ท่ี อส ๐๐๐๓(คก)/ว ๓๗
เรยี น รองอยั การสงู สุด ผตู้ รวจการอัยการ คณะที่ปรึกษาอยั การสูงสุด อธิบดีอยั การภาค
อยั การพเิ ศษฝ่าย เลขานุการอัยการสงู สุด อยั การจังหวดั
ด้วยสำ�นักงานคดีศาลสูงเขต ๑ ได้ส่งสำ�นวนคดีอาญาพร้อมคำ�ฟ้องอุทธรณ์ไปให้
อัยการสงู สดุ เพื่อรบั รองอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๙๓ ตรี แหง่ ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา
และมาตรา ๒๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง
พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยมีความเห็นว่าค�ำ ส่ังสำ�นักงานอัยการสูงสุดที่ ๑๒๖/๒๕๔๘ ลงวันท่ี ๑ เมษายน
๒๕๔๘ เรื่องมอบหมายให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงและอธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตรับรอง
อุทธรณ์ ขัดหรอื แยง้ กับมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบญั ญัติองค์กรอยั การและพนักงานอัยการ พ.ศ.
๒๕๕๓ ค�ำ ส่งั ดังกล่าวจึงไม่มีผลใชบ้ ังคับอีกตอ่ ไป
สำ�นักงานอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า คำ�ส่ังสำ�นักงานอัยการสูงสุดที่
๑๒๖/๒๕๔๘ ลงวนั ท่ี ๑ เมษายน ๒๕๔๘ เรื่องมอบหมายให้อธิบดีอยั การฝา่ ยคดศี าลสงู และอธบิ ดี
อยั การฝา่ ยคดศี าลสงู เขตรบั รองอทุ ธรณ์ ไมไ่ ดข้ ดั หรอื แยง้ กบั มาตรา ๑๙ แหง่ พระราชบญั ญตั อิ งคก์ ร
อัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ และยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ ตามบทเฉพาะกาล มาตรา
๓๐ ประกอบมาตรา ๓๑ วรรคสอง แหง่ พระราชบญั ญตั ิดงั กลา่ ว ดังนั้น อธบิ ดีอัยการ สำ�นกั งาน
คดศี าลสูง และอธบิ ดีอัยการ สำ�นกั งานคดศี าลสูงเขต ยังคงอาศยั ค�ำ ส่งั ดังกลา่ วรับรองอุทธรณ์ตอ่ ไป
ได้ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารทแ่ี นบมาพร้อมนี้
จึงเรียนมาเพ่ือโปรดทราบโดยท่ัวกนั และถือปฏิบัติ
สำ�นกั งานอัยการสูงสุด
๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
สำ�นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคณะกรรมการ
โทร. ๐ ๒๑๔๒ ๑๔๙๓
โทรสาร ๐ ๒๑๔๓ ๙๑๘๔
http://www.cmiss.ago.go.th
E-mail : [email protected]
244 อยั การนิเทศ
ค�ำ สัง่ สำ�นักงานอยั การสงู สุด
ที่ ๑๒๖/๒๕๔๘
เรอ่ื ง มอบหมายใหอ้ ธบิ ดีอัยการฝา่ ยคดศี าลสูงและอธิบดอี ยั การฝ่ายคดศี าลสูงเขต รบั รองอทุ ธรณ์
เพ่ือให้การดำ�เนินคดีอาญาในชั้นอุทธรณ์เป็นได้ด้วยความสะดวกรวดเร็วในการอำ�นวย
ความยตุ ิธรรมในคดีอาญาชนั้ อทุ ธรณ์มากขึน้
อาศัยอำ�นาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๓ ตรี ซึ่ง
แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี ๘)
พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๓ และพระราชบญั ญัติจัดตั้งศาลแขวงและวธิ พี ิจารณาความอาญาในศาลแขวง
พ.ศ. ๒๔๙๙ มาตรา ๒๒ ทวิ ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญตั ิจดั ตั้งศาลแขวงและวิธพี จิ ารณา
ความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๑ และพระราชบญั ญตั พิ นกั งานอัยการ
พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกคำ�สั่งสำ�นักงานอัยการสูงสุดท่ี ๒๓๕/๒๕๔๖ ลงวันที่
๑๘ มิถุนายน ๒๕๔๖ เร่ืองมอบหมายให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตรับรองอุทธรณ์ และ
คำ�ส่ังสำ�นักงานอัยการสูงสุดท่ี ๒๘๘/๒๕๔๖ ลงวันท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เร่ืองมอบหมายให้
รองอัยการสูงสุดรบั รองอุทธรณ์ และอยั การสูงสุดไดม้ อบหมายการรบั รองอุทธรณ์ ดงั น้ี
ก. ในกรุงเทพมหานคร ให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงมีอำ�นาจรับรองอุทธรณ์แทน
อัยการสูงสุด เม่ือพิจารณาเห็นว่ามีเหตุอันควรท่ีศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยส�ำ หรับคดีอาญาซ่ึงอยู่ใน
เขตอำ�นาจ
ข. ในจังหวัดอ่ืน นอกจากกรุงเทพมหานคร ให้อธิบดีอัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตมีอำ�นาจ
รบั รองอทุ ธรณแ์ ทนอยั การสงู สดุ เมอ่ื พจิ ารณาเหน็ วา่ มเี หตอุ นั ควรทศี่ าลอทุ ธรณจ์ ะไดว้ นิ จิ ฉยั ส�ำ หรบั
คดอี าญา ซง่ึ อยใู่ นเขตอ�ำ นาจของอธิบดอี ัยการฝ่ายคดีศาลสูงเขตนัน้ ๆ ได้
ทั้งน้ี ตัง้ แต่วันท่ี ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ เปน็ ตน้ ไป
ส่งั ณ วันท่ี ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘
คมั ภรี ์ แกว้ เจริญ
(นายคัมภีร์ แกว้ เจริญ)
อัยการสูงสุด
อยั การนเิ ทศ 245
ด่วนทีส่ ดุ สำ�นักงานอยั การสูงสุด
ถนนหนา้ หบั เผย กรงุ เทพฯ ๑๐๒๐๐
ท่ี อส ๐๐๒๗(พก)/ว ๓๖ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔
เรอื่ ง สาระส�ำ คญั ของพระราชบญั ญัติองค์กรอัยการและพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
และพระราชบญั ญตั ริ ะเบียบขา้ ราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
เรียน รองอยั การสูงสดุ ผู้ตรวจการอยั การ คณะที่ปรกึ ษาอัยการสูงสดุ อธิบดอี ยั การ
อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝา่ ย เลขานกุ ารอัยการสงู สุด อัยการจังหวัด
ผอู้ �ำ นวยการสำ�นักงานอ�ำ นวยการ ผ้อู �ำ นวยการสำ�นกั งานพัฒนาระบบบรหิ าร
ผอู้ �ำ นวยการศูนยเ์ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สาร และผอู้ ำ�นวยการส�ำ นกั งาน
ตรวจสอบภายใน
สิง่ ทีส่ ่งมาดว้ ย สรปุ สาระส�ำ คญั ของพระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓
และพระราชบัญญัตริ ะเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓
ดว้ ยพระราชบญั ญตั อิ งคก์ รอยั การและพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ พระราชบญั ญตั ิ
ระเบียบขา้ ราชการฝา่ ยอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ พระราชบัญญตั ิระเบยี บบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับ
ท่ี ๘) พ.ศ. ๒๕๕๓ และพระราชบัญญัติปรบั ปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบบั ที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๕๓ ได้
ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาเลม่ ๑๒๗ ตอนท่ี ๗๕ ก วันที่ ๗ ธนั วาคม ๒๕๕๓ และมีผลบังคบั ใช้
ตัง้ แตว่ นั ท่ี ๘ ธันวาคม ๒๕๕๓ เปน็ ตน้ ไป ซึ่งพระราชบัญญัติทง้ั สฉ่ี บบั ได้ตราข้นึ เพ่อื อนุวัตใิ ห้เปน็ ไป
ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท่ีบัญญัติให้องค์กรอัยการเป็นองค์กร
อน่ื ตามรัฐธรรมนญู
เน่ืองจากพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๕๓ และ
246 อัยการนิเทศ
พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการฝา่ ยอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ มหี ลกั การและสาระสำ�คญั ทเ่ี พม่ิ ขนึ้ จาก
กฎหมายฉบับเดิมหลายประการ สำ�นักงานอัยการสูงสุดจึงสรุปสาระส�ำ คัญพระราชบัญญัติทั้งสอง
ฉบบั มาเพอ่ื ทราบและเพ่ือประโยชน์ในการปฏิบัติราชการต่อไป
ขอแสดงความนบั ถอื
อนชุ าติ คงมาลัย
(นายอนุชาติ คงมาลัย)
รองอัยการสูงสุด ปฏบัติราชการแทน
อยั การสูงสุด
ส�ำ นกั งานวชิ การ
โทร./โทรสาร ๐ ๒๑๔๓ ๙๔๙๑
E-mail : [email protected]
อยั การนิเทศ 247
สรปุ สาระสำ�คัญ
พระราชบัญญัติองคก์ รอัยการและพนกั งานอัยการ
พ.ศ. ๒๕๕๓
----------------------------------------
โดย ส�ำ นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยพฒั นากฎหมาย
โดยทีร่ ัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ไดก้ ำ�หนดใหอ้ งคก์ รอัยการ
เป็นองค์กรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญ และพนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาส่ังคดีและการปฏิบัติ
หนา้ ทใ่ี หเ้ ปน็ ไป โดยเทย่ี งธรรม และมาตรา ๒๕๕ วรรคหา้ ไดบ้ ญั ญตั ใิ หอ้ งคก์ รอยั การมหี นว่ ยธรุ การ
ที่เปน็ อิสระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และการดำ�เนินการอ่นื โดยมอี ยั การสูงสดุ เป็น
ผบู้ งั คบั บัญชา ท้ังน้ี ตามทก่ี ฎหมายบญั ญัติ จึงมีความจำ�เป็นต้องตราพระราชบัญญัติองค์กรอัยการ
และพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๕๓ ฉบบั นี้ โดยมีหลกั การและสาระส�ำ คญั ดงั นี้
๑. องคก์ รอยั การ
(๑) ก�ำ หนดให้องคก์ รอัยการประกอบด้วยคณะกรรมการอยั การ (ก.อ.) อยั การสงู สดุ และ
พนักงานอัยการอ่ืน โดยมีสำ�นักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยธุรการ (มาตรา ๗ วรรคหน่ึง) และให้
ข้าราชการ ฝ่ายอัยการ คือข้าราชการอัยการและข้าราชการธุรการสังกัดสำ�นักงานอัยการสูงสุด
(มาตรา ๗ วรรคสาม)
(๒) ก�ำ หนดใหก้ ารปฏบิ ัตหิ นา้ ทขี่ ององค์กรอัยการต้องเป็นไปตามบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมาย
และหลักนิตธิ รรม (มาตรา ๘)
๒. พนักงานอยั การ
(๑) กำ�หนดให้ตำ�แหน่งพนักงานอัยการประกอบด้วย อัยการสูงสุด รองอัยการสูงสุด
ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค รองอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการภาค
อัยการพเิ ศษฝา่ ย อยั การผู้เช่ียวชาญพิเศษ อัยการผเู้ ชี่ยวชาญ อัยการจังหวดั อัยการจงั หวัดประจำ�
สำ�นักงานอัยการสงู สดุ อัยการประจำ�ส�ำ นักงานอัยการสูงสุด รองอยั การจงั หวัด อยั การประจ�ำ กอง
อัยการจงั หวดั ผชู้ ว่ ย อยั การผชู้ ่วย และอยั การอาวุโส นอกจากนใ้ี นกรณีทมี่ ีเหตผุ ลและความจ�ำ เปน็
ก.อ. จะกำ�หนดให้มตี ำ�แหน่งทเี่ รยี กช่อื อยา่ งอนื่ นอกจากต�ำ แหน่งดังกล่าวก็ได้ (มาตรา ๙)
(๒) กำ�หนดให้การแต่งตั้งและการให้อัยการสูงสุดพ้นจากตำ�แหน่ง ต้องเป็นไปตามมติ
ของ ก.อ. และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาและให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง
248 อัยการนิเทศ
พระบรมราชโองการแต่งตัง้ อัยการสูงสดุ (มาตรา ๑๐ วรรคหนง่ึ ) สว่ นการแต่งตัง้ พนกั งานอยั การ
อื่นและการให้พนักงานอัยการพ้นจากตำ�แหน่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ
ฝา่ ยอยั การ (มาตรา ๑๐ วรรคสอง)
(๓) ก�ำ หนดใหม้ ีพนักงานอยั การไวเ้ ป็นทนายแผ่นดนิ ประจ�ำ ศาลทุกศาล เวน้ แตศ่ าลทหาร
ตามกรอบอตั รากำ�ลงั ท่ี ก.อ. กำ�หนดตามความจำ�เป็นและเหมาะสม (มาตรา ๑๑)
(๔) การปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงานอัยการในกรุงเทพมหานคร ให้พนักงานอัยการซึ่ง
รับราชการประจำ�อยู่ในราชการส่วนกลางเป็นพนักงานอัยการประจำ�ศาลชั้นต้นทุกศาล และให้
อัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดหรืออธิบดีอัยการท่ีได้รับมอบหมายหน้าท่ีจากอัยการสูงสุด เป็น
หวั หนา้ ในการปฏบิ ตั ริ าชการ (มาตรา ๑๓) สว่ นในภาคใหม้ สี ำ�นกั งานอยั การภาค โดยมอี ธบิ ดอี ยั การ
ภาคเป็นหัวหนา้ (มาตรา ๑๒ วรรคหนึ่ง) ส�ำ หรับท้องท่ีท่ีตงั้ ศาลจงั หวัด ศาลแขวง หรือศาลเยาวชน
และครอบครัว ยกเวน้ ในเขตกรงุ เทพมหานคร ให้มีสำ�นกั งานอยั การจังหวดั ประจ�ำ ศาลแตล่ ะศาล มี
เขตพนื้ ทต่ี ามท่ี ก.อ. ประกาศก�ำ หนด โดยมีอยั การจังหวัดเป็นหัวหนา้ (มาตรา ๑๒ วรรคสอง) โดย
สำ�นักงานอัยการภาค และส�ำ นักงานอยั การจงั หวัดจะมีพนกั งานอยั การต�ำ แหน่งใดจ�ำ นวนเท่าใดให้
เป็นไปตามท่ี ก.อ. กำ�หนด (มาตรา ๑๒ วรรคสาม)
(๕) อยั การสงู สดุ มอี �ำ นาจท�ำ ค�ำ สงั่ เฉพาะเรอ่ื ง หรอื วางระเบยี บไวใ้ หพ้ นกั งานอยั การปฏบิ ตั ิ
ในการใชอ้ �ำ นาจหรอื กระท�ำ หนา้ ทต่ี ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาหรอื กฎหมายอน่ื ได้
(มาตรา ๑๙ วรรคหน่ึง) และในกรณีที่กฎหมายบญั ญัติใหเ้ ปน็ อ�ำ นาจของอยั การสงู สดุ ถ้ากฎหมาย
มไิ ด้กำ�หนดวิธกี ารมอบอ�ำ นาจไว้เป็นการเฉพาะ อัยการสงู สุดจะมอบอ�ำ นาจน้ันใหร้ องอัยการสูงสดุ
หรอื อธบิ ดอี ยั การภาคก็ได้ เวน้ แต่อำ�นาจในการสง่ั ไมฟ่ อ้ งคดตี ามมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบญั ญัติน้ี
และตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๒๐ วรรคหก มาตรา ๑๔๓ และมาตรา
๑๔๕ (มาตรา ๑๙ วรรคสอง) โดยในการมอบอำ�นาจนั้นอัยการสูงสุดจะวางระเบียบให้ผู้รับมอบ
อ�ำ นาจตอ้ งปฏบิ ตั ดิ ้วยก็ได้ (มาตรา ๑๙ วรรคสาม)
(๖) การรักษาราชการแทนและการปฏิบัติราชการแทนพนักงานอัยการแต่ละตำ�แหน่งให้
เป็นไปตามระเบยี บท่ี ก.อ. ก�ำ หนด โดยในกรณีที่มีกฎหมายอ่นื แต่งต้ังให้พนักงานอัยการตำ�แหนง่
ใดเปน็ กรรมการ หรอื ใหม้ ีอำ�นาจและหน้าท่อี ยา่ งใด ใหผ้ ้รู ักษาการแทนหรือผปู้ ฏบิ ัติราชการแทนมี
อ�ำ นาจหนา้ ท่เี ป็นกรรมการหรอื มอี �ำ นาจหน้าท่เี ชน่ เดยี วกบั ผดู้ ำ�รงตำ�แหนง่ น้นั ด้วย (มาตรา ๒๐)
๓. อ�ำ นาจและหนา้ ทข่ี องพนักงานอัยการ
(๑) ก�ำ หนดให้พนกั งานอัยการมีอ�ำ นาจและหน้าท่ดี งั ตอ่ ไปนี้ (มาตรา ๑๔)
(ก) อ�ำ นาจและหน้าท่ตี ามรัฐธรรมนูญ
อัยการนเิ ทศ 249
(ข) ในคดีอาญา มีอำ�นาจและหน้าทต่ี ามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
และตามกฎหมายอ่ืนซึ่งบัญญัติว่าเป็นอำ�นาจและหน้าท่ีของสำ�นักงานอัยการสูงสุดหรือพนักงาน
อยั การ
(ค) ในคดแี พง่ หรือคดีปกครอง มอี ำ�นาจและหน้าที่ด�ำ เนนิ คดแี ทนรัฐบาลหนว่ ยงาน
ของรัฐ ที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการส่วนกลาง หรือราชการส่วนภูมิภาคในศาลหรือใน
กระบวนการทางอนญุ าโตตุลาการทง้ั ปวง กับมีอำ�นาจและหนา้ ทีต่ ามกฎหมายอ่นื ซ่ึงบญั ญัติวา่ เปน็
อ�ำ นาจและหนา้ ที่ของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ หรอื พนกั งานอยั การ
(ง) ในคดีแพ่ง คดีปกครอง หรือคดีอาญา ซ่ึงเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกฟ้องในเร่ืองที่ได้
กระทำ� ไปตามหนา้ ท่ี หรือในคดแี พ่งหรือคดีอาญาท่รี าษฎรถูกฟอ้ งในเรื่องการทีไ่ ดก้ ระทำ�ตามคำ�สงั่
ของเจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ซง่ึ ไดส้ งั่ การโดยชอบดว้ ยกฎหมาย หรอื เขา้ รว่ มหรอื ชว่ ยเหลอื เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั
ซึ่งกระท�ำ การในหนา้ ทรี่ าชการ เมือ่ เห็นสมควรพนักงานอยั การจะรบั แกต้ ่างให้กไ็ ด้
(จ) ในคดแี พง่ คดปี กครอง หรอื กรณมี ขี อ้ พพิ าททต่ี อ้ งด�ำ เนนิ การทางอนญุ าโตตลุ าการ
ทหี่ น่วยงานของรัฐซง่ึ มใิ ช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ราชการสว่ นกลาง หรือราชการสว่ นภูมภิ าค หรอื
นติ บิ คุ คล ซ่ึงมิใชห่ นว่ ยงานของรัฐ แตไ่ ด้มีพระราชบญั ญัติหรอื พระราชกฤษฎกี าจัดต้งั ขึ้นเป็นคูก่ รณี
และมิใช่กรณีท่ีเป็นข้อพิพาทกับรัฐบาลหรือระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง เม่ือเห็นสมควร
พนักงานอัยการจะรบั วา่ ตา่ งหรือแก้ตา่ งใหก้ ็ได้
(ฉ) ในคดีท่ีราษฎรฟ้องเองไม่ได้โดยกฎหมายห้าม เมอ่ื เห็นสมควรพนักงานอัยการ
มอี ำ�นาจเป็นโจทกไ์ ด้
(ช) ด�ำ เนนิ การตามทเ่ี หน็ สมควรเกยี่ วกบั การบงั คบั คดอี าญา เฉพาะในสว่ นของการ
ยดึ ทรพั ยส์ นิ ใชค้ า่ ปรับตามคำ�พพิ ากษา ในการนมี้ ิให้เรยี กคา่ ธรรมเนยี มจากพนกั งานอยั การ
(ซ) ในกรณที มี่ กี ารผดิ สญั ญาประกนั จ�ำ เลย หรอื ประกนั รบั สงิ่ ของไปดแู ลรกั ษาตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา มีอำ�นาจและหนา้ ที่ด�ำ เนนิ คดีในการบังคบั ให้เปน็ ไปตาม
สัญญาน้ัน ในการนี้มิให้เรียกค่าฤชาธรรมเนยี มจากพนกั งานอัยการ
(ฌ) อ�ำ นาจและหนา้ ทอ่ี นื่ ตามที่ ก.อ. ประกาศก�ำ หนดหรอื เหน็ ชอบเพอ่ื ปฏบิ ตั ใิ หเ้ ปน็
ไปตามกฎหมาย หรอื มติคณะรฐั มนตรี
(ญ) ปฏบิ ตั หิ นา้ ทอี่ น่ื ตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนดใหเ้ ปน็ อ�ำ นาจหนา้ ทขี่ องพนกั งานอยั การ
หรือตามที่ได้มีการกำ�หนดให้เป็นอำ�นาจและหน้าที่ของสำ�นักงานอัยการสูงสุดโดยได้รับมอบหมาย
จากอัยการสงู สุด
พนักงานอัยการแต่ละตำ�แหนง่ จะมอี ำ�นาจดำ�เนินการตามอำ�นาจและหนา้ ทไี่ ดเ้ พียงใด ให้
เปน็ ไปตามระเบยี บทสี่ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ ก�ำ หนดโดยความเหน็ ชอบของ ก.อ. (มาตรา ๑๔ วรรคสาม)
250 อยั การนิเทศ
(๒) อยั การสงู สดุ และรองอยั การสงู สดุ มอี �ำ นาจด�ำ เนนิ คดไี ดท้ กุ ศาล อธบิ ดอี ยั การภาคมอี �ำ นาจ
ดำ�เนินคดีได้ทุกศาลภายในภาค พนักงานอัยการผู้อ่ืนมีอำ�นาจดำ�เนินคดีได้เฉพาะศาลแห่งท้องท่ีที่
พนักงานอัยการ ผนู้ น้ั รบั ราชการประจ�ำ เว้นแต่ (มาตรา ๑๕)
(ก) ใ นกรณที อ่ี ยั การสงู สดุ มคี �ำ สง่ั ใหพ้ นกั งานอยั การซง่ึ รบั ราชการประจ�ำ ในทอ้ งทห่ี นง่ึ
ไปช่วยราชการในอีกท้องที่หน่ึงชั่วคราว หรือให้ไปดำ�เนินคดีใดเฉพาะเร่ือง หรือในกรณี
อธิบดีอัยการภาคได้มีค�ำ ส่ังให้พนักงานอัยการซ่ึงรับราชการประจ�ำ ในท้องที่หนึ่งภายในภาคไปช่วย
ราชการในอกี ทอ้ งทห่ี นง่ึ ชว่ั คราวหรอื ใหไ้ ปด�ำ เนนิ คดเี ฉพาะเรอ่ื งภายในภาค ใหพ้ นกั งานอยั การผนู้ น้ั
มอี �ำ นาจดำ�เนนิ คดใี นศาลประจำ�ทอ้ งทน่ี น้ั ได้ และใหม้ อี ำ�นาจดำ�เนนิ คดไี ดต้ ลอดถงึ ศาลอทุ ธรณแ์ ละ
ศาลฎีกา หรือศาลปกครองสงู สุด แล้วแตก่ รณี
(ข) ในกรณีท่ีอธิบดีอัยการภาคมีคำ�ส่ังให้พนักงานอัยการซึ่งรับราชการประจำ�ใน
ภาค มีอำ�นาจดำ�เนินคดีในศาลทุกศาลภายในภาค ให้พนักงานอัยการผู้นั้นมีอำ�นาจดำ�เนินคดีใน
ศาลทุกศาลภายในภาคน้นั ได้ และให้มอี �ำ นาจด�ำ เนนิ คดไี ดต้ ลอดถึงศาลอุทธรณ์และศาลฎกี า หรือ
ศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี
(ค) เม่ือคดีท่ีพนักงานอัยการได้ดำ�เนินไว้ในศาลช้ันต้นข้ึนมาสู่การพิจารณาของ
ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา พนักงานอัยการผู้ดำ�เนินคดีนั้น หรือพนักงานอัยการผู้อ่ืนซึ่งประจำ�
ศาลชน้ั ตน้ นน้ั หรอื พนกั งานอยั การอน่ื ซงึ่ ไดร้ บั แตง่ ตง้ั หรอื ไดร้ บั มอบหมายจากอยั การสงู สดุ มอี ำ�นาจ
ด�ำ เนนิ คดีในช้นั อทุ ธรณ์หรอื ช้นั ฎกี าได้
(ง) ในคดที ศี่ าลสง่ ประเดน็ ไปสบื พยานยงั ศาลอนื่ หรอื โอนคดไี ปพจิ ารณายงั ศาลอน่ื
พนกั งานอยั การประจำ�ศาลอน่ื นนั้ หรอื พนกั งานอยั การผดู้ ำ�เนนิ คดมี าแตต่ น้ หรอื พนกั งานอยั การซง่ึ
ประจำ�ศาลทดี่ ำ�เนนิ คดมี าแตต่ น้ มอี �ำ นาจดำ�เนนิ คดนี นั้ ในศาลทส่ี บื พยานตามประเดน็ หรอื ศาลทรี่ บั
โอนคดีนั้นได้
(๓) ในการปฏบิ ตั กิ ารตามอ�ำ นาจและหนา้ ทใี่ นคดที ตี่ อ้ งตง้ั ตน้ ทพี่ นกั งานอยั การ หรอื ในการ
ตรวจสอบขอ้ เท็จจริง เพ่อื ด�ำ เนินการตามรฐั ธรรมนญู หรอื ตามกฎหมายอื่นใด ใหพ้ นักงานอัยการมี
อ�ำ นาจในการแสวงหาขอ้ เทจ็ จรงิ และรวบรวมพยานหลกั ฐาน สอบปากค�ำ พยานบคุ คล ออกค�ำ สงั่ เรยี ก
บคุ คลใดมาใหก้ ารตอ่ พนกั งานอยั การ ออกค�ำ สง่ั ใหส้ ง่ พยานหลกั ฐาน เอกสารหรอื วตั ถุ และด�ำ เนนิ การ
อน่ื ตามทเี่ หน็ สมควร รวมทงั้ อาจแจง้ ใหเ้ จา้ หนา้ ทผี่ มู้ อี �ำ นาจหรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ด�ำ เนนิ การใดตามท่ี
เหน็ สมควรกไ็ ด้ แตถ่ า้ ผทู้ ไ่ี ดร้ บั ค�ำ สงั่ นน้ั เปน็ คคู่ วามอกี ฝา่ ยหนง่ึ หรอื เปน็ ผถู้ กู กลา่ วหา บคุ คลดงั กลา่ ว
