151
ขอใหศ้ าลช้นั ตน้ รับคาร้องของผรู้ ้องสอดท้งั สองไวพ้ ิจารณาอยู่
ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ผรู้ ้องสอดท่ี ๒ เป็ น
โจทก์ยื่นฟ้ องโจทก์คดีน้ีเป็ นจาเลยต่อศาลช้นั ตน้ ตามคดีแพ่ง
หมายเลขดาท่ี ๒๒๖๓/๒๕๔๘ ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาท
เป็นท่ีดินสาธารณสมบตั ิของแผน่ ดิน และขอให้เพิกถอนโฉนด
ที่ดินเลขท่ี ๖๓๒๙ ท่ีออกทบั ที่ดินสาธารณประโยชน์อีก คดีน้ี
ที่ผรู้ ้องสอดท้งั สองร้องสอดเขา้ มา และคดีที่ผรู้ ้องสอดท่ี ๒ เป็น
โจทก์ฟ้ องโจทก์เป็ นจาเลยในคดีแพ่งหมายเลขดาท่ี ๒๒๖๓/
๒๕๔๘ มีประเดน็ พิพาทเป็นอยา่ งเดียวกนั ว่า ที่ดินพิพาทเป็ นที่
สาธารณประโยชน์อนั เป็ นสาธารณสมบตั ิของแผ่นดินหรือไม่
จึงเป็นคดีเร่ืองเดียวกนั การที่ผรู้ ้องสอดท่ี ๒ ย่ืนคาร้องสอดเขา้
มาในคดีน้ีตามมาตรา ๕๗ (๑) ถือไดว้ ่าผูร้ ้องสอดท่ี ๒ ไดเ้ ป็ น
โจทกย์ ่ืนฟ้ องโจทกเ์ ป็นจาเลยแลว้ แมศ้ าลช้นั ตน้ จะสง่ั ยกคาร้อง
แต่ผูร้ ้องสอดท่ี ๒ ไดย้ ื่นอุทธรณ์ คดีของผูร้ ้องสอดที่ ๒ จึง
ยงั คงอยู่ในระหว่างการพิจารณา การท่ีผรู้ ้องสอดท่ี ๒ นาคดี
เร่ื องเดียวกันน้ีมายื่นฟ้ องโจทก์เป็ นคดีแพ่งหมายเลขดาที่
๒๒๖๓/๒๕๔๘ ของศาลช้นั ตน้ อีก จึงเป็ นฟ้ องซ้อนตอ้ งห้าม
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) การท่ีศาลช้นั ตน้ สงั่ รับ
คดีของผรู้ ้องสอดที่ ๒ ไวพ้ ิจารณา จึงเป็ นการไม่ชอบและย่อม
152
ส่งผลให้กระบวนพิจารณาท่ีได้ดาเนินการต่อมาในภายหลงั
จนกระทัง่ ศาลช้ันต้นมีคาพิพากษาเป็ นคดีหมายเลขแดงที่
๑๒๘๘/๒๕๔๙ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามให้ยกฟ้ อง
ของผู้ร้องสอดที่ ๒ และคดีถึงที่สุดไปแล้วน้ัน ไม่ชอบด้วย
กฎหมายไปด้วย เสมือนหน่ึงไม่เคยมีการดาเนินกระบวน
พิจารณาและพิพากษาคดีดงั กล่าวมาก่อนเลย การดาเนินคดีน้ีจึง
ไม่เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้าหรือเป็ นฟ้ องซ้ากบั คดี
ดงั กล่าวของผรู้ ้องสอดท่ี ๒ อนั จกั ตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๔๔ และ มาตรา ๑๔๘
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๘๖๓๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๐๔
น. มีชื่อเป็ นผูม้ ีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และไดท้ าสัญญา
ขายฝากท่ีดินพิพาทกบั โจทก์ เม่ือครบกาหนด น. มิไดไ้ ถ่คืน
และยงั คงใชป้ ระโยชน์ในท่ีดินพิพาท โจทก์จึงฟ้ องขบั ไล่ น.
กับพวกต่อศาลจังหวัดราชบุรี หลังจากศาลจังหวัดราชบุรี
พิพากษาแลว้ โจทก์จึงมาฟ้ องจาเลยซ่ึงเป็ นบุตรของ น. ให้ส่ง
มอบการครอบครองท่ีดินพิพาทและชดใชค้ ่าเสียหายให้แก่
โจทก์ ดงั น้ี แมจ้ าเลยจะเป็ นผสู้ ืบสิทธิจาก น. ในคดีก่อนก็ตาม
แต่เป็ นการสืบสิทธิเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกบั สิทธิครอบครอง
ในท่ีดินพิพาทซ่ึงจาเลยให้การต่อสู้โดยอา้ งสิทธิของ น. เท่าน้นั
153
อีกท้งั โจทก์เพ่ิงทราบขอ้ เทจ็ จริงเก่ียวกบั การครอบครองที่ดิน
ของจาเลยจากการที่จาเลยไปเบิกความในคดีก่อนว่า น. มอบ
อานาจให้จาเลยเป็ นผดู้ ูแลท่ีดินและให้เขา้ ครอบครองท่ีดินใน
นามตนเอง จาเลยเขา้ ครอบครองทาประโยชน์ในที่ดินโดยให้
บุคคลอื่นเช่า ดงั น้นั โจทก์ยอ่ มไม่อาจฟ้ องจาเลยไดใ้ นคดีก่อน
นอกจากน้ีเม่ือทนายความโจทกม์ ีหนงั สือบอกกลา่ วใหจ้ าเลยส่ง
มอบท่ีดินและค่าเช่า จาเลยยงั มีหนังสือปฏิเสธโดยอา้ งว่า น.
สละการครอบครองที่ดินให้จาเลยแลว้ และจาเลยเป็ นผมู้ ีสิทธิ
ครอบครองในท่ีดิน การกระทาของจาเลยเป็ นการโตแ้ ยง้ สิทธิ
ครอบครองของโจทก์โดยตรง จึงเป็นมลู คดีต่างหากและคนละ
ประเด็นกับคดีก่อน โจทก์ย่อมฟ้ องให้จาเลยส่งมอบการ
ครอบครองที่ดินและชดใชค้ ่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ กรณีมิใช่
เป็นการย่ืนคาฟ้ องเรื่องเดียวกนั กบั คดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๗๓ วรรคสอง (๑) ฟ้ องโจทก์จึงไม่เป็ นฟ้ องซ้อนกบั คดีของ
ศาลจงั หวดั ราชบรุ ี
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๙๘๗๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๕๘
อาคารท่ีโจทกท์ ้งั สองฟ้ องขอให้ขบั ไลจ่ าเลยท้งั สองออกไปน้นั
เป็นอาคารเลขที่ ๑๑๑/๘ และเลขท่ี ๑๑๑/๗ ซ่ึงเป็ นอาคารคนละ
หลงั กนั แมจ้ ะปลกู สร้างอยบู่ ริเวณโฉนดที่ดินเดียวกนั กต็ าม แต่
154
เมื่อมลู แห่งการฟ้ องคดีเป็ นคนละกรณีกนั ท้งั สภาพแห่งขอ้ หา
คาขอบงั คบั และขอ้ อ้างท่ีอาศยั เป็ นหลกั แห่งข้อหา ตลอดจน
ประเดน็ แห่งคดีกแ็ ตกต่างกนั ท้งั สองคดี จึงถือไมไ่ ดว้ ่าเป็ นเร่ือง
เดียวกนั ไม่เป็ นฟ้ องซ้อนท่ีตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๓
วรรคสอง (๑)
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๔ (๒)
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๒๒๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๑๐
เมื่อโจทก์ย่ืนฎีกาแลว้ ศาลช้นั ตน้ มีคาสั่งฎีกาของโจทก์ว่า “รับ
เป็นฎีกาของโจทก์ สาเนาให้จาเลยแก้ภายใน ๑๕ วนั ให้โจทก์
นาส่งภายใน ๕ วนั หากส่งไม่ไดใ้ ห้โจทก์แถลงเพื่อดาเนินการ
ต่อไปภายใน ๑๕ วนั นบั แต่วนั ส่งไม่ได้ หากไม่แถลงให้ถือว่า
โจทก์ทิ้งฟ้ องฎีกา” ต่อมาโจทก์ได้ชาระค่านาหมายต่อศาล
ช้นั ตน้ ในวนั ที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ เจ้าหนา้ ท่ีศาลไดน้ าหมาย
นดั และสาเนาฎีกาไปส่งให้แก่จาเลย แตส่ ่งไม่ได้ โดยผสู้ ่งหมาย
รายงานว่า พบชายคนหน่ึงอายปุ ระมาณ ๒๕ ปี อา้ งว่าจาเลย
ไมอ่ ยแู่ ละปฏิเสธไมย่ อมรับหมายไวแ้ ทน ซ่ึงตามคาสั่งของศาล
ช้นั ตน้ ดงั กล่าวให้เป็นหนา้ ที่ของโจทก์ที่จะตอ้ งนาส่งหมายนดั
และสาเนาฎีกาให้แก่จาเลย การท่ีโจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการ
155
นาส่งหมายไมท่ าให้โจทกห์ มดหนา้ ที่ที่จะตอ้ งจดั การตามคาสง่ั
ศาลช้ันต้น เม่ือเจ้าหน้าที่ศาลได้นาหมายนัดและสาเนาฎีกา
ไปส่งแก่จาเลยแล้ว แต่ส่งไม่ได้ ก็ต้องถือว่าโจทก์ทราบว่า
ไม่สามารถส่งหมายนดั และสาเนาฎีกาให้แก่จาเลยไดต้ ้งั แตว่ นั ที่
๔ มิถุนายน ๒๕๕๔ อนั เป็ นวนั ที่เจ้าหน้าที่ไปส่งหมาย โจทก์
จึงต้องแถลงเพ่ือดาเนินการต่อไปภายใน ๑๕ วนั นบั แต่วัน
ส่งไม่ได้ คืออย่างช้าต้องแถลงภายในวันที่ ๑๙ มิถุนายน
๒๕๕๔ แต่โจทก์ไม่แถลงภายในกาหนด จนกระทง่ั วนั ที่ ๑
สิงหาคม ๒๕๕๔ เจา้ หน้าท่ีศาลจึงรายงานต่อศาลช้นั ตน้ ศาล
ช้ันต้นส่งสานวนให้ศาลฎีกา ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้ องฎีกาตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และ ๒๔๗
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๕
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๕๙๑๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๒๑๕ แม้
จาเลยและจาเลยร่วมคดั คา้ นไม่ยอมใหโ้ จทกถ์ อนฟ้ องก็ตาม แต่
การท่ีศาลจะอนุญาตใหโ้ จทกถ์ อนฟ้ องหรือไม่เป็ นดุลพินิจของ
ศาล ขณะท่ีโจทก์ขอถอนฟ้ อง โจทก์ จาเลยและจาเลยร่วมต่าง
ยงั ไม่มีฝ่ ายใดนาพยานหลกั ฐานเข้าสืบเพ่ือสนับสนุนคาฟ้ อง
และคาใหก้ ารของฝ่ ายตน ซ่ึงขอ้ เทจ็ จริงจะเป็ นตามคาฟ้ องของ
156
โจทก์หรื อคาให้การของจาเลยและจาเลยร่วมจะรับฟังได้
เพียงใด อยู่ท่ีพยานหลกั ฐานท่ีต่างนาเขา้ สืบสนบั สนุนคาฟ้ อง
และคาให้การของฝ่ ายตน การที่โจทก์ขอถอนฟ้ องคดีน้ี
สืบเน่ืองจากผลการรังวดั ท่ีดินพิพาทของจาเลยร่วมน้นั ต้งั อยใู่ น
