ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
ความสัมพันธ์กันอย่างแนบสนิท เมื่อส่วนใดส่วนหน่ึงกระทบกระเทือนหรือ
แปรเปลยี่ นไป กจ็ ะมผี ลให้ส่วนอ่นื ต้องเปลย่ี นตามไปด้วยไมม่ ากก็นอ้ ย
กอ่ นท่เี ราจะศึกษาในรายละเอียดของเนื้อหาสาระของการพัฒนา
การเมือง เราจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องศึกษาดูว่านักวิชาการท่ีสาคัญๆ มีใคร
บ้างที่ศกึ ษาเกย่ี วกับเรือ่ งน้ี และแตล่ ะทา่ นไดเ้ สนอแนะและให้ขอ้ คดิ เห็นหรอื
ให้นิยามของคาวา่ การพัฒนาทางการเมอื งไวอ้ ย่างไรกนั บ้าง
Lucian W. Pye เป็นนักรัฐศาสตร์อเมริกันท่ีสาคัญและเป็น
ประธานคณะกรรมการการเมืองเปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์
(Committee on Comparative Politics of the Social Science
Research Council) เป็นผู้ท่ีให้การสนับสนุนการศึกษาการพัฒนาทาง
การเมืองต้ังแต่แรกเริ่มในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ซ่ึง Pye ได้พยายาม
วิเคราะห์ประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมือง และพบว่ามี
ประเดน็ ท่ีสาคัญๆ มากมาย และค่อนข้างจะสลบั ซับซอ้ นกว่าที่เขาคาดไว้เสีย
อีก Pye จึงได้สรุปประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (มากกว่าท่ีจะให้นิยามหรือ
ความหมายตรงๆ) ของคาวา่ การพฒั นาทางการเมอื งไว้ 10 ประการ คือ 14
1. การพัฒนาการเมือง เป็นพ้ืนฐานทางการเมืองของการพัฒนา
เศรษฐกิจ ในแง่น้ี การเมืองทพี่ ัฒนาแลว้ จะเปรียบเสมือนปัจจัยที่สาคัญท่ีจะ
เอื้ออานวยต่อความเจรญิ ทางเศรษฐกจิ เช่น ชว่ ยให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อคน
ของประชากรเพิม่ มากข้นึ
แต่ปรากฏว่าการมองการพัฒนาทางการเมืองในแง่นี้ได้รับการ
วิพากษ์วิจารณ์ว่า คับแคบเกินไป ท้ังความเจริญทางเศรษฐกิจน้ันอาจจะ
เกิดข้ึนได้ในระบบการเมืองท่ีแตกต่างกัน และจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏให้
เห็นอยู่ในหลายประเทศปัจจุบัน ว่าความเจริญทางเศรษฐกิจได้มีทีท่าว่าจะ
เกิดข้ึนในช่วงอายุของเราไม่ แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถึง
ขนาดท่ีเราอาจจะจดั ไดว้ า่ เปน็ การพฒั นาการเมืองแลว้ กต็ าม
~ 47 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
2. การพัฒนาการเมือง เป็นการเมืองของสังคมอุตสาหกรรม น่ัน
คือ มีการมองกันว่าการเมืองในประเทศอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบอบ
การเมอื งแบบประชาธปิ ไตย หรอื เผดจ็ การ จะมแี บบแผนของพฤติกรรมของ
สมาชิกของสงั คมในลักษณะท่ีมีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อความสงบสุข
และความกนิ ดีอย่ดู ขี องประชาชน ซง่ึ เทา่ กบั เป็นการยอมรบั ว่า การเมอื งเป็น
เพียงเคร่ืองมือในการแก้ไขปัญหา หาได้เป็นเปูาหมายในตัวของมันเองไม่
การเมืองของสงั คมอุตสาหกรรมจึงนับได้ว่าเป็นแบบอย่างท่ีดี ซ่ึงชี้ให้เห็นถึง
ความสาเรจ็ ในการแก้ไขปญั หาให้ลุล่วงไปด้วยดีได้ โดยเฉพาะในปัญหาหลัก
คือ การแจกแจงความกินดีอยู่ดีใหก้ ับสมาชกิ อย่างเปน็ ธรรมในสังคมอ่ืน
3. การพัฒนาการเมือง เป็นความทันสมัยทางการเมือง เนื่องจาก
แ น ว คิ ด ท่ี พ ย า ย า ม โ ย ง ก า ร พั ฒ น า ก า ร เ มื อ ง กั บ ก า ร เ มื อ ง ข อ ง สั ง ค ม
อุตสาหกรรมได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแนวคิดท่ีลาเอียง ไม่ให้
ความสาคัญกับประเพณีและปทัสถานของสังคมอื่นที่ยังไม่มีการพัฒนา
อตุ สาหกรรม และมาตรฐานของสังคมอุตสาหกรรมหรอื สงั คมตะวันตกนน้ั ไม่
สามารถใช้วัดได้ในทุกระบบสังคม ซ่ึงจากข้อแย้งเหล่าน้ีจึงนามาซึ่งการ
วเิ คราะห์สังคมอุตสาหกรรมลงลึกไปอีกว่า ท่ีเป็นสังคมเจริญก้าวหน้าได้นั้น
เนอ่ื งมาจากความเจรญิ ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นน่ั เอง
ผ ล จ า ก ค ว า ม เ จ ริ ญ ท า ง วิ ท ย า ก า ร ส มั ย ใ ห ม่ เ ห ล่ า นี้ เ อ ง จ ะ ช่ ว ย
สนับสนนุ ให้มนุษย์ได้มองเห็นแง่มุมต่างๆ ของสังคมเศรษฐกิจและการเมือง
ได้กว้างขวางย่ิงขึ้น อันจะนาไปสู่การเรียกร้องให้มีกฎหมายที่เป็นสากล
สามารถให้ความยุติธรรมกับสมาชิกของสังคมโดยทั่วหน้ากัน มีกลุ่มต่างๆ
เกิดข้ึนมากมาย เช่น พรรคการเมืองกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มอิทธิพล แต่
ละกลุ่มต่างก็พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยมุ่งหวังท่ีจะใช้
อิทธิพลต่อการกาหนดนโยบายของรัฐ เพ่ือให้นโยบายนั้นๆ ออกมาในรูป
ของการเอื้อประโยชนต์ อ่ กลุ่มของตนให้มากทสี่ ดุ และเป็นความทันสมัยทาง
~ 48 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
การเมืองเหล่าน้ีเองจึงเป็นประเด็นสาคัญยิ่งต่อการพัฒนาทางการเมืองใน
ความหมายนี้
4. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการดาเนินงานของรัฐชาติ
(Nation-state) ความคิดน้ีเกิดจากความเห็นที่ว่าแนวการปฏิบัติทาง
การเมืองที่เกิดข้ึน อันถือได้ว่ามีลักษณะของการเมืองท่ีพัฒนาแล้วนั้นจะ
สอดคล้องกับมาตรฐานของพฤติกรรมที่เกิดข้ึนในรัฐสมัยใหม่ กล่าวคือ รัฐ
ชาติเหลา่ นสี้ ามารถทจ่ี ะปรับตัวและดารงไว้ซ่ึงความสงบเรียบร้อยของสังคม
ได้ในระดบั หนงึ่ ท้ังยงั สร้างลัทธิชาตินิยมอันถือได้ว่าเป็นเง่ือนไขท่ีจาเป็นต่อ
การพฒั นาการเมือง ซงึ่ จะนาไปส่คู วามเปน็ อนั หนงึ่ อันเดียวกันในชาติ อีกนัย
หนึ่งของการพัฒนาการเมืองในแง่น้ีก็คือ การสร้างชาติ (Nation-building)
นนั่ เอง
5. การพัฒนาการเมือง หมายถึง เร่ืองราวของการพัฒนาระบบ
บริหารและกฎหมาย แนวคิดน้ีต่อเน่ืองมาจากมุมมองที่ว่าการพัฒนา
การเมืองเป็นเรื่องของการสร้างชาติ โดยแบ่งรูปแบบการสร้างชาติออกเป็น
2 รูปแบบ คือ การสร้างสถาบัน และการพัฒนาพลเมือง ซ่ึงท้ัง 2 รูปแบบนี้
จะคล้องจองกันในลักษณะหนึ่งแนวความคิดน้ีมุ่งเน้นท่ีการพัฒนาสถาบัน
การบริหาร และพัฒนาเคร่ืองมือของสถาบันเหล่าน้ีไปพร้อมๆ กันด้วย นั่น
คือ มีการพัฒนากฎหมาย สร้างความสงบเรียบร้อยในเกิดข้ึนในสังคม และ
เพิม่ ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาทีเ่ กดิ ข้ึนในสังคม นนั่ เอง
6. การพฒั นาทางการเมือง เปน็ เร่ืองของการระดมพลและการเข้า
มีส่วนร่วมทางการเมืองแนวความคิดน้ีอ้างว่าการฝึกปรือ ตลอดจนการให้
ความสาคญั กบั สมาชิกของสังคมในฐานะที่เป็นราษฎรตลอดจนการส่งเสริม
ใหพ้ วกเขาเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มทางการเมืองนัน้ เป็นส่งิ ทสี่ าคัญยง่ิ ต่อรฐั ชาติใหม่
และถอื ได้วา่ เป็นปัจจัยทสี่ าคัญยงิ่ ตอ่ การพฒั นาการเมือง
~ 49 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
ประเด็นที่สาคัญอีกประการหนึ่งในการศึกษาการพัฒนาทาง
การเมืองในแงน่ ี้ คือ เรามักจะผกู พนั ลักษณะการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
กับสิทธิในการออกเสียงเลือกต้ังแบบประชาธิปไตยมากเกินไป จนมองข้าม
การส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะอ่ืนๆ ท่ีเกิดขึ้นในระบบการเมืองอื่นๆ
ไป
7. การพัฒนาการเมือง เป็นการพัฒนาประชาธิปไตย
แนวความคิดนี้ค่อนข้างจะแคบคือ มองการพัฒนาการเมืองว่ามีอยู่รูปแบบ
เดียว คือการสร้างประชาธิปไตย ด้วยเหตุน้ี จึงมีนักวิชาการหลายท่าน
วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคานิยามที่ลาเอียง มุ่งท่ีจะยัดเยียดค่านิยมทาง
การเมอื งแบบตะวนั ตกให้กับประเทศด้อยพัฒนา ซึ่งควรจะให้ความสนใจว่า
จะ “พัฒนา” ใหก้ ารเมอื งของชาติก้าวหน้าไปอย่างไร มากกว่าท่ีสนใจว่าจะ
สร้างประชาธิปไตยแบบตะวนั ตกไดอ้ ยา่ งไร
8. การพัฒนาการเมือง เป็นเรื่องของการมีเสถียรภาพและมีการ
เปล่ียนแปลงท่ีเป็นไปอย่างมีระเบียบแนวทัศนะน้ีมีความลาเอียงในแง่ของ
ค่านิยมประชาธิปไตยน้อยลง คือ มองว่าลักษณะของการเมืองที่พัฒนาแล้ว
จะเกิดขึ้นในระบบการเมืองใดก็ได้ท่ีมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ นอกจากน้ี ยังมองว่า
ประชาธปิ ไตยนั้นไม่เอ้อื ต่อการเปล่ียนแปลงของสังคมท่ีเป็นไปอย่างรวดเร็ว
และไมอ่ าจก่อใหเ้ กดิ เสถียรภาพทางการเมืองได้ การพัฒนาทางการเมืองใน
แง่นี้จึงเป็นลักษณะของการดาเนินชีวิตทางการเมืองที่ไม่วุ่นวายและเป็นไป
อย่างมีระเบยี บแบบแผน นนั่ เอง
9. การพัฒนาการเมือง เป็นเร่ืองของการระดมพลและอานาจ
แนวความคิดนี้พัฒนามาจากความเห็นเก่าๆ ท้ังในเรื่องของสถาบันและ
เสถยี รภาพทางการเมอื ง โดยมองวา่ สาเหตสุ าคญั ที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพทาง
การเมืองและทาให้สถาบันดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพได้นั้น ข้ึนอยู่กับ
~ 50 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
ความสามารถของระบบการเมืองเองกล่าวคือ ถ้าระบบการเมืองใดสามารถ
ที่จะระดมพลและอานาจเพ่ือใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถทาให้คนปฏบิ ัติตามกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนของระบบ และ
ระบบเองก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรต่างๆ ท่ีมีอยู่ รวมท้ังสามารถ
แจกแจงทรัพยากรเหล่าน้ีอย่างเป็นธรรม โดยได้รับการสนับสนุนจาก
ประชาชนแล้ว ระบบการเมืองนัน้ ก็ถอื ได้วา่ พฒั นาแลว้
10. การพัฒนาทางการเมือง เป็นแง่หน่ึงของกระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางสังคม ดังที่เราได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า การพัฒนา
การเมืองนนั้ จะผูกพนั อยา่ งแนน่ แฟนู กับการเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม
หากด้านใดด้านหน่ึงของสังคมแปรเปลี่ยนไปจะกระทบทาให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงในด้านอื่นตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ถือว่า
เปน็ ลักษณะของการเปล่ียนแปลงๆ ท้งั หลายทง้ั ปวงที่เกิดขึ้นในสังคม ฉะนั้น
การศึกษาการพัฒนาการเมือง จึงจาเป็นต้องศึกษาการเปลี่ยนแปลงในทาง
เศรษฐกจิ สงั คมพร้อมกันไปดว้ ย
นิยามของคาว่าการพัฒนาการเมืองท้ัง 10 ประการเหล่าน้ี Pye
ไมไ่ ด้พูดวา่ นิยามใดผดิ หรอื ถกู มากกวา่ นิยามอ่นื แต่เป็นเพียงต้องการเน้นถึง
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเมืองที่สาคัญๆ ตามแนวทัศนะของ
นกั วชิ าการสานกั ต่างๆ เท่านน้ั เอง ด้วยเหตุน้ี แต่ละนิยามจึงยอมท่ีจะมีอคติ
อยู่บา้ งเป็นธรรมดา เชน่ บางนิยามมองเพียงแต่ว่าการเมืองท่ีพัฒนาแล้วน้ัน
เปน็ การเมอื งแบบประชาธปิ ไตย เป็นตน้
ดังนั้น Pye พร้อมด้วยสมาชิกของคณะกรรมการการเมือง
เปรียบเทียบในการวิจัยทางสังคมศาสตร์จึงได้สรุปแนวความคิดของสานัก
ตา่ งๆ และสรา้ งลักษณะรว่ ม หรือสาระสาคัญของความหมายของการพัฒนา
~ 51 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
ทางการเมืองออกได้เป็น 3 ประการ รวมเรียกว่า Development
Syndrome อันประกอบไปดว้ ย
1. Diferentiation หมายถึง การท่ีองค์กรหรือหน่วยงานใดๆ มี
โครงสร้างที่แตกต่างกันไป มีหน้าที่จากัดและมีความชานาญงานเฉพาะด้าน
Coleman อา้ งว่า Differentiation หมายถงึ “กระบวนการซ่ึงบทบาท
ส่วนต่างๆ ของสถาบันและสมาคมมีการแยกแยะและมีความชานาญงาน
เฉพาะด้านเพ่ิมมากขึ้นในสังคมที่ดาเนินการสู่ความเป็นทันสมัย” 15 นั่นคือ
สังคมใดท่ีมีพัฒนาทางการเมืองมากจะย่ิงมีโครงสร้างทางการเมืองท่ี
สลับซับซ้อนทาหนา้ ทอ่ี นั จากดั ตามความชานาญเฉพาะดา้ น แต่ลักษณะของ
การแยกแยะโครงสร้างย่อยๆ ออกเป็นหน่วยเล็กๆ จานวนมากน้ีไม่ใช่เป็น
การก่อใหเ้ กิดความแตกแยก หรือแตล่ ะหน่วยเล็กๆ จะดาเนินการเป็นอิสระ
เอกเทศแต่ประการใด หน่วยเล็กๆ เหล่านี้ยังคงต้องประสานงานกับหน่วย
ใหญ่ของโครงสร้างเพ่ือร่วมมือกันดาเนินงานให้บรรลุสู่จุดประสงค์หรือ
เปูาหมายทอ่ี งคก์ รนน้ั ๆ วางไว้
เราจึงพบว่าในสังคมด้ังเดิมจะมีความชานาญงานเฉพาะด้านและ
ระดับของความซับซอ้ นขององค์กรน้อยกว่าสังคมสมัยใหม่ท่ีพัฒนาแล้วมาก
ผู้ปกครองของสังคมด้ังเดิมจะทาหน้าที่ท้ังนิติบัญญัติ บริหารบัญญัติ และ
ตุลาการบัญญัติ คือเป็นทั้งผู้ออกกฎหมาย นากฎหมายมาบังคับใช้และ
ตดั สินความไม่มอี งค์กรท่ีทาหน้าทีโ่ ดยเฉพาะ หรือถ้าเราจะนาเอาโครงสร้าง
ของสังคมศักดินามาเปรียบเทียบกับสังคมสมัยใหม่ น้ันจะพบว่าในสังคม
ศักดินามีระดับของความซับซ้อนขององค์กรย่อมน้อยมาก ในสมัยก่อน
รัชกาลท่ี 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของไทยนั้น เรามีองค์กรทางการเมืองซ่ึง
เทียบเท่ากระทรวงในปัจจุบันเพียง 4 องค์กร คือ เวียง วัง คลัง และนา
เทา่ น้นั
~ 52 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
แต่ปัจจุบันสังคมเราได้วิวัฒนาการมีการแจกแจงหน้าที่ใหม่ๆ ที่
เกิดข้ึนให้กับองค์กรซึ่งต้ังข้ึนมาใหม่เพื่อท่ีจะสนองตอบต่อปัญหาและความ
ตอ้ งการใหมๆ่ ท่ีเกิดขึ้น ด้วยเหตุน้ีเราจึงมีกระทรวงต่างๆ มากมาย และแต่
ละกระทรวงยังแยกหน่วยงานย่อยออกไปอีกมาก จึงนับได้ว่าสังคมปัจจุบัน
พฒั นามากกว่าสงั คมในอดีตมาก
2. Equality หมายถึง ความเสมอภาคเท่าเทียมกันซึ่ง Coleman
ได้แยกออกเป็น 3 ประการคือ ประการแรก เป็นความเสมอภาคในฐานะท่ี
