The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan, 2022-08-16 03:13:44

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

ขดั แย้งกับค่านิยม หรือปทัสถานเก่าๆ ซึ่งมีระบบเครือญาติ เผ่าพันธ์ุ ระบบ
อาวุโส ตลอดจนศาสนาเปน็ สถาบันทคี่ อยควบคมุ อยู่

2. ความไม่เท่าเทียมกันในการเปลี่ยนโครงสร้าง และการไม่
กลมกลืนกันของการเปล่ียนแปลงเองก็เป็นสาเหตุท่ีสาคัญอีกประการหนึ่ง
เปน็ ต้นว่ามีการเปลี่ยนระบบการเมอื งไปสู่ระบบทท่ี ันสมยั แต่ผู้นายังเป็นคน
หวั เก่า หรือมีการเปลยี่ นแปลงเรว็ จนเกนิ ไปจนสมาชกิ บางสว่ นไมส่ ามารถรับ
ไว้ได้ทัน ความขดั แยง้ ก็จะเกดิ ขึน้

3. มีสมาชิกรุ่นเก่าๆจานวนมากที่มองว่าสถานภาพทางเศรษฐกิจ
สังคมแบบเก่าๆ ตนเคยชินนั้นดีอยู่แล้ว และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย
ร้ายแรงอะไร อย่างนอ้ ยๆ พวกตนกอ็ ยกู่ ับระบบเหล่าน้ันมานับหลายชั่วอายุ
คน พวกเหลา่ นจ้ี ะพากันต่อต้านส่ิงใหม่ๆ ไม่ยอมรับการเปล่ียนแปลง ความ
ไมส่ งบในสว่ นหนึ่งก็จะปรากฏข้ึนได้

Neil Smelser จึงได้เสนอแนะว่าบทบาทของรัฐบาลในสังคมท่ี
พัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วนั้น นอกจากจะมีการวางแผน มีการ
ดาเนนิ งานต่างๆ เช่น ชักจูงให้ประชาชนเพิ่มการอบรมและ มีการลงทุน ให้
การส่งเสริม ควบคุมสินค้า ตลอดจนควบคุมราคาต่าง ๆ แล้วรัฐบาลควร
ดาเนนิ การแกไ้ ขใน 3 ประการหลงั ดงั ตอ่ ไปนี้ 8

1. ในสังคมที่มีโครงสร้างของสถาบันที่ไม่พัฒนาน้ันจะเป็น
อุปสรรคย่ิงต่อการสร้างความเป็นทันสมัย สมาชิกของสังคมจะปฏิเสธท่ีจะ
รับจา้ งทางานเพราะถอื เปน็ เรื่องทผี่ ดิ ประเพณขี องหมู่บ้าน เผ่าพันธุ์หรือของ
ตระกูล ฉะน้ันสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจ
สังคมให้เป็นทันสมัยย่ิงข้ึนก็คือจะต้องหาทางกาจัดอุปสรรคเหล่านั้นเสียให้
หมดส้ินไป

~ 96 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

2. เม่ือระบบเศรษฐกิจสังคมพัฒนาสลับซับซ้อนย่ิงขึ้น จะมีผลให้
เกิดระบบบริหารที่เป็นทางการและมีขนาดใหญ่โตเพ่ือที่จะสนองตอบต่อ
ความเจริญในด้านดังกล่าว รัฐบาลจึงควรมีอานาจมากในการที่จะเข้าไป
จัดการกับความเป็นทนั สมัยท่ีเปน็ ไปอย่างรวดเร็ว

3. ความเป็นไปได้ที่การพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมในช่วงแรกๆ
นั้นอาจนาสังคมไปสู่ภาวะยุ่งเหยิง และทาให้เกิดปัญหาการเมืองขึ้นใน
ประเทศกาลังพัฒนา ส่ิงที่รัฐบาลอาจแก้ไขสภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประการแรก ผู้นาอาจประกาศโดยเปิดเผยถึงลัทธิชาตินิยมที่เฟ้อฝัน ซึ่งจะ
ช่วยให้เกิดความชอบธรรมแก่การใช้อานาจของตนเอง แต่การอ้างในลัทธิ
ชาตินิยมน้ีไม่ควรจะกระทาอย่างพร่าเพร่ือโดยไม่มองสถานการณ์ การเล่น
ก า ร เ มื อ ง ใ น ลั ก ษ ณ ะ นี้ จ ะ ต้ อ ง เ ปิ ด โ อ ก า ส ใ ห้ ก ลุ่ ม ท่ี ถู ก ก ด ดั น ส า ม า ร ถ
ดาเนินการติดต่อกับหน่วยงานท่ีรับผิดชอบเป็นทางออกได้ ท้ังนี้จะช่วยให้
กลมุ่ อนื่ ท่อี าจอา้ งในความชอบธรรมบา้ งก็ไม่สามารถจะกระทาได้สะดวกนัก

ส่วน Samuel P. Huntington ได้ช้ีให้เห็นถึงผลกระทบของการ
พัฒนาเศรษฐกจิ ท่ีมีต่อระบบการเมืองอย่างยงิ่ โดยเขาชี้ให้เห็นว่าการเติบโต
ทางเศรษฐกจิ อยา่ งรวดเรว็ นั้น กล่าวกันวา่ จะก่อใหเ้ กดิ ปรากฏการณต์ ่อไปนี้

1. การรวมกลุ่มแบบดั้งเดิมสลายไป คนขาดสิ่งยึดมั่นและจะเป็น
เงื่อนไขใหพ้ วกนีเ้ ขา้ มสี ่วนร่วมในการปฏิวตั ิได้

2. เกิดพวกที่มั่งค่ังใหม่ข้ึนมาและพวกน้ีไม่อาจปรับตัวให้เข้ากับ
ระเบียบสังคมเก่าได้ พวกนี้ยังต้องการอานาจการเมืองและสถานภาพทาง
สงั คมทีเ่ หมาะสมกับตาแหนง่ ในทางเศรษฐกิจที่เขามอี ยู่

3. มีการย้ายถ่ินมากข้ึนซึ่งจะทาลายความผูกพันแบบเก่าๆ
โดยเฉพาะการย้ายจากชนบทเข้าสู่เมือง จะก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกแยก
และความรุนแรงทางการเมืองขึ้นได้

~ 97 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

4. คนท่ีระดบั การครองชพี ตา่ ลงเพม่ิ มากขึน้ ทาใหช้ อ่ งวา่ งระหวา่ ง
คนจนกบั คนทีร่ า่ รวยกวา้ งยิ่งข้ึน

5. คนบางคนมีรายได้เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็ว และความไม่พอใจต่อ
ระเบียบสงั คมทม่ี อี ยจู่ ะเพม่ิ มากข้นึ ดว้ ย

6. สังคมจาเป็นต้องจากัดการบริโภคเพ่ือส่งเสริมการลงทุน ซ่ึงจะ
กอ่ ใหเ้ กดิ ความไม่พอใจในบรรดาประชาชน

7. การศึกษา การอ่านออกเขียนได้และได้รับข่าวสารอย่างทั่วถึง
ยงิ่ ขน้ึ จะทาใหค้ นมคี วามทะเยอทะยานสูงข้นึ กวา่ ระดับทีเ่ ป็นอยู่

8. ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งในเรื่องของการแบ่งสรรปันส่วนการลงทุน
และเครอื่ งอุปโภคบรโิ ภคในระหว่างทอ้ งถิน่ หรือกลุ่มเช้อื ชาติ

9. เพ่ิมประสิทธิภาพให้กับกลุ่มองค์กรในการเรียกร้องจากรัฐบาล
ในขณะทร่ี ฐั บาลไรป้ ระสทิ ธภิ าพในการสนองตอบ 9

หรืออาจกล่าวได้ว่าในขณะที่เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น คนก็เริ่มไม่พึง
พอใจต่อสภาพสังคมมากข้ึน และในอัตราท่ีรวดเร็วมากด้วย ผลก็คือระบบ
การเมอื งซ่ึงไมส่ ามารถทจ่ี ะพัฒนาให้ทันกับอัตราความเจริญทางเศรษฐกิจก็
จะไร้เสถยี รภาพ ซ่งึ จะพบได้จากตารางต่อไปน้ี 10

~ 98 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

อตั ราความเจริญเติบโต จานวนคนที่เสียชีวิตเนอ่ื งจากการใช้ความรนุ แรงใน
ของผลผลติ ในประชาชาติ 53 ประเทศ ปี 1952-1962 (ตอ่ 1 ล้านคน)
ต่อบคุ คล
ไม่มี ระดบั ต่า ระดบั กลาง ระดับสูง รวม
สูงมาก 0.1-9.9 10-99 100-1,335
(6% ขนึ้ ไป)
สูง 43 0 07
(4% 5.9%)
กลาง 06 1 29
(2% 3.9%)
ต่า 85 1 3 17
(1% 1.9%)
ต่ามาก 34 6 1 14
(ต่ากวา่ 1%)
01 2 36

รวม 15 19 10 9 63

อยา่ งไรก็ตาม Huntington ช้ใี ห้เหน็ ว่าประเทศทไี่ รเ้ สถยี รภาพ
สว่ นมากจะอยใู่ นชว่ งกาลังพฒั นา และเมอื่ มกี ารพัฒนามากถึงระดับหนึง่ ก็
จะนาไปสรู่ ะบบการเมืองทม่ี ีเสถยี รภาพได้

2. กระบวนการทางการศกึ ษา
การศึกษาเป็นตัวแปรท่ีสาคัญตัวหนึ่งของการเปล่ียนแปลงสังคม

ไปส่ภู าวะการณท์ ท่ี ันสมัย กลา่ วกนั ว่าการศกึ ษาเปน็ ทงั้ ผลผลติ และเคร่ืองมือ
ท่ีสาคัญย่ิงของสังคม ดังนั้นในการเปล่ียนแปลงทางสังคมเพื่อให้ไปสู่
ภาวะการณ์ท่ีมุ่งหมายอย่างสัมฤทธิผลได้ ก็จะต้องมีการเปล่ียนแปลง
การศกึ ษาอยา่ งสอดคล้องกนั ไปดว้ ย

~ 99 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

นักวิชาการหลายท่าน เช่น John Dewey 11. Seymour Martin
Lipset 12 และ Ivo, Rosalind Feierabend กับ Betty Nesvold 13 ต่างก็
ชี้ให้เห็นถึงความสาคัญของการศึกษาในฐานะท่ีเป็นตัวแปรท่ีสาคัญยิ่งต่อ

เสถยี รภาพทางการเมือง

lvo และ Rosalind Feierabend กับ Betty Nesvold พบว่า

ประเทศท่ีมีประชาชนมีการศึกษา สามารถอ่านออกเขียนได้กว่า 90% ของ

ประชาชนทัง้ หมด ส่วนมากจะมีระบบการเมืองท่ีมีเสถียรภาพ ซ่ึงจะตรงกัน

ข้ามกับประเทศท่ีระดับการอ่านออกเขียนได้ของประชากรอยู่กลางๆ น้ัน
สว่ นใหญ่จะไร้เสถยี รภาพ ดังรูป 14

ระดับการ จานวนประเทศ จานวนประเทศ % ไร้เสถียรภาพ
อ่านออกเขยี นได้ ทไี่ ร้เสถียรภาพ
6 50.0
(%) 12 3 83.3
ตา่ กวา่ 10 23 10 95.6
10-25 15 22 80.0
25-60 23 12 21.7
60-90 5
สงู กวา่ 90

ส่วน Lipset เองกช็ ้ใี ห้เห็นว่าย่งิ ระดบั ของการศกึ ษาของประชาชน
ในชาติสูงมากข้ึนเพียงไร โอกาสที่ชาติน้ันจะปกครองโดยระบอบ
ประชาธิปไตยท่ีมั่นคงก็จะยิ่งเพิ่มมากข้ึนเท่าน้ัน ท้ังนี้ Lipset ได้แบ่ง
ประเทศต่าง ๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม เพ่ือศึกษาเปรียบเทียบและสรุปผลของ
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศเหล่าน้ีกับการศึกษาของประชาชนใน
ระดบั ตา่ งๆ ดังรปู 15

~ 100 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

กลุม่ ประเทศ % อา่ นออกเขยี นได้ เขา้ เรยี น เข้าเรียน เขา้ เรียน

ชั้นประถม ชนั้ มธั ยม ขน้ั อดุ มศึกษา

(:1,000 คน) (:1,000 คน) (:1,000 คน)

1. ยโุ รปที่มีระบอบ

ประชาธปิ ไตยท่มี นั่ คง 96 134 44 4.2

2. ยโุ รปท่ีมรี ะบอบ

เผด็จการ 85 121 22 3.5

3. ลาตินอเมรกิ าที่มี

ระบอบประชาธปิ ไตย 74 101 13 2.0

4. ลาตินอเมรกิ าทม่ี ี

ระบอบเผด็จการ 46 72 8 1.3

จึงได้เห็นได้ว่าทุกๆ สังคมต่างก็ตระหนักในความสาคัญของ
การศึกษาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในประเทศกาลังพัฒนาต่างก็พยายามท่ีจะ
เร่งผลิตคนท่ีมีกาลังสมองออกมาเพื่อหวังจะให้ช่วยพัฒนาประเทศให้
ทัดเทียมกับประเทศทีเ่ จรญิ แล้วทัง้ หลาย

แตก่ ระบวนการทางการศกึ ษาตลอดจนระบบการศกึ ษาในประเทศ
กาลังพัฒนาจะนามาซ่ึงปัญหาทางสังคมหลายประการซึ่งพอจะสรุปได้
ดงั ตอ่ ไปนี้

1. สมาชิกสังคมที่กาลงั พฒั นาสว่ นใหญ่มองว่าการศึกษาเป็นบันได
ให้ตนสามารถไต่เต้าขึ้นไปสู่ตาแหน่งฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงๆ ได้ ต่าง
คนตา่ งก็พยายามแกง่ แยง่ แขง่ ขันเพ่ือเรียนต่อในชั้นสูงๆ แต่คนท่ีจะทาเช่นนี้
ได้ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกของครอบครัวของคนชั้นกลางและสูง ซ่ึงมีฐานะ
ทางเศรษฐกิจดี ส่วนตนจนน้ันมักจะไม่มีโอกาส ด้วยเหตุน้ีนักวิชาการจึงให้
ความสาคัญกับ “ความเสมอภาคในโอกาส” มากกว่าเสรีภาพแบบมือใคร

~ 101 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

ยาวสาวได้สาวเอาการศึกษาจงึ หนั มาผลิตคนให้กับสังคมสมัยใหม่ ซึ่งเน้นใน
การใช้ระดับการศึกษาเป็นเคร่ืองวัดความสามารถของคน ทาให้ทุกคน
พยายามเรยี นเพ่ือให้ได้ประกาศนียบัตรหรือปริญญาเพื่อท่ีคนจะได้ได้ข้ึนไป
อยู่ในลาดับที่สูงของสังคม และจะได้มีฐานะร่ารวยตามยุคของการ
พฒั นาการ

