101
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๓๘
คาพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๓๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น.๕๙
โจทก์และจาเลยตกลงทาสัญญาประนีประนอมยอมความกนั
ศาลช้นั ตน้ พิพากษาตามยอมแลว้ โจทก์ย่ืนคาร้องขอให้ศาล
ช้ันต้นกาหนดวนั นัดพิจารณาเพ่ือช้ีขาดประเด็นข้อพิพาท
เนื่องจากไม่อาจปฏิบตั ิตามสญั ญาประนีประนอมยอมความได้
ซ่ึงเป็นปัญหาขอ้ ขดั ขอ้ งในการบงั คบั คดี จึงเป็ นคาร้องท่ียื่นใน
ช้นั บังคับคดี เมื่อศาลช้นั ต้นมีคาส่ังแล้ว คู่ความย่อมมีสิทธิ
อทุ ธรณ์ฎีกาได้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๔๙/๒๕๕๕ ฎ. ๑๑๐๗ โจทก์
และจาเลยตกลงกันให้ถือเอาผลการรังวัดท่ีดินพิพาทของ
เจ้าพนักงานท่ีดินว่าเป็ นของจาเลยหรื อไม่ เป็ นข้อแพ้ชนะ
แห่งคดี เม่ือเจ้าพนกั งานที่ดินไปรังวดั ที่ดินพิพาท ร. เจา้ ของ
ท่ีดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดว่าท่ีดินพิพาทเป็ นของตน
มิใช่ของจาเลย ขอ้ เทจ็ จริงยงั ไมอ่ าจฟังเป็นยตุ ิไดว้ ่า ท่ีดินพิพาท
เป็ นของจาเลยหรือของบุคคลภายนอก จึงยงั ไม่อาจวินิจฉัย
ช้ีขาดข้อแพ้ชนะให้เป็ นไปตามข้อตกลงของคู่ความใน
ขณะน้นั ได้ โดยไม่คานึงว่า ร. จะไดย้ ื่นคาร้องขอเพิกถอนการ
คดั คา้ นการรังวดั ที่ดินในภายหลงั หรือไม่ และเม่ือผลการรังวดั
102
ยงั ไม่ตรงตามเง่ือนไขที่คู่ความท้งั สองฝ่ ายตกลงกนั ขอ้ ตกลง
ดงั กล่าวยอ่ มเป็นอนั ตกไป
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๑
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๙๘๗๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๕๔
การให้เหตุผลแห่งคาวินิจฉยั ท้งั ปวงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๑
(๔) หากเป็ นเหตุผลท่ีอยู่ในประเด็นแห่งคดี มีพยานหลกั ฐาน
สนบั สนุนหรือมีเหตเุ พียงพอ หรือไม่ขดั แยง้ กบั พยานหลกั ฐาน
หรือเป็นการใหเ้ หตุผลโดยสุจริต ยอ่ มถือไดว้ ่าเป็ นคาวินิจฉยั ท่ี
ชอบดว้ ยกฎหมาย ซ่ึงการใหเ้ หตุผลในระดบั ที่วิญญูชนสามารถ
เข้าใจได้ ก็ถือเป็ นการให้เหตุผลที่เพียงพอแล้ว หาต้องให้
เหตผุ ลในรายละเอียดทุกเร่ืองแตอ่ ยา่ งใดไม่ โจทก์มีใบส่งสินคา้
ใบแจง้ หน้ี และใบวางบิลระบุแยกชื่อลูกคา้ เป็ นจาเลยท่ี ๑ กับ
จาเลยที่ ๒ อย่างชดั แจง้ พยานหลกั ฐานของโจทก์เพียงพอให้
รับฟังว่าจาเลยท่ี ๑ และ จาเลยที่ ๒ ส่งั ซ้ือและรับสินคา้ ไปจาก
โจทก์ เมื่อศาลช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจชงั่ น้าหนัก
พยานหลกั ฐานของคู่ความแลว้ เห็นว่า พยานหลกั ฐานโจทก์
เป็นพยานหลกั ฐานสาคญั ในประเดน็ แห่งคดีมีน้าหนกั มากกว่า
พยานหลักฐานจาเลย จึงไม่จาเป็ นต้องนาพยานหลักฐาน
103
ทกุ อยา่ งของคู่ความข้ึนวินิจฉยั ใหเ้ หตผุ ลในรายละเอียดทุกเร่ือง
คาพิพากษาศาลช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์จึงชอบดว้ ย ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๑ (๔)
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๒ วรรคหนึ่ง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๑๔/๒๕๕๖ ฎ. ๓๔๐ จาเลยท่ี ๑
ขายฝากท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้แก่จาเลยท่ี ๒ โดยจาเลย
ที่ ๒ รู้ว่าโจทก์เป็นผจู้ ะซ้ือท่ีดินพิพาทจากจาเลยท่ี ๑ และไดเ้ ขา้
ครอบครองทาประโยชน์อยใู่ นขณะมีการขายฝาก อนั เป็ นทาง
ให้โจทก์ซ่ึงเป็นเจา้ หน้ีของจาเลยท่ี ๑ ตอ้ งเสียเปรียบ แมจ้ าเลย
ที่ ๒ จะเสียคา่ ตอบแทน กถ็ ือไม่ไดว้ า่ เป็นการกระทาโดยสุจริต
แต่เป็ นการร่ วมกันฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงขอให้เพิกถอน
นิติกรรมขายฝากท่ีดินพาทระหวา่ งจาเลยท้งั สองไดต้ าม ป.พ.พ.
มาตรา ๒๓๗ ซ่ึงศาลสามารถวินิจฉัยได้ ไม่ถือเป็ นการนอก
ฟ้ องหรื อเกินคาขอ เนื่องจากคาฟ้ องของโจทก์บรรยาย
ข้อเท็จจริงเก่ียวกบั การเพิกถอนการฉ้อฉลไว้ครบถ้วนแล้ว
เพียงแต่ปรับบทกฎหมายแตกต่างไปเป็ นเร่ื องเพิกถอนการ
จดทะเบียนการโอนอสังหาริ มทรัพย์อนั เป็ นทางเสียเปรียบ
แก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิ ทธิของตน
104
ไดอ้ ยกู่ ่อน ศาลมีอานาจปรับบทให้ตรงกบั คาบรรยายฟ้ องและ
ขอ้ เทจ็ จริงที่ฟังไดจ้ ากการพิจารณาคดี
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๔๐๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๘ โจทก์
บรรยายฟ้ องเพียงว่า จาเลยท่ี ๓ เป็นหุน้ ส่วนของจาเลยท่ี ๑ และ
ร่วมสงั่ ซ้ือสินคา้ พิพาทจากโจทกก์ บั เป็นผูส้ ง่ั จ่ายเชค็ พิพาทเพื่อ
ชาระหน้ีค่าสินคา้ ดงั กล่าว แตโ่ จทก์มิไดบ้ รรยายฟ้ องดว้ ยว่าการ
กระทาของจาเลยท่ี ๓ ดงั กล่าวเป็ นการสอดเข้าไปเก่ียวขอ้ ง
จดั การงานของจาเลยที่ ๑ จึงถือไม่ไดว้ ่าตามคาฟ้ องของโจทก์
ประสงคจ์ ะใหจ้ าเลยท่ี ๓ ร่วมรับผิดดว้ ยในฐานะดงั กลา่ ว การท่ี
ศาลล่างท้ังสองวินิจฉัยให้จาเลยท่ี ๓ ร่วมรับผิดด้วยกันกับ
จาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ โดยไม่จากดั จานวน จึงเป็ นการพิพากษา
เกินไปกวา่ หรือนอกจากท่ีปรากฏในคาฟ้ อง ไม่ชอบดว้ ย ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๒ วรรคหน่ึง ปัญหาน้ีแมจ้ าเลยที่ ๓ มิไดโ้ ตแ้ ยง้ แต่
ก็เป็ นปัญหาขอ้ กฎหมายอนั เก่ียวดว้ ยความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชน ซ่ึงศาลฎีกาเห็นสมควรยกข้ึนวินิจฉัยตามมาตรา
๑๔๒ (๕) ดงั น้นั จาเลยท่ี ๓ จึงไม่ตอ้ งร่วมรับผิดกบั จาเลยที่ ๑
และที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนจาพวกจากดั ความรับผิดท่ีสอดเขา้
จดั การงานของจาเลยที่ ๑
105
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๑๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๓๘
จาเลยท้งั สามให้การต่อสู้ว่าจาเลยท่ี ๑ ได้รับเงินตามสัญญากู้
ฉบบั ที่ ๔ เพียง ๒๖,๕๐๐ บาท ซ่ึงการตกลงกนั ให้คิดรวมเป็ น
หน้ีของจาเลยท่ี ๒ โดยจาเลยที่ ๒ นาที่ดินมาจดทะเบียนจานอง
ไวแ้ ก่โจทก์ หน้ีตามสญั ญากูเ้ งินฉบบั ท่ี ๔ จึงแปลงหน้ีมาเป็ น
หน้ีตามสัญญาจานองแทน ศาลช้นั ต้นวินิจฉัยว่าจาเลยท่ี ๑
ยงั คงเป็ นหน้ีโจทก์ตามสัญญากู้เงินฉบบั ท่ี ๔ จาเลยท้งั สาม
อุทธรณ์เพียงว่า จาเลยที่ ๑ รับเงินตามสัญญากู้เงินฉบบั ท่ี ๔
เพียง ๒๖,๕๐๐ บาท โดยไม่ไดอ้ ุทธรณ์ว่าหน้ีดงั กล่าวไดแ้ ปลง
หน้ีมาเป็นหน้ีตามสญั ญาจานองแลว้ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉยั
ว่าหน้ีตามสัญญากู้เงินฉบบั ที่ ๔ ได้แปลงหน้ีมาเป็ นหน้ีตาม
สญั ญาจานอง จึงเป็นการวินิจฉยั เกินไปกว่าท่ีปรากฏในคาฟ้ อง
อุทธรณ์ของจาเลยท้งั สามไม่ชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒
ประกอบดว้ ยมาตรา ๒๔๖
คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๒๐๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๔๗
โจทก์กบั จาเลยทาสญั ญาประนีประนอมยอมความนอกศาลกนั
การท่ีจาเลยมาย่นื คาขอออกคาบงั คบั และนาเจ้าพนกั งานบงั คบั
คดียึดทรัพย์ของโจทก์ตามหมายบงั คบั คดีก่อนกาหนดตาม
106
บนั ทึกขอ้ ตกลง จึงเป็นเพียงการผิดสญั ญาและละเลยไม่ปฏิบตั ิ
ตามสัญญาเท่าน้นั ถือไม่ไดว้ ่าเป็ นการกระทาละเมิดต่อโจทก์
เพราะมิไดเ้ ป็นการกระทาโดยผดิ กฎหมาย
โจทก์มีคาขอท้ายฟ้ องขอให้จาเลยคืนทรัพย์สินที่ยึด
ท้งั หมด ๑๗ รายการ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเท่าน้ัน มิได้มี
คาขอใหจ้ าเลยชดใชค้ า่ เสียหายเป็นตวั เงินแตอ่ ยา่ งใด การที่ศาล
ช้นั ต้นพิพากษาให้จาเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ๒๐,๐๐๐
บาท พร้อมดอกเบ้ีย จึงเป็ นการพิพากษาเกินไปกว่าหรื อ
นอกจากที่ปรากฏในคาฟ้ อง ไม่ชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒
วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๖๔๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๗๙๑ โจทก์
ฟ้ องว่า จาเลยท้งั สองก่อสร้างแท่นคอนกรีตเป็ นฐานต้งั ศาล
พระภูมิ ขอให้ร้ื อถอนแท่นคอนกรีตออกไปจากถนนพิพาท
มีความหมายว่าขอให้ร้ือถอนสิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ถนนกลบั มา
มีสภาพดงั เดิม การร้ื อถอนแท่นคอนกรีตจึงมีความหมายถึง
ส่ิงที่ติดต้ังอยู่บนแท่นคอนกรี ตซ่ึงหมายความรวมถึงศาล
พระภูมิด้วย การที่ศาลล่างท้งั สองพิพากษาให้จาเลยท้งั สอง
ร้ือถอนศาลพระภูมิบนแท่นคอนกรีตจึงไม่เป็ นการพิพากษา
เกินคาขอ
107
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๑๑๐๓๑/๒๕๕๕ ฎ. ๑๖๘๖ คาให้การ
ของจาเลยที่ว่า ลายมือชื่อในหนังสือสัญญาจะซ้ือขายไม่ใช่
ลายมือชื่อของจาเลยเป็ นเอกสารปลอม เป็ นการปฏิเสธความ
ถกู ตอ้ งแทจ้ ริงของหนงั สือสญั ญาจะซ้ือขาย นอกจากน้นั ยงั เป็ น
การอา้ งวา่ จาเลยไมไ่ ดท้ าสญั ญาจะซ้ือขายท่ีดินพิพาทกบั โจทก์
ศาลช้นั ตน้ กาหนดประเดน็ ว่า จาเลยทาสญั ญาจะซ้ือขายที่ดิน
