1
ตอบข้อสอบกฎหมายอย่างไรให้ได้คะแนน
ถาม – ตอบ
ว.ิ แพ่ง เล่ม ๘
สมชาย พงษ์พฒั นาศิลป์
ผู้พพิ ากษา
๒๕๕๗
2
ช่ือหนงั สือ ถาม – ตอบ วิ. แพง่ เลม่ ๘
ISBN 978-616-348-602-8
ผแู้ ตง่ สมชาย พงษพ์ ฒั นาศิลป์
จานวนหนา้ ๒๘๐
ราคา ๑๒๐ บาท
ปี ที่พมิ พ์ มกราคม ๒๕๕๗
พมิ พท์ ี่ หา้ งหุน้ ส่วนจากดั เจริญรัฐการพิมพ์
๔๘๖/๒๙-๓๒ หมทู่ ่ี ๑๑ แขวงบางปะกอก
เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ ๑๐๑๔๐
โทร. ๐๒-๘๗๗-๕๕๓๘-๙
จดั พิมพโ์ ดย นางกนก พงษพ์ ฒั นาศิลป์
๑๑๔/๘๓ หมูท่ ่ี ๓ ตาบลไทรมา้
อาเภอเมืองนนทบุรี จงั หวดั นนทบุรี ๑๑๐๐๐
โทร. ๐๒-๙๘๕-๙๒๖๘, ๐๘-๙๕๐๕-๕๙๙๙
จดั จาหน่ายโดย บริษทั ซีเอด็ ยเู คชน่ั จากดั (มหาชน)
อาคารทีซีไอเอฟ ทาวเวอร์ ช้นั ท่ี ๑๙
๑๘๕๘/๘๗-๙๐ ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กทม. ๑๐๒๖๐
โทร ๐-๒๗๓๙-๘๐๐๐, ๐-๒๗๓๙-๘๒๒๒
โทรสาร ๐-๒๗๓๙-๘๓๕๖-๙
www.se-ed.com
3
คานา
หนังสือเล่มน้ีผูแ้ ต่งไดน้ าคาพิพากษาฎีกาล่าสุดที่เผยแพร่
หลงั จากหนงั สือ “ถาม – ตอบ วิ. แพง่ ภาค ๑, ภาค ๒” “ถาม – ตอบ
วิ. แพ่ง ภาค ๓ ภาค ๔ พยาน” “ถาม – ตอบ วิ. แพง่ เล่ม ๗” มา
รวมไวใ้ นหนงั สือเล่มน้ี โดยไดน้ าคาพิพากษาฎีกาเนติฯ ปี ๒๕๕๕
ถึงเลม่ ๑๒ ปี ๒๕๕๖ ถึงเล่ม ๒ และคาพิพากษาฎีกาสานักงาน
ศาลฯ ปี ๒๕๕๔ ถึงเลม่ ๑๒ ปี ๒๕๕๕ ถึงเลม่ ๖ ที่น่าสนใจมา
แตง่ เป็นขอ้ สอบเพือ่ ใชเ้ ป็นตวั อยา่ งในการฝึกเขยี นตอบขอ้ สอบโดย
ทาคาตอบแยกส่วนไวใ้ หเ้ ห็นได้ชัดเจนว่าส่วนใดเป็ นขอ้ เท็จจริง
จากคาถาม ข้อกฎหมาย และเหตุผลประกอบ พร้อมสรุ ป
โดยส่วนของ "ขอ้ เท็จจริงจากคาถาม" ใช้ตวั อักษรขีดเส้นใต้
"ข้อกฎหมาย" ใช้ตัวอักษรหนา และ"เหตุผลประกอบพร้อม
สรุป" ใช้ตวั อกั ษรหนาขดี เส้นใต้ โดยนาคาพิพากษาฎีกาท่ีวินิจฉัย
ตามคาถามและคาตอบมารวมไวต้ ่อจากคาตอบ นอกจากน้ีไดน้ า
คาพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจมารวมไวด้ ว้ ย หนังสือน้ีเหมาะสาหรับ
ผู้ท่ีเตรี ยมสอบเนติบัณฑิต รวมถึงการสอบคัดเลือกฯ ผู้ช่วย
ผพู้ ิพากษาและอยั การผชู้ ่วยดว้ ย
สมชายพงษพ์ ฒั นาศิลป์
มกราคม ๒๕๕๗
4
สารบาญ
เร่ือง หน้า
เขตอานาจศาล ข้อ ๑ .......................................... ๙
ข้อ ๒ ...................................... ๑๕
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๑ ......................................... ๒๓
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๓ ........................................ ๒๗
การพจิ ารณาท่ีผดิ ระเบยี บ ข้อ ๓ ..................................... ๒๙
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๗ ......................................... ๓๖
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๔๒ ........................................ ๔๕
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๔๓ ......................................... ๔๘
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๔๔ ......................................... ๕๐
รายงานและสานวนความ ข้อ ๔ ...................................... ๕๑
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๕๐ ......................................... ๕๘
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๕๕ .......................................... ๖๐
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๕๗ ......................................... ๖๘
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๕๙ .......................................... ๗๐
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๖๐ ......................................... ๗๒
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๗๔ ........................................ ๗๔
5
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๗๙ ......................................... ๗๕
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๘๐ .......................................... ๗๖
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๘๔ ......................................... ๗๗
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๘๔/๑ ...................................... ๗๙
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๙๓ ......................................... ๘๕
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๙๔ .......................................... ๘๖
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๐๔ ..................................... ๑๐๘
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๓๘ ..................................... ๑๐๑
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๑ ..................................... ๑๐๒
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๒ วรรคหน่ึง ................... ๑๐๓
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๒ (๕) .............................. ๑๑๑
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๓ .................................... ๑๑๒
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๔ .................................... ๑๑๕
คาพพิ ากษาผกู พนั คู่ความ ข้อ ๕ .................................. ๑๒๔
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๕ .................................... ๑๒๙
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๖ ..................................... ๑๓๐
ฟ้ องซ้า ข้อ ๖ .................................... ๑๓๑
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๘ .................................... ๑๓๖
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๔๙ ..................................... ๑๔๑
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๕๐ .................................... ๑๔๓
6
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๕๑ .................................... ๑๔๓
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง.................... ๑๔๕
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๒ วรรคทา้ ย.................... ๑๔๘
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) .............. ๑๔๙
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๔ (๒) ............................. ๑๕๔
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๕ ................................... ๑๕๕
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ................... ๑๕๗
ฟ้ องแย้ง ข้อ ๗ ................................... ๑๖๕
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม .................... ๑๖๙
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๘๐ .................................... ๑๗๒
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๘๓ ................................... ๑๗๓
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๙๓ ทวิ .............................. ๑๗๗
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๑๙๗ .................................... ๑๗๘
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๐๓ .................................... ๑๗๙
อทุ ธรณ์ ฎีกา ข้อ ๘ ................................... ๑๘๐
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๓ .................................. ๑๘๔
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๓ ทวิ ............................. ๑๘๖
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา
๒๒๔ วรรคหน่ึง, ๒๔๘ วรรคหน่ึง ...................................... ๑๘๖
7
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา
๒๒๔ วรรคสอง, ๒๔๘ วรรคสอง ........................................ ๑๙๖
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๕, ๒๔๙ ...................... ๒๐๔
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๖ ................................... ๒๐๖
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๒๙ ................................... ๒๐๙
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๓๑ ................................... ๒๑๓
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๓๔ .................................. ๒๑๓
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๓๖ ................................... ๒๑๔
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๔๘ วรรคสี่ ...................... ๒๑๕
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๕๔ .................................. ๒๑๖
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๖๔ ................................... ๒๑๗
การบงั คับคดตี ามคาพพิ ากษาหรือคาส่ัง ข้อ ๙ ...................... ๒๑๘
ข้อ ๑๐ ................... ๒๒๓