จะไม่มาหรือไม่ให้ถ้อยคำ�หรือไม่ส่งพยานหลักฐาน เอกสารหรือวัตถุตามท่ีเรียกก็ได้ (มาตรา ๑๖)
สำ�หรับการปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงานอัยการ ในกรณีที่กฎหมายกำ�หนดให้มีอำ�นาจหน้าท่ีในการ
สอบสวนคดีอาญาซ่ึงมิใช่การร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน หรือร่วมทำ�สำ�นวนสอบสวนกับ
อัยการนิเทศ 251
พนักงานสอบสวน ให้พนักงานอัยการมีอำ�นาจและหน้าท่ีในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงาน
สอบสวน และให้พนักงานอัยการเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำ�รวจชั้นผู้ใหญ่ และมีอำ�นาจ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยในการค้น การจับและการคุมขัง อาจร่วมกับ
เจา้ พนกั งานต�ำ รวจ หรอื เจา้ พนกั งานอน่ื หรอื แจง้ ใหเ้ จา้ พนกั งานต�ำ รวจหรอื เจา้ พนกั งานอน่ื ด�ำ เนนิ การ
ก็ได้ (มาตรา ๑๗) คำ�สั่งของพนักงานอัยการในการดำ�เนินการดังกล่าวให้ถือเป็นคำ�บังคับของ
พนักงานอยั การ ตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา ๑๘)
(๔) พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาส่ังคดีและการปฏิบัติหน้าท่ีให้เป็นไปตาม
รฐั ธรรมนญู และตามกฎหมายโดยสจุ รติ และเทย่ี งธรรม(มาตรา๒๑วรรคหนงึ่ )ในกรณที พี่ นกั งานอยั การ
เหน็ ว่า การฟ้องคดอี าญาจะไมเ่ ปน็ ประโยชน์แก่สาธารณชน หรอื จะมีผลกระทบตอ่ ความปลอดภยั
หรือความมั่นคงของชาติหรือต่อผลประโยชน์อันสำ�คัญของประเทศ ให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และ
อยั การสงู สดุ มอี �ำ นาจสง่ั ไมฟ่ อ้ งได้ทง้ั น้ีตามระเบยี บทสี่ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ ก�ำ หนดโดยความเหน็ ชอบ
ของ ก.อ. (มาตรา ๒๑ วรรคสอง) และให้นำ�มาใชก้ บั กรณที ี่พนกั งานอัยการไมย่ ื่นคำ�รอ้ ง ไมอ่ ุทธรณ์
ไมฎ่ ีกา ถอนฟ้อง ถอนค�ำ ร้อง ถอนอทุ ธรณแ์ ละถอนฎกี าดว้ ย (มาตรา ๒๑ วรรคสาม) ดลุ พินิจของ
พนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดีหรือการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควร
ประกอบแล้ว ย่อมไดร้ ับความคมุ้ ครอง (มาตรา ๒๒)
๔. ส�ำ นกั งานอยั การสูงสุด
(๑) กำ�หนดให้สำ�นักงานอัยการสูงสุดมีฐานะเป็นส่วนราชการที่มีอิสระในการบริหาร
งานบุคคล การงบประมาณ และการดำ�เนินการอ่ืน และเป็นนิติบุคคลโดยมีอัยการสูงสุดเป็น
ผบู้ ังคบั บัญชาและเป็นผู้แทนนติ บิ ุคคล (มาตรา ๗ วรรคสอง) โดยการแบง่ หน่วยงาน การจดั ต้ังและ
ก�ำ หนดทอ้ งทขี่ องภาคและการก�ำ หนดอ�ำ นาจหนา้ ทข่ี องหนว่ ยงานภายในของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ
ใหท้ �ำ เป็นประกาศ ก.อ. (มาตรา ๗ วรรคสี)่
(๒) กำ�หนดให้สำ�นักงานอัยการสูงสุดมีอำ�นาจหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการและงานวิชาการ
เพอ่ื สนบั สนนุ และอ�ำ นวยความสะดวกใหแ้ กพ่ นกั งานอยั การ และใหม้ อี �ำ นาจหนา้ ทใี่ หค้ วามชว่ ยเหลอื
ประชาชนในการด�ำ เนินการทางกฎหมายรวมตลอดทั้งในการคุ้มครองป้องกันสิทธิและเสรีภาพของ
ประชาชน และการใหค้ วามรทู้ างกฎหมายแก่ประชาชน ดำ�เนินการเกี่ยวกบั การบงั คบั คดแี พง่ หรือ
คดีปกครองแทนรัฐบาล หรอื หนว่ ยงานของรฐั ซงึ่ พนักงานอัยการไดร้ ับด�ำ เนนิ คดีให้ ด�ำ เนนิ การตาม
ท่ีคณะรัฐมนตรีร้องขอ เว้นแต่ การดำ�เนินการน้ันจะขัดต่องานในหน้าท่ีหรืออาจทำ�ให้ขัดต่อความ
เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าท่ีของพนักงานอัยการ ดำ�เนินการเก่ียวกับการฝึกอบรมเพ่ือประโยชน์
ในการพฒั นาขา้ ราชการฝา่ ยอยั การ ใหค้ วามรว่ มมอื กบั หนว่ ยงานของรฐั ในการอำ�นวยความยตุ ธิ รรม
252 อยั การนเิ ทศ
การรักษาผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน ติดต่อและประสานงานกับองค์กรหรือหน่วยงานต่าง
ประเทศเกยี่ วกบั เรอ่ื งทอี่ ยใู่ นอ�ำ นาจหนา้ ทขี่ องพนกั งานอยั การ หรอื ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ และปฏบิ ตั ิ
การอน่ื ใดตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนดใหเ้ ปน็ อ�ำ นาจหนา้ ทข่ี องพนกั งานอยั การ หรอื ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
รวมทงั้ ใหค้ ำ�ปรึกษาและตรวจร่างสัญญาหรือเอกสารทางกฎหมายใหแ้ กร่ ัฐบาล และหนว่ ยงานของ
รัฐ หรอื ใหแ้ กน่ ิติบุคคลซง่ึ มิใช่หน่วยงานของรัฐ แต่ได้มีพระราชบัญญัติหรอื พระราชกฤษฎีกาจัดตั้ง
ขึน้ ก็ได้ตามทเ่ี ห็นสมควร (มาตรา ๒๓ วรรคหนงึ่ ) และกำ�หนดใหก้ ารดำ�เนนิ การตรวจร่างสญั ญา ให้
สำ�นักงานอัยการสูงสุดมีหน้าที่รักษาประโยชน์ของรัฐ โดยมีหน้าท่ีรายงานรัฐบาล หรือหน่วยงาน
ของรฐั หรือนิตบิ ุคคลดงั กล่าวใหท้ ราบถึงข้อทคี่ วรปรับปรงุ หรอื แก้ไขให้สมบูรณ์ ข้อเสยี เปรียบหรือ
ข้อท่อี าจก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายแกร่ ัฐ (มาตรา ๒๓ วรรคสอง)
(๓) ใหส้ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ เสนองบประมาณรายจา่ ยตอ่ คณะรฐั มนตรี เพอื่ จดั สรรเปน็ เงนิ
อดุ หนนุ ไวใ้ นร่างพระราชบญั ญัติงบประมาณรายจา่ ยประจำ�ปีงบประมาณ หรอื รา่ งพระราชบญั ญัติ
งบประมาณรายจ่ายเพม่ิ เตมิ หรือรา่ งพระราชบัญญตั โิ อนงบประมาณรายจา่ ยแล้วแตก่ รณี (มาตรา
๒๔ วรรคหนึ่ง) และ ในกรณีท่ีเห็นว่างบประมาณรายจ่ายท่ีได้รับการจัดสรรให้ไม่เพียงพอ ให้
ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ เสนอค�ำ ขอแปรญตั ตติ อ่ คณะกรรมาธกิ ารพจิ ารณางบประมาณของสภาผแู้ ทน
ราษฎรได้โดยตรง (มาตรา ๒๔ วรรคสอง)
(๔) ก�ำ หนดใหส้ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ ไดร้ บั การยกเวน้ ไมต่ อ้ งเสยี ภาษี หรอื ไดร้ บั การยกเวน้
หรอื ผอ่ นผันการปฏบิ ัติตามกฎหมาย กฎ ระเบยี บ ข้อบงั คับ หรอื ประกาศ เช่นเดียวกบั กระทรวง
ทบวง กรม ในกรณที ม่ี กี ฎหมาย กฎ ระเบยี บ ขอ้ บงั คบั หรอื ประกาศก�ำ หนดใหย้ กเวน้ ใหก้ บั กระทรวง
ทบวง กรม ในเรื่องหน่งึ เรือ่ งใดด้วย (มาตรา ๒๖)
(๕) ก�ำ หนดใหส้ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ เปน็ หนว่ ยรบั ตรวจตามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู
วา่ ดว้ ยการตรวจเงนิ แผน่ ดนิ และเมอื่ ส�ำ นกั งานตรวจเงนิ แผน่ ดนิ ไดท้ �ำ การตรวจสอบรบั รองบญั ชแี ละ
การเงินทกุ ประเภทของส�ำ นกั งานอยั การสงู สุดแลว้ ให้เสนอผลการสอบบญั ชีโดยตรงต่อสภาผู้แทน
ราษฎร วุฒสิ ภา และคณะรฐั มนตรี (มาตรา ๒๕)
๕. อำ�นาจและหนา้ ท่ีของอัยการสูงสุดในการบรหิ ารงานสำ�นกั งานอยั การสูงสดุ
(๑) กำ�หนดให้อัยการสูงสุดมีอำ�นาจหน้าที่กำ�หนดนโยบายและรับผิดชอบในการปฏิบัติ
ราชการของสำ�นักงานอัยการสูงสุด ให้เกิดผลสัมฤทธ์ิและเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และ
แผนการปฏบิ ตั ริ าชการของส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ ควบคมุ ดแู ล และรบั ผดิ ชอบในการบรหิ ารราชการ
ปฏิบตั ิราชการ และบรหิ ารงานบคุ คลของสำ�นกั งานอัยการสงู สุด ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบยี บ
แบบแผน และประเพณปี ฏบิ ตั ขิ องทางราชการ และบรหิ ารจดั การงบประมาณ การเงนิ ทรพั ยส์ นิ และ
อัยการนเิ ทศ 253
การพัสดุของสำ�นักงานอัยการสูงสุด (มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง) และในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ดงั กลา่ ว อยั การสงู สดุ อาจมอบอ�ำ นาจใหร้ องอยั การสงู สดุ หรอื ขา้ ราชการฝา่ ยอยั การผหู้ นง่ึ ผใู้ ดปฏบิ ตั ิ
หน้าท่ีแทนก็ได้ (มาตรา ๒๗ วรรคสอง)
(๒) ก�ำ หนดให้อยั การสูงสดุ โดยความเหน็ ชอบของ ก.อ. มีอำ�นาจออกระเบียบเกย่ี วกบั การ
บริหารจดั การงบประมาณ การเงิน ทรัพยส์ ิน และการพัสดขุ องสำ�นักงานอัยการสูงสุด (มาตรา ๒๗
วรรคสาม) และให้มีอำ�นาจออกระเบียบ ประกาศ หรือคำ�ส่ังอันจำ�เป็นต่อการปฏิบัติราชการของ
ส�ำ นกั งานอัยการสูงสดุ เทา่ ที่ไม่ขัดหรอื แย้งกบั ระเบียบ หรือประกาศท่ี ก.อ. กำ�หนดตามพระราช
บญั ญัตนิ ี้ (มาตรา ๒๗ วรรคสี่)
๖. บทเฉพาะกาล
(๑) ใหส้ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ ตามพระราชบญั ญตั ปิ รบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕
เป็นสำ�นกั งานอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญตั นิ ้ี (มาตรา ๒๘)
(๒) ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง และเงินงบ
ประมาณของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ ตามพระราชบญั ญตั ปิ รบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕
ไปเป็นของสำ�นักงานอยั การสูงสดุ ตามพระราชบญั ญัติน้ี (มาตรา ๒๙)
(๓) กำ�หนดบทรองรบั พระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ ขอ้ ก�ำ หนด ขอ้ บังคับ ประกาศ หรือ
คำ�สั่งท่ใี ช้บงั คับเกย่ี วกับการจัดระเบียบบรหิ ารราชการ การแบง่ ส่วนราชการ และการปฏบิ ตั ิหน้าท่ี
ของพนักงานอัยการ และการอ่ืนใดที่ใช้บังคับกับพนักงานอัยการหรือสำ�นักงานอัยการสูงสุดท่ียังมี
ผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนท่ีพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับ
บทบญั ญตั แิ หง่ พระราชบญั ญตั นิ ี้จนกวา่ จะมรี ะเบยี บประกาศหรอื ค�ำ สงั่ ของก.อ.หรอื ของอยั การสงู สดุ
ท่ีออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (มาตรา ๓๐) และกำ�หนดบทรองรับชื่อส่วนราชการและ
ตำ�แหน่งของพนักงานอัยการซึ่งใช้อยู่เดิมที่ได้กำ�หนดไว้ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อกำ�หนด
ข้อบังคบั ประกาศ คำ�สั่ง หรอื มติคณะรัฐมนตรีในเรอ่ื งใดทมี่ ีอย่กู อ่ นวนั ทีพ่ ระราชบัญญตั นิ ้ใี ชบ้ ังคบั
ให้หมายถึงส�ำ นักงานอยั การสูงสุดและตำ�แหนง่ พนกั งานอยั การตามพระราชบัญญตั ิน้ี (มาตรา ๓๑)
254 อยั การนเิ ทศ
สรุปสาระสำ�คัญ
พระราชบญั ญัติระเบยี บข้าราชการฝา่ ยอยั การ
พ.ศ. ๒๕๕๓
------------------------------------------------
โดย สำ�นักงานอัยการพเิ ศษฝา่ ยพัฒนากฎหมาย
โดยท่ีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรอ่ืนตาม
รฐั ธรรมนญู และมหี นว่ ยธรุ การทเี่ ปน็ อสิ ระในการบรหิ ารงานบคุ คล การงบประมาณ และการด�ำ เนนิ
การอ่ืน รวมท้ังบัญญัติให้มีการตรากฎหมายก�ำ หนดหลักเกณฑ์ให้พนักงานอัยการด�ำ รงตำ�แหน่งได้
จนถึงอายุครบเจ็ดสิบปี ในการน้ีสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการให้
สอดคลอ้ งกบั บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว ประกอบกบั สมควรน�ำ หลกั เกณฑก์ ารแตง่ ตงั้ และการด�ำ รงต�ำ แหนง่
อัยการอาวุโสตามกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและการด�ำ รงตำ�แหน่งอัยการอาวุโส รวม
ท้ังอตั ราเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหนง่ ของขา้ ราชการอยั การ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยเงนิ เดอื นและ
เงินประจำ�ตำ�แหน่งข้าราชการอัยการ มากำ�หนดรวมไว้ในพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เพื่อให้
สอดคลอ้ งกบั กฎหมายเกย่ี วกบั ขา้ ราชการประเภทตา่ งๆ เพอ่ื ใหก้ ารบรหิ ารงานบคุ คลของขา้ ราชการ
ฝ่ายอัยการมีประสิทธิภาพมากข้ึน จึงจำ�เป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมีหลักการและสาระ
ส�ำ คัญ ดงั น้ี
๑. บททั่วไป
(๑) ขา้ ราชการฝา่ ยอยั การ ไดแ้ ก่ ขา้ ราชการซงึ่ รบั ราชการในส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณหมวดเงินเดือนในสำ�นักงานอัยการสูงสุด (มาตรา ๔) และแบ่ง
ออกเป็นสองประเภท คือ ข้าราชการอัยการซึ่งเป็นผู้ได้รับแต่งต้ังให้ดำ�รงตำ�แหน่งพนักงานอัยการ
ตามกฎหมายวา่ ด้วยองคก์ รอยั การและพนักงานอยั การ และข้าราชการธรุ การ (มาตรา ๕)
(๒) เคร่ืองแบบ และการแต่งกายของข้าราชการฝ่ายอัยการ การกำ�หนดให้มี
ตราสัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายใดเพื่อใช้ในการบริหารราชการสำ�นักงานอัยการสูงสุด รวมท้ัง
หลักเกณฑ์และวิธีการในการทำ�และใช้ตราสัญลักษณ์ หรือเคร่ืองหมายนั้นให้เป็นไปตามระเบียบที่
ก.อ. กำ�หนด (มาตรา ๑๒)
(๓) วนั เวลาท�ำ งาน วันหยดุ ราชการตามประเพณี และวนั หยุดประจำ�ปขี องข้าราชการ
ฝ่ายอัยการใหเ้ ป็นไปตามทคี่ ณะรัฐมนตรกี �ำ หนดสำ�หรบั ข้าราชการพลเรอื น เว้นแต่ ก.อ. จะก�ำ หนด
เปน็ อยา่ งอน่ื และการลาหยดุ ราชการของขา้ ราชการฝา่ ยอยั การใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บที่ ก.อ. ก�ำ หนด
(มาตรา ๑๓)
อยั การนิเทศ 255
(๔) กำ�หนดให้ข้าราชการฝ่ายอัยการมีเสรีภาพในการรวมกลุ่ม แต่จะต้อง
ไมก่ ระทบประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และความตอ่ เนอื่ งในการจดั ท�ำ บรกิ ารสาธารณะ
และต้องไมม่ ีวตั ถปุ ระสงค์ทางการเมอื ง โดยใหเ้ ป็นไปตามหลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเงอื่ นไขท่ีกำ�หนด
ในพระราชกฤษฎกี า (มาตรา ๑๔)
(๕) กำ�หนดให้สำ�นักงานอัยการสูงสุดโดยความเห็นชอบของ ก.อ. ต้องจัดให้มี
ประมวลจรยิ ธรรมของขา้ ราชการฝ่ายอัยการ (มาตรา ๑๔ วรรคหนง่ึ ) และจะตอ้ งจดั ให้มีประมวล
จรรยาบรรณสำ�หรบั ขา้ ราชการฝ่ายอยั การดว้ ย (มาตรา ๑๔ วรรคสอง)
(๖) บ�ำ เหนจ็ บ�ำ นาญของขา้ ราชการฝา่ ยอยั การ ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการ
นน้ั ในกรณีทีข่ า้ ราชการฝ่ายอยั การผใู้ ดถึงแกค่ วามตาย หรอื ไดร้ บั อันตรายถงึ ทุพพลภาพเนอื่ งจาก
การปฏิบตั หิ นา้ ทร่ี าชการจนตอ้ งออกจากราชการเพราะเหตทุ ุพพลภาพ ก.อ. จะพิจารณาเล่อื นเงนิ
เดือนใหผ้ ้นู ั้นเปน็ กรณีพิเศษ เพอื่ ประโยชน์ในการค�ำ นวณบ�ำ เหนจ็ บ�ำ นาญกไ็ ด้ (มาตรา ๑๑) และใน
กรณีท่ีคณะรัฐมนตรีกำ�หนดเงินเพิ่ม ค่าครองชีพช่ัวคราวตามภาวะเศรษฐกิจให้แก่ข้าราชการและ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐเป็นการท่ัวไป ให้ข้าราชการฝ่ายอัยการได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพช่ัวคราวดังกล่าว
ในหลกั เกณฑ์เดยี วกันดว้ ย (มาตรา ๙)
๒. คณะกรรมการอยั การ (ก.อ.)
(๑) ก�ำ หนดใหม้ คี ณะกรรมการอยั การ มอี งคป์ ระกอบคอื อยั การสงู สดุ เปน็ ประธาน
รองอัยการสูงสุดตามลำ�ดับอาวุโสจำ�นวนไม่เกินสี่คน เป็นกรรมการอัยการโดยตำ�แหน่ง กรรมการ
อยั การผทู้ รงคณุ วฒุ จิ �ำ นวนหกคน ซงึ่ ขา้ ราชการอยั การชน้ั ๒ ขน้ึ ไปเปน็ ผเู้ ลอื กจากขา้ ราชการอยั การ
ชน้ั ๖ ขึ้นไป และมิได้เป็นกรรมการอัยการโดยตำ�แหน่งอยแู่ ลว้ สามคน และเลือกจากผู้รบั บ�ำ เหน็จ
หรือบำ�นาญซ่ึงเคยรับราชการเป็นข้าราชการอัยการมาแล้วสามคน กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ
ซึง่ ไดร้ ับเลือกจากวุฒสิ ภาจ�ำ นวนสองคน คณะรัฐมนตรแี ต่งตัง้ จ�ำ นวนหน่ึงคน และกรรมการอัยการ
ผทู้ รงคณุ วฒุ ดิ า้ นการงบประมาณ ดา้ นการพฒั นาองคก์ ร หรอื ดา้ นการบรหิ ารจดั การ ซงึ่ ประธานและ
กรรมการอัยการทุกคน เป็นผู้เลือกจากบุคคลซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการฝ่ายอัยการจ�ำ นวน
หน่งึ คน (มาตรา ๑๘ วรรคหนงึ่ )
(๒) การเลือกกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยการเลือกกรรมการอัยการ
ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภาและที่ได้รับแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติและ
ไม่มลี ักษณะต้องห้ามตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนด (มาตรา ๑๙) และให้วุฒสิ ภาต้งั คณะกรรมาธกิ ารเพื่อ
พจิ ารณาเสนอรายชอ่ื บคุ คลทเ่ี หน็ สมควรจำ�นวนสองเทา่ ตอ่ วฒุ สิ ภาเพอื่ พจิ ารณาเลอื ก (มาตรา ๒๐)
สำ�หรับกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงมาจากการเลือกของข้าราชการอัยการช้ัน ๒ ข้ึนไปนั้น ให้
256 อยั การนเิ ทศ
อัยการสูงสุดดำ�เนินการให้มีการเลือกภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุต้องเลือกตามวิธีการที่ ก.อ.
ประกาศก�ำ หนด ใหป้ ระกาศรายชือ่ ผูไ้ ด้รับเลอื กในราชกจิ จานเุ บกษา (มาตรา ๒๑) และกำ�หนดบท
รองรบั ใหอ้ ยั การอาวโุ สมสี ทิ ธไิ ดร้ บั เลอื กเปน็ กรรมการอยั การผทู้ รงคณุ วฒุ ดิ ว้ ย โดยก�ำ หนดใหอ้ ยั การ
อาวโุ สผใู้ ดซงึ่ เคยเปน็ ผดู้ ำ�รงต�ำ แหนง่ ขา้ ราชการอยั การในชน้ั ใดกอ่ นปงี บประมาณทจ่ี ะดำ�รงต�ำ แหนง่
อัยการอาวุโส ให้ถือว่าเป็นผู้ดำ�รงตำ�แหน่งข้าราชการอัยการในชั้นนั้น ซ่ึงต้องเคยดำ�รงตำ�แหน่ง
ข้าราชการอัยการต้งั แตช่ นั้ ๖ ข้นึ ไป (มาตรา ๒๒)
(๓) กรรมการอยั การผทู้ รงคณุ วฒุ มิ วี าระการดำ�รงต�ำ แหนง่ คราวละสองปี แตจ่ ะด�ำ รง
ต�ำ แหนง่ ติดตอ่ กนั เกนิ สองวาระไม่ได้ (มาตรา ๒๓ วรรคหน่งึ ) ในกรณีท่ีมกี ารเลือกหรอื แตง่ ตั้งแทน
ให้ผนู้ นั้ อยใู่ นต�ำ แหนง่ ได้เพยี งวาระของผ้ซู งึ่ ตนแทน (มาตรา ๒๓ วรรคสาม) และหากวาระทแ่ี ทน
นนั้ เหลืออยู่ไมถ่ งึ หน่ึงปนี บั แตว่ ันเลือกหรอื แต่งตั้ง ไมใ่ ห้นบั การดำ�รงตำ�แหน่งนั้นเปน็ วาระการดำ�รง
ต�ำ แหนง่ (มาตรา ๒๓ วรรคส)่ี
(๔) กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำ�แหน่ง เมื่อครบกำ�หนดวาระ ตาย
ลาออก หรือในกรณีที่กรรมการอัยการซึ่งมาจากการเลือกจากข้าราชการอัยการช้ัน ๒ ขึ้นไป ได้
ไปดำ�รงตำ�แหน่งเป็นกรรมการอัยการโดยตำ�แหน่งหรือพ้นจากตำ�แหน่งข้าราชการอัยการหรือ
กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการอัยการ แล้วแต่กรณี หรือขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม
ตามที่กฎหมายกำ�หนด โดยในกรณีสงสัยว่ากรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำ�แหน่งหรือไม่
ใหอ้ ัยการสงู สดุ เสนอ ก.อ. เพือ่ วินจิ ฉัยชขี้ าด (มาตรา ๒๕)
(๕) การประชุม ก.อ. ต้องมีกรรมการอัยการมาประชุมไม่น้อยกว่าแปดคนจึงเป็น
องค์ประชุม (มาตรา ๒๖ วรรคหน่งึ ) ในการประชุมถ้ามกี ารพิจารณาเรอ่ื งเก่ียวกบั กรรมการอัยการ
ผใู้ ดโดยเฉพาะ ผนู้ นั้ ไมม่ สี ทิ ธอิ ยใู่ นทป่ี ระชมุ แตถ่ า้ ผนู้ น้ั ไดเ้ ขา้ ประชมุ แลว้ และตอ้ งออกจากทป่ี ระชมุ
ให้นบั ผ้นู นั้ เปน็ องคป์ ระชมุ เพื่อประโยชนใ์ นการนบั องคป์ ระชมุ ดว้ ย (มาตรา ๒๗)
(๖) ในกรณที ก่ี ารประชมุ ของ ก.อ. เปน็ การพจิ ารณาด�ำ เนนิ การกรณใี หอ้ ยั การสงู สดุ
ออกจากราชการเพ่อื รบั บำ�เหน็จบ�ำ นาญเหตทุ ดแทน เหตทุ ุพพลภาพ หรอื เหตรุ บั ราชการนานหรอื
เป็นการดำ�เนนิ การ ทางวนิ ยั มิใหอ้ ัยการสงู สุดในฐานะประธาน ก.อ. เข้าร่วมพิจารณาเรื่องดงั กล่าว
โดยให้ถือว่า ก.อ. ประกอบไปด้วยกรรมการอัยการเท่าที่เหลืออยู่ และให้กรรมการอัยการที่เหลือ
อยู่นั้นเลือกกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิท่ีมาจากผู้รับบ�ำ เหน็จหรือบำ�นาญซึ่งเคยรับราชการเป็น
ข้าราชการอัยการหรอื ได้รบั เลอื กจากวุฒสิ ภาหรือที่คณะรัฐมนตรแี ตง่ ตงั้ จำ�นวนหนึ่งคน ทำ�หนา้ ที่
ประธาน (มาตรา ๒๗ วรรคสี่ (๑)) สว่ นในกรณที เี่ ปน็ การด�ำ เนนิ การกบั ผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ รองอยั การสงู สดุ
และเปน็ กรรมการอยั การโดยต�ำ แหนง่ หา้ มมใิ หผ้ นู้ นั้ เขา้ รว่ มพจิ ารณาเรอื่ งดงั กลา่ ว และใหถ้ อื วา่ ก.อ.
