The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sittipan, 2022-08-16 03:13:44

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎีการพัฒนาการเมือง

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

2. วิกฤตการณ์เรือ่ งของความชอบธรรม (Legitimacy Crisis)
ในที่นี้หมายถึงโครงสร้างหลักทางการเมือง ตลอดจนการ

ดาเนินการของรัฐบาลสลายตัว ไม่เป็นท่ียอมรับของสมาชิกของสังคมอีก
ตอ่ ไป ซ่งึ สาเหตุที่สาคัญของวิกฤตการณ์เรื่องความชอบธรรมนี้อาจจะสรุป
ได้เป็น 4 ประการ คือ 17

2.1 มขี ้อขัดแยง้ กันหรอื ฐานท่ีมาในการใช้อ้างเร่ืองอานาจไม่
พอเพียง เมื่อสังคมมีการสร้างความเป็นทันสมัย คนเรียนรู้เพ่ิมข้ึน ความ
เช่ือ ค่านิยมแบบดั้งเดิมจะถูกทาลายลงตามกระบวนการ Social
Mobilization ฐานทม่ี าของอานาจแบบด้ังเดิมจะค่อยๆ สลายไป อานาจ
ของผู้ปกครองจะถูกท้าทาย ลักษณะของอานาจท่ีมีเหตุมีผลกว่าจะเข้าไป
แทนทอี่ านาจทม่ี าจากความเชอื่ และประเพณี

2.2 โครงสร้างของรัฐบาลอาจแตกแยกได้เน่ืองมาจากมีการ
แข่งขันแย่งชิงอานาจมากเกินไป และปราศจากกลุ่มสถาบันรองรับ ซึ่ง
วิกฤตการณ์นี้มาจากผูน้ า กลา่ วคอื ผนู้ าแตกแยกกันเอง และไม่สามารถท่ี
จะสร้างสถานการณข์ องรฐั ใหเ้ ป็นที่ยอมรับของสมาชิกของสังคมได้ หรือไม่
กส็ ถาบนั ที่มีอยขู่ าดประสทิ ธิภาพในการสนองตอบตอ่ ความต้องการท่เี พม่ิ ข้ึน
ของบรรดาเหล่าสมาชิกได้

2.3 ประชาชนไม่ยอมรับฐานที่มาของอานาจแบบด้ังเดิม
ตลอดจนสัญญาแบบโกหกพกลมท่ีผู้นาให้ไว้ และจะเป็นผลให้ผู้นานั้นต้อง
ถูกโคน่ ล้มไป

2.4 กระบวนการเรียนรู้ดาเนินไปอย่างผิดพลาด โดยมาก
จะเกดิ ในประเทศกาลงั เปลี่ยนแปลง เด็กๆ จะถูกสอนให้เคารพเชื่อฟังคาส่ัง
จากพ่อแม่โดยปราศจากการโต้แย้ง ผู้ใหญ่ถูกอบรมให้พึ่งพาหรือเชื่อฟัง
ปฏิบัติตามผู้นาทางสังคมและการเมือง เม่ือบ้านเมืองเป็นทันสมัยมากขึ้น

~ 146 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

แต่ผู้ปกครองไม่อาจสนองตอบได้หมด คนก็ไม่ยอมรับและจะพยายาม
แสวงหาผ้นู าใหม่ๆ ท่สี ามารถเป็นทีพ่ ึ่งของพวกตนได้อยู่เสมอ

3. วิกฤตการณ์เร่ืองของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
(Political Participation Crisis)

โดยท่ัวๆ ไปแล้ว การเข้ามีส่วนร่วม หมายถึงการเข้าไปข้อง
เกี่ยวในกระบวนการทางการเมือง วิกฤตการณ์ของการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมืองจึงหมายถึงการท่ีคนเข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมืองในปริมาณท่ี
มาก ซึ่งอาจรู้ได้จากจานวนคนท่ีเข้าไปมีส่วนร่วมโดยทางตรง เช่น ไปใช้
สทิ ธใิ นการเลือกตง้ั เดนิ ขบวน หรอื อาจดไู ด้จากจานวนกลมุ่ ทางการเมอื งที่
เพม่ิ มากขน้ึ อยา่ งทนั ทีทันใดในขณะที่สถาบันทางการเมืองที่มีอยู่ไม่สามารถ
ทีจ่ ะสนองตอบตอ่ ขอ้ เรียกรอ้ ง หรอื ความต้องการไดท้ ัน

วกิ ฤตการณ์ของการเข้ามสี ่วนร่วมทางการเมืองอาจเกิดข้นึ
ภายใตส้ ภาพการณด์ ังตอ่ ไปน้ี 18

1. ผู้ปกครองคิดไปว่าตนเท่านั้นที่มีสิทธิในการปกครองแต่
เพียงผู้เดียว จึงไม่ยินยอมที่จะให้กลุ่มทางสังคมหรือผู้นากลุ่มอ่ืนเข้าไปมี
ส่วนร่วม พวกนี้จึงเกิดความคับแค้นใจ รวมตัวกันเข้าและพากันเข้าไปมี
ส่วนร่วมทางการเมืองในรูปแบบที่ก้าวร้าว รุนแรง เช่น มีการเดินขบวน
ประท้วง ตลอดจนการจลาจลทางการเมือง

2. กลุ่มท่ีเรียกร้องต่อรัฐบาลให้สนองตอบต่อความต้องการ
ของพวกเขาในลักษณะใดๆอาจมีการจัดองค์กรอยู่ในรูปของสถาบันซึ่ง
รฐั บาลมองวา่ เป็นองค์กรท่ผี ดิ กฎหมาย จึงไม่สนองตอบ การรวมตัวกันเพ่ือ
เข้ามีส่วนร่วมในรูปแบบต่างๆ จึงเกิดข้ึน เช่น การรวมตัวของกลุ่มเช้ือชาติ
หรือชนชั้น เปน็ ต้น

~ 147 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

3. ผปู้ กครองอาจมองว่าขอ้ เรียกร้องเพื่อขอเข้าไปมีส่วนร่วม
ทางการเมืองไม่ถูกต้องเพราะใช้วิธีการท่ีผิดกฎหมาย เช่น ใช้กาลังรุนแรง
หรือการเดนิ ขบวน เป็นตน้

4. ผู้ปกครองอาจมองว่าข้อเรียกร้องบางอย่างของผู้ที่เข้ามี
ส่วนร่วมทางการเมืองนั้นไม่ถูกต้องตามทานองครองธรรม เช่น เรียกร้องขอ
แบง่ แยกดินแดน ต้งั ตวั เปน็ ประเทศอิสระหรือเรียกร้องขอให้มีการกระจาย
อานาจออกจากส่วนกลางไปสู่ท้องถ่ิน ซ่ึงผู้ปกครองเกรงกลัวว่าถ้ามีการ
กระจายอานาจจะเป็นผลให้กลุ่มเชื้อชาติที่นับได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ในแถบ
ใด แถบหน่ึงอาจใช้ประโยชน์จากการน้ี และยังผลให้อานาจแห่งชาติ
ตลอดจนความภกั ดีตอ่ ชาติสลายไป

5. กลุ่มที่เรียกร้องขอเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองไม่ต้องการ
ที่จะรว่ มใช้อานาจกบั ผนู้ าปจั จบุ ัน แตก่ ลบั ต้องการทจ่ี ะเปลีย่ นผปู้ กครองเสีย
ใหม่

4. วิกฤตการณ์เรื่องของความสามารถในการเข้าถึงประชาชน
(Penetration Crisis)

ระดับของความสามารถในการเข้าถึงประชาชนของรัฐบาลน้ัน
อาจดูได้จากโอกาสที่นโยบายของรัฐสามารถดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ไมว่ ่าจะเป็นเรอ่ื งของภาษี การควบคมุ พฤติกรรมท่ีผิดแผกของเหล่าสมาชิก
การให้สวัสดิการทางสังคม การพัฒนาชนบท ฯลฯ ในขณะเดียวกัน
ประชาชนเองก็สามารถเข้าถึงข่าวสารท่ีเกี่ยวกับนโยบายเป็นอย่างดีและ
ถูกต้องเที่ยงตรง พร้อมท้ังเต็มใจท่ีจะปรับตนเพ่ือรับนโยบายน้ันๆ บางคน
อาจมองได้ว่าความ สามารถในการเข้าถึงประชาชนของรัฐบาลขึ้นอยู่กับ
ระดับของวิทยาการเทคโนโลยีที่นามาใช้ ประเด็นนี้อาจเป็นจริงในบาง
ประเทศเท่าน้ัน ในบางประเทศระดับของเทคโนโลยีที่นามาใช้อาจจะต่า

~ 148 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

แตค่ วามสามารถในการเข้าถงึ ประชาชนทาใหป้ ระชาชนยอมรับรฐั บาลมมี าก
กม็ ี ท้งั นีเ้ น่อื งจากแบบแผนของวฒั นธรรมเอ้อื อานวยต่อการนี้

เราอาจจะสรุปสาเหตอุ นั นาไปสวู่ กิ ฤตการณ์ของความ สามารถใน
การเข้าถงึ ประชาชนของรฐั บาลไดเ้ ปน็ 4 ประการด้วยกันคอื

1. การขยายอาณาเขตหรือได้ดินแดนเพ่ิม ทาให้รัฐบาลต้อง
ขยายอานาจให้ไปถึง ถ้าดินแดนนั้นๆ อยู่ห่างไกลจากศูนย์แห่งอานาจมาก
ปญั หาเรื่องการแบง่ แยกดนิ แดนก็จะตามมา

2. ความแตกต่างกันในระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ใน
รูปของภาษา ศาสนา เช้ือชาติ วามคาดหวัง อุดมการณ์ ฯลฯ ซึ่งรัฐบาล
กลางจาตอ้ งให้ความสาคัญในทกุ ๆ ทอ้ งถน่ิ ในระดับเดียวกนั หรือใกล้เคียงกัน
แตใ่ นความเป็นจริงน้ันไม่มีประเทศใดที่สร้างความเจริญให้กับท้องถ่ินได้ทุก
ท้องถิน่ อย่างเสมอภาคกัน พวกที่อาศัยอยู่ในทอ้ งถ่ินท่ีไมไ่ ดร้ ับการพัฒนาจะ
พากนั ต่อตา้ นไม่ใหค้ วามรว่ มมอื กบั รฐั บาลได้

3. ชุมชนมีความเป็นอิสระในตนเองสูง ซึ่งมีประเพณี
ภาษา ศาสนาของตนเอง เชน่ ชาวจนี ในมาเลเซยี เผา่ ต่างๆ ทีร่ วมกนั เป็นรัฐ
ชาตใิ นแอฟริกา วิกฤตการณ์ของการเข้าถึงประชาชนเกิดข้ึนเมื่อผู้ปกครอง
ส่วนกลางมองว่าความเป็นอิสระในตนเองของชุมชนย่อยนี้เป็นผลเสียต่อ
ความเปน็ อันหน่ึงอนั เดียวกนั ของชาติ

4. ชุมชนชาวนาในชนบทไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล
กลางเท่าท่ีควร ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทสามารถมองเห็นได้
อย่างชัดเจน เมื่อมีการสร้างความเป็นทันสมัย กระบวนการ Social
Mobilization จะเป็นตัวผลกั ให้ชาวนาเข้าไปมสี ่วนร่วมเรียกร้องต่อรัฐบาล
กลางในเรื่องของสวสั ดิการทางสังคม การประกนั ราคาข้าว ฯลฯ

~ 149 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

5. วิกฤตการณ์เรื่องของการแจกแจงทรัพยากรของสังคม
(Distribution Crisis)

วิกฤตการณ์นี้เกิดขึ้นเน่ืองจากสังคมมีการสร้างความเป็น
ทนั สมัยอันจะยงั ผลใหค้ นเขา้ ไปมสี ่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น และจะ
เรียกร้องให้รฐั บาลสนองตอบมากขึ้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็จาเป็นท่ี
จะตอ้ งหาทางเพ่ิมประสิทธิภาพในการแจกแจงทรัพยากรของสังคมไม่ว่าจะ
อยู่ในรปู ของวตั ถุธรรมหรอื นามธรรมให้มากข้ึน เพ่ือความอยู่รอดของตนเอง
รัฐบาลท่ีมีความสามารถในการก่อให้เกิดการกระจายรายได้ สินค้าและ
บริการ ตลอดจนส่ิงท่ีมีคุณค่าของสังคมอื่นๆ เช่น อานาจและอิทธิพล
รัฐบาลนน้ั กอ็ าจรอดพน้ จากวิกฤตการณน์ ีไ้ ปได้

แต่ส่ิงที่ประเทศกาลังพัฒนาต่างประสบก็คือ ในช่วงแรกของการ
พัฒนาน้ันจะนามาซึ่งความไม่เท่าเทียมกัน ประเทศยิ่งพัฒนาไปปรากฏว่า
คนส่วนใหญ่ยิ่งจนลง แต่คนเพียงกลุ่มน้อยเท่านั้นท่ีได้รับผลประโยชน์จาก
การพัฒนานี้ ปัญหาเร่อื งการแจกแจงน้ีจะเป็นผลส่งให้เกิดวิกฤตการณ์ของ
ความชอบธรรม และวิกฤตการณข์ องการเขา้ มีส่วนรว่ มทางการเมอื งอกี ดว้ ย

6. วิกฤตการณ์เร่ืองของความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน
(Integration Crisis)

วิกฤตการณน์ ี้เหลอ่ื มลา้ และเก่ียวเน่ืองกนั กับวิกฤตการณ์ของ
ความชอบธรรม การแจกแจงทรัพยากรและการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
น่ันคือถ้ารัฐบาลไร้ความสามารถในการสนองตอบในรูปของการแจกแจง
ทรัพยากรในสังคมอย่างเป็นธรรมแล้ว คนจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง
มากย่ิงขึ้น ปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาลจะตามมา เป็นผลให้รัฐบาล
เกิดความสั่นคลอนแต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ารัฐบาลสามารถให้บริการหรือ
สามารถเขา้ ถงึ ประชาชนแลว้ ความชอบธรรมก็จะเกดิ ขึ้น เป็นผลให้รฐั บาล

~ 150 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

เองมีเสถียรภาพ และจะยังผลให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายใน
ชาติดว้ ย

บทสรปุ

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า กระบวนการสร้างความทันสมัย เป็น
กระบวนการทางเศรษฐกิจสังคมที่จะต้องเกิดขึ้นในทุกสังคมโดยไม่อาจท่ีจะ
หลีกเลี่ยงได้ ที่สาคัญก็คือ กระบวนการนี้มีส่วนสัมพันธ์หรือเก่ียวเน่ืองกับ
กิจกรรมและการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ในแทบทุกด้าน โดยเฉพาะ
กจิ กรรมทางการเมือง