ที่ดินของโจทก์ ท้งั ในคดีที่โจทก์ฟ้ องขบั ไล่ผเู้ ช่าซ่ึงอา้ งว่าเช่า
ท่ีดินของจาเลยร่ วมออกจากท่ีดินพิพาทน้ัน ศาลจังหวัด
นครสวรรคม์ ีคาวินิจฉัยว่าท่ีดินพิพาทเป็ นที่ดินของโจทก์และ
พิพากษาขบั ไล่ผูเ้ ช่าออกจากท่ีดินโจทก์ ซ่ึงสอดคล้องกบั ผล
การรังวดั ที่ดินพิพาทน้ี โจทก์จึงไม่ประสงคท์ ี่จะดาเนินคดีน้ีอีก
ตอ่ ไป ขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวเป็นท่ีมาแห่งความจาเป็ นในการถอน
ฟ้ องที่ปรากฏแก่โจทก์หลงั จากฟ้ องคดีไปแลว้ ซ่ึงมีเหตุผลและ
เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทาได้ โดยฝ่ ายจาเลยที่อา้ งว่ามีสิทธิ
ดีกว่าย่อมพิสูจน์สิทธิของตนไดต้ ามพยานหลกั ฐานที่อา้ งใน
ภายหลงั ไม่ถูกผกู พนั กบั คาพิพากษาดงั กล่าว ไม่ทาให้จาเลย
และจาเลยร่วมเสียเปรียบ กรณีจึงถือไม่ไดว้ ่าโจทก์กระทาการ
โดยไม่สุจริตเพ่ือม่งุ เอาเปรียบในเชิงคดีแต่อยา่ งใด
คาส่ังคาร้องศาลฎีกาท่ี ท.๔๓/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๐๔ ศาล
ช้นั ตน้ มีคาสงั่ คาร้องของผคู้ ดั คา้ นท่ีขอถอดถอนผูร้ ้องออกจาก
157
การเป็ นผจู้ ดั การมรดกของผตู้ ายแลว้ ผูค้ ดั คา้ นจึงไม่มีสิทธิขอ
ถอนคาร้องคดั คา้ นได้
ผคู้ ดั คา้ นขอถอนตวั จากการเป็นผจู้ ดั การมรดกของผตู้ าย
ตามคาส่งั ศาลช้นั ตน้ มีผลเท่ากบั ผูค้ ดั คา้ นประสงค์ขอลาออก
จากตาแหน่ง การที่ผคู้ ดั คา้ นไม่สมคั รใจทาหนา้ ท่ีผจู้ ดั การมรดก
ของผตู้ ายตามคาส่งั ศาลอีกต่อไป กรณีนบั ว่ามีเหตุอนั สมควร
อนุญาตใหผ้ คู้ ดั คา้ นลาออกจากตาแหน่งไดต้ าม ป.พ.พ. มาตรา
๑๗๒๗ วรรคสอง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๗ วรรคสอง
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๕๙๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๒๙ โจทก์
ฟ้ องว่า จาเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์บอกเลิก
สัญญาเช่า แต่จาเลยยงั คงอยใู่ นท่ีดินพิพาท ขอให้ขบั ไล่จาเลย
ออกจากที่ดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหาย จาเลยให้การและ
ฟ้ องแยง้ ตอนแรกว่า จาเลยไม่เคยเช่าท่ีดินพิพาทจากโจทก์
จาเลยเป็ นเจ้าของและมีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเน้ือที่
ประมาณ ๑๖ ไร่ มาต้งั แต่ปี ๒๕๑๓ แต่กลบั ให้การและฟ้ อง
แย้งในตอนหลงั ว่า หากฟังว่าท่ีดินตามฟ้ องเป็ นที่ดินแปลง
158
เดียวกนั กบั ที่ดินพิพาท จาเลยก็เขา้ ทาประโยชน์ในที่ดินพิพาท
โดยความสงบเปิ ดเผยดว้ ยเจตนาเป็ นเจ้าของเป็ นเวลาเกินกว่า
สิบปี แล้ว จาเลยย่อมได้กรรมสิทธ์ิในท่ีดินพิพาทโดยการ
ครอบครองปรปักษ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ คาให้การและ
ฟ้ องแยง้ ตอนหลงั จึงมีเง่ือนไขและขดั แยง้ กบั คาให้การและฟ้ อง
แยง้ ตอนแรก เป็นคาให้การที่ไม่ชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗
วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นขอ้ พิพาทว่าจาเลยไดก้ รรมสิทธ์ิใน
ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรื อไม่ เพราะการ
ครอบครองปรปักษจ์ ะมีไดก้ ็แต่ในท่ีดินของผอู้ ่ืนเท่าน้นั อีกท้งั
ศาลช้นั ตน้ กาหนดประเดน็ ขอ้ พิพาทไวเ้ พียงว่าที่ดินพิพาทเป็ น
ของโจทก์หรื อจาเลยและมีค่าเสียหายหรื อไม่เพียงใด มิได้
มีประเด็นว่าจาเลยได้กรรมสิ ทธ์ิในที่ดินพิพาทโดยการ
ครอบครองปรปักษห์ รือไม่ ซ่ึงหากจาเลยไม่เห็นดว้ ยกช็ อบท่ีจะ
คดั ค้านการกาหนดประเด็นขอ้ พิพาทของศาลช้ันตน้ ไดต้ าม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๓ วรรคสาม
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๐๑๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๒๐๑
จาเลยให้การยอมรับว่า ทาสญั ญาจานองกบั โจทก์จริง แต่จาเลย
ไม่ได้เป็ นหน้ีโจทก์ในต้นเงินและดอกเบ้ียจานวนตามฟ้ อง
จาเลยจึงต้องแสดงเหตุผลแห่งการปฏิเสธในข้อดงั กล่าวว่า
159
ไม่ไดเ้ ป็ นหน้ีโจทก์ท้งั ตน้ เงินและดอกเบ้ียเพราะเหตุใด โดย
จาเลยให้การว่าจะนาเสนอหลกั ฐานในช้ันพิจารณา จึงเป็ น
คาให้การปฏิเสธที่ไม่ไดแ้ สดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดยชดั แจ้ง
ตามกฎหมาย ข้อเท็จจริ งจึงต้องรับฟังว่าจาเลยกู้ยืมเงินโดย
ยนิ ยอมเสียดอกเบ้ียตามอตั ราที่กาหนดไวใ้ นสญั ญาจานอง และ
ไม่มีประเด็นว่าโจทก์คิดดอกเบ้ียจากจาเลยเกินกว่าอตั ราที่
กฎหมายกาหนดและตกเป็ นโมฆะหรื อไม่ ท่ีศาลอุทธรณ์
วินิจฉัยในประเด็นดงั กล่าวจึงเป็ นการไม่ชอบ และถือว่าเป็ น
ขอ้ ท่ีไมไ่ ดว้ ่ากนั มาแลว้ โดยชอบในศาลช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์
ตอ้ งหา้ มมิใหฎ้ ีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๙๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๙๘
นอกจากจาเลยจะต้องให้การโดยชดั แจ้งว่าคดีโจทก์ขาดอายุ
ความแลว้ จาตอ้ งให้การแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้
ปรากฏดว้ ย จาเลยท้งั สามให้การแต่เพียงว่า หากฟังว่ามูลหน้ี
เกิดจากสัญญาซ้ือขายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือเช่า คดีโจทก์
ขาดอายคุ วามเพราะโจทก์บรรยายฟ้ องว่าสญั ญามีกาหนด ๒ ปี
โดยเริ่ มต้นวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ส้ินสุดวันท่ี ๓๑
ตุลาคม ๒๕๔๔ คดีของโจทกจ์ ึงขาดอายคุ วาม โดยมิไดร้ ะบุให้
ชดั เจนวา่ คดีโจทก์ขาดอายคุ วามในเร่ืองสญั ญาซ้ือขายหรือเช่า
160
ทรัพย์ เนื่องจากอายุความซ้ือขายและเช่าทรัพยแ์ ตกต่างกนั ท้งั
ไมไ่ ดใ้ ห้การว่าคดีโจทก์ขาดอายคุ วามเม่ือใด นบั แต่วนั ใดถึงวนั
ฟ้ องคดีขาดอายุความไปแล้ว ถือเป็ นคาให้การท่ีไม่ชดั แจ้ง
ไมช่ อบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๘๙๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๒๑๒
โจทก์ฟ้ องคดีน้ีโดยเข้ารับช่วงสิทธิของผูเ้ อาประกันภัยตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๘๘๐ สิทธิของโจทกจ์ ึงตอ้ งถูกจากดั ไม่เกินสิทธิ
ท้งั หลายที่ผเู้ อาประกนั ภยั มีอยู่ โจทก์จึงตอ้ งฟ้ องจาเลยภายใน
กาหนดอายุความ ๑ ปี ตามมาตรา ๔๔๘ วรรคหน่ึง แมจ้ าเลย
ให้การว่า ฟ้ องโจทก์ขาดอายุความเน่ืองจากโจทก์ไม่ได้ฟ้ อง
จาเลยภายในกาหนดเวลา ๒ ปี (มิใช่ ๑ ปี ) นับแต่วันท่ี ๙
พฤศจิกายน ๒๕๔๒ อนั เป็ นวนั เกิดอุบตั ิเหตุเฉี่ยวชน แต่เมื่อ
ตามคาฟ้ องของโจทกบ์ รรยายฟ้ องให้จาเลยรับผิดในฐานะผูท้ า
ละเมิดตามมาตรา ๔๒๐ ถือไดว้ ่าจาเลยไดย้ กอายุความเรื่อง
ละเมิดตามมาตรา ๔๔๘ วรรคหน่ึง ข้ึนต่อสู้แลว้ ประกอบกบั
ศาลช้นั ตน้ กาหนดประเดน็ ขอ้ พิพาทว่า ฟ้ องโจทกข์ าดอายคุ วาม
หรือไม่ คดียอ่ มมีประเด็นอายุความเรื่องละเมิด ศาลก็ต้องยก
อายคุ วามเร่ืองละเมิดข้ึนปรับแก่คดี เพราะการจะปรับบทมาตรา
161
ใดเป็ นหน้าท่ีของศาล เมื่อโจทก์ฟ้ องคดีเกิน ๑ ปี นบั แต่วนั ที่
โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตวั ผจู้ ะพึงตอ้ งใชค้ ่าสินไหมทดแทน
ฟ้ องโจทกจ์ ึงขาดอายคุ วามตามมาตรา ๔๔๘ วรรคหน่ึง
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๒๒๐๘๙/๒๕๕๕ ฎ. ๒๖๕๑ จาเลยให้
การต่อสู้ว่า เดิม ว. กูย้ ืมเงินจาก ฉ. น้องชายโจทก์ จาเลยจึงส่ัง
จ่ายเชค็ พิพาทมอบให้ ฉ. เพื่อเป็นประกนั การชาระหน้ี ต่อมา ฉ.
ไดร้ ับชาระหน้ีครบถ้วนแลว้ แต่ไม่คืนเช็คพิพาทให้แก่จาเลย
เชค็ พิพาทจึงไมม่ ีมลู หน้ีตามกฎหมาย หลงั จากน้นั โจทก์กบั พ.
