ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
10. หมายถงึ กจิ กรรมทุกชนิดทเ่ี ปน็ การเมือง
อย่างไรก็ตาม Weiner ได้สรุปนิยามของการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองโดยไดแ้ จกแจงเปน็ องคป์ ระกอบย่อยๆ 3 ประการด้วยกนั คือ
1. จะต้องมกี ิจกรรม เชน่ มีการพดู คุย และร่วมดาเนินการใดๆ
แต่ทง้ั นี้ไมร่ วมถึงทัศนคติหรอื ความรู้สกึ
2. จะตอ้ งมีกิจกรรมในลักษณะทเ่ี ป็นอาสาสมัคร
3. จะต้องมีข้อเลือกหรือทางใหเ้ ลอื กมากกวา่ หนง่ึ เสมอ
Verba, Nie และ Kim ได้ให้นิยามของการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองไว้ว่า “. . .เป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย กระทาโดย
ราษฎรโดยส่วนตัว โดยมีเป้าหมายท่ีมุ่งเพ่ือเข้าไปมีอิทธิพลต่อการคัดเลือก
บคุ ลากรของรฐั บาล และ/หรอื กจิ กรรมของรฐั บาล” 5
Huntington กับ Nelson ได้ให้นิยามของการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองไว้ดงั ตอ่ ไปนี้ 6
การเข้ามีสว่ นร่วมทางการเมือง หมายถงึ กิจกรรมท่ีประชาชนโดย
สว่ นบุคคลมงุ่ ท่จี ะมอี ทิ ธิพลต่อการตัดสนิ นโยบายของรัฐบาล
ทั้งน้ีการเข้ามีส่วนร่วม หมายถึงกิจกรรมต่างๆ แต่ไม่รวมถึง
ทัศนคติหรอื ความรู้สกึ
กิจกรรมของประชาชนโดยส่วนบุคคล หมายถึงกิจกรรมทาง
การเมืองของบุคคลแต่ละคนในฐานะท่ีเป็นราษฎรเท่านั้น ไม่รวมถึง
กจิ กรรมของข้าราชการ เจ้าหนา้ ที่พรรค ผสู้ มัครเข้ารับการเลือกตั้ง นักลอบ
บีอ้ าชพี หรอื นักการเมอื งอาชพี โดยปกตแิ ลว้ กจิ กรรมทางการเมืองของผู้ที่
เข้าไปมีส่วนร่วมจะอยู่ในลักษณะที่ไม่ต่อเนื่อง ไม่เต็มเวลาและไม่ถือเป็น
อาชีพหลัก
~ 196 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
นอกจากนก้ี ิจกรรมของประชาชนน้จี ะต้องเป็นกิจกรรมท่ีมุ่งท่ีจะมี
อิทธิพลต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาลเท่าน้ัน ดังนั้นการประท้วงเพ่ือ
เรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของบริษัทเอกชนขึ้นเงินเดือนให้จึงไม่ถือว่าเป็นการ
เข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง และกิจกรรมนี้ยังรวมถึงกิจกรรมทุกรูปแบบที่
มุ่งท่ีจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะ
กอ่ ใหเ้ กิดผลหรือไม่กต็ าม
โดยสรุปเราจึงอาจกล่าวได้ว่า การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองก็
คือ กิจกรรมของประชาชนที่มุ่งจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบาย
ของรัฐบาลในระดับตา่ งๆ ซง่ึ รปู แบบการเขา้ มสี ว่ นร่วมทางการเมืองในแต่ละ
สังคมยอ่ มแตกตา่ งกันไปด้วย
ระดบั ของการเข้ามสี ่วนรว่ มทางการเมอื ง
ในทุกสังคมจะมีคนอยู่เพียงจานวนหนึ่งเท่าน้ันท่ีเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมือง นั่นก็หมายความว่าในแต่ละสังคมจะมีระดับของการเข้าไปมี
ส่วนรว่ มที่แตกตา่ งกันไป ซ่งึ สาเหตุท่ีทาให้ประชาชนในแต่ละสังคมเข้าไปมี
ส่วนร่วมมากหรือน้อยนัน้ เราจะกลา่ วถงึ ในลาดบั ต่อไปน้ี
ส่วนระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในแต่ละสังคมน้ัน
เราอาจศึกษาได้จากตัวแปรของรูปแบบต่างๆ ของการเข้ามีส่วนร่วมเอง
เช่น จานวนเปอร์เซ็นต์ของผู้ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง จานวนเปอร์เซ็นต์
ของผู้ท่ีมีความกระตือรือร้นทางการเมือง เป็นต้น จากตัวแปรดังกล่าวเรา
จะศกึ ษาระดบั ของการเขา้ มีสว่ นรว่ มทางการเมอื งของประเทศต่างๆ ได้ดังนี้
~ 197 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
(1) จานวนเปอร์เซ็นตข์ องผไู้ ปใช้สทิ ธเิ ลือกตั้งระดับชาติ (กลาง
ทศวรรษท่ี 1960)
บัลแกเรยี 100
องั กฤษ 72.4
สหรัฐอเมรกิ า 56.8
อนิ เดยี 55.8
บราซิล 44.2
สวสิ 23.2
(2) จานวนเปอรเ์ ซน็ ตข์ องผทู้ มี่ ีความกระตอื รอื ร้นทางการเมอื ง
กลา่ วคือชอบถกเถยี ง เร่ืองการเมอื งอยา่ งน้อยสปั ดาหล์ ะหน่ึงคร้งั (1960)
สหรฐั อเมรกิ า 46
องั กฤษ 45
เยอรมัน 40
อิตาลี 27
เมก็ ซโิ ก 25
~ 198 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
รปู แบบของการเข้ามีสว่ นร่วมทางการเมือง
เนื่องจากการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นปรากฏการณ์ของ
กิจกรรมทางการเมืองหลายอยา่ งรวมกันอยู่ ซ่ึงกิจกรรมเหลา่ น้ีต่างก็มุ่งที่จะ
เขา้ ไปมีอทิ ธิพลต่อการกาหนดนโยบายของรัฐบาลทั้งส้ิน รูปแบบต่างๆ ของ
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในแต่ละสังคมอาจเน้นหรือให้ความสาคัญ
แตกต่างกันไป บางสังคมอาจให้ความสาคญั กบั การไปใชส้ ทิ ธใิ นการเลอื กต้ัง
ระดับชาติ แต่บางสังคม อาจเข้าไปมีส่วนร่วมในรูปของการเดินขบวน
ประท้วงรัฐบาลก็ได้ นอกจากนี้ในการที่บุคคลแต่ละคนจะยึดเอาการเข้ามี
ส่วนร่วมในรูปแบบใดๆ เป็นแนวทางย่อมท่ีจะต้องมีกระบวนการท่ีแตกต่าง
กันไปด้วย พวกที่เข้าไปช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครรับการเลือกต้ังอาจ
ดาเนินการได้โดยเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคนั้นๆ ปฏิบัติการไปตามแนวทาง
หรือแบบนโยบายที่พรรควางไว้ให้ ส่วนพวกท่ีติดต่อโดยตรงกับ
ผู้แทนราษฎรเพื่อหวังท่ีจะให้ผู้แทนช่วยเหลือประการใดๆ ก็ย่อมท่ีจะใช้
กระบวนการทตี่ า่ งกันไป
จากการที่ Verba, Nie & Kim ได้ให้นยิ ามของคาว่าการเข้ามีส่วน
ร่วมทางการเมืองไวว้ า่ เป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้น การเข้ามี
ส่วนรว่ มทางการเมืองในทศั นะของกลมุ่ นีแ้ บ่งออกไดเ้ ปน็ 4 รปู แบบ คอื
1. การใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมของบุคคลแต่ละคน
ในการเลือกตัวแทนของตนเข้าไปใช้อานาจในการปกครอง สิทธิในการ
เลือกตั้งจึงนับได้ว่าเปน็ เคร่อื งมือท่ีสาคัญยิ่งในการควบคุมรัฐบาล แต่การไป
ใช้สิทธ์ิในการเลือกตั้งจะแตกต่างไปจากกิจกรรมการเข้ามีส่วนร่วมใน
รูปแบบอ่ืนๆ ที่ว่าสังคมเป็นผู้กาหนดโอกาสให้ เช่น 4 ปีต่อคร้ัง จึงทาให้
ความรูส้ ึกสร้างสรรคข์ องคนมีนอ้ ยมาก
2. กิจกรรมการรณรงค์หาเสียง เป็นกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน
กับการไปใช้สิทธิ์ แต่เป็นรูปของการไปมีส่วนร่วมในการรณรงค์หาเสียง
~ 199 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
กิจกรรมนี้เป็นส่วนหน่ึงของกิจกรรมที่ประชาชนอาจใช้เพ่ือเพ่ิมอิทธิพลที่
พวกเขาพึงมีต่อผลของการเลอื กตัง้ นอกเหนือไปจาก 1 เสยี งทไี่ ดจ้ ากการไป
ใช้สิทธ์ิในการเลือกต้ัง กิจกรรมการรณรงค์หาเสียงนับเป็นกิจกรรมที่
ค่อนข้างยากเมื่อเปรียบเทียบกับการไปใชส้ ทิ ธ์ใิ นการเลอื กต้ัง
3. กิจกรรมของชุมชน เป็นกิจกรรมของกลุ่มหรืองค์กรท่ีราษฎร
ร่วมกันดาเนินการเพื่อแก้ไขปญั หาทางสงั คมและการเมอื ง ในกรณีนี้ ราษฎร
จะร่วมมือกันเพื่อใช้อิทธิพลต่อการดาเนินงานของรัฐบาล กิจกรรมใน
รปู แบบนเี้ ป็นไปอย่างมเี ปา้ หมาท่ีแน่นอนและมีอิทธพิ ลมาก
4. การติดต่อเป็นการเฉพาะ เป็นรูปแบบสุดท้ายของการเข้ามี
ส่วนร่วมทางการเมืองและจะเกี่ยวเนื่องกับราษฎรรายบุคคลไปติดต่อกับ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือข้าราชการเพ่ือให้แก้ไขปัญหาใดๆ เฉพาะตัวหรือของ
ครอบครัว กิจกรรมในรูปแบบนี้มีอทิ ธิพลตอ่ การกาหนดนโยบายของรฐั บาล
นอ้ ยมาก 7
Huntington กบั Nelson ได้จาแนกรปู แบบของการเขา้ มสี ว่ น
ร่วมทางการเมอื งในลักษณะทคี่ ล้ายคลึงกนั แตก่ ไ็ ดเ้ พ่ิมเตมิ บางรูปแบบ
เพ่อื ให้สมบูรณ์และครอบคลมุ เน้ือหามากยง่ิ ขนึ้ ดงั น้ี 8
1. กิจกรรมการเลือกตั้ง หมายรวมถึงกิจกรรมการไปใช้สิทธิ
เลือกต้งั และการเข้ารว่ มรณรงค์หาเสยี งในการเลือกตั้งด้วย
2. การลอบบี้ (Lobby) หมายถึงการเข้าหาเจ้าหน้าท่ีหรือผู้นา
ทางการเมืองเพื่อหาทางเข้าไปมีอิทธิพลต่อการกาหนดนโยบายของรัฐบาล
โดยให้ข้อมลู ตา่ งๆ เพ่ือผลประโยชนข์ องกลุม่ เปน็ เกณฑ์
3. กิจกรรมองค์กร เป็นกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มองค์กร
ใดๆ โดยมีจุดมุ่งหมายท่ีจะเข้าไปมีอิทธิพลต่อประเด็นที่เก่ียวข้องกับ
ผลประโยชน์เฉพาะอยา่ ง หรืออาจเป็นผลประโยชนส์ งู สดุ ของส่วนรวมก็ได้
~ 200 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
4. การติดต่อ หมายถึงการเข้าหาเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือ
ข้าราชการเป็นการส่วนตัว โดยปกติจะมุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัวหรือ
ครอบครัว
5. การใช้กาลังรุนแรง คือกิจกรรมที่พยายามจะสร้างผลกระทบ
ต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาลโดยการทาร้ายร่างกายหรือทาลาย
ทรัพย์สิน กิจกรรมนี้อาจดาเนินไปโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเปลี่ยนแปลงผู้นา
ทางการเมือง เช่นกิจกรรมของรัฐประหาร การลอบสังหารผู้นาทาง
การเมืองหรืออาจจะมุ่งที่จะเปล่ียนแปลงระบบการเมือง เช่นการทาการ
ปฏวิ ตั กิ ไ็ ด้
ส่วน Almond กับ Powell ได้จาแนกรูปแบบของการเข้ามี
ส่วนร่วมทางการเมืองท่ีค่อนข้างจะละเอียด กระจ่างชัดและครอบคลุม
เนื้อหากว่าการจาแนกข้างต้น ในการนี้ Almond กับ Powell ได้แบ่ง
รูปแบบของการเข้ามีสว่ นรว่ มทางการเมืองออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ อีก
แบบ Conventional กับ Unconventional และในแต่ละรูปแบบยัง
จาแนกออกเป็นแบบยอ่ ยๆ อีกจานวนหนงึ่ ดงั ตารางต่อไปนี้ 9
~ 201 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
รปู แบบของการเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง
Conventional Forms Unconventional Forms
1. การออกเสียงเลือกต้ัง 1. การยื่นข้อเสนอเรยี กร้อง
2. การพดู จาปรกึ ษาเรอ่ื งการเมือง 2. การเดินขบวน
3. กจิ กรรมการรณรงคห์ าเสยี งเลอื กต้ัง 3. การเขา้ ประจันหนา้ กนั
4. การจดั ตง้ั และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก 4. การละเมิดกฎระเบยี บของ
5. การตดิ ต่อส่วนตัวกบั เจ้าหน้าทท่ี าง
สังคม กลมุ่ ต่างๆ
การเมืองและการบริหาร 5. การใช้ความรนุ แรงทาง
6. สงครามกองโจรและการปฏวิ ตั ิ การเมือง
5.1 ประทษุ ร้ายตอ่
ทรพั ย์สิน
5.2 ประทุษร้ายตอ่
บุคคล
แต่อย่างไรก็ตาม จากปรากฏการณ์ทางการเมืองในสังคมต่างๆ
เราจะพบว่าแต่ละสังคมจะมีระดับของกิจกรรมการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองในแต่ละรูปแบบแตกต่างกันไป เช่น ในการเลือกต้ังระดับชาติ ปี
1965 นั้น บุลกาเรียมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 100% ในขณะท่ีสวิสมีราษฎร