เสกสรรค์ ประเสรฐิ กลุ ไดต้ ้งั ข้อสงั เกตระบบการศกึ ษาของไทยไว้
ว่า“...ระบบศกึ ษาไมใ่ ชก่ ารศึกษาเพือ่ ให้มคี วามรู้ความเขา้ ใจและ
ความสามารถท่แี ท้จริง แต่เป็นการแสวงหาใบรับรองคา่ ตน ซง่ึ นเ่ี ปน็
ความผิดของชนช้นั ผู้ปกครองทีไ่ ปรบั เอาแบบสังคมสมยั ใหมม่ าโดยทสี่ ่วน
ต่างๆ ของสังคมยงั ไม่พรอ้ ม จงึ ทาให้คนทีม่ โี อกาสไดร้ บั การศกึ ษาสงู ซึ่งมีอยู่
เป็นจานวนนอ้ ยเป็นผู้ที่มีคา่ สูงในสงั คม ซ่งึ ผลทีต่ ามมาคอื ค่าของ
ประกาศนียบตั รหรือปรญิ ญาจงึ มคี วามสาคญั มากกวา่ ความรดู้ ังกลา่ วแลว้
และถอื ว่าเป็นสิ่งประกาศความสาเรจ็ ในชีวติ เพราะจะนามาซ่งึ ลาภ ยศ
สรรเสริญมากกวา่ คนธรรมดาทว่ั ไป สภาพเช่นนีเ้ องที่ไดจ้ ดุ ชนวนความหวิ
กระหายทางการศกึ ษาของคนไทยขนึ้ อยา่ งรวดเร็ว แตม่ ันมใิ ชค่ วามตอ้ งการ
ทางการศกึ ษาอนั เนอ่ื งมาจากความรกั ในวชิ าการความรู้แต่อย่างใด หากเป็น
ความต้องการการศกึ ษาในฐานะเป็นเครอื่ งมอื นาปจั เจกบุคคลไปสู่
สถานภาพแหง่ ชนชั้นนาในสังคมปจั จุบันเท่านัน้ 16

2. ระบบการศกึ ษาเองนอกจากจะไม่เปิดโอกาสให้กับครอบครัวท่ี
ยากจนแล้วยังมีส่วนในการแย่งชิงทรัพยากรส่วนหน่ึงในจานวนที่มีอยู่น้อย
มากน้ีไปให้กับพวกที่มีฐานะดีแล้ว จะเห็นได้จากการที่รัฐได้จัดสรร
งบประมาณเปน็ เงินอดุ หนุนรายหวั ให้กบั การศกึ ษาในระดบั สูงมากกว่าระดับ
ต่า และยงั ให้ค่าตอบแทนตามความสัมฤทธ์ิผลทางการศึกษาด้วย ดังน้ันทุก
คนจึงต่างมงุ่ ทจี่ ะเรียนสูงๆ เพราะเสียคา่ เลา่ เรียน จบมากส็ ามารถหางานที่มี

~ 102 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

รายได้ดีๆ อีกด้วย และแม้ว่าจะออกมาว่างงานคนก็เต็มใจท่ีจะเรียนเอา
ปรญิ ญาไว้กอ่ น จึงกอ่ ใหเ้ กิดผลเสียต่อการลงทุนทางการศึกษา ท้ังก่อให้เกิด
ความไมย่ ุติธรรมแกค่ นสว่ นใหญ่อย่างย่ิง 17

3. ระบบการศึกษามักจะใช้ทฤษฎีและแนวความคิดของประเทศ
ตะวันตก จ้างนักวิชาการต่างประเทศ โดยไม่รู้จักพินิจพิเคราะห์ปัญหาที่
เกิดขึ้นในสังคมของตนเองด้วยความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่
เป็นของตนเอง

4. ระบบการศึกษามักจะยึดอยู่กับหนังสือ และการบรรยายมาก
เกนิ ไป ไม่ไดจ้ ัดการศึกษาทส่ี มั พนั ธ์กับความต้องการท่ีแท้จริงของชุมชนหรือ
ท้องถ่ินที่โรงเรียนหรือการศึกษาต้ังอยู่ แต่จะมีการเรียนการสอนที่ถูก
กาหนดมาจากส่วนกลาง ซ่ึงอาจกล่าวได้ว่าการศึกษาไม่ได้เป็นเคร่ืองมือใน
การแก้ปัญหาของสังคม แต่เป็นเพียงเครื่องมือรับใช้ชนชั้นผู้ปกครอง
ตลอดจนระบอบการปกครองท่ีเปน็ อยู่

เอกกมล สายจนั ทร์ ไดต้ ง้ั ขอ้ สงั เกตเก่ียวกับระบบการศึกษาของไทย
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันว่า เป็นระบบการศึกษาที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ
แนวความคดิ 3 ประการ คือ

1. แนวความคิดศักดนิ า กล่าวคอื เป็นระบบการศึกษาที่มุ่งสอนคน
ให้มุ่งเข้าไปรับราชการ “เป็นเจ้าคนนายคน หรือให้ติดอยู่กับคานิยมของ
ระบบเจ้าขนุ มูลนาย

2. แนวความคิดแบบทุนนิยมหรือเสรีนิยม น่ันคือสอนให้คน
แข่งขันเอาตัวรอดส่วนตัว และมุ่งการแสวงหาทรัพย์สินและความสาเร็จ
สว่ นตวั โดยใช้การศกึ ษาเป็นบนั ไดไต่ข้ึนไปสูล่ าดบั ขน้ั สูงของสังคม

~ 103 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

3. แนวความคิดของมหาอานาจกล่าวคือสอนให้นิยมต่างชาติโดย
ไมร่ ูจ้ กั พนิ จิ พิจารณาวเิ คราะห์ และใชค้ วามสามารถพงึ่ ตนเอง 18

ส่วนประธานาธิบดีจูเลียส ไนยเรเร แห่งประเทศแทนซาเนีย ได้
ชี้ให้เห็นถึงระบบการศึกษาของสังคมของตนในสมัยนั้นว่า เป็นระบบ
การศึกษาท่ีก่อให้เกิดปัญหา มีส่วนให้เกิดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับสังคม
ดว้ ยเหตุผลหลายประการ คอื

1. การศึกษาแบบนี้มีพ้ืนฐานที่จะสร้างพวกชนชั้นนากลุ่มน้อย
(Elite) โดยใช้การศึกษาเป็นบันไดคัดเลือก โรงเรียนประถมเป็นบันไดสู่
มัธยม จากมัธยมสู่มหาวิทยาลัย โดยแต่ละขั้นเกือบจะไม่มีจุดในตัวเอง
การศกึ ษาเหมอื นการแขง่ ขนั แบบแพ้คัดออก ผู้ที่ก้าวไปได้สูงเหมือนผู้ท่ีชนะ
ทมี่ ีรางวัลคอื งานสบาย รายได้สงู ตลอดจนมเี กยี รตยิ ศและศักดิ์

2. การศึกษาแยกเด็กออกจากชีวิตจริงในสังคมต้ังแต่อายุยังน้อย
ให้ฝึกฝนทางวิชาการที่มิได้สอดคล้องกับงานจริงๆ ในสังคม ถึงแม้พ่อแม่
ยากจนเด็กก็มิได้มีส่วนล้ิมรสหรือช่วยพ่อแม่ทางาน แต่กลับถูกสอนให้
รังเกียจงานหนัก ให้ปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความลาบากของชีวิตจะเร่ิม
ทางานก็ต่อเมื่อเรียนจบสถาบันการศึกษา บุคคลที่แม้จะมีงานทาหรือมี
ความสามารถอยู่แล้วก็ยังขวนขวายท่ีจะเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพ่ือให้ได้
ปรญิ ญาบตั รในแขนงใดก็ได้เปน็ ใบเบิกทาง

3. การศึกษาแบบที่เป็นอยู่ทาให้สังคมทอดทิ้งผู้ที่ทางานในชีวิต
จรงิ ใหเ้ สยี เปรยี บกวา่ พวกทม่ี ปี ระกาศนียบตั ร ทงั้ ๆ ทค่ี วามสามารถทัดเทียม
กัน ท้ังนี้มไิ ดด้ ูถูกวา่ สถาบนั ผลิตคนไมม่ คี ุณภาพ แตห่ มายความวา่ คนเราควร
จะมองท่คี วามสามารถมากกว่าส่ิงอ่ืน ประสบการณ์อย่างเดียวมิได้ทาให้คน
ฉลาดกวา่ คนอ่ืนเสมอ และความรจู้ ากตารา และหอ้ งทดลองอย่างเดียวกไ็ ม่
ได้เปน็ เชน่ น้ันเช่นกนั

~ 104 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

4. การศึกษาระบบปจั จุบันมีผลเสียทางเศรษฐกิจมากเมอ่ื เทียบกับ
ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ เราต้องทุ่มเทเงินทองสร้างอาคารเรียนท่ี
ทันสมัย ซ้ืออุปกรณ์และเคร่ืองยนต์มาเพียงเพื่อให้เด็กได้ดูในห้องทดลอง
อาจจะวนั ละช่ัวโมง ซ่งึ ถ้าดาเนินการในรปู นี้เราจะไมม่ ีวันจัดการศึกษาให้กับ
คนทั้งประเทศได้ย่ิง ไปกว่าน้ันระบบปัจจุบันยังดึงเอาแรงงานของคนหนุ่ม
สารบางกลุ่มไปทาให้เขาหมดโอกาสท่ีจะให้สังคม กลายเป็นผู้บริโภค
ถ่ายเดียว โดยเฉพาะผลผลิตท่ีเขากินใช้นั้นยังถือว่ามาจากผู้ท่ีอ่อนแออันไม่
สามารถจะเรยี นต่อสงู ๆ ได้ จึงต้องออกไปทางาน ภาวะเช่นน้ีร้ายแรงยิ่งกว่า
สงั คมตะวนั ตก เพราะในสังคมเหล่านน้ั เยาวชนจะถูกอบรมให้รักงานและหา
รายไดไ้ ปดว้ ย ในขณะท่ีสงั คมของเราอยใู่ นลกั ษณะตรงกันขา้ ม 19

เพ่ือแก้ไขปัญหาดังกล่าวประธานาธิบดีไนยเรเรได้เสนอให้มีการ
เปลย่ี นแปลงกระบวนการศกึ ษาใน 3 ด้าน คอื

1. หลักสูตร จะต้องเปล่ียนไปไมเ่ นน้ ทวี่ ชิ าการมาก เพราะเด็กส่วน
ใหญ่ไม่ได้นาใช้กับการดารงชีวิต แต่จะเน้นที่การฝึกงาน ฝีมือ ชั้นประถม
จะต้องสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงสถานท่ีเตรียมเด็กเข้าช้ันมัธยม แต่
จะต้องเป็นแหล่งเตรียมเด็กออกไปดารงชีวิต หลักสูตรใหม่จึงไม่ควรเน้นท่ี
การสอบไล่ ซ่งึ ถอื ว่าเปน็ การจากดั ขอบเขตของการแสวงหาความรู้ของเดก็

2. การจัดรูปของการศึกษา เพ่ือให้สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่รูป
ของการศึกษาจะเปลี่ยนไปโดยที่โรงเรียนจะต้องเปล่ียนฐานะเป็นชุมชนที่
นักเรยี นและครอู ย่รู ่วมกนั เสมอื นญาติๆ และนอกจากโรงเรียนจะเป็นหน่วย
ทางการศึกษาแล้วจะต้องเป็นหน่วยทางเศรษฐกิจด้วย กล่าวคือ โรงเรียน
อาจจะมีไร่นา และโรงงานเพ่ือให้ครูและนักเรียนทางานร่วมกัน ช่วยเหลือ
คา่ ใช้จ่ายในการ ศึกษา ทั้งยังฝึกให้เด็กรู้จักกับชีวิตจริงที่ต้องต่อสู้เพ่ือความ

~ 105 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

อยู่รอด และยังฝึกให้เด็กบริหารงานเองอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทากันเล่นๆ เป็น
เพียงกจิ กรรมนอกหลกั สตู รอย่างท่ีเปน็ อยู่

3. การกาหนดอายุนักเรยี น เนื่องจากเดก็ เรียนชั้นประถมแล้วส่วน
ใหญ่ไม่ได้เรียนต่อเด็กเหล่าน้ีอายุยังน้อยและไม่มีความรู้ในด้านวิชาชีพ จึง
กอ่ ให้เกดิ ผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศ จึงควร
กาหนดอายุของเด็กที่จะเข้าเรียนให้สูงข้ึนเพ่ือให้เด็กเมื่อเรียนจบจะเป็น
ผู้ใหญม่ ากขึ้น และสามารถเรยี นร้ไู ดเ้ รว็ ขณะท่ีอยใู่ นโรงเรียน ซ่ึงอาจกาหนด
ปีทเี่ รียนให้น้อยลงได้ 20

ในประเทศจีนเองหลังจากการปฏิวัติวัฒนธรรมก็ได้มีการ
เปล่ียนแปลงกระบวนการศึกษาเพ่ือให้สอดคล้องกับเป้าหมายของสังคม
หลายประการ ดังตอ่ ไปนี้ 21

1. ลดหลักสตู รท่ศี ึกษาด้านวิชาการให้น้อยลงทกุ ระดบั
2. ลดปที ่เี รียนให้น้อยลงจาก 17-20 ปี (อนบุ าล-มหาวทิ ยาลยั ) ให้
เหลอื เพยี ง 12 ปี
3. เพมิ่ เวลาฝึกงาน 40% ของหลกั สตู ร
4. เยาวชนต้องทางานในชนบทอย่างนอ้ ย 2 ปีก่อนท่ีจะเข้าศึกษา
ในระดับสูงได้
5. ไมย่ ึดผลการสอบทางวชิ าการเปน็ เกณฑ์ในการเรียนตอ่ ในช้นั สงู
6. ไม่มีการซ้าชน้ั เพราะการสอบเปน็ เพยี งเกณฑ์การประเมนิ
ประสิทธภิ าพของกระบวนการเรยี นรู้ ไมใ่ ชเ่ กณฑ์ประเมนิ ผลของนกั เรียน
7. เยาวชนทมี่ ีความรู้จะถกู ส่งตวั ไปทาหนา้ ทีเ่ ปน็ ผู้นาของการ
เปล่ยี นแปลงในชนบท
8. เยาวชนทุกคนจะไดร้ ับการศกึ ษาโดยไม่เสียค่าใชจ้ ่ายใดๆ

~ 106 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

9. อานาจการบริหารการศกึ ษาจะมีคอมมูนของทอ้ งถนิ่ น้ันๆ เปน็
ผจู้ ดั การบรหิ ารเอง

สรุป
เราจะเห็นได้ว่าทั้งกระบวนการพัฒนาการเศรษฐกิจ และ

การศึกษาซงึ่ ถอื ไดว้ ่าเปน็ การเปลี่ยนแปลงส่วนหน่ึงของสังคมน้ัน ผลกระทบ
ต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในทางการเมืองด้วยเช่นกัน
กระบวนการพัฒนาเศรษฐกจิ เปน็ กระบวนการหน่งึ ที่จะนาความเป็นทันสมัย
มาสังคม การสร้างระบบอุตสาหกรรม พัฒนาเทคโนโลยีอย่ากวนรวม
ในขณะที่ประชากรเองก็ จะอพยพเขา้ มาหางานทาในแหลง่ อตุ สาหกรรมเพม่ิ
มากขน้ึ เมอื งจึงเกดิ ขนึ้ ตาม

เมื่อมีเมือง มีการอุตสาหกรรมก็จะเป็นผลให้รัฐจาเป็นต้องจัด
การศกึ ษาให้กับเยาวชนที่เพิ่มมากขึ้นเพ่ือให้สามารถใช้ชีวิตอยู่รอดในสังคม
ได้

ผลท่ีตามมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษา ก็คือความ
คาดหวังท่ีประชาชนต้องการจะให้รัฐสนองตอบก็จะเพิ่มมากข้ึน ทั้งน้ีก็
เพราะความคิดความเช่ือแบบด้ังเดิมที่เคยมองว่าสภาพแร้นแค้นอับจนของ
พวกตนนั้นเป็นผลมาจากกรรมเกา่ หรอื ไมก่ ็เปน็ การลงโทษจากเทวดาฟ้าดิน
จะเปลี่ยนไป ระดับการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนจะเพ่ิม
สูงขึ้น ถ้าสถาบันทางการเมืองท่ีมีอยู่ไม่สามารถสกัดกั้นข้อเรียกร้องที่เพิ่ม
มากขน้ึ ได้ การไร้เสถยี รภาพทางการเมอื งก็จะเกดิ ขนึ้

และปัญหานี้เป็นปัญหาท่ีสาคัญยิ่งของประเทศกาลังพัฒนา
นน่ั เอง

~ 107 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

เชงิ อรรถ

1 โปรดพจิ ารณา Gideon Sjobery. "Folk and Feudal
Societies, in Jason L. Finkle and Richard W. Gable ed., Political
Development and Social Change, N.Y.: John Wiley and Sons,
Ind., 1971), pp. 6-14.