ไดส้ มคบกนั โดยเจตนาไม่สุจริตนาเชค็ พิพาทไปเรียกเก็บเงิน
เขา้ บญั ชีของโจทก์ แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเพราะเหตุ
จาเลยอายดั เช็คไว้ การท่ีโจทก์เก็บเช็คพิพาทไว้โดยเจตนา
ไม่สุจริตและได้คบคิดกนั ฉ้อฉลกับพวกและ พ. เป็ นการใช้
สิทธิโดยไม่สุจริต และไม่มีอานาจฟ้ อง คาให้การของจาเลย
มิไดใ้ ห้การโดยชดั แจ้งว่าโจทก์ไดร้ ับเชค็ พิพาทมาดว้ ยการคบ
คิดกับ ฉ. หรื อ พ. ฉ้อฉลจาเลยอย่างไร วิธีใด และไม่สุจริ ต
อย่างไร จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง
ไม่ก่อให้เกิดประเด็นขอ้ พิพาทที่จาเลยจะนาสืบตามคาให้การ
ได้ จาเลยมิไดใ้ ห้การโดยชดั แจง้ และไมม่ ีประเดน็ ขอ้ พิพาทที่จะ
162
นาสืบ คดีจึงวินิจฉยั ไดโ้ ดยไมจ่ าตอ้ งสืบพยานโจทก์และจาเลย
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๗๕๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๔๒
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง บญั ญตั ิว่า “ให้จาเลยแสดงโดย
ชดั แจ้งในคาให้การว่าจาเลยยอมรับหรือปฏิเสธขอ้ อ้างของ
โจทก์ท้งั สิ้นหรือแต่บางส่วนรวมท้งั เหตุแห่งการน้ัน” จาเลย
มิไดใ้ ห้การโดยชดั แจง้ ว่าจาเลยมีสิทธิในที่ดินพิพาทและโฉนด
ท่ีดินของจาเลยออกโดยชอบไม่ไดท้ บั ท่ีดินพิพาทอย่างไร แม้
จาเลยจะกล่าวอา้ งมาในคาให้การว่าโจทก์ไม่มีกรรมสิทธ์ิใน
ที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิฟ้ องจาเลย ก็ไม่ชดั แจ้งว่า โจทก์ไม่มี
กรรมสิทธ์ิในท่ีดินพิพาทเพราะเหตุใด ท้งั คดีน้ีโจทก์ฟ้ องใน
ฐานะโจทก์เป็นผคู้ รอบครองดูแลรักษาท่ีดินซ่ึงเป็ นที่ราชพสั ดุ
ไม่ไดฟ้ ้ องในฐานะท่ีโจทกเ์ ป็นเจา้ ของกรรมสิทธ์ิ คาให้การของ
จาเลยจึงเป็ นคาให้การที่ไม่ไดแ้ สดงเหตุแห่งการปฏิเสธโดย
ชดั แจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จึงเป็ นคาให้การ
ท่ีไมม่ ีประเดน็ ที่จะนาสืบ
คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๓๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๑๘๙
จาเลยท่ี ๒ ให้การต่อสู้คดีมาในคาใหก้ ารว่า จาเลยท่ี ๒ ไม่ตอ้ ง
รับผิดต่อโจทก์เพราะจาเลยท่ี ๑ ไม่ได้เป็ นลูกจ้างซ่ึงปฏิบัติ
163
หนา้ ที่ในทางการท่ีจ้างของจาเลยที่ ๒ และให้การอีกว่าโจทก์
ไม่มีอานาจฟ้ อง เพราะโจทก์ทาสัญญาประนีประนอมยอม
ความตกลงยอมรับเงิน ๑๑๖,๘๘๒.๘๐ บาท จากจาเลยท่ี ๒ เพ่ือ
ระงบั ขอ้ พิพาทระหวา่ งโจทก์กบั จาเลยที่ ๒ แลว้ มูลหน้ีคดีน้ีจึง
เป็ นอนั ระงบั เป็ นคาให้การที่ไม่ชดั แจง้ ว่าจาเลยท่ี ๒ ยอมรับ
หรือปฏิเสธว่าจาเลยท่ี ๑ เป็ นลูกจ้างจาเลยที่ ๒ จริงหรือไม่
เพราะหากจาเลยที่ ๑ ไม่ไดเ้ ป็ นลูกจา้ งจาเลยที่ ๒ แลว้ จาเลยที่
๒ กไ็ มจ่ าตอ้ งทาสญั ญาประนีประนอมยอมความกบั โจทก์ หาก
โจทก์ทาสัญญาประนีประนอมยอมความกบั จาเลยที่ ๒ จริง
ก็เท่ากับจาเลยท่ี ๑ เป็ นลูกจ้างจาเลยท่ี ๒ กระทาละเมิดใน
ทางการท่ีจา้ งดงั ฟ้ อง จึงเป็นคาให้การที่ไม่อาจให้การรวมกนั มา
ได้ เพราะขดั แยง้ กนั เอง ไม่ชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรค
สอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นขอ้ พิพาทแห่งคดีว่า จาเลยที่ ๑ เป็ น
ลูกจา้ งของจาเลยท่ี ๒ และโจทก์ทาสญั ญาประนีประนอมยอม
ความระงับข้อพิพาทกับจาเลยที่ ๒ แลว้ หรื อไม่ การท่ีศาล
ช้ ัน ต้น แ ล ะ ศ า ล อุ ท ธ ร ณ์ วิ นิ จ ฉัย ป ร ะ เ ด็น ข้อ พิ พ า ท ท้ ัง ส อ ง
ดงั กล่าวจึงไม่ชอบ ถือว่าเป็ นขอ้ ท่ีมิไดย้ กข้ึนว่ากนั มาแลว้ โดย
ชอบในศาลล่าง ตอ้ งห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙
วรรคหน่ึง
164
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๙๗๘๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๒๑๐
จาเลยท่ี ๑ ให้การว่า ไดล้ งลายมือช่ือในหนงั สือรับสภาพหน้ี
และสัญญากู้ยืมเงินจริง แต่ถูกข่มขู่ให้ลงลายมือช่ือ โดยไม่ได้
บรรยายว่าถูกข่มขู่ในลกั ษณะใด โดยบุคคลใดและเป็ นภัย
ร้ายแรงขนาดใด จึงเป็ นคาให้การที่ไม่ไดแ้ สดงเหตุแห่งการ
ข่มขู่ไว้โดยชดั แจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง แม้
จาเลยที่ ๑ จะบรรยายรายละเอียดว่าจะขอนาสืบในช้นั พิจารณา
ก็หาเป็นการแสดงเหตุแห่งการขม่ ขใู่ หช้ ดั แจง้ ข้ึนแต่อยา่ งใด คดี
ไม่มีประเด็นว่าจาเลยท่ี ๑ ทาหนงั สือรับสภาพหน้ีและสัญญา
กูย้ ืมเพราะถกู ขม่ ข่เู ป็นโมฆียะหรือไม่
165
ฟ้ องแย้ง
ข้อ ๗ คาถาม นายหน่ึงเป็ นผูร้ ้องยื่นคาร้องขอว่า นาย
สองยกท่ีดิน ๑ ไร่ดา้ นทิศเหนือซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของท่ีดินโฉนด
เลขท่ี ๑ เน้ือที่ ๑๐ ไร่ ของนายสองให้แก่ผูร้ ้อง ผูร้ ้องครอบ
ครองปรปักษท์ ี่ดินครบ ๑๐ ปี ขอให้ศาลมีคาส่ังแสดงว่าที่ดิน
๑ ไร่ เป็ นกรรมสิทธ์ิของผูร้ ้อง นายสามผูค้ ดั ค้านยื่นคาร้อง
คดั ค้านว่า นายสองยกท่ีดินที่ผู้ร้องครอบครองเน้ือท่ี ๑ ไร่
ให้แก่ผคู้ ดั ค้าน ผูค้ ดั ค้านครอบครองปรปักษ์ท่ีดินครบ ๑๐ ปี
ขอให้ยกคาร้องขอของผู้ร้อง ศาลนัดช้ีสองสถานวันท่ี ๓
มกราคม ๒๕๕๗ ผคู้ ดั คา้ นย่ืนคาร้องขอแก้ไขคาคดั คา้ นและ
ฟ้ องแยง้ วนั ที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๗ วา่ นายสองยกที่ดินท้งั แปลง
เน้ือที่ ๑๐ ไร่ ให้แก่ผคู้ ดั คา้ น ผคู้ ดั คา้ นครอบครองปรปักษ์ท่ีดิน
ท้งั ๑๐ ไร่ครบ ๑๐ ปี ขอให้ยกคาร้องขอของผรู้ ้องและมีคาสง่ั
แสดงว่าท่ีดิน ๑๐ ไร่ เป็นกรรมสิทธ์ิของผคู้ ดั คา้ น
ให้วินิจฉยั ว่า ๑. ผคู้ ดั คา้ นย่ืนคาร้องขอแกไ้ ขคาคดั คา้ น
ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกาหนดหรือไม่
๒. ผคู้ ดั คา้ นย่นื ฟ้ องแยง้ มาในคาร้องขอแกไ้ ขคาคดั คา้ น
ไดห้ รือไม่
๓. ฟ้ องแยง้ เก่ียวกบั ฟ้ องเดิมหรือไม่
166
ข้อ ๗ คาตอบ ผูร้ ้องย่ืนคาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิใน
ที่ดิน ๑ ไร่ ผู้คดั ค้านยื่นคาร้องคัดค้านและคาร้องขอแก้ไข
คาคดั คา้ นและฟ้ องแยง้ ขอแสดงสิทธิในท่ีดินตามโฉนด เป็ น
กรณีท่ีบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความท่ีได้ย่ืนฟ้ องคดีอันไม่มี
ข้อพิพาท ได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรง ให้ถือว่าบุคคล
เช่นว่ามานี้เป็ นคู่ความ และให้ดาเนินคดีไปตามกฎหมายอย่าง
คดี มีข้ อพิพาท ตามปร ะ มวล ก ฎห มาย วิ ธี พิ จ ารณาค วามแพ่ ง
มาตรา ๑๘๘ (๔) ดงั น้ัน คาร้องขอของผู้ร้องถือเสมือนเป็ น
คาฟ้ อง คาร้องคัดค้านของผู้คัดค้านถือเสมือนเป็ นคาให้การ
คาร้องขอแก้ไขคาคดั ค้าน เสมือนเป็ นคาร้องขอแก้ไขคาให้การ
(คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๘๒๓๐/๒๕๕๕)
คาร้องขอแก้ไขคาให้การน้ัน ให้ยื่นต่อศาลก่อนวนั ชี้สอง
สถาน หรือหากเป็ นกรณที ีไ่ ม่มีการชีส้ องสถาน ก็ให้ย่ืนก่อนวนั
สืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันตามมาตรา ๑๘๐ ผู้คัดค้านย่ืน
คาร้องขอแกไ้ ขคาคดั คา้ นวนั ท่ี ๒ มกราคม ๒๕๕๗ ก่อนวนั ท่ี
ศาลนดั ช้ีสองสถานในวนั ท่ี ๓ มกราคม ๒๕๕๗ ผู้คดั ค้านได้
ยื่นคาร้องขอแก้ไขคาคัดค้านก่อนวันชี้สองสถาน ผู้คัดค้าน
จึงย่ืนคาร้ องขอ แก้ ไขคาคัดค้ านภายในระยะเวลาท่ีกฎหมาย
กาหนดแล้ว (คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๔๒/๒๕๕๕)
167
ตามมาตรา ๑ (๔) คาให้การหมายความว่า กระบวน
พจิ ารณาใด ๆ ซึ่งคู่ความฝ่ ายหนึ่งยกข้อต่อสู้เป็ นข้อแก้คาฟ้ อง
ตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ คาร้องขอแก้ไข
คาคดั คา้ นถือเสมือนเป็ นคาร้องขอแก้ไขคาให้การตามมาตรา
๑๗๙ (๓) จงึ เป็ นคาให้การตามมาตรา ๑ (๔) ดังกล่าว ผู้คัดค้าน
จึงฟ้ องแย้ งมาในคาร้ องขอแก้ ไขคาคัดค้านซึ่งถือว่าเป็ น
คาให้การได้ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม (เทียบคาพิพากษาฎีกา
ที่ ๖๒๙/๒๕๒๔ ประชุมใหญ่)
ผรู้ ้องย่นื คาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดิน ๑ ไร่ซ่ึงเป็ น
ส่วนหน่ึงของที่ดินตามโฉนด ผคู้ ดั คา้ นย่นื คาคดั คา้ นพร้อมฟ้ อง
แยง้ ขอแสดงสิทธิในที่ดินตามโฉนด ๑๐ ไร่ตามมาตรา ๑๗๗
วรรคสาม น้นั เฉพาะฟ้ องแย้งท่ีผ้คู ดั ค้านขอให้แสดงกรรมสิทธ์ิ
ในที่ดนิ ท่ผี ู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิ ๑ ไร่ เก่ียวข้องกับคาร้องขอ
เดมิ พอที่จะรวมการพจิ ารณาและชีข้ าดตดั สินเข้าด้วยกันได้ แต่
การท่ีผู้คดั ค้านร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินเนื้อท่ีเกินกว่า
ท่ีผู้ร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิ จึงต้องถือว่าฟ้ องแย้งในส่วนท่ีขอ
แสดงกรรมสิทธ์ิที่ดินตามโฉนดส่ วนที่เกินจากคาร้ องขอ
อีก ๙ ไร่ ไม่เก่ียวกับคาร้องขอเดิมตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม
168
เพราะผู้ร้ องมิได้ โต้แย้ งกรรมสิ ทธ์ิในท่ีดินส่ วนดังกล่ าว
(คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๘๒๓๐/๒๕๕๕)
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๓๖๔๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๕๓ การ
ย่นื คาร้องขอแกไ้ ขคาใหก้ ารน้นั ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ บญั ญตั ิให้
ย่ืนต่อศาลก่อนวนั ช้ีสองสถาน หรื อหากเป็ นกรณีท่ีไม่มีการ
ช้ีสองสถาน กใ็ หย้ ่นื ก่อนวนั สืบพยานไม่นอ้ ยกว่าเจ็ดวนั จาเลย