สังคมใดท่ีทันสมัยมากขึ้น หาได้หมายความว่าสังคมนั้นจะมีแต่
ความร่มเย็นเป็นสุขเสมอไปไม่ ในสังคมท่ีกระบวนการสร้างความทันสมัย
เปน็ ไปอยา่ งรวดเร็วน้ัน นักวิชาการพบว่าจะเกิดแรงผลักดันให้มีการปฏิรูป
ทางการเมอื งและการบริหารได้ง่าย

นอกจากน้ี เราจะพบว่ากระบวนการสร้างความทันสมัยยังมี
สมั พันธ์กับสภาพของระบบการเมอื งอย่างใกล้ชิด กลา่ วคอื ระบบการเมือง
ของสังคมที่มีความทันสมัยมาก ๆ มักจะเป็นระบบการเมืองที่ทันสมัยด้วย
อยา่ งไรกต็ ามบา้ นเมืองทมี่ ีระบบการเมืองท่ีทนั สมัยนั้นก็หาได้หมายความว่า
ระดับของการพัฒนาทางการเมืองจะสูงตามไปด้วยไม่ แต่นักวิชาการ
จานวนหน่ึงก็ยอมรับกันว่าความทันสมัยของระบบการเมืองเป็นพ้ืนฐานที่
สาคญั ประการหน่ึงของการพฒั นาการเมืองโดยเฉพาะในสังคมปัจจบุ นั

~ 151 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

เชงิ อรรถ

1 Op.cit., Huntington, pp. 33-34.
2 อ้างใน Ibid., p. 43.
3 อ้างใน Ibid., p. 47.
4 Ibid., p. 48.
5 อ้างใน Ibid., p. 40.
6 John H. Kautsky, The Political consequences of
Modernization. (N.Y.: John Wiley and Sons, 1972), pp. 44-49.
7 โปรดพจิ ารณา Roger W. Benjamin, Richard N. Blue,
Stephen Coleman, “Modernization and Political Change: A
Comparative Aggregate Data Analysis of India Political
Behavior,” ใน R. Benjamin, A. Arian, J. Coleman, Patterns of
Political Development, (N.Y.: David Mckay Co., 1972), pp. 30-
80.
8 Op.cit., Huntington, pp. 34-35.
9 F. La Mond Tullis, Politics and Social change in
Third World Countries. (N.Y.: John Wiley and Sons, 1973), p.
55.
10 S.N. Eisenstadt, “Bureaucracy and Political
Development,” ใน J. La Palombara ed., Bureaucracy and
Political Development, (N.J.: Princeton University Press, 1971).
p. 99.

~ 152 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

11 ดรู ายละเอียดใน Op.cit., Almond and Powell, pp. 215-
218.

12 D.A. Rostow and R.E. Ward, Political Modernization
in Japan and Turkey, (N.J.: Princeton University Press, 1964),
pp. 6-7.

13 Op.cit., Huntington, p. 12.
14 เราจะพจิ ารณาในรายละเอยี ดในเร่อื งของความเป็นสถาบนั ใน
บทที่ 7
15 Op.cit., Almond and Powell, pp. 215-218.
16 Lucian W. Pye, Aspects of Political Development,
(Boston: Brown and Co., 1966), pp. 62-66 แต่ Pye ไดก้ ล่าวถงึ
วกิ ฤตการณน์ ไี้ วเ้ พียง 5 ประการ ใน Leonard Binder และคณะ,
Crises and Sequences in Political Development, (N.J.:
Princeton University Press, 1971), p. VIII
17 Lucian W. Pye, “The Legitimacy Crisis,” in Ibid.,
Binder และคณะ, pp. 138-148.
18 Ibid., pp. 187-192.

~ 153 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

บทที่ 6
วัฒนธรรมทางการเมอื ง

เราจะพบว่าการสร้างความเป็นทันสมัย จะมีความสัมพันธ์หรือ
เปน็ สิง่ ทเ่ี ออ้ื อานวยตอ่ การพัฒนาทางการเมือง ในแง่ท่ีเป็นรากฐานท่ีสาคัญ
ในการวางโครงสร้าง สร้างความเป็นเหตุเป็นผลให้กับอานาจ และเพิ่ม
ระดบั ของการเขา้ มีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากขึ้น ซึ่งเหล่านี้ นักวิชาการ
หลายทา่ นมองวา่ กระบวนการสร้างความเป็นทันสมัยจึงเป็นส่ิงที่จะช่วยให้
เกิดการพัฒนาประชาธิปไตย สังคมใดที่มีระดับของความเป็นทันสมัยมาก
สังคมน้ันจะมีระบอบประชาธิปไตยท่ีม่ันคงด้วย ดังเช่นน้ี Seymour
Martin Lipset ได้วิจัยหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรของความเป็น
ทันสมัย 4 ตัวคือ การพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Development)
การพัฒนาอุตสาหกรรม (Industrialization) การสร้างเมือง
(Urbanization) และ ระดับการศึกษา (Literacy) 1 โดย Lipset ได้ตั้งข้อ
สมมติฐานไว้ว่าประเทศที่มีตัวแปรทั้ง 4 ตัว ของความเป็นทันสมัยใน
ระดบั สงู ประเทศนน้ั ยอ่ มมโี อกาสท่ีจะเปน็ ประชาธปิ ไตยท่ีม่นั คงได้มากกว่า
ประเทศที่มีตัวแปรดังกล่าวในระดับต่า จากการศึกษาของ Lipset เขา
พบว่าข้อสมมติฐานของเขาถูกต้อง Lipset จึงได้สรุปว่า “สังคมใดที่ย่ิงมี
ความเจริญมั่งค่ังมาก โอกาสท่ีสังคมน้ันจะจรรโลงประชาธิปไตยไว้ก็ย่ิงมี
มากข้นึ เท่านัน้ ” 2 ทัง้ น้เี ขาไดใ้ หเ้ หตผุ ลเพ่ิมเตมิ ไว้ว่า คนที่มีความกินดีอยู่ดี
แล้วน้ัน ย่อมท่ีจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างรับผิดชอบ และ
สามารถท่ีจะหลีกเลี่ยงไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของการโฆษณาชวนเช่ือของ
นกั การเมืองทพี่ ดู ปลุกอารมณ์ทปี่ ราศจากความรับผิดชอบได้ง่ายๆ 3

~ 154 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนา
ประชาธิปไตยน้ัน ก็ยังเป็นท่ีสงสัยกันอยู่ในบรรดานักวิชาการทั้งหลาย
ในบางประเทศอย่างเช่น ในรัสเซีย และประเทศในแถบยุโรปตะวันออก
ซึ่งมีระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ได้เป็นประเทศ
ประชาธิปไตย ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยท่ีมีระดับของความมี
เสถียรภาพสูง ก็ไม่จาเป็นว่าจะต้องเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจ
แลว้ ตวั อยา่ งเช่น อินเดยี เปน็ ตน้

จากข้อสงสัยนี้เองทาให้ Martin Needler ต้องทาวิจัยอีกครั้ง
หนึง่ เพ่อื ศกึ ษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการพัฒนา
ทางการเมือง แบบประชาธิปไตย ท้ังนี้ Needler ให้รายได้เฉล่ียต่อหัว
ของประชาชนเป็นดรรชนีของการพัฒนาเศรษฐกิจ และจานวนปีที่มี
รัฐธรรมนูญหรือปราศจากการปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นดรรชนีของการ
พัฒนาการเมือง4 ผลของการศกึ ษาปรากฏออกมาว่า ในบรรดา 20 ประเทศ
แถบลาตินอเมริกาซึ่ง Needler ใช้เป็นหน่วยในการศึกษาน้ันมีเพียง 2
ประเทศเทา่ น้นั คอื บราซลิ กับปารากวัย ทีม่ กี ารพฒั นาเศรษฐกิจและการ
พฒั นาการเมืองอยู่ในระดับเดียวกัน นับเป็นการค้นพบทีค่ า้ นกับ Lipset

ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดข้อสงสัยข้ึนมาว่า นอกจากปัจจัยในเรื่องของ
การสร้างความเป็นทันสมัยแล้ว น่าจะต้องมีตัวแปรอ่ืนท่ีเกี่ยวข้องอยู่ด้วย
เป็นแน่แท้

ข้อสนับสนุนแนวคิดนี้ เราอาจพบได้ว่าแม้ในประเทศที่มีระบบ
โครงสร้าง และกระบวนการทางการเมืองเหมือนกัน เช่น ทั้งในอังกฤษ
และในไทยต่างก็มีรัฐสภา พรรคการเมืองการเลือกต้ัง แต่ปรากฏว่า
การเมืองของอังกฤษ และในไทย ต่างก็มีรัฐสภา พรรคการเมือง การ
เลือกตั้ง แต่ปรากฏว่า การเมืองของอังกฤษมีเสถียรภาพ ลักษณะของการ

~ 155 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

ประนีประนอมกันในข้อขัดแย้งทางการเมืองมีมาก ในขณะที่ไทยต้อง
ประสบกับการรัฐประหาร ทหารเข้ายึดอานาจการเมืองไร้เสถียรภาพมา
ตลอด

ความแตกต่างระหว่างการเมืองของอังกฤษกับไทยน้ี เราจึง
อาจจะอธิบายไดจ้ ากตวั แปรทส่ี าคญั ตัวหนึ่งคอื วฒั นธรรมทางการเมือง

Almond และ Verba ได้กล่าวสนับสนุนแนวความคิดน้ีไว้ว่า
ในการพฒั นาประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่จาเป็นเสียยิ่งกว่าสถาบันทางการเมือง
ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นการให้สิทธิในการเลือกตั้งก็ดี พรรค
การเมืองก็ดี ก็คือ ระบบการเมืองน้ันจะต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองท่ี
ผสมกลมกลนื กนั ด้วย 5

นยิ าม
Lucian W. Pye ไดใ้ ห้นิยามของคาว่า วัฒนธรรมทางการเมือง
ไว้ดังต่อไปน้ี
“วัฒนธรรมทางการเมือง คือแบบแผนของทัศนคติ ความเชื่อ
สภาวะอารมณ์ ความรู้สึก ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีสั่งการ และมีความหมายต่อ
กระบวนการทางการเมือง เปน็ กรอบของพฤตกิ รรมของระบบการเมืองนั้นๆ
ส่วนประกอบของวัฒนธรรมทางการเมืองมีท้ังอุดมคติทางการเมือง และ
ปทสั ถานในการดาเนนิ การของระบบการเมือง กล่าวอีกนัยหน่ึง วัฒนธรรม
ทางการเมือง คือ รูปแบบของมิติทางจิตวิทยา และอัตวิสัยของการเมืองท่ี
ปรากฏอยู่ในระบบการเมืองแตล่ ะระบบ”6
Jarol B. Manheim ได้ให้นิยามของวัฒนธรรมทางการเมืองไว้
ว่า

~ 156 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

“วัฒนธรรมทางการเมือง คือแบบแผนของความเช่ือและทัศนคติ
ร่วมท่ีเกี่ยวกับเป้าหมายอันเดียวกัน ซึ่งจะปรากฏอยู่ในระบบการเมืองใ ๆ
ในลกั ษณะทวี่ า่ จะต้องมผี ลประโยชน์ขั้นพื้นฐานรว่ มกนั และการประเมินค่าท่ี
เหมือนกนั ตลอดจนการมคี วามเห็นพอ้ งต้องกนั อันเปน็ ผลจากการที่ได้รับ
ประสบการณ์ทางประวัติศาสตรเ์ ดียวกนั ”7

Gabriel A. Almond กับ G. Bingham Powell, Jr. ได้ให้
นยิ ามของวัฒนธรรมทางการเมืองไวว้ ่า

“เป็นแบบแผนทัศนคติ และความโน้มเอียงต่อการเมืองของ
บคุ คลแต่ละคนทีเ่ ปน็ สมาชกิ ของระบบการเมืองใด ๆ แบบแผนของทัศนคติ
และความโน้มเอียงนี้เป็นเร่ืองเชิงอัตวิสัย ซ่ึงจะเป็นฐานที่สาคัญอัน
ก่อให้เกิดกิจกรรมทางการเมืองข้ึน ความโน้มเอียงของบุคคลแต่ละคนน้ี
จะเก่ยี วกับองคป์ ระกอบหลายอย่าง คอื

1). ความโน้มเอียงทางการรบั รู้ หมายถึง ความรู้เรื่องท่ีเก่ียวกับ
สรรพสงิ่ หรือความเช่อื ทางการเมืองซีง่ อาจจะถูกตอ้ งหรอื ไมก่ ็ได้

2). ความโน้มเอียงทางความรู้สึก หมายถึง ความรู้สึกเกี่ยวพัน
เกยี่ วขอ้ ง การยอมรบั หรือไม่ยอมรบั ในสรรพส่ิงทางการเมือง และ

3). ความโน้มเอียงทางการประเมินค่า หมายถึง การตีค่าและ
ความคดิ เหน็ ในสรรพสง่ิ ทางการเมือง ซงึ่ มักจะมีการใช้มาตรการค่านิยมมา
เก่ียวข้องกับสรรพสง่ิ และเหตุการณ์ทางการเมอื ง”8

Eric Rowe ได้ให้ความเห็นในลักษณะเดียวกันว่า “วัฒนธรรม
ทางการเมืองเป็นแบบแผนอย่างหนึ่งของค่านิยม ความเชื่อ และทัศนคติ
ดา้ นความรู้สกึ ทงั้ หลายของบุคคลแตล่ ะคน” 9

Gabriel Almond กับ James Coleman ได้สรุปไว้ว่า
“วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง ทรรศนะและความโน้มเอียงทาง

~ 157 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

การเมืองท่ีคนมีต่อระบบและส่วนต่างๆ ของระบบการเมืองตลอดจนทัศคติ
เกี่ยวกับบทบาทของตนเองท่ีมีในระบบการเมือง.....ดังน้ัน วัฒนธรรมทาง
การเมืองของชนชาติหนึ่งๆ ก็คือ ลักษณะทัศนคติและความโน้มเอียงใน
รูปแบบต่างๆ ของสมาชิกในสงั คมท่ีมตี ่อระบบและส่วนตา่ งๆ หรอื กจิ กรรม
ทางการเมืองซึ่งมอี ยโู่ ดยท่ัวๆ ไปในชาตนิ ้ันๆ” 10

Sidney Verba ได้ให้ความเห็นว่า วัฒนธรรมทางการเมือง
หมายถงึ

“ระบบความเช่ือท่ีเกี่ยวกับแบบแผนของกิจกรรมทางการเมือง
และสถาบนั ทางการเมืองไม่ได้หมายถึง ส่ิงต่าง ๆ ทางการเมืองท่ีเกิดข้ึนทั้ง
มวล แต่หมายถึงส่ิงที่ประชาชนเชื่อในส่ิงที่เกิดขึ้น ซึ่งความเชื่อเหล่านี้
อาจจะอยู่ในหลายลักษณะ เชน่ ความเชอ่ื ในแงป่ ระจักษ์ในวิถีชีวิตที่เป็นจริง
ในทางการเมือง หรอื อาจจะเป็นความเช่ือในเป้าหมาย หรือค่านิยมซ่ึงควร
จะเขา้ มาใช้ปฏิบตั กิ ็เป็นได้”11

