 ต่อมา Karl Deutsch ได้ศึกษาความสัมพันธ์ของการ
เปล่ียนแปลงทางสังคมที่เรียกว่า Social mobilization กับการพัฒนาทาง
การเมอื ง ในความหมายของ Social mobilization ในทัศนะของ Deutsch
นั้น ถือว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยผลักดันให้มนุษย์หลุดพ้นจากโซ่ตรวนของ
ธรรมเนียมประเพณี ความคิดความเช่ือ ค่านิยมแบบเก่า ตลอดจนความงม
งายท่ีอยใู่ นความคิดและวิถีชวี ติ แบบดง้ั เดิมให้หันมายอมรับวิถีชีวิตแบบใหม่
โดยได้กาหนดตัวชี้วัดของกระบวนการเช่น Social mobilization ไว้ 7
ประการคอื 14

1. จานวนคนที่รับความทันสมัย เช่น มีความเป็นอยู่ท่ีทันสมัยใช้
เครอ่ื งจกั รเคร่อื งกล มีรถยนต์ มไี ฟฟ้าใช้ เป็นตน้

2. จานวนคนที่สัมผัสส่ือสารมวลชนในรูปแบบต่างๆ เช่น ฟังวิทยุ
ดูโทรทศั น์ อา่ นหนังสอื พมิ พ์

3. จานวนคนท่ีเปล่ียนที่อยู่อาศัยเป็นการเปล่ียนแปลงท่ีอยู่อาศัย
อยูใ่ นทซี่ งึ่ มีสภาพทด่ี ีกว่าเก่า เช่นจากชนบทเขา้ สู่เมือง จากสลัมมาอยู่แฟลต
อยู่อพาร์ทเม้นท์ เป็นตน้

4. การขยายตวั ของสงั คมเมอื ง
5. จานวนคนที่เป็นอาชีพกสิกรรมไปทาอาชีพอย่างอ่ืน เช่น
คา้ ขายงานบริการทางานในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น
6. จานวนคนทรี่ หู้ นงั สอื
7. รายไดเ้ ฉล่ียตอ่ หวั ตอ่ คน

ท้ังนี้ Karl Deutsch ได้ช้ีให้เห็นว่ากระบวนการน้ีสร้างผลกระทบ
ต่อการพฒั นาทางการเมืองในหลายสถาน

1. บคุ คล กระบวนการที่จะยังผลให้บุคคลหรือประชาชนจานวน

มากและทิง้ แบบแผนการดาเนินชวี ิตแบบเก่าๆ หนั มาดาเนนิ ชวี ิตแบบใหม่ซ่ึง

~ 26 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

จะเกยี่ วข้องสมั พันธก์ ับการเมืองอย่างหลกี เลีย่ งไม่ได้ ความรสู้ กึ ทวี่ า่ การเมือง
เป็นเรื่องที่พวกตนจะต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมือง เป็นวิถีชีวิตท่ีจะนามาซ่ึง
การเข้ามสี ว่ นร่วมทางการเมืองในลักษณะและรูปแบบที่แตกต่างกันไป เช่น
อาจอยู่ในรูปของการไปลงคะแนนเสยี งเลอื กสมาชิกพรรคทมี่ นี โยบายอันเปน็
ทพ่ี งึ ปรารถนาของตน เดนิ ขบวนการ นัดหยุดงาน การลอบบ้ี เปน็ ต้น

2. สถาบนั ทางการเมอื ง ผลของกระบวนการ socialization ซงึ่ จะ
ทาให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนต่างกันมากๆ ขึ้นจะเป็นผลส่งต่อไปให้ระบบ
การเมือง ตลอดจนสถาบันทางการเมืองแบบด้ังเดิมที่ไม่สามารถสนองตอบ
ความต้องการแปลกๆ ใหมๆ่ ท่ีเพิ่มมากขน้ึ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็วจะตอ้ งสลายตวั ไป
สถาบันทางการเมืองแบบใหม่ท่มี ีประสิทธิภาพมากกว่ากจ็ ะเข้ามาแทนที่

3. ผนู้ าทางการเมอื ง กระบวนการนี้นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นให้
มีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงสถาบันทางการเมืองแล้ว ยังมีผลต่อการ
เปลี่ยนแปลงผู้นาอีกด้วย กล่าวคือ ผู้นาแบบเก่า เช่น หัวหน้าเผ่า ขุนนาง
และผู้นาท้องถิ่นก็จะค่อยๆ หมดความเชื่อถือไป เนื่องจากไม่สามารถแก้ไข
ปญั หาใหมๆ่ ของประชาชนได้ เช่น ปัญหาเรื่องของการว่างงาน ปัญหาเร่ือง
ของสวัสดกิ ารต่างๆ การประกนั สังคม เปน็ ต้น

เราจะพบได้ว่าแนวการวิเคราะห์กระบวนการทางสังคมน้ีมีส่วนดี
อยู่ท่ีสามารถเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งกับ
การเปลีย่ นแปลงอีกอยา่ งหน่งึ ได้ น่ันคอื คือเป้าหมายของการวิเคราะห์แบบ
น้ี อยทู่ กี่ ารเปล่ยี นแปลงน้นั เอง

ขอ้ จากัดของการวิเคราะห์แบบนีอ้ าจจะสรปุ ได้เป็น 3 ประการคอื
1. ตัวแปรที่นามาใช้ในการวิเคราะห์มักจะเป็นตัวแปรที่เกี่ยวกับ

ระดับของการพัฒนา มากกว่าท่ีจะเป็นตัวแปรเก่ียวกับอัตราเร่งของการ
พัฒนา ท้ังนี้ เพราะหาได้ง่าย เช่น เรื่องระดับของการอ่านออกเขียนได้ของ

~ 27 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

ประชาชนของประเทศต่างๆ ในปัจจุบันย่อมหาได้ง่ายกว่าตัวแปรของปีก่อน
ก่อนโดยเฉพาะในประเทศกาลังพัฒนาทั้งหลาย จึงทาให้การศึกษาการ
เปลี่ยนแปลงของตัวแปรจากช่วงหนึ่งถึงอีกช่วงหนึ่งจึงเป็นไปได้ยาก และ
นอกจากนี้ การวิเคราะห์แบบนี้ใช้ชาติหรือรัฐเป็นหน่วยในการศึกษา ซึ่งนับ
ได้ว่าเป็นหน่วยใหญ่และมีความซับซ้อนมาก ฉะน้ัน ในการวิเคราะห์
บางอยา่ งจึงไมอ่ าจนามาซง่ึ ข้อสรุปทถ่ี กู ตอ้ งนัก

2. ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระทางเศรษฐกิจสังคมและ
ประชากรกบั การเปลีย่ นแปลงทางการเมือง ซ่ึงเป็นตัวแปรตามนั้น โดยปกติ
จะเป็นผลมาจากความพยายามของมนุษย์ซ่ึงต้องการท่ีจะให้เกิดข้ึน ดังนั้น
สมมุติว่าเราต้องการที่จะอธิบายว่าการไปออกเสียงลงคะแนน หรือการมี
รัฐประหารเกดิ ข้ึนบอ่ ยครง้ั มีความสัมพนั ธก์ ับอตั ราความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ
การข้นึ ลงของระดบั ราคาสนิ คา้ หรือระดับการอ่านออกเขียนได้มากน้อยแค่
ไหน เราสามารถหาคาตอบได้ก็โดยดูทก่ี ารเปล่ยี นแปลงของทศั นคติ ค่านิยม
และพฤติกรรมของบุคคลเป็นเกณฑ์ น่ันคือ เราไม่สามารถหาคาตอบจาก
ความสมั พันธ์เอาตัวแปรโดยตรง