2 Ibid.
3 ดรู ายละเอยี ดใน Elman R. Service, Primitive Social
Organization, (N.Y.: Random House, 1971)
4 Lucian Pye, "The Nature of Transitional Politics," in
Op.cit., Political Development and Social Change, pp. 538-549.
5 จะศึกษาในรายละเอียดบทที่ 4
6 Neil J. Smelser, "Mechanisms of Change and
Adjustment to Change, in Op.cit., Political Development and
Social Change, pp. 27-28.
7 ดู W.W. Rostow, Stages of Economic Growth, (Mass.:
Cambridge University Press, 1960)
8 Op.cit., pp. 37-38.
9 Samuel P. Huntington, Political Order in Changing
Societies, (New Haven: Yale University Press, 1968), pp. 49-50.
10 อ้างใน Ibid., p. 52
11 John Dewey, Democracy and Education. (New York:
Macmillan, 1916)

~ 108 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

12 Seymour Martin Lipset, Political Man, (New York:
Doubleday and Co., 1963).

13 Ivo K. and Rosalind L. Feierabend and Betty A.
Nesvold, "Social Change and Political Violence: Cross - National
Patterns, in H.D. Graham and T.R. Gurr leds., Violence in
America: Historical and Comparative Perspectives, (Wash.
D.C.: National Commission on the Causes and Prevention of
violence, 1969)

14 อา้ งใน Op.cit., Huntington, p. 43.
15 Op.cit., Lipset., p. 37.
16 อา้ งใน เอกมล สายจนั ทร,์ “บทบาทปญั ญาชนไทยต่อการ
พฒั นาการเมือง,” การพฒั นาการเมืองไทย, ลิขิต ธรี เวคิน บรรณาธกิ าร,
(แพรพ่ ิทยา, 2519), หนา้ 243.
17 คณะกรรมการวางพนื้ ฐานเพอ่ื ปฏิรปู การศึกษา, แนวทางปฏริ ปู
การศึกษาสาหรบั รฐั บาลในอนาคต, ยไู นเตด็ โปรดกั ชั่น, 2518), หน้า 14.
18 Op.cit., หนา้ 243.
19 จเู ลียส ไนยเรเร, “การศกึ ษาเพอ่ื ความอยู่รอด,” เสกสรร
ประเสริฐกลุ เรียบเรยี ง,ใน ปัญหาของประเทศไทย, ชุมนุมรัฐศาสตร์
ประยกุ ต,์ ชมรมนิตศิ ึกษา, กลมุ่ เศรษฐธรรม มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์
2514), หนา้ 128- 129.
20 Ibid., pp. 129-131.
21 Nicolus Beneth, การศึกษาในประเทศดอ้ ยพัฒนา, อรรณพ
พงษ์วาท แปล, (เคลด็ ไทย, 2518), หนา้ 111.

~ 109 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

บทท่ี 4
การสรา้ งความเปน็ ทันสมยั

บทนา

นิยาม
คาว่า “การสร้างความเป็นทันสมัย” (Modernization) น้ี

นักวิชาการในสาขาต่างๆ ได้นามาใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ในลักษณะท่ี
แตกต่างกันไป เช่น นักรัฐศาสตร์จะพิจารณาถึงการสร้างความเป็นทันสมัย
ทางการเมือง(Political Modernization) นักเศรษฐศาสตร์จะพิจารณาถึง
การสร้างความเป็นทันสมัยทางเศรษฐกิจ (Economic Modernization)
นักการบริหารก็พิจารณาถึงการสร้างความเป็นทันสมัยทางการบริหาร
(Administrative Modernization) และนกั การศึกษาก็จะพิจารณาถึงการ
สร้างความเป็นทันสมัยทางการศึกษา (Educational Modernization)
เหลา่ น้ีเปน็ ตน้ ซ่งึ เราจะพบได้ว่านักวิชาการในแต่ละสาขาจะมองคาว่าการ
สร้างความเป็นทันสมัยในลักษณะที่แตกต่างกันไป กล่าวคือบางคนมองว่า
Modernization เป็นรูปแบบหน่ึงของการเปล่ียนแปลงทางสังคม บางคน
มองว่า Modernization ก็คือกระบวนการเอาอย่างประเทศตะวันตก
(Westernization) บางคนมองว่า Modernization ก็คือการมีรัฐบาลหรือ
การปกครองโดยรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยอย่างในประเทศยุโรป
ตะวันตก บางคนก็บอกว่า Modernization หมายถึงประเด็นหรือ
กระบวนการใดๆ ของสงั คมท่ีทันสมัยแล้ว

~ 110 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

เพื่อท่ีเราจะสามารถพิจารณาสาระตลอดจนความสัมพันธ์ท่ี
กระบวนการนีพ้ งึ มตี ่อปจั จยั ทีเ่ ก่ียวข้องอื่น ๆ เราจาเป็นต้องทาความเข้าใจ
กับความหมาย หรือนิยามของคาว่า “กระบวนการสร้างความเป็น
ทนั สมัย” หรือ Modernization เสยี ก่อน

Syed Hussein Alatas อ้างว่า Modernization คือ
“กระบวนการท่ีนาเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่อันเกี่ยวโยง
ครอบคลุมในทกุ แงข่ องชวี ิตมนษุ ย์มาใชใ้ นระดับตา่ ง ๆ กัน ครั้งแรกเกิดข้ึน
ในโลกตะวันตก และต่อมาได้ขยายออกไปยังซีกโลกอื่นๆ โดยวิธีการและ
จากกลุ่มต่างๆ อนั มเี ป้าหมายท่ีสาคัญย่ิง คือ ต้องการให้มีชีวิตที่ดีและเป็น
นา่ พึงพอใจอันเปน็ ที่ยอมรบั ของคนในสงั คมนัน้ ๆ” 1

Cyril E. Black กล่าวไว้ว่า Modernization คือ
“กระบวนการซึ่งสถาบันท่ีวิวัฒนาการแต่อดีตได้ปรับตัวให้เข้ากับหน้าที่ซ่ึง
เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอันสะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มพูนความรู้ของ
มนุษย์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเข้าควบคุมส่ิงแวดล้อมซึ่งเป็นผล
จากการปฏิวัตทิ างวิทยาศาสตร์ นั่นเอง” 2

David E. Apter อ้างว่า Modernization เป็นกรณีหน่งึ ของ
การพฒั นา หมายถึงสภาพการณ์ 3 ประการคือ

1. ระบบสังคมท่ีสามารถสร้างสิ่งใหม่ๆ ข้ึนมาโดยท่ีระบบไม่ล่ม
สลาย (สิ่งใหม่ๆ น้ีรวมถึงความเช่ือที่สาคัญๆ ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ด้วย) 2. โครงสร้างทางสังคมที่แตกต่างหลากหลายและมีความยืดหยุ่น

3. ขอบข่ายทางสังคมเอื้ออานวยต่อการก่อให้เกิดความรู้และ
ความชานาญซ่ึงจาเป็นต่อการดารงชีวิตในโลกท่ีเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี 3

~ 111 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

Edward Shils อ้างว่า กระบวนการ Modernization เป็น
กระบวนการที่ทาให้สาธารณชนต่างมีความเข้าใจในวิถีชีวิตแบบใหม่ มี
ความกระตือรือร้น ไม่ถูกจูงจากอานาจภายนอก และสามารถใช้ศักยภาพ
และความคดิ สรา้ งสรรเพือ่ ความก้าวหนา้ อยา่ งไมม่ ีขอบเขตจากัด 4

James O’Connell กล่าว่า Modernization อาจแยกเป็น
ประเดน็ ต่างๆ ได้ 3 ประเดน็ คือ

1. มีการคิดค้นแสวงหาความรู้แบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่ือใน
ความเปน็ เหตุเป็นผลของสรรพสิ่ง ไม่เช่ือในส่ิงศักดิ์สิทธ์ิที่ปราศจากเหตุผล
หรือมีสปิริตทางวิทยาศาสตร์ เช่ือในวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ เช่น มีการ
ต้งั ข้อสมมติฐานหาข้อมูลเพื่อพิสจู นข์ ้อสมมตฐิ านนน้ั ๆ เป็นต้น

2. มีการใช้เครอ่ื งมอื และเทคนคิ ทที่ นั สมัยมากมาย
3. มโี ครงสรา้ งทางสังคมที่ยืดหยุ่นและมีเอกลกั ษณ์ทคี่ งอยู่ น่ันคือ
สังคมที่มีความเป็นทันสมัยแล้วนั้นจะมีโครงสร้างทางสังคมที่สามารถ
ตอบสนองความตอ้ งการแปลกๆใหม่ๆ ได้โดยทไ่ี ม่แตกสลาย 5
Talcott Parsons นักสังคมวิทยาสานัก Structural-
Functional อ้างว่า Modernization เป็นกระบวนการท่ีมุ่งไปสู่สังคมที่
พัฒนาใหเ้ ป็นทันสมยั แล้ว ซ่งึ มลี ักษณะ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. Universalistic กล่าวคือ กฎ ระเบียบของสังคมจะบังคับ
ให้กบั ทกุ คน ไม่มบี ุคคลหรอื กลุ่มบคุ คลใดมีอภสิ ิทธิเหนือกฎหมายได้
2. Specific กล่าวคือ จะต้องมีการแบ่งงานกันทาตามความ
ชานาญงานเฉพาะดา้ นมาก ไมม่ ีลักษณะของการก้าวก่ายในหน้าที่ ทุกคนรู้
เปา้ หมายของการทางานเป็นอยา่ งดี

~ 112 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

3. Achievement สังคมที่เป็นทันสมัยแล้วนั้นจะยึดหลัก
สัมฤทธิผล หรือระบบคุณธรรมไม่ใช้ระบบเครือญาติ เพื่อนพ้องอย่างใน
สงั คมแบบเกา่

4. Secularization กล่าวคอื ประชาชนมีความเชอ่ื ตลอดจนการ
ดาเนนิ ชีวติ อยา่ งมีเหตุมผี ล ไมเ่ ช่อื อย่างงมงาย 6

Almond กับ Powell มีแนวความคิดในลักษณะเกี่ยวกับ
Parson กล่าวคือ มองว่า Modernization เป็นกระบวนการท่ีสังคมแบบ
ด้งั เดมิ ดาเนนิ ไปโดยมงุ่ ทจี่ ะใหเ้ กิดความเป็นทนั สมัย โดย

1. ทาให้โครงสร้างสังคมมีลักษณะหลายหลากซับซ้อนมากยิ่งข้ึน
(Structural Differentiation)

2. สร้างความเช่ือ ตลอดจนวัฒนธรรมท่ีเป็นแบบโลก ต่อต้าน
ความคิด หรือความเช่ือและวัฒนธรรมที่งมงายปราศจากเหตุผล
(Secularization of Political Culture) 7

Samuel P. Huntington อ้างว่า Modernization เป็น
กระบวนการท่ีเก่ียวเน่ืองกับการเปลี่ยนแปลงในทุกด้านของแนวความคิด
และกจิ กรรมของมนษุ ย์ กล่าวคอื

ในทางจิตวิทยา Modernization จะเก่ียวข้องกับการเปล่ียน
คา่ นิยมทศั นคตแิ ละความคาดหวังที่เป็นพ้ืนฐานสาคัญๆ คนในสังคมด้ังเดิม
จะคาดหวงั หรือเช่ือว่าสังคมและธรรมชาติจะดาเนินไปตามแนวทางของมัน
เอง และไมเ่ ชอ่ื ว่ามนษุ ยจ์ ะสามารถเปลย่ี นแปลงหรือควบคมุ สภาพธรรมชาติ
ได้ ส่วนคนในสังคมท่ีทันสมัยแล้วนั้นจะมี “บุคลิกแบบยืดหยุ่น”(Mobile
personality) ซ่ึงหมายถึงมีความสามารถท่ีจะปรับตัวให้เข้ากับการ
เปลยี่ นแปลงของสภาพแวดลอ้ มไดด้ ี การเปล่ียนความเช่ือนี้ยังหมายถึงการ

~ 113 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

ท่ีคนหันเหจากความจงรักภักดี และยึดม่ันอยู่กับกลุ่มท่ีเป็นส่วนตัว (เช่น
ครอบครัว ญาติมิตร และกลุ่มชนบท) ไปยึดม่ันกับกลุ่มที่ไม่เป็นส่วนตัว
(เช่น ชนชั้น และชาติ) ส่วนค่านิยมน้ันคนจะเปลี่ยนจากค่านิยมที่อยู่ใน
ลักษณะเฉพาะเจาะจง (Particularistic) ไปเป็นค่านิยมท่ีมีลักษณะสากล
(Universalistic) อันยึดหลักสัมฤทธ์ิผล (Achievement) มากกว่า
หลักการสืบทอดทางสายเลอื ดในการสรรหาบุคคลเข้าสู่ตาแหน่งใดๆ

ในทางการเรียนรู้ Modernization จะเกี่ยวข้องกับการขยับ
ขยายความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างมากมาย และจะกระจัดกระจายไป
ทวั่ ทั้งสังคม ทาให้คนมีระดับการอ่านออกเขียนได้และมีการส่ือสารมวลขน
เพม่ิ ย่งิ ขึน้

ในทางประชากรศาสตร์ Modernization หมายถึงการ
เปลี่ยนแปลงในแบบแผนของการดาเนินชีวิต อายุและสุขภาพของคนยืน
ยาวยิง่ ขนึ้ มีการเคล่ือนย้ายในดา้ นอาชีพ กล่าวคือ มีอาชีพที่ดีกว่าเดิม มี
การเคล่ือนย้ายท่ีอยู่อาศัยไปอยู่ในเมือง ทาให้ประชากรในเมืองเพิ่มขึ้น
อย่างรวดเรว็ ในขณะทีป่ ระชากรในชนบทลดลง

ในทางสังคม Modernization มแี นวโนม้ ว่าจะเสริมให้ครอบครวั
และกลุ่มปฐมภูมิอ่ืนๆ มีบทบาทแบบกระจายและช่วยให้กลุ่มทุติยภูมิมี
บทบาทหนา้ ท่ีเฉพาะเจาะจงย่ิงขน้ึ