ยื่นคาร้องขอแกไ้ ขคาให้การเมื่อวนั ท่ี ๓ กนั ยายน ๒๕๕๓ ก่อน
วนั ที่ศาลช้นั ตน้ นดั ช้ีสองสถานในวนั ที่ ๖ กนั ยายน ๒๕๕๓ ถือ
ว่าจาเลยไดย้ ืน่ คาร้องขอแกไ้ ขคาให้การก่อนวนั ช้ีสองสถาน จึง
ชอบด้วยมาตรา ๑๘๐ ส่วนคาร้องขอให้หมายเรี ยกบุคคล
ภายนอกเขา้ มาเป็นจาเลยร่วมน้นั จาเลยย่ืนในวนั ท่ี ๓ กนั ยายน
๒๕๕๓ พร้อมกบั คาร้องขอแกไ้ ขคาใหก้ าร ถือไดว้ ่าเป็นการยน่ื
พร้อมกบั คาให้การ จึงชอบดว้ ยมาตรา ๕๗ (๓)
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๘๒๓๐/๒๕๕๕ ฎ. ๒๑๔๑ ผรู้ ้องยื่น
คาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในท่ีดินซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึงของท่ีดิน
โฉนดตราจอง ผคู้ ดั คา้ นย่ืนคาคดั คา้ นพร้อมฟ้ องแยง้ ขอแสดง
สิทธิในที่ดินโฉนดตราจองท้งั แปลง จึงเป็ นคดีมีขอ้ พิพาทตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๘ (๔) และมีทุนทรัพย์ คาคดั ค้านของ
ผูค้ ัดค้านถือเสมือนเป็ นคาให้การและคาคัดค้านในส่วนที่
169
ร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินโฉนดตราจองท้งั แปลง ถือ
เสมือนเป็นฟ้ องแยง้ ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม การที่ผคู้ ดั คา้ น
ร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินแปลงเดียวกนั แต่เน้ือที่เกินกว่า
ท่ีผรู้ ้องขอ จึงตอ้ งถือวา่ คาคดั คา้ นในส่วนท่ีขอแสดงกรรมสิทธ์ิ
ที่ดินโฉนดตราจองส่วนที่เกินจากคาร้องขอไม่เกี่ยวกบั คาร้อง
ขอเดิมตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม เพราะผูร้ ้องมิได้โต้แย้ง
กรรมสิทธ์ิในท่ีดินส่วนดงั กล่าว ชอบท่ีศาลช้นั ต้นจะสั่งไม่รับ
ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคส่ี คาสั่งของศาลช้ันต้นที่ให้รับ
คาคดั คา้ นในส่วนที่ฟ้ องแยง้ ขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินส่วนที่
เกินจากคาร้องขอ เป็ นกรณีท่ีศาลช้ันต้นมิได้ปฏิบัติตาม
บทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ว่าดว้ ยการพิจารณาตามมาตรา ๒๔๓
(๒) ซ่ึงเป็นปัญหาขอ้ กฎหมายอนั เก่ียวดว้ ยความสงบเรียบร้อย
ของประชาชนตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖
และมาตรา ๒๔๗ แม้ผู้ร้องมิได้คดั ค้าน ศาลฎีกาก็มีอานาจ
ยกข้ึนวินิจฉยั แกไ้ ขเสียให้ถกู ตอ้ ง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๒๕๓๖/๒๕๕๖ ฎ. ๑๘๔ แมก้ ารฟ้ อง
คดีของโจทก์และการฟ้ องแยง้ ของจาเลยท้งั สองจะเป็ นการใช้
170
สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดเหตุเดียวกนั แต่
การท่ีจาเลยท้งั สองฟ้ องแยง้ โจทก์ เป็ นการกล่าวอ้างว่าจาเลย
ท้งั สองเป็นเจา้ หน้ี ส่วนโจทกเ์ ป็นลกู หน้ี โจทก์กบั จาเลยท้งั สอง
จึงเป็ นคนละฝ่ ายกนั การฟ้ องคดีของโจทก์ซ่ึงทาให้อายุความ
สะดดุ หยดุ ลงยอ่ มเป็นคณุ เฉพาะแก่ฝ่ ายโจทก์ หาไดเ้ ป็ นคุณแก่
จาเลยท้งั สองซ่ึงฟ้ องแยง้ ดว้ ยไม่ เม่ือจาเลยท้งั สองฟ้ องแยง้ พน้
กาหนด ๑ ปี นบั แต่วนั ท่ีจาเลยท้งั สองรู้ถึงการละเมิดและรู้ตวั
ผจู้ ะพึงตอ้ งใชค้ า่ สินไหมทดแทน ฟ้ องแยง้ ของจาเลยท้งั สองจึง
ขาดอายคุ วามตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๔๘ วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๕๙๓๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๘๐
โจทกฟ์ ้ องว่า จาเลยรับโอนที่ดินพิพาทท้งั ที่เป็ นท่ีราชพสั ดุอนั
เป็ นสาธารณสมบตั ิของแผน่ ดินใชเ้ พื่อประโยชน์ของแผน่ ดิน
โดยเฉพาะ ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท จาเลยให้การว่า
จาเลยกับพวกรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยชอบ ขอให้ยกฟ้ อง
และฟ้ องแยง้ ว่าหากศาลพิพากษาให้จาเลยคืนที่ดินพิพาทแก่
โจทก์ ก็ให้โจทก์ใชเ้ งินค่าเวนคืนหรือค่าตอบแทนท่ีดินพิพาท
แก่จาเลย เป็ นฟ้ องแยง้ ท่ีข้ึนอยู่กบั ขอ้ อา้ งตามฟ้ องแยง้ ที่จาเลย
ให้การตอ่ สูว้ า่ โจทกม์ ีสิทธิฟ้ องขอใหเ้ พิกถอนโฉนดและขบั ไล่
จาเลยได้หรื อไม่ หากข้อเท็จจริ งฟังได้ตามท่ีจาเลยให้การ
171
ก็ไม่ต้องมีการเพิกถอนโฉนดท่ีดินพิพาท และไม่ตอ้ งขบั ไล่
จาเลย ชอบท่ีศาลจะพิพากษายกฟ้ อง โดยโจทก์ไม่ตอ้ งชาระ
คา่ เวนคืนหรือชาระค่าตอบแทนที่ดิน แต่หากขอ้ ต่อสูข้ องจาเลย
ฟังไมไ่ ด้ ศาลก็ตอ้ งพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาทและ
พิพากษาให้ขบั ไลจ่ าเลยออกไปจากที่ดินพิพาท ค่าเวนคืนหรือ
ค่าตอบแทนราคาที่ดินท่ีจาเลยฟ้ องแย้งก็ไม่อาจเกิดข้ึนได้
ขอ้ อ้างตามฟ้ องแยง้ ของจาเลยจึงต้องรอฟังผลคดีเป็ นสาคญั
มิได้มีขอ้ โตแ้ ยง้ สิทธิระหว่างโจทก์กบั จาเลยในขณะท่ีจาเลย
ฟ้ องแย้ง ฟ้ องแย้งของจาเลยจึงเป็ นฟ้ องแย้งท่ีมีเง่ือนไข
ไม่เก่ียวกบั ฟ้ องเดิมพอที่จะรวมพิจารณาเขา้ ดว้ ยกนั ได้ ตอ้ งห้าม
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสาม และมาตรา ๑๗๙ วรรค
ทา้ ย ศาลช้นั ตน้ ชอบท่ีจะไม่รับฟ้ องแยง้ ของจาเลย
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๘๒๓๐/๒๕๕๕ ฎ. ๒๑๔๑ ผรู้ ้องยื่น
คาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในท่ีดินซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึงของท่ีดิน
โฉนดตราจอง ผคู้ ดั คา้ นย่ืนคาคดั คา้ นพร้อมฟ้ องแยง้ ขอแสดง
สิทธิในท่ีดินโฉนดตราจองท้งั แปลง จึงเป็ นคดีมีขอ้ พิพาทตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๘ (๔) และมีทุนทรัพย์ คาคดั ค้านของ
ผูค้ ดั ค้านถือเสมือนเป็ นคาให้การและคาคัดค้านในส่วนท่ี
ร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินโฉนดตราจองท้งั แปลง ถือ
172
เสมือนเป็นฟ้ องแยง้ ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม การที่ผคู้ ดั คา้ น
ร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดินแปลงเดียวกนั แต่เน้ือที่เกินกว่า
ที่ผรู้ ้องขอ จึงตอ้ งถือว่าคาคดั คา้ นในส่วนท่ีขอแสดงกรรมสิทธ์ิ
ที่ดินโฉนดตราจองส่วนท่ีเกินจากคาร้องขอไม่เก่ียวกบั คาร้อง
ขอเดิมตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม เพราะผูร้ ้องมิได้โต้แยง้
กรรมสิทธ์ิในที่ดินส่วนดงั กล่าว ชอบท่ีศาลช้นั ต้นจะสัง่ ไม่รับ
ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสี่ คาสั่งของศาลช้ันต้นที่ให้รับ
คาคดั คา้ นในส่วนท่ีฟ้ องแยง้ ขอแสดงกรรมสิทธ์ิในท่ีดินส่วนท่ี
เกินจากคาร้องขอ เป็ นกรณีท่ีศาลช้ันต้นมิได้ปฏิบัติตาม
บทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ว่าดว้ ยการพิจารณาตามมาตรา ๒๔๓
(๒) ซ่ึงเป็นปัญหาขอ้ กฎหมายอนั เกี่ยวดว้ ยความสงบเรียบร้อย
ของประชาชนตามมาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖
และมาตรา ๒๔๗ แม้ผูร้ ้องมิได้คดั ค้าน ศาลฎีกาก็มีอานาจ
ยกข้ึนวินิจฉยั แกไ้ ขเสียใหถ้ ูกตอ้ ง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๘๐
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๓๖๔๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๕๓ การ
ย่ืนคาร้องขอแกไ้ ขคาใหก้ ารน้นั ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ บญั ญตั ิให้
ยื่นต่อศาลก่อนวนั ช้ีสองสถาน หรื อหากเป็ นกรณีท่ีไม่มีการ
173
ช้ีสองสถาน กใ็ ห้ย่นื ก่อนวนั สืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวนั จาเลย
ยื่นคาร้องขอแกไ้ ขคาใหก้ ารเมื่อวนั ท่ี ๓ กนั ยายน ๒๕๕๓ ก่อน
วนั ท่ีศาลช้นั ตน้ นดั ช้ีสองสถานในวนั ท่ี ๖ กนั ยายน ๒๕๕๓ ถือ
วา่ จาเลยไดย้ ืน่ คาร้องขอแกไ้ ขคาให้การก่อนวนั ช้ีสองสถาน จึง
ชอบด้วยมาตรา ๑๘๐ ส่วนคาร้องขอให้หมายเรี ยกบุคคล
ภายนอกเขา้ มาเป็นจาเลยร่วมน้นั จาเลยยื่นในวนั ที่ ๓ กนั ยายน
๒๕๕๓ พร้อมกบั คาร้องขอแกไ้ ขคาใหก้ าร ถือไดว้ ่าเป็นการย่ืน
พร้อมกบั คาใหก้ าร จึงชอบดว้ ยมาตรา ๕๗ (๓)
คาส่ังคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๐๖๑/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๖๕
โจทก์ร่วมย่นื คาร้องขอแกไ้ ขเพิ่มเติมคาฟ้ อง (เพิ่มเติมคร้ังที่ ๒)
และคาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อพิมพ์ผิดพลาดของคาร้องขอ
แก้ไขเพิ่มเติมคาฟ้ องโดยตรงต่อศาลฎีกาเพ่ือให้ศาลฎีกา
พิจารณาสง่ั เป็นการไมช่ อบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๘๓
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๗๓๓/๒๕๕๕ ฎ. ๑๓๐๗ จาเลย
ให้การว่า ท่ีดินพิพาทเป็ นของ ช. และจาเลยครอบครองโดย
อาศยั สิทธิของ ช. จึงไมเ่ ป็นการแยง่ การครอบครองท่ีดินพิพาท
จากโจทก์ คดีไม่มีประเดน็ ขอ้ พิพาทว่าโจทก์ฟ้ องเอาคืนซ่ึงการ
174
ครอบครองภายใน ๑ ปี นบั แตเ่ วลาที่ถกู แยง่ การครอบครองตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๕ หรือไม่ อุทธรณ์ของจาเลยที่ว่าโจทก์
นาคดีมาฟ้ องเกิน ๑ ปี จึงเป็นขอ้ ท่ีมิไดย้ กข้ึนว่ามาแลว้ โดยชอบ
ในศาลช้นั ตน้ ตอ้ งห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕
วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๘๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๗๓
โจทก์บรรยายถึงเร่ืองคา่ เสียหายในคาฟ้ องและมีคาขอทา้ ยฟ้ อง
ไว้แล้ว จาเลยไม่ไดใ้ ห้การต่อสู้ในเร่ืองค่าเสียหายซ่ึง ป.พ.พ.