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๗๑ ................................. ๒๒๗
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๗๖ .................................. ๒๓๕
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๗๘ .................................. ๒๓๖
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๐ .................................. ๒๓๗
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๒ .................................. ๒๓๘
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๔ .................................. ๒๔๐
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๗ .................................. ๒๔๑
8
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๘๘ ................................. ๒๔๓
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๐ ................................... ๒๕๒
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๓ .................................. ๒๕๓
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๖ วรรคสอง .................. ๒๕๕
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๖ ทวิ ............................. ๒๖๒
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๒๙๖ จตั วา .......................... ๒๖๓
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๐๒ ................................... ๒๖๔
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๐๔ ................................... ๒๖๕
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๐๖ ................................... ๒๖๗
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๐๙ วรรคสอง ................... ๒๖๘
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๐๙ ทวิ .............................. ๒๖๘
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๐๙ ตรี ............................. ๒๗๓
คาพิพากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๑๑..................................... ๒๗๖
คาพพิ ากษาฎีกาน่าสนใจมาตรา ๓๒๐ .................................. ๒๗๘
9
ถาม – ตอบ
ว.ิ แพ่ง เล่ม ๘
เขตอานาจศาล
ข้อ ๑ คาถาม นายหน่ึงมีภูมิลาเนาอยู่อาเภอเมืองชยั นาท
โทรศพั ทม์ าหานายสองมีภมู ิลาเนาอยอู่ าเภอเมืองปทุมธานี เพ่ือ
เสนอซ้ือรถยนตข์ องนายสองราคา ๔๕๐,๐๐๐ บาท นายสองขอ
ราคา ๕๐๐,๐๐๐ บาท นายหน่ึงตกลงซ้ือรถยนตร์ าคา ๕๐๐,๐๐๐
บาท นายสองส่งมอบรถยนต์ให้แก่นายหน่ึงที่อาเภอเมือง
นนทบุรี ต่อมานายหน่ึงส่งเช็คท่ีนายหน่ึงลงชื่อส่ังจ่ายให้นาย
สองทางไปรษณียท์ ี่บา้ นนายสอง นายสองทาหนังสือสัญญา
โอนสิทธิเรียกร้องการรับชาระหน้ีค่ารถยนต์และสลกั หลงั เช็ค
ให้แก่นายสามที่อาเภอเมืองนครปฐม นายสามนาเชค็ เข้าเรียก
เก็บเงินท่ีธนาคารไทย จากดั (มหาชน) อาเภอเมืองสุพรรณบุรี
ซ่ึงเป็ นสาขาของธนาคารที่นายหน่ึงเปิ ดบญั ชีไว้ แต่ธนาคาร
ปฏิเสธการจ่ายเงิน
ให้วินิจฉัยว่า นายสามจะเสนอคาฟ้ องขอให้ศาลบงั คบั
นายหน่ึงชาระหน้ีตามสญั ญาซ้ือขายรถยนตแ์ ละเชค็ ไดท้ ่ีศาลใด
ข้อ ๑ คาตอบ การที่นายสามจะเสนอคาฟ้ องขอให้ศาล
บงั คับนายหน่ึงชาระหน้ีตามสัญญาซ้ือขายรถยนต์และเช็ค
10
เป็ นการฟ้ องเรียกหนี้เหนือบุคคล ต้องเสนอคาฟ้ องต่อศาลที่
นายหนึ่งมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตศาล หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น
ในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา
๔ (๑) นายสามจึงเสนอคาฟ้ องขอให้ศาลบังคับนายหนึ่ง
ชาระห นี้ ตาม สั ญ ญ าซื้อ ขาย แ ล ะเช็ คต่ อ ศาล จังห วัด ชั ย น าท
ซ่ึงเป็ นศาลที่นายหนึ่งมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตศาลได้ตามมาตรา
๔ (๑)
ส่วนศาลที่มูลคดีเกิดน้ัน คาว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุ
อันเป็ นท่ีมาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทาให้เกิดอานาจฟ้ อง
(คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๘-๓๙๙/๒๕๕๕) ในคดีหนึ่งมูลคดีอาจ
เกิดขึ้นหลายแห่งได้ นายหน่ึงโทรศพั ท์เสนอซ้ือรถยนต์ของ
นายสองราคา ๔๕๐,๐๐๐ บาท นายสองขอราคา ๕๐๐,๐๐๐
บาท เป็ นกรณีที่นายสองบอกปัดคาเสนอของนายหนึ่งและทา
คาเสนอขึ้นมาใหม่ เมื่อนายหน่ึงตกลงซ้ื อรถยนต์ราคา
๕๐๐,๐๐๐ บาท มูลคดีตามสัญญาซือ้ ขายรถยนต์จงึ เกดิ ที่อาเภอ
เมอื งปทุมธานีซึ่งเป็ นสถานทีท่ ี่คาสนองของนายหน่ึงไปถึงนาย
สองผู้เสนอ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๗๘/๒๕๕๕) นายสามจงึ
เสนอคาฟ้ องต่อศาลจงั หวดั ปทุมธานีได้ เพราะเป็ นศาลที่มูลคดี
ตามสัญญาซือ้ ขายเกดิ ขึน้ ในเขตศาลตามมาตรา ๔ (๑)
11
แมน้ ายสองส่งมอบรถยนตใ์ หแ้ ก่นายหน่ึงท่ีอาเภอเมือง
นนทบุรี แต่ก็มิใช่สถานท่ีที่ต้นเหตุพิพาทอันเป็ นที่มาแห่งการ
โต้แย้งสิทธิต่อนายสองเกดิ ขึน้ จงึ ไม่ใช่ศาลที่มูลคดีตามสัญญา
ซื้อขายเกิดขึ้นในเขตศาล นายสามไม่อาจเสนอคาฟ้ องต่อศาล
จงั หวดั นนทบุรีตามมาตรา ๔ (๑) (คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๙๗๘/
๒๕๕๕)
นายหน่ึงชาระหน้ีค่ารถยนตใ์ ห้แก่นายสองดว้ ยเช็คและ
ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินที่อาเภอเมืองสุพรรณบุรี
ถือว่านายหนึ่งผดิ สัญญาซื้อขายรถยนต์และเช็คที่อาเภอเมือง
สุพรรณบุรีอันเป็ นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทาให้เกิด
อานาจฟ้ อง นายสามจงึ เสนอคาฟ้ องต่อศาลจงั หวัดสุพรรณบุรี
ซึ่งเป็ นศาลท่ีมูลคดีตามสัญญาซื้อขายและเช็คเกิดขึ้นในเขต
ศาลได้ตามมาตรา ๔ (๑) (คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๐๖/๒๕๕๑)
แมน้ ายสองทาหนงั สือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องการรับ
ชาระค่ารถยนต์และมอบเช็คให้แก่นายสามที่อาเภอเมือง
นครปฐม แต่นายสามก็เป็ นเพียงผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องของ
นายสองท่ีจะบังคบั ชาระหนี้ตามมูลหนี้เดิมจากนายหน่ึงแทน
นายสองเท่าน้ัน เมื่อสัญญาที่เป็ นมูลหน้ีให้เกิดการโอนสิทธิ
เรี ยกร้องเกิดข้ึนท่ีอาเภอเมืองปทุมธานีและอาเภอเมือง
12
สุพรรณบุรี ดงั ท่ีวินิจฉัยมาแล้ว มูลเหตุซึ่งเป็ นที่มาแห่งการ
โต้แย้งสิทธิอันจะทาให้นายสามมีอานาจฟ้ องมิได้เกิดขึ้นที่
อาเภอเมืองนครปฐม นายสามไม่อาจเสนอคาฟ้ องนายหน่ึงต่อ
ศาลจงั หวดั นครปฐมตามมาตรา ๔ (๑) เพราะไม่ใช่ศาลท่ีมูลคดี
เกิดขึน้ ในเขตศาล (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๙๔๓๐/๒๕๕๔)
นายสามจึงเสนอคาฟ้ องต่อศาลขอให้บังคับนายหนึ่ง
ชาระหนี้ได้ท่ีศาลจงั หวดั ชัยนาท ศาลจงั หวดั ปทุมธานี หรือศาล
จงั หวดั สุพรรณบุรีก็ได้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๘ - ๓๙๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑
น. ๒๔ ป.วิ.พ. มาตรา ๔ (๑) บญั ญตั ิว่า คาฟ้ องให้เสนอต่อศาล
ท่ีจาเลยมีภมู ิลาเนาอยใู่ นเขตศาล หรือต่อศาลท่ีมูลคดีเกิดข้ึนใน
เขตศาล ไม่ว่าจาเลยจะมีภูมิลาเนาอยใู่ นราชอาณาจกั รหรือไม่
และคาวา่ “มลู คดีเกิด” หมายถึง เหตอุ นั เป็นท่ีมาแห่งการโตแ้ ยง้
สิทธิอนั จะทาให้โจทก์มีอานาจฟ้ อง โจทก์ฟ้ องขอให้บงั คบั
จาเลยท้งั สองชาระเงินคืนแก่โจทก์ดว้ ยเหตุลาภมิควรได้ โดย
ขอ้ อา้ งท่ีอาศยั เป็ นหลกั แห่งขอ้ หา คือ การที่จาเลยท้งั สองเรียก
เอาหลกั ประกนั การปฏิบัติผิดสัญญาจากธนาคาร ส. ซ่ึงเป็ น
ผคู้ ้าประกนั โจทก์ และธนาคารจ่ายเงินให้จาเลยท้งั สองไปโดย
13
ปราศจากมูลอนั จะอา้ งกฎหมายไดแ้ ลว้ ธนาคารใชส้ ิทธิไล่เบ้ีย
หกั เงินจากบญั ชีเงินฝากของโจทกช์ าระหน้ีดงั กล่าวทาให้โจทก์
ไดร้ ับความเสียหายเช่นน้ี ยอ่ มเห็นได้ว่าเหตุอนั เป็ นท่ีมาแห่ง
การโตแ้ ยง้ สิทธิที่ทาให้โจทก์มีอานาจฟ้ องเกิดข้ึน ณ ท่ีทาการ
ของธนาคาร ซ่ึงเป็นสถานท่ีท่ีมีการจ่ายเงินให้จาเลยท้งั สองแลว้
หกั เงินในบญั ชีเงินฝากของโจทก์ เม่ือธนาคาร ส. มีสถานท่ีต้งั
อยใู่ นเขตอานาจของศาลช้นั ตน้ โจทก์จึงมีอานาจเสนอคาฟ้ อง
คดีน้ีต่อศาลช้นั ตน้ ได้
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๒๙๗๘/๒๕๕๕ ฎ. ๑๓๔๙ จาเลยซ่ึง
มีภมู ิลาเนาอยอู่ าเภอเมืองพิษณุโลก จงั หวดั พิษณุโลก โทรศพั ท์
มาหาโจทก์ซ่ึงมีภูมิลาเนาอยู่ที่จงั หวดั ชยั นาท เพ่ือเสนอขาย
สมุดคู่มือจดทะเบียนรถตามฟ้ อง และโจทก์ตอบตกลงว่าจะรับ
ซ้ือสมุดคู่มือจดทะเบียนรถจากจาเลยไว้ มูลคดีจึงเกิดท่ี
ภูมิลาเนาของจาเลยซ่ึงเป็ นสถานที่ท่ีคาสนองรับซ้ือของโจทก์
ไปถึงจาเลย อันอยู่ในเขตอานาจของศาลจังหวัดพิษณุโลก
โจทก์จึงต้องฟ้ องจาเลยที่ศาลจงั หวดั พิษณุโลก ซ่ึงเป็ นศาลท่ี
จาเลยมีภูมิลาเนาอยู่ในเขตศาลและมูลคดีเกิดในเขตศาล แม้
โจทกน์ ดั จาเลยใหส้ ่งมอบสมดุ คมู่ ือจดทะเบียนรถให้แก่โจทก์ที่
อาเภออินทร์บุรี จงั หวดั สิงห์บุรี มิใช่สถานท่ีที่ตน้ เหตุพิพาทอนั
14
เป็นที่มาแห่งการโตแ้ ยง้ สิทธิตอ่ โจทก์เกิดข้ึน หาทาให้มูลคดีซ่ึง
เกิ ดข้ึนท่ีจังหวัดพิษณุโลกอันเป็ นภูมิลาเนาของจาเลย
เปลี่ยนแปลงไปไม่ โจทก์จึงไม่มีอานาจเสนอคาฟ้ องต่อศาล
จงั หวดั สิงห์บรุ ี
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๘๕๐๖/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๕ น.๒๒๕