เป็นราษฎรซึ่งมีสิทธิในการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในลักษณะหรือ
รูปแบบต่างๆ โดยเท่าเทียมกัน ประการที่สองคือ ความเท่าเทียมกันภายใต้
กฎระเบียบที่เป็นสากลอันเดียวกัน หมายความว่า ราษฎรท่ีทาผิดก็จะต้อง
ไดร้ บั โทษไม่มีบุคคลหรอื กลุ่มบุคคลใดที่เป็นอภิสิทธ์ิชนอยู่เหนือกฎหมายได้
ประการท่ีสามคือ ปทัสถานท่ีมีหลักเกณฑ์อยู่บนความสัมฤทธิผล กล่าวคือ
การเขา้ ดารงตาแหน่งทางการเมืองจะเป็นเร่ืองของความสามารถของบุคคล
ไม่ใช่เปน็ เรื่องของชาติตระกลู สงู หรือตา่ หรอื อาจกล่าวได้ว่าราษฎร ในสังคม
ท่ีพัฒนาแล้วจะมีความเท่าเทียมกันในโอกาสบนเง่ือนไขของความสามารถ
นัน่ เอง
3. Capacity หมายถึง ความสามารถของระบบการเมือง ในการที่
จะสนองตอบต่อข้อเรียกร้องจากเหล่าสมาชิก สามารถกาจัดข้อขัดแย้ง
แกไ้ ขความตึงเครียดทีเ่ กิดข้นึ ในสังคมและยังกอ่ ใหเ้ กิดสงิ่ ใหม่ๆ หรอื นามาซึ่ง
การเปล่ียนแปลงอย่างไม่ขาดสายด้วย จึงเห็นได้ว่าคาว่าความสามารถของ
ระบบในแง่นี่หาได้มีความหมายเฉพาะในเร่ืองของความสามารถในการ
ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนไป แต่ยังหมายถึงความสามารถ
ของระบบในการท่ีจะเปลี่ยนแปลงส่ิงแวดล้อมบางอย่างเพ่ือสนองตอบต่อ
ความต้องการของระบบเอง ความสามารถในการสร้างส่ิงใหม่ๆ ปรับปรุง
~ 53 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
แก้ไขและสามารถดาเนินการให้การเปล่ียนแปลงใหม่ๆ นี้เอื้ออานวยต่อ
เปาู หมายไหม ของระบบอกี ดว้ ย
เราจึงพบว่ารฐั บาลของประเทศทพ่ี ฒั นาแล้วนน้ั จะมปี ระสทิ ธภิ าพ
ในการสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนในดา้ นต่างๆ ไดด้ ี สามารถ
ทจ่ี ะนานโยบายไปปฏิบัตอิ ย่างมปี ระสิทธิภาพ โดยยดึ หลักการของความเปน็
เหตเุ ป็นผล และหลกั การทางโลกในการบรหิ ารงานดว้ ย อยา่ งไรกต็ าม ถา้
เราพิจารณาตามหลกั การ Development Syndrome ทัง้ สามประการ
ข้างตน้ เราจะพบวา่ คานิยามทไี่ ดส้ รปุ มาน้ันมลี ักษณะทบี่ ่งบอกวา่ มีอคติ
กลา่ วคือ
ประการแรก มีลักษณะเอนเอียงไปทางแบบของตะวันตก หรือ
ประเทศในคา่ ยเสรีประชาธิปไตย ซงึ่ เราจะพบว่าลักษณะร่วมประการที่สอง
ที่ว่าด้วยความเสมอภาค โดยเน้นท่ีการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอันเป็น
รปู แบบหนึ่งของการเมอื งแบบประชาธิปไตย ถ้าเป็นเช่นนี้เราอาจนามาสรุป
อย่างผิดๆ ได้ว่าการเมืองในประเทศเผด็จการย่อมไม่ถือว่าเป็นการเมืองท่ี
พัฒนา
ประการที่สอง มีนกั วิชาการหลายท่านแยง้ ว่าลกั ษณะการแบ่งแยก
เฉพาะด้านในโครงสร้างทางการเมืองนั้น หาได้มีเฉพาะในระบบการเมือง
สมัยใหม่ไม่แต่มันเกิดมาก่อนแล้วในบางสังคม เช่น ในจักรวรรดิโรมัน และ
จีนโบราณ ซ่ึงถ้าเรายึดหลักนี้เป็นเกณฑ์เราก็อาจสรุปไปว่าจักรวรรด์ิโรมัน
และจีนโบราณเป็นสังคมที่มีการพัฒนาการเมืองแล้ว ซึ่งนักวิชาการหลาย
ท่านยังสงสัยอยู่ นอกจากนี้ยังมีบางคนได้ต้ังข้อสงสัยไว้เหมือน กันว่ามีการ
แบ่งแยกโครงสร้างหรือมีระดับของความชานาญงานเฉพาะด้านระดับใดท่ี
เราอาจพูดไดว้ ่าสงั คมนน้ั พัฒนาแล้ว
ซ่งึ ปัญหาทสี่ าคัญของการนาเอา Development Syndrome มา
วเิ คราะห์ว่าสังคมใดๆ มีการพัฒนาการเมืองแล้วหรือไม่น้ัน ยังไม่ได้ปรากฏ
~ 54 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
อยู่อีกประการหน่ึงคือ Coleman ไม่ได้ชี้ชัดไปเลยว่าลักษณะ ร่วมท้ังสาม
ประการของ Syndrome นั้น ควรจะต้องมีพร้อมๆ กันในระดับใดๆ ใน
สังคมหน่ึงๆ จึงจะนับได้ว่าเป็นสังคมท่ีมีการพัฒนาการเมือง และในการที่
สงั คมหนึ่งมรี ะดบั ของลกั ษณะรว่ มในทงั้ สามประการสูงกว่าอีกสังคมหนึ่งเรา
ก็อาจกล่าวในเชิงเปรียบเทียบไว้ว่า สังคม ก. มีระดับของการพัฒนาทาง
การเมืองสูงกว่าสังคม ข. แต่ถ้าเกิดสังคม ก. เกิดมี Capacity ในระดับท่ีสูง
กว่าสังคม ข. แต่มี Differentiation ในระดับเดียวกันในขณะที่มีระดับของ
Equality ต่ากว่า เราจะให้น้าหนกั กับลกั ษณะร่วมแตล่ ะตวั อยา่ งไร ถ้าเราให้
นา้ หนกั กับCapacity ของระบบเรากอ็ าจสรุปไดว้ ่าสงั คม ก. มีระดับของการ
พัฒนาการเมืองสูงกว่าสังคม ข. แต่ถ้าเราให้น้าหนักกับ Equality มากกว่า
Capacity ผลกจ็ ะออกมาในรูปตรงกันข้ามทันที
Gabriel Almond & G. Bingham Powell, Jr. สองนัก
รัฐศาสตร์ผู้ริเริ่มนาเอาการวิเคราะห์เชิงสังคมวิทยาคือ Structural
Functional Analysis มาใช้กับการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบก็ได้ให้
ความหมายของคาว่าพัฒนาการเมืองไว้ว่า จะต้องประกอบด้วยปัจจัยท่ี
สาคัญๆ 3 ประการ ดงั ต่อไปน้ี 16
1. Differentiation หมายถึง ความแตกตา่ งแยกแยะในหน้าท่ี
ต่างๆ และมโี ครงสร้างทม่ี คี วามชานาญงานเฉพาะดา้ น ในลกั ษณะเดยี วกัน
กบั ที่ไดก้ ล่าวไว้ใน Development Syndrome
2. วัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นแบบโลก (Secularization of
Political Culture) หมายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองท่ีมีลักษณะเชิงปฏิบัติ
และหาขอ้ เท็จจริงได้ (Pragmatic, empirical orientation) และมีลักษณะ
เฉพาะเจาะจง (Specificity orientation) มากกว่าท่ีจะอยู่ในลักษณะ
กระจาย (Diffuseness) จึงเห็นได้ว่า วัฒนธรรมทางการเมืองแบบโลกเป็น
วฒั นธรรมทางการเมืองของสงั คมท่ีทันสมยั ไม่เช่ือในสิ่งงมงายโดยปราศจาก
~ 55 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
การคานึงถึงเหตุผลและข้อเท็จจริงสามารถแยกแยะบทบาททางการเมือง
ออกจากบทบาททางสังคมได้อย่างชัดเจน รวมทั้งสามารถเข้าใจถึง
ผลกระทบท่ีระบบการเมืองมีต่อตนเองด้วย ในการน้ีพวกนี้จะมีความ
ปรารถนาท่ีจะเข้าไปมีส่วนร่วมในลักษณะใดๆ เช่น อาจเข้าร่วมกับพรรค
การเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่มีแนวทางเดียวกันเพ่ือท่ีจะใช้อิทธิพลต่อ
Output หรือนโยบายที่ออกมาจากระบบการเมือง ดังน้ันในสังคมท่ีมี
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบโลกจะเป็นผลให้เกิดกิจกรรมทางการเมืองใน
รปู แบบต่างๆ ขึ้นในสังคม และทาให้พัฒนาการของโครงสร้างทางการเมือง
ในลักษณะของพรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพด้วย ซ่ึงเท่ากับเป็นการเอ้ืออานวย ต่อกระบวนการ
Differentiation ในส่วนหน่ึงอันจะนาไปสู่การพัฒนาการเมืองของระบบ
นัน่ เอง
3. ความเป็นอิสระของระบบย่อย (Subsystem Autonomy)
ปัจจัยน้ีเป็นส่วนที่ต่อเน่ืองมาจากปัจจัย Differentiation โดยมองว่าเม่ือ
สงั คมพฒั นาไปจะเกิดหน้าที่ต่างๆ เพ่ิมขึ้นมากมายอันจานาไปสู่การปรับตัว
ของโครงสร้างเดิม โดยการสร้างระบบย่อยๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะสนองตอบต่อ
ความตอ้ งการหรอื แกไ้ ขปญั หาใหมๆ่ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ที่ตามมา แตเ่ ม่ือเกิดระบบย่อย
ข้ึนมาแล้ว ถ้าระบบย่อยเหล่าน้ันไม่เป็นตัวของตัวเอง กล่าวคือไม่สามารถ
ดาเนินการใดๆ ไดถ้ ้าไมไ่ ด้รับคาส่ัง หรือนโยบายจากองคก์ รหนว่ ยเหนือก่อน
เราก็ถือว่าระบบย่อยนั้นขาดความเป็นอิสระในตัวเองท่ีจะตัดสินใจใดๆ
สังคมที่มีโครงสร้างที่มี Differentiation ในระดับสูง แต่ถ้าระบบย่อยขาด
ความเป็นอิสระในตัวเอง เราก็ไม่นับว่าเป็นสังคมท่ีพัฒนาแล้ว เช่นเดียวกัน
กับหนงั สอื เลม่ โตๆ แตป่ ราศจากสาระ เราก็ไมอ่ าจกลา่ วได้ว่าหนังสือเล่มน้ัน
เปน็ หนงั สือทด่ี ี ฉันใดกฉ็ ันนนั้
~ 56 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
ปัจจัยที่สาคัญทั้ง 3 ประการข้างต้นนี้จะเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน
อย่างใกล้ชิดและยังสามารถนามาเป็นมาตรการในการแบ่งระบบการเมือง
ตามลาดบั ของวิวัฒนาการ ซ่ึง Almond กับ Powel อ้างว่าระดับของความ
แตกต่างแยกแยะของโครงสร้างและระดับของวัฒนธรรมแบบโลกนั้นจะ
นามาซ่ึงระบบการเมอื ง 3 ระบบ คือ 17
1. ระบบดง้ั เดิม หมายถึง ระบบการเมืองท่ีโครงสร้างทางการเมือง
ขาดความซับซ้อนและประชาชนเช่ือในส่ิงท่ีใช้เหตุผลทางโลก เช่น โชคลาง
และสิง่ ศักด์ิสิทธท์ิ ่ีปราศจากตัวตน เชน่ ในหมู่บ้านอัฟริกาบางเผ่า และในหมู่
ชาวเอสกิโมบางกลุ่ม มีหัวหน้าซึ่งจะทาหน้าที่หรือสรวมบทบาทหลาย
บทบาท กล่าวคือ หัวหน้าจะเป็นท้ังผู้นาทางเศรษฐกิจ การเมือง และทาง
ศาสนา อาจจะมกี ารปรกึ ษาหารอื กันวา่ จะออกไปล่าสัตว์เมื่อไร ใช้วิธีการใด
จะไปท่ีใด ซึ่งในการน้ีบรรดาผู้ชายวัยฉกรรจ์ซึ่งเป็นลูกเผ่าอาจให้ความเห็น
และมีส่วนในการตัดสินใจ ก่อนออกเดินทางก็อาจมีการทาพิธีบวงสรวงขอ
พรจากสงิ่ ศักดิส์ ทิ ธ์ิ เหล่านเ้ี ปน็ ต้น
2. ระบบประเพณี หมายถงึ ระบบการเมอื งทเ่ี รม่ิ มีความแตกตา่ ง
ในโครงสรา้ ง หนา้ ทีแ่ ละในบทบาทท่ชี านาญเฉพาะดา้ นมากขึ้น ระบบนมี้ ี
ผนู้ าทางการเมือง เช่น พระมหากษตั ริย์ ขนุ นาง เจ้าหนา้ ที่ ซึ่งจะทาหนา้ ท่ี
เฉพาะด้าน Almond และ Powell ไดแ้ บ่งระบบการเมืองแบบประเพณี
ออกได้เป็น 3 ระบบย่อยอกี คือ
2.1 ระบบปตี าธปิ ไตย เช่น การปกครองของอียิปต์ใน
สมยั พระเจ้าฟาโรห์
2.2 ระบบราชการรวมศูนย์ ซ่ึงเป็นระบบที่เริ่มมีการ
พัฒนาเปูาหมายทางการเมืองในลักษณะท่ีมีอิสระกว่าเก่า บทบาททาง
การเมืองและบริหารได้พัฒนามากข้ึน และพยายามท่ีจะจัดรูปแบบของ
สังคมให้อยู่ในลักษณะของรวมศูนย์ ตัวอย่างเช่น อาณาจักร จินดาใน
~ 57 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
อเมริกาใต้ช่วงศตวรรษท่ี 16 ซึ่งโครงสร้างของอาณาจักรนี้ประกอบไปด้วย
สมาชิกของชนชัน้ สูง พระ ซง่ึ มีอยู่เป็นจานวนน้อย และประชาชนธรรมดาซ่ึง
มีอย่เู ป็นจานวนมาก อาณาจักรนแ้ี บ่งออกเป็นสี่เมือง มีถนนส่ีสายว่ิงจากแต่
ละเมืองมุ่งเข้าสู่เมืองหลวง และจักรพรรดิ์จะเป็นผู้กาหนดส่งพระญาติไป
ปกครองจังหวัดทั้งสาน้ัน ซึ่งเจ้าเมืองทั้งส่ีนี้ต่างก็มีอานาจสูงสุดในการ
กาหนดกฎหมาย บริหารราชการและตัดสินกรณีพิพาท แต่ทั้งนี้ต้องข้ึนตรง
ต่อองค์จกั รพรรดด์ิ ้วย
2.3 ระบบศักดินาเป็นระบบการเมืองที่แตกต่างจากอภิ
ชนาธิปไตยในลกั ษณะทีช่ นชั้นสงู เปน็ เจ้าของทด่ี ินส่วนใหญ่ และทาหน้าท่ีใน
การกาหนดนโยบายของรัฐ และแตกต่างจากระบบปิรมิดตามทรรศนะของ
Apter 18 ซ่ึงมีหัวหน้าสาขาเป็นผู้ปกครองเมืองเล็กๆ โดยข้ึนตรงต่อผู้นา
สูงสุดอีกที่หน่ึง ท้ังน้ีเพราะในระบบศักดินาน้ัน หัวหน้าสาขาจะเป็นผู้
ดาเนินงานของรัฐภายในเมืองท่ีตนครอบครองอยู่เกือบทุกอย่างตามลาพัง
คนเดียว แต่ในขณะเดียวกันก็มีสัมพันธภาพกับหัวหน้าใหญ่ในลักษณะของ
สญั ญาวา่ จะตอบแทนซ่งึ กนั และกันในลกั ษณะใดๆ
3. ระบบสมัยใหม่ หมายถึง ระบบการเมืองท่ีโครงสร้างพ้ืนฐาน
ทางการเมืองของสังคมมีความแตกต่างซับซ้อนมาก ต่างก็ทางานตามความ
ชานาญงานเฉพาะอย่าง เช่น มีกลุ่มผลประโยชน์ พรรคการเมือง
สื่อสารมวลชนเกิดข้ึนมากมาย ลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองของบรรดา
เหล่าสมาชิกของสังคมมีความเป็นเหตุเป็นผลทางโลก เริ่มเข้าใจถึงบทบาท
ของรัฐบาลว่าสามารถที่จะเปล่ียนสภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมได้
Almond กับ Powel ได้จาแนกระบบการเมืองสมัยใหม่นี้ออกได้เป็น 3
ระบบคือ 19
~ 58 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
3.1 ระบบรัฐชาตแิ บบโลก ในทน่ี หี้ มายถึง เมืองเล็กหรือ
อาจเป็นเมืองขนาดใหญ่ท่ีมีความเป็นอิสระในตนเองและมีโครงสร้างทาง
สังคมทีค่ อ่ นข้างจะสลบั ซับซอ้ น เช่น รฐั ชาตขิ องกรกี โบราณ
3.2 ระบบสมัยใหม่ที่มีการระดมสรรพกาลัง ระบบ
การเมืองนี้อาจจาแนกได้อีกเป็นระบบประชาธิปไตยซึ่งมีระบบย่อยที่เป็น
อิสระในตนเองและประชาชนมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามีส่วนร่วม
กับระบบอานาจนยิ มซ่ึงระบบย่อยถูกควบคุมโดยส่วนกลางและประชาชนมี
ลกั ษณะวฒั นธรรมทางการเมอื งแบบก่งิ ไพรฟ่ าู ก่ึงเข้ามีส่วนร่วม
3.3 ระบบสมัยใหม่ช่วงก่อนที่จะมีการระดมสรรพกาลัง
ซ่ึงระบบการเมืองแบบนีจ้ ะมีระดบั ของความแตกต่างในโครงสร้างและระดับ
ของวฒั นธรรมท่ีเปน็ ทางโลกตากว่าแบบก่อน ซ่ึงถ้าจะแยกตามลักษณะของ
ระบบการปกครองเราอาจแยกออกได้เป็น 2 ระบบคือ ระบบประชาธิปไตย
เช่น การปกครองของไนจีเรียก่อนเดือนมกราคม 1966 กับระบบอานาจ
นิยมเช่น การปกครองของประเทศกานา เปน็ ตน้
จะเห็นได้ว่า Almond กับ Powell ต้องการชี้ให้เห็นว่าพ้ืนฐาน
ส่วนหนึ่งของการพัฒนาการเมืองก็คือความเป็นทันสมัยทางการเมืองของ
สังคมท่ีมีโครงสร้างแตกต่างซับซ้อนและมีวัฒนธรรมแบบทางโลก ความ
แตกตา่ งระหว่างสังคมท่ีทันสมัยกับสงั คมทพี่ ัฒนาทางการเมืองจึงอยู่ที่ปัจจัย
ประการที่สามคอื ปัจจยั เรอ่ื งความเป็นอสิ ระของระบบยอ่ ย นน่ั เอง
จากปัจจัยท้ัง 3 ประการ Almond และ Powell นามาเป็น
มาตรการในการจาแนกระบบการเมอื ง ท้ังนี้ โดยอ้างว่าในระบบการเมืองใด
ที่มีลักษณะของปัจจัยท้ัง 3 ประการน้ีอยู่ในระดับสูงกว่าอีกระบบการเมือง
หนึ่ง ถือได้ว่าระบบการเมืองนั้นมีระดับของการพัฒนาการเมืองสูงกว่า ดัง
รูป
~ 59 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความเป็นอสิ ระของระบบยอ่ ย(S.A)กับระดับของ
ความแตกต่างซบั ซอ้ นของโครงสร้าง(Diff.)และความเปน็ เหตุเปน็ ผล
แบบทางโลกของวฒั นธรรมของระบบการเมือง(Sec.)