มาตรา ๔๓๘ วรรคหน่ึง ให้อานาจศาลเก่ียวกับค่าสินไหม
ทดแทนว่าจะพึงใชโ้ ดยสถานใด เพียงใดน้นั ให้ศาลวินิจฉยั ตาม
ควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามบท
กฎหมายดงั กล่าว แม้จาเลยไม่ให้การต่อสู้ในเรื่องค่าเสียหาย
ศาลกอ็ าจกาหนดประเดน็ ขอ้ พิพาทและวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย
ได้ โดยศาลมีอานาจท่ีจะกาหนดค่าเสียหายให้ตามสมควร แม้
โจทก์จะนาสืบถึงจานวนค่าเสียหายไม่ไดห้ รื อไม่นาสืบเลย
ก็ตาม และการช้ีสองสถานกาหนดประเด็นข้อพิพาทตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๒ และ ๑๘๓ น้นั กฎหมายไม่ไดก้ าหนดว่า
ในคดีแตล่ ะเร่ืองให้มีการช้ีสองสถานกาหนดประเด็นขอ้ พิพาท
ไดเ้ พียงคร้ังเดียวจะกาหนดประเดน็ ขอ้ พิพาทเพ่ิมเติมข้ึนมาใน
175
ระหว่างการพิจารณาไม่ได้ ศาลช้นั ตน้ จึงมีอานาจวินิจฉัยเร่ือง
ค่าเสียหายแลว้ พิพากษาให้จาเลยชดใชค้ ่าเสียหายแก่โจทก์ได้
หาเป็ นการพิพากษานอกประเด็นไม่ ท่ีศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า
ศาลช้นั ตน้ ไม่ไดก้ าหนดประเด็นขอ้ พิพาทเรื่องค่าเสียหายและ
โจทก์ไม่คดั ค้าน ถือว่าสละประเด็นเร่ื องค่าเสียหายแล้วน้ัน
ไม่อาจนามาปรับใชก้ บั ขอ้ เทจ็ จริงในคดีน้ีได้
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๗๘๘๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๘๓
ผูร้ ้องอา้ งสิทธิในการขอจัดการมรดกว่าเป็ นผู้รับพินัยกรรม
มิได้ร้ องขอในฐานะทายาทโดยธรรม เมื่อผู้คัดค้านยื่น
คาคดั คา้ นว่า ผูต้ ายไม่ไดท้ าพินัยกรรมยกทรัพยม์ รดกให้แก่
บุคคลใด ปัญหาวา่ ผตู้ ายไดท้ าพินยั กรรมหรือไม่ และไดท้ าโดย
มีสติสัมปชญั ญะสมบูรณ์เพียงพอท่ีจะทาหรื อไม่ ย่อมเป็ น
ประเดน็ ท่ีจาตอ้ งวินิจฉยั เพราะหากพินยั กรรมท่ีผรู้ ้องอา้ งเป็ น
พินัยกรรมท่ีผูต้ ายได้ทาข้ึนในเวลาที่มีสติสัมปชัญญะจริ ง
พินยั กรรมดงั กล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ ส่งผลให้ตดั ผูค้ ดั คา้ นให้
หมดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม อีกท้งั เป็ นเหตุให้
ผคู้ ดั คา้ นไม่มีอานาจร้องขอใหศ้ าลต้งั ตนเองเป็ นผจู้ ดั การมรดก
ได้ ดงั น้นั ปัญหาวา่ ผตู้ ายไดท้ าพินยั กรรมโดยมีสติสมั ปชญั ญะ
สมบูรณ์หรือไม่ ยอ่ มเป็นประเดน็ หน่ึงในคดี แมศ้ าลช้นั ตน้ มิได้
176
วินิจฉัยประเด็นข้อน้ีไว้ ศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอานาจวินิจฉัย
ประเดน็ ขอ้ น้ีใหถ้ กู ตอ้ งได้
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๘๒๓๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๑๙๔
โจทก์ฟ้ องขอให้ขบั ไล่จาเลย โดยอา้ งว่าจาเลยบุกรุกเขา้ ไปใน
ท่ีดินพิพาทของบิดาโจทก์ โจทก์ในฐานะผูจ้ ัดการมรดกเป็ น
ผู้ดูแลอยู่ จาเลยให้การว่า จาเลยและมารดาจาเลยได้เข้า
ครอบครองทาประโยชน์ในที่ดินมาโดยตลอด จึงมีสิทธิ
ครอบครองท่ีดินดงั กลา่ ว ประเดน็ แห่งคดีจึงมีว่าบิดาโจทก์หรือ
จาเลยเป็นเจา้ ของท่ีดินพิพาท ซ่ึงแมโ้ จทก์ไม่ไดร้ ะบุในคาฟ้ อง
ใหเ้ ห็นวา่ เดิมจาเลยและมารดาจาเลยอยใู่ นที่ดิน โดยอาศยั สิทธิ
การเช่าจากบิดาโจทก์ก็ตาม ข้อเท็จจริ งดงั กล่าวก็เป็ นเพียง
รายละเอียดท่ีโจทก์สามารถนาสืบในช้นั พิจารณาได้ เม่ือศาล
ช้นั ตน้ เห็นว่าพยานหลกั ฐานที่โจทก์นาสืบมารับฟังไม่ไดว้ ่า
มารดาจาเลยเชา่ ที่ดินพิพาทจากบิดาโจทก์ และจาเลยอยใู่ นที่ดิน
โดยอาศยั สิทธิการเช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิท่ีจะอุทธรณ์ได้ เพราะ
เป็นเร่ืองท่ีเกี่ยวกบั ประเดน็ ตามคาฟ้ องและคาให้การ การท่ีศาล
อุทธรณ์พิพากษายกอทุ ธรณ์โจทก์ โดยวินิจฉยั วา่ เมื่อโจทก์มิได้
บรรยายฟ้ องให้ปรากฏวา่ จาเลยอยใู่ นท่ีดินพิพาทโดยอาศยั สิทธิ
177
การเช่าอันเป็ นการครอบครองแทนโจทก์ จึงไม่มีประเด็น
พิพาท ถือไม่ไดว้ ่าเป็ นขอ้ ท่ีไดย้ กข้ึนว่ากนั มาแลว้ โดยชอบใน
ศาลช้นั ตน้ ตอ้ งห้ามอุทธรณ์ไมร่ ับวินิจฉยั ให้น้นั จึงไม่ชอบ
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๙๓ ทวิ
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๖๔๗๔/๒๕๕๕ ฎ. ๑๘๐๖ ท่ีจาเลย
อา้ งในฎีกาว่า ภาระการพิสูจน์ตกโจทก์ โจทก์นาผู้รับมอบ
อานาจเข้าเบิกความโดยไม่ได้ระบุบัญชีพยาน ฝ่ าฝื นกฎหมาย
ถือว่ าโจทก์ ไม่ มีพยานมาสื บและถื อว่ าโจทก์ ไม่ ประสงค์ จะ
ดาเนินคดีต่อไป ศาลต้องจาหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๓
ทวิ และมาตรา ๑๙๘ ทวิ น้ัน เห็นว่า โจทก์ฟ้ องว่า จาเลยทา
สญั ญากเู้ งินและจานองที่ดินเป็ นประกนั ให้ถือว่าสญั ญาจานอง
เป็นหลกั ฐานในการกเู้ งินดว้ ย จาเลยให้การรับวา่ ไดจ้ านองท่ีดิน
จริงแต่ไดช้ าระหน้ีหมดแลว้ เท่ากบั ยอมรับขอ้ เทจ็ จริงว่ามีการ
จดทะเบียนจานองและกเู้ งินไปจากโจทก์ โจทก์จึงไมต่ อ้ งนาสืบ
ข้อเท็จจริงน้ีอีกตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ (๓) และไม่จาต้อง
วินิจฉัยว่าโจทก์นาผูร้ ับมอบอานาจโจทก์เข้าเบิกความโดย
ไม่ชอบหรือไม่ แม้โจทก์มาศาลในวนั เดียวนัดสืบพยานแล้ว
178
และไม่ได้เข้าเบิกความ ก็ไม่อาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์
ดาเนินคดี และศาลตอ้ งจาหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพราะ
ไม่ตอ้ งดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๓ ทวิ และ ๑๙๘ ทวิ
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๙๗
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๕๐๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ ฎ. ๕๐
การท่ีโจทก์มีอาณาเขตกวา้ งขวางหรือแบ่งงานออกเป็ นหลาย
ลกั ษณะ เป็นเร่ืองกิจการภายในของโจทก์เอง ไม่ถือเป็ นเหตุท่ี
จะนามาอา้ งเพ่ือยื่นคาให้การแก้ฟ้ องแยง้ เกินกาหนดโดยไม่มี
เหตุตามกฎหมาย กาหนดเวลาให้ยื่นคาให้การเป็ นบทบญั ญตั ิ
ของกฎหมายที่คู่ความและศาลตอ้ งถือปฏิบตั ิอย่างเท่าเทียมกนั
ในทุกคดี ไม่ว่าจะเป็ นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลขนาดเล็ก
หรือขนาดใหญ่ ที่ศาลช้นั ตน้ มีคาส่งั รับคาให้การแกฟ้ ้ องแยง้
ของโจทกไ์ วพ้ ิจารณา จึงเป็นคาสงั่ ที่ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย
179
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๐๓
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๓๓๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๕๕
แม้บทบญั ญตั ิว่าด้วยการขาดนดั พิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๐๑ เดิม ไดบ้ ญั ญตั ิกรณีที่โจทกข์ าดนดั พิจารณาไวว้ ่าให้ศาลมี
ค าส่ัง จ าห น่ าย ค ดี เ สี ย จ าก สา ร บ บ ค ว า มแล ะ ห้าม มิ ใ ห้ โ จ ท ก์
อุทธรณ์คาส่ังเช่นว่าน้ีหรื อมีคาขอให้พิจารณาคดีน้ันใหม่
แตกต่างจากบทบญั ญตั ิมาตรา ๒๐๓ ที่ใชบ้ งั คบั ในปัจจุบนั ซ่ึง
บญั ญตั ิห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คาส่ังจาหน่ายคดีเพียงประการ
เดียว โดยไม่มีบัญญัติมาตราใดที่ห้ามมิให้โจทก์มีคาขอ
พิจารณาคดีใหม่ด้วยก็ตาม แต่การท่ีโจทก์จะขอพิจารณาคดี
ใหม่ไดน้ ้นั จะต้องมีการพิจารณาคดีฝ่ ายเดียวเป็ นสาคญั เม่ือ
โจทก์ไม่มาศาลโดยศาลช้นั ต้นเห็นว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา
และมีคาสั่งให้จาหน่ายคดีออกจากสารบบความ จึงไม่มีการ
พิจารณาคดีฝ่ ายเดียว ที่จะทาใหโ้ จทก์มีสิทธิขอพิจารณาคดีใหม่
ได้ โจทก์คงมีสิทธิเพียงเสนอคาฟ้ องใหม่ ภายใต้บงั คบั แห่ง
กฎหมายวา่ ดว้ ยอายคุ วามตามมาตรา ๒๐๓ เทา่ น้นั
180
อุทธรณ์ ฎกี า
ข้อ ๘ คาถาม โจทกฟ์ ้ องวา่ โจทก์มอบอานาจให้นาย ก.
ฟ้ องคดี จาเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์แล้วไม่ชาระ ขอให้ศาล
บงั คบั จาเลยชาระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบ้ีย จาเลย
ให้การว่า โจทก์ไมไ่ ดม้ อบอานาจให้นาย ก. ฟ้ องคดี ลายมือชื่อ
โจทกใ์ นหนงั สือมอบอานาจเป็นลายมือชื่อปลอม โจทก์จึงไม่มี
อานาจฟ้ อง จาเลยไม่ไดก้ ู้ยืมเงินจากโจทก์ลายมือช่ือจาเลยใน
สัญญากูต้ ามฟ้ องเป็ นลายมือชื่อปลอม และคดีโจทก์ขาดอายุ
ความ ๑๐ ปี ขอให้ยกฟ้ อง ศาลช้นั ตน้ พิจารณาแล้ววินิจฉยั ว่า
ลายมือช่ือโจทก์ในหนังสือมอบอานาจเป็ นลายมือชื่อโจทก์
โจทก์มีอานาจฟ้ อง แต่จาเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะ
ลายมือช่ือจาเลยในสัญญากู้เป็ นลายมือชื่อปลอม ประเดน็ อื่น
ไม่จาตอ้ งวินิจฉยั พิพากษายกฟ้ อง โจทก์อุทธรณ์ว่าลายมือชื่อ
ในสญั ญากเู้ ป็นลายมือชื่อของจาเลย ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษา
กลบั ให้จาเลยชาระเงินตามฟ้ อง จาเลยไม่แก้อุทธรณ์ ศาล
อุทธรณ์วินิจฉัยว่า ลายมือช่ือในสัญญากู้เป็ นลายมือช่ือของ
จาเลย ฟังไดว้ ่าจาเลยกยู้ ืมเงินจากโจทก์ พิพากษากลบั ให้จาเลย
ชาระเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ใหแ้ ก่โจทก์พร้อมดอกเบ้ีย จาเลยฎีกา
ว่า ๑. หนังสือมอบอานาจไม่ได้ปิ ดอากรแสตมป์ รับฟังเป็ น
181
พยานหลกั ฐานไม่ได้ โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้ อง ๒. จาเลยไม่ได้
กู้ยืมเงินจากโจทก์ลายมือชื่อจาเลยในสัญญากู้ตามฟ้ องเป็ น
ลายมือชื่อปลอม และ ๓. คดีโจทก์ขาดอายุความ ๑๐ ปี ขอให้
ศาลฎีกาพิพากษากลบั ให้ยกฟ้ อง
ให้วินิจฉยั วา่ ศาลช้นั ตน้ จะสงั่ ฎีกาของจาเลยอยา่ งไร
ข้อ ๘ คาตอบ ๑. ท่ีจาเลยฎีกาว่า หนงั สือมอบอานาจ
ไมไ่ ดป้ ิ ดอากรแสตมป์ รับฟังเป็นพยานหลกั ฐานไม่ได้ โจทก์จึง
ไม่มีอานาจฟ้ องน้ัน ปัญหาว่า หนังสือมอบอานาจปิ ดอากร
แสตมป์ ครบถว้ นหรือไม่ แม้จาเลยจะไม่ไดย้ กข้ึนต่อสู้ไวใ้ น
ศาลช้นั ตน้ และศาลอทุ ธรณ์ และเพิ่งยกข้ึนโตแ้ ยง้ คดั คา้ นในช้นั
ฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเก่ียวกับอานาจฟ้ องเป็ นปัญหาเก่ียวกับ
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จาเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างใน
ช้ันฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา
๒๔๙ วรรคสอง (คาพิพากษาฎีกาที่ ๒๒๐๘๙/๒๕๕๕)
๒. ที่จาเลยฎีกาว่า จาเลยไม่ไดก้ ยู้ มื เงินจากโจทก์ลายมือ
ช่ือจาเลยในสัญญากู้ตามฟ้ องเป็ นลายมือชื่อปลอม เป็ นการ
โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์
ฎีกาของจาเลยเป็ นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เม่ือทุนทรัพย์ที่
182
พพิ าทกนั ในช้ันฎกี าไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จงึ ต้องห้ามฎกี าใน
ข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง
๓. ท่ีจาเลยฎีกาว่าคดีโจทก์ขาดอายคุ วามน้นั แมจ้ าเลย
จะให้การต่อสู้คดีไว้ แต่เม่ือศาลช้นั ตน้ พิพากษายกฟ้ องโจทก์
โดยไม่วินิจฉยั ในประเดน็ ฟ้ องโจทก์ขาดอายคุ วามหรือไม่ เม่ือ
โจทก์อุทธรณ์วา่ ลายมือช่ือในสญั ญากูเ้ ป็ นลายมือชื่อของจาเลย
จาเลยไม่แกอ้ ุทธรณ์ ปัญหาว่าคดโี จทก์ขาดอายุความหรือไม่ จงึ
เป็ นข้อที่มิได้ยกขึน้ ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ และ
ไม่ ใช่ ปัญหาอันเกี่ยวด้ วยความสงบเรียบร้ อยของประชาชน
ต้องห้ามมิให้จาเลยฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง (คา
พิพากษาฎีกาท่ี ๖๒๔๘/๒๕๕๕)
ศาลช้ันต้นจะสั่งรับฎีกาของจาเลยข้อ ๑ แต่สั่งไม่รับ
ฎกี าของจาเลยข้อ ๒ และข้อ ๓
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๒๐๘๙/๒๕๕๕ ฎ. ๒๖๕๑ ปัญหา
ว่า หนงั สือมอบอานาจปิ ดอากรแสตมป์ ครบถว้ นหรือไม่ แม้
จาเลยจะไม่ไดย้ กข้ึนต่อสู้ไวใ้ นศาลล่างท้งั สองและเพ่ิงยกข้ึน
โตแ้ ยง้ คดั คา้ นในช้นั ฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเกี่ยวกับอานาจฟ้ อง
เป็ นปัญหาเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จาเลยมี
183
สิทธิยกข้ึนอ้างในช้นั ฎีกาไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรค
สอง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๔๘/๒๕๕๕ ฎ. ๑๙๑๔ จาเลย
ให้การตอ่ สูว้ า่ ฟ้ องโจทก์ขาดอายคุ วาม เม่ือศาลช้นั ตน้ วินิจฉยั ว่า
การกระทาของจาเลยไม่เป็ นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษา
ยกฟ้ องโจทก์โดยไม่วินิจฉยั ในประเดน็ ฟ้ องโจทกข์ าดอายคุ วาม
หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทาของจาเลยเป็ นการละเมิด
ต่อโจทก์ จาเลยแกอ้ ทุ ธรณ์วา่ จาเลยมิไดท้ าละเมิดตอ่ โจทก์ โดย
มิไดแ้ ก้อุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้ องโจทก์ขาดอายุความ คดีย่อม
ไม่มีประเด็นเร่ื องฟ้ องโจทก์ขาดอายุความหรื อไม่ในช้ัน
อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอานาจยกประเด็นเรื่องอายุความ
ข้ึนวินิจฉยั เพราะไม่ใช่ปัญหาอนั เกี่ยวดว้ ยความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน
ข้อสังเกต ถ้าจาเลยแก้อุทธรณ์ไว้ กเ็ ป็ นประเดน็ ในช้ันอุทธรณ์
ศาลอทุ ธรณ์ต้องวินิจฉัยให้ขอให้ดฎู ีกาถดั ไป
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๐๙๓๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๐๑
คาแก้อุทธรณ์เป็ นคาคู่ความ คู่ความย่อมต้งั ประเด็นในคาแก้
อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้ึนวินิจฉัยไดต้ าม ป.วิ.พ.