ประกอบไปด้วยกรรมการอัยการเทา่ ทีเ่ หลืออยู่ (มาตรา ๒๗ วรรคสี่ (๒))
อัยการนเิ ทศ 257
(๗) ในการเสนอเรอื่ งตอ่ ก.อ. เพอ่ื ด�ำ เนนิ การตามอ�ำ นาจและหนา้ ทซ่ี งึ่ มใิ ชเ่ รอ่ื งแตง่ ตง้ั
ขา้ ราชการอยั การใหด้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ใหอ้ ยั การสงู สดุ เปน็ ผเู้ สนอ แตก่ รรรมการอยั การคนหนงึ่ คนใดจะ
เสนอเรือ่ งเพอ่ื ให้ ก.อ. พิจารณาตามหลักเกณฑแ์ ละวิธีการที่ ก.อ. กำ�หนดกไ็ ด้ (มาตรา ๒๙)
(๘) ก.อ. นอกจากมอี �ำ นาจหนา้ ทต่ี ามทกี่ �ำ หนดไวใ้ นพระราชบญั ญตั นิ แี้ ละกฎหมาย
อื่นแล้วใหม้ อี �ำ นาจหนา้ ท่ดี ังน้ี
(ก) ให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำ�ลังและกำ�หนดตำ�แหน่ง เป็นเจ้าหน้าท่ี
ควบคุมการเกษียณอายุของข้าราชการฝ่ายอัยการ ออกระเบียบเก่ียวกับการจัดระบบ การแก้ไข
และการรักษา ทะเบียนประวัติและควบคุมการเกษียณอายุ ออกระเบยี บเกยี่ วกับการจดั สวสั ดกิ าร
การสงเคราะห์อื่น เงินเพิ่มสำ�หรับตำ�แหน่งท่ีมีเหตุพิเศษ เงินเพ่ิมค่าครองชีพชั่วคราว และเงินค่า
ตอบแทนพิเศษอ่ืน ออกระเบียบเกี่ยวกับการรักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทน และการ
รกั ษาการในต�ำ แหนง่ ของขา้ ราชการฝา่ ยอยั การ ออกระเบยี บเกย่ี วกบั การรอ้ งทกุ ข์ พจิ ารณาเกย่ี วกบั
การด�ำ เนนิ การทางวนิ ยั และการสงั่ ใหอ้ อกจากราชการและออกระเบยี บหรอื ประกาศเพอื่ ก�ำ หนดการ
อื่นใดทเี่ กี่ยวข้องกบั การบริหารงานบุคคล เพื่อใช้บังคับกับข้าราชการฝา่ ยอยั การ (มาตรา ๓๐ (๑)
(๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๘) และ (๑๑))
(ข) กำ�หนดหลักเกณฑ์ วิธีการการจัดลำ�ดับอาวุโสของข้าราชการอัยการ
(มาตรา ๓๐ (๕))
(ค) ออกระเบยี บเกยี่ วกบั การสรรหา การบรรจุ การแตง่ ตง้ั การทดลองปฏบิ ตั ิ
หนา้ ที่ราชการ การโยกย้าย การเลอ่ื นตำ�แหน่ง การพน้ จากต�ำ แหน่ง การรับเงินเดอื น การเล่อื นเงนิ
เดอื น การรักษาจริยธรรม การออกจากราชการ การคุม้ ครองระบบคณุ ธรรม และการจดั ระเบียบ
ข้าราชการธุรการ (มาตรา ๓๐ (๙))
(ง) แตง่ ตง้ั อนกุ รรมการ บคุ คล หรอื คณะบคุ คลเพอื่ พจิ ารณาหรอื ปฏบิ ตั กิ าร
อย่างใดอยา่ งหน่ึงตามที่ ก.อ. มอบหมาย (มาตรา ๓๐ (๑๐))
๓. ข้าราชการอัยการ
(๑) ก�ำ หนดใหน้ �ำ ระบบบญั ชเี งนิ เดอื นและเงนิ ประจ�ำ ต�ำ แหนง่ ของขา้ ราชการตลุ าการ
มาใช้กับข้าราชการอัยการโดยอนุโลม โดยอัตราเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งของข้าราชการ
อยั การใหเ้ ปน็ ไปตามบญั ชที า้ ยพระราชบญั ญตั นิ ี้ และในกรณที จ่ี ะปรบั อตั ราเงนิ เดอื นของขา้ ราชการ
อยั การใหส้ อดคลอ้ งกบั ภาวะเศรษฐกจิ ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป ถา้ การปรบั อตั ราเงนิ เดอื นดงั กลา่ วเปน็ การ
ปรับเพ่ิมเป็นร้อยละเท่ากันทุกอัตราและไม่เกินร้อยละสิบของอัตราที่ใช้บังคับอยู่ การปรับให้
กระทำ�โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและให้ถือว่าบัญชีอัตราเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งท้าย
258 อยั การนิเทศ
พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวเป็นบัญชีอัตราเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งท้ายพระราชบัญญัตินี้
(มาตรา ๗)
(๒) ข้าราชการอัยการมีตำ�แหน่งและได้รับเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่ง
ดังนี้ อัยการสูงสุดเป็นข้าราชการอัยการชั้น ๘ ให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งช้ัน ๘
รองอัยการสูงสุด และผู้ตรวจการอัยการ เป็นข้าราชการอัยการชั้น ๗ ให้ได้รับเงินเดือนและเงิน
ประจำ�ตำ�แหน่งชั้น ๗ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค รองอธิบดีอัยการ รองอธิบดีอัยการภาค
อัยการพิเศษฝา่ ย และอัยการผู้เชยี่ วชาญพิเศษ เป็นข้าราชการอยั การชน้ั ๖ ให้ได้รับเงนิ เดือนและ
เงินประจำ�ตำ�แหน่งช้นั ๖-๗ อยั การผเู้ ชย่ี วชาญ เป็นข้าราชการอยั การช้ัน ๕ ให้ได้รบั เงนิ เดอื นและ
เงินประจำ�ตำ�แหน่งช้ัน ๕-๖ อัยการจังหวัดและอัยการจังหวัดประจำ�สำ�นักงานอัยการสูงสุด
เป็นข้าราชการอัยการชั้น ๔ ให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งชั้น ๔-๕ อัยการประจำ�
สำ�นักงานอัยการสูงสุดและรองอัยการจังหวัด เป็นข้าราชการอัยการช้ัน ๓ ให้ได้รับเงินเดือนและ
เงินประจำ�ตำ�แหน่งช้ัน ๓-๔ อัยการประจำ�กอง และอัยการจังหวัดผู้ช่วย เป็นข้าราชการอัยการ
ช้ัน ๒ ให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจ�ำ ตำ�แหน่งช้ัน ๒-๓ และอัยการผู้ช่วยเป็นข้าราชการอัยการ
ช้ัน ๑ ใหไ้ ด้รบั เงินเดอื นในชนั้ ๑ (มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๔ (๑)-(๘))
(๓) กำ�หนดใหต้ �ำ แหน่งอยั การอาวโุ สเปน็ ตำ�แหนง่ ขา้ ราชการอัยการ (มาตรา ๓๓)
โดยใหไ้ ดร้ บั เงนิ เดอื นและเงนิ ประจำ�ต�ำ แหนง่ เทา่ กบั เงนิ เดอื นและเงนิ ประจำ�ต�ำ แหนง่ เดมิ ทไ่ี ดร้ บั อยู่
กอ่ นด�ำ รงต�ำ แหนง่ อยั การอาวโุ ส เวน้ แตไ่ ดร้ บั เงนิ เดอื นขน้ั สงู สดุ ของชน้ั อยกู่ อ่ นแลว้ ใหไ้ ดร้ บั เงนิ เดอื น
สงู กว่าเงินเดือนเดมิ หนงึ่ ขั้น และใหป้ รับเงินเดอื นข้ึนปีละหนึ่งข้ันแต่ไม่เกินอตั ราเงินเดือนสูงสุดของ
ชั้น ๘ และเมอื่ ปรบั เงนิ เดือนดังกลา่ ว สงู กวา่ ขน้ั สูงสุดของช้ันเดิมแล้วให้ปรับเงนิ ประจ�ำ ต�ำ แหน่งให้
เทา่ กับเงินประจำ�ต�ำ แหนง่ ของชั้นถดั ไป (มาตรา ๓๔ (๙))
(๔) การบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการอัยการและแต่งต้ังให้ดำ�รงตำ�แหน่งอัยการ
ผชู้ ่วย ให้อยั การสงู สดุ เปน็ ผูส้ ่งั โดยวิธกี ารสอบคดั เลอื ก การทดสอบความรู้ หรือการคัดเลอื กพเิ ศษ
(มาตรา ๓๕) และจะต้องมคี ณุ สมบตั แิ ละไม่มีลกั ษณะต้องหา้ มตามที่กำ�หนด (มาตรา ๔๙) รวมทั้ง
ตอ้ งมคี ณุ วฒุ ิ และไดป้ ระกอบวชิ าชพี หรอื มปี ระสบการณอ์ ยา่ งหนงึ่ อยา่ งใดตามทก่ี ฎหมายกำ�หนดไว้
สำ�หรบั การสอบคดั เลือก การทดสอบความรู้ หรือการคดั เลือกพเิ ศษนั้น (มาตรา ๕๐, ๕๑ และ ๕๒)
(๕) ในกรณีท่เี หน็ สมควรจะจดั ใหม้ กี ารสอบคัดเลอื ก ทดสอบความรู้ หรอื คดั เลือก
พเิ ศษเมอื่ ใดใหส้ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ เสนอ ก.อ. เพอ่ื มมี ตใิ หจ้ ดั ใหม้ กี ารสอบคดั เลอื ก ทดสอบความรู้
หรือคัดเลือกพิเศษ ซึ่งการสอบแต่ละครั้ง ก.อ. อาจกำ�หนดจำ�นวนบุคคลท่ีจะได้รับการบรรจุก็ได้
(มาตรา ๕๓ วรรคหน่งึ ) ใหผ้ ูส้ อบคดั เลือกท่ีไดค้ ะแนนสูงได้รบั การบรรจแุ ละแตง่ ตั้งใหด้ �ำ รงต�ำ แหนง่
อัยการผู้ช่วยก่อนผู้ที่ได้รับคะแนนต่ําลงมาตามล�ำ ดับแห่งบัญชีสอบคัดเลือก หากได้คะแนนเท่ากัน
อยั การนิเทศ 259
ให้จับสลากเพื่อจัดลำ�ดับในระหว่างผู้ท่ีได้คะแนนเท่ากันน้ัน (มาตรา ๕๔ วรรคหน่ึง) เม่ือได้มีการ
ประกาศผลการสอบคัดเลอื ก การทดสอบความรู้ หรอื การคัดเลือกพิเศษแล้ว ใหบ้ ญั ชีสอบคัดเลือก
ทดสอบความรหู้ รอื คดั เลอื กพิเศษคราวก่อนเปน็ อนั ยกเลกิ (มาตรา ๕๓ วรรคสาม) ในกรณีที่ผสู้ อบ
คัดเลือกขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือขาดคุณวุฒิหรือมิได้ประกอบวิชาชีพ หรือเป็น
บคุ คลท่ี ก.อ. เห็นว่ามชี ื่อเสยี งหรอื ความประพฤติหรอื เหตอุ นื่ ๆ อนั ไม่เหมาะสมทจี่ ะเปน็ ขา้ ราชการ
อยั การ ใหผ้ นู้ นั้ ไมม่ สี ทิ ธไิ ดร้ บั การบรรจเุ ปน็ ขา้ ราชการอยั การตามผลการสอบคดั เลอื กนนั้ และใหน้ �ำ
ไปใช้บังคับกับการบรรจุและแต่งตั้งผู้ท่ีผ่านการทดสอบความรู้ และผู้ท่ีผ่านการคัดเลือกพิเศษด้วย
(มาตรา ๕๔ วรรคสองและวรรคสาม)
(๖) อยั การผชู้ ว่ ยทจี่ ะไดร้ บั การแตง่ ตงั้ ใหด้ �ำ รงต�ำ แหนง่ อยั การประจ�ำ กองหรอื อยั การ
จังหวดั ผูช้ ว่ ยจะต้องได้รบั การอบรมจากส�ำ นักงานอัยการสูงสุดมาแลว้ ไม่นอ้ ยกว่าหนึง่ ปแี ละผลของ
การอบรมเปน็ ทพ่ี อใจของก.อ. วา่ เปน็ ผมู้ คี วามรคู้ วามสามารถ และความประพฤตเิ หมาะสมทจ่ี ะเปน็
อัยการประจำ�กองหรอื อยั การจังหวัดผ้ชู ว่ ย (มาตรา ๓๖ วรรคหนง่ึ ) หากผลของการอบรมยงั ไม่เปน็
ท่ีพอใจให้ได้รับการอบรมต่อไปอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งปี เมื่อครบกำ�หนดแล้ว หากผลการอบรมยังไม่
เป็นที่พอใจอกี ใหอ้ ยั การสงู สดุ สัง่ ใหอ้ อกจากราชการ (มาตรา ๓๖ วรรคสอง) และในระหว่างเวลา
ปแี รกท่ีไดร้ ับแตง่ ตัง้ ให้ดำ�รงต�ำ แหน่งอัยการประจ�ำ กองหรอื อัยการจงั หวัดผชู้ ว่ ย หากปรากฏว่าผไู้ ด้
รบั แต่งตงั้ ไมเ่ หมาะสมที่จะดำ�รงตำ�แหน่งตอ่ ไป อยั การสูงสดุ ดว้ ยความเห็นชอบของ ก.อ. มอี �ำ นาจ
สง่ั ใหอ้ อกจากราชการได้ (มาตรา ๓๖ วรรคสาม)
(๗) กำ�หนดให้อัยการประจำ�กองหรืออัยการจังหวัดผู้ช่วยต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ
ต่อพระมหากษัตรยิ ก์ ่อนเขา้ รับหนา้ ที่ในตำ�แหน่งดงั กลา่ ว (มาตรา ๓๗)
(๘) การแต่งตั้งข้าราชการอัยการให้ดำ�รงตำ�แหน่งซึ่งมิใช่ตำ�แหน่งอัยการผู้ช่วย
ต�ำ แหนง่ อัยการอาวโุ ส ตำ�แหนง่ รองอยั การสงู สดุ และต�ำ แหน่งอัยการสูงสดุ ใหป้ ระธาน ก.อ. เสนอ
ก.อ. โดยค�ำ นงึ ถึงความรู้ความสามารถ ความรบั ผดิ ชอบ ประวัตกิ ารปฏบิ ตั ิราชการและพฤตกิ รรม
ทางจริยธรรมของบุคคลนั้นเทียบกับงานในตำ�แหน่งท่ีจะได้รับแต่งต้ังนั้น ๆ เพื่อให้ความเห็นชอบ
กอ่ น เมอ่ื ไดร้ ับความเหน็ ชอบแลว้ จงึ น�ำ ความกราบบงั คับทูล เพื่อทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตง้ั
(มาตรา ๓๘ วรรคหนึ่ง) ในกรณที ี่ ก.อ. ไม่ใหค้ วามเห็นชอบตามทปี่ ระธาน ก.อ. เสนอ ให้ประธาน
ก.อ. หรือกรรมการอัยการคนหน่ึงคนใด เสนอชื่อบุคคลอ่นื เพ่ือให้ ก.อ. ใหค้ วามเห็นชอบได้ และใน
กรณที มี่ กี ารเสนอบคุ คลหลายคนใหด้ �ำ รงต�ำ แหนง่ เดยี วกนั ให้ ก.อ. พจิ ารณาผไู้ ดร้ บั การเสนอชอื่ เรยี ง
เปน็ รายบคุ คลตามล�ำ ดบั อาวโุ สเพื่อให้ความเห็นชอบ (มาตรา๓๘ วรรคสอง)
(๙) ข้าราชการอัยการซึ่งมีอายุครบหกสิบปีข้ึนไป หากประสงค์จะดำ�รงตำ�แหน่ง
อยั การอาวุโส ในปงี บประมาณใด ใหแ้ จง้ เป็นหนงั สอื ตอ่ อัยการสูงสดุ ไม่น้อยกวา่ เกา้ สิบวันก่อนเรม่ิ
260 อยั การนิเทศ
ปีงบประมาณน้ัน (มาตรา๓๙ วรรคหนึ่ง) และให้อัยการสูงสุดเสนอรายช่ือผู้ซ่ึงจะได้รับแต่งต้ังต่อ
ก.อ. เพอ่ื ใหค้ วามเหน็ ชอบ เมอ่ื ไดร้ บั ความเหน็ ชอบแลว้ จงึ นำ�ความกราบบงั คมทลู เพอ่ื ทรงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ ฯ แตง่ ตง้ั (มาตรา ๔๐ วรรคหนง่ึ ) ขา้ ราชการอยั การซงึ่ ไปดำ�รงต�ำ แหนง่ อยั การอาวโุ สแล้ว
จะกลบั ไปดำ�รงต�ำ แหน่งข้าราชการอัยการในต�ำ แหน่งอื่นอีกไม่ได้ (มาตรา ๔๐ วรรคสอง)
(๑๐) การแต่งต้ังข้าราชการอัยการให้ดำ�รงตำ�แหน่งอัยการสูงสุด ให้เป็นไปตาม
กฎหมายว่าด้วยองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ (มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่ง) โดยในการเสนอช่ือ
เพื่อขอความเห็นชอบจาก ก.อ. ให้ประธาน ก.อ. เป็นผู้เสนอ โดยคำ�นึงถึงอาวุโส ความรู้ ความ
สามารถ ความรับผิดชอบ ประวัติการปฏิบัติราชการ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลน้ัน
(มาตรา ๔๒ วรรคสอง) และในกรณที ่ี ก.อ. ไมใ่ หค้ วามเหน็ ชอบตามทปี่ ระธาน ก.อ. เสนอ ใหป้ ระธาน
ก.อ. เสนอชื่อบุคคลอ่นื โดยเรียงตามล�ำ ดับอาวโุ ส และให้ ก.อ. พิจารณาโดยค�ำ นงึ ถึงอาวุโส ความรู้
ความสามารถ ความรบั ผดิ ชอบ ประวตั กิ ารปฏบิ ตั ริ าชการ และพฤตกิ รรมทางจรยิ ธรรมของบคุ คลนนั้
(มาตรา ๔๒ วรรคสาม) หลกั เกณฑด์ งั กล่าวให้ใชก้ ับการแต่งตง้ั ขา้ ราชการอยั การ ให้ดำ�รงตำ�แหน่ง
รองอัยการสูงสุดด้วย (มาตรา ๔๑)
(๑๑) ก�ำ หนดใหข้ า้ ราชการอยั การตงั้ แตช่ น้ั ๖ ลงมา ไดร้ บั การเลอื่ นชน้ั เงนิ เดอื นและ
เงินประจำ�ต�ำ แหน่งตามบัญชที ้ายพระราชบญั ญตั ภิ ายในระยะเวลาทีก่ ฎหมายกำ�หนด (มาตรา ๔๓
วรรคหนึ่ง) สว่ นข้าราชการอยั การชั้น ๑ ช้ัน ๒ และชนั้ ๓ ให้ไดร้ ับการปรับเงนิ เดือนสูงขึ้นหนงึ่ ขน้ั
ทกุ ปี จนกวา่ จะไดร้ บั เงนิ เดอื นในขน้ั สงู สดุ ของชนั้ เงนิ เดอื น เวน้ แต่ ขา้ ราชการอยั การผใู้ ดถกู ลงโทษทาง
วนิ ยั ในปใี ด ก.อ. จะมมี ตไิ มใ่ หป้ รบั อตั ราเงนิ เดอื นใหข้ า้ ราชการอยั การผนู้ นั้ สำ�หรบั ปนี น้ั กไ็ ด้ (มาตรา
๔๓ วรรคสอง) ในกรณีท่ี ก.อ.พิจารณา เห็นว่า ข้าราชการอัยการผู้ใดมีผลงานดีเด่นเป็นอย่างย่ิง
และเมื่อคำ�นึงถงึ คุณภาพและปรมิ าณงาน การรกั ษาวินัย ความประพฤติ คุณธรรม จริยธรรมแล้ว
ก.อ. จะให้ปรับอตั ราเงนิ เดือนให้ข้าราชการอยั การผู้น้นั เป็นกรณพี ิเศษเกินหน่งึ ขัน้ ก็ได้ (มาตรา ๔๓
วรรคสาม) และมิให้น�ำ เรื่องการปรับเงินเดือนสูงข้ึนมาใช้กับข้าราชการอัยการที่ลาไปศึกษาต่อหรือ
ลาเพอ่ื การอนื่ ใดตามหลกั เกณฑท์ ี่ ก.อ. กำ�หนด (มาตรา ๔๓ วรรคส)่ี
(๑๒) การโอนข้าราชการอัยการไปแต่งต้ังให้ดำ�รงตำ�แหน่งข้าราชการธุรการ
หรือไปเป็นข้าราชการพลเรือนหรือข้าราชการฝ่ายอ่ืน ให้อัยการสูงสุดส่ังได้ เม่ือข้าราชการอัยการ
ผู้นั้นยนิ ยอมและ ก.อ. เห็นชอบ (มาตรา ๔๔) การโอนขา้ ราชการธรุ การมาแตง่ ตง้ั ให้ดำ�รงตำ�แหน่ง
ข้าราชการอัยการอาจทำ�ได้เมื่อ ก.อ.เห็นชอบ แต่ข้าราชการธุรการผู้น้ันอย่างน้อยต้องเคยเป็น
ข้าราชการอยั การในต�ำ แหนง่ อยั การประจ�ำ กอง หรอื อยั การจงั หวัดผู้ชว่ ยมาแลว้ (มาตรา ๔๕)
(๑๓) ขา้ ราชการอยั การผใู้ ดพน้ จากต�ำ แหนง่ ขา้ ราชการอยั การไปโดยมไิ ดม้ คี วามผดิ
หรือมีมลทินมัวหมองในราชการ หรือไปรับราชการ หรือไปปฏิบตั ิงานในกระทรวง ทบวง กรมหรือ
อัยการนิเทศ 261
หนว่ ยงานอนื่ ของรฐั เมอื่ ประสงคจ์ ะกลบั เขา้ รบั ตำ�แหนง่ ขา้ ราชการอยั การ ถา้ ไมเ่ ปน็ ผขู้ าดคณุ สมบตั ิ
หรอื มลี ักษณะตอ้ งหา้ มหรอื เปน็ ผดู้ ำ�รงตำ�แหนง่ ทก่ี ฎหมายกำ�หนด ใหอ้ ยั การสงู สดุ มีอำ�นาจสงั่ บรรจุ
ได้เม่ือ ก.อ. เห็นชอบ โดยบรรจุให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งซ่ึงปรับให้เข้ากับอัตราท่ี
เทียบได้ไม่สูงกว่าขณะพ้นจากตำ�แหน่งข้าราชการอัยการ โดยในกรณีที่ปรับเงินเดือนของผู้ที่กลับ
เข้ารับราชการให้เข้ากับอัตราหรือข้ันตามบัญชีอัตราเงินเดือนข้าราชการอัยการที่ใช้บังคับอยู่ในวัน
ทก่ี ลับเขา้ รับราชการไม่ได้ ให้ ก.อ. เปน็ ผูพ้ ิจารณาวา่ ผนู้ ั้นสมควรได้รับการบรรจุในอตั ราหรอื ข้ันใด
(มาตรา ๔๖) และในกรณที มี่ กี ารบรรจกุ ลบั เขา้ รบั ต�ำ แหนง่ ขา้ ราชการอยั การแลว้ และ ก.อ. เหน็ วา่ การ
ไปรบั ราชการในกระทรวง ทบวง กรมอ่ืน นนั้ เปน็ ประโยชน์ต่อราชการของส�ำ นกั งานอัยการสงู สดุ
ก.อ. จะปรับอตั ราเงินเดือนของขา้ ราชการอยั การนนั้ ใหเ้ ปน็ กรณพี เิ ศษ ก็ได้ (มาตรา ๔๗)
(๑๔) ในกรณีที่ข้าราชการอัยการไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการ
รับราชการทหาร เมื่อผู้น้ันพ้นจากราชการทหาร โดยไม่มีความเสียหาย และประสงค์จะกลับเข้า
รบั ราชการในต�ำ แหนง่ ขา้ ราชการอยั การ ใหย้ น่ื ค�ำ ขอภายในก�ำ หนดหนง่ึ รอ้ ยแปดสบิ วนั นบั แตว่ นั พน้
จากราชการทหาร และใหอ้ ยั การสงู สดุ สง่ั บรรจไุ ดเ้ มอื่ ก.อ. เหน็ ชอบ แตถ่ า้ จะบรรจใุ หไ้ ดร้ บั เงนิ เดอื น
และเงินประจำ�ตำ�แหน่งในอัตราสูงกว่าขณะท่ี ไปรับราชการทหารให้บรรจุได้ตามหลักเกณฑ์และ
วิธกี ารที่ ก.อ. กำ�หนด (มาตรา ๔๘)
(๑๕) ข้าราชการอัยการพ้นจากตำ�แหน่งเมื่อตาย พ้นจากราชการเมื่ออายุครบ
เจ็ดสิบปี ได้รับอนุญาตให้ลาออก โอนไปรับราชการเป็นข้าราชการธุรการหรือข้าราชการฝ่ายอ่ืน
ออกจากราชการเพอ่ื ไปรบั ราชการทหารตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการรบั ราชการทหาร ถกู สง่ั ใหอ้ อกจาก
ราชการ หรอื ถูกสัง่ ลงโทษไลอ่ อกปลดออก หรอื ใหอ้ อก (มาตรา ๕๕ วรรคหนง่ึ )
(๑๖) ข้าราชการอัยการซ่ึงมีอายุครบเจ็ดสิบปีเป็นอันพ้นจากราชการเมื่อสิ้น
ปีงบประมาณท่ีขา้ ราชการอัยการผ้นู ั้นมีอายุครบเจ็ดสบิ ปี (มาตรา ๕๖)
(๑๗) ข้าราชการอัยการซึ่งประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือขอลาออก
ตอ่ ผบู้ ังคับบัญชาเหนอื ขน้ึ ไปช้นั หน่งึ เพ่ือให้อัยการสูงสุดเป็นผ้พู ิจารณา เมือ่ อยั การสงู สดุ ส่งั อนญุ าต
แลว้ ให้ถอื วา่ พ้นจากตำ�แหนง่ (มาตรา ๕๘ วรรคหนงึ่ ) โดยในกรณที ข่ี า้ ราชการอยั การขอลาออก
เพื่อดำ�รงตำ�แหน่ง ทางการเมืองหรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง หรือรับการเสนอช่ือเพ่ือสรรหาเป็น
สมาชกิ วฒุ ิสภา หรือเพอื่ ไปด�ำ รงตำ�แหน่งในองคก์ รอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ ใหก้ ารลาออกมผี ลตงั้ แต่