Milton Yinger ได้สรุปไว้ว่า วัฒนธรรมทางการเมือง
หมายถงึ ทัศนคติและการอบรมท่ีบุคคลแต่ละคนได้รับจากระบบการเมือง
นัน้ ๆ ซึ่งประกอบด้วย ความรู้สึกนิยมหรือไม่นิยมในระบบการเมือง และ
การประเมนิ คา่ ต่อเหตกุ ารณ์ทางการเมือง 12

จากนิยามทน่ี ักวิชาการใหไ้ วน้ ้ี เราอาจจะสรปุ ได้ว่าวัฒนธรรมทาง
การเมอื งหมายถึง แบบแผนของทัศนคติ หรือความโน้มเอียงทางความเชื่อ
และค่านิยมของบุคคลท่ีพึงมีต่อระบบการเมืองและส่วนต่างๆ ท่ีประกอบ
เป็นระบบการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่สาคัญในการกาหนด
พฤติกรรมทางการเมอื งของบุคคลในระบบการเมอื งนนั้ ๆ ด้วย

~ 158 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

และความโน้มเอียงทางความเช่ือนี้ Almond และ Verba ได้
ใหร้ ายละเอียดไวว้ ่า หมายถึง “ประเด็นท่ีอยู่ภายในของส่ิงใดๆ ตลอดจน
ความสมั พนั ธด์ ว้ ย” 13 ความโน้มเอยี งน้ีประกอบไปด้วย

1. ความโน้มเอียงทางการรับรู้ นั่นคือ ความรู้และความเชื่อ
เกีย่ วกับระบบการเมืองบทบาทตลอดจนอิทธิพลของบทบาท ปัจจัยนาเข้า
และปัจจัยที่ออกจากระบบ เช่นรู้ว่าระบอบประชาธิปไตยมีการเลือกต้ัง
ฯลฯ

2. ความโนม้ เอยี งทางความรู้สกึ หมายถึง ความพึงพอใจหรือไม่
พึงพอใจต่อระบบการเมืองท่ีเป็นอยู่ บทบาท บุคลากร ตลอดจนการ
ดาเนนิ งานต่างๆ เชน่ รู้สึกไมพ่ งึ พอใจในการทางานของนายกรัฐมนตรี

3. ความโน้มเอียงทางการประเมินค่า หมายถึง การตีค่าและ
ความเห็นเกี่ยวกับสรรพสิ่งทางการเมือง ซึ่งปกติจะเก่ียวพันกับมาตรฐาน
ค่านิยมรวมกับ ข่าวสารและความรู้สึกของบุคคล เช่น เห็นว่ารัฐมนตรี
กระทรวงพาณชิ ย์ควรจะเด็ดขาดกวา่ ทีเ่ ปน็ อยู่

ในการที่เราจะทราบได้วา่ ความโนม้ เอียงทางการเมืองของบุคคล
แตล่ ะคนจะเป็นอย่างไรนั้น เราอาจจะดไู ดจ้ ากปจั จยั หลกั 4 ประการคือ

1. บุคคลน้ันมีความรู้เกี่ยวกับประเทศชาติ และระบบการเมือง
ในแง่ท่ัว ๆ ไป อย่างไรรู้ประวัติศาสตร์ ขนาดของประเทศ ที่ต้ัง อานาจ
ลกั ษณะของรูปการปกครองอย่างไร

2. บุคคลน้ัน มีความรู้เก่ียวกับโครงสร้างและบทบาททางการ
เมืองของผู้นาทางการเมอื งอย่างไร รูเ้ กย่ี วกับยกรา่ งนโยบายอย่างไร และมี
ความรสู้ กึ หรอื ความเหน็ ตอ่ โครงสรา้ ง ผูน้ าและยกรา่ งนโยบายอยา่ งไร

~ 159 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

3. บุคคลน้ัน มีความรู้เกี่ยวกับการบังคับใช้นโยบาย โครงสร้าง
บุคคล ตลอดจนกระบวนการในการตัดสินนโยบายอย่างไร บุคคลมี
ความรู้สกึ และความเหน็ ตอ่ ประเด็นเหลา่ นอี้ ยา่ งไร

4. บุคคลน้ันมองตนเองในฐานะท่ีเป็นสมาชิกของระบบการเมือง
อยา่ งไร มีความร้เู กย่ี วกับสทิ ธิ อานาจ พนั ธกรณี และกลยุทธ์ในการท่ีจะ
เข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบายอย่างไร มีความรู้สึกและสามารถ
กอ่ ให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางการเมืองอย่างไร

ความโน้มเอียงทางการเมืองของบุคคลแต่ละคนท่ีพึงมีต่อปัจจัย
หลักทั้ง 4 ประการนี้เอง จะนาไปสู่การจัดประเภทของวัฒนธรรมทาง
การเมอื ง ดังทเ่ี ราจะไดก้ ลา่ วตอ่ ไป

ประเภทของวัฒนธรรมทางการเมอื ง
Almond กับ Verba ได้จาแนกวัฒนธรรมทางการเมืองตาม
ลกั ษณะของแนวโน้มทางการเมอื งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิม (Parochial Political
Culture)
2. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า (Subject Political
Culture)
3. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามีส่วนร่วม (Participant
Political Culture)

เพ่ือที่จะแยกแยะลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองท้ัง 3
ประเภทให้เด่นขัดย่ิงขึ้น Almond กับ Verba ได้เสนอตารางในการ
พจิ ารณาดังตอ่ ไปนี้ 14

~ 160 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ประเภทของ

วฒั นธรรมทาง ความรู้ ความเขา้ ใจ ความร้สู ึกผกู พัน และรปู้ ระเมนิ ค่าตอ่

การเมือง ระบบโดยทัว่ ไป ปัจจัยนาเข้า ปัจจัยผลผลิต ตนเองในฐานะ

ทีม่ ีส่วนร่วม

1. แบบดั้งเดิม 0 0 0 0

2. แบบไพร่ฟ้า 1 0 1 0

3. แบบมีส่วน 1 1 1 1

ร่วม

1. วฒั นธรรมทางการเมอื งแบบด้งั เดมิ น้นั เป็นวัฒนธรรมทาง
การเมอื งของสังคมดั้งเดิม เชน่ สังคมเผา่ ในแอฟรกิ า ซึ่งเปน็ สงั คมที่ยังไมม่ ี
บทบาททางการเมืองในลักษณะของความชานาญเฉพาะด้านกล่าวคือ
หัวหน้าเผ่าคงมีบทบาทท่ีเหลื่อมล้ากันอยู่ท้ังทางเศรษฐกิจ การเมือง และ
ทางศาสนา ความโน้มเอียงทางการเมืองของสมาชิกของสังคมก็ไม่อาจแยก
ออกจากความโนม้ เอียงทางศาสนา และสังคมได้ ฉะน้ันเราจึงพบว่า ความรู้
ความเขา้ ใจ และความผกู พันที่คนพึงมีตอ่ ระบบการเมอื งโดยทั่วๆ ไปจึงไม่มี
เชน่ ไมร่ ู้ว่าใครเปน็ นายก รัฐมนตรีไม่รู้ถึงระบอบการปกครองท่ีเป็นอยู่ ไม่
เรียกรอ้ งตอ่ ระบบการเมือง ไม่รูจ้ ักกฏเกณฑ์หรอื นโยบายใดๆ

2. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า ในสังคมที่มีลักษณะ
ของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้ สมาชิกของสังคมจะมีความรู้ ความ
เข้าใจ ในระบบการเมืองโดยทั่วๆ ไปเช่น รู้ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี
ระบอบการปกครองท่ีเป็นอยู่เป็นระบอบประชาธิปไตย ในขณะเดียวกัน
พวกน้ีจะยอมรบั อานาจรัฐ เคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตามกฎหมาย แต่พวก
น้ีจะไม่เรียกร้อง ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยถือว่าตนเองกับ

~ 161 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

การเมืองอยู่คนละโลก การเมืองเป็นเร่ืองของผู้มีอานาจหรือมีบารมี ส่วน
ตนเป็นเพียงประชาชนซึ่งอยู่ใต้การบังคับบัญชา และมีหน้าที่ที่จะต้อง
ปฏิบัตติ ามคาสั่งหรอื นโยบายเทา่ นั้นๆ

3. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามีส่วนร่วม หมายถึง
วฒั นธรรมทางการเมืองของสงั คมทบี่ รรดาสมาชิกต่างมีความรู้ ความเข้าใจ
มีความผกู พันต่อระบบการเมือง พวกน้ีจะเรียกร้องหรือเข้าไปมีส่วนร่วมใน
รูปแบบต่างๆ เพื่อให้ระบบการเมืองสนองตอบต่อความต้องการของพวก
เขานั่นคือ คนในสังคมน้ีจะมีความรู้สึกว่าเขาสามารถที่จะก่อให้เกิดการ
เปล่ียนแปลงในทางการเมืองได้ (Political efficacy) นอกจากน้ีพวกน้ียังรู้
และเขา้ ใจในกฏเกณฑ์และนโยบายต่างๆ เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม การ
ท่ีเราได้จาแนกประเภทของวัฒนธรรมทางการเมืองออกเป็น 3 ประเภทน้ี
ไม่ได้หมายความว่าในแต่ละสังคมจะมีวัฒนธรรมทางการเมืองอยู่เพียง
ประเภทเดียวในความเป็นจริงน้ัน ทุกสังคม จะประกอบไปด้วยลักษณะ
วัฒนธรรมทางการเมืองทั้ง 3 ประเภทผสมปนเปอยู่ด้วยกันในระดับที่
แตกต่างกันไป ซึ่งลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองแบบผสมนี้ Almond
กับ Verba ไดส้ รุปไว้เปน็ 3 รปู แบบใหญ่ๆ คอื 15

1. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมผสมไพร่ฟ้า หมายถึง
วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับอานาจของเผ่า
หมู่บ้าน หรือเจ้าของที่ดินอีกต่อไป แต่กลับมาให้ความภักดีต่อระบบ
การเมืองท่ีสลับซับซ้อนกว่าเดิม โดยมีรัฐบาลกลายเป็นผู้กุมอานาจ แต่
อย่างไรก็ตาม พวกนี้ก็คงยังไม่สนใจที่จะเรียกร้องหรือเข้าไปมีส่วนร่วม
ทางการเมอื งไมว่ า่ จะเปน็ รปู แบบใดๆ ลักษณะของการผสมกันระหว่างสอง
วฒั นธรรมน้ี ในบางประเทศอาจให้สดั สว่ นของแบบด้งั เดมิ มากกว่าแบบไพร่
ฟ้า แตใ่ นอีกประเทศหนึ่งอาจตรงข้ามกันก็ได้

~ 162 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

2. วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าผสมแบบเข้ามีส่วนร่วม
เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองในสังคมท่ีมีสมาชิกบางส่วนเร่ิมเรียกร้อง และ
เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง และเร่ิมมองว่าตนเองมีความสามารถท่ีจะ
ก่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงทางการเมืองได้ แต่ก็มีประชาชนอีกจานวนหนึ่ง
ท่ีไม่กระตือรือร้นท่ีจะเข้าไปมีส่วนร่วม และยังคงยอมรับในอานาจรัฐโดย
ปราศจากเง่ือนไข และเน่ืองจากวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามีส่วนร่วม
มักจะแพร่หลายในหมู่คนส่วนน้อยของสังคมจึงมักจะถูกบีบคั้นและท้าทาย
จากวฒั นธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า และจากระบบอานาจนิยมเป็นผล
ให้ประชาชนท่ีมีแนวโน้มท่ีจะยอมรับในวัฒนธรรมทางการเมืองแบบน้ีขาด
ความเชื่อม่ันในตนเอง และไม่สามารถที่จะดาเนินการใดๆ ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ ในระยะแรกของสงั คมที่มวี ัฒนธรรมทางการเมืองแบบผสมนี้
เขาเอาระบอบประชาธิปไตยมาใช้ สังคมจะไร้เสถียรภาพ แต่ในระยะยาว
ถ้ามกี ารสรา้ งองค์กรหรือสถาบนั ตา่ งๆ ขนึ้ มารองรับ เช่น พรรคการเมืองก็
ดี กลุ่มผลประโยชน์ก็ดี หรือหนังสือพิมพ์ก็ดี จะยังผลให้เกิดการ
เปล่ยี นแปลงในลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้า ซ่ึงอาจจะ
ทาใหร้ ะบอบประชาธปิ ไตยยืนยงอยไู่ ด้

3. วัฒนธรรมทางการเมือบแบบด้ังเดิมผสมแบบเข้ามีส่วนร่วม
หมายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของสงั คมทปี่ ระชาชนสว่ นใหญ่ยังคงมีความ
จงรักภักดีอย่างแน่นแฟ้นต่อเผ่าพันธุ์หรือกลุ่มเช้ือชาติ เม่ือวัฒนธรรมทาง
การเมืองแบบเขา้ มีส่วนร่วม เขา้ มามบี ทบาทในสังคม คนก็จะยอมรับเอาไว้
ส่วนหนึ่ง แต่ทั้งน้ีก็คงอยู่ภายใต้อิทธิพลของแบบด้ังเดิม กล่าวคือ คนจะ
หวังเข้าไปมีส่วนร่วมเพ่ือผลประโยชน์เฉพาะตัว หรือเฉพาะกลุ่มเชื้อชาติ
ไม่มีการยืดหยุ่นประนีประนอมในระหว่างกลุ่มที่แตกต่างกัน ความขัดแย้ง
ในสงั คมเหล่านจ้ี งึ มีอยมู่ าก

~ 163 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม Almond กับ Verba ไม่ได้ยืนยันว่า
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามีส่วนร่วมนั้น เป็นวัฒนธรรมที่เอื้ออานวย
ต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซ่ึงถ้าเรามองการตาม
ความหมายแลว้ จะพบวา่ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้ ส่งเสริมให้คนเข้า
ไปมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง อันเป็นลักษณะหน่ึงของการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย ท้ังน้ีเพราะลักษณะของการเข้ามีส่วนร่วมอาจจะอยู่
ในรูปของอารมณ์ ปราศจากเหตผุ ล ทาไปโดยความชอบ หรอื ความเกลียด
สว่ นตัว ปราศจากขอ้ มลู กไ็ ด้