โจทกฟ์ ้ องขอให้จาเลยรับผิดชาระเงินตามเชค็ จึงตอ้ งพิจารณา
ว่ามูลคดีตามฟ้ องเกิดข้ึนในเขตอานาจของศาลช้นั ตน้ ศาลใด
โจทก์มีอานาจยื่นฟ้ องท่ีศาลน้ันได้ เมื่อธนาคารตามเช็คซ่ึง
ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเชค็ ต้งั อยใู่ นเขตอานาจของศาลช้นั ตน้
การท่ีโจทกย์ ่นื ฟ้ องจาเลยที่ศาลช้นั ตน้ จึงชอบแลว้ ส่วนเช็คจะมี
มูลหน้ีหรือไม่ ไม่เก่ียวกบั เรื่องเขตอานาจศาล เป็ นเรื่องที่ศาล
จะตอ้ งวินิจฉยั จากพยานหลกั ฐานของคู่ความ
คาพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๓๐/๒๕๕๔ ฎ. ๑๙๗๗ สัญญา
ว่าจา้ งที่ทาข้ึนระหว่างจาเลยกบั หา้ งหุ้นส่วนจากดั ว. ระบุว่าทา
ณ ท่ีทาการของจาเลยท่ีอาเภอพล จงั หวดั ขอนแก่น ซ่ึงอยใู่ นเขต
อานาจศาลจังหวัดพล แม้ห้างดงั กล่าวทาสัญญาโอนสิทธิ
เรียกร้องค่าก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่โจทก์
ก็เป็ นเพียงผรู้ ับโอนสิทธิเรียกร้องของห้างฯ ในอนั ที่จะบงั คบั
ชาระหน้ีตามมูลหน้ีเดิมจากจาเลยแทนห้างฯ เมื่อสญั ญาที่เป็ น
15
มูลหน้ีให้เกิดการโอนสิทธิเรียกร้องเกิดข้ึน ณ ที่ทาการของ
จาเลยและจาเลยปฏิเสธไมจ่ ่ายเงินค่าก่อสร้างให้แก่โจทก์ ถือว่า
มูลเหตุซ่ึงเป็ นท่ีมาแห่งการโต้แยง้ สิทธิอันจะทาให้โจทก์มี
อานาจฟ้ องเกิดข้ึน ณ ที่ทาการของจาเลยซ่ึงอย่ใู นอานาจศาล
จงั หวดั พล โจทก์จึงฟ้ องจาเลยต่อศาลช้นั ตน้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๔ (๑) ไมไ่ ด้
ข้อ ๒ คาถาม ธนาคารสยาม จากดั (มหาชน) เป็ นโจทก์
ฟ้ องนายดาให้ชาระหน้ีตามบตั รเครดิต ศาลจังหวดั เชียงใหม่
พิพากษาให้นายดาชาระเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย
แต่นายดาไม่ชาระ เจ้าหน้ีตามคาพิพากษาจึงบงั คบั คดีและนา
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดบา้ นพร้อมท่ีดินของนายดาในจงั หวดั
เชียงใหม่ราคา ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อขายทอดตลาดนาเงินมา
ชาระหน้ี นายดาเห็นว่าตนมีทรัพยส์ ินอื่นอีกจานวนมากท่ีราคา
ใกลเ้ คียงกบั จานวนหน้ีตามคาพิพากษา ซ่ึงนายดาช้ีแจงขณะยึด
ทรัพยแ์ ลว้ แตเ่ จา้ หน้ีตามคาพิพากษาและเจ้าพนกั งานบงั คบั คดี
ไม่ยึด กลับยึดบ้านพร้ อมที่ดินที่มีราคาสู งกว่าหน้ี ตาม
คาพิพากษามาก จนนายดาไดร้ ับความเสียหาย นายดาเป็ นโจทก์
ยื่นคาฟ้ องต่อศาลจงั หวดั เชียงใหม่ ฟ้ องเจ้าพนกั งานบงั คบั คดี
16
เป็ นจาเลยที่ ๑ กรมบงั คบั คดีเป็ นจาเลยที่ ๒ ขอให้ศาลบงั คบั
จาเลยท้งั สองถอนการยึดทรัพยบ์ า้ นพร้อมที่ดินของนายดา หาก
จาเลยท้งั สองไม่ปฏิบตั ิตามให้ถือเอาคาพิพากษาของศาลแทน
การแสดงเจตนาของจาเลยท้งั สอง และขอให้จาเลยท้งั สอง
ร่วมกนั ชดใชค้ ่าเสียหาย ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
นายดาครอบครองปรปักษท์ ่ีดินของนายขาวแปลงหน่ึง
จนครบ ๑๐ ปี โดยมีนายเทาเป็ นผูด้ ูแลท่ีดินแทน แต่ปรากฏว่า
นายเทาแอบไปย่นื คาร้องขอต่อศาลจงั หวดั เชียงใหม่ให้แสดงว่า
นายเทาได้กรรมสิทธ์ิที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาล
ดาเนินกระบวนพิจารณาไปจนศาลมีคาสั่งว่า ท่ีดินดังกล่าว
เป็นกรรมสิทธ์ิของนายเทาผรู้ ้องโดยการครอบครองปรปักษ์คดี
ถึงที่สุดแลว้ โดยนายดาไมท่ ราบเรื่อง เมื่อนายดาทราบจึงรีบยื่น
คาคดั ค้านในคดีเดิมว่า นายดาเป็ นผคู้ รอบครองปรปักษท์ ่ีดิน
นายเทาเป็ นเพียงผูด้ ูแลที่ดินแทน ขอให้ศาลมีคาสั่งเพิกถอน
คาสงั่ ดงั กล่าว
ให้วินิจฉัยว่า ศาลจังหวดั เชียงใหม่จะส่ังคาฟ้ องและ
คาร้องคดั คา้ นของนายดาอยา่ งไร
ข้อ ๒ คาตอบ ตามคาขอทา้ ยฟ้ องขอให้ศาลบงั คบั จาเลย
ท้งั สองถอนการยึดทรัพยบ์ า้ นพร้อมท่ีดินของนายดา หากจาเลย
ท้งั สองไม่ปฏิบตั ิตามให้ถือเอาคาพิพากษาของศาลแทนการ
17
แสดงเจตนา นายดาประสงค์จะให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการ
ยดึ ทรัพย์บ้านพร้อมท่ดี นิ ของนายดาอันสืบเน่ืองมาจากข้ออ้าง
ของนายดาว่าเจ้าพนักงานบงั คบั คดดี าเนินการบงั คบั คดีโดยการ
ยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคาพพิ ากษาเกินกว่าที่พอจะชาระ
หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ตามคาพิพากษาฝ่ าฝื นประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๔ ซ่ึงมาตรา ๒๙๖ บญั ญตั ไิ ว้เป็ น
การเฉพาะแล้ วว่ าให้ ลูกหนี้ตามคาพิพากษายื่นคาร้ องต่ อศาล
ก่อนการบังคบั คดีได้เสร็จลงเพ่อื ให้ศาลส่ังเพิกถอนหรือแก้ไข
กระบวนวิธีการบังคับคดีท้ังปวง นายดาในฐานะลูกหนี้ตาม
คาพิพาก ษาในคดี ท่ีอ้ างว่ าเจ้ าพนั ก งาน บังคับคดี ดาเนิน ก าร
บังคับโดยไม่ชอบ จงึ ต้องดาเนินการตามบทกฎหมายน้ัน แม้
นายดาจะมีคาขอให้ใชค้ ่าเสียหาย ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาดว้ ย
ก็เป็ นเพยี งคาขอต่อเนื่อง และเมื่อศาลยงั มิได้มีคาพพิ ากษาหรือ
คาสั่งให้เพกิ ถอนการยดึ ทรัพย์ ก็จะฟังว่าการกระทาของจาเลย
ท้ังสองเป็ นการโต้แย้งสิทธินายดาหาได้ไม่ ฟ้ องของนายดา
จงึ เกี่ยวกับการบงั คบั คดใี นคดีเดิมของศาลจงั หวดั เชียงใหม่และ
จาต้องมคี าวนิ ิจฉัยของศาลก่อนที่การบังคบั คดีจะได้ดาเนินไป
ได้โดยครบถ้วนและถูกต้อง ตอ้ งดว้ ยมาตรา ๗ (๒) นายดาต้อง
เสนอคดีโดยทาเป็ นคาร้องขอต่อศาลจงั หวดั เชียงใหม่ในคดีเดิม
18
ซ่ึงเป็ นศาลท่ีมีอานาจในการบังคับคดี หาใช่ย่ืนคาฟ้ องต่อศาล
จังหวัดเชียงใหม่เป็ นคดีใหม่ไม่ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๔๘๗/
๒๕๕๖, ที่ ๒๙๙๗/๒๕๕๔) ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะส่ั ง
ไม่รับคาฟ้ องของนายดา หากนายดาประสงค์จะดาเนินคดี
ต่อไป กใ็ ห้เสนอคดีโดยทาเป็ นคาร้องขอต่อศาลในคดีเดิม
การท่ีศาลจงั หวดั เชียงใหม่มีคาสง่ั วา่ ที่ดินเป็นกรรมสิทธ์ิ
ของนายเทาผรู้ ้องโดยการครอบครองปรปักษ์และคดีถึงท่ีสุด
แลว้ น้นั เมื่อนายดาผคู้ ดั คา้ นอา้ งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผคู้ ดั คา้ น
โดยผู้คดั ค้านมิได้เป็ นคู่ความในคดีน้ีในขณะที่ศาลจังหวัด
เชียงใหม่มีคาสั่ง ผู้คัดค้านจึงเป็ นบุคคลภายนอกคดีมีอานาจ
ท่ีจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามมาตรา ๑๔๕ วรรคสอง
(๒) โดยผู้คดั ค้านชอบท่ีจะเสนอคดีต่อศาลอย่างคดีมีข้อพพิ าท
เป็ นคดใี หม่ และกรณนี ี้มิใช่กรณีตามมาตรา ๗ (๔) เพราะคาสง่ั
ของศาลช้ันต้นท่ีสั่งให้ท่ีดินพิพาทเป็ นกรรมสิทธ์ิของผูร้ ้อง
ไม่ใช่คาส่ังเกี่ยวกับการอนุญาตหรือการแต่งต้ังตามความหมาย
ของมาตราดังกล่าวซึ่งผ้คู ดั ค้านสามารถจะยนื่ คาร้องคัดค้านต่อ
ศาลในคดีเดิมได้ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๕๓๕๑/๒๕๕๕) ศาล
จงั หวดั เชียงใหม่จะส่ังให้ยกคาร้องคดั ค้านของนายดา หากนาย
19
ดาประสงค์จะดาเนินคดีต่อไป ก็ให้ย่ืนคาฟ้ องเข้ามาเป็ นคดีใหม่
ต่างหาก
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๔๔๘๗/๒๕๕๖ ฎ. ๔๖๗ ตามคาขอ
ทา้ ยฟ้ องของโจทก์ท่ีขอให้จาเลยท้งั สี่ถอนการยึดทรัพยห์ ้องชุด
ของโจทก์ หากจาเลยท้งั ส่ีไม่ปฏิบตั ิตามให้ถือเอาคาพิพากษา
ของศาลแทนการแสดงเจตนาของจาเลยท้งั สี่ แสดงว่าโจทก์
ประสงค์จะให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการยึดทรัพยห์ ้องชุดของ
โจทกอ์ นั สืบเนื่องมาจากขอ้ อา้ งของโจทก์ว่าเจา้ พนกั งานบงั คบั
คดีดาเนินการบงั คบั คดีโดยการยึดทรัพยส์ ินของลูกหน้ีตาม
คาพิพากษาเกินกว่าท่ีพอจะชาระหน้ี ให้แก่เจ้าหน้ี ตาม
คาพิพากษาฝ่ าฝื นต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๔ ซ่ึง ป.วิ.พ. มาตรา
๒๙๖ บญั ญตั ิไวเ้ ป็นการเฉพาะแลว้ ว่าให้ลกู หน้ีตามคาพิพากษา
ยื่นคาร้องต่อศาลก่อนการบงั คบั คดีไดเ้ สร็จลงเพ่ือให้ศาลส่ัง
เพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบงั คบั คดีท้งั ปวง โจทก์ใน
ฐ า น ะ ลู ก ห น้ี ต า ม ค า พิ พ า ก ษ า ใ น ค ดี ท่ี อ้า ง ว่ า เ จ้ า พ นัก ง า น
บงั คบั คดีดาเนินการบงั คบั โดยไม่ชอบ จึงต้องดาเนินการตาม
บทกฎหมายน้ัน แม้โจทก์จะมีคาขอให้จาเลยท้ังสี่ ชดใช้
ค่าเสียหายมาดว้ ย กเ็ ป็นเพียงคาขอตอ่ เนื่อง และเมื่อศาลยงั มิได้
20
มีคาพิพากษาหรือคาสงั่ ใหเ้ พิกถอนการยึดทรัพย์ ก็จะฟังว่าการ
กระทาของจาเลยท้งั ส่ีเป็ นการโตแ้ ยง้ สิทธิโจทก์หาไดไ้ ม่ ฟ้ อง
ของโจทก์จึงเกี่ยวกบั การบงั คบั คดีในคดีเดิมของศาลช้นั ตน้ และ
จาตอ้ งมีคาวินิจฉยั ของศาลก่อนท่ีการบงั คบั คดีจะไดด้ าเนินไป
ได้โดยครบถว้ นและถูกตอ้ ง ต้องดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๗ (๒)
โจทก์จึงตอ้ งเสนอคดีโดยทาเป็ นคาร้องขอต่อศาลช้นั ต้นใน
คดีเดิมซ่ึงเป็ นศาลที่มีอานาจในการบงั คบั คดี หาใช่ยื่นคาฟ้ อง
ตอ่ ศาลช้นั ตน้ เป็นคดีใหมไ่ ม่
คาพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๙๗/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๐๓ คาฟ้ อง
ของโจทกท์ ่ีขอให้ศาลมีคาพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาด
ท่ีดินโฉนดเลขที่ ๒๓๔๒๒ พร้อมส่ิงปลกู สร้าง และให้จาเลยที่
๑ ที่ ๓ ถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๓๒๓ พร้อมส่ิงปลูก
สร้าง โดยโจทกอ์ า้ งว่า เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไม่ไดแ้ จ้งประกาศ
ขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพยไ์ ปในราคา
ต่ากว่าปกติ ทาให้โจทก์มีหน้ีค้างชาระตอ้ งถูกยึดทรัพยอ์ ่ืนอีก
จึงเป็ นคาฟ้ องท่ีอ้างว่าการบงั คบั คดีฝ่ าฝื นต่อบทบญั ญตั ิแห่ง