3. การวิเคราะห์กระบวนการทางสังคมน้ีไม่ได้ให้ความสาคัญต่อ
โครงสรา้ งทางสงั คม วฒั นธรรมทางการเมือง ผู้นาทางการเมือง สถาบันทาง
การเมืองซงึ่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งอยา่ งยงิ่

จ. แนวการวิเคราะห์ประวตั ศิ าสตร์เปรยี บเทยี บ 15
แนวการวิเคราะห์แบบนี้มีลักษณะที่แตกต่างไปจากแนวการ

วิเคราะห์เดนิ ทีก่ ล่าวมาแล้ว น่ันคือ ไม่ได้เร่มิ ท่ที ฤษฎี หรือให้ความสาคัญกับ
ความสมั พันธร์ ะหวา่ งตัวแปรโดยการต้ังข้อสมมติฐานและต่างๆ แต่แนวการ
วิเคราะห์แบบนี้ให้ความสนใจกับการเปรียบเทียบวิวัฒนาการของสังคม
ต้ังแต่ 2 สังคมข้ึนไป นักวิชาการที่ใช้ในการวิเคราะห์แบบน้ี ได้แก่ C. E.

~ 28 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

Black, S. N. Eisenstadt, D. Rustow, S. M. Lipset, B. Moore, R.
Bendix, S. P. Huntington, L. Pye เป็นต้น รวมท้ังบรรดาสมาชิกของ
คณะกรรมการการเมืองเปรียบเทียบของสภาวิจัยทางสังคมศาสตร์สาขา
อเมริกา

ผลงานของพวกน้ีมีลักษณะท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ กล่าวคือมีการหา
ขอ้ มลู มาสนบั สนุนเปน็ ทนี่ า่ เชือ่ ถอื ได้ แตล่ ักษณะของการนาข้อมูลมาใชไ้ มไ่ ด้
ใช้เทคนคิ ทางคณิตศาสตร์มากนัก ซึ่งผิดกับนักวิเคราะห์เชิงพฤติกรรม ส่วน
ปัจจัยทพ่ี วกนี้ให้ความสนใจมาก ก็คือปัจจัยที่นักวิเคราะห์กระบวนการทาง
สังคมเพิกเฉยไม่ให้ความสนใจ ได้แก่ ปัจจัยเรื่อง สถาบัน วัฒนธรรมและ
ผู้นาตลอดจนรูปแบบต่างๆ ของการพัฒนาทางการเมือง Moore ได้แบ่งd
กระบวนการท่ีจะนาสังคมหรือบ้านเมืองไปสู่ความทันสมัยได้เป็น 3 รูปแบบ
คือผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยชนชั้นกลางอย่างในสหรัฐอเมริกา การ
เปลี่ยนแปลงโดยชนชั้นสูงสุดอย่างในเยอรมันและญ่ีปุ่น และการ
เปลย่ี นแปลงโดยกระบวนการชาวนาชาวไร่อยา่ งในรสั เซยี และจีน 16

ส่วน Black ได้แบ่งข้ันของการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมที่มีความ
ทันสมัยเป็น 4 ขั้น ซึ่งทุกสังคมจะต้องมีพัฒนาการไปตามข้ันต่างๆ เหล่านี้
นนั่ คือ

1. ประสบพบกบั ส่ิงทา้ ทายจากความทันสมยั
2. ผ้นู าท่ีมีความทันสมยั ผนึกกาลงั เขา้ เป็นอนั หน่งึ อนั เดยี วกัน
3. การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม จากสังคมชนบทมาเป็น

สงั คมอุตสาหกรรมเมอื ง
4. บูรณภาพแหง่ สังคม ซง่ึ จะเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคมสร้าง

ทางสังคมใหม่เพือ่ ให้รับกับความทันสมัย

~ 29 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

นอกจากน้ี Black ยังได้ระบุมาตรการ 5 ประการใช้ในการแบ่ง
ชนิดของสังคมตามลักษณะที่เข้าไปเก่ียวข้องกับข้ันตอนของการพัฒนาน้ี
และยังได้แบ่งสงั คมปจั จุบันออกได้เป็น 7 กลุ่มตามรูปแบบของความทันสมยั
ทางการเมอื งอีกดว้ ย 17

สาหรับ Huntington น้ันผลงานที่มีช่ือเสียงคือ Political Order
in Changing Societies 18 ซึ่ง Huntington ใหค้ วามสาคัญกบั สถาบนั ทาง
การเมืองมาก โดยเขาชี้ให้เห็นว่าสังคมท่ีเป็นทันสมัยกับสังคมท่ีพัฒนาแล้ว
นน้ั แตกตา่ งกนั ที่สถาบัน กล่าวคือสังคมท่ีมีความทันสมัยอาจจะเป็นสังคมท่ี
มีโครงสร้างในทางเศรษฐกิจสังคมและการเมืองท่ีมีความหลากหลายและมี
ความซับซ้อนสูง อานาจทางการเมืองเป็นที่ยอมรับกันโดยท่ัวไป มีเหตุมีผล
เป็นอานาจทางการเมืองแห่งรัฐ มีกฎหมายบังคับใช้ หรือให้ความเสมอภาค
กับบคุ คลทุกคนในสังคม มีการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ในระดับสูง กระบวนการน้ีจะมีผลให้แรงกดดันและความตึงเครียดอัน
เน่ืองมาจากการท่ีประชาชนเรียกร้องก็จะเพิ่มมากขึ้น ในการท่ีสังคมจะอยู่
รอดต่อไปได้จึงจาเป็นจะต้องพัฒนาตนเองโดยการปรับปรุงให้สถาบันทาง
การเมืองมปี ระสทิ ธิภาพเพียงพอท่จี ะสนองตอบตอ่ ความต้องการที่เพิม่ ข้ึนให้
ได้

จึงอาจกล่าวได้ว่า เสถียรภาพทางการเมืองขึ้นอยู่กับสัดส่วน
ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ข อ ง ส ถ า บั น ท า ง ก า ร เ มื อ ง (Political
Institutionalization) กับ อัตราการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของ
ประชาชน (Political Participation) นนั่ เอง

~ 30 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

อาจกล่าวได้ว่า แนวการศึกษาแบบประวัติศาสตร์เปรียบเทียบน้ี
เรม่ิ ศึกษาทว่ี วิ ัฒนาการของสังคม พยายามท่ีจะจัดแบ่งววิ ัฒนาการนอ้ี อกเปน็
แบบแผนต่างๆ แล้วก็สร้างข้อสมมติฐานว่าความแตกต่างนั้นในแต่ละ
รูปแบบข้ึนอยู่กับปัจจัยใดบ้าง แนวการศึกษาแบบนี้จึงให้ความสาคัญกับ
ประวัติศาสตร์มากกว่าการคิดค้นระบบทฤษฎีท่ีเป็นนามธรรม หรือหา
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรในการคานวณเชิงปริมาณ ด้วยเหตุนี้ ผลสรุป
ต่างๆ ของแนวการวิเคราะห์แบบนี้ คือมักจะต้องมีการอธิบายการเป็น
ตัวอักษร ซึ่งง่ายที่คนท่ัวไปจะทาความเข้าใจมากกว่าการอธิบายโดยใช้
ตัวเลขทางคณิตศาสตร์ทค่ี ่อนข้างจะมคี วามสลับซับซอ้ นสูง

