201
พิพาทเป็ นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สิ น
สาหรับพลเมืองใชร้ ่วมกนั ไม่ใช่ของโจทก์ จึงเป็ นการโตแ้ ยง้
ดุลพินิจในการวินิจฉัยพยานหลกั ฐานของศาล อนั เป็ นปัญหา
ข้อเท็จจริ ง ในกรณีเช่นน้ีจึงถือได้ว่าอาจให้เช่าได้ในขณะ
ยน่ื ฟ้ องไมเ่ กินเดือนละ ๔,๐๐๐ บาท ตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้
จึงตอ้ งห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔
วรรคสอง
ข้อสังเกต คดีท่ีเอกชนพิพาทกับเอกชนคาพิพากษาฎีกานีแ้ ละ
ฎีกาที่ ๑๘๒/๒๕๕๒, ท่ี ๑๙๙/๒๕๕๒ วินิจฉัยว่า จาเลยให้การ
ต่อสู้ว่าท่ีดินพิพาทอยู่ในเขตป่ าสงวนหวงห้ามหรือท่ีสาธารณ
ประโยชน์ มิใช่เป็ นการกล่าวแก้เป็ นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธ์ิ
จึงเป็ นคดีฟ้ องขอให้ ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคานวณเป็ น
ราคาเงินได้ การพิจารณาข้อห้ามอุทธรณ์ ฎีกาจึงต้องพิจารณา
จากค่าเช่า ไม่ใช่พิจารณาจากราคาทรัพย์ เหตุที่ศาลฎีกาวินิจฉัย
ว่ามิใช่เป็ นการกล่าวแก้เป็ นข้อพิพาทด้วยกรรมสิทธิ์ อาจเป็ น
เพราะเอกชนกับเอกชนใครชนะคดีก็ไม่อาจได้ กรรมสิ ทธ์ิ ใน
ที่ป่ าสงวนหรือท่ีสาธารณประโยชน์
แต่ถ้าเป็ นกรณีเอกชนพิพาทกับรัฐ โดยเอกชนอ้างว่า
ที่ดินพิ พาทไม่อยู่ในเขตป่ าสงวนหรื อไม่ใช่ ท่ีสาธารณ
202
ประโยชน์ เป็ นคดีฟ้ องขอให้ ปลดเปลือ้ งทุกข์อันอาจคานวณ
เป็ นราคาเงินได้ เพราะหากเอกชนชนะคดี เอกชนจะได้ท่ีดิน
ดังกล่าวไปเป็ นของตน ขอให้ ดูคาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๖๒๒/
๒๕๕๑, ท่ี ๑๕๒๑/๒๕๔๙, ที่ ๔๘๕๔/๒๕๔๙ คาพิพากษา
ฎีกาที่ ๔๖๒๒/๒๕๕๑ ฎ.ส.ล.๗ น.๙๖ คดีมีประเดน็ ว่าที่ดิน
พิพาทเป็ นของโจทก์ทั้งสามหรื อเป็ นสาธารณสมบัติของ
แผ่นดิน อันเป็นการพิพาทด้วยสิทธิในท่ีดินตามฟ้ อง จึงเป็ นคดี
ที่มคี าขอให้ปลดเปลือ้ งทุกข์อันอาจคานวณเป็นราคาเงินได้
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๑๒๗๓๓/๒๕๕๕ ฎ. ๑๓๐๗ โจทก์
ฟ้ องวา่ โจทก์เป็ นเจ้าของท่ีดินพิพาทและโจทก์ไม่ประสงค์ให้
จาเลยและบริวารอาศยั อยู่ในท่ีดินพิพาทต่อไป จาเลยให้การ
ปฏิเสธฟ้ องโจทกว์ า่ ช. สามีจาเลยกบั ส. และ อ. ซ้ือท่ีดินพิพาท
มาแล้วแบ่งให้สามีจาเลยครอบครอง โดยสามีจาเลยเข้า
ครอบครองอย่อู าศยั และทาประโยชน์ในท่ีดินตลอดมา จาเลย
ซ่ึงเป็นภริยาของ ช. จึงมีสิทธิอาศยั อยู่ในท่ีดินดว้ ย อนั เป็ นการ
ยกขอ้ โตแ้ ยง้ สิทธิโจทกโ์ ดยอาศยั สิทธิของ ช. สามี มิไดเ้ ป็นการ
ต่อสูป้ ฏิเสธวา่ ที่ดินพิพาทมิใช่ของโจทก์แต่เป็ นของจาเลย อนั
จะเป็นการตอ่ สู้กรรมสิทธ์ิ เมื่อศาลช้นั ตน้ กาหนดค่าเสียหายให้
โจทก์เดือนละ ๒,๕๐๐ บาท ค่คู วามมิไดอ้ ุทธรณ์ จึงเป็นคดีฟ้ อง
203
ขบั ไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสงั หาริมทรัพยอ์ นั มีค่าเช่าหรืออาจ
ให้เช่าได้ในขณะย่ืนฟ้ องไม่เกินเดือนละส่ีพนั บาท ต้องห้าม
มิให้อุทธรณ์ในขอ้ เทจ็ จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๔ วรรคสอง
อุทธรณ์ของจาเลยท่ีว่าที่ดินพิพาทเป็ นของ ช. สามีจาเลย และ
จาเลยไมใ่ ชต่ วั แทนหรืออยโู่ ดยอาศยั สิทธิของโจทก์และมารดา
โจทก์ โจทก์ไม่มีอานาจฟ้ อง เป็ นปัญหาขอ้ เทจ็ จริง ต้องห้าม
อทุ ธรณ์ตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าว
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๐๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๙๘
โจทก์ฟ้ องขบั ไล่จาเลยให้ออกจากท่ีดินและบา้ นพิพาท และ
เรียกค่าเสียหายเป็ นค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๖๘,๕๑๗ บาท
นบั แตว่ นั ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐ เป็ นตน้ ไปจนถึงวนั ฟ้ องเป็ น
เวลา ๑๔ วนั รวมเป็ นเงิน ๓๑,๙๗๕ บาท เม่ือศาลช้ันต้น
กาหนดค่าเสียหายเป็ นค่าขาดประโยชน์ให้แก่โจทก์เดือนละ
๑๐,๐๐๐ บาท นบั ต้งั แต่วนั ท่ี ๒๐ เมษายน ๒๕๕๐ เป็ นตน้ ไป
ซ่ึ งคิ ดคานวณค่าขาดประโยชน์ถึงวันฟ้ องได้เป็ นเงิ น
๔,๖๖๖.๖๗ บาท โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ข้อเทจ็ จริงจึงยุติว่า
ที่ดินและบ้านพิพาทอาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคาฟ้ องไม่เกิน
เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายก่อนฟ้ องมีทุนทรัพยช์ ้นั
ฎีกาไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงตอ้ งห้ามมิให้คู่ความฎีกาใน
204
ขอ้ เทจ็ จริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๘ วรรคหน่ึงและวรรคสอง
ซ่ึงตามฎีกาจาเลยน้นั จะตอ้ งวินิจฉยั ขอ้ เทจ็ จริงก่อนว่า โจทก์ได้
ลงโฆษณาในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และในหนงั สือพิมพ์
รายวนั แลว้ หรือไม่ จึงจะสามารถวินิจฉัยไดว้ ่าโจทก์ไดร้ ับโอน
ท่ีดินและบา้ นพิพาทชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่ ฎีกาของจาเลย
เป็นฎีกาในขอ้ เทจ็ จริงเพ่ือนาไปสู่การวินิจฉยั ปัญหาขอ้ กฎหมาย
จึงเป็นฎีกาในขอ้ เทจ็ จริง ซ่ึงตอ้ งห้ามตามบทกฎหมายดงั กล่าว
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๕, ๒๔๙
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๓๖๖/๒๕๕๖ ฎ. ๑๐๕ ฎีกาของ
จาเลยท่ีว่า โจทก์สามารถใชท้ างผา่ นท่ีดินของ ว. และท่ีดินของ
ผูอ้ ื่นน้ันออกสู่ทางสาธารณะได้ โจทก์ใช้ทางจาเป็ นในท่ีดิน
แปลงอื่นแทนที่ดินของจาเลย แสดงวา่ โจทกส์ ละสิทธิในการใช้
ทางจาเป็นผา่ นท่ีดินของจาเลย ความจาเป็ นของโจทก์ที่จะตอ้ ง
ผา่ นท่ีดินของจาเลยในลกั ษณะท่ีเป็ นทางจาเป็ นจึงหมดไปแลว้
เม่ือจาเลยไมไ่ ดย้ ่ืนคาใหก้ ารต่อสู้ไว้ จึงเป็ นขอ้ ที่ไม่ไดย้ กข้ึนว่า
กนั แลว้ โดยชอบในศาลช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์ ท้งั มิใช่ปัญหา
อนั เกี่ยวดว้ ยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตอ้ งห้ามไม่ให้
ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหน่ึง
205
ส่วนฎีกาของจาเลยที่ว่า ส. ไม่มีอานาจฟ้ องแทนโจทก์
เน่ืองจากตามหนงั สือมอบอานาจไม่ไดร้ ะบุว่าทางจาเป็ นอยูบ่ น
ที่ดินของจาเลยแปลงใดและท่ีดินมีเอกสารทางทะเบียนเป็ น
เอกสารประเภทใด แมป้ ัญหาขอ้ น้ีจาเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ไว้
แต่เป็ นเร่ื องอานาจฟ้ องเป็ นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบ
เรียบร้อยของประชาชน จาเลยยกข้ึนฎีกาไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๔๙ วรรคสอง
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๒๐๘๙/๒๕๕๕ ฎ. ๒๖๕๑ ปัญหา
ว่า หนงั สือมอบอานาจปิ ดอากรแสตมป์ ครบถ้วนหรือไม่ แม้
จาเลยจะไม่ไดย้ กข้ึนต่อสู้ไวใ้ นศาลล่างท้งั สองและเพิ่งยกข้ึน
โต้แยง้ คดั คา้ นในช้นั ฎีกาก็ตาม แต่ปัญหาเก่ียวกับอานาจฟ้ อง
เป็ นปัญหาเก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จาเลยมี
สิทธิยกข้ึนอ้างในช้นั ฎีกาไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรค
สอง
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๒๔๘/๒๕๕๕ ฎ. ๑๙๑๔ จาเลย
ให้การตอ่ สู้ว่าฟ้ องโจทก์ขาดอายคุ วาม เมื่อศาลช้นั ตน้ วินิจฉยั ว่า
การกระทาของจาเลยไม่เป็ นการละเมิดต่อโจทก์และพิพากษา
ยกฟ้ องโจทกโ์ ดยไม่วินิจฉยั ในประเดน็ ฟ้ องโจทกข์ าดอายคุ วาม
หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทาของจาเลยเป็ นการละเมิด
206
ต่อโจทก์ จาเลยแกอ้ ุทธรณ์วา่ จาเลยมิไดท้ าละเมิดตอ่ โจทก์ โดย
มิไดแ้ กอ้ ุทธรณ์ในปัญหาว่าฟ้ องโจทก์ขาดอายุความ คดีย่อม
ไม่มีประเด็นเรื่ องฟ้ องโจทก์ขาดอายุความหรื อไม่ในช้ัน
อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอานาจยกประเด็นเร่ืองอายคุ วาม
ข้ึนวินิจฉยั เพราะไม่ใช่ปัญหาอนั เก่ียวดว้ ยความสงบเรียบร้อย
ของประชาชน
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๐๙๓๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๐๑