ไปใชส้ ิทธิเพยี ง 23.2% แตก่ ไ็ มไ่ ด้หมายความว่าบุลกาเรียซึ่งมรี ะดบั ของการ
เข้ามีส่วนร่วมในรูปแบบการไปใช้สิทธิในการเลือกต้ังสูง จะเป็นผลให้ระดับ
ของการเข้ามีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ สูงตามไปด้วยไม่ บางรูปแบบอาจจะ
อยู่ในระดับที่ต่ากว่าในสวิสก็ได้ เช่น ในรูปแบบของพูดคุย ปรึกษาเรื่อง
การเมอื งในบรรดาราษฎร เป็นตน้
~ 202 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
นอกจากนี้เรายังไม่มีวิธีใดท่ีจะวัดขอบข่ายและความเข้มข้นใน
รูปแบบต่างๆ ของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองและนามาอยู่ใน
ลักษณะร่วมท่ีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด ได้ดังน้ัน รูปแบบหน่ึงของ
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองจึงเป็นเสมือนส่วนหนึ่งของตัวแปร ทั้งหมด
และตัวแปรแต่ละตัวหรือรูปแบบแต่ละรูปแบบน้ีต่างก็มีความสัมพันธ์กับ
ประเดน็ ในทางเศรษฐกิจและสงั คมแตกต่างกนั ไปด้วย
แบบแผนของการเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในแต่ละรูปแบบของสังคมแต่ละ
สงั คมอาจดาเนินไปใน 2 แบบแผนใหญ่ๆ ดงั ต่อไปน้ี
1 . ก า ร เ ข้ า มี ส่ ว น ร่ ว ม ท า ง ก า ร เ มื อ ง อ ย่ า ง เ ป็ น อิ ส ร ะ
(Autonomous Political Participation) หมายถงึ ลักษณะทร่ี าษฎรเข้าไป
มีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบใดๆ ด้วยความพึงพอใจส่วนตัว เป็นไป
โดยความสมัครใจ หรือได้พินิจพิเคราะห์ใช้วิจารณญาณของตนเอง
มองเห็นประโยชน์ของการเข้ามีส่วนร่วม และมองเห็นว่าตนเองสามารถที่
จะก่อใหเ้ กิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไดอ้ ย่างแทจ้ รงิ
2. การเขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมืองโดยถกู ปลกุ ระดม (Mobilized
Political Participation) หมายถึงลักษณะของการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองของราษฎรท่ีเป็นไปโดยที่ไม่ได้เกิดจากเจตน์จานงของตนเอง แต่เกิด
จากผู้อ่ืนปลุกระดมให้เขาเข้าร่วมในการกระทากิจกรรมทางการเมืองใน
รูปแบบต่างๆ โดยการขู่เข็ญ บังคับ ชักจูง หรือใช้อิทธิพลทางวัตถุ เป็นต้น
ท้ังนก้ี ็เพอ่ื ใหเ้ ป็นไปตามที่ผปู้ ลุกระดมต้องการ
~ 203 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
สาเหตขุ องการเขา้ มสี ว่ นร่วมทางการเมอื ง
ในทางทฤษฎีน้ัน การท่ีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลพยายามท่ีจะทาให้
เป้าหมายของพวกเขาประสบความสาเร็จหรือบรรลุได้นั้น ถ้าพวกเขาเห็น
วา่ อาจจะกระทาไดโ้ ดยวิธกี ารที่ไม่เป็นการเมือง หรือเห็นว่าวิธีการท่ีไม่เป็น
การเมืองน่าจะได้ผลดีกว่าวิธีการทางการเมืองแล้ว พวกน้ีจะทุ่มเทให้กับ
วิธกี ารทีไ่ ม่เป็นการเมือง แตเ่ ป้าหมายบางประการจาเป็นต้องใช้วิธีการทาง
การเมืองเท่านั้นจึงจะบรรลุผลได้ เช่นในเร่ืองของการประกันราคาข้าว
การกาหนดอัตราค่าแรงงานข้ันต่า เป็นต้น ดังน้ันเมื่อมีปัญหาที่เกี่ยวข้อง
กับการเมืองขนึ้ พวกนี้กจ็ าต้องเข้าไปมสี ่วนรว่ มโดยไมอ่ าจท่จี ะหลีกเล่ยี งได้
นอกจากนี้ในสังคมท่ีมีความขัดแย้ง มีปัญหาเร่ืองเชื้อชาติ มีการ
ช่วงชิงอานาจทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆ ซ่ึงปัญหาเหล่านี้จะอยู่ในรูป
ของการเมือง และจะก่อให้เกิดการปลุกระดมอันจะนาไปสู่การเข้ามีส่วน
รว่ มทางการเมืองในรปู แบบท่ีรุนแรงข้ึนได้ ส่วนปัญหาอื่นๆ ท่ีสังคมประสบ
เช่นเรื่องของการแจกแจงสวัสดิการ ปัญหาเงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง
เหล่าน้ีอาจนามาซึ่งการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบใดๆ ท้ังน้ี
ขึ้นอย่กู ับวา่ วิธีการของรัฐบาลมีประสทิ ธผิ ลและเปิดโอกาสให้ราษฎรได้เข้ามี
ส่วนร่วมมากนอ้ ยเพียงไรเม่ือเทยี บกบั วิธอี ่ืนๆ
ในทน่ี เ้ี ราอาจจะสรุปประเดน็ ต่างๆ ท่เี ป็นสาเหตใุ หป้ ระชาชนเข้ามี
ส่วนร่วมทางการเมอื งได้ดังตอ่ ไปนี้
1. กระบวนการสร้างความเป็นทันสมัย (Modernization) เป็น
กระบวนการท่เี ชอื่ มโยงระหวา่ งสังคมด้ังเดิมกับสังคมทันสมัย กระบวนการ
น้ีจะเป็นผลให้สังคมดั้งเดิ มแปรเปลี่ยนไปมี Urbanization ,
Industrialization ระดับการศึกษาของคนสูงข้ึน ความคาดหวัง ความ
ทะเยอทะยานของคนเพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลจาก Social Mobilization ใน
~ 204 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
ขณะเดียวกันในสังคมท่ีระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่ต่ากว่า
กระบวนการ Social Mobilization แล้ว ความคับข้องใจก็จะเกิดข้ึน
และถ้าความคับข้องใจเหล่าน้ีไม่สามารถถูกขจัดไปได้แล้วประชาชนจะเข้า
ไปมีส่วนร่วมทางการเมือง สร้าง Demands เข้าสู่ระบบการเมืองมาก
ยิ่งข้ึน
2. การเปล่ียนแปลงในโครงสร้างชนช้ันทางสังคม การ
เปลีย่ นแปลงนี้เป็นผลโดยตรงจากการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และจะมีส่วน
เชอื่ มโยงให้ประชาชนเข้าไปมีสว่ นรว่ มทางการเมืองเพิม่ ขึน้ อีกด้วย
Nie, Powell และ Prewitt 10 ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
ตวั แปร 3 ตวั คอื การพฒั นาเศรษฐกิจ โครงสร้างชนชัน้ และการเขา้ มีส่วน
รว่ มทางการเมืองจาก 5 ประเทศ คือสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน อิตาลี
และเม็กซโิ ก พบวา่ คนที่มีฐานะทางสงั คมดจี ะเขา้ ไปมีส่วนร่วมทางการเมือง
มากกว่าชนชั้นอ่ืนๆ อาจอธิบายได้ว่าผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจจะช่วย
เพิ่มการเข้ามีส่วนร่วมโดยทาให้เกิดชนช้ันกลางและชนชั้นสูงมากข้ึน และ
คนพวกน้ีมีแนวโน้มว่าจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์กรใดๆ สูงกว่าชนช้ันอื่น
นอกจากน้ียังพบอีกว่าสมาชิกปฏิบัติการที่เข้มแข็ง (Active members)
ขององคก์ รมีแนวโน้มวา่ จะเขา้ ไปมีสว่ นร่วมทางการเมืองมากกว่าพวกที่ไม่ได้
เป็นสมาชกิ องคก์ รใดๆ อีกดว้ ย
ดังน้ัน เมือ่ โครงสร้างชนช้นั ของคนเปลี่ยนไปจะเป็นผลให้ทัศนคติ
และพฤตกิ รรมทางการเมืองของคนเปลยี่ นไปด้วย กลา่ วคอื
1. มคี วามสานกึ ในหน้าทข่ี องราษฎรมากข้นึ
2. ได้รับข่าวสารทางการเมืองเพ่มิ ขึน้
3. ตระหนักในผลกระทบที่นโยบายของรัฐพึงมีตอ่ ตนเองย่ิงขึน้
~ 205 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
4. มีความสานึกในฐานะท่เี ป็นสัตว์การเมือง
5. ให้ความสนใจอยา่ งยง่ิ ยวดในกจิ กรรมทางการเมือง
จากทัศนคติและพฤติกรรมดังกล่าวจะเป็นผลให้คนเข้าไปมีส่วน
รว่ มทางการเมืองมากย่งิ ข้นึ
เพ่อื ใหเ้ ข้าใจยิ่งข้นึ Nie, Powell และ Prewitt ได้สรุปขอ้
คน้ พบจากการศึกษาของพวกเขาเปน็ ภาพดงั ตอ่ ไปนี้
สมาชกิ ภาพ ฐานะทางสังคม
ขององค์กร
ตระหนักในผลกระทบ ได้ข่าวสาร หน้าที่ของราษฎร
จากนโยบายของรฐั
มีความสนใจทาง มคี วามสานึกในฐานะ
การเมอื งอยา่ งย่งิ ยวด ทีเ่ ปน็ สัตว์การเมอื ง
การเข้ามสี ่วนรว่ มทางการเมือง
3. อิทธิพลของปัญญาชนและการคมนาคมส่ือสารแบบใหม่
ในสงั คมท่ีเกิดใหม่หลายประเทศท่ีนักศึกษา ปัญญาชนได้เข้าไปมีบทบาทที่
สาคัญในการก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางการเมือง เช่นตุรกี เกาหลีใต้
และประเทศไทยในช่วง 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น พวกนี้ยังมีส่วนกระตุ้น
~ 206 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
ให้ประชาชนได้รู้ถึงสิทธิหน้าที่ในฐานะราษฎร เช่นในโครงการเผยแพร่
ประชาธิปไตยของศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุน
จากทบวงมหาวทิ ยาลัยของรัฐ ในปี 2517 เป็นตน้
นอกจากนอ้ี ิทธิพลจากวทิ ยุโทรทัศน์ ตลอดจนหนังสือพิมพ์ต่างๆ
ยังมีผลต่อการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ในบางสังคมจะใช้
ส่ือมวลชนเหล่าน้ีเพ่ือการโฆษณา ชวนเชื่อบ้าง ก็เพื่อให้การอบรมทาง
การเมืองแก่สมาชกิ ของสงั คม ทส่ี าคัญก็คือส่ือมวลชนเหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อม
ระหวา่ งผู้ปกครองกบั ผ้ถู ูกปกครอง แน่นอนว่าถ้าผู้ปกครองไร้ประสิทธิภาพ
ไม่สนองตอบต่อความต้องการของสมาชิกในสังคม ก็จะเป็นผลให้ข้อ
เรียกร้องต่างๆ อันเป็นผลจากการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองก็จะเพิ่มมาก
ขนึ้ ด้วย
4. ความขัดแยง้ ระหว่างกลุ่มผู้นาทางการเมือง ก็ถือเป็นสาเหตุ
ประการสาคัญอันจะนาไปสู่การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากย่ิงข้ึน
โดยเฉพาะในประเทศกาลังพัฒนา การขัดแย้งนี้มักจะเป็นความขัดแย้ง
ระหว่างผู้นาที่อยู่ในอานาจซึ่งไม่ต้องการที่จะให้ผู้นาใหม่ที่มีหัวคิดก้าวหน้า
เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นเหตุให้กลุ่มผู้นาใหม่จาเป็นต้องหาทาง
ปลุกระดมประชาชนให้ประชาชนเกลียดชังระบบการเมืองท่ีเป็นอยู่ สร้าง
ความชอบธรรมให้กับระบบการเมืองแบบใหม่ที่อ้างว่า สามารถให้ความ
ยุติธรรมกว่าเดิม การขัดแย้งกันน้ีมักจะนาไปสู่การเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองในรูปของการใชก้ าลังรนุ แรง
5. รัฐบาลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเร่ืองราวในทางสังคม
เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสังคมมากยิง่ ข้ึน กน็ ับเป็นสาเหตุทสี่ าคญั อัน
จะนาไปสู่การเพ่ิมขึ้นของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ในระบบสังคม
แบบด้ังเดิมน้ันเรื่องราวในทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมจะตกอยู่
~ 207 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
ภายใต้อิทธิพลของกระบวนการประเพณี และความเชื่อท่ีงมงาย เช่นเช่ือ
กันว่าฐานะความเป็นอยู่ของคนนั้นเป็นผลมาจากกรรมในอดีต ปัญหาท่ี
เกดิ ข้นึ ในสังคมมักจะไดร้ บั การแกไ้ ขกันเอง และมองวา่ รัฐบาลเป็นเร่ืองของ
คนช้ันสูงในเมือง การเมืองกับตนเองอยู่กันคนละโลก ต่อมาเม่ือบ้านเมือง
เป็นทันสมัย ระบบการเมืองเป็นทันสมัยย่ิงขึ้น ความจาเป็นท่ีรัฐบาล
จะต้องออกกฎระเบียบต่างๆ ก็จะย่ิงมีมากข้ึน อานาจของรัฐบาลกลางจะ
แผ่ขยายออกไปครอบคลุมในส่วนสัดต่างๆ ของภูมิภาคกว้างขวางย่ิงข้ึน
หมู่บ้านในชนบทสามารถติดต่อกับตัวเมืองสะดวกย่ิงข้ึนโดยผ่านถนนชั้นดี
การบริการของรัฐในดา้ นสาธารณูปโภคอื่นๆ เช่น ไฟฟ้า การศึกษาได้เข้าไป
เก่ยี วข้องกบั ชีวิตประจาวันของคนในชนบทมากยิ่งขึ้น ในที่สุดชาวชนบทจะ
เกิดความสานึกในบทบาทหน้าท่ีของตนเองและจะพยายามเรียกร้อง หรือ
เขา้ ไปมีสว่ นรว่ มทางการเมืองเพือ่ ให้ได้มาในสิ่งท่พี วกเขาตอ้ งการมากยิ่งข้ึน