บทสรปุ
การศึกษาการพัฒนาทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา

การเมอื งเปรยี บเทียบนเ้ี ป็นความพยายามของนักวชิ าการทางสังคมศาสตร์ท่ี
ต้องการจะเข้าใจปัญหาและปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศด้อย
พฒั นามีนกั วิชาการจึงจาเป็นจะตอ้ งมองวางกรอบและแนวการวิเคราะหข์ อง
ตนเพ่ือช่วยให้ข้อมูลต่างๆ ท่ีได้รับมานั้นสามารถท่ีจะแจกแจงแยกแยะและ
ใช้ประโยชน์โดยสนองต่อเป้าประสงค์ของการค้นคว้าได้อย่างดีและเป็น
ระบบย่ิงข้ึน

แนวการวิเคราะหแ์ ต่ละแนวจะมขี อ้ สมมตฐิ านเบื้องต้น กรอบและ
กระบวนการในการศึกษาแตกต่างกัน การศึกษาแนวการวิเคราะห์ต่างๆ
เหล่านี้ใช่ว่าจะกระทาเพื่อท่ีจะมุ่งหาแนวสากลท่ีสามารถใช้ได้กับทุกกาละ
และเทศะ แต่เพื่อที่จะให้ทราบอย่างหยาบๆ ว่าแต่แนวมีแนวคิดอย่างไร
นอกจากนี้ เราจะพบว่าแนวการวิเคราะห์แต่ละแนวต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย
ในตัวของมันเอง ฉะน้ันในการนาเอาแนวการวิเคราะห์ใดๆ มาใช้เป็นกรอบ
ในการศึกษาจึงตอ้ งพงึ สังวรในขอ้ จากดั เหล่านด้ี ว้ ย

~ 31 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

เชงิ อรรถ

1 G. Almond and G. B. Powell, Jr., Comparative
Politics: A Developmental Approach, (Boston: Little, Brown
and Co., 1966), p. 5.

2 James A. Bill & Robert Hardgrave, Jr., “Comparative
Politics: A Quest for Theory,” แปลโดย เสนอ จันทรา ใน รฐั ศาสตร์
21: ขอบเขตและแนวทางในการศกึ ษาวิชารฐั ศาสตร์,
(มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2521) หน้า 117.

3 โปรดดรู ายละเอียดใน David Easton, A framework For
Political Analysis, ลขิ ิต ธีระเวคิน, แนวการศึกษาการเมืองของสานัก
พฤตกิ รรมศาสตร์, รัฐศาสตร:์ สถานภาพและพฒั นาการ, (สมาคม
สงั คมศาสตรแ์ ห่งประเทศไทย, 2521) หน้า 254-277. และ พ.อ.บรรจบ
อศิ ดลุ ย,์ ชยั ชนะ พิมานแมน, การเมืองเปรยี บเทียบ (ไทยวัฒนาพานิช,
2520) หน้า 93-107.

4 Ibid., Easton, p. 112.
5 โปรดพิจารณาในรายละเอียดใน Op.cit., Almond & Powell,
Comparative Politics: A Developmental approach, James C.
Charlesworth, ed., Comparative Political Analysis, (N.Y.: The
Free Press, 1967), pp. 72-107 และ อนุสรณ์ ลม่ิ มณ,ี การวเิ คราะห์
ระบบ (มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง), หนา้ 29-44.
6 Robert T. Holt, “A Proposed Structural Functional
Framework” in Comparative Political Analysis, Edited by
James C. Charlesworth, N.Y.: The Free Press, 1967), pp. 86-107.

~ 32 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

7 Op.cit., Almond & Powell, pp. 28-30.
8 Ibid., pp. 149-158.
9 เปน็ ที่น่าสงั เกตว่า Almond & Powell จดั Communication
นี้ไวใ้ นหน้าทข่ี องกระบวนการแปรรูป (Conversion process) ในผลงานชิน้
แรกๆ ดู Ibid., p. 29. แตต่ ่อมาทง้ั สองจดั communication ไว้ในหนา้ ที่ใน
การบารุงรกั ษาและปรับปรงุ ระบบ ไวใ้ นผลงานชนิ้ หลังๆ ดู Comparative
Politics Today: A World View, (Boston: Little Brown and Co.,
1980), pp. 9-10.
10 Ibid., pp. 149-158.
11 โปรดพจิ ารณา D. R. Bowen, Political Behavior of the
American Public, (Ohio: C. H. Merrill, 1968), pp. 4-5 และ
รัฐศาสตร:์ สถานภาพและพัฒนาการ, Op.cit., pp. 243-249.
12 โปรดพิจารณา สจุ ิต บญุ บงการ, “นสิ ิตนักศึกษากบั การพฒั นา
การเมืองของไทย,” ใน วรรณ ไวทยากร, ฉบับรฐั ศาสตร์, (โครงการตาราฯ
สมาคมสงั คมศาสตรแ์ หง่ ประเทศไทย, 2514), หน้า 1-31 และ ทินพันธ์ุ นา
คะตะ, The Problems of Democracy in Thailand: A Study of
Political Culture and Socialization of College Students,
(สานักพิมพแ์ พรพ่ ทิ ยา, 2518)
13 โปรดพิจารณา D. Lerner, The Passing of Traditional
Society, (N.Y,: Free Press, 1958)
14 โปรดพจิ ารณา K. Deutsch, “Social Mobilization and
Political Development” in Finkle and Gable, Political
Development and Social Change, (N.Y.: John Wileys and Sons,
1978) pp. 384-405.

~ 33 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
15 โปรดพิจารณา S. P. Huntington, “The Change to
Change: Modernization, Development and Politics, in C.E. Black,
ed., Comparative Modernization, (N.Y,: Free Press, 1976), pp.
50-53 และ สจุ ิต บญุ บงการม “การพัฒนาการเมอื ง” ใน รฐั ศาสตร์:
สถานภาพและพัฒนาการ, Op.cit., pp. 181-184.
16 โปรดพจิ ารณา Barrington Moore, Jr., Social Origins of
Dictatorship and Democracy, (Boston: Beacon Press, 1966)
17 โปรดพิจารณา C. E. Black, The Dynamic of
Modernization, (N.Y.: Harper and Row, 1966)
18 S. P. Huntington, Political Order in Changing
Societies, (New Haven: Yales University Press, 1968)

~ 34 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

บทท่ี 2
นิยามของคาวา่ “การเมอื ง” “การพฒั นา” และ “การพัฒนา

การเมือง”