184
มาตรา ๑ (๕), ๒๓๗ และ ๒๔๐ ดงั น้นั แมจ้ าเลยที่ ๒ มิไดย้ ื่น
อุทธรณ์ แต่จาเลยที่ ๒ ยื่นคาแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุ
ความละเมิด ๑ ปี จึงมีประเดน็ เร่ืองอายุความละเมิด ๑ ปี ในช้นั
อุทธรณ์ยงั ไม่ยุติไปตามคาพิพากษาศาลช้นั ต้น ที่ศาลอุทธรณ์
หยิบยกประเดน็ เร่ืองอายุความละเมิด ๑ ปี ข้ึนวินิจฉยั ดว้ ย จึง
ชอบดว้ ยบทกฎหมายดงั กล่าว
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๓
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๘๐๐๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๗๘
แมเ้ ดิมศาลช้นั ตน้ จะมีคาสง่ั ให้นดั ไต่สวนคาร้องของผูร้ ้องท้งั
ห้า แต่เม่ือต่อมาศาลช้นั ตน้ ตรวจพบว่าแมจ้ ะไต่สวนได้ความ
ตามคาร้องของผูร้ ้องท้งั ห้า ก็ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องท้ังห้าเป็ นผู้มี
อานาจพิเศษในที่ดินพิพาทท่ีดีกว่าอานาจหรื อสิ ทธิของโจทก์
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ตามเหตุผลที่วินิจฉัยไว้
ขา้ งตน้ กรณีจึงไม่มีความจาเป็ นต้องไต่สวนอีกต่อไป ท่ีศาล
ช้นั ต้นมีคาสั่งให้นัดไต่สวนไว้จึงผิดพลาด ถือว่าเป็ นการ
พิจารณาที่ผดิ ระเบียบมิไดป้ ฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ใน
ขอ้ ที่มงุ่ หมายจะยงั ให้การเป็นไปดว้ ยความยตุ ิธรรมในเรื่องการ
พิจารณาคดี ศาลช้นั ตน้ ย่อมมีอานาจที่จะส่งั ให้เพิกถอนคาสั่ง
185
น้นั แลว้ มีคาส่ังใหม่ได้ กรณีไม่ใช่คาสงั่ ท่ีวินิจฉัยช้ีขาดคดีหรือ
เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ าท่ีต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๓ และ มาตรา ๑๔๔ อีกท้ังในการเพิกถอนการ
พิจารณาท่ีผิดระเบียบไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิวิธีการไว้ ศาลจึงมี
อานาจทาการตามที่เห็นสมควรเพื่อให้มีผลเป็ นที่เขา้ ใจของ
คู่ความว่าเป็นการเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเสีย ก็เป็ น
การกระทาโดยชอบแลว้ ที่ศาลช้นั ตน้ เพิกถอนคาสัง่ เดิมแลว้ มี
คาสั่งใหม่โดยใช้วิธีฆ่าคาส่ังเดิมแล้วเขียนลงใหม่ ท้งั ลงช่ือ
ผเู้ ขียนกากบั ไว้ ก็เป็นวิธีการท่ีบญั ญตั ิไวต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๖
วรรคสอง เชื่อวา่ มีผลให้คูค่ วามเขา้ ใจดีว่าเป็ นการเพิกถอนการ
พิจารณาท่ีผิดระเบียบ
ศาลออกหมายต้งั เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีเพ่ือจดั การให้
โจทก์เข้าครอบครองท่ีดินพิพาท ให้จาเลยและบริวารขนยา้ ย
ทรัพยส์ ินออกจากท่ีดินพิพาท ผรู้ ้องอา้ งว่ามิใช่บริวารของจาเลย
เป็ นเรื่ องที่ผูร้ ้องต้องแสดงอานาจพิเศษต่อศาลตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๙๖ จตั วา (๓) การออกหมายต้งั เจ้าพนกั งานบงั คบั คดี
ชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกบั ผูร้ ้อง ผรู้ ้องจึงไม่มีสิทธิ
อุทธรณ์คาส่ังของศาลช้นั ต้นที่ให้ออกหมายต้ังเจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดี
186
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๓ ทวิ
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๔๗๔๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๕๒
ข้อกฎหมายท่ีจะขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ ได้น้ัน จะต้องเป็ นข้อกฎหมายที่
สามารถอุทธรณ์และฎีกาไปยงั ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาได้
การท่ีศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั ใหย้ กคาร้องขอให้งดการบงั คบั คดีตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๓ กฎหมายบญั ญตั ิให้คาสงั่ เป็ นท่ีสุดไม่ว่าจะ
เป็ นปัญหาข้อกฎหมายหรื อข้อเท็จจริ งตามวรรคสามของ
บทบญั ญตั ิมาตราดงั กล่าว จาเลยท้งั สองจะขออนุญาตอุทธรณ์
เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๒๓ ทวิ หาไดไ้ ม่
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา
๒๒๔ วรรคหนึ่ง, ๒๔๘ วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๓๘
โจทก์ฎีกาขอให้แก้คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็ นให้จาเลย
ท้งั สามร่วมกันชาระหน้ีแก่โจทก์ตามคาพิพากษาศาลช้นั ต้น
ทุนทรัพย์ที่พิพาทกนั ในช้นั ฎีกาจึงเท่ากบั ตน้ เงินรวมดอกเบ้ีย
จนถึงวนั ฟ้ องตามคาพิพากษาศาลช้นั ต้น หักดว้ ยตน้ เงินรวม
187
ดอกเบ้ียจนถึงวนั ฟ้ องตามคาพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อไม่เกิน
๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริ งตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๑๕๗๙/๒๕๕๖ ฎ. ๓๓๔ โจทก์ฟ้ อง
ขบั ไล่จาเลยออกจากที่ดินและเรียกคา่ เสียหาย โดยอา้ งว่าโจทก์
เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ จาเลยให้การต่อสู้ว่าที่ดินส่วนท่ีจาเลย
ครอบครองเป็ นกรรมสิทธ์ิของจาเลยโดยการครอบครอง
ปรปักษ์ เป็นการกล่าวแก่ขอ้ พิพาทดว้ ยกรรมสิทธ์ิ จึงเป็นคดีท่ีมี
คาขอให้ปลดเปล้ืองทุกข์อนั อาจคานวณเป็ นราคาเงินได้หรือ
เป็นคดีมีทนุ ทรัพย์ โดยถือทนุ ทรัพยเ์ ท่ากบั ราคาท่ีดินพิพาทคือ
๑๖,๑๐๐ บาท ศาลช้นั ตน้ พิพากษายกฟ้ องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์
และย่นื คาร้องขออนุญาตอทุ ธรณ์ในปัญหาขอ้ กฎหมายโดยตรง
ตอ่ ศาลฎีกา ศาลช้นั ตน้ อนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของ
โจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริง ใหศ้ าลช้นั ตน้ ดาเนินการ
ส่งสานวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป ดงั น้ี เม่ือราคา
ทรัพย์สินหรื อจานวนทุนทรัพย์ท่ีพิพาทกันในช้ันอุทธรณ์
ไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ซ่ึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ใน
ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหน่ึง การที่ศาล
อุทธรณ์ วินิจฉยั อุทธรณ์ของโจทก์และพิพากษาคดีไป จึงเป็ น
188
การไม่ชอบ และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะฎีกา กับท้งั
ไม่ใช่กรณีท่ีจะรับรองใหฎ้ ีกาได้ การท่ีผูพ้ ิพากษาที่นง่ั พิจารณา
คดีในศาลช้นั ตน้ รับรองให้โจทก์ฎีกาในขอ้ เทจ็ จริงและสงั่ รับ
ฎีกา จึงไม่ชอบอีกเช่นกนั อย่างไรก็ตาม การท่ีศาลอุทธรณ์รับ
พิจารณาอทุ ธรณ์ซ่ึงตอ้ งหา้ ม รวมท้งั ศาลช้นั ตน้ รับรองให้โจทก์
ฎีกาในขอ้ เทจ็ จริง ลว้ นแต่เป็นการดาเนินกระบวนพิจารณาโดย
ผิดหลง ทาให้โจทก์เขา้ ใจผิดว่าเป็ นกระบวนพิจารณาที่ชอบ
เพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงเห็นควรให้โอกาสแก่
โจทก์ในการดาเนินการขอให้รับรองอทุ ธรณ์ในขอ้ เทจ็ จริงตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสาม และให้ศาลช้นั ตน้ พิจารณา
คาสงั่ เก่ียวกบั อุทธรณ์ของโจทกต์ ่อไป
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๑๘๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๙๓
โจทกฟ์ ้ องว่า จาเลยทาละเมิดโจทก์ดว้ ยการบุกรุกเขา้ ไปปักเสา
ร้ัวในท่ีดินของโจทก์ ทาให้โจทก์เข้าออกไม่ได้และมีคาขอ
บงั คบั ให้จาเลยร้ือถอนเสาร้ัวออกไป ท้งั ห้ามจาเลยรบกวนและ
ให้ชดใชค้ ่าเสียหาย เมื่อจาเลยให้การว่าท่ีดินตามฟ้ องเป็ นของ
จาเลย โจทกไ์ ม่ไดค้ รอบครอง จาเลยมีสิทธิปักเสาทาร้ัวในที่ดิน
ของจาเลยไดไ้ ม่เป็ นการละเมิดโจทก์ จึงเป็ นกรณีท่ีโจทก์และ
จาเลยต่างอา้ งว่าตนเองเป็นเจา้ ของกรรมสิทธ์ิในที่ดินพิพาท แม้
189
จะมีคาขอบังคับจาเลยร้ื อถอนเสาร้ัวออกไปและให้ชาระ
ค่าเสียหาย ๕๐,๐๐๐ บาท และอีกเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท มา
ดว้ ย แต่การจะบังคบั ตามคาขอได้หรื อไม่ต้องวินิจฉัยเร่ื อง
กรรมสิทธ์ิในท่ีดินพิพาทก่อนอนั เป็ นประเด็นสาคญั ในคดี จึง
เป็นคดีท่ีมีคาขอให้ปลดเปล้ืองทุกขอ์ นั อาจคานวณเป็นราคาเงิน
ไดซ้ ่ึงมีทุนทรัพยต์ ามราคาท่ีดินพิพาทและจานวนค่าเสียหายที่
โจทก์เรียก
เม่ือศาลช้นั ตน้ วินิจฉัยว่าโจทก์เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ
ที่ดินพิพาท แต่ไม่เห็นสมควรกาหนดค่าเสียหายให้ โจทก์ไม่
อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธ์ิ
ท่ีดินพิพาทและยกฟ้ องโจทก์ การท่ีโจทก์ฎีกาว่า พยานหลกั ฐาน
ที่โจทก์นาสืบมีน้าหนักมากกว่าพยานหลกั ฐานจาเลย การ
กระทาของจาเลยเป็ นการละเมิดต่อโจทก์ จึงเป็ นการโตเ้ ถียง
ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลอุทธรณ์ ฎีกาของ