6. อทิ ธพิ ลของการศึกษา มีงานวิจัยหลายช้ินท่ีพบว่าคนที่ได้รับ
การศกึ ษาในระดบั สงู มีแนวโนม้ วา่ จะเข้ามีส่วนร่วมในระดับที่สูงกว่าบุคคลที่
มกี ารศกึ ษานอ้ ย
ในหนังสือ The Civic Culture 11 นั้น Almond กับ Verba ได้
สรุปความสัมพันธ์ของการศึกษากับการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองไว้
ดงั ต่อไปน้ี
1. บคุ คลทีย่ ง่ิ มีการศึกษาดีก็จะยง่ิ ตระหนักในผลกระทบท่ีรัฐบาล
มตี ่อบุคคลแตล่ ะคนมากกว่าบคุ คลทีร่ ะดับการศึกษานอ้ ย
2. บุคคลทยี่ งิ่ มีการศึกษาดี จะมีทีท่าว่าจะอ้างว่าเขาติดตามข่าว
คราวการเมืองและให้ความสนใจต่อการรณรงค์หาเสียงมากกว่าบุคคลท่ีมี
ระดับการศึกษานอ้ ย
3. บุคคลทย่ี ิ่งมีการศกึ ษาดี จะย่งิ มีขา่ วสารทางการเมอื งมาก
~ 208 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
4. บุคคลท่ียิ่งมีการศึกษาดี จะมีความคิดเห็นในเรื่องการเมือง
กว้างขวางมาก ความสนใจต่อการเมืองจะมีเป้าหมายหรือประเด็นที่กว้าง
กวา่
5. บุคคลท่ยี ิง่ มกี ารศึกษาดี มแี นวโนม้ ว่าจะเขา้ ไปย่งิ เก่ียวกับการ
ถกเถยี งพดู คุยทางการเมืองกนั
6. บุคคลยิ่งมีการศึกษาดี ก็จะยิ่งรู้สึกอิสระท่ีจะพูดคุยเร่ือง
การเมืองกับคนโดยทั่วๆ ไปส่วนพวกท่ีมีการศึกษาน้อยมีแนวโน้มว่าจะอ้าง
ว่ามีคนจานวนมากทเ่ี ขาไมอ่ ยากจะพูดคุยการเมืองด้วย
7. บุคคลยิ่งมีการศึกษาดี จะมีแนวโน้มว่าจะมองว่าตนเองมี
ความสามารถท่จี ะใช้อิทธพิ ลกดดันรัฐบาลได้
ฐานของการเข้ามีสว่ นรว่ มทางการเมือง
คาว่า ฐานในท่ีนี้หมายถึงกลุ่มหรือองค์กรท่ีบุคคลสังกัด โดยมี
จุดมุ่งหมายตลอดจนวิธกี ารท่เี ปน็ ของตนเอง ซ่งึ แต่ละกลุม่ แต่ละองค์กรต่าง
ก็มีจุดมุ่งหมายและวิธีการที่จะให้ได้มาซึ่งผลอันเป็นท่ีปรารถนาอาจจะ
คล้ายคลึงกันหรือแตกต่างกนั หรืออาจจะขัดแย้งกบั ของอีกกล่มุ หรือองค์กร
หน่ึงก็ได้ โดยผ่านทางกลุ่มหรือองค์กรเหล่าน้ีเองที่ทาให้บุคคลเข้ารวมกัน
เข้ามีสว่ นร่วมทางการเมืองในรปู แบบใดๆ โดยมุ่งหวังท่ีจะใช้อิทธิพลต่อการ
กาหนดนโยบายของรฐั บาลเพ่อื ให้เปน็ ไปในรูปของการเอ้ือต่อประโยชน์ของ
กลุ่มหรือองค์กรเอง และการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยผ่านกลุ่ม
หรือองค์กรนี้จะสร้างอิทธิพลในลักษณะท่ีกว้างขวางกว่าการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมอื งของแต่ละบุคคลมาก ฐานของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
น้ีเราอาจแบ่งไดเ้ ปน็ 4 รูปแบบด้วยกนั ดงั ต่อไปน้ี
1. ชนช้ันทางสังคม (Social Class) โดยปกติแล้วพวกท่ีร่ารวย
กับพวกทียากจนจะมีผลประโยชน์แตกต่างกัน และความแตกต่างนี้เองที่
~ 209 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
นาไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ผู้ท่ีเสนอแนวความคิดในเร่ืองความ
ขัดแย้งในระหว่างชนช้ันท่ีเด่นที่สุดคือ คาร์ล มาร์กซ์ โดยมองว่าในสังคม
นายทุนอุตสาหกรรมในปัจจุบันจะแบ่งออกได้เป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้น
นายทุนกับชนช้ันกรรมาชีพ ท้ังสองชนชั้นจะต่อสู้กันเพื่อผลประโยชน์ทาง
เศรษฐกิจ ชนช้ันนายทุนซึ่งเป็นชนช้ันที่เป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตจะ
พยายามทกุ วิถีทางท่จี ะเพิ่มกาไรให้กบั ตนเอง เป็นผลให้ชนช้ันกรรมาชีพซึ่ง
ขายแรงงานเพื่อยังชีพถูกบีบค้ันถูกขูดรีดค่าจ้างแรงงาน จนในที่สุดชนชั้น
กรรมาชีพเหล่านี้ทนต่อสภาวะที่ถูกบีบค้ันไม่ได้จะรวมตัวกัน เกิดความ
สานึกในฐานะที่เป็นชนชั้นซึ่งทางานหรือใช้แรงงานอย่างหนัก แต่ความ
เป็นอยู่กลับเลวร้ายเสียยิ่งกว่าทาสในสมัยก่อนในขณะท่ีชนช้ันนายทุนซ่ึง
ไม่ได้ลงแรงแต่อย่างใดกลับเป็นชนชั้นท่ีสะดวกสบายที่สุด และความ
สะดวกสบายนี้ไดม้ าจากผลพวงของแรงงานของชนชั้นกรรมาชีพท้ังส้ิน ชน
ชั้นกรรมาชีพเหล่านี้จะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปของการปฏิวัติล้ม
ล้างสงั คมนายทนุ และนาไปสสู่ งั คมคอมมิวนิสต์ ซึง่ มารก์ ซ์เช่อื ว่าเป็นสงั คมที่
ดีกวา่ และยตุ ธิ รรมกว่าสงั คมนายทนุ
2. กลุม่ ชุมชน (Communual Groups) หมายถงึ กลมุ่ บุคคล
ทม่ี ีเชอื้ ชาติ ศาสนา ภาษา และสัญชาติท่ีเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน ใน
สังคมที่มีระดับของความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันสูง รูปแบบของการเข้ามี
สว่ นรว่ มทางการเมอื งของกล่มุ ชุมชนจะอยู่ในรูปของสันติวิธี ดาเนินไปตาม
กฎระเบยี บของสังคม แต่ในสังคมทม่ี ีระดับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่า
ปญั หาการเขา้ มีสว่ นรว่ มของกลุ่มชมุ ชนในรูปแบบทใ่ี ชก้ าลงั รุนแรงจะเกิดข้ึน
เช่น กรณีของชนกลุ่มน้อยในพม่า เช่น กะเหร่ียง อาข่า ขะฉ่ิน เป็นต้น
กลมุ่ ชุมชนเหล่านี้ไม่ยอมรับในความชอบธรรมของรัฐบาลกลางของกลุ่มชน
ชาติพม่า จึงตอ้ งการทจี่ ะแยกตนมาจัดตั้งเป็นรัฐอิสระ ปัญหาความรุนแรง
~ 210 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
จงึ เกิดขึ้นจากการระดมสรรพกาลังโดยใช้กลุ่มชุมชนเป็นฐานนาไปสู่การเข้า
มสี ว่ นรว่ มทางการเมืองในรปู ของสงครามภายใน
3. กลุ่มเพื่อนบ้าน (Neighbourhood Group) หมายถึง
กลุ่มบุคคลท่ีตั้งบ้านเรือน หรือท่ีอยู่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน เช่น
ชมรมหมู่บา้ นเสรี ชมรมหมู่บา้ นสหกรณ์ เป็นต้น บุคคลเหล่าน้ีอาจรวมตัว
กนั ขนึ้ ยน่ื ขอ้ เรียกรอ้ งหรอื เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบใดๆ ออกมา
เพื่อบบี ให้รฐั บาลดาเนินการหรอื ไม่ดาเนินการตามแนวทางใดๆ ได้ อย่างเชน่
สมมุติว่ารัฐบาลดาริจะตัดถนนวงแหวนผ่านกลางหมู่บ้านเสรี ผลเสียก็จะ
เกดิ ข้ึนกับชาวบ้านในแงข่ องความจอแจอึกทึกครึกโครมของเสียงยวดยานที่
จะตามมา ความสงบร่วมเย็นก็จะถูกทาลายไป ชาวบ้านจึงรวมตัวกันข้ึน
เป็นชมรมมีการดาเนินการติดต่อกับนักการเมืองบ้าง ส่งสารไปวิงวอนต่อ
คณะรฐั มนตรีให้ระงับโครงการนี้บ้าง เปน็ ต้น
4. กลมุ่ ขนาดเล็ก หมายถึง กลุ่มบุคคลท่ีรวมตัวกันโดยมีความ
ผูกพันต่อกันอย่างแน่นแฟ้น เช่น กลุ่มอุปถัมภ์ซ่ึงเป็นการจับกลุ่มกัน
ระหว่างบคุ คลท่ีมฐี านะ ความม่ังค่ังและอิทธิพลไม่เท่าเทียมกัน และอยู่ใน
รูปของการใหป้ ระโยชนร์ ะหวา่ งกันแบบถ้อยทีถอ้ ยอาศัย
จึงอาจกล่าวได้ว่า กลุ่มหรือองค์กรจะเป็นฐานท่ีสาคัญยิ่งต่อการ
เข้ามสี ่วนรว่ มทางการเมือง จากผลการศกึ ษาจานวนมากพบวา่ ผทู้ ีเ่ ข้ามสี ่วน
เกี่ยวข้องกับองค์กรจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าพวกที่ไม่ได้
เกี่ยวข้อง 12 การที่บุคคลได้มีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมในองค์กรซึ่งจะเน้นใน
เรื่องของการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล มุ่งท่ีเป้าหมายร่วมกันและการเข้าสู่
ตาแหน่งหน้าที่ใดๆ โดยอาศัยความสามารถท้ังในแง่ของทักษะและ
การศกึ ษา จะเปน็ ผลให้บคุ คลไดเ้ รียนร้คู ่านยิ มใหม่ๆ มคี วามตะหนกั ร่วมกัน
ในผลประโยชน์ร่วมของกลุ่ม ซ่ึงส่วนใหญ่ผลประโยชน์ของกลุ่มหนีไม่พ้นท่ี
~ 211 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
จะต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของบรรดา
สมาชิกของกลุม่ องค์กรจงึ มแี นวโนม้ ทีจ่ ะเกดิ ขึน้ ไดม้ าก
การเขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมืองกบั รปู แบบของการพัฒนา
ในรูปแบบของการพัฒนาในแต่ละระบอบจะใหค้ วามสาคัญกับการ
เขา้ มสี ว่ นรว่ มในลักษณะทีแ่ ตกต่างกันไปตามแนวนโยบายและเปา้ หมายของ
ระบอบน้ันๆ ในที่นี้เราอาจแบ่งรูปแบบการพัฒนาออกได้เป็น 5 ระบอบ
ดว้ ยกัน ดังต่อไปนี้ 13
1. ระบอบเสรีนิยม (Liberal Model) การพัฒนาในระบอบน้ี
เป็นไปเพื่อการสร้างความเป็นสมัยทางเศรษฐกิจสังคม โดยหวังที่จะเพิ่ม
ความกินดีอยู่ดีให้กับปวงชน มีการแจกแจงแบ่งสรรความม่ันคงอย่างเป็น
ธรรม ผลทางการเมืองก็คือจะก่อให้เกิดความมั่นคง ท้ังยังช่วยขยาย
ชอ่ งทางใหเ้ ขา้ มีสว่ นรว่ มทางการเมืองเพ่ิมขึ้น และจะส่งผลให้การปกครอง
ในระบบประชาธิปไตยม่ันคง ดังเชน่ ในสหรัฐอเมริกา ซึง่ เปน็ สังคมที่พัฒนา
ในระบอบเสรีนิยม ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองแบบอิสระมาก
ลกั ษณะของความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ ของการพัฒนาในระบอบนี้อาจ
เขียนเปน็ รปู ไดด้ งั น้ี
การพัฒนาทาง เสถยี รภาพทาง
เศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง
ความเสมอภาคทางเศรษฐกจิ
สังคมเพิ่มมากขึน้
การเข้ามสี ่วนรว่ มแบบประชาธิปไตย
~ 212 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
อยา่ งไรก็ตาม การพฒั นาในรปู แบบน้ไี ด้รับการโจมตีมากเน่ืองจาก
ปรากฏการณท์ างการเมอื งในชว่ งระหว่างปี 1950 - 1960 นั้น ช้ีให้เห็นว่า
สภาพของการใช้กาลังรุนแรงและการไร้เสถียรภาพทางการเมืองในสังคมท่ี
อยู่ในระยะการสร้างความเป็นทันสมัยมีมากกว่าในสังคมที่มีระดับของการ
พัฒนาต่าสุดเสียอีก นอกจากน้ีการเจริญเติบโตในทางเศรษฐกิจของ
ประเทศท่ีอยู่ในระยะการสร้างความเป็นทันสมัยจะยังผลให้เกิดความไม่
เสมอภาคกันในรายได้ ตลอดจนการแจกแจงทรัพยากรด้วย Adelman
กับ Morris พบว่า “ความเจริญในทางอุตสาหกรรมในระดับสูง
ความสามารถในการผลิตในทางเกษตรกรรมที่เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว และ
อัตราการเติบโตที่เพ่ิมข้ึนเหล่านี้มีแนวโน้มว่าจะทาให้การจัดสรรรายได้
เปลี่ยนไปให้ประโยชน์ต่อกลุ่มผู้ท่ีมีรายได้สูง และเป็นผลเสียต่อกลุ่มผู้มี
รายได้น้อย พลวัตรของกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจน้ันมีแนวโน้มว่าจะ
ดาเนนิ ไปในลักษณะท่ีคอ่ นข้างจะไม่ใหป้ ระโยชน์ตอ่ พวกท่ียากไร้เลย กลุ่มผู้
ท่ีได้รับผลตอบแทนของการพัฒนาเศรษฐกิจท่ีสาคัญก็คือชนช้ันกลางและ
กลุ่มผ้มู ีรายไดส้ งู ”14
เราจะพบวา่ รูปแบบการพัฒนาแบบเสรีนิยม ซ่ึงให้ความสาคัญกับ
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากนี้มีใช้กันอยู่มีกี่ประเทศในปัจจุบัน ส่วน
ใหญจ่ ะไมใ่ หค้ วามสาคัญกับการเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมืองเท่าไรนัก
2. ระบอบนายทุน (Capitalist Model) ในช่วงแรกของการ
พัฒนานนั้ ความไมเ่ สมอภาคทางเศรษฐกจิ จะเพิ่มมากข้ึน และจะเปิดช่องให้
ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากข้ึน การพัฒนาในระบอบ
นายทุนน้ีจะช่วยขยายการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของชนช้ันกลางในตัว
เมือง และช่วยให้เดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว ใน