พิพาทกบั โจทก์หรือไม่ เมื่อคดีฟังไดว้ ่าลายมือช่ือในสัญญาจะ
ซ้ือขายเป็นของจาเลย แตจ่ าเลยไม่ไดร้ ู้เห็นในการเขียนขอ้ ความ
ในหนงั สือสญั ญาจะซ้ือขายเท่ากบั หนงั สือสญั ญาจะซ้ือขายไม่
ถูกตอ้ ง จาเลยไม่ไดท้ าสัญญาจะซ้ือขายที่ดินพิพาทกบั โจทก์
ดงั ฟ้ อง จึงมิใช่เป็นการนาสืบและรับฟังนอกประเดน็ ที่ใหก้ าร
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๖๗๗๖/๒๕๕๕ ฎ. ๒๕๓๑ ในคดีท่ี
โจทก์ฟ้ องขอให้ศาลบังคบั จาเลยคืนโฉนดที่ดิน หากไม่คืน
ขอให้ศาลมีคาสัง่ ให้เจ้าพนกั งานที่ดินออกใบแทนโฉนดท่ีดิน
ใหแ้ ก่โจทก์ โดยใหจ้ าเลยออกค่าใชจ้ ่ายในการย่ืนคาขอน้นั เมื่อ
โจทก์ไมฟ่ ้ องเจา้ พนกั งานท่ีดินเป็นจาเลยดว้ ย จึงเป็ นการบงั คบั
บุคคลภายนอกท่ีมิไดเ้ ป็ นคู่ความในคดี ศาลไม่อาจบงั คบั ให้
เจา้ พนกั งานที่ดินกระทาการตามที่โจทก์ขอได้
108
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๓๑๗๒ - ๓๑๗๓/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๐๘
โจทก์ฟ้ องขอให้จาเลยท่ี ๒ ร่วมรับผิดกบั จาเลยที่ ๑ ในฐานะ
เป็นนายจา้ งของจาเลยที่ ๑ โดยหาไดบ้ รรยายฟ้ องโดยแจง้ ชดั ว่า
จาเลยที่ ๑ เป็ นตวั แทนกระทาการตามคาส่ังของจาเลยท่ี ๒ ซ่ึง
เป็ นตวั การดว้ ยไม่ เม่ือศาลช้นั ตน้ มีคาพิพากษาว่าจาเลยที่ ๒
ไม่ไดเ้ ป็นนายจา้ งของจาเลยที่ ๑ จึงไม่ตอ้ งร่วมรับผิดกบั จาเลย
ที่ ๑ โจทก์ไม่ไดอ้ ุทธรณ์คดั คา้ นคาพิพากษาศาลช้นั ตน้ ท่ีวินิจฉยั
วา่ จาเลยท่ี ๒ ไม่ไดเ้ ป็นนายจา้ งของจาเลยท่ี ๑ ขอ้ เท็จจริงจึงฟัง
ยุติว่าจาเลยที่ ๒ ไม่ไดเ้ ป็ นนายจา้ งของจาเลยที่ ๑ การท่ีโจทก์
อุทธรณ์ว่า กรณีถือไดว้ ่าจาเลยที่ ๒ ยินยอมให้จาเลยที่ ๑ และ
บ. เป็ นตวั แทนในการนารถไปประกอบการขนส่งส่วนบุคคล
ในนามของจาเลยที่ ๒ จาเลยที่ ๒ จึงตอ้ งรับผิด จึงเป็ นเร่ือง
นอกประเดน็ ไม่เก่ียวกบั ขอ้ เทจ็ จริงที่คคู่ วามตอ้ งนาสืบ ถือเป็ น
ขอ้ ท่ีไม่ไดย้ กข้ึนว่ากนั มาแลว้ โดยชอบในศาลช้นั ตน้ ตอ้ งห้าม
มิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๕ วรรคหน่ึง แม้ศาล
อุทธรณ์จะวินิจฉัยว่าจาเลยท่ี ๒ เป็ นนายจ้างของจาเลยที่ ๑
ก็เป็นการไมช่ อบ การที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกบั จาเลยท่ี ๒ ดงั เช่นที่
โจทกอ์ ทุ ธรณ์ จึงเป็นขอ้ ท่ีไมไ่ ดย้ กข้ึนว่ากนั มาแลว้ โดยชอบใน
ศาลอทุ ธรณ์ ตอ้ งห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง
109
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๑๘/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๙๓ การจะ
อา้ ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง มาเป็ นประเดน็ ต่อสู้ว่า
โจทก์มีสิทธิในที่ดินและบา้ นพิพาทดีกว่าจาเลย เพราะโจทก์
เป็ นบุคคลภายนอกท่ีไดส้ ิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดย
สุจริตและไดจ้ ดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแลว้ โจทก์ตอ้ งกล่าว
อา้ งมาในคาฟ้ องให้ชดั แจง้ เมื่อคาฟ้ องของโจทก์มิไดก้ ล่าวอา้ ง
ไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นตอ้ งวินิจฉัย ท้งั มิใช่ปัญหาที่เก่ียวด้วย
ความสงบเรียบร้อยของประชาชน แมโ้ จทก์จะยกข้ึนอา้ งมาใน
ฎีกากไ็ มเ่ ป็นประเดน็ ที่ศาลฎีกาจะยกข้ึนวินิจฉยั ให้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๙๖๒๐/๒๕๕๔ ฎ. ๒๐๒๒ โจทก์
บรรยายฟ้ องระบุสภาพแห่งขอ้ หาให้จาเลยท่ี ๒ ร่วมรับผิดกบั
จาเลยที่ ๑ ตอ่ โจทกใ์ นฐานจาเลยท่ี ๒ เป็ นผสู้ ลกั หลงั ตวั๋ สญั ญา
ใชเ้ งิน เมื่อจาเลยท่ี ๒ ไม่ตอ้ งรับผิดต่อโจทก์ตามบทบญั ญตั ิใน
เรื่องตว๋ั เงิน เพราะจาเลยท่ี ๒ สลกั หลงั เพ่ือจานาแก่โจทก์ แม้
จาเลยที่ ๒ เป็ นผูจ้ านา ต้องรับผิดรับใช้เงินจานวนตามต๋ัว
สัญญาใชเ้ งินต่อโจทก์ซ่ึงเป็ นผูร้ ับจานาตาม ป.พ.พ. มาตรา
๗๖๗ วรรคสอง ศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้ เพราะเป็ นเรื่อง
นอกฟ้ องตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ วรรคหน่ึง
110
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๑๖๓๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๓๕
คดีน้ีโจทกบ์ รรยายฟ้ องใหจ้ าเลยท้งั สองร่วมรับผดิ ต่อโจทก์ฐาน
ละเมิด โดยยกข้ออา้ งที่อาศยั เป็ นหลกั แห่งข้อหาว่า จาเลยท้งั
สองร่วมกนั ลงข่าวในหนงั สือพิมพ์ ท. ว่า เจา้ พนักงานตารวจ
จบั กุมโจทก์ในขอ้ หาผลิตและจาหน่ายน้ามนั เคร่ืองปลอมใน
เขตอาเภอเมืองเชียงราย จงั หวดั เชียงราย และโจทก์ให้การ
รับสารภาพ เป็นการกลา่ วหรือไขข่าวแพร่หลาย ซ่ึงขอ้ ความอนั
ฝ่ าฝืนต่อความจริง เป็นเหตใุ หโ้ จทกไ์ ดร้ ับความเสียหายแก่ทาง
ทามาหาได้หรื อทางเจริญของโจทก์ ซ่ึงเป็ นบทบัญญตั ิแห่ง
ความรับผิดเพ่ือละเมิดตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ น ป.พ.พ. มาตรา ๔๒๓
เม่ือขอ้ เทจ็ จริงฟังเป็นยตุ ิว่าการกระทาของจาเลยท้งั สองไม่เป็ น
ละเมิดตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าว การที่ศาลช้นั ตน้ ใหจ้ าเลยท้งั สอง
ร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามบทบญั ญตั ิแห่งความรับผิดเพื่อละเมิด
มาตรา ๔๒๐ น้นั จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกวา่ หรือนอกจากที่
ปรากฏในคาฟ้ องตอ้ งห้ามตาม มาตรา ๑๔๒ วรรคหน่ึง แห่ง
ป.วิ.พ. ท่ีบญั ญตั ิว่า “คาพิพากษาหรือคาสงั่ ของศาลท่ีช้ีขาดคดี
ต้องตัดสินตามข้อหาในคาฟ้ องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษา
หรือทาคาส่งั ให้ส่ิงใด ๆ เกินไปกว่า หรือนอกจากที่ปรากฏใน
คาฟ้ อง”
111
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๒ (๕)
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๒๐๑/๒๕๕๔ ฎ. ๒๑๕๓ หลงั จาก
ห.บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ท.มารดาโจทก์เป็ นเจ้าของสิทธิ
ครอบครองท่ีดินพิพาท ย่อมมีอานาจทาหนังสืออุทิศที่ดิน
พิพาทใหแ้ ก่จาเลยสาหรับปลูกสร้างฉางขา้ วเพ่ือใชเ้ ป็ นธนาคาร
ขา้ วตามโครงการพระราชดาริ ท่ีดินพิพาทจึงตกเป็ นสาธารณ
สมบตั ิของแผน่ ดินสาหรับพลเมืองใชร้ ่วมกนั ตลอดไปโดยมีผล
ทนั ที โจทก์ไม่ใช่เจา้ ของที่ดินพิพาทไม่มีสิทธินาแบบแจ้งการ
ครอบครองท่ีดิน (ส.ค.๑) ไปขอออกโฉนดท่ีดินสาหรับที่ดิน
พิพาทในภายหลงั แม้จาเลยจะมิไดข้ อให้เพิกถอนโฉนดท่ีดิน
ของโจทก์ แตเ่ ม่ือความปรากฏวา่ ไดอ้ อกโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์
โดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอานาจพิพากษาให้
เพิกถอนโฉนดที่ดินของโจทก์ท่ีออกโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย
ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๖๑ วรรคหน่ึง และ
วรรคแปด เน่ืองจากเป็ นข้อกฎหมายอนั เกี่ยวด้วยความสงบ
เรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกข้ึนวินิจฉัยไดต้ าม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๓๗๔๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๘๐ แม้
จาเลยท่ี ๒ จะมิไดอ้ ทุ ธรณ์ในเร่ืองที่วา่ จาเลยท่ี ๒ เป็นกรรมการ
112
ของบริษทั จาเลยที่ ๑ ทาการแทนจาเลยที่ ๑ ในอานาจหน้าท่ี
จึงไม่มีความรับผิดชอบเป็ นส่วนตวั แต่ปัญหาดงั กล่าวเป็ น
ขอ้ กฎหมายเก่ียวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาล
อุทธรณ์ย่อมมีอานาจยกข้ึนวินิจฉัยไดเ้ องตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๔๒ (๕) ประกอบ มาตรา ๒๔๖
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๓
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๙๗๕๗/๒๕๕๕ ฎ. ๓๐๘๕ แมศ้ าล
ช้ันต้นมีคาส่ังว่า ผู้ร้องได้กรรมสิ ทธ์ิที่ดินพิพาทโดยการ
ครอบครองปรปักษ์แล้วก็ตาม แต่ปรากฏข้อเท็จจริ งในช้นั
บงั คบั คดีว่าท่ีดินพิพาทเป็ นของ อ. บ. และ ค. ในหนา้ ท่ีทรัสตี
ป่ าชา้ ศาสนิกชนคริสเตียน ไม่ใช่เป็ นกรรมสิทธ์ิของ อ. บ. และ
ค. ตามที่ผรู้ ้องอา้ งในคาร้องขอ ท้งั ตามลกั ษณะท่ีดินพิพาทใน
ขณะน้นั เป็นป่ าชา้ ฝังศพก่อปนู ซีเมนต์มีรูปแบบเป็ นหลุมฝังศพ
ของชาวคริสเตียนทว่ั ไป ในที่ดินมีตน้ มะพร้าวอยปู่ ระมาณ ๑๐
ตน้ ตน้ มะม่วงและตน้ ไมอ้ ่ืนปลูกอยู่แบบกระจดั กระจายไม่มี
ลักษณะเป็ นสวน ตามพ้ืนท่ีมีลูกมะพร้าว เศษใบไม้ และ
ทางมะพร้าวตกอยตู่ ามพ้ืนดิน ลกั ษณะเหมือนไม่มีผูด้ ูแล สภาพ
ของป่ าชา้ ยอ่ มไม่มีบุคคลใดเขา้ ไปยึดถือเพื่อตน ท้งั ไม่น่าเช่ือว่า
113
ผรู้ ้องไดเ้ ขา้ ไปครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดย
เปิ ดเผยดว้ ยเจตนาเป็ นเจ้าของ ในช้นั ไต่สวนคาร้องขอแสดง
กรรมสิทธ์ิท่ีดินพิพาท ผูร้ ้องก็ไม่ได้นาสืบว่าที่ดินพิพาทเป็ น
ป่ าชา้ ฝังศพ แต่นาสืบว่าท่ีดินพิพาทเป็ นท่ีว่างเปล่า พฤติการณ์
ของผรู้ ้องต้งั แต่ยืน่ คาร้องขอแสดงกรรมสิทธ์ิท่ีดินพิพาทและนา