โจทก์เป็ นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริ ง เม่ือที่ดินพิพาทมีเน้ือที่
๒๐๐ ตารางวาและมีราคาประเมินตารางวาละ ๗๐๐ บาท ทุน
ทรัพยท์ ่ีพิพาทในช้ันฎีกาจึงเท่ากบั ๑๔๐,๐๐๐ บาท เม่ือทุน
ทรัพย์ในช้นั ฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามฎีกาใน
ปัญหาขอ้ เทจ็ จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง
190
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๗๑๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๓๓
โจทก์ฟ้ องเรียกค่าเสียหายอา้ งว่าท่ีดินพิพาทอาจให้เช่าเดือนละ
๑๐,๐๐๐ บาท แต่ศาลช้ันต้นกาหนดค่าเสียหายให้เดือนละ
๓,๐๐๐ บาท นบั แต่วนั ที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ เป็ นตน้ ไป
และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ค่าเสียหายที่ศาลช้นั ตน้ กาหนดให้เมื่อ
คานวณถึงวนั ฟ้ องไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงตอ้ งห้ามอุทธรณ์ใน
ปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหน่ึง และ
ขอ้ ห้ามตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าวตอ้ งใช้บงั คบั แก่การฎีกาท้งั ใน
ประเดน็ แห่งคดีตลอดจนเร่ืองอ่ืน ๆ อนั เป็ นสาขาของคดีดว้ ย
เมื่ออุทธรณ์คาสง่ั ของจาเลยท้งั สองประสงคอ์ ุทธรณ์แต่เฉพาะ
ค่าเสียหายและค่าฤชาธรรมเนียม จึงเป็ นอุทธรณ์ในปัญหา
ขอ้ เทจ็ จริงซ่ึงตอ้ งหา้ มตามบทกฎหมายดงั กล่าว
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๑๕๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๓๗
โจทก์ท้งั สี่ฟ้ องวา่ ท่ีดินพิพาทเป็นทรัพยม์ รดกของบิดาโจทก์ท้งั
ส่ี ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนท่ีดินพิพาทและให้จาเลยจด
ทะเบียนแบ่งแยกท่ีดินพิพาทให้แก่โจทก์ท้งั ส่ีคนละ ๑ ใน ๕
ส่วน หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นาท่ีดินพิพาทออกขายทอด
ตลาดนาเงินมาแบ่งให้โจทก์ท้งั สี่ เป็ นการฟ้ องเรียกส่วนแบ่ง
ทรัพย์มรดกจากจาเลย คดีของโจทก์ท้งั สี่จึงเป็ นคดีท่ีมีคาขอ
191
ปลดเปล้ืองทุกข์อันอาจคานวณเป็ นราคาเงินได้ เป็ นคดีมี
ทุนทรัพยต์ ามจานวนราคาที่ดินพิพาทน้นั และเป็ นหน้ีอนั อาจ
แบ่งแยกได้ แมโ้ จทก์ท้งั สี่ฟ้ องรวมกนั มา การอุทธรณ์ฎีกาตอ้ ง
ถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกจากกัน เพราะเป็ นเร่ือง
โจทก์แต่ละคนใชส้ ิทธิเฉพาะของตน เม่ือท่ีดินพิพาทที่โจทก์
ท้งั สี่ตีราคาเป็ นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา ๓๐๐,๐๐๐ บาท
ท่ีดินท่ีโจทก์แต่ละคนฟ้ องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐
บาท ดงั น้นั ราคาทรัพยส์ ินหรือจานวนทุนทรัพยท์ ี่พิพาทกนั ใน
ช้นั ฎีกาสาหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ซ่ึง
ตอ้ งหา้ มฎีกาในขอ้ เทจ็ จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๒๒๗๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๐๗
แมโ้ จทก์จะฟ้ องจาเลยท้งั ส่ีรวมกนั มาว่าบุกรุกรวมเน้ือท่ี ๒ ไร่
๑ งาน ๒๘ ตารางวา แต่เห็นไดจ้ ากฟ้ องโจทก์ว่า จาเลยแต่ละ
คนครอบครองท่ีดินของโจทก์คนละส่วนแยกต่างหากจากกัน
และคาให้การและฟ้ องแยง้ ของจาเลยท้งั ส่ีก็ระบุว่าจาเลยแต่ละ
คนครอบครองคนละส่วนแยกต่างหากจากกนั เช่นกนั หาใช่ว่า
เป็ นการต่อสู้อย่างลูกหน้ีร่วมตามท่ีโจทก์อ้างมาในฎีกาไม่
ทุนทรัพย์พิพาทในคดีน้ีจึงต้องถือราคาที่ดินพิพาทที่จาเลย
แต่ละคนครอบครองเป็ นรายบุคคล เม่ือโจทก์และจาเลยท้งั ส่ี
192
ต่างยนื่ คาแถลงวา่ ท่ีดินพิพาทมีราคาตารางวาละ ๘๐ บาท ราคา
ที่ดินพิพาทท่ีจาเลยแต่ละคนครอบครองท้งั ฟ้ องโจทก์และฟ้ อง
แยง้ จึงไม่เกินห้าหม่ืนบาท เมื่อศาลช้นั ต้นพิพากษาให้จาเลย
ท้งั ส่ีไดก้ รรมสิทธ์ิที่ดินตามสดั ส่วนท่ีแต่ละคนครอบครองตาม
ฟ้ องแยง้ และยกฟ้ องโจทก์เชน่ น้ี ทุนทรัพยพ์ ิพาทในช้นั อุทธรณ์
ตามอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เกินห้าหม่ืนบาท การที่โจทก์
อทุ ธรณ์วา่ จาเลยท้งั ส่ีแตล่ ะคนครอบครองท่ีดินพิพาทยงั ไมเ่ กิน
๑๐ ปี จึงไมไ่ ดก้ รรมสิทธ์ิโดยการครอบครองและเป็นการบุกรุก
แย่งการครอบครองท่ีดินของโจทก์ ทาให้โจทก์ไดร้ ับความ
เสียหาย จึงเป็นการโตแ้ ยง้ ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐาน
ของศาลช้ันต้น อันเป็ นข้อเท็จจริ ง อุทธรณ์ของโจทก์จึง
ตอ้ งหา้ มมิใหอ้ ุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๒๓๐/๒๕๕๕ ฎ. ๒๑๔๑ ท่ีดิน
โฉนดตราจองท้งั แปลงมีราคาประเมิน ๒๒๐,๒๐๐ บาท ท่ีดิน
ส่วนที่ผรู้ ้องร้องขอให้ศาลมีคาสง่ั แสดงกรรมสิทธ์ิมีเน้ือท่ี ๑ ไร่
๔๑ ตารางวา จึงเป็นคดีมีทุนทรัพยท์ ่ีพิพาท ๓๓,๐๗๕ บาท ศาล
ช้นั ต้นพิพากษาให้ท่ีดินเน้ือท่ี ๑ ไร่ ๔๑ ตารางวา ตกเป็ น
กรรมสิทธ์ิของผูร้ ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหา
ขอ้ เท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคหน่ึง ช้นั อุทธรณ์
193
ผคู้ ดั คา้ นย่ืนอทุ ธรณ์โตแ้ ยง้ ดลุ พินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐาน
ของศาลช้นั ต้น และขอให้ศาลอุทธรณ์ยกคาร้องขอของผูร้ ้อง
ซ่ึงเป็ นการอุทธรณ์ในปัญหาขอ้ เทจ็ จริงโดยมิไดม้ ีการรับรอง
ใหอ้ ุทธรณ์ จึงเป็ นอุทธรณ์ที่ตอ้ งห้ามตามบทกฎหมายดงั กล่าว
การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้เป็ นการไม่ชอบ ถือว่าเป็ นขอ้ ท่ี
มิได้ยกข้ึนว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ฎีกาของ
ผคู้ ดั คา้ นจึงไม่ชอบดว้ ย มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง แมศ้ าลช้นั ตน้
จะสงั่ รับฎีกาของผคู้ ดั คา้ นกเ็ ป็นการไมช่ อบ
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๔๒๑/๒๕๕๕ ฎ. ๑๒๗๘ ฎีกา
จาเลยที่โตแ้ ยง้ คาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ว่า ตามคาร้องของจาเลย
เป็ นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษและเป็ นเหตุสุดวิสัยที่จะขยาย
ระยะเวลาอุทธรณ์แก่จาเลย เป็ นการโตแ้ ยง้ ดุลพินิจของศาล
อุทธรณ์ในการรับฟังขอ้ เทจ็ จริง จึงเป็ นฎีกาในขอ้ เท็จจริง ยอ่ ม
ตอ้ งห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง ดว้ ย
คาส่ังคาร้องศาลฎกี าท่ี ท.๑๕๘๒/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๘๖ คดี
ที่มีราคาทรัพยส์ ินหรือจานวนทุนทรัพยท์ ่ีพิพาทกนั ในช้นั ฎีกา
ไม่เกินสองแสนบาท ตอ้ งห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง เม่ือผู้พิพากษาท่ีนั่ง
พิจารณาคดีในศาลช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์ไม่รับรองให้ฎีกาใน
194
ข้อเท็จจริ ง อันเป็ นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาน้ันโดย
เฉพาะ โจทก์จะอุทธรณ์คาส่ังน้ันอา้ งว่าเป็ นปัญหาสาคญั อนั
ควรสู่ศาลสูงสุด เพ่ือขอใหศ้ าลฎีการับฎีกาในขอ้ เทจ็ จริงไดไ้ ม่
ฎีกาของโจทก์ท่ีว่า "โจทก์ฟ้ องจาเลยโดยอาศัยสัญญา
กู้ยืมเงิน เมื่อจาเลยให้การรับว่า จาเลยทาสัญญากู้ยืมเงินให้ไว้
แก่โจทก์จริ ง โจทก์จึงไม่มีภาระจะต้องพิสูจน์และส่งเอกสาร
สัญญากู้ยืมเงินเป็ นพยานหลักฐาน แม้ไม่ได้ปิ ดอากรแสตมป์
ก็ไม่ต้องห้ ามตามประมวลรั ษฎากร มาตรา ๑๑๘" เป็ นข้อ
กฎหมาย ไมต่ อ้ งห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง
จึงให้รับฎีกาเฉพาะขอ้ กฎหมายของโจทก์และให้ศาลช้นั ตน้
ดาเนินการต่อไป
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๘๙๓๘/๒๕๕๔ ฎ. ๑๙๑๕ ฎีกาของ
โจทก์ที่ว่า "ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยข้อเท็จจริ งว่าโจทก์นาสืบว่า
รถยนต์ท่ีโจทก์ถูกชนเพียงครั้งเดียว ความจริงโจทก์มิได้นาสืบ
ว่ารถยนต์ของโจทก์ถูกชนเพียงคร้ังเดียว แต่โจทก์นาสืบว่า
ขณะหยดุ รถโจทก์ได้เหยียบเบรกไว้สักประมาณ ๑ นาที โจทก์
ได้ยินเสียงลากล้อมาจากด้านหลังแล้วได้ยินเสียงดังปัง จนรถ
ของโจทก์กระแทกไปชนคันหน้าแต่จาย่ีห้ อทะเบียนไม่ได้
195
โจทก์ได้ยินเสียงเบรกและเสี ยงดังเพียงครั้ งเดียว ซ่ึงมิได้
หมายความว่ ารถยนต์ โจทก์ ถูกชนเพี ยงคร้ั งเดียวและก่ อนที่
รถยนต์โจทก์จะถูกชน โจทก์ได้ยินเสียงเบรกลากล้อมาจาก
ด้านหลงั ซ่ึงระยะห่างจากรถยนต์จาเลยท่ี ๒ กับรถยนต์โจทก์อยู่
ใกล้กว่ารถยนต์จาเลยที่ ๓ เสียงเบรกห้ามล้อจึงเป็ นเสียงเบรก
ห้ามล้อของรถยนต์จาเลยที่ ๒" เท่ากบั โจทกฎ์ ีกาวา่ ศาลอุทธรณ์
ภาค ๑ วินิจฉยั คดีนอกสานวน อนั เป็นปัญหาขอ้ กฎหมาย
คาพิพากษาฎกี าท่ี ๙๐๓๖/๒๕๕๔ ฎ. ๑๙๔๐ ในคดีตาม