ระยะสั้นนั้น เสถียรภาพทางการเมืองมีอยู่พอสมควร ในระยะยาว ความไม่
~ 213 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
เสมอภาคจะเพ่ิมมากข้ึน ทาให้ชนชั้นต่าเรียกร้องขอเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองเพิ่มข้ึน
3. ระบอบอัตตาธิปไตย (Autocratic Model) เป็นรูปแบบการ
พัฒนาโดยการรวบอานาจ ไม่ยินยอมให้ชนชั้นกลางเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองอีกต่อไป มีการขยับขยายตัวก่อให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจและ
สง่ เสรมิ ให้เกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ทังนี้ก็เพ่ือท่ีจะรักษาไว้ซึ่งเสียง
สนบั สนุนจากชนชั้นต่า ไว้ต้านกับพลังของชนช้ันกลาง ในการส่งเสริมความ
เสมอภาคนี้ รัฐอาจใช้อานาจนาไปสู่การปฏิรูปที่ดิน ซ่ึงถ้าทาสาเร็จ
เสถยี รภาพทางการเมืองก็จะเกดิ ขน้ึ แตใ่ นระยะยาว การพัฒนาในรูปแบบน้ี
จะถูกท้าทายจากชนชั้นต่า กล่าวคือ พวกนี้จะหาทางที่จะเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองมากยิ่งข้นึ
4. ระบอบเทคโนเครต (Technocratic Model) เป็นรปู แบบ
การพัฒนาที่สามารถสนองตอบต่อการท้าทายจากชนช้ันต่าได้ กล่าวคือ
เป็นรูปแบบท่ียินยอมให้มีการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับต่า มี
ระดับของการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติในอัตราท่ีสูง มีระดับ
ของการ
เติบโตทางเศรษฐกิจสูงและความไม่เสมอภาคในรายได้จะเพ่ิมมากข้ึนด้วย
การพฒั นาในรูปแบบน้ีจะอ้างว่าจาเป็นต้องจากัดการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองของประชาชนเป็นการช่ัวคราวเพ่ือส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่
ระบอบนี้ก็ไม่ไดใ้ หค้ าตอบทแ่ี น่นอนว่าความไม่เสมอภาคที่เพิ่มข้ึนน้ีขนาดใด
ท่ไี มก่ อ่ ให้เกิดการเรียกร้องเขา้ ไปมีสว่ นรว่ ม ชอ่ งวา่ งท่ีเกิดข้ึนระหว่างพวกที่
ร่ารวยกับพวกที่ยากจนผนวกกับการท่ีรัฐบาลพยายามจากัดการเข้ามีส่วน
ร่วมอาจจะกอ่ ใหเ้ กิดแรงผลกั ดนั และในทสี่ ดุ จะนาไปสภู่ าวะ “ การเขา้ มสี ว่ น
ร่วมอย่างฉับพลัน ” ได้รูปแบบของการพัฒนาแบบเทคโนเครตอาจเขียน
เปน็ รปู ได้ดงั นี้
~ 214 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
การเขา้ มสี ว่ นร่วม ขยายการพัฒนา ความเสมอภาคทาง
ทางการเมอื งลดลง เศรษฐกจิ สังคม เศรษฐกิจสังคมลดลง
การเขา้ มสี ่วนรว่ มทาง เสถยี รภาพของ
การเมอื งแบบฉบั พลนั การเมอื งลดลง
5. ระบอบมวลประชานิยม (Populist Model) เป็นรูปแบบ
การพฒั นาท่ตี รงข้ามกับแบบเทคโนเครต กล่าวคือ ระดบั การเข้ามีสว่ นรว่ ม
ทางการเมืองของประชาชนจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มีความเสมอภาคในทาง
เศรษฐกิจเพ่ิมขึ้น และอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจค่อนข้างจะต่าแต่เมื่อ
รปู แบบนไ้ี ด้พัฒนาไปจะกอ่ ให้เกดิ ความขดั แยง้ กนั ขน้ึ ในสังคมและสังคมจะมี
การแบง่ พรรคแบ่งพวกเปน็ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ มีกลุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นและเข้าไปมี
ส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อพยายาม “ ทวง” ผลประโยชน์ท่ีพวกตนควรจะ
ได้รับจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นรูปแบบน้ีอาจนาไปสู่สงคราม
กลางเมอื ง อนั เปน็ ผลมาจากการเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมือง และจะเป็นผล
ให้กลุ่มทหารเข้ายึดอานาจ ให้กฎอัยการศึกห้ามไม่ให้มีการชุมนุมทาง
การเมือง ตลอดจนรูปแบบของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอื่นๆ ถ้า
ทหารคงอยใู่ นอานาจรปู แบบของการพัฒนาจะกลับไปสู่ระบอบเทคโนเครต
แตถ่ า้ ทหารถอนตวั ออกไประบอบมวลประชานิยมจะเกดิ ข้นึ อกี ครั้งหนึง่
รปู แบบของการพฒั นาในระบอบมวลประชานิยมอาจเขยี นไดเ้ ป็น
รปู ดงั ตอ่ ไปน้ี
~ 215 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
เพม่ิ ความเสมอภาค
ทางเศรษฐกจิ สงั คม
ขยายการเขา้ มีสว่ นร่วม การพัฒนาทางเศรษฐกจิ
ทางการเมือง สังคมอยใู่ นระดบั ต่า
เสถียรภาพทาง
การเมืองลดลง
กลุ่มทหารยึดอานาจทางการเมอื ง
อย่างไรก็ตาม รูปแบบของการพัฒนาหาได้มีเพียง 5 รูปแบบท่ี
กล่าวมาแล้วไม่ บางประเทศมีรูปแบบที่อาจเรียกได้ว่า “ต่าตลอดกาล”
คือ การเขา้ มสี ว่ นร่วมทางการเมอื งในระดับตา่ และมกี ารพัฒนาเศรษฐกิจ
ในระดับต่า ทุกคนมีส่วนร่วมในความยากจนใกล้เคียงกัน ส่วนในบาง
ประเทศที่มีการปฏิวัติเกิดข้ึนก็อาจนาไปสู่รูปแบบใหม่ของการพัฒนาใน
ลักษณะทีใ่ ห้ความสาคัญกับการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมาก มีการแจก
แจงและจัดสรรรายได้ตลอดจน ความมั่งค่ังในรูปของการใช้กาลังรุนแรง
แต่ในช่วงหลังๆ นั้น ความเจริญทางเศรษฐกิจและความเสมอภาคในทาง
เศรษฐกจิ สังคมจะปรากฏใหเ้ หน็ ไดช้ ัดเจนขึน้
ผลกระทบของการพฒั นาเศรษฐกจิ สังคมตอ่ ระดบั ของการเขา้ มี
ส่วนร่วม
เป็นท่ียอมรับกันในแวดวงนักวิชาการว่า ความแตกต่างระหว่าง
สงั คมแบบด้ังเดมิ กบั สังคมท่ีเป็นทนั สมัยในประเด็นหลกั ๆ ทางการเมืองอยู่ท่ี
ความแตกต่างในเรื่องของขอบข่าย ความเข้มข้น และฐานของการเข้ามี
~ 216 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
สว่ นร่วมทางการเมือง ในสังคมท่ีมีระดับของความสลับซับซ้อนสูงเป็นสังคม
อุตสาหกรรม มชี มุ ชนเมอื งมาก และมีความมงั่ คัง่ ข้ึน สมาชิกของสังคมจะ
เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่าสมาชิกของสังคมด้อยพัฒนา ซึ่งมี
ระบบเศรษฐกจิ สังคมทีด่ ัง้ เดิมดว้ ยเหตุน้ี Nie, Powell และ Prewitt จึง
สรุปว่า “ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยที่จะรู้ว่าระดับการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองของชาติใดๆ จะแปรผันไปด้วยกันกับระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจ
ของชาตนิ ้นั ๆ 15
ทาไมการพัฒนาเศรษฐกิจจึงช่วยทาให้เกิดการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมอื ง คาตอบนี้เราพอจะอธบิ ายได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ในสังคมใดๆ ระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมี
แนวโน้มว่าจะแปรผันตามสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคม พวกที่มีการศึกษา
สูง รายได้ดี มีอาชีพที่มีเกียรติมักจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่า
พวกท่ีไร้การศึกษา รายได้ต่าและมีอาชีพท่ีมีฐานะต่า การพัฒนาทาง
เศรษฐกิจจะชว่ ยทาให้คนมกี ารศึกษาดีข้ึน รายได้ดีข้ึน มีชนชั้นกลางเพิ่มข้ึน
พวกนีจ้ ะเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มทางการเมืองมาก
2. การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมมีส่วนก่อให้เกิดความ
ขัดแย้งและความตึงเครียดในระหว่างกลุ่มทางสังคม มีกลุ่มใหม่ๆ เกิดข้ึน
สว่ นกล่มุ เก่าๆ จะถูกทา้ ทาย กลุ่มทม่ี ีรายได้ตา่ จะพยายามหาโอกาสปรบั ปรุง
สถานภาพของพวกตน ข้อขัดแย้งในระหว่างกลุ่มต่างๆ จะเพ่ิมเป็นทวีคูณ
เม่ือขัดแย้งกันมากข้ึนความสานึกในความเป็นกลุ่มจะแน่นแฟ้นในบรรดา
เหล่าสมาชิกของกลุ่มเดียวกัน จนทาให้เกิดการเข้ามีส่วนร่วมเพ่ืออ้างใน
สทิ ธิ หรือไม่ก็เพอื่ รกั ษาผลประโยชน์ของกลมุ่ ของตนเอง
3. ความสลับซบั ซอ้ นของเศรษฐกจิ จะก่อให้เกดิ กลุ่มองค์กรต่างๆ
ที่มีสมาชิกเป็นจานวนมาก เช่น กลุ่มธุรกิจ สมาคมพ่อค้าข้าว สมาพันธ์
~ 217 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
ชาวไร่ชาวนา สหภาพแรงงานขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กลุ่มยุวพุทธ
ศาสนิกชนสากล เป็นต้น ซึ่งสมาชิกของกลุ่มองค์กรเหล่าน้ีส่วนใหญ่มี
แนวโน้มวา่ จะเขา้ มสี ่วนรว่ มทางการเมอื งในระดบั ท่สี งู ด้วย
4. การพัฒนาเศรษฐกิจส่วนหน่ึงจะก่อให้เกิดหน้าที่ใหม่ๆ ให้กับ
รัฐบา เช่น ต้องออกกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เพิ่มย่ิงขึ้น ยิ่งรัฐบาลสร้าง
Output ออกมากระทบต่อกล่มุ ทางสังคมมากเพียงไร พวกน้ีก็จะยง่ิ เขา้ มามี
สว่ นร่วมทางการเมอื งเพ่อื ใช้อิทธพิ ลตอ่ การกาหนดนโยบายมากขึน้ ทา่ น้นั
5. การสร้างความเป็นทันสมัยทางเศรษฐกิจสังคมมักจะอยู่ในรูป
ของการพัฒนาแห่งชาติ อันจะเป็นผลให้บุคคลเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็น
ส่วนหน่ึงของชาติ ความจงรักภักดีท่ีเคยมีต่อกลุ่มท้องถิ่นก็จะสลายไป ทุก
คนเปน็ ราษฎรมีสทิ ธแิ ละความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ โดยเท่าเทียมกัน
เหล่าน้ีจะนาไปสู่การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีเหตุมีผล และอยู่ใน
แบบแผนของความเปน็ อสิ ระในตนเอง
แต่อย่างไรก็ตาม การพัฒนานั้นไม่จาเป็นเสมอไปว่าจะส่งเสริม
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น ในประเทศจีนและเวียดนาม ซ่ึงเป็น
ประเทศท่ีมีระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมค่อนข้างต่า แต่กลับมีการ
เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองแบบปลุกระดมในระดับสูง แม้แต่ในสังคม
เดียวกันก็ตาม ระดับการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองก็หาได้แปรผันตาม
ระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมไม่ เช่น ในประเทศไทยเองซ่ึงเราจะ
พบว่าการไปใช้สทิ ธใิ นการเลือกต้งั ของคนกรุงเทพฯ กลับอยู่ในระดับต่ามาก
เมื่อเทียบกับจังหวัดยโสธร ท้ังๆ ท่ีระดับของความเป็นทันสมัยทาง
เศรษฐกิจสังคมของกรงุ เทพฯ สงู กว่าของจังหวดั ยโสธรมาก
นอกจากน้ีการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในระดับสูงยังมีส่วนทาให้
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองลดลงอีกด้วย ในกรณีท่ีรัฐบาลมุ่งหมายที่จะ
พัฒนาในระดับชาติโดยส่วนรวมมากจนลืมสภาพความเป็นอยู่ ของคนใน
~ 218 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
ชนบท อาจเปน็ ผลใหป้ ระชาชนเหล่านั้นไม่พึงพอใจ และอาจไม่ไปใช้สิทธิใช้
เสียงในการเลอื กต้งั ก็ได้
ผลกระทบของการพัฒนาตอ่ แบบแผนของการเขา้ มสี ว่ นร่วม
การที่ระดับของการพัฒนาแปรเปล่ียนไปจะมีผลกระทบต่อสภาพ
และระดับของภารเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองด้วย ในสังคมแบบดั้งเดิมนั้น
การเขา้ มสี ว่ นรว่ มทง้ั ในแบบปลกุ ระดมและแบบอสิ ระมีอยู่น้อยมาก แต่เมื่อ
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสงั คมขึ้นกจ็ ะเร่มิ มีการเข้ามีส่วนร่วมแบบ