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง หาใช่เป็ นคาฟ้ องท่ีเก่ียวกบั การ
กระทาละเมิดของจาเลยท้ังสามตามที่โจทก์อ้างไม่ ซ่ึ ง
บทบญั ญตั ิดงั กลา่ วบญั ญตั ิไวเ้ ป็นการเฉพาะว่า ให้ยื่นคาร้องต่อ
21
ศาลท่ีมีอานาจในการบงั คบั คดี โจทก์ตอ้ งดาเนินการไปตามท่ี
กฎหมายบญั ญตั ิไว้ จะนาคดีมาฟ้ องใหม่ไม่ได้
ที่โจทก์ขอให้บงั คบั จาเลยท่ี ๑ ชาระค่าเสียหายเป็ น
ค่าธรรมเนียมเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีแทนโจทก์ และให้จาเลย
ท้งั สามร่วมกนั ชาระค่าเสียหายแก่โจทก์โดยอา้ งในคาฟ้ องว่า
พนกั งานของธนาคารจาเลยท่ี ๑ และเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีของ
กรมบงั คบั คดีจาเลยท่ี ๒ จงใจหรือประมาทเลินเลอ่ ทาให้โจทก์
เสียหายน้นั เมื่อศาลยงั ไม่มีคาพิพากษาหรือคาส่ังให้เพิกถอน
การขายทอดตลาดหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์ คดีน้ีจะฟังว่าการ
กระทาของจาเลยท้งั สามเป็ นการโตแ้ ย้งสิทธิโจทก์หาไดไ้ ม่
โจทกจ์ ึงไมม่ ีอานาจฟ้ องจาเลยท้งั สาม
ข้อสังเกต คดีนีศ้ าลฎีกาวินิจฉัย ๒ ส่วน ส่วนแรกคาขอให้ศาล
เพิกถอนการขายทอดตลาดและถอนการยึดท่ีดิน โจทก์ต้องยื่น
คาร้ องต่อศาลที่มีอานาจในการบังคับคดี ส่ วนคาขอให้ ชดใช้
ค่าเสียหาย คดีนีโ้ จทก์ยงั ไม่ถกู โต้แย้งสิทธิ
หากนาข้อเทจ็ จริงทั้งหมดมาออกข้อสอบ นักศึกษาต้อง
ตอบให้ครบทั้งสองประเดน็ แต่ถ้าคาถามไม่ได้มีคาขอให้ชดใช้
ค่าเสียหาย มแี ต่ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องตอบ
เพียงเร่ื องศาลท่ีมีอานาจในการบังคับคดี ถ้าตอบว่าโจทก์ยัง
22
ไม่ถกู โต้แย้งสิทธิมาด้วย เป็ นการตอบเกินคาถามและแสดงให้
เห็นว่าไม่เข้าใจปัญหาจริ ง เพียงแต่จาฎีกามาตอบ อาจจะได้
คะแนนน้อยลง
ถ้าเปล่ียนข้อเทจ็ จริงเป็ นย่ืนคาร้ องต่อศาลที่มีอานาจใน
การบังคับคดีโดยขอให้ เพิกถอนการบังคับคดีและขอให้ โจทก์
และเจ้าพนักงานบังคับคดีชาระค่าเสียหายมาด้วย ก็ต้องตอบว่า
ย่ืนคาร้ องในคดีเดิมได้ เพราะเป็ นศาลที่มีอานาจในการบังคับ
คดี แต่จะเรียกค่าเสียหายไม่ได้เพราะโจทก์ยงั ไม่ถกู โต้แย้งสิทธิ
ฎกี านีอ้ ย่าสับสนกับฎกี าท่ี ๓๗๘๕/๒๕๕๖ ฎ. ๔๔๐ ซ่ึง
เป็ นเร่ืองร้ องขัดทรัพย์ ฎีกานีไ้ ม่ใช่ร้ องขัดทรัพย์เพราะลูกหนี้
ตามคาพิพากษามาฟ้ อง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๕๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๗๑
การท่ีศาลช้นั ตน้ มีคาสงั่ ว่า ท่ีดินพิพาทเป็ นกรรมสิทธ์ิของผรู้ ้อง
โดยการครอบครองปรปักษต์ าม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ และคดี
ถึงที่สุดแล้วน้ัน เม่ือผู้คัดค้านอ้างว่าท่ีดินพิพาทเป็ นของ
ผคู้ ดั ค้าน โดยผคู้ ดั คา้ นมิไดเ้ ป็ นคู่ความในคดีน้ีในขณะที่ศาล
ช้ันต้นมีคาสั่ง ผู้คัดค้านจึงเป็ นบุคคลภายนอกคดีมีอานาจ
ที่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕
วรรคสอง (๒) โดยผูค้ ดั คา้ นชอบท่ีจะเสนอคดีต่อศาลอย่างคดี
23
มีขอ้ พิพาทเป็นคดีใหม่ และกรณีน้ีมิใช่กรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๗ (๔) ดงั ที่ผูค้ ดั ค้านฎีกา เพราะคาส่ังของศาลช้นั ต้นที่ส่ังให้
ที่ดินพิพาทเป็ นกรรมสิทธ์ิของผูร้ ้องไม่ใช่คาสั่งเกี่ยวกับการ
อนุญาตหรือการแต่งต้งั ตามความหมายของมาตราดงั กล่าวซ่ึง
ผคู้ ดั คา้ นสามารถจะยนื่ คาร้องต่อศาลในคดีเดิมได้
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๑
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๓๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๑๐๒
ป.วิ.พ.มาตรา ๒๑ (๒) บญั ญตั ิว่า “ถา้ ประมวลกฎหมายน้ีมิได้
บัญญัติว่าคาขออันใดจะทาได้แต่ฝ่ ายเดียว ห้ามมิให้ศาล
ทาคาสงั่ ในเร่ืองน้นั ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ ายหน่ึงหรือคู่ความ
อ่ืน ๆ มีโอกาสคดั คา้ นก่อน ...” เมื่อ ป.วิ.พ. มิได้บญั ญตั ิให้
คาขอตามคาร้องขอเขา้ สวมสิทธิเป็ นเจ้าหน้ีตามคาพิพากษา
แทนโจทก์ตาม พ.ร.ก. บริษทั บริหารสินทรัพย์ฯ ของผรู้ ้องทา
ไดแ้ ต่ฝ่ ายเดียว ดงั น้นั ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคาสั่ง ศาลช้นั ตน้
ชอบที่จะให้จาเลยท้งั สามมีโอกาสคดั คา้ นก่อน โดยมีคาสั่งให้
ส่งสาเนาคาร้องเช่นว่าน้ันแก่จาเลยท้งั สามล่วงหน้าและให้
โอกาสยื่นคาคดั ค้านเข้ามาภายในเวลาที่กาหนด การที่ศาล
ช้นั ต้นมีคาสั่งอนุญาตให้ผูร้ ้องเขา้ สวมสิทธิเป็ นคู่ความแทน
24
โจทก์ไปเลยทีเดียว เป็ นการก้าวล่วงข้ามข้นั ตอนท่ีกฎหมาย
กาหนด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) อันเป็ นบท
กฎหมายในขอ้ ท่ีมุง่ หมายจะยงั ให้การเป็นไปดว้ ยความยุติธรรม
ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาท่ีผิด
ระเบียบน้นั เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๑๕๗๗/๒๕๕๕ ฎ. ๓๑๓๗ ผรู้ ้องยื่น
คาร้องขอสวมสิทธิเป็นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษาและศาลพิจารณา
คาร้องซ่ึงประกอบดว้ ยสาเนาเอกสารแสดงการโอนและรับโอน
สินทรัพยด์ อ้ ยคุณภาพอนั ไดแ้ ก่สิทธิเรียกร้องต่อจาเลยในคดีน้ี
ท่ีแนบมาท้ายคาร้อง ถือว่าสามารถกระทาได้โดยไม่ต้อง
ไต่สวนพยานหลกั ฐานอ่ืนอีก เพียงแต่การท่ียงั ไม่ไดส้ ่งสาเนา
คาร้องแก่จาเลยท่ี ๕ เพ่ือให้จาเลยท่ี ๕ ได้มีโอกาสคดั ค้าน
ก่อนที่เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีไมถ่ กู ตอ้ ง อนั เป็ นการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีผิดระเบียบตามมาตรา ๒๑ (๒) และ
มาตรา ๒๗ แต่การท่ีศาลจะมีคาส่ังให้เพิกถอนกระบวน
พิจารณาท่ีผิดระเบียบหรือไม่ ย่อมตอ้ งพิจารณาว่าเรื่องท่ีผิด
ระเบียบทาให้คู่ความฝ่ ายใดตอ้ งเสียหายหรือไม่ประกอบดว้ ย
หากเร่ืองท่ีผิดระเบียบไมเ่ ป็นเหตใุ ห้คู่ความฝ่ ายใดเสียหายหรือ
เสียความเป็นธรรม และการเพิกถอนกระบวนพิจารณาไม่เป็ น
25
ประโยชน์แต่อยา่ งใด ศาลยอ่ มมีอานาจใชด้ ุลพินิจไม่เพิกถอน
ไดต้ ามที่เห็นสมควร
แมก้ ารที่ศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั อนุญาตให้ผรู้ ้องเขา้ สวมสิทธิ
เป็นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษาโดยยงั มิไดส้ ่งสาเนาคาร้องให้จาเลย
ท่ี ๕ ก่อน จะเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีผิดระเบียบ แต่
ก็ไมเ่ ป็นเหตุให้จาเลยท่ี ๕ เสียหาย และไม่มีเหตุอ่ืนอนั สมควร
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบน้ี ซ่ึงนอกจากจะไม่เป็น
ประโยชน์แลว้ ยงั เป็นเหตุให้เกิดการล่าชา้ เป็นประโยชน์ต่อการ
ประวิงคดีสืบต่อไปอีก ศาลช้นั ตน้ ชอบที่จะมีคาสั่งยกคาร้อง
ขอให้เพิกถอนคาส่ังศาลท่ีอนุญาตให้ผูร้ ้องเขา้ สวมสิทธิเป็ น
เจา้ หน้ีตามคาพิพากษาแทนโจทกข์ องจาเลยที่ ๕ ได้
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๗๖๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๘๒ เม่ือ
ศาลช้นั ตน้ รับคาร้องขอของผูร้ ้องท่ีขอให้ศาลมีคาส่ังว่า ท่ีดิน
ตามคาร้องขอเป็ นของผูร้ ้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาล
ช้นั ตน้ มีคาสัง่ ให้ผรู้ ้องนาส่งหมายนดั และสาเนาคาร้องขอแก่
ผูค้ ดั ค้านซ่ึงเป็ นผูม้ ีช่ือถือกรรมสิทธ์ิในท่ีดิน แต่ปรากฏตาม
สาเนาหมายนัดและรายงานเจ้าพนักงานศาลในสานวนว่า
เจ้าพนกั งานศาลนาส่งเพียงหมายนดั เท่าน้นั มิไดน้ าส่งสาเนา
คาร้องขอดว้ ย ทาให้ผคู้ ดั คา้ นไม่ทราบถึงการร้องขอของผูร้ ้อง
26
อนั ทาให้เสียสิทธิในการท่ีจะคดั คา้ นคาร้องขอของผรู้ ้องก่อน
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) จึงเป็ นกรณีท่ีมิได้ปฏิบตั ิตาม
บทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ในขอ้ ที่มุ่งหมายจะยงั ให้การเป็นไปดว้ ย
ความยุติธรรมในเรื่องการส่งคาคู่ความ การดาเนินกระบวน
พิจารณาต่อมาของศาลช้ันต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ศาล
อุทธรณ์ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลช้ันต้นที่ผิด
ระเบียบและใหด้ าเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ จึงชอบแลว้
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๐๑๖๗/๒๕๕๕ ฎ. ๑๐๗๗ วนั นัด
ไต่สวนคาร้อง ผูร้ ้องมาศาล ส่วนจาเลยท้งั สามทราบนัดโดย
ชอบแลว้ ไม่มาศาลและไม่ยื่นคาคดั คา้ น ส่วนโจทก์ย่ืนคาแถลง
ไม่คดั ค้านคาร้องของผูร้ ้อง ศาลช้นั ตน้ สอบทนายผูร้ ้องแล้ว
แถลงวา่ ทรัพยจ์ านองท่ีโจทกน์ ายดึ ยงั ไมไ่ ดข้ ายทอดตลาด ผรู้ ้อง
เป็ นเจ้าหน้ีตามคาพิพากษาและเป็ นเจ้าหน้ีจานองในทรัพยท์ ่ี
โจทก์นายึด โดยทนายผรู้ ้องส่งเอกสารเกี่ยวกบั หลกั ฐานการ
เป็นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษาตามยอมและเจา้ หน้ีจานอง และศาล
ช้นั ต้นจดไวใ้ นรายงานกระบวนพิจารณา อนั เป็ นการดาเนิน
กระบวนพิจารณาอย่างหน่ึงที่ศาลย่อมมีอานาจกระทาไดแ้ ละ
ถือว่าเป็ นการไต่สวนโดยเปิ ดโอกาสให้คู่ความอีกฝ่ ายหน่ึงได้
คดั คา้ นก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) แลว้ แมห้ ากให้ผรู้ ้อง
27
นาพยานเข้าสืบในการไต่สวน ก็ไม่ได้ข้อเท็จจริ งแตกต่าง
นอกเหนือจากการสอบทนายผูร้ ้องและไม่อาจทาให้ประเด็นที่
มีคาสง่ั ตามคาร้องเปล่ียนแปลงไป ศาลมีอานาจนาขอ้ เท็จจริงที่
ไดจ้ ากการสอบทนายผูร้ ้องมารับฟังประกอบในการใชด้ ุลย
พินิจเพ่ือมีคาสั่งตามท่ีเห็นสมควรได้ โดยไม่จาต้องทาการ
สืบพยานผรู้ ้องก่อน
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๓