ในทางเศรษฐกจิ Modernization จะทาใหก้ ิจกรรมต่างๆ ในทาง
เศรษฐกิจมีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ระดับของความชานาญในงานอาชีพ
เร่ิมเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว อัตราส่วนระหว่างทุนต่อแรงงานเพ่ิมขึ้น
การเกษตรเพ่ือเล้ียงชีพจะเปลี่ยนเป็นการเกษตรเพ่ือการตลาด และ
เกษตรกรรมในตัวมันเองลดความสาคัญลงเม่ือเทียบกับกิจกรรมทางการค้า
การอุตสาหกรรมและกิจกรรมท่ีไม่ใช่เกษตรกรรมอื่นๆ กิจกรรมทาง

~ 114 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

เศรษฐกิจนี้มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวออกไปยังส่วนต่างๆ ของสังคม และมี
การรวมอานาจกิจกรรมในระดับชาติไว้ที่ศูนย์กลาง พร้อมกับมีตลาด
ระดับชาติ รวมท้ังสถาบันเศรษฐกิจระดับชาติเกิดข้ึนด้วย ในเวลาต่อมา
ระดับของความกินดีอยู่ดีทางเศรษฐกิจของประชาชนจะเพ่ิมข้ึน ในขณะที่
ความไม่เสมอภาคจะลดลง 8

สว่ นความหมายของ Modernization ท่ีน่าสนใจอีกจานวนหนึ่ง
ได้จากการประชุมท่ี Hakone ในญ่ีปุ่น ค.ศ. 1960 ซ่ึงเรียกว่า “The
Conference on Modern Japan” และท่ปี ระชมุ ได้เสนอลกั ษณะ หรือตัว
ท่ีชใ้ี หเ้ หน็ ถึงความเป็นทนั สมัยทีป่ ระกอบด้วย 8 ประการคือ

1. ประชากรรวมตัวกันอาศัยอยู่ในเมืองค่อนข้างมาก และใน
สังคมโดยส่วนรวมจะมศี นู ยก์ ลางอยู่ท่เี มอื งเพมิ่ ขนึ้

2. มีการใชพ้ ลงั งานจากสิง่ ท่ีไมม่ ีชีวิตในระดับที่ค่อนข้างสูง สินค้า
หมนุ เวยี นกว้างขวางและกิจการด้านบรกิ ารเพิ่มมากข้นึ

3. สมาชิกของสังคมมีการติดต่อร่วมกิจกรรมอย่างกว้างขวาง
และจะเข้ามีส่วนรว่ มในกจิ การทางเศรษฐกจิ และการเมืองมากขนึ้

4. การจับกลุ่มกันแบบสืบทอดกันมาหรือแบบชุมชนจะสลายไป
นาไปสู่การเคลื่อนยา้ ยทางสงั คมทส่ี ว่ นบุคคลมากย่ิงกว่าเก่าและบคุ คลจะเข้า
ไปดาเนินกิจกรรมในสังคมในลกั ษณะทก่ี วา้ งขวางมากยง่ิ ขึน้

5. มกี ารอ่านออกเขียนได้มากย่ิงข้นึ อันเปน็ ผลจากการที่บคุ คลมี
แนวโนม้ ของความเช่ือทีม่ ีเหตมุ ีผล และเป็นวทิ ยาศาสตร์

6. ข่ายของการสื่อสารมวลชนมีลักษณะท่ีกว้างและแทรกซึมไป
ทุกสัดส่วนของสงั คม

~ 115 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

7. สถาบนั ทางสังคมท่ีมขี นาดใหญม่ มี ากข้ึน เช่น สถาบันของรัฐ
สถาบันธุรกิจ การอุตสาหกรรม และมีสายการบังคับบัญชาแบบระบบ
ราชการในการดาเนินการของสถาบันเหลา่ นี้

8. ประชากรส่วนใหญ่จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยที่
เรียกว่า ชาติ ซึง่ มีลกั ษณะความเป็นเอกภาพสูง และหน่วยเหล่าน้ีจะมีการ
ดาเนินกิจกรรมระหว่างกันทเี่ รยี กว่าความสัมพันธ์ระหวา่ งประเทศนั่นเอง 9

ปัจจยั หรือประเดน็ ท่เี กยี่ วขอ้ งกบั Modernization
จากนิยามของนักวิชาการซ่ึงได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เราจะพบว่า
Modernization จะเกี่ยวข้องกับประเด็นทางเศรษฐกิจสังคมในหลาย
ประการซงึ่ เราอาจจะสรุปเป็นประเด็นใหญ่ๆ ได้ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. Westernization เน่ืองจากกระบวนการสร้างความเป็น
ทันสมัยเกดิ ขน้ึ ครั้งแรกในประเทศตะวันตกก่อนแล้วจึงค่อยๆ ขยายออกจน
เปน็ ปรากฏการณ์ทเ่ี ปน็ ทีย่ อมรบั กนั ท่วั โลก ประเทศด้อยพัฒนาในโลกแถบ
เอเซีย อัฟริกา และลาตินอเมริกา จึงพากันมุ่งหวังท่ีจะสร้างความเป็น
ทันสมัยให้กับสังคมของตนเอง โดยยึดรูปแบบตลอดจนกระบวนการของ
ประเทศตะวนั ตกเป็นหลกั
2. Industrialization หมายถึงกระบวนการทาให้สังคมมี
ความก้าวหน้าเป็นสังคมอุตสาหกรรมซึ่งเก่ียวข้องกับ Modernization
อย่างใกล้ชิด กล่าวคือ ผลจาก Industrialization จะทาให้สังคมท่ีเฉื่อย
ชามคี วามกระตอื รือร้น สร้างบทบาทและหน้าท่ีใหม่ๆ มเี คร่ืองมอื ใหมๆ่ ซึ่ง
ข้ึนอยู่กับการใช้เครื่องจักรกลมากขึ้น David Apter จึงสรุปว่า
Industrialization นับได้ว่าเป็นประเด็นหนึ่งของ Modernization

~ 116 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

กล่าวคือ “เปน็ ช่วงหนง่ึ ของสังคมมีบทบาทหน้าท่ีสาคัญ ๆเกี่ยวเน่ืองกับการ
ผลติ ” 10

และ Apter ได้สรุปความสัมพันธ์ระหว่าง Industrialization
กับ Modernization ไว้ว่า “เป็นไปได้ที่สังคมจะเป็นทันสมัย โดยมีการ
อุตสาหกรรมไม่มากนัก. . .เป็นไปได้ท่ีประเทศท่ีกาลังดาเนินการไปสู่ความ
เป็นทันสมัยจะมีเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แต่ไม่มีการพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐานของอุตสาหกรรม เพราะว่าอุตสาหกรรมน้ีเป็นเพียงส่วนขยายของ
ระบบอุตสาหกรรมของประเทศอ่ืนเท่านั้น. . . แต่เป็นไปไม่ได้ท่ีสังคมจะมี
Industrialization แล้ว โดยปราศจากกระบวนการ Modernization”11

จึงอาจสรุปได้ว่า Industrialization จะมีลักษณะท่ีเป็นพลวัตร
(Dynamic) มากกว่า Modernization แต่มีกระบวนการที่ค่อนข้างจะ
แคบและเป็นอนั หนง่ึ อันเดยี วกนั นอ้ ยกวา่ Modernization

3. Urbanization หมายถึงกระบวนการทาให้เป็นเมืองซ่ึง
กระบวนการ Modernization นี้ เราอาจมองได้จากระดับของ
Urbanization ท้ังน้ีเพราะผลจาก Modernization จะทาให้ประชาชน
เข้ามาอาศัยหางานทาในเมอื งมากขึ้น ระบบเศรษฐกิจจะถูกรวมศูนย์ข้ึนอยู่
กับเมืองเป็นหลัก โอกาสในการจ้างงานในเมืองจึงมีมากทั้งสวัสดิการต่างๆ
ของตนในเมอื งดีกว่าชนบทมาก

4. Economic Development กระบวนการ Modernization
เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจในหลายด้าน เช่น มีการใช้แรงงานไอน้า
ไฟฟา้ และพลังงานอะตอมแทนแรงงานคนและสัตว์ พัฒนาเครื่องมือและ
เทคโนโลยีทท่ี ันสมยั ระดับฝีมือแรงงานมากข้ึน ตลอดจนเกิดการผลิตเพ่ือ
การตลาดเขา้ มาแทนท่ี การผลติ เพือ่ ยงั ชพี อันเป็นการเพิ่มรายไดเ้ ฉล่ียตัวหัว

~ 117 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

ของประชากรใหเ้ พม่ิ มากขนึ้ นั่นคือเพ่ิมความกนิ ดอี ย่ดู ีของประชากรใหม้ าก
ขน้ึ น่นั เอง

5. Social Mobilization ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิตวิทยาท่ี
เก่ียวเน่ืองกับการท่ีคิด เปลี่ยนค่านิยม ทัศนคติและความคาดหวังแบบเก่า
ไปสู่แบบใหม่ ดังที่ Karl Deutsch ได้ให้ความหมายของ Social
Mobilization ไว้ว่าเป็น “กระบวนการซ่ึงกลุ่มความยึดม่ันผูกพันทาง
สังคม เศรษฐกิจและจิตวิทยาแบบเก่าๆ ผุกร่อนหรือแตกสลายไปและ
ประชาชนจึงพร้อมที่จะรับเอาแบบแผนของการเรียนรู้และพฤติกรรม
ใหม่ๆ”12 ผลจาก Modernization จะทาให้คนได้รับการเรียนรู้มากข้ึน
มีการศึกษาที่ดี มีสื่อสารมวลชนต่างๆ อันเป็นผลให้คนเข้าใจปัญหาต่างๆ
เพมิ่ มากข้นึ และจะใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ท่ีมีเหตุมีผลในการแก้ปัญหา
ของตน

6. Participation หรือการเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆของ
สังคม ผลประการหน่ึงของกระบวนการ Modernization ก็คือการท่ีคนมี
การเรยี นรูม้ ากขึน้ มีการส่ือสารคมนาคมดขี ึ้นมีการรวมตัวกนั เป็นกลมุ่ ตา่ งๆ
เพิ่มมากขึ้น กลุ่มเหล่านี้มีผลประโยชน์และอุดมการณ์ของมันเอง ซ่ึง
บางคร้งั จะขัดกับกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะในเร่ืองของการแจกแจงแบ่งสรรสิ่งท่ี
มคี ุณคา่ ซึ่งมอี ยอู่ ย่างจากัดในทุกๆ สงั คม กลุม่ เหลา่ น้จี ึงพยายามทุกวิถีทาง
ท่จี ะรักษาผลประโยชนห์ รอื สัดสว่ นทีต่ นเองควรจะได้ รวมทั้งพยายามให้ได้
เพมิ่ มากขน้ึ การเข้าไปมีสว่ นรว่ มในกระบวนการจดั สรรหรอื กาหนดนโยบาย
จงึ เกดิ ขน้ึ ฉะนนั้ ในสังคมที่มีความเป็นทันสมัยน้ันจึงมักจะมีประชาชนกลุ่ม
ตา่ งๆ เขา้ ไปมสี ว่ นร่วมทางการเมืองในรูปแบบตา่ งๆ กันมาก

7. Differentiation หมายถึงกระบวนการท่โี ครงสรา้ งของสงั คมมี
ความแตกต่างหลายหลากและสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น บทบาทและหน้าท่ีต่างๆ

~ 118 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

มีมากขึ้น และมีระดบั ของความชานาญงานเฉพาะด้านสูง (Specialization)
เกิดกลุ่มต่างๆ เช่น สมาคมอาชีพ กลุ่มทางสังคม พรรคการเมือง ฯลฯ
มากมาย ในการทีจ่ ะพจิ ารณาว่าสังคมใดมีระดับของความเป็นทันสมัยมาก
น้อยขนาดใดเราอาจจะดูได้จากระดับของ Differentiation ของสังคมนั้น
ได้

8. Secularization หมายถึงกระบวนการของความมีเหตุมีผล
แบบทางโลก กลา่ วคอื เชื่อวา่ ทกุ อย่างตอ้ งมีท่ีมาและเราสามารถที่จะค้นพบ
ได้โดยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ไมเ่ ชอ่ื ในสิ่งทไี่ ม่สามารถพิสูจนไ์ ด้หรือส่งิ ทง่ี ม
งาย ฉะนัน้ เมือ่ สังคมทันสมัยย่ิงขึน้ คนมีโอกาสไดเ้ รยี นรแู้ สวงหาขอ้ เท็จจรงิ
และได้สัมผัสกับการค้นพบใหม่ๆ เพ่ิมข้ึน ความเชื่อแบบเก่าๆ จึงถูก
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้าไปแทนที่ มีการหาขอ้ มลู พิสจู น์ข้อเท็จจริง
ในปรากฏการณ์ใดๆ

ลักษณะของ Modernization
เราอาจกล่าวได้ว่ากระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยนี้เป็น
สะพานที่จะเช่ือมโยงระหว่างสังคมเก่ากับสังคมใหม่ ซ่ึงลักษณะโดยท่ัวไป
พอจะจาแนกไดเ้ ปน็ 9 ประการ ดงั ตอ่ ไปนี้ 13
1. Modernization เป็นกระบวนการปฏิวัติ กล่าวคือ
กระบวนการเปล่ียนแปลงนี้จะยังผลให้วิถีการดาเนินชีวิตของมนุษย์ถูก
แปรเปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ คนจะประสบกับสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ
อย่างทไ่ี มเ่ คยปรากฏมาก่อน และการเปล่ียนแปลงนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่
พนื้ ฐานของความคดิ เศรษฐกจิ และสังคมของมวลมนุษยชาติ

2. Modernization เป็นกระบวนการท่ีสลับ ซับซ้อน เราได้
กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าการเปลี่ยนแปลงชนิดนี้จะเกี่ยวข้องกับการ

~ 119 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

เปลีย่ นแปลงในแทบทุกเร่ือง ครอบคลุมถึงความคิดตลอดจนพฤติกรรมของ
มนุษย์มีปัจจัยต่างๆ เกี่ยวข้องอยู่มากมาย เช่น การปฏิวัติอุตสาหกรรม
การสร้างชุมชนเมือง การเปลี่ยนแปลงจิตสานึกทางสังคม (Social
Mobilization) การเข้ามสี ่วนร่วมทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และ
การมโี ครงสร้างทางสงั คมท่แี ตกตา่ งซบั ซ้อนกนั เป็นต้น

3. Modernization เป็นกระบวนการที่เป็นระบบ เมื่อด้านใด
ด้ า น ห นึ่ ง ข อ ง ชี วิ ต สั ง ค ม แ ป ร เ ป ล่ี ย น ไ ป จ ะ ยั ง ผ ล ใ ห้ อี ก ด้ า น ต่ า ง ๆ
กระทบกระเทอื นแปรเปลย่ี นไปดว้ ย สาระสาคัญของกระบวนการสรา้ งความ
เปน็ ทนั สมัยจงึ เกย่ี วเนอ่ื งกนั เปน็ อย่างมาก

4. Modernization เป็นกระบวนการที่ครอบคลุมท้ังโลก
กระบวนการน้ีเร่ิมข้ึนในประเทศยุโรปก่อน ต่อมาได้ขยายความคิดและ
รูปแบบพฤติกรรมไปยงั ประเทศตา่ งๆ ทั่วโลก จนถือไดว้ า่ การสรา้ งความเปน็
ทันสมยั น้เี ป็นปรากฏการณ์ที่ยอมรบั กนั ในทุกสงั คม