มีคากล่าวที่น่าพิจารณาในท่ีนี้อยู่ตอนหน่ึงท่ีว่า “การเร่ิมต้นท่ีดี
เท่ากับความสมั ฤทธ์ิผลในงานนั้นๆ ไปกว่าครงึ่ แล้ว และการเริ่มต้นที่ดีก็ควร
จะเปน็ การเรม่ิ ต้นทีจ่ ดุ เรม่ิ ต้นอีกดว้ ย” ในการศกึ ษาการพัฒนาการเมือง เรา
ก็ควรที่จะเริ่มท่ีจุดเริ่มต้น นั่นก็คือ การทาความเข้าใจกับแนวคิดว่าด้วย
การเมืองเสียก่อน การเมืองคืออะไร เป็นคาถามท่ีนักรัฐศาสตร์พยายามจะ
ให้คาตอบมาทุกยุคทุกสมัย และคาตอบเหล่านั้นดูเหมือนว่าจะไม่มีความ
คล้องจองกันเท่าไรนัก ความหลากหลายของคาจากัดความของคาว่า
“การเมอื ง” แปรเปลย่ี นไปตามท่นี กั วิชาการแต่ละคนมอง เน้ือหาสาระที่จะ
นามาเป็นประเด็นในการวิพากษ์ต่อไปนี้ ไม่ใช่มุ่งที่จะชี้ผิดชี้ถูกในคาจากัด
ความของนกั วชิ าการใดๆ แตเ่ พอ่ื ท่ีจะสารวจทรรศนะ และวิพากษ์ข้อจากัด
ขอบเขตของการนามาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะกับสถานการณ์ทางการเมือง
ปัจจุบันเทา่ นั้น

การเมืองคือเรอื่ งราวท่เี กี่ยวข้องหรอื สมั พนั ธก์ ับรัฐ
แม้จะเป็นท่ียอมรับกันว่าการเมืองเป็นเร่ืองท่ีข้องเก่ียวกับมนุษย์

ทุกผู้ทุกนามเปน็ ขอ้ เทจ็ จริงท่ีชีวิตมนุษย์ไม่อาจท่ีจะหลีกเลี่ยงได้ เราไม่อาจ
ที่จะแยกการเมืองออกจากมนุษย์ได้ ด้วยเหตุน้ี Aristotle นักปรัชญากรีก
โบราณซึ่งได้ช่ือว่าเป็นบิดาแห่งรัฐศาสตร์ได้ขนานนามรัฐศาสตร์ว่าเป็น
“ศาสตร์แม่บท” (master science) หรือเป็น “ราชันย์แห่งศาสตร์”
น่ันเอง ในหนังสือเล่มแรกเร่ือง “Politics” Aristotle ชี้ว่ามนุษย์ทุกคน

~ 35 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

จาเป็นต้องพึ่งพาอาศัยรัฐเพ่ือท่ีจะพัฒนาตนเองไปสู่การมีชีวิตท่ีดี รัฐจึงเป็น
เพยี งเครื่องมอื อย่างหนึ่งในทางการเมอื งของมนษุ ย์ นนั่ เอง

แตอ่ ยา่ งไรก็ตามยุคแรกของการศึกษาการเมืองนั้น นักปราชญ์คง
ใหค้ วามสาคญั กับการเมืองในฐานะทีเ่ ปน็ ประเดน็ หนง่ึ ของสงั คมโดยส่วนรวม
เท่านั้น จวบจนศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งจัดเป็นยุค Enlightenment ท่ีเริ่ม
ปรากฏข้อเขียนของนักปรัชญาทางการเมืองท่ีให้ความสนใจอย่างจริงจังกับ
การศึกษารัฐศาสตร์ เช่น The Spirit of Law โดย Montesquieu ซ่ึง
ได้เสนอรูปแบบของรัฐบาลสายกลาง ซ่ึงใช้หลักการแยกอานาจและ
หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล Leviathan เขียนโดย Hobbes และ
Social Contract เขียนโดย Rousseau เป็นต้น การศึกษาการเมืองใน
ลักษณะนี้ค่อยๆพัฒนาไปสู่การศึกษาตัวบทกฎหมาย ซึ่งก็คือเครื่องมือท่ี
สาคญั ของรัฐ โดยเฉพาะกฎหมายรฐั ธรรมนูญ

การศกึ ษาการเมอื งโดยเนน้ ทเี่ รือ่ งราวของรัฐได้เข้ามามีอิทธิพลต่อ
นักรัฐศาสตร์อเมริกันในช่วงปลายศตวรรษท่ี 19 ต่อเน่ืองต้นศตวรรษท่ี 20
ศาสตราจารย์ Frank Goodnow ได้กล่าวสรุปในท่ีประชุมของ
คณะกรรมการนกั รัฐศาสตร์อเมรกิ ันในปี 1904 วา่ รัฐศาสตร์ ก็คือ “ศาสตร์
วา่ ด้วยองคก์ รอนั เปน็ ท่ีรู้จักกนั ในนามว่ารัฐ นั่นเอง” 1 ทั้งนี้ได้มีการให้นิยาม
ว่ารัฐเป็นเสมือนองค์กรทางสังคมท่ีมีอานาจเด็ดขาดสูงสุดเหนือตัวบุคคลที่
อาศัยอยู่ในอาณาเขตดินแดนน้ันๆ ซ่ึงนิยามน้ีมีขอบเขตที่ค่อนข้างจะ
กวา้ งขวางมาก โดยนักรัฐศาสตร์สมัยน้ันเชื่อว่าคงจะครอบคลุมสาระสาคัญ
ต่างๆ ที่เกย่ี วขอ้ งกับการเมอื งทพี่ วกเขาสนใจได้ทั้งหมดแลว้

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิชาการทางการเมืองเร่ิมหันมาจับสาระ
ของการเมอื งทีโ่ ครงสรา้ งทีเ่ ปน็ ทางการ รวมทั้งองค์ประกอบหลักของรัฐ อัน
ได้แก่ สถาบันที่ใช้อานาจอธิปไตยทั้งสามสถาบัน อานาจอธิปไตย และ
ประชากร เช่น Robert M. MacIver เสนอแนวคิดไว้ในหนังสือ The

~ 36 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

Modern State ว่ารฐั จัดเป็นองคก์ รรูปแบบหนึง่ ทป่ี ระกอบไปดว้ ยประชากร
มีขอบเขตที่แน่นอน มีรัฐบาลเป็นผู้ออกกฎหมาย และจะทาหน้าท่ีในการ
รักษาความสงบสุขของสงั คม

อย่างไรก็ตาม แนวคิดท่ีว่าการเมืองคือเร่ืองราวของรัฐก็ได้เริ่ม
เสื่อมความนิยมลงไป นักรัฐศาสตร์รุ่นใหม่ๆ ได้วิพากษ์แนวคิดนี้ไว้หลาย
ประการ กล่าวคือ

ประการแรก แนวคิดของคาว่ารัฐนี้ค่อนข้างจะตายตัวไป ไม่
สามารถที่จะนามาใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ได้อย่าง
กว้างขวาง กล่าวคือมองรฐั ในลกั ษณะท่มี ดี ินแดน มีอธิปไตยเหนือดินแดน มี
รฐั บาลทีท่ าหน้าที่รกั ษากฎกตกิ าของสังคม เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐ
อื่น ฯลฯ ซ่ึงทาให้ไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่อยู่
นอกเหนอื รฐั เช่น การปฏิวตั ิ สงครามจักรวรรดนิ ยิ ม การล่าอาณานิคม ได้

ประการที่สอง นักวิชาการหลายท่านมองว่านิยามนี้เน้น
ความหมายในเชิงนติ ิศาสตร์มากเกนิ ไป ส่วนใหญแ่ ลว้ เมอ่ื เอย่ ถึงรัฐ เราจะมุ่ง
ไปที่ประเด็นทางการเมืองที่เป็นทางการ เช่น กระบวนการออกกฎกาหนด
เกณฑ์ของฝุายนิติบัญญัติ การทาหน้าท่ีของรัฐบาล ซ่ึงเป็นฝุายบริหาร เป็น
ต้น แต่เรากลับพบว่าผลงานที่ออกมาจากสถาบันท่ีเป็นทางการเหล่าน้ัน
ส่วนมากจะเป็นผลพวงท่ีมาจากกระบวนการที่ไม่เป็นทางการ เช่นจากแรง
ผลกั ของกลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มอทิ ธพิ ล และสอ่ื สารมวลชน เปน็ ต้น