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๒๖๑๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๕๗ การ
ที่จาเลยอ้างว่า ไม่สามารถหาเงินมาวางศาลไดท้ นั เพราะเหตุ
มารดาป่ วยต้องใช้เงินรักษาจานวนมาก พฤติการณ์ดงั กล่าว
ยงั ถือไมไ่ ดว้ า่ เป็ นพฤติการณ์พิเศษตามความหมายของ ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๓ ท่ีศาลจะมีอานาจสั่งขยายระยะเวลาการวางเงิน
ค่าธรรมเนียมศาลใหไ้ ด้
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๓๐๗๙/๒๕๕๕ ฎ. ๑๓๖๖ จาเลยย่ืน
คาร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาฉบบั ลงวนั ท่ี ๒๒ พฤศจิกายน
๒๕๕๓ โดยอา้ งว่าจาเลยไดถ้ อนทนายความคนเดิมและเพิ่งขอ
คดั ถ่ายเอกสารในสานวน และคาร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา
ฉบบั ลงวนั ที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ โดยอ้างว่าจาเลยเพิ่งต้งั
28
ทนายความคนใหม่ คาร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาท้งั สองฉบบั
ย่ืนภายหลงั จากสิ้นกาหนดระยะเวลายื่นฎีกาแลว้ ซ่ึงศาลช้นั ตน้
จะอนุญาตให้จาเลยย่ืนฎีกาภายหลงั สิ้นกาหนดระยะเวลาฎีกา
ไดต้ ่อเมื่อมีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓ แต่คาร้องท้งั
สองฉบบั ท่ีขอขยายระยะเวลาฎีกาถือไม่ไดว้ ่าเป็ นเหตุสุดวิสัย
ท่ีศาลช้นั ตน้ จะอนุญาตให้ได้ การที่ศาลช้นั ตน้ ขยายระยะเวลา
ฎีกาและสงั่ รับฎีกาของจาเลยท่ีย่นื เมื่อสิ้นกาหนดระยะเวลาฎีกา
จึงไมช่ อบ
29
การพจิ ารณาทผี่ ดิ ระเบยี บ
ข้อ ๓ คาถาม ในคดีท่ีโจทก์ฟ้ องขับไล่จาเลยพร้อม
บริวารออกจากที่ดิน ศาลช้นั ตน้ พิพากษายกฟ้ อง ศาลอุทธรณ์
พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ในการส่งหมายนดั ฟังคาพิพากษาศาล
ฎีกา เจ้าหน้าท่ีศาลได้ระบุไว้ในรายงานการเดินหมายว่า
สอบถามบ้านขา้ งเคียงแล้วแจ้งว่าโจทก์ไดถ้ ึงแก่ความตายไป
แลว้ เจา้ หนา้ ท่ีศาลจึงปิ ดหมายไวท้ ี่ภูมิลาเนาของโจทก์ เม่ือถึง
วนั นดั ศาลช้นั ตน้ อา่ นคาพิพากษาศาลฎีกาให้จาเลยฟัง โดยฝ่ าย
โจทก์ไม่มีผูใ้ ดมาศาล ศาลฎีกาพิพากษากลบั ให้ขบั ไล่จาเลย
และบริ วารออกจากบ้านและท่ีดิน ผูจ้ ัดการมรดกของโจทก์
ย่ืนคาร้องว่าโจทกถ์ ึงแก่ความตายไปแลว้ ขอให้ศาลช้นั ตน้ ออก
คาบังคับ ศาลช้นั ต้นออกคาบังคบั ส่งให้จาเลยแล้ว จาเลย
ไม่ปฏิบตั ิตามคาบงั คบั ผูจ้ ดั การมรดกของโจทก์จึงยื่นคาร้อง
ขอออกหมายบังคับคดี ศาลช้ันต้นออกหมายบงั คับคดีต้ัง
เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีให้จดั การให้เจ้าหน้ีตามคาพิพากษาเข้า
ครอบครองทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดี ปิ ดประกาศให้
ผูท้ ี่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหน้ีตามคาพิพากษายื่นคาร้อง
แสดงอานาจพิเศษต่อศาล ผู้ร้องย่ืนคาร้องขอแสดงอานาจ
พิเศษในท่ีดินพิพาท ศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั รับคาร้อง ให้นดั ไต่สวน
คาร้องของผรู้ ้อง โดยให้ผูร้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องให้แก่โจทก์
30
และเจ้าพนักงานบังคบั คดี โดยลงชื่อในคาร้องแล้ว แต่เม่ือ
ต่อมาศาลช้นั ตน้ ตรวจพบว่าแมจ้ ะไต่สวนได้ความตามคาร้อง
ของผรู้ ้อง กถ็ ือไม่ไดว้ า่ ผรู้ ้องเป็นผมู้ ีอานาจพิเศษในท่ีดินพิพาท
ท่ีดีกว่าอานาจหรือสิทธิของโจทก์ ศาลช้นั ตน้ จึงขีดฆ่าคาสั่งเดิม
แลว้ เขียนคาสงั่ ลงใหม่เป็นวา่ ให้ยกคาร้องของผูร้ ้อง และลงช่ือ
ผเู้ ขียนกากบั ไว้ ใหว้ ินิจฉยั ว่า
ก. คดีน้ีต้องเพิกถอนการอ่านคาพิพากษาศาลฎีกา
หรือไม่
ข. คดีน้ีตอ้ งดาเนินการหาบุคคลเขา้ มาเป็นคคู่ วามแทนท่ี
โจทกผ์ มู้ รณะหรือไม่
ค. การที่ศาลช้นั ตน้ ขีดฆ่าคาส่ังเดิมแล้วเขียนคาสั่งลง
ใหม่เป็ นว่าให้ยกคาร้องของผูร้ ้อง และลงชื่อผูเ้ ขียนกากับไว้
มีผลตามกฎหมายอยา่ งไร
ง. ผู้ร้องจะอุทธรณ์คาส่ังศาลช้นั ต้นว่าออกหมายต้ัง
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมายไดห้ รือไม่
ข้อ ๓ คาตอบ ก. เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลระบุไว้ในรายงาน
การเดินหมายว่า สอบถามบา้ นขา้ งเคียงแลว้ แจง้ ว่าโจทก์ไดถ้ ึง
แก่ความตายแลว้ ศาลช้ันต้นจะต้องสอบข้อเท็จจริงให้ได้ความ
ชัดว่าโจทก์ถงึ แก่ความตายจริงหรือไม่ โดยจะต้องเลือ่ นการอ่าน
คาพิพากษาศาลฎีกาออกไปและจัดให้มีผู้เข้าเป็ นคู่ความแทน
31
โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒
แล้วส่งไปให้ศาลฎกี าพจิ ารณาสั่งอนุญาต การที่ศาลช้ันต้นอ่าน
คาพิพากษาศาลฎีกาโดยมิได้ดาเนินการดังกล่าว จึงเป็ นการ
ไม่ชอบ แตอ่ ยา่ งไรกต็ าม เม่ือขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวเพิ่งปรากฏต่อ
ศาลช้นั ต้นเม่ือมีการส่งหมายนัดฟังคาพิพากษาศาลฎีกาให้
คู่ความ การเลื่อนการอ่านคาพิพากษาออกไปเพ่ือรอให้มีผู้เข้า
เป็ นคู่ความแทนที่ ก็ไม่ทาให้ผลของคาพพิ ากษาศาลฎีกาซึ่งเป็ น
ที่สุดแล้วเปล่ียนแปลงไป การที่ศาลช้ันต้นอ่านคาพิพากษา
ศาลฎีกาให้จาเลยฟัง ท้ังสองฝ่ ายย่อมทราบผลของคดีตาม
คาพิพากษาไปแล้ ว การท่ีจะมีคาส่ั งให้ เพิกถอนการอ่าน
คาพิพากษาศาลฎีกาแล้วดาเนินการแก้ไขในส่ วนนี้ใหม่ ย่อม
ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และข้อที่มุ่งหมายจะให้การเป็ นไปด้วย
ความยุติธรรม กรณีจึงไม่สมควรท่ีจะเพิกถอนกระบวน
พิจารณาท่ีผิดระเบียบดังกล่าว (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๙๗๑/
๒๕๕๔) คดนี ี้จงึ ไม่ต้องเพกิ ถอนการอ่านคาพพิ ากษาศาลฎกี า
ข. การดาเนินการในช้ันบังคับคดีน้ัน มิใช่เป็ นเรื่องคดี
ค้างพจิ ารณาทจ่ี ะต้องมผี ู้เข้ารับมรดกความแทน การท่ีผจู้ ดั การ
มรดกของโจทก์ ขอให้ศาลช้นั ตน้ ออกหมายบงั คบั คดีและได้
ดาเนินการบังคบั คดีต่อมาน้ัน ถือเป็ นการดาเนินกระบวน
32
พิจารณาที่ชอบ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๙๗๑/๒๕๕๔) คดีนี้จึง
ไม่ต้องดาเนินการหาบุคคลเข้ามาเป็ นคู่ความแทนท่ีโจทก์
ผู้มรณะ
ค. แมเ้ ดิมศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั ใหน้ ดั ไตส่ วนคาร้อง แต่เมื่อ
ต่อมาศาลช้นั ตน้ ตรวจพบว่าแมจ้ ะไต่สวนได้ความตามคาร้อง
ของผรู้ ้อง กถ็ ือไม่ไดว้ ่าผรู้ ้องเป็นผมู้ ีอานาจพิเศษในท่ีดินพิพาท
ที่ดีกว่าอานาจหรือสิทธิของโจทก์ กรณีจงึ ไม่มีความจาเป็ นต้อง
ไต่สวนอีกต่อไป ท่ีศาลช้ันต้นมีคาสั่ งให้ นัดไต่สวนไว้จึง
ผิดพลาด ถือว่าเป็ นการพิจารณาท่ีผดิ ระเบียบมิได้ปฏิบัตติ าม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะ
ยงั ให้การเป็ นไปด้วยความยุตธิ รรมในเร่ืองการพจิ ารณาคดี ศาล
ช้ันต้นย่อมมีอานาจทจ่ี ะส่ังให้เพกิ ถอนคาสั่งน้ันแล้วมีคาสั่งใหม่
ได้ตามมาตรา ๒๗ วรรคหน่ึง กรณีไม่ใช่คาสั่งท่ีวินิจฉัยชี้ขาด
คดีหรือเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้าท่ีต้องห้ามตาม
มาตรา ๑๔๓ และมาตรา ๑๔๔ อีกท้ังในการเพิกถอนการ
พจิ ารณาท่ีผิดระเบียบไม่มีกฎหมายบัญญัติวิธีการไว้ ศาลจึงมี
อานาจทาการตามท่ีเห็นสมควรเพ่ือให้มีผลเป็ นท่ีเข้าใจของ
คู่ความว่าเป็ นการเพกิ ถอนการพจิ ารณาท่ีผดิ ระเบียบเสีย ก็เป็ น
การกระทาโดยชอบแล้ว ท่ีศาลช้นั ตน้ เพิกถอนคาส่งั เดิมแลว้ มี
33
คาส่ังใหม่โดยใชว้ ิธีฆ่าคาสั่งเดิมแล้วเขียนลงใหม่ ท้งั ลงช่ือ
ผเู้ ขียนกากบั ไว้ ก็เป็ นวธิ ีการท่ีบัญญัตไิ ว้ตามมาตรา ๔๖ วรรค
สอง จงึ มีผลให้คู่ความเข้าใจดีว่าเป็ นการเพิกถอนการพจิ ารณา
ทีผ่ ดิ ระเบียบ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๘๐๐๕/๒๕๕๔)
ง. ศาลออกหมายบงั คับคดีต้งั เจ้าพนักงานบงั คับคดี
ใหจ้ ดั การใหเ้ จา้ หน้ีตามคาพิพากษาเขา้ ครอบครองทรัพย์ ผรู้ ้อง
อา้ งว่ามิใชบ่ ริวารของจาเลย เป็ นเรื่องท่ีผู้ร้องต้องแสดงอานาจ
พเิ ศษต่อศาลตามมาตรา ๒๙๖ จตั วา (๓) การออกหมายต้งั เจ้า
พนักงานบงั คบั คดีชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ กไ็ ม่เกี่ยวกับผู้ร้อง
ผู้ร้องจงึ ไม่มีสิทธิอุทธรณ์คาส่ังของศาลช้ันต้นที่ให้ออกหมาย
ต้งั เจ้าพนักงานบงั คบั คดี (คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๐๐๕/๒๕๕๔)
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๖๙๗๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๖๒ ใน
การส่งหมายนดั ฟังคาพิพากษาศาลฎีกา เจา้ หนา้ ที่ศาลไดร้ ะบุไว้
ในรายงานการเดินหมายว่า โจทกไ์ ดถ้ ึงแก่ความตายไปแลว้ ซ่ึง
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ศาลช้นั ตน้ จะต้องสอบขอ้ เทจ็ จริงให้
ได้ความชัดว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ โดยจะต้อง
เล่ือนการอ่านคาพิพากษาศาลฎีกาออกไปและจดั ให้มีผูเ้ ขา้ เป็ น
คู่ความแทนโจทก์ แล้วส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสงั่ อนุญาต
การที่ศาลช้นั ต้นอ่านคาพิพากษาศาลฎีกาโดยมิไดด้ าเนินการ
34
ตามบทบญั ญตั ิดงั กลา่ ว จึงเป็นการไมช่ อบ แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามเม่ือ
ขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวเพิ่งปรากฏต่อศาลช้นั ตน้ เมื่อมีการส่งหมาย
นัดฟังคาพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความ การเลื่อนการอ่านคา
พิพากษาออกไปเพ่ือรอให้มีผูเ้ ข้าเป็ นคู่ความแทนที่ ก็ไม่ทา
ให้ผลของคาพิพากษาศาลฎีกาซ่ึงเป็นท่ีสุดแลว้ เปล่ียนแปลงไป
ท้งั ศาลช้นั ต้นไดอ้ ่านคาพิพากษาศาลฎีกาให้ผูร้ ับมอบฉันทะ
จากทนายโจทก์ฟัง และถือว่าได้อ่านให้ฝ่ ายจาเลยฟังตาม