สืบพยานผรู้ ้องในช้นั ไต่สวนคาร้องขอ แสดงให้เห็นว่าผูร้ ้องมี
เจตนาปกปิ ดไม่ให้ศาลทราบความจริงว่าที่ดินพิพาทเป็ นป่ าชา้
ฝังศพ การดาเนินคดีของผรู้ ้องเป็ นการกระทาที่ไม่สุจริตขดั ต่อ
ป.พ.พ. มาตรา ๕ คาสง่ั ของศาลช้นั ตน้ ที่ว่าผูร้ ้องไดก้ รรมสิทธ์ิ
ท่ีดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงไม่อาจบงั คบั ให้
เป็นไปตามคาสง่ั ได้
หนังสือหารื อของเจ้าพนักงานที่ดินที่สอบถามศาล
ช้นั ตน้ วา่ เมื่อท่ีดินพิพาทเป็ นป่ าชา้ สาหรับศาสนิกชนคริสเตียน
มิไดเ้ ป็นของ อ. บ. และ ค. เจา้ พนกั งานที่ดินจะจดทะเบียนให้
ผรู้ ้องไดก้ รรมสิทธ์ิในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘๒ ได้หรื อไม่ เป็ นการขอให้ศาล
ช้นั ตน้ วินิจฉยั ขอ้ ขดั ขอ้ งในการบงั คบั คดีของเจา้ พนกั งานท่ีดิน
ซ่ึงเจา้ พนกั งานท่ีดินเห็นวา่ ไมถ่ กู ตอ้ ง ก็ชอบท่ีจะร้องขอต่อศาล
ช้นั ตน้ ใหว้ ินิจฉยั ได้ ไม่ถือว่าเป็นการกลบั หรือแก้ไขคาวินิจฉัย
114
ในคาพิพากษาหรือคาสั่งเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓ วรรค
สอง
ข้อสังเกต คาพิพากษาคดีนีไ้ ม่ผูกพันเจ้าพนักงานท่ีดินซึ่งไม่ใช่
คู่ความตามมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง แม้ว่าคาพิพากษาศาล
ชั้นต้นจะวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเป็ นคุณแก่ผู้ร้ อง
ตามมาตรา ๑๔๕ วรรคสอง (๒) แต่เมื่อปรากฏว่าผู้ร้ องยื่น
คาร้ องโดยไม่สุจริต ผู้ร้ องจึงไม่อาจนาคาส่ังของศาลที่เกิดจาก
การดาเนินคดีโดยไม่สุจริตไปจดทะเบียนสิทธิในที่ดิน การที่
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อโต้แย้งของเจ้าพนักงานท่ีดิน ก็ไม่ถือว่า
เป็นการกลบั หรือแก้ไขคาวินิจฉัยในคาพิพากษาหรือคาสั่งเดิม
ตามมาตรา ๑๔๓ วรรคสอง ด้วย
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๑๙๗๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๕๗
แมศ้ าลช้นั ตน้ จะระบุในคาพิพากษาว่า ทางพิพาทอยใู่ นโฉนด
ที่ดินเลขท่ี ๕๗๑๐ ตามแผนที่พิพาท กเ็ ป็นเพราะระบผุ ิดหลงไป
ตามเอกสารในสานวนซ่ึงระบุผิดพลาดไปดว้ ยความพล้งั เผลอ
และย่อมไม่เป็ นผลให้โจทก์ตอ้ งไปบงั คบั คดีแก่ท่ีดินแปลงที่
ระบผุ ิดหลงน้ี เมื่อตาแหน่งของที่ดินแปลงโฉนดเลขท่ี ๕๗๑๐
ตามแผนท่ีพิพาทตรงกบั ตาแหน่งท่ีดินโฉนดเลขที่ ๕๗๑๘ ของ
จาเลยตามคาฟ้ อง โจทก์จึงมีสิทธิบงั คบั คดีแก่ที่ดินของจาเลย
115
ตามโฉนดท่ีดินเลขที่ ๕๗๑๘ ได้
การที่คาพิพากษามีข้อผิดหลงเฉพาะเลขโฉนดท่ีดิน
ซ่ึงเป็นกรณีผิดหลงเลก็ นอ้ ย และศาลช้นั ตน้ ไม่แกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง
ขอ้ ผิดหลงดงั กล่าวยอ่ มปรากฏอยู่ในคาพิพากษาเช่นน้นั ศาล
อุท ธร ณ์ จึ ง มี อ า นา จ แ ก้ไ ข ใ ห้ ถูก ต้อ ง ไ ด้โ ดย ไ ม่ จ า ต้อ ง ย ้อ น
สานวนใหศ้ าลช้นั ตน้ ทาการแกไ้ ขไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๓
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๔
คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๖/๒๕๕๖ ฎ. ๒๙๐ คดีก่อนศาล
ช้นั ตน้ มีคาพิพากษาให้โจทก์ชาระหน้ีให้แก่จาเลยตามสัญญา
ขายสินทรัพยข์ ององคก์ ารเพื่อการปฏิรูประบบสถาบนั การเงิน
(ปรส.) โจทก์จึงต้องผูกพันตามคาพิพากษาน้ันตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๕ วรรคหน่ึง และตอ้ งถือว่าศาลน้นั ไดว้ ินิจฉยั สิทธิ
ของจาเลยตามสญั ญาขายสินทรัพยอ์ นั เป็ นประเด็นแห่งคดีแลว้
คดีน้ีโจทก์ฟ้ องจาเลยว่า จาเลยกระทาละเมิดต่อโจทก์ ขอให้
เพิกถอนสัญญาขายสินทรัพย์ โดยยกขอ้ อา้ งซ่ึงอาศยั เป็ นหลกั
แห่งขอ้ หาว่า สัญญาขายสินทรัพย์เป็ นโมฆะซ่ึงขอ้ อ้างต่าง ๆ
ลว้ นเป็นขอ้ อา้ งท่ีโจทก์สามารถยกข้ึนเป็นขอ้ ตอ่ สูใ้ นคดีก่อนได้
อยแู่ ลว้ ซ่ึงหากฟังไดต้ ามอา้ งโจทก์กอ็ าจไม่ตอ้ งรับผิดชาระหน้ี
116
ให้แก่จาเลย จึงเป็ นเร่ืองที่โจทก์นาประเด็นแห่งคดีที่ศาลได้
วินิจฉยั แลว้ ในคดีก่อนมากล่าวอา้ งให้ศาลในคดีน้ีวินิจฉัยซ้าอีก
ตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ และบทบญั ญตั ิน้ีมิใช่ห้าม
เฉพาะคู่ความ แต่รวมท้งั ห้ามมิให้ศาลดาเนินกระบวนพิจารณา
ดว้ ย การที่ศาลช้นั ตน้ วินิจฉยั ฟ้ องของโจทก์ว่า คาพิพากษาใน
คดีก่อนผูกพนั โจทก์และจาเลยน้ันชอบแล้ว แต่ที่วินิจฉัยว่า
สญั ญาขายสินทรัพยต์ ามฟ้ องไม่เป็ นโมฆะ จาเลยไม่ไดก้ ระทา
ละเมิดตอ่ โจทก์แลว้ พิพากษายกฟ้ อง และศาลอุทธรณ์พิพากษา
ยนื เป็ นการวินิจฉยั ในประเด็นแห่งคดีซ่ึงมีการวินิจฉัยไปแลว้
เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซ่ึง
เป็ นปัญหาขอ้ กฎหมายอนั เกี่ยวดว้ ยความสงบเรียบร้อยของ
ประชาชน แมไ้ ม่มีคู่ความยกข้ึนฎีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจยกข้ึน
วินิจฉยั ไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖,
๒๔๗
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๔๖๑/๒๕๕๖ ฎ. ๑๑๒ คาฟ้ องของ
โจทก์ที่ขอให้ห้ามจาเลยแบ่งแยกกรรมสิทธ์ิท่ีดินโฉนดเลขท่ี
๑๗๘๓๕ มีประเดน็ ขอ้ พิพาทเดียวกบั คดีก่อน โจทก์และจาเลย
เป็นคคู่ วามรายเดียวกนั โดยคดีก่อนโจทก์ (จาเลยในคดีน้ี) ขอ
แบ่งแยกกรรมสิทธ์ิรวมในที่ดินโฉนดเลขท่ี ๑๗๘๓๕ ศาล
117
อุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ (จาเลยในคดีน้ี) ไม่มีสิทธิเรี ยก
ให้แบง่ กรรมสิทธ์ิรวมเน่ืองจากมีนิติกรรมขดั อย่แู ละศาลฎีกามี
คาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ การวินิจฉัยคดีน้ีจึงเป็ นการ
ดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ากบั ประเดน็ ขอ้ พิพาทท่ีไดว้ ินิจฉยั ไว้
ในคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ซ่ึงเป็ นปัญหา
ข้อกฎหมายอนั เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
แมไ้ ม่มีคู่ความยกข้ึนฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกข้ึนวินิจฉัย
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕), ๒๔๖, ๒๔๗
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๕๕๐๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๔๓
คดีแพ่งหมายเลขแดงท่ี ๑๒๖๙/๒๕๕๐ เป็ นเร่ืองท่ีจาเลยฟ้ อง
โจทก์ อ้างว่าจาเลยเป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิที่ดินโฉนดเลขท่ี
๓๐๕๘ โจทก์บุกรุกที่ดินดงั กล่าวบางส่วน ขอให้บงั คบั โจทก์
และบริ วารออกจากท่ีดินพิพาท โจทก์ซ่ึงเป็ นจาเลยในคดี
ดังกล่าวให้การว่า ท่ีดินพิพาทเป็ นของโจทก์โดยการ
ครอบครองปรปักษ์ ส่วนคดีน้ีเป็ นเรื่องที่โจทก์ฟ้ องว่า โจทก์
ครอบครองที่ดินบางส่วนของท่ีดินโฉนดเลขที่ ๓๐๕๘ โดย
สงบและโดยเปิ ดเผยดว้ ยเจตนาเป็ นเจา้ ของติดต่อกนั กว่า ๑๐ ปี
ขอให้พิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็ นของโจทก์โดยการ
ครอบครองปรปักษ์ จาเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็ นของจาเลย
118
เช่นน้ี มูลคดีท้งั สองคดีจึงมีประเด็นขอ้ พิพาทอย่างเดียวกนั ว่า
ที่ดินพิพาทเป็ นกรรมสิทธ์ิของโจทก์หรื อของจาเลย เม่ือ
โจทก์จาเลยเป็ นคู่ความเดียวกัน และศาลช้นั ต้นในคดีแพ่ง
หมายเลขแดงที่ ๑๒๖๙/๒๕๕๐ ไดว้ ินิจฉัยช้ีขาดประเด็นแห่ง
คดีไปแล้ว ฟ้ องโจทก์ในคดีน้ีจึงเป็ นการดาเนินกระบวน
พิจารณาซ้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๖๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๘๖
คดีก่อนจาเลยท่ี ๑ เป็ นโจทก์ฟ้ องโจทก์คดีน้ีเป็ นจาเลยว่า
ผิดสัญญา โดยเรี ยกค่าเสียหายจากการท่ีจาเลยที่ ๑ สูญเสีย
โอกาสท่ีจะไดร้ ับเงินจากการทาบุญในการจดั งานทอดผา้ ป่ า
สามคั คี ๑๕๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียโอกาสท่ีจะได้รับเงินจาก
การทาบุญในช่วงเขา้ พรรษา ออกพรรษา ทอดผ้าป่ าสามคั คี
ทอดกฐิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท รวมเป็ นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท กบั ให้
ร้ือถอนห้างร้านก่อสร้างออกจากศาลาที่ก่อสร้าง โจทก์ซ่ึงเป็ น
จาเลยคดีก่อนให้การต่อสู้ว่า ไม่ไดผ้ ิดสญั ญา คา่ เสียหายท่ีจาเลย
ที่ ๑ ฟ้ องมาเป็ นค่าเสียหายในอนาคต จาเลยที่ ๑ ไม่ไดเ้ สียหาย
จริง จึงไม่ตอ้ งรับผิดต่อจาเลยที่ ๑ ประเด็นที่จะตอ้ งวินิจฉัยใน
คดีก่อนจึงมีเพียงว่า โจทก์ซ่ึงเป็ นจาเลยคดีก่อนผิดสัญญาจ้าง
หรือไม่ และจาเลยท่ี ๑ มีสิทธิฟ้ องเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่
119
โจทก์ทางานไม่แลว้ เสร็จตามสัญญาหรือไม่เพียงใด ซ่ึงศาล
ช้นั ตน้ วินิจฉัยว่าโจทก์ซ่ึงเป็ นจาเลยคดีก่อนยงั ไม่ไดผ้ ิดสัญญา
จาเลยท่ี ๑ จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายแลว้ พิพากษายกฟ้ อง
จาเลยท่ี ๑ คดีถึงที่สุด ส่วนคดีน้ีโจทก์ฟ้ องเรียกให้จาเลยท่ี ๑
ชาระเงินคา่ จา้ งส่วนที่เหลือ ๑๑๓,๐๐๐ บาท และค่าเสียโอกาส