ประการสุดท้าย มีการคิดค้นหาความหมายใหม่ๆ ของคาว่า
การเมืองที่สามารถให้คาตอบหรือการทาความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ทาง
การเมอื งสมยั ใหมไ่ ดช้ ัดเจนกวา่ นิยามนี้จงึ ไม่เปน็ ทนี ยิ มกนั อกี ต่อไป

~ 37 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

การเมืองคอื เรือ่ งท่ีเก่ียวขอ้ งกับอานาจและอานาจหนา้ ที่
Aristotle ไดอ้ า้ งถงึ อานาจทางการเมอื งไวว้ ่า เปน็ อานาจชนิดหนึ่ง

ที่แตกต่างจากอานาจโดยท่ัวไปเช่น อานาจของพ่อในการปกครองโลก
อานาจรัฐ ถือว่าเป็นอานาจขององค์กรทางการเมืองมีอานาจเด็ดขาดสูงสุด
เหนือบุคคลท่ีเป็นสมาชิก ในลักษณะเดียวกันน้ี นักวิชาการปัจจุบันจานวน
มากทเ่ี ชอ่ื ว่าในการท่เี ราจะเข้าใจการเมืองได้ เราจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องทา
ความเขา้ ใจกับสัมพนั ธภาพของมนุษย์ที่เก่ียวข้องซึ่งกันและกันในเชิงอานาจ
และอานาจหน้าท่ี นักวิชาการที่มีชื่อเสียงในการศึกษาแนวนี้คือ Harold
Lasswell กล่าวไว้ว่า “รัฐศาสตรใ์ นฐานะท่เี ป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ นั่นก็
คือ การศึกษาว่าด้วยการเข้ามีส่วนร่วมและการเข้าไปมีส่วนในการ
กาหนดการใช้อานาจ นน่ั เอง”2

แนวการศึกษาการเมืองในแง่ของอานาจนี้ได้เปรียบกว่าแนว
การศึกษาแบบแรก ในแง่ที่เป็นแนวการศึกษาซ่ึงให้ความสนใจที่
กระบวนการมากกว่าลักษณะนามธรรมของกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่น แนวคิด
เรอ่ื งรัฐการศกึ ษาการเมืองในแง่น้ี จึงเป็นการศึกษาถึงลักษณะหรือแนวทาง
ท่ีคนแสวงหาและรักษาไว้ซึ่งอานาจในสังคม นอกจากนี้ ยังศึกษารวมถึง
ขบวนการตา่ งๆ ทีไ่ มเ่ ปน็ ทางการ ซึ่งเก่ียวข้องอย่างยิ่งต่อการเมืองด้วย เช่น
ขบวนการของพรรคการเมอื งและกลุ่มผลประโยชน์ เปน็ ต้น

ขอ้ ไดเ้ ปรียบอีกประการหนงึ่ คือ แนวการศึกษาน้ีเน้นความสาคัญ
ของคนในฐานะท่เี ปน็ สตั ว์การเมือง ในขณะท่ีแนวการศึกษาแบบแรก เน้นท่ี
สถาบันรัฐ การเน้นท่ีคนทาให้เราสามารถศึกษาถึงความต้องการและความ
สนใจ ตลอดจนปูาหมายของคนอันจะนาไปสู่การศึกษาถึงความสัมพันธ์เชิง
อานาจในระหวา่ งบคุ คลเหล่าน้นั ได้

ด้วยเหตุน้ีนักวิชาการบางท่านจึงพยายามให้คาตอบต่อคาว่า
การเมืองว่าหมายถึง อานาจ โดยมองว่าอานาจก็คือ “ความสามารถที่จะ

~ 38 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

สรา้ งผลกระทบ หรือที่จะควบคุมการตัดสินใจ พฤติกรรม นโยบาย ค่านิยม
หรอื โชคชะตาของผูอ้ ื่นได้”3 บางคนบอกว่าอานาจก็คืออิทธิพลแบบก้าวร้าว
และเสนอมุมมองว่าอิทธิพลในที่นี้ก็คือ “ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลโดยที่
บุคคลหนึ่งสามารถโน้มน้าวให้บุคคลอื่นๆ กระทาการใดๆ ซึ่งบุคคลน้ันไม่
อยากจะกระทาได้” 4 เราจะเห็นได้ว่าความสามารถที่จะสร้างผลกระทบอัน
เป็นเง่ือนไขหนึ่งของอานาจน้ีเองทาให้อานาจแตกต่างไปจากอิทธิพลซ่ึงมี
เงื่อนไขทสี่ าคญั คอื “ความสามารถในการโน้มน้าว” ทั้งน้ีเพราะวิธีการสร้าง
ผลกระทบนั้น อาจจะเป็นไปได้มากว่าจาเป็นต้องใช้กาลังบังคับ แต่ในทาง
ปฏบิ ัติเราก็พบวา่ ทั้งอานาจและอิทธิพลมีการนามาใช้สลับกันอยู่ตลอดเวลา
จนเราไม่ได้กงั วลใจทีจ่ ะคดิ ถงึ ข้อแตกต่างระหวา่ งคาสองคาน้อี กี เลย

ในระยะหลังๆ ปรากฏว่าแนวความคิดเรื่องของอานาจเริ่มถูก
วิพากษ์วิจารณ์มากข้ึน ท้ังนี้ มีการอ้างว่านิยามของคาว่า “อานาจ” น้ันยัง
หาข้อยุติไม่ได้ เพราะอานาจมีทั้งในภาษาวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สังคมอื่นๆ มากมาย แม้ท่ีนามาใช้ในทาง
การเมอื งเองก็ตาม นักรัฐศาสตรย์ งั คงให้คาจากัดความที่แตกต่างกันไป และ
นามาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันไปอีกด้วย นอกจากน้ี คาจากัดความของคา
ว่าอานาจท่ีมีอยู่ในแวดวงของการเมืองเอง ก็นับได้ว่าให้ไว้ในขอบเขตท่ี
กวา้ งขวางมากจนเกินไป นั่นคือ อานาจอาจจะเป็นเร่ืองราวท่ีไม่ใช่การเมือง
หรือไม่มีความสมั พันธ์กบั การเมอื งเลยกไ็ ด้ เช่น อานาจท่ีผู้จัดการบริษัทห้าง
ร้านใช้กับลูกจ้าง อานาจของพ่อท่ีมีต่อลูก อานาจของพระศาสดาท่ีมีต่อ
สาวก เป็นต้น ฉะนั้น จึงมีข้อสงสัยว่าการศึกษาการเมือง เราจาเป็นจะต้อง
ศึกษาในทุกแง่ทุกมุมในพื้นที่เกี่ยวพันกับอานาจ กระนั้นหรือ ซ่ึงถ้าเป็น
เช่นนั้น การศึกษาการเมืองจะกว้างขวางมาก คือต้องศึกษาในแทบทุก
สัดส่วนของสงั คม และยงั กา้ วล้าไปศึกษาศาสตร์บรสิ ุทธ์ิ อีกส่วนหน่ึงด้วย