คาแก้อุทธรณ์เป็ นคาคู่ความ คู่ความย่อมต้งั ประเด็นในคาแก้
อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์หยิบยกข้ึนวินิจฉัยไดต้ าม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑ (๕), ๒๓๗ และ ๒๔๐ ดงั น้นั แมจ้ าเลยที่ ๒ มิไดย้ ่ืน
อุทธรณ์ แต่จาเลยท่ี ๒ ย่ืนคาแก้อุทธรณ์ว่าคดีโจทก์ขาดอายุ
ความละเมิด ๑ ปี จึงมีประเดน็ เรื่องอายุความละเมิด ๑ ปี ในช้นั
อุทธรณ์ยงั ไม่ยตุ ิไปตามคาพิพากษาศาลช้นั ต้น ที่ศาลอุทธรณ์
หยิบยกประเด็นเรื่องอายุความละเมิด ๑ ปี ข้ึนวินิจฉยั ดว้ ย จึง
ชอบดว้ ยบทกฎหมายดงั กล่าว
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๖
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๑๓๒๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๒๐
คาส่ังศาลอุทธรณ์ซ่ึงอนุญาตให้ผรู้ ้องเข้าสวมสิทธิเป็ นเจ้าหน้ี
207
ตามคาพิพากษาแทนโจทก์น้นั เป็ นคาสัง่ ก่อนท่ีศาลอุทธรณ์ได้
มีคาพิพากษาหรือคาสั่งช้ีขาดตดั สินคดีและมิใช่คาสัง่ อยา่ งใด
อย่างหน่ึงตามท่ีระบุไวใ้ น ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๗ และมาตรา
๒๒๘ จึงเป็ นคาส่ังระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ซ่ึง
ตอ้ งห้ามมิให้ฎีกาคาส่ังน้ันในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๒๖ (๑) ประกอบดว้ ยมาตรา ๒๔๗ จาเลยท่ี ๒ และที่
๓ จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้จาเลยที่ ๒ และที่ ๓ จะเห็นว่าคาสั่ง
ดงั กล่าวไมช่ อบหรือไม่ถกู ตอ้ ง ก็มีสิทธิเพียงโตแ้ ยง้ คาสง่ั น้นั ไว้
เพื่อใช้สิทธิฎีกาต่อไปเมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคาพิพากษาหรื อ
คาส่ังช้ีขาดตดั สินคดีน้นั แลว้ การท่ีศาลช้นั ตน้ ส่ังรับฎีกาของ
จาเลยท่ี ๒ และที่ ๓ ข้ึนมาจึงเป็นการไมช่ อบ
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๔๘๒๓ - ๔๘๒๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘
น. ๙๓ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลช้นั ต้นกาหนด
ประเด็นขอ้ พิพาทว่าที่ดินพิพาทตกเป็ นกรรมสิทธ์ิของจาเลย
โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้ไม่ได้ระบุภาระการ
พิสูจนใ์ หม่ให้ชดั เจนวา่ ตกอยแู่ ก่ฝ่ ายใด แต่เมื่อโจทก์เป็ นผมู้ ีช่ือ
ถือกรรมสิ ทธ์ิ ในท่ี ดิ นพาท ย่อมได้รั บประโยชน์จาก
ขอ้ สนั นิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ ว่าโจทก์เป็ นเจา้ ของ
กรรมสิทธ์ิ ดงั น้ี ภาระการพิสูจน์จึงตกอยู่แก่จาเลยโดยผลของ
208
กฎหมายดงั กล่าว และศาลก็ตอ้ งพิพากษาไปตามภาระการ
พิสูจน์ท่ีถูกตอ้ ง อย่างไรก็ตามแม้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่
จาเลย กม็ ิใชห่ ลกั เกณฑต์ ามตวั ว่าศาลจะตอ้ งกาหนดให้จาเลยมี
หน้าท่ีนาสืบก่อนเสมอไป เพราะศาลอาจกาหนดให้โจทก์มี
หน้าท่ีนาสืบก่อนได้เช่นกนั ท้งั น้ี โดยคานึงถึงความสะดวก
รวดเร็วและความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ดังน้ัน การ
ก าห นด หน้าที่ นา สื บ ก่ อ นจึ ง ห าไ ด้ท าใ ห้ภ า ร ะ ก าร พิ สู จ น์ ท่ี
ถูกตอ้ งเปล่ียนแปลงไปไม่ เพียงแต่อาจจะทาให้โจทก์ซ่ึงเป็ น
ฝ่ ายที่นาสืบพยานก่อนเห็นว่าตนเสียเปรียบในเชิงคดี ซ่ึงโจทก์
ชอบที่จะโตแ้ ยง้ คาส่งั ศาลช้นั ต้นท่ีเป็ นคาส่ังระหว่างพิจารณา
ดงั กล่าวได้ เมื่อไม่ไดโ้ ตแ้ ยง้ คดั ค้านย่อมถือว่าโจทก์ยอมรับ
ตามท่ีศาลช้นั ต้นกาหนดแลว้ โจทก์ไม่อาจฎีกาโตแ้ ยง้ ในขอ้ น้ี
ไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉยั
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๕๐๑๘/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๙๓ คาสงั่ ศาล
ช้นั ต้นท่ีอนุญาตให้ ช. และ ก. เขา้ เป็ นจาเลยร่วม เป็ นคาสั่ง
ก่อนที่ศาลช้นั ตน้ ไดม้ ีคาพิพากษาหรือคาสง่ั ช้ีขาดตดั สินคดีและ
มิใช่คาส่ังตามท่ีระบุไว้ในมาตรา ๒๒๗ และ ๒๒๘ แห่ง
ป.วิ.พ. จึงเป็นคาสง่ั ระหว่างพิจารณาของศาลช้นั ตน้ เม่ือโจทก์
209
ไม่ได้โต้แยง้ คาส่ังน้นั ไว้เพ่ือใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตามมาตรา
๒๒๖ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๗ โจทก์จึงอทุ ธรณ์ฎีกามิได้
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๒๙
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๑๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๙๗
หลงั จากศาลช้นั ต้นพิพากษาให้จาเลยชาระหน้ีแก่โจทก์แล้ว
จาเลยยนื่ คาร้องขอใหพ้ ิจารณาคดีใหม่ ศาลช้นั ตน้ เห็นว่าคดีพอ
วินิจฉัยได้จึงให้งดไต่สวนและมีคาสั่งว่าจาเลยขาดนัดยื่น
คาให้การโดยจงใจ ไม่มีเหตุที่จะพิจารณาคดีใหม่ ให้ยก
คาขอใหพ้ ิจารณาคดีใหม่ จาเลยอุทธรณ์คาสง่ั ท่ีศาลช้นั ตน้ สงั่ ให้
งดไต่สวนซ่ึงตามคาขอทา้ ยอุทธรณ์ของจาเลยเพียงขอให้ศาล
อุทธรณ์ยกคาส่ังของศาลช้ันต้นและมีคาสั่งให้ศาลช้ันต้น
รับคาขอพิจารณาคดีใหม่ เพ่ือให้จาเลยนาพยานหลักฐาน
เขา้ ไต่สวนตามคาขอพิจารณาคดีใหม่ต่อไป ซ่ึงตามเน้ือหาใน
อทุ ธรณ์ดงั กล่าวเป็ นการโตแ้ ยง้ คดั คา้ นคาสง่ั ศาลช้นั ตน้ เฉพาะ
เรื่องการงดไต่สวน หากอุทธรณ์ของจาเลยฟังข้ึน ศาลอุทธรณ์
ก็จะพิพากษายกคาสงั่ ศาลช้นั ตน้ และให้ศาลช้นั ตน้ ดาเนินการ
ไต่สวนคาขอพิจารณาคดีใหม่ของจาเลย แลว้ มีคาสงั่ ใหม่ตาม
210
รูปคดีตอ่ ไปเทา่ น้นั ศาลอุทธรณ์ไม่อาจพิจารณาและอนุญาตให้
พิจารณาคดีใหม่ตามคาขอทา้ ยอุทธรณ์ของจาเลยได้ เพราะยงั
ไมม่ ีขอ้ เทจ็ จริงที่จะนามาวินิจฉยั ว่าการขาดนดั ยื่นคาให้การน้นั
มิได้เป็ นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอนั สมควรหรื อไม่ อุทธรณ์
คาส่ังของจาเลยในช้ันน้ีจึ งไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อ
คาพิพากษาศาลช้ันต้นให้ต้องถูกยกเลิกหรื อสิ้นผลบังคับ
แตอ่ ยา่ งใด จาเลยจึงไมต่ อ้ งนาเงินคา่ ธรรมเนียมซ่ึงจะตอ้ งใชแ้ ก่
โจทก์ตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้ มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๗๐๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๑๓๘
ฎีกาของจาเลยท่ีขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
ของศาลช้นั ตน้ ต้งั แตช่ ้นั การส่งหมายเรียกสาเนาคาฟ้ องและให้
ศาลช้นั ตน้ ดาเนินการพิจารณาคดีใหม่ เกิดข้ึนภายหลงั จากศาล
ช้นั ตน้ พิพากษาช้ีขาดคดีแลว้ หากฎีกาของจาเลยฟังข้ึนจะทาให้
คาพิพากษาศาลช้นั ตน้ ท่ีบงั คบั ให้จาเลยชาระหน้ีแก่โจทก์ถูก
เพิกถอนไป กรณีจึงอยู่ในบงั คบั ของ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙
ประกอบมาตรา ๒๔๗ ซ่ึงบญั ญตั ิให้เป็ นหนา้ ท่ีของผฎู้ ีกาตอ้ ง
นาเงินค่าธรรมเนียมซ่ึงจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ ายหน่ึงตาม
คาพิพากษาหรือคาสงั่ มาวางศาลพร้อมกบั ฎีกาน้นั ดว้ ย
211
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๐๐๒๓/๒๕๕๕ ฎ. ๓๓๑๐ ศาล
อุทธรณ์พิพากษายกคาพิพากษาศาลช้นั ต้น ให้ศาลช้ันต้น
พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมช้นั
อุทธรณ์ให้ศาลช้นั ตน้ รวมส่ังเม่ือมีคาพิพากษาใหม่ ดงั น้นั เงิน
ค่าธรรมเนียมท่ีศาลช้นั ต้นเคยส่ังให้โจทก์ต้องรับผิดใชแ้ ทน
จาเลยตามคาพิพากษาศาลช้ันต้นจึ งถูกยกไปด้วยตาม
คาพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต่อมาศาลช้นั ต้นมีคาพิพากษาคร้ังที่
สองโดยกาหนดให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลช้นั ต้น
และช้นั อุทธรณ์แทนจาเลย โดยกาหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐
บาท เงินค่าธรรมเนียมท่ีศาลช้นั ต้นสั่งให้โจทก์รับผิดใชแ้ ทน
จาเลยตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้ คร้ังท่ีสอง แมจ้ ะกาหนดให้
โจทก์รับผดิ ในค่าธรรมเนียมช้นั อุทธรณ์แทนจาเลยเพ่ิมเติมจาก
คาพิพากษาเดิมท่ีถูกยกไปแล้ว แต่เมื่อคานวณแล้วเท่ากนั กับ