วันที่ผู้นั้นขอลาออก (มาตรา ๕๘ วรรคสอง) เว้นแต่ในกรณีที่เป็นการขอลาออกด้วยเหตุอื่น ๆ
ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่า จำ�เป็นเพ่ือประโยชน์แก่ราชการจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลา
ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้ (มาตรา ๕๘ วรรคสาม) สำ�หรบั อยั การสงู สดุ หากประสงค์
จะลาออกให้ยนื่ หนงั สือต่อ ก.อ. เพื่อพจิ ารณา (มาตรา ๕๘ วรรคสี่)
262 อัยการนเิ ทศ
(๑๘) ผไู้ ดร้ บั บรรจเุ ปน็ ขา้ ราชการอยั การและแตง่ ตง้ั ใหด้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ใดหากภายหลงั
ปรากฏวา่ ขาดคณุ สมบัติหรอื มีลักษณะต้องห้าม หรอื ขาดคณุ วุฒิหรือมิได้ประกอบวชิ าชีพ หรือไมม่ ี
ประสบการณ์ตามท่ีกฎหมายก�ำ หนดต้ังแต่ก่อนได้รับการบรรจุ ให้อัยการสูงสุดโดยความเห็นชอบ
ของ ก.อ. ส่งั ให้ผนู้ น้ั ออกจากราชการ แตท่ ้งั นี้ไม่กระทบกระเทอื นถงึ การใดทผี่ ู้นน้ั ได้ปฏบิ ัติไปตาม
อำ�นาจหน้าท่ีและการรับเงินเดือน หรือผลประโยชน์อ่ืนใดที่รับจากทางราชการก่อนมีคำ�ส่ังให้ออก
และถา้ การเขา้ รบั ราชการเปน็ ไปโดยสจุ รติ แลว้ ใหถ้ อื วา่ เปน็ การสงั่ ใหอ้ อกเพอ่ื รบั บำ�เหนจ็ บ�ำ นาญเหตุ
ทดแทนตามกฎหมายว่าดว้ ยบำ�เหนจ็ บำ�นาญข้าราชการ (มาตรา ๕๗)
(๑๙) ในกรณที อ่ี ยั การสงู สดุ เหน็ สมควรใหข้ า้ ราชการอยั การผใู้ ดออกจากราชการเพอื่
รบั บ�ำ เหนจ็ บ�ำ นาญเหตทุ ดแทน เหตทุ พุ พลภาพ หรอื เหตรุ บั ราชการนาน ใหท้ �ำ ไดด้ ว้ ยความเหน็ ชอบ
ของ ก.อ. แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับบำ�เหน็จบำ�นาญเหตุทดแทน ให้ทำ�ได้เม่ือข้าราชการ
อัยการผู้น้ันต้องหาว่ากระท�ำ ผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้ด�ำ เนินการสอบสวนตามวิธีการแล้ว ไม่ได้
ความว่ากระท�ำ ผิดทีจ่ ะถกู ลงโทษไลอ่ อก ปลดออก หรือให้ออก แตผ่ ูน้ น้ั มมี ลทินหรือมวั หมองจะให้
รับราชการต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการ หรือเมื่อข้าราชการอัยการผู้นั้นบกพร่องต่อหน้าที่
หรือหย่อนความสามารถในอันท่ีจะปฏิบัติหน้าท่ีราชการ หรือประพฤติตนไม่สมควรท่ีจะให้คงเป็น
ข้าราชการอัยการต่อไป หรือเมื่อข้าราชการอัยการผู้นั้นเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดย
สม่ําเสมอแต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือเม่ือข้าราชการอัยการผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้อง
ห้ามตามท่ีกฎหมายกำ�หนด (มาตรา ๕๙ วรรคหน่ึง) โดยในกรณีท่ีเป็นการดำ�เนินการกับผู้ดำ�รง
ตำ�แหน่งอยั การสงู สดุ หรือรองอยั การสูงสดุ ใหเ้ ป็นอำ�นาจหนา้ ทีข่ อง ก.อ. (มาตรา ๕๙ วรรคสอง)
๔. วินัย การดำ�เนินการทางวินัย การรักษาจริยธรรมและจรรยา และการลงโทษ
ขา้ ราชการอยั การ
(๑) ข้าราชการอัยการต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัด ผู้ใดฝ่าฝืนจักต้องได้รับโทษ
(มาตรา ๖๐)
(ก) ข้าราชการอัยการต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ (มาตรา ๖๑)
(ข) ขา้ ราชการอยั การจะเปน็ สมาชกิ พรรคการเมอื งไมไ่ ด้ โดยในการเลอื กตง้ั
สมาชกิ รฐั สภาผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ หรอื สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ ขา้ ราชการอยั การจะเขา้ เปน็ ผกู้ ระท�ำ การ รว่ ม
กระท�ำ การ หรอื สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ไมไ่ ด้ (มาตรา ๖๒)
(ค) ข้าราชการอัยการต้องปฏิบัติตามค�ำ ส่ังของผู้บังคับบัญชาซึ่งส่ังในหน้าท่ี
ราชการโดยชอบด้วยกฎหมายในเร่ืองท่ีไม่เก่ียวกับการพิจารณาส่ังคดี ห้ามมิให้ขัดขืนหลีกเล่ียง
อยั การนิเทศ 263
ถ้าไม่เห็นพ้องด้วยคำ�ส่ังน้ันจะเสนอความเห็นทัดทานเป็นหนังสือก็ได้ แต่ต้องเสนอโดยด่วน และ
เมอ่ื ได้ทดั ทานดังกล่าวแลว้ ผบู้ ังคบั บัญชามิได้ส่งั ถอนหรอื แก้ค�ำ สง่ั ทส่ี ่งั ไป ผอู้ ยู่ใตบ้ งั คับบัญชาต้อง
ปฏบิ ตั ติ าม แตใ่ หผ้ บู้ งั คบั บญั ชารบี รายงานขนึ้ ไปยงั อยั การสงู สดุ ตามลำ�ดบั โดยในการปฏบิ ตั ริ าชการ
ห้ามมิใหก้ ระท�ำ การข้ามผู้บงั คบั บัญชาเหนือตน เวน้ แตจ่ ะได้รับอนญุ าต (มาตรา ๖๓) และจะตอ้ งไม่
รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความท่ีควรต้องแจ้งถือว่าเป็นการรายงาน
เท็จ (มาตรา ๖๕)
(ง) ขา้ ราชการอยั การตอ้ งถอื และปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บแบบแผนของทางราชการ
(มาตรา ๗๑) ต้องรักษาความลบั ของทางราชการ (มาตรา ๗๒) และตอ้ งปฏิบัติหน้าทรี่ าชการดว้ ย
ความระมัดระวังมิให้เสยี หายแก่ราชการ และดว้ ยความซ่ือสัตย์สจุ รติ และเทีย่ งธรรม (มาตรา ๖๔)
(จ) ข้าราชการอัยการต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการจะละท้ิงหรือทอด
ทิ้งหน้าท่ีราชการมิได้ (มาตรา ๖๖) และต้องไม่ประกอบอาชีพ หรอื วิชาชพี หรอื กระทำ�กิจการใดอนั
เปน็ การกระทบกระเทอื น ถงึ การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ี หรอื เสอ่ื มเสยี ถงึ เกยี รตศิ กั ดแิ์ หง่ ต�ำ แหนง่ หนา้ ทร่ี าชการ
ตอ้ งไม่เปน็ กรรมการหรือผู้ด�ำ รงต�ำ แหนง่ ที่รบั ผิดชอบในการบริหารพรรคการเมืองหรอื เจ้าหน้าที่ใน
พรรคการเมอื ง ไมเ่ ปน็ ขา้ ราชการอน่ื ซงึ่ มตี �ำ แหนง่ หรอื เงนิ เดอื นประจ�ำ ไมเ่ ปน็ กรรมการ ผจู้ ดั การ หรอื
ที่ปรึกษากฎหมายหรือด�ำ รงตำ�แหน่งอ่ืนใดท่ีมีลักษณะงานท�ำ นองเดียวกันน้ันในห้างหุ้นส่วนบริษัท
ไม่เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐ ในทำ�นองเดียวกัน เว้นแต่จะได้รับอนุมัติ
จาก ก.อ. หรือไม่เปน็ ผู้ด�ำ รงต�ำ แหนง่ ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู ตลุ าการศาลปกครอง
กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการสิทธิมนุษยชน และตำ�แหน่งอ่ืนตามท่ี ก.อ. กำ�หนด
(มาตรา ๖๗)
(ฉ) ขา้ ราชการอยั การตอ้ งไมป่ ระพฤตติ นเปน็ คนเสเพล มหี นส้ี นิ รงุ รงั เสพของ
มึนเมา จนไมส่ ามารถครองสติได้ เลน่ การพนันเปน็ อาจณิ กระทำ�ความผดิ อาญา หรือกระท�ำ การอัน
ไดช้ อื่ วา่ เปน็ ผปู้ ระพฤตชิ วั่ หรอื กระท�ำ การอนื่ ใดอนั อาจท�ำ ใหเ้ สอ่ื มเสยี เกยี รตศิ กั ดแิ์ หง่ ตำ�แหนง่ หนา้ ท่ี
ราชการ (มาตรา ๖๘)
(ช) ข้าราชการอัยการต้องสุภาพเรียบร้อยและห้ามมิให้ดูหมิ่นเหยียดหยาม
บคุ คลใด และตอ้ งตอ้ นรบั ใหค้ วามสะดวก และใหค้ วามสงเคราะห์ตอ่ ประชาชนผู้มาติดต่อในกิจการ
อันเก่ียวกับอำ�นาจหน้าท่ีของตนโดยไม่ชักช้า (มาตรา ๖๙) และต้องรักษาความสามัคคีระหว่าง
ขา้ ราชการและตอ้ งช่วยเหลือซงึ่ กนั และกนั ในหนา้ ท่ีราชการ (มาตรา ๗๐)
(๒) ผบู้ งั คบั บญั ชาผใู้ ดรวู้ า่ ผอู้ ยใู่ ตบ้ งั คบั บญั ชากระท�ำ ผดิ วนิ ยั แลว้ ไมจ่ ดั การสอบสวน
พจิ ารณาและดำ�เนนิ การทางวนิ ยั หรอื ไมจ่ ดั การลงโทษตามอำ�นาจและหนา้ ทหี่ รอื จดั การลงโทษโดย
264 อยั การนิเทศ
ไม่สจุ รติ ใหถ้ อื วา่ ผู้บังคับบญั ชาน้นั กระท�ำ ผิดวินัยดว้ ย (มาตรา ๗๓)
(๓) เมือ่ ข้าราชการอยั การถกู กล่าวหาหรือมีกรณเี ป็นทสี่ งสยั วา่ กระท�ำ ผดิ วินยั ให้
ผบู้ งั คบั บญั ชาด�ำ เนนิ การสอบสวนชนั้ ตน้ โดยมชิ กั ชา้ (มาตรา ๗๔ วรรคหนง่ึ ) เวน้ แต่ ขา้ ราชการอยั การ
นนั้ เปน็ ผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ อยั การสงู สดุ และรองอยั การสงู สดุ ใหเ้ ปน็ อ�ำ นาจหนา้ ทขี่ อง ก.อ. (มาตรา ๘๒)
หากผลการสอบสวนช้ันต้นปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำ�ผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชา
รายงานประธาน ก.อ. เพื่อแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวน (มาตรา ๗๕ วรรคหนึ่ง) และคุ้มครอง
ผรู้ อ้ งเรยี นโดยก�ำ หนดมใิ หม้ กี ารกลา่ วหาหรอื ฟอ้ งรอ้ งผรู้ อ้ งเรยี น เฉพาะในสว่ นทเี่ กย่ี วกบั การรอ้ งเรยี น
ที่มีมลู ไม่วา่ จะโดยทางอาญาหรอื ทางแพ่ง (มาตรา ๗๕ วรรคส)ี่
(๔) ให้คณะกรรมการสอบสวนต้องแจ้งข้อกล่าวหาและรายละเอียดให้
ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และต้องให้โอกาสชี้แจงและนำ�พยานหลักฐานเข้าสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย
(มาตรา ๗๖ วรรคหนงึ่ ) โดยจะตอ้ งด�ำ เนินการใหเ้ สร็จโดยเร็วไมช่ า้ กวา่ เกา้ สิบวันและอาจขออนุมัติ
จากผแู้ ตง่ ตั้งขยายเวลาออกไปอกี ไมเ่ กินสองคร้งั คร้งั ละไม่เกนิ สามสบิ วนั และในกรณที ่ขี ยายเวลา
แล้วยงั ไมเ่ สรจ็ การจะอนุมัตใิ หข้ ยายเวลาต่อไปอกี ได้ต่อเมือ่ ไดแ้ จง้ ให้ ก.อ. ทราบแล้ว (มาตรา ๗๖
วรรคสาม) และเมื่อทำ�การสอบสวนเสร็จแล้ว ให้รายงานผลและความเห็นต่อ ก.อ. เม่อื ก.อ. มีมติ
เป็นประการใด ใหป้ ระธาน ก.อ. มีค�ำ ส่งั ใหเ้ ป็นไปตามมตินนั้ (มาตรา ๗๗)
(๕) ก�ำ หนดใหก้ รรมการสอบสวนเปน็ เจา้ พนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา และ
ให้มีอำ�นาจเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะท่ี
เกย่ี วกบั อำ�นาจและหนา้ ท่ีของกรรมการสอบสวน และโดยเฉพาะให้มีอำ�นาจ คือ เรียกให้หน่วยงาน
ของรฐั ชแี้ จงขอ้ เทจ็ จรงิ สง่ เอกสารและหลกั ฐาน สง่ ผแู้ ทนหรอื บคุ คลในสงั กดั มาชแ้ี จงหรอื ใหถ้ อ้ ยคำ�
เกยี่ วกบั เรอื่ งทส่ี อบสวน และเรยี กผถู้ กู กลา่ วหรอื หรอื บคุ คลใด ๆ มาใหถ้ อ้ ยค�ำ หรอื ใหส้ ง่ เอกสารและ
หลกั ฐานเกย่ี วกบั เรื่องทสี่ อบสวน (มาตรา ๗๘)
(๖) ในกรณีท่ีข้าราชการอัยการกระทำ�ผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดที่
ปรากฏชดั แจง้ หรือไดร้ ับสารภาพเปน็ หนังสอื ตอ่ ผู้บงั คับบัญชาหรอื ต่อคณะกรรมการสอบสวน เม่อื
ไดส้ อบสวนชั้นตน้ แลว้ ประธาน ก.อ. โดยความเหน็ ชอบของ ก.อ. จะพิจารณาสงั่ ลงโทษโดยไม่ต้อง
สอบสวนก็ได้ (มาตรา ๗๙)
(๗) ขา้ ราชการอยั การซงึ่ ถกู กลา่ วหาวา่ กระท�ำ ผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรงจนถกู ตงั้ กรรมการ
สอบสวน หรือถูกฟ้องคดีอาญาที่มิใช่เป็นความผิดที่ได้กระทำ�โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษถ้า
อัยการสูงสุดเห็นว่า หากให้อยู่ในหน้าท่ีราชการระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาจะเป็นการเสียหาย
แกร่ าชการ อัยการสงู สดุ โดยความเห็นชอบของ ก.อ. จะสัง่ ใหพ้ ักราชการก็ได้ (มาตรา ๘๐) ในกรณี
ที่สอบสวนเสร็จแล้ว หรือคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกสั่งให้พักราชการมิได้กระท�ำ ความผิด
อยั การนิเทศ 265
และไมม่ ีมลทินหรอื มัวหมอง ให้อยั การสูงสุดสง่ั ใหร้ ับราชการตามเดมิ (มาตรา ๘๐ วรรคสาม)
(๘) ในกรณที ขี่ า้ ราชการอยั การถกู กลา่ วหาวา่ กระท�ำ ผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรงหรอื ตอ้ งหา
ว่ากระทำ�ความผิดอาญา หรือถูกฟ้องคดีอาญาอันมิใช่เป็นความผิดท่ีได้กระทำ�โดยประมาทหรือ
ความผิดลหุโทษแม้ผู้นั้นจะพ้นจากตำ�แหน่งข้าราชการอัยการไปแล้ว ให้ดำ�เนินการสอบสวนหรือ
พจิ ารณาเพอื่ ลงโทษหรอื เปลย่ี นแปลงค�ำ สงั่ ตอ่ ไปได้ แตต่ อ้ งเรมิ่ ด�ำ เนนิ การภายในหนงึ่ รอ้ ยแปดสบิ วนั
และใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในสามรอ้ ยหกสบิ วนั นบั แตว่ นั ทผ่ี นู้ น้ั พน้ จากต�ำ แหนง่ หากผลการสอบสวนหรอื
พจิ ารณาปรากฏว่าเปน็ การกระท�ำ ผดิ วินัยไม่รา้ ยแรงให้งดโทษ (มาตรา ๘๑)
(๙) กำ�หนดให้ข้าราชการอัยการต้องถือและปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและ
ประมวลจรรยาบรรณ การฝา่ ฝนื หรอื ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามประมวลจรยิ ธรรมใหถ้ อื วา่ เปน็ การกระท�ำ ผดิ วนิ ยั
และการฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏิบตั ติ ามประมวลจรรยาบรรณ ใหผ้ ้บู ังคับบัญชารายงานให้ ก.อ. ทราบเพื่อ
น�ำ มาประกอบการพิจารณาในการแตง่ ต้ัง (มาตรา ๘๓)
(๑๐) โทษผิดวินยั มี ๕ สถาน คือ ไลอ่ อก ปลดออก ให้ออก งดการเล่อื นตำ�แหน่ง
หรืองดเลื่อนชั้นหรือข้ันเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ (มาตรา ๘๔) โดย ก.อ. จะลงโทษไล่ออกได้เม่ือ
ขา้ ราชการอยั การกระท�ำ ผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรงเฉพาะการกระท�ำ ตามทกี่ ฎหมายก�ำ หนด (มาตรา ๘๕)
การลงโทษปลดออกจะกระท�ำ ได้ เมอื่ ขา้ ราชการอยั การกระท�ำ ผดิ วนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรง แตย่ งั ไมถ่ งึ ขนาด
ทจี่ ะต้องถูกไลอ่ อก หรอื ถงึ ขนาดทีจ่ ะต้องถกู ไล่ออก แต่มเี หตุอนั ควรลดหย่อน (มาตรา ๘๖) การให้
ออกจะกระทำ�ได้เม่ือข้าราชการอัยการกระทำ�ผิดวินัยอย่างร้ายแรงแต่ยังไม่ถึงขนาดจะต้องถูกปลด
ออก หรือถงึ ขนาดที่จะตอ้ งถูกปลดออก แต่มีเหตุอนั ควรลดหยอ่ นโดยผูถ้ กู สั่งให้ออกในกรณนี ี้ ให้มี
สิทธไิ ด้รับบำ�เหน็จบำ�นาญเสมอื นว่าผูน้ ั้นลาออกจากราชการ (มาตรา ๘๗)
(๑๑) ขา้ ราชการอยั การซง่ึ กระท�ำ ผดิ วนิ ยั ไมร่ า้ ยแรง ผบู้ งั คบั บญั ชาจะเสนอ ก.อ. เพอ่ื
มมี ตลิ งโทษงดการเลอ่ื นต�ำ แหนง่ หรอื งดเลอื่ นชนั้ หรอื ขนั้ เงนิ เดอื น เปน็ เวลาไมเ่ กนิ สามปี หรอื ลงโทษ
ภาคทณั ฑโ์ ดยจะใหท้ �ำ ทณั ฑบ์ นไวด้ ว้ ยหรอื ไมก่ ไ็ ด้ (มาตรา ๘๘ วรรคหนงึ่ ) และในกรณกี ระท�ำ ผดิ วนิ ยั
เล็กนอ้ ยและมเี หตุ อนั ควรงดโทษ จะงดโทษให้โดยใหท้ �ำ ทณั ฑบ์ นเปน็ หนังสือหรอื วา่ กลา่ วตักเตอื น
กไ็ ด้ (มาตรา ๘๘ วรรคสอง)
(๑๒) ข้าราชการอัยการถูกสั่งลงโทษหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการที่มิใช่โทษทาง
วินัย หรือถูกส่ังให้พักราชการ หากไม่เห็นด้วยกับคำ�ส่ังของประธาน ก.อ. หรืออัยการสูงสุดให้
ฟ้องคดตี อ่ ศาลปกครองสูงสดุ ภายในเก้าสิบวัน (มาตรา ๙๐)
๕. ขา้ ราชการธุรการ การสรรหา การบรรจุ และการแต่งตง้ั
(๑) ผทู้ จ่ี ะเขา้ รบั ราชการเปน็ ขา้ ราชธรุ การตอ้ งมคี ณุ สมบตั ทิ วั่ ไปและไมม่ ลี กั ษณะตอ้ ง
266 อัยการนเิ ทศ
ห้ามตามที่กฎหมายก�ำ หนด (มาตรา ๙๑ วรรคหน่ึง) ผทู้ ี่จะเขา้ รับราชการเป็นขา้ ราชการธรุ การซึ่งมี
ลักษณะตอ้ งห้ามตามกฎหมายบางกรณี ก.อ. อาจพจิ ารณายกเวน้ ใหเ้ ขา้ รบั ราชการได้ (มาตรา ๙๑
วรรคสอง) โดยจะยกเว้นใหเ้ ป็นการเฉพาะราย หรือจะประกาศยกเว้นให้เปน็ การทั่วไปกไ็ ด้ (มาตรา
๙๑ วรรคสี่)
(๒) กำ�หนดให้นำ�กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนท่ีเก่ียวกับ
ขา้ ราชการพลเรอื นสามญั มาใชบ้ งั คบั กบั การก�ำ หนดต�ำ แหนง่ อตั ราเงนิ เดอื น อตั ราเงนิ ประจ�ำ ต�ำ แหนง่
การรับเงินเดือน การรับเงินประจำ�ตำ�แหน่ง การปรับข้ันตํ่าขั้นสูงของเงินเดือนและเงินประจำ�
ตำ�แหน่ง และเงินเพ่ิมสำ�หรับตำ�แหน่งท่ีมีเหตุพิเศษของข้าราชการธุรการ โดยคำ�ว่า “ก.พ.” และ
“อ.ก.พ.กระทรวง” ใหห้ มายถงึ “ก.อ.” และค�ำ วา่ “กระทรวง” ใหห้ มายถงึ “ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ ”
(มาตรา ๘ วรรคหน่ึง) และการพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งต้ังบุคคลใดเข้าสู่ตำ�แหน่ง
รวมท้ังการโยกย้าย การเล่ือนตำ�แหน่ง การเล่ือนเงินเดือน และการลงโทษ จะต้องคำ�นึงถึง
ความรคู้ วามสามารถ ความเสมอภาค ความเปน็ ธรรม พฤตกิ รรมทางจรยิ ธรรมของบคุ คลดงั กลา่ วและ
ประโยชน์ของทางราชการด้วย (มาตรา ๙๒) และการทดลองปฏิบตั หิ นา้ ท่ีราชการ การให้ผู้ทดลอง
ปฏบิ ตั หิ นา้ ทรี่ าชการออกจากราชการ การสงั่ ใหผ้ ขู้ าดคณุ สมบตั ทิ วั่ ไปหรอื มลี กั ษณะตอ้ งหา้ มออกจาก
ราชการ การย้าย การโอน การเล่อื นต�ำ แหน่ง การส่ังใหป้ ระจำ�ส่วนราชการ การเยียวยาแก้ไข หรอื
การด�ำ เนนิ การ ตามค�ำ พพิ ากษาของศาลปกครอง ใหเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บที่ ก.อ. ก�ำ หนด (มาตรา ๙๙)
(๓) การสรรหาบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการอาจทำ�ได้โดยวิธีสอบแข่งขัน สอบ
คัดเลอื ก หรอื คดั เลอื ก (มาตรา ๙๓) เวน้ แต่ในกรณีมเี หตุผลและความจ�ำ เปน็ อยา่ งย่งิ จะบรรจุบุคคล
ที่มีความรู้ความสามารถ และความชำ�นาญสูงเข้ารับราชการและแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งประเภท
วิชาการระดบั ช�ำ นาญการ ช�ำ นาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ หรือทรงคณุ วฒุ ิ หรือตำ�แหนง่ ประเภททัว่ ไป
ระดับทกั ษะพเิ ศษก็ได้ (มาตรา ๙๔)
(๔) ให้อัยการสูงสุดหรือผู้ท่ีอัยการสูงสุดมอบหมายเป็นผู้มีอำ�นาจส่ังบรรจุและ
แต่งตัง้ (มาตรา ๙๖) โดยผู้ได้รับการแตง่ ต้ังให้ดำ�รงตำ�แหนง่ ใด ต้องมคี ณุ สมบตั ติ รงตามคุณสมบตั ิ
เฉพาะสำ�หรับตำ�แหน่งน้ัน (มาตรา ๙๕ วรรคหน่ึง) และในกรณีท่ีมีเหตุผลและความจ�ำ เป็น ก.อ.