คาร้องขอให้ชดใชค้ ่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๔/๑
วรรคหน่ึง เม่ือศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จาเลยชดใช้ค่า
สินไหมทดแทนให้ผูเ้ สียหายเป็ นเงิน ๑๗๙,๐๐๐ บาท จาเลย
ฎีกาวา่ จาเลยตอ้ งรับผิดไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จานวนทุนทรัพย์
ท่ีพิพาทกนั ในช้นั ฎีกาในคดีส่วนแพ่งจึงไม่เกินสองแสนบาท
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริ งตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๘ วรรคหน่ึง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา ๔๐ ฎีกาของจาเลย
เป็ นการโตเ้ ถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐานของศาล
อุทธรณ์ เป็ นฎีกาในข้อเท็จจริ ง ต้องห้ามตามบทกฎหมาย
ดงั กลา่ ว
196
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา
๒๒๔ วรรคสอง, ๒๔๘ วรรคสอง
คาพิพากษาฎกี าที่ ๒๒๗๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๑๒
ค ดี น้ี ห ลัง จ า ก ศ า ล ช้ ันต้น ย ก ค า ร้ อ ง ข อ ง โ จ ท ก์ ท่ี ข อ ใ ห้ คื น
ค่าธรรมเนียมแลว้ โจทก์ไดอ้ ทุ ธรณ์คดั คา้ นคาสงั่ ดงั กลา่ ว โจทก์
ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคาสั่งศาลช้นั ตน้ ในเรื่ องค่าฤชา
ธรรมเนียมดงั กล่าวได้ เน่ืองจากเป็ นคาขอให้ปลดเปล้ืองทุกข์
อนั ไม่อาจคานวณเป็ นราคาเงินไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔
วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามมิให้
อทุ ธรณ์
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๓๔๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๙๙
โจทก์กลา่ วอา้ งวา่ อาจนาท่ีดินพิพาทออกให้บุคคลอื่นเช่าจะได้
ค่าเช่าเดือนละไม่ต่ากว่า ๕,๐๐๐ บาท และขอคิดค่าเสียหายจาก
จาเลยเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ยอ่ มหมายถึงท่ีดินพิพาทอาจให้เช่า
ไดเ้ ดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ขอ้ เทจ็ จริงฟังไดว้ ่าที่ดินพิพาทอาจให้
เช่าในขณะย่ืนคาฟ้ องไม่เกินเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท การฟ้ อง
ขบั ไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ซ่ึงในขณะยื่นฟ้ อง
อาจให้เช่าไดไ้ ม่เกินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท จึงตอ้ งห้ามอุทธรณ์
ในขอ้ เทจ็ จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง และขอ้ ห้าม
197
อุทธรณ์ตามบทบญั ญตั ิน้ี ตอ้ งใชบ้ งั คบั แก่การอุทธรณ์ท้งั ใน
ประเด็นเน้ือหาแห่งคดีตลอดจนปัญหาเรื่องอ่ืน ๆ ท่ีเป็ นสาขา
ของคดี ซ่ึงรวมถึงปัญหาในช้นั บงั คบั คดีดว้ ยโดยเหตุท่ีทาให้
ตอ้ งหา้ มอทุ ธรณ์ตอ้ งถือตามเหตุห้ามอุทธรณ์ในคดีตามคาฟ้ อง
และคาให้การที่พิพาทกนั แต่เดิมน้นั เป็ นสาคญั ซ่ึงถา้ หากมีเหตุ
อนั ตอ้ งอทุ ธรณ์ดงั กลา่ วขา้ งตน้ แลว้ แมป้ ัญหาในช้นั สาขาคดีใน
ส่วนการบงั คบั คดีจะไม่มีเหตุตอ้ งห้ามอุทธรณ์ก็ตาม ก็ตอ้ งถือ
ว่าเป็ นคดีต้องห้ามอุทธรณ์ตามเหตุต้องห้ามในคดีแต่เดิม
ดงั กลา่ วแลว้ เมื่อปรากฏวา่ ในช้นั อุทธรณ์น้นั จาเลยโตแ้ ยง้ คาสงั่
ศาลช้ันต้นว่าคาร้องขอเล่ือนคดีที่อ้างว่าจาเลยเจ็บป่ วย
ไมส่ ามารถมาศาลได้ ถือเป็นเหตจุ าเป็นอนั มิอาจกา้ วล่วงเสียได้
ซ่ึงศาลควรใหโ้ อกาสจาเลย แต่ศาลช้นั ตน้ กลบั ยกคาร้องขอให้
งดการบงั คบั คดีและไม่อนุญาตให้เล่ือนคดี จึงเป็ นอุทธรณ์ใน
ขอ้ เทจ็ จริง ยอ่ มตอ้ งหา้ มมิให้อุทธรณ์ตามบทกฎหมายดงั กล่าว
แล้ว ท่ีศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยข้อเท็จจริ งดังกล่าวแล้วมี
คาพิพากษามา จึงเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาท่ีไม่ชอบ
และกรณีเชน่ น้ีจาเลยยอ่ มไมม่ ีสิทธิฎีกาต่อมาดว้ ย
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๕๔๒๘/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๐๓
โจทก์ฟ้ องขอให้บงั คบั จาเลยร้ือถอนบา้ นและให้จาเลยพร้อม
198
ด้วยบริ วารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จาเลยใช้ค่า
เสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๕๐๐ บาท นบั แต่วนั ฟ้ องเป็ นตน้ ไป
จนกวา่ จะร้ือถอนบา้ นออกจากท่ีดินของโจทก์ อนั เป็นคดีขอให้
ปลดเปล้ืองทกุ ขอ์ นั ไม่อาจคานวณเป็ นราคาเงินได้ แมโ้ จทก์จะ
เรียกร้องค่าเสียหายท่ีโจทก์ไม่สามารถใชพ้ ้ืนท่ีดินของโจทก์ทา
การเพาะปลูกพืช อนั ทาให้โจทก์ตอ้ งขาดรายได้มาดว้ ยก็ตาม
แต่เมื่อเรียกร้องมาเป็ นส่วนหน่ึงของการฟ้ องขบั ไล่จาเลยออก
จากท่ีดิน ยอ่ มอนุมานไดว้ ่าท่ีดินพิพาทส่วนที่จาเลยปลกู บา้ นอยู่
อาศยั น้ีมีคา่ เชา่ หรืออาจให้เชา่ ไดใ้ นขณะยน่ื คาฟ้ องไม่เกินเดือน
ละ ๑๐,๐๐๐ บาท จึงเป็ นคดีที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาใน
ขอ้ เทจ็ จริง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคสอง
ท่ีโจทก์ฎีกาว่า พยานบุคคลประกอบพยานเอกสารของ
โจทก์สามารถรับฟังหกั ลา้ งขอ้ สันนิษฐานของกฎหมายไดแ้ ลว้
น้นั เป็ นการฎีกาโต้แยง้ ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลกั ฐาน
ของศาลอุทธรณ์ จึงเป็ นฎีกาในข้อเท็จจริ งซ่ึงต้องห้ามมิให้
โจทก์ฎีกา เมื่อไม่ปรากฏว่ามีความเห็นแยง้ หรือคารับรองว่า
มีเหตุสมควรท่ีจะฎีกาไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึง
ตอนทา้ ย การท่ีศาลช้นั ตน้ ส่งั รับฎีกาของโจทก์มาจึงเป็ นการ
ไมช่ อบ
199
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๔๒๑๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๑๙ คดี
น้ีโจทก์ให้จาเลยเช่าที่ดินเดือนละ ๖๒๔ บาท ตามสัญญาเช่า
ท่ีดิน เมื่อจาเลยผิดสญั ญาเช่าโจทก์ฟ้ องขอให้จาเลยและบริวาร
ออกไปจากที่ดิน จึงเป็ นคดีฟ้ องขบั ไล่บุคคลใด ๆ ออกจาก
อสงั หาริมทรัพย์อนั มีค่าเช่าในขณะย่ืนคาฟ้ องไม่เกินเดือนละ
๔,๐๐๐ บาท แม้ศาลช้ันต้นกาหนดค่าเสียหายให้เป็ นเงิน
๑๔๗,๐๐๖.๗๘ บาท ก็เป็ นคดีมีทุนทรัพย์อีกส่วนหน่ึงแยก
ต่างหากจากกัน อุทธรณ์ของจาเลยในส่วนฟ้ องคดีขับไล่
จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔
วรรคสอง ที่จาเลยอุทธรณ์ว่า คาเบิกความประกอบเอกสารท่ี
อา้ งส่งฟังได้ว่าจาเลยได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างจากโจทก์แลว้
จาเลยไม่ไดเ้ ป็นฝ่ ายผดิ สญั ญา โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้ องน้นั เป็ น
อุทธรณ์โต้แยง้ การรับฟังพยานหลกั ฐานของศาลช้นั ต้นเพ่ือ
นาไปสู่ข้อกฎหมายเร่ื องอานาจฟ้ อง จึงเป็ นอุทธรณ์ใน
ขอ้ เทจ็ จริงตอ้ งห้ามตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าว เมื่อไม่มีผูพ้ ิพากษา
คนใดรับรองให้อุทธรณ์ การท่ีศาลอุทธรณ์รับวินิจฉยั ในส่วน
ฟ้ องคดีขบั ไล่ ย่อมเป็ นการไม่ชอบ คู่ความจึงไม่มีสิทธิฎีกาใน
ขอ้ ดงั กลา่ ว ศาลฎีการับวินิจฉยั ไดเ้ พียงประเดน็ คา่ เสียหาย
200
คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๗๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๒๑๗
จาเลยให้การต่อสู้คดีชดั เจนยืนยนั ว่า ท่ีดินพิพาทเป็ นสาธารณ
สมบตั ิของแผน่ ดินประเภททรัพยส์ ินสาหรับพลเมืองใชร้ ่วมกนั
โจทก์ไม่มีกรรมสิทธ์ิจึงไมม่ ีอานาจฟ้ อง ดงั น้ี คาให้การต่อสู้คดี
ของจาเลยถือไม่ไดว้ า่ จาเลยใหก้ ารยกขอ้ ต่อสูเ้ ป็นขอ้ พิพาทดว้ ย
กรรมสิทธ์ิว่า ท่ีดินเป็ นของจาเลยเป็ นคดีไม่มีทุนทรัพยจ์ ึงเป็ น
คดีฟ้ องขบั ไล่บคุ คลใด ๆ ออกจากอสงั หาริมทรัพย์
ศาลช้นั ต้นพิพากษาว่าท่ีดินพิพาทอยู่ในแนวเขตท่ีดิน
ของโจทก์ตามท่ีปรากฏในแผนที่วิวาท ซ่ึงคู่ความท้งั สองฝ่ าย
รับรองว่ามีรายละเอียดถูกตอ้ งตรงตามที่คู่ความนาช้ีแลว้ และ
ไมม่ ีฝ่ ายใดโตแ้ ยง้ คดั คา้ น ท้งั จาเลยมิไดน้ าสืบให้เห็นว่าเป็ นท่ีท่ี
เจา้ ของปลอ่ ยปละละเลยให้ประชาชนทวั่ ไปเขา้ มาใชป้ ระโยชน์
ร่วมกนั ได้ ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ชายตลิ่งอนั เป็ นสาธารณสมบตั ิ
ของแผน่ ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ตามท่ีจาเลยให้การ
ต่อสู้ ท่ีดินพิพาทจึงเป็นของโจทก์ จาเลยไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะอยู่
ในที่ดินพิพาท แมโ้ จทกจ์ ะฟ้ องเรียกค่าเสียหายโดยอา้ งว่า หาก
นาท่ีดินไปให้บุคคลอ่ืนเช่าจะได้ค่าเช่าเดือนละ ๕,๐๐๐ บาท
ก็ตาม แต่เม่ือศาลช้นั ตน้ กาหนดค่าเสียหายให้เดือนละ ๑,๐๐๐
บาท และโจทก์มิได้อุทธรณ์ แต่จาเลยยงั คงอุทธรณ์ว่าท่ีดิน