The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan, 2022-08-16 03:13:44

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

เชิงอรรถ

1 S.P. Huntington, Political Order in Changing Societies,
(New Haven:Yale University Press, 1973), p. 1.

2 John T. Zadrozny, Dictionary of Social Science,
(Washington D.C.: Public Affair Press, 1959) p. 168.

3 G.A. and A.G. Theoderson, A Modern Dictionary of
Sociology, (N.Y.: Thomas Y. Crowell, 1969), p. 208.

4 Op.cit., S.P.Huntington, p. 12.
5 Ibid., pp. 12 – 24.
6 Seymour Martin Lipset, Political Man: The Social Bases
of Politics, (N.Y.: Doubleday and Co., 1963), pp. 64 – 70.
7 รายละเอยี ดเร่ืองวิกฤตการณ์ของความชอบธรรม โปรดพจิ ารณา
Lucian Pye, “The Legitimacy Crisis”, in Crises and
Consequences in Political Development, ( N.J.: Princeton
University Press, 1971), pp. 135 – 158.
8 Op.cit., Huntington, pp. 78 – 92.
9 โปรดพจิ ารณารายะเอยี ดใน นยิ ม รัฐอมฤต และ อนุสรณ์ ลิ่มมณี,
พฒั นาการเมอื ง: เปรยี บเทียบกรณี ญี่ปนุ่ กับ ไทย, (มหาวิทยาลยั
รามคาแหง, 2521).
10 Bertrand de Jouvenel, Sovereignty, (Chicago: University
of Chicago Press, 1963), p. 123.
11 โปรดพจิ ารณา Lucian Pye, Politics, Personality and
Nation-building, (New Haven: Yale University Press, 1962)

~ 246 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

บทท่ี 9
การเปลย่ี นแปลงทางการเมือง

จากบทที่ผ่านมา เราได้กล่าวถึงลักษณะการเข้ามีส่วนร่วมทางการ
เมอื งแบบต่างๆ และสว่ นใหญ่ทปี่ ระเทศกาลังพัฒนาประสบก็คือ วัฏจักรของ
การเข้ามีส่วนร่วมแบบเทคโนเครต และมีบางประเทศที่อยู่ในรูปของมวล
ประชา น่ันคือลักษณะการเมืองของประเทศกาลังพัฒนาซึ่งผู้ปกครองมักจะ
มุ่งพฒั นาเศรษฐกจิ และเพือ่ ทจี่ ะให้เกดิ ความสัมฤทธผิ ลในการน้ีได้ กเ็ ป็นตอ้ ง
จากัดการเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งของบรรดาสมาชิกของสังคม

แตเ่ มือ่ พฒั นาไป ปรากฏว่าผลพวงของความเจรญิ กา้ วหน้า
ตลอดจนความม่งั คั่งทางเศรษฐกิจนน้ั จะนามาซึ่งความไมเ่ สมอภาคทางสงั คม
ข้นึ กลา่ วคอื ผู้ที่ไดร้ บั ประโยชนก์ ค็ ือกลมุ่ ชนช้ันสงู ซ่ึงประกอบไปดว้ ย
ขา้ ราชการใหญ่และนกั ธุรกจิ จานวนหน่ึง ส่วนประชาชนซ่ึงเปน็ คนสว่ นใหญ่
กลับย่ิงยากจน ช่องว่างระหว่างชนช้ันจะกว้างมากข้ึนทุกที จนในท่ีสุด
เหตุการณ์ก็จะนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการใช้กาลังรุนแรง
เพอ่ื ล้มลา้ งผ้ปู กครองเก่า และ/หรือสถาบันทางการเมืองแบบเก่าท่ีไม่เอ้ือต่อ
ผลประโยชน์ หรือความตอ้ งการของคนส่วนใหญ่

น่ันก็คอื การไรเ้ สถียรภาพทางการเมอื ง จะเกดิ ขึน้ เมอ่ื สถาบนั ทาง
การเมอื ง ตลอดจนกระบวนการตา่ งๆ ไม่ได้พฒั นาอย่างเป็นสัดส่วนกับระดับ
ของการเข้ามีสว่ นรว่ มทางการเมือง

ฉะน้ัน เมื่อระบบพัฒนาไป แต่ละกลมุ่ ตา่ งกพ็ ยายามใช้วิธีการที่เป็น
ของตวั เอง เช่น ใหส้ ินบน นกั ศกึ ษาเดนิ ขบวน กรรมกรประท้วง มีการจลาจล

~ 247 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

ฝา่ ยทหารกใ็ ชว้ ิธีรัฐประหาร จากวิธกี าร ตลอดจนรูปแบบต่างๆ ของการเข้ามี
สว่ นรว่ มทางการเมอื งในประเทศกาลังพัฒนา วิธีการของทหารมีประสิทธิผล
มากท่ีสุด สาเหตุท่ีเป็นเช่นนี้ Moris Jarnowitz 1 อธิบายไว้ว่าเป็นเพราะ
ทหารเป็นรั้วของชาติ เป็นที่ยกย่องและมีความสามารถในการจัดการ เป็น
พวกที่มาจากชนช้ันกลางและกลางระดับต่า และมีความเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกันภายในองค์กร

ประสบการณ์ทางการเมืองที่เกิดข้ึนในประเทศกาลังพัฒนาท้ังใน
อดตี และปัจจุบนั จงึ อาจกลา่ วไดว้ า่ เป็นการต่อสู้สับเปล่ียนกันในระหว่างพลัง
ของสถานภาพเดมิ กบั พลงั ของการเปลี่ยนแปลง รูปแบบทางการเมืองหน่ึงจะ
เป็นตัวแทนของระเบียบทางสังคมในช่วงเวลาหนึ่งๆ เท่าน้ัน จึงไม่อาจท่ีจะ
แก้ปญั หาท่เี กิดขึ้นไดต้ ลอดไป
.

ดรรชนตี วั หนึง่ ท่ีชีใ้ ห้เหน็ ถึงลกั ษณะการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองท่ี
เกิดข้ึนในสังคม Praetorian หรือสังคมที่ไร้เสถียรภาพเหล่านี้ ก็คือการใช้
กาลงั รุนแรงเขา้ เปล่ยี นแปลง ซึ่งการเข้ามีส่วนรว่ มทางการเมืองในลักษณะนี้
เราพบไดใ้ นหลายรปู แบบดว้ ยกัน เช่น การลอบสงั หารผ้นู าทางการเมือง การ
จลาจล การก่อการร้าย การทารัฐประหาร การปฏิวัติ ตลอดจนสงครามใน
รูปแบบต่างๆ จงึ เห็นได้วา่ การเมอื งใช่ว่าจะเปน็ เรอื่ งการประนีประนอมเสมอ
ไปไม่

Harold Lasswell ชี้ให้เห็นว่า “กษัตริย์ 31.9 เปอร์เซ็นต์จาก
จานวน 423 พระองค์ของประเทศต่างๆ ในสมัยต่างๆ สิ้นพระชนม์เนื่อง มา
จากการใช้กาลังรุนแรง ประธานาธิบดีแห่งโบลิเวีย 40 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิต

~ 248 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

จากวิธีการท่รี ุนแรงเชน่ กัน แมแ้ ต่ในสหรัฐอเมรกิ า ซึ่งเป็นประเทศทมี่ ีเสรีภาพ
ในการใช้ความรุนแรงทางการเมือง ไม่นานมาน้ีผู้นาทางการเมืองที่สาคัญๆ
ถูกลอบสังหารเป็นจานวนมาก ที่ถึงแก่อสัญกรรม มี ประธานาธิบดีจอห์น
เอฟ เคนเนดี้ วุฒิสมาชิกโรเบิร์ต เคนเนดี้ และผู้นาทางศาสนาและ
กระบวนการสิทธิมนุษยชนอเมริกันผิวดา ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ส่วนท่ีไม่ถึง
แก่ชีวิต เช่นนายจอร์จ วอลเลซ อดีตผู้ว่าราชการรัฐอลาบามา และอดีต
ผสู้ มัครรับการเลือกต้ังประธานาธิบดี และอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน
เปน็ ต้น

นอกจากนี้ Lasswell ยังอ้างต่อไปว่า ในศตวรรษท่ี 19 น้ัน
ประเทศต่างๆ ในยุโรปตกอยู่ในสภาวะของสงครามถึง 25 เปอร์เซ็นต์ 50
เปอร์เซน็ ต์ในศตวรรษท่ี 18 และ75 เปอร์เซน็ ต์ในศตวรรษท่ี 17 3

ในขณะเดียวกัน Ted Robert Gurr ได้กล่าวถงึ การใช้กาลังรุนแรง
ทางการเมืองไว้ในลักษณะเดียวกันว่า “วิถีชีวิตทางการเมืองของสังคม
การเมืองทั่วโลกได้ประสบกับปัญหาการใช้กาลังรุนแรงตลอดมา ใน
ประวัติศาสตร์ของรัฐและจักรวรรดิ์ยุโรปช่วง 2,400 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า
ทุกๆ 4 ปี จะเกดิ เหตกุ ารณใ์ ช้กาลงั รนุ แรงทางการเมืองขึ้น แม้แต่ในสมัยใหม่
ก็ไม่ได้ผิดแผกไปจากเดิมเลย คือตั้งแต่ปี 1961 - 1968 ชาติต่างๆ ประสบ
ปญั หาการใช้กาลังรุนแรงถึง 14 ชาติจากจานวน 121 ชาติใหญ่ๆ ข้อขัดแย้ง
ทรี่ ุนแรงและเข้าข้นั วกิ ฤต 10 ในจานวน 13 ข้อที่เกิดขึ้นในช่วง 160 ปีที่ผ่าน
มา เปน็ เรื่องของการขบถและสงครามภายใน และนับต้ังแต่ปี 1945 เป็นต้น
มา การใชก้ าลงั รุนแรงโค่นล้มรฐั บาล ถือเป็นเรื่องท่ีเกิดเป็นปกติวิสัยกว่าการ
เลอื กตง้ั เสยี อีก” 4

~ 249 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

ดังน้ัน เน้ือหาของการศึกษาพัฒนาการเมืองในบทน้ี จึงเป็นการ
เรยี นรู้ถงึ การเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งในรปู แบบต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิวัติ
ซึง่ ถอื วา่ เป็นการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองในแง่ของคุณภาพและมีผลต่อการ
พฒั นาการเมอื งมากท่สี ุดรูปหน่งึ

รปู แบบของการเปลยี่ นแปลงทางการเมอื ง 5
1. การเปลี่ยนแปลงแบบสถิตย์ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงท่ีอยู่ใน
ขอบเขตจากัด จะเกิดขึ้นในสังคมหรือระบบการเมืองแบบดั้งเดิมเป็นส่วน
ใหญ่ซึ่งสังคมเหล่านี้มีลักษณะของวัฒนธรรมร่วมและมีระดับของความเป็น
อันหน่ึงอันเดียวกันภายในสังคมสูง การเปล่ียนแปลงซ่ึงเกิดขึ้นได้ยาก จะมี
การเปล่ียนแปลงข้ึนต่อเม่ือกษัตริย์หรือผู้ปกครองของสังคมน้ันๆ ส้ินชีวิต
และมกี ารสบื ทอดอานาจทางการเมอื ง เท่านั้น
ดังน้ัน เราจึงพบว่าการทสี่ งั คมชนดิ น้ีอย่รู อดได้ หาใช่เป็นผลมาจาก
ความสามารถของสังคมเองในการท่ีจะแก้ไขปัญหาอันเน่ืองมาจากการ
เปล่ยี นแปลง แต่เปน็ ผลมาจากความสามารถในการรักษาหรือพิทักษ์ไว้ไม่ให้
มีสาเหตุของการเปล่ียนแปลงเกิดข้ึน และถ้าเผอิญเกิดสาเหตุของการ
เปล่ียนแปลงขึ้นมา สังคมนี้จะตกอยู่ในภาวะอันตรายทันที เช่น สังคมเผ่า
ในอัฟริกา ซ่ึงสังคมเหล่านี้มีรูปแบบการปกครองแบบดั้งเดิม ต่อมาคน
พนื้ เมืองเหลา่ น้ีจาต้องเผชิญหน้ากบั วัฒนธรรมโรงยุโรปท่ีเขา้ ไปตงั้ ถิน่ ฐานใหม่
ฉกประโยชน์จากทรัพยากรและแรงงานจากพวกเขา ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้า
สังคมเผา่ จะอยรู่ อดไมถ่ กู ทาลายไป ก็จาเปน็ ตอ้ งมกี ารรกั ษาสถานภาพเดิมอัน
หมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนวัฒนธรรมด้ังเดิมเอาไว้ให้ได้ ใน