จานวนเงินค่าธรรมเนียมใชแ้ ทนจาเลยที่โจทก์ไดว้ างต่อศาล
ช้นั ตน้ ในคร้ังก่อนซ่ึงโจทก์ยงั ไม่ได้รับคืนไป กรณีถือได้ว่า
โ จ ท ก์ ไ ด้นา เ งิ นค่ า ธ ร ร ม เ นี ย มซ่ึ ง จ ะ ต้อ ง ใ ช้แ ก่ จ า เ ล ย ต า ม
คาพิพากษาศาลช้ันต้นมาวางต่อศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ แลว้ โจทก์จึงไม่ตอ้ งนาเงินค่าธรรมเนียม
มาวางพร้อมอทุ ธรณ์เพิ่มเติมอีก ท้งั ไม่จาตอ้ งมีคาขอให้เอาเงิน
212
ดงั กลา่ วมาวางพร้อมอทุ ธรณ์คร้ังท่ีสองดว้ ย
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๑๔๐๐/๒๕๕๕ ฎ. ๑๙๖๗ การที่
คูค่ วามฝ่ ายที่อุทธรณ์ตอ้ งนาเงินค่าฤชาธรรมเนียมซ่ึงจะตอ้ งใช้
แก่คู่ความอีกฝ่ ายหน่ึงมาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ มิได้
จากัดแต่เฉพาะการอุทธรณ์คาพิพากษาที่วินิจฉัยช้ีขาดคดี
ประการเดียว แต่หมายความรวมถึงการอุทธรณ์คาส่ังระหว่าง
พิจารณาภายหลงั ที่ศาลไดพ้ ิพากษาโดยวินิจฉยั ช้ีขาดคดี เพราะ
การที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคาพิพากษากลบั คาสั่ง
ระหว่างพิจารณาของศาลช้นั ตน้ และให้สืบพยานต่อไป เท่ากบั
ให้ศาลอุทธรณ์มีคาพิพากษายกคาพิพากษาศาลช้ันต้นและ
สืบพยานต่อไป ทาให้มีผลกระทบโดยตรงต่อคาพิพากษาศาล
ช้นั ตน้ โจทก์จึงตอ้ งนาเงินค่าธรรมเนียมซ่ึงจะตอ้ งใชแ้ ก่คู่ความ
อีกฝ่ ายหน่ึงตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้ มาวางศาลพร้อมอุทธรณ์
ตามบทบญั ญตั ิดงั กล่าวดว้ ย เม่ือโจทก์ไม่นาเงินค่าธรรมเนียม
มาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จึงเป็ นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วย
กฎหมาย
213
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๓๑
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๘๕๓๒/๒๕๕๕ ฎ. ๒๑๗๕ ตาม
คาสง่ั ทุเลาการบงั คบั ของศาลอุทธรณ์ให้จาเลยนาค่าเสียหายท่ี
ตอ้ งชาระให้แก่โจทก์ตามคาพิพากษามาวางศาล มีความหมาย
ว่า ให้จาเลยนาเงินค่าเสียหายมาวางต่อศาล การที่จาเลยนาสลาก
ออมสินพิเศษซ่ึงเป็ นเพียงหลกั ประกนั มาวางจึงเป็ นการไม่
ปฏิบตั ิตามคาส่ังศาลอุทธรณ์ คาร้องขอทุเลาการบังคบั ของ
จาเลยจึ งเป็ นอันยกไป แต่พอถือได้ว่าเป็ นการขอวาง
หลกั ประกนั เพ่ือขอให้ศาลช้นั ตน้ งดการบงั คบั คดีตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๓๑ วรรคสาม ซ่ึงจาเลยมีสิทธิที่จะกระทาได้ แมจ้ ะ
ไม่ได้ขอทุเลาการบังคับก็ตาม ศาลช้ันต้นจึงชอบที่จะรับ
หลกั ประกนั ที่จาเลยนามาวางไวพ้ ิจารณาว่าพอท่ีจะชาระหน้ี
ตามคาพิพากษา รวมท้งั ค่าฤชาธรรมเนียมในการฟ้ องร้องและ
บงั คบั คดีหรือไม่ คาสง่ั ของศาลช้นั ตน้ ที่ไมอ่ นุญาตใหจ้ าเลยวาง
หลกั ประกนั จึงไมช่ อบ
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๓๔
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๔๗๖/๒๕๕๔ ฎ. ๒๑๘๙ แม้ศาล
ช้นั ตน้ มีคาสงั่ ไม่รับอทุ ธรณ์ของจาเลย แต่ขณะยงั อยูใ่ นกาหนด
214
ระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามท่ีศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั อนุญาตให้ขยาย
จาเลยไดย้ ืน่ อุทธรณ์ฉบบั ใหม่เขา้ มาโดยนาเงินค่าธรรมเนียมซ่ึง
ต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ ายตามคาพิพากษามาวางศาลพร้อม
อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ด้วย เม่ือมิใช่เรื่องจาเลย
อุทธรณ์คาสงั่ ศาลช้นั ตน้ ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตามมาตรา
๒๓๖ จาเลยจึงไม่ตอ้ งนาค่าฤชาธรรมเนียมท้งั ปวงมาวางศาล
และนาเงินมาชาระตามคาพิพากษาหรือหาประกนั ให้ไว้ตาม
มาตรา ๒๓๔
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๓๖
คาสั่งคาร้องศาลฎกี าท่ี ท.๗๔๓/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๕๙ ศาล
อทุ ธรณ์วินิจฉยั ว่าคาร้องอุทธรณ์คาสง่ั ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์
มิไดโ้ ตแ้ ยง้ คาสง่ั ศาลช้นั ตน้ วา่ ไมช่ อบดว้ ยกฎหมายอยา่ งไร เป็น
อุทธรณ์คาส่งั ที่ไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย ให้ยกคาร้อง มีผลไม่รับ
อุทธรณ์ของโจทก์ยืนตามคาสั่งปฏิเสธของศาลช้นั ตน้ คาสั่ง
ของศาลอทุ ธรณ์เป็นท่ีสุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหน่ึง
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๕๒๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๖๒
จาเลยยน่ื คาร้องขอให้พิจารณาคดีใหมแ่ ละศาลช้นั ตน้ มีคาสั่งให้
215
ยกคาร้อง จาเลยอุทธรณ์คาสั่งของศาลช้นั ต้นโดยขอให้ศาล
อุทธรณ์มีคาส่งั อนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลช้นั ตน้ มีคาสั่ง
ให้จาเลยนาเงินค่าธรรมเนียมซ่ึ งจะต้องใช้แก่โจทก์ตาม
คาพิพากษาศาลช้นั ตน้ มาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลช้นั ตน้
กาหนด แต่จาเลยมิได้นาเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตาม
ระยะเวลาที่ศาลช้นั ตน้ กาหนด ศาลช้นั ตน้ มีคาสัง่ ไม่รับอุทธรณ์
คาสั่งของจาเลย จาเลยยื่นคาร้องอุทธรณ์คาส่ังไม่รับอุทธรณ์
เมื่อศาลอทุ ธรณ์พิพากษายนื จึงมีผลเป็ นคาส่ังยืนตามคาปฏิเสธ
ของศาลช้นั ต้นท่ีไม่รับอุทธรณ์ของจาเลย คาสั่งศาลอุทธรณ์
ยอ่ มเป็นท่ีสุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๖ วรรคหน่ึง จาเลยจะฎีกา
โตแ้ ยง้ คาสง่ั ศาลอุทธรณ์มิได้
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๔๘ วรรคสี่
คาส่ังคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๓๗๘/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๓๐
ส. เกษียณอายรุ าชการไปต้งั แต่วนั ท่ี ๑ ตุลาคม ๒๕๕๓ จึงไม่มี
อานาจพิจารณาคาร้องของโจทก์อีกต่อไปเน่ืองจากพ้นจาก
ตาแหน่งผูพ้ ิพากษาแลว้ ไม่มีเหตุที่จะตอ้ งส่งคาร้องของโจทก์
ไปให้ ส. พิจารณาว่าจะรับรองให้โจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริ ง
หรือไม่
216
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๕๔
คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๙/๒๕๕๕ ฎ. ๙๘๑ ผูร้ ้องยื่น
คาร้องขอเป็ นผูจ้ ัดการมรดกของผูต้ ายเนื่องจากการจัดการ
มรดกมีเหตุขัดข้อง ผูค้ ัดคา้ นยื่นคาคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็ น
ทายาทผรู้ ับพินยั กรรมของผตู้ าย ผตู้ ายทาพินยั กรรมตดั ทายาท
โดยธรรมมิใหร้ ับมรดก ผรู้ ้องไม่ใช่ผมู้ ีสิทธิรับมรดกของผูต้ าย
ขอให้ยกคาร้องและต้งั ผคู้ ดั คา้ นเป็นผจู้ ดั การมรดกของผตู้ าย คดี
จึงมีประเดน็ ขอ้ พิพาทเพียงว่า ผรู้ ้องหรือผคู้ ดั คา้ นคนใดสมควร
เป็ นผูจ้ ดั การมรดกของผตู้ าย ซ่ึงหากผรู้ ้องชนะคดี ศาลก็เพียง
มีคาสัง่ ต้งั ผรู้ ้องเป็ นผูจ้ ดั การมรดกของผตู้ าย ไม่มีผลบงั คบั ไป
ถึงรายไดห้ รือดอกผลจากกองมรดกของผตู้ ายซ่ึงผคู้ ดั คา้ นเป็ น
ผคู้ รอบครองตามท่ีผูร้ ้องยื่นคาร้องขอคุ้มครองชว่ั คราวก่อน
พิพากษาดว้ ย คาร้องขอคุม้ ครองช่ัวคราวของผู้ร้องท่ีขอให้
ผคู้ ดั คา้ นนารายไดห้ รือดอกผลจากกองมรดกของผูต้ ายมาเก็บ
ไวท้ ่ีสานกั งานวางทรัพยห์ รือฝากธนาคารไว้ หรือต้งั ผรู้ ้องเป็ น
ผูค้ วบคุมจัดการรายไดจ้ ากทรัพยม์ รดกภายใตก้ ารกากบั ของ
ศาลก่อนมีคาพิพากษา จึงเป็ นเรื่ องนอกเหนือจากประเด็น
ขอ้ พิพาทแห่งคดีและคาขอท้ายฟ้ อง คาร้องของผูร้ ้องจึงไม่มี
217
เหตุสมควรและเพียงพอที่จะนาวิธีการคุ้มครองชวั่ คราวก่อน
พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๕๔ (๒) มาใชบ้ งั คบั
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๖๔
คาส่ังคาร้องศาลฎีกาที่ ท.๘๐/๒๕๕๔ ฎ. ๒๕๐๗ การ
ร้องขอคุ้มครองประโยชน์ในระหว่างพิจารณาตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๖๔ คู่ความฝ่ ายใดในคดีจะร้องขอกก็ได้ แต่จะต้อง
เป็นการคุม้ ครองประโยชน์ของผขู้ อเพ่ือให้ทรัพยส์ ิน สิทธิ หรือ