ด้วยเหตุนี้ Almond กับ Verba จึงได้เสนอวัฒนธรรมทาง
การเมอื งแบบผสม ในอีกรูปแบบหนง่ึ ซึ่งเขาเรียกวา่ Civic Culture ระบบ
การเมืองท่ีมีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบนี้จะเน้นที่การเข้ามีส่วนร่วมอย่าง
กระตือรือร้นและมีเหตุมีผล นอกจากน้ียังผสมกับวัฒนธรรมทางการเมือง
แบบด้ังเดิมและแบบไพร่ฟ้าด้วย แต่มีความสาคัญน้อยกว่าแบบเข้ามีส่วน
ร่วม น่ันคือ ประชาชนในระบบการเมืองที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ
Civic จะมีลักษณะร่วม 2 ประการ โดยสรุปคือ ประการแรก มี
ความสามารถในการเปน็ ผอู้ ยู่ใต้การปกครองท่ีดี (Subject Competence)
และประการท่ีสอง มีความสามารถในการเป็นราษฎรที่ดี กล่าวคือ เข้าไป
มสี ่วนรว่ มทางการเมอื งอย่างมเี หตมุ ผี ล (Citizen Competence)

อทิ ธพิ ลของวฒั นธรรมทางการเมือง
เน่อื งจากวฒั นธรรมทางการเมือง เป็นเรื่องของความรู้สึก ความ
เช่ือ ทัศนคติ ค่านิยม แนวคิดและพฤติกรรมของบุคคลในสังคม ท่ีมีต่อ
ระบบการเมืองและสว่ นตา่ งๆ ของระบบ ดังน้ันวัฒนธรรมทางการเมืองใน

~ 164 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

แต่ละสังคมจึงมีอิทธิพลต่อบุคคลซ่ึงเป็นสมาชิกของสังคมในหลายประการ
ดว้ ยกนั ซึง่ เราอาจจะสรุปได้ดงั ต่อไปน้ี 16

1. วิธีการที่บุคคลแต่ละคนโต้ตอบต่อเหตุการณ์ภายนอก เช่น
เม่ือมีการปฏิวัติ คนไทยอาจจะโต้ตอบในรูปของการวิพากษ์วิจารณ์ คน
ฝรัง่ เศสอาจจะรวมตวั กนั ตอ่ สู้ คนโบลเิ วียอาจจะเพกิ เฉย เป็นต้น

2. เป้าหมายของการแสดงออกซ่ึงพฤติกรรมทางการเมืองจะอยู่
ในรูปใดนั้น มกั จะเป็นผลมาจากวัฒนธรรมทางการเมือง

3. ปทัสถานทเ่ี ปน็ ตัวกาหนดวธิ กี ารเพอ่ื ใหบ้ รรลุในเป้าหมายใด ๆ
ตลอดจนความรูผ้ กู พนั ต่อสงิ่ ใด ๆ ในทางการเมอื ง

4. วธิ ีการทีบ่ คุ คลแตล่ ะคนเข้าไปเกีย่ วข้องกับวถิ ีทางของการเมอื ง
5. วัฒนธรรมทางการเมืองจะกาหนดว่า ถ้ามีปัญหาเรื่องใดเร่ือง
หน่ึง เราควรจะเข้าหาใครในเรื่องนี้ ใครเป็นผู้มีอิทธิพลหรือมีอานาจ
มากกว่ากัน นั่นคือ สามารถบอกให้รู้ถึงตาแหน่งของอานาจและอิทธิพล
ทางการเมืองในสังคม
6. วัฒนธรรมทางการเมืองจะเป็นตัวกาหนดเน้ือหาสาระของการ
ติดตอ่ ทางการเมอื งและกาหนดผลที่จะตามมา กล่าวคือ จะเป็นตัวบอกว่า
ถ้าจะติดต่อในเรื่องน้ี ควรจะพูดว่าอย่างไรและผลท่ีได้จากการพูดใน
ลกั ษณะนัน้ จะเปน็ อยา่ งไร
7. วัฒนธรรมทางการเมือง จะเป็นตัวกาหนดแนวทางในการ
ปฏิบัติให้กับสถาบันทางการเมืองในสังคม เราจึงเห็นได้ว่าในหลายสังคม
ต่างก็มีโครงสร้างทางการเมืองหลายประการท่ีเหมือนกัน เช่น มีรัฐสภา
พรรคการเมือง แต่ปรากฏว่าแนวทางในการปฏิบตั ขิ องสถาบนั ทางการเมือง
ในแต่ละสังคมอาจจะแตกต่างกันไป จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทาให้
ระดับของความม่นั คงในแต่ละสังคมมีไม่เทา่ เทียมกนั

~ 165 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

ท่มี าของวัฒนธรรมทางการเมอื ง
ความโน้มเอียงทางการเมืองอันประกอบด้วย ความรู้ ความเชื่อ
ความรสู้ ึกและประเมินคา่ ในทางการเมือง ซ่ึงรวมกันเข้าเป็นวัฒนธรรมทาง
การเมืองของบุคคลแต่ละคนในสังคมนี้ คนจะได้มาและสามารถท่ีจะ
ถ่ายทอดไปสู่คนอีกรุ่นหน่ึงได้โดยผ่านทางกระบวนการท่ีเรียกว่า “การ
เรียนรู้ทางการเมือง” (Political Socialization) กระบวนการชนิดน้ี ถือ
ได้ว่าเป็นตัวกลางที่เชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมกับมนุษย์ กล่าวคือ เป็นตัว
ท่ดี ึงเอาวฒั นธรรมเขา้ ไปมสี ว่ นหรือมีอทิ ธิพลต่อพฤติกรรมของอมนุษย์อย่าง
มากมาย บางครั้งกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองน้ี ถูกใช้เป็นเคร่ืองมือ
ในทางการเมืองของผู้นา เช่น กรณีของจีน คิวบา และสหภาพโซเวียต
เป็นต้น
กระบวนการเรยี นรู้ทางการเมือง คืออะไร
Kenneth P. Langton ได้ให้นิยามของการเรียนรู้ทางการเมือง
ไว้ว่า หมายถึง “กระบวนการท่ีบุคคลได้เรียนรู้แบบแผนพฤติกรรม และ
อุปนิสัย ในทางที่เก่ียวเนื่องกับการเมืองโดยผ่านทางสื่อกลางต่างๆ ของ
สังคม ส่ือกลางเหล่าน้ีรวมถึง ส่ิงแวดล้อมท่ัวๆ ไป เช่น ครอบครัว กลุ่ม
เพือ่ นฝูง โรงเรียน สมาคมผใู้ หญ่ และสอ่ื สารมวลชนตา่ งๆ” 17
Dawson และ Prewitt ได้สรุปข้อคิดเห็นไว้ว่า กระบวนการ
เรยี นรทู้ างการเมอื ง คือ “กระบวนการของการพัฒนาซ่ึงบุคคลแต่ละคนจะ
ไดม้ า ซึ่งโลกทัศน์ทางการเมือง” 18
Michael Rush และ Phillip Athoff นักสังคมวิทยา
การเมืองท้ังสองท่านได้ให้คาจากัดความของกระบวนการเรียนรู้ทางการ
เมืองไว้ดังต่อไปนี้ “เป็นกระบวนการซ่ึงบุคคลแต่ละคนรู้ตนเองว่าอยู่ใน
ระบบการเมือง ทาให้เกดิ มโนคตหิ รือปฏกิ รยิ าต่อปรากฏการณ์ทางการเมือง

~ 166 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

กระบวนการน้ีเกิดข้ึน จากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และ

วฒั นธรรมของสังคมท่ีบุคคลนั้นเป็นสมาชิกอยู่ และยงั เกิดจากกระบวนการ

มีบทบาทต่อกันในระหว่างบุคลิกภาพ และประสบการณ์ของบุคคลแต่ละ
คนอกี ด้วย” 19

เพื่อความกระจ่างในคาจากัดความดังกล่าว Rush กับ Athoff
ได้เสนอรปู แบบของกระบวนการเรยี นรทู้ างการเมอื งขึ้นดังภาพ

สอ่ื กลาง (Agents) ฉากการรบั รู้ บุคคล
เดก็ /วัยรุ่น/ผ้ใู หญ่

ครอบครวั ความรู้
การศึกษา ค่านยิ ม
เพ่ือนฝูง ทัศนคติ
กลมุ่ ศาสนา
กล่มุ อาชีพ บคุ ลิกภาพ
สื่อมวลชน
ประสบการณ์

~ 167 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

จากรูปเราจะพบว่าบุคคลซ่ึงเป็นสมาชิกของสังคม ไม่ว่าจะเป็น
เด็กวัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ต่างตกอยู่ภายใต้การห้อมล้อมจากบรรยากาศทาง
การเมืองของสังคม ซึ่งต่างก็มีอิทธิพลต่อบุคคลทั้งส้ิน ในสภาพแวดล้อม
ทางการเมอื งยังมสี ื่อกลาง (Agents) ในรูปแบบท่ีแตกต่างกันท่ีจะเป็นตัวที่
จะสร้างอิทธิพลหล่อหลอมทัศนคติ ค่านิยม และประสบการณ์ของบุคคล
ไปในรูปแบบใดๆ สอ่ื กลางเหลา่ น้ี ประกอบไปด้วย ครอบครัว การศึกษา
โรงเรียน กลุ่มเพ่ือนฝูง กลุ่มศาสนา กลุ่มอาชีพ และสื่อมวลชน เป็นต้น
สื่อกลางเหล่านี้ จะกระทาการโดยผ่านทางจากรับรู้เข้าไปทาให้คนเกิดโลก
ทศั น์ทางการเมืองในรูปแบบใดๆ ข้นึ มา

หน้าท่ขี องกระบวนการเรยี นรทู้ างการเมอื ง
กระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองมีบทบาท หน้าท่ีที่สาคัญหลาย
ประการด้วยกัน ในท่ีน้ีเราอาจจะสรุปหน้าท่ีหลักของกระบวนการเรียนรู้
ทางการเมอื งท่พี ึงมีต่อวฒั นธรรมทางการเมืองได้เปน็ 3 ประการคือ 20
1. รักษาไว้ซง่ึ วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง การท่ีคนรุ่นเก่า
อบรมสั่งสอนเพื่อสืบทอดค่านิยมทางการเมือง ทรรศนะ ปทัสถาน และ
ความเชื่อไปยังคนรุ่นใหมข่ องสังคม การให้การเรียนรู้ทางการเมืองโดยหวัง
ท่ีจะรักษาไว้ซ่ึงวัฒนธรรมทางการเมืองเดิมน้ัน อาจจะทาได้โดยผ่าน
สอ่ื กลางตา่ งๆ ทเี่ ราไดก้ ล่าวมาแล้วขา้ งต้น
2. ปฏิรูปวัฒนธรรมทางการเมือง ทุกสังคมย่อมประสบกับการ
เปลี่ยนแปลงซ่ึงจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มทางการเมืองของประชาชนไม่
มากก็น้อย กระบวนการเรียนรู้จะเป็นตัวช่วยให้ข่าวสารใหม่ๆ อันจะ
นาไปสู่การปฏิรปู วัฒนธรรมทางการเมืองไดเ้ ป็นอย่างดี

~ 168 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

3. สร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ปัญหาท่ีสาคัญยิ่ง ท่ีประเทศ
เกิดใหม่ประสบกค็ อื พวกเขาพบวา่ ตนเองอยูใ่ นชมุ ชนทางการเมืองใหม่ที่ยัง
ไม่มีภาษา วัฒนธรรม ศาสนา หรือแม้แต่ศัตรูร่วมกัน ปัญหาของความ
เปน็ อนั หนึ่งอันเดียวกันภาระในชาติจะเกิดขึ้น ส่ิงแรกและถือได้ว่าเป็นสิ่งท่ี
สาคัญที่สุดท่ีผู้นาจะต้องกระทาก็คือ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง
ร่วมกัน หรือสร้างค่านิยม ความเชื่อร่วมกันอันเป็นท่ียอมรับของคนใน
ชุมชนให้เกดิ ขน้ึ มาให้ได้ ในสภาพของความสับสนหลังจากการได้เอกราชนี้
กระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองจะเป็นเคร่ืองมือท่ีสาคัญในการช่วย
ก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองอันจะนามาซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
ของชาตไิ ด้

วิธกี ารเรยี นรทู้ างการเมอื ง
การเรียนรู้ทางการเมืองของคนนั้น อาจจะกระทาได้หลายทาง
ดว้ ยกนั ในทน่ี ี้เราอาจสรุปกระบวนการเรียนรู้เฉพาะที่สาคัญ ๆ ได้เป็น 2
วิธดี ้วยกนั คือ 21
1. การเรียนรู้ทางการเมืองโดยทางอ้อม ซึ่งอาจแบ่งออกไปได้
อกี เป็น 3 รูปแบบด้วยกนั คือ

1.1 การถ่ายโอนระหว่างบุคคล (Interpersonal
Transference) รปู แบบนเี้ ชอ่ื ว่าเด็กได้รับการเรยี นรู้ทางการเมือง แรกเริ่ม
จากประสบการณ์ท่ีเราได้สัมพันธ์ติดต่อกันกับบุคคลในครอบครัวและใน
โรงเรียน เม่อื เด็กเติบโตข้ึน เขาก็จะยึดเอาประสบการณ์นั้นๆ เป็นหลักน่ัน
คือ นักวิชาการจิตวิทยาวัฒนธรรม และสังคมวิทยาการเมืองเชื่อว่า
อุปนิสัยของคนจะเป็นประชาธิปไตย หรืออานาจนิยมนั้นข้ึนอยู่กับ
ความสัมพันธ์ติดต่อที่เขามีต่อบุคคลที่มีอานาจในสมัยเด็กๆ เช่น ถ้าเด็ก

~ 169 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ไดร้ บั การอบรมจากครอบครัวที่เปน็ อานาจนยิ ม กลา่ วคอื บิดาเป็นบุคคลท่ี
เจ้าระเบียบที่ไม่ให้โอกาสแก่ลูกๆ ในการแสดงความคิดเห็น หรือร่วมใน
การตดั สนิ ใจใดๆ เมือ่ เตบิ โตข้ึน เขากจ็ ะมแี นวโน้มไปในแง่ของอานาจนิยม
และจะมีวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตย ซงึ่ ตา่ งกับครอบครวั ท่สี อนใหเ้ ด็กได้แสดงออกเรียนรู้ท่ีจะเข้า
ไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามอย่างลืมหูลืมตาไม่ข้ึน
หรอื ปราศจากเหตุผล