ปลุกระดม ต่อมาก็ขยายไปสู่แบบอิสระเพิ่มข้ึน เราจะพบอยู่เสมอๆ ใน
ประเทศกาลังพัฒนาอย่างเช่นในอินเดีย ไทย ปากีสถาน และฟิลิปปินส์ที่
ผู้นาทางการเมืองใช้วธิ รี ะดมคนใหไ้ ปใชส้ ิทธเิ ลือกต้ังโดยอาศัยกานัน ผู้ใหญ่
บ้าน ตลอดจนผมู้ ีอิทธพิ ลในท้องถ่นิ เป็นหัวคะแนนให้และมีการสมนาคุณใน
รูปของวัตถุนานัปการ จึงนับได้ว่าการเลือกตั้งแบบท่ีมีการแข่งขันกันใน
ระหว่างผู้สมคั รมากคนน้นั จะช่วยใหเ้ กดิ การเขา้ มีสว่ นร่วมทางการเมืองแบบ
ปลุกระดมไดเ้ ปน็ อยา่ งดี โดยเฉพาะในบรรดาชาวชนบท
ส่วนในสังคมที่มีระดับของความเป็นทันสมัยปานกลางน้ัน การ
เขา้ มสี ว่ นร่วมแบบปลกุ ระดมอาจเกิดข้ึนได้ท้ังในชนบทและในเมืองโดยจะมี
วิธกี ารทีแ่ ตกตา่ งกันออกไปไมม่ ากกน็ ้อย เช่น ผู้นาทางการเมอื งหรือผ้สู มัคร
รับเลือกตั้งอาจต้องอาศัยผู้นากลุ่มองค์กร เช่น ผู้นาสหภาพแรงงาน
ตลอดจนผนู้ าทางการเมอื งในระดบั ทอ้ งถ่นิ เป็นต้น ในระยะต่อๆ มา เมื่อมี
การพัฒนาเศรษฐกิจสงั คมมากขน้ึ การเขา้ มสี ่วนรว่ มทางการเมืองแบบอิสระ
ก็จะเพ่ิมมากขึ้นตามมาด้วยในขณะท่ีการเข้ามีส่วนร่วมแบบปลุกระดมจะ
ค่อยๆ ลดลง
~ 219 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
บทสรปุ
เราจะพบว่าการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมีความเกี่ยวเน่ืองกับ
ปัจจัยต่างๆ มากมายโดยเฉพาะในแวดวงของการพัฒนาทางการเมือง ซ่ึง
มองกันว่าการเขา้ มีส่วนรว่ มนเี้ ปน็ ลกั ษณะทางการเมอื งทส่ี าคัญยิ่งของระบบ
การเมืองท่ีทันสมัย และเป็นรากฐานที่สาคัญของระบบการเมืองท่ีพัฒนา
แลว้ ดว้ ย ทาไมและโดยทางใดที่คนเข้าไปเก่ียวข้องกับการเมืองจึงเป็นเรื่อง
ท้าทายสาหรับนักวชิ าภารทจี่ ะแสวงหาคาตอบ ซึง่ คาตอบของนักวิชาการ
แต่ละคน แต่ละสานักจึงมีอยู่มากมายตามแง่มุมของการมองปัญหา
Lester W. Milbrath และ M. L. Goel ได้พยายามสรุปแง่มุมหรือปัจจัย
ต่าง ๆ อนั นาไปสู่การเขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมือง ท้ังน้ีเราเขียนเป็นภาพได้
ดังนี้ 16
สง่ิ แวดลอ้ มขนาดใหญ่ ส่งิ แวดลอ้ มเฉพาะหนา้
- ระบบสังคม - สิง่ เร้าทีม่ ีอยู่ใน
- รูปแบบทางการเมอื ง สภาพแวดลอ้ มนั้นๆ
ปจั จยั ดา้ นสถานภาพ ตดั สนิ ใจ การเขา้ มสี ว่ น
เช่น การศึกษา อายุ รว่ มทาง
ระบบสว่ นตัว การเมือง
- ทศั นคต/ิ ความเชือ่
- บคุ ลิกภาพ
~ 220 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
ทัง้ นี้ สงิ่ แวดลอ้ มเฉพาะหนา้ ในสว่ นของสง่ิ เรา้ นน้ั Gilbrath กับ
Goel ได้รวบรวมข้อคน้ พบจากการวิจยั ของนกั วิชาการหลายทา่ นไวพ้ อจะ
สรุปได้ดงั น”ี้ 17
1. ย่ิงบุคคลได้รับสิ่งเร้าเก่ียวกับการเมืองมากเท่าไร เขาจะย่ิงมี
แนวโน้มว่าจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองและจะเข้ามีส่วนร่วมในลักษณะที่
“ลกึ ” มากขึ้นเทา่ นัน้
2. บุคคลท่ีเข้ามีส่วนร่วมในการพูดคุยทางการเมืองอย่างไม่เป็น
ทางการจะมีแนวโน้มว่าจะไปลงคะแนนเสียงเลือกต้ังและเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองในรปู แบบอ่นื ๆ มากกว่าพวกทไ่ี ม่มกี ารพดู คยุ ทางการเมืองเลย
3. ชนชั้นกลางมักจะได้รับสิ่งเร้าทางการเมืองมากกว่าชนชั้น
กรรมกร
4. ในเม่อื บุคคลมแี นวโน้มว่าจะติดต่อเจรจากันกับบุคคลอื่นๆ ที่มี
ระดับการศึกษาเท่าเทียมกัน และในเมื่อบุคคลที่มีการศึกษาสูงโดยทั่วๆ ไป
จะยุ่งเกี่ยวและพูดคุยเรื่องการเมืองมากกว่า พวกนี้จึงมักพบกับสิ่งเร้า
เก่ยี วกับการเมืองมากกวา่ บคุ คลท่มี กี ารศกึ ษาตา่ ดว้ ย
5. บุคคลที่พึงพอใจในพรรคหรือผู้สมัครใดๆ มักจะมีส่ิงเร้าทาง
การเมืองมากกว่าบุคคลทไี่ ม่รู้จะเลอื กใครหรอื พรรคใดดี
ในเรื่องของปจั จัยสว่ นตัวนน้ั Milbrath และ Goel ไดร้ วบรวม
ข้อค้นพบไว้ดังนี้ 18
1. บุคคลยิ่งมีความสนใจและห่วงใยเรื่องการเมืองมักจะมี
แนวโนม้ ทจ่ี ะเขา้ รว่ มทากจิ กรรม
2. บุคคลท่มี ีสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมสูง โดยเฉพาะมีระดับ
ของการศกึ ษาสูงมแี นวโนม้ ในทางจิตวทิ ยาว่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง
มากกวา่ บคุ คลทีม่ ีสถานภาพตา่
~ 221 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
3. บุคคลท่ีมีความจงรักผูกพัน หรือมีความพึงพอใจในพรรค
การเมอื ง หรือกลุ่มทางการเมืองใดๆ มีแนวโน้มวา่ จะกระตอื รอื ร้นท่จี ะเข้าไป
มีสว่ นร่วมในกระบวนการทางการเมือง
4. บุคคลท่ีรู้สึกในความสาคัญของตนเองจะเข้าไปมีส่วนร่วมใน
ระดับสงู กว่าบคุ คลทไี่ ม่รสู้ ึกเช่นน้ี
5. บคุ คลทสี่ ามารถเขา้ มีสว่ นรว่ มในกิจกรรมของครอบครัวในช่วง
เยาว์วัยมีแนวโน้มว่าจะพัฒนาความรู้สึกว่าตนเองมีความสาคัญในช่วงเวลา
แหง่ ชวี ิตในระยะต่อๆ มา
6. พวกท่มี แี นวโนม้ วา่ จะเขา้ มีส่วนรว่ มในรูปแบบของการใช้ความ
รุนแรงหาได้เป็นเพราะถูกบีบค้ัน ถูกสังคมเพิกเฉย หรือมาจากชนชั้นต่าไม่
แต่พวกนี้มักจะเป็นพวกที่ได้รับการศึกษาดี เป็นท่ีรู้จักกันในสังคม สนใจ
การเมืองและมีความรเู้ กย่ี วกบั การเมืองเป็นอย่างดี และยังเป็นพวกท่ีเช่ือใน
ความสามารถของตนเองว่าจะสร้างผลกระทบตอ่ การเมอื งได้
7. บคุ คลทีม่ บี คุ ลิกภาพชอบออกสงั คม มกั จะมีแนวโน้มว่าจะเข้า
ส่กู ารเมืองและมักจะมีบทบาทเปน็ ผู้นาด้วย
8. บคุ คลทเ่ี กดิ จากชนช้ันกลางระดับสูงหรืออยู่ในสภาพแวดล้อม
ซึ่งมีสถานภาพทางเศรษฐกิจสังคมสูงๆ มีแนวโน้มว่าจะพัฒนาความเชื่อม่ัน
ในตนเองและมีความรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถมากกว่าบุคคลที่มี
สถานภาพทางเศรษฐกจิ สงั คมตา่
ในส่วนปจั จัยเรอ่ื งของฐานะตาแหนง่ ทางสังคมน้นั Milbrath และ
Goel ไดส้ รุปรวบรวมดงั ต่อไปนี้ 19
1. บุคคลท่ีอยู่ใกล้ศูนย์กลางของสังคมมีแนวโน้มว่าจะเข้าไปมี
สว่ นร่วมทางการเมอื งมากกวา่ บคุ คลทอ่ี ยหู่ า่ งไกล
~ 222 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
2. เดก็ ๆ ทีเ่ ติบโตจากครอบครัวท่บี า้ นอยใู่ กล้ศูนย์กลางของสังคม
มีแนวโนม้ วา่ จะพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ ความเชอ่ื และทัศนคติอันจะนาไปสู่การ
เข้ามีสว่ นร่วมทางการเมืองได้ง่าย
3. ประเทศที่มีการพฒั นาเศรษฐกิจในระดับสูงจะมีระดับของการ
มสี ว่ นร่วมทางการเมอื งมากกวา่ ในประเทศท่มี ีระดับของการพัฒนาต่า
4. บุคคลยิง่ มคี วามกินดอี ยดู่ ีมากนักจะมีแนวโน้มว่าจะมีส่วนร่วม
ทางการเมืองมากกว่าพวกท่ยี ากไร้
5. บุคคลท่ีมีการศึกษาสูงมีแนวโน้มว่าจะเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมอื งมากกว่าผู้ที่มกี ารศกึ ษานอ้ ย
6. บุคคลท่ีมีฐานะดีมีแนวโน้มว่าจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
มากกว่าบุคคลท่มี ฐี านะด้อยกวา่
7. ชาวนามักจะมีความตนื่ ตวั ทางการเมอื งนอ้ ยกว่าชาวเมอื ง
8. บุคคลท่ีเข้าเกี่ยวข้องกับองค์กรมักจะเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองมากกว่าบคุ คลที่ไม่ได้เก่ยี วขอ้ ง
9. สมาชิกสหภาพแรงงานมักจะมีความสนใจการเมืองมีจุดยืน
ทางการเมืองและไปใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนมากกว่าพวกที่ไม่ได้เป็น
สมาชิก
10. ย่ิงบุคคลอาศัยอยู่ในชุมชนใดๆ เป็นเวลานาน พวกนี้จะมี
แนวโนม้ ว่าจะเขา้ มีสว่ นร่วมทางการเมืองมาก
11. การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของคนจะเพ่ิมข้ึนเร่ือยๆ ตาม
ชว่ งอายุจนกระทั่งถึงวยั กลางคนแล้วจะคอ่ ยๆ ลดลงเมอ่ื อายุมากข้นึ
ในส่วนตัวแปรผันเร่ืองของส่ิงแวดล้อมขนาดใหญ่ เช่น ระบบ
สังคมและรูปแบบทางการเมืองน้ัน Milbrath และ Goel ได้สรุปไว้เป็น
ประเด็นๆ ดังต่อไปน้ี 20
~ 223 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
1. สังคมทยี่ ิ่งมคี วามเป็นทันสมัยมากก็จะย่ิงมีระดับของการเข้ามี
สว่ นรว่ มทางการเมอื งสงู
2. ย่ิงมกี ารแข่งขนั กันในระหว่างพรรคการเมืองก็จะย่ิงมีแนวโน้ม
วา่ ระดบั ของการเข้ามสี ่วนรว่ มทางการเมืองจะสูงขน้ึ
3. ยิ่งการเลือกตั้งเก่ียวข้องกับตาแหน่งท่ีมีอานาจมาก หรือเป็น
การเลือกตัง้ ระดบั ชาตกิ จ็ ะยิง่ มีผเู้ ข้ามีส่วนร่วมทางการเมอื งมาก
4. ประชาชนมีแนวโน้มว่าจะไปใชส้ ิทธเิ ลือกตง้ั ในคราวท่ีมีผู้สมัคร
ให้เขาเลือกมากหรือมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเจนมากกว่าในคราวท่ีมี
ผสู้ มคั รนอ้ ยคนหรอื ไมม่ คี วามแตกตา่ งระหวา่ งผ้สู มคั ร
5. มกี ารโฆษณาชวนเชื่อมาก จานวนผไู้ ปใชส้ ิทธิเลอื กตง้ั จะสูง
~ 224 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
เชงิ อรรถ
1 Robert A. Dahl, Modern Political Analysis, (N.J.:
Prentice-Hall, 1963)
2 โปรดพิจารณาแนวความคิดของ Huntington วา่ ด้วยปัจจัย
รว่ ม 3 ประการของระบบการเมอื งทที่ ันสมยั อนั ประกอบด้วย
Rationalizaion of authority, differentiation และ participation
(บทท่ี 4)
3 Daniel Lerne, The Passing of Traditional society,
(N.Y.: The Free Press, 1958)
4 Myron Weikner, “Political Participation: Crisis of The
Political Process,” in L. Binder and others, Crises and
Sequences in Political Development, (N.J.: Princeton
University Press, 1971), pp. 159-204.
5 Sidney Verba, Norman Nie and Jae-on Kim,
Participation and Political Equality, (N.Y.: Cambridge University
Press, 1978), p. 46.
6 Samuel Huntington and Joan Nelson, No Easy
Choice, (Mass.: Harvard
University Press, 1976), pp. 4-7.
7 Op.cit., Verba, Nie and Kim, pp. 53-54.
8 Op.cit., Huntington และ Nelson, pp. 12-13.
9 G. Almond and G.B. Powell, Jr., Comparative Politics
Today, (Boston: Little, Brown and Co., 1976)
~ 225 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
10 Norman H. Nie, G. Bingham Powell, Jr., Kenneth
Prewitt, Social Structure and Political Participation:
Developmental Relationships,” in American Political Science
Review, 1969, pp. 361-378.
11 Gabriel almond and sidney Verba, The Civic
Culture, (N.J.: Princeton University Press, 1963)
12 โปรดพจิ ารณา Nie, Powell and Prewitt, Op.cit.,
Seymour Martin Lipset, Political Man, (N.Y.: Doubleday and Co.,
1963); Almond and Verba, Ibid.; Robert E. Lane, Political Life:
Why People Get Involved in Politics, (III.: The Free Press, 1959)
13 Op.cit., Huntington and Nelson, pp. 17-27.
14 อา้ งใน Huntington and Nelson, Op.cit., pp. 20-21.