ประโยชน์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงที่พิพาทกนั ไดร้ ับความคุม้ ครองไว้
จนกว่าศาลจะมีคาพิพากษาหรื อเพื่อความสะดวกในการที่จะ
บงั คบั ตามคาพิพากษาต่อไป
โจทกแ์ ละจาเลยพิพาทกนั เรื่องกรรมสิทธ์ิในที่ดินพิพาท
โดยจาเลยฟ้ องแตเ่ พียงใหโ้ จทกจ์ ดทะเบียนไถถ่ อนการขายฝาก
ท่ีดินพิพาท หาไดฟ้ ้ องเรียกร้องให้โจทก์ชาระค่าเสียหายอยา่ ง
ใดแก่จาเลยไม่ จาเลยจึงไม่อาจร้องขอให้ศาลส่งั ให้โจทก์เอา
ประโยชน์ท่ีไดร้ ับจากที่ดินพิพาทมาวางศาลจนกว่าคดีจะถึง
ที่สุด เพราะเป็นการขอนอกเหนือไปจากประโยชน์ท่ีพิพาทกนั
ในคดี และมิใช่เพื่อบงั คบั ตามคาพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๖๔
218
การบังคบั คดีตามคาพพิ ากษาหรือคาส่ัง
ข้อ ๙ คาถาม ในคดีแพ่ง โจทก์นายึดที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่
๑ และโฉนดเลขท่ี ๒ ของจาเลยเพื่อขายทอดตลาดชาระหน้ีตาม
หมายบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดิน
น.ส. ๓ เลขท่ี ๑ โดยมีผซู้ ้ือไดแ้ ลว้ ต่อมานายแดงย่ืนคาร้องต่อ
ศาลวา่ นายแดงและจาเลยมีช่ือเป็นเจา้ ของที่ดิน น.ส. ๓ เลขท่ี ๑
จาเลยส่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนของตนให้แก่นายแดง
และนายแดงครอบครองทาประโยชน์ที่ดินท้งั หมดตลอดมาเป็น
เวลา ๓๐ ปี แลว้ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีขายทอดตลาดที่ดินโดย
ไมเ่ คยส่งหมายแจง้ ประกาศการขายทอดตลาดใหน้ ายแดงทราบ
นายแดงเพ่ิงทราบเรื่องเม่ือเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีแจง้ ให้ไปรับ
เงินส่วนแบง่ จากการขายทอดตลาดท่ีดิน ขอใหเ้ พิกถอนการขาย
ทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ เลขท่ี ๑ ศาลมีคาส่ังรับคาร้องไว้
พิจารณา ส่วนที่ดินโฉนดเลขท่ี ๒ เจ้าพนักงานบังคับคดี
ประกาศขายทอดตลาดวนั ท่ี ๖ มกราคม ๒๕๕๗ ในวนั ดงั กล่าว
ก่อนที่เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีจะขายทอดตลาดท่ีดิน นายดาย่ืน
คาร้องขอต่อศาลว่าตนเป็ นเจ้าของท่ีดินดงั กล่าว ขอให้ปล่อย
ทรัพย์ ศาลตรวจคาร้องขอของนายดาแลว้ มีคาสัง่ ยกคาร้อง แต่
ก่อนหน้าน้นั ระหว่างท่ีเจา้ หนา้ ท่ีศาลนาคาร้องขอไปเสนอให้
219
ผูพ้ ิพากษาสง่ั คาร้องขอ นายดาไดน้ าส่งสาเนาคาร้องขอให้แก่
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดี เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไดร้ ับสาเนาคาร้อง
แลว้ ยงั คงดาเนินการขายทอดตลาดท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๒ ต่อไป
และปรากฏวา่ มีผซู้ ้ือทรัพยไ์ ด้ ใหว้ ินิจฉยั ว่า
ก. คาสั่งศาลท่ีรับคาร้องของนายแดงไวพ้ ิจารณาชอบ
ดว้ ยกฎหมายหรือไม่
ข. เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีดาเนินการขายทอดตลาดที่ดิน
โฉนดเลขที่ ๒ ชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่
ข้อ ๙ คาตอบ ก. การที่นายแดงยนื่ คาร้องว่านายแดงและ
จาเลยมีชื่อเป็นเจ้าของท่ีดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑ จาเลยส่งมอบการ
ครอบครองที่ดินส่วนของตนให้นายแดง และนายแดงได้
ครอบครองทาประโยชน์ในที่ดินท้งั หมดมาตลอด เจา้ พนกั งาน
บงั คบั คดีขายทอดตลาดท่ีดินโดยไม่เคยส่งหมายแจ้งประกาศ
การขายทอดตลาดให้นายแดงทราบ เป็ นการอ้างว่านายแดงเป็ น
เจ้าของที่ดินท่ีโจทก์นายึด จาเลยไม่ใช่เจ้าของ แมน้ ายแดงอา้ ง
มาดว้ ยวา่ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไม่ไดส้ ่งหมายแจง้ ประกาศการ
ขายทอดตลาดให้นายแดงทราบ ก็เป็ นเรื่องท่ีมุ่งหมายให้เจ้า
พนักงานบังคบั คดีปล่อยทรัพย์ทีย่ ดึ คนื แก่นายแดงตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็ นการยื่น
220
คาร้ องขอให้ ศาลมีคาสั่ งให้ เพิกถอนการขายทอดตลาด ตาม
มาตรา ๒๙๖ การขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อยทรัพย์สิน
จะต้องยนื่ คาร้องขอต่อศาลก่อนท่ีได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออก
ขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เม่ือเจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดีขายทอดตลาดที่ดิน น.ส. ๓ เลขที่ ๑ ไปต้งั แต่ก่อน
นายแดงยื่นคาร้อง จึงล่วงเลยระยะเวลาท่ีกฎหมายกาหนด
การท่ีศาลมีคาสั่งรับคาร้องของนายแดงจึงเป็ นการไม่ชอบ
(คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๘๕/๒๕๕๖)
ข. กรณีนายดาซ่ึงย่ืนคาร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ท่ีดิน
โฉนดเลขที่ ๒ ตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง ถึงแม้บทบัญญัติ
ดังกล่าวเป็ นบทบงั คบั ว่า เมอื่ ศาลมคี าสั่งรับคาร้องขอของผู้ร้อง
แล้ว ให้ศาลมีคาสั่งให้ผู้ร้องนาส่งสาเนาคาร้องขอแก่โจทก์หรือ
เจ้าหนี้ตามคาพิพากษา จาเลยหรือลูกหนี้ตามคาพพิ ากษา และ
เจ้าพนักงานบังคบั คดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคบั คดไี ด้รับคาร้องขอ
เช่นว่าน้ัน ต้องงดการขายทอดตลาดหรือจาหน่ายทรัพย์สินท่ี
พพิ าทน้ันไว้ในระหว่างรอคาวนิ ิจฉัยชี้ขาดของศาล แต่หาได้มี
ความหมายว่า เม่ือผู้ร้องยื่นคาร้องขอต่อศาลแล้ว เจ้าพนักงาน
บงั คบั คดีต้องงดการขายไว้ทุกกรณีไม่ เม่ือศาลมีคาสั่งยกคาร้อง
ขดั ทรัพยข์ องนายดาในช้นั ตรวจคาร้อง ศาลจึงไม่จาต้องส่ังให้
221
นายดานาส่งสาเนาคาร้องแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี และไม่มี
กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องงดการขายทอดตลาดไว้
การที่นายดานาส่งสาเนาคาร้องขดั ทรัพยท์ ้งั ท่ีศาลยงั มิไดม้ ีคาสง่ั
รับคาร้องขดั ทรัพยแ์ ละยงั ไม่มีคาสัง่ ให้นายดาวางเงินค่านาส่ง
สาเนาคาร้องดงั กล่าว เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีดาเนินการขาย
ทอดตลาดท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๒ ตอ่ ไป จึงไม่ขัดต่อมาตรา ๒๘๘
วรรคหน่ึง และชอบแล้ว (คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑๘-๔๒๑๙/
๒๕๕๕)
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๘๕/๒๕๕๖ ฎ. ๔๔๐ ผู้ร้อง
บรรยายคาร้องวา่ ผรู้ ้องและจาเลยมีช่ือเป็ นเจ้าของท่ีดิน น.ส.๓
จาเลยไดส้ ่งมอบการครอบครองท่ีดินส่วนของตนให้แก่ผูร้ ้อง
ผรู้ ้องไดค้ รอบครองทาประโยชน์ในที่ดินท้งั หมดมาตลอดเป็ น
เวลา ๓๐ ปี แลว้ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีขายทอดตลาดท่ีดินโดย
ไม่เคยส่งหมายแจง้ ประกาศการขายทอดตลาดให้ผรู้ ้องทราบ
ตอ่ มาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีแจง้ ให้ผรู้ ้องไปรับเงินส่วนแบง่ ท่ีได้
จากการขายทอดตลาด ผรู้ ้องจึงทราบเร่ือง ขอให้เพิกถอนการ
ขายทอดตลาด ดงั น้ี ตามคาร้องผูร้ ้องอา้ งว่าผรู้ ้องเป็ นเจ้าของ
ท่ีดินท่ีโจทก์นายึด จาเลยไม่ใช่เจ้าของ แมผ้ ูร้ ้องอา้ งมาดว้ ยว่า
เจ้าพนักงานบงั คับคดีไม่ได้ส่งหมายแจ้งประกาศการขาย
222
ทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ก็เป็ นเรื่ องที่ผู้ร้องมุ่งหมายให้
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีปลอ่ ยทรัพยส์ ินท่ียึดคืนแก่ผรู้ ้อง เป็นกรณี
ที่ตอ้ งดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็ นการยื่นคาร้องขอให้
ศาลมีคาส่ังให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๙๖ ซ่ึงการขอใหเ้ จา้ พนกั งานบงั คบั คดีปล่อยทรัพยส์ ิน ผูร้ ้อง
จะตอ้ งยื่นคาร้องขอต่อศาลก่อนที่ไดเ้ อาทรัพยส์ ินเช่นว่าน้ีออก
ขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เม่ือเจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดีไดข้ ายทอดตลาดท่ีดินไปต้งั แตก่ ่อนผรู้ ้องยน่ื คาร้องขอ
จึงล่วงเลยระยะเวลาตามท่ีกฎหมายกาหนด ผูร้ ้องจึงไม่มีสิทธิ
ยื่นคาร้องขอให้ปล่อยทรัพยไ์ ด้
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๔๒๑๘-๔๒๑๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น.