5. Modernization เป็นกระบวนการท่ียาวนาน การ
เปล่ียนแปลงชนิดน้ีเป็นกระบวนการท่ีต้องการเวลา แม้ว่าการสร้างความ
เปน็ ทนั สมยั จะมลี ักษณะของการปฏวิ ตั ิเมอ่ื เปรียบเทียบกับสงั คมเก่า แต่ก็มี
ลักษณะเป็นวิวัฒนาการ เมื่อคานึงถึงระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะ
เกิดข้นึ สังคมตะวนั ตกใชเ้ วลาหลายศตวรรษกวา่ ท่ีจะสร้างความเป็นทันสมัย
ขึ้นมาได้ แม้ว่าสังคมปัจจุบันจะใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลงน้อยลง แต่
ระยะเวลาทีจ่ ะเปลย่ี นจากสงั คมเกา่ ไปสสู่ งั คมใหม่ยงั ต่อใชว้ ัดกนั ดว้ ยชว่ งอายุ
ของคนเปน็ เกณฑ์

6. Modernization เป็นกระบวนการท่ีมีลาดับข้ันตอน น่ันคือ
เปน็ การเปลีย่ นแปลงจากลกั ษณะดัง้ เดมิ ไปสลู่ ักษณะทเี่ ปน็ ทนั สมัยอย่างเป็น
ลาดับ ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นช่วงๆ หลายช่วง บางสังคมอาจเปลี่ยนแปลง

~ 120 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ไปสู่ความเป็นทันสมัยหลายช่วงกว่าอีกสังคมหน่ึง ทั้งนี้ก็โดยพิจารณาจาก
จุดตา่ งๆ ท่อี ยู่ระหวา่ งความเปน็ ด้งั เดิมกบั ความเปน็ ทนั สมัยนน่ั เอง

7. Modernization เป็นกระบวนการที่สร้างความเป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกันในสังคมที่ทันสมัยน้ันจะมีปัจจัยหลายประการท่ีมีลักษณะ
คล้ายคลึงกัน จึงเป็นที่เช่ือกันว่ากระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยนี้มี
แนวโน้มทจี่ ะนาสังคมตา่ งๆ ไปสกู่ ารรวมตวั กันอยา่ งเป็นเอกภาพ

8. Modernization เป็นกระบวนการท่ีกลับสู่สภาพเดิมไม่ได้
นั่นคือ เม่ือมีการเปล่ียนแปลงไปสู่ความเป็นทันสมัยแล้ว กระบวนการน้ีก็
จะดาเนินรุดหน้าต่อไปเรื่อยๆ อาจจะมีการหยุดชะงักบ้าง แต่จะไม่มีวัน
ถอยหลงั กลับสู่ภาวะเก่าเป็นอันขาด เช่น สังคมที่มีคนอ่านออกเขียนได้สูง
มชี ุมชนเมืองและการพฒั นาอตุ สาหกรรมแล้วจะไม่แปรเปล่ยี นไปสู่สภาพเกา่
ทค่ี นไมร่ ู้หนังสอื หรอื เกิดเป็นสังคมเกษตรแบบเดมิ

9. Modernization เป็นกระบวนการที่ก้าวหน้า ผลกระทบ
ของการสร้างความเป็นทันสมัย อาจเป็นเร่ืองลึกซ้ึงในหลายด้าน แต่ใน
ระยะยาวแลว้ กระบวนการน้ีเป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ และ
ยังเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกสังคมด้วย ในช่วงแรกๆ ของการ
เปลย่ี นแปลงน้ีคา่ ของความสูญเสยี อาจจะสูงมาก แต่ความสัมฤทธิภาพ ของ
การจัดระเบยี บสังคม การเมือง และเศรษฐกจิ แบบสมัยใหม่เป็นสิ่งท่ีคุ้มค่า
ในระยะยาว กระบวนการนี้จะทาให้มนุษย์มีความกินดีอยู่ดีข้ึนทั้งในด้าน
วตั ถแุ ละจิตใจ

ข้ันตอนของ Modernization
กระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยนี้เป็นไปด้วยข้ันตอนและ
ประเด็นต่างๆ ที่เป็นปัญหามีความตึงเครียด และความเส่ียงในอัตราสูง

~ 121 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

ข้ันตอนท่ีเป็นปัญหาท่ีสาคัญย่ิงซึ่งชาติต่างๆ ทั่วโลกส่วนใหญ่จะประสบ
C.E. Black ได้จาแนกออกเป็น 4 ข้นั ตอนด้วยกนั ดงั ตอ่ ไปนี้ 14

1. การทา้ ทายของความเป็นทันสมัย ทุกสังคมจะประสบกับ
การท้าทายจากความเป็นทันสมัย สังคมที่สร้างความเป็นทันสมัยใน
ระยะแรกๆ จะไม่ค่อยประสบปัญหามากนัก เพราะสามารถท่ีจะนาเอา
วิทยาการความรู้แปลกๆ ใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งความรู้
และเทคนิคสมัยใหม่นี้เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15 และมีการปฏิวัติทาง
วิทยาศาสตร์อย่างกวา้ งขวางในศตวรรษท่ี 16 ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ
การสร้างชุมชนและการเลื่อนขั้นทางสังคมมีมาก และนาไปสู่การสร้าง
องค์กรที่มีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาวิธีการคมนาคมสื่อสาร การพัฒนา
ธุรกิจและมีการรวมกลุ่มทางการเมืองข้ึน กษัตริย์ในสังคมเก่าจาต้องขยาย
พระราชอานาจปรบั ระบบการบริหารและระบบการเก็บภาษีเสียใหม่เพื่อให้
เขา้ กบั สถานการณ์ใหมๆ่ อันเปน็ ผลใหอ้ านาจของขุนนางลดน้อยถอยลง

แต่ทั้งๆ ท่ีมีการยอมรับทัศนคติท่ีเป็นวิทยาศาสตร์ตลอดจนผลท่ี
เกดิ จากกระบวนการน้ีกันอย่างกวา้ งขวางก็ตาม วิถีการดาเนนิ ชีวิตสมัยใหม่
ก็หาได้ซึมซาบเข้าไปในทุกส่วนของสังคมไม่ ผู้ปกครองน้ันจะยอมรับใน
ความจาเป็นท่ีต้องปฏิรูป ซ่ึงโดยปกติผู้ปกครองจะพิทักษ์ผลประโยชน์ของ
พวกพ่อคา้ ผู้ผลิตและชาวเมอื งจากผูม้ ีอทิ ธิพลทอี่ ยู่ตา่ งจงั หวดั หรือในชนบท
ซึ่งมีพื้นฐานจากชาวนา แต่การปฏิรูปน้ีคงอยู่ในลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลง
อะไรมากเกินขอบเขตของขนบธรรมเนียมประเพณีด้ังเดิมนัก กล่าวคือ คง
รักษาไว้ซ่ึงอภิสิทธ์ิและความมั่งคั่งของกลุ่มผู้ปกครอง เมื่อสถานการณ์
บังคับผู้ปกครองอาจจะเปลี่ยนไปบ้างโดยอาจสนองตอบต่อความต้องการที่
เพิ่มขึ้นอย่างรวดเรว็ แตก่ ไ็ ดม้ ีการคานวณไวล้ ว่ งหนา้ แลว้ วา่ การตอบสนองนี้
จะไม่ไปทาลายอภสิ ทิ ธ์ิที่พวกตนมีอยแู่ ตเ่ ก่าก่อน

~ 122 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

2. ความเป็นปึกแผ่นของผู้นาที่เป็นทันสมัย ถือได้ว่า
วิกฤติการณ์ ท่ีสาคัญยิ่งของความเป็นทันสมัยทางการเมืองคือเรื่องราวของ
การเปล่ียนแปลงอานาจผู้นาด้ังเดิมไปสู่ผู้นาสมัยใหม่ การต่อสู้เพ่ือแย่งชิง
อานาจทางการเมอื งน้เี ราอาจสรุปได้เป็น 3 ขั้นตอน คือ ข้ันแรกผู้นาทาง
การเมืองมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการที่จะนาสังคมไปสู่ความเป็นทันสมัย
ผู้นาพวกน้ีอาจจะ เป็นสมาชิกของผู้นาเก่า หรืออาจเป็นผู้นาใหม่ซึ่งเป็น
ตัวแทนของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นใหม่ก็ได้ กระบวนการนี้อาจใช้เวลานับ
ศตวรรษในการท่ีจะทาให้ความเป็นทันสมัยในรูปแบบต่างๆ เป็นที่ยอมรับ
อย่างกว้างขวางและกลายเป็นฐานสนับสนุนให้ผู้นาสมัยใหม่ได้ ข้ันท่ีสอง
ประชาชนละทงิ้ สถาบันด้ังเดิมซ่ึงเกี่ยวโยงกับการดาเนินชีวิตแบบเก่าๆ หัน
มายอมรับวิถีชีวิตในสังคมอุตสาหกรรมเพ่ิมขึ้น การเกษตรกรรมในตัวมัน
เองลดความสาคัญลงเพ่ือเปรียบเทียบกับการค้า การบริการและการ
อุตสาหกรรมข้ันสุดท้าย ในสังคมท่ีสถาบันทางการเมืองยังไม่มีก็จะมีการ
สรา้ งสถาบันนข้ี ึ้นมา สร้างองค์กรทางการเมืองอ่นื ๆ ข้ึนมา มีการบริหารงาน
ทีม่ ีประสทิ ธิภาพ และมีเสถียรภาพพอสมควร

3. การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นภาวะที่เกิดขึ้น
ในช่วงหลังจากการปฏิวัติ รัฐประหาร การทาสงครามปลดแอกและการ
รวมชาติ ช่วงน้ีเป็นการเปลี่ยนค่านิยมและวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ ด้าน
อย่างท่ีไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ มีการปฏิวัติในทาง
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างกว้างขวาง ผลจากการนี้ทาให้ผู้คนผูกพัน
กับชุมชนระดับชาติมากกว่าชุมชนท้องถ่ิน ประชากรมากกว่าคร่ึงที่เปลี่ยน
อาชีพจากเกษตรกรรมไปเป็นผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ประกอบอาชีพ
ขนส่ง การค้าและบริการ และมีการย้ายที่อยู่อาศัยเข้าสู่ตัวเมืองเพิ่มมาก
ข้นึ

~ 123 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

นอกจากน้ผี ลกระทบของการปฏิรูปยังก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และ
ภาระอันหนักหน่วงอีกมาก กล่าวคือ ประชากรส่วนใหญ่ได้รับการศึกษา
และการสาธารณสุขดีข้ึนกว่าเดิม สภาพความเป็นอยู่ดีกว่าเดิมและจะ
นาไปสู่การขยับฐานะและชนชั้นใหม่ ฐานะทางการเมืองตลอดจนอานาจ
ทางการเมอื งจงึ ต้องแปรเปล่ยี นตามไปด้วย ในสมัยก่อนหรือแม้ในช่วงต้นๆ
ของการปฏิรูปนั้นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ในอานาจมีอยู่ไม่มาก ไม่กี่กลุ่ม
โดยเฉพาะพวกเจ้าของที่ดิน ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปแล้วชนช้ันนักธุรกิจ
การคา้ ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ เร่ิมเข้าไปมีบทบาท มีอานาจในการต่อรอง
มากข้ึน ประชากรท่ีเข้าเก่ียวข้องในทางการเมืองอันเป็นผลมาจากระบบ
การศึกษาก็ดี จากการเป็นสมาชิกขององค์กรหรือสถาบันทางเศรษฐกิจ
สงั คม และการเมอื งใดๆ กด็ จี ะเพิม่ มากขนึ้ รัฐบาลจึงจาเป็นต้องเพ่ิมภาระ
ในการสนองตอบความตอ้ งการตา่ งๆ ท่เี พิม่ ขน้ึ มานด้ี ้วย

4. ความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของสังคม สังคมท่ีมีความ
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้เป็นสังคมท่ีการรวมกลุ่มแบบเก่าๆ โดยอาศัย
ท้องถิ่น อาชีพ หรือความผูกพันส่วนตัวเป็นฐานนั้นสลายตัวไป คนจะ
ผูกพันอยู่กับเมืองและข่ายงานอุตสาหกรรมที่กว้างและสับสนข้ึน คนใน
สังคมอุตสาหกรรมจึงมักจะค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่ก็มีโอกาสท่ีดีกว่า ได้รับ
ส่วนแบ่งจากการแบ่งสรรทรัพยากรหรือส่ิงท่ีมีคุณค่าของสังคม เช่น
การศึกษา สินคา้ และบรกิ ารที่ดีกว่าเก่า

ดรรชนีที่จะใช้วัดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมมีอยู่
หลายประการด้วยกัน เช่น สัดส่วนของประชากรท่ีเก่ียวข้องกับการผลิต
สินค้าและบริการต่อประชากรท่ีทาการเกษตรและผลิตสินค้าข้ันปฐมอื่นๆ
และเมื่อพัฒนาไป ความมง่ั คง่ั จะกระจายไป ทัง้ สังคมอยา่ งถ้วนถึงมาตรฐาน
การศกึ ษาขั้นมัธยมศึกษากว่า 4 ใน 5 ส่วน และในจานวนนี้มากกว่า 1

~ 124 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

ใน 3 ส่วน ที่ศึกษาต่อในขั้นอุดมศึกษา หรือเราอาจจะสรุปได้ว่าข้ันสูงสุด
ของสงั คมท่เี ปน็ อันหน่งึ อนั เดยี วกันกค็ อื สังคมพระศรอี ารย์ นัน่ เอง

เชงิ อรรถ

1 S.H. Alatas, Modernization and social Change,
(Sydney: New Century, 1972), p. 22.

2 C.E. Black, The Dynamics of Modernization, (N.y.:
Harper and Row, 1966), p.7.

3 D.E. Apter, The Politics of Modernization, (Chicago:
The University of Chicago Press, 1965), p. 67.

4 E. Shils, Political Development in the New States,
(The Hugue: Mouton and Co., 1965), p. 10.

5 โปรดพจิ ารณา James O’Connell, “The Concept of
Modernization,” in C.E. Blank, ed., Comparative
Modernization, (N.Y.: The Free Press, 1976), pp.17-24.

6 โปรดพิจารณา Talcott Parsons, The Social Structure,
(Glencoe, Free Press, 1951)

7 Almond B. Powell, Comparative Politics: A
Developmental Approach, (Boston: Little Brown and Co.,
1966), pp. 215-218.

8 S.P. Huntington, Political Order in changing
Societies, (New Haven: Yale University Press, 1971), pp. 32-33.

~ 125 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

9 K. Biggerstaff, “Modernization-and Early Modern
China,” in C.E. Black, Ed. Comparative Modernization, Op. cit.,
pp. 148-149.

10 Op.cit., Apter, p. 67.
11 Ibid.
12 Karl W. Deutsch, “Social Mobilization and Political
Development,” in Finkle and Gable, ed., Political
Development and Social Change, (N.Y.: Wiley and sons,1966),
pp. 384-405.
13 โปรดพจิ ารณา S. Huntington, “The Change to change:
Modernization, Development, and Politics,” Journal of
Comparative Politics, April, 1971, pp. 283-322.
14 Op.cit., C.E. Black, The Dynamics of Modernization,
pp. 67-89.