ระบบการเมือง • เผดจ็ การรุนแรง • ประชาธปิ ไตย
สมัยใหม่
Diff.&Sec. สงู ท่เี ป็นอิสระสงู
ระบบประเพณี • เผด็จการอนรุ กั ษ์ • อานาจนยิ ม • ประชาธปิ ไตยที
Diff.&Sec.ปานกลาง
ระบบด้ังเดมิ นิยม มอี สิ ระอย่างจากดั
Diff.&Sec. ต่า
•อานาจนิยม
แบบอนุรกั ษ์
• ประชาธิปไตยท่ี
มอี ิสระตา่
• อานาจนิยม • ประชาธปิ ไตย
กอ่ นการระดม กอ่ นการระดมสรรพกาลัง
•ระบบปิตาธปิ ไตย • อาณาจักร • ระบบศักดินา
แบบราชการ
• ระบบปริ ะมดิ
•เผา่ แบบดงั้ เดมิ •ระบบเผ่า
แยกกนั อยู่
แบบญาติ
ต่า กลาง สงู
ระดบั ของความเป็นอสิ ระของระบบย่อย
~ 60 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
จากรปู นี้ Almond กับ Powel อา้ งว่าสามารถนามาเปรยี บเทียบ
ระดบั ของการพฒั นาตลอดจนความแตกตา่ งของระบบการเมอื งตา่ ง ๆ ได้ถงึ
4 ลักษณะดว้ ยกัน 20 กล่าวคือ
ประการแรก สามารถเปรียบเทียบระดับของการพัฒนาทาง
การเมืองในระหว่างประเทศประชาธิปไตยด้วยกัน กล่าวคือ ประเทศ
ประชาธิปไตยน้ันจะมีระดับของความเป็นอิสระของระบบย่อยสูง เช่น มี
พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ และสมาคมองค์กรทางการเมืองต่างๆ ท่ี
สามารถดาเนินการอย่างเป็นอิสระ แต่บางประเทศ มีระดับของความเป็น
อิสระของระบบยอ่ ยสงู กว่าอีกประเทศหน่ึงหลายๆ ประเทศ และประเทศท่ี
มีระดับของความเป็นอิสระในระบบย่อยสูงมักจะมีโครงสร้างที่แตกต่าง
ซับซ้อนและมีวัฒนธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลแบบโลกอยู่ในระดับสูงด้วย ซึ่ง
ประเทศเหลา่ น้ีอาจพดู ไดว้ ่ามรี ะดบั ของการพฒั นาทางการเมอื งสูง
ประการที่สอง สามารถเปรียบเทียบระดับของการพัฒนาทาง
การเมืองในระหว่างประเทศอานาจนิยมด้วยกัน อาจกล่าวได้ว่าทั้งระบอบ
อานาจนยิ มท่กี าลงั เปน็ ทนั สมยั กบั ระบอบอานาจนยิ มแบบอนุรักษ์นิยมตา่ งก็
มีความสามารถในการสนองตอบท่ีจากัด (มีระดับของความเป็นอิสระของ
ระบบย่อยปานกลาง) แต่ความแตกต่างท่ีแท้จริงอยู่ที่กลุ่มหรือชนช้ันที่จะ
ได้รับการสนองตอบจากระบบในระบบอานาจนิยมแบบอนุรักษ์นิยมน้ัน
กลุ่มเหลา่ นค้ี อื กลุ่มศาสนา เจ้าของท่ีดิน และผู้นาทางธุรกิจบางส่วน แต่ใน
ระบบอานาจนิยมที่กาลังเป็นทันสมัยน้ัน กลุ่มเหล่าน้ีผู้ประกอบการทาง
เศรษฐกิจบางส่วน คือ นายทหารที่ได้รับการอบรมจากประเทศตะวันตก
เจ้าหน้าท่ีช้ันสูงในระบบราชการ และส่วนระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จน้ันจะ
แตกต่างจากระบอบอานาจนิยมท่ีความสามารถในการสนองตอบ (หรือ
ระดับของความเปน็ อสิ ระของระบบย่อย) และทีค่ วามสามารถในการกาหนด
~ 61 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
กฎเกณฑ์ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิก การนาสรรพกาลังมาใช้ และ
ความสามารถในการสร้างสัญลักษณ์เพื่อนาความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันใน
สังคม ส่วนความแตกต่างระหว่างระบอบเผด็จการก้าวหน้ารุนแรงกับแบบ
อนุรักษ์นยิ มอยู่ทรี่ ะดับของความสามารถในการสนองตอบและท่ีผลกระทบ
ของความสามารถในการกาหนดกฎเกณฑ์ การนาสรรพกาลังมาใช้และ
ความสามารถในการแจกแจงส่ิงท่มี คี ณุ ค่าในสังคม
ประการที่สาม สามารถเปรียบเทียบระบบการเมืองแบบ
ประชาธิปไตยกับแบบอานาจนิยมท่ีทันสมัย นั่นคือ เราจะพบว่าความ
แตกตา่ งระหวา่ งประชาธปิ ไตยท่ีเป็นอิสระสูงกบั เผด็จการเบด็ เสร็จรนุ แรงอยู่
ที่ความแตกต่างในระดับของความเป็นอิสระของระบบย่อย ซึ่งที่จริงแล้วใน
ระบบเผด็จการเบ็ดเสร็จนั้นก็คงมีโครงสร้างต่างๆ ที่ซับซ้อนและแตกต่าง
แยกแยะในลักษณะเดียวกันกับโครงสร้างในระบอบประชาธิปไตย แต่
โครงสร้างของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จรุนแรงนั้นไม่มีความเป็นอิสระใน
ตนเอง โครงสร้างย่อย หรือระบบย่อยจะต้องอยู่ในรายการบังคับบัญชาซึ่ง
ถูกควบคุมจากเบ้ืองบนอีกทหี นงึ่
ประการท่สี ่ี สามารถเปรยี บเทียบระหว่างระบบทม่ี กี ารระดมสรรพ
กาลังแล้วกับระบบที่ยังไม่มีการระดมสรรพกาลัง กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็น
ระบอบอานาจนิยมหรือประชาธิปไตยในช่วงท่ีกาลังเปลี่ยนแปลงให้เป็น
ทันสมัยน้ัน จะมุ่งที่เปูาหมายเดียวกัน คือการเพ่ิมระดับของความแตกต่าง
ซับซอ้ นของโครงสร้างในสังคมและเพิ่มระดับของความเป็นเหตุเป็นผลแบบ
โลกของวัฒนธรรมให้สูงขึ้น ซ่ึงกระบวนการพัฒนานั้นอาจเปลี่ยนไปอย่าง
รวดเร็วโดยไม่มีการเตอื นให้รลู้ ่วงหนา้ ดว้ ยซา้ ไปก็มี
จากปัจจัยที่สาคัญ 3 ประการคือ Differentiation, Subsystem
Autonomy, และ Secularization of Political Culture ซ่ึง Almond กับ
~ 62 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
Powell เสนอมาเพ่ือช้ีให้เห็นว่าสังคมใด หรือระบบการเมืองใดมีระดับของ
การพฒั นามากกว่ากนั นี้ ไดร้ บั การวพิ ากษ์วิจารณ์จากนกั วชิ าการวา่ มีอคติใน
ลกั ษณะเดียวกบั Development Syndrome ท่ี Pye กบั พรรคพวกที่เสนอ
มาแลว้ คือ
1. ในเร่ืองความเป็นอิสระของระบบย่อยนั้น Almond และ
Powel ถือเป็นปัจจัยหลักในการวัดการพัฒนา ซึ่งจะเห็นได้ว่าการเมืองใน
ระบอบประชาธปิ ไตยเทา่ นน้ั ทีพ่ ึงมีความเป็นอสิ ระของระบบยอ่ ยในระดบั สูง
ได้แนวความคิดเร่ืองการพัฒนาตามทรรศนะนี้จึงมุ่งท่ีจะเปล่ียนแปลงไปสู่
การเมอื งแบบประชาธปิ ไตยน่ันเอง ความลาเอียงในเร่ืองของอุดมการณ์ทาง
การเมืองจึงมีอยู่มาก และถ้าพิจารณาการเมืองของโซเวียตซึ่งเป็นระบบ
เผด็จการท่ีทันสมัยแล้ว เราอาจสรุปไปอย่างผิดๆ ได้ว่าโซเวียตมีระดับของ
การพฒั นาการเมืองตา่
2. มีนักวชิ าการหลายทา่ นได้พากันวิพากษว์ ิจารณ์ปัจจยั เรอ่ื งความ
เป็นเหตุเป็นผลทางโลกของวัฒนธรรม ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าอยู่ในระดับสูง สังคม
นัน้ จะมีระดับของความเป็นทันสมัยสูงด้วย แต่ในข้อเท็จจริงท่ีพบเห็นกันใน
ปจั จบุ ันนั้น สงั คมท่ีเปน็ ที่ยอมรับกันว่ามกี ารพัฒนาการเมืองในระดับสูง เช่น
สหรัฐอเมริกาและองั กฤษ ประชาชนจานวนมากท่ีหาไดม้ เี หตมุ ีผลเสมอไปไม่
ในการเลอื กต้งั บางระดบั ความสมั พนั ธ์สว่ นตัวระหวา่ งผู้สมัครกบั ผู้ไปใช้สิทธิ
เลือกตั้งยังมีอิทธิพลอย่างย่ิง และไม่ย่ิงหย่อนไปกว่าท่ีเกิดในประเทศด้อย
พฒั นาเลย
C.H. Dodd นักรัฐศาสตร์ สาขาการเมอื งเปรยี บเทียบชาวอังกฤษ
กเ็ ป็นอกี ผหู้ นึง่ ทีพ่ ยายามให้คาจากัดความของคาว่า “การพัฒนาการเมือง”
ซึ่งเขาพบวา่ มคี วามสัมพันธ์กันอยา่ งใกล้ชิดกับคาว่า “ความเป็นทันสมัยทาง
~ 63 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
การเมือง” (Political Modernization) Dodd อ้างว่าการพัฒนาการเมือง
น้ันหมายรวมถงึ ลักษณะดังตอ่ ไปน้ี 21
1. การเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งเพ่ือให้สัมฤทธผิ ลในเปาู หมายท่ี
ระบไุ ว้แล้ว เช่น เสรีประชาธิปไตย คอมมิวนสิ ต์ หรอื รฐั อสิ ลาม
2. มีกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงโดยทวั่ ๆ ไปในแวดวง
การเมอื ง ซง่ึ เกีย่ วเนือ่ งอยา่ งใกลช้ ดิ กบั สว่ นอ่ืน ๆ ของสังคมอันประกอบไป
ด้วย
2.1 การขยับขยายและการรวมศูนยอ์ านาจในการปกครอง
และมีความแตกตา่ งซบั ซ้อน ตลอดจนความชานาญเฉพาะดา้ นของ
โครงสรา้ งและหนา้ ท่ีทางการเมอื ง ความแตกต่างซบั ซ้อนเหลา่ นห้ี ากอ่ ใหเ้ กดิ
ความแตกแยกไมแ่ ตจ่ ะนามาซง่ึ การประสานงานเป็นอนั หนึง่ อนั เดยี วกนั ของ
ระบบ
2.2 จานวนพลเมืองท่ีเข้าไปมสี ว่ นรว่ มในการเมอื งเพิม่ มากขึน้
2.3 จานวนพลเมืองทสี่ ังกัดตนเองกบั ระบบการเมอื งเพมิ่ มาก
ขึ้น
3. ระบบการเมอื งนนั้ มคี วามสามารถทจี่ ะ
3.1 แกป้ ญั หาทมี่ อี ยแู่ ละทเี่ กิดข้นึ มาใหม่ได้
3.2 ริเริ่มและคงไวซ้ ง่ึ นโยบายใหมๆ่ เพือ่ การดาเนินงานใน
สังคม และจดั ตง้ั โครงสร้างใหม่ๆ ข้ึนมาหรือปฏริ ูปของเกา่ เพอื่ ท่จี ะได้
ดาเนินการไปสเู่ ปาู หมายอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
4. ความสามารถในการเรียนรู้ว่าจะปฏิบัตหิ นา้ ท่ีทางการเมืองและ
จัดตง้ั โครงสร้างทางการเมืองใหด้ ขี น้ึ เรอ่ื ยๆ
S.N. Eisenstadt ได้ศึกษาระบบราชการกับการพัฒนาทาง
การเมือง และได้สรปุ แนวความคดิ เรือ่ งการพัฒนาการเมืองไว้ว่าได้แก่ระบบ
~ 64 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
การเมืองท่ีสามารถในการดูดกลืน (absorb) ตัวแปรต่างๆ และสามารถ
เปลยี่ นแปลงรปู แบบต่างๆ ของข้อเรียกรอ้ งทางการเมืองและองค์กรทางการ
เมืองได้ การพัฒนาการเมืองยังรวมไปถึงความชานาญหรือทักษะของระบบ
ในการจัดการกับปัญหาแปลกๆ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบเอง และจาก
ภายนอกด้วย 22
แนวความคิดของ Eisenstadt จึงมองพัฒนาการเมืองไปในสอง
ทรรศนะ คือ ประการแรก เขาเน้นท่ีการตัดสินใจของผู้นาทางการเมืองท่ีมี
อิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของเหล่าสมาชิกของสังคม และสมาชิกเหล่าน้ีจะ
พยายามใช้อิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้นาด้วย ประการที่สองเขาเน้นที่
วธิ กี ารแสดงออกซงึ่ ผลประโยชน์โดยจะอยู่ในรูปแบบต่างๆ ของประเด็นทาง
การเมือง ซ่ึงระบบเองจะต้องแก้ไข หรือสนองตอบต่อความต้องการใน
ลักษณะตา่ งๆ กนั ไป
Fred R. Von der Mehden ศกึ ษาลกั ษณะรว่ มของประเทศที่
ไดช้ ่อื ว่าพฒั นาทางการเมืองแลว้ และสรุปออกมาวา่ ภาวะของการพฒั นา
ทางการเมืองน้ันจะตอ้ งมปี ัจจัยรวม 15 ประการดว้ ยกัน คือ
1. ความเหน็ พอ้ งตอ้ งกันในเปูาหมายพนื้ ฐานทางสงั คมและ
การเมืองของชาติ
2. กลุ่มผูน้ ่ากบั ประชาชนมีการติดต่อสมั พนั ธ์ซึ่งกันและกนั
3. มบี ูรณภาพแหง่ ชาตขิ องชนกลุ่มนอ้ ย
4. มีความเป็นเหตเุ ป็นผลทางการเมอื ง
5. อตั ราการอา่ นออกเขยี นไดข้ องพลเมอื งอยใู่ นระดบั สงู
6. จานวนประชาชนทส่ี าเรจ็ การศกึ ษาช้นั สงู มีมาก
7. มีระบบข้าราชการพลเรือนท่มี ปี ระสทิ ธิ ภาพไดร้ บั การฝกึ ฝน
อย่างดี
~ 65 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
8. มีระบบการเมอื งท่ีมกี ารแข่งขนั กนั
9. มีลกั ษณะความแตกต่างซบั ซ้อนในสถาบันทางการเมอื งสูง
10. มกี จิ กรรมทางการเมอื งท่ีแพรห่ ลายไม่เฉพาะอยูใ่ นเขตเมือง
หลวง
11. มีการนาเอาค่านิยมทางสงั คมและการเมอื งแบบตะวันตกมาใช้
ในสังคม
12. มกี ลมุ่ ผลประโยชนใ์ นลกั ษณะของสมาคมมากมาย
13. เปดิ โอกาสให้มีการเคล่ือนไหวทางการเมอื ง
14. มีระบอบการปกครองโดยรฐั ธรรมนญู และปราศจากอปุ สรรค
สาคญั ๆ มากอ่ กวน
15. พลเรอื นสามารถควบคมุ ทหารได้ 23
เราอาจสังเกตได้วา่ Mehden เองก็มีอคติไปทางประเทศเสรี
ประชาธปิ ไตยแบบตะวนั ตก คอื ใหค้ วามสาคญั ทีก่ ารเขา้ มสี ่วนรว่ มของ
ประชาชนในระบบการเมอื งทมี่ ีการแขง่ ขันรวมทง้ั โครงสร้างทางการเมือง
มากกวา่ เน้อื หาเรื่องการพฒั นา
Samuel P. Huntington มองว่าการเมืองเป็นเร่ืองของการ
ขัดแย้งในสังคม เม่ือมีการขัดแย้งเกิดข้ึนจึงนาไปสู่การสร้างสถาบันทาง