อาจอนมุ ตั ใิ หแ้ ตง่ ตง้ั ขา้ ราชการธรุ การทม่ี คี ณุ สมบตั ติ า่ งไปจากคณุ สมบตั เิ ฉพาะสำ�หรบั ตำ�แหนง่ ตาม
มาตรฐานกำ�หนดตำ�แหน่งกไ็ ด้ (มาตรา ๙๕ วรรคสอง)
(๕) การโอนข้าราชการธุรการไปบรรจุและแต่งตั้งให้ด�ำ รงตำ�แหน่งข้าราชการตาม
กฎหมายอ่ืนหรือพนักงานส่วนท้องถ่ิน หรือการโอนข้าราชการตามกฎหมายอื่น หรือพนักงาน
ส่วนท้องถ่ินมาบรรจุและแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งข้าราชการธุรการ อาจกระทำ�ได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจ
โดยผมู้ อี �ำ นาจสง่ั บรรจแุ ละแตง่ ตง้ั ใหด้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ขา้ ราชการธรุ การ อาจกระท�ำ ไดถ้ า้ เจา้ ตวั สมคั รใจ
อยั การนิเทศ 267
โดยผู้มีอำ�นาจส่ังบรรจุและแต่งต้ังท�ำ ความตกลงกับเจ้าสังกัด และปฏิบัติตามระเบียบท่ีส�ำ นักงาน
อัยการสงู สุดก�ำ หนด (มาตรา ๙๗ วรรคหนง่ึ ) การโอนขา้ ราชการการเมือง และขา้ ราชการที่อยู่ใน
ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นข้าราชการธุรการจะกระท�ำ มิได้ (มาตรา ๙๗ วรรคสี่)
และการบรรจขุ า้ ราชการธรุ การทไ่ี ดอ้ อกจากราชการไปเนอ่ื งจากไปรบั ราชการทหารตามกฎหมายวา่
ดว้ ยการรบั ราชการทหาร หรอื ไดร้ บั อนมุ ตั จิ ากคณะรฐั มนตรใี หไ้ ปปฏบิ ตั งิ านใดซง่ึ ใหน้ บั เวลาระหวา่ ง
นั้นสำ�หรับการคำ�นวณบำ�เหน็จบำ�นาญเหมือนเต็มเวลาราชการหรือออกจากราชการไป กลับเข้า
รับราชการให้กระทำ�ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.อ. กำ�หนด และเมื่อได้บรรจุกลับเข้า
รบั ราชการใหม้ สี ทิ ธนิ บั วนั รบั ราชการกอ่ นออกจากราชการรวมกบั วนั รบั ราชการทหารตามกฎหมาย
ว่าด้วยการรับราชการทหารหรือวันที่ได้ปฏิบัติงานใดตามท่ีได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี แล้วแต่
กรณี และวนั รบั ราชการเมอ่ื ไดร้ บั บรรจกุ ลบั เขา้ รบั ราชการเปน็ เวลาราชการตดิ ตอ่ กนั เสมอื นวา่ ผนู้ น้ั
มไิ ดเ้ คยถูกสัง่ ใหอ้ อกจากราชการ ส�ำ หรบั ผซู้ ง่ึ ออกจากราชการไปทม่ี ิใช่เปน็ การออกจากราชการใน
ระหวา่ งทดลองปฏบิ ตั หิ นา้ ทรี่ าชการซงึ่ ไดร้ บั บรรจกุ ลบั เขา้ รบั ราชการ ใหม้ สี ทิ ธนิ บั เวลาราชการกอ่ น
ออกจากราชการด้วย (มาตรา ๙๘)
(๖) พนักงานส่วนท้องถิ่น ข้าราชการธุรการ หรือข้าราชการตามกฎหมายอื่นซึ่ง
ไม่ใช่ข้าราชการการเมือง ซ่ึงออกจากงานหรือออกจากราชการไปแล้ว ถ้าสมัครเข้ารับราชการเป็น
ขา้ ราชการธรุ การและสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ ตอ้ งการจะรบั ผนู้ น้ั เขา้ รบั ราชการใหผ้ มู้ อี ำ�นาจสง่ั บรรจุ
พจิ ารณาโดยคำ�นงึ ถงึ ประโยชนท์ ีท่ างราชการจะไดร้ บั (มาตรา ๑๐๐)
(๗) ให้มีตำ�แหน่งเจ้าพนักงานคดี ซ่ึงเป็นข้าราชการธุรการท่ีมีความรู้และ
ประสบการณ์ในทางกฎหมายและงานคดี เพ่ือปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพนักงานอัยการในด้านการ
ด�ำ เนนิ คดตี ามระเบยี บท่ี ก.อ. ก�ำ หนด (มาตรา ๑๐๑ วรรคหนง่ึ ) และใหไ้ ดร้ บั เงนิ เพมิ่ สำ�หรบั ต�ำ แหนง่
ในอตั ราทสี่ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ และกระทรวงการคลงั รว่ มกนั ก�ำ หนด และจะมจี �ำ นวนเทา่ ใดในสว่ น
ราชการใด ให้เปน็ ไปตามที่ ก.อ. กำ�หนดด้วยความเห็นชอบของส�ำ นกั งบประมาณ (มาตรา ๑๐๑
วรรคสอง และวรรคสาม) ในกรณีทเ่ี จา้ พนักงานคดีปฏิบัตหิ น้าที่ไมไ่ ดค้ ุณภาพตามมาตรฐานหน้าท่ี
และความรับผิดชอบและลักษณะงานที่ปฏิบัติ อัยการสูงสุดอาจพิจารณาให้ผู้นั้นพ้นจากตำ�แหน่ง
เจา้ พนักงานคดไี ด้ (มาตรา ๑๐๑ วรรคส)่ี
๖. วนิ ยั การรกั ษาวนิ ยั การดำ�เนนิ การทางวนิ ยั การอทุ ธรณ์ การรอ้ งทกุ ข์ และการรกั ษา
จริยธรรม และจรรยาของขา้ ราชการธรุ การ
(๑) ให้น�ำ กฎหมายว่าดว้ ยระเบยี บขา้ ราชการพลเรอื นในส่วนท่เี ก่ยี วกับข้าราชการ
พลเรอื นสามัญในเรอ่ื งวนิ ัย การรักษาวนิ ัย การดำ�เนินการทางวนิ ยั การอทุ ธรณ์ และการร้องทุกข์มา
ใช้บงั คบั กับข้าราชการธุรการด้วย (มาตรา ๑๐๒)
268 อยั การนเิ ทศ
(๒) ในการด�ำ เนินการทางวินัยขา้ ราชการธุรการ ให้ ก.อ. แตง่ ต้งั คณะอนกุ รรมการ
เพื่อดำ�เนินการซึ่งจะต้องมีข้าราชการธุรการไม่น้อยกว่าสองคนร่วมเป็นคณะอนุกรรมการด้วย โดย
จำ�นวน คุณสมบตั ิ หลกั เกณฑ์และวิธกี ารแตง่ ต้ัง รวมตลอดท้งั วธิ กี ารได้มา วาระการดำ�รงต�ำ แหน่ง
และการพ้นจากต�ำ แหนง่ ให้เป็นไปตามระเบียบท่ี ก.อ. กำ�หนด (มาตรา ๓๑)
(๓) ข้าราชการธุรการต้องถือและปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและประมวล
จรรยาบรรณ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมให้ถือว่าเป็นการกระทำ�ผิดวินัย
การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจรรยาบรรณ ให้ผู้บังคับบัญชารายงานให้อัยการสูงสุดทราบ
เพอื่ นำ�มาประกอบการพจิ ารณาในการแต่งตั้ง และเลอื่ นเงินเดือน (มาตรา ๑๐๓)
๗. บทเฉพาะกาล
(๑) ก�ำ หนดใหข้ า้ ราชการอยั การซง่ึ มอี ายคุ รบหกสบิ ปใี นปงี บประมาณ ๒๕๕๑ และ
ในปีถัด ๆ ไปพ้นจากราชการเปน็ ลำ�ดับในแต่ละปีตอ่ เนื่องกนั ไปตามระยะเวลาทกี่ ำ�หนดตามมาตรา
๙ แห่งพระราชบญั ญตั ิบ�ำ เหนจ็ บำ�นาญข้าราชการ (ฉบบั ที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมิใหน้ ำ�บทบญั ญัติ
ทกี่ �ำ หนดใหข้ า้ ราชการอยั การ พน้ จากราชการเมอื่ อายเุ จด็ สบิ ปมี าใชบ้ งั คบั และขา้ ราชการอยั การซง่ึ
จะพน้ จากราชการอาจไปด�ำ รงต�ำ แหนง่ อยั การอาวโุ สไดใ้ นปงี บประมาณถดั ไป ในกรณที ไ่ี มป่ ระสงคจ์ ะ
ด�ำ รงต�ำ แหนง่ อยั การอาวโุ ส ใหอ้ ยั การสงู สดุ ดำ�เนนิ การใหข้ า้ ราชการอยั การผนู้ น้ั พน้ จากราชการเมอ่ื
สิ้นปีงบประมาณนั้น อยา่ งไรก็ดไี ม่เปน็ การตัดสิทธิในการทขี่ า้ ราชการอยั การจะขอไปดำ�รงต�ำ แหน่ง
อัยการอาวโุ สเมื่อมีอายุครบหกสบิ ปีหรอื ในระหว่างเวลาใด ๆ ภายหลังจากอายุครบหกสบิ ปแี ต่ต้อง
แจ้งเปน็ หนังสอื ต่ออัยการสงู สดุ กอ่ นพน้ จากราชการ (มาตรา ๑๐๔)
(๒) กำ�หนดให้คณะกรรมการอัยการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่าย
อัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่
คณะกรรมการอัยการตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีการเลือกและแต่งตั้งกรรมการอัยการ
ผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัติน้ีครบถ้วนแล้ว ซึ่งต้องดำ�เนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๘๐ วัน
นับแต่วันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับและให้ถือว่าผู้ดำ�รงตำ�แหน่งกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ
ใน ก.อ. ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นกรรมการอัยการ
ผู้ทรงคณุ วุฒติ ามพระราชบัญญตั ินีด้ ว้ ย (มาตรา ๑๐๕)
(๓) กำ�หนดบทรองรับให้ข้าราชการฝ่ายอัยการตามพระราชบัญญัติระเบียบ
ข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ เปน็ ข้าราชการฝา่ ยอยั การตามพระราชบญั ญัตินี้ (มาตรา ๑๐๖)
(๔) กำ�หนดบทรองรับให้ในกรณีที่มีการกระทำ�ผิดวินัยในขณะที่พระราชบัญญัติ
ระเบียบขา้ ราชการฝา่ ยอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ใชบ้ ังคบั ใหด้ ำ�เนนิ การทางวินัยตามพระราชบัญญัตนิ ้ี
อัยการนเิ ทศ 269
แต่ในกรณีท่ีมีการส่ังให้ดำ�เนินการใดแล้ว ถ้าการส่ังและการดำ�เนินการนั้นได้กระทำ�ไปโดยถูกต้อง
ตามกฎหมายทใี่ ช้อยู่ในขณะนน้ั ให้ถือวา่ เปน็ อันสมบรู ณ์ ถา้ กรณียงั ค้างระหวา่ งการสอบสวน กใ็ ห้
ดำ�เนินการสอบสวนตามกฎหมายนั้นต่อไปจนกว่าจะเสร็จ แต่การพิจารณาและการสั่งลงโทษให้
ด�ำ เนนิ การตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี (มาตรา ๑๐๗) และก�ำ หนดบทรองรบั กรณที ม่ี กี ารสงั่ ใหพ้ กั ราชการ
หรอื อยรู่ ะหวา่ งถกู สงั่ ใหอ้ อกจากราชการไวก้ อ่ น ตามพระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการฝา่ ยอยั การ
พ.ศ. ๒๕๒๑ ใหถ้ อื วา่ เปน็ การสงั่ ใหพ้ กั ราชการ หรอื สง่ั ใหอ้ อกจากราชการไวก้ อ่ นตามพระราชบญั ญตั ิ
นี้ (มาตรา ๑๐๘)
(๕) ผู้ที่ได้ย่ืนใบสมัครสอบคัดเลือก หรือทดสอบความรู้เพ่ือบรรจุเป็นข้าราชการ
อัยการและแต่งต้ังให้ดำ�รงตำ�แหน่งอัยการผู้ช่วยไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงถือ
คุณสมบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ และผู้ที่สอบคัดเลือก
หรือทดสอบความรู้ได้ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ก่อนวันที่
พระราชบัญญัตนิ ้ใี ชบ้ งั คบั และบญั ชีการสอบคัดเลือก หรือบัญชที ดสอบความรู้ ยังมไิ ดย้ กเลกิ ตาม
ให้คงมีสิทธิได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดำ�รงตำ�แหน่งอัยการผู้ช่วยต่อไป
(มาตรา ๑๐๙)
(๖) กำ�หนดบทรองรับพระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ ข้อกำ�หนด ข้อบังคับ
ประกาศ คำ�สั่ง และมติคณะรัฐมนตรีที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ
และกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำ�ตำ�แหน่งข้าราชการอัยการท่ีใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่
พระราชบญั ญตั นิ ใี้ ชบ้ งั คบั ใหย้ งั คงใชบ้ งั คบั ไดต้ อ่ ไปเทา่ ทไ่ี มข่ ดั หรอื แยง้ กบั พระราชบญั ญตั นิ ี้ จนกวา่
จะมีพระราชกฤษฎีกา กฎ ระเบียบ ข้อกำ�หนด ประกาศ หรือคำ�สั่งที่ออกตามพระราชบัญญัติน้ี
ใช้บังคบั แทน (มาตรา ๑๑๒)
270 อัยการนเิ ทศ
ท่ ี อส ๐๐๔๐(ญต)/ว ๓ ส�ำ นักงานอัยการสงู สุด
ถนนหน้าหบั เผย
กรงุ เทพฯ ๑๐๒๐๐
๖ มกราคม ๒๕๕๔
เรอื่ ง หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการที่พนักงานอัยการจะขึ้นทะเบียนเป็น
อนุญาโตตุลาการ ใหแ้ กห่ น่วยงานภายนอก
เรยี น รองอยั การสงู สุด ผู้ตรวจการอัยการ อธบิ ดีอัยการ อธบิ ดอี ัยการภาค อัยการพิเศษฝา่ ย
เลขานุการอัยการสงู สุด อัยการจงั หวดั ผอู้ ำ�นวยการส�ำ นักงานอำ�นวยการ ผู้อ�ำ นวยการ
ส�ำ นกั งานพฒั นาระบบบรหิ าร ผอู้ �ำ นวยการศนู ยเ์ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร และ
ผอู้ �ำ นวยการสำ�นักงานฝึกอบรม
อ้างถงึ หนงั สอื อส. ที่ ๐๐๔๐(ญต)/ว ๓๖๒ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ด้วยระเบียบสำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำ�เนินคดีแพ่งของพนักงานอัยการ
พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอ้ ๖๘ เร่อื งการแตง่ ต้งั อนญุ าโตตุลาการ และตามหนังสือที่อ้างถึง เร่ืองหลักเกณฑ์
การพจิ ารณาแตง่ ตง้ั พนกั งานอยั การเปน็ อนญุ าโตตลุ าการ ยงั ไมไ่ ดค้ รอบคลมุ ถงึ การทพี่ นกั งานอยั การ
ผู้มีความประสงค์จะข้ึนทะเบียนเป็นอนุญาโตตุลาการให้แก่หน่วยงานภายนอกซึ่งได้จัดให้มีการ
ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎหมายเฉพาะกรณี ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าท่ีเป็น
อนญุ าโตตลุ าการของพนกั งานอยั การกด็ ี หรอื การขน้ึ ทะเบยี นพนกั งานอยั การเปน็ อนญุ าโตตลุ าการ
ของหนว่ ยงานภายนอกกด็ ี เปน็ ไปในแนวทางเดยี วกนั และส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ สามารถตรวจสอบ
ขอ้ เทจ็ จรงิ ถงึ คณุ สมบตั หิ รอื ลกั ษณะตอ้ งหา้ มตามกฎหมาย ขอ้ บงั คบั ระเบยี บและหลกั เกณฑก์ ารเปน็
อนญุ าโตตลุ าการของพนกั งานอยั การได้ ทง้ั น้ี เพอ่ื มใิ หก้ ารปฏบิ ตั หิ นา้ ทกี่ ารเปน็ อนญุ าโตตลุ าการของ
พนักงานอัยการแต่ละคนมีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการของสำ�นักงานอัยการสูงสุดและ
องค์กรอัยการ ส�ำ นักงานอยั การสงู สุดจงึ เหน็ ควรกำ�หนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเรอ่ื งการขึ้น
ทะเบียนเปน็ อนญุ าโตตลุ าการให้แกห่ น่วยงานภายนอกไว้ ดงั น้ี
๑. กรณีหน่วยงานภายนอกซึ่งจัดให้มีการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ
ตามกฎหมายเฉพาะกรณี ขอใหส้ �ำ นักงานอยั การสูงสุดสง่ รายช่อื พนกั งานอัยการไปขึน้ ทะเบียนเป็น
อัยการนเิ ทศ 271
อนุญาโตตุลาการ ใหส้ �ำ นักงานอัยการพเิ ศษฝ่ายการอนญุ าโตตุลาการ ส�ำ นักงานการยุติการดำ�เนนิ
คดีแพ่งและอนญุ าโตตุลาการเวยี นแจง้ ใหส้ ำ�นกั งานตา่ ง ๆ ภายในส�ำ นักงานอัยการสูงสดุ ส่งรายชอ่ื
พนักงานอัยการที่ประสงค์สมัครขึ้นทะเบียนเป็นอนุญาโตตุลาการให้สำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่าย
การอนุญาโตตุลาการ สำ�นักงานการยุติการดำ�เนินคดีแพ่งและอนุญาโตตุลาการเพ่ือรวบรวมเสนอ
อยั การสงู สดุ พจิ ารณาคดั เลอื กและสง่ ไปขนึ้ ทะเบยี นเปน็ อนญุ าโตตลุ าการใหห้ นว่ ยงานภายนอกนนั้ ๆ
๒. พนักงานอัยการท่ีประสงค์จะขึ้นทะเบียนเป็นอนุญาโตตุลาการให้หน่วยงาน
ภายนอกไม่ว่าจะเป็นความประสงค์ของตนหรือถูกทาบทามจากหน่วยงานภายนอกต้องขออนุมัติ
จากอยั การสูงสุดและต้องไดร้ ับอนุมตั ิจากอยั การสงู สดุ ให้ข้ึนทะเบยี นดังกล่าวกอ่ นท้งั สิ้น
ในการขอขน้ึ ทะเบียนเป็นอนญุ าโตตุลาการตามวรรคก่อน ใหน้ ำ�ความในกฎหมาย
ข้อบังคับ ระเบียบและหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่งต้ังพนักงานอัยการเป็นอนุญาโตตุลาการที่
เก่ยี วข้องมาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม
๓. พนักงานอยั การทีไ่ ด้ขน้ึ ทะเบยี นหรอื ทข่ี อข้ึนทะเบยี นเป็นอนุญาโตตลุ าการให้
แก่หน่วยงานภายนอก โดยอัยการสูงสุดอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงาน
อัยการผู้น้ันได้รับการร้องขอให้ปฏิบัติหน้าท่ีอนุญาโตตุลาการ และก่อนจะยอมรับเข้าปฏิบัติหน้าที่
อนุญาโตตุลาการ ต้องขออนุมัติอัยการสูงสุดและเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจกระทบต่อการปฏิบัติ
หน้าที่อนุญาโตตุลาการและองค์กรอยั การเปน็ เรือ่ ง ๆ ไป
จึงเรียนมาเพ่อื ทราบ และให้ถือปฏิบตั ิต่อไป
ขอแสดงความนบั ถอื
สมี า วรรณโกวิท
(นายสีมา วรรณโกวทิ )
รองอัยการสูงสดุ ปฏบิ ัตริ าชการแทน
อัยการสงู สดุ
สำ�นักงานอยั การพิเศษฝา่ ยการอนญุ าโตตุลาการ
โทร. ๐ – ๒๑๔๒ – ๑๔๑๓
โทรสาร ๐ – ๒๑๔๓ - ๙๔๙๖
E-mail : dispute @ ago.go.th
272 อยั การนเิ ทศ
คำ�วนิ จิ ฉัย
คณะกรรมการวินจิ ฉัย
การเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสาร
อยั การนเิ ทศ 273
274 อยั การนิเทศ
ค�ำ วนิ ิจฉยั คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดนิ และการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย
คำ�วินิจฉยั ท่ี สค ๖๕/๒๕๕๒
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ (มาตรา ๔๐ (๒), ๕๖)
ป.ว.ิ อ. การตรวจหรอื คดั ส�ำ เนาค�ำ ให้การในชั้นสอบสวน (มาตรา ๘ (๖))
พ.ร.บ. ขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๒) (๔), ๓๕)
เร่ือง อุทธรณ์คำ�ส่ังมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสำ�นักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี
เกีย่ วกับการด�ำ เนนิ การทางคดีตามกระบวนการยตุ ิธรรม
ผู้อุทธรณ์ขอสำ�เนาบันทึกคำ�ให้การของนาง ก. ซึ่งเป็นเอกสารในสำ�นวนคดีอาญา
แม้พนักงานอัยการจะมีคำ�สั่งไม่ฟ้องคดี อันจะทำ�ให้จำ�เลยหรือผู้เสียหายมีสิทธิขอตรวจหรือ
คัดส�ำ เนาเอกสารตาม มาตรา ๘ (๖) แหง่ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญากต็ าม แต่
คดีน้ีพนักงานอัยการมีคำ�ส่ังเก่ียวกับคดีแล้ว การเปิดเผยไม่น่าจะทำ�ให้การบังคับใช้กฎหมาย
เส่ือมประสิทธิภาพ หรือไม่อาจสำ�เร็จตามวัตถุประสงค์ได้ ตามมาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง (๒)
แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ อกี ทง้ั บนั ทกึ คำ�ใหก้ ารนน้ั กม็ เี นอื้ หา
เปน็ เพยี งขอ้ เทจ็ จรงิ เกยี่ วกบั การปฏบิ ตั หิ นา้ ทน่ี ายกเทศมนตรเี มอื งสพุ รรณบรุ ขี องนาง ก. เทา่ นนั้
การเปิดเผยไมน่ า่ จะก่อใหเ้ กดิ อันตรายต่อชีวิตหรอื ความปลอดภยั ของบุคคลหนง่ึ บคุ คลใด ตาม
มาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ (๔) แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ ้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ เมื่อ
ผอู้ ทุ ธรณเ์ ปน็ ผมู้ สี ว่ นเกย่ี วขอ้ งในขอ้ มลู ขา่ วสารทมี่ คี ำ�ขอ จงึ มเี หตสุ มควรทจี่ ะเปดิ เผยใหท้ ราบได้
________________________________________
อุทธรณ์เร่ืองนี้ได้ความว่า ผู้อุทธรณ์ราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรีมีหนังสือลงวันที่ ๑ ธันวาคม
๒๕๕๑ ถงึ อยั การจงั หวดั คดศี าลแขวงสพุ รรณบรุ ี ขอถา่ ยเอกสารในคดอี าญาที่ ๑๖๒๔/๒๕๔๙ จ�ำ นวน
๓ รายการ คอื
๑. บนั ทึกการให้ปากค�ำ ของพยานหรอื เอกสารการใหป้ ากค�ำ ของพยาน ก. ๑ ชุด
๒. การใหป้ ากคำ�ของผูอ้ ทุ ธรณ์ ๑ ชุด
๓. เอกสารช้แี จง้ ข้อเท็จจรงิ ของผตู้ ้องหา ๑ ชุด
สำ�นักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีมีหนังสือ ท่ี อส ๐๐๓๘(สพ)/๓๓๐ ลง
วนั ท่ี ๖ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๒ ถงึ ผูอ้ ทุ ธรณใ์ หส้ ำ�เนาขอ้ มูลขา่ วสารรายการท่ี ๒ และปฏเิ สธการเปิดเผย
ขอ้ มลู ขา่ วสารรายการที่ ๑ และรายการที่ ๓ โดยใหเ้ หตผุ ลวา่ ขอ้ มลู ขา่ วสารรายการที่ ๑ เปน็ เอกสาร
สำ�คัญเป็นความลับในสำ�นวนคดีซ่ึงเก่ียวกับการคุ้มครองพยานในคดีอาญา ไม่สามารถอนุญาตให้
คดั ถา่ ยได้ เวน้ จะมคี ำ�สัง่ หรือหมายเรยี กเอกสารจากศาล ส่วนข้อมูลขา่ วสารรายการท่ี ๓ ไม่ปรากฏ
วา่ มใี นส�ำ นวนคดีน้ี
อยั การนเิ ทศ 275
ผู้อุทธรณ์จึงมีหนังสือลงวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๒ อุทธรณ์คำ�สั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
ดังกล่าว
คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
และการบังคับใช้กฎหมายได้พิจารณาคำ�อุทธรณ์ และเหตุผลในการไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของ
ส�ำ นกั งานอยั การคดศี าลแขวงสพุ รรณบรุ ี ประกอบกบั ขอ้ มลู ขา่ วสารทขี่ อใหจ้ ดั สง่ มาแลว้ ขอ้ เทจ็ จรงิ
ฟังไดว้ า่ เดิมผู้อทุ ธรณร์ อ้ งเรียนต่อเทศบาลเมืองสพุ รรณบรุ วี า่ นาง ข. ซ่งึ มีทด่ี ินตดิ ตอ่ กบั ทด่ี นิ ของ
ผอู้ ทุ ธรณ์ กระท�ำ ผดิ พระราชบญั ญตั คิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ นาง ก. ซงึ่ เปน็ นายกเทศมนตรเี มอื ง
สุพรรณบุรีได้มอบอำ�นาจให้นาง ค. นิติกรสำ�นักงานเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ร้องทุกข์กล่าวโทษ
นาง ข. ต่อพนักงานสอบสวน ต่อมาศาลจังหวัดสุพรรณบุรีมีคำ�พิพากษาตามคดีหมายเลขแดง
ท่ี ๒๗๗/๒๕๔๘ ลงโทษจำ�คุกนาง ข. ๑ เดอื น และปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจ�ำ คกุ รอลงอาญา ๑ ปี
ผ้อู ุทธรณเ์ ห็นว่า โทษตามคำ�พพิ ากษาเป็นโทษที่น้อยเกินไป และเขา้ ใจวา่ เหตเุ กิดจากนาง ข. และ
นาย ง. ซ่ึงเป็นเจ้าหน้าท่ีของสำ�นักงานเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีให้ถ้อยค�ำ ต่อพนักงานสอบสวนใน
ลักษณะเอื้อประโยชน์ให้แก่นาง ข. ผู้อุทธรณ์จึงร้องทุกข์กล่าวหาบุคคลท้ังสองว่า แจ้งข้อความ
อันเป็นเท็จเก่ียวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนซึ่งอาจทำ�ให้ผู้อ่ืนหรือประชาชนเสียหาย
พนักงานสอบสวนสถานีตำ�รวจภูธรเมืองสุพรรณบุรีทำ�การสอบสวนแล้วส่งรายงานการสอบสวน
คดอี าญาที่ ๑๖๒๔/๒๕๔๙ ใหอ้ ยั การคดศี าลแขวงสพุ รรณบรุ พี จิ ารณา พนกั งานอยั การคดศี าลแขวง
สุพรรณบุรีพิจารณาแล้วมีคำ�สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา และผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีเห็นชอบตาม
ค�ำ สง่ั พนักงานอยั การ
ในชั้นพิจารณา สำ�นักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีมีหนังสือ ด่วนท่ีสุด
ที่ อส ๐๐๓๘(สพ)/๑๑๙๑ ลงวนั ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ชี้แจงเหตุผลการไม่เปดิ เผยข้อมูลข่าวสารแก่
ผอู้ ทุ ธรณเ์ พมิ่ เตมิ วา่ ขอ้ มลู ขา่ วสารตามคำ�ขอไมใ่ ชข่ อ้ มลู ขา่ วสารของผอู้ ทุ ธรณ์ ประกอบกบั พนกั งาน
อัยการมีคำ�สั่งไม่ฟ้องคดีต่อศาล แม้ผู้อุทธรณ์จะเป็นผู้เสียหายก็ไม่มีสิทธิขอตรวจหรือคัดสำ�เนา
ค�ำ ใหก้ ารตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา มาตรา ๘ วรรคสดุ ทา้ ย และตามรฐั ธรรมนญู
มาตรา ๔๐ (๒) อกี ทงั้ การเปิดเผยอาจเปน็ อันตรายตอ่ ชวี ิตและทรัพยส์ นิ ของนาง ก. ตามรัฐธรรมนญู
มาตรา ๕๖ และมาตรา ๑๕ วรรคหนง่ึ (๔) แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปดิ เผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดนิ และ
การบังคับใช้กฎหมายพิจารณาเห็นแล้ววา่ ผ้อู ทุ ธรณ์ขอขอ้ มูลขา่ วสารจำ�นวน ๓ รายการ สำ�นกั งาน
อยั การคดศี าลแขวงสพุ รรณบรุ ใี หส้ ำ�เนาขอ้ มลู ขา่ วสารรายการที่ ๒ แกผ่ อู้ ทุ ธรณแ์ ลว้ จงึ ไมม่ ปี ระเดน็
ต้องพิจารณา ส่วนข้อมูลข่าวสารรายการท่ี ๓ สำ�นักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรีแจ้งว่า ไม่
ปรากฏวา่ มใี นส�ำ นวนคดี จงึ เปน็ กรณที หี่ นว่ ยงานของรฐั ปฏเิ สธวา่ ไมม่ ขี อ้ มลู ขา่ วสารตามค�ำ ขอ หาก
ผู้อุทธรณ์ไม่เชื่อว่าเป็นความจริงผู้อุทธรณ์อาจใช้สิทธิร้องเรียนขอให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร
ของราชการตรวจสอบได้ตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ
276 อยั การนเิ ทศ
ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ส�ำ หรบั ขอ้ มลู ขา่ วสารรายการที่ ๑ ขอ้ มลู ขา่ วสารดงั กลา่ วเปน็ เอกสารในสำ�นวน
คดที ี่ผู้อทุ ธรณร์ ้องทุกข์กล่าวโทษตอ่ พนักงานสอบสวนว่ามีการกระท�ำ ผดิ อาญา สำ�นวนคดดี ังกล่าว
เป็นข้อมูลข่าวสารของราชการและสิทธิของบุคลในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับ
คดีอาญาน้ัน มาตรา ๔๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทยบัญญัติรบั รองสิทธิของบคุ คล
ในกระบวนการยตุ ธิ รรมใหไ้ ดร้ บั สทิ ธพิ น้ื ฐานในกระบวนพจิ ารณา ซง่ึ อยา่ งนอ้ ยตอ้ งมหี ลกั ประกนั ขน้ั
พื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่าง
เพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริงข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือ
ตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการท่ีนั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และ
การได้รบั ทราบเหตผุ ลประกอบค�ำ วินิจฉัย คำ�พิพากษา หรือค�ำ ส่ัง และมาตรา ๘ (๖) แหง่ ประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาไดบ้ ญั ญตั ใิ หส้ ทิ ธจิ ำ�เลยหรอื ผเู้ สยี หายตรวจหรอื คดั ส�ำ เนาค�ำ ใหก้ าร
ในชั้นสอบสวนหรือเอกสารประกอบคำ�ให้การของตนเมื่อพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแล้ว
สทิ ธติ ามบทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู และประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาดงั กลา่ วเปน็ เพยี ง
สทิ ธขิ นั้ ตาํ่ ของบคุ คลเทา่ นน้ั พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซง่ึ เปน็ กฎหมาย
ท่ีรองรับสิทธิของบุคคลตามมาตรา ๕๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ขยายสิทธิของ
ประชาชนในการเขา้ ถงึ ข้อมูลขา่ วสารของราชการใหก้ ว้างขวางมากย่ิงขึ้น ผอู้ ทุ ธรณข์ อสำ�เนาบนั ทกึ
ค�ำ ใหก้ ารของนาง ก. ซง่ึ เป็นเอกสารในสำ�นวนคดีอาญา แม้พนักงานอัยการจะมีคำ�สั่งไมฟ่ อ้ งคดีอัน
จะท�ำ ให้จำ�เลยหรือผูเ้ สียหายมสี ิทธขิ อตรวจหรือคดั สำ�เนาเอกสารตามมาตรา ๘ (๖) แหง่ ประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาก็ตาม แต่คดีนีพ้ นกั งานอัยการมีค�ำ ส่ังเก่ียวกบั คดีแลว้ การเปิดเผย
ไมน่ ่าจะทำ�ให้การบังคับใช้กฎหมายเส่ือมประสทิ ธภิ าพ หรอื ไม่อาจสำ�เร็จตามวตั ถุประสงคไ์ ด้ ตาม
มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๒) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ อีกท้ัง
บันทึกคำ�ให้การนั้นก็มีเนื้อหาเป็นเพียงการให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรี
เมอื งสพุ รรณบรุ ขี องนาง ก. เทา่ นนั้ การเปดิ เผยไมน่ า่ จะกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ หรอื ความปลอดภยั
ของบุคคลหน่ึงบุคคลใด ตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของ
ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ เมอ่ื ผ้อู ทุ ธรณเ์ ปน็ ผ้มู ีส่วนเกี่ยวขอ้ งในขอ้ มลู ข่าวสารที่มีค�ำ ขอ จึงมเี หตุสมควร
ทีจ่ ะเปดิ เผยใหท้ ราบได้
ฉะนนั้ อาศยั อ�ำ นาจตามความในมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบญั ญัติขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร สาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
และการบังคับใช้กฎหมาย จึงมีคำ�วินิจฉัยให้สำ�นักงานอัยการคดีศาลแขวงสุพรรณบุรี เปิดเผย
ขอ้ มูลข่าวสารรายการที่ ๑ แกผ่ อู้ ุทธรณ์
อยั การนิเทศ 277
ค�ำ วินิจฉัยคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร
สาขาสงั คม การบริหารราชการแผน่ ดนิ และการบังคบั ใช้กฎหมาย
คำ�วนิ ิจฉยั ท่ี สค ๙๖/๒๕๕๒
พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๗๓)
พ.ร.บ. ขอ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๑๓, ๑๘, ๓๓, ๓๕)
พ.ร.บ. อยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ (มาตรา ๑๕)
ระเบยี บส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการด�ำ เนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗ (ขอ้ ๒๑)
เรือ่ ง อุทธรณ์คำ�ส่งั มใิ ห้เปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารของสำ�นักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายคดอี าญาธนบรุ ี ๖
(ตล่ิงชัน) เก่ียวกบั สำ�นวนคดี
ค�ำ ส่งั ไม่อนุญาตเปดิ เผยขอ้ มูลขา่ วสารของอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา ๖ (ตล่ิงชนั ) เปน็
เพยี งการพจิ ารณาในเบอื้ งตน้ ไมใ่ ชค่ �ำ สง่ั เดด็ ขาด โดยไดแ้ จง้ ใหผ้ ขู้ อคดั ถา่ ยเอกสารทราบวา่ หาก
ไมเ่ หน็ ดว้ ยกบั ค�ำ สงั่ ดงั กลา่ วสามารถอทุ ธรณค์ �ำ สงั่ ตอ่ อธบิ ดอี ยั การฝา่ ยคดอี าญาธนบรุ ไี ด้ ตามนยั
ระเบยี บสำ�นักงานอยั การสงู สดุ วา่ ด้วยการด�ำ เนินคดอี าญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึง่
ระเบยี บดงั กลา่ วเปน็ ระเบยี บทอี่ อกโดยอาศยั อ�ำ นาจตามความในมาตรา ๑๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
พนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๔๙๘ จึงเปน็ ระเบียบภายในสำ�นักงานอยั การสูงสุดอนั ไมก่ ระทบถงึ สทิ ธิ
ของประชาชน ดังนั้น แม้ผู้อุทธรณ์จะมิได้อุทธรณ์คำ�สั่งต่ออธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาธนบุรี
ผอู้ ทุ ธรณก์ ส็ ามารถใชส้ ทิ ธใิ นการอทุ ธรณต์ ามมาตรา ๑๘ แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของ
ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ตอ่ คณะกรรมการวินิจฉยั การเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสารได้
เมื่อข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์เป็นสำ�เนาบันทึกคำ�ให้การชั้นสอบสวนของพยานบุคคล
โดยไม่ปรากฏว่า ผู้มาให้ถ้อยคำ�เป็นพยานได้มีการกล่าวร้ายหรือพาดพิงผู้ใด อีกทั้งผู้อุทธรณ์
ได้แสดงความประสงค์ต้องการทราบเพียงข้อความที่เป็นสาระและยินยอมให้ลบหรือตัดทอน
ชื่อพยานหรือข้อความท่ีอาจทราบถึงตัวบุคคลได้ ประกอบกับผู้อุทธรณ์เป็นผู้เสียหาย ตามนัย
มาตรา ๗๓ แหง่ พระราชบญั ญตั คิ วบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จงึ มีเหตุอนั สมควรเปดิ เผยข้อมลู
ข่าวสารในรายการนใ้ี หผ้ ู้อุทธรณท์ ราบ
ส�ำ หรบั ขอ้ มลู ขา่ วสารเกยี่ วกบั เลขคดขี องสถานตี ำ�รวจนครบาลบางขนุ นนท์ เลขคดอี าญา
ของอัยการ และวันเวลาที่พนักงานสอบสวนส่งสำ�นวนให้พนักงานอัยการ วันเวลาท่ีพนักงาน
อัยการส่ังคดี และท่ีหัวหน้ากองคดีอาญา ๖ มีคำ�สั่งไม่ฟ้อง วันเวลาที่ส่งสำ�นวนให้กับอธิบดี
อยั การฝา่ ยคดอี าญา กบั วนั ทส่ี ง่ ส�ำ นวนใหผ้ บู้ ญั ชาการต�ำ รวจแหง่ ชาตพิ จิ ารณา เปน็ การขอทราบ
ข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การขอข้อมูลข่าวสารตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ จงึ ไมอ่ ยูใ่ นอ�ำ นาจพิจารณาของคณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสาร
________________________________________
278 อยั การนเิ ทศ
อทุ ธรณ์เรอ่ื งนไ้ี ด้ความว่า ผอู้ ุทธรณม์ ีหนังสอื ลงวนั ที่ ๑๗ มนี าคม ๒๕๕๒ ถงึ อัยการพเิ ศษ
ฝ่ายคดีอาญา ๖ (ตลิง่ ชนั ) เพ่อื ขอข้อมูลขา่ วสารรวมจ�ำ นวน ๕ รายการ ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. พยานเอกสารทเี่ จ้าพนักงานทอ้ งถ่ินมอบอ�ำ นาจให้พนักงานเจา้ หน้าท่ีมาถอนการด�ำ เนนิ
คดนี าง ข. (ถ้าม)ี
๒. ค�ำ ส่ังเพิกถอนคำ�สง่ั ท่ี กท ๕๘๐๓/๖๙๐๑ คำ�สั่ง ท่ี กท ๕๘๐๓/๒๙๐๒ ของส�ำ นกั งาน
เขตบางกอกนอ้ ยพรอ้ มรายงานการพจิ ารณาทางปกครองทเ่ี จา้ พนกั งานทอ้ งถนิ่ ใชเ้ ปน็ ขอ้ อา้ งในการ
เพกิ ถอนค�ำ ส่ัง รวมไปถึงคำ�สัง่ ใหม่ (ถา้ ม)ี
๓. คำ�ให้การของพยานบุคคลต่าง ๆ ในท้องสำ�นวนท่ีพนักงานอัยการได้นำ�มาพิจารณา
ประกอบในการส่ังไม่ฟ้องคดีโดยยินยอมให้ลบหรือตัดทอนช่ือพยานหรือข้อความท่ีอาจทราบถึง
ตัวบุคคลได้ (กล่าวคือ ต้องการเพียงข้อความที่เป็นสาระท่ีพอจะชี้ให้สังคมเห็นว่านํ้าหนักคำ�พยาน
มเี พยี งใด)
๔. พยานหลักฐานต่าง ๆ ทเ่ี ปน็ สาระสำ�คัญในการส่งั ไม่ฟ้องคดี
๕. ขอทราบเลขคดีของสถานตี �ำ รวจนครบาลบางขุนนนท์ เลขคดอี าญาของอัยการและวัน
เวลา วนั ท่ที พ่ี นักงานสอบสวนส่งสำ�นวนใหพ้ นกั งานอัยการ วัน เวลา วันทว่ี ันแรกทพ่ี นกั งานอัยการ
ส่งั คดี วันเวลาทห่ี วั หน้ากองคดอี าญา ๖ มคี �ำ ส่ังไมฟ่ ้องและวนั เวลาท่สี ง่ สำ�นวนใหก้ บั อธบิ ดอี ยั การ
ฝ่ายคดีอาญา กับวันที่ส่งสำ�นวนการสอบสวนให้ผู้บัญชาการตำ�รวจแห่งชาติเพ่ือให้ความเห็นชอบ
หรอื เพ่อื อาจโต้แยง้ การส่ังคดไี ด้
ส�ำ นักงานอยั การพิเศษฝา่ ยคดีอาญาธนบรุ ี ๖ (ตลิ่งชนั ) มีหนงั สอื ท่ี อส๐๐๒๑.๖/๑๒๖๘
ลงวนั ท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๒ ถงึ ผ้อู ุทธรณ์ ปฏิเสธการเปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารตามค�ำ ขอ โดยใหเ้ หตผุ ล
ว่า ผู้อุทธรณ์ไม่ใช่คู่ความโดยตรง อีกท้ังเอกสารที่ขอคัดถ่ายบางฉบับมีผลกระทบต่อหน่วยงานอ่ืน
หรือผู้อ่ืน หากไม่เห็นชอบด้วยกับคำ�สั่งดังกล่าว ผู้อุทธรณ์สามารถอุทธรณ์คำ�สั่งท่ีไม่อนุญาตให้คัด
ถ่ายส�ำ เนาเอกสารไปยังอธบิ ดีฝ่ายคดีอาญาธนบุรีได้
ผอู้ ุทธรณ์จึงมีหนังสอื ลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ อุทธรณค์ �ำ สงั่ มิให้เปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสาร
ดังกลา่ วตอ่ คณะกรรมการวินิจฉยั การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร
คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสารสาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และ
การบังคับใชก้ ฎหมายได้พิจารณาอทุ ธรณ์ และเหตุผลในการไมเ่ ปิดเผยข้อมูลขา่ วสารของสำ�นักงาน
อยั การพเิ ศษฝา่ ยคดอี าญาธนบรุ ี ๖ (ตลง่ิ ชนั ) ประกอบกบั ขอ้ มลู ขา่ วสารทข่ี อใหจ้ ดั สง่ มาแลว้ ขอ้ เทจ็ จรงิ
ฟังไดว้ ่า ผอู้ ทุ ธรณ์ได้รับความเดือดรอ้ นจากการก่อสร้าง ดัดแปลงอาคารของบา้ นเลขท่ ี ๑๒๓/๒๗
ซอยจรญั สนิทวงศ์ ๒๕ ของนาย ข. และนาง ก. และได้รอ้ งเรยี นไปยังส�ำ นกั งานเขตบางกอกนอ้ ย
โดยสำ�นักงานเขตบางกอกน้อยได้ออกคำ�ส่ังให้ระงับการก่อสร้าง ดัดแปลงอาคาร และให้เจ้าของ
อาคารทำ�การแก้ไขเปล่ียนแปลงให้ถูกต้องภายในระยะเวลาท่ีกำ�หนด ผู้รับคำ�สั่งไม่ได้แก้ไขตาม
ค�ำ สง่ั ของเจา้ พนกั งานทอ้ งถนิ่ และไมไ่ ดย้ น่ื อทุ ธรณค์ �ำ สงั่ ดงั กลา่ วจงึ ถงึ ทสี่ ดุ และขาดอายคุ วามฟอ้ งรอ้ ง
อัยการนเิ ทศ 279
คดีอาญา ตอ่ มาในปี ๒๕๔๘ นาย ข. และ นาง ก. ได้กลับมาทำ�การกอ่ สรา้ งตอ่ เตมิ จากเดิมอกี ครั้ง
ส�ำ นกั งานเขตบางกอกนอ้ ยไดแ้ จง้ ความดำ�เนนิ คดกี บั นาย ข. และพนกั งานอยั การไดย้ นื่ ฟอ้ ง
นาย ข. ตอ่ ศาลอาญาธนบรุ เี ป็นคดีหมายเลขด�ำ ที่ ๑๔๘๒/๒๕๔๙ โดยผ้อู ุทธรณไ์ ดย้ ่นื คำ�ร้องขอเปน็
โจทกร์ ว่ มในฐานะผเู้ สยี หาย ผู้อทุ ธรณอ์ ้างวา่ ในช้นั การพจิ ารณาคดขี องศาลอาญาธนบรุ ี พนกั งาน
สอบสวนสถานีตำ�รวจนครบาลบางขุนนนท์ ได้ให้การเป็นพยานว่า สำ�นักงานเขตบางกอกน้อย
มหี นงั สอื ไปถงึ ผู้ก�ำ กับสถานีต�ำ รวจบางขนุ นนทข์ อถอนการแจ้งความดำ�เนินคดีกบั นาย ข. พนกั งาน
สอบสวนเหน็ วา่ คดีนี้เปน็ คดีอาญาแผน่ ดินจงึ ไมอ่ าจถอนฟอ้ งได้ และได้ส่งเอกสารดังกลา่ วเพ่มิ เตมิ
ไปยงั พนกั งานอัยการ ต่อมาศาลช้นั ต้นไดม้ คี �ำ พิพากษาในความผิดฐานกอ่ สรา้ งโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าต
โดยให้ลงโทษจำ�คุกจำ�เลย ๑ เดือน และปรับเป็นจำ�นวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท โดยโทษจำ�คุก ให้
รอลงอาญา ๑ ปี และยกฟอ้ งในความผดิ ฐานฝา่ ฝนื ค�ำ สง่ั ไมย่ อมรอ้ื ถอนอาคาร ผอู้ ทุ ธรณไ์ ดย้ น่ื อทุ ธรณ์
ศาลอทุ ธรณพ์ ิพากษายนื ตามศาลชน้ั ตน้
ในส่วนของนาง ก. ภรรยานาย ข. ผู้อุทธรณ์เห็นว่าได้ร่วมกระทำ�ความผิดกับนาย ข.
ดงั นน้ั จงึ ไดม้ หี นงั สอื ถงึ อยั การสงู สดุ เพอื่ ขอใหด้ �ำ เนนิ การฟอ้ งรอ้ งนาง ก. ดว้ ย แตอ่ ธบิ ดอี ยั การฝา่ ยคดี
อาญาธนบรุ พี จิ ารณาเหน็ วา่ คดไี มม่ พี ยานหลกั ฐานยนื ยนั วา่ นาง ก. ไดร้ ว่ มกบั นาย ข. กอ่ สรา้ งดดั แปลง
อาคารที่เกิดเหตุ อีกทั้งพยานซ่ึงอยู่ใกล้อาคารที่เกิดเหตุให้การยืนยันว่านาง ก. ไม่มีส่วนเก่ียวข้อง
ในการดัดแปลงต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันฝ่าฝืนคำ�สั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น
ใหร้ ้ือถอนอาคารที่ก่อสรา้ งตอ่ เติม ดัดแปลงโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตตามพระราชบญั ญัติควบคมุ อาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ และผบู้ ญั ชาการตำ�รวจแหง่ ชาตมิ คี วามเหน็ ชอบตามความเหน็ ของพนกั งานอยั การแลว้
ผู้อุทธรณ์จึงไดใ้ ช้สิทธิในการขอข้อมูลข่าวสารในรายการข้างตน้ ไปยงั ส�ำ นักงานอยั การพิเศษฝ่ายคดี
อาญาธนบุรี ๖ (ตล่งิ ชนั ) แต่ได้รับการปฏเิ สธการเปดิ เผยข้อมลู ข่าวสารตามค�ำ ขอ
ในช้ันการพิจารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสำ�นักงาน
อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี ๖ (ตล่ิงชัน) มีหนังสือด่วนท่ีสุด ท่ี อส ๐๐๒๑.๖/๑๗๐๕ ลง
วันท่ี ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๒ จัดส่งส�ำ เนาหนงั สอื ขอใหด้ ำ�เนนิ คดกี บั ผ้กู ระทำ�ผิดตามพระราชบญั ญตั ิ
ควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๕๒ สำ�เนาคำ�ส่ังให้รื้อถอนอาคารเลขท่ี กท ๕๘๐๓/๖๙๐๑ และ
กท ๕๘๐๓/๖๙๐๒ ฉบบั ลงวนั ที่ ๑๑ กนั ยายน ๒๕๔๙ ส�ำ เนาบนั ทกึ ค�ำ ใหก้ ารชนั้ สอบสวนพยานบคุ คล
ส�ำ เนาระเบยี บสำ�นักงานอัยการสงู สุดว่าด้วยการด�ำ เนนิ คดอี าญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗
และสำ�เนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคัดถ่ายเอกสาร ส่วนวันเวลาที่พนักงานสอบสวนได้จัดส่ง
สำ�นวนให้พนักงานอัยการ และวัน เวลาท่ีพนักงานอัยการสั่งสำ�นวน และผู้บังคับบัญชาการ
ตำ�รวจแหง่ ชาตใิ หค้ วามเห็นชอบ ส�ำ นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดอี าญาธนบุรี ๖ (ตลิง่ ชนั ) ช้แี จงวา่
วันท่ี ๙ กรกฎาคม ๒๕๕๐ พนักงานสอบสวนส่งสำ�นวน วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๐ และวันที่
๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๐ พนักงานอัยการมีคำ�ส่ังให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ต้องหาร้องขอ
ความเป็นธรรมวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๐ พนักงานอัยการเจ้าของสำ�นวนมีความเห็นและคำ�ส่ัง
280 อยั การนเิ ทศ
วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี ๖ มีความเห็นและคำ�ส่ังวันท่ี
๒๘ มนี าคม ๒๕๕๑ อธิบดอี ัยการฝา่ ยคดีอาญาธนบรุ ี มีความเห็นและค�ำ ส่งั วันท่ี ๑ เมษายน ๒๕๕๑
เสนอส�ำ นวนตอ่ ผบู้ ญั ชาการต�ำ รวจแหง่ ชาติ และวนั ที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ผบู้ ญั ชาการต�ำ รวจแหง่ ชาติ
มีความเห็นและค�ำ สั่ง
นอกจากน้ีสำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญาธนบุรี ๖ (ตล่ิงชัน) ได้ชี้แจงเหตุผลในการ
ไม่เปิดเผยข้อมูลขา่ วสารว่า เอกสารท่ีขอคดั ถา่ ยบางฉบับ เช่น ค�ำ ให้การของพยานบุคคลอาจมผี ล
กระทบตอ่ ผอู้ นื่ ประกอบกบั ผอู้ ทุ ธรณไ์ มใ่ ชค่ คู่ วามในคดโี ดยตรง ซง่ึ ค�ำ สง่ั ไมอ่ นญุ าตดงั กลา่ วเปน็ เพยี ง
การพิจาณาในเบื้องต้นไม่ใช่ค�ำ ส่ังเด็ดขาดซ่ึงได้แจ้งให้ผู้ขอคัดถ่ายเอกสารทราบว่า หากไม่เห็นด้วย
กบั ค�ำ สง่ั ดงั กลา่ วสามารถอทุ ธรณค์ �ำ สง่ั ตอ่ อธบิ ดอี ยั การฝา่ ยอาญาธนบรุ ไี ด้ ตามนยั ระเบยี บส�ำ นกั งาน
อยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการดำ�เนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗ สว่ นเอกสารอน่ื ทข่ี อมาไม่
ปรากฏในสำ�นวนการสอบสวน
คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร สาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และ
การบงั คบั ใชก้ ฎหมายพจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ อทุ ธรณเ์ รอื่ งนม้ี ปี ญั หาทตี่ อ้ งพจิ ารณาในเบอ้ื งตน้ วา่ การท่ี
ผอู้ ทุ ธรณม์ ไิ ดอ้ ุทธรณ์ค�ำ ส่ังต่ออธิบดอี ัยการฝ่ายคดอี าญาธนบรุ ี ตามระเบียบส�ำ นกั งานอัยการสงู สุด
ว่าด้วยการด�ำ เนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ จะสามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อ
คณะกรรมการวนิ ิจฉัยการเปิดเผยขอ้ มลู ข่าวสารได้หรือไม่
คณะกรรมการวินิจฉัยเปิดเผยข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้วเห็นว่า ระเบียบสำ�นักงาน
อยั การสงู สดุ วา่ ด้วยการดำ�เนินคดอี าญาของพนกั งานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ เป็นระเบยี บซงึ่ ออกโดย
อาศัยอำ�นาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญตั พิ นกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๔๙๘ ซง่ึ กำ�หนด
ในเรื่องการใช้อ�ำ นาจหรือกระทำ�หน้าท่ีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมาย
อน่ื โดยใหอ้ ธบิ ดมี อี �ำ นาจท�ำ ค�ำ สง่ั เฉพาะเรอื่ ง หรอื วางระเบยี บไวใ้ หพ้ นกั งานอยั การปฏบิ ตั กิ ารได้ โดย
ระเบียบดังกล่าวถือเป็นระเบียบภายในสำ�นักงานอัยการสูงสุด อันไม่กระทบถึงสิทธิของประชาชน
ดงั นนั้ แมผ้ อู้ ทุ ธรณจ์ ะมไิ ดอ้ ทุ ธรณค์ �ำ สงั่ ตอ่ อธบิ ดอี ยั การฝา่ ยคดอี าญาธนบรุ ี ผอู้ ทุ ธรณก์ ส็ ามารถใชส้ ทิ ธิ
ในการอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
ตอ่ คณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารได้
มีปญั หาตอ่ ไปว่า ขอ้ มูลข่าวสารตามค�ำ ขอของผู้อุทธรณ์อาจเปดิ เผยไดห้ รือไม่
คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารท่ี
ส�ำ นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดอี าญาธนบรุ ี ๖ (ตลงิ่ ชนั ) จดั สง่ มาประกอบการพจิ ารณาและเกย่ี วขอ้ ง
กบั ค�ำ ขอขอ้ มลู ขา่ วสารของผอู้ ทุ ธรณ์ คอื ส�ำ เนาบนั ทกึ ค�ำ ใหก้ ารชน้ั สอบสวนของพยานบคุ คล ซง่ึ เปน็
ขอ้ มลู ขา่ วสารรายการที่ ๓ โดยในบนั ทกึ ค�ำ ใหก้ ารดงั กลา่ วไมป่ รากฏวา่ ผมู้ าใหถ้ อ้ ยค�ำ เปน็ พยานไดม้ ี
การกล่าวรา้ ย หรือพาดพิงผใู้ ด อกี ทงั้ ผอู้ ุทธรณไ์ ดแ้ สดงความประสงค์ต้องการทราบเพียงข้อความที่
เปน็ สาระ และยินยอมใหล้ บหรือตดั ทอนช่อื พยานหรอื ขอ้ ความทีอ่ าจทราบถงึ ตัวบคุ คลได้ ประกอบ
อัยการนิเทศ 281
กับผู้อุทธรณ์เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออาคารท่ีอยู่ใกล้ชิด หรือติดต่อกับอาคารที่มี
การกระทำ�ความผิดเกิดขึ้น หรือบุคคลซึ่งความเป็นอยู่หรือการใช้สอยที่ดินหรืออาคารถูกกระทบ
กระเทือน เน่ืองจากการกระท�ำ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณา
ความอาญา ตามนยั มาตรา ๗๓ แหง่ พระราชบัญญัตคิ วบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงมีเหตอุ นั สมควร
เปดิ เผยขอ้ มูลข่าวสารในรายการนี้ใหผ้ ้อู ุทธรณท์ ราบได้
ส่วนข้อมูลข่าวสารรายการท่ี ๑ รายการที่ ๒ และรายการที่ ๔ สำ�นักงานอัยการพิเศษ
ฝา่ ยคดอี าญาธนบรุ ี ๖ (ตลงิ่ ชนั ) ยนื ยนั วา่ ไมป่ รากฏในสำ�นวนการสอบสวน ดงั นนั้ จงึ ไมอ่ ยใู่ นอำ�นาจ
การพิจารณาของคณะกรรมการฯ หากผู้อุทธรณ์ไม่เช่ือว่าเป็นความจริง ก็อาจใช้สิทธิร้องเรียนต่อ
คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ ตามมาตรา ๑๓ และมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติ
ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
ส�ำ หรบั ขอ้ มลู ขา่ วสารรายการท่ี ๕ เปน็ การขอทราบขอ้ เทจ็ จรงิ ซงึ่ มใิ ชก่ ารขอขอ้ มลู ขา่ วสาร
ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ จึงไม่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาของ
คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปิดเผยขอ้ มูลข่าวสาร
ฉะนน้ั อาศยั อ�ำ นาจตามความในมาตรา ๓๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร สาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
และการบังคับใชก้ ฎหมาย จงึ มีค�ำ วนิ จิ ฉัยใหส้ �ำ นักงานอัยการพิเศษฝา่ ยคดีอาญาธนบุรี ๖ (ตลง่ิ ชัน)
เปิดเผยข้อมลู ขา่ วสารรายการท่ี ๓ ตามค�ำ ขอแกผ่ ู้อุทธรณ์ สว่ นรายการอ่ืนให้ยกอุทธรณ์
282 อัยการนเิ ทศ
ค�ำ วนิ ิจฉัยคณะกรรมการวินจิ ฉัยการเปิดเผยข้อมลู ขา่ วสาร
สาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผ่นดนิ และบงั คบั ใช้กฎหมาย
ค�ำ วินจิ ฉัยท่ี สค ๑๒๕/๒๕๕๒
พ.ร.บ. ขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๑๕ (๒) (๓) (๔), ๓๓, ๓๕)
เรอื่ ง อทุ ธรณค์ �ำ สง่ั มใิ หเ้ ปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสารของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ เกย่ี วกบั การดำ�เนนิ การ
ทางวนิ ยั
สำ�นวนการสอบสวนทางวนิ ยั ของนาง ก. พนกั งานอยั การ ทีไ่ ด้ดำ�เนินการเสรจ็ ส้ินแลว้
วา่ ไมม่ ีความผดิ การเปิดเผยข้อมูลขา่ วสารในส�ำ นวนการสอบสวนดงั กลา่ วไม่ทำ�ใหก้ ารบังคบั
ใช้กฎหมายเส่ือมประสิทธิภาพหรือไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ได้ ในทางตรงกันข้ามการเปิดเผย
จะเปน็ การตรวจสอบการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี องสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ เปน็ ไปตามกฎหมายหรอื ไม่
และการเปดิ เผยจะท�ำ ใหผ้ อู้ ทุ ธรณส์ น้ิ ขอ้ สงสยั ในการดำ�เนนิ การสอบสวนทางวนิ ยั ของสำ�นกั งาน
อัยการสูงสุด และทำ�ให้เกิดความเช่ือถือต่อการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการ ทั้งไม่ปรากฏ
ข้อเท็จจริงว่า การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่ง
บุคคลใด ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับส�ำ นวนการสอบสวนทางวินัยนาง ก. จึงเป็นข้อมูลข่าวสารที่
เปิดเผยให้ผู้อุทธรณท์ ราบได้
________________________________________
อทุ ธรณเ์ รอ่ื งนไ้ี ดค้ วามวา่ ผอู้ ทุ ธรณม์ หี นงั สอื ลงวนั ท่ี ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ถงึ อยั การสงู สดุ
ขอสำ�เนาการสอบสวนทางวนิ ัยนาง ก. พนกั งานอยั การ ส�ำ นกั งานอัยการจังหวดั ช. และความเห็น
ของพนกั งานอัยการในคดอี าญา (คดีนาย ข. ผตู้ ้องหา)
ส�ำ นกั งานอัยการสูงสุดมีหนังสือ ที่ อส ๐๐๐๓ (วน)/๑๑๓ ลงวนั ที่ ๑๒ มถิ นุ ายน ๒๕๕๒ ถงึ
ผอู้ ุทธรณว์ า่ อนญุ าตใหเ้ ปิดเผยข้อมูลขา่ วสารในส่วนค�ำ ใหก้ ารของนาง ค. และค�ำ รับรองของนาง ก.