~ 126 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

บทที่ 5
ผลกระทบของกระบวนการสร้างความทันสมยั

ตอ่ การเมือง

การสรา้ งความเป็นทนั สมัยกับการเมือง
จากนิยามข้างต้น เราจะพบว่า Modernization เป็น

กระบวนการที่สลับซับซ้อนเกี่ยวพันกับทุกแง่ของชีวิตมนุษย์ในสังคม เป็น
กระบวนการทเ่ี ปลีย่ นแปลงสภาพ “ด้ังเดิม” ให้เป็น “ทันสมัย” กล่าวคือ
มีสภาพของความเป็นเมืองมากข้ึนอย่างรวดเร็ว จานวนคนที่มีความรู้เพิ่ม
มากข้ึนมีการสร้างการอุตสาหกรรมแทนการเกษตร รายได้ประชาชาติต่อ
คนเขยิบสงู ขึน้ คนไดร้ ับขา่ วสารเพม่ิ มากขนึ้ เป็นต้น ผลจากการเปล่ียนแปลง
ในประเด็นต่างๆ เหล่านี้จะทาให้องค์กรทางสังคมแบบด้ังเดิมสลายตัว
หรอื ไมก่ ็จาเป็นต้องปรบั ปรุงตนเองทาหน้าที่เฉพาะอย่างย่ิงขึ้น เช่น ระบบ
ครอบครัวรวมซึ่งมีคนหลายรุ่นอยู่รวมกัน จะเปลี่ยนไปสู่ระบบครอบครัว
เดยี ว ซง่ึ มีคนอยู่เพียง 2 รุ่น คือพ่อแม่กับลูก นั่นคือครอบครัวจะเล็กลง
และแยกตัวออกจากครอบครวั ใหญ่ หนา้ ท่ีซึ่งเคยมีอย่จู ากครอบครวั ใหญ่จะ
หมดไปและครอบครัวเล็กจะหันมาทาหน้าท่ีบางอย่าง กล่าวคือ เมื่อก่อน
ป่ยู า่ ตายาย อาจทาหน้าทใี่ หก้ ารศกึ ษา อบรม ฝึกอาชีพ ฯลฯ เม่ือพ่อแม่
แยกตวั ออกมา พอ่ แมก่ ็ตอ้ งทางานเลี้ยงครอบครัว หนา้ ทใี่ นการให้การศึกษา
จงึ ตอ้ งตกเป็นของโรงเรยี น หนา้ ทีอ่ ่ืนๆ กต็ กอยกู่ ับสถาบนั ของสงั คมทส่ี ร้าง
ขึ้นมาเพื่อรองรับหรือสนองตอบต่อความต้องการของคนในด้านน้ันๆ
ครอบครัวจึงตอ้ งยดึ เอาหนา้ ทีบ่ างอย่างไวค้ ือ การใหก้ ารอบรมบุตร เปน็ ต้น

นอกจากนี้การสร้างความเป็นทันสมัยจะนาไปสู่ความขัดแย้งใน
ระหว่างค่านิยมแบบเก่ากับแบบใหม่ และค่านิยมแบบใหม่น้ีเองจะเป็นตัว

~ 127 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

บ่อนทาลายฐานอานาจของสถาบนั เก่าๆ ให้เสื่อมลง กอ่ นทีส่ ถาบันใหมๆ่ อัน
เป็นทย่ี อมรับของคนกลุ่มใหม่จะเข้ามาแทนท่ี คนกลุ่มใหม่น้ีเองจะเข้ามามี
ส่วนร่วมในการปกครอง และการเมืองเพ่ิมขึ้น ถ้าเรามองว่าการเมืองเป็น
เร่ืองของการใช้อานาจในการแบ่งสรรทรัพยากรและส่ิงที่มีคุณค่าในสังคม
การต่อสู้ทางการเมืองก็คือการต่อสู้กันในระหว่างกลุ่มต่างๆ เพ่ือเข้าไปมี
อิทธิพลต่อการกาหนดนโยบายสาธารณะและนโยบาย หรือ Outputs ที่
ออกมาจากระบบการเมืองนี้มักจะกว้างและครอบคลุมไปในทุกแง่มุมของ
การดารงอยูข่ องมนุษย์ในสังคม

Samuel Huntington ไดส้ รปุ ปจั จยั 2 ประการทเี่ ปน็ ปจั จยั
ของการสร้างความเปน็ ทนั สมยั ซ่งึ เกี่ยวพนั กับการเมอื งอย่างใกล้ชดิ ทสี่ ุด1
คือ

1. Social Mobilization กระบวนการนี้จะช่วยส่งเสริมให้คน
เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองเพ่ิมมากข้ึน นั่นคือเม่ือมีการสร้างความเป็น
ทันสมัยเกิดเมืองข้ึนมากมาย มีการให้การศึกษาเพ่ิมขอบข่ายของการ
ส่ือสารมวลชน ฯลฯ จะยังผลให้คนมีความคาดหวังทะเยอะทะยานยิ่งขึ้น
กล่าวคือ เมื่อคนอพยพจากชนบทเข้าสู่เมืองละท้ิงความคิด ความเช่ือ
และค่านิยมแบบเกา่ ๆ หันมายึดถือเอาส่ิงใหม่ๆ ท่ีมีเหตุผลมากกว่า พวกน้ี
จะพบว่าความต้องการของพวกเขาจะแปรเปลี่ยนไปมาก พวกนี้ต้องการ
งานท่ีม่ันคงมีหลักแหล่งที่อยู่อาศัยท่ีดี มีการประกันสังคมในยามเจ็บป่วย
หรอื ตกงาน หรือในยามชราภาพ ต้องการรักษาพยาบาลฟรีในยามฉุกเฉิน
หรือได้รับบาดเจ็บจากเคร่ืองจักรกลท่ีพวกเขาไม่คุ้นเคย พวกนี้ต้องการ
ความช่วยเหลือในยามท่ีจะต้องเสี่ยงกับสภาวะทางเศรษฐกิจท่ีตกต่า ค่าเช่า
และดอกเบย้ี สงู หรอื ราคา สินค้า ท่ีสาคัญท่ีพวกเขาซ้ือหรือขายเกิดสูงหรือ
ตกต่าอย่างมาก พวกนี้ต้องการการศึกษา ทั้งสาหรับตัวเขาเองและบุตร

~ 128 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

หลาน กล่าวได้โดยสรปุ วา่ คนต้องการบริการของรัฐในขอบเขตและปริมาณ
ที่เพ่ิมมากข้ึน ความต้องการเหล่าน้ีจะมีแรงกดดันทางการเมืองยังผลให้รัฐ
จาเปน็ ต้องขยายขอบเขตและข่ายงานทเี่ กี่ยวขอ้ งให้ใหญโ่ ตย่ิงขน้ึ ในราวกลาง
ทศวรรษท่ี 1950 งบประมาณของรัฐในประเทศด้อยพัฒนาที่มีรายได้
ประชาชาติต่ากว่า US$ 100 มีเพียง 10% ของผลผลิตรวมของประเทศ
(GNP) ส่วนในประเทศท่ีพัฒนาแล้ว กล่าวคือมีรายได้ประชาชาติต้ังแต่
US$ 900 ข้ึนไปนนั้ งบประมาณของรฐั จะมีประมาณ 30% ของ GNP

นั่นคือ เม่ือเกิดกระบวนการ Social Mobilization ที่เป็นไป
อย่างรวดเร็วก็จะมีแนวโน้มว่าจะก่อให้เกิดแรงผลักดันให้มีการปฏิรูปทาง
การเมืองและการบริหารขึ้น รัฐจาเป็นต้องเพ่ิมความสามารถของตัวเอง
เช่น เพ่ิมเจ้าหน้าที่ สร้างองค์กรหรือสถาบันใหม่ๆ เพ่ิมประสิทธิภาพให้กับ
องคก์ รหรอื สถาบนั เกา่ ใหพ้ อเพียงทจ่ี ะสนองตอบตอ่ ความต้องการหรือความ
คาดหวงั ใหมๆ่ ได้

แต่ถ้ารัฐขาดองค์กรหรือสถาบันทางการเมืองที่แข็ง ไม่สามารถที่
จะจัดการกับข้อเรยี กร้องที่เกิดจากความต้องการใหมๆ่ นไี้ ด้ การเมืองของรัฐ
น้ันอาจจะเกิดการไร้เสถียรภาพได้ ดังนั้นเราจึงพบได้ว่ากระบวนการ
Social Mobilization จะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการไร้เสถียรภาพทาง
การเมือง ทั้งน้ีจากการศึกษาของ Ivo K. และ R.L. Feierabend และ
B.A. Nesvole พบว่าระดับของการอ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นดรรชนีตัว
สาคัญของกระบวนการ Social Mobilization น้ัน มีความสัมพันธ์กับ
เสถียรภาพทางการเมือง ดงั ตารางตอ่ ไปน้ี 2

~ 129 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ระดับของการ จานวน จานวนประเทศ เปอรเ์ ซ็นต์
อ่านออกเขยี นได้ ประเทศ ทไี่ ร้เสถยี รภาพ ประเทศ

ตา่ กวา่ 10% 6 3 ท่ีไร้
10% - 25% 12 10 เสถียรภาพ
25% - 60% 23 22
60% - 90% 15 12 50.0
สงู กว่า 90% 23 5 83.3
95.6
80.0
21.7

จากตารางชี้ให้เห็นว่าประเทศท่ีเป็นทันสมัยแล้วน้ันจะเป็น
ประเทศที่มีเสถียรภาพส่วนประเทศท่ีอยู่ในช่วงของการสร้างความเป็น
ทนั สมยั จะเป็นประเทศทไ่ี รเ้ สถียรภาพ

นอกจากน้ี Tanter และ Midlarsky ยังพบว่าย่ิงขยายการศึกษา
ไปยังประชาชนเร็วมากขน้ึ เท่าใดแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการโค่นล้มรัฐบาลก็
จะมีมากข้ึนเท่าน้ัน3 และ Huntington ยังต้ังข้อสังเกตไว้อีกว่า การศึกษา
ในขั้นอุดมศึกษาของประเทศกาลังพัฒนา ไม่ได้มีการวางแผนว่าจะผลิต
บณั ฑิตเพอ่ื สนองตอบตอ่ ความตอ้ งการของประเทศโดยเฉพาะในแง่ของงาน
ฝมี ือ สว่ นใหญจ่ ะผลิตบัณฑติ ในสาขาตา่ งๆ โดยเฉพาะทางดา้ นสงั คมศาสตร์
ออกมามากมายในขณะที่ประเทศกาลังขาดแคลนแรงงานฝีมืออย่างมาก
พวกบณั ฑิตวา่ งงานนีเ้ องจะมีสว่ นสาคัญในการเข้ามสี ่วนร่วมทางการเมืองใน
รปู แบบที่ใช้กาลังรุนแรงในลกั ษณะทแ่ี ตกตา่ งกนั ไป 4

~ 130 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

2. การพัฒนาเศรษฐกิจ ในท่ีน้ีหมายถึงความเจริญเติบโตใน
กิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลผลิตของสังคมทั้งมวล ซึ่งอาจวัดได้จาก
ผลผลิตประชาชาติรายหัว ระดับของลักษณะการผลิตแบบอุตสาหกรรม
คนมีชีวิตท่ีดขี ึน้ มจี านวนแพทย์ โรงพยาบาลมากขึ้น เป็นต้น ถ้ามองกันใน
ระยะยาวแล้วน้ันการพัฒนาเศรษฐกิจจะช่วยทาให้สังคมมีประสิทธิภาพใน
การสนองตอบต่อความต้องการใหม่ๆ เพ่ิมข้ึน จึงมีแนวโน้มว่าจะช่วยลด
ความไม่สบอารมณ์ และความไร้เสถยี รภาพทางการเมืองลงได้และในระยะ
ส้ันปรากฏการณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจ ในประเทศกาลังพัฒนามักจะ
นาไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันในรายได้มากขึ้น ความเจริญทางเศรษฐกิจจะ
ตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ในขณะท่ีคนส่วนใหญ่จะย่ิงจนลง เพราะใน
ระยะแรกของการพัฒนามักจะตามมาด้วยภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าที่
สาคัญและจาเป็นต่อการครองชีพจะขึ้นเร็วกว่าอัตรารายได้ วิกฤตการณ์
ทางเศรษฐกิจนี้เองจะเป็นผลให้เกิดข้อเรียกร้อง ซึ่งจะสร้างแรงกดดันทาง
การเมืองในรปู แบบตา่ งๆ ข้ึนมา

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้ทาการวิจัยและพบว่า
ประเทศท่ีอยู่ในช่วงของการพัฒนาน้ันจะมีข้อขัดแย้งในทางการเมืองมาก

~ 131 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

ตารางผลผลติ ประชาชาตติ อ่ บคุ คลกับขอ้ ขัดแยง้ ที่รนุ แรง ปี 1958
-1965 5

ฐานะทาง จานวน จานวน เปอร์เซน็ ต์ จานวนขอ้ จานวน
เศรษฐกจิ ประเทศ ประเทศ ของ ขัดแย้ง ข้อ
ท่ีมกี าร ทงั้ หมดใน
ยากจนมาก 38 ขดั แย้ง ประเทศทม่ี ี กลุ่ม ขัดแย้ง
(ตา่ กวา่ US$ 32 การ เฉล่ียตอ่
100) 37 32 ขดั แย้ง 72 ประเทศ
ยากจน 27
($100-$249) 22 87% 1.9
ฐานะปานกลาง
($250-$749) 18 69% 41 1.3
มง่ั คัง่ 10
($759 ขึน้ ไป) 48% 40 1.1
37% 11 0.4

รวม 134 82 61% 164 1.2

เราจึงอาจจะสรุปอย่างกว้างๆ ได้ว่า Modernization ใน
ประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและ Social Mobilization จะมี
ความสัมพันธ์กับเสถียรภาพทางการเมืองในแง่ท่ีว่าสภาพความเป็นเมือง
การศึกษา ตลอดจนสื่อสารมวลชนต่างๆ จะมีส่วนเสริมให้วิถีการดาเนิน
ชีวิตของคนเปล่ียนไป หันมายอมรับในเหตุในผล วัฒนธรรม ความเช่ือ
แบบด้งั เดมิ จะสลายไปคนจะมีความทะเยอทะยาน มีความต้องการแปลกๆ

~ 132 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ใหมๆ่ เพิม่ ขนึ้ ในขณะเดียวกันสงั คมดั้งเดิมนัน้ แมจ้ ะมีการเปลยี่ นแปลง แต่
อตั ราการเปลย่ี นแปลงสถาบันเพ่อื เพิม่ ประสิทธภิ าพในการสนองตอบเป็นไป
ในอัตราที่ช้ากว่าความต้องการที่เพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว ช่องว่างนี้จะทาให้
ประชาชนเกิดความไม่สบอารมณ์ ไม่พึงพอใจข้ึนมา อย่างไรก็ตาม ความ
ไม่สบอารมณน์ ี้อาจจะคอ่ ยๆ หมดไปได้ ถ้าหากวา่ สังคมนัน้ เปิดโอกาสให้คน
สามารถขยับฐานะทางเศรษฐกิจสังคมได้อย่างเสรี แต่ในสังคมท่ีไม่เปิด
โอกาสนี้ให้ หนทางเดียวท่ีประชาชนจะทาไดเ้ พ่ือให้ความต้องการได้รับการ
ตอบสนอง กค็ ือการเข้ามีส่วนรว่ มทางการเมือง แต่ถ้าสงั คมซ่งึ ประกอบดว้ ย
สถาบันทางการเมืองท่ีไร้ประสิทธิภาพ การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองที่
เพ่ิมทวีขึ้น จะนามาซึ่งความไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้ การสร้างความ
เป็นทันสมัยจึงสมั พนั ธ์กบั ความไรเ้ สถียรภาพทางการเมืองโดยสรุปไดด้ ังน้ี