กฎหมายด้วยแล้ว ท้งั สองฝ่ ายย่อมทราบผลของคดีตามคา
พิพากษาไปแล้ว การท่ีจะมีคาสั่งให้เพิกถอนการอ่านคา
พิ พ าก ษา ศา ล ฎี ก า แล้ว ด าเ นิ นก าร แก้ไ ข ใ น ส่ ว นน้ี ใ ห ม่ ย่ อ ม
ไม่ก่อใหเ้ กิดประโยชน์ และขอ้ ท่ีมงุ่ หมายจะให้การเป็ นไปดว้ ย
ความยุติธรรม กรณีจึงไม่สมควรท่ีจะเพิกถอนกระบวน
พิจารณาที่ผิดระเบียบดงั กล่าว
การดาเนินการในช้นั บงั คบั คดีน้นั มิใช่เป็ นเร่ืองคดีคา้ ง
พิจารณาท่ีจะต้องมีผูเ้ ข้ารับมรดกความแทน การท่ีผูจ้ ัดการ
มรดกของโจทก์ ขอให้ศาลช้นั ตน้ ออกหมายบงั คบั คดีและได้
ดาเนินการบังคบั คดีต่อมาน้ัน ถือเป็ นการดาเนินกระบวน
พิจารณาท่ีชอบ ที่ศาลอุทธรณ์มีคาสั่งให้เพิกถอนกระบวน
35
พิจารณานับต้งั แต่ช้นั ออกหมายต้งั เจ้าพนักงานบงั คบั คดีน้ัน
เป็นการไม่ถูกตอ้ ง
คาพิพากษาฎกี าที่ ๘๐๐๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๗๘
แมเ้ ดิมศาลช้นั ตน้ จะมีคาส่ังให้นดั ไต่สวนคาร้องของผูร้ ้องท้งั
ห้า แต่เม่ือต่อมาศาลช้นั ต้นตรวจพบว่าแมจ้ ะไต่สวนไดค้ วาม
ตามคาร้องของผู้ร้องท้งั ห้า ก็ถือไม่ได้ว่าผูร้ ้องท้งั ห้าเป็ นผูม้ ี
อานาจพิเศษในท่ีดินพิพาทท่ีดีกว่าอานาจหรื อสิ ทธิของโจทก์
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จตั วา (๓) ตามเหตุผลท่ีวินิจฉัยไว้
ขา้ งต้น กรณีจึงไม่มีความจาเป็ นต้องไต่สวนอีกต่อไป ท่ีศาล
ช้ันต้นมีคาส่ังให้นัดไต่สวนไว้จึงผิดพลาด ถือว่าเป็ นการ
พิจารณาท่ีผิดระเบียบมิไดป้ ฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ใน
ขอ้ ที่ม่งุ หมายจะยงั ใหก้ ารเป็นไปดว้ ยความยตุ ิธรรมในเร่ืองการ
พิจารณาคดี ศาลช้นั ตน้ ย่อมมีอานาจที่จะสงั่ ให้เพิกถอนคาสั่ง
น้นั แลว้ มีคาสงั่ ใหม่ได้ กรณีไม่ใช่คาสั่งท่ีวินิจฉยั ช้ีขาดคดีหรือ
เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ าที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๓ และ มาตรา ๑๔๔ อีกท้ังในการเพิกถอนการ
พิจารณาท่ีผิดระเบียบไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิวิธีการไว้ ศาลจึงมี
อานาจทาการตามที่เห็นสมควรเพ่ือให้มีผลเป็ นที่เข้าใจของ
36
คูค่ วามวา่ เป็นการเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเสีย ก็เป็ น
การกระทาโดยชอบแลว้ ท่ีศาลช้นั ตน้ เพิกถอนคาสง่ั เดิมแลว้ มี
คาส่ังใหม่โดยใชว้ ิธีฆ่าคาส่ังเดิมแล้วเขียนลงใหม่ ท้ังลงช่ือ
ผเู้ ขียนกากบั ไว้ กเ็ ป็นวิธีการท่ีบญั ญตั ิไวต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๖
วรรคสอง เช่ือว่ามีผลให้คคู่ วามเขา้ ใจดีว่าเป็ นการเพิกถอนการ
พิจารณาที่ผดิ ระเบียบ
ศาลออกหมายต้งั เจ้าพนักงานบงั คบั คดีเพ่ือจัดการให้
โจทก์เขา้ ครอบครองที่ดินพิพาท ให้จาเลยและบริวารขนยา้ ย
ทรัพยส์ ินออกจากท่ีดินพิพาท ผรู้ ้องอา้ งว่ามิใชบ่ ริวารของจาเลย
เป็ นเร่ื องท่ีผูร้ ้องต้องแสดงอานาจพิเศษต่อศาลตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๙๖ จตั วา (๓) การออกหมายต้งั เจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่ กไ็ ม่เก่ียวกบั ผูร้ ้อง ผูร้ ้องจึงไม่มีสิทธิ
อุทธรณ์คาสั่งของศาลช้นั ต้นที่ให้ออกหมายต้ังเจ้าพนักงาน
บงั คบั คดี
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๗
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๓๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๑๐๒
ป.วิ.พ.มาตรา ๒๑ (๒) บญั ญตั ิว่า “ถา้ ประมวลกฎหมายน้ีมิได้
บัญญัติว่าคาขออันใดจะทาได้แต่ฝ่ ายเดียว ห้ามมิให้ศาล
37
ทาคาสง่ั ในเร่ืองน้นั ๆ โดยมิให้คู่ความอีกฝ่ ายหน่ึงหรือคู่ความ
อื่น ๆ มีโอกาสคดั ค้านก่อน ...” เมื่อ ป.วิ.พ. มิได้บญั ญตั ิให้
คาขอตามคาร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็ นเจ้าหน้ีตามคาพิพากษา
แทนโจทก์ตาม พ.ร.ก. บริษทั บริหารสินทรัพยฯ์ ของผรู้ ้องทา
ไดแ้ ต่ฝ่ ายเดียว ดงั น้นั ก่อนที่จะไต่สวนหรือมีคาสั่ง ศาลช้นั ตน้
ชอบท่ีจะให้จาเลยท้งั สามมีโอกาสคดั คา้ นก่อน โดยมีคาส่ังให้
ส่งสาเนาคาร้องเช่นว่าน้ันแก่จาเลยท้งั สามล่วงหน้าและให้
โอกาสยื่นคาคดั ค้านเขา้ มาภายในเวลาที่กาหนด การท่ีศาล
ช้นั ต้นมีคาสั่งอนุญาตให้ผูร้ ้องเข้าสวมสิทธิเป็ นคู่ความแทน
โจทก์ไปเลยทีเดียว เป็ นการก้าวล่วงขา้ มข้นั ตอนท่ีกฎหมาย
กาหนด ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) อันเป็ นบท
กฎหมายในขอ้ ท่ีมงุ่ หมายจะยงั ให้การเป็นไปดว้ ยความยุติธรรม
ศาล ฎี ก า จึ ง เ ห็ นส มคว ร ให้ เ พิ ก ถ อ น ก ร ะ บว น พิ จ า ร ณา ที่ ผิ ด
ระเบียบน้นั เสียตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๕๗๗/๒๕๕๕ ฎ. ๓๑๓๗ ไม่มี
กฎหมายกาหนดหน้าท่ีให้ผรู้ ้องตอ้ งนาส่งสาเนาคาร้องขอเข้า
สวมสิทธิเป็นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษาให้แก่คู่ความ ท้งั ศาลมิไดม้ ี
คาสง่ั ใหผ้ รู้ ้องมีหนา้ ที่นาส่งให้แก่จาเลยท้งั หก การที่ผูร้ ้องมิได้
นาส่งสาเนาคาร้องใหแ้ ก่จาเลยที่ ๕ จึงไม่อาจถือไดว้ ่าเป็ นกรณี
38
ท่ีผูร้ ้องเพิกเฉยไม่ดาเนินคดีภายในเวลาตามที่ศาลเห็นสมควร
กาหนด ถือไม่ไดว้ ่าผรู้ ้องทิ้งคาร้องขอเขา้ สวมสิทธิเป็ นเจา้ หน้ี
ตามคาพิพากษา อนั จะเป็ นเหตุให้คาสั่งอนุญาตของศาลที่ให้
ผรู้ ้องเขา้ สวมสิทธิตามคาพิพากษาถกู เพิกถอนหรือสิ้นผลไป
จาเลยที่ ๕ ยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนคาส่ังอนุญาตให้
บริ ษัทบริ หารสินทรัพย์ พ. เข้าสวมสิทธิเป็ นเจ้าหน้ีตาม
คาพิพากษาโดยอ้างว่าศาลมีคาสั่งอนุญาตโดยมิได้ไต่สวน
คาร้องก่อน อนั เป็ นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จาเลยท่ี ๕
ตอ้ งยกข้ึนคดั คา้ นภายใน ๘ วนั นบั แต่วนั ที่จาเลยที่ ๕ ไดท้ ราบ
ขอ้ ความหรือพฤติการณ์อนั เป็ นมูลแห่งขอ้ อา้ งน้นั ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๗
ผรู้ ้องย่ืนคาร้องขอสวมสิทธิเป็ นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษา
และศาลพิจารณาคาร้องซ่ึงประกอบดว้ ยสาเนาเอกสารแสดง
การโอนและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอนั ได้แก่สิทธิ
เรียกร้องต่อจาเลยในคดีน้ีท่ีแนบมาทา้ ยคาร้อง ถือว่าสามารถ
กระทาไดโ้ ดยไมต่ อ้ งไต่สวนพยานหลกั ฐานอ่ืนอีก เพียงแต่การ
ท่ียงั ไมไ่ ดส้ ่งสาเนาคาร้องแก่จาเลยท่ี ๕ เพ่ือให้จาเลยท่ี ๕ ไดม้ ี
โอกาสคดั ค้านก่อนท่ีเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีไม่
ถูกต้อง อันเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีผิดระเบียบ
39
ตามมาตรา ๒๑ (๒) และมาตรา ๒๗ แต่การท่ีศาลจะมีคาสงั่ ให้
เพิกถอนกระบวนพิจารณาท่ีผิดระเบียบหรื อไม่ ย่อมต้อง
พิจารณาว่าเรื่องท่ีผิดระเบียบทาให้คู่ความฝ่ ายใดตอ้ งเสียหาย
หรื อไม่ประกอบด้วย หากเรื่ องท่ีผิดระเบียบไม่เป็ นเหตุให้
คู่ความฝ่ ายใดเสียหายหรือเสียความเป็นธรรม และการเพิกถอน
กระบวนพิจารณาไม่เป็ นประโยชน์แต่อย่างใด ศาลย่อมมี
อานาจใชด้ ุลพินิจไม่เพิกถอนไดต้ ามที่เห็นสมควร
แมก้ ารท่ีศาลช้นั ตน้ มีคาสงั่ อนุญาตใหผ้ รู้ ้องเขา้ สวมสิทธิ
เป็นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษาโดยยงั มิไดส้ ่งสาเนาคาร้องให้จาเลย
ที่ ๕ ก่อน จะเป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่
กไ็ ม่เป็นเหตุใหจ้ าเลยท่ี ๕ เสียหาย และไม่มีเหตุอื่นอนั สมควร
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบน้ี ซ่ึงนอกจากจะไม่เป็น
ประโยชน์แลว้ ยงั เป็นเหตุให้เกิดการล่าชา้ เป็นประโยชน์ต่อการ
ประวิงคดีสืบต่อไปอีก ศาลช้นั ตน้ ชอบท่ีจะมีคาสั่งยกคาร้อง
ขอให้เพิกถอนคาส่ังศาลท่ีอนุญาตให้ผูร้ ้องเขา้ สวมสิทธิเป็ น
เจา้ หน้ีตามคาพิพากษาแทนโจทก์ของจาเลยที่ ๕ ได้
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๗๖๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๘๒ เมื่อ
ศาลช้นั ตน้ รับคาร้องขอของผูร้ ้องท่ีขอให้ศาลมีคาสั่งว่า ที่ดิน
ตามคาร้องขอเป็ นของผูร้ ้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ศาล
40
ช้นั ต้นมีคาส่ังให้ผรู้ ้องนาส่งหมายนดั และสาเนาคาร้องขอแก่
ผูค้ ดั ค้านซ่ึงเป็ นผูม้ ีช่ือถือกรรมสิทธ์ิในท่ีดิน แต่ปรากฏตาม
สาเนาหมายนัดและรายงานเจ้าพนักงานศาลในสานวนว่า
เจ้าพนกั งานศาลนาส่งเพียงหมายนดั เท่าน้นั มิไดน้ าส่งสาเนา
คาร้องขอดว้ ย ทาให้ผคู้ ดั คา้ นไม่ทราบถึงการร้องขอของผูร้ ้อง
อนั ทาให้เสียสิทธิในการท่ีจะคดั คา้ นคาร้องขอของผูร้ ้องก่อน
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๑ (๒) จึงเป็ นกรณีท่ีมิได้ปฏิบัติตาม
บทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ในขอ้ ที่มุง่ หมายจะยงั ให้การเป็นไปดว้ ย
ความยุติธรรมในเร่ืองการส่งคาคู่ความ การดาเนินกระบวน
พิจารณาต่อมาของศาลช้นั ต้นจึงไม่ชอบเช่นกัน การที่ศาล
อุทธรณ์ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลช้ันต้นที่ผิด
ระเบียบและใหด้ าเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ จึงชอบแลว้
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๗๔๒๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๒๐๙
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๐ บญั ญตั ิวา่ “ถา้ คู่ความฝ่ ายใดหรือบุคคล
ใดจะตอ้ งลงลายมือชื่อในรายงานใดเพื่อแสดงการรับรู้รายงาน
น้นั หรือจะตอ้ งลงลายมือช่ือในเอกสารใดเพื่อรับรองการอา่ น...