~ 250 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

กรณขี องเผา่ อินเดยี นแดงในอเมริกาเหนือน้นั เนือ่ งจากพวกนี้ไม่สามารถท่ีจะ
เข้าใจ หรือแก้ไขปัญหาอันสืบเน่ืองมาจากวัฒนธรรมของพวกผิวขาวได้ ใน
ท่สี ุดพวกนีก้ ็กาลังประสบกับความหายนะ

2. การเปล่ียนแปลงแบบกลมกลืน หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของ
ระบบการเมืองท่ีสามารถปรับตนให้เข้ากันได้อย่างผสมกลมกลืน โดยท่ี
โครงสร้างพื้นฐานของระบบเองไม่กระทบกระเทือน โครงร่างของอานาจ
หน้าท่ีทั่วๆ ไปของการเปล่ียนแปลงแบบนี้คงอยู่ในลักษณะเดียวกันกับแบบ
สถิตย์ แต่ต่างกนั ทวี่ า่ แบบนีม้ ีเสถียรภาพอยู่ได้ ไม่ใช่เป็นผลมาจากการปิดกั้น
ไม่ให้เกิดพลังของการเปลี่ยนแปลงข้ึนในสังคม แต่เป็นผลมาจากความ
สามารถของระบบในการซึมซาบเอาผลกระทบของพลังต่างๆ ไว้ได้ และใน
ขณะเดียวกนั ระบบกย็ ังคงไว้ซ่งึ ความต่อเน่ืองของกฎระเบียบทางการเมอื งให้
ดาเนินต่อไปได้ แม้ว่าพ้ืนฐานของระบบจะไม่เปล่ียนแปลง ในระยะเวลา
ต่อมา กฎหมายนโยบาย วิธีการในการเข้าไปมีอิทธิพลต่อการเมือง รูปแบบ
ของกลุ่มทางการเมอื ง ตลอดจนบทบาทของรัฐบาลจะเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย
เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ซ่ึงเป็นประเทศท่ีมี
รัฐธรรมนูญฉบับเดียว ในขณะที่มีการเลือกต้ัง มีระบบพรรคการเมืองที่ไม่
เปลย่ี นแปลงและมวี ิวัฒนาการของประเพณีและค่านยิ มทางการเมอื งท่เี ปน็ ไป
ตามข้นั ตอนมาตลอด

3. การเปล่ียนแปลงแบบปฏิวัติ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่มุ่งที่
ระบบ คือเปล่ียนจากระบบหน่ึงไปสู่อีกระบบหน่ึงการปฏิวัติจึงมักใช้กาลัง
รุนแรง เช่น การปฏิวัติในฝรั่งเศสปี 1789 การปฏิวัติในโซเวียตรัสเซีย ปี
1917 และการปฏวิ ัติของจนี เม่ือปี 1949 เปน็ ตน้

~ 251 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

การเปล่ียนแปลงแบบปฏิวัติน้ัน จะมีผลกระทบต่อสังคมอย่าง
ทนั ทที ันใด เชน่ มีการนาเอาค่านิยมทางการเมืองแบบใหม่เข้ามาแทนท่ีแบบ
เก่า ทาลายล้างกฎระเบียบเก่าๆ ไปโดยใช้วิธีการกวาดล้างแบบรุนแรง เม่ือ
โค่นลม้ ผปู้ กครองเกา่ ลงไปได้แล้ว การปฏิวัตไิ ม่ได้ยุติแคน่ นั้ แตต่ อ้ งใชเ้ วลาอีก
ระยะหนึง่ ในการสร้างความชอบธรรมใหก้ บั ระบบใหม่ หรอื อุดมการแบบใหม่
การปฏิวัติจึงไม่ใช่เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอานาจระหว่างผู้นาหรือกลุ่ม
ทางการเมอื งเท่านน้ั

4. การเปล่ียนแปลงแบบไร้เสถียรภาพ หมายถึงลักษณะของการ
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองท่ีไม่ปะติดปะต่อกัน โดยมากจะใช้กาลังรุนแรงเข้า
ท า น้ั น กั น โ ด ย ที่ ค ว า ม สั ม พั น ธ์ ใ น เ ชิ ง อ า น า จ ภ า ย ใ น สั ง ค ม ไ ม่ ไ ด้ มี ก า ร
เปลีย่ นแปลงแต่ประการใด การเปลีย่ นแปลงในลกั ษณะนี้มกั จะพบกนั มากใน
ประเทศด้อยพัฒนาแถบลาตินอเมริกาและเอเชีย ซึ่งมีทหารเข้ายึดอานาจ
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ ล้มรัฐธรรมนูญเก่า มีการเลือกต้ังทั่วไป ต่อมามี
การประท้วงการจลาจล ทหารเข้ายดึ อานาจ

สาเหตขุ องการเปลยี่ นแปลงทางการเมอื ง
โดยท่ัวๆ ไป เม่อื สงั คมใดเกดิ ขบวนการอันเน่อื งมาจากความขดั แยง้

ทางการเมือง และขบวนการนี้จะใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมทาง
การเมืองในรูปแบบต่างๆ กัน สังคมน้ันจะประสบกับภาวะตึงเครียดอย่าง
หนัก (Stress) และจะมีปัญหาเกิดขึ้น ความอยู่รอดของสังคมข้ึนอยู่กับ
ความสามารถของสังคมเองในการที่จะสนองตอบ หรือซึมซาบเอาพลังของ

~ 252 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

การเปลย่ี นแปลงเหล่าน้ันไวไ้ ดม้ ากน้อยขนาดใด สามารถทจ่ี ะเพิ่ม Supports
และลด Demands ได้หรอื ไม่ ในระดับใด

ส่วนสาเหตุหรือที่มาของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น มี
นักวิชาการหลายท่านพยายามให้คาตอบในทรรศนะท่ีแตกต่างกันไป เช่น
บางคนมองว่าเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบกันในทางเศรษฐกิจ บางคนมอง
วา่ เกิดจากการถกู กีดกันไม่ให้เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองและ
การตัดสินใจในนโยบายสาธารณะ บางคนมองว่าเป็นเพราะสถาบันทาง
การเมอื งขาดประสิทธภิ าพในการสนองตอบต่อความตอ้ งการที่สูงขึ้น เป็นต้น
ในท่ีนอี้ าจจะสรุปสาเหตขุ องการเปล่ยี นแปลงทางการเมืองได้ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. การสร้างความเป็นทันสมัย 6 (Modernization) เราได้กล่าวไว้
แล้วในตอนต้นว่ากระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยนั้น จะเกี่ยวเน่ืองกับ
ปัจจัยต่างๆ จานวนมาก เช่น การสร้างชุมชน การสร้างอุตสาหกรรม การ
พฒั นาเศรษฐกจิ การมีโครงสรา้ งทางเศรษฐกิจสังคมท่ีซับซ้อนย่ิงข้ึนและสิ่งที่
สาคัญคือ จะก่อให้เกิดกระบวนการ Social Mobilization อันเป็น
กระบวนการท่ีทาให้คนละท้ิงความคิด ความเชื่อตลอดจนพฤติกรรมแบบ
ด้ังเดิมหันมายอมรับค่านิยมแบบใหม่ ก่อให้เกิดพฤติกรรมแบบใหม่ๆ ข้ึนมา
ความคาดหวังของคนเหล่าน้ีจะเพิ่มมากข้ึน ซึ่งถ้าคนเหล่าน้ีไม่ได้รับการ
ตอบสนองจากระบบทเี่ ป็นอยู่ พวกเขาก็จะเข้าไปมสี ่วนร่วมทางการเมืองมาก
ข้ึน ตามทรรศนะของ Huntington น้ัน ถ้าการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
เพิ่มมากขึ้นในอัตราท่ีรวดเร็วกว่าความสามารถของระบบหรือสถาบันทาง
การเมือง การเปลยี่ นแปลงทางการเมืองในรูปแบบท่ีรุนแรงกจ็ ะเกดิ ข้ึน

~ 253 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

เราจงึ เห็นไดว้ ่า สังคมทม่ี ีผลกระทบจากสาเหตุน้มี ากทีส่ ดุ คอื สังคม
แบบสถิตย์ ซ่ึงเป็นสังคมที่มีโครงสร้างหน้าที่แบบเก่าๆ มากกว่าสังคมใน
รูปแบบอน่ื ๆ

2. สภาพทางจติ วิทยา การศึกษาการเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งโดย
ใช้วธิ กี ารศึกษาเชงิ จติ วทิ ยาท่เี ดน่ ช้ินหนงึ่ คือผลงานของ Teก Robert Gurr 7

ท้ังนี้ Gurr ได้แบ่งประเด็นในการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ประเด็น
หลักๆดว้ ยกนั คอื

1. ศักยภาพท่ีจะนาไปสู่การใช้กาลังรุนแรงร่วมกันในบรรดา
ประชาชน

2. ศกั ยภาพทีจ่ ะนาไปสู่การใชก้ าลงั รุนแรงทางการเมอื ง
3. ขนาดของการใช้กาลงั รนุ แรงทางการเมือง
4. รปู แบบของการใช้กาลงั รุนแรงทางการเมือง

ในการนี้ Gur ได้วางแนวทางในการวเิ คราะหถ์ งึ ความเป็นเหตเุ ปน็
ผลซงึ่ กนั และกันในระหว่างประเดน็ ทง้ั 4 ข้างตน้ ได้เปน็ 3 ข้นั ตอนด้วยกัน
คือ

1. พฒั นาการหรือการขยายตวั ของความไม่พอใจ
2. การทาให้ความไม่พอใจนั้นเปน็ ประเด็นการเมอื ง
3. เปลย่ี นสภาพของความไมพ่ อใจใหก้ ลายเปน็ การใช้กาลังรุนแรง
ทางการเมอื ง

~ 254 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

พฒั นาการของความไมพ่ อใจน้นั มสี าเหตุมาจากการท่คี นรับรูว้ า่
ตนเองถกู แย่งชิงในสง่ิ ท่ตี นเองควรจะไดร้ ับ (Relative Deprivation) ซึ่ง
สภาวะนหี้ มายถงึ ความแตกต่างระหวา่ งสง่ิ ท่มี ีคุณค่าอนั เป็นท่ีคาดหวังกับส่ิง
ทมี่ คี ณุ ค่าทส่ี ามารถจะหามาได้จรงิ ๆ

ส่ิงท่ีมีคุณค่าอันเป็นท่ีคาดหวัง (Value Expectations) หมายถึง
ปัจจยั และเงอื่ นไขตา่ งๆ ในการดารงชีวิตซ่งึ คนเชอื่ ว่าเขาควรจะไดร้ ับ

สิ่งท่ีมีคุณค่าที่สามารถหามาได้จริงๆ (Value Capabilities)
หมายถึงปัจจัยหรือเงื่อนไขต่างๆ ในการดารงชีวิตท่ีคนสามารถที่จะหามาได้
โดยทีม่ ีเคร่ืองมอื ทางสังคมพร้อม

ดังนัน้ ในสภาวะทรี่ ะดับหรือความเขม้ ข้นของความคาดหวงั เพ่มิ
สงู ข้นึ โดยท่ไี ม่มกี ารเพมิ่ ในความสามารถทจ่ี ะเป็นผลให้ความเขม้ ข้นในความ
ไมพ่ อใจจะสูงมากขน้ึ

ทฤษฎีจิตวิทยาและทฤษฎีกลุ่มอธิบายไว้ว่าในสภาวะท่ีมีความ
เขม้ ข้นในความไม่พอใจสงู มาก แนวโน้มที่จะนาไปสกู่ ารใชก้ าลงั รนุ แรงกจ็ ะย่ิง
มากขึ้นด้วย แต่แรงผลักท่ีจะทาให้คนใช้กาลังรุนแรงน้ันข้ึนอยู่กับความเชื่อ
เกี่ยวกับท่ีมาของการ ถูกแย่งสิทธิและการยอมรับในความถูกต้องของการใช้
กาลังรนุ แรงตอ่ เจ้าหน้าทร่ี ัฐทีร่ ับผิดชอบด้วย

นอกจากนี้ยงั มีตัวแปรทก่ี ระทบตอ่ ความมุ่งหมายท่คี วามไมพ่ งึ พอใจ
มีต่อเป้าหมายทางการเมืองอ่ืนๆ อีก เช่น ขอบเขตของการลงโทษ ในทาง
วัฒนธรรมและวฒั นธรรมย่อยท่ีมีต่อการกระทาท่ีท้าวร้าว ขอบเขตและระด1
นองความสาเร็จในการใช้กาลังรุนแรงในอดีต ความชอบธรรมของระบบ
การเมอื งใช้เพอ่ื แก้ไขสภาวะของความรสู้ กึ ว่าลกู แย่งชงิ เป็นต้น