การเมือง โดยหวังที่จะใช้สถาบันนี้เป็นตัวแก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้น
ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของสั งคมจึงขึ้นอยู่กับค วามสามาร ถของ
สถาบันทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ Huntington จึงมีความเชื่อว่า การพัฒนา
การเมอื งก็คือ การสร้างสถาบันทางการเมืองท่ีมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับ
ของคนโดยทว่ั ไป และกระบวนการสรา้ งสถาบนั ทางการเมืองนี้เป็นท่ีรู้จักกัน
ในช่ือ Political Institutionalization หมายความโดยสรุปว่า สถาบันทาง
การเมืองที่มีประสิทธิภาพสูงจะต้องมีลักษณะ 4 ประการ คือ มีความ
~ 66 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
ยืดหยุ่นสูง มีความซับซ้อนมาก มีความเป็นอิสระจากอิทธิพลใดๆ และมี
ความกลมเกลยี วมาก 24
จึงอาจจะสรุปได้ว่า Huntington เน้นการพัฒนาการเมืองที่
ประสิทธิภาพ หรือความสามารถของระบบในการที่จะดูดกลืน และจัด
ระเบียบแบบแผนของการเข้ามีส่วนร่วมของคนกลุ่มใหม่ๆ รวมท้ัง
ความสามารถของระบบในการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคม
ในสังคมด้วย25 แต่ท้ังนี้การเปลี่ยนแปลงจะต้องดาเนินไปในลักษณะท่ี
สามารถควบคุมดูแลได้ โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพต่อระบบที่
เป็นอยู่ด้วย ดังนั้น สภาพการพัฒนาการเมืองในทรรศนะนี้ จึงมีตัวแปรท่ี
จะต้องนามาพิจารณาอยู่ 2 ประการคือ ขอบข่ายของการสนับสนุนที่
ประชาชนพึงมีต่อระบบการเมือง (Scope of Support) และระดับของ
ความเป็นสถาบัน (Level of Institutionalization) ของระบบการเมืองเอง
ระบบการเมืองท่ีพัฒนาแล้ว ก็คือ ระบบการเมืองท่ีได้รับการสนับสนุนจาก
ประชาชนในสังคมอย่างกว้างขวาง และจะต้องเป็นระบบที่เป็นท่ียอมรับใน
ประสิทธิภาพในการแจกแจงส่ิงท่ีมีคุณค่าเพ่ือสนองตอบต่อความต้องการที่
เกดิ ขนึ้ ในสงั คมได้ นน่ั เอง
Fred W. Riggs เห็นด้วยกับ Development Syndrome และ
เห็นด้วยกับ Huntington ที่ว่า ระบบการเมืองท่ีทันสมัยน้ันไม่จาเป็นว่าจะ
เปน็ ระบบการเมืองท่ีพัฒนาแล้วเสมอไป ระบบการเมืองสมัยโบราณในบาง
สังคมแม้จะไม่เป็นทันสมัยแต่ก็มีคุณสมบัติพร้อมท่ีจะเรียกได้ว่าเป็นระบบ
การเมอื งท่ีพฒั นาแล้วก็มี แตใ่ นขณะท่ี Huntington เน้นทค่ี วามเป็นสถาบัน
ของระบบการเมือง (Political Institutionalization) Riggs กลับเน้นท่ี
ความแตกต่างซับซ้อน (Differentiation) ของระบบการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัย
ประการหนึ่งใน Syndrome มากกว่าปัจจัยด้านอ่ืนๆ โดยเขามีทรรศนะว่า
~ 67 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
เม่ือสังคมเป็นทันสมัยอันเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาการ และ
เทคโนโลยีสมัยใหม่ ระดบั ของความแตกต่างซับซ้อนของโครงสรา้ งของสังคม
จะสูงเพ่มิ ขึ้นเพือ่ ทจ่ี ะตอบตอ่ ความต้องการใหม่ๆ ได้ ทั้งนี้เพราะในช่วงน้ีข้อ
ขัดแย้งระหว่างเปูาหมายของการสร้างความเท่าเทียมกัน (Equality) กับ
ความสามารถของระบบ (Capacity) เชน่ บรรดานายทุนเจา้ ของทดี่ ินไม่เห็น
ด้ ว ย กั บ ค ว า ม เ ท่ า เ ที ย ม กั น จึ ง ต้ อ ง ก า ร ใ ห้ มี รั ฐ บ า ล ที่ มี อ า น า จ ห รื อ มี
ความสามารถในการควบคุมการปลุกระดมมวลชน ในขณะที่ประชาชน
ตอ้ งการความเท่าเทยี มกัน และตอ้ งการใหร้ ัฐบาลมีความสามารถในการท่จี ะ
สนองตอบต่อความต้องการในคุณค่าต่างๆ ว่าทั้งนายทุนเจ้าของท่ีดินและ
ประชาชนต่างก็มีความขัดแย้งกันในผลประโยชน์ แต่มีความปรารถนาอัน
เดียวกันคือ ต้องการให้รัฐบาลมีความสามารถในระดับหนึ่ง ซึ่งในการนี้จะ
เป็นไปได้ก็โดยการทาให้ระบบมีโครงสร้างที่แตกต่างซับซ้อน เช่น มีกอง
กาลงั ตารวจ พรรคการเมอื ง กลุม่ ผลประโยชน์ เปน็ ตน้
แต่อย่างไรก็ตาม Riggs ก็ยังคงคานึงถึงความสัมพันธ์กันระหว่าง
ปัจจัยสามประการของ Development Syndrome เป็นอย่างดีเป็น
เพียงแต่ว่า Riggs พยายามเน้นความแตกซับซ้อนเป็นพิเศษโดยถือเสมือน
เป็นเครื่องมือท่ีสาคัญในการที่จะนาไปสู่ความเสมอภาคและความสามารถ
ของระบบการเมอื งอันจะนาระบบไปส่กู ารพัฒนาสืบไป 26
เราได้ทรรศนะของคาว่าการพัฒนาการเมืองของนักวิชาการ
ตะวันตกมาหลายท่านแล้ว คราวน้ีเราลองมาพิจารณาทรรศนะเดียวกันน้ี
จากนกั วชิ าการทางรฐั ศาสตรข์ องไทยกันบา้ ง
ชัยอนันต์ สมุทวณิช มีทรรศนะในทานองเดียวกับ Huntington
โดยเน้นที่ความสามารถของระบบการเมืองในการตอบสนองความต้องการ
ของประชาชน “การพัฒนาการเมืองไม่ว่าจะเกิดขึ้นในประเทศใด มีการ
ปกครองระบบใด (ประชาธิปไตย สังคมนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมมาร์ก
~ 68 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
ซิสม์) น้ัน หมายถึงการที่สถาบันทางการเมืองของประเทศนั้นๆ มีความ
คล่องตวั และมีความสามารถและอานาจพอที่จะตอบสนองต่อความตอ้ งการ
ที่เกิดข้ึนและเปล่ียนแปลงอยู่เสมอจากประชาชนภายในประเทศนั้นได้
รัฐบาลของประเทศนั้นๆ จักต้องมีความสามารถในการปฏิบัติหน้าท่ีและ
ภารกิจใหม่ๆ ซ่ึงเกิดข้ึนเพราะมีการเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือ
แม้แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเอง ให้บรรลุล่วงไปด้วยดี อนึ่ง
ความสามารถเช่นว่าน้ีจะต้องมีเพิ่มมากขึ้นเป็นปฏิภาคกับความต้องการ
หลายๆ ด้านของประชาชนด้วย การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นในทางใดน้ัน
จะเกิดขึ้นภายในกรอบของระบบการเมืองนั้นๆ โดยระบบการเมืองสามารถ
ดาเนินไปไดโ้ ดยมีความต่อเน่ืองหรอื ชะงกั งนั น้อยท่สี ดุ ”27
ลขิ ิต ธรี เวคนิ นกั รัฐศาสตร์ไทยท่ีพยายามนาเอาหลักการต่างๆ ที่
เก่ียวข้องกับการพัฒนาการเมืองท่ีจะเป็นแนวความคิดหลักในการนาไป
วิเคราะห์ระบบการเมืองในทุกระบบทุกยุคสมัย และพยายามที่จะให้เป็น
กลางทางการเมือง โดยไม่ยึดม่ันหรือมีอคติต่ออุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ
ทา่ นไดส้ รุปออกมาว่าระบบการเมืองทน่ี ับได้ว่ามกี ารพัฒนาการเมืองแล้วนั้น
จะต้องประกอบด้วยตวั แปรทส่ี าคัญ 3 ประการด้วยกนั คือ 28
1. ความสามารถในการท่ีทาให้ระบบการเมืองยอมรับโดยสมาชิก
ของประชาคมการเมอื งหมายความว่า ระบบการเมอื งใดๆ ที่มีความสามารถ
ในการทาให้ประชาชนยอมรับหรือสร้างความชอบธรรมให้เกิดข้ึนกับระบบ
เองโดยปราศจากการใช้กาลังบังคับ น้ันคืออาจจะใช้ยุทธวิธีของการโฆษณา
ชวนเชื่อ หรืออาจจะแสดงผลงานโดยการแก้ปัญหาของสังคมให้เป็นที่
ปรากฏระบบการเมอื งนั้นถอื วา่ เปน็ ระบบทม่ี ีการพัฒนาแลว้
2. การรับช่วงอานาจทางการเมืองอย่างสันติ หมายถึง การ
เปล่ียนตัวผู้นาทางการเมืองโดยปราศจากการใช้กาลังรุนแรงหรือใช้อานาจ
ทหารและอาวธุ เขา้ ช่วงชงิ อานาจ การสืบทอดอานาจนี้อาจจะอยู่ในลักษณะ
~ 69 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
ของการสร้างประเพณีสืบตอ่ กนั มาก็ได้ หรืออาจจะอย่ใู นรูปของการเลือกตั้ง
ก็ได้แล้วแต่กติกาของสังคมนั้นๆ ยอมรับกันอย่างไร ข้อแม้ท่ีสาคัญคือ
จะตอ้ งไมม่ กี ารใช้กาลงั รนุ แรง การรัฐประหาร หรือใช้อานาจปืนเข้าบังคับขู่
เข็ญเพอ่ื ให้ได้มาซึง่ อานาจทางการเมือง
3. ความต่อเน่ืองของระบบการเมือง หมายความว่า ระบบ
การเมืองนัน้ สามารถดาเนนิ ไปโดยไมข่ าดระยะเปน็ เวลานานพอสมควรอย่าง
เชน่ ระบบการเมืองของอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต เป็นต้น
จากนยิ ามขา้ งตน้ นีเ้ ราอาจวิเคราะห์ไดว้ ่า สังคมสโุ ขทัยเปน็ สงั คมท่ี
มีระดับของการพัฒนาทางการเมืองสูงกว่าสังคมอยุธยา เพราะสมัยสุโขทัย
นัน้ มกี ารสืบทอดอานาจในการปกครองในลักษณะของการตอ่ เนอื่ งโดยสันติ
วิธี ในขณะท่ีสมัยอยุธยาน้ันมีการช่วงชิงอานาจทางการเมือง มีการใช้กาลัง
กันบ่อยครง้ั กวา่ เป็นตน้
แต่ข้อจากัดของนิยามข้างต้นอยู่ที่ว่าไม่ได้รวมแง่มุมของความ
ยุติธรรมของสังคม ไม่มีรากฐานทางปรัชญาการเมือง โดยมองในแง่การ
ยอมรับของสมาชิกซ่ึงระบบการเมืองเผด็จการเบ็ดเสร็จ ท่ีใช้อานาจร่วมกัน
จิตวิทยาของการโฆษณาชวนเชื่อเป็นเคร่ืองมือก็สามารถที่จะทาให้สมาชิก
ยอมรบั ในระบบไดด้ กี วา่ สงั คมประชาธปิ ไตยในบางประเทศเสียอีก เราพร้อม
ที่จะยอมรับหรือไม่ว่า ระบอบการเมืองท่ีไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกของสังคม
เข้ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการกาหนดความเป็นไปของสังคมรวมท้ังตัว
ของเขาเองดว้ ยวา่ เปน็ ระบบการเมอื งทีไ่ ดร้ บั การพฒั นาแล้ว
พงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย นักรัฐศาสตร์ อีกผู้หน่ึงที่ให้ความสนใจกับ
การศกึ ษาการพฒั นาการเมอื ง แมท้ า่ นจะไม่ได้ให้ความกระจ่างในนิยามของ
คาว่า การพัฒนาทางการเมือง แต่ท่านก็ได้ช้ีแนะตัวแปรที่สาคัญใน
~ 70 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
การศึกษาวิเคราะห์ไว้ 3 ประการ ซึ่งท่านอ้างว่าในการพัฒนาทางการเมือง
จะต้องพัฒนาในสิง่ ต่อไปนี้ 29
1. อานาจทางการเมือง กล่าวคือ จะต้องกาหนดเปูาหมายในการ
พัฒนาตัวอานาจทางการเมืองลงไปให้แนน่ อนก่อน ซึง่ เปูาหมายดงั กล่าวอาจ
สรุปได้เป็น 2 ประการคือ เสรีประชาธิปไตยบนพื้นฐานของความเป็นธรรม
กับอิสรเสรีเบ็ดเสร็จบนพื้นฐานของความเสมอภาค สมมติว่าเรากาหนด
เปูาหมายไว้ว่าจะพัฒนาอานาจทางการเมืองของเราไปสู่ระบอบเสรี
ประชาธปิ ไตย เรากจ็ าเป็นตอ้ งกาจัดการผูกขาดอานาจทางการเมือง ปล่อย
ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการปกครองสังคมของเขาเองอย่างเสรีทุก
คน ในสังคมจะต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายอันเดียวกัน ชาติ
ตระกูลและความมากน้อยของทรัพย์ศฤงคารย่อมไม่ก่อให้เกิดอภิสิทธ์ิใดๆ
ทั้งส้ิน ในขณะเดียวกันจะต้องทาให้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดมี
ลักษณะของอานาจอันเป็นที่ยอมรับกัน มีประสิทธิภาพ และมีเสถียรภาพ
เป็นหลักยดึ แหง่ การปกครองดว้ ย
2. บุคคลผู้ใช้อานาจ การพัฒนาบุคคลผู้ใช้อานาจนี้เป็นเร่ืองท่ีทา
ได้ยาก เพราะบุคคลท่ีเชื่อมัน่ ในตนเองสูง ประชาชนเองก็ยงั ขาดพลงั ผลักดัน
ในลักษณะของกลุ่มพลังทางการเมืองในการท่ีจะทาให้ผู้นาสานึกว่าจะต้อง
พฒั นาตนเองเพื่อนาระบบการเมืองไปสู่เปูาหมายใดๆ ท่ีกาหนดไว้ให้ได้ ซ่ึง
ถา้ ผนู้ าไม่พฒั นาแล้ว การพัฒนาการเมอื งก็จะไมม่ ที างเกิดขึ้นได้
3. บุคคลผู้อยู่ใต้ปกครอง ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา
การเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นท่ีอ้างถึงอยู่เสมอก็คือ สภาพทาง
เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา คา่ นิยมของคน แตอ่ ปุ สรรคทัง้ ปวงสามารถแก้ไข
ให้บรรลุได้ ถ้าผู้ปกครองมีการพัฒนาตนเอง กล่าวคือ สามารถเสียสละเพื่อ
ส่วนรวมได้ไม่แสวงหาผลประโยชน์ใดๆ จากอานาจ
~ 71 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