~ 39 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ต่อมา นักรัฐศาสตร์ท่ียอมรับในทฤษฎีอานาจ ส่วนหน่ึงจึงหันมา
พิจารณาขอบข่ายของอานาจเสียใหม่ในท่ีสุด จึงได้มีข้อสรุปว่า ปัญหาทาง
การเมืองท่ีนักรัฐศาสตร์พึงศึกษานั้น หมายถึง “อานาจที่ใช้โดยรัฐบาลโดย
บุคคลหรือกลมุ่ บุคคล เพ่อื ให้รัฐบาลดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึง” 5 นั่นคือ
นักรัฐศาสตรเ์ ร่ิมยอมรับในบทบาทส่วนหน่ึงของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีอาจ
มีผลกระทบต่อรัฐบาลได้ เช่น บทบาทของธุรกิจเอกชนบทบาทของ
ครอบครัว และบทบาทของกลุ่มเพื่อนฝูงในทางสังคม เป็นต้น ในช่วงท่ีเด็ก
เร่ิมเติบโตขึ้นมาน้ัน ครอบครัวจะมีอิทธิพลมากต่อการกาหนดค่านิยม
ตลอดจนพฤตกิ รรมบางอยา่ งใหก้ บั เดก็ ดังจะพบได้ว่า นักการเมืองตลอดจน
ผู้นาในระดับโลกหลายคน เม่ือเราใช้จิตวิเคราะห์มาเป็นเคร่ืองมือใน
การศึกษาพฤติกรรมของคนเหล่านี้แล้ว ในตอนเด็กๆ นั้น พวกนี้ส่วนใหญ่
ขาดความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัว หรือไม่ก็มีเร่ืองกระทบกระเทือน
จติ ใจ เมอ่ื เตบิ ใหญ่ขนึ้ มา คนเหลา่ นี้จึงมแี รงผลักท่จี ะแสวงหาไดม้ าซึง่ อานาจ
ทางการเมอื งเพื่อทจี่ ะใชเ้ ป็นเครอ่ื งมือให้ได้มาซงึ่ สงิ่ ทตี่ นเองเคยขาดแคลนใน
ตอนเดก็ เปน็ การชดเชย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านักรัฐศาสตร์เร่ิมหันมาให้ความสาคัญกับ
องค์กรทางสังคมในระดับต่างๆ เพ่ิมมากขึ้น ก็หาใช่ว่าพวกน้ีจะหันมาสนใจ
ในรายละเอียดทุกประเด็นก็หาไม่ แต่จะเน้นการศึกษาในเฉพาะประเด็นท่ี
เก่ียวข้องกัน ซ่ึงในลักษณะเดียวกันนี้ นักรัฐศาสตร์จาเป็นต้องใช้วิชาการ
แขนงอื่นมาเป็นวิธีการในการศึกษาประเด็นต่างๆ ของปรากฏการณ์ทาง
การเมือง อนั ก่อใหเ้ กดิ แนวการศกึ ษาแบบสหวิทยาการ น่นั เอง

การเมอื งคือเร่อื งของการแจกแจงส่ิงท่มี คี ณุ คา่ ในสงั คม
มีนักวิชาการบางท่านได้ให้ความหมายของคาว่าการเมืองใน

ลกั ษณะทีแ่ ตกตา่ งออกไปเล็กน้อยจากเดิมคือ มองว่าการเมืองเป็นเร่ืองของ

~ 40 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

การใชอ้ านาจในการแจกแจงส่ิงทมี่ ีคุณภาพเพอ่ื สงั คมโดยส่วนรวม โดยมีเอก
สทิ ธใิ์ นการใชก้ าลงั บงั คับให้เปน็ ไปตามนน้ั 6

โดยนัยหนึง่ นั้น พวกน้ีเชื่อว่าการเมืองเป็นเร่ืองของความขัดแย้งท่ี
มีซึ่งกนั และกันระหวา่ งประชาชน ซ่งึ ต่างฝาุ ยตา่ งก็พยายามทีจ่ ะใช้ทรพั ยากร
ทางการเมืองที่ตนเองมีอยู่เพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจ ทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่
มากมายเพียงใดจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และแต่ละกลุ่มบุคคล
ทรัพยากรเหล่าน้ี เช่น ความมั่งคั่งข้อมูลข่าวสาร กาลังกาย ประสบการณ์
หนา้ ทกี่ ารงาน เพอื่ นฝงู ฐานะทางสงั คม สิทธิในการเลือกตง้ั เป็นตน้

Robert A. Dahl ได้แบ่งกลุ่มคนออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตาม
ความสมั พันธก์ ับการเมอื งคอื 7

1. พวกที่ไม่สนใจการเมือง ( Apolitical strata หรือพวก Homo
Civicus) หมายถึงกลุ่มบุคคลที่ไม่ถือว่าการเมืองเป็นเร่ืองหลักหรือเรื่อง
สาคัญต่อการดาเนินชีวิต การดาเนินชีวิตของพวกนี้จะอยู่ในลักษณะเร่ือยๆ
ทางานหาเงินไป เที่ยวไปถ้ามีปัญหาท่ีจะต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว ถ้า
หลีกเลี่ยงได้พวกนี้ก็จะหลีกเล่ียง เช่น ถ้าจาเป็นต้องย้ายไปอยู่ที่อ่ืนก็จะทา
แตถ่ า้ ในกรณที ีห่ ลกี เลี่ยงไมไ่ ด้จริงๆ พวกนี้อาจจะต้องพิจารณาใช้ทรัพยากร
ที่พวกเขามีอยู่เพ่ือผลักดันให้นโยบายของรัฐบาลดาเนินไปในทิศทางที่
สามารถสนองตอบต่อความต้องการของเขาก็ได้ เช่น ในกรณีท่ีรัฐบาลมีแผน
ท่ีจะตดั ถนนผ่านหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเหตุให้ชาวบ้านหาใช้เป็นที่ทากิน และที่อยู่
อาศยั เปน็ จานวนมากได้รับความเดือดร้อน รัฐบาลก็จะจ่ายเงินค่าเวนคืนให้
ในอตั ราท่ีต่ามากจนไม่สามารถที่จะหาซ้ือท่ีไหนได้ พวกน้ีอาจจาเป็นต้องใช้
วิธีการเข้าหาเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าพบผู้แทนราษฎร หรอือาจดาเนินการผ่าน
กลุ่มทางการเมืองใดๆ เพื่อให้รัฐบาลเลิกล้มโครงการ หรือไม่ก็ให้ตัดถนน
ผ่านที่อ่ืนแทน อย่างไรก็ตาม เม่ือการ “เล่นกับอนาคตที่ไม่สามารถทานาย

~ 41 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

ได้” ได้นี้ผ่านไปแล้ว พวกน้ีก็จะกลับคืนสู่การดาเนินชีวิตแบบเก่า คือ ไม่
สนใจกับการเมือง

2. พวกท่ีสนใจการเมือง (Political strata) หรือ เรียกว่าเป็น
สัตว์การเมือง (Political animal หรือพวก Homo Politicus) พวกน้ีมีผิด
ไปจากพวกแรก คือ จะดาเนินการอย่างสุขมุ รอบคอบในการใช้ทรัพยากรที่มี
อยู่ให้มปี ระสิทธภิ าพมากท่ีสุดเพ่ือให้ได้มา และการดารงไว้ซ่ึงอานาจในการ
ควบคมุ นโยบายต่างๆ ของรัฐบาล