~ 255 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

เม่ือความไมพ่ อใจเพิ่มมากข้นึ มักจะมองว่าทง้ั หมดเปน็ เรือ่ งที่เกิด
จากการเมือง และจะตอ้ งแกด้ ้วยการเมอื ง ขอบข่ายและความเขม้ ข้นของ
ความไม่พอใจในทางการเมอื ง ส่วนหน่ึงจะเป็นตวั บอกถึวขนาดและรปู แบบ
ของการใช้ความรุนแรงทางการเมอื ง ความไม่พอใจท่ีถูกทาให้เป็นการเมอื ง
(Politicized discontent) นี้ถือเป็นเงือ่ นไขทีจ่ าเปน็ ทจ่ี ะทาให้เกดิ การใช้
กาลงั รนุ แรงทางการเมอื ง

การใช้กาลังรุนแรงทางการเมืองนี้ จะมีขนาดใหญ่โตมากและมี
แนวโน้มอันนาไปสู่สงครามภายในได้ ถ้ารัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามต่างก็คุม
กาลังและไดร้ ับการสนบั สนนุ จากสถาบนั ภายในสงั คมในระดับเทา่ เทียมกัน

3. วัฒนธรรมทางการเมือง 8 หมายถึงระบบความเช่ือสัญญลักษณ์
ท่ีแสดงออก ตลอดจนค่านิยมของทั้งผู้นาและประชาชนอันจะนาไปสู่
พฤติกรรมทางการเมืองในรูปแบบใดๆ ข้ึน บางสังคมมีวัฒนธรรมที่
เอ้ืออานวยต่อการใช้กาลังรุนแรง เช่น วัฒนธรรมของคนญ่ีปุ่นก่อน
สงครามโลกคร้ังที่สองและวัฒนธรรมของคนพม่า เป็นต้น พฤติกรรมทาง
การเมืองของคนเหล่านี้จงึ มักจะออกมาในรูปของการเข้าร่วมทางการเมืองใน
รูปแบบทรี่ ุนแรง ไม่เคารพกฎกติกาของสังคม ฯลฯ

การให้การเรียนรู้ทางการเมืองและทางสังคมกับเด็กก็มีผลกระทบ
ต่อพฤติกรรมทางการเมืองของเด็กในระยะเวลาต่อมา เช่น จากการศึกษา
ของ Lucian Pye พบว่าเด็กพม่าได้รับการอบรมส่ังสอนให้ยอมรับในอานาจ
ผู้ใหญ่ ไม่ให้เช่อื ใจบุคคลอน่ื ทอ่ี ย่นู อกแวดวงของครอบครวั และเพื่อนบ้านไกล้
ชิต เมื่อเด็กโตข้ึนเด็กจะพัฒนาบุคลิกภาพอานาจนิยม ก้าวร้าวและนาไปสู่
การใชก้ าลงั รนุ แรงทางการเมอื งตอ่ มา 9

~ 256 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

นอกจากน้ี ยังมีความรู้สึกฝังใจ ความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความ
เป็นธรรมอีกหลายประการท่ีทาให้บุคคลตัดสินใจใช้กาลังรุนแรง เช่น
ความรู้สึกไม่พอใจต่อสภาพซึ่งเป็นอยู่ รู้สึกว่าตนถูกสังคมเอาเปรียบ รู้สึก
สญู เสียความหมายในชวี ิต ไมไ่ ดร้ บั ความยตุ ธิ รรมจากชนช้ันผปู้ กครอง เหลา่ นี้
เป็นตน้

ตวั นาของการเปลย่ี นแปลง
ตัวนาที่สาคัญย่ิงอันจะนาไปสู่การเปล่ียนแปลงทางการเมือง

เศรษฐกจิ และสังคมก็คือ “คน” แต่ก็ใชว่ า่ จะเปน็ ทุกคนไป จะมกี เ็ พยี งบางคน
เท่าน้ันที่อาจถือได้ว่าเป็นตัวนาท่ีแท้จริง ประวัติศาสตร์ได้บ่งไว้ว่าคนพวกน้ี
ส่วนใหญม่ ักจะถูกผู้อืน่ โดยเฉพาะผู้ปกครองเหยยี บย่า ทาลายศักดิ์ศรี ถูกกด
ขี่ข่มเหง และถูกกัดกันท้ังในแง่ทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม พวกนี้
มักจะเป็นผู้ที่วิพากวิจารณ์สังคม ตลอดจนให้แนวทางใหม่ๆ แต่ก็ใช่ว่าคน
เหล่านี้จะต้องมาจากคนชน้ั ตา่ ยากจนหรือไร้การศึกษาไม่ ตามความเป็นจริง
นนั้ ผู้นาของขบวนการก้าวหน้า มักจะเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษามาอย่างดี เป็น
คนชั้นกลางหรอื ไม่ก็มาจากคนช้ันสงู เช่น ฟิเดล คาสโตร และมหาตมะ คานธ์
เป็นนักกฎหมาย โฮชิมินห์ ได้รับการศึกษาจากฝรั่งเศส หรือแม้แต่เลนิน ก็
เป็นคนทมี่ าจากครอบครัวขนุ นางของรัสเซยี ในสมยั นัน้

เหตุผลในเร่ืองน้ี อาจเป็นไปได้ว่า การเมืองส่วนหน่ึงเป็นเร่ืองของ
การแก่งแย่งเพ่ืออานาจและผลประโยชน์ในการให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้
ทรัพยากร ความรู้ความสามารถ องค์กร เงินและเวลา ต่างก็เป็นปัจจัยที่
สาคัญยง่ิ และปัจจัยเหล่านี้ก็มกั จะมีอยู่ในบรรดาสมาชิกของชนช้ันกลางและ

~ 257 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

คนชั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ การเปล่ียนแปลงทางการเมืองบ่อยคร้ังท่ีกระทาใน
นามของประชาชน ท่ีไม่ได้หมายความว่าประชาชนเป็นผู้ก่อให้เกิดข้ึนด้วย
จิตสานึกรวมกนั แต่อยา่ งใด

อะไรที่เป็นสาเหตุให้คนเหล่านี้เข้าไปมีบทบาทในฐานะที่เป็นผู้นา
ของขบวนการในการเปลยี่ นแปลงทางการเมืองนน้ั เป็นประเด็นที่นักวิชาการ
ในสาขาต่างๆ ได้ให้ความสนใจกันมาก เช่น นักจิตวิเคราะห์ได้ให้เหตุผลว่า
ผู้นาเหล่านี้มคี วามฝงั ใจอย่กู ับภาพทีต่ นเองเคยถูกกดขี่ในวยั เด็ก เมื่อเติบใหญ่
ขน้ึ มาก็พยายามแสวงหาอานาจเพือ่ เปลย่ี นแปลงสภาพที่ตนเห็นว่าอยุติธรรม
หรืออาจสรุปได้ว่า เป็นความต้องการทางจิตใจเพ่ือทดแทนความผิดหวังใน
ชีวิต 10 ส่วนนักสังคมวิทยาอาจจะมองว่าเป็นเพราะการให้การอบรมเรียนรู้
ซึง่ เป็นไปอย่างต่อเน่ืองต้ังแต่วัยเด็ก เช่น เด็กบางคนได้รับการสั่งสอนให้เป็น
ผ้นู า ประทบั ใจกับผู้นาทางการเมืองท่เี ดน่ ๆ เช่น ฮติ เลอร์ มุสโสลินี เช กูวารา
ฟเิ ดล คาสโตร เป็นตน้

ถ้าเราศึกษาผู้นาของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรูปแบบของ
การใชก้ าลังรนุ แรงแล้ว เราอาจจะสรปุ เอาอย่างง่ายๆ ก็ไดว้ ่า ผู้นาเหล่านจ้ี ะมี
พฤติกรรมท่ีมีเหตุมีผลมีการวางแผนไว้อย่างดี และเป้าหมายในการ
ดาเนินการอย่างแน่นอนและรัดกุม แต่ในปรากฏการณ์ของพฤติกรรมท่ีเป็น
จริงนั้น ผู้นาของการใช้กาลังรุนแรงทางการเมืองจานวนมากท่ีแรงดลใจให้
ดาเนนิ การเกดิ จากปัญหาส่วนตัว แตก่ ็ใชก้ ารเมอื งเข้ามาช่วยผ่อนคลายความ
อยาก หรือเพื่อสนองตอบต่อความรู้สึกไม่สบอารมณ์ของตนเอง ซึ่งส่วนมาก
ผู้นาเหล่าน้มี ักจะสนใจศกึ ษาเกยี่ วกบั เรอื่ งการจลาจล การลอบสังหาร การกอ่

~ 258 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

วินาศกรรม และมักจะมองว่าวิธีการเหล่านี้เป็นสิ่งท่ีท้าทาย หรืออาจ
สนองตอบตอ่ ความต้องการส่วนตวั ได้

วธิ กี ารเปลยี่ นแปลงทางการเมือง
การเปล่ียนแปลงทางการเมืองน้ันโดยท่ัวๆ ไปเราอาจแบ่งเป็น

วธิ ีการหลกั ๆ ได้เป็น 2 วิธดี ้วยกัน คือ
1. การเปล่ียนแปลงแบบสันติวิธี ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการพัฒนาและ

นามาใช้ในระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กันมาก กระบวนการเพ่ือให้
ได้มาซึ่งการเปลี่ยนแปลงวิธีนี้จะใช้ได้ดีก็ต่อเม่ือระบบการเมืองได้ให้ความ
ม่ันใจต่อมวลชนในระดับหนึ่งว่า แม้ว่าจะมีพฤติกรรมท่ีผิดกฎหมายเกิดข้ึน
ในช่วงดาเนินการบ้าง รัฐก็จะไม่ใช้เครื่องมือของรัฐ คือ ตารวจ หรือทหาร
หรือกฎหมายไปทาลายขบวนการน้ันๆ เสีย

การดาเนินการเพื่อให้ได้มาซ่ึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบ
สันติวิธีนี้มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน เช่น การประท้วง การเดินขบวนที่ไม่อยู่
ในรูปของการใชก้ าลัง การเขียนบทความวิพากวิจารณ์ การลอบบี้ การติดต่อ
โดยตรงกับเจ้าหนา้ ที่การเมอื ง เป็นต้น

เป้าหมายทั่วๆ ไปของการดาเนินการน้ีก็เพื่อที่จะสร้างความสนใจ
ให้เกิดขึ้นกับมวลชนในเร่ืองหรือประเด็นทางการเมือง และต้องการที่จะหา
เสียงสนับสนุน เห็นอกเห็นใจให้กับฝ่ายตน นั่นเอง นอกจากน้ี ในแง่ปรัชญา
การดาเนินการน้ีจะเป็นไปได้ว่ากระทาไปเพ่ือให้สมาชิกของสังคมส่วนอื่นๆ
ได้เห็น หรือตระหนักว่าทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะกระทาการใดตามที่ตนเองเช่ือ
ได้ แมว้ า่ จะขดั แยง้ กบั อานาจรัฐกต็ าม เชน่ การท่ตี นไมไ่ ปเกณฑท์ หาร เพราะ

~ 259 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

เป็นเร่ืองที่ขัดกับความเชื่อของตนเอง ซึ่งตนไม่ต้องการจับอาวุธรบราฆ่าฟัน
เพอื่ นมนุษยด์ ้วยกัน

2. การเปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง ในการดาเนินการเพ่ือให้ได้มาซ่ึง
การเปล่ียนแปลงทางการเมืองน้ัน การใช้กาลังรุนแรงถือเป็นวิธีการที่จะ
นามาใช้กันจนเป็นปกติวิสัยทางการเมืองปัจจุบัน วิธีการใช้กาลังรุนแรงทาง
การเมอื งน้ี เราอาจจะแบ่งได้อยา่ งหยาบ ๆ เป็น 4 วธิ ดี ้วยกันคอื

2.1 การก่อการร้าย เป็นวิธีการที่สามารถสร้างความสะพึงกลัว
ได้มากกว่าแบบอ่ืนๆ กล่าวคือจะใช้การทาลายล้างตัวบุคคลและทรัพย์สิน
ลกั พาตวั บุคคล จเี้ ครือ่ งบนิ ฯลฯ เพื่อทีจ่ ะโจมตีหรอื ท้าทายอานาจรฐั ในการที่
จะรกั ษากฎ ระเบยี บ ตลอดจนให้ความมั่นใจในความปลอดภัยแก่ประชาชน
บางคร้ังผู้ก่อการร้ายอาจใช้วิธีการใดๆ เพียงเพื่อสร้างความสนใจให้เกิดกับ
กลุ่มของตน จึงทาใหป้ ระชาชนผบู้ ริสทุ ธ์ิตอ้ งพลอยรับเคราะห์กรรมไปดว้ ย