๗๕ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เป็ นบทบงั คบั ว่า เมื่อศาล
ช้ันต้นมีคาสั่งรับคาร้องของผู้ร้องแล้ว ให้ศาลมีคาส่ังให้
ผรู้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องขอแก่โจทกห์ รือเจา้ หน้ีตามคาพิพากษา
จาเลยหรือลูกหน้ีตามคาพิพากษา และเจ้าพนักงานบงั คบั คดี
เมื่อเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไดร้ ับคาร้องขอเช่นว่าน้นั ตอ้ งงดการ
ขายทอดตลาดหรือจาหน่ายทรัพยส์ ินที่พิพาทน้นั ไวใ้ นระหว่าง
รอคาวินิ จฉัยช้ีขาดของศาล บทบัญญัติดังกล่าวหาได้
มีความหมายว่า เม่ือผู้ร้องยื่นคาร้องต่อศาลช้นั ต้นแล้ว เจ้า
223
พนกั งานบงั คบั คดีตอ้ งงดการขายไวท้ ุกกรณีไม่ เม่ือคดีน้ีศาล
ช้นั ตน้ มีคาสง่ั ยกคาร้องขดั ทรัพยใ์ นช้นั ตรวจคาร้อง ศาลช้นั ตน้
จึงไม่จาต้องส่ังให้ผูร้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องแก่เจ้าพนักงาน
บงั คบั คดี และไม่มีกรณีท่ีเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีจะต้องงดการ
ขายทอดตลาดไว้ การที่ผรู้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องขดั ทรัพยท์ ้งั ท่ี
ศาลยงั มิไดม้ ีคาสง่ั รับคาร้องขดั ทรัพยแ์ ละยงั ไม่มีคาสงั่ ให้ผูร้ ้อง
วางเงินค่านาส่งสาเนาคาร้องดงั กลา่ ว และเจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ยกคาร้องขอให้งดการขายทอดตลาดของผูร้ ้อง จึงมิใช่การ
กระทาท่ีขดั ตอ่ มาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง
ข้อ ๑๐ คาถาม คดีแพง่ เรื่องหน่ึง โจทก์นายึดท่ีดินโฉนด
เลขท่ี ๑ และท่ีดินโฉนดเลขที่ ๒ ของจาเลยไวต้ ามหมายบงั คบั
คดี นายแดงยืน่ คาร้องขอรับชาระหน้ีบุริมสิทธิจากเงินท่ีไดจ้ าก
การขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒ ศาลช้ันต้นมีคาสั่ง
อนุญาต หลงั จากเจ้าพนักงานบงั คบั คดีขายทอดตลาดท่ีดิน
ท้ังสองแปลงแล้ว จาเลยยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนการขาย
ทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขท่ี ๑ โดยอา้ งว่าเจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ยึดทรัพยเ์ กินกว่าที่จาเป็ นแก่การบงั คบั คดีและขายทอดตลาด
ที่ดินไดร้ าคาต่าเกินสมควรอนั เกิดจากการคบคิดกนั ฉ้อฉลใน
224
ระหว่างผูท้ ี่เกี่ยวขอ้ งในการเข้าสู้ราคา ศาลช้นั ตน้ เห็นว่าเจ้า
พนกั งานบงั คบั คดียดึ ทรัพยไ์ มเ่ กินกวา่ ท่ีจาเป็นแก่การบงั คบั คดี
การขายทอดตลาดท่ีดินไดร้ าคาไมต่ ่าเกินสมควร และมีคาสง่ั ให้
ยกคาร้อง จาเลยอทุ ธรณ์ว่า เจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดทรัพยเ์ กิน
กวา่ ที่จาเป็นแก่การบงั คบั คดี ศาลช้นั ตน้ มีคาสงั่ รับอุทธรณ์ของ
จาเลย ต่อมาเจ้าพนักงานบงั คบั คดีทาบญั ชีแสดงรายการรับ
จ่ายเงินท่ีไดจ้ ากการขายที่ดินโฉนดเลขท่ี ๒ โจทก์ยื่นคาแถลง
คดั ค้านบญั ชี แต่เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีมีคาส่ังยืนยนั ตามบญั ชี
รับจ่าย โจทกย์ น่ื คาร้องคดั คา้ นต่อศาลช้นั ตน้ ศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั
ยกคาร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลช้นั ต้นมีคาส่ังรับอุทธรณ์ของ
โจทก์
ให้วินิจฉัยว่า การท่ีศาลช้นั ตน้ มีคาส่ังรับอุทธรณ์ของ
จาเลยและโจทก์ชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่
ข้อ ๑๐ คาตอบ จาเลยยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนการขาย
ทอดตลาดท่ีดินอา้ งวา่ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดทรัพยเ์ กินกว่าที่
จาเป็ นแก่การบงั คบั คดีและขายทอดตลาดที่ดินไดร้ าคาต่าเกิน
สมควรอนั เกิดจากการคบคิดกนั ฉ้อฉลในระหว่างผูท้ ่ีเกี่ยวขอ้ ง
ในการเข้าสู้ราคา ศาลช้ันต้นมีคาสั่งยกคาร้อง การท่ีจาเลย
อทุ ธรณ์ว่า เจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดทรัพยเ์ กินกว่าท่ีจาเป็ นการ
225
แก่การบงั คบั คดี เป็ นการอุทธรณ์โต้แย้งว่าเจ้าพนักงานบังคับ
คดียึดทรัพย์เกินกว่าท่ีจาเป็ นแก่การบังคับคดีฝ่ าฝื นประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๘๔ มิได้โต้แย้งว่า
ราคาท่ีไ ด้ จาก ก ารขาย ท อ ด ตล าด ท รั พย์ สิ น มีจาน วน ต่าเกิน
สมควรอันเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลตามมาตรา ๓๐๙ ทวิ
วรรคสอง กรณตี ามอุทธรณ์ของจาเลยไม่มีบทบัญญัติให้คาส่ัง
ของศาลช้ันต้นเป็ นที่สุด จาเลยจงึ มสี ิทธิอุทธรณ์คาสั่งได้ การท่ี
ศาลช้ั นต้ น มีคาส่ั งรั บอุ ทธ รณ์ ของจาเลยจึงชอบแล้ ว
(คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๘๓๑๘/๒๕๕๕)
ส่ ว นก รณี ท่ี เจ้าพ นักง านบังคับค ดี จัด ทา บัญชี แส ด ง
รายการรับ-จ่าย ซ่ึงเป็ นบญั ชีส่วนเฉลี่ยตามมาตรา ๓๑๙ แล้ว
โจทก์ย่ืนคาแถลงคดั ค้าน เจา้ พนักงานบงั คบั คดีมีคาส่งั ยืนยนั
ตามบญั ชีส่วนเฉล่ีย เมื่อโจทก์ย่ืนคาร้องคัดค้านต่อศาลช้ันต้น
แล้ว แต่ศาลช้ันต้นมคี าส่ังยกคาร้อง คดีย่อมถึงท่ีสุดตามมาตรา
๓๒๐ วรรคส่ี การท่ีศาลช้ันต้นมีคาส่ังรับอุทธรณ์ของโจทก์
จงึ ไม่ชอบ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๕๗๔/๒๕๕๖)
คาพิพากษาฎกี าท่ี ๑๘๓๑๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๑๕๒ จาเลย
ยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดท่ีดินพร้อมส่ิงปลูก
สร้างอา้ งว่าเจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดทรัพยเ์ กินกว่าที่จาเป็ นแก่
226
การบงั คบั คดีและขายทอดตลาดท่ีดินไดร้ าคาต่าเกินสมควรอนั
เกิดจากการคบคิดกนั ฉ้อฉลในระหว่างผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งในการเขา้ สู้
ราคา ความไม่สุจริตและความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ของเจา้ พนกั งานบงั คบั คดี ศาลช้นั ตน้ เห็นว่าเจา้ พนกั งานบงั คบั
คดียึดทรัพย์ไม่เกินกว่าที่จาเป็ นแก่การบังคับคดี การขาย
ทอดตลาดที่ดินได้ราคาไม่ต่าเกินสมควรและมีคาส่ังให้ยก
คาร้อง จาเลยอุทธรณ์ประเดน็ เดียวว่า เจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึด
ทรัพย์เกินกว่าที่จาเป็ นแก่การบงั คบั คดี อนั เป็ นการอุทธรณ์
โต้แยง้ ว่าเจ้าพนักงานบงั คบั คดีปฏิบตั ิฝ่ าฝื นต่อกฎหมายตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๔ มิได้โต้แย้งว่าราคาท่ีได้จากการขาย
ทอดตลาดทรัพยส์ ินมีจานวนต่าเกินสมควร อนั เกิดจากการคบ
คิดกนั ฉ้อฉลในระหวา่ งผทู้ ี่เกี่ยวขอ้ งในการเขา้ สูร้ าคาหรือความ
ไม่สุจริ ตหรื อความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของ
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีในการปฏิบตั ิหนา้ ที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๓๐๙ ทวิ วรรคสอง ซ่ึงกรณีตามอุทธรณ์ของจาเลยไม่มี
บทบัญญัติให้คาส่ังของศาลช้ันต้นเป็ นที่สุด คาพิพากษา
ของศาลอุทธรณ์ท่ียกอุทธรณ์ของจาเลยโดยวินิจฉยั วา่ คาสงั่ ของ
ศาลช้ันต้นเป็ นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ทวิ วรรคส่ี
จึงไมถ่ ูกตอ้ ง
227
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๕๗๔/๒๕๕๖ ฎ. ๓๓๐ เจา้ พนกั งาน
บงั คบั คดีจดั ทาบญั ชีแสดงรายการรับ-จ่าย คร้ังที่ ๑ ซ่ึงเป็ นบญั ชี
เฉลี่ยตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๑๙ ผู้ร้องยื่นคาแถลงคัดค้าน
เจ้าพนกั งานมีคาสง่ั ยืนยนั ตามบญั ชีส่วนเฉล่ีย ผรู้ ้องยื่นคาร้อง
คดั คา้ นต่อศาลช้นั ตน้ ศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั ยกคาร้อง คดีจึงถึงท่ีสุด
ตามมาตรา ๓๒๐ วรรคสี่ และตอ้ งหา้ มมิใหอ้ ทุ ธรณ์ฎีกาต่อไป
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๗๑
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๕๔๕๕/๒๕๕๖ ฎ. ๒๓๙ ศาลช้นั ตน้
มีคาพิพากษาเม่ือวนั ท่ี ๒๙ ธนั วาคม ๒๕๔๑ ให้จาเลยท่ี ๑ ใน
ฐานะผทู้ าละเมิดและจาเลยท่ี ๒ ในฐานะผรู้ ับประกนั ภยั ร่วมกนั
รับผิดชาระเงินแก่โจทก์ที่ ๑ และแก่โจทก์ท่ี ๒ พร้อมดอกเบ้ีย
จาเลยที่ ๒ แต่เพียงฝ่ ายเดียวอทุ ธรณ์ว่าจาเลยท่ี ๒ ไม่ร้องรับผิด
ชาระหน้ีแก่โจทก์ท่ี ๑ ซ่ึงเน้ือหาอุทธรณ์ไม่มีผลกระทบต่อ
คาพิพากษาศาลช้นั ตน้ ในส่วนความรับผิดของจาเลยที่ ๑ คดีใน
ส่วนของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ีสุดต้งั แต่วนั ท่ี ๒๙ มกราคม ๒๕๔๒
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง โจทก์ท่ี ๑ ซ่ึงเป็ นเจา้ หน้ี
ตามคาพิพากษาชอบท่ีจะร้องขอให้บงั คบั คดีแก่จาเลยท่ี ๑ ได้
ภายในสิบปี นบั แตว่ นั ดงั กลา่ วตามมาตรา ๒๗๑ การท่ีโจทกท์ ่ี ๑
228
ย่ืนคาร้องขอให้ศาลออกหมายบงั คบั คดีแก่จาเลยท่ี ๑ ในวนั ที่
๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แล้วนาเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีไปยึด
ทรัพย์ของจาเลยที่ ๑ จึงเป็ นกรณีท่ีโจทก์ที่ ๑ มิไดด้ าเนินการ
บงั คบั คดีเสียภายในสิบปี ยอ่ มหมดสิทธิที่จะบงั คบั คดีแก่จาเลย
ท่ี ๑ และไม่ชอบที่ศาลจะออกหมายบงั คบั คดีให้แก่โจทก์ที่ ๑
ได้
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๓๗๑๔ - ๓๗๑๗/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๕๗
วนั ท่ี ๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๘ ศาลช้นั ตน้ มีคาพิพากษาคดีตอ้ งห้าม
อุทธรณ์ในขอ้ เท็จจริง จาเลยย่ืนอุทธรณ์วนั ท่ี ๒๙ พฤศจิกายน
๒๕๓๘ ศาลช้นั ตน้ มีคาส่งั ไม่รับอุทธรณ์ในวนั ดงั กล่าว คดีจึง