15 Op.cit., p. 369.
16 L.W. Milbrath and M.L. Goel ,Political Participation,
(Chicago: Rand McNally College Publishing Co., 1977), p. 33
17 Lbid., pp. 35-42.
18 Lbid., pp. 43-85.
19 Lbid., pp. 86-122.
20 Lbid., pp. 123-143.
~ 226 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
บทที่ 8
การสร้างสถาบันทางการเมือง
บทนา
Samuel P. Huntington ได้กลา่ วไวใ้ นคาขน้ึ ต้นของบทแรกใน
หนังสือชื่อ Political Order in Changing Societies วา่
“ความแตกต่างทางการเมืองระหว่างประเทศต่างๆ ที่สาคัญท่ีสุด
ไม่ ได้อยู่ที่รูปแบบของการปกครองแต่ที่ระดับความสามารถของการ
ปกครอง” 1
น่ันคือ ที่ว่าประเทศ ก. ต่างจากประเทศ ข. เนื่องจากประเทศ
ท้ังสองมีรูปแบบของการปกครองแตกต่างกันกล่าวคือ ประเทศ ก. ใช้
ระบอบประชาธปิ ไตย แตป่ ระเทศ ข. ใชร้ ะบบเผด็จการน้ัน ความจริงแล้ว
หาได้เปน็ ข้อแตกต่างทแ่ี ทจ้ ริงไม่ แต่ความแตกต่างระหว่างประเทศ ก. กับ
ประเทศ ข. ท่ีแท้จริงอยู่ท่ีระดับความสามารถในการปกครอง อันหมายถึง
ความสามารถของรฐั บาลในการสร้างความเห็นพ้องต้องกันในเป้าหมายของ
สังคม มีความชอบธรรมในระบบการเมืองท่ีเป็นอยู่ มีองค์กรท่ีมี
ประสทิ ธภิ าพ มชี มุ ชนที่มีความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันสูงและมีเสถียรภาพ
อย่างเช่นเราจะพบว่าสหรัฐอเมริกา อังกฤษและรัสเซียต่างก็มีระบอบ
การเมืองการปกครองท่ีแตกต่างกันไปไม่มากก็น้อย แต่ท่ีประเทศทั้งสามมี
สิ่งหนึ่งร่วมกัน คือความสามารถในการปกครอง ราษฎรของท้ังสาม
ประเทศต่างเหน็ พอ้ งต้องกันในความชอบธรรมของระบบการเมอื ง ประเทศ
ทั้งสามต่างมีสถาบันทางการเมืองท่ีเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีพรรค
การเมืองที่เป็นระบบ มีการจัดองค์กรอย่างดี ประชากรเข้าไปมีส่วนร่วม
ทางการเมืองในระดับสูง ระบบการดาเนินงานของพลเรือนควบคุมการ
~ 227 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
ดาเนินงานของทหารได้ และรัฐบาลเข้าเก่ียวข้องในการเศรษฐกิจอย่าง
กวา้ งขวาง
เมื่อเราหันมามองประเทศต่างๆ ในแถบลาตินอเมริกา แอฟริกา
และเอเซีย ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นประเทศกาลังพัฒนา เราจะพบว่าประเทศ
เหล่านปี้ ระสบกบั ความขาดแคลนทง้ั อาหารการกิน รายไดก้ ต็ ่า ความร้กู น็ อ้ ย
สุขภาพก็ไม่ดี ความสามารถในการผลิตก็อยู่ในระดับต่า แต่ส่ิงที่ประเทศ
เหล่านี้ขาดแคลนและเป็นสิ่งที่สาคัญยิ่งก็คือ สถาบันทางการเมือง อัน
หมายถงึ รฐั บาลทมี่ ีประสทิ ธิภาพ มคี วามชอบธรรมนนั่ เอง
สถาบันทางการเมอื งเกิดขนึ้ ไดอ้ ย่างไร
ในสังคมแบบดั้งเดิมน้ัน พฤติกรรมทางการเมืองของบุคคลจะมี
ปจั จัยท่สี าคัญประการหนึ่งเป็นตัวกาหนด และปัจจัยน้ันก็คือ ปทัสถานของ
สังคม ซึ่งปทัสถานของสังคมด้ังเดิมน้ันจะไม่เอ้ือต่อการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชน เช่น เช่ือและเป็นที่ยอมรับกันว่ากษัตริย์คือ
สมมติเทพทีท่ รงปกครองแผ่นดนิ หรือยอมรับในสภาวะถูกปกครองอย่างไร้
มนุษยธรรม โดยอ้างว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรรมเก่า เป็นต้น เราจึง
พบว่าสังคมแบบด้ังเดิมนี้จะมีเสถียรภาพในระดับสูง ดังเช่น การปกครอง
ของจีนและอียิปต์สมัยกอ่ น
ต่อมาเพื่อสังคมมีการสร้างความเป็นทันสมัย มีการค้นพบและ
นาเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้มากขึ้น วัฒนธรรมแบบเก่าๆ จะ
ถูกทาลายไป วฒั นธรรมแบบใหมท่ ี่เหมาะสมกับวิถีชีวิตของสังคมใหม่จะเข้า
มาแทนท่ี บุคคลในสังคมจาต้องปรับแบบแผนพฤติกรรมของตนให้
สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจสังคมที่เป็นทันสมัย กลุ่มทางสังคมแบบใหม่ๆ
ที่รวมตัวกันโดยมีอาชีพ ชนชั้นหรือทักษะเหมือนกันจะเข้าแทนที่กลุ่มเก่าๆ
~ 228 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
ซึ่งเกิดจากการรวมตัวแบบเครือญาติ มีเช้ือชาติหรือศาสนาเหมือนๆ กัน
ความขัดแย้งในระหว่างผลประโยชน์ ในระหวา่ งกลมุ่ ตา่ งๆ ก็จะมมี ากขึน้ เป็น
ทวคี ณู ความจาเป็นทจี่ ะต้องมีสถาบนั ทางการเมืองเพื่อให้สังคมสามารถคง
อยู่และดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพจึงเกิดข้ึน ดังนั้นเม่ือกลุ่มทางสังคม
เกิดขึ้นมามากสถาบันทางการเมืองจาเป็นต้องมีความซับซ้อนและมีอานาจ
มากด้วย แต่ถ้ากลุ่มทางสังคมเกิดข้ึนมากและมีพลังสูง ในขณะท่ีสถาบัน
ทางการเมอื งออ่ นแอแล้ว ปัญหาเรื่องเสถยี รภาพทางการเมอื งก็จะเกดิ ข้ึน
ความเปน็ สถาบนั (Institutionalization) คืออะไร
ความเป็นสถาบนั หมายถงึ “กระบวนการท่ที าให้การดาเนินการ
ทางสังคมมีลักษณะท่ีเป็นทางการและมีมาตรฐานซ่ึงช่วยรักษาค่านิยมของ
สังคมและช่วยสรา้ งกระบวนการเพื่อการควบคมุ ในสงั คม” 2
นักวิชาการบางท่านมองว่า ความเป็นสถาบัน คือ “การพัฒนา
แบบแผนของการปะทะสังสรรในทางสังคม (Social Interaction) ใดๆ ท่ี
แน่นอน ซ่ึงข้ึนอยู่กับกฎเกณฑ์ท่ีเป็นทางการ กฎหมาย ประเพณีและ
พธิ กี รรมใดๆ ความเป็นสถาบันนี้ทาให้เราสามารถคาดหมายพฤติกรรมทาง
สงั คมได้ว่าจะเปน็ อย่างไร” 3
S.P. Huntington ให้ความเห็นว่า ความเป็นสถาบัน คือ
“กระบวนการซงึ่ องคก์ รและกระบวนการตา่ งๆ ใช้เพ่ือให้ได้มาซ่ึงคุณค่าและ
เสถยี รภาพ” 4
เราจึงอาจจะสรปุ ได้ว่าความเป็นสถาบันในทีน่ ก้ี ็คอื กระบวนการใน
การพัฒนาองค์กรตลอดจนกระบวนการท่ีองค์กรนั้นๆ ใช้เพ่ือให้เป้าหมาย
~ 229 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
ลุล่วงไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับในความชอบธรรมและความมี
เสถยี รภาพในระดับหนงึ่
มาตรการในการวัดระดบั ของการพัฒนาของสถาบัน
จากวิวัฒนาการของสังคมหน่ึงๆ เราจะพบว่ามีกลุ่มทางสังคม
เกดิ ขึ้นมากมาย บางกลมุ่ สามารถเกาะตวั กนั อยา่ งเหนียวแน่น แต่บางกลุ่ม
รวมกันได้เพียงชั่วระยะหน่ึงก็ต้องสลายไป บางกลุ่มมีความเป็นปึกแผ่นมี
สมาชิก กฎระเบียบต่างๆ มากมาย แต่บางกลุ่มไม่มีพิธีรีตองมากในทาง
การเมืองก็เช่นกัน เรามีสถาบันทางการเมืองมากมาย เช่น รัฐสภา พรรค
การเมือง กลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ เป็นต้น แต่ละกลุ่มต่างก็มีระดับ
ของความเป็นสถาบันทางการเมือง (Political Institutionalization) ท่ี
แตกต่างกันไป หรือกล่าวได้ว่าต่างก็มีระดับของการพัฒนาแตกต่างกันไป
น่ันเอง ซึ่งในการท่ีเราจะรู้ว่ากลุ่มใดหรือองค์กรใดมีระดับของความ
แข็งแกรง่ หรอื พฒั นามากนอ้ ยกว่ากันน้ัน Huntington ได้เสนอปัจจัยหลัก
ในการวดั ได้ 2 ประการ คอื 5
1. ขอบเขตของการสนับสนุน (Scope of Support) หมายถึง
ขอบเขตที่องค์กรและกระบวนการทางการเมืองสามารถดาเนินกิจกรรมใน
สังคม ถ้าองค์กรใดมีชนชั้นสูงกลุ่มน้อยเท่าน้ันที่เป็นสมาชิกอยู่ ขอบเขต
ขององค์กรก็จากัดหรือแคบ แต่ถ้าองค์กรใดมีสมาชิกจานวนมากขอบเขต
ของการดาเนินการขององค์กรก็จะกว้างขวางซึ่งเราจะพบว่าองค์กรใดท่ี
ประกอบด้วยสมาชิกจานวนมากและมาจากหลายกลุ่ม หลายชนชั้นแล้ว
องค์กรน้ันมักจะมีระดบั ของการพัฒนาสูง
~ 230 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
2. ระดับของความเป็นสถาบัน (Level of Institutionalization)
องค์กรใดจะทรงไว้ซึ่งคุณค่าความม่ันคงและเป็นท่ียอมรับของสมาชิกของ
สงั คมได้ จะต้องมีองคป์ ระกอบ 4 ประการ ดังตอ่ ไปน้ี
2.1 ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) องค์กรใด
มีความในการปรับตวั ให้เขา้ กบั การเปลี่ยนแปลงของสงิ่ แวดล้อมไดด้ ี องคก์ ร
น้ันจะมีระดับของความเป็นสถาบันสูง ตรงกันข้าม ถ้าองค์กรใดมีความ
ยดื หยนุ่ น้อย องคก์ รนัน้ กจ็ ะมีระดบั ของความเป็นสถาบนั ต่า
ส่วนในการที่เราจะรู้ได้ว่าองค์กรใดมีความสามารถในการ
ปรับตัวมากน้อยเพียงไรเราอาจดูได้จากตัวแปรที่สาคัญ คือ อายุ และใน
การวัดอายุขององค์กรตลอดจนกระบวนการขององค์กรนั้นเราอาจทาได้
3 วิธี คือ
2.1.1 วัดอายุจากการก่อต้ัง กล่าวคือ องค์กรใดที่
ก่อตั้งมานาน องค์กรนั้นก็จะย่ิงมีความเป็นสถาบันในระดับสูง เราย่ิงอยู่
นาน ก็จะมีแนวโน้มว่าจะสามารถอยู่ต่อไปในอนาคตอย่างน้อยก็ช่วงเวลา
หน่ึง เช่น เราจะพบว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ก่อตั้งมานานกว่าพรรคพลัง
ใหม่ โดยใช้มาตรการในเร่ืองของอายุจากการก่อต้ัง เราก็อาจกล่าวได้ว่า
พรรคประชาธิปัตย์ มีความสามารถในการปรับตัวได้ดีกว่าพรรคพลังใหม่
จึงมีแนวโน้มวา่ จะมคี วามชอบธรรมและมเี สถยี รภาพ หรอื มรี ะดบั ของความ
เปน็ สถาบันสงู กว่าด้วย
2.1.2 วัดจากรุ่น (Generations) กล่าวคือ ถ้า
องค์กรใดมีผู้นาท่ีเข้าสู่ตาแหน่งโดยสันติวิธีหลายรุ่นกว่าองค์กรนั้นก็จะยิ่งมี
ความสามารถในการปรับตัวมากกว่าองค์กรที่มีผู้นาเพียงรุ่นเดียว แต่
ข้อจากัดก็มี เช่น รัฐบาล หรือการเมืองในบางประเทศอยู่ในอานาจหรือ
ดาเนินการมาเป็นระยะเวลานาน โดยท่ีมีผู้นาเพียงรุ่นเดียว เช่น ในจีน
~ 231 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
นับต้ังแต่ปี 1927 ที่มีการก่อต้ังพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนนั้น
จนกระท่ังปี 1976 ที่เมา เซตุง ประธานพรรคคนแรกเสียชีวิตไปนับเวลา
ได้ 49 ปี แต่กลับมีผู้นาเพียงรุ่นเดียวเท่าน้ัน ในบางองค์กรก็อาจ
เปล่ียนแปลงผู้นาใหม่แต่ยังเป็นคนในรุ่นเดียวกับผู้นาคนแรกๆ ก็ได้ เช่น
การเปลี่ยนผนู้ าในรสั เซียจากเลนินเป็นสตาลิน ซ่ึงถือว่าคนรุ่นเดียวกัน แต่
การเปลีย่ นผู้นาจากสตาลนิ จากครสุ ซอฟถือวา่ เป็นคนละรุน่
2.1.3 วัดจากหน้าท่ีขององค์กร โดยปกติแล้วองค์กร
จะถกู จัดตั้งขนึ้ มาเพ่อื ทาหน้าที่ใดๆ เมื่อบรรลุสู่เป้าหมายแล้ว องค์กรนั้นก็
จะไม่มหี น้าท่ีใดมาทา เพอ่ื ทีอ่ งค์กรน้นั จะอยูร่ อดและดาเนนิ ต่อไปได้องค์กร
จาต้องหาหนา้ ทอ่ี น่ื ๆ มากระทาตอ่ ไปอกี ดงั นน้ั องค์กรใดท่ีสามารถปรับตัว
ให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมโดยมีการเปล่ียนหน้าที่หลักๆ ได้
โดยท่ีไม่ก่อให้เกิดการสลายตัว องค์กรน้ันจะมีระดับของความเป็นสถาบัน
สูงด้วย เช่น สมาคมผู้ต่อต้านวัณโรค เมื่อดาเนินงานไปปรากฏว่ามีการ
คน้ พบยาปอ้ งกนั และมีการให้การรักษาเยียวยาอย่างดีจนวัณโรคหายไปจาก
โลก สมาคมก็อาจเปล่ียนหน้าท่ีใหม่มาทาการรณรงค์ต่อต้านซิฟิลิสเหล่าน้ี
เป็นต้น ในแง่น้ีสมาคมที่ “ผ่าน” มาหลายโรคถือได้ว่ามีระดับของความ
เป็นสถาบนั สงู
2.2 ความซับซอ้ น (Complexity) องคก์ รใดทีม่ คี วามซับซ้อนสูง