(๒) ถ้าคู่ความหรื อบุคคลท่ีจะต้องลงลายมือช่ือในรายงาน
ดงั กล่าวแล้วลงลายมือชื่อไม่ได้ หรื อไม่ยอมลงลายมือชื่อ
ให้ศาลทารายงานจดแจ้งเหตุที่ไม่มีการลงลายมือชื่อ” แต่ตาม
41
รายงานกระบวนพิจารณาศาลช้นั ตน้ มิไดท้ ารายงานจดแจง้ เหตุ
ที่ไม่มีลายมือช่ือทนายจาเลยไวแ้ ทนการลงลายมือชื่อ ถือไดว้ ่า
ศาลช้นั ต้นมิไดป้ ฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายน้ี
ในขอ้ ที่มุง่ หมายจะให้การเป็นไปดว้ ยความยตุ ิธรรมตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๗ จาเลยมีสิทธิคดั ค้านกระบวนการพิจารณาที่ผิด
ระเบียบดงั กล่าวได้ แตก่ ลบั ปรากฏว่า เมื่อศาลช้นั ตน้ มีคาส่งั ให้
โจทก์นาพยานเขา้ สืบ ทนายจาเลยกลบั ใชส้ ิทธิซักคา้ นพยาน
โจทก์ดงั กล่าวและในตอนบ่ายทนายจาเลยก็ไดน้ าพยานเขา้ สืบ
ตามขอ้ ต่อสู้จนคดีเสร็จสิ้นการพิจารณาและศาลช้นั ตน้ นัดฟัง
คาพิพากษา ดงั น้นั การกระทาของทนายจาเลยที่ซักคา้ นพยาน
โจทก์และนาพยานจาเลยเขา้ สืบหลงั จากท่ีศาลช้นั ต้นกระทา
การโดยผดิ ระเบียบดงั กล่าว ถือไดว้ ่าจาเลยไดด้ าเนินการอนั ใด
ข้ึนใหม่หลงั จากท่ีได้ทราบเร่ื องผิดระเบียบแล้ว อีกท้งั เป็ น
การให้สัตยาบนั แก่การผิดระเบียบดงั กล่าว รายงานกระบวน
พิจารณาของศาลช้นั ตน้ จึงมีผลผกู พนั จาเลย
คาส่ังคาร้องศาลฎกี าท่ี ท.๑๖๒๙/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๙๔ คดี
อยรู่ ะหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อจาเลยที่ ๒ ถึงแก่ความ
ตาย เป็นอานาจของศาลอุทธรณ์ท่ีจะสัง่ ให้มีการเขา้ เป็ นคู่ความ
แทนจาเลยท่ี ๒ ผมู้ รณะ แมค้ าสงั่ ศาลช้นั ตน้ ท่ีอนุญาตให้จาเลย
42
ที่ ๓ เข้าเป็ นคู่ความแทนจาเลยท่ี ๒ ผู้มรณะจะไม่ชอบ แต่
เน่ืองจากจาเลยที่ ๓ ในฐานะผเู้ ขา้ มาเป็นคู่ความแทนจาเลยท่ี ๒
ผมู้ รณะไดย้ ่ืนฎีกาและขอถอนฎีกาดงั กล่าวตามคาร้องน้ี การท่ี
ศาลฎีกาจะแก้ไขหรื อเพิกถอนคาสั่งศาลช้นั ต้นย่อมไม่เป็ น
ประโยชน์แก่คดี ท้ังคาส่ังศาลช้ันต้นเช่นว่าน้ันมิได้ทาให้
คคู่ วามฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงอาจเสียหาย เม่ือจาเลยท่ี ๒ ขอถอนฎีกา
โดยโจทก์และผูซ้ ้ือทรัพย์ไม่ค้าน กรณีไม่จาตอ้ งให้เพิกถอน
หรือแก้ไขคาสั่งศาลช้นั ตน้ และกรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้
จาเลยท่ี ๒ ถอนฎีกาตามขอได้ ศาลฎีกาอนุญาตให้จาเลยที่ ๒
ถอนฎีกา ใหจ้ าหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๖๙๗๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๖๒ ใน
การส่งหมายนดั ฟังคาพิพากษาศาลฎีกา เจา้ หนา้ ท่ีศาลไดร้ ะบุไว้
ในรายงานการเดินหมายว่า โจทกไ์ ดถ้ ึงแก่ความตายไปแลว้ ซ่ึง
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ศาลช้นั ต้นจะตอ้ งสอบขอ้ เท็จจริงให้
ได้ความชดั ว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ โดยจะต้อง
เล่ือนการอา่ นคาพิพากษาศาลฎีกาออกไปและจดั ให้มีผเู้ ขา้ เป็ น
คู่ความแทนโจทก์ แล้วส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาส่ังอนุญาต
การที่ศาลช้นั ต้นอ่านคาพิพากษาศาลฎีกาโดยมิไดด้ าเนินการ
ตามบทบญั ญตั ิดงั กลา่ ว จึงเป็นการไม่ชอบ แต่อยา่ งไรก็ตามเม่ือ
43
ขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวเพ่ิงปรากฏต่อศาลช้นั ตน้ เม่ือมีการส่งหมาย
นัดฟังคาพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความ การเลื่อนการอ่านคา
พิพากษาออกไปเพื่อรอให้มีผูเ้ ข้าเป็ นคู่ความแทนท่ี ก็ไม่ทา
ใหผ้ ลของคาพิพากษาศาลฎีกาซ่ึงเป็นท่ีสุดแลว้ เปลี่ยนแปลงไป
ท้งั ศาลช้นั ต้นได้อ่านคาพิพากษาศาลฎีกาให้ผูร้ ับมอบฉันทะ
จากทนายโจทก์ฟัง และถือว่าได้อ่านให้ฝ่ ายจาเลยฟังตาม
กฎหมายด้วยแล้ว ท้ังสองฝ่ ายย่อมทราบผลของคดีตามคา
พิพากษาไปแล้ว การที่จะมีคาส่ังให้เพิกถอนการอ่านคา
พิ พ าก ษา ศา ล ฎี ก า แล้ว ด าเ นิ นก าร แก้ไ ข ใ น ส่ ว นน้ี ใ ห ม่ ย่ อ ม
ไม่ก่อใหเ้ กิดประโยชน์ และขอ้ ที่มุง่ หมายจะให้การเป็ นไปดว้ ย
ความยุติธรรม กรณีจึงไม่สมควรท่ีจะเพิกถอนกระบวน
พิจารณาที่ผดิ ระเบียบดงั กลา่ ว
การดาเนินการในช้นั บงั คบั คดีน้นั มิใช่เป็ นเรื่องคดีคา้ ง
พิจารณาที่จะต้องมีผูเ้ ข้ารับมรดกความแทน การที่ผูจ้ ัดการ
มรดกของโจทก์ ขอให้ศาลช้นั ตน้ ออกหมายบงั คบั คดีและได้
ดาเนินการบังคบั คดีต่อมาน้ัน ถือเป็ นการดาเนินกระบวน
พิจารณาท่ีชอบ ท่ีศาลอุทธรณ์มีคาส่ังให้เพิกถอนกระบวน
พิจารณานับต้งั แต่ช้นั ออกหมายต้งั เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีน้ัน
เป็นการไมถ่ ูกตอ้ ง
44
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๘๐๐๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๗๘
แมเ้ ดิมศาลช้นั ตน้ จะมีคาสัง่ ให้นดั ไต่สวนคาร้องของผูร้ ้องท้งั
ห้า แต่เมื่อต่อมาศาลช้นั ต้นตรวจพบว่าแมจ้ ะไต่สวนได้ความ
ตามคาร้องของผูร้ ้องท้งั ห้า ก็ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องท้ังห้าเป็ นผูม้ ี
อานาจพิเศษในท่ีดินพิพาทที่ดีกว่าอานาจหรื อสิ ทธิของโจทก์
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ตามเหตุผลที่วินิจฉัยไว้
ขา้ งต้น กรณีจึงไม่มีความจาเป็ นต้องไต่สวนอีกต่อไป ที่ศาล
ช้ันต้นมีคาส่ังให้นัดไต่สวนไว้จึงผิดพลาด ถือว่าเป็ นการ
พิจารณาที่ผิดระเบียบมิไดป้ ฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ใน
ขอ้ ท่ีมุง่ หมายจะยงั ให้การเป็นไปดว้ ยความยตุ ิธรรมในเร่ืองการ
พิจารณาคดี ศาลช้นั ตน้ ย่อมมีอานาจที่จะสงั่ ให้เพิกถอนคาสั่ง
น้นั แลว้ มีคาส่ังใหม่ได้ กรณีไม่ใช่คาสัง่ ท่ีวินิจฉยั ช้ีขาดคดีหรือ
เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ าท่ีต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๓ และ มาตรา ๑๔๔ อีกท้งั ในการเพิกถอนการ
พิจารณาท่ีผิดระเบียบไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิวิธีการไว้ ศาลจึงมี
อานาจทาการตามท่ีเห็นสมควรเพื่อให้มีผลเป็ นที่เขา้ ใจของ
คู่ความว่าเป็นการเพิกถอนการพิจารณาท่ีผิดระเบียบเสีย ก็เป็ น
การกระทาโดยชอบแลว้ ท่ีศาลช้นั ตน้ เพิกถอนคาสง่ั เดิมแลว้ มี
คาส่ังใหม่โดยใชว้ ิธีฆ่าคาส่ังเดิมแล้วเขียนลงใหม่ ท้ังลงช่ือ
ผเู้ ขียนกากบั ไว้ ก็เป็นวิธีการท่ีบญั ญตั ิไวต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๖
45
วรรคสอง เช่ือวา่ มีผลให้คู่ความเขา้ ใจดีว่าเป็ นการเพิกถอนการ
พิจารณาที่ผิดระเบียบ
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๔๒
คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๑๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๑๔
ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ บญั ญตั ิว่า “ถา้ คู่ความฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงในคดี
ที่คา้ งพิจารณาอยู่ในศาลไดม้ รณะเสียก่อนศาลพิพากษาคดี ให้
ศาลเล่ือนการนงั่ พิจารณาไปจนกว่าทายาทของผมู้ รณะไดเ้ ขา้ มา
เป็ นคู่ความแทนที่” เมื่อปรากฏว่า ก่อนศาลช้ันต้นอ่านคา
พิพากษาศาลอุทธรณ์ ท. ซ่ึงอา้ งวา่ เป็นทายาท และเป็ นผจู้ ดั การ
มรดกของโจทก์ยื่นคาแถลงว่า โจทก์ถึงแก่กรรมเม่ือวนั ที่ ๘
มิถนุ ายน ๒๕๕๒ โดยศาลช้นั ตน้ มีคาสงั่ ต้งั ตนเองเป็ นผจู้ ดั การ
มรดกของโจทก์แลว้ ศาลช้นั ตน้ รับคาแถลงและให้ส่งสาเนาให้
จาเลยโดยแจง้ ในคาสง่ั ว่า หากจาเลยจะคดั คา้ นให้ยื่นคาคดั คา้ น