สำ�หรับข้อมูลข่าวสารรายการอ่ืนเป็นข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผยตามพระราชบัญญัติ
ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ (๒) (๓) และ (๔) จึงไม่อนุญาตให้เปิดเผย
สำ�หรบั ความเห็นของพนกั งานอยั การในคดอี าญา (คดนี าย ข. ผูต้ ้องหา) นนั้ เปน็ ข้อมลู ขา่ วสารท่ี
อยู่ในความครอบครองของอัยการจังหวัด ช. จึงส่งเร่ืองให้สำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศ
เพ่ือจดั สง่ ใหอ้ ยั การจังหวัด ช. ผู้ครอบครองเอกสารดำ�เนินการและขอให้ผอู้ ุทธรณ์ติดตามเร่อื งได้ท่ี
ส�ำ นักงานอัยการจงั หวดั ช.
ผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงประธานกรรมการข้อมูลข่าวสารของ
ราชการ อทุ ธรณค์ ำ�ส่ังมใิ หเ้ ปิดเผยขอ้ มลู ขา่ วสารของสำ�นกั งานอัยการสงู สุดดงั กลา่ ว
คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
อัยการนเิ ทศ 283
และการบังคับใช้กฎหมายพิจารณาคำ�อุทธรณ์ หนังสือของผู้อุทธรณ์ฉบับลงวันท่ี ๒๘ กรกฎาคม
๒๕๕๒ และเอกสารท่ีเก่ียวข้องแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงสรุปได้ความว่า ผู้อุทธรณ์ได้ไปแจ้งความ
ด�ำ เนินคดีกับพนกั งานสอบสวนวา่ ได้ถกู นาย ข. กับพวกอีก ๒ คน ฉุดขนึ้ รถยนต์พาไปข่มขืนตอ่ มา
พนกั งานสอบสวนไดน้ �ำ นาย ข. มาใหผ้ อู้ ทุ ธรณช์ ตี้ วั ผอู้ ทุ ธรณไ์ ดย้ นื ยนั ตอ่ พนกั งานสอบสวนวา่ นาย ข.
คนรา้ ย แตพ่ นกั งานสอบสวนกลบั บนั ทกึ วา่ ผอู้ ทุ ธรณไ์ มไ่ ดย้ นื ยนั วา่ นาย ข. เปน็ ผกู้ ระท�ำ ผดิ ผอู้ ทุ ธรณ์
จึงไปย่นื หนงั สือขอความเปน็ ธรรมตอ่ นาง ก. พนักงานอัยการ ส�ำ นักงานอัยการจังหวัด ช. เจ้าของ
ส�ำ นวนและแจง้ วา่ พนกั งานสอบสวนบนั ทกึ เรอ่ื งในส�ำ นวนการสอบสวนไมต่ รงกบั ทผ่ี อู้ ทุ ธรณใ์ หก้ าร
ไวเ้ พราะผอู้ ทุ ธรณย์ นื ยนั วา่ นาย ข. เปน็ ผกู้ ระทำ�ผดิ และขอใหน้ าง ก. สอบพยานเพม่ิ เตมิ เมอ่ื นาง ก.
ไดอ้ า่ นหนงั สอื ขอความเปน็ ธรรมเสรจ็ กไ็ มน่ ำ�หนงั สอื ขอความเปน็ ธรรมดงั กลา่ วรวมเขา้ ไปในสำ�นวน
การสอบสวน แต่กลับคืนหนังสือขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้อุทธรณ์ พร้อมกับรับปากว่า จะดูแลให้
ความเป็นธรรม ผู้อุทธรณ์และมารดาได้ไปสอบถามความคืบหน้าหลายคร้ัง แต่นาง ก. ไม่ได้สอบ
พยานเพม่ิ เตมิ และไมแ่ จง้ ใหผ้ อู้ ทุ ธรณท์ ราบ ตอ่ มาผอู้ ทุ ธรณท์ ราบวา่ นาง ก. รบั หนงั สอื รอ้ งขอความ
เป็นธรรมของนาย ข. แลว้ มีความเห็นสัง่ ไม่ฟอ้ งนาย ข. โดยใหเ้ หตผุ ลวา่ ผอู้ ุทธรณ์ไมไ่ ดย้ นื ยันวา่
นาย ข. เปน็ คนรา้ ย ทงั้ ทน่ี าง ก. ทราบจากผอู้ ทุ ธรณว์ า่ ส�ำ นวนการสอบสวนทพ่ี นกั งานสอบสวนสง่ ให้
นาง ก. ไมต่ รงกบั ทผ่ี อู้ ทุ ธรณใ์ หก้ ารไว้ การทน่ี าง ก. ไมน่ �ำ หนงั สอื รอ้ งขอความเปน็ ธรรมของผอู้ ทุ ธรณ์
ซึ่งเป็นผู้เสียหายรวมไว้ในสำ�นวนการสอบสวนและไม่ส่ังให้พนักงานสอบสวนเพ่ิมเติม ท้ังที่นาง ก.
ทราบจากผอู้ ทุ ธรณว์ า่ ส�ำ นวนการสอบสวนของพนกั งานสอบสวนบดิ เบอื นจากความเปน็ จรงิ เทา่ กบั
เปน็ การปกปดิ ขอ้ เทจ็ จรงิ จนผบู้ งั คบั บญั ชามคี วามเหน็ สง่ั ไมฟ่ อ้ ง จงึ เปน็ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทผี่ ดิ ระเบยี บ
สำ�นักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำ�เนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. ๒๕๔๗ และการท่ี
นาง ก. ไม่รับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้อุทธรณ์รวมเข้าไปในสำ�นวน แต่กลับรับหนังสือ
รอ้ งของความเปน็ ธรรมจากนาย ข. เปน็ การไมป่ ฏบิ ตั ติ ามระเบยี บส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ ดว้ ยการ
ด�ำ เนนิ คดอี าญาของพนกั งานอยั การ พ.ศ. ๒๕๔๗ และเปน็ การเลอื กปฏบิ ตั ิ ผอู้ ทุ ธรณจ์ งึ มหี นงั สอื รอ้ ง
เรยี นการปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีของนาง ก. ไปยังสำ�นกั งานอัยการสูงสดุ ผลการสอบสวนทางวนิ ัยปรากฏว่า
นาง ก. ไม่มีความผิด ผู้อุทธรณ์จึงมีหนังสือลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ถึงอัยการสูงสุด
ขอสำ�นวนการสอบสวนทางวินัยนาง ก. พนักงานอัยการ สำ�นักงานอัยการจังหวัด ช. และความ
เห็นของพนักงานอัยการในคดีอาญา (คดีนาย ข. ผู้ต้องหา) สำ�นักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือ
ที่ อส ๐๐๐๓ (วน)/๑๑๓ ลงวันท่ี ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ถึงผู้อุทธรณ์ว่า อนุญาตให้เปิดเผย
ข้อมลู ข่าวสารในส่วนคำ�ใหก้ ารของนาง ค. และค�ำ รบั รองของนาง ก. สำ�หรบั ขอ้ มลู ขา่ วสารรายการ
อน่ื เป็นข้อมลู ข่าวสารที่ไม่ต้องเปดิ เผยตามพระราชบญั ญัติขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๑๕ (๒) (๓) และ (๔) จึงไม่อนุญาตให้เปิดเผย สำ�หรับความเห็นของพนักงานอัยการใน
คดีอาญา (คดนี าย ข.ผตู้ ้องหา) นัน้ เป็นขอ้ มูลข่าวสารทอี่ ยู่ในความครอบครองของอยั การจังหวดั ช.
จึงส่งเรอื่ งให้ส�ำ นักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายสารสนเทศเพอื่ จดั สง่ ใหอ้ ยั การจังหวดั ช. ด�ำ เนินการ และ
ขอให้ผู้อุทธรณ์ติดตามเรื่องได้ท่ีสำ�นักงานอัยการจังหวัด ช. ผู้อุทธรณ์จึงอุทธรณ์คำ�สั่งสำ�นักงาน
อยั การสงู สดุ ทีม่ ใิ ห้เปิดเผยข้อมลู ข่าวสารดังกลา่ ว
284 อัยการนเิ ทศ
ในชน้ั พจิ ารณาของคณะกรรมการฯ ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ มหี นงั สอื ที่ อส ๐๐๐๓ (วน)/๔๕๐
ลงวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ถึงคณะกรรมการฯ ชี้แจงเหตุผลในการปฏิเสธการไม่
เปดิ เผยเพม่ิ เตมิ วา่ ขอ้ มลู ขา่ วสารเกยี่ วกบั การสอบสวนทางวนิ ยั เปน็ ความเหน็ ภายในหนว่ ยงานของรฐั
การเปิดเผยจะทำ�ให้การตรวจสอบไม่อาจสำ�เร็จตามวัตถุประสงค์ได้ อาจกระทบถึงประโยชน์ได้
เสียของผู้อื่นและอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่บุคคลหน่ึงบุคคลใด จึงเป็นข้อมูลข่าวสารท่ี
ไม่ต้องเปิดเผยตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๑๕ (๒) (๓)
และ (๔) ส่วนข้อมูลข่าวสารในการรื้อฟ้ืนคดีน้ัน อยู่ในความครอบครองของอัยการจังหวัด ช. ซ่ึง
สำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายวินัยได้ส่งเรื่องให้สำ�นักงานอัยการพิเศษฝ่ายสารสนเทศเพื่อจัดส่งให้
อยั การจงั หวดั ช. ผคู้ รอบครองเอกสารด�ำ เนนิ การ และไดแ้ จง้ ผอู้ ทุ ธรณใ์ หต้ ดิ ตามเรอ่ื งไดท้ ส่ี �ำ นกั งาน
อยั การจังหวดั ช. แล้ว
คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
และการบังคับใช้กฎหมายพจิ ารณาแลว้ เหน็ ว่า ขอ้ มลู ขา่ วสารตามอทุ ธรณ์ คือ สำ�นวนการสอบสวน
ทางวนิ ยั นาง ก. พนกั งานอยั การ ส�ำ นกั งานอยั การจงั หวดั ช. เมอ่ื การสอบสวนทางวนิ ยั เรอ่ื งดงั กลา่ ว
ไดด้ ำ�เนินการเสร็จสิน้ แล้ว การเปดิ เผยไม่ท�ำ ใหก้ ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายเสือ่ มประสทิ ธภิ าพหรอื ไม่อาจ
ส�ำ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงคไ์ ด้ ในทางตรงกนั ขา้ มการเปดิ เผยจะเปน็ การตรวจสอบการปฏบิ ตั หิ นา้ ทข่ี อง
ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ วา่ เปน็ ไปตามกฎหมายหรอื ไม่ และการเปดิ เผยจะทำ�ใหผ้ อู้ ทุ ธรณส์ นิ้ ขอ้ สงสยั
ในการด�ำ เนนิ การสอบสวนทางวนิ ยั ของส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ และท�ำ ใหเ้ กดิ ความเชอื่ ถอื ตอ่ การปฏบิ ตั ิ
งานของพนักงานอัยการ ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือ
ความปลอดภัยของบุคคลหน่ึงบุคคลใด ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสำ�นวนการสอบสวนทางวินัยนาง ก.
พนกั งานอัยการ สำ�นักงานอัยการจังหวดั ช. จึงเป็นข้อมลู ข่าวสารทีเ่ ปิดเผยให้ผอู้ ทุ ธรณ์ทราบได้
สำ�หรับข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับความเห็นของพนักงานอัยการในคดีอาญา (คดีนาย ข.
ผู้ตอ้ งหา) สำ�นักงานอยั การสูงสุดแจง้ ว่า ได้สง่ ใหส้ �ำ นกั งานอัยการจังหวัด ช. ดำ�เนนิ การตอ่ ไปแลว้
ผู้อุทธรณ์สามารถขอข้อมูลข่าวสารดังกล่าวได้ท่ีส�ำ นักงานอัยการจังหวัด ช. จึงไม่มีประเด็นท่ีต้อง
วินิจฉัยวา่ เป็นขอ้ มลู ขา่ วสารทเี่ ปดิ เผยไดห้ รอื ไม่
ฉะนน้ั อาศยั อ�ำ นาจตามความในมาตรา ๓๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร สาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
และการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย จงึ วนิ จิ ฉยั ใหส้ �ำ นกั งานอยั การสงู สดุ เปดิ เผยส�ำ นวนการสอบสวนทางวนิ ยั
นาง ก. พนักงานอัยการ ส�ำ นกั งานอัยการจังหวดั ช. พร้อมทั้งให้สำ�นวนทมี่ ีคำ�รับรองถูกตอ้ งใหแ้ ก่
ผู้อุทธรณ์
อัยการนเิ ทศ 285
คำ�วนิ จิ ฉยั คณะกรรมการวินจิ ฉยั การเปิดเผยขอ้ มูลขา่ วสาร
สาขาสงั คม การบริหารราชการแผน่ ดนิ และการบังคบั ใช้กฎหมาย
คำ�วินิจฉัยท่ี สค ๑๕๔/๒๕๕๒
ป.วิ.อ. การแจ้งค�ำ ส่งั เดด็ ขาดไมฟ่ อ้ งคดี (มาตรา ๑๔๖)
พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๑๕, ๒๔, ๒๕, ๓๕)
เรื่อง อุทธรณ์คำ�สั่งมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสำ�นักงานอัยการเขต ๔ เก่ียวกับเอกสาร
ในสำ�นวนการสอบสวน
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้อุทธรณ์ได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นรายงานการสอบสวน
ของพนักงานสอบสวนซึ่งปรากฏชื่อและสรุปคำ�ให้การของพยานและผู้ถูกกล่าวหาซึ่งได้ให้การ
เกย่ี วกับการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไปแลว้ ดงั น้นั การ
เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับค�ำ ให้การของพยานและผู้ถูกกล่าวหาตามท่ีผู้อุทธรณ์ร้องขอ จึง
ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายในทางคดีที่มีคำ�ส่ังไม่ฟ้องและผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบแล้วหรือ
ท�ำ ใหก้ ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายเสอื่ มประสทิ ธภิ าพแตอ่ ยา่ งใด ประกอบกบั ขอ้ มลู ขา่ วสารทผี่ อู้ ทุ ธรณ์
รอ้ งขอ เปน็ ขอ้ มลู ขา่ วสารทม่ี ผี ลกระทบตอ่ ผอู้ ทุ ธรณโ์ ดยตรงและการเปดิ เผยเปน็ การเปดิ โอกาส
ใหม้ กี ารตรวจสอบความโปรง่ ใสในการปฏบิ ตั งิ านของหนว่ ยงานของรฐั ทงั้ ไมป่ รากฏขอ้ เทจ็ จรงิ
วา่ การเปดิ เผยขอ้ เทจ็ จรงิ ดงั กลา่ วจะกอ่ ใหเ้ กดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ และความปลอดภยั ของบคุ คลหนง่ึ
บคุ คลใด ดังน้นั เม่ือพเิ คราะหถ์ งึ การปฏบิ ตั ิหน้าทต่ี ามกฎหมายของหนว่ ยงานของรัฐ ประโยชน์
สาธารณะและประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์
จึงเป็นข้อมูลข่าวสารเปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้ เว้นแต่แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ บัตรประจำ�ตัว
พนกั งานเจา้ หน้าทแี่ ละข้อมูลทะเบียนราษฎรข์ องผตู้ อ้ งหาให้ปกปดิ ไว้
________________________________________
อุทธรณ์เรื่องนี้ได้ความว่า ผู้อุทธรณ์ซ่ึงดำ�รงตำ�แหน่งผู้อำ�นวยการเช่ียวชาญโรงเรียน ศ.
อำ�เภอศรีบุญเรอื ง จังหวัดหนองบวั ล�ำ ภู ขอคดั ส�ำ เนาสรปุ ความเห็นของพนกั งานอยั การและสำ�เนา
รายงานการสอบสวนพร้อมเอกสารทุกแผ่นจากสำ�นักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำ�ภู กรณีท่ี
ผอู้ ุทธรณ์แจง้ ความตอ่ พนกั งานสอบสวน สถานตี ำ�รวจภธู รเมอื งหนองบวั ลำ�ภใู ห้ดำ�เนินคดี นาย ก.
ผู้อำ�นวยการสำ�นักงานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษา น. เขต ๑ กับพวก รวม ๒ คน ข้อหาเป็นเจ้าพนกั งาน
ปฏบิ ตั หิ รอื ละเวน้ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทโ่ี ดยมชิ อบ ส�ำ นกั งานอยั การจงั หวดั หนองบวั ล�ำ ภู ไดใ้ หส้ รปุ ความ
เหน็ ค�ำ สง่ั ไมฟ่ อ้ ง รายงานการสอบสวนของพนกั งานสอบสวน และอนญุ าตใหค้ ดั ส�ำ เนาค�ำ ใหก้ ารของ
ผอู้ ทุ ธรณแ์ ละเอกสารเฉพาะสว่ นทเี่ ปน็ ของผอู้ ทุ ธรณเ์ ทา่ นนั้ สว่ นเอกสารอนื่ ไมอ่ นญุ าต ผอู้ ทุ ธรณจ์ งึ
มหี นังสอื ที่ ศธ ๐๔๑๗๒.๐๘๓/๑๐๐ ลงวนั ท่ี ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ถึงอธิบดีอยั การเขต ๔ เพ่อื ขอ
286 อยั การนิเทศ
คดั ส�ำ เนาเอกสารประกอบสำ�นวนคดีดงั กล่าว
สำ�นักงานอัยการเขต ๔ มหี นังสือ ท่ี อส ๐๐๓๖ (อข ๔ )/๑๘๕๒ ลงวันที ่ ๓๐ กรกฎาคม
๒๕๕๒ ถึงผู้อุทธรณ์แจ้งว่า อนุญาตให้ตรวจหรือคัดสำ�เนาเอกสารของราชการเฉพาะท่ีไม่เก่ียวกับ
การบงั คบั ใชก้ ฎหมาย (เอกสารตามบญั ชี ๓ ซง่ึ เปน็ พยานเอกสาร จ�ำ นวน ๒๔ รายการ) ซงึ่ เปน็ สทิ ธทิ ี่
ผูอ้ ทุ ธรณ์พงึ ได้รับตามกฎหมาย ตามมาตรา ๑๕ และมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัตขิ อ้ มลู ขา่ วสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่วนข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลจะเปิดเผยไม่ได้เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้น
ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และข้อมูลข่าวสาร
ของราชการที่เก่ียวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งการเปิดเผยจะทำ�ให้การบังคับใช้กฎหมาย
เสือ่ มประสทิ ธิภาพหรือไม่อาจส�ำ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ หรอื จะกอ่ ให้เกดิ อันตรายต่อชีวติ หรือความ
ปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ จงึ ไม่อนุญาตใหต้ รวจหรอื คดั สำ�เนา
ผู้อุทธรณม์ หี นงั สือลงวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ถึงประธานกรรมการวนิ ิจฉยั ข้อมลู ขา่ วสาร
อุทธรณค์ ำ�สงั่ มิใหเ้ ปดิ เผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าว
คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสาร สาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ และ
การบงั คบั ใชก้ ฎหมายพจิ ารณาคำ�อทุ ธรณ์ หนงั สอื ช้แี จงของผ้อู ทุ ธรณล์ งวันที่ ๓๑ สงิ หาคม ๒๕๕๒
หนงั สือสำ�นักงานอัยการเขต ๔ ดว่ นทส่ี ุด ท่ี อส ๐๐๓๖ (อข๔)/๒๐๒๒ ลงวันท ี่ ๓ กนั ยายน ๒๕๕๒
และเอกสารท่เี กยี่ วขอ้ งแล้ว ปรากฏขอ้ เทจ็ จรงิ สรุปไดค้ วามวา่ ผู้อุทธรณ์เปน็ ผู้กล่าวหาว่า นาย ก.