Social Mobilization ความไมส่ บอารมณ์
การพัฒนาทางเศรษฐกจิ การเข้ามสี ่วนร่วม
ความไมส่ บอารมณ์ ไร้เสถียรภาพทางการเมอื ง
โอกาสในการขยับฐานะ
การเขา้ มสี ่วนรว่ ม
ประสิทธภิ าพของสถาบนั

ส่วน John H. Kautsky ได้สรุปไว้ว่า Modernization เป็น
ปจั จัยสาคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งน้ีผลกระทบของ
Modernization ท่ีพึงมีต่อทางการเมือง อาจแยกพิจารณาได้เป็นสอง
ลักษณะด้วยกันคือ Modernization ที่เกิดข้ึนภายในสังคมกับ

~ 133 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

Modernization มาจากภายนอก ซ่ึงทั้งสองลักษณะนี้จะสร้างผลกระทบ
ทางการเมืองในลกั ษณะทแี่ ตกต่างกันไป 6

ในสังคมท่ีมีการสร้างความเป็นทันสมัยจากภายใน ขุนนาง
ผู้ปกครองสามารถที่จะปรับตนให้เข้ากับสภาพการณ์ใหม่ๆ ไม่ยากนัก
เพราะกระบวนการในลักษณะนี้จะเป็นไปไม่รวดเร็วนัก ขุนนางเหล่านี้อาจ
สร้างสถาบันหรือไม่ก็สร้างอุดมการณ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องสถานภาพของพวก
ตน โดยปกติพวกน้ีจะสร้างกองทัพทหาร ระบบราชการซึ่งรวมอานาจที่
ศูนย์กลางภายใต้การบังคับบัญชาของพวกเขาเอง กฎระเบียบเก่าๆ ก็เริ่มมี
การเปลย่ี นแปลงเปน็ ระเบยี บใหม่ทมี่ ีลกั ษณะเดด็ ขาดขนึ้

ส่วนในสังคมที่ได้รับการสร้างความเป็นทันสมัยจากภายนอกหรือ
ได้รับอิทธิพลจากต่างชาตินั้นมีผลต่อทางการเมืองในอีกรูปแบบหนึ่งคือ
กระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยจะเป็นไปอย่างทันทีทันใด กล่าวคือ
ตา่ งชาติอาจส่งเครอื่ งจักรกลท่ีทันสมยั เทคโนโลยีต่างๆ เข้าไป พวกขุนนาง
ซ่ึงเคยอยู่กับแบบแผนเก่าๆ ก็จะถูกท้าทายทันทีและจะตกอยู่ในฐานะท่ีไม่
อาจทาอะไรไดท้ ัน พวกนม้ี กั จะถูกกาจัดออกจากอานาจในเวลาไม่นานนกั

Benjamin, Blue และ Coleman ไดศ้ กึ ษาพบวา่ การสรา้ ง
ความเป็นทนั สมัยมผี ลต่อการพฒั นาการเมอื งเปน็ อยา่ งมากโดยเฉพาะใน
กรณขี องประเทศอินเดีย ประเดน็ ตา่ งๆ ทท่ี ้งั สามคนได้ค้นพบอาจสรปุ ได้
ดังตอ่ ไปนี้

ประการแรก การสร้างความเป็นทันสมัยมีความสัมพันธ์โดยตรง
กับอัตราการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน กล่าวคือเม่ือคนมี
การศึกษาเพิ่มมากขึ้นมีการขยายตัวของชุมชนเมืองมีระบบผลิตแบบ
อุตสาหกรรมของสังคมจะเป็นผลให้คนเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองใน
อัตราสูง

~ 134 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

ประการท่ีสอง การสร้างความเป็นทันสมัยจะเป็นผลให้จานวน
สมาชิกของพรรคการเมอื งมีมากขน้ึ

ประการทสี่ าม การสร้างความเป็นทันสมัยมีความสัมพันธ์โดยตรง
กับการแข่งขันในระบบพรรคการเมือง กล่าวคือเม่ือบ้านเมืองเป็นทันสมัย
คนมีการศึกษาดี การแข่งขันทางการเมืองจะเพิ่มมากข้ึน แต่ถ้าสังคมใดมี
ระดับของความเป็นทันสมัยต่า การศึกษาของคนยังจากัดก็จะมีผลให้เกิด
การผกู ขาดอานาจทางการเมอื งขึ้นไดง้ า่ ย

ประการที่ส่ี การสร้างความเป็นทันสมัยจะมีผลให้พรรคการเมือง
ลดน้อยลง กล่าวคือ เมื่อคนมีการศึกษามากข้ึน ความแตกแยกทางการ
เมอื งจะมีไมม่ ากนัก จงึ ทาใหเ้ กดิ พรรคการเมืองน้อยพรรค

ประการที่ห้า การสร้างความเป็นทันสมัยมีความสัมพันธ์โดยตรง
กับการมีพรรคการเมืองแบบก้าวหน้า แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับการเข้ามี
อานาจทางการเมอื งของกลมุ่ ทหาร 7

การสร้างความเป็นทันสมัยทางการเมือง (Political Modernization)
นักวิชาการแต่ละคนต่างก็ให้นิยามของ Political

Modernization ในลักษณะท่ีแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะให้นิยาม
โดยมงุ่ เน้นท่ีความแตกต่างระหว่างการเมืองท่ีเป็นทันสมัยกับการเมืองแบบ
ดั้งเดิมเป็นเกณฑ์ นั่นคือมองกันว่า Political Modernization เป็น
กระบวนการเปล่ียนการเมืองแบบด้ังเดมิ ใหเ้ ปน็ การเมืองทีท่ ันสมยั นนั่ เอง

Samuel P. Huntington ได้เสนอตวั แปรสาคญั 3 ประการ ท่ี
เกีย่ วเน่อื งกับ Political Modernization คือ 8

1. ความเป็นเหตุเป็นผลของอานาจหน้าท่ี (Rationalization of
Authority) ซึ่งหมายถึงการท่ีอานาจทางการเมืองแบบด้ังเดิมซึ่งมีฐานอยู่ท่ี

~ 135 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ประเพณี ศาสนา ครอบครัว หรือเชื้อชาติใดๆ ถูกแทนที่โดยอานาจทาง
การเมืองใหม่ท่ีต้ังอยู่บนฐานของความมีเหตุมีผล เป็นอานาจทางการเมือง
แห่งชาติ ความคิดของคนเปล่ียนไปจากการมองว่ารัฐบาลเป็นผลผลิตของ
พระเจ้ามาเป็นผลผลิตของคนเราเอง คนเป็นผู้มีอานาจสูงสุดในการตัดสิน
ใดๆ นอกจากนรี้ ัฐบาลแห่งชาติจะต้องมีอานาจและมีอธิปไตยเหนืออานาจ
ในระดับทอ้ งถ่ิน

2. ความแตกต่างซับซ้อนของโครงสร้างและหน้าที่ทางการเมือง
(Differentiation of Political Structure) และมีความชานาญเฉพาะด้าน
มากขน้ึ สว่ นองค์กรทางกฎหมาย องค์กรทหาร องค์กรบริหาร และองค์กร
ทางวิทยาศาสตร์ จะแยกตัวเป็นอิสระไม่ยุ่งกับการเมือง แต่จะสร้าง
หน่วยงานยอ่ ยๆ มารบั หนา้ ทต่ี ่างๆ ออกไปอกี นอกจากน้ีการเข้าสู่ตาแหน่ง
ใดๆ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องของความสัมฤทธิผลไม่ใช่เน่ืองจาก
เปน็ พวกพอ้ งหรือสนิทสนมกันเปน็ การส่วนตวั

3. การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง (Political Participation)
หมายถึงการท่ีกลุ่มทางสังคมต่างๆ พากันเข้ามีส่วนร่วมในการเมืองทั่วท้ัง
สังคม การท่ีมีการเข้ามีส่วนร่วมเพิ่มมากข้ึนน้ันอาจจะเป็นผลให้รัฐบาล
จาต้องเข้าควบคุมประชาชนมากขึ้น หรืออาจจะทาให้ประชาชนเข้าควบคุม
รฐั บาลไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพข้นึ ก็ได้ ในสังคมที่ทนั สมยั นั้นราษฎรจะเข้าไป
มสี ว่ นร่วมทางการเมอื งโดยตรงเปน็ สว่ นใหญ่

ลักษณะของตัวแปรของ Political Modernization อาจจะเขียน
เปน็ รปู ได้ดงั นี้ 9

~ 136 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

Political Modernization

ความเป็นเหตเุ ปน็ ผล ความแตกต่างซบั ซอ้ น การเขา้ มสี ว่ นร่วม
ของอานาจหน้าท่ี และความชานาญเฉพาะดา้ น ทางการเมอื ง

โดยท่ี : Political Modernization =
ความเปน็ เหตเุ ปน็ ผล + ความแตกตา่ งซบั ซ้อน + การเข้ามสี ว่ นร่วม
ของอานาจหนา้ ที่ และความชานาญเฉพาะด้าน ทางการเมือง

S.N. Elsenstadt ไดส้ รุปลักษณะทส่ี าคญั ของการสรา้ งความ
เปน็ ทนั สมยั ทางการเมอื งไว้ 4 ประการคอื

“ลักษณะประการแรกของการสร้างความเป็นทันสมัยทาง
การเมอื งอยู่ทีก่ ารมี บทบาททางการเมอื งและสถาบันทางการเมอื ง ท่มี ีความ
แตกต่างซับซ้อนในระดับสูง และท่ีมีพัฒนาการทางการเมืองแบบศูนย์รวม
และเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันโดยมีเป้าหมาย และความโน้มเอียงท่ี
เฉพาะเจาะจง ลักษณะประการท่ีสอง อยู่ที่การขยายกิจการต่างๆ ของ
องค์กรการเมอื ง การบริหารสว่ นกลาง ตลอดจนสามารถเขา้ ไปขอ้ งเก่ียวใน
ทกุ ๆ สดั สว่ นของสงั คม ลักษณะประการที่สาม อยู่ท่ีแนวโน้มแห่งศักยภาพ
ของอานาจในการท่ีจะขยายไปยังกลุ่มต่างๆ อย่างกว้างขวางยิ่งข้ึนในสังคม
และในที่สุดจะขยายไปยังคนหนุ่มสาวทุกๆ คน ลักษณะประการที่ส่ี เป็น
ลักษณะท่ีเห็นได้จากการท่ีผู้นาแบบประเพณีด้ังเดิม ตลอดจนความชอบ
ธรรมของบรรดาผู้นาเหล่านี้เริ่มเส่ือมสลายไป ความเชื่อถือได้ของผู้นา

~ 137 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ทางด้านอุดมการณ์และสถาบันในสายตาของผู้อยู่ใต้การปกครองอันเป็นผู้
คงไวซ้ ึ่งศกั ยภาพแห่งอานาจก็จะมเี พ่ิมมากขึ้น” 10

Almond กับ Powell ก็ได้สรุป ไว้ในลักษณะท่ีคล้ายๆ กัน แต่
มุ่งไปทปี่ จั จยั ทีส่ าคัญ 2 ประการคือ 11

1. ความแตกต่างซับซ้อนของโครงสร้างขององค์กรหรือสถาบัน
ทางการเมอื งในสงั คมนั้นๆ (Differentiation of Political Structure)

2. ความมีเหตุมีผลทางโลกของวัฒนธรรมทางการเมือง
(Secularization of Political Culture)

Dankwart A. Rustow กับ Robert E. Ward ได้เสนอแนะตัว
แปรของการสร้างความเป็นทันสมัยทางการเมืองไว้โดยชี้ว่าลักษณะของ
การเมืองที่เป็นทนั สมัยจะต้องมีลกั ษณะดงั ต่อไปน้ี 12

1. ระบบองค์กรของรัฐจะทาหน้าท่ีเฉพาะอย่างและมีความ
แตกต่างซับซอ้ น

2. โครงสร้างของการปกครองมีระดับของความเป็นอันหน่ึงอัน
เดยี วกันสงู

3. มีกระบวนการท่ีเป็นเหตุเป็นผลแบบทางโลกในการตัดสิน
นโยบายทางการเมือง

4. การตัดสินนโยบายทางการเมืองการบริหารมีขอบข่ายที่
ครอบคลุมท้งั สังคมมีปรมิ าณมาก และมผี ลดี

5. ประชาชนมีความรู้สึกผูกพันต่อประวัติศาสตร์ ดินแดนและ
เอกลักษณะของชาติอยา่ งกวา้ งขวาง

6. ประชาชนให้ความสนใจและเข้าเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง
อย่างกวา้ งขวาง ซง่ึ อาจจะไม่เขา้ ไปเกย่ี วข้องกบั ประเดน็ นโยบายกไ็ ด้

~ 138 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

7. มีการจัดสรรบทบาททางการเมืองโดยยึดหลักสัมฤทธ์ิผลหรือ
หลกั คุณธรรม

8. วิธีการในการกาหนดกฎหมายและการตัดสินความตั้งอยู่บน
พื้นฐานของระบบกฎหมายเป็นผลแบบโลก (Secularization) และไม่ยึด
บุคคลเป็นหลกั

การสร้างความเปน็ ทนั สมยั ทางการเมืองกับการพัฒนาทางการเมือง
(Political Modernization and Political Development)
นักวิชาการหลายท่านท่ีให้นิยามของคาว่า พัฒนาทางการเมืองก็

คือ เปลี่ยนแปลงการเมืองไปสู่ทันสมัย บางทีคาสองคานี้ก็ใช้แทนกันได้ใน
ระดับหนึ่ง จวบจนปี 1965 ซ่ึง Huntington เป็นคนแรกที่พยายาม
ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างและแยกคาว่า Political Modernization ออก
จากคาว่า Political Development อย่างชัดเจน Political
Modernization น้ัน เป็นเร่ืองซ่ึงอาจเก่ียวโยงกับคน สังคม และ
เศรษฐกิจ ทกี่ าลังเปน็ ทันสมยั แตก่ ไ็ ม่จาเป็นเสมอไป เพราะการสร้างความ
เป็นทันสมัยในทางเศรษฐกิจหรือสังคมอาจไม่เก่ียวกับการเมืองเลย แต่
สาหรับคาวา่ การพัฒนาทางการเมืองน้ันจะต้องใชช้ ี้บอกได้ไม่ว่าสงั คมน้ันจะ
เป็นทันสมัยหรือไม่ก็ตาม เช่น เอเธนส์ ในศตวรรษท่ี 5 อาณาจักรโรมัน
ในศตวรรษท่ี 2 หรอื จนี ในศตวรรษที่ 8 ถือว่ามีระบบการเมืองท่ีอาจนับได้
ว่าพฒั นาแลว้ ท้งั ๆ ทลี่ กั ษณะทางเศรษฐกิจสังคมอยูใ่ นลักษณะด้ังเดิม หรือ
ปราศจากทันสมัยก็ตาม

ถ้าเราพิจารณาตัวแปรต่างๆ ของ Political Modernization
ข้างต้นแล้วเราจะพบว่ากระบวนการนี้จะยังผลให้ข่ายงานของรัฐบาล
กวา้ งขวาง ซ่ึงจาเป็นต้องขยายองค์กรหรือสถาบันของรัฐในลักษณะของท้ัง

~ 139 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

ปริมาณและคุณภาพ ทั้งนี้ก็เพ่ือที่จะสนองตอบต่อความต้องการแปลกๆ
ใหมๆ่ อนั เกิดจากการเข้ามสี ่วนร่วมทางการเมือง และกระบวนการ Social
Mobilization ใหไ้ ด้

ถ้าสัดส่วนของความสามารถในการสนอบตอบของรัฐบาลกับข้อ
เรียกร้องจากการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ได้ดุลยภาพกันแล้ว การไร้
เสถยี รภาพทางการเมอื งก็จะเกิดข้ึน

ประสิทธิภาพในการสนองตอบของรัฐมีมากเพียงไรก็จะหมายถึง
ว่าระบบการเมืองนั้นมีระดับของการพัฒนาทางการเมืองสูงด้วย และ
Huntington ได้เสนอปจั จัย 2 ประการ ในการวดั ระดับของการพฒั นาทาง
การเมอื ง คือ 13

1. ขอบข่ายของการสนับสนุน (Scope of Support) หมายถึง
ความมากน้อยท่ีประชาชนไม่เพียงแต่เต็มใจที่จะซ่ือสัตย์ผูกพันอยู่กับชนช้ัน
เผา่ พันธห์ุ รือกฎหมายของชาติและกระบวนการทางการเมือง แต่ยังช่วยให้
การสนบั สนนุ สิ่งเหลา่ นี้ดว้ ย

2. ระดับของความเป็นสถาบัน (Level of Institutionalization)
หมายถงึ กระบวนการซึ่งองคก์ รทางการเมือง และกระบวนการทางการเมอื ง
มีคณุ ค่าและเสถียรภาพ และสามารถที่จะสนองตอบต่อความคาดหวังหรือ
ความต้องการท่ีเกิดขึ้นมาใหม่ได้ ซ่ึงระดับของความเป็นสถาบันหรือ
ความสามารถของสถาบันในการสนองตอบต่อความต้องการได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพน้ัน เราอาจดไู ดจ้ าก

2.1 ความสามารถในการปรบั ตวั
2.2 ความสลบั ซับซ้อน
2.3 ความเปน็ อสิ ระ
2.4 ความเปน็ อนั หนึง่ อนั เดยี วกัน 14

~ 140 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

ดังนั้นตามทรรศนะของ Huntington จึงมองว่า Political
Modernization เป็นเรื่องของการเพิ่มในแง่ปริมาณ เช่น เพิ่มองค์กรให้
มากขึ้น คนมีความคาดหวังเพ่ิมขึ้น และจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง
มากข้ึน เป็นต้น ส่วน Political Development จะเป็นเร่ืองของการ
เพม่ิ คณุ ภาพ คือการเพิม่ ความสามารถขององค์กรหรอื สถาบันทางการเมือง
น่ันเอง

Political Modernization ในฐานะทเี่ ปน็ เรื่องของการเพิม่ ในเชิง
ประมาณจึงอาจมีความสัมพันธ์กับ Political Development ในฐานะที่
เปน็ การเพิม่ ในเชิงคณุ ภาพทงั้ ในแงบ่ วกและในแง่ลบ

ในแง่บวก อาจกล่าวได้ว่า Political Modernization เป็น
กระบวนการท่ีสาคัญในการช่วยสร้างฐานทางการเมืองอันจะนาไปสู่การ
พัฒนาทางการเมืองในเวลาต่อมา กล่าวคือช่วยสร้างองค์กรต่างๆ ขึ้น
มากมายหลายหลาก ทั้งน้ีก็เพ่ือที่จะจัดการหรือให้การสนองตอบต่อความ
ต้องการใหม่ๆ ได้ ช่วยทาให้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบด้ังเดิมสลายไป
คนพรอ้ มท่จี ะเขา้ มีสว่ นรว่ มทางการเมือง ยอมรับในเหตุผลและทาให้ความ
จงรักภักดีต่อกลุ่มท้องถ่ินกลายมาเป็นต่อรัฐชาติ อันจะนามาซ่ึงความเป็น
อันหน่งึ พนั เดยี วกันของคนภายในชาติ เป็นตน้

ในแง่ลบ Political Modernization อาจนามาซึ่งการไร้
เสถียรภาพทางการเมืองได้ ทั้งนี้ เน่ืองจากกระบวนการนี้บวกกับ
กระบวนการ Social Mobilization เปน็ ผลให้คนเข้าไปมสี ่วนร่วมเพ่อื หวัง
ที่จะให้รัฐสนองตอบในแง่ของบริการต่างๆ อย่างกว้างขวางย่ิงข้ึน แต่ถ้า
สถาบันทางการเมืองของรัฐไร้ประสิทธิภาพ หรือระดับของความเป็น
สถาบันตา่ การเมอื งจะตกอยใู่ นสภาวะไร้เสถียรภาพได้

~ 141 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

ส่วน Almond กับ Powell มีทรรศนะในลักษณะท่ีคล้ายคลึงกัน
กับ Huntington โดยมองว่า Political Modernization จะประกอบด้วย
ปจั จยั ทส่ี าคญั 2 ประการคือ

1. ระบบการเมืองมโี ครงสร้างทางการเมอื งที่แตกต่างซับซ้อน
2. มีวัฒนธรรมทางการเมอื งแบบโลก

แต่สงั คมทมี่ ีระบบการเมอื งทีท่ ันสมยั นัน้ อาจจะมีระบบการเมืองที่
ไม่พัฒนาก็ได้ ด้วยเหตุน้ี Almond กับ Powell จึงเช่ือว่าระบบ
การเมืองท่ีพัฒนาแล้วนั้น จะต้องมีปัจจัยอีกตัวหน่ึงที่เพ่ิมเติมขึ้นมาจาก
ปัจจัยของ Political Modernization และปัจจัยตัวนั้นก็คือความเป็น
อิสระของระบบย่อย (Subsystem Autonomy) 15 ทั้งน้ีก็เพราะการที่
ระบบย่อย หรือองค์กร สถาบันต่างๆ เช่น พรรคการเมือง สหภาพ
แรงงาน สมาคม กลมุ่
อาชพี ตา่ งๆ ตา่ งก็มอี ิสระท่ีในกระทาการใดๆ รวมทง้ั มอี ิสระในการกาหนด
นโยบายโดยไม่ตกอยู่ในอาณัติของหน่วยงานหรือองค์กรใด ซึ่งหมายถึงว่า
ระบบการเมืองโดยส่วนรวมจะมีประสิทธิภาพในการสนองตอบมากขึ้น
เพราะขอ้ เรียกรอ้ งในระดบั หนง่ึ จะไดร้ ับการตอบสนองจากระบบยอ่ ยหรอื ไม่
ก็ถูกระบบย่อยกล่ันกรองไว้ให้อยู่ในลักษณะที่พอท่ีจะสนองตอบได้ เช่น
พรรคการเมือง อาจชว่ ยสนองตอบในข้อเรียกร้องใดๆ ของกลุ่มอาชีพต่างๆ
ได้ในระดับหนึ่ง โดยที่กลุ่มอาชีพเหล่านั้นไม่จาเป็นจะต้องนาข้อเรียกร้อง
เหล่านั้นมุ่งเสนอตรงต่อรัฐบาล ซึ่งถ้าทุกกลุ่มทาเช่นนั้นไม่มีรัฐบาลที่ใดใน
โลกท่ีจะสนองตอบไดท้ นั ความวนุ่ วายกจ็ ะเกดิ ขึน้

~ 142 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

สรุปตามทรรศนะของ Almond กับ Powell นั้น มองว่า
Political Modernization จงึ เป็นพื้นฐานที่สาคัญของการพัฒนาการเมือง
น่ันเอง

วกิ ฤตการณข์ องการพฒั นาการเมอื งอันเน่อื งจากการสรา้ งความเป็น
ทันสมัย

ความเป็นทันสมัยถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์สากลที่สังคมทั่วโลก
พยายามที่จะยึดเป็นเป้าหมายของการพัฒนา ในทางการเมืองก็เช่นกันทุก
สังคมหวังที่จะพัฒนาการเมือง มีระบบการเมืองท่ีมีเสถียรภาพ มี
ประสิทธิภาพในการสนอบตอบต่อความต้องการของสมาชิก ซึ่งในการนี้
นักวิชาการหลายท่านเชื่อว่าระบบการเมืองที่จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเม่ือ
เป็นระบบการเมืองที่เป็นทันสมัย มีโครงสร้างของระบบท่ีแตกต่าง
หลายหลาก มากพอท่ีจะสนองตอบต่อความต้องการในทุกๆ สัดส่วนของ
สงั คมได้

แต่กระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยหาได้เป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างที่บางคนคิดไม่ ในทางตรงข้ามสังคมท่ีอยู่ในช่วงของการสร้างความ
เปน็ ทนั สมัยต้องประสบกับความไรเ้ สถยี รภาพ มวี กิ ฤตการณ์หรือปัญหาตา่ ง
ๆเกิดข้ึนเสมอ จึงเกิดมีคาพูดท่ีน่าคิดประโยคหน่ึงว่า “ความเป็นทันสมัย
ก่อให้เกิดเสถียรภาพ แต่การสร้างความเป็นทันสมัยก่อให้เกิดการไร้
เสถียรภาพ” (Modernity breeds stability, modernization breeds
instability)

~ 143 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

วิกฤตการณ์อันเรื่องมาจากกระบวนการสร้างความเป็นทันสมัย
และถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางการเมืองน้ี Pye ได้สรุปไว้เป็น 6
ประการดว้ ยกันคือ 16

1. วิกฤตการณเ์ ร่ืองของความผูกพนั (Identity Crisis)
ความผูกพันในที่น้ีหมายถึงความรู้สึกรักชาติหรือชาตินิยม

ตลอดจนความรู้สึกของประชาชนที่ว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกันอยู่ในสังคม
อนั เดียวกัน วิกฤตการณ์น้ีเกิดข้ึนในช่วงของการเปล่ียนแปลงไปสู่ความเป็น
ทันสมัย สิ่งท่ีชุมชนเคยยอมรับกันว่าเป็นของ “พวกเขา” จะไม่เป็นที่
ยอมรบั อกี ต่อไป วกิ ฤตการณเ์ ร่อื งความผูกพันนี้อาจแบ่งได้เป็น 4 รูปแบบ
ดว้ ยกันคือ

1.1 ความผูกพันต่อดินแดน วิกฤตการณ์นี้ส่วนใหญ่จะเกิด
ข้ึนกับประเทศเกิดใหม่ ท้ังน้ีเนื่องจากเส้นแบ่งเขตแดนไม่ชัดเจน หรือ
อาจจะเกิดในประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมมาก่อน หลังจากได้เอกราชจึง
เกดิ เป็นปญั หาขน้ึ เน่ืองจากแต่ละประเทศต่างก็พากันอ้างสิทธิในดินแดนที่
อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน หลังจากที่ดินแดนส่วนน้ันตกอยู่ภายใต้การ
ปกครองของประเทศใด ปัญหาเร่ืองความผูกพันต่อชาติก็จะเกิดข้ึน ถ้า
ระบบการเมืองของประเทศนั้นไม่สามารถทาให้ประชาชนในส่วนหรือ
ดินแดนนั้นๆ มีความผูกพันต่อชาติเดียวกันได้ ซ่ึงในการน้ีอาจจะทาได้โดย
การสร้างถนนหนทาง การคมนาคมส่ือสาร ขยายการพัฒนาเศรษฐกิจ
เพ่อื ให้ประโยชนก์ ับประชาชนในเขตล้าหลังขยายการศึกษา ตลอดจนสร้าง
สัญลักษณอ์ ันเป็นสอ่ื ที่จะนาความเป็นอนั หนึ่งพนั เดียวกนั ของชาตไิ ด้

1.2 ความผูกพันต่อกลุ่มทางสังคมหรือชนชั้นใดๆ ซ่ึงกลุ่ม
ทางสังคมหรือชนชั้นใดๆ มีบทบาทท่ีสาคัญยิ่งที่มีผลให้คนไปผูกพันอยู่กับ
หน่วยทางสังคมใดๆ มากกว่าท่ีจะมีความผูกพันต่อชาติ ปัญหาน้ีเราพบได้

~ 144 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

จากกรณีในประเทศอเมรกิ ากลางทีค่ นมีความจงรกั ภักดตี ่อทอ้ งถิน่ มากกวา่ ท่ี
จะจงรักภักดีตอ่ ชาติ

1.3 ความผูกพันต่อกลุ่มเชื้อชาติ ในหลายประเทศท่ี
ประกอบด้วยกลุ่มชนหลายเช้ือชาติรวมกัน แต่ละเช้ือชาติต่างก็มี
ขนบธรรมเนียม ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมท่ีเป็นของตัวเอง สาหรับ
ประเทศเกิดใหม่อันมีประสบการณ์ของการต่อสู้ร่วมกันในระหว่างกลุ่มเช้ือ
ชาติต่างๆ เพ่ือขับไล่จักรวรรด์ินิยม ในช่วงแรกผู้นาอาจจะได้รับการ
ยอมรับจากคนทุกกลุ่มเชื้อชาติในฐานะที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชาติ
แตต่ ่อมาปัญหาจะเกิดข้ึนเพราะผู้นาอาจจะไม่เป็นท่ียอมรับกันต่อไปในบาง
กลุ่มเชื้อชาติ มีการมองว่าผู้นาเป็นคนของอีกเช้ือชาติหนึ่ง อีกวัฒนธรรม
หนึง่ ตวั อยา่ งของวกิ ฤตการณ์น้ีเราจะพบไดจ้ ากสถานการณใ์ นประเทศแถบ
อฟั ริกาและเอเซียหลายประเทศ ทางแก้วิกฤติการณ์ที่คนจงรักภักดีต่อกลุ่ม
เช้ือชาติหรือกลุ่มทางสังคมย่อยๆ ให้เปล่ียนไปเป็นจงรักภักดีต่อชาติน้ัน
อาจจะกระทาได้สองทางคือ โดยการผสมกลมกลืน (Assimilation) และ
โดยการช่วยเหลอื ให้ความสะดวกสบายในรูปแบบต่างๆ โดยวางรากฐานอยู่
บนการให้เกยี รตกิ นั

1.4 ผลของการเปล่ียนแปลงทางสังคม วิกฤตการณ์เร่ือง
ความผูกพันนอี้ าจนบั ไดว้ า่ สว่ นหนึง่ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ท่ีเป็นไปอย่างรวดเร็ว และคนเห็นความแตกต่างมากข้ึน ไม่รู้ว่าควรจะ
รักษาของเก่าของด้ังเดิมไว้มากน้อยขนาดใด และควรจะรับเอาสิ่งใหม่อัน
เนือ่ งมาจากการสรา้ งความเป็นทันสมัยอกี เท่าไร ความไมแ่ น่ใจไม่มั่นใจของ
ตนจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความแตกต่างระหว่าง “ของเขา” กับ “ของ
เรา” จะเพิม่ มากขึ้น ความผูกพนั ตอ่ ชาตกิ ็จะถูกทาลายลง

~ 145 ~


Click to View FlipBook Version