1.2 การฝึกหัดอบรม (Apprenticeship) รูปแบบน้ีจะ
สัมพันธ์กับรูปแบบแรกอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ ในรูปแบบแรกนั้นเป็นการ
ถ่ายโอนอุปนิสัย อันได้มาจากประสบการณ์ท่ีมีต่อบทบาทท่ีไม่ใช่ทางการ
เมือง ส่วนการฝึกหดั อบรมเกิดขึ้นในลักษณะคล้ายกัน จากพฤติกรรมและ
ประสบการณ์จากสถานการณ์ที่ไม่ใช่เป็นเร่ืองการเมือง ทาให้บุคคลแต่ละ
คนมีทักษะและคา่ นยิ มซ่ึงสามารถใชใ้ นแวดวงการเมอื งได้ เชน่ องคก์ รหรือ
สถาบันฝึกอบรมให้เด็กรู้จักแข่งขันกัน โดยเคารพต่อกติกา ยอมรับความ
พ่ายแพ้ เลือกผู้นาโดยใช้เสียงข้างมาก องค์กรในทานองน้ีเช่น ลูกเสือ
อนกุ าชาด ชมรมต่างๆ เป็นต้น

1.3 ระบบความเชอื่ ค่านยิ มโดยท่วั ๆ ไป เปน็ ท่เี ช่ือกันว่าระบบ
หรือแบบแผนของความเชื่อ ค่านิยมโดยทั่วๆ ไปจะมีผลต่อทางการเมือง
มาก ดังท่ี Verba ได้สรุปไว้ว่า

“ความเชื่อพื้นฐานและแบบแผนค่านิยมของวัฒนธรรมใดๆ อัน
เป็นค่านิยมโดยท่ัว ๆ ไปที่ไม่ได้เก่ียวกับสรรพสิ่งทางการเมืองใดโดยเฉพาะ
มักจะมีบทบาทท่ีสาคัญในการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง มิติต่างๆ ของ
ความเช่ือพื้นฐาน เช่น ทรรศนะว่าด้วยความเกี่ยวพันกันระหว่างคนกับ
ธรรมชาติ ความคาดหวังในอนาคต ทรรศนะว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์

~ 170 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

และว่าด้วยหนทางที่เหมาะที่ควรในการเข้าหาบุคคล ตลอดจนความโน้ม
เอียงต่อกิจกรรม และความเชื่อในเร่ืองของการกระทากิจกรรมโดยทั่วไป
มักจะข้นึ ตอ่ กนั อย่างชัดแจง้ กับทศั นคติทางการเมอื ง” 22

เราจะพบวา่ การเรยี นรทู้ างการเมอื งโดยทางออ้ ม มักจะเน้นที่การ
เรียนรูใ้ นวัยเดก็ และมักจะเนน้ ศึกษาความโนม้ เอียงทางการเมืองในวงแคบ
คือ ดเู ฉพาะความโนม้ เอียงที่เดก็ มตี อ่ ผู้ใหญ่หรือผมู้ ีอานาจ และดูที่การเข้า
มีส่วนร่วมของเด็กเท่าน้ัน แต่การเรียนรู้ทางการเมืองโดยทางอ้อมน้ีไม่
สามารถใหค้ าตอบในเร่อื งของความรูส้ กึ เป็นชาตินิยม การยึดมั่นเป็นสมาชิก
พรรคการเมืองได้

2. การเรียนรู้ทางการเมืองโดยตรง วิธีการเรียนรู้ทางการเมือง
โดยตรงน้ี เราอาจจะแบง่ ออกได้เป็น 4 รูปแบบดว้ ยกนั ดงั ต่อไปนี้

2.1 การเลยี นแบบ คอื เป็นวิธีการท่ีใช้กันอย่างกว้างขวาง ไม่
ว่าจะอยู่ในวัยเด็กหรือผู้ใหญ่ ฉลาดปราดเปรียวหรือเบาปัญญาก็ตาม การ
เรยี นรู้โดยการเลยี นแบบ อาจจะเป็นไปด้วยความต้ังใจ มีสติสัมปชัญญะที่
สมบูรณ์ หรืออาจกระทาไปโดยท่ีไม่ต้ังใจก็เป็นได้ เช่นเด็กๆ จะเอาอย่าง
ประเดน็ สาคญั ๆ ในเร่ืองของวัฒนธรรม สังคมและศาสนา จากผู้ใหญ่โดยใช้
ค่านิยมของบิดามารดาเป็นตัววัดและนามาเป็นของตนเอง จากการศึกษา
ของ Greenstein และของ Easton กบั Hess ซึง่ ได้ทาการศึกษาความ
ผูกพันที่เด็กมีต่อพรรคการเมือง ปรากฏว่า เด็กอายุ 7 - 8 ขวบกว่า
ครึ่งหนึ่งท่ีมีลักษณะของความผูกพันต่อพรรคการเมือง ท้ังๆ ท่ีเด็กในวันนี้
ยังไม่ได้เรียนรู้ว่าพรรคการเมืองเป็นอย่างไรด้วยซ้าไป เชื่อกันว่าเด็ก
เลียนแบบบดิ ามารดานั่นเอง

2.2 การเรียนรู้โดยการคาดไว้ล่วงหน้า (Anticipatory
Socialization) เป็นแนวคิดของนักสังคมวิทยาช่ือ Robert Merton ท่ีมี

~ 171 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

ทรรศนะวา่ คนท่ีสร้างความหวงั ที่จะไดง้ านดีหรือมฐี านะทางสังคมดี มักจะ
เร่ิมฝึกเอาคา่ นยิ มและพฤตกิ รรมของคนทีม่ งี านดหี รอื อยู่ในฐานะทางสังคมที่
สูงแล้ว มาเป็นของตนก่อนท่ีเราจะได้งานหรืออยู่ในฐานะน้ัน ๆ เสียอีก
กรณีเชน่ นี้ เราจะพบได้จากนักศึกษากฎหมายและนักศกึ ษาแพทย์ พวกน้ีจะ
เรม่ิ คดิ และทาอะไรๆ เหมือนทนายความหรอื เหมอื นแพทย์จริงๆ ในทางการ
เรยี นร้ทู างการเมอื งกเ็ ช่นกัน เราจะพบเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าพวกนักศึกษาที่เป็น
กลุ่มที่ตื่นตัว เข้าร่วมกิจกรรมบ่อย มักจะเตรียมตัวเองเข้าสู่ตาแหน่งที่มา
จากการเลือกต้งั ก่อนท่ีเขาจะมอี ายุถึงเกณฑ์ไปลงคะแนนเสียงเสยี อีก

2.3 การศึกษาทางการเมือง หมายถึงวิธีการเรียนรู้ทางการ
เมืองอย่างตรงไปตรงมา มีองค์กรหรือสถาบัน เช่น ครอบครัว โรงเรียน
หน่วยงานของรัฐ หรือพรรคการเมืองเป็นผู้ดาเนินการ ส่วนวิธีการนั้น
แตกต่างกันไปในแต่ละสังคม แต่ท่ีสาคัญย่ิงก็คือ สังคมจะต้องให้การศึกษา
ทางการเมือง โดยม่งุ ทจ่ี ะกระตุ้นใหส้ มาชกิ ของสังคมเกิดความจงรกั ภกั ดี มี
ความเป็นชาตินิยม และสนับสนุนสถาบันทางการเมือง โรงเรียนจะเป็น
องค์กรท่มี ีบทบาทท่สี าคัญยิ่งในการน้ี ส่วนมากในทุกสังคม โรงเรียนจะสอน
ให้เคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติ สรรเสริญวีรบุรุษ วีรสตรีของชาติ พยายาม
ใหเ้ ด็กยดึ มน่ั ผกู พันกบั ชาติ

2.4 ประสบการณ์ทางการเมืองโดยตรง บางคนอาจเรียนรู้
ทางการเมืองโดยมีการติดต่อสัมพันธ์กับนักการเมือง โครงสร้างหรือ
เหตุการณ์ทางการเมือง จากการศึกษาของ De Tocqueville พบว่า การ
เฝ้าสังเกตและการไปเก่ียวข้องกับการเมืองน้ัน จะเป็นปัจจัยสาคัญในการ
ขัดเกลาความโน้มเอียงทางการเมืองของบุคคลนั้น นอกจากนี้มีการศึกษา
ของ Easton ซึ่งพบว่าแนวโน้มท่ีคนจะสนับสนุนโครงสร้างทางการเมืองที่
เป็นอยู่ ข้ึนอยู่กับความพึงพอใจท่ีบุคคลนั้นมีต่อนโยบาย หรือผลผลิตท่ีได้

~ 172 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

จากการตัดสินใจของรัฐบาล การเรียนรู้ทางการเมืองท่ีมีผลต่อความโน้ม
เอียงทางการเมืองของบุคคลอีกประการหน่ึงคือ การติดต่อโดยตรงกับ
นกั การเมืองหรือเจ้าหน้าท่ีรัฐบาล ซ่ึงวิธีการเรียนรู้แบบนี้จะช่วยสร้างความ
มั่นใจในตนเองให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล และจะส่งผลให้เขารู้สึกว่าตนเองมี
ความสามารถท่ีจะส่งผลกระทบหรือเข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินนโยบาย
ทางการเมอื งได้

ขัน้ ตอนของการเรียนรทู้ างการเมือง
อาจกล่าวได้ว่า การเรียนรู้ทางการเมืองของบุคคลนั้น จะเกิด
ขึ้นอยู่ตลอดเวลาตอลดชีวิตโดยจะย่นขั้นตอนต่างๆ ท่ีสาคัญๆ พอสรุปได้
เปน็ 4 ขน้ั ตอนด้วยกันคอื 23
ขั้นตอนที่หน่ึง ถอื เปน็ ขนั้ ตอนแรกของการเรยี นรู้ของคน สถาบนั
ท่สี าคญั มากท่ีสุดในขั้นตอนนี้คอื ครอบครวั เปา้ หมายของการเรียนรู้ในข้ัน
นีก้ ค็ อื เพอื่ ใหม้ นษุ ยเ์ รียนรู้วธิ กี ารดารงชีวติ อย่ใู นสังคมรว่ มกับผูอ้ ืน่ ได้
ขั้นตอนที่สอง เด็กจะเริ่มมีเอกลักษณ์ส่วนตัว และมีการพัฒนา
ไปสู่การมีพื้นฐานความรู้และความเช่ือ ส่ิงสาคัญท่ีเด็กเรียนรู้ในขั้นตอนนี้ก็
คือ สภาพของอานาจอันชอบธรรม ความเชื่อถือไว้วางใจผู้อื่น บางสังคม
ให้การอบรมเด็กโดยสอนไมให้ไว้ใจคนอื่น ผลท่ีตามมาทาให้ชาวพม่าไม่ให้
ความเชื่อถือไว้วางใจนักการเมือง หรือสถาบันทางการเมือง จึงทาให้
การเมอื งพม่ามกั จะใชว้ ธิ กี ารรนุ แรง
ขัน้ ตอนท่ีสาม เปน็ ขนั้ ตอนที่คนเริ่มได้รับการเรียนรู้ทางการเมือง
ของสังคมกล่าวคือ มีประสบการณ์ทางการเมือง ติดต่อกับนักการเมือง
ไดร้ ับความรู้จากพรรคการเมือง ส่ือมวลชนและกระบวนการเลือกตั้ง เป็น
ตน้ ขนั้ ตอนน้ี จะทาให้คนมบี ุคลิกภาพ มีทัศนคติ ความรสู้ กึ คา่ นยิ มทาง

~ 173 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

การเมือง รวมท้ังสามารถพินิจพิเคราะห์ หรือรู้จักประเมินค่าในทาง
การเมอื งได้

ขั้นตอนท่ีส่ี เป็นข้ันตอนสุดท้ายของการเรียนรู้ทางการเมือง ใน
ข้ันตอนน้ีคนจะมีความรู้ ความเข้าใจ และเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่าง
กระตือรือร้น มีความรู้สึกว่าการเมืองกับตนเองแยกกันไม่ได้ และเชื่อว่า
ตนเองสามารถกอ่ ให้เกดิ การเปลยี่ นแปลงในทางการเมือง และมีอิทธิพลต่อ
การตัดสนิ นโยบายของรฐั ได้

นอกจากวัฒนธรรมทางการเมืองจะได้มาจากกระบวนการเรียนรู้
ทางการเมืองแล้วยังมีปัจจัยอ่ืนๆ อีกมากที่อาจนับได้ว่ามีส่วนหรือมีอิทธิพล
ให้เกดิ วฒั นธรรมทางการเมืองในลักษณะใดๆ ขึ้นมา ปัจจัยเหล่าน้ีประกอบ
ไปดว้ ย 24

1. เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ หมายถึง เหตุการณ์ที่สังคมนั้น
ประสบในอดีต ซึ่งอาจมีส่วนในการกาหนดพฤติกรรมของคนที่พึงมีต่อ
ระบบการเมืองในปัจจุบัน เช่น อังกฤษมีประสบการณ์ทางการเมืองที่
ราบเรียบ มีการเปล่ียนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนโดยสันติวิธี จึงเป็นผลให้
วัฒนธรรมทางการเมืองของคนอังกฤษยึดหลักการประนีประนอมกัน ไม่ใช่
กาลังรุนแรงตัดสินปัญหา ด้วยเหตุน้ี อังกฤษจึงมีระบอบประชาธิปไตยที่มี
เสถยี รภาพ

2. สภาพภูมิศาสตร์ของสังคม เช่นท่ีตั้ง สภาพอากาศ
ทรัพยากร ขนาดของประเทศ ฯลฯ ก็นับได้ว่ามีอิทธิพลต่อรูปแบบของ
วัฒนธรรมทางการเมอื งของสังคมด้วย เช่น อังกฤษซึ่งเป็นประเทศท่ีต้ังอยู่
บนเกาะ มขี นาดเล็ก ความเป็นอนั หนงึ่ อนั เดียวกนั ของคนในสังคมจึงอยู่ใน
ระดบั สงู วฒั นธรรมทางการเมืองของอังกฤษจึงเน้นท่ีประโยชน์ในระดับชาติ

~ 174 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

มากกวา่ ในระดับท้องถน่ิ แตกตา่ งจากสหรัฐอเมริกา แม้ว่าจะมีระบอบการ
ปกครองแบบประชาธปิ ไตยเหมือนกนั แต่สหรฐั อเมริกาเป็นประเทศท่ีกว้าง
ใหญ่ไพศาล วัฒนธรรมทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาจึงเน้นที่ประโยชน์
สว่ นท้องถิ่นมากกวา่

3. สภาพทางเศรษฐกจิ สงั คม ประเทศอตุ สาหกรรมทม่ี รี ะดับของ
การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในระดับสูง จะมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิด
วัฒนธรรมทางการเมืองเข้ามีส่วนร่วม ในขณะท่ีสังคมซ่ึงเป็นสังคม
เกษตรกรรม มีระดับของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอยู่ในขั้นต่มักจะมี
วัฒนธรรมทางการเมืองแบบดง้ั เดิมหรอื แบบไพร่ฟา้