(ผู้ตอ้ งหาที่ ๑) และนาย ข. (ผู้ตอ้ งหาท่ี ๒) ปฏบิ ัติหรือละเว้นการปฏบิ ัตหิ น้าที่โดยมชิ อบ กรณอี อก
คำ�ส่ังย้ายและส่ังพักราชการผู้อุทธรณ์ทำ�ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา ๑๕๗ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาอาศัยอำ�นาจตามประกาศคณะปฏิรูป
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉบับท่ี ๓๑ ลงวันที่ ๓๐
กันยายน ๒๕๔๙ ขอ้ ๖ ส่งเร่ืองใหพ้ นกั งานสอบสวน สถานตี �ำ รวจภูธรเมอื งหนองบัวล�ำ ภู ท�ำ การ
สอบสวน ต่อมาพนักงานสอบสวนดำ�เนินการสอบสวนแล้วมีความเห็นส่ังฟ้องผู้ต้องหาท้ังสอง
ตามข้อกล่าวหา แต่พนักงานอัยการจังหวัดหนองบัวลำ�ภูพิจารณาแล้วเห็นว่า การออกคำ�ส่ังย้าย
ผอู้ ทุ ธรณแ์ ละค�ำ สง่ั พกั ราชการ ผอู้ ทุ ธรณก์ ระท�ำ โดยชอบดว้ ยกฎหมายแลว้ จงึ มคี �ำ สง่ั ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหา
ทง้ั สองและผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หนองบวั ล�ำ ภเู หน็ ชอบแลว้ ผอู้ ทุ ธรณจ์ งึ ขอคดั ส�ำ เนาสรปุ ความเหน็ ของ
พนักงานอัยการและส�ำ เนารายงานการสอบสวนพร้อมเอกสารทุกแผ่นจากส�ำ นักงานอัยการจังหวัด
หนองบวั ล�ำ ภู แตส่ �ำ นกั งานอยั การจงั หวดั หนองบวั ล�ำ ภใู หร้ ายงานการสอบสวนของพนกั งานสอบสวน
คำ�สั่งไม่ฟ้องและอนุญาตให้คัดสำ�เนาคำ�ให้การของผู้อุทธรณ์ และเอกสารเฉพาะส่วนท่ีเป็นของ
ผู้อทุ ธรณ์เทา่ นนั้ ส่วนเอกสารอื่นไมอ่ นญุ าต ผอู้ ุทธรณ์จึงมหี นังสอื ท่ี ศธ ๐๔๑๗๒.๐๘๓/๑๐๐ ลง
วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ถึงอธิบดีอัยการเขต ๔ เพ่ือขอคัดสำ�เนาเอกสารประกอบสำ�นวนคดี
ดังกลา่ วแตส่ ำ�นักงานอัยการเขต ๔ มหี นงั สอื ท่ี อส ๐๐๓๖ (อข๔)/๑๘๕๒ ลงวนั ที่ ๓๐ กรกฎาคม
อยั การนเิ ทศ 287
๒๕๕๒ ถงึ ผอู้ ทุ ธรณแ์ จง้ วา่ อนญุ าตใหต้ รวจหรอื คดั สำ�เนาเอกสารตามบญั ชี ๓ ซง่ึ เปน็ พยานเอกสาร
จำ�นวน ๒๔ รายการ ส่วนข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล (เอกสารตามบัญชี ๑ ซ่ึงเป็นคำ�ให้การของ
พยาน จำ�นวน ๑๑ รายการและค�ำ ใหก้ ารของผตู้ ้องหา จำ�นวน ๒ ราย บันทึกการแกข้ ้อกล่าวหาของ
ผูต้ อ้ งหาท่ี ๑ และผู้ตอ้ งหาที่ ๒ พรอ้ มเอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งและเอกสารประกอบการแกข้ อ้ กลา่ วหา
จำ�นวน ๓ รายการ) จะเปดิ เผยไมไ่ ด้เวน้ แต่จะเขา้ ข้อยกเวน้ ตามมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิ
ข้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และขอ้ มลู ข่าวสารของราชการทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การบังคบั ใช้
กฎหมาย (เอกสารตามบัญชี ๒ ซึง่ เปน็ เอกสารเก่ยี วกับผูต้ อ้ งหาแผ่นพมิ พน์ ้วิ มือผู้ตอ้ งหา บันทึกการ
แจง้ ขอ้ กลา่ วหาและบนั ทกึ การสบื สวนและเอกสารทไ่ี ดจ้ ากการสบื สวน จ�ำ นวน ๔ รายการ) การเปดิ
เผยจะท�ำ ใหก้ ารบงั คบั ใชก้ ฎหมายเสอ่ื มประสทิ ธภิ าพหรอื ไมอ่ าจส�ำ เรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์ หรอื จะกอ่ ให้
เกดิ อนั ตรายตอ่ ชวี ติ หรอื ความปลอดภยั ของบคุ คลหนงึ่ บคุ คลใด ตามมาตรา ๑๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ จงึ ไมอ่ นญุ าตใหต้ รวจหรอื คดั สำ�เนา ผอู้ ทุ ธรณเ์ หน็ วา่ จำ�เปน็
ตอ้ งใชเ้ อกสารประกอบการด�ำ เนนิ การตามกฎหมายและเนอื่ งจากการใหก้ ารของพยานบคุ คลทเี่ ปน็
ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาของผกู้ ลา่ วหาหรอื ผตู้ อ้ งหาอาจใหก้ ารทเ่ี ปน็ ประโยชนต์ อ่ ผถู้ กู กลา่ วหาแตเ่ ปน็ ผลเสยี
ตอ่ ผูอ้ ุทธรณ์ ดังน้ัน มีความจำ�เป็นตอ้ งทราบเพอ่ื ด�ำ เนนิ การตามกฎหมายกบั พยานจงึ อุทธรณค์ ำ�สง่ั
ไมเ่ ปิดเผยข้อมูลข่าวสารของสำ�นักงานอัยการเขต ๔ ดงั กลา่ ว
ในชนั้ พจิ ารณาของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปดิ เผยขอ้ มลู ข่าวสารสาขาสังคมฯ ผู้อุทธรณ์
มีหนังสือลงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ผู้อุทธรณ์ต้องการเอกสารที่สำ�นักงาน
อัยการเขต ๔ ไม่อนญุ าตใหค้ ัดส�ำ เนาซึ่งไดแ้ ก่ เอกสารตามบญั ชี ๑ และเอกสารตามบัญชี ๒
ผแู้ ทนส�ำ นกั งานอยั การเขต ๔ ชแี้ จงเพมิ่ เตมิ วา่ คดนี แ้ี มจ้ ะยตุ แิ ลว้ แตส่ ทิ ธนิ �ำ คดอี าญามาฟอ้ ง
ยังไม่ระงับ ผอู้ ุทธรณส์ ามารถทีจ่ ะฟอ้ งผถู้ ูกกลา่ วหาได้อกี ประกอบกบั ผ้ถู กู กล่าวหาเป็นขา้ ราชการ
และถ้าหากถูกฟ้องเก่ียวกับการปฏิบัติหน้าท่ีราชการพนักงานอัยการจะต้องเป็นผู้แก้ต่างคดีให้
ผู้ถูกกล่าวหาอีก ดังน้ัน จึงมีความจำ�เป็นท่ีจะไม่เปิดเผยคำ�ให้การของพยานในคดีดังกล่าว เพราะ
หากเปดิ เผยพยานอาจใหก้ ารเปน็ ประโยชนต์ อ่ ฝา่ ยทอี่ า้ งพยานได้ ดงั นน้ั จงึ ตอ้ งน�ำ ค�ำ ใหก้ ารทปี่ กปดิ
ไว้อ้างประกอบการซักค้านพยานดังกล่าวต่อไป นอกจากน้ันเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่ได้ให้แก่
ผู้อุทธรณ์ตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนดก็เพยี งพอตอ่ การตรวจสอบแลว้
คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
และการบังคบั ใชก้ ฎหมายพจิ ารณาแลว้ เหน็ วา่ ขอ้ มลู ขา่ วสารตามบัญชี ๑ และบัญชี ๒ ที่ส�ำ นักงาน
อยั การเขต ๔ ไม่อนญุ าตให้ตรวจสอบหรอื คดั ส�ำ เนาน้ัน แมต้ ามมาตรา ๑๔๖ แหง่ ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญาจะกำ�หนดให้ผู้เสียหายมีสิทธิร้องขอต่อพนักงานอัยการเพื่อขอทราบสรุป
พยานหลกั ฐานพรอ้ มความเหน็ ของพนกั งานสอบสวนและพนกั งานอยั การในการสงั่ คดี คณะกรรมการฯ
เหน็ ว่า มาตรา ๑๔๖ แห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา ให้สิทธบิ คุ คลทจ่ี ะไดร้ บั ขอ้ มลู
ขา่ วสารตามทป่ี ระมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญากำ�หนดซง่ึ เปน็ กฎหมายเฉพาะ แตผ่ อู้ ทุ ธรณ์
288 อยั การนเิ ทศ
กม็ สี ทิ ธทิ ีจ่ ะได้รับข้อมลู ขา่ วสารตามพระราชบัญญตั ิขอ้ มลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซ่งึ ขน้ึ
อยู่กับการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าท่ีตามมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ เมอื่ ข้อเทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ ผอู้ ทุ ธรณไ์ ด้รับขอ้ มูลขา่ วสารทีเ่ ปน็ รายงานการสอบสวนของ
พนักงานสอบสวนซึ่งปรากฏชื่อและสรุปคำ�ให้การของพยานและผู้กล่าวหา ซึ่งพยานเป็นกรรมการ
กล่ันกรองคำ�ร้องขอย้ายของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้ดำ�รงตำ�แหน่งใหม่ก่อนที่
จะนำ�เสนอคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ) เขตพื้นท่ีการศึกษา
หนองบวั ล�ำ ภู เขต ๑ พจิ ารณา และเปน็ กรรมการขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา (อ.ก.ค.ศ)
เขตพื้นที่การศึกษาหนองบัวลำ�ภู เขต ๑ และเจ้าหน้าท่ีรวมท้ังผู้ถูกกล่าวหา ซ่ึงได้ให้การเกี่ยวกับ
ข้อเท็จจริงในการประชุมคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ที่พิจารณาเรื่องการย้ายผู้อุทธรณ์ ดังน้ัน การ
เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเก่ียวกับคำ�ให้การของพยานและผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว จึงไม่ก่อให้เกิดความ
เสียหายในทางคดีซึ่งยตุ ิแลว้ หรือทำ�ให้การบงั คับใช้กฎหมายเส่อื มประสิทธิภาพแต่อย่างใดประกอบ
กับข้อมูลข่าวสารท่ีผู้อุทธรณ์ร้องขอเป็นข้อมูลข่าวสารท่ีมีผลกระทบต่อผู้อุทธรณ์โดยตรงและ
การเปิดเผยเป็นการเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในการปฏิบัติงานของหน่วยงานของ
รัฐ ท้ังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและ
ความปลอดภัยของบุคคลหน่ึงบุคคลใด ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์ถึงการปฏิบัติหน้าท่ีตามกฎหมาย
ของหน่วยงานของรัฐประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ของเอกชนท่ีเก่ียวข้องประกอบกันแล้ว
ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์จึงเป็นข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยให้ผู้อุทธรณ์ทราบได้ เว้นแต่แผ่นพิมพ์
ลายน้ิวมือ บัตรประจ�ำ ตวั พนักงานเจา้ หนา้ ทีต่ ามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบงั คบั พ.ศ. ๒๕๔๕
และขอ้ มูลทะเบยี นราษฎรข์ องนาย ก. และนาย ข. ซึ่งเป็นผตู้ อ้ งหา ให้ปกปิดไว้
ฉะนน้ั อาศยั อ�ำ นาจตามความในมาตรา ๓๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสารสาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
และการบังคับใช้กฎหมาย จึงวินิจฉัยให้สำ�นักงานอัยการเขต ๔ เปิดเผยข้อมูลข่าวสารท่ีผู้อุทธรณ์
รอ้ งขอพรอ้ มทงั้ ส�ำ เนาทม่ี คี �ำ รบั รองถกู ตอ้ งใหแ้ กผ่ อู้ ทุ ธรณ์ เวน้ แตแ่ ผน่ พมิ พล์ ายนวิ้ มอื บตั รประจ�ำ ตวั
พนกั งานเจา้ หนา้ ทต่ี ามพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาภาคบงั คบั พ.ศ. ๒๕๔๕ และขอ้ มลู ทะเบยี นราษฎร์
ของนาย ก. และนาย ข. ซงึ่ เปน็ ผู้ตอ้ งหา ใหป้ กปดิ ไว้
อัยการนเิ ทศ 289
ค�ำ วินจิ ฉัยคณะกรรมการวนิ ิจฉยั การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสาร
สาขาสงั คม การบริหารราชการแผ่นดนิ และการบงั คับใช้กฎหมาย
คำ�วนิ ิจฉัยท่ี สค ๑๗๘/๒๕๕๒
พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอยั การ พ.ศ. ๒๕๒๑ (มาตรา ๔๔, ๔๗, ๔๙, ๖๓)
พ.ร.บ. ขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๑๕ (๓), ๓๕)
เรอ่ื ง อทุ ธรณค์ �ำ สงั่ มใิ หเ้ ปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสารของสำ�นกั งานอยั การสงู สดุ เกยี่ วกบั การดำ�เนนิ การ
ทางวินัย
ขอ้ มลู ข่าวสารตามอทุ ธรณ์ เป็นขอ้ มูลเก่ียวกับการอภปิ รายแสดงความคิดเหน็ และมมี ติ
ในที่ประชุมของ ก.อ. ซ่ึงเป็นการแสดงความคดิ เห็นและการใช้ดุลพินิจเฉพาะตัวของกรรมการ
อัยการแตล่ ะคนตามที่กฎหมายใหอ้ ำ�นาจหน้าท่ีไว้ ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์ จึงเปน็ ความเห็น
หรอื ค�ำ แนะน�ำ ภายในหนว่ ยงานของรฐั ในการด�ำ เนนิ การเรอื่ งใดเรอ่ื งหนง่ึ ตามนยั มาตรา ๑๕ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ประกอบกับการเปิดเผยข้อมูล
ข่าวสารตามอุทธรณ์จะทำ�ให้ทราบว่า บุคคลใดอภิปรายในที่ประชุมอย่างไรและลงมติอย่างไร
อาจมีผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิสระของกรรมการอัยการ ซ่ึงเป็นผู้อภิปราย
และลงความเห็นในการประชุมครั้งดังกล่าว นอกจากน้ีการเปิดเผยให้ทราบความเห็นของ
กรรมการอัยการแตล่ ะคน เพอ่ื ท�ำ ใหเ้ กดิ การน�ำ ไปฟอ้ งคดี อาจส่งผลเสยี หายต่อการดำ�เนนิ งาน
ของ ก.อ. ซง่ึ มคี วามรบั ผดิ ชอบรว่ มกนั ในการปฏบิ ตั หิ นา้ ทด่ี งั กลา่ ว ดงั นนั้ เมอ่ื คำ�นงึ ถงึ การปฏบิ ตั ิ
หน้าท่ีตามกฎหมายของหนว่ ยงานของรฐั ประโยชน์สาธารณะประกอบกนั แล้ว การท่สี ำ�นกั งาน
อยั การสงู สดุ ใช้ดุลพินิจไมเ่ ปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามอทุ ธรณ์ จึงชอบแลว้
________________________________________
อทุ ธรณเ์ รอื่ งนไ้ี ดค้ วามวา่ ผอู้ ทุ ธรณ์ ต�ำ แหนง่ อยั การพเิ ศษประจ�ำ กรมส�ำ นกั งานอยั การเขต ๕
ชว่ ยราชการส�ำ นกั งานอยั การคดเี ยาวชนและครอบครวั จงั หวดั ล�ำ ปางไดม้ หี นงั สอื ลงวนั ที่ ๒๔ สงิ หาคม
๒๕๕๒ ถงึ อยั การสงู สดุ เพอ่ื ขอขอ้ มลู ขา่ วสารเกย่ี วกบั มตคิ ณะกรรมการอยั การ (ก.อ.) ในการประชมุ
ก.อ. ครั้งท่ี ๔/๒๕๕๑ เมอ่ื วันท่ี ๒ เมษายน ๒๕๕๑ วา่ กรรมการฯ แต่ละท่านลงมติอยา่ งไร รวมทั้ง
การนบั คะแนนเสยี งขา้ งมาก และวธิ กี ารลงคะแนนเสยี งในการพจิ ารณาทางวนิ ยั ผู้อทุ ธรณ์
ส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ มหี นงั สอื ดว่ นทส่ี ดุ ที่อส๐๐๐๓(คก)/๒๗๗๗ลงวนั ท ่ี ๑๔ตลุ าคม๒๕๕๒
แจง้ ปฏเิ สธการเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสารตามค�ำ รอ้ งแกผ่ อู้ ทุ ธรณ์ โดยใหเ้ หตผุ ลวา่ ขอ้ มลู ขา่ วสารดงั กลา่ ว
เปน็ ความเห็นหรือค�ำ แนะนำ�ภายในหนว่ ยงานของรฐั ตามนยั มาตรา ๑๕ (๓) แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๐
290 อยั การนิเทศ
ผู้อทุ ธรณ์จงึ มีหนงั สือลงวนั ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ ถึงประธานกรรมการขอ้ มูลขา่ วสารของ
ราชการ อุทธรณค์ ำ�ส่งั มใิ หเ้ ปิดเผยข้อมูลข่าวสารดงั กล่าว
คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดิน
และการบงั คบั ใชก้ ฎหมายไดพ้ จิ ารณาค�ำ อทุ ธรณ์ หนงั สอื ชแี้ จงขอ้ เทจ็ จรงิ ของส�ำ นกั งานอยั การสงู สดุ
หนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้อุทธรณ์ และเอกสารท่ีเกี่ยวข้องแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ด้วยมี
ผทู้ ลู เกลา้ ถวายฎกี ารอ้ งเรยี นกลา่ วโทษวา่ ผอู้ ทุ ธรณไ์ ดเ้ รยี กรบั เงนิ จ�ำ นวนสามแสนบาทจากผรู้ อ้ งเรยี น
เพอื่ จะใหค้ วามชว่ ยเหลอื ทางคดใี นชนั้ การพจิ ารณาของศาลเพอื่ ใหพ้ น้ โทษ และภรยิ าของผรู้ อ้ งเรยี น
ได้จ่ายเงินจำ�นวนดังกล่าวให้กับผู้อุทธรณ์แล้ว แต่ปรากฏว่า ผู้ร้องเรียนถูกศาลพิพากษาลงโทษ
ประหารชีวิต จึงมีการขอเงินคืน แต่ผู้อุทธรณ์คืนเงินให้เพียงห้าหม่ืนบาท จึงมีการย่ืนถวาย
ฎีการ้องเรียนเก่ียวกับเร่ืองดังกล่าว สำ�นักงานอัยการสูงสุดได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริง เรื่องร้องเรียนนี้ ต่อมา ก.อ. ได้พิจารณาผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่า
พยานหลักฐานไม่มีน้ําหนักเพียงพอท่ีจะรับฟังได้ว่า ผู้อุทธรณ์กระทำ�ผิดวินัย ฐานไม่ปฏิบัติหน้าท่ี
ด้วยความซ่ือสัตย์สุจริตและเท่ียงธรรม ไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ ตาม
พระราชบญั ญตั ริ ะเบยี บขา้ ราชการฝา่ ยอยั การพ.ศ.๒๕๒๑มาตรา๔๔และมาตรา๔๙แตต่ ามพฤตกิ ารณ์
ของผอู้ ทุ ธรณถ์ อื ไดว้ า่ เปน็ การกระท�ำ ทอ่ี าจท�ำ ใหเ้ สอื่ มเสยี เกยี รตศิ กั ดแิ์ หง่ ต�ำ แหนง่ หนา้ ทร่ี าชการตาม
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาตรา ๔๗ เป็นการกระทำ�ผิด
วินัยไม่ร้ายแรง ก.อ. จึงมีมติให้ลงโทษผู้อุทธรณ์ งดบำ�เหน็จความชอบเป็นเวลาหนึ่งปี ตาม
มาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญตั ิระเบียบขา้ ราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ผอู้ ุทธรณ์จึงมีหนงั สือ
ขอขอ้ มลู ขา่ วสารตามอุทธรณเ์ พ่ือใชป้ ระกอบการฟ้องคดตี อ่ ศาลยตุ ธิ รรม
ในชั้นพิจารณา สำ�นกั งานอัยการสูงสดุ มหี นงั สอื ด่วนท่สี ดุ ที่ อส ๐๐๐๓ (คก) /๑๔๕๓๓
ลงวันที่ ๑๒ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๒ ชแ้ี จงขอ้ เท็จจรงิ สรปุ ว่า ขอ้ มลู ข่าวสารตามอทุ ธรณไ์ ดแ้ ก่ รายงาน
การประชุม ก.อ. คร้งั ที่ ๔/๒๕๕๒ ระเบยี บวาระท่ี ๕ ซ่ึงเปน็ การพจิ ารณาและมมี ติ ก.อ.เกย่ี วกบั
ความผดิ และการลงโทษทางวินัยของผ้อู ุทธรณ์ การพจิ ารณาใหค้ วามเห็นของ ก.อ. ดังกล่าว ถือได้
วา่ เปน็ ความเหน็ หรอื ค�ำ แนะน�ำ ภายในหนว่ ยงานของรฐั ซงึ่ เปน็ ขอ้ มลู ขา่ วสารทไ่ี มจ่ ำ�เปน็ ตอ้ งเปดิ เผย
เพราะอาจกระทบต่อสิทธิส่วนบคุ คล ตามนัยมาตรา ๑๕ (๓) แหง่ พระราชบญั ญัตขิ ้อมลู ข่าวสารของ
ราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ และเพอ่ื มใิ หก้ ระทบตอ่ สทิ ธขิ อง ก.อ. ในการพจิ ารณาใหค้ วามเหน็ ในการประชมุ
ดังกล่าวด้วย
ส่วนผู้อุทธรณ์มีหนังสือลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ชี้แจงข้อเท็จจริงสรุปว่าผู้อุทธรณ์
จะยื่นฟ้องกรรมการอัยการเป็นบางคนท่ีได้ลงความเห็นไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยให้ลงโทษทางวินัย
ผู้อุทธรณ์ จึงมีความจำ�เป็นต้องได้รับทราบข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์เพื่อจะได้ยื่นฟ้องในคดีอาญา
เฉพาะกรรมการอยั การที่ลงความเหน็ ใหล้ งโทษผู้อทุ ธรณ์เทา่ นั้น หากผอู้ ุทธรณไ์ มไ่ ดร้ ับทราบข้อมูล
อยั การนิเทศ 291
ขา่ วสารตามอทุ ธรณ์ก็จะต้องย่นื ฟ้อง ก.อ. ท้งั คณะจำ�นวน ๑๒ คน (ยกเว้นนาย ก. นาย ข. และ
พลเอก ค. ซ่งึ ลงมตวิ ่า ผูอ้ ุทธรณไ์ ม่มีความผดิ ทางวินัย) ซงึ่ อาจกระทบต่อสิทธแิ ละเกิดความเสยี หาย
แก่กรรมการอยั การทีล่ งความเห็นไม่ลงโทษทางวินัยผอู้ ุทธรณ์
คณะกรรมการฯ พิจาณาแล้วเห็นว่า ข้อมูลข่าวสารตามอุทธรณ์เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการ
อภิปรายแสดงความคิดเห็นและมีมติในท่ีประชุมของ ก.อ. ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นและการ
ใช้ดุลพนิ จิ เฉพาะตัวของกรรมการอัยการแต่ละคนตามทก่ี ฎหมายใหอ้ ำ�นาจหนา้ ทไี่ ว้ ขอ้ มูลข่าวสาร
ตามอทุ ธรณจ์ งึ เปน็ ความเหน็ หรอื คำ�แนะนำ�ภายในหนว่ ยงานของรฐั ในการดำ�เนนิ การเรอ่ื งหนงึ่ เรอ่ื ง
ใดตามนยั มาตรา ๑๕ (๓) แหง่ พระราชบญั ญัตขิ อ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ประกอบกับ
การเปิดเผยข้อมลู ข่าวสารตามอุทธรณจ์ ะทำ�ให้ทราบวา่ บคุ คลใดอภิปรายในทปี่ ระชุมอยา่ งไร และ
ลงมติอย่างไร อาจมีผลกระทบต่อการแสดงความคิดเห็นอันเป็นอิสระของกรรมการอัยการซึ่งเป็น
ผอู้ ภปิ รายและลงความเหน็ ในการประชมุ ครง้ั ดงั กลา่ ว นอกจากนี้ การเปดิ เผยใหท้ ราบความเหน็ ของ
กรรมการอยั การแตล่ ะคน เพอื่ ท�ำ ใหเ้ กดิ การน�ำ ไปเลอื กฟอ้ งคดี อาจสง่ ผลเสยี หายตอ่ การด�ำ เนนิ งาน
ของ ก.อ. ซ่ึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้น เมื่อคำ�นึงถึงการปฏิบัติ
หน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะประกอบกันแล้ว การที่สำ�นักงาน
อยั การสูงสุด ใช้ดุลพนิ จิ ไม่เปิดเผยขอ้ มูลข่าวสารตามอทุ ธรณจ์ ึงชอบแลว้
ฉะนน้ั อาศยั อ�ำ นาจตามความในมาตรา ๓๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ขิ อ้ มลู ขา่ วสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ คณะกรรมการวนิ จิ ฉยั การเปดิ เผยขอ้ มลู ขา่ วสารสาขาสงั คม การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
และการบังคับใช้กฎหมาย จึงมคี �ำ วนิ จิ ฉัยใหย้ กอทุ ธรณ์
292 อัยการนเิ ทศ
คำ�วนิ ิจฉยั คณะกรรมการวนิ จิ ฉัยการเปดิ เผยข้อมูลขา่ วสาร
สาขาสงั คม การบริหารราชการแผน่ ดินและการบังคับใชก้ ฎหมาย
คำ�วนิ ิจฉัยที่ สค ๒๔/๒๕๕๓
พ.ร.บ. ควบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๗๓)
พ.ร.บ. ขอ้ มลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ (มาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง (๒) (๕), ๓๕)
เรื่อง อทุ ธรณ์ค�ำ สง่ั มใิ หเ้ ปิดเผยข้อมูลขา่ วสารของส�ำ นักงานอยั การพเิ ศษฝ่ายคดีอาญาธนบรุ ี ๖
(ตล่ิงชัน) เกย่ี วกับส�ำ นวนคดีอาญา
ผู้อุทธรณ์เป็นผู้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพ่ือให้ดำ�เนินคดีกับผู้ต้องหา และเป็น
ผเู้ สยี หายตามมาตรา ๗๓ แหง่ พระราชบญั ญตั คิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ เมอื่ ผตู้ อ้ งหา มหี นงั สอื
รอ้ งขอความเปน็ ธรรมและพนกั งานอยั การมคี ำ�สง่ั ไมฟ่ อ้ งผตู้ อ้ งหา ขอ้ มลู ขา่ วสารหนงั สอื รอ้ งขอ
ความเปน็ ธรรมของผู้ตอ้ งหาจงึ มสี ่วนเกีย่ วข้องในคดี การเปิดเผยหนงั สอื ร้องขอความเป็นธรรม
แกผ่ อู้ ทุ ธรณก์ รณนี ี้ จงึ ไมถ่ อื วา่ เปน็ การรกุ ลา้ํ สทิ ธสิ ว่ นบคุ คลโดยไมส่ มควร ตามมาตรา ๑๕ วรรค
หนึ่ง (๕) แห่งพระราชบญั ญัติขอ้ มูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ อยา่ งไรกต็ าม เพือ่ ไมใ่ ห้
บุคคลท่ีถูกอ้างถึงในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต้องได้รับความเดือดร้อนจากการเป็นพยาน
เห็นสมควรปกปิดช่อื หรือขอ้ ความอื่นใดท่ีจะท�ำ ให้ทราบว่า บุคคลดังกล่าว คอื บคุ คลใด
สว่ นขอ้ มูลข่าวสารส�ำ นวนคดีอาญา ส.๑ เลขรับที่ ๕๗๗/๒๕๕๐ ท้ังสำ�นวนนัน้ เป็นการ
ปฏิบัติราชการเกี่ยวกับการสั่งคดีของพนักงานอัยการ อันเป็นการใช้ดุลพินิจตามอำ�นาจหน้าที่
และตามกฎหมาย เม่ือพนักงานอัยการมีคำ�สั่งเกี่ยวกับคดีแล้ว การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารจะ
เปน็ การเปดิ โอกาสใหม้ กี ารตรวจสอบสอบและแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความโปรง่ ใสในการปฏบิ ตั ริ าชการ
ของพนกั งานอยั การผสู้ ง่ั คดนี นั้ สำ�หรบั ขอ้ มลู ขา่ วสารในสว่ นการใหถ้ อ้ ยคำ�ของพยานบคุ คล เพอ่ื
ไม่ให้บุคคลทผี่ ู้ต้องหาอ้างถึงตอ้ งได้รับความเดอื ดรอ้ นจากการให้ถอ้ ยค�ำ เป็นพยาน เห็นสมควร
ปกปิดชอ่ื หรือข้อความอน่ื ใดทจ่ี ะท�ำ ใหท้ ราบวา่ บคุ คลดงั กลา่ ว คือ บุคคลใด
________________________________________
อทุ ธรณ์เรือ่ งนี้ได้ความวา่ ผูอ้ ุทธรณ์ มหี นงั สอื ลงวันท่ี ๑๘ สงิ หาคม ๒๕๕๒ และวนั ท่ี ๒๘
กนั ยายน ๒๕๕๒ ถึงอยั การพิเศษฝ่ายคดอี าญาธนบรุ ี ๖ (ตล่งิ ชนั ) ขอส�ำ เนาข้อมลู ขา่ วสาร จำ�นวน
๒ รายการ คอื
๑. หนังสือขอความเป็นธรรมของผตู้ อ้ งหา และคำ�สงั่ สอบสวนเพมิ่ เติมของพนกั งานอัยการ
๒. สำ�นวนคดีอาญา ส.๑ เลขท่ีรับ ๕๗๗/๒๕๕๐ ทั้งสำ�นวน ในคดีอาญาระหว่าง
สำ�นักงานเขตบางกอกน้อย ผู้กล่าวหา กับ นาง ศ. ผู้ต้องหา ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ส�ำ นกั งานอยั การพเิ ศษฝา่ ยคดอี าญาธนบรุ ี ๖ (ตลงิ่ ชนั ) มหี นงั สอื ที่ อส ๐๐๒๑.๖/๔๔๕๗
อยั การนเิ ทศ 293