จากการนาเงินค่าจ้างไปลงทุน ๑๕๐,๐๐๐ บาท คดีน้ีจึงมี
ประเดน็ ที่จะตอ้ งวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินค่าจา้ งส่วนที่
เหลือ และคา่ เสียหายแก่โจทก์หรือไม่เพียงใด แมม้ ูลเหตุที่ฟ้ อง
ในค ดี น้ี กับ ค ดี ก่ อ นจ ะ สื บ เ น่ื อ งมาจ าก สัญญาจ้าง ท าข อ ง อ ัน
เดียวกนั ก็ตาม แต่คาฟ้ องโจทก์คดีน้ีไม่ใช่ประเด็นเดียวกนั กับ
ประเด็นในคดีก่อน จึงไม่เป็ นฟ้ องซ้ าหรื อดาเนินกระบวน
พิจารณาซ้า
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๑๖๙๑/๒๕๕๕ ฎ. ๑๕๘๒ คดีก่อนท่ี
จาเลยฟ้ องโจทก์และ ส. โจทก์ให้การและฟ้ องแยง้ ว่า ระหว่าง
โจทก์กบั จาเลยเป็ นสามีภริยากนั มีที่ดินจานวน ๒ แปลงเป็ น
สินสมรสระหวา่ งโจทก์กบั จาเลย ขอแบ่งทรัพยส์ ินก่ึงหน่ึง ท้งั
โจทก์ยงั ใหก้ ารและฟ้ องแยง้ วา่ โจทก์ไดเ้ ช่าซ้ือตึก ๓ ช้นั เลขท่ี
๓/๑๙ เพื่อให้บุตรท้ังสองและจาเลยอยู่อาศัย ประมาณปี
๒๕๔๗ จาเลยบงั คบั ให้โจทกโ์ อนท่ีดินพร้อมตึกดงั กล่าวให้แก่
120
บุตรท้งั สอง เม่ือท่ีดินและตึก ๓ ช้นั ตามคาให้การและฟ้ องแยง้
ของโจทกใ์ นคดีก่อน ก็คือท่ีดินและตึกแถวอนั เป็ นสินสมรสท่ี
โจทก์นามาฟ้ องเรียกให้ชาระหน้ีร่วมคดีน้ี ซ่ึงศาลช้ันต้นได้
กาหนดประเดน็ ขอ้ พิพาทเก่ียวกบั สินสมรสไวด้ ว้ ย แมใ้ นท่ีสุด
ศาลช้นั ต้นมีคาวินิจฉัยเกี่ยวกบั ทรัพยส์ ินตามฟ้ องแยง้ ว่าไม่ใช่
สินสมรส และประเดน็ เกี่ยวกบั สินสมรสยตุ ิไปตามคาพิพากษา
ศาลช้นั ตน้ อนั ถือว่าศาลไดว้ ินิจฉยั ช้ีขาดในประเดน็ แห่งคดีแลว้
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ เม่ือคาฟ้ องและทางนาสืบของโจทก์
คดีน้ีไดค้ วามวา่ หน้ีระหวา่ งสมรสท่ีโจทกฟ์ ้ องขอให้จาเลยร่วม
รับผิดคดีน้ี เป็ นหน้ีอันเกิดจากการที่โจทก์ซ้ือท่ีดินพร้อม
ตึกแถว ๓ ช้นั เม่ือปี ๒๕๓๒ เพื่อให้จาเลยและบตุ รอยอู่ าศยั ซ่ึง
ระหวา่ งน้นั โจทกก์ บั จาเลยยงั ไม่ไดจ้ ดทะเบียนหยา่ ต่อมาเดือน
ตุลาคม ๒๕๔๓ โจทก์ยืมเงินสหกรณ์ออมทรัพยเ์ พ่ือชาระหน้ี
ค่าท่ีดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว ที่ดินพร้อมตึกแถวจึงเป็ น
สินสมรสและหน้ีท่ีเกิดจากการกู้ยืมดงั กล่าว ถือว่าเป็ นหน้ีท่ี
เกี่ยวขอ้ งกบั สินสมรสท่ีโจทกแ์ ละจาเลยเป็นลูกหน้ีร่วมกนั และ
ตอ้ งรับผดิ ร่วมกนั ซ่ึงโจทก์สามารถฟ้ องแยง้ ให้จาเลยร่วมรับผดิ
ในคดีก่อนได้อยู่แลว้ เพราะเป็ นประเด็นท่ีเก่ียวขอ้ งในเรื่อง
เกี่ยวกบั การแบ่งสินสมรสในคดีก่อนท่ีโจทก์อาจดาเนินคดีได้
121
ไปในคราวเดียวกนั การท่ีโจทก์นาคดีมาฟ้ องขณะท่ีคดีก่อนอยู่
ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฟ้ องโจทกจ์ ึงตอ้ งห้ามมิให้
ดาเนินกระบวนพิจารณาซ้า ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๓๐๘๗/๒๕๕๕ ฎ. ๑๓๗๔ ผูร้ ้อง
เคยย่นื คาร้องขอเฉล่ียทรัพยฉ์ บบั แรกมาแลว้ ศาลช้นั ตน้ มีคาส่งั
ยกคาร้อง เพราะผู้ร้องมิได้นาสืบให้ได้ความว่าจาเลยไม่มี
ทรัพยส์ ินอื่นที่ผรู้ ้องจะบงั คบั เอาชาระหน้ีได้ ผรู้ ้องไม่มีสิทธิขอ
เฉลี่ยทรัพย์ จึงเป็ นกรณีที่ศาลช้นั ตน้ ไดว้ ินิจฉยั ช้ีขาดคาร้องขอ
เฉล่ียทรัพย์ของผูร้ ้องแล้ว การท่ีผูร้ ้องมาย่ืนคาร้องขอเฉล่ีย
ทรัพยเ์ ป็ นฉบบั ที่สองอีกโดยมีผลการสืบทรัพย์เพ่ิมเติมแนบ
ท้ายคาร้องซ่ึงเป็ นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสืบทรัพยเ์ ดิม มิใช่
ขอ้ เท็จจริงใหม่ และผู้ร้องสามารถนามาประกอบในการย่ืน
คาร้องขอเฉลี่ยทรัพยฉ์ บบั แรกไดอ้ ยแู่ ลว้ เพ่ือเป็ นหลกั ฐานว่ามี
การสืบทรัพยป์ ระกอบขอ้ อา้ งตามคาร้อง แต่ยงั คงมีขอ้ อา้ งและ
คาขอเ ช่นเดี ยวกับค าขอเ ฉล่ี ยทรั พย์ฉบ ับแรกซ่ ึ งมีปร ะเด็นที่
จะต้องวินิจฉัยเดียวกันว่าจาเลยไม่มีทรัพย์สินอ่ืนที่ผูร้ ้องจะ
บังคับเอาชาระหน้ีได้หรื อไม่ จึงเป็ นการดาเนินกระบวน
พิจารณาอนั เกี่ยวกบั คดีหรือประเด็นท่ีไดว้ ินิจฉยั ช้ีขาดมาแล้ว
ตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ วรรคหน่ึง แมจ้ ะเป็นข้นั ตอน
122
บงั คบั คดีก็ตาม
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๕๒๑๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๑๐๙
คดีแพ่งของศาลช้นั ตน้ เป็นเรื่องที่จาเลยท่ี ๑ คดีน้ีเป็นโจทก์ฟ้ อง
โจทกค์ ดีน้ีเป็นจาเลยท่ี ๑ อา้ งว่าจาเลยที่ ๑ เป็ นเจา้ ของสิ่งปลูก
สร้างบนท่ีดินและเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่กระทาละเมิดต่อ
จาเลยที่ ๑ ส่วนคดีน้ีเป็ นเรื่ องที่โจทก์ฟ้ องอ้างว่าโจทก์เป็ น
เจ้าของกรรมสิทธ์ิท่ีดิน ขอบงั คบั ให้จาเลยท้งั สองร้ือถอนสิ่ง
ปลกู สร้างออกไปจากที่ดินและเรียกค่าเสียหายที่จาเลยท้งั สอง
กระทาละเมิดต่อโจทก์ ทรัพยท์ ี่อา้ งเพื่อเรียกร้องสิทธิแห่งตน
เป็นทรัพยค์ นละอยา่ งตา่ งกนั เพราะคดีก่อนโตเ้ ถียงกนั ว่าฝ่ ายใด
เป็ นเจ้าของส่ิงปลูกสร้างบนที่ดินและเรียกค่าเสียหายจากการ
รบกวนการครอบครองส่ิงปลูกสร้าง ส่วนคดีน้ีโจทก์รับว่าส่ิง
ปลูกสร้างเป็ นของจาเลยท้งั สอง แต่ท่ีดินเป็ นของโจทก์ขอให้
ร้ือถอนออกไปและเรียกค่าเสียหายท่ียงั คงอยูบ่ นท่ีดิน คดีท้งั
สองจึงมีประเด็นขอ้ พิพาทไม่เหมือนกนั ฟ้ องโจทก์คดีน้ีจึงไม่
เป็นการฟ้ องซ้อนหรือดาเนินกระบวนพิจารณาซ้าแตอ่ ยา่ งใด
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๘๐๐๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๗๘
แม้เดิมศาลช้ันต้นจะมีคาสั่งให้นัดไต่สวนคาร้องของผู้ร้อง
ท้งั หา้ แตเ่ มื่อตอ่ มาศาลช้นั ตน้ ตรวจพบวา่ แมจ้ ะไตส่ วนไดค้ วาม
123
ตามคาร้องของผู้ร้องท้งั ห้า ก็ถือไม่ได้ว่าผูร้ ้องท้งั ห้าเป็ นผู้มี
อานาจพิเศษในที่ดินพิพาทที่ดีกว่าอานาจหรื อสิ ทธิของโจทก์
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ จัตวา (๓) ตามเหตุผลท่ีวินิจฉัยไว้
ขา้ งตน้ กรณีจึงไม่มีความจาเป็ นต้องไต่สวนอีกต่อไป ท่ีศาล
ช้ันต้นมีคาส่ังให้นัดไต่สวนไว้จึงผิดพลาด ถือว่าเป็ นการ
พิจารณาที่ผิดระเบียบมิไดป้ ฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิแห่ง ป.วิ.พ. ใน
ขอ้ ที่มุ่งหมายจะยงั ใหก้ ารเป็นไปดว้ ยความยตุ ิธรรมในเรื่องการ
พิจารณาคดี ศาลช้นั ตน้ ย่อมมีอานาจที่จะส่งั ให้เพิกถอนคาส่ัง
น้นั แลว้ มีคาสงั่ ใหม่ได้ กรณีไม่ใช่คาส่งั ที่วินิจฉัยช้ีขาดคดีหรือ
เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ าที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๓ และ มาตรา ๑๔๔ อีกท้งั ในการเพิกถอนการ
พิจารณาท่ีผิดระเบียบไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิวิธีการไว้ ศาลจึงมี
อานาจทาการตามที่เห็นสมควรเพ่ือให้มีผลเป็ นที่เขา้ ใจของ
คคู่ วามว่าเป็นการเพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบเสีย ก็เป็ น
การกระทาโดยชอบแลว้ ท่ีศาลช้นั ตน้ เพิกถอนคาส่งั เดิมแลว้ มี
คาสั่งใหม่โดยใช้วิธีฆ่าคาส่ังเดิมแล้วเขียนลงใหม่ ท้ังลงชื่อ
ผเู้ ขียนกากบั ไว้ ก็เป็นวิธีการที่บญั ญตั ิไวต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๔๖
วรรคสอง เชื่อวา่ มีผลให้คคู่ วามเขา้ ใจดีว่าเป็ นการเพิกถอนการ
พิจารณาท่ีผดิ ระเบียบ
124
คาพพิ ากษาผกู พนั คู่ความ
ข้อ ๕ คาถาม โจทก์ฟ้ องต่อศาลแขวงธนบุรีขอให้บงั คบั
จาเลยซ่ึงเป็ นนิติบุคคลประเภทบริษทั จากดั ชาระเงินค่าซ่อม
รถยนต์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบ้ียร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นบั แต่
วนั ฟ้ องเป็นตน้ ไปจนกวา่ จะชาระเสร็จ แลว้ ให้รับรถยนตค์ ืนไป
ในคาฟ้ องโจทก์บรรยายฟ้ องว่ามอบอานาจให้นายหน่ึงเป็นผรู้ ับ
มอบอานาจในการฟ้ องจาเลยเกี่ยวกับหน้ีค่าซ่อมรถยนต์ตาม
ฟ้ องและให้ดาเนินคดีที่ศาลแพ่งธนบุรีโดยแนบหนงั สือมอบ
อานาจมาทา้ ยคาฟ้ องดว้ ย จาเลยให้การว่า หนงั สือมอบอานาจ
ของโจทก์มอบอานาจให้นายหน่ึงดาเนินคดีที่ศาลแพ่งธนบุรี
แต่โจทก์ฟ้ องคดีท่ีศาลแขวงธนบุรี การมอบอานาจจึงไม่ชอบ
เพราะฟ้ องคนละศาล โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้ อง และจาเลยชาระ
หน้ีค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์ไปต้ังแต่วันที่ ๒ มกราคม
๒๕๕๖ แล้ว ขอให้ศาลยกฟ้ อง โดยนายสองกรรมการผู้มี
อานาจของจาเลยลงช่ือและประทับตราบริ ษัทในใบแต่ง
ทนายความท่ีส่งต่อศาลพร้อมคาให้การ แต่งนายสามเป็ นทนาย
จาเลย แตไ่ ม่มีหนงั สือมอบอานาจให้นายสามให้การต่อสู้คดีน้ี
นอกจากน้ีคู่ความแถลงรับขอ้ เท็จจริ งว่า คดีก่อนจาเลยฟ้ อง
โจทก์ตอ่ ศาลแพ่งธนบุรีขอใหค้ ืนรถยนต์ โจทก์ (จาเลยคดีก่อน)
125
ให้การว่า จาเลยจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์
ซ่อมรถยนต์แล้วแต่จาเลยไม่ชาระค่าซ่อมรถยนต์ ๒๐๐,๐๐๐
บาท โจทก์จึงยึดหน่วงรถยนตไ์ วป้ ระกนั หน้ีค่าซ่อมรถยนต์คนั
เดียวกับคดีน้ี ศาลในคดีก่อนวินิจฉัยว่า จาเลยจ้างโจทก์ซ่อม
รถยนต์ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โจทกซ์ ่อมรถยนตเ์ สร็จแลว้ แตจ่ าเลยยงั