จากความหลากหลายของความหมายของการพัฒนาการเมืองที่
บรรดานักวิชาการได้ให้ไว้ข้างต้น Huntington และ Dominguez ได้สรุป
รวบรวมได้เป็น 4 นัยที่สาคัญคอื 30
1. ให้ความหมายของคาว่าพัฒนาการเมืองโดยคานึงเฉพาะปัจจัย
เร่ืองภูมิภาคเป็นหลักกล่าวคือ มองกันว่าการศึกษาการเมืองในประเทศ
เอเชีย อัฟริกา และลาตินอเมริกา เช่น ศึกษาโครงสร้าง ทัศนคติและ
พฤติกรรมทางการเมืองในประเทศในแถบนี้ จะถือว่าเป็นการศึกษาการ
พัฒนาการเมือง แต่ถ้านาทฤษฎีและแนวการศึกษาเดียวกันน้ีไปศึกษา
การเมืองในประเทศแถบอเมริกาเหนือและยุโรปจะไม่ถือว่าเป็นการศึกษา
พัฒนาการเมือง โดยสรุปการพัฒนาการเมืองในความหมายนี้ก็คือ สภาพ
การเมืองและทิศทางของการเมืองในประเทศกาลังพัฒนาน่ันเอง
2. การพัฒนาการเมือง เป็นการทาให้การเมืองทันสมัยจึงเป็นผล
ป ร ะ ก า ร ห น่ึ ง จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ ห้ เ ป็ น ส มั ย ใ ห ม่
(Modernization) ซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงที่กว้างขวางครอบคลุมไปทั้ง
สังคม เช่น การทาให้เป็นสังคมอุตสาหกรรม (Industrialization) การ
ขยายตัวของเมืองมากขึ้น (Urbanization) การพัฒนาเศรษฐกิจ
(Economic Development) และ การระดมสรรพกาลังทางสังคม (Social
Mobilization) เปน็ ตน้ กระบวนการเปล่ียนแปลงไปสคู่ วามเป็นทันสมัยนจี้ ะ
ก่อให้เกิดผลกระทบทางการเมืองอย่างมากมาย เช่น อาจนาไปสู่ความ
วุ่นวายทางการเมือง ทาใหเ้ กดิ สภาพไร้เสถียรภาพทางการเมือง มีการปฏิวัติ
รัฐประหาร ซ่ึงปรากฏการณ์ทางการเมืองเหล่านี้ถือเป็นประเด็นที่สาคัญใน
การศึกษาการพฒั นาการเมืองด้วย
3. การพัฒนาการเมือง เป็นกระบวนการท่ีจะนาสังคมไปสู่
เปาู หมายใดๆ ของระบบการเมือง ซ่ึงอาจจะมหี ลายเปูาหมายและขัดแย้งซึ่ง
กันและกันก็ได้ เช่น ถ้าเปูาหมายของสังคมถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย
~ 72 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
รฐั บาลจะตอ้ งสง่ เสรมิ เสรภี าพ และความเสมอภาคใหเ้ กิดขึน้ อยา่ งกวา้ งขวาง
ในหมู่ประชาชน ในการนี้รัฐบาลก็จาต้องยอมเสียสมรรถภาพของระบบไป
บ้าง ส่วนเปูาหมายอื่นๆ ที่นักวิชาการมักจะอ้างถึงบ่อยๆ เช่น ความชอบ
ธรรมของระบบ การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเสถียรภาพทางการเมือง
ส ม ร ร ถ ภ า พ ข อ ง ร ะ บ บ ก า ร เ มื อ ง ก า ร ส ร้ า ง ค ว า ม เ ป็ น ส ถ า บั น
(Institutionalization) เป็นต้น
4. การพัฒนาการเมืองเป็นเร่ืองของกระบวนการที่จะนาไปสู่
ลักษณะการเมอื งตามแบบอย่างของประเทศอุตสาหกรรม นั่นคอื นกั วิชาการ
พากนั มองว่ากระบวนการทางการเมอื งในสังคมอุตสาหกรรม วัฒนธรรมทาง
การเมือง พฤติกรรมทางการเมือง และการดาเนินการทางการเมืองของ
ประเทศอุตสาหกรรม มีลักษณะที่มีเหตุมีผลผิดไปจากลักษณะการเมืองใน
สังคมอ่ืนๆ เช่น สังคมอุตสาหกรรมมีพรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์และ
สถาบันทางการเมืองอ่ืนๆ ท่ีทาหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ในขณะที่
สงั คมอืน่ ๆ ไมม่ ี หรือมแี ตไ่ มท่ าหน้าที่อยา่ งสมบูรณ์
ในบทวิเคราะห์และสารวจเอกสารทางวิชาการของ ดร.ทินพันธุ์
นาคะตะ ทา่ นได้สรปุ โดยมงุ่ เน้นที่ปัจจยั ตา่ ง ๆ ท่ีส่งเสริมการพัฒนาการเมือง
ซ่งึ มอี ยูห่ ลายปัจจยั ทเ่ี หลือ่ มล้ากนั อยูค่ อื 31
1. การพัฒนาการเมือง ขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางกฎหมาย เช่น
การมีรัฐธรรมนูญซ่ึงถือเป็นแม่บทกฎหมาย กาหนดกฎเกณฑ์หลักการท่ี
สาคัญๆ ในการปกครองปูองกันสิทธิเสรีภาพขั้นพ้ืนฐานของประชาชนไม่ให้
ถกู ละเมดิ
2. การพัฒนาการเมือง ข้ึนอยู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ มี
นักวิชาการหลายทา่ นเชอ่ื ว่าสงั คมท่ีจะพัฒนาการเมอื งได้จะต้องผา่ นข้ันตอน
ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจก่อน บางท่านเช่น S. M. Lipset พบว่า
~ 73 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
ประชาธปิ ไตยจะดารงอยูไ่ ดเ้ ฉพาะในสังคมท่ีมีคนม่ังค่ังเป็นคนส่วนใหญ่ของ
สงั คมเท่าน้ัน ถา้ หากสังคมใดมีคนส่วนมากยากจน ระบบการเมืองของสังคม
นนั้ กจ็ ะเปลย่ี นแปลงไปสู่การปกครองแบบทรราชได้โดยง่าย
3. การพัฒนาการเมือง ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหาร
ราชการแผ่นดิน ก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยข้ึนในสังคม ในการนี้รัฐบาล
จาเปน็ ตอ้ งเขา้ มบี ทบาทท่สี าคญั ยงิ่ จงึ มผี ู้ใหแ้ ย้งมาวา่ ถ้าหากใหร้ ะบบบริหาร
มี อา น า จ ม า ก เ กิ น ไ ป จ ะ ก ล า ย เ ป็ น อุป ส ร ร ค ต่ อก า ร พัฒน า ก า ร เ มื องไ ด้
เหมอื นกัน เพราะราษฎรเขา้ ไปควบคุมการปฏบิ ัติงานของรฐั บาลไดล้ าบาก
4. การพัฒนาการเมือง ข้ึนอยู่กับความเจริญของระบบสังคม
ความเจริญทางสังคมนี้ได้แก่ การศึกษาดี มีการขยายตัวเมือง มีระบบการ
ส่ือสารที่ทันสมัย มีการรวมกลุ่มเพื่อเข้าส่วนร่วมทางการเมือง และสถาบัน
ในสังคมมีลกั ษณะแตกตา่ งซับซอ้ นซงึ่ จะรองรบั หน้าที่และบทบาทใหม่ ๆ ได้
เป็นอยา่ งดี
5. การพัฒนาการเมือง ขึ้นอยู่กับความเจริญของวัฒนธรรมทาง
การเมือง นักวิชาการหลายท่านเช่ือว่าการเมืองจะพัฒนาได้จะต้องมี
วัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องต้องกันด้วยเช่น การพัฒนาการเมืองใน
ระบอบประชาธิปไตยน้ัน จะต้องอาศัยการมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่
เอื้ออานวยด้วย เช่น ไม่นิยมการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีการรุนแรง ถือเสียงข้าง
มากเป็นเกณฑ์ แต่ในขณะเดียวกันก็คงให้สิทธิแก่ฝุายเลียงข้างน้อยมีความ
ไวว้ างใจซึ่งกนั และกนั เปน็ ตน้ ดว้ ยเหตนุ นี้ กั วชิ าการบางท่าน เช่น Almond
กับ Powell จึงสรุปว่า การมีวัฒนธรรมทางการเมืองท่ีมีเหตุมีผลถือเป็น
ดรรชนตี ัวหนงึ่ ของการพฒั นาทางการเมอื ง
6. การพัฒนาการเมืองเป็นเร่ืองของบูรณภาพแห่งชาติ หรือการ
สร้างชาติ (National Integration or Nation-building) บางท่านเช่ือว่า
สงั คมท่มี กี ารพัฒนาทางการเมืองจะต้องเป็นสงั คมที่สามารถระดมทรัพยากร
~ 74 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
มาใชเ้ พื่อสว่ นรวมได้อยา่ งเต็มที่ ประชาชนในชาติมีความกลมเกลียวกันและ
ต่างก็ยึดม่ันในความเป็นชาติเดียวกันอย่างแน่นแฟูนอันจะนามาซึ่ง
เสถียรภาพทางการเมอื งด้วย
7. การพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องของความสามารถของระบบ
การเมืองในด้านต่างๆ เช่น จัดระเบียบภายในสังคม ระดมทรัพยากร และ
จดั สรรทรพั ยากรอยา่ งเปน็ ธรรม เพื่อตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการของสมาชิก
ในสงั คม ซ่ึงความสามารถเหล่านี้จะมีผลต่อปริมาณ ขอบเขต ประสิทธิภาพ
และความมีเหตุผลในการปฏบิ ัติงานของรัฐบาลดว้ ย
8. การพัฒนาการเมืองเป็นเร่ืองของการพัฒนาสถาบันทาง
การเมือง ผู้ที่เสนอแนวความคิดน้ีคือ Huntington ซึ่งมองว่าความสามารถ
ของสถาบนั ทางการเมอื งในการปรับตัวเองมคี วามสลับซับซ้อน เป็นอิสระไม่
ขึ้นอยู่กับองคก์ รอนื่ ใดและมคี วามเป็นปึกแผ่นอันเดียวกันภายในสถาบัน จะ
ช่วยให้สถาบันมีประสิทธิภาพในการจัดการหรือในการตอบสนองต่อความ
ต้องการหรือข้อเรียกร้องท่ีเกิดข้ึนภายในระบบการเมืองได้เป็นอย่างดี ผลก็
คอื จะทาให้ระบบการเมอื งนน้ั มเี สถยี รภาพหรอื เรยี กว่าเป็นระบบการเมืองท่ี
พฒั นาแล้วนน้ั เอง
9. การพัฒนาการเมืองเป็นเรื่องของการระดมสรรพกาลังทาง
สังคม (Social Mobilization) และการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง ผู้ท่ีมี
แนวความคิดในลักษณะนี้คือ Deutsch และ Lerner พวกนี้มองว่าผลจาก
ความเป็นทันสมัยจะนามาซ่ึงการเสื่อมสลายของความเชื่อและความผูกพัน
แบบเก่าๆ และพรอ้ มที่จะรับส่ิงใหมๆ่ ทม่ี เี หตมุ ีผลกว่า ซึ่งในท่ีสดุ จะนามาซึ่ง
การจัดตั้งฐานต่างๆ เพื่อการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของสมาชิกเพื่อเข้า
ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม การศึกษา
พัฒนาการเมืองน้ันเรามีความจาเป็นต้องศึกษาปัจจัยหลายๆ ด้าน และ
ปจั จยั เหล่านจี้ ะเก่ยี วเนอ่ื งคลอ้ งจองกันอย่างใกล้ชิด การเปล่ียนแปลงปัจจัย
~ 75 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
หนึ่งอาจมีผลกระทบต่ออีกปัจจัยหน่ึงก็ได้ การมองการพัฒนาการเมืองโดย
เน้นที่ปัจจัยเดียว อาจจะประโยชน์และไม่ยุ่งยากต่อการศึกษา แต่ก็มี
ข้อบกพร่องอยู่มากท่ีมักจะถูกโจมตีว่าเป็นการศึกษาแบบแคบๆ ไม่
ครอบคลุมถึงปัจจยั ท่สี าคัญอนื่ ๆ ซ่ึงเปน็ ตัวแปรทสี่ าคัญๆ และไมอ่ าจควบคุม
ได้ นอกจากนป้ี ัจจยั ที่นามาเน้นในการศึกษาการพัฒนาการเมืองนี้ มักจะไม่
ลงรอยหรอื เหน็ พ้องตอ้ งกันในลาดับความสาคัญของแต่ละสานักวิชาการ จึง
เปน็ เหตุให้ข้อสรุปไม่เปน็ ทีย่ อมรับกนั เปน็ สากล
ด้วยเหตุน้ีในตอนต่อๆ ไปเราจึงจาเป็นต้องมาศึกษากันใน
รายละเอียดของปัจจัยต่างๆ ท่ีเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาการเมือง ซ่ึงปัจจัย
เหลา่ นอ้ี าจนามาใช้วดั ระดับมากน้อยของการพฒั นาการเมืองในสังคมใดๆ ก็
ได้ แต่ทั้งน้ีในการเปรียบเทียบจาเป็นต้องควบคุมปัจจัยอ่ืนๆ ด้วยไม่เช่นน้ัน
ปัญหาท่ียังหาข้อยุติไม่ได้ในเรื่องลาดับความสาคัญ หรือน้าหนักของปัจจัย
ต่างๆ ที่จึงมีต่อการพัฒนาการเมือง เช่น สังคม ก. อาจจะมีการเข้ามีส่วน
ร่วมทางการเมืองในระดับสูงกว่าสังคม ข. แต่มีความเป็นเหตุเป็นผลทาง
การเมืองน้อยกว่า โดยที่ท้ังสองสังคมต่างก็มีสถาบันทางการเมืองที่
Capacity เท่าเทียมกัน เราไม่อาจบอกได้ว่าสังคมใดมีระดับของการพัฒนา
การเมืองสงู กวา่ กัน
นอกจากนี้ ในความพยายามท่ีจะนาประเทศไปสู่การพัฒนา
การเมืองนน้ั ในแต่ละประเทศยังให้ความสาคัญกับปัจจัยเหล่านี้แตกต่างกัน
ไปด้วย เช่น ในประเทศอินเดียได้ให้ความสาคัญกับการทาให้บ้านเมืองเป็น
ทนั สมัย โดยการขยายการศึกษาให้กวา้ งขวางครอบคลุมไปท้ังสงั คมมีการทา
ให้บ้านเมืองเป็นสังคมอุตสาหกรรม ผลจากความเป็นทันสมัยนี้เองทาให้
ประชาชนเร่ิมสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากข้ึน และใน
ขณะเดียวกันอินเดียก็มีสถาบันทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพในการดึงดูด
คนกลุ่มใหม่ และสามารถในการตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิกใน
~ 76 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
สงั คมได้ดี ในขณะเดียวกันประเทศแถบอัฟริกาซึ่งเป็นสังคมที่ประกอบด้วย
เผ่าต่างๆ หลายเผ่า ปัจจัยแรกที่จะต้องคานึงในการที่จะนาสังคมไปสู่การ
พัฒนาการเมืองก็คือการสร้างลัทธิชาตินิยม หรืออุดมการณ์แห่งชาติ อันจะ
นามาซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือบูรณภาพแห่งชาติให้เกิดข้ึนมา
เสียก่อน ซึ่งจะเป็นผลต่อเน่ืองให้เกิดการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง และ