4. ขนบธรรมเนียมประเพณีทางการเมือง ลักษณะของ
ขนบธรรมเนียมประเพณีทางการเมือง ในแต่ละประเทศย่อมผิดแผก
แตกต่างกันไม่มากก็น้อย บางประเทศเน้นท่ีการสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
ธงชาติ เพลงชาติ มีการเคารพสักการะในวีรบุรุษ วีรสตรีของชาติ ฯลฯ
เหล่านี้จะมีสว่ นในการสร้างเสรมิ ค่านยิ ม ความเช่ือบางประการ อันเป็นผล
ใหว้ ฒั นธรรมทางการเมอื งในแต่ละประเทศแตกต่างกันไปไมม่ ากก็น้อย

วฒั นธรรมทางการเมอื งเชิงปฏบิ ัติ
ในการท่ีเราจะร้ไู ด้ว่าสังคมใดมีวัฒนธรรมทางการเมืองในลักษณะ
ใด เราอาจดูได้จากทัศนคติของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองใน 3
ระดบั ดว้ ยกนั คือ 26
1. ระบบการเมอื งโดยส่วนรวม ในระดับน้ีเราอาจดูไดจ้ ากระดบั
ของความชอบธรรมของระบบการเมอื งเอง ถ้าประชาชนมีความเชื่อว่าพวก
เขาจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ความชอบธรรมของระบบก็จะสูง แต่
ในทางตรงข้าม ถ้าประชาชนไม่เห็นประโยชน์จากการเคารพเช่ือฟัง
กฎหมายหรือถ้าจะปฏิบัติตามก็เน่ืองมาจากความหวาดกลัวว่าจะถูกขู่เข็ญ

~ 175 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

ทาโทษ แล้วความชอบธรรมของระบบจะต่า ประชาชนจะยอมรับใน
ความชอบธรรมของรัฐบาล หรือผู้ปกครอง ด้วยเหตุผลท่ีแตกต่างกันไป
หลายประการ เช่น ด้วยเหตุจากขนบธรรมเนียมประเพณี จากบารมี
หรือจากกระบวนการทางกฎหมาย เช่น การเลือกต้ังเป็นต้น ถ้าผู้นาหรือ
รฐั บาลมคี วามชอบธรรมแล้ว การที่ประชาชนจะให้การสนับสนุนและเข้ามี
สว่ นรว่ มอย่างเหมาะอยา่ งควรกจ็ ะมมี ากตามมาด้วย ในสังคมท่ีมีระดับของ
ความชอบธรรมในรัฐบาลหรือผู้นาต่า มักจะนาไปสู่วัฒนธรรมทางการเมือง
ในลักษณะทใี่ ช้กาลังรนุ แรง เช่น ในไอร์แลนดเ์ หนือ เป็นตน้

2. กระบวนการทางการเมือง หมายถึง ลักษณะแนวโน้มที่
บุคคลจะเข้าเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง เช่น เรียกร้องต่อ
ระบบ เคารพกฎหมาย และเข้ามีส่วนร่วมในลักษณะต่างๆ ในระบบ
การเมอื งแตล่ ะระบบย่อมท่จี ะมีระดบั ของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเข้ามี
ส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมือง แตกต่างกันไป ท้ังนี้ Almond
และ Powell ได้จาแนกระบบการเมืองท่ีมีอยู่ในโลกออกเป็น 4 ระบบ
ใหญๆ่ ด้วยกันคือ

1. ระบบการเมอื งของสังคมอตุ สาหกรรมแบบประชาธปิ ไตย
2. ระบบการเมอื งของสงั คมอุตสาหกรรมแบบอานาจนิยม
3. ระบบการเมืองของสังคมที่อยู่ในระยะกาลังเปลี่ยนแปลงที่ใช้
ระบอบอานาจนยิ ม
4. ระบบการเมืองของสังคมยุคก่อนอุตสาหกรรมแบบ
ประชาธิปไตย
และระบบการเมืองท้ัง 4 ระบบน้ีจะมีส่วนผสมของวัฒนธรรม
ทางการเมอื งรูปแบบตา่ งๆ แตกตา่ งกนั ไปดงั ต่อไปนี้

~ 176 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

100 แบบเข้ามี แบบเข้ามี แบบเขา้ มี

สว่ นร่วม สว่ นร่วม ส่วนร่วม

90

80 แบบเข้ามี แบบไพร่ฟา้
สว่ นร่วม

70

แบบไพรฟ่ า้
60

50
แบบไพร่ฟ้า

40

30 แบบไพร่ฟา้

20 แบบดง้ั เดิม
10 แบบดัง้ เดิม

แบบดง้ั เดมิ แบบดงั้ เดิม
0

อุตสาหกรรม อตุ สาหกรรม กาลงั เปลี่ยน ก่อน
แบบประชา- แบบอานาจ แปลงใช้ อตุ สาหกรรม
ธิปไตย นยิ ม ประชาธปิ ไตย
แบบ
ประชาธิปไตย

~ 177 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

3. นโยบาย คือดูว่านโยบายในลักษณะใดที่ประชาชนคาดว่า
รัฐบาลจะสนองตอบเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ และวิธีการท่ีจะดาเนินการ
ไปสู่เป้าหมายเป็นอย่างไร ในการท่ีเราจะเข้าใจการเมืองของประเทศใด
เราควรท่ีจะตอ้ งเขา้ ใจประเด็นปัญหาท่ีประชาชนใส่ใจ และประเด็นปัญหา
เหล่านี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องมีนโยบายในลักษณะใดๆ เพื่อแก้ไขและ
ดาเนินการ ประชาชนในแต่ละประเทศจะแตกตา่ งกันในแง่ของความสาคัญ
ท่ีพวกเขาให้ต่อนโยบายของรัฐ ในบางสังคมประชาชนให้ความสาคัญกับ
ทรพั ยส์ ินส่วนบุคคล บางสังคมถือเป็นกฎเลยว่าทรัพย์สินต้องเป็นส่วนรวม
บางสังคมให้ความสาคัญต่อสวัสดิการและความม่ันคง แต่บางสังคมอาจให้
ความสาคัญกับเสรีภาพและกระบวนการยุติธรรม

Almond กบั Powell อา้ งวา่ วฒั นธรรมทางการเมอื งในแต่ละ
สังคมจะอยู่ในลักษณะใดน้ันข้ึนอยู่กับทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ
ความชอบธรรม นโยบายและกระบวนการทางการเมืองท่ีเป็นอยู่ และ
ทศั นคติของประชาชนในแต่ละระดบั อาจจะกลมกลนื หรือขัดแย้งกันก็ได้

วัฒนธรรมทางการเมืองของไทย
ปจั จุบัน นักวชิ าการได้ใหค้ วามสาคัญกับการศกึ ษาวัฒนธรรมทาง
การเมืองกันอยู่อย่างแพร่หลาย มีงานวิจัยใหม่ๆ เกิดข้ึนมากมาย
ครอบคลุมถงึ ประชากรในสาขาอาชีพต่างๆ อยา่ งกว้างขวาง ในท่ีนเ้ี ราจะขอ
ยกผลงานของนักวิชาการท่ีดีเด่นมาเพียง 3 ช้ิน คือผลงานของ ดร.กมล
สมวิเชียร ชื่อ “วัฒนธรรมทางการเมืองไทยกับการพัฒนาทางการเมือง”
ผลงานของ ดร.สุจิต บุญบงการ ช่ือ “วัฒนธรรมทางการเมืองของนิสิต
นกั ศกึ ษา” และผลงานของ ดร. ทินพนั ธ์ุ นาคะตะ ช่ือ “The Problems

~ 178 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมือง

of Democracy in Thailand : A Study of Political Culture and
Socialization of College Students” 26

ดร.กมล สมวิเชียร ได้ศึกษาวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย
โดยคน้ ควา้ ถึงทมี่ าหรอื กระบวนการเรียนรทู้ างการเมือง ซ่ึงถือว่าเป็นปัจจัย
ที่สาคัญยิ่งต่อทัศนคติ และความโน้มเอียงของบุคคลที่พึงมีต่อระบบ
การเมือง ทั้งน้ี ดร.กมล ได้แบ่งระดับของการเรียนรู้ เพ่ือการศึกษาออก
ได้เป็น 3 ระดบั คือ ระดับครอบครัว ระดับสังคมโดยทั่วไป และระดับ
สังคมการเมือง จากการศึกษา ดร.กมล พบว่า การเรียนรู้ทางการเมือง
ของคนไทย จากดั อย่แู ต่เฉพาะในครอบครวั และระดบั สังคมโดยทั่วไป สว่ น
ในระดับสังคมการเมือง ซึ่งเป็นการให้การเรียนรู้ทางการเมืองท้ังทางตรง
และทางอ้อมนั้นยังเป็นของใหม่สาหรับคนไทย คือเริ่มตั้งแต่การ
เปลย่ี นแปลงการปกครองเมือ่ ปี พ.ศ. 2475 นเ้ี อง

การเรียนรู้ในระดับครอบครัว จะเน้นท่ีความเป็นอิสระ
สัมพันธภาพระหว่างบุคคลในครอบครัวกับญาติพ่ีน้องของไทยจะมีลักษณะ
“ตามสบาย” ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรท่ีตายตัว เป็นผลให้คนไทยไม่ชอบอยู่ใต้
กฏเกณฑ์ข้อบังคับของครอบครัวหรือสังคม ดังที่มีการต้ังข้อสังเกตไว้ว่า
“ทาอะไรไดด้ ังใจคือไทยแท้” ความรักในเสรีภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง
หรือลักษณะของปัจเจกชนนิยมน้ี จะมีอิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้
ทางการเมอื งในระยะต่อมาอย่างมาก

เม่ือเด็กโตขึ้น เร่ิมเข้าสังคม พบเพื่อนฝูง ไปโรงเรียน และโตข้ึน
เป็นสมาชิกของสังคมเต็มตัว อิทธิพลของอานาจของราชการก็จะเข้ามามี
ส่วนสร้างแนวความคิด และพฤติกรรมของคน ดร.กมล ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า

~ 179 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

“ยง่ิ บุคคลนั้นเจริญเติบโตขึ้นมาเท่าไหร่ มีบทบาทและความรู้ในสังคมมาก
เทา่ ใด ความสาเหนยี กในอานาจของราชการจะมมี ากเป็นเงาตามตวั ” 27

ดร.กมล จึงสรุปว่าการเรียนรู้ในข้ันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมัยกรุงศรี
อยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ “เป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นอานาจเป็นสาคัญ
หรืออาจเรยี กไดว้ ่า อานาจนยิ ม” 28

ดร.กมล สรุปว่าอิทธิพลจากกระบวนการเรียนรู้ใน 2 ระดับนี้
เป็นผลให้วัฒนธรรมทางการเมืองไทยซึ่งต้ังอยู่บน 2 ขาหยั่ง คือ อิสระนิยม
กับอานาจนิยม กอ่ ใหเ้ กดิ ปญั หาทางการพฒั นาการเมืองหลายประการ คอื

1. การระดมสรรพกาลงั จะทาไดผ้ ลกต็ ่อเมอ่ื มีผูน้ าท่เี ดด็ ขาด ใน
ยามที่มผี ้นู าที่ปราศจากความเดด็ ขาด ไม่มลี กั ษณะอานาจนยิ มจะเป็นผลให้
สังคมออ่ นแอลงทนั ที

2. ความเป็นอิสระ และการใช้อานาจที่มากจนเกินไปโดย
ปราศจากความรับผิดชอบท่ีตามมา จะเป็นผลเสียต่อการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย จะพบได้ว่าการรวมตัวกันเป็นองค์กรจะกระทาได้
ช่ัวคราวเทา่ นน้ั เม่อื สน้ิ ผนู้ าทเี่ ขม้ แข็ง องค์กรก็จะสลายตัวไปดว้ ย

3. ผลจากอานาจนยิ ม ทาให้คนไทยพยายามแสวงหาให้ได้มาซึ่ง
อานาจ และอานาจน้ีเองจะเป็นเคร่ืองมือที่สาคัญอันจะนามาซึ่งสถานภาพ
ทางสงั คมในระดบั สงู ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงพากันยกย่อง ให้เกียรติ เกรง
กลวั เคารพนับถือผ้มู อี านาจ ด้วยเหตุท่อี านาจนามาซง่ึ ทกุ สง่ิ ทุกอย่างนี้เอง
จึงกอ่ ใหเ้ กิดการผูกขาดในอานาจ ไมย่ อมให้ประชาชนไดเ้ ข้าไปมสี ่วนรว่ มใน
การใช้อานาจอย่างจริงจงั อนั จะเป็นผลเสียตอ่ การพฒั นาทางการเมอื งได้

4. การที่วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยมีส่วนที่เป็นอิสระนิยม
อย่างมาก จึงทาให้คนไทยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นองค์กรไม่ได้ และไม่อาจ
กอ่ ให้เกิดความคิดของกลุ่มท่เี รียกว่า “อุดมการ” การแลกเปลี่ยนทศั นะกัน

~ 180 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

กม็ อี ยนู่ อ้ ย ความคิดใหมๆ่ จึงไมค่ อ่ ยเกิด หรอื เมือ่ เกดิ ขึ้นมาไดก้ ็จะไม่มกี าร
ถ่ายทอด นอกจากนี้ จากการท่ีคนไทยนิยมหรือเคารพในผู้มีอานาจ จึง
กอ่ ให้เกิดระบบสมั พนั ธ์ภาพทีใ่ ห้ความสาคัญกบั บุคคลมากกวา่ อดุ มการ

5. ผลจากท่ีคนไทยรักในอิสระและนิยมในอานาจ จึงทาให้
พฤติกรรมทางการเมืองของคนไทยมีลักษณะ Pragmatism กล่าวคือ มี
ความยดื หยุ่นสามารถเปลยี่ นใหเ้ ข้ากับสิ่งแวดลอ้ มได้ไมย่ าก และจะสนใจใน
ส่งิ ท่เี ป็นไปไดเ้ ท่านน้ั ไม่สนใจทจี่ ะโตเ้ ถยี งกนั ในปัญหาทฤษฎีและอุดมการ

โดยสรุป ดร.กมล อ้างว่า “วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยไม่
เอ้ืออานวยตอ่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่
บนรากฐานของกฎหมาย ไม่ใช่ตัวบุคคล ข้ึนกับอุดมการณ์ความเท่าเทียม
กันแบบ Active Participant (ไม่ใช่แบบผู้ตาม) และ Differentiation
ของระบบพรรคการเมือง (เช่น พรรค กลุ่มการเมือง กลุ่มผลประโยชน์
ฯลฯ) 29

ดร.สจุ ิต บุญบงการ ไดร้ ับอทิ ธิพลจากผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกา
และผลงานวิจยั ของ Almond & Verba และ The Civic Culture ซ่ึงให้
ความสาคัญต่อการศึกษาในฐานะที่เป็นปัจจัยที่สาคัญต่อการเปล่ียนแปลง
ทัศนคติ คา่ นยิ ม และบุคลิกภาพของประชาชน ทั้งน้ี ผู้ท่ีมีระดับการศึกษา
สูง ยอ่ มทจี่ ะมวี ฒั นธรรมทางการเมอื งท่แี ตกตา่ งไปจากผ้ทู ีม่ รี ะดบั การศกึ ษา
ตา่