ไม่ได้ชาระค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่โจทก์ในวนั ที่ ๒ มกราคม
๒๕๕๖ ยงั คา้ งชาระค่าจา้ ง โจทก์มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์ของ
จาเลยไวโ้ ดยอาศยั มูลหน้ีดงั กล่าว พิพากษายกฟ้ อง คดีก่อนคดี
ถึงที่สุดแลว้ คู่ความแถลงไม่ติดใจสืบพยาน
ใหว้ ินิจฉยั ว่า โจทก์มีอานาจฟ้ องหรือไม่ ทนายจาเลยมี
อานาจดาเนินกระบวนพิจารณาในศาลหรื อไม่ และศาลจะ
พิพากษาคดีน้ีอยา่ งไร
ข้อ ๕ คาตอบ สาระสาคัญของการมอบอานาจให้ฟ้ อง
คดอี ยู่ทผี่ ้มู อบอานาจได้มอบอานาจให้ผู้รับมอบอานาจฟ้ องคดี
ผ้ใู ดในข้อหาหรือความผดิ ใด ส่วนการฟ้ องร้องต่อศาลใด ย่อม
เป็ นไปตามอานาจของศาลตามพระธรรมนูญศาลยุตธิ รรมและ
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่ง โจทก์ทาหนงั สือมอบ
อานาจให้นายหน่ึงเป็ นผูร้ ับมอบอานาจฟ้ องจาเลยเกี่ยวกบั หน้ี
คา่ ซ่อมรถยนตต์ ามฟ้ อง เป็ นการมอบอานาจให้ฟ้ องคดีโดยชอบ
126
แล้ว ส่วนที่มีข้อความระบุว่า ให้ดาเนินคดีท่ีศาลแพ่งธนบุรี
ไม่ได้เป็ นสาระสาคัญในการมอบอานาจ เม่ือคดีอยู่ในอานาจ
ศาลแขวงธนบุรี ผู้รับมอบอานาจย่อมมีอานาจฟ้ องคดีต่อศาล
แขวงธนบุรีได้ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๘๔๐/๒๕๕๕)
การที่จาเลยโดยนายสองกรรมการผมู้ ีอานาจของจาเลย
ลงช่ือและประทบั ตราบริษทั ในใบแตง่ ทนายความคดีน้ี ถือเป็ น
กรณีที่จาเลยต่อสู้คดีนี้ด้วยตนเองโดยแต่งต้ังนายสามเป็ น
ทนายความให้ว่าความและดาเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้แทน
ตามมาตรา ๖๐ วรรคหน่ึง ไม่ใช่กรณีท่ีจาเลยมอบอานาจให้นาย
สามเป็ นผู้แทนจาเลยตามมาตรา ๖๐ วรรคสอง ซึ่งต้องมี
หนังสือมอบอานาจให้นายสามให้การคดนี ี้ นายสามจงึ มีอานาจ
ย่ืนคาให้การและดาเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ได้ (เทียบคา
พิพากษาฎีกาท่ี ๖๒๗๑/๒๕๕๔)
คดีน้ีโจทก์ฟ้ องขอให้ศาลบงั คบั จาเลยชาระเงินค่าซ่อม
รถยนต์โดยอา้ งสัญญาจ้างซ่อมรถยนต์คนั เดียวกันกบั คดีก่อน
จาเลยใหก้ ารทานองเดียวกบั คดีก่อน (ท่ีจาเลยฟ้ องขอให้โจทก์
คืนรถยนต์) ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีนี้ก็โดย
อาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จาเลยจ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์และ
ชาระค่าซ่อมรถยนต์แล้วหรือไม่ เมื่อคดีก่อนคดีถึงท่ีสุดโดยศาล
127
วินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีโดยตรงว่าจาเลยจ้างโจทก์ซ่อม
รถยนต์ โจทก์ซ่อมรถยนต์เสร็จแลว้ แต่จาเลยยงั ไม่ไดช้ าระค่า
ซ่อมรถยนต์ โจทก์ และจาเลยต่ างเป็ นคู่ความเดียวกัน
คาพพิ ากษาศาลคดีก่อนย่อมมีผลผกู พนั โจทก์และจาเลยในคดีนี้
และผูกพนั ศาลท้ังส่วนของคาวนิ ิจฉัยและผลแห่งคาพพิ ากษาใน
คดีก่อนตามมาตรา ๑๔๕ ข้อเท็จจริงจงึ ฟังในคดีนี้ได้ว่า จาเลย
จ้างโจทก์ซ่อมรถยนต์ โจทก์ซ่อมรถยนต์เสร็จแล้ว แต่จาเลยยัง
ไม่ได้ชาระค่าซ่อมรถยนต์ (เทียบคาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๓๔๑/
๒๕๕๖) ศาลจงึ ต้องพพิ ากษาให้จาเลยชาระเงนิ ๒๐๐,๐๐๐ บาท
พร้อมดอกเบยี้ ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์
คาพิพา กษาฎีกาที่ ๔๘๔๐ /๒๕๕ ๕ ฎ. ๒๘๒ ๖
สาระสาคญั ของการมอบอานาจใหฟ้ ้ องคดีอยทู่ ่ีผมู้ อบอานาจได้
มอบอานาจให้ผู้รับมอบอานาจฟ้ องคดีผู้ใดในข้อหาหรื อ
ความผิดใด ส่วนการฟ้ องร้องต่อศาลใด ย่อมเป็ นไปตามอานาจ
ของศาลตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมและ ป.วิ.พ. โจทก์ทา
หนังสือมอบอานาจให้ จ. ฟ้ องจาเลยท้ังสองในคดีแพ่งเร่ือง
เช่าซ้ือค้าประกนั เป็ นการมอบอานาจให้ฟ้ องคดีโดยชอบแลว้
ส่วนท่ีมีข้อความระบุว่าต่อศาลจังหวดั นครปฐม ไม่ได้เป็ น
สาระสาคญั ในการมอบอานาจ เมื่อผรู้ ับมอบอานาจตรวจสอบ
128
แลว้ คดีอยใู่ นอานาจศาลแขวงนครปฐม ผรู้ ับมอบอานาจย่อมมี
อานาจฟ้ องคดีตอ่ ศาลแขวงนครปฐมได้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๒๗๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๑๔๐
การที่โจทก์โดย ช. และ อ. กรรมการผู้มีอานาจร่วมกันลง
ลายมือชื่อและประทับตราของบริ ษัทโจทก์ในใบแต่ง
ทนายความแต่งต้งั ว. เป็ นทนายความของโจทก์ และ ว. ไดล้ ง
ลายมือชื่อของตนเป็นโจทก์ฟ้ องคดีน้ี ถือเป็ นกรณีท่ีโจทก์ฟ้ อง
คดีน้ีดว้ ยตนเองโดยแต่งต้งั ว. เป็ นทนายความให้ว่าความและ
ดาเนินกระบวนพิจารณาคดีน้ีแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๖๐ วรรค
หน่ึง ไมใ่ ชก่ รณีท่ีโจทกม์ อบอานาจให้ ว. เป็ นผแู้ ทนโจทก์ตาม
มาตรา ๖๐ วรรคสอง ซ่ึงตอ้ งมีหนงั สือมอบอานาจให้ ว. ฟ้ อง
คดีน้ี
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๓๔๑/๒๕๕๖ ฎ. ๔๖๒ คดีน้ีโจทก์
ฟ้ องบังคับให้จาเลยชาระหน้ีเงินกู้ ๒๗๐,๐๐๐ บาท พร้อม
ดอกเบ้ีย โดยอา้ งหนงั สือสญั ญากู้เงินฉบบั เดียวกนั กบั คดีก่อน
จาเลยให้การทานองเดียวกบั คดีก่อน (ท่ีจาเลยฟ้ องขอให้โจทก์
คืนโฉนด) ประเดน็ ท่ีตอ้ งวินิจฉยั ในคดีก่อนกบั คดีน้ีก็โดยอาศยั
เหตอุ ยา่ งเดียวกนั วา่ จาเลยกูย้ ืมเงิน ๒๗๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์
และยงั คา้ งชาระตน้ เงินกบั ดอกเบ้ียหรือไม่ โจทก์มีสิทธิยึดถือ
129
โฉนดท่ีดินของจาเลย โดยอาศยั มูลหน้ีดงั กล่าวหรือไม่ เม่ือคดี
ก่อนคดีถึงท่ีสุดโดยศาลฎีกาวินิจฉยั ในประเดน็ แห่งคดีโดยตรง
วา่ จาเลยกเู้ งิน ๒๗๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์ โดยมอบโฉนดที่ดิน
ของจาเลยให้โจทก์ยึดถือไวเ้ ป็ นประกนั โจทก์และจาเลยต่าง
เป็นค่คู วามเดียวกนั คาพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อนยอ่ มมีผลผกู พนั
โจทก์และจาเลยในคดีน้ีและผกู พนั ศาลท้งั ส่วนของคาวินิจฉัย
และผลแห่งคาพิพากษาในคดีก่อน ขอ้ เท็จจริงจึงฟังในคดีน้ีได้
ว่า จาเลยกู้เงิน ๒๗๐,๐๐๐ บาท จากโจทก์และยงั คา้ งชาระตน้
เงินและดอกเบ้ีย
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๕
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๕๙๐/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๒๙ โจทก์
ฟ้ องว่า จาเลยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ต่อมาโจทก์บอกเลิก
สญั ญาเช่า แต่จาเลยยงั คงอยูใ่ นท่ีดินพิพาท ขอให้ขบั ไล่จาเลย
ออกจากท่ีดินพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหาย เม่ือโจทก์เป็ นผูถ้ ือ
กรรมสิทธ์ิในที่ดินพิพาท โดยจาเลยไม่มีพยานหลกั ฐานมานา
สืบหกั ลา้ งให้รับฟังเป็ นอย่างอ่ืน กบั คาพิพากษาคดีหมายเลข
แดงท่ี ๑๓๙๖/๒๕๔๑ ของศาลช้นั ตน้ ซ่ึงถึงท่ีสุดโดยพิพากษาวา่
ท่ี ดิ นพิ พ า ท เ ป็ นข อ ง จ า เ ล ย ก็ ไ ม่ ผูก พัน โ จ ท ก์ ซ่ึ ง เ ป็ น
130
บุคคลภายนอกคดีท่ีพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๕ (๒) และการที่จาเลยเช่าท่ีดินพิพาทและโจทก์
บอกเลิกสญั ญาเช่าแลว้ หรือแมจ้ ะรับฟังว่าจาเลยไม่ไดเ้ ช่าที่ดิน
พิพาทก็ตาม แต่จาเลยยงั คงอยใู่ นท่ีดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิท่ีจะ
กลา่ วอา้ งได้ จึงเป็นการกระทาละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิ
เรียกใหจ้ าเลยใชค้ า่ เสียหายได้
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๖
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๓๑๗๒ - ๓๑๗๓/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๐๘
เม่ือศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จาเลยที่ ๑ ประมาทฝ่ ายเดียว ทาให้
คาวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในสานวนที่สองว่า ว. มีส่วน
ประมาทหน่ึงในสามส่วน และจาเลยที่ ๑ มีส่วนประมาทสอง
ในสามส่วน ขดั กับคาวินิจฉัยของศาลฎีกา จึงตอ้ งบงั คบั ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๖ วรรคแรก โดยถือตามคาพิพากษาศาลฎีกา
ที่ฟังว่าจาเลยท่ี ๑ ประมาทฝ่ ายเดียว โจทก์จึงไม่ตอ้ งรับผิดต่อ
จาเลยท่ี ๑ ตามคาพิพากษาศาลอทุ ธรณ์ ในสานวนท่ีสอง
131
ฟ้ องซ้า
ข้อ ๖ คาถาม เม่ือวนั ท่ี ๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ โจทก์ฟ้ อง
ขอให้ศาลบังคบั จาเลยชาระหน้ีตามสัญญานายหน้าซ้ือขาย
หลกั ทรัพย์ จาเลยให้การว่าโจทก์เป็ นฝ่ ายผิดสญั ญา ขอให้ยก
ฟ้ อง ศาลนดั ช้ีสองสถานในวนั ท่ี ๗ มกราคม ๒๕๕๗ ในวนั ท่ี
๖ มกราคม ๒๕๕๗ จาเลยย่ืนคาร้องขอแกไ้ ขเพิ่มเติมคาให้การ
เก่ียวกบั วนั ที่ซ้ือขายหลักทรัพย์และวนั ที่ชาระหน้ีและวันท่ี
โจทก์บงั คบั ขายหุน้ ของจาเลยผดิ พลาด ทาใหจ้ าเลยเสียหายและ
ฟ้ องแยง้ ขอให้โจทก์ชาระค่าเสียหายให้แก่จาเลย ในวนั ช้ีสอง
สถานศาลสอบแลว้ โจทก์แถลงคดั คา้ นว่า จาเลยย่ืนคาร้องขอ
แก้ไขเพ่ิมเติมคาให้การก่อนวนั ช้ีสองสถานเพียงวนั เดียวไม่
ชอบด้วยกฎหมาย จาเลยไม่มีสิทธิฟ้ องแยง้ มาในคาร้องขอ