โดยทั่วๆ ไปแล้ว การก่อการร้าย จะกระทากันโดยใช้กลยุทธที่อยู่
ในลักษณะลับ สมาชิกจานวนน้อยที่สามารถเกาะกลุ่มกันแน่นได้รับการ
ฝกึ ปรือในการปฏบิ ตั ิอยา่ งเขม้ งวดเยยี่ งทหาร แม้ว่าเป้าหมายหลักของการก่อ
การรา้ ยประการหนึง่ คือเพอ่ื ทาลายความมั่นใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล และ
สร้างความเห็นอกเห็นใจให้กับกลุ่มของตนเอง แต่การก่อการร้ายนี้หาได้มี
ฐานมาจากประชาชนไม่

2.2 การจลาจล หมายถงึ การท่ีกลมุ่ บคุ คลเข้ากระทาการรุนแรงต่อ
ทรัพยส์ นิ หรอื บคุ คล แต่เป็นการดาเนินการทีป่ ราศจากการวางแผน หรือไม่มี
ขบวนการควบคุม เช่น การสร้างความวุ่นวาย โดยผู้ท่ีเข้าร่วมในการ
ดาเนนิ การโดยไมจ่ ากดั จานวน ไม่สามารถควบคุมได้

~ 260 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

เน่ืองจากการจลาจล ขาดการจัดการเกี่ยวกับการรวมกลุ่มจึงเป็นท่ี
มองกนั วา่ การจลาจลเปน็ ผลผลิตของอารมณ์ที่เกิดขน้ึ ในขณะน้ัน แต่อย่างไร
ก็ตาม การจลาจลก็มีผลต่อการเมืองด้วย ถ้าการจลาจลน้ันเป็นส่วนหน่ึงของ
ขบวนการทางการเมือง เช่น ขบวนการของกรรมการ ขบวนการต่อต้านการ
แบง่ แยกสีผิว เปน็ ต้น

2.3 การรัฐประหาร หมายถึงการโค่นล้มรัฐบาลโดยใช้กาลัง เป็น
การเปลี่ยนผู้ปกครองใหม่ ซ่ึงอาจจะมีผลให้เกิดนโยบายใหม่ๆ แต่ก็ไม่ใช่เป็น
การเปล่ียนแปลงระบบการเมืองอย่างเช่น การปฏวิ ัติ ผทู้ เ่ี ขา้ มีส่วนร่วมในการ
รัฐประหารมักจะเป็นทหาร เน่ืองจากเป็นกลุ่มบุคคลท่ีคุมกาลังอาวุธและ
กาลังคน การทารัฐประหาร จาต้องมีการวางแผนไว้เป็นอย่างดี และเป็นไป
อย่างรวดเร็ว ให้เวลากับรัฐบาลในการโต้ตอบน้อยที่สุด กลยุทธของการ
รัฐประหารนี้จะใช้ได้ในประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจการเมือง เป็น
แต่เพยี งผเู้ ฝ้ามองอยู่ห่างๆ

รัฐประหารเปน็ เคร่อื งมอื ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองท่ีใช้กัน
มากในประเทศกาลังพัฒนาในปัจจุบัน สิ่งท่ีจะมาแก้รัฐประหารได้เห็นจะมีก็
แต่สังคมที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นประเพณีและเป็นที่
ยอมรับว่าเป็นอุดมการของชาติ ซ่ึงระบอบน้ีจะเปิดช่องให้บรรดาผู้นาที่ไม่
พอใจสามารถเปล่ียนแปลงสภาพการณ์น้ันๆ ได้ และจะช่วยให้แนวโน้มท่ี
รัฐประหารจะเป็นทีย่ อมรับของประชาชนก็จะลดนอ้ ยลงไป

ส่วนทางแก้รัฐประหารอีกทางหน่ึงก็คือ รัฐบาลนั้นจะต้องสร้าง
ความสะพงึ กลวั ความเด็ดขาดให้เกิดข้ึน ซึ่งอาจจะเป็นผลไม่ให้เกิดการบ่อน
ทาลายภายในประเทศ

~ 261 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

2.4 สงครามปฏิวตั ิ เปน็ ลักษณะหนง่ึ ของวธิ ีการปฏิวตั ซิ ึ่งเกิดขน้ึ เม่ือ
มีข้อขัดแย้งในเร่ืองของการปกครอง โดยมีกลุ่มชนเข้าใช้กาลังต่อสู้กัน ด้วย
ความหวังที่จะเปล่ียนแปลงระบบการเมือง รูปแบบของสงครามปฏิวัติในโลก
ปัจจุบัน ก็คือสงครามกองโจร ซ่ึงมีเป้าหมายทางการเมือง คือบ่อนทาลาย
รฐั บาล พรอ้ มกับสร้างความจงรกั ภักดที างการเมืองทม่ี ีต่อขบวนการปฏิวัติให้
เกิดขนึ้ กบั ประชาชน

การปฏิวตั ิคืออะไร
S. P. Huntington อ้างว่า “การปฏิวัติคือการเปล่ียนแปลงขั้น

พ้ืนฐานภายในสังคมที่ใช้ความรุนแรง รวดเร็ว เป็นการเปลี่ยนค่านิยมและ
ความเชือ่ ทีส่ าคัญของสงั คม เปลยี่ นสถาบันทางการเมอื ง โครงสรา้ งของสังคม
ผู้นาและกิจกรรมตลอดจนนโยบายตา่ งๆ ของรัฐบาล”11

I. L. Horowitz อ้างว่า “การปฏิวัติ เป็นการเปล่ียนแปลงชุมชน
ทางการเมอื งอยา่ งกวา้ งขวาง มีการสร้างอุดมการหรือค่านิยมขึ้นมาใหม่ และ
เปน็ การเปลยี่ นแปลงท่คี รอบงาโดยชนช้ันนา ไม่ว่าปลาจะมีบทบาทแค่ไหนก็
ตาม 12

L. P. Edwards นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน มองว่า “การปฏิวัติ
เป็นการเปล่ยี นแปลงรปู แบบตะบองการเปลยี่ นแปลงทางสังคม หมายรวมถึง
การแตกสลายตวั ของสถาบนั ต่างๆ ของสังคม ซึ่งสถาบันเหลา่ นีม้ ีสว่ นสัมพันธ์
กับความคงอยู่ของความต้องการพื้นฐานสี่ประการของมนุษย์ น่ันคือ ความ
ตอ้ งการท่ีจะมีประสบการณใ์ หมๆ่ ความต้องการความม่ันคงปลอดภัย ความ

~ 262 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ต้องการให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และความต้องการท่ีจะให้มีการ
สนองตอบ” 13

T.H. Greene อ้างว่า “ความเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่มองว่า
การปฏิวัติ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงชนิดหน่ึงที่เกิดขึ้นทันทีทันใดและเป็น
การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในการแจกแจงแบ่งสรรความม่ังค่ังและ
สถานภาพทางสงั คม” 14

เราจึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การปฏิวัติ ในความหมายทาง
การเมอื ง หมายถึงการเปลีย่ นแปลงท่เี กดิ ขน้ึ อย่างรวดเร็ว รนุ แรง โดยมุ่งท่ีจะ
เปลี่ยนแปลงพ้ืนฐานทางเศรษฐกิจสงั คมและระบบการเมอื งทเ่ี ป็นอยู่ น่ันเอง

รปู แบบของการปฏิวตั ิ
S.P. Huntington ได้สรุปรูปแบบของการปฏิวัติตามลักษณะของ

ทิศทางการเปลย่ี นแปลงไดเ้ ปน็ 2 รูปแบบกวา้ งๆ คือ 15
1. การปฏิวัติแบบตะวันตก เป็นการปฏิวัติที่เริ่มขึ้นจากการท่ี

รัฐบาลเกา่ สลายไป เน่อื งจากไม่เปน็ ท่ยี อมรับจากประชาชน หลังจากน้ันกลุ่ม
พลังทางสังคมจะค่อยๆ เข้าไปแทนท่ีในการใช้อานาจรัฐ ในช่วงแรกๆ จะไม่
ขยายสทิ ธิในการเขา้ มีส่วนร่วมทางการเมืองมากนัก เพราะหลังจากที่รัฐบาล
เก่าล้มไปใหม่ๆ จะมีการจลาจล การเดินขบวนของพวกท่ีเคยได้รับการกดขี่
ขูดรีด นอกจากต่างก็พยายามที่จะต่อสู้เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมมากข้ึน มีการ
ระดมสมัครพรรคพวกระยะต่อมาจึงได้มีการแสวงหาการสนับสนุน
สถานการณ์จึงกลายเป็นเร่ืองของการปฏิวัติขึ้นมาเมื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้

~ 263 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

อานาจ ก็จะมีการสร้างสถาบันทางการเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อวางระเบียบแบบ
แผนใหม่ๆ ใหก้ ับสังคม

2. การปฏิวัติแบบตะวันออก ระบบการปกครองในแบบนี้ค่อนข้าง
จะทันสมัย มีอานาจและความชอบธรรม จึงเป็นไปได้ค่อนข้างยากมากที่สุด
ที่ระบบนี้จะสลายไปเอง นอกเสียจากว่าถูกโค่นอานาจเท่าน้ัน ดังนั้น การ
ปฏิวตั แิ บบน้ีจงึ เร่ิมท่ีกลุ่มทไี่ มพ่ อใจกบั ระบบเดมิ จะระดมหาสมคั รพรรคพวก
และเข้าไปสู่การเมืองในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับมีการสร้างสถาบันทาง
การเมืองใหม่ขึ้นมาด้วย เป็นการแข่งกับระบบเดิม แต่อาจตั้งอยู่ในท้องถ่ิน
ชนบท เพ่อื ต่อต้านล้มล้างระบบเดิมหรือสถาบันทางการเมืองแบบเก่าๆ เสีย
เช่น การปฏิวัติยุคหลังๆ ของจีน การปฏิวัติในเวียดนาม และสงครามปฏิวัติ
ตอ่ ตา้ นจักรวรรดนิ ิยม เป็นตน้

สาเหตุของการปฏวิ ัติ
นกั วชิ าการงานวนมากได้พยายามที่จะสืบหาสาเหตุของการปฏิวัติ

โดยใช้วิธีการตลอดจนแนวการศึกษาท่ีแตกต่างกันไป บ้างก็ชี้บ่งสาเหตุใน
ลักษณะท่ีกว้างๆ บ้างก็เน้นไปในด้านใดด้านหน่ึงของแนวความคิด จนไม่ได้
มองด้านอ่ืนๆ ด้วยเหตุน้ี สาเหตุของการปฏิวัติจึงปรากฏออกมาในหลาย
ทรรศนะ และ Chalmers Johnson จงึ ได้แยกประเภทของสาเหตุเพื่อความ
งา่ ยต่อการทจ่ี ะทาความเขา้ ใจออกเปน็ 2 ประเภท คอื 16

1. Dysfunction หรอื ระบบขาดความสมดุล
2. Accelerator หรือ ตวั เร่งทจ่ี ะช่วยใหส้ ถานการณด์ าเนินไปสูก่ าร
ปฏวิ ัติท่ีสมบูรณ์

~ 264 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ซ่ึงสาเหตุที่อาจเปน็ ผลใหร้ ะบบการเมืองขาดความสมดลุ ขน้ึ เรา
อาจสรุปไดเ้ ป็น 4 ประการดว้ ยกนั คือ

1. สภาพทางเศรษฐกิจ ภาวะความเป็นอยู่อันเป็นภาวะทาง
กายภาพซ่ึงผูกติดอยู่กับเร่ืองราวของเศรษฐกิจน้ัน มีความสาคัญต่อมวล
มนุษยเ์ ป็นอยา่ งย่ิง สงั คมการเมืองใดทผ่ี ้ปู กครองละเลยไมส่ นองตอบหรอื แจก
แจงแบ่งสรรความกินดีอยู่ดีอย่างเป็นธรรมแล้ว ความไร้เสถียรภาพก็จะ
เกดิ ข้ึนอยา่ งไม่มีทางท่จี ะหยดุ ยั้งได้