ช่วยกันสร้างสถาบันทางการเมืองของพวกตนในเวลาต่อมาอย่างไรก็ตาม
การที่สังคมใดๆ เน้นความสาคัญที่ปัจจัยตัวใดนั้น ใช่ว่าสังคมนั้นจะเพิกเฉย
ไม่พัฒนาปัจจัยตัวอ่ืนๆ ก็หาไม่ เป็นเพียงแต่ว่าปัจจัยตัวอื่นๆ เหล่าน้ันมี
ลาดับความสาคัญต่อสภาพทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นอยู่ใน
ขณะนน้ั นอ้ ยกวา่ ปัจจัยแรกเทา่ นนั้ เอง
ปัจจัยท่ีมอี ทิ ธิพลต่อการพัฒนาการเมือง
ในการเปล่ียนแปลงทางการเมืองน้ัน เราจะพบปรากฏการณ์ท่ี
แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม บางสังคมมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะท่ี
ราบรน่ื หรอื ใช้สันติวธิ ี แตใ่ นบางสังคมกลับใชก้ าลังรุนแรงเข้าปะทะกัน บาง
สังคมมุ่งท่ีจะเปล่ียนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่อีกสังคมกลับ
มงุ่ ทจี่ ะเปลย่ี นแปลงไปสู่ระบอบเผด็จการ บางสังคมสามารถที่จะปรับตัวให้
เข้ากับสภาพทางเศรษฐกิจสังคมที่แปรเปลี่ยนไปได้เป็นอย่างดี แต่ในหลาย
สังคมกลับมีปัญหาบางสังคมมีรัฐบาลเป็นที่ยอมรับของประชาชน แต่อีก
หลายสังคมรัฐบาลที่อยู่ในอานาจขาดความชอบธรรมหรือไม่เป็นที่ยอมรับ
ของประชาชนโดยทัว่ ไป ความแตกต่างในเรอื่ งเหลา่ น้ีในระหว่างสังคมหน่ึงๆ
ขึน้ อยู่กบั ปัจจยั ต่างๆ ซึ่ง Huntington ไดส้ รปุ ไว้ 6 ประการคอื 32
1. ขั้นตอนของการเปล่ียนแปลงของสังคม เขามองว่าในทุกๆ
สังคมจะต้องประสบกบั การเปลี่ยนแปลงไปตามข้ันตอนหลายขัน้ ตอนเพอื่ นา
สังคมไปสทู่ ันสมยั และสรปุ วา่ ระบบการเมอื งในสังคมทที่ ันสมัยจะมีลักษณะ
~ 77 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง
อย่างไรน้ันส่วนหน่ึงขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในข้ันตอนของการ
เปลี่ยนแปลงของสังคมในอดีต เชน่ ระบบการเมืองของอังกฤษ ถือได้ว่าเป็น
แบบอย่างของระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยท่ีมีการพัฒนาแล้ว เพราะ
ในอดีตอังกฤษได้เปลี่ยนแปลงสังคมจากแบบจารีตประเพณีไปสู่สังคมที่
ทันสมัยอย่างเป็นข้ันตอน และเป็นไปอย่างราบร่ืนไม่รวดเร็วหรือใช้กาลัง
รุนแรงอย่างในประเทศแถบลาตินอเมริกา นอกจากนี้ Huntington ยังได้
เสนอทฤษฎไี วอ้ กี ว่ารูปแบบของการปกครองในสังคมจารีตประเพณีจะมีผล
ต่อรูปแบบการปกครองในสังคมสมัยใหม่ด้วย กล่าวคือ ถ้าสังคมจารีต
ประเพณีมีรูปแบบการปกครองแบบรวมอานาจไว้ที่ส่วนกลาง สังคม
สมยั ใหม่ทพ่ี ัฒนาจากสังคมน้ีจะมแี นวโน้มไปทางการปกครองแบบเผด็จการ
หรืออานาจนิยม แต่ถ้าสังคมจารีตประเพณีมีรูปแบบการปกครองแบบศักดิ
นาเม่ือสังคมพัฒนาไปสู่ความเป็นทันสมัยแล้วจะมีแนวโน้มว่าจะปกครอง
โดยระบอบประชาธิปไตยและระบอบพหุนิยม เราจึงสรุปได้ว่ารูปแบบของ
การพัฒนาการเมืองจะดาเนินไปสู่จุดใดนั้นขึ้นอยู่กับข้ันตอนของระบบ
การเมืองในอดตี วา่ จะเป็นอยา่ งไร
2. สภาพการณ์ทางเศรษฐกิจสังคมการเมือง และวัฒนธรรม
นักวิชาการหลายท่านได้ช้ีให้เห็นว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจสังคมการเมืองและ
วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการเมืองในประเทศหนึ่งๆ เป็นอย่างย่ิง
เช่น James Davies 33 เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรูปของ
การปฏิวัตินั้นจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้าไปอย่าง
ต่อเน่ืองแล้วตามด้วยวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้
ช่องว่างระหว่างความคาดหวังของประชาชนกันความสามารถท่ีจะ
สนองตอบของระบบการเมืองขยายกว้างมาก ซึ่งประชาชนจะอยู่ในฐานะท่ี
ไมส่ ามารถทนต่อสภาพท่ีเปน็ อยไู่ ดอ้ ีกต่อไป
~ 78 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
นอกจากเศรษฐกิจแล้วองค์ประกอบทางสังคมและการเมืองยังมี
ส่วนในการกาหนดรูปแบบและทิศทางของการพัฒนาการเมืองของสังคม
ด้วย เชน่ ความเป็นทนั สมัยของสังคมจะก่อให้เกดิ กลมุ่ ต่างๆ ขึ้นมากมาย ท้ัง
การศึกษาจะช่วยให้ผู้คนในสังคมได้เปิดหูเปิดตากว้างขวางยิ่งขึ้น มีความ
เข้าใจในชีวิตและสังคมดีย่ิงขึ้น วิถีชีวิตของคนในสังคมท่ีทันสมัยจะผลักดัน
ให้พวกนี้เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบที่แตกต่างกันไป นอกจาก
นี้ ค่านิยมของผู้นาทางการเมืองความสามารถของผู้นา วัฒนธรรมทาง
การเมอื งของประชาชนต่างก็มีอทิ ธิพลตอ่ การพฒั นาการเมอื งท้งั สิ้น
3. สภาพแวดล้อมภายนอกประเทศ นอกจากการเปลี่ยนแปลง
ภายในประเทศและสภาพแวดล้อมนอกประเทศท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนา
การเมอื งภายในเหมือนกัน อิทธิพลจากต่างประเทศน้ี ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูป
ของแนวความคิด คา่ นิยม เทคโนโลยี รูปแบบโครงสร้างตา่ งๆ ที่นาเข้ามาผล
ท่ีได้รับก็คือสังคมจะขาดความเป็นอิสระในตนเอง และถูกครอบงาจาก
ความคิดแบบตะวันตกซ่ึงหลายประการที่ไม่อาจนามาประยุกต์ให้เข้ากับ
สภาพการพัฒนาภายในได้ นอกจากนี้การแทรกแซงของต่างชาติอาจจะอยู่
ในรูปของการแทรกแซงทางการเมือง การทหารหรือการเศรษฐกจิ เป็นได้ ซึ่ง
เราอาจสรุปไดว้ ่าลกั ษณะของอิทธิพลจากต่างประเทศน้ีมักจะเกิดขึ้นในช่วง
หลังของการเปล่ยี นแปลงมากกว่าช่วงแรกๆ
4. ระยะเวลาทเี่ ปลย่ี นแปลง ระยะเวลาทส่ี ังคมเรม่ิ เปลยี่ นแปลงกม็ ี
อิทธพิ ลตอ่ การพฒั นาการเมอื งในระยะตอ่ มาดว้ ย กลา่ วคือ เชื่อกนั วา่ สังคมท่ี
มีการเปล่ียนแปลงในระยะหลังๆ รัฐจะมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคมมาก ในขณะที่ชนช้ันกลางไม่เข้มแข็งพอ การพัฒนาประชาธิปไตยจึง
เป็นไปด้วยความลาบาก ผิดกับรัฐที่พัฒนาในระยะแรกๆ ซึ่งค่อยๆ แก้ไข
ปัญหาท่ีเกิดขึ้นอย่างเป็นข้ันตอน ไม่ประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น
ภาวะเงินเฟอู ภาวะไรก้ ารจา้ งแรงงาน หรือปญั หาทางการเมอื ง เช่น การเข้า
~ 79 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
มีสว่ นรว่ มโดยทันทีทันใด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทาให้เกิดภาวะไร้เสถียรภาพทาง
การเมอื งได้ ถ้าสถาบันทางการเมืองไมม่ ีประสิทธิภาพพอ
5. ลาดับขั้นตอนหรือทิศทางของการเปลี่ยนแปลง เราจะพบว่า
บางประเทศเรมิ่ เปลีย่ นแปลงโดยการสรา้ งเอกลักษณ์ประจาชาติ สร้างความ
เปน็ อันหนงึ่ อันเดียวกันใหเ้ กดิ ขนึ้ ภายในสงั คมก่อน แล้วจึงต่อนขยายอานาจ
ของรัฐบาลกลาง ยินยอมให้มีพรรคการเมือง ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองมากข้ึน ในทสี่ ดุ สังคมก็จะพัฒนาสู่ระบอบประชาธปิ ไตยทีม่ น่ั คง
Dankwart A. Rustow อ้างในลักษณะเดียวกันน้ีโดยช้ีให้เห็นว่า การพัฒนา
การเมอื งจะเปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพไดจ้ ะตอ้ งมเี ง่อื นไขของลาดับข้ันตอน
การเปลี่ยนแปลงคือ เริ่มต้นด้วยการสร้างความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันให้
เกิดข้ึนในชาตกิ ่อน ตามมาด้วยการสรา้ งอานาจอันชอบธรรมในการปกครอง
ใหก้ ับรัฐบาล แลว้ จงึ สรา้ งความเท่าเทียมหรือความเสมอภาคทางการเมืองที
หลัง 34
Huntington ก็ได้เสนอแนะขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงที่เป็น
ประโยชน์ต่อการพิจารณาโดยมองว่าถ้ามีการขยับขยายการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองออกไปกอ่ นทีส่ ถาบนั ทางการเมอื งจะไดร้ ับการพฒั นาแล้ว จะมี
ผลใหเ้ กดิ ภาวะไร้เสถยี รภาพทางการเมอื งได้
6. อัตราการเปล่ียนแปลง หมายถึง ความเร็วหรือช้าของการ
เปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบต่างๆ ของการพัฒนาการเมือง การ
เปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองท่ีเป็นไปอย่างรวดเรว็ จะมผี ล
ทาให้เกิดความตึงเครยี ดขึ้นภายในสงั คมอันจะนาไปสกู่ ารวิกฤตทางการเมอื ง
ได้ เช่น การสร้างเมืองอย่างรวดเร็ว แต่ความเจริญทางอุตสาหกรรมอยู่ใน
ระดบั ต่าจะนามาซ่ึงความวุ่นวายในระบอบการเมืองได้ การเปล่ียนแปลงใน
ค่านยิ มท่รี วดเรว็ อาจเป็นผลใหร้ ะบบการเมอื งไมส่ ามารถปรบั ตวั ไดท้ ัน ความ
วุ่นวายก็อาจเกิดข้ึนได้ หรือการที่สังคมเมืองก้าวหน้าเติบโตเร็วกว่าสังคม
~ 80 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
ชนบทก่อให้เกิดช่องวา่ งอันมหาศาล อันจะนามาซ่ึงวิกฤตการณ์ทางการเมือง
ได้เชน่ กัน
บทสรปุ
ในกระบวนการทางการศึกษาเพอ่ื ทาความเขา้ ใจ หรอื เพอื่ แสวงหา
คาตอบใดๆ นั้น วิธีหนึ่งคือ การนาสรรพส่ิง หรือหน่วยท่ีจะศึกษาน้ันมา
เปรียบเทยี บกนั เพือ่ หาลกั ษณะร่วม เชน่ นาทเุ รียนจานวนหน่งึ มาศึกษา เรา
จะพบจากการเปรียบเทียบว่าทุเรยี นทีส่ กุ น้นั จะมีกลน่ิ หอม ถ้าใช้ไม้เคาะเบา
จะมีเสียงที่ต่างไปจากทุเรียนท่ียงั ไม่สกุ พอ กลิ่นและเสยี งจงึ เปน็ ลักษณะร่วม
ของทเุ รียนสกุ และทีไ่ มส่ ุก
การศึกษาการเมืองที่อยู่ในลักษณะเดียวกัน นักวิชาการได้
พยายามที่จะทาความเข้าใจกับหน่วยทางการเมือง ตลอดจนกระบวนการ
ทางการเมอื งต่างๆ โดยการนามาเปรยี บเทียบกนั ตลอดเวลา ทัง้ น้ี กเ็ พอ่ื ทจ่ี ะ
หา “ลักษณะรว่ ม” ที่เป็น “หลักการ” นัน่ เอง
หลักการทไ่ี ด้จากการศึกษาเปรียบเทียบนีก้ ใ็ ช่ว่าจะเหมือนกันหรือ
คล้องจองกันท้ังหมดไม่ แต่ละหลักการก็มีข้อจากัดมากมาย เช่น บ้างก็เป็น
นามธรรมเกินไป บ้างกอคติในเชิงอุดมการณ์ ไม่สามารถใช้ได้กับทุกระบบ
การเมือง เป็นตน้
ฉะนั้น ในการศึกษาการพัฒนาการเมือง เมื่อเราศึกษาโดยใช้
หลกั การใดๆ เปน็ แนวคิด นอกจากจะตอ้ งคานึงถึงขอ้ จากดั ดังกล่าวแล้ว เรา
จะพบว่าสภาพแวดล้อม รวมท้ังกระบวนการทางเศรษฐกิจสังคมของหน่วย
ทางการเมืองทนี่ ามาศกึ ษานั้นมคี วามสาคัญไมน่ อ้ ยกวา่ กนั
ส่ิงหน่ึงท่ีเราจาต้องระลึกอยู่เสมอจากข้อคิดเชิงตรรกะที่ว่า “ไม่มี
ปรากฏการณ์ทางการเมืองใดเกิดข้ึนมาได้โดยปราศจากผู้กระทา”
~ 81 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
เชิงอรรถ
1N.P Guild, K.T. Palmer, Introduction to Politics: Essays
and Readings, (N.Y.: John Wiley Sons, Inc., 1968), p. 4.
2H. Lasswell, and A. Kaplan, Power and Society, (New
Haven: Yale University Press, 1950), p. XIV.
3ibid., p. 7.
4R.A. Dahl., Modern Political Analysis, (N.J.: Prentice-
Hall, Inc., 1970) p. 17.
5แวสปี, สตเี ฟน แอล, “รฐั ศาสตรค์ ืออะไร” แปลโดย อุษ ณยี ์ ฉตั
รานนท์ ใน รัฐศาสตร์ 21: ขอบเขตและแนวทางในการศึกษาวิชา
รัฐศาสตร์, (โรงพิมพ์มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2521), หน้า 12.
6โปรดพิจารณา David Easton, A Framework for Political
Analysis, (N.J.: Prentice-Hall, Inc., 1965) pp. 50 - 51.
7โปรดพิจาณา Robert A. Dahl, Op, cit., และ Robert A.
Dahl, Who Governs? (Conn.: Yale University Press, 1961) pp.
223-245.
8 Op. cit., D. Easton, p. 51.
9William A. Welsh, Studying Politics, (N.Y.: Praeger
Publishers, 1973) pp. 7-8.