ในทางปฏิบตั ิ รัฐบาลซึ่งเป็นเสมือนองค์กรทางการเมืองหลัก จึงมี
หนา้ ทีท่ ี่สาคัญคือ การใช้อานาจท่ีชอบธรรมและอานาจหน้าทเ่ี พอ่ื การจดั การ
ให้จดั สรรทรพั ยากรของสงั คมที่มอี ย่อู ย่างจากัดนใี้ หก้ ับบคุ คลและกลุม่ บุคคล
ทเ่ี ปน็ สมาชกิ ของสังคมอย่างเปน็ ธรรมโดยทั่วหนา้ นน่ั เอง

ด้วยเหตุน้ี นักวิชาการทางรัฐศาสตร์เช่น David Easton จึงให้
นิยามของคาว่า การเมืองไว้ว่า เป็นเร่ืองของการใช้อานาจอันชอบธรรมใน
การดาเนินการแจกแจงสิ่งท่ีมีคุณค่า ซ่ึงอาจจะเป็นเรื่องของความมั่งคั่ง
ยศถาบรรดาศักด์ิ อานาจและสวัสดิการในรูปแบบต่างๆ ตามที่ได้กล่าว
มาแลว้ ในข้ันตน้

แต่ข้อโต้แย้งกม็ ีอยู่วา่ เรือ่ งราวของการใชอ้ านาจในการแจกแจงส่ิง
ที่มีคุณค่า อันเป็นเร่ืองของการเมืองนี้อาจเกิดข้ึนในกลุ่มต่างๆ ท่ีไม่ใช่กลุ่ม
การเมือง เช่น ในครอบครัว โรงเรียน องค์กรศาสนาและกลุ่มธุรกิจ เป็นต้น
นิยามนี้จึงไม่อาจแยกการเมืองกับสังคมให้เห็นได้อย่างชัดเจน แม้ Easton
จะอ้างเร่ืองเอกสิทธิ์ในการใช้กาลังบังคับเพื่อให้เป็นไปตามการแจกแจงนั้น
ด้วยก็ตาม ซ่ึง Easton เองก็ยอมรับว่า ในกลุ่มทางสังคมต่างๆ ก็มีระบบ
การเมืองอยู่ด้วย ทั้งน้ี Easton ได้ยกคาพูดของ Charles Merriam มาอ้าง
ไว้ว่า “ความจริงแล้ว ทุกหนทุกแห่งย่อมมีการปกครอง ไม่ว่าในสวรรค์ ใน
นรก ในคุกหรอื แม้แตใ่ นหมู่โจรกย็ ังมีกฎมเี กณฑแ์ ละมีการปกครองอยู่”8

~ 42 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

การเมืองเร่อื งของพฤตกิ รรมต่างๆ เปน็ ประเดน็ สาคัญสาคัญทางการเมอื ง
นิยามของการเมืองในแง่น้ีดูเหมือนว่าจะเป็นคาตอบที่ค่อนข้างจะ

อยู่ในลักษณะที่เปรียบเสมือนกาป้ันทุบดิน แต่ถ้าเราพิจารณาลึกลงไปเราก็
จะพบวา่ ในนิยามนม้ี ีเหตุมีผลอยูใ่ นตัวของมนั เอง กลา่ วคือ นกั วชิ าการกลมุ่ นี้
จะเร่ิมตน้ ท่ีประเด็นทีพ่ วกเราเชือ่ วา่ เป็นสาระสาคัญของสังคม น่ันคือ ความ
ขดั แยง้ ในสังคมหนงึ่ ย่อมประกอบไปด้วยผคู้ นที่มาจากวัฒนธรรมท่ีแตกต่าง
มคี วามพึงพอใจในวัตถุวสิ ยั ที่แตกตา่ งกัน จะใช้วิธีการในการแสดงออกซึ่งสิ่ง
ที่ตนปรารถนาในลักษณะที่แตกต่างกันออกไปด้วย เนื่องจากสังคมหน่ึงๆ
ยอ่ มมีทรพั ยากรมอี ยู่อย่างจากดั ไมพ่ อเพียงทจี่ ะสนองตอบต่อความต้องการ
ของคนทุกคนได้ การแข่งขันแก่งแย่งสัดส่วนท่ีใหญ่กว่าของทรัพยากร
เหล่าน้ันจึงเกดิ ข้นึ

เราอาจพบวา่ ในการแข่งขันกันนี้จะเป็นผลให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม
เท่าน้ันท่ีสามารถเข้าควบคุมหรืออยู่ในอานาจที่จะควบคุมการจัดสรร
ทรัพยากรเหล่าน้ี และทแี่ น่นอนทสี่ ุด ในกลุม่ บุคคลหนงึ่ ๆ ผู้ที่มีอานาจและมี
อิทธิพลสูงสุดในการที่จะก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงทั้งในโครงสร้างและ
นโยบายของกลุ่มได้ ก็คือ ผู้นา ดังนั้นการศึกษาผู้นากลุ่มจึงมาเป็นจุดสนใจ
ย่ิงประเด็นหน่ึงของนักรัฐศาสตร์ และอีกเหตุผลหนึ่งที่ทาให้นักรัฐศาสตร์
สนใจศึกษาผู้นา คือกิจกรรมที่ผู้นากระทา นั่นเอง ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว
เหล่าน้กี ็คอื เรือ่ งของการตัดสินนโยบายใดๆ

บางคร้ังนักรัฐศาสตรเ์ องให้ความสาคัญกับการตัดสินนโยบายเป็น
ประเด็นหลกั ในการศกึ ษาการเมืองอ้างว่าผลผลิต (output) ซ่ึงอาจจะอยู่ใน
รูปของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับและนโยบายท่ีออกมาจากการตัดสินใจ
ของผนู้ านม้ี ีความสาคญั ต่อการอยู่รอดของระบบเองเปน็ อยา่ งยิ่ง

~ 43 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

ดงั นั้น เราจะพบว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองที่เป็นประเด็น
สาคัญ เช่น ความขดั แยง้ อานาจและอิทธิพล ผู้นา การตดั สินนโยบาย ต่างก็
มีความเก่ยี วเนอ่ื งกันอยา่ งใกลช้ ิด

อย่างไรก็ตาม คานิยามของคาว่าการเมืองท่ีเราได้กล่าวมาแล้วใน
ข้างต้นนั้น เราไม่อาจพูดได้เลยว่านิยามใดผิด หรือนิยามใดถูก แต่เราอาจ
กลา่ วได้วา่ นิยามนัน้ ๆ ดที ่ีสุด หรือใช้ตอบคาถามไดต้ รงทสี่ ดุ มีประโยชน์ท่ีสดุ
ในสถานท่ีน้ัน และในเวลาน้ัน เท่านั้นเอง ไม่มีนิยามของคาว่าการเมืองของ
นักวิชาการคนใดคนหนึ่งท่ีผ่านมาท่ีนับได้ว่าเป็นนิยามที่เป็นที่สะใจของผู้ท่ี
สนใจการเมืองในปัจจุบัน ทั้งน้ีเพราะผู้ท่ีสนใจการเมืองน้ันจะพยายาม
หาทางทาเ ข้าใจกับปร ากฏการณ์ มากกว่าที่จ ะยึดมั่นอยู่กั บสังกั ปหรื อ
ความหมายเพียงพยางค์ใดๆ ที่มีลักษณะท่ีตายตัว นอกจากนี้ วิธีการหรือ
แนวทางในการพิจารณากจิ กรรมต่างๆ ซึ่งประกอบกันเป็นการเมืองน้ันย่อม
ที่จะแตกต่างกันไปตามพ้ืนฐานทางปัญญาของบุคคลแต่ละคน ด้วยเหตุนี้
William A. Welsh จึงได้สรุปไว้ว่า