ถึงที่สุ ดต้ังแต่ระยะเวลาอุทธรณ์สิ้ นสุ ดลงในวันที่ ๓๐
พฤศจิกายน ๒๕๓๘ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง เม่ือ
โจทก์ยื่นคาขอให้ออกหมายบงั คับคดีตามคาพิพากษาศาล
ช้นั ตน้ ในวนั ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๘ โดยนาเจ้าพนกั งานบงั คบั
คดีไปยงั ที่ดินพิพาทในวนั ที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ และเจ้า
พนกั งานบงั คบั คดีไดป้ ิ ดประกาศกาหนดเวลาใหจ้ าเลยท้งั ห้าร้ือ
ถอนโรงเรื อนและสิ่ งปลูกสร้ างออกไปจากท่ีดิ นพิพาทในวนั
เดียวกัน หากไม่ดาเนินการเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีจะทาการร้ือ
ถอนในวนั ที่ ๗ ธนั วาคม ๒๕๔๘ จึงเป็ นการดาเนินการบงั คบั
229
คดีภายใน ๑๐ ปี นบั แต่วนั มีคาพิพากษาถึงท่ีสุดตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๗๑ แลว้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๕๔๖/๒๕๕๖ ฎ. ๔๙๔ โจทก์
ดาเนินการบังคับคดีโดยขอให้เจ้าพนักงานบงั คับคดีอายดั
เงินเดือนของจาเลยท่ี ๑ และที่ ๒ ซ่ึงบริษทั ท. ไดส้ ่งเงินตามท่ี
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีอายดั รายเดือน ให้เจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ตลอดมา แต่ยงั ไม่ครบหน้ีตามหมายบังคับคดี เมื่อโจทก์
ดาเนินการบงั คบั คดีมาโดยตลอด ดงั น้ี แม้เกิน ๑๐ ปี นับแต่
วนั ที่ศาลมีคาพิพากษา โจทก์ก็ยงั สามารถดาเนินการบงั คบั คดี
ตอ่ ไปไดจ้ นกวา่ จะบงั คบั คดีแลว้ เสร็จได้
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๐๑๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๐๐
กาหนดระยะเวลาบงั คบั คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ ท่ีให้
เจา้ หน้ีตามคาพิพากษาร้องขอให้บงั คบั คดีตามคาพิพากษาหรือ
คาสั่งได้ภายใน ๑๐ ปี นับแต่วันมีคาพิพากษาหรื อคาสั่งน้ัน
หมายถึงวนั ท่ีมีคาพิพากษาถึงท่ีสุด ศาลช้นั ต้นพิพากษาให้
จาเลยชาระหน้ีแก่โจทก์เม่ือวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ ไม่มี
คู่ความฝ่ ายใดอุทธรณ์ คาพิพากษาถึงท่ีสุดต้ังแต่วนั ท่ี ๑๖
มกราคม ๒๕๔๒ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๗ วรรคสอง โจทก์
ร้องขอให้เจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดท่ีดินตามหนงั สือรับรองการ
230
ทาประโยชน์ของจาเลยเพ่ิมเติมเม่ือวนั ท่ี ๙ มกราคม ๒๕๕๒
จึงถือไดว้ ่าโจทก์ซ่ึงเป็ นเจ้าหน้ีตามคาพิพากษาไดร้ ้องขอให้
บงั คบั คดีตามคาพิพากษาภายใน ๑๐ ปี นบั แต่วนั ที่มีคาพิพากษา
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ แลว้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๖๔๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๑๖๔
ศาลช้นั ตน้ มีคาพิพากษาเม่ือวนั ท่ี ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ และ
ออกหมายบงั คบั คดีวนั ท่ี ๒๔ มีนาคม ๒๕๔๘ โจทก์ขอให้
เจ้าพนกั งานบงั คบั คดียึดที่ดินเมื่อวนั ที่ ๒๐ ธนั วาคม ๒๕๕๐
ซ่ึงเป็ นการร้องขอให้บังคบั คดีตามคาพิพากษา เจ้าหน้ีตาม
คาพิพากษาตอ้ งขอให้ศาลออกหมายบังคบั คดีและตอ้ งแจง้ ให้
เจา้ พนักงานบงั คบั คดีทราบว่าศาลไดอ้ อกหมายบงั คบั คดีแลว้
ท้งั ตอ้ งแถลงตอ่ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีขอให้ยดึ ทรัพยข์ องลกู หน้ี
ตามคาพิพากษาภายใน ๑๐ ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๑ กรณีจึง
ถือได้ว่าโจทก์ไดด้ าเนินการตามข้นั ตอนในการขอบงั คบั คดี
ครบถ้วนภายในกาหนดดังกล่าวแล้ว แม้จะได้ความว่า
เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีไม่ดาเนินการยึดทรัพยเ์ นื่องจากสาเนา
โฉนดท่ีดินมีชื่อ ป. เป็นผถู้ ือกรรมสิทธ์ิกต็ าม แต่โจทก์กย็ ื่นฟ้ อง
ขอให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจาเลยกับ ป. โดยคดีอยู่ใน
ระหว่างพิจารณาซ่ึงหากถึงที่สุดโดยศาลพิพากษากลบั ใส่ชื่อ
231
จาเลยเป็ นผูถ้ ือกรรมสิทธ์ิในโฉนดที่ดินตามเดิม โจทก์ซ่ึงเป็ น
เจ้าหน้ีตามคาพิพากษาก็มีสิทธิบงั คบั คดี โดยนาเจ้าพนักงาน
บงั คบั คดีไปทาการยึดท่ีดินของจาเลยภายหลงั ซ่ึงเกินกาหนด
๑๐ ปี ได้ การท่ีโจทก์ย่ืนคาร้องขอขยายระยะเวลาในการบงั คบั
คดีออกไปเกิน ๑๐ ปี กรณีไมม่ ีเหตทุ ่ีจะตอ้ งให้ศาลมีคาสง่ั ให้รอ
ผลคาพิพากษาในคดีที่โจทก์ฟ้ องขอให้เพิกถอนการโอนท่ีดิน
ระหว่างจาเลยกบั ป. แต่อยา่ งใด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉยั ว่าไม่มี
เหตุท่ีจะตอ้ งขยายระยะเวลาในการบงั คบั คดีจึงชอบแลว้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๙๖/๒๕๕๔ ฎ. ๒๓๓๑ คา
พิพากษาศาลช้นั ตน้ ระบไุ วช้ ดั แจ้งว่า หากจาเลยไม่ชาระหน้ีให้
ยึดห้องชุดซ่ึงเป็ นทรัพยจ์ านองออกขายทอดตลาด หากไดเ้ งิน
ไม่พอชาระหน้ีใหย้ ึดทรัพยส์ ินอื่นของจาเลยออกขายทอดตลาด
นาเงินมาชาระหน้ีแก่โจทก์จนครบ การบงั คบั คดีตอ้ งเป็ นไป
ตามลาดบั ของคาพิพากษา เม่ือยงั ขายทอดตลาดห้องชุดซ่ึงเป็ น
ทรัพยจ์ านองไม่ได้ การบงั คบั คดีตามลาดบั แรกจึงยงั ไม่เสร็จ
สิ้น โจทก์จะขอบงั คบั ชาระหน้ีจากทรัพย์สินอ่ืนของจาเลยใน
ลาดบั ต่อไปยงั ไม่ได้ จึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคาสัง่ เจา้ พนกั งาน
บงั คบั คดีและไมม่ ีเหตุใหเ้ จา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดทรัพยส์ ินอื่น
ของจาเลยออกขายทอดตลาด
232
โจทก์นาเจ้าพนกั งานบงั คบั คดียึดห้องชุดทรัพยจ์ านอง
ของจาเลยเพื่อออกขายทอดตลาด แม้ศาลช้ันต้นจะยังไม่
อนุญาตให้ขายทอดตลาดเพราะเหตุเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีระบุ
รายละเอียดของทรัพยท์ ี่ยึดและขออนุญาตขายผิดพลาดไปและ
หากขายทอดตลาดก็ไม่แน่นอนว่าจะไดร้ าคาคุม้ หน้ีโจทก์ตาม
คาพิพากษาหรือไม่ ทาให้โจทก์ไม่อาจยึดทรัพย์สินอื่นของ
จาเลยเพิ่มเติมได้ แต่โจทก์ไดข้ อให้เจ้าพนักงานบงั คบั คดียึด
ทรัพยส์ ินอ่ืนคือท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๒๒๔๐๘ ของจาเลยเพิ่มเติม
เนื่องจากจาเลยมีหน้ีจานวนมากและใหร้ อการขายทอดตลาดไว้
ก่อน เมื่อขายทรัพยจ์ านองได้เงินไม่พอชาระหน้ีแล้วให้ขาย
ทอดตลาดทรัพย์ท่ียึดเพ่ิมเติมต่อไป อันเป็ นการร้องขอให้
เจ้าพนักงานบังคบั คดีดาเนินการบงั คับคดีแก่ทรัพย์สินอื่น
ภายในสิบปี นบั แต่วนั มีคาพิพากษาโดยอาศยั และตามคาบงั คบั
ท่ีออกตามคาพิพากษาและตามหมายบงั คับคดี เมื่อโจทก์
ได้ปฏิบตั ิตามข้นั ตอนครบถ้วนภายในเวลาการบงั คบั คดีแล้ว
การยดึ ทรัพยด์ งั กลา่ วหรือไม่เป็ นหน้าท่ีของเจ้าพนกั งานบงั คบั
คดีจะดาเนินการต่อไป แม้โจทก์จะยึดเกินสิบปี นับแต่วัน
มีคาพิพากษา ก็ถือได้ว่าโจทก์ได้ร้องขอให้บงั คับคดีตาม
คาพิพากษาภายในสิบปี นบั แต่วนั มีคาพิพากษาตาม ป.วิ.พ.
233
มาตรา ๒๗๑ แลว้ โจทกย์ อ่ มมีสิทธิขอใหเ้ จา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ยึดที่ดินดงั กล่าวของจาเลยได้หากขายทอดตลาดหลกั ทรัพย์
จานองได้เงินไม่พอชาระหน้ี จึงไม่มีเหตุท่ีโจทก์จะขอขยาย
ระยะเวลาการบงั คบั คดีออกไปอีก
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๕๖๔๕/๒๕๕๕ ฎ. ๒๙๘๕ โจทก์
และจาเลยท้งั สามตกลงทาสัญญาประนีประนอมยอมความกนั
โดยตกลงให้จาเลยท้งั สามนาทรัพยจ์ านองตีชาระหน้ีแก่โจทก์
ผลของสญั ญาประนีประนอมยอมความยอ่ มทาให้หน้ีเดิมระงบั
โจทก์และจาเลยท้ังสามต้องผูกพนั กันตามมูลหน้ีใหม่ โดย
จาเลยท้งั สามตอ้ งโอนกรรมสิทธ์ิทรัพยจ์ านองให้แก่โจทก์ เม่ือ
จาเลยท้งั สามไม่ชาระหน้ี โจทก์ชอบท่ีจะบงั คบั คดีโดยถือเอา
คาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจาเลยที่ ๑ ตามที่ระบไุ วใ้ น
สัญญาประนีประนอมยอมความ หามีสิทธิเลือกบงั คบั คดีดว้ ย
วิ ธี ก าร ยึดท รั พ ย์จ านอ ง พ ร้ อ มส่ิ ง ป ลูก สร้ าง เ พื่ อ นาอ อ ก ข า ย
ทอดตลาดแลว้ นาเงินมาชาระหน้ีตามมูลหน้ีเดิมแก่โจทกไ์ ม่
คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๔๖๒/๒๕๕๕ ฎ. ๑๙๗๑ โจทก์
แถลงต่อศาลและร้องขอต่อเจ้าพนักงานบงั คบั คดีให้อายดั
เงินเดือนของจาเลยเดือนละ ๖,๕๐๐ บาท ๘,๐๐๐ บาท และ
๕,๐๐๐ บาท ตามลาดบั แสดงว่าโจทก์สมคั รใจยินยอมตกลง
234
เกี่ยวกบั คา่ อปุ การะเล้ียงดกู บั จาเลยใหม่หลงั จากทราบว่าจาเลย
อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชาระเงินให้โจทก์ได้ตามจานวน
ท่ีตกลงกันในสัญญาประนี ประนอมยอมความซ่ึ งศาล
มีคาพิพากษาตามยอม และศาลได้บนั ทึกไวใ้ นสานวนความ
การท่ีโจทก์ตกลงกบั จาเลยตามขอ้ ความที่ศาลบนั ทึกไวเ้ ช่นน้ี
จึงเป็ นเรื่องระหว่างโจทก์กบั จาเลยที่ตกลงกนั เองตามความ
สมคั รใจว่าจะบงั คบั ตามสัญญาประนีประนอมยอมความน้ัน
เพียงใดหรือไม่ ซ่ึงอาจตกลงกนั เป็ นอย่างอื่นไดโ้ ดยไม่ถือว่า
เป็ นการผิดสญั ญาประนีประนอมยอมความ หาใช่เป็ นเร่ืองท่ี
ศาลมีคาสั่งแกไ้ ขในเร่ืองค่าอุปการะเล้ียงดูไม่ เม่ือโจทก์ไดร้ ับ
เงินจากจาเลยตามขอ้ ตกลงใหม่ที่แถลงต่อศาลจนกระทงั่ บุตร
ผเู้ ยาวท์ ้งั สองอายคุ รบ ๒๕ ปี บริบูรณ์ จึงถือว่าจาเลยไดป้ ฏิบตั ิ
ตามขอ้ ตกลงใหมค่ รบถว้ นแลว้ โจทก์จะอา้ งว่าจาเลยชาระเงิน
ยงั ไม่ครบถว้ นและขอให้บงั คบั คดีตามขอ้ ตกลงเดิมในสญั ญา
ประนีประนอมยอมความหาไดไ้ ม่
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๓๘๔/๒๕๕๕ ฎ. ๑๒๗๓ แม้
โจทก์และสามีโจทก์ทาบนั ทึกว่าไดบ้ ริจาคเงิน ๗๗,๐๐๐ บาท
ตามท่ีจาเลยคา้ งชาระอยู่ตามสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โรงเรียน บ.