แก้ไขเพิ่มเติมคาให้การ และฟ้ องแยง้ ของจาเลยเป็ นฟ้ องซ้อน
และคู่ความแถลงรับขอ้ เท็จจริงว่า คู่ความในคดีน้ีเป็ นคู่ความ
เดียวกนั กับคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๐๐/๒๕๕๖ ท่ี
จาเลยฟ้ องโจทกเ์ ป็ นจาเลยเกี่ยวกบั การซ้ือขายหุ้นคร้ังเดียวกบั
คดีน้ี และโจทก์ขาดนดั ยื่นคาให้การ ศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้
คดีเมื่อวนั ที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ เจ้าหน้าท่ีศาลส่งคาบงั คับ
ให้แก่โจทก์เม่ือวนั ท่ี ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๖ วันท่ี ๑๕ ตุลาคม
๒๕๕๖ โจทก์ยื่นคาร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลพิจารณาแลว้
132
ยกคาร้องเมื่อวนั ท่ี ๓๐ธนั วาคม ๒๕๕๖ โจทก์อุทธรณ์คาส่ัง
ศาลช้นั ตน้ คดีอยรู่ ะหวา่ งพิจารณาของศาลอทุ ธรณ์
ให้วินิจฉัยว่า คาคดั คา้ นของโจทก์ฟังข้ึนหรือไม่ และ
ฟ้ องโจทกเ์ ป็นฟ้ องซ้าหรือไม่
ข้อ ๖ คาตอบ คาคดั คา้ นของโจทก์ที่ว่า จาเลยย่ืนคาร้อง
ขอแก้ไขเพิ่มเติมคาให้การก่อนวนั ช้ีสองสถานเพียงวนั เดียว
ไม่ชอบดว้ ยกฎหมายน้นั การยืน่ คาร้องขอแก้ไขคาให้การ ให้ย่ืน
ต่อศาลก่อนวนั ชี้สองสถาน หรือหากเป็ นกรณีท่ีไม่มีการชี้สอง
สถาน ก็ให้ยื่นก่อนวนั สืบพยานไม่น้อยกว่าเจด็ วนั ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ การท่ีจาเลยยื่น
คาร้องขอแก้ไขคาให้การเมื่อวนั ท่ี ๖ มกราคม ๒๕๕๗ ก่อน
วนั ท่ีศาลนดั ช้ีสองสถานในวนั ท่ี ๗ มกราคม ๒๕๕๗ ถือว่า
จาเลยย่ืนคาร้องขอแก้ไขคาให้การก่อนวันชี้สองสถาน การย่ืน
คาร้องของจาเลยจงึ ชอบด้วยมาตรา ๑๘๐ แล้ว (คาพิพากษาฎีกา
ที่ ๓๖๔๒/๒๕๕๕) คาคดั ค้านของโจทก์ข้อนีฟ้ ังไม่ขนึ้
คาคดั คา้ นของโจทก์ท่ีวา่ จาเลยไม่มีสิทธิฟ้ องแยง้ มาใน
คาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคาให้การน้ัน ตามมาตรา ๑ (๔)
คาให้การหมายความว่า กระบวนพจิ ารณาใด ๆ ซ่ึงคู่ความฝ่ าย
หนึ่งยกข้อต่อสู้เป็ นข้อแก้คาฟ้ องตามท่ีบัญญัติไว้ในประมวล
133
กฎหมายนี้ คาร้องขอแก้ไขเพ่ิมเติมคาให้การของจาเลยตาม
มาตรา ๑๗๙ (๓) เป็ นคาให้การตามมาตรา ๑ (๔) ดังกล่าว
จาเลยจึงฟ้ องแย้งมาในคาร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคาให้การซึ่ง
ถือว่าเป็ นคาให้การได้ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม (คาพิพากษา
ฎีกาท่ี ๖๒๙/๒๕๒๔ ประชุมใหญ่) คาคดั ค้านของโจทก์ข้อนี้
ฟังไม่ขนึ้
คาคดั คา้ นของโจทก์ที่ว่า ฟ้ องแยง้ ของจาเลยเป็ นฟ้ อง
ซ้อนน้นั คาว่า คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ตามมาตรา ๑๗๓
วรรคสอง น้นั หมายความว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ
ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้คดีก่อนโจทก์ย่ืนคาร้อง
ขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลพิจารณาแลว้ ยกคาร้อง โจทก์อุทธรณ์
แต่เมื่อคดีดงั กล่าวยงั อยรู่ ะหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพจิ ารณา จาเลยซึ่งเป็ นโจทก์ในคดีก่อน
จึงไม่อาจนาคดีเรื่องเดียวกันมาฟ้ องแย้งโจทก์คดีนี้อีกได้
ฟ้ องแย้งของจาเลยจึงเป็ นฟ้ องซ้ อนต้องห้ามตามมาตรา
๑๗๓ วรรคสอง (๑) (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๘๐๗/๒๕๕๐)
คาคดั ค้านของโจทก์ข้อนี้ฟังขนึ้
ในขณะที่โจทก์ย่ืนฟ้ องคดีน้ี คดีแพ่งหมายเลขแดงท่ี
๑๐๐/๒๕๕๖ ที่จาเลยฟ้ องโจทก์เป็นจาเลย และโจทกข์ าดนดั ยน่ื
134
คาให้การ โดยศาลช้นั ต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดียงั อยู่ใน
ระยะเวลาที่โจทก์อาจย่ืนคาร้องขอให้พจิ ารณาคดีใหม่ได้ กรณี
จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแลว้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๔๗ วรรคสอง การท่ีโจทก์ฟ้ องคดีนี้จึงไม่เป็ นฟ้ องซ้ากับคดี
ก่อนตามมาตรา ๑๔๘ (คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๓/๒๕๕๕)
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๓๖๔๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๕๓ การ
ยนื่ คาร้องขอแกไ้ ขคาให้การน้นั ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘๐ บญั ญตั ิให้
ยื่นต่อศาลก่อนวนั ช้ีสองสถาน หรื อหากเป็ นกรณีท่ีไม่มีการ
ช้ีสองสถาน กใ็ หย้ ่ืนก่อนวนั สืบพยานไม่นอ้ ยกว่าเจ็ดวนั จาเลย
ยนื่ คาร้องขอแกไ้ ขคาให้การเมื่อวนั ท่ี ๓ กนั ยายน ๒๕๕๓ ก่อน
วนั ที่ศาลช้นั ตน้ นดั ช้ีสองสถานในวนั ท่ี ๖ กนั ยายน ๒๕๕๓ ถือ
วา่ จาเลยไดย้ ่ืนคาร้องขอแกไ้ ขคาให้การก่อนวนั ช้ีสองสถาน จึง
ชอบด้วยมาตรา ๑๘๐ ส่วนคาร้องขอให้หมายเรี ยกบุคคล
ภายนอกเขา้ มาเป็นจาเลยร่วมน้นั จาเลยยื่นในวนั ที่ ๓ กนั ยายน
๒๕๕๓ พร้อมกบั คาร้องขอแกไ้ ขคาให้การ ถือไดว้ า่ เป็นการยืน่
พร้อมกบั คาใหก้ าร จึงชอบดว้ ยมาตรา ๕๗ (๓)
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๒๘๐๗/๒๕๕๐ ฎ.๑๓๙๔ คาวา่ คดีอยู่
ในระหว่างพิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
แพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง น้ัน หมายความว่าคดีอยู่ใน
135
ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็ได้ แม้
จาเลยจะยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนคาพิพากษาในคดีก่อนของ
ศาลช้ันตน้ โดยโต้แย้งเรื่ องศาลช้ันตน้ ไม่มีอานาจพิจารณา
พิพากษาคดี แต่เมื่อคดีดงั กล่าวยงั อยู่ระหว่างการพิจารณาของ
ศาลฎีกา ก็ถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา จาเลยจึงไม่อาจนา
คดีเร่ืองเดียวกนั มาฟ้ องอีกได้ ฟ้ องแยง้ ของจาเลยย่อมเป็ นฟ้ อง
ซ้อนตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)
คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๙๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๒
ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้ องคดีน้ี คดีแพ่งหมายเลขแดงท่ี ๒๐๒๐/
๒๕๔๕ ท่ีจาเลยฟ้ องโจทก์เป็ นจาเลย และโจทก์ขาดนดั ยื่น
คาให้การ โดยศาลช้ันต้นพิพากษาให้โจทก์แพ้คดียงั อยู่ใน
ระยะเวลาท่ีโจทก์อาจย่นื คาร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ กรณี
จึงยงั ถือไม่ได้ว่าคดีดงั กล่าวถึงท่ีสุดแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๔๗ วรรคสอง การที่โจทก์ฟ้ องคดีน้ีจึงไม่เป็ นฟ้ องซ้ากบั คดี
ก่อนอนั ตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘
ข้อสังเกต ระหว่างพิจารณาคดีนี้ คู่ความแถลงรับข้อเทจ็ จริงว่า
คู่ความคดีก่อนและคดีนีเ้ ป็ นคู่ความเดียวกัน หุ้นท่ีพิพาทกัน
ในคดีนีก้ ็คือหุ้นที่พิพาทกันในคดีก่อน คดีก่อนจาเลยซึ่งเป็ น
โจทก์คดีนี้ ยื่นคาร้ องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคาสั่ง
136
ให้ยกคาร้ อง คดีอย่รู ะหว่างพิจารณาของอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึง
สั่งงดสืบพยานและพิพากษายกฟ้ อง โดยวินิจฉัยว่าเป็ นฟ้ องซา้
ศาลฎีกาจึ งพิ พากษาให้ ยกคาพิ พากษาศาลช้ันต้ นและยกคาสั่ ง
ให้งดสืบพยาน ให้ศาลช้ันต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูป
คดี หากศาลชั้นต้นสืบพยานแล้ววินิจฉัยประเด็นแห่ งคดีอีก
กจ็ ะมีปัญหาว่าเป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้า เพราะเม่ือ
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเดน็ แห่ งคดีไปแล้ว มาตรา ๑๔๔ ห้ าม
วินิจฉัยในประเดน็ ที่วินิจฉัยไปแล้ว ทางแก้กค็ ือศาลช้ันต้นควร
จะส่ังจาหน่ายคดีนีช้ ่ัวคราวเพื่อรอให้ คาพิพากษาคดีก่อนถึง
ที่สุด แล้วจึงยกคดีขึน้ วินิจฉัยอีกครั้งหน่ึง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๘
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๖๓๐๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๙๒ คดี
ก่อนโจทกฟ์ ้ องขอให้บงั คบั จาเลยร้ือถอนสิ่งปลูกสร้างออกจาก
ท่ีดินและเรียกให้ชาระค่าเสียหาย ระหว่างการพิจารณาของศาล
อุทธรณ์ไดม้ ีคาพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแลว้ ถือว่าประเดน็
แห่งคดีไดม้ ีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแลว้ โดยคาพิพากษา
ตามยอมของศาลอทุ ธรณ์ เม่ือจาเลยไม่ปฏิบตั ิตาม โจทก์ชอบท่ี
จะร้องขอใหศ้ าลบงั คบั คดีตามคาพิพากษาตามยอมน้นั ได้ การท่ี
137
โจทกน์ าคดีน้ีมาฟ้ องโดยมีคาขอให้จาเลยร้ือถอนสิ่งปลูกสร้าง
ออกจากท่ีดินและเรียกใหช้ าระคา่ เสียหายซ่ึงถึงที่สุดไปแลว้ จึง
เป็นการร้ือร้องฟ้ องกนั อีกในประเดน็ ที่ไดว้ ินิจฉยั โดยอาศยั เหตุ
อยา่ งเดียวกนั เป็นฟ้ องซ้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๗๔๙๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๗๘
เมื่อพิจารณาคาฟ้ องและขอ้ เทจ็ จริงแลว้ ถือไดว้ า่ โจทก์จาเลยใน
คดีก่อนกบั ในคดีน้ีเป็ นคู่ความเดียวกนั เนื่องจากโจทก์และ ว.