“ไมว่ า่ คณุ จะเลือกทจี่ ะฝังรากของความคิดของคุณอยู่กับพยางค์ท่ี
นามาอ้าง (เช่น การเมืองเป็นกระบวนการซึ่งทรัพยากรที่หายากถูกนามา
จากการแบ่งสรรปันส่วนกันภายในสังคมใดๆ) หรือ กับคาถามหลักชุดใดชุด
หน่ึง (เช่น องค์กรทางการเมือง เป็นต้นว่าพรรคการเมือง หรือรัฐ หรือชาติ
ใดสามารถที่จะฟันฝุาอุปสรรคผ่านพ้นมาได้อย่างไร) หรือ กับสังกัดท่ี
เกีย่ วขอ้ งกบั สัมพนั ธภาพทางการเมอื งและกจิ กรรมต่างๆ (เช่น การเมืองเป็น
เร่ืองของอานาจและอิทธิพล การเมืองเป็นเร่ืองความขัดแย้ง การเมืองเป็น
เรื่องของผู้นา การเมืองเป็นเร่ืองการตัดสินนโยบาย) ส่ิงที่สาคัญอยู่ที่ว่า เรา
จะต้องตระหนกั ได้เป็นอยา่ งดวี ่า กระบวนการทางการเมืองน้ันจะเก่ียวเน่ือง
กบั การเขา้ ใจในส่งิ ท่เี กย่ี วพันกันอย่างใกล้ชดิ ท้งั หมด” 9

~ 44 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

ด้วยเหตนุ ้ีเราจงึ อาจจะสรปุ ได้ว่า นกั วิชาการแตล่ ะคนตา่ งก็อาจให้
นิยามของคาว่าการเมือง และยึดถือนิยามนั้นๆ เป็นหลักในการพิจารณา
แต่เพ่ือที่เราจะได้ติดตามแนวการวิเคราะห์ แนวการการศึกษา ตลอดจน
เน้ือหาของหนังสือเล่มน้ีได้อย่างต่อเน่ือง ในที่นี้ จึงใคร่ขอสรุปนิยามของคา
ว่าการเมืองที่จะนามาใช้ ว่า หมายถึง “การใช้อานาจอันชอบธรรมในการ
แจกแจงแบง่ สรรปันส่วนสง่ิ ทมี่ ีคุณคา่ ในสงั คมเพอ่ื ให้เกิดความเป็นธรรม” ซึ่ง
กค็ ือนิยามที่ Easton ได้ให้ไว้อยา่ งกวา้ งๆ น่นั เอง

ความหมายของการพัฒนาการเมือง
เราลองมาตีความตามแนวทางของนิยามของคาว่าการเมืองท่ีเรา
กลา่ ววา่ แลว้ ข้างบนเพ่อื ที่เราจะได้นยิ ามของเราเองซึ่งอาจจะเปน็ การตีความ
ตามตัวอักษรแต่เราได้เรียนรู้ถึงเน้ือหาสาระต่างๆ ของการพัฒนาการเมือง
ตามทัศนะของนักวิชาการตะวันตกแล้วจะทาให้เราเข้าใจและสามารถให้
ขอบเขตของการศกึ ษาการพัฒนาการเมืองได้อย่างกระจ่างชัดยง่ิ ขน้ึ

การพฒั นาคืออะไร
การพัฒนาหมายถึง “การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรอื การปฏริ ปู
จากของเดิมแลว้ ทาใหด้ ขี ้ึน ให้เจรญิ ข้ึน”10
การพฒั นา หมายถึง “กระบวนการที่เก่ยี วข้องกบั เรือ่ งต่างๆ อย่าง
กว้างขวาง นับต้ังแต่ปัจจัยต่างๆ ทางวัตถุหรือกายภาพ ไปจนถึงปัจจัยทาง
นามธรรม ในแง่ขอบขา่ ยก็อาจจะเปน็ สาขาส่วนย่อย หรอื สว่ นรวมก็ได้”11
การพัฒนาหมายถึง “ความเจริญก้าวหน้า การเติบโต ความงอก
งาม เปน็ การเปล่ยี นแปลงอยา่ งมที ศิ ทางมีเปูาหมายเพ่อื เปลยี่ นแปลงสสู่ ภาพ

~ 45 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ที่ดีกว่าเดิม หรอื เปน็ วิวฒั นาการในทางท่ีดีกว่าเดมิ หรือเพื่อเปูาหมายท่ีตั้งขึ้น
ไว้อยา่ งจรงิ จงั เป็นสาคญั ”12

การพัฒนา คือ “ทาให้เจริญ ทาให้ย่ังยืนถาวร วัฒนา
(Develop)”13 ซงึ่ อาจมาจากคาวา่ “พัฒนา” ซง่ึ แปลวา่ ความเจริญ

โดยสรุปในท่ีนี้เราอาจกล่าวได้ว่า การพัฒนา หมายถึงการ
เปลี่ยนแปลงชนดิ หนง่ึ ซ่งึ อาจเป็นไปในด้านวัตถุธรรมหรือนามธรรม หรือท้ัง
2 ประการพรอ้ มๆ กันไป ท้ังน้ีโดยมีเป้าหมายที่แน่นอนอันเป็นท่ียอมรับกัน
ว่าดีกวา่ เดิม

การพัฒนาการเมอื งคอื อะไร
เม่ือเราได้ทั้งนิยามของคาว่า “การพัฒนา” และนิยามของคาว่า
“การเมือง” แล้ว เราลองเอานิยามทั้งคู่มารวมกัน จะพบว่าเราจะได้คาตอบ
ของคาว่าการพัฒนาการเมืองอยา่ งกวา้ งๆ โดยในที่นี้จะขอสรุปนิยามของคา
วา่ การเมืองไว้อยา่ งกวา้ งๆ ก่อนพอเป็นขอบเขตในการศึกษาในรายละเอียด
กันต่อไปว่าคือ การเปล่ียนแปลงจะเป็นสิ่งที่เกิดข้ึนในสังคมตัวมีเป้าหมาย
ใดๆ ที่แน่นอนเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้อานาจเพ่ือแจกแจงสิ่งที่มี
คณุ คา่ ให้กบั สมาชกิ ของสังคมอยา่ งเปน็ ธรรมกวา่ เดมิ
เป็นทแ่ี น่นอนว่าในการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ย่อมจะต้องกระทบ
ต่อสว่ นตา่ งๆ ของสงั คม เช่น โครงสร้างทางเศรษฐกจิ และสังคม อย่างไมอ่ าจ
หลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เพราะในสังคมหนึ่งๆ นั้น เราไม่อาจขีดเส้นแบ่งเขตแดน
ระหว่างการเมอื ง เศรษฐกิจและสงั คมออกจากกันได้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ นัก
สังคมศาสตรจ์ ึงมกั สรุปว่าความสัมพนั ธ์ของสามประการน้ีเปรียบเสมือนสีรุ้ง
ท่ีไม่อาจบอกได้ว่าจุดตัดระหว่างสีแดง สีเหลืองและสีน้าเงินอยู่ตรงจุดใด
ส่วนนักวิชาการอีกหลายท่านอ้างว่าการเมืองเศรษฐกิจและสังคมจะมี

~ 46 ~


Click to View FlipBook Version