235
เพ่ือนาไปสมทบเงินกองทุนสวสั ดิการเงินยืมกู้ของโรงเรียน
กต็ าม แต่โจทก์ก็ยงั ปฏิเสธและโตแ้ ยง้ บนั ทึก เน่ืองจากโรงเรียน
บ. ไม่มีกองทุนสวสั ดิการเงินกู้ และโจทก์ไม่รับรองจานวนหน้ี
ที่จาเลยอา้ งว่าคงเหลือเพียง ๖๐,๐๐๐ บาทเศษ บนั ทึกของโจทก์
และสามีโจทก์จึงยงั มีขอ้ โตแ้ ยง้ อย่เู กี่ยวกบั จานวนหน้ีและการ
ชาระหน้ีรวมท้งั จานวนหน้ีที่คงเหลือซ่ึงเป็ นเรื่องที่กระทานอก
ศาลโดยศาลมิไดร้ ับรู้ดว้ ย และหากมีการดาเนินการตามบนั ทึก
นอกศาลไปแลว้ หรือไม่อยา่ งไร เป็ นเรื่องที่จาเลยตอ้ งว่ากล่าว
กบั โจทก์เป็นอีกส่วนหน่ึง จาเลยจะนามาอา้ งเป็นเหตุเพื่อขอให้
ศาลมีคาสงั่ งดการขายทอดตลาดและถอนการบงั คบั คดีท้งั ๆ ที่
โจทก์ยงั ปฏิเสธอยหู่ าไดไ้ ม่
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๗๖
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๗๓๔๒/๒๕๕๕ ฎ. ๒๐๘๒ ศาล
อุทธรณ์พิพากษายนื ตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้ คาพิพากษาศาล
ช้นั ตน้ ยงั มีผลบงั คบั ใช้อยู่และยอ่ มผูกพนั คู่ความตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๕ วรรคหน่ึง และไม่จาต้องส่งคาบงั คบั ให้จาเลย
ทราบใหม่ การท่ีจาเลยทราบคาบังคบั ตามคาพิพากษาศาล
236
ช้นั ตน้ ตามมาตรา ๒๗๒ แลว้ ไม่ปฏิบตั ิตาม ศาลช้นั ต้นชอบท่ี
จะออกหมายบงั คบั คดีตามมาตรา ๒๗๖ วรรคหน่ึงได้ ไม่มีเหตุ
ท่ีจะเพิกถอนหมายบงั คบั คดี
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๗๘
คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๑๑๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๒๒ การ
ท่ีเจ้าพนักงานบงั คบั คดีดาเนินการตามหมายบงั คบั คดีโดยทา
การยึดและขายทอดตลาดทรัพยส์ ินของจาเลยรวมท้งั รับเงินที่
ไดจ้ ากการขายทอดตลาด ๒๕,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไวเ้ พื่อชาระหน้ี
ตามคาพิพากษาให้แก่โจทก์เม่ือวนั ที่ ๗ ธนั วาคม ๒๕๔๔ เป็ น
การกระทาไปในฐานะเป็ นผูแ้ ทนโจทก์ซ่ึงเป็ นเจ้าหน้ีตามคา
พิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗๘ ถือไดว้ ่าเงินที่เจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดีได้รับจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจาเลย
ดงั กล่าว เป็ นเงินท่ีโจทก์ได้รับชาระหน้ีตามคาพิพากษาซ่ึงมี
จานวนเพียงพอชาระหน้ีตามคาพิพากษาใหแ้ ก่โจทก์แลว้ โจทก์
จึงมีสิทธิเรียกดอกเบ้ียในจานวนเงินตามคาพิพากษาถึงวนั ท่ี ๗
ธนั วาคม ๒๕๔๔ อนั เป็ นวนั ขายทอดตลาดเท่าน้นั หาใช่วนั ที่
คาสงั่ ให้ผูร้ ้องไดร้ ับชาระหน้ีบุริมสิทธิถึงที่สุดไม่ เพราะความ
237
ล่าช้าจนถึงกาหนดวันดงั กล่าวเกิดจากการต่อสู้คดีระหว่าง
โจทกก์ บั ผรู้ ้องโดยจาเลยไม่มีส่วนเกี่ยวขอ้ ง
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๐
คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๓๗
โจทก์และจาเลยทาสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมี
ขอ้ ตกลงว่า โจทกต์ กลงจ่ายเงินใหแ้ ก่จาเลย ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
ภายในกาหนด ๒ ปี นับแต่วนั ทาสัญญาประนีประนอมยอม
ความ เมื่อโจทก์ชาระเงินครบ จาเลยตกลงจดทะเบียนโอน
กรรมสิทธ์ิท่ีดินโฉนดเลขที่ ๒๖๗๐๙ ซ่ึงมีช่ือจาเลยให้แก่ผูร้ ้อง
ทนั ที หากโจทก์ไม่ชาระเงินภายในกาหนดให้ถือว่าโจทก์ตก
เป็ นผผู้ ิดนดั ให้จาเลยดาเนินการบงั คบั คดีไดท้ นั ที โดยการนา
ท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๒๖๗๐๙ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขาย
ทอดตลาดนาเงินมาชาระหน้ีต่อไป ดงั น้นั เม่ือปรากฏว่าโจทก์
เป็ นฝ่ ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมิไดจ้ ่ายเงิน
ให้แก่จาเลย จาเลยชอบท่ีจะร้องขอให้ศาลช้นั ต้นออกหมาย
บงั คบั คดีให้บงั คบั ไปตามคาพิพากษาดว้ ยการนาโฉนดท่ีดิน
เลขท่ี ๒๖๗๐๙ พร้อมส่ิงปลูกสร้างออกขายทอดตลาดได้ การท่ี
ผรู้ ้องจะไดร้ ับความเสียหายน้นั ผรู้ ้องจะตอ้ งเป็นผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย
238
ในวิธีบงั คบั คดีอนั เก่ียวดว้ ยทรัพยส์ ินที่มีการบงั คบั ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๘๐ แต่ตามสญั ญาประนีประนอมยอมความผูร้ ้องจะมี
สิทธิไดร้ ับโอนท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๒๖๗๐๘ ก็ต่อเม่ือโจทก์ชาระ
เงินให้แก่จาเลยครบถว้ นเสียก่อน เม่ือโจทก์เป็ นฝ่ ายผิดสัญญา
ประนีประนอมยอมความโดยไม่ชาระเงินให้แก่จาเลย สิทธิท่ี
ผูร้ ้องจะได้รับโอนที่ดินจึงยงั ไม่เกิดข้ึน ถือไม่ได้ว่าผู้ร้อง
เป็ นผูม้ ีส่วนได้เสียในวิธีบงั คบั คดีเกี่ยวด้วยทรัพย์สินอย่างใด
อยา่ งหน่ึงตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๐ ผรู้ ้องจึงไมม่ ีสิทธิยื่นคาร้อง
ขอให้ศาลสง่ั งดการบงั คบั คดีไวก้ ่อน
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๒
คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๑๑๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๓๕ เมื่อ
ขอ้ เท็จจริงปรากฏในคดีหมายเลขแดงที่ ๗๐๘/๒๕๕๕ ของ
ศาลช้นั ต้นที่ผูร้ ้องขอให้ถอนจาเลยออกจากการเป็ นผูจ้ ดั การ
มรดกของ บ. โดยศาลช้นั ตน้ วินิจฉัยว่าพินยั กรรมที่จาเลยอา้ ง
ในการยื่นคาร้องขอให้ศาลต้งั จาเลยเป็ นผูจ้ ดั การมรดกของ บ.
เป็นโมฆะ ศาลช้นั ตน้ จึงมีคาสง่ั ให้ถอนจาเลยออกจากการเป็ น
ผจู้ ดั การมรดกของ บ. กรณีจึงถือได้ว่า ขณะที่จาเลยในฐานะ
ผจู้ ดั การมรดกโอนท่ีดินพิพาทซ่ึงเป็นทรัพยม์ รดกของ บ. ใหแ้ ก่
239
ตนเองในฐานะส่วนตวั โดยไม่มีสิทธิจะกระทาได้ จึงเป็นการทา
นิติกรรมซ่ึงตนมีส่วนไดเ้ สียเป็ นปฏิปักษต์ ่อกองมรดกของ บ.