องค์กรน้ันจะมีความเป็นสถาบันสูง ความซับซ้อนในที่นี้หมายถึงการท่ี
องค์กรมีหน่วยงานย่อยหรือสาขาแยกออกไปไม่ว่าจะอยู่ในรูปของสายงาน
หรือหน้าที่ และรูปแบบของหน่วยงานย่อยนี้มีความแตกต่างกันด้วย
องค์กรใดท่ีประกอบไปด้วยหน่วยงานย่อยที่แตกต่างกันจานวนมาก
ความสามารถขององค์กรในการท่ีจะคงไว้ซ่ึงความจงรักภักดีจากบรรดา
สมาชิกก็จะยิ่งมีมาก เช่นเรามององค์กรของระบบราชการไทย เราจะ
~ 232 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
พบว่าในแต่ละกระทรวงจะมี กรม กอง แผนกต่างๆ มากมาย ซ่ึง
หน่วยงานย่อยเหล่าน้ีจะทาหน้าท่ีที่สาคัญยิ่งในการสนองตอบต่อข้อ
เรียกร้องเบ้ืองต้น เป็นผลให้การดาเนินงานของระบบเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพย่ิงส่วนในสังคมแบบดั้งเดิมซ่ึงมีระดับของความซับซ้อน มี
หน่วยงานหลักไม่กี่องค์กร ในแต่ละองค์กรก็ขาดการแบ่งส่วนภายหน้าท่ี
และความรับผิดชอบเป็นหน่วยงานย่อยๆ เมื่อสังคมวิวัฒนาการไป การ
สร้างความเปน็ ทันสมัยจะเป็นตัวท่ีก่อให้เกิดการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
ในรูปแบบต่างๆ เพ่ิมมากขึ้น นั่นคือ ข้อเรียกร้องท่ีคนมีต่อระบบจะ
เพ่ิมขึ้นทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ ถ้ารัฐบาลขาดระบบย่อย หรือ
หน่วยงานย่อย ในระดับล่างคอยรับและสนองตอบต่อข้อเรียกร้องพื้นฐาน
แล้ว ขอ้ เรยี กร้องจะเพ่ิมทวีขนึ้ และจะกลายเป็นพลงั สาคัญในการผลักดันให้
รัฐบาลเปล่ียนไปได้ แต่ในบางสังคมดั้งเดิมท่ีมีความซับซ้อนสูงอย่างเช่นใน
สงั คมญปี่ ุ่นเม่ือมกี ารสรา้ งความเปน็ ทันสมัย สถาบนั ทางการเมืองแบบเดิมก็
ยังสามารถปรบั ตวั ให้เข้ากับสังคมสมยั ใหมไ่ ด้
ดว้ ยเหตนุ ี้ จงึ อาจกลา่ วได้ว่า ความซบั ซ้อนขององคก์ รจะช่วย
ก่อให้เกิดเสถียรภาพกบั องคก์ รนั้นได้
2.3 ความเป็นอิสระ (Autonomy) องค์กรทางการเมืองใดที่ไม่
ข้ึนอยู่กับกลุ่มทางสังคมหรือพฤติกรรมของกลุ่มใดๆ องค์กรน้ันจะมีความ
เป็นสถาบันสูง นัน่ คือความเป็นอิสระจะสัมพันธ์กับตัวแปร 2 ประการคือ
องค์กรทางการเมืองกบั กลุม่ ทางสังคม ความเป็นสถาบันทางการเมืองในแง่
นี้หมายถงึ การพฒั นาองคก์ ารทางการเมืองและกระบวนการซึ่งไม่เฉพาะเพื่อ
การแสดงออกถึงผลประโยชน์ของกลุ่มทางสังคมใดๆ ฉะน้ัน องค์กรทาง
การเมืองใดที่เป็นเคร่ืองมือหรือรับใช้ผลประโยชน์ให้กับกลุ่มใดๆ เช่น
ครอบครัว เครือญาติ หรือชนชั้นถือได้ว่าองค์กรนั้นขาดความเป็นอิสระ
~ 233 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
และขาดความเป็นสถาบัน ดังนั้น ถ้าเราพิจารณาจากพรรคการเมืองซ่ึง
เป็นองค์กรทางการเมืองท่ีสาคัญองค์กรหน่ึง เราอาจกล่าวได้ในแง่น้ีว่า
พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น กลุ่ม
ผูใ้ ชแ้ รงงาน กลุ่มชาวนา หรอื นักธรุ กิจ จะมคี วามเป็นอิสระน้อยกวา่ พรรค
ท่ีเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทางสังคมหลายๆ กลุ่มและจะมีระดับ
ของความเป็นสถาบนั ต่ากวา่ ด้วย
ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการทางการเมืองก็เช่นเดียวกับองค์กร
ทางการเมืองกล่าวคือจะแตกต่างกันไปตามระดับของความเป็นอิสระ
กระบวนการน้ีในระบบการเมืองท่ีทันสมัยมีไว้เพ่ือลดบทบาทท่ีใช้กาลัง
รนุ แรงให้นอ้ ยลง และเพื่อจากัดอิทธิพลจากความมั่นค่ังไม่ให้เข้าสู่ระบบได้
แต่ถ้าระบบการเมืองใดมีนักการเมืองที่อยู่ใต้อิทธิพลของนายทหารไม่ก่ีคน
หรืออยู่ใต้อิทธิพลเงินตราแล้วถือได้ว่าระบบตลอดจนกระบวนการทางการ
เมืองนัน้ ขาดความเป็นอสิ ระ
นอกจากนี้ เมื่อสังคมเป็นทันสมัยยิ่งข้ึน คนกลุ่มใหม่ๆ ก็จะ
พยายามเข้ามสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งเพ่ิมขน้ึ ในระบบการเมืองท่ีมีระดับของ
ความเป็นอิสระขององค์กรทางการเมืองต่า พรรคการเมืองเป็นตัวแทนของ
คนบางกลุ่ม ผู้นาทางการเมืองสับเปลี่ยนกันเองในหมู่เครือญาติ คนกลุ่ม
ใหมน่ ี้จึงจาเป็นตอ้ งหาทางเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการเพิกเฉยต่อ
องค์กร ตลอดจนกระบวนการทางการเมืองที่มีอยู่ แต่ไม่เอ้ือประโยชน์ต่อ
กลุ่มตน รูปแบบของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของคนกลุ่มใหม่ ๆ จึง
มักจะอยู่ในลักษณะของการใช้กาลังรุนแรง อันจะเป็นผลเสียต่อระบบ
การเมอื งเอง
ในทางตรงข้าม ในระบบการเมืองท่ีพัฒนาแล้วนั้น องค์กร
ตลอดจนกระบวนการทางการเมืองจะมีระดับของความเป็นอิสระสูง
~ 234 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
กล่าวคือ สามารถดูดกลืนเอาคนกลุ่มใหม่โดยผ่านทางกระบวนการเรียนรู้
ทางการเมือง เปล่ยี นทัศนคติและพฤตกิ รรมของสมาชกิ คนร่นุ ใหมท่ ี่ต่ืนตวั
2.4 ความเป็นปึกแผ่น (Coherence) องค์กรใดที่มีความเป็น
ปึกแผ่นสูง องค์กรนั้นก็จะมีความเป็นสถาบันสูงด้วยความเป็นปึกแผ่นของ
องค์กรนี้ เราอาจดูได้จากความเห็นพ้องต้องกันในขอบเขตของหน้าที่และ
กระบวนการต่างๆ ขององค์กรน้ันๆ โดยเฉพาะในบรรดาสมาชิกท่ีทา
กิจกรรมหรือต่ืนตัวอยู่เสมอ ซ่ึงในทางทฤษฎีน้ัน องค์กรอาจมีความเป็น
อสิ ระ แตใ่ นข้อเท็จจริงทางปฏิบัตินั้น ทั้งความเป็นอิสระ แต่ในข้อเท็จจริง
ทางปฏบิ ัตินั้น ทัง้ ความเปน็ อสิ ระและความเปน็ ปึกแผ่นจะดาเนินไปด้วยกัน
ความเป็นอิสระจะกลายเป็นสื่อท่ีจะนามาซ่ึงความเป็นปึกแผ่น มีศักดิ์ศรี
และแนวพฤตกิ รรมทีเ่ ปน็ ของตัวเอง
ส่วน S.M. Lipset 6 อ้างไว้ในลักษณะเดียวกันว่า สถาบันทาง
การเมืองจะมีเสถียรภาพสามารถดาเนินการอยู่ได้โดยมีอุปสรรคน้อยท่ีสุด
หรือมรี ะดบั ของความเปน็ สถาบันสงู นน้ั ส่วนหนึ่งจะข้ึนอยู่กับปัจจัยท่ีสาคัญ
2 ประการ คอื
1. ความชอบธรรม (Legitimacy) หมายถึงความสามารถของ
องค์กรในการท่ีจะสร้างและรักษาไว้ซ่ึงความเชื่อท่ีว่าองค์กรนั้นๆ เป็น
หนว่ ยงานทเี่ หมาะสม เปน็ ท่ยี อมรบั ว่าถกู ตอ้ ง
2. ความมีประสิทธิภาพ (Effectiveness) หมายถึงการ
ปฏิบัติงานของหน่วยงานท่ีได้ผลดี สามารถสนองตอบต่อความต้องการของ
ประชาชน ตลอดจนกลุ่มตา่ งๆ ในสังคมได้
โดยปกติน้ัน กลุ่มต่างๆ มักจะประเมินว่าสถาบันทางการเมืองน้ัน
ชอบธรรมหรือไม่ ควรให้การสนับสนุนหรือไม่ ข้ึนอยู่กับว่าสถาบันทาง
~ 235 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
การเมืองน้ันให้อะไรกับกลุ่มของตนเองบ้าง ซึ่งสิ่งที่สถาบันทางการเมือง
ให้กบั กลมุ่ ไดน้ น้ั อาจจะอยูใ่ นรปู ของวัตถุวิสัย เช่น เงิน ทรัพย์สิน ความกินดี
อยู่ดี หรืออาจอยู่ในแง่นามธรรม เช่น ความยึดม่ันผูกพันในอุดมการณ์
ร่วมกันเปน็ ต้น บางกลุ่มอาจให้การสนบั สนุนพรรคการเมืองหน่ึง เพราะมอง
ว่ามีนโยบายช่วยเหลือคนจนด้านสวัสดิการตา่ งๆ แต่บางกลมุ่ กอ็ าจสนับสนุน
อกี พรรคการเมอื งหน่ึงทีม่ ีนโยบายให้มีการบังคบั ใช้กฎหมายอย่างจริงจัง บน
พน้ื ฐานของความเสมอภาคของประชาชน ซ่ึงตรงกบั อดุ มการณข์ องตน
อย่างไรก็ตามวิกฤตการณ์ของความชอบธรรมนี้ อาจเกิดข้ึนได้
เมื่อสังคมแปรเปล่ียนไป อุดมการณ์ของสถาบันทางการเมืองเก่าๆ อาจถูก
ท้าทาย มีคนกลุ่มใหม่ๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในสถาบันทางการเมืองเพิ่มมาก
ขึ้น ค่านิยมใหม่ๆ ความต้องการแบบใหม่ๆ จึงเกิดข้ึนและจะเป็นตัวท่ีจะ
กอ่ ให้เกดิ การเปล่ยี นแปลงหรือปรับปรงุ สถาบนั เสียใหม่ หรอื ไมก่ ็สถาบนั นนั้
จะต้องสลายตวั ไป 7
โดยทั่วๆ ไปแล้ว แม้ว่าสถาบันทางการเมืองค่อนข้างจะมี
ประสทิ ธผิ ลกต็ าม แตถ่ า้ สถาบนั ปิดกั้นไมย่ นิ ยอมใหค้ นกลมุ่ ใหม่เขา้ ไปมีสว่ น
ร่วมด้วยแล้ว วิกฤตการณ์ของความชอบธรรมจะเกิดข้ึนในขณะเดียวกัน
ถา้ สถาบันทางการเมอื งขาดความมปี ระสทิ ธผิ ลติดตอ่ กัน สถาบันน้นั แม้จะมี
ความชอบธรรมแตก่ อ็ าจนาไปสูท่ างไรเ้ สถียรภาพไดเ้ ช่นกนั
เราจึงอาจสรุปได้ว่าทรรศนะของ Lipset ในเร่ืองของมาตรการ
ในการวัดระดับของเสถียรภาพหรือระดับของการพัฒนาของสถาบันทาง
การเมืองคือ ความชอบธรรมนั้น จะมีลักษณะในทานองเดียวกันกับ
มาตรฐานวัดหรือปัจจัยตัวแรกของ Huntington ท่ีว่าด้วยขอบข่ายของ
การสนับสนนุ ส่วนตวั วัดตวั ที่สองของ Lipset คือ ความมปี ระสิทธิผล อัน
~ 236 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
หมายถงึ ความสามารถของสถาบนั ทางการเมือง จะมลี กั ษณะที่คล้ายคลึงกับ
ของ Huntington ที่ว่าด้วยปัจจัยต่างๆ ของความเป็นสถาบันอัน
ประกอบด้วย Adaptability, Complexity, Autonomy และ
Coherence นั่นเอง
สถาบันทางการเมอื งกับการเขา้ มสี ่วนรว่ มทางการเมอื ง
ในแต่ละระบบการเมืองน้ัน จะมีระดับของความเป็นสถาบันและ
ระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองแตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้ เราจึง
อาจแบ่งระบบการเมืองท่ีมีอยู่โดยใช้ปัจจัยท้ังสองเป็นตัวกาหนด ในแง่ของ
ปจั จยั เร่อื งความเปน็ สถาบนั นั้น เราอาจกาหนดไวเ้ พยี ง 2 ระดับ กล่าวคือ
ระดับสูงกับระดับต่า ส่วนในแง่ของปัจจัยเรื่องการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองน้ัน เราอาจกาหนดระดับได้เป็น 3 ระดับด้วยกันตามลักษณะ
วิวัฒนาการของสังคม กล่าวคือระดับต่า หมายถึง สังคมหรือระบบ
การเมืองท่ียนิ ยอมให้เฉพาะชนช้นั ขนุ นางหรือผู้นาเก่าๆ เท่านั้นเข้าไปมีส่วน
ร่วมทางการเมืองได้ ระดับกลาง หมายถึงระบบการเมืองที่เริ่มให้ชนชั้น
กลางเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มทางการเมืองและระดับสูง หมายถึงระบบการเมืองท่ี
ชนทกุ ชนั้ ในสงั คมตา่ งเข้าไปมีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมทางการเมืองโดยทว่ั หน้า
จากปจั จยั ทั้งสองประการ เราจึงอาจแบ่งระบบการเมอื งไดด้ งั
รูป
~ 237 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
สูง
ข
ระดับ P.I.
ก
ต่า สูง
ระดับการเขา้ มสี ่วนรว่ มทางการเมอื ง
จากรูป เราจะพบว่าระบบการเมืองตามทรรศนะน้ีจะมีอยู่ 2
ระบบดว้ ยกนั คือ8
1. ระบบการเมืองแบบ Civic (Civic Polities) หมายถึง
ระบบท่ีมีระดับของความเป็นสถาบันสูง เมื่อเทียบกับอัตราเพ่ิมของระดับ
การเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งในสงั คมจากรูปเราจะพบว่าสังคม ก. แม้จะมี
ระดับของความเป็นสถาบันต่าเมื่อเทียบกับสังคม ข. แต่สังคม ก. ถูกจัดให้
อยู่ในประเภทของสังคม Civic ในขณะที่สังคม ข. ถูกจัดให้อยู่ในอีก
สงั คมหนึ่ง ทัง้ น้ีก็เพราะสัดส่วนของระดับความเป็นสถาบันทางการเมืองต่อ
ระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในสังคม ก. สูงกว่าของสังคม ข.