เป็ นสามีภริยากนั โดยชอบดว้ ยกฎหมายและไดท้ ่ีดินพิพาทซ่ึง
เป็ นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส โจทก์และ ว. จึงเป็ น
เจา้ ของร่วมกนั ซ่ึงตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๕๙ ให้อานาจเจา้ ของ
รวมคนหน่ึงใชส้ ิทธิอนั เกิดแต่กรรมสิทธ์ิครอบไปถึงทรัพยส์ ิน
ท้งั หมดเพ่ือตอ่ สูบ้ ุคคลภายนอก และไดค้ วามต่อไปว่า ว. ไดย้ ่ืน
คาร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่อา้ งวา่ ว. นาเจา้ พนกั งานที่ดิน
รังวดั ท่ีดินพิพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงท่ีโจทก์คดีน้ีซ้ือมา
จากผูม้ ีช่ือ และได้ครอบครองทาประโยชน์มาเกินกว่า ๑๐ ปี
แลว้ การกระทาของ ว. จึงเป็ นการกระทาแทนโจทก์คดีน้ีซ่ึง
เป็ นเจ้าของรวมในท่ีดินพิพาทด้วย โจทก์ต้องผูกพนั กบั การ
กระทาของ ว. ในคดีดงั กลา่ วในฐานะเจา้ ของกรรมสิทธ์ิรวมใน
ท่ีดินพิพาท และตอ้ งถือว่าโจทก์ในคดีน้ีเป็ นคู่ความเดียวกนั กบั
138
ว. จาเลยในคดีก่อน ซ่ึงมีโจทก์ในคดีก่อนเป็ นจาเลยในคดีน้ี
เช่นกนั ท้งั คดีก่อนและคดีน้ีต่างก็มีประเด็นที่จะตอ้ งพิจารณา
เกี่ยวกบั สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกนั จึงถือไดว้ ่า
มีประเดน็ อยา่ งเดียวกนั และประเดน็ ในคดีก่อนศาลช้นั ตน้ ไดม้ ี
คาพิพากษาถึงท่ีสุดแลว้ ฉะน้นั การที่โจทก์ย่ืนฟ้ องคดีน้ีอา้ งว่า
โจทก์เป็ นเจ้าของที่ดินและขอให้ขบั ไล่จาเลยออกจากท่ีดิน
พิพาทอีก จึงเป็นการร้ือร้องฟ้ องกนั อีกในประเดน็ ท่ีไดว้ ินิจฉัย
โดยอาศยั เหตุอยา่ งเดียวกนั โดยคู่ความเดียวกนั ในคดีท่ีศาลไดม้ ี
คาพิพากษาถึงท่ีสุดแลว้ จึงเป็ นฟ้ องซ้า ตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๘
คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๗๓๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๘๐
เมื่อโจทก์กับจาเลยท่ี ๑ ได้ลงลายมือช่ือในสัญญาประนี
ประนอมยอมความต่อหนา้ ศาลแลว้ ย่อมเป็ นสญั ญาท่ีบงั คบั ไป
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๐ และทาให้แต่ละฝ่ ายได้สิทธิตามท่ี
แสดงไวใ้ นสญั ญาน้นั ว่าเป็ นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๒
โจทก์และจาเลยท่ี ๑ จึงต่างก็มีสิทธิและหน้าที่ที่เกิดข้ึนตาม
สัญญาประนีประนอมยอมความดงั กล่าว เม่ือสัญญาประนี
ประนอมยอมความกาหนดห้ามจาเลยที่ ๑ และบริวารเข้ามา
คา้ ขายในท่ีดินของจาเลยท่ี ๑ ซ่ึงหมายความถึงที่ดินส่วนที่เป็ น
139
ทางพิพาทนอกจากส่วนท่ีตกลงขายใหแ้ ก่โจทก์และส่วนท่ียอม
ให้โจทก์ใช้ประโยชน์ เมื่อโจทก์เห็นว่าจาเลยฝ่ าฝื นข้อห้าม
ดงั กล่าวอนั เป็ นการผิดสัญญา โจทก์จึงชอบที่จะใชส้ ิทธิทาง
ศาลบงั คบั คดีไดท้ นั ทีตามสญั ญาประนีประนอมยอมความ และ
หากปรากฏวา่ การผดิ สญั ญาดงั กลา่ วก่อให้เกิดความเสียหายแก่
โจทกแ์ ลว้ โจทก์ไม่อาจขอให้ศาลบงั คบั คดีค่าเสียหายที่เกิดข้ึน
แก่โจทกไ์ ด้ เน่ืองจากในสญั ญาประนีประนอมยอมความไม่ได้
มีขอ้ ความตกลงให้จาเลยที่ ๑ ชดใชค้ ่าเสียหายในกรณีน้ีเอาไว้
โจทก์จึงจาเป็ นตอ้ งใชส้ ิทธิทางศาลว่ากล่าวจาเลยที่ ๑ อีกส่วน
หน่ึงต่างหาก และการใชส้ ิทธิเรียกร้องเอาค่าเสียหายในส่วนน้ี
ก็มิใชเ่ ป็นการนามูลคดีเดิมมาฟ้ องร้องกนั อีกแต่ประการใด จึง
ไมเ่ ป็นการฟ้ องซ้าหรือดาเนินกระบวนพิจารณาซ้า เม่ือโจทกไ์ ด้
ขอบงั คบั คดีให้จาเลยท่ี ๑ และบริวารปฏิบตั ิตามสญั ญาประนี
ประนอมยอมความแลว้ แต่หลงั จากน้นั มีการฝ่ าฝื นขอ้ ห้ามอนั
เป็ นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอีก ท้งั การผิด
สญั ญาในส่วนน้ีก็มิใช่ขอ้ ตกลงตามสญั ญาประนีประนอมยอม
ความในส่วนท่ีเป็ นหน้ีต่างตอบแทนแต่ประการใด โจทก์จึง
สามารถอา้ งสิทธิท่ีเกิดข้ึนตามสญั ญาประนีประนอมยอมความ
ไ ด้โ ด ย มิ ต้อ ง ป ฏิ บ ัติ ต า ม สัญ ญ า ป ร ะ นี ป ร ะ น อ ม ย อ ม ค ว า ม
ให้ครบถว้ นทุกขอ้ ก่อน เพราะเม่ือจาเลยท่ี ๑ ผิดสญั ญาขอ้ หน่ึง
140
ขอ้ ใดแลว้ ยอ่ มถือไดว้ ่าจาเลยท่ี ๑ ไม่ชาระหน้ีให้ตอ้ งตามความ
ประสงคอ์ นั แทจ้ ริงแห่งมูลหน้ี โจทกย์ อ่ มมีสิทธิท่ีจะเรียกเอาค่า
สินไหมทดแทนเพ่ือความเสียหายอนั เกิดแต่การน้นั ได้ตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๒๑๕ โจทก์จึงมีอานาจฟ้ องบงั คบั ให้จาเลยที่ ๑
และบริวารชดใชค้ ่าเสียหายอนั เกิดจากผิดสญั ญาได้
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๕๘๙๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๑๖
ในคดีก่อนโจทกใ์ นคดีน้ีเป็นโจทก์ฟ้ องจาเลยท่ี ๒ ในคดีน้ีเป็ น
จาเลยในข้อหาประมาทเป็ นเหตุให้ผูอ้ ื่นได้รับอนั ตรายสาหัส
ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ รวมท้งั ขอให้ชดใชค้ ่าเสียหายในทาง
แพ่งดว้ ย ศาลช้นั ตน้ ในคดีดงั กล่าวมีคาสงั่ ไม่รับฟ้ องของโจทก์
คดีดงั กล่าวจึงยงั ไม่ไดม้ ีการวินิจฉยั ช้ีขาดในประเด็นที่ไดฟ้ ้ อง
การที่โจทก์มาฟ้ องจาเลยที่ ๒ เป็ นคดีน้ีอีก จึงมิใช่เป็ นการฟ้ อง
ซ้าอนั จะตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๙๖๔๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๔๐
คดีก่อน ส. ภ. และ น. เป็นโจทก์ฟ้ องขบั ไล่ อ. ช. และจาเลยที่ ๑
ออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาฟังขอ้ เทจ็ จริงว่า ต. ไม่ไดข้ ายที่ดิน
พิพาทซ่ึงเป็นท่ีงอกจากโฉนดท่ีดินเลขท่ี ๓๔๘ ดา้ นทิศใตเ้ น้ือที่
ประมาณ ๘ ไร่เศษให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธ์ิ
ที่ดินพิพาท จึงไม่มีอานาจฟ้ อง พิพากษายกฟ้ องโจทก์ เมื่อท่ีดิน
141
พิพาทในคดีน้ีซ่ึงมีเน้ือที่ประมาณ ๒ ไร่ ๙๔ ตารางวา เป็ นส่วน
หน่ึงของที่ดินพิพาทในคดีก่อน ซ่ึงโจทกใ์ นคดีน้ีซ้ือท่ีดินมาจาก
ส. และ ภ. โจทก์ในคดีน้ีจึงเป็ นผสู้ ืบสิทธิจากโจทก์ในคดีก่อน
ส่วนจาเลยที่ ๒ อย่ใู นที่ดินพิพาทโดยอาศยั สิทธิของจาเลยที่ ๑
ถือได้ว่าโจทก์ในคดีน้ีและจาเลยท่ี ๑ กับที่ ๒ เป็ นคู่ความ
เดียวกนั กบั คดีก่อน การท่ีโจทก์ในคดีน้ีฟ้ องขบั ไล่จาเลยที่ ๑
และที่ ๒ ออกจากท่ีดินพิพาทโดยอา้ งว่าเป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ
ท่ีดินพิพาท จึงเป็ นการร้ื อร้องฟ้ องกันอีกในประเด็นท่ีได้
วินิจฉัยโดยอาศยั เหตุอย่างเดียวกนั กบั คดีก่อนซ่ึงถึงท่ีสุดแล้ว
ถือว่าเป็นฟ้ องซ้า ตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๔๙
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๒๙/๒๕๕๖ ฎ. ๔๓ โจทก์เป็ น
ผขู้ อให้บงั คบั คดีและนาเจ้าพนักงานบงั คบั คดียึดทรัพย์ ต่อมา
ผูร้ ้องขดั ทรัพยย์ ่ืนคาร้องขอให้ปล่อยทรัพยท์ ี่ยึดอา้ งว่าทรัพย์
ท่ียึดเป็ นของตน ศาลช้นั ตน้ มีคาสั่งให้ปล่อยทรัพยท์ ี่ยึด คดีถึง
ที่สุดแลว้ การที่โจทก์นาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไปยึดทรัพยเ์ ป็ น
การกระทาของโจทก์ ท้งั ตามรายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์
ผแู้ ทนโจทกซ์ ่ึงเป็นผนู้ ายดึ รับรองวา่ หากมีขอ้ ผิดพลาดประการ
142
ใดยนิ ยอมรับผิดและเสียค่าธรรมเนียมยึดแลว้ ไม่มีการขายตาม
ระเบียบ โจทก์จึงมีหนา้ ท่ีตอ้ งเสียคา่ ธรรมเนียมยึดแลว้ ไม่มีการ
ขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๙ และตาราง ๕ ขอ้ ๓ ท้าย ป.วิ.พ.
การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบงั คบั คดีตาม
ตาราง ๕ ขอ้ ๓ ทา้ ย ป.วิ.พ. กฎหมายมิไดบ้ ญั ญตั ิยกเวน้ ความ
รับผิดในกรณีท่ีผขู้ อยดึ กระทาการโดยสุจริต ท้งั ยงั กาหนดอตั รา
ท่ีให้เรียกเก็บไว้โดยเฉพาะ มิได้เปิ ดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจ
กาหนดตามท่ีเห็นสมควรได้ โจทก์จึงตอ้ งเสียค่าธรรมเนียมยึด
แลว้ ไมม่ ีการขายตามอตั ราท่ีกฎหมายกาหนด
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๙๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๒๓
โจทกข์ อหมายบงั คบั คดีอา้ งว่า จาเลยท้งั สองผิดนดั ตามสัญญา
ประนีประนอมยอมความและนาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดียดึ ทรัพย์
ของจาเลยท่ี ๒ ต่อมาเมื่อมีคาพิพากษาถึงที่สุดใหเ้ พิกถอนหมาย
บงั คบั คดีดงั กล่าวเนื่องจากจาเลยท้งั สองไม่ไดผ้ ิดนดั ชาระหน้ี
และโจทก์ได้รับชาระหน้ีจากจาเลยท้งั สองครบถว้ นแลว้ ไม่มี
หน้ีที่โจทก์จะบงั คบั แก่จาเลยท้งั สองไดอ้ ีก แต่กระบวนการใน
การบงั คบั คดีไดเ้ กิดข้ึนแลว้ โดยโจทก์เป็ นผูข้ อให้มีการบงั คบั
คดีน้ัน โจทก์จึงเป็ นผู้รับผิดชอบชาระค่าฤชาธรรมเนียม
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีท่ีโจทก์ดาเนินการไปแล้วตามตาราง ๕
ทา้ ย ป.วิ.พ.