ในการวิจัยเรื่องน้ี ดร.สุจิต ได้ทากาสอบถามนิสิตนักศึกษาปี
สุดท้าย ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จานวน 372 คน ซึ่งมีจานวนไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของจานวนนักศึกษา
ท้ังหมด ในจานวนน้ีที่เห็นว่ากิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาลไม่มีผลกระทบ

~ 181 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

กระเทือนต่อชีวิตประจาวันของตน และกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เห็นว่า
กจิ กรรมตา่ ง ๆ เหลา่ นัน้ ของรัฐบาลได้มีส่วนปรับปรุงประเทศใหด้ ขี นึ้ บา้ ง 30

นอกจากนี้ จากการวิจยั พบวา่ นกั ศึกษารฐั ศาสตร์และนติ ศิ าสตร์
จะมีความสนใจทางการเมืองมากกว่านักศึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคนิค
ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของนิสิตนักศึกษาที่เรียนทางด้านรัฐศาสตร์ และ
นิติศาสตร์ได้ติดตามกิจกรรมทางด้านการเมืองและของรัฐบาลบ่อยคร้ัง
มาก 31 ในการณ์นี้มีนักศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ที่ติดตาม
ข่าวและข้อวิจารณ์ทางการเมือง ในหนังสือพิมพ์ถึง 70.7 เปอร์เซ็นต์
และถกเถียงปัญหาทางการเมืองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถึง 59.9
เปอร์เซ็นต์ 32 แต่ในเรื่องของความต้องการหรือความคาดหวังท่ีจะดารง
ตาแหนง่ ทางการเมืองในอนาคต อนั เป็นสงิ่ หนงึ่ ทช่ี ใ้ี ห้เห็นถงึ ความสนใจทาง
การเมือง และความเชื่อม่ันในตนเองที่จะเข้าไปมีบทบาททางการเมือง
โดยตรง ส่วนใหญ่ไม่สนใจหรือสนใจแต่เพียงเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้ดารง
ตาแหน่งทางการเมืองเทา่ นน้ั 33

ใ น ส่ ว น บ ท บ า ท ข อ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย ห รื อ ส ถ า บั น ก า ร ศึ ก ษ า ต่ อ
วัฒนธรรมทางการเมือง ดร.สุจิต ตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่า มหาวิทยาลัยหรือ
สถาบันการศึกษาทั่วๆ ไป ควรจะเปน็ สถาบันที่ทาลายลา้ งค่านิยม ทัศนคติ
เก่า ๆ ตลอดจน วิธีดารงชีวิตตามจารีตประเพณี เช่น ล้มล้างลักษณะท่ี
น่ิงเฉยทางการเมือง แต่ ดร.สุจิต พบว่า สถาบันการศึกษาไม่ได้มีส่วนใน
การเปลีย่ นแปลงทศั นคติของนกั ศกึ ษาเทา่ ท่คี วร อทิ ธพิ ลของการเรยี นรู้จาก
ครอบครัว และสังคมยังมอี ยูม่ าก

โดยสรุป ดร.สุจิต อ้างว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ยังมีความน่ิงเฉย
ทางการเมืองอยู่อันเนื่องมาจากการอบรมในมหาวิทยาลัยท่ีเน้ นในด้าน

~ 182 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

การศึกษา วิชาชีพ ตลอดจนเน่ืองมาจากมาตรฐานการศึกษาท่ีต่า และ
ขาดการเน้นในด้านการเสริมสร้างปัญญา สนใจในเรื่องของตนมากกว่า
สงั คมโดยสว่ นรวม และได้รบั การอบรมให้นยิ มในอานาจ 34

ดร. ทินพนั ธุ์ นาคะตะ ได้ศึกษาวิจัยวัฒนธรรมทางการเมืองของ
นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงเรียนนายร้อยพระ
จุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายเรืออากาศ โดยแบ่ง
นักศกึ ษาทง้ั หมดออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะแขนงวิชาที่ทาการศึกษา คือ
นักศึกษาท่ีศึกษาวิชาแขนงสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการทหาร
นักศึกษาที่ใช้เปน็ หนว่ ยศึกษาน้ีเป็นนักศึกษาชายลว้ น ในการวิจัยนี้ ดร.ทิน
พันธุ์ ตอ้ งการตอบคาถาม ดงั ต่อไปนี้

1. จรงิ หรอื ไมท่ ม่ี กี ารอ้างกันว่า ทัศนคติทางการเมืองดั้งเดิมของ
คนไทยนั้นไม่เอื้ออานวยต่อกระบวนการของระบอบประชาธิปไตยมากนัก
ทศั นคติแบบประชาธิปไตยยังไม่เกิดในบรรดาประชาชน ส่วนมากยังคงถูก
ครอบงาโดยอิทธิพลของอานาจนิยม มีความยืดหยุ่นเล็งผลผลิตทางการ
ปฏิบัติ แต่ก็ขาดการวพิ ากษว์ จิ ารณ์

2. จริงหรือไม่ที่มีการอ้างกันว่า ประชาชนไทยมีการเข้ามีส่วน
รว่ มทางการเมืองในระดับคอ่ นข้างต่า และมีระดับของความกระตือรือร้นที่
จะเข้าไปมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งในระดบั ต่าด้วย

3. จริงหรือไม่ท่ีมีการอ้างกันว่า ระดับของทัศนคติแบบ
ประชาธิปไตยระดับของความกระตือรือร้นทางการเมือง ระดับของความ
เชื่อม่ันในตนเองในฐานะท่ีเขาเป็นราษฎรคนหน่ึงตลอดจนระดับของทัศนคติ

~ 183 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

แบบอานาจนิยม การขาดวิจารณญาน และศรัทธาในสภาพแวดล้อมของ
มนุษย์นน้ั ข้นึ อยกู่ ับกระบวนการเรียนร้ทู างการเมอื ง

จากการวิจัยน้ี ดร.ทินพันธุ์ พบว่า นักศึกษามีทัศนคติทาง
การเมืองที่ขัดกันในตัวของนักศึกษาเอง กล่าวคือ มีทัศนคติทั้งแบบท่ี
ล้าสมัยและทันสมัยปนเปอยู่ มีทั้งทัศนคติท่ีเอื้ออานวยต่อประชาธิปไตย
และทัศนคติท่ีมีลักษณะต่อต้านประชาธิปไตยในตัว เม่ือนักศึกษายิ่งศึกษา
สูงมากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมีลักษณะอานาจนิยมมากขึ้นเท่านั้น แต่ก็ยังคงมี
ความรูส้ กึ ต้องการทจี่ ะเข้าไปมสี ่วนรว่ มทางการเมืองเพิม่ ข้ึนดว้ ย 35

นอกจากน้ี ดร.ทินพันธุ์ยังพบว่า นักศึกษาทางแขนงวิชา
วิทยาศาสตร์จะมีทัศนคติท่ีเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดนักศึกษาทางแขนง
วิชาทหารมีแนวโน้มไปทางด้านอานาจนิยมในขณะท่ีนักศึกษาทางแขนง
สังคมศาสตรอ์ ยูร่ ะหว่างกลางของขัว้ ปลายสดุ สองด้านน้ี 36

ดร.ทินพันธ์ุ จึงสรุปไว้ว่า ลักษณะทัศนคติของนักศึกษาไทยท่ี
ขัดแย้งกันระหว่างประชาธิปไตยกับอานาจนิยมนี้ เป็นลักษณะร่วมของ
สังคมท่ีกาลังเปล่ียนแปลงทุกสังคม รวมทั้งสังคมไทย ดังนั้นระบบการ
เมืองไทยจะมั่นคงและมีประสิทธิภาพได้ ผู้ท่ีจะขึ้นมาเป็นผู้นาในอนาคต
จะต้องเปลี่ยนทัศนคติแบบด้ังเดิมให้เป็นทัศนคติท่ีเอื้อต่อประชาธิปไตยให้
ได้ 37

บทสรุป

แมว้ า่ วัฒนธรรมทางการเมืองจะมีลักษณะเป็นนามธรรม กลา่ วคือ
เป็นแบบแผนของทัศนคติ หรือความโน้มเอียงทางความเช่ือและสภาวะ
อารมณข์ องคนในสงั คม แต่ก็นับได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นปัจจัยที่มี

~ 184 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

อิทธิพลยิ่งในฐานะที่เป็นตัวกาหนดกรอบพฤติกรรมทางการเมืองตลอดจน
กิจกรรมทางการเมืองของบุคคล

ฉะน้ัน ในการท่ีเราจะทาความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมือง
ใดๆ ท่ีเกิดข้ึน วัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็นตัวแปรที่สาคัญตัวหน่ึงที่เรา
จะตอ้ งนามาพจิ ารณา

ด้วยเหตุท่ีว่า สังคมแต่ละสังคม มีขนบธรรมเนียมประเพณี
กระบวนการทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ตลอดจนประวัติศาสตร์
ความเป็นมาที่ต่างกัน จึงเป็นผลให้ วัฒนธรรมทางการเมืองแตกต่างกันไม่
มากก็น้อย การทาความเข้าใจลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองจึง
จาเป็นต้องศึกษาจากแหล่งที่มา โดยเฉพาะจากกระบวนการเรียนรู้ทางการ
เมอื งของสงั คมน้นั ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ เราก็อาจท่ีจะศึกษาลักษณะของ
วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมใดๆ ได้โดยพิจารณาจากทัศนคติใน
ความชอบธรรมของระบบการเมือง ลักษณะแนวโน้มของการเข้ามีส่วนร่วม
ทางการเมอื งของประชาชน และนโยบายของรัฐบาล

~ 185 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมือง

เชิงอรรถ

1 Seymour Martin Lipset, Political Man, (N.Y.:
Doubleday and Co., 1963), pp. 31-45.

2 Ibid., p. 31.
3 Ibid.
4 Martin Needler, “Political Development and
Socioeconomic Development: The Case of Latin America,” The
American Political Science Review, Vol. LXII. No. 4, (Sept.
1968), pp. 889-897.
5 Gabriel A. Almond and Sidney Verba, The Civic
Culture, (Boston: Little, Brown and Co., 1965), p. 3.
6 Lucian W. Pye. “Political Culture”, ใน International
Encyclopedia of the Social Sciences, (N. Y.: Mac Millan and
the Free Press, 1968), Vol. 12, p. 218.
7 Jarol B. Manheim, The Politics Within, (N.J.: Prentice
Hall, 1975), p. 30.
8 Gabriel A. Almond, G. Bingham Powell Jr.,
Comparative Politics : A Developmental Approach, (Boston :
Little, Brown and Co., 1966), p. 50
9 Eric Rowe, Modern Politics. (London: Routledge and
Kegan Paul, 1969), p. 12.
10 Op. cit., Almond and Verba, pp. 12 – 13.

~ 186 ~

ทฤษฎกี ารพฒั นาทางการเมอื ง

11 Sidney Verba, “Comparative Political Culture,” in
Lucian W. Pye and Sidney Verba, ed., Political Culture and
Political Development, (N.J.: Princeton University Press, 1965),
p. 516.

12 Milton Yinger, Religion, Society and the Individual,
(N.Y. : the Macmillan Co., 1962), pp. 380 – 381.

13 Op. cit., Almond and Verba, p. 14.
14 Ibid., p. 16.
15 Ibid., pp. 22 – 26.
16 อ้างใน Pricha Hongskrailers, “Political Culture: Its
Nature and Significance”, วารสารสังคมศาสตร์, ปีที่ 11 ฉบับท่ี 4
(ตุลาคม 2517), หนา้ 78 – 79.
17 Kenneth p. Langton, Political Socialization, (N.Y.,
Oxford University Press, 1969), p. 5.
18 Richard E. Dawson and Denneth Prewitt, Political
Socialization (Boston: Little, Brown and Co., 1969), p. 6.
19 Michael Rush and Phillip Athoff, Introduction to
Political Sociology, (London: Western Printing Services Press,
1971), p. 16
20 Op. cit., Dawson and Prewitt, pp. 27 – 36.
21 Ibid., pp. 63 – 80.
22 Ibid., p. 72.

~ 187 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง

23 Lucian W. Pye, Politics. Personality and Nation-
Building: Burma’s Search for Identity, (New Haven: Yale
University Press, 1965), pp. 44 – 45.

24 C.A. Leeds, Political Studies, (London: MacDonale
and Evans, 1975), pp. 195 – 196.

25 Gabriel A. Almond and G. Bingham Powell, Jr., eds.,
Comparative Politics Today: A World View, (Boston: Little,
Brown and Co., 1980), pp. 42 – 46.

26 ผลงานของ ดร.กมล สมวิเชียร และของ ดร.สุจิต บุญบงการ
ปรากฏใน“วรรณ, ไวทยากร: รัฐศาสตร์ (พระนคร : โครงการตารา
สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2514) ส่วนผลงานของ ดร.ทินพันธุ์
นาคะตะ ปรากฏใน Thinapan Nakata, The Problems of
Democracy in Thailand : A Study of Political Culture and
Socialization of College Students, (Bangkok: Praepittaya, 1975)

27 Ibid., p. 50.
28 Ibid., p. 53.
29 Ibid., p. 69.
30 Op. cit., สจุ ติ บุญบงการ, P. 11.
31 Ibid., p. 12.
32 Ibid., p. 12 – 13.
33 Ibid., p. 15.
34 Ibid., p. 28.
35 Op. cit., Thinapan Nakata, p. 187.

~ 188 ~

ทฤษฎีการพัฒนาทางการเมอื ง
36 Ibid., p. 218.
37 Ibid., p. 225.