10ไพบูลย์ ชา่ งเรียน, ลกั ษณะสังคมและการปกครองของไทย
(ไทยวัฒนาพานิช 2517), หนา้ 64.
11ปฐม มณโี รจน,์ ทฤษฎีและแนวความคดิ ในการพัฒนาการเมือง
(คณะรฐั ประศาสนศาสตร์ สถาบันบณั ฑติ พฒั นบริหารศาสตร์, 2517), หน้า
8.
~ 82 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
12 ทพิ าพร พิมพิสุทธ,ิ์ พฒั นาทางการเมอื ง, (คณะรัฐศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, 2521), หนา้ 29.
13มานติ มานิตเจรญิ , พจนานกุ รมไทย (สานักพิมพร์ วมสาส์น,
2519), หน้า 663.
14Lucian W. Pye, Aspects of Political Development,
(Boston: Little, Brown and Co. 1966), pp. 35-44.
15 James Coleman, "The Development Syndrome", ใน
Lucian Pye, ed., Crises and Sequences in Political
Development, (N.J.: Princeton University Press, 1971). p. 75.
16G. Almond and B. Powell, Comparative Politics: A.
Development Approach, (Boston: Little, Brown and Co., 1966),
pp. 299-332.
17G. Almond and G. Powell, Op.cit., pp. 215-298.
18 โปรดพิจารณา David Apter, The Political of
Modernization, (Chicago: University of Chicago Press, 1965), pp.
91-92.
19Ibid., p. 308.
20Ibid., p. 310.
21C.H. Dodd, Political Development, (London: The Mac
Millan Press Ltd., 1972), p. 15.
22S. N. Eisenstadt, "Bureaucracy and Political
Development," in J. Lapalombara ed., Bureaucracy and
Political Development, (N.J.: Princeton University Press, 1971),
p. 96.
~ 83 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
23F. R. Mehden, Politics of the Developing Nations,
N.J.: Prentice Hall, 1969), pp. 6-7.
24S.P. Huntington, Political Order in Changing
Societies, (Conn.: Yale University Press, 1963), pp. 12-24. และเรา
จะมาพจิ ารณาในรายละเอยี ดกันอกี ครั้งหนงึ่ ในบทที่ 6
25Ibid. p. 266.
26Fred W. Riggs, "The Theory of Political Development,"
in James. C. Charlesworth, Contemporary Political Analysis,
IN.Y.: The Free Press, 1967), pp. 317-349.
27ชยั อนนั ต์ สมทุ วณิช, ประชาธิปไตย สงั คมนยิ ม คอมมวิ นสิ ต์
กับการเมืองไทย, โรงพิมพ์พฆิ เณศ, 2519), หน้า 103 104,
28ลขิ ิต ธรี เวคิน, การพฒั นาการเมอื ง: แนวความคิดใหม,่ วารสาร
ธรรมศาสตร์, ปีท่ี 9 ฉบบั ท่ี 4 มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ หน้า 55 - 56.
29พงศเ์ พญ็ ศกนุ ตาภยั , “การพัฒนาการเมืองในประเทศไทย:
ปัญหาและอปุ สรรค”, วารสารรฐั ศาสตร์, ปที ี่ 6 ฉบับที่ 2 (คณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลยั รามคาแหง), หนา้ 13-11
30Samuel P. Huntington and Jorge I. Dominguez,
"Political Development" in Greenstein, F. and Polsby, N. eds.,
Macropolitical Theory, Handbook of Political Science Vol. 3.
(Mass: Addison Wesley, 1975), pp. 3-5.
31 ทินพนั ธ์ นาคะตะ, การพฒั นาทางการเมอื ง: บทวเิ คราะหแ์ ละ
สารวจเอกสารทางวิชาการ, ใน ลิขติ ธรี เวคิน, บรรณาธกิ าร, การพฒั นาการ
เมืองไทย, (แพรพ่ ิทยา, 2519), หน้า 21 -27.
32Op. cit., S. Huntington and J. Dominguez, pp. 14-15.
~ 84 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
33โปรดพิจารณา James C. Davies, “Toward A Theory of
Revolution,” in When Men Revolt and Why, N.Y.: The Free
Press, 1971), p. 136.
34D. A. Rustow, A World of Nations, Wash. D.C.: The
Brookings Institutions, 1967), pp. 120-132.
~ 85 ~
ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
บทท่ี 3
การเปลยี่ นแปลงทางเศรษฐกิจสังคม
บทนา
เป็นท่ียอมรับของนักวิชาการ โดยทั่วไปแล้วว่า การท่ีระบบ
การเมอื งของสงั คมจะทางานในหน้าท่ีได้อย่างสัมฤทธิ์ผลนั้น โครงสร้างอ่ืนๆ
ทางเศรษฐกิจและสังคมจะต้องเอ้ือประโยชน์หรือพัฒนาอย่างสอดคล้องกัน
ด้วย การทีจ่ ะพฒั นาด้านหน่ึงด้านใดโดยไม่พิจารณาด้านอื่นๆ พร้อมกัน จะ
เป็นอปุ สรรคอย่างย่ิงตอ่ ความก้าวหน้าอยา่ งตอ่ เนอ่ื งของสังคม
ภาวการณข์ องการเปลย่ี นแปลง
ตามลักษณะของภาวะการณ์ของการเปล่ียนแปลงทางสังคมน้ัน
นกั วิชาการมักจะแบง่ สังคมออกได้เปน็ 3 รูปแบบด้วยกนั คอื
1. สังคมแบบจารีตประเพณีหรือแบบดั้งเดิม บางคนเรียกว่า Folk
Society 1 หมายถงึ สงั คมที่มลี ักษณะพอจะสรปุ ไดด้ ังตอ่ ไปนี้
1.1 ด้านการเมือง สังคมแบบนี้มีโครงสร้างทางการเมืองท่ีไม่
ซับซ้อน อานาจทางการเมืองมักจะตกอยู่ในมือของสมาชิกของตระกูลใด มี
การผูกขาดอานาจโดยเด็ดขาด ตาแหน่งทางการเมืองจะมีการจัดสรรกันใน
ระหวา่ งญาติมติ ร ความผูกพันท่ีมีต่อระบบการเมืองโดยส่วนรวมมีน้อยมาก
สมาชกิ ของสังคมขาดความรู้ ความเข้าใจต่อระบบการเมอื งและไม่มีส่วนร่วม
ทางการเมืองซ่งึ เปน็ ลกั ษณะหน่ึงของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดง้ั เดิม
1.2 ด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะเป็นสังคมที่ผูกติดอยู่กับระบบ
เศรษฐกิจที่ต้องพ่ึงธรรมชาติ (Land-based Economy) และใช้วิธีการใน
การผลิตแบบเก่าซ่ึงเป็นแบบง่ายๆ เช่น ใช้ไม้ จอบ เสียม เป็นเคร่ืองมือใน
~ 85 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
การทาไรท่ านา การทาเกษตรกรรมในสงั คมแบบนี้จะทาเพื่อให้เพียงพอที่จะ
ใช้จะกินตลอดทั้งปีเท่านั้น (Subsistence Farming) จึงเป็นผลให้สมาชิก
ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ยากจน ถ้าปีใดฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปัญหาเร่ือง
ความอดอยากก็จะเกิดข้ึนทันที เพราะผลผลิตทางการเกษตร ส่วนใหญ่ไม่
สามารถที่จะเก็บไว้ใช้นานๆ ได้ ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องตามวิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ ส่วนระบบการแลกเปล่ียนผลผลิตมักจะอยู่ใน
รูปการแลกผลผลิตกันโดยตรง แต่ก็เป็นไปในวงจากัดมาก นอกจากจะ
แลกเปล่ียนกันในหมู่บ้านของตนแล้ว ผลผลิตของสมาชิกของชุมชนนั้นๆ ก็
มกั จะอยู่ในรปู แบบเดยี วกันด้วย
1.3 ด้านสังคม สมาชิกของสังคมส่วนใหญ่คงยึดถือค่านิยมแบบ
เกา่ เชื่อในภูตผีปีศาจ พ่อมดหมอผจี ะเปน็ กลมุ่ ทม่ี ีอิทธิพลมาก ครอบครัวจะ
เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมแทบทุกประเภท กล่าวคือ เป็นทั้งหน่วยทาง
เศรษฐกิจ รับบทบาทเป็นตัวถ่ายทอด อบรมทั้งในแง่ของอาชีพและ
จริยธรรมให้กับสมาชิกรุ่นเยาว์ คนเฒ่าคนแก่หรือผู้มีอาวุโสจะมีบทบาทท่ี
สาคัญในการตัดสินใจใดๆ แต่การกระทาใดๆ จะมีกรอบแห่งปทัสถานของ
สงั คมเป็นส่ิงทค่ี วบคุมอยู่อีกท่หี น่งึ 2
2. สังคมที่อยู่ในระยะกาลังเปลี่ยนแปลง หรือบางท่านมองว่าเป็น
ลักษณะของสังคมศักดินา (Feudal Society) 3 หมายถึงสังคมท่ีมีลักษณะ
ดังต่อไปนี้
2.1 ดา้ นการเมอื ง มลี ักษณะของโครงสร้างทางการเมืองท่ีซับซ้อน
มากขึ้น เช่น เกิดพรรคการเมือง มีกลุ่มอิทธิพล กลุ่มผลประโยชน์ สถาบัน
รัฐสภา การเลอื กต้ัง ฯลฯ ผู้นาทางการเมืองเปลี่ยนไปจากสภาพของหัวหน้า
เผ่า กลายเป็นกลุ่มชนชั้นสูง ข้าราชการ พวกที่ได้รับการศึกษาดี ประชาชน
~ 86 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
ส่วนใหญ่ยังเป็นพวกที่นิ่งเฉย จะมีก็เพียงกลุ่มที่ได้รับการศึกษาในเมือง
เทา่ นนั้ ทเี่ ข้าไปมีสว่ นรว่ มทางการเมือง รูปแบบของการปกครองจึงมักจะเปน็
สมบูรณาญาสิทธิราช หรืออานาจนยิ ม
กระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยเข้าไปมีอิทธิพลในระยะเวลา
ต่อมาจะเป็นผลให้โครงสร้างของสังคมแบบเก่าค่อยๆ ถูกทาลายไป ในช่วง
หลงั ๆ ของพฒั นาการในสงั คมนจ้ี ะก่อให้เกิดความซับซอ้ นของโครงสรา้ งมาก
ยงิ่ ขึน้ คนเริม่ ไดร้ ้ไู ดเ้ หน็ และเร่มิ เรยี กร้องสิทธติ า่ งๆ มากยงิ่ ข้ึน ฉะนั้นการเข้า
มีส่วนร่วมทางการเมืองก็จะยิ่งเพิ่มมากข้ึน ในขณะท่ีชนชั้นผู้ปกครองก็
พยายามอย่างสุดความสามารถในการที่จะรักษาสถานภาพเดิมไว้ การใช้
กาลังรนุ แรงจึงมกั จะเกดิ ขึ้นในสังคมทก่ี าลังพฒั นาเหลา่ นี้
Lucian Pye ได้สรุปลักษณะสาคัญ ๆ ทางการเมืองของสังคมท่ีอยู่
ในระยะกาลังเปล่ียนแปลงไวด้ ังต่อไปนี้ 4
1. ความสัมพันธ์ทางการเมืองไม่แยกออกจากความสัมพันธ์ทาง
สังคมและความสัมพันธ์ส่วนตัว การต่อสู้ทางการเมืองมักจะเป็นเรื่องของ
เกยี รตยิ ศ อิทธพิ ล มากกว่าเร่อื งของนโยบาย
2. พรรคการเมือง มักจะเป็นเร่ืองของการรวมกลุ่มพรรคพวกโดย
มผี ทู้ ม่ี อี ิทธพิ ลเป็นผู้นาพรรค มีจดุ ม่งุ หมายเพ่ือผลประโยชน์ส่วนตัวเปน็ หลกั
3. มีการรวมกลุม่ กนั โดยยดึ ตวั บุคคลเป็นหลัก จงึ ขาดการแบ่งแยก
หน้าที่กันอยา่ งชดั เจนภายในกลุม่ น้นั ๆ
4. ผลจากความจงรกั ภกั ดที างการเมอื งที่สมาชกิ มตี ่อผนู้ าพรรคทา
ให้ผู้นามีอิสระในการตัดสินใจในนโยบายและสามารถออกกฎเกณฑ์ต่างๆ
มาใช้บงั คับอย่างเปน็ อิสระ ตราบเท่าทกี่ ฎเกณฑ์น้ันๆ ไม่ไปทาให้สมาชิกของ
กล่มุ เสยี ประโยชน์
~ 87 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
5. พรรคฝา่ ยคา้ นและผ้นู าใหม่ท่ีทะเยอทะยานมักจะแสดงออกซ่ึง
พฤติกรรมทางการเมอื งในรูปของการใชก้ าลงั รุนแรง หรือกระบวนการปฏิวตั ิ
6. ผู้ท่ีเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองขาดความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกนั เนื่องจากการขาดการสอื่ สารท่ดี ี
7. ประชาชนในสว่ นตา่ งๆ จะเขา้ ไปมบี ทบาททางการเมืองเพิ่มขึ้น
อยา่ งรวดเรว็
8. ความคิดและความผูกพนั ทางการเมืองระหว่างคนรุ่นเก่ากับคน
ร่นุ ใหมจ่ ะแตกตา่ งกนั มาก
9. ขาดความเห็นพ้องต้องกันในเป้าหมายและวิธีการในการ
ดาเนนิ การทางการเมอื ง
10. แม้วา่ จะมกี ารพูดจา ปรึกษาหารอื กนั ในทางการเมือง แต่จะมี
ผลตอ่ การตดั สินนโยบายของรฐั บาลนอ้ ยมาก
11. มีการเปล่ียนแปลงบทบาทกลับไปกลับมามาก เช่น
ข้าราชการอาจเป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง หรือทาตัวเป็นกลุ่ม
ผลประโยชนใ์ นขณะเดยี วกัน
12. กลุ่มผลประโยชน์ท่ีมีบทบาทหน้าที่เฉพาะอย่างมีอยู่ค่อนข้าง
นอ้ ย บางกล่มุ มชี อ่ื เหมอื นกับกลุม่ ประโยชนต์ ามแบบอยา่ งของตะวันตก เช่น
มีสหภาพแรงงาน หอการค้า สมาคมชาวไร่ แต่ไม่ได้ระบุหน้าที่ท่ีแน่นอน
นอกจากนีส้ ว่ นใหญม่ ักจะเปน็ สาขาหรอื หน่วยงานของรัฐบาล หรือของพรรค
การเมอื งเทา่ น้นั
13. ผู้นาในระดับชาติจะต้องเข้าหาทุกกลุ่มในการเรียกร้อง หา
เสยี งสนบั สนนุ หรอื ไม่ก็ต้องสร้างความเปน็ ชาตนิ ยิ มข้นึ มา
14. ผูน้ าจะถูกผลักให้ใช้ประเด็นปัญหาระหวา่ งประเทศเป็นจุดยืน
มากกว่าท่ีจะใช้ประเด็นปัญหาภายในประเทศ ทั้งนี้เพราะไม่มีใครหรือกลุ่ม
~ 88 ~
ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง
ใดภายในประเทศเสียประโยชน์ ถ้าฝ่ายตรงข้ามต่อต้านก็อาจตราหน้าได้ว่า
เป็นฝ่ายที่ไม่เหน็ กบั ผลประโยชนข์ องชาติ
15. ผูน้ าจะใหค้ วามสาคัญกบั ประเดน็ ทางการเมืองท่ีเกี่ยวกับเร่ือง
ของสัญญลักษณ์ ศักดิ์ศรีและช่ือเสียงมากกว่าประเด็นท่ีเก่ียวกับนโยบาย
และแนวทางในการแก้ปญั หา
16. มีแนวโน้มว่าจะเกิดผู้นาบารมี ในสังคมที่อยู่ในระยะกาลัง
เปล่ียนแปลงคนจะมีความสับสนในค่านิยมใหม่ๆ ซ่ึงขัดกับของเก่า ผู้นาที่มี
ลักษณะพิเศษสามารถสร้างความประทับใจแก่มวลชนจะถูกยกข้ึนมาใน
ฐานะที่เปน็ ตวั แทนของมวลชน
17. กระบวนการทางการเมืองจะดาเนินไปโดยไม่ผ่าน “ส่ือกลาง
ทางการเมอื ง” เช่น พรรคการเมอื ง กลุม่ อทิ ธิพล หรอื กลมุ่ ผลประโยชนใ์ ดๆ
2.2 ด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างทางเศรษฐกิจเริ่มซับซ้อนข้ึน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มแยกออกจากหน่วยครอบครัว กล่าวคือ มีระบบ