นั่นเอง
เราจึงพบว่าสังคม Civic น้ันมีอยู่ในทุกระดับของการเข้ามีส่วน
ร่วมทางการเมือง และด้วยเหตุนี้เราจึงอาจแบ่งสังคม Civic ออกได้เป็น
3 รูปแบบด้วยกนั คือ
~ 238 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
1.1 สังคม Organic หมายถึงสังคม Civic ที่เกิดข้ึน
ในขณะท่ียังมีระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองต่าหรือในสังคม
ระยะแรก เชน่ ในเอธโิ อเปยี เป็นต้น
1.2 สังคม Whig หมายถึงลักษณะของสังคม Civic
ทีเ่ กิดขึน้ ในขณะท่มี ีระดับของการเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมืองปานกลาง เช่น
ในชิลี
1.3 สังคม Participant เป็นสังคม Civic ท่ีพบใน
สงั คมที่ทันสมยั มรี ะดับของการเข้ามีสว่ นร่วมทางการเมอื งสูง เชน่ ในรัสเซีย
2. ระบบการเมืองแบบ Praetorian หมายถึง ระบบ
การเมืองที่มีระดับของความเป็นสถาบันต่าเม่ือเทียบกับระดับของการเข้ามี
ส่วนร่วมทางการเมืองท่ีสูง สังคมนี้ผู้คนจะเข้าไปมีส่วนร่วมโดยใช้พลังหรือ
วิธกี ารของตนเอง ไมย่ อมรบั ในกระบวนการทางการเมอื งท่ีมอี ยู่ ความชอบ
ธรรมของสถาบันทางการเมอื งที่มอี ยู่ตา่ มาก
ระบบการเมอื งหรือสังคมแบบนอ้ี าจแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 รูปแบบด้วยกัน
คือ
2.1 สังคมคณาธิปไตย (Oligarchical society)
หมายถงึ สังคมที่มรี ะดบั การเข้ามสี ่วนรว่ มทางการเมืองต่า ในขณะเดียวกัน
สัดส่วนระหว่างระดับของความเป็นสถาบันกับระดับการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมอื งต่าด้วย เชน่ ในปารากวยั เปน็ ตน้
2.2 สังคม Radical หมายถงึ สังคมท่ีมีระดับของการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองปานกลาง แต่สัดส่วนระหว่างความเป็นสถาบันกับ
การเข้ามสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งอยู่ในระดบั ตา่ เชน่ ในอียปิ ต์
~ 239 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
2.3 สังคม Mass หมายถึง สังคมที่มีระดับของการ
เขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมืองในระดับสูง แต่สัดสว่ นระหว่างความเป็นสถาบัน
กบั การเข้ามีสว่ นรว่ มทางการเมอื งอย่ใู นระดับตา่ เช่น อาร์เยนตินา เป็นต้น
ถ้าเรามองย้อนไปถึงการแบ่งระบบการเมืองโดยใช้ตัวแปรอื่นๆ
เป็นแนวในการพิจารณา เราจะพบว่าระดับของการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมืองนั้น ก็อาจใช้แบ่งระบบสังคมได้เป็น 3 ระบบ คือ สังคมท่ีทันสมัย
สงั คมทอ่ี ยู่ในระยะกาลังเปลี่ยนแปลง และสังคมแบบดง้ั เดิมในขณะเดยี วกัน
นกั วิชาการบางทา่ นใช้ระดับของความเป็นสถาบัน แบ่งระบบการเมืองออก
ได้เป็นระบบการเมืองท่ีพัฒนาแล้วกับระบบการเมืองท่ีด้อยพัฒนา เม่ือเรา
นาเอาตวั แปรท้ังสองประการขา้ งต้นมาใช้แบ่งระบบการเมืองออกเป็น Civic
กบั Praetorian จงึ หาจาเป็นไมว่ ่า Civic จะต้องเป็นสังคมที่ทันสมัย หรือ
เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วในแง่ท่ีมีระดับของความเป็นสถาบันสูงเสมอไปไม่
แต่จะต้องมีสัดส่วนของระดับของความเป็นสถาบันต่อระดับของการเข้ามี
สว่ นรว่ มทางการเมืองในอตั ราสงู หมายความวา่ เมื่อระดับของการเขา้ มีส่วน
ร่วมทางการเมืองของประชาชนเปล่ียนไปอันเน่ืองมาจากการศึกษาก็ดี
กระบวนการ Social Mobilization ก็ดี หรือการเปล่ียนชนช้ันก็ดี
สถาบนั ทางการเมอื งที่มีอยู่จาต้องพัฒนาตนเองในอัตราเดียวกันหรือสูงกว่า
เพื่อความอยู่รอดของสถาบันเอง เราจึงอาจจะสรุปได้อย่างหยาบ ๆ ว่า
สังคม Civic ก็คือสังคมท่ีมีเสถียรภาพ ในขณะที่สังคม Participant คือ
สงั คมทีไ่ รเ้ สถียรภาพนน่ั เอง
สถาบันทางการเมืองกบั การสรา้ งความเปน็ ทนั สมัย
ดงั ท่ไี ดก้ ล่าวมาแล้วข้างต้นว่ากระบวนการสร้างความเป็นทันสมัย
(Modernization) น้ันมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองมาก จะเห็น
ได้ว่าตัวแปรท่ีสาคัญ 2 ประการ ของกระบวนการน้ีคือ การพัฒนา
~ 240 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
เศรษฐกจิ กับ Social Mobilization น้นั จะช่วยผลักดนั ใหร้ ะดับของการเข้า
มีสว่ นรว่ มทางการเมอื งของประชาชนเพ่ิมข้ึน ในสังคมด้ังเดิมนั้น ความชอบ
ธรรมของระบบอยู่ท่ี คา่ นยิ ม ประเพณี เมื่อถูกกระทบจากระบวนการสร้าง
ความเปน็ ทันสมัยค่านยิ มและประเพณีดั้งเดิมจะถูกท้าทาย สังคมชนิดนี้จะ
อย่รู อดตอ่ ไปได้จาต้องปรับปรุงสถาบันทางการเมืองให้มีความสามารถท่ีจะ
ต้านทานต่อแรงผลักดันอันเน่ืองมาจากพลังการเปล่ียนแปลง สังคมด้ังเดิม
แบบ Civic จะมีเปรียบว่าแบบ Praetorian เม่ือถูกท้าทายจากความเป็น
ทันสมัย กล่าวคือในสังคมดั้งเดิมแบบ Civic จะมีสถาบันทางการเมืองที่
ได้รับการพัฒนาในระดับสูง เม่ือเปรียบกับระดับของการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมอื ง โครงสร้างทางการเมืองของสงั คมจะเอื้ออานวยต่อการพัฒนา
มากกว่าในสังคม Praetorian เช่น ในสังคมญี่ปุ่นสมัยก่อน ปี ค.ศ. 1868
ซึ่งใช้ระบบศักดินาปกครอง อานาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของโชกุน มี
ไดเมียวเป็นผู้ปกครองแคว้นโดยข้ึนอยู่กับโชกุน ส่วนไดเมียวก็จะมีซามูไร
ซงึ่ เปน็ ชนชัน้ นักรบเป็นขา้ บรวิ าร และตอ่ มาพวกซามูไรกว็ ิวฒั นาการไปเป็น
พวกทหาร มกี ารบังคบั บญั ชาท่ีเครง่ ครัดและระบบการใชอ้ านาจของโชกุนก็
ไดพ้ ัฒนาไปอยู่ในรูปของสถาบันของระบบราชการไป 9
แต่ในบางสังคม เช่น อาร์เยนตินา เมื่อได้พัฒนาสังคมให้เป็น
ทันสมัยแล้ว กล่าวคือ ในกลางทศวรรษ 1950 น้ัน อาร์เยนตินามี
พลเมืองกว่าคร่งึ ประเทศท่ีอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีคนอยู่กว่า 2 แสนคนข้ึน
ไป พลเมอื งถงึ 86 เปอร์เซน็ ต์อา่ นออกเขียนได้ 75 เปอรเ์ ซ็นต์ทางานเล้ียง
ชพี ด้านอื่นๆ ทไี่ ม่ใชง่ านเกษตรกรรม ผลผลิตประชาชาติรายบุคคลสูงกว่า
US $500 แต่กป็ รากฏว่าอาร์เยนตินาไม่ได้พัฒนาสถาบันทางการเมืองให้มี
ประสทิ ธิภาพเพยี งพอ การเมอื งจงึ ไร้เสถียรภาพมีการปฏวิ ตั คิ รง้ั แลว้ ครง้ั เลา่
~ 241 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
ในขณะเดียวกนั ถ้าเราหันมาดสู ังคมอนิ เดีย ซ่งึ ระดับของการสร้าง
ความเป็นทันสมัยต่ามาก เมื่อเทียบกับอาร์เยนตินา กล่าวคือในช่วง
ทศวรรษเดียวกันนั้น อินเดียมีผลผลิตประชาชาติต่อบุคคลเพียง US $72
ประชากร 80 เปอรเ์ ซน็ ตอ์ า่ นหนังสอื ไมอ่ อก เขยี นหนังสือไม่ได้ และกว่า
80 เปอร์เซ็นต์ทอ่ี าศัยอยูใ่ นชนบทนอกตัวเมือง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์
ของชาวอินเดียท่ีทางานด้านการเกษตร ซ้ายังมีภาษาต่าง ๆ ท่ีใช้กันอยู่ใน
สังคมถึง 14 ภาษาหลักๆ และมีการแบ่งวรรณะและศาสนาอย่างเคร่งครัด
ดว้ ย แต่ถา้ เรามองสถาบันทางการเมอื งของอินเดยี แลว้ เราจะพบวา่ อนิ เดียมี
สถาบันทางการเมืองทม่ี รี ะดบั ของการพฒั นาในช้ันสูงเทียบได้กับในประเทศ
ยุโรปท่ีทันสมัยหลายประเทศ อินเดียมีพรรคการเมืองที่ได้รับการยอมรับ
ระดับของการปรับตัว ความซับซ้อน ความเป็นอิสระและมีความเป็น
ปึกแผ่นสูง พรรคน้ีก็คือ พรรคคองเกรส (Congress Party) และยังมี
สถาบันหลักที่สาคัญยิ่งอีกสถาบันหน่ึง คือ สถาบันระบบราชการซึ่งได้
พัฒนาตนเองมาตลอดนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา จึงมีผลให้
ระบบการเมืองของอินเดยี มเี สถียรภาพสูง
เราจึงอาจจะสรปุ เปน็ ประเด็นหลกั ได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. ระบบการเมืองที่ทันสมัย ต่างจากระบบการเมืองแบบ
ประเพณีท่ีขอบข่ายและระดับของความสานึกทางการเมืองและการเข้ามี
สว่ นร่วมทางการเมอื ง
2. ระบบการเมืองท่ีเป็นทันสมัยและพัฒนาแล้วต่างจากระบบ
การเมอื งแบบประเพณที ีพ่ ฒั นาแลว้ ที่สภาพของสถาบนั ทางการเมอื ง
~ 242 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
3. ระบบการเมืองท่ีทันสมัยและพัฒนาแล้ว แตกต่างจากระบบ
การเมืองที่ทันสมัยและด้อยพัฒนาที่ระดับของความเป็นสถาบันทาง
การเมอื ง
4. ระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพต่างจากระบบการเมืองท่ีไร้
เสถยี รภาพทีส่ ดั ส่วนของความเป็นสถาบันกับการเขา้ มีส่วนร่วมทางการเมอื ง
สถาบันทางการเมอื งกบั วฒั นธรรมทางการเมอื ง
ในชุมชนทางการเมืองใดๆ เราจะพบว่าสถาบันทางการเมืองจะ
สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างย่ิง Bertrand de Jouvenel ได้
กล่าวไว้ว่า “ชุมชน หมายถึง ลักษณะของความเป็นสถาบันของความ
เชอ่ื ” ดงั น้ัน “หน้าท่ีของข้าราชการก็คือ เพื่อเพิ่มความเชื่อถือในระหว่าง
กันให้เกดิ ขึน้ ในใจของคนทั้งสงั คม” 10 นนั่ เอง
ชุมชนทางการเมืองที่มีสัดส่วนของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ
ด้ังเดิมและแบบไพร่ฟ้าสูงกว่าแบบเข้ามีส่วนร่วมแล้ว สถาบันทางการเมือง
จะคงมีเสถียรภาพอยูไ่ ด้ ความชอบธรรมของชุมชน ตลอดจนกระบวนการ
ทางการเมืองซ่ึงต้ังอยู่บนฐานของส่ิงศักดิ์สิทธิ์ ความเช่ือแบบด้ังเดิมยัง
สามารถเป็นเกราะค้มุ ครองไดเ้ ปน็ อยา่ งดี แต่เมอื่ สดั ส่วนของวัฒนธรรมทาง
การเมืองแปรเปลี่ยนไป วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามีส่วนร่วมเริ่มเข้า
ไปมีบทบาทท่ีสาคัญยิ่งขึ้น สถาบันทางการเมืองจาเป็นต้องปรับตนเองหา
ฐานสนับสนุนใหม่ๆ เช่น ในสมัยก่อนผู้นาจะต้องเป็นนักรบท่ีเก่งกล้า มี
ความสามารถในการทาสงคราม ทั้งนีเ้ พราะมีการรบราฆ่าฟัน แย่งชิงเมือง
กันอยู่บ่อยๆ เมื่อสังคมวิวัฒนาการเป็นทันสมัย ผู้นาท่ีเป็นนักรบจะไม่
เหมาะกับสภาพการเมืองการปกครองท่ีปราศจากสงครามการใช้อาวุธ แต่
~ 243 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
เป็นสงครามเร่ืองปากเร่ืองท้องและสิ่งท่ีจาเป็นต่อการดาเนินชีวิตอ่ืนๆ ซ่ึง
ผู้นานี้จะอยู่ในตาแหน่งต่อไปได้ก็จาเป็นต้องปรับตนเอง หาฐานสนับสนุน
จากประชาชนให้มากย่ิงขึ้นแทนที่จะสนองตอบเฉพาะขุนนางอย่างแต่ก่อน
ยอมรบั การเข้ามสี ว่ นร่วมทางการเมืองโดยการเปิดโอกาสให้ ไม่ปิดกั้นหรือ
จากัดรวมทั้งยอมให้มีการจัดต้ังองค์กรทางการเมืองใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเป็น
ฐานและเป็นเครื่องมอื กลนั่ กรอง ขอ้ เรียกรอ้ งทางการเมืองท่ีเกดิ ขนึ้ ดว้ ย
นอกจากนี้ ในบางสังคม วัฒนธรรมบางอย่างจะมีผลกระทบต่อ
พฤติกรรมทางการเมืองของสังคมด้วย เช่น สังคมที่คนไม่ไว้เนื้อเช่ือใจกัน
ไร้ความจงรักภักดีต่อสังคม ขาดความรับผิดชอบต่อกิจการของสังคม
มักจะเป็นผลให้รัฐบาลไร้ประสิทธิผลและขาดเสถียรภาพ ลักษณะของ
สังคมที่มีวัฒนธรรมแบบน้ี คือ ประเทศอาหรับ เช่น ลิเบีย อิหร่าน
อียิปต์ เลบานอน เป็นต้น ส่วนในพม่า Lucian Pye ก็พบวัฒนธรรมใน
ลักษณะเดียวกันน้ี 11 เด็กพม่าได้รับการอบรมส่ังสอนไม่ให้ไว้วางใจคนอื่น
โดยเฉพาะคนแปลกหน้า จึงเป็นผลให้ระบบความสัมพันธ์ของคนภายใน
สังคมเป็นไปอย่างจากัด คนจะเชื่อใจและมั่นใจกันเฉพาะกลุ่มใกล้ชิด เช่น
กลุ่มเครือญาติ ตระกูลเดียวกัน หรือหมู่บ้านเดียวกัน แต่จะไม่ให้ความ
ไวว้ างใจกับสถาบนั หรอื กลุม่ ทางการเมอื งทอ่ี ยูห่ า่ งไกลตนเอง
บทสรุป
ดังนั้น เราอาจสรุปได้ว่า ในสังคมที่ด้อยพัฒนาทางการเมืองนั้น
ประชาชนจะไร้ความสานึกในความเป็นชุมชนทางการเมือง ผู้นาแต่ละคน
ประชาชนแตล่ ะคนและกลมุ่ แตล่ ะกลมุ่ ต่างก็จะมุ่งดาเนินการเพ่ือให้ได้มาซึ่ง
ผลประโยชน์ทางวัตถุในระยะสั้น โดยปราศจากการคานึงถึงผลประโยชน์
ของสว่ นรว่ ม ทง้ั ความไมไ่ ว้เนอ้ื เชือ่ ใจกัน การรวมกลมุ่ กันอย่างเหนียวแน่น
~ 244 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
มีอดุ มการณ์ มเี ป้าหมายระยะยาวจะไมเ่ กิดข้ึน จะมีกเ็ ฉพาะกลุ่มทีเ่ กิดจาก
ผลประโยชน์ระยะสั้นสมาคมท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มทางสังคมที่มี
จุดประสงค์เพอื่ การพบปะสังสรรคม์ ากกว่ากลมุ่ ทางการเมืองที่มุ่งท่ีจะเข้าไป
มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การกาหนดนโยบายส่วนรวมโดยตรง
ในสงั คมทีข่ าดการรวมกลุ่มสมาคม ไม่มีการพัฒนาไปสู่ความเป็น
สถาบนั เปน็ ลักษณะหนึง่ ของสงั คมที่ประสบกบั ความแปรปรวนทางการเมือง
มีการจลาจล การรัฐประหาร หรือมีลักษณะของการไร้เสถียรภาพทาง
การเมอื ง นัน่ เอง
~ 245 ~