~ 189 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

บทท่ี 7
การเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมือง

บทนา

อริสโตเติ้ล “บิดาแห่งรัฐศาสตร์” ได้กล่าวไว้ว่า คนก็คือสัตว์
การเมือง” คนจาเป็นท่ีจะต้องเข้าไปยุ่งเก่ียวกับการเมืองไม่ว่าทางใดก็ทาง
หนึ่ง ไม่ว่าเขาจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม ถ้าเรามองว่าการเมืองก็คือเรื่อง
ของอานาจในการแจกแจงส่ิงที่มีคุณค่าของสังคม Output ของระบบ
การเมือง ไม่วา่ จะอยู่ในรปู ของนโยบาย กฎ ระเบยี บ ฯลฯ ย่อมท่ีจะต้อง
กระทบตอ่ บคุ คลแต่ละคนในสงั คมไม่ทางใดก็ทางหน่ึงโดยไม่มีทางหลบหลีก
ได้ เช่น นายดาอาจจะคิดว่าตนเป็นอิสระชนโดยกาเนิด และต้องการจะ
ตัดขาดกับการเมือง แต่การตัดขาดน้ีในแง่ของการปฏิบัติแล้วจะกระทาได้
ยากยิ่ง เพราะทุกหนทุกแห่งบนพ้ืนพิภพจะถูกอ้างในความเป็นอธิปไตย
เหนือดินแดนโดยรัฐต่างๆ ฉะนั้น ตราบใดที่คนอยู่บนผืนโลกและยังติดต่อ
ในระหวา่ งกนั อยู่ การเมอื งจะเอ้อื มเขา้ ไปยงุ่ ด้วยทันที

คาถามอาจมีว่าแม้การเมืองจะยุ่งเกี่ยวกับเรา แต่เราจะไม่ไปยุ่ง
เก่ียวกบั การเมืองไดห้ รือไม่

คาตอบต่อคาถามน้ี ก่อนอ่ืนเราจาเป็นต้องจาแนกลักษณะของ
“การยุ่งเก่ียว” เสียก่อนการที่การเมืองยุ่งเกี่ยวกับเรามักจะอยู่ในรูปแบบ
หรือลักษณะของการออกกฎหรือนโยบายใดๆ เพื่อหวังที่จะแจกแจงส่ิงท่ีมี
คุณค่าต่างๆ รวมท้ังควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมโดยมีเป้าหมาย
สดุ ทา้ ยคือความกินดีอยู่ดีของปวงชน

~ 190 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

จึงเป็นไปได้ว่าในบางสังคมกฎหรือนโยบายท่ีออกมาไม่ได้
สนองตอบต่อความกินดีอยู่ดีของส่วนรวม แต่กลับไปสนองตอบความ
ต้องการของกลุ่มทางสังคมใดๆ เม่ือเรามองว่าทรัพยากรมีอยู่อย่างจากัด
เมื่อกลุ่มหนึ่งได้ประโยชน์อีกกลุ่มหนึ่งก็ย่อมต้องเสียประโยชน์ ปัญหาเร่ือง
ความเป็นธรรมจึงเกิดข้ึน และจากความรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็น
ธรรมรู้สึกว่าตนเองถูกฉกชิงในสิ่งท่ีตนเองควรจะได้รับ จะเป็นสาเหตุที่
สาคญั ประการหนง่ึ อันจะนาไปสู่การเข้าไป “ยุ่งเกี่ยว” กับการเมือง และ
การท่ีประชาชนเขา้ ไป “ยุ่งเกย่ี ว” กับการเมอื งในที่นี้ก็คือ “การเข้ามีส่วน
รว่ มทางการเมอื ง” (Political Participation) นน่ั เอง

แน่นอนว่าในแต่ละสังคม คนจะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองไม่
เทา่ เทยี มกัน น่ันคือคนบางคนเท่าน้ันที่เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ด้วย
เหตุน้ี Robert Dahl จึงได้แบ่งคนในสังคมออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตาม
ความเก่ยี วข้องกับการเมือง คอื 1

1. กล่มุ ทีไ่ มส่ นใจการเมือง (Apolitical Strata)
กลุ่มน้ีประกอบด้วยบุคคลท่ีไม่ยินดียินร้าย ไม่มีความตื่นตัว

กระตือรือร้นทางการเมือง ส่วนสาเหตุท่ีทาให้บุคคลไม่สนใจการเมืองน้ัน
พอจะสรปุ ไดอ้ ยา่ งหยาบๆ เป็น 6 ประการ คอื

1.1 พวกนี้คิดว่าในเชิงเปรียบเทียบแล้ว ถ้าเขาดาเนิน
กิจกรรมอ่ืนที่ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองจะได้ผลประโยชน์หรือได้รับการ
ตอบแทนท่ีมคี ุณคา่ สงู กว่ากจิ กรรมทางการเมอื ง

1.2 พวกน้ีคิดว่าข้อเลือกหรือทางเลือกท่ีนาไปให้พวกเขา
เลือกนั้นไม่มีความแตกต่างอะไรมาก ถึงไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกต้ังก็ไม่
เป็นไร ตัวอย่างน้ีอาจพบได้จากสังคมของอเมริกัน พวกนี้ 40% คิดว่า
พรรค Democrat กับ Republican ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก

~ 191 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมือง

แนวนโยบายของทั้งสองพรรคก็มีแนวโน้มไปในทางเดียวกันเป็นส่วนใหญ่
พวกนีจ้ งึ ไม่ไปเลือกตั้ง

1.3 พวกนี้คิดว่าแม้พวกเขาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรม
ทางการเมืองใดๆ กไ็ มไ่ ดช้ ว่ ยใหผ้ ลท่อี อกมาผิดแผกไปจากเดิมเลย เช่น ใน
การเลอื กตง้ั บางจงั หวัดผู้สมคั รของพรรคเด่นพรรคหนึ่งได้รับการเลือกตั้งมา
ตลอด หลายคนจึงเชอ่ื วา่ แม้ตนไปเลอื กตัง้ โดยลงเสยี งใหก้ ับผสู้ มัครอีกพรรค
หนึ่งท่ีมีแนวนโยบายท่ตี รงกบั ความต้องการของเขา ผู้สมัครคนนี้ก็ไม่มีวันที่
จะได้รบั การเลือกตัง้ อยดู่ ี จึงไม่ไปเลือกต้ังเสียเลย

1.4 พวกน้ีเชื่อว่าผลที่จะออกมาจากการเลือกต้ังหรือจาก
กิจกรรมทางการเมืองใดๆ จะเป็นไปตามที่คนปรารถนา สามารถสร้าง
ความพึงพอใจให้กับคนค่อนข้างแน่ แม้ว่าตนจะไม่ไปใช้สิทธิหรือเข้าไปมี
สว่ นรว่ มกต็ าม

1.5 พวกน้ีมองไปว่าการเมืองเป็นเร่ืองสลับซับซ้อน ต้องมี
ความเช่ียวชาญชานาญในทางนี้ หรือไม่ก็ต้องมีการศึกษามีความรู้ดี ส่วน
พวกตนมีความรู้น้อยเกินไปที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมี
ประสิทธิภาพได้

1.6 กระบวนการในระบบการเมืองตลอดจนวิธีการในการ
เข้าไปมีส่วนร่วมท่ีซับซ้อน หยุมหยิมเกินความจาเป็นก็นับเป็นอุปสรรคที่
สาคัญยิ่งท่ีทาให้บุคคลเพิกเฉย ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในทางการเมืองเสียเลย
เช่น ในการไปใช้สิทธใิ นการเลือกตั้ง ประชาชนในหมู่บ้านหน่ึงต้องเดินทาง
โดยเทา้ ถงึ 2 ชัว่ โมงเพ่อื เขา้ ตาบลและนงั่ รถยนตโ์ ดยสารอีก 1 ชั่วโมงจึงจะ
ถึงหน่วยเลือกตั้ง ซ้าต้องแสดงบัตรประจาตัวประชาชนและบัตรเสียภาษี
ประจาปีอีกจึงจะรับบัตรเลือกต้ังได้ ประชาชนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความ
เป็นอยู่อย่างง่ายๆ ลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้ามี

~ 192 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมอื ง

อิทธิพลสูงจึงพยายามหลีกเลี่ยงปัญหาอันไม่จาเป็นเหล่าน้ีโดยไม่ไปใช้สิทธิ
เลือกต้งั

2. กลมุ่ การเมอื ง (Political Strata)
บุคคลในกลุ่มนี้ประกอบไปด้วยผู้ที่ให้ความสนใจ และ

แสวงหาข่าวสารทางการเมืองยา่ งสม่าเสมอ มีความห่วงใยและรู้ดีว่าตนเอง
สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ และพวกนี้จะเข้าไปมี
ส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง มีความต่ืนตัว และจะพยายามท่ีจะ
แสวงหาอานาจทางการเมือง หรือไม่ก็เข้าไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทาง
การเมืองในรูปใดรูปหนึ่ง บุคคลในกลุ่มน้ีอาจแบ่งออกได้อีกเป็น 2 กลุ่ม
ยอ่ ยๆ ดว้ ยกันคอื

2.1 กลุ่มท่ีแสวงหาอานาจ (Power Seekers) กลุ่มนี้
ประกอบไปด้วยบุคคลท่ีพยายามใช้ทรัพยากรหรือสิ่งท่ีมีคุณค่าท่ีมีอยู่ทุก
ชนดิ เพ่อื ให้ได้มาซึง่ อานาจ โดยสรปุ แล้วพวกนี้จะใช้ขอ้ อ้างของการแสวงหา
อานาจของตนเองดงั ตอ่ ไปนี้

2.1.1 เพ่อื ประโยชน์สุขของประชาชนโดยส่วนรวม
2.1.2 เพอ่ื ประโยชน์ส่วนตน
2.1.3 เป็นการสนองตอบต่อแรงกระตุ้นจากจิตใต้
สานึก เช่น ต้องการให้ได้มาซึ่งอานาจ เพ่ือใช้อานาจนั้นเป็นเครื่องมือ
เพอ่ื ให้ไดม้ าในสง่ิ ที่ตนเองถกู กดี กันในตอนวยั เยาว์ เป็นต้น
2.2 กลุ่มผู้นาท่ีมีอานาจ (Powerful Elites) ในท่ีนี้
ห ม า ย ถึ ง ก ลุ่ ม บุ ค ค ล ที่ ส า ม า ร ถ น า เ อ า ท รั พ ย า ก ร ท่ี มี อ ยู่ ม า ใ ช้ อ ย่ า ง มี
ประสิทธิภาพและชานาญกว่าในการให้ได้มาซึ่งอานาจทางการเมอื ง

เราจึงอาจสรุปได้ว่าการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองของพวกหรือ
กลุ่มการเมืองน้ีจะปรากฏอยู่ในแวดวงการเมืองของทุกสังคม บางสังคม

~ 193 ~

ทฤษฎกี ารพัฒนาทางการเมือง

ประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมมาก บางสังคมประชาชนถูกจากัดให้เข้ามี
ส่วนรว่ มเฉพาะในบางเร่ือง บางโอกาส

Samuel Huntington ได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างที่สาคัญ
ประการหน่ึงของระบบการเมืองแบบด้ังเดิมกับระบบการเมืองท่ีทันสมัยคือ
ระดบั ของการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมอื ง 2

Daniel Lerner ก็ได้สรุปไว้ในทานองเดียวกันว่า สังคมแบบ
ด้ังเดิมเป็นสังคมท่ีไม่มีการเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง แต่สังคมสมัยใหม่มี
การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมือง สังคมสมัยใหม่จึงแตกต่างจากสังคมแบ
ดั้งเดิมท่ีขอบเขต (Scope) และความเขม้ ขน้ ของการเขา้ มีส่วนร่วมทางการ
เมอื ง 3

ถา้ เรามองว่า การเขา้ มสี ว่ นรว่ มทางการเมอื งเป็นปจั จัยทีส่ าคญั ยง่ิ
ของสังคมท่ีเป็นทันสมัยและสังคมที่เป็นทันสมัยแล้วนั้นมีพื้นฐานท่ีสาคัญ
ในทางการเมืองของระบบการเมืองที่พัฒนาแล้ว เราจะพบว่าการเข้ามีส่วน
ร่วมทางการเมอื งมคี วามสาคัญยิง่ ต่อการพัฒนาทางการเมือง โดยเฉพาะใน
ประเทศเกิดใหม่ และประเทศกาลังพัฒนาท่ัวโลกซ่ึงต่างก็พยายามเปิด
โอกาสใหป้ ระชาชนได้เข้ามีสว่ นร่วมในทางการเมืองเพ่ิมมากขึ้น นอกจากนี้
ในประเทศท่ียึดเอาอุดมการณ์ประชาธิปไตยเป็นหลักในการปกครอง ยึด
หลักการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพ่ือประชาชน ก็
จาเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนภายในประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมทางการ
เมืองและโดยใช้การเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองน้ีเองที่ผู้ปกครองอ้างใน
ความชอบธรรมของอานาจ

~ 194 ~

ทฤษฎีการพฒั นาทางการเมอื ง

ความหมาย
มผี ใู้ ห้นิยามหรอื ความหมายของคาว่า การเขา้ มีสว่ นร่วมทางการ
เมอื งไวม้ ากมาย Myron Weiner ได้สรปุ นิยามท่ีมักจะใชน้ ามาอา้ งกันโดย
ท่วั ๆ ไป โดยแบ่งออกเปน็ 10 ความหมายดว้ ยกนั คอื 4
1. หมายถึงการให้การสนับสนุนและการเรียกร้องต่อผู้นาใน
รัฐบาล เพ่ือให้สนองตอบต่อความต้องการใดๆ
2. หมายถงึ ความพยายามที่จะสร้างผลกระทบต่อการดาเนินงาน
ของรัฐบาลทไี่ ดผ้ ลและเปน็ ไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3. หมายถงึ กจิ กรรมทางการเมอื งทถ่ี กู ต้องตามกฎหมาย เชน่
การออกเสียง การยน่ื ขอ้ เรยี กรอ้ ง การประทว้ ง การลอบบี้ เปน็ ตน้
4. หมายถึง การใช้สิทธิเลือกตัวแทนเข้าไปใช้อานาจแทนตนเอง
(Representation)
5. หมายถึง ความรู้สึกแปลกแยกหรือตีตนออกจากระบบ
การเมืองอันเนื่องมาจากการถูกกีดก้ันไม่ให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม
พวกนี้มีศักยภาพที่จะกลับเข้ามาแก้ไข เปลี่ยนแปลงระบบการเมืองเพื่อให้
เป็นไปตามแนวทางที่พวกเขาเหน็ วา่ เหมาะสมหรือยตุ ธิ รรมกวา่ เกา่
6. หมายถึง กิจกรรมของพวกที่ต่ืนตัวในทางการเมือง ซึ่ง
กิจกรรมเหลา่ น้ีรวมไปถงึ การพูดคยุ ถกเถยี งปญั หาในทางการเมืองก็ได้ ไม่
จาเปน็ เสมอไปว่าจะต้องอยใู่ นรูปของการใช้สิทธิเลือกตง้ั
7. หมายถึง กิจกรรมทางการเมืองทุกชนิด ทั้งแบบท่ีใช้ความ
รนุ แรง และแบบท่ไี มใ่ ชค้ วามรนุ แรง
8. หมายถึง กิจกรรมทางการเมืองและกิจกรรม่ีต้องการเข้าไปมี
อิทธิพลต่อการดาเนินการของข้าราชการดว้ ย
9. หมายถงึ กจิ กรรมต่างๆ ท่ีกระทบต่อการเมืองระดับชาติ แต่
บางคนมองวา่ จะตอ้ งรวมถึงกจิ กรรมท่ีกระทบต่อองคก์ รสว่ นท้องถ่ินดว้ ย

~ 195 ~


Click to View FlipBook Version