143
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๕๐
คาสั่งคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๑๗๕/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๑๑ ศาล
ช้นั ตน้ และศาลอทุ ธรณ์พิพากษายกฟ้ องโจทก์ โจทก์ชาระค่าข้ึน
ศาลในช้นั อุทธรณ์และช้นั ฎีกาในจานวนเดียวกบั ท่ีชาระในศาล
ช้นั ตน้ เป็นการชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๐ วรรคสอง จึงไม่มี
เหตุที่จาเลยจะอา้ งว่าโจทก์ชาระค่าข้ึนศาลในช้นั อุทธรณ์และ
ช้นั ฎีกาไมถ่ กู ตอ้ ง ที่จาเลยอา้ งว่าโจทก์ปกปิ ดบิดเบือนความจริง
เกี่ยวกับทุนทรัพยท์ ่ีพิพาทมาโดยตลอด จาเลยมิได้โตแ้ ยง้ ใน
ประเดน็ ดงั กล่าวมาต้งั แต่ในศาลช้นั ตน้ เท่ากบั จาเลยยอมรับว่า
ทุนทรัพยท์ ่ีพิพาทหรือราคาทรัพยส์ ินที่พิพาทเป็ นไปตามฟ้ อง
โจทก์ จึงไมม่ ีเหตุที่จะให้โจทก์แกไ้ ขจานวนทุนทรัพยแ์ ละชาระ
คา่ ข้ึนศาลในช้นั อุทธรณ์ฎีกาอีก
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๕๑
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๒๗๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๑๒
ค ดี น้ี ห ลัง จ า ก ศ า ล ช้ ันต้น ย ก ค า ร้ อ ง ข อ ง โ จ ท ก์ ที่ ข อ ใ ห้ คื น
คา่ ธรรมเนียมแลว้ โจทกไ์ ดอ้ ุทธรณ์คดั คา้ นคาสงั่ ดงั กลา่ ว โจทก์
ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคาสั่งศาลช้ันต้นในเร่ื องค่าฤชา
ธรรมเนียมดงั กล่าวได้ เน่ืองจากเป็ นคาขอให้ปลดเปล้ืองทุกข์
144
อนั ไม่อาจคานวณเป็ นราคาเงินได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔
วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่ต้องห้ามมิให้
อุทธรณ์ และเม่ือศาลช้นั ตน้ พิพากษายกฟ้ องโดยวินิจฉยั ว่าฟ้ อง
โจทก์เป็ นการดาเนินกระบวนพิจารณาซ้ าในประเด็นที่ศาล
จงั หวดั ธญั บรุ ีไดว้ ินิจฉยั ช้ีขาดแลว้ ตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๔๔ จึงเป็ นกรณีท่ีศาลช้นั ตน้ วินิจฉัยในประเดน็ แห่งคดีตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๑ (๒) มิใช่เป็ นเร่ื องท่ีศาลช้ันต้นมีคาส่ัง
ไมร่ ับคาฟ้ อง หรือยกฟ้ องโดยไมต่ ดั สิทธิโจทก์ที่จะฟ้ องคดีใหม่
ยอ่ มไมม่ ีเหตทุ ี่จะสงั่ คืนค่าธรรมเนียมในศาลช้นั ตน้ ให้แก่โจทก์
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๗๙๕๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๘๘
โจทก์ฟ้ องให้จาเลยท้งั แปดรับผิดชาระเงินตามสัญญาซ้ือขายที่
ศาลจังหวดั กาแพงเพชรโดยจาเลยท้งั แปดมิไดม้ ีภูมิลาเนาที่
จังหวัดกาแพงเพชร และมูลคดีก็มิได้เกิ ดข้ึนท่ีจังหวัด
กาแพงเพชร ศาลจังหวดั กาแพงเพชรจึงไม่มีอานาจพิจารณา
พิพากษาคดีน้ี และเมื่อปรากฏในช้นั ทาคาพิพากษาว่า คดีไม่อยู่
ในอานาจพิจารณาและพิพากษาของศาลช้นั ตน้ แลว้ ศาลช้นั ตน้
กช็ อบที่จะพิพากษายกฟ้ องไดโ้ ดยไม่ตอ้ งวินิจฉยั ช้ีขาดประเด็น
อ่ืน ๆ ตามคาฟ้ องและคาให้การต่อไป เพราะไม่มีอานาจ
145
พิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยตุ ิธรรม มาตรา ๑๘ ท้งั
การที่ศาลช้นั ต้นพิพากษายกฟ้ องโจทก์ในกรณีน้ี เป็ นเรื่องท่ี
ศาลช้นั ตน้ หยิบยกประเด็นเร่ืองเขตอานาจศาลซ่ึงเป็ นปัญหา
ขอ้ กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรี ยบร้อยของประชาชน
ข้ึนวินิจฉยั เอง โดยที่จาเลยท้งั แปดมิไดย้ กเร่ืองเขตอานาจศาล
ข้ึนเป็ นข้อต่อสู้ไว้ในคาให้การ ดังน้ัน การพิพากษายกฟ้ อง
จึงถือเสมือนการส่ังไม่รับคาฟ้ องน้ันเอง ศาลช้นั ต้นจึงต้อง
สั่งคืนค่าข้ึนศาลให้แก่โจทก์ท้งั หมดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๕๑
วรรคหน่ึง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๔๒๐๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๑๖ แม้
คดีน้ีโจทก์จะกล่าวอา้ งในฟ้ องว่าเป็ นเรื่องลาภมิควรไดใ้ นการ
เรียกใหจ้ าเลยโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่โจทก์ แต่
เมื่ออ่านฟ้ องท้งั หมดแลว้ จาเลยถูกผูอ้ ื่นแอบอา้ งและใชเ้ อกสาร
ปลอมในการจดทะเบียนรับโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท
โดยจาเลยไม่มีเจตนารับโอนเป็ นของตน จึงถือไม่ไดว้ ่าจาเลย
ไดม้ าซ่ึงทรัพยส์ ิ่งใดโดยปราศจากมูลอนั จะอา้ งกฎหมายไดแ้ ละ
เป็นทางใหโ้ จทก์เสียเปรียบตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๐๖ ซ่ึงในการ
146
ฟ้ องคดีแพง่ โจทก์เพียงแต่บรรยายขอ้ เทจ็ จริงและมีคาขอบงั คบั
กเ็ พียงพอ โดยไมจ่ าตอ้ งยกบทกฎหมายข้ึนกล่าวอา้ ง กรณีเป็ น
หนา้ ท่ีของศาลที่จะตอ้ งยกบทกฎหมายข้ึนปรับใชก้ บั ขอ้ เทจ็ จริง
ที่พิจารณาได้ความแลว้ มีคาวินิจฉัยช้ีขาดไป เมื่อคดีน้ีมีผูแ้ อบ
อา้ งและใชเ้ อกสารปลอมขอกู้ยืมเงินจากโจทก์แลว้ นาเงินของ
โจทก์ไปซ้ือท่ีดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างพิพาทและใส่ช่ือจาเลยเป็ น
ผูถ้ ือกรรมสิทธ์ิโดยท่ีจาเลยไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเจตนารับโอน
ท่ีดินพร้อมสิ่งปลกู สร้างดงั กล่าวแต่อย่างใด เมื่อท่ีดินพร้อมส่ิง
ปลูกสร้างพิพาทซ่ึงซ้ือมาดว้ ยเงินของโจทกม์ ีช่ือจาเลยเป็ นผถู้ ือ
กรรมสิทธ์ิ ท้ังจาเลยก็มิได้กล่าวอ้างความเป็ นเจ้าของหรื อ
โตแ้ ยง้ สิทธิของโจทกท์ ี่จะเรียกร้องเอาที่ดินพร้อมส่ิงปลูกสร้าง
พิพาทดงั กล่าว จึงชอบดว้ ยความเป็ นธรรมที่โจทก์จะเรียกเอา
ท่ีดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างพิพาทได้เสมือนเป็ นการติดตามเอา
ทรัพยส์ ินของตนคืนแทนเงินท่ีโจทก์ตอ้ งสูญเสียไป เพ่ือเยียวยา
ความเสียหายท่ีโจทก์ได้รับจากการกระทาอนั มิชอบดงั กล่าว
โจทก์จึงฟ้ องขอใหจ้ าเลยโอนท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทแก่
โจทกไ์ ด้ แต่ไมอ่ าจเรียกใหจ้ าเลยชดใชห้ น้ีเงินกูพ้ ร้อมดอกเบ้ีย
และเบ้ียประกนั ภยั ตามฟ้ องได้ เพราะจาเลยไมม่ ีนิติสมั พนั ธ์ตาม
สญั ญากูย้ มื เงินกบั โจทก์
147
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๘๗๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๗๗
คาฟ้ องเป็ นเพียงการสรุปขอ้ เท็จจริงถึงความสัมพนั ธ์ระหว่าง
โจทก์กบั จาเลยท้งั สองว่า จาเลยท้งั สองต้องรับผิดต่อโจทก์
อย่างไร พร้อมคาขอบงั คบั จาเลยท้งั สองเพียงเท่าท่ีจะทาให้
จาเลยท้งั สองเข้าใจคาฟ้ อง เพื่อท่ีจะให้การต่อสู้คดีได้อย่าง
ถูกตอ้ งเท่าน้นั เม่ือโจทก์บรรยายฟ้ องว่า จาเลยท้งั สองร่วมกนั
หรือแทนกนั สั่งซ้ือสินค้าไปจากโจทก์โดยบรรยายให้เห็นว่า
จาเลยท้งั สองสงั่ ซ้ือสินคา้ จากโจทกไ์ ปรวมราคาเท่าใด ชาระให้
โจทกแ์ ลว้ จานวนเท่าไร เหลือหน้ีที่ยงั คงคา้ งอีกเท่าไร ที่จาเลย
ท้งั สองตอ้ งรับผดิ ถือว่าเป็นคาฟ้ องท่ีแสดงโดยแจง้ ชดั ซ่ึงสภาพ
แห่งขอ้ หาที่โจทกอ์ าศยั เป็นหลกั ในการฟ้ อง ขอให้บงั คบั จาเลย
ท้งั สองตอ้ งรับผิดต่อโจทก์เป็ นท่ีเข้าใจได้แล้ว ส่วนข้อท่ีว่า
จาเลยท้งั สองซ้ือสินคา้ จากโจทก์จริงหรือไม่ แต่ละคร้ังเป็ นเงิน
จานวนเท่าใด ของวนั ท่ีเท่าไร แต่ละใบรับสินคา้ เป็ นหน้ีโจทก์
เท่าไรและมีลายมือชื่อของจาเลยท่ี ๑ จริ งหรือไม่ ลว้ นเป็ น
ขอ้ เท็จจริงท่ีโจทก์สามารถนาสืบไดใ้ นช้นั พิจารณา ฟ้ องของ
โจทกเ์ ป็นคาฟ้ องท่ีชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง จึง
ไมเ่ คลือบคลมุ
คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๗๒๐/๒๕๕๕ ฎ. ๑๑๕๖ โจทก์
บรรยายฟ้ องว่า ทางพิพาทเป็ นทางจาเป็ น ขณะเดียวกันก็
148
บรรยายฟ้ องวา่ ทางพิพาทตกเป็นภาระจายอมโดยอายคุ วามดว้ ย
อนั เป็นการฟ้ องเพื่อให้ศาลเลือกวินิจฉยั ตามพยานหลกั ฐานซ่ึง
จะ ไ ด้จา ก ก าร สื บ พย า นต่อ ไ ป ว่ าท า ง พิ พ า ท เข้า ลักษ ณ ะ ใ ด
ลกั ษณะหน่ึง มิใช่เป็ นการแสดงสภาพแห่งขอ้ หาที่ขดั กนั ฟ้ อง
ของโจทกจ์ ึงชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง
คาพิพากษาฎีกาที่ ๙๔๐๕/๒๕๕๕ ฎ. ๒๓๐๙ โจทก์
บรรยายฟ้ องว่า โจทก์เป็ นผทู้ รงเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๔
ฟ้ องจาเลยในฐานะผูส้ ง่ั จ่ายเช็คให้รับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๙๑๔ ประกอบมาตรา ๙๘๙ และรับผิดค่าดอกเบ้ียตาม
มาตรา ๒๒๔ ครบถว้ นสมบรู ณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๒ วรรค
สอง แลว้ แมโ้ จทกม์ ิไดบ้ รรยายวา่ โจทก์ไดร้ ับเชค็ พิพาทมาดว้ ย
มูลหน้ีใดและรับจากผูใ้ ด ก็ไม่เป็ นเหตุให้คาฟ้ องโจทก์ท่ีชอบ
ดว้ ยกฎหมายกลบั กลายเป็ นคาฟ้ องเคลือบคลุมไปได้ เพราะ
ขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวมิใช่สภาพแห่งขอ้ หาหรือขอ้ อา้ งที่อาศยั เป็ น
หลกั แหลง่ ขอ้ หาท่ีโจทกจ์ ะตอ้ งแสดงไวใ้ นคาฟ้ อง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย
คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๐๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล.๖ น. ๖๘
ในช้นั ตรวจคาฟ้ องศาลช้ันต้นต้องปฏิบตั ิตามมาตรา ๑๗๒
149
วรรคทา้ ย ที่บญั ญตั ิวา่ "ให้ศาลตรวจคาฟ้ องน้นั แลว้ ส่ังให้รับไว้
หรือให้ยกเสีย หรือให้คืนไป ตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา ๑๘"
คาว่า ให้ยกเสีย ตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าวจึงเป็ นการยกฟ้ องของ
โจทก์นนั่ เอง ศาลยอ่ มมีอานาจยกฟ้ องในช้นั ตรวจคาฟ้ องได้
โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งสงั่ รับฟ้ องไวก้ ่อน
คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๔๐
การที่ศาลช้นั ต้นตรวจคาร้องขดั ทรัพย์ของผูร้ ้องแล้ว เห็นว่า
ผรู้ ้องไม่มีสิทธิยื่นคาร้องขอหรือไม่มีอานาจฟ้ อง จึงมีคาส่ังยก
คาร้องโดยไม่ไต่สวนซ่ึงถือเป็ นการยกฟ้ องตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๗๒ วรรคทา้ ย มีผลเป็ นการวินิจฉยั เน้ือหาหรือประเด็นแห่ง
คดีแลว้ มิใช่เป็นเพียงการสง่ั ไมร่ ับคาคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๘ การที่ศาลช้นั ตน้ ไม่สัง่ คืนค่าข้ึนศาลโดยเห็นสมควรสั่งให้
เป็นพบั จึงชอบแลว้
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๙๓๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๒๑๗ ตาม
คาร้องสอดของผรู้ ้องสอดท้งั สองอา้ งว่า ผรู้ ้องสอดท้งั สองต่าง
ร่วมกนั และช่วยกนั ดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ มิให้ผูใ้ ด
กีดกนั เอาไปเป็นประโยชน์แต่เฉพาะตวั เมื่อผรู้ ้องสอดท้งั สอง
150
ตา่ งมีหนา้ ที่ร่วมกนั ในการคุม้ ครองดูแลรักษาทรัพยส์ ินอนั เป็ น
ท่ีสาธารณสมบตั ิของแผ่นดิน การดาเนินการตามหน้าที่ของ
ผรู้ ้องสอดคนใดคนหน่ึงยอ่ มผกู พนั ผรู้ ้องสอดอีกคนหน่ึงตามท่ี
มีหนา้ ท่ีร่วมกนั น้นั ผลแห่งคาพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขดาที่
๒๒๖๓/๒๕๔๘ หมายเลขแดงท่ี ๑๒๘๘/๒๕๔๙ ของศาล
ช้นั ตน้ ซ่ึงแมจ้ ะปรากฏวา่ ผรู้ ้องสอดที่ ๒ เพียงผเู้ ดียวเป็ นโจทก์
ฟ้ องคดีก็ตาม แต่ย่อมผูกพันถึงผู้ร้องสอดท่ี ๑ ในคดีน้ีด้วย
เช่นกนั
คดีน้ีโจทก์ฟ้ องว่า โจทก์เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิท่ีดิน
โฉนดเลขที่ ๖๓๒๙ จาเลยท้งั ส่ีร่วมกนั ก่อสร้างอาคารศาลาพกั
ศพรุกล้าเขา้ มาในที่ดินของโจทก์เน้ือท่ีประมาณ ๑๐๐ ตารางวา
ขอใหร้ ้ือถอนส่ิงปลกู สร้างดงั กล่าวออกไปจากที่ดินของโจทก์
และเรียกค่าเสียหาย จาเลยท้งั ส่ีขาดนดั ย่ืนคาให้การ ก่อนศาล
ช้นั ตน้ มีคาพิพากษาช้ีขาดคดีโดยจาเลยท้งั สี่ขาดนดั ยืน่ คาให้การ
ผรู้ ้องสอดท้งั สองยนื่ คาร้องวา่ ที่ดินพิพาทไมใ่ ช่ที่ดินของโจทก์
แตเ่ ป็นที่ป่ าชา้ ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงของที่สาธารณประโยชน์ ขอให้
พิพากษาว่าท่ีดินพิพาทเป็ นที่สาธารณประโยชน์ ห้ามโจทก์
เกี่ยวขอ้ งอีกต่อไป ศาลช้นั ตน้ ยกคาร้องของผรู้ ้องสอดท้งั สอง
ผรู้ ้องสอดท้งั สองอุทธรณ์ ขณะท่ีคดีท่ีผรู้ ้องสอดท้งั สองอทุ ธรณ์