เขา้ มาภายใน ๑๕ วนั นบั แตว่ นั ที่ไดร้ ับหมาย จาเลยไดร้ ับหมาย
นดั แลว้ ไมป่ รากฏว่าจาเลยยืน่ คาคดั คา้ นแต่อยา่ งใด จึงน่าเช่ือว่า
โจทก์ไดถ้ ึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ศาลช้นั ตน้ จึงชอบที่จะตอ้ งเล่ือนการนง่ั พิจารณาคดี รวมท้งั การ
อ่านคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไป เพ่ือดาเนินการให้มีผูเ้ ข้า
46
เป็ นคู่ความแทนโจทก์ก่อน การที่ศาลช้นั ต้นอ่านคาพิพากษา
ศาลอุทธรณ์ไป โดยยังไม่มีผู้เข้าเป็ นคู่ความแทนโจทก์
จึงไมช่ อบดว้ ยบทบญั ญตั ิดงั กลา่ วขา้ งตน้
คาส่ังคาร้องศาลฎกี าท่ี ท.๑๖๒๙/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๙๔ คดี
อยรู่ ะหว่างพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์ เม่ือจาเลยท่ี ๒ ถึงแก่ความ
ตาย เป็นอานาจของศาลอทุ ธรณ์ท่ีจะสัง่ ให้มีการเขา้ เป็ นคู่ความ
แทนจาเลยท่ี ๒ ผมู้ รณะ แมค้ าสงั่ ศาลช้นั ตน้ ท่ีอนุญาตให้จาเลย
ที่ ๓ เข้าเป็ นคู่ความแทนจาเลยที่ ๒ ผู้มรณะจะไม่ชอบ แต่
เนื่องจากจาเลยที่ ๓ ในฐานะผเู้ ขา้ มาเป็นคคู่ วามแทนจาเลยที่ ๒
ผมู้ รณะไดย้ ่ืนฎีกาและขอถอนฎีกาดงั กล่าวตามคาร้องน้ี การท่ี
ศาลฎีกาจะแก้ไขหรื อเพิกถอนคาสั่งศาลช้นั ต้นย่อมไม่เป็ น
ประโยชน์แก่คดี ท้งั คาสั่งศาลช้ันต้นเช่นว่าน้ันมิได้ทาให้
คคู่ วามฝ่ ายใดฝ่ ายหน่ึงอาจเสียหาย เมื่อจาเลยท่ี ๒ ขอถอนฎีกา
โดยโจทก์และผูซ้ ้ือทรัพย์ไม่ค้าน กรณีไม่จาต้องให้เพิกถอน
หรือแก้ไขคาส่งั ศาลช้นั ตน้ และกรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้
จาเลยท่ี ๒ ถอนฎีกาตามขอได้ ศาลฎีกาอนุญาตให้จาเลยที่ ๒
ถอนฎีกา ให้จาหน่ายคดีเสียจากสารบบความของศาลฎีกา
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๖๙๗๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๖๒ ใน
การส่งหมายนดั ฟังคาพิพากษาศาลฎีกา เจา้ หนา้ ที่ศาลไดร้ ะบุไว้
47
ในรายงานการเดินหมายว่า โจทก์ไดถ้ ึงแก่ความตายไปแลว้ ซ่ึง
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๒ ศาลช้นั ตน้ จะตอ้ งสอบขอ้ เท็จจริงให้
ไดค้ วามชัดว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ โดยจะตอ้ ง
เลื่อนการอา่ นคาพิพากษาศาลฎีกาออกไปและจดั ให้มีผเู้ ขา้ เป็ น
คู่ความแทนโจทก์ แล้วส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาสั่งอนุญาต
การท่ีศาลช้นั ตน้ อ่านคาพิพากษาศาลฎีกาโดยมิได้ดาเนินการ
ตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าว จึงเป็นการไมช่ อบ แต่อยา่ งไรก็ตามเม่ือ
ขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวเพ่ิงปรากฏต่อศาลช้นั ตน้ เม่ือมีการส่งหมาย
นัดฟังคาพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความ การเลื่อนการอ่านคา
พิพากษาออกไปเพื่อรอให้มีผูเ้ ข้าเป็ นคู่ความแทนที่ ก็ไม่ทา
ใหผ้ ลของคาพิพากษาศาลฎีกาซ่ึงเป็นท่ีสุดแลว้ เปล่ียนแปลงไป
ท้งั ศาลช้นั ตน้ ได้อ่านคาพิพากษาศาลฎีกาให้ผูร้ ับมอบฉันทะ
จากทนายโจทก์ฟัง และถือว่าได้อ่านให้ฝ่ ายจาเลยฟังตาม
กฎหมายด้วยแล้ว ท้งั สองฝ่ ายย่อมทราบผลของคดีตามคา
พิพากษาไปแล้ว การท่ีจะมีคาส่ังให้เพิกถอนการอ่านคา
พิ พ าก ษา ศา ล ฎี ก า แล้ว ด าเ นิ นก า ร แก้ไ ข ใ น ส่ ว นน้ี ใ ห ม่ ย่อ ม
ไมก่ ่อใหเ้ กิดประโยชน์ และขอ้ ท่ีมงุ่ หมายจะให้การเป็ นไปดว้ ย
ความยุติธรรม กรณีจึงไม่สมควรที่จะเพิกถอนกระบวน
พิจารณาท่ีผิดระเบียบดงั กลา่ ว
48
การดาเนินการในช้นั บงั คบั คดีน้นั มิใช่เป็ นเรื่องคดีคา้ ง
พิจารณาที่จะต้องมีผูเ้ ข้ารับมรดกความแทน การท่ีผูจ้ ัดการ
มรดกของโจทก์ ขอให้ศาลช้นั ตน้ ออกหมายบงั คบั คดีและได้
ดาเนินการบังคับคดีต่อมาน้ัน ถือเป็ นการดาเนินกระบวน
พิจารณาท่ีชอบ ท่ีศาลอุทธรณ์มีคาสั่งให้เพิกถอนกระบวน
พิจารณานับต้งั แต่ช้นั ออกหมายต้งั เจ้าพนักงานบงั คบั คดีน้ัน
เป็นการไมถ่ กู ตอ้ ง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๔๓
คาส่ังคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๑๓/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๒๖
ผรู้ ้องย่ืนคาร้องขอเขา้ เป็ นผจู้ ดั การมรดกของ ล. ผตู้ ายอนั เป็ น
เร่ืองเฉพาะตวั ของผูร้ ้อง เมื่อผูร้ ้องถึงแก่ความตายในระหว่าง
การพิจารณาของศาลฎีกา จึงไม่มีกรณีท่ีจะตอ้ งจดั ให้มีการเขา้
มาเป็นคคู่ วามแทนผรู้ ้องซ่ึงมรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๓
ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ มี ค า ส่ั ง ใ ห้ ผู้ร้ อ ง แ ล ะ ผู้ค ัด ค้ า น ท้ ัง ส า ม
ร่วมกนั เป็ นผูจ้ ดั การมรดกของผตู้ าย เป็ นกรณีท่ีศาลมีคาส่ังต้งั
ผจู้ ดั การมรดกหลายคนเป็ นผูจ้ ดั การมรดกร่วมกนั และผจู้ ดั การ
มรดกคนหน่ึงถึงแก่ความตาย เมื่อการทาหน้าที่ของผูจ้ ดั การ
49
มรดกดงั กล่าวจะตอ้ งจดั การร่วมกนั ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๒๖
ผจู้ ดั การมรดกท่ีเหลือยอ่ มไมอ่ าจจดั การมรดกต่อไปได้ อนั มีผล
ทาให้อานาจหน้าท่ีของผูจ้ ัดการมรดกท่ีเหลือคือผูค้ ดั คา้ นท้งั
สามสิ้นสุดลงไปโดยผลของกฎหมาย กรณีเป็ นเรื่องท่ีผูม้ ีส่วน
ไดเ้ สียชอบท่ีจะย่ืนคาร้องขอเป็ นผจู้ ดั การมรดกของผูต้ ายใหม่
คดีจึงไม่มีประโยชน์ท่ีจะพิจารณาฎีกาของผูค้ ดั คา้ นที่ ๑ ท่ี ๒
และที่ ๓ ต่อไปใหจ้ าหน่ายคดีจากสารบบความของศาลฎีกา
คาสั่งคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๔๔๔/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๓๔
โจทก์ถึงแก่กรรม สามีโจทก์และบิดามารดาโจทก์ถึงแก่กรรม
ไปก่อนแลว้ โดยโจทก์กบั สามีไม่มีบุตรดว้ ยกนั แม้ อ. ผรู้ ้องมี
ฐานะเป็นพ่ีร่วมบิดามารดาเดียวกบั โจทก์ แต่ อ. เป็ นมารดา พ.
มารดาจาเลย อ. จึงมีฐานะเป็นยายจาเลยซ่ึงมีขอ้ พิพาทกบั โจทก์
ส่วน ว. ผูร้ ้องเป็ นบุตร ร. น้องร่วมบิดามารดาเดียวกบั โจทก์
และเป็นผปู้ กครองที่ดินพิพาท ท้งั ก่อนโจทก์ถึงแก่กรรมโจทก์
ได้มาพกั อาศยั อยู่ด้วย ประกอบกับทายาทอื่นของโจทก์อัน
ไดแ้ ก่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกบั โจทก์ต่างยินยอมให้ ว. เขา้
เป็ นคู่ความแทนโจทก์ กรณีมีเหตุสมควรที่จะต้งั ว. ผรู้ ้องเป็ น
ผเู้ ขา้ เป็นคู่ความแทนโจทกผ์ มู้ รณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๓ ไม่มี
เหตุสมควรท่ีจะต้งั อ. ผรู้ ้อง
50
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๔๔
คาส่ังคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๕๙๕/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๙๐
ผรู้ ้องกบั โจทก์จดทะเบียนสมรสในขณะท่ีโจทก์มีผูค้ ดั คา้ นเป็ น
คู่สมรสอยูแ่ ล้ว อนั เป็ นการต้องห้ามตามมาตรา ๑๔๕๒ และ
เป็ นโมฆะตามมาตรา ๑๔๙๕ ผูค้ ัดค้านในฐานะคู่สมรสของ
โจทก์ย่อมเป็ นบุคคลผูม้ ีส่วนไดเ้ สียมีสิทธิกล่าวอา้ งข้ึนซ่ึงการ
สมรสที่เป็ นโมฆะน้ันไดต้ ามมาตรา ๑๔๙๗ ผรู้ ้องจึงไม่อยู่ใน
ฐานะภริยาโดยชอบดว้ ยกฎหมายของโจทก์ อนั จะเป็ นทายาท
ของโจทก์ ไม่มีสิทธิเขา้ เป็ นคู่ความแทนโจทก์ผูม้ รณะ กรณีมี
เหตุตามกฎหมายให้ผู้คัดค้านซ่ึ งเป็ นภริ ยาโดยชอบด้วย
กฎหมายของโจทก์เขา้ มาเป็ นคู่ความแทนโจทก์ผูม้ รณะ ให้ยก
คาร้องของผรู้ ้อง และอนุญาตใหผ้ คู้ ดั คา้ นเขา้ มาเป็นคู่ความแทน
โจทก์ผมู้ รณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๔