อนั เป็ นการต้องห้ามโดยแจ้งชดั ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๒๒
นิติกรรมการโอนจึงตกเป็ นโมฆะตามมาตรา ๑๕๐ ถือเสมือน
ว่าไม่ได้มีนิติกรรมการโอนเกิดข้ึนเลย กรรมสิทธ์ิในที่ดิน
พิพาทจึงยงั เป็นทรัพยม์ รดกท่ีตกทอดแก่ทายาท
หลงั จากศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั ถอนจาเลยออกจากการเป็ น
ผจู้ ดั การมรดกของ บ. แลว้ ผรู้ ้องไดฟ้ ้ องจาเลยต่อศาลช้นั ตน้
ขอใหก้ ารจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขท่ี ๓๕๖๙ ท่ีจาเลยโอน
ให้ตนเองเป็ นโมฆะ และให้เพิกถอนการโอนดงั กล่าวกบั ให้
กาจดั จาเลยไมใ่ ห้รับมรดกท่ีดินเฉพาะที่ปิ ดบงั ยกั ยอกไป ซ่ึงคดี
ถึ ง ที่ สุ ด โ ด ย ศ า ล ช้ ันต้น พิ พ า ก ษ า ใ ห้ จ าเ ล ย โ อ น ที่ ดิ น แ ป ล ง
ดงั กล่าวท่ีพิพาทในคดีน้ีคืนแก่กองมรดกของ บ. และกาจัด
จาเลยออกจากการเป็นทายาทโดยธรรมของ บ. ดงั น้นั แมโ้ จทก์
ท้งั สองจะอา้ งวา่ โจทกร์ ับจานองท่ีดินพิพาทโดยสุจริตและเสีย
คา่ ตอบแทนกต็ าม แต่เมื่อจาเลยไม่ใช่เจา้ ของในกรรมสิทธ์ิท่ีดิน
พิพาท โจทก์ท้งั สองจึงไม่เป็ นผูร้ ับจานองที่ดินพิพาทไวโ้ ดย
ชอบ จึงไม่มีสิทธิที่จะบงั คบั เอาแก่ท่ีดินซ่ึงมิใช่กรรมสิทธ์ิของ
จาเลยลูกหน้ีตามคาพิพากษาได้ การบงั คบั คดีของโจทก์จึงเป็ น
240
การบงั คบั คดีเอาแก่ทรัพยส์ ินของบุคคลภายนอกอนั เป็ นการ
ฝ่ าฝื นต่อ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๒ วรรคหน่ึง ท่ีศาลช้นั ต้นออก
หมายบังคบั คดีตามคาขอของโจทก์ท้งั สองจึงเป็ นการออก
หมายบงั คบั คดีโดยไม่ชอบดว้ ยบทบญั ญตั ิของกฎหมาย ปัญหา
ดังกล่าวเป็ นปัญหาอันเก่ียวด้วยความสงบเรี ยบร้อยของ
ประชาชน ศาลฎีกามีอานาจหยิบยกข้ึนวินิจฉัยไดต้ าม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๔
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๘๑๓๖/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๒๐๘
โจทก์นาเจ้าพนกั งานบงั คบั คดียึดห้องชุดของจาเลยออกขาย
ทอดตลาด หากจาเลยเห็นว่าเจ้าพนกั งานบงั คบั คดียึดทรัพยส์ ิน
ดงั กล่าวเกินกวา่ กรณีจาเป็นแก่การบงั คบั คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๘๔ วรรคหน่ึง จาเลยชอบท่ีจะโตแ้ ยง้ ต่อเจา้ พนกั งานบงั คบั
คดี หรือยน่ื คาร้องตอ่ ศาลช้นั ตน้ ใหว้ ินิจฉยั ว่าการยึดทรัพยช์ อบ
ดว้ ยกฎหมายหรือไม่ การท่ีเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีขอถอนการยึด
ทรัพยส์ ินดงั กล่าว แต่ศาลช้นั ตน้ ยกคาร้องเพราะไม่มีพยานมา
ไต่สวนให้รับฟังได้ตามคาขอ จึงเป็ นเรื่ องระหว่างศาลกับ
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดี ซ่ึงเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีเป็นเจา้ พนกั งาน
241
ที่ตอ้ งปฏิบตั ิตามคาสงั่ หรือคาพิพากษาของศาล ย่อมไม่มีสิทธิ
อุทธรณ์คาสง่ั ของศาลช้นั ตน้ ดงั กล่าว ดงั น้ี จาเลยซ่ึงมิไดโ้ ตแ้ ยง้
การยดึ และมีคาขอให้เพิกถอนการยึดมาต้งั แต่ตน้ จะใชส้ ิทธิยื่น
อุทธรณ์คาสั่งของศาลช้นั ตน้ ท่ีไม่อนุญาตให้ถอนการยึดแทน
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไม่ได้
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๗
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๑๒๑๑/๒๕๕๖ ฎ. ๘๕ ผรู้ ้องท้งั สอง
ได้ที่ดินและบ้านพิพาทโดยการรับมรดกของ ว . ซ่ึงศาล
พิพากษาให้ บ. ในฐานะผจู้ ดั การมรดกของ ว. จดทะเบียนโอน
ที่ดินและบา้ นเฉพาะส่วนของผูร้ ้องท้งั สองให้แก่ผรู้ ้องท้งั สอง
หาก บ. ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคาพิพากษาแทนการแสดง
เจตนา ถือไดว้ ่าเป็ นการได้มาซ่ึงอสังหาริมทรัพย์โดยทางอ่ืน
นอกจากนิติกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แม้
ต่อมาคดีถึงท่ีสุดโดยคาพิพากษาให้เพิกถอนการขายที่ดินและ
บา้ นพิพาท ระหว่าง บ. กบั ส. เฉพาะส่วนของผูร้ ้องท้งั สอง
หลงั จาก ส. ถึงแก่ความตาย และ ข. ผจู้ ดั การมรดกของ ส. ได้
ขายท่ีดินและบ้านพิพาทให้แก่จาเลยท่ี ๑ และได้มีการจด
ทะเบียนซ้ือขายโอนกรรมสิทธ์ิให้แก่จาเลยท่ี ๑ แล้ว เมื่อ
242
ระหว่างการพิจารณาคดีผูร้ ้องท้งั สองมิได้ขออายดั ท่ีดินไว้
โจทก์ไดร้ ับจดทะเบียนจานองท่ีดินและบา้ นพิพาทจากจาเลยที่
๑ โดยสุจริตและเสียคา่ ตอบแทน การจานองยอ่ มสมบรู ณ์ ผรู้ ้อง
ท้งั สองยอ่ มไม่อาจยกสิทธิอนั ยงั มิไดจ้ ดทะเบียนข้ึนต่อสู้โจทก์
ซ่ึงเป็นบุคคลภายนอกผไู้ ดส้ ิทธิจานองโดยเสียค่าตอบแทนและ
โดยสุจริตและไดจ้ ดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแลว้ ไดต้ าม ป.พ.พ.
มาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง แมผ้ ูร้ ้องท้งั สองจะไดร้ ับสิทธิมาตาม
คาพิพากษาของศาล ผูร้ ้องท้งั สองก็ไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วน
ของผรู้ ้องท้งั สองจากโจทก์
คาพิพากษาฎีกาที่ ๙๗๖๑/๒๕๕๕ ฎ. ๓๐๙๔ แมผ้ ูร้ ้อง
มีส่วนเป็นเจา้ ของรวมในท่ีดินพิพาทซ่ึงเป็นมรดกของ บ. ผตู้ าย
๑ ใน ๗ ส่วน แต่จาเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. จด
ทะเบียนใส่ชื่อของจาเลยเป็ นผูถ้ ือกรรมสิทธ์ิในที่ดินโฉนด
พิพาทเพียงคนเดียว แลว้ นาไปจดทะเบียนจานองเพื่อประกัน
หน้ีไว้แก่โจทก์เม่ือวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๒๘ และจด
ทะเบียนข้ึนเงินจานองถึง ๙ คร้ัง โดยผูร้ ้องและบรรดาทายาท
อื่นของ บ. ไม่ไดโ้ ตแ้ ยง้ คดั คา้ น ผูร้ ้องและพี่นอ้ งคนอ่ืนซ่ึงเป็ น
บตุ รของจาเลยยงั เคยเจรจากบั โจทก์ และภายหลงั โจทกย์ ่ืนฟ้ อง
จาเลยแล้ว ในช้นั พิจารณาของศาลผูร้ ้องยงั มีส่วนเจรจากับ
243
โจทก์โดยขอให้โจทก์ยอมลดยอดหน้ีใหแ้ ก่จาเลยจนจาเลยและ
โจทก์ตกลงทาสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวนั ท่ี ๑๕
สิงหาคม ๒๕๔๕ และเม่ือมีการยึดที่ดินออกขายทอดตลาด
ผรู้ ้องยงั ไดไ้ ปดูแลการขายทอดตลาดแทนจาเลยดว้ ย แสดงว่า
ตลอดระยะเวลาประมาณ ๒๐ ปี นบั แต่จาเลยนาที่ดินพิพาทไป
จดทะเบียนจานองไวแ้ ก่โจทก์ ผูร้ ้องรู้มาโดยตลอดแต่ไม่เคย
โตแ้ ยง้ หรือคดั คา้ นท่ีจาเลยนาที่ดินพิพาทจานองไว้แก่โจทก์
แสดงวา่ ผรู้ ้องมีเจตนาใหจ้ าเลยแสดงตนเป็นเจา้ ของท่ีดินพิพาท
แตผ่ เู้ ดียวโดยยินยอมให้จาเลยจานองท่ีดินพิพาทได้ การจานอง
จึงผกู พนั ผรู้ ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๖๑ วรรคสอง ผรู้ ้องไม่มี
สิทธิขอกนั ส่วนในที่ดินพิพาทออกจากการขายทอดตลาด
คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๒๘๘
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๘๕/๒๕๕๖ ฎ. ๔๔๐ ผู้ร้อง
บรรยายคาร้องวา่ ผรู้ ้องและจาเลยมีช่ือเป็ นเจา้ ของที่ดิน น.ส.๓
จาเลยไดส้ ่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนของตนให้แก่ผูร้ ้อง
ผรู้ ้องไดค้ รอบครองทาประโยชน์ในท่ีดินท้งั หมดมาตลอดเป็ น
เวลา ๓๐ ปี แลว้ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีขายทอดตลาดที่ดินโดย
ไม่เคยส่งหมายแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ผูร้ ้องทราบ
244
ตอ่ มาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีแจง้ ใหผ้ รู้ ้องไปรับเงินส่วนแบ่งท่ีได้
จากการขายทอดตลาด ผรู้ ้องจึงทราบเร่ือง ขอให้เพิกถอนการ
ขายทอดตลาด ดงั น้ี ตามคาร้องผูร้ ้องอ้างว่าผูร้ ้องเป็ นเจา้ ของ
ที่ดินท่ีโจทก์นายึด จาเลยไม่ใช่เจ้าของ แมผ้ ูร้ ้องอา้ งมาดว้ ยว่า
เจ้าพนักงานบังคบั คดีไม่ได้ส่งหมายแจ้งประกาศการขาย
ทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ก็เป็ นเร่ื องที่ผู้ร้องมุ่งหมายให้
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีปลอ่ ยทรัพยส์ ินท่ียดึ คืนแก่ผรู้ ้อง เป็นกรณี
ท่ีตอ้ งดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็ นการย่ืนคาร้องขอให้
ศาลมีคาส่ังให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๙๖ ซ่ึงการขอให้เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีปล่อยทรัพยส์ ิน ผรู้ ้อง
จะตอ้ งย่ืนคาร้องขอตอ่ ศาลก่อนท่ีไดเ้ อาทรัพยส์ ินเช่นว่าน้ีออก
ขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เมื่อเจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดีไดข้ ายทอดตลาดท่ีดินไปต้งั แต่ก่อนผรู้ ้องยืน่ คาร้องขอ
จึงล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกาหนด ผูร้ ้องจึงไม่มีสิทธิ
ยน่ื คาร้องขอให้ปลอ่ ยทรัพยไ์ ด้
คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๙๐๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๒๒ ตาม
คาร้องของผูร้ ้องท่ีกล่าวอา้ งว่า บา้ นตึกช้นั เดียวและโกดงั เก็บ
ของบนที่ดินท่ีโจทกน์ าเจา้ พนกั งานบงั คบั คดียดึ มิใชท่ รัพยข์ อง
จาเลย แต่เป็ นทรัพยข์ องผูร้ ้อง ขอให้ถอนการยึดบา้ นตึกช้นั
245
เดียวและโกดงั เก็บของที่โจทก์นายึดไวอ้ อกจากการบงั คบั คดี
น้ัน ผู