อุตสาหกรรมโรงงานขนาดเล็กเกิดข้ึน ส่วนทางด้านเกษตรกรรมก็ยังคงเป็น
เศรษฐกจิ หลักซึ่งจะเปลี่ยนรูปไปจากการผลิตเพื่อยังชีพ กลายเป็นผลิตเพื่อ
การตลาด สินค้าและบริการต่างๆ เพิ่มมากขึ้น และจะดาเนินการโดยผ่าน
ทางตลาด เงนิ เริ่มเข้าไปมีบทบาททสี่ าคญั ย่งิ ในการแลกเปลี่ยน และจะเป็น
ตวั บอ่ นทาลายคา่ นิยมเก่าๆ อันเปน็ อปุ สรรคต่อการดาเนินการทางเศรษฐกิจ
ใหห้ มดไป
2.3 ด้านสังคม ครอบครัวสูญเสียบทบาทบางอย่างไปและจะทา
หน้าท่ีเฉพาะอย่าง เช่น ให้การอบรมส่ังสอน ระบบอาวุโสเริ่มด้อย
ความสาคัญลง สถานภาพของผู้หญิงเริ่มดีขึ้นทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง
และสังคม ค่านิยมตลอดจนความเชื่อแบบเก่าๆ จะเร่ิมมีเหตุมีผลมากข้ึน
~ 89 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
ความซับซ้อนของโครงสร้างทางสังคมที่เพิ่มมากข้ึนนี้จะทาให้ระเบียบของ
สังคมแบบเก่าเสียไปด้วย การท่ีคนซ่ึงคุ้นเคยอยู่กับชีวิตในชนบทมี
ขนบธรรมเนียมประเพณีแบบดั้งเดิมเช่ือในระบบอาวุโสต้องมาทางานใน
โรงงานอุตสาหกรรมสมัยใหม่ มีหัวหน้างานอายุน้อย และต้องใช้ชีวิตอยู่ใน
เมืองซ่ึงโดดเด่ียวมากนั้น จะเป็นผลให้คนว้าวุ่นใจยิ่งพวกนี้จะเข้าไปมีส่วน
ร่วมในสหภาพแรงงาน สมาคมหรือกลุ่มท่ีเกิดขึ้น และกลุ่มเหล่าน้ีจะมี
อิทธิพลยิ่งในการให้การเรียนรู้ส่ิงแปลกๆ ใหม่ๆ กับพวกเขา และนาไปสู่
ระเบียบสงั คมแบบใหม่
3. สงั คมสมยั ใหม่ หมายถึงสงั คมทม่ี ลี ักษณะพอจะสรุปไดด้ ังต่อไปน้ี
3.1 ด้านการเมือง เป็นสังคมท่ีอานาจทางการเมืองต้ังอยู่บน
หลักการแห่งเหตุผล โครงสร้างทางการเมืองมีความซับซ้อนสูง มีระดับของ
การเข้ามีสว่ นรว่ มทางการเมอื งสูง กฎขอ้ บังคับมีลักษณะเปน็ สากล กล่าวคือ
ไมม่ ีกลุ่มอภิสทิ ธชิ์ นอยูเ่ หนอื กฎหมาย 5
3.2 ด้านเศรษฐกจิ สงั คมนจี้ ะมรี ะดับของความเจรญิ ก้าวหนา้ ทาง
อตุ สาหกรรมสงู มโี ครงสร้างทางเศรษฐกจิ ท่ซี บั ซ้อนมาก ประชาชนมีรายได้
เฉลีย่ ต่อบุคคลตอ่ ปใี นระดบั สงู
3.3 ด้านสังคม คนในสังคมนี้จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
หรือที่ Lerner เรียกบุคลิกของคนในสังคมสมัยใหม่ว่า “Mobile
Personality” น่ันเอง พวกนี้มีความเช่ือท่ีเป็นเหตุเป็นผลทางโลก และจะ
อาศัยอย่ใู นเมืองเป็นสัดสว่ นทส่ี งู ยึดถอื การรวมกลุ่มแบบใหมบ่ นพื้นฐานของ
อุดมการณ์มากกว่าการรวมกลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มญาติมิตรแบบเก่า ความ
เหลื่อมล้าในทางสังคมมีอยู่น้อยมาก ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันและมี
โอกาสเท่าเทียมกันในการทีจ่ ะไตเ่ ตา้ ข้นึ ไปสตู่ าแหนง่ ฐานะทางสังคมได้
~ 90 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
ดังน้ัน ภาวการณ์ของสังคมสมัยใหม่ จึงเป็นภาวการณ์ท่ีสังคม
ดั้งเดิม และสังคมท่ีอยู่ในการท่ีสังคมที่อยู่ในระยะกาลังเปลี่ยนแปลงจะ
ดาเนนิ การไปสู่ น่ันเอง
กระบวนการของการเปลีย่ นแปลง
ในการที่สังคมที่อยู่ในการที่สังคมที่อยู่ในระยะกาลังเปลี่ยนแปลง
หรือสังคมท่ีกาลังพัฒนาจะก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใฝ่หา คือภาวะการณ์ของ
สังคมสมัยใหม่นั้นจะต้องผ่านกระบวนการต่างๆ มากมายครอบคลุมใน
หลายๆ ด้านของประเด็นทางสังคม ซ่ึงในท่ีนี้ เราจะสรุปได้เป็น 2 ประเด็น
คอื เศรษฐกิจ และการศกึ ษา
1. กระบวนการทางเศรษฐกจิ
ในการที่เราจะสามารถพิจารณากระบวนการทางเศรษฐกิจได้ เรา
จาเป็นจะต้องเข้าใจถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจเสียก่อน เราทราบว่าใน
สงั คมตง้ั เดมิ และในสงั คมท่ีกาลังพัฒนาส่วนใหญม่ สี ภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ
ที่ล้าหลัง ดรรชนีที่ชี้ให้เห็นถึงความล้าหลังทางเศรษฐกิจของสังคมเหล่านี้มี
อยหู่ ลายประการ เช่น รายได้ประชาชาติต่อบุคคลต่ามาก เคร่ืองมือท่ีอยู่ใน
รูปของทุนมีน้อย การรวมทุนอยู่ในอัตราท่ีต่า ใช้เทคโนโลยีขั้นต่า ขาดการ
ประกอบการธุรกิจ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุรุ่ยสุร่าย ประชากรส่วน
ใหญม่ ีอาชีพทางการเกษตรและอาศัยอย่ใู นชนบท อายเุ ฉลย่ี ของประชากรไม่
มีส่วนที่จะก่อให้เกิดการผลิต ประชากรขาดการศึกษา กิจกรรมทาง
เศรษฐกจิ เปน็ ไปโดยอสิ ระปราศจากอิทธิพลของการตลาด ในสภาพการณ์น้ี
คนกลางจะไมม่ ีบทบาทมาก
เม่ือสังคมเปล่ียนแปลงไปสู่ความเป็นทันสมัย โครงสร้างทั้งทาง
เศรษฐกจิ การเมือง และสงั คมเปล่ยี นไป ทุกสังคมต่างมุ่งท่ีจะสร้างความกิน
~ 91 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง
ดีอยู่ดีให้กับสมาชิก น่ันคือ ต่างก็มุ่งที่จะพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อเพ่ิมรายได้
ประชาชาติต่อบุคคลให้สูงย่ิงขึ้น ในการนี้หมายความว่าสังคมนั้นๆ จะต้อง
เปล่ยี นสภาพจากความล้าหลงั ให้เป็นการพฒั นาให้ได้
ประเด็นสาคัญ ๆ ของการพัฒนาเศรษฐกิจอาจจะสรุปได้เป็น 4
ประเดน็ คือ
1. เทคโนโลยี สังคมท่ีมุ่งที่จะพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องมุ่งพัฒนา
เทคโนโลยีใหท้ นั สมยั มีการนาเอาความรใู้ นทางวิทยาศาสตร์ แผนใหมเ่ ข้ามา
ใช้ประยกุ ตม์ ากทีส่ ดุ
2. การเกษตรกรรม เกษตรกรรมในตัวของมันเองนั้นด้อย
ความสาคัญลง เมื่อเทียบกับการอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ในสังคมที่
พัฒนาเศรษฐกิจจะมุ่งพัฒนาการทาไร่นาจากเพ่ือยังชีพให้กลายเป็นสินค้า
เกษตรกรรมเพ่ือการค้า มุ่งปลูกพืชผักท่ีเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าที่
จะปลกู พืชชนดิ เดยี วกันตลอด
3. การอุตสาหกรรม มีการเปล่ียนแปลงจากใช้แรงงานมนุษย์และ
แรงงานสัตว์มาใช้เคร่ืองจักรอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากขึ้น มีการผลิตสินค้า
เพ่ือป้อนตลาด
4. สภาพแวดล้อม มีการเคล่ือนย้ายจากที่นาหรือชนบทไปอยู่ใน
ตวั เมืองมากยิ่งขน้ึ 6
กระบวนการในการที่จะนาสงั คมไปสคู่ วามกินดีอยู่ดีทางเศรษฐกิจ
ของสงั คมนน้ั จะต้องผา่ นขน้ั ตอน ซึง่ W.W. Rostow จาแนกไว้ดังตอ่ ไปนี้ 7
1. ข้ันด้ังเดิม หมายถึงสังคมที่มีภาวะเศรษฐกิจที่มีระดับของ
ความสามารถในการผลิตต่า ส่วนใหญ่จะยึดมั่นอยู่ในการทากินบนผืน
แผ่นดิน หรอื การเกษตร ใช้เคร่อื งมือในการผลิตแบบง่ายๆ
~ 92 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
2. ขนั้ เตรียมการ หมายถึงสังคมที่มีการเปล่ียนแปลงในระดับหนึ่ง
มกี ารนาเอาวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ท้ังในด้านเกษตรกรรมและ
อุตสาหกรรมมากข้ึน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงผลักจากการรุกรานของ
ประเทศท่ีก้าวหน้ากว่า และก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยมอันนาไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทางการเมืองและสังคม ตลอดจนค่านิยมบาง
ประการซึ่งจะเอื้ออานวยต่อความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจเพิม่ มากขึน้
3. ขน้ั ทะยาน เปน็ ช่วงท่ีอปุ สรรคตา่ งๆ ท่ีกีดขวางการพัฒนาได้ถูก
ขจัดไปเป็นส่วนใหญ่เป็นผลให้เศรษฐกิจของสังคมก้าวหน้าไปเป็นอย่างมาก
วิทยาการสมัยใหม่จะเข้ามามีบทบาทสาคัญช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ มีการเพ่ิมทุนมากขึ้น รายได้ของบุคคลเพิ่มข้ึนเกิด
ผู้ประกอบการใหมๆ่ ขึ้นมา ส่วนทางด้านเกษตรกรรมกไ็ ดเ้ ปลีย่ นแปลงไปทั้ง
ในแงข่ องวธิ ีการผลติ และผลผลิตเองด้วย
4. ข้ันเจริญ เป็นข้ันท่ีวิทยาการแผนใหม่ถูกนามาใช้เพ่ือเพิ่ม
ผลผลิตโดยทว่ั ๆ ไป ความสามารถในการใชเ้ ครอื่ งจักรกลแทนแรงงานคนอยู่
ในระดับสูง
5. ข้ันอุดมโภคา เป็นข้ันตอนของความกินดีอยู่ดีของประชาชน
รายไดข้ องประชาชนจะอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าระดับเพ่ือยังชีพ ระดับฝีมือ
แรงงานของประชาชนอยู่ในข้ันสูง ประชาชนส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ในเมือง
ซ่งึ จะมสี าธารณปู โภคพรอ้ มมลู
การท่ีสังคมจะพัฒนาไปตามขั้นตอนเหล่าน้ีเพื่อที่จะให้บรรลุสู่ขั้น
อุดมโภคาได้น้ัน แต่ละสังคมก็ย่อมท่ีจะประสบปัญหาท่ีแตกต่างกันไป
Rostow จงึ ไดเ้ สนอทางเลอื กไว้ 3 ประการ ดังตอ่ ไปน้ี
~ 93 ~
ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
1. สร้างเสริมอานาจและอิทธิพลของประเทศให้เป็นท่ีเกรงกลัว
ของประเทศอืน่ ทาใหป้ ระเทศอ่นื แบง่ ปันทรัพยากรมาให้ หรืออาจทาได้โดย
การแสวงหาอาณานิคมท่ีมีทรัพยากรท่ีสมบูรณ์เพ่ือขูดรีดเอาส่ิงท่ีมีคุณค่า
เหลา่ นัน้ มาแบ่งสรรกนั ภายในประเทศ
2. ใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สวัสดิการแก่
สมาชิกของสังคมอยา่ งเป็นธรรมโดยถ้วนหนา้
3. เพ่ิมระดับของการบริโภคให้สูงเกินกว่าระดับความจาเป็น โดย
การเปิดโอกาสใหป้ ระชาชนสามารถอปุ โภคบรโิ ภคได้โดยไมจ่ ากัด
จากทางเลือกทั้งสามทางเราอาจสังเกตได้ว่าทางแรกเป็นแนว
ปฏบิ ัติของลัทธิเผด็จการ จกั รวรรดินยิ ม สว่ นทางเลือกท่ีสองเป็นแนวปฏิบัติ
ของลัทธิสังคมนิยม และทางเลือกที่สามเป็นแนวปฏิบัติของลัทธิเสรีนิยม
น่ันเอง
อย่างไรก็ตาม กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการ
เปลยี่ นแปลงในมิตหิ น่ึงของสังคมนั้น จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างของสังคม
ในหลายดา้ นดว้ ยกัน พอจะสรปุ ไดด้ ังตอ่ ไปนี้
1. เกดิ โครงสร้างทางสังคมท่ีมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เช่น เกิดระบบ
อุตสาหกรรมโรงงานข้ึนมาแทนที่อุตสาหกรรมในครัวเรือน มีระบบการแบ่ง
งานกันทาตามความชานาญงานเฉพาะอย่าง ระบบการศึกษาจึงอยู่ใน
ลักษณะท่ีเป็นทางการยิ่งข้ึน และจะทาหน้าท่ีฝึกปรือคนให้เข้าไปรับหน้าที่
ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรงเรียนจึงเกิดขึ้นและจะทาหน้าที่
แทนครอบครวั และวดั
2. เมอ่ื พฒั นาไป กจิ กรรมทางเศรษฐกิจแบบเก่าๆ จะเปลี่ยนแปลง
ไป มรี ะบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market Economy) เกดิ ขึ้น ระบบเงินตรา
จะเป็นตัวบังคับให้สินค้าและบริการเพ่ิมพูนขึ้น และจะเป็นส่ิงท่ีเป็นบ่อน
~ 94 ~
ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง
ทาลายระบบศาสนา ครอบครัว หรือระบบวรรณะ ท่ีเป็นสถาบันท่ีควบคุม
กจิ กรรมการผลิตในอดตี
3. ครอบครัวจะทาหน้าที่เฉพาะอย่างเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการ
เปลี่ยนแปลงกจิ กรรมการผลิต ครอบครวั ไมไ่ ด้เป็นหน่วยในทางเศรษฐกิจอีก
ต่อไป กล่าวคือสมาชิกของครอบครัวจะเร่ิมออกจากบ้านไปหางานทาใน
ตลาดแรงงานมากข้นึ
เมื่อกระบวนการเศรษฐกิจพัฒนาไป เราจะพบว่าการฝึกอาชีพใน
ครอบครวั จะเริ่มหมดไป สมยั ก่อน ป่ยู า่ ตายายมฝี มี อื ทางทอผา้ หรือจักสานก็
จะถา่ ยทอดหรอื ฝกึ หัดให้บุตรหลานทอผ้าหรือจักสานเป็นอาชีพ เราจึงพบว่า
อาชีพฝีมือท้ังหลายมักจะถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษเป็นส่วนใหญ่ แต่
ปัจจุบันโรงเรียนจะเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องน้ี จึงทาให้ครอบครัวสูญเสีย
หน้าทีด่ ้านนีไ้ ป
นอกจากน้ีกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบใหม่จะเป็นตัวสร้างค่านิยม
และปทัสถานใหม่ๆ ให้เกิดข้ึน เช่น ระบบอาวุโสเริ่มหมดความสาคัญลงไป
การคัดเลือกคน จะพจิ ารณาตามความสามารถ หรอื ความสัมฤทธิ์ผลทางการ
เรียนรู้และประสบการณ์มากกว่าท่ีจะคัดเอาจากบรรดาญาติมิตร หรือคน
ใกล้ชดิ เป็นต้น
การเปลยี่ นแปลงของโครงสรา้ งสงั คมน้อี าจนามาซงึ่ ความไมส่ งบใน
สังคม และจะกระทบกระเทอื นเสถยี รภาพของระบบการเมอื งหรือรฐั บาล
ดว้ ยเหตผุ ลพอจะสรปุ ไดด้ ังตอ่ ไปนี้
1. กระบวนการสร้างความแตกต่างซับซ้อน (Differentiation) จะ
ก่อให้เกิดกิจกรรมใหม่ๆ มีค่านิยม ปทัสถานแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นซ่ึงมักจะ
~ 95 ~