คาร์ล มาร์กซ์ เป็นนักคิดท่ีสาคัญคนหน่ึงที่เห็นความสาคัญของ
ปจั จยั ทางเศรษฐกิจ โดยถอื ว่าเป็นปัจจยั ท่ีเปน็ รากฐานที่สาคัญของสังคมและ
เป็นปัจจัยทจี่ ะกาหนดระบบการเมือง กฎหมาย วฒั นธรรม ศาสนา จรยิ ธรรม
ฯลฯ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างส่วนบทของสังคมอีกด้วย ในทุกๆ สังคมกันตั้งแต่
สังคมทาส สังคมศักดินา จนถึงสังคมนายทุน จะมีลักษณะของความขัดแย้ง
ระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจ หรือระหว่างชนช้ันผู้เป็นเจ้าของปัจจัยในการ
ผลิต กับชนชั้นนายทุนกับชนชั้นทางเศรษฐกิจ หรือระหว่างชนชั้นผู้เป็น
เจ้าของปัจจัยในการผลิต กับชนช้ันผู้เป็นเจ้าของแรงงานอยู่ อย่างเช่น ใน
สังคมทุนนิยม ความขัดแย้งจะเกิดข้ึนระหว่างชนช้ันนายทุนกับชนช้ัน
กรรมาชีพ หรือกรรมกร นายทนุ จะขูดรีดกรรมกรทุกวิถีทางเพื่อท่ีจะแสวงหา
กาไรให้มากที่สุด ส่วนกรรมการก็จาเป็นต้องต่อสู้เพ่ือความอยู่รอด การต่อสู้
จะดาเนินไปจนถึงจุดๆ หนึ่งซึ่งกรรมกรสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่ม มีความ
สานึกร่วมกัน ในฐานะชนชั้นเดียวกันที่ต้องทางานด้วยความลาบาก แต่
ผลประโยชนค์ วามมั่งค่งั กลับตกอยู่ในมือของชนชัน้ ท่ีไม่ได้ใช้แรงงานใดๆ เลย

~ 265 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

การปฏิวัติหรือการลุกฮือของชนชั้นกรรมกร เพื่อล้มล้างชนชั้นนายทุนก็จะ
เกิดขน้ึ มกี ารเปลี่ยนโครงสรา้ งทางเศรษฐกจิ สังคม และการเมอื งใหมห่ มด

แนวความคดิ ของคาร์ล มาร์กซ์ น้ีเป็นแนวความคิดที่มีอิทธิพลมาก
ต่อการปฏิวัติในโซเวียตจีน ตลอดจนประเทศเกิดใหม่ท้ังหลาย James
Davies เปน็ นกั วชิ าการอีกท่านหน่ึงที่มองวา่ การปฏวิ ตั ิจะเกิดข้ึนในสังคมที่มี
การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเน่ืองมานานพอสมควร แล้ววิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจเกิดข้ึนอย่างฉับพลัน เป็นเหตุให้ประชาชนพบกับความผิดหวัง
ทอ้ แท้ จงึ ตอ้ งลุกฮอื ขึ้นเพอ่ื เปลีย่ นระบบเพ่มิ ไปสรู่ ะบบใหม่ท่ดี กี ว่า”17

Samuel Huntington กม็ ีความเห็นในลักษณะที่คล้ายคลึงกันนี้ว่า
เม่ือสังคมเป็นทันสมัย ประชาชนได้สัมผัสกับส่ิงแปลกๆ ใหม่ๆ มีระดับของ
Social Mobilization สงู ความคาดหวังที่จะได้รับสิ่งท่ีดีๆ ในชีวิตก็จะอยู่ใน
ระดับสูงดว้ ย แต่ถา้ ในสังคมนั้นมกี ารพฒั นาเศรษฐกิจในระดับต่า ทัง้ ยงั ไม่เปิด
โอกาสใหใ้ ชศ้ กั ยภาพของพวกเขาท่ีจะสนองตอบได้ด้วยตนเอง คนก็จะเข้าไป
มีส่วนร่วมทางการเมืองมาก อันเป็นสาเหตุให้เกิดการปฏิวัติล้มล้างระบบ
การเมืองท่ีเป็นอยู่ได้ เราจึงพบได้ว่าการปฏิวัติจึงมักจะไม่เกิดในประเทศที่มี
การพัฒนาแล้ว และในประเทศท่ียากจนหรือด้อยพัฒนามากๆ แต่มักจะ
เกิดขึน้ ในประเทศทกี่ าลงั พฒั นาเป็นสว่ นใหญ่

2. สภาพทางการเมอื ง ซ่งึ อาจแบง่ ได้เปน็ 3 ประเด็นย่อยๆ
ดงั ตอ่ ไปนี้

2.1 ความขัดแย้งทางการเมือง ในแต่ละสังคม จะมีกลุ่มทาง
การเมืองมากมาย แตล่ ะกลุ่มกจ็ ะมนี โยบาย อุดมการ และแนวทางที่แตกต่าง

~ 266 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

กันไป ความขัดแย้งกันในระหว่างกลุ่มอาจนามาซึ่งการไร้เสถียรภาพของ
ระบบการเมืองด้วย นอกจากนี้ ความขัดแย้งในระหว่างผู้นาทางการเมือง
ปญั ญาชน ทหารกม็ ีสว่ นสาคญั ย่ิงอันจะนาไปสกู่ ารปฏวิ ัตไิ ดเ้ ชน่ กนั

2.2 รัฐบาลไรเ้ สถียรภาพ เม่ือมีความขัดแย้งเกิดข้ึน หรือ เม่ือมี
ขอ้ เรยี กร้อง (Demands) เข้าสู่ระบบมาก แต่ถ้าระบบการเมืองน้ันมีสถาบัน
ทางการเมืองท่ีมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในการ
บรหิ ารราชการแผ่นดิน มีระบบราชการท่ีไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง สามารถเป็น
เคร่ืองมือท่ีเข้มแข็งให้กับรัฐบาลได้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะไม่
เกิดขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลไร้เสถียรภาพ ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการที่
เพ่ิมมากขึ้นได้ ประชาชนก็อาจลุกฮอื ข้นึ เพ่ือเปลย่ี นรฐั บาลได้

2.3 ระบบไม่เปิดโอกาส กล่าวคือ รัฐบาลจากัดการเข้ามีส่วน
ร่วมทางการเมืองของกลุ่มคน อาจจะอยู่ในรูปของการออกกฎหมายห้าม
ชมุ นุมทางการเมอื ง ไม่ยินยอมใหม้ กี ารรวมให้มีการรวมกลุ่มทางการเมือง ไม่
ยินยอมให้ประชาชนไปใช้สิทธิใช้เสียงเลือกตัวแทนเข้าสู่สภา หรือพยายาม
ขัดขวางการใช้สิทธิใช้เสียงของกลุ่มชนใดๆ จะเป็นผลให้กลุ่มชนน้ันๆ ใช้
วิธีการรุนแรงเพ่ือเข้ามีส่วนร่วม และจะนาไปสู่การปฏิวัติล้มล้างระบบ
การเมืองเก่าได้

3. สภาพทางจิตวิทยา มีนักวิชาการหลายท่านมองว่า สาเหตุท่ี
สาคัญยิ่งของการปฏิวัติเกิดจากความรู้สึกทางจิตวิทยา กล่าวคือ จะเกิดข้ึน
เม่ือคนมีความรู้สึกว่าคนไม่ได้รับสิทธิตามสัดส่วนที่ควรจะได้หรือรู้สึกว่า
ตนเองถกู แย่งชงิ หรอื ไมไ่ ดร้ บั ความยตุ ธิ รรม

~ 267 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

อริสโตเติล ถือได้ว่าเป็นปราชญ์คนแรกท่ีพูดถึงการเปลี่ยนแปลง
ทางการเมืองในรูปของการปฏิวตั ิ และได้มองวา่ สาเหตทุ ี่สาคญั ของการปฏิวัติ
เน่ืองจากคนมีความรู้สึกว่า เขาไม่ได้รับความยุติธรรม หรือไม่ได้รับการแจก
แจงส่งิ ทม่ี ีคุณค่าตามสดั ส่วนท่ีเขาคดิ ว่าเขามีสทิ ธิท่ีจะไดร้ ับ

“สาเหตุหลักและโดยทั่วไปของความรู้สึกท่ีทาให้บุคคลมุ่งถึงการ
เปล่ียนแปลง ...(คือความรู้สึกในความไม่เสมอภาค)... มีคนบางคนซึ่งสร้าง
การแตกแยกข้ึน เพราะจิตใจของเขาปรารถนาความเสมอภาคอันสืบ
เนื่องมาจากการท่ีเขาคิดว่า เขาไม่ได้รับผลตอบแทนเท่าที่ควร ทั้งๆ ท่ีตน
ได้รับเทา่ เทียมกนั กับผอู้ ืน่ ซ่งึ ได้รบั ผลประโยชน์อย่างมากอยู่แล้ว และก็มีบาง
คนท่ีกระทาลงไป เพราะจิตใจของเขาปรารถนาในความไม่เสมอภาค (คือ
ความเหนือกว่า) อันเกิดจากความคิดว่าตนเสียเปรียบผู้อื่น (คือได้เท่าๆ กัน
หรือน้อยกว่า) ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วพวกเขาเหนือกว่าผู้อ่ืน (ความปรารถนา
เหลา่ น้ที สี่ มเหตสุ มผลก็มี และทีไ่ มส่ มเหตสุ มผลก็มี) ดังน้ันจะเหน็ ได้ว่า ผทู้ ่ตี า่
ต้อยกลายเป็นพวกปฏิวตั กิ เพราะอยากจะทัดเทยี มกับผ้อู ่ืน และผ้ทู ่ที ดั เทยี มก็
เป็นพวกปฏิวตั กิ ็เพือ่ ทีจ่ ะเหนอื กว่าผอู้ ืน่ ”19

James Davies, Ted Robert Gurr และ Mark Hagopian ได้
เสนอสาเหตุของการปฏิวัติว่าเนื่องมาจากคนรับรู้ว่าตนเองถูกแย่งชิงหรือฉก
ประโยชน์ในสิ่งท่ีมีคุณค่าใดๆ ซ่ึงตนเองควรจะได้รับ ซ่ึงมีผลใช้ช่องว่าง
ระหว่าง Value Expectations กับ Value Capabilities กว้างมาก จนคน
ตกอยู่ในภาวะที่ไมส่ ามารถทนต่อไปได้ (Intolerable State) ความไม่สมหวัง
ไมส่ บอารมณ์น้ีจะนาไปสู่การเปลย่ี นแปลงทางการเมืองในรูปของการใช้กาลัง
รุนแรงหรอื อาจนาไปสูก่ ารปฏิวัติได้

~ 268 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ลักษณะของความรู้สึกไม่สบอารมณ์อันเน่ืองมาจากความรู้สึกที่ว่า
ตนเองถูกแย่งชิง (Relative Deprivation) อาจเกดิ ขนึ้ ได้ 4 กรณดี งั ต่อไปนี้20

3.1 Value Expectations หรือความคาดหวังของคน คงท่ี และ
Value Capabilities หรือ ความสามารถในการสนองตอบของระบบ
การเมือง กลับลดลงเรื่อยๆ จนถึงจุดๆ หน่ึงท่ีคนไม่สามารถทนต่อสภาพที่
เปน็ อย่ไู ด้ (Decremental Deprivation) ดงั รูป

สูง

ความตอ้ งการ ความคาดหวัง
ต่า
ภาวะท่ี ภาวะ
ทนได้ ทีท่ น
ไมไ่ ด้
ความสามารถในการสนองตอบ อกี
ตอ่ ไป

เวลา

3.2 Value Expectations ของคน หรอื กลมุ่ เพ่มิ ขึ้นอยา่ งรวดเร็วที่
จุด ๆ หน่ึง ในขณะท่ี Value Capabilities ยังคงที่ เมื่อเวลาผ่านไป การใช้
กาลังรุนแรงต่อต้านรัฐก็จะเกิดข้ึน ลักษณะน้ีมักจะเกิดข้ึนมากในประเทศ
กาลังพัฒนา เม่ือมีการสร้างความเป็นทันสมัย ระดับของ Social
Mobilization ของประชาชนสูง การศึกษาสูง ความคาดหวังในสิ่งท่ีมีคุณค่า
ต่างๆ ก็จะอยู่ในระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การเรียกร้องขอให้รัฐบาล

~ 269 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

สนองตอบในด้านต่างๆ ก็จะเพ่ิมมากขึ้น แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้เพ่ิม
สมรรถภาพให้กับตนเอง สถาบันทางการเมืองที่มีอยู่ก็อ่อนแอ ไร้
ประสิทธิภาพ ไม่สามารถท่ีจะโต้ตอบต่อข้อเรียกร้องที่มากข้ึนได้ทันท่วงที
การปฏิวัติก็จะเกิดข้ึนได้ง่าย ลักษณะนี้เรียกว่า Aspirational Deprivation
ดงั รูป

สูง ภาวะ
ความตอ้ งการ
ความคาดหวงั ทีท่ น
ตา่
ภาวะท่ี ไม่ได้

ทนได้ อกี

ต่อไป

ความสามารถในการสนองตอบ

เวลา

3.3 ทั้ง Value Expectations และ Value Capabilities ต่างก็
เพิ่มสูงขึ้นในอัตราก้าวหน้าไปพร้อมๆ กัน ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ต่อมา
Value Capabilities จะลดลงอย่างรวดเรว็ ช่องว่างซึ่งกว้างขึ้นอย่างฉับพลัน
จนเกิดภาวะท่คี นไมอ่ าจทนต่อไปได้หรือ Progressive Deprivation

James Davies ไดอ้ ธบิ ายแนวความคิดน้ีว่า
“...การปฏวิ ตั มิ ที ีทา่ ว่าจะเกดิ ขนึ้ มากที่สดุ ในชว่ งท่ีคนมีการคาดหวัง
และการได้รับในสิ่งก็คาดหวังอย่างทันใจในระยะเวลาส้ัน ซึ่งจะเป็นผลให้

~ 270 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ช่องว่างระหว่างความคาดหวัง กับการได้รับจริง กว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว และ

กลับกลายเป็นภาวะที่คนไม่สามารถทนต่อไปได้อีก ความไม่สบอารมณ์

จะเพิ่มมากขึ้น และแผ่ขยายออกไปท้ังสังคม และจะนาไปสู่การใช้กาลัง
รนุ แรง...” 21

กรณี Progressive Deprivation นี้ อาจเขียนเป็นรูปไดด้ ังต่อไปนี้

สงู ความคาดหวัง ภาวะ
ความต้องการ ความสามารถในการสนองตอบ ทีท่ น
ภาวะที่ ไม่ได้
ตา่ ทนได้ อีก
ต่อไป

เวลา

3.4 ทั้ง Value Expectations และ Value Capabilities ต่างก็
เพิม่ สงู ด้วยกนั ทงั้ แต่อตั ราของการเพ่มิ ในความคาดหวังถกู เร่งให้เร็วกว่าอัตรา
เพ่ิมของความสามารถในการสนอตอบของรัฐ ซึ่งเป็นผลให้ช่องว่างจะค่อยๆ
กว้างข้ึนทุกท่ี การสนับสนุนที่คนมีต่อระบบก็จะค่อยๆ ลดน้อยลง ในขณะที่
คนจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น และจะเป็น

~ 271 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

สาเหตุที่สาคัญให้ระบบการเมืองที่เป็นอยู่ไร้เสถียรภาพได้ กรณีน้ีเรียกว่า
Accelerated Deprivation ซ่ึงอาจเขียนรูปได้ดงั ต่อไปนี้

สูง ความคาดหวัง ภาวะท่ที นไมไ่ ด้
ความตอ้ งการ ความสามารถในการสนองตอบ อกี ตอ่ ไป

ต่า ภาวะท่ี
ทนได้

เวลา

4. ถูกอทิ ธพิ ลจากตา่ งชาตเิ ขา้ ครอบงา เราจะพบได้ว่า การปฏิวัติที่
เกดิ ขน้ึ ในประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของต่างชาติในอดีต เป็นผลมา
จากการความรู้สึกรวมกันของชาวพื้นเมืองในความเป็นชนชาติเดียวกัน และ
จะพัฒนาไปสูล่ ทั ธิชาตนิ ิยมโดยจะมผี ู้นาที่มีความรู้เป็นจักรกลที่สาคัญในการ
จัดต้ังองค์กรทางการเมืองข้ึนเพื่อต่อต้านชาวต่างชาติ มีการระดมพวกท่ีมี
ความกล้าเขา้ รบั การฝึกปรอื ทางดา้ นอาวุธและเข้าล้มลา้ งรฐั บาลท่ีเป็นตัวแทน
ของต่างชาติเสีย เช่นการปฏิวัติในเวียดนาม การปฏิวัติในอินโดนีเซีย การ
ปฏวิ ัตใิ นซมิ บาบเว เป็นต้น

ในส่วนท่เี ป็นสาเหตุประเภทตัวเร่งนั้น Horowitz ได้สรุปไวท้ งั้ หมด
4 ประการดงั ต่อไปน้ี 22

~ 272 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

1. รัฐชาติขาดอานาจในการบังคับ (Coercive Control) ซ่ึงหมาย
ถึงการบงั คับใชก้ ฎหมายอย่างมปี ระสิทธภิ าพ รวมทงั้ ความสามารถของรัฐใน
การบังคับบัญชากองทัพ หรือกาลังตารวจ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม
นโยบายของรัฐได้ เมื่อใดที่รัฐชาติขาดอานาจในการบังคับ หรือ ฝ่ายตรงข้าม
สามารถใชก้ ารบังคับทเี่ หนอื กว่าเม่ือไร ความรนุ แรงทางการเมอื งกจ็ ะเกดิ ขน้ึ

2. ความแตกแยกในบรรดาผ้นู าทางการเมือง ความแตกแยกกันเอง
นี้ จะมีผลเสียต่อการดาเนินการบริหารราชการแผ่นดิน การสนองตอบต่อข้อ
เรียกร้องของประชาชนที่อาจทาได้ไม่ดี ขาดประสิทธิภาพ อันจะเข้ามาซ่ึง
ความไมพ่ อใจ ประชาชนจะเข้าไปมีสว่ นร่วมในรูปแบบรนุ แรงเพม่ิ มากขึ้น

3. มีการขยาย Myth เก่ยี วกบั การปฏิวัติ จะเกิดข้ึนในช่วงท่ีรัฐบาล
ไร้ประสิทธิภาพ ปัญญาชนเริ่มปลีกตัวออกจากระบบ หันไปร่วมกับฝ่ายตรง
ข้าม ในขณะเดยี วกัน ฝา่ ยตรงข้ามกโ็ หมขยายความเช่อื ท่วี า่ การปฏิวัติจะเป็น
วิธีเดียวเท่าน้ันท่ีจะเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาท้ังปวงที่เกิดข้ึนในปัจจุบัน
ได้

4. รัฐบาลขาดความชอบธรรม ก็นับเป็นตัวเร่งท่ีสาคัญย่ิงในการ
ก่อให้เกิดการปฏิวัติ เพราะเป็นภาวะที่ประชาชนไม่ยอมให้การสนับสนุน
ระบบการเมืองท่ีเป็นอยู่อีกต่อไป รัฐบาลท่ีขาดฐานสนับสนุนจากประชาชน
ตลอดจนจากสถาบันทางการเมอื งทีส่ าคญั ๆ แลว้ จะเป็นรฐั บาลไร้เสถยี รภาพ
เป็นส่วนใหญ่

~ 273 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

พฤติกรรมของการปฏวิ ัติ
Crane Brinton ไดท้ าการศึกษาการปฏิวตั ิครั้งสาคญั ๆ ท่ีเกิดข้ึนใน

เวลาต่างๆ กันคือ การปฏิวัติของอังกฤษ เม่ือปี ค.ศ. 1688 การปฏิวัติของ
อเมริกา ปี ค.ศ. 1776 การปฏิวตั ิของฝร่ังเศส ปี ค.ศ. 1789 และการปฏิวัติ
ของรัสเซีย ปี ค.ศ. 1917 โดยได้ศึกษาสถานการณ์ท่ีเกิดขึ้นก่อนท่ีจะมีการ
ปฏิวัติ และ Brinton พบว่ามีสถานการณ์ท่ีเหมือนกันมาก (Tentative
uniformities) ในประเทศทั้ง 4 ชา้ งต้น กลา่ วคือ 24

1. สภาพเศรษฐกจิ เรม่ิ ดีขึ้น
2. มีความทเ่ี ปน็ ศตั รูกนั อยา่ งขมขื่นขน้ึ ระหว่างชนชนั้
3. ชนช้ันปัญญาชนเปลยี่ นความภกั ดี
4. กลไกของรฐั บาลขาดประสทิ ธภิ าพ
5. ชนช้ันผู้ปกครองเก่าขาดความเชื่อถือตนเอง หมดศรัทธาใน
ประเพณีหรือแบบประพฤติของชนช้ันท่ีตนเป็นสมาชิกอยู่หรือไปเข้ากับฝ่าย
ตรงขา้ ม
ส่วน David Schwartz 25 ได้ศึกษาพฤติกรรมของการปฏิวัติโดย
นาเอาแนวความคิดทางสังคมวิทยาและจิตวิทยามาช่วยอธิบายและชี้ให้เห็น
ถึงพัฒนาการของขบวนการปฏิวัติย่อตั้งขน้ึ อย่างเปน็ ลาดับขัน้ ตอน โดยเขาได้
แบ่งพฤตกิ รรมของขบวนการปฏิวตั ิออกเปน็ 10 ข้นั ตอน ท้งั ตอ่ ไปน้ี
1. รู้สึกแปลกแยกทางการเมืองน้ันต้น (Initial Political
Alienation) เป็นการมองพฤติกรรมการปฏิวัติในแง่ทางจิตวิทยา กล่าวคือ
เมื่อคนหรือกลุ่มบุคคลถูกปฏิเสธจากระบบการเมือง ความขุ่นเคืองใจก็จะ
เกิดข้ึน ส่วนหน่ึงบุคคลจะเกิดความรู้สึกแปลกแยกข้ึน สภาพการณ์ท่ีนาไปสู่

~ 274 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

ความรู้สึกแปลกแยกทางการเมืองมีอยู่หลายประการ ซึ่งอาจจะสรุปได้
ดังตอ่ ไปนี้

1.1 ค่านิยม ที่ถูกทาให้เป็นการเมือง ตลอดจนกระบวนการ
ดาเนนิ งานของรัฐขัดแย้งกับคา่ นยิ มของบุคคลหรอื กลมุ่ บุคคลนนั้ ๆ

1.2 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลไม่สามารถเข้าไปมีอิทธิพล
เปลี่ยนแปลงกระบวนการดาเนินงานของระบบการเมืองบางประการท่ีขาด
ประสทิ ธิภาพขาดความเหมาะสม หรอื ขดั แย้งกับค่านิยมของพวกตน

1.3 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลรู้สึกว่าระบบการเมืองเองไม่มี
ประสิทธิภาพในการแก้ไขขอ้ บกพรอ่ งหรือปรับปรุงการดาเนินงานของการให้
ดีขึ้นมาได้เอง

1.4 บุคคลหรือกลุ่มบุคคลมีความรู้สึกผสมผสานกันระหว่าง
ความไม่สมหวัง ความก้าวร้าว ความดุดันและตึงเครียดจากสถานการณ์
ดงั กลา่ ว บคุ คลหรอื กลุ่มบุคคลที่ตกอยู่ในสภาพนี้ จะมีแนวโน้มว่าจะใช้กาลัง
รุนแรง และนาไปสูก่ ารเคลอื่ นไหวลม้ ล้างระบบได้

2. จุดกาเนิดขององค์กรปฏิวัติ มองจากความรู้สึกแปลกแยกทาง
การเมอื ง บุคคลหรอื กล่มุ บคุ คลจะตตี ัวออกจากระบบเพื่อจัดตั้งองค์กรปฏิวัติ
ข้ึนต่อต้านรัฐบาล ซ่ึงองค์กรน้ีจะปฏิบัติการให้ดีขึ้น จะต้องประกอบด้วย
ปัจจยั หลกั 3 ประการคือ

2.1 ฐานะเศรษฐกจิ ทีม่ ั่นคง
2.2 กลวิธใี นการปฏวิ ัตทิ ่แี ยบคายและรดั กมุ
2.1 สามารถใชจ้ ติ วทิ ยาเรยี กรอ้ งเสยี งสนับสนนุ จากมวลชน

~ 275 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

3. การเรียกร้องเสียงสนับสนุนเพื่อการปฏิวัติ หน้าท่ีหลักของ
องค์กรปฏวิ ตั ิกค็ อื ต้องสามารถเรียกรอ้ งเสียงสนับสนุนจากบุคคลทุกฝ่าย ทุก
ประเภทใหเ้ ขา้ ไปรว่ มปฏบิ ตั ิการกบั ขบวนการได้ ซึ่งอาจทาได้โดย

3.1 สร้างสัญญลักษณ์ทางการเมืองร่วมกันของสังคมท่ีมีมาแต่
อดีต

3.2 สร้างความร้สู กึ ภาคภูมิใจให้เกดิ ข้ึนในหมู่ประชาชน โดยให้
สานึกในเกยี รติภูมิ

3.3 ช้ใี หเ้ หน็ ความเลวรา้ ย ไรป้ ระสิทธภิ าพของรัฐบาล
3.4 ชใี้ ห้เหน็ ถงึ เป้าหมายท่ีขบวนการมีตอ่ รัฐบาลและเปน็ ผลให้
คนกลุ่มหนงึ่ ตอ้ งดตี นออกมา
4. การจัดต้ังแกนร่วมของการปฏิวัติและการสร้างเสริมขบวนการ
ปัจจัยที่สาคัญย่ิงของการนี้ นอกจากกาลังสนับสนุนจากประชาชนแล้วยัง
ประกอบไปด้วย 2 ปจั จยั ทีส่ าคญั อีก คอื

4.1 การรวมตวั กันอย่างม่นั คงของกลุม่ ผนู้ า
4.2 มกี ารจดั องคก์ ารทด่ี ี
5. การปฏิวัติทางการเมอื งโดยสันติวิธี เมื่อองค์กรปฏิวัติมแทนร่วม
และเสียงสนบั สนุนมากข้ึน สังคมแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย อย่างชัดเจนย่ิงข้ึน ใน
ระบบการเมืองท่ียึดอุดมการณ์ไม่ใช้ความรุนแรงน้ัน จะเปิดโอกาสให้
ประชาชนหรือกลุ่มสังคมเข้าไปมีบทบาท เป็นผลให้การใช้กาลังเข้า
ประหัตประหารกนั ไมป่ รากฏใหเ้ หน็

~ 276 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

6. จุดระเบิดของการใช้กาลังรุนแรงในการปฏวิ ตั ิ จะเกิดขึ้นเม่ือเกิด
การแบง่ ฝา่ ย โดยทฝ่ี า่ ยตรงข้ามมีกองกาลังในระดับที่ใกล้เคียงกับฝ่ายรัฐบาล
และระบบการเมืองไม่เปิดโอกาสให้กลุ่มประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ในที่สุด
จะนาไปสู่สถานการณ์ของการใช้กาลังรนุ แรง

7. การขึ้นมามีอานาจของกลุ่มไม่นิยมความรุนแรง หลังจากการ
ปฏิวัติท่ีได้สาเร็จ ผู้นาในการปฏิวัติสามารถลดความกดดันและความรุนแรง
ไปได้มาก เมื่อระดับของความไม่พอใจลดสง ในการที่ผู้นาการปฏิวัติจะสร้าง
ระบบการเมืองใหม่ก็เป็นไปอย่างราบรืน่

8. การขึ้นมามีอานาจของกลุ่มที่นิยมความรุนแรง เม่ือมีการสร้าง
ระบบใหม่ไปไดร้ ะยะหนึ่งอปุ สรรคตา่ งๆ กจ็ ะเกดิ ขน้ึ เพราะพื้นฐานของสังคม
ยงั เป็นแบบเดมิ ความสัมพนั ธ์ของการใชอ้ านาจยงั เปน็ เหมือนเก่า จึงเป็นเหตุ
ให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มในขบวนการปฏิวัติไม่พึงพอใจ และหันไปใช้วิธีการ
รุนแรง โดยพยายามจัดองค์กรใหม่ท่ีมีประสิทธิภาพ แสดงออกถึงความ
บริสทุ ธิ์ใจในการตอ่ สู้เพอ่ื อานาจและอุดมการณ์

9. ผลแหง่ ความหวาดกลัว เป็นยุคที่เกิดขึ้น โดยท่ีกลุ่มหัวรุนแรงได้
ดาเนินการข้ันเด็ดขาดปรามปราบศัตรูของขบวนการปฏิวัติ ซึ่งการกระทา
เช่นนจ้ี ะเปน็ ผลให้เกดิ ความขดั แยง้ และความไม่พอใจมากข้ึน

10. การคืนสู่สภาพปกติ เป็นยุคที่กลุ่มผู้นาหรือกลุ่มเผด็จการกลุ่ม
หนึ่งเข้ายึดอานาจจากกลุ่มหัวรุนแรง เพ่ือยุติยุคแห่งความหวาดกลัวและ
พยายามสรา้ งแบบแผนของชีวติ ใหค้ ืนสู่ปกติ

~ 277 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

การเปลย่ี นแปลงแบบปฏวิ ตั กิ บั การพฒั นาทางการเมือง
การปฏวิ ตั มิ ีสว่ นชว่ ยให้เกดิ การพฒั นาทางการเมือง ในหลาย

ประเด็นด้วยกันซง่ึ พอจะสรปุ ได้ดงั ตอ่ ไปนี้
1. เพ่ิมระดับการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง เราจะพบว่าในระบบ

การเมืองแบบเกา่ กอ่ นทจ่ี ะมีการปฏิวัติข้ึน อานาจทางการเมืองถูกผูกขาดอยู่
ในมือของกลุ่มบุคคลใดๆ ยึดม่ันในเศรษฐกิจแบบด้ังเดิม ความเจริญจะรวม
เป็นกระจุกอย่เู ฉพาะในเมอื งหลวง ประชาชนส่วนมากยังคงยึดม่ันในโชคลาง
ภูตผีปีศาจ โครงสร้างของชนชั้นตายตัว ซ่ึงชนช้ันผู้ปกครองซึ่งเป็นคนกลุ่ม
น้อยเป็นผู้ได้ประโยชน์จากโครงสร้างนี้ มวลชนส่วนใหญ่ยังยากจนและล้า
หลัง ไม่เข้าไปมีสว่ นร่วมทางการเมือง ถูกขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจน
วัฒนธรรมแบบด้ังเดิมหลอ่ หลอมให้มองการเมืองเปน็ เร่ืองของชนช้ันสูง ไม่ใช่
เรือ่ งของพวกเขาเอง

เมื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้นก็จะเป็นผลให้มีการระดมสรรพกาลังเพื่อ
แบ่งการสนับสนุนจากประชาชน หลังจากการปฏิวัติจะเป็นผลให้ระบบ
ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมแบบเก่าถูกล้มเลิกไป วัฒนธรรมใหม่ท่ีเหมาะสม
กว่าก็จะเข้ามาแทนที่เพื่อช่วยให้คนสามารถใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมในสังคม
ใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การปฏิวัติยังเป็นผลให้สามารถดึงดูดเอาปัญญาชนใน
สังคม เพื่อระดมกาลังสมองและความสามารถ ตลอดจนความเป็นผู้นาท่ีเรา
ได้รับจากชุมชนทางวิชาการออกไปสร้างสรรค์ประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่
ประชาชนโดยทั่วไป

~ 278 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

2. ก่อให้เกิดความภักดีต่อระบบการเมืองยิ่งข้ึน ประชาชนมี
เอกลักษณ์ท่ีสามารถเป็นท่ียึดมั่นได้ การปฏิวัติหมายถึงการเปล่ียนแปลงข้ึน
พ้ืนฐานจากวัฒนธรรมทางการเมืองซ่ึงคนมองรัฐบาลในขณะที่เป็น “พวก
เขา” การปฏิวัติจึงเป็นการเปล่ียนแปลงทรรศนะและค่านิยมทางการเมือง
ของคนอย่างรวดเร็ว มวลชนท่ีครั้งหน่ึงถูกกีดกันให้อยู่แต่เฉพาะแวดวงนอก
ระบบการเมืองหรือในฐานะผู้เฝ้าดู กลับกลายเป็นผู้ที่เข้าไปมีส่วนในการ
สร้างสรรระบบอย่างจริงจัง ในขณะท่ีชนกลุ่มน้อยซ่ึงเป็นผู้ปกครองเก่าก็จะ
ถูกกีดกันออกไปเพ่ือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของระบบใหม่ ในขณะที่
ผู้ปกครองหรือพวกที่มีความจงรักกับระบบเก่า อาจจะต้องถูกบังคับได้ต้อง
อพยพออกนอกประเทศไป

3. ก่อให้เกิดสถาบันทางการเมืองใหม่ ท่ีมีประสิทธิภาพ เราจะ
พบวา่ ในระบบการเมืองเก่าก่อนการปฏิวัติน้ัน สถาบันทางการเมืองท่ีมีอยู่ไม่
สามารถที่จะสนองตอบต่อความต้องการแปลกๆ ใหม่ๆ ท่ีเพิ่มมากข้ึนอย่าง
รวดเร็วได้ มีความแตกต่างกันมาก ต่างกลุ่มต่างมุ่งที่จะสนองตอบเป้าหมาย
ของกลุ่มตนโดยไม่ได้มองสังคมโดยส่วนรวม ความจงรักภักดีมักจะมีต่อ
ครอบครวั หรอื กล่มุ ทใ่ี กล้ชิดมากกว่าสถาบนั ชาติหรอื ชุมชนทางการเมือง การ
ปฏิวัติจะเป็นตัวทาสายระบบสังคมการเมืองเก่านี้ พร้อมกันนั้นก็จะเป็นตัว
สรา้ งสถาบันทางสังคมและการเมืองใหม่ขึ้นมา Huntington ได้ตั้งข้อสังเกต
ไว้ว่า “การปฏวิ ตั ิทกุ ครงั้ จะชว่ ยใหร้ ัฐบาลและระเบยี บแบบแผนทางการเมือง
แกร่งยิ่งขึน้ ”26

4. ช่วยให้มกี ารแบง่ สรรสิ่งทีม่ คี ุณค่าอย่างเป็นธรรมยิ่งข้ึน ในระบบ
การเมืองเท่านั้นเราจะพบว่าย่ิงมีการสร้างความเป็นทันสมัยทางเศรษฐกิจ

~ 279 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ประชาชนส่วนใหญ่จะย่ิงยากไร้ และผลของความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
กลับไปตกอย่ใู นมอื ของคนกลมุ่ นอ้ ย ซง่ึ พวกนจี้ ะมีอานาจมหาศาลไม่เพียงแต่
ทางเศรษฐกิจเท่านัน้ แตย่ งั สามารถเขา้ ไปมอี ทิ ธิพลทางการเมือง พยายาม
ปดิ ช่องทางไมใ่ หเ้ กิดการเปลยี่ นแปลง เพอื่ รกั ษาสถานภาพอันไดเ้ ปรียบของ
พวกตนไว้ เมอ่ื เกดิ การปฏิวัตขิ ึ้น ระบบการแบง่ สรรเกา่ ๆ กจ็ ะถกู ทาลายไป
ประชาชนจะเขา้ ไปมสี ่วนรว่ มในการกาหนดนโยบายใหม้ ีการแบ่งสรรส่ิงที่มี
คุณคา่ ในสงั คมอยา่ งเปน็ ธรรมยิง่ ขน้ึ

บทสรุป
เป็นท่ียอมรับกันในสัจธรรมที่ว่า ทุกสรรพสิ่งย่อมจะต้อง

แปรเปลี่ยน ในทางการเมืองท่ีเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนับเป็นพลังที่
สาคัญยิ่งและมักจะปรากฏอยู่ในรูปแบบต่างๆ กัน บางสังคมมีการ
เปลี่ยนแปลงไปอย่างสันติ ซึ่งเป็นที่พึงปรารถนาของผู้นาทางการเมืองแทบ
ทุกสังคม แต่หลายสังคมก็ยังใช้กาลังรุนแรงเป็นเคร่ืองมือ เพ่ือให้บรรลุ
เป้าหมายที่ตั้งไว้ และนับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าศึกษายิ่ง ซึ่งถ้าเราดูจาก
ประวัติศาสตร์ทางการเมืองของชาติต่างๆ โดยเฉพาะในแถบเอเชีย อัฟริกา
และลาตินอเมริกา จะพบว่าการใช้กาลังรุนแรงโค่นล้มรัฐบาลในรูปของการ
ปฏิวัติ หรอื รฐั บระหาร เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่พบบ่อยคร้ังกว่าการ
เลือกต้ังทบี่ รสิ ทุ ธ์ิยุติธรรมเสยี อกี

อะไรคอื สาเหตุทนี่ าไปส่กู ารเปลย่ี นแปลง โดยเฉพาะการใชว้ ธิ ีการ
รุนแรง นักวิชาการทพ่ี ยายามใหค้ าตอบนม้ี ีอยหู่ ลายทา่ น เช่น Ted Robert
Gurr, James Davies และ Mark Hagopian เป็นตน้

~ 280 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง
อยา่ งไรกต็ าม ผลทีเ่ กิดจากการเปลย่ี นแปลงโดยใช้กาลังรุนแรงก็ใช่
ว่าจะกอ่ ให้เกิดความถดถอยทางการเมือง หรือความเสื่อมโทรมทางการเมือง
แต่อย่างเดียวไม่ ในหลายสถานการณ์ เราจะพบว่าผลท่ีเกิดจากการปฏิวัติ
ทางการเมืองยังเออื้ ต่อการพัฒนาทางการเมืองหลายประการด้วยกันเพียงแต่
เราอยา่ สบั สนคาว่า "ปฏวิ ตั ิ" กบั "รฐั ประหาร" เทา่ น้นั

~ 281 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

เชงิ อรรถ

1 Morris Janowitz, The Military in the Political
Development of New Nation, (Chicago: University of Chicago
Press, 1964), pp. 1, 27.29.

2 Harold Lasswell, Politics: Who gets What, When,
How, (N.Y.: The Free Press, 1958), p. 14.

3 Ibid.
4 T.R. Gurr, Why Men Rebel, (N.J.: Princeton University
Press, 1970). P. 3.
5 W.J. Meyer, The Political Experience, (N.Y.: Holt,
Rinehart and Winston, 1978), pp. 196 - 201.
6 ดูบทที่ 4
7 Op, cit.
8 ดรู ายละเอยี ดในบทท่ี 5
9 Lucian Pye, Politics, Personality and Nation Building:
Burma's Search for Identity, (Conn: Yale University ress,1962).
10 โปรดพจิ ารณา Eric Hoffer, กาเนดิ มวลชนปฏิวตั ,ิ แก้วสรร อติ
โพธ์แิ ปล, (กรงุ เทพ, เจรญิ วิทย์การพิมพ์, 2524), หนา้ 20 – 26.
11 Samuel P. Huntington, Political Order in Changing
Societies, (New Haven: Yale University Press, 1968), p. 264.

~ 282 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

12 Irving L. Horowitz, Foundation of Political Sociology.
(NY: Harper and Row, 1972), p. 254.

13 Lyford P. Edwards, The Natural History of
Revolution, (Chicago: The University of Chicago Press,1970), p. 4.

14 Thomas H. Greene, Comparative Revolutionary
Movements, N.J.: Prentice-Hall, 1974), p. 8.

15 Op. cit., pp. 266 – 274.
16 โปรดพิจารณา Chalmers Johnson, Revolution and The
Social System. (Standford: Hoover institution, 1964)
17 James Davies. "Toward a Theory of Revolution" in
American Sociological Review, XXVII, 1962), pp. 5 - 19.
18 โปรดพิจารณาบทท่ี 6 ประกอบ
19 อ้างใน สมบัติ จนั ทรวงศ,์ “สทิ ธใิ นการปฏวิ ัตขิ องอริสโตเตล้ิ ”
ใน รัฐศาสตร์สาร ปที ี่ 1 ฉบับท่ี 6 (ก.ย. ธ.ศ.2516) หนา้ 7 – 8.
20 โปรดพิจารณา Op. cit., J.C. Davies; Op. cit., T.R. Gurr และ
Mark N. Hagopian, The Phenomenon of Revolution, N.Y.: Dodd,
Mead and Co., 1974), pp. 172 – 175.
21 Ibid. p. 6
22 0p. cit., p. 258.
23 โปรดพจิ ารณา Op.cit., Gurr, pp. 232 – 273.
24 Crane Brinton, The Anatomy of Revolution. (N.Y.:
Alfred A. Kmopf, Inc., 1955, pp. 20 – 251.

~ 283 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง
25 David Schwartz, “A Theory of Revolutionary
Bahavior”, ใน รฐั ศาสตรส์ าร ปีท่ี 1 ฉบบั ที่ 6 (ก.ย.- ธ.ค. 2516),
หน้า 30 – 53.
25 Op. cit., p. 313.

~ 284 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

บรรณานุกรม

ภาคภาษาไทย
คณะกรรมการวางพ้ืนฐานเพ่อื ปฏริ ปู การศกึ ษา, แนวทางปฏริ ูปการศึกษา

สาหรบั รัฐบาลในอนาคต, (กรุงเทพฯ: ยไู นเต็ด โปรดกั ชน่ั , 2518)
ชยั อนันต์ สมทุ วณิช, ประชาธิปไตย สงั คมนิยม คอมมวิ นสิ ต์กับการ

เมืองไทย. (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเณศ, 2519)
ทิพาพร พิมพสิ ุทธิ์, พฒั นาทางการเมือง, (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั

รามคาแหง, 2523)
นโิ คลสั เบเนท, การศกึ ษาในประเทศด้อยพฒั นา, อรรณพ พงษ์วาท แบล.

(กรงุ เทพฯ: เคลด็ ไทย, 2518)
นิยม รฐั อมฤต และอนุสรณ์ ลิ่มมณ,ี การพัฒนาทางการเมอื ง: เปรียบเทียบ

กรณีญป่ี นุ่ กับไทย, (กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, 2524)
พ.อ.บรรจบ อิศตลุ ย์ และชัยชนะ พมิ านแมน, การเมืองเปรยี บเทียบ.

(กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานชิ , 2520)
ปฐม มณโี รจน,์ ทฤษฎีและแนวความคดิ ในการพฒั นาทางการเมอื ง. (คณะ

รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบนั บณั ฑติ พัฒนบรหิ ารศาสตร,์ 2557)
ไพบลู ย์ ชา่ งเรยี น, ลกั ษณะสงั คมและการปกครองของไทย, (กรุงเทพฯ:

ไทยวัฒนาพานชิ , 2557)
มานิต มานิตเจรญิ , พจนานกุ รมไทย, (กรุงเทพฯ: รวมสาส์น, 2519)
ลิขติ ธีรเวคนิ , การพฒั นาการเมืองไทย. (กรุงเทพฯ: แพรพทิ ยา, 2519)
สมาคมสังคมศาสตร์ฯ, วรรณ ไวทยากร. รฐั ศาสตร์, กรงุ เทพฯ: โครงการ

ตาราฯ, 2514)

~ 285 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

สมาคมสังคมศาสตร,์ รัฐศาสตร์: สถานภาพและพัฒนาการ, (กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พ์สมาคมสังคมศาสตร,์ 2521)

อนุสรณ์ ลิมมณ,ี การวิเคราะหร์ ะบบการเมือง (กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั
รามคาแหง, 2550)

อรดิ ฮอฟเฟอร,์ กาเนิดมวลชนปฏิวตั ,ิ แกว้ สรร อตโิ พธิ์ แปล (กรุงเทพฯ :
เจริญวิทย์. 2524)

วารสาร
วารสารธรรมศาสตร์ ปที ่ี 9 ฉบบั ที่ 4 (มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2522)
วารสารรฐั ศาสตร์ ปที ี่ 6 ฉบบั ท่ี 2 (คณะรฐั ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง,

2522)
ปัญหาของประเทศไทย, ชมุ นุมรฐั ศาสตรป์ ระยุกต์ ชมรมนกั ศึกษา กลุ่ม

เศรษฐธรรม, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2514)
วารสารสังคมศาสตร์, ปที ่ี 1 ฉบบั ที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลยั , 2517)
รฐั ศาสตร์สาร ปีท่ี 1 ฉบบั ที่ 6, (คณะรฐั ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์

2516)

ภาคภาษาอังกฤษ
Alatas, S.H., Modernization and Social Change. (Sydney: New

Century. 1972)
Almond, G., and Powell, Jr., G.B., Comparative Politics, Today:

A View, (Boston: Little, Brown and Co., 1980)

~ 286 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

Almond, G., and Powell, Jr., G. B., Comparative Politics: A
Developmental Approach, (Boston: Little, Brown and
Co., 1966)

Almond, G. and Verba, S., The Civic Culture, (N.J.: Princeton
University Press, 1963)

Apter, D.E.. The Politics of Modernization, Chicago: The
University of Chicago Press, 1965)

Benjamin, R., Arian, A. and Coleman, J., Patterns of Political
Development, N.Y.: David Mckay Co., 1972)

Black, C.E., The Dynamics of Modernization. (N.Y.: Harper and
Row, 1966)

Black, C.E., ed. Comparative Modernization, (N.Y.: The Free
Press, 1976)

Bowen, D.R., Political Behavior of the American Public, (Ohio:
C.H. Merrill, 1968)

Brinton, C., The Anatomy of Revolution. (N.Y.: Alfred A. Knopf
Inc., 1965)

Charlesworth, J., ed., Contemporary Political Analysis, (N.Y.:
The Free Press. 1967)

Dahl, R.A., Modern Political Analysis, (N.J.: Prentice Hall, Inc.,
1970)

Dahl, R.A., Who Governs?, (New Haven: Yale University Press,
1961)

~ 287 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

Dawson, R.E. and Prewitt, D., Political Socialization, (Boston:
Little Brown and Co., 1991)

Dewey, J., Democracy and Education, (N.Y.: Macmillan. 1916)
Dodd, C. R., Political Development, (London: The Macmillan

Press Ltd., 1972)
Easton, D. A., Framework for Political Analysis. (N.J.: Prentice

Hall, Inc., 1965)
Edwards, L.P., The Natural History of Revolution, (Chicago:

The University of Chicago Press, 1970)
Finkle, J., and Gable, R., Political Development and Social

Change, (NY: Wiley and Sons, Inc., 1966)
Graham, H.D., and Gurr, T.R., ed., Violence in America, (Wash.

D.C.: National Commission on the Causes and
Prevention of violence, 1969)
Greene, T.H., Comparative Revolutionary Movements. (N.J.:
Prentice Hall, 1974)
Greenstein, F., and Polsby, N., eds., Macropolitical Theory,
Handbook of Political Science, Vol. 3, (Mass: Addison
Wesley, 1975)
Guild, N.P., and Palmer, K.T., Introduction to Politics: Essays
and Readings. (N.Y.: John Wiley and Sons, Inc., 1968)
Gurr, T.R. and Hagopian, M.N., The Phenomenon of
Revolution, (N.Y.: Dodd, Mead and Co., 1974)

~ 288 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

Gurr, T.R., Why Men Rebel, (N.J.: Princeton University Press,
1970)

Horowitz, I.L., Foundation of Political Sociology, (N.Y.: Harper
and Row, 1972)

Huntington, S.P., Political Order in Changing Societies. (New
Haven: Yale University Press, 1988)

Janowitz, M., The Military in the Political Development of
New Nations, (Chicago: University of Chicago Press,
1964)

Johnson, C., Revolution and The Social System, (Stanford:
Hoover institution, 19841)

De Jouvenel, B., Sovereignty. (Chicago: University of Chicago
Press, 1963)

Kautsky. J. H., The Political Consequences of Modernization.
(N.Y.: John Wiley and Sons., 1972)

Lane, R. E., Political Elite: The Free Press, 1959)
Langton, K. P., Political Socialization. (N.Y: Oxford University

Press, 1989)
Lapalombara, J., ed., Bureaucracy and Political Development,

(NJ: Princeton University Press, 1971)
Lasswell, H. and Kaplan, A., Power and Society. New Haven:

Yale University Press, 1971)

~ 289 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

Lasswell, H., Politics: Who gets what, when and How, (N.Y:
The Free Press, 1958)

Leeds, C.A., Political Studios, (London: Mc Donale and Evans,
1975)

Lerner, D., The Passing of Traditional Society, (N.Y.: The Free
Press, 1988)

Lipset, S.M., Political Man, (N.Y.: Doubleday and Co., 1963)
Manheim, J., The Politics Within, (N.J.: Prentice - Hall, 1975)
Mehden, F.R., Politics of the Developing Nations, (N.J.:

Prentice Hall, 1969)
Meyer, W.J., The Political Experiences, (N.Y.: Holt, Rinehart and

Winston, 1978)
Milbrath, L.W. and Goel, M.L., Political Participation, (Chicago:

Rand McNelly College Publishing Co., 1977)
Moore, Jr., B., Social Origins of Dictatorship and Democracy.

(Boston: Beacon Press, 1966)
Nakata, Thinapan, The Problems of Democracy in Thailand,

Bangkok: Praepittava, 1975)
Parson, T., The Social Structure, (Glencoe: Free Press, 1951)
Pye, L.W.. Aspects of Political Development. (Boston: Little,

Brown and Co. 1985)

~ 290 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

Pye, L.W., Politics, Personality and Nation Building: Burma's
Search for Identity., (New Haven: Yale University Press,
1965)

Pye, L.W., ed., Crises and Sequences in Political
Development, (NJ: Princeton University Press, 1971)

Pye, L.W. and Verba, S., ed. Political Culture and Political
Development. (NJ: Princeton University Press, 1965)

Rostow, W.W., Stages of Economic Growth, (Mass.: Cambridge
University Press, 1950)

Rowe, E., Modern Politics, (London: Routledge and Kegan Paul,
1969)

Rush, M. and Athoff, P., Introduction to Political Sociology.
(London: Western Printing Service Press, 1971)

Rustow, D.A., A World of Nations. (Wash. D.C.: The Brookings
Institutions, 1967)

Rustow, D.A. and Ward, R.E., Political Modernization in Japan
and Turkey. (N.J.: Princeton University Press, 1964)

Service, E.R., Primitive Social Organization, (N.Y: Random
House, 1971)

Shils, E., Political Development in the New States. (Hague:
Mouton and Co. 1965)

Theoderson, G.A., A Modern Dictionary of Sociology, (N.Y.:
Thomas Y. Crowell, 1969)

~ 291 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง
Tullis. F.L., Politics and Social Change in Third World

Countries. (N.Y.: John Wiley and Sons, 1973)
Verba, S., Nie, N. and Kim, J., Participation and Political

Equality, (NY: Cambridge University Press, 1978)
Welsh, W.A., Studying Politics, (N.Y.: Praeger Publishers, 1973)
Yinger, M., Religion, Society and the Individual, (NY.: The

Macmillan Co., 1962)
Zadrozny. J.T., Dictionary of Social Science. (Wash D.C.: Public

Affair Press, 1959)

~ 292 ~


Click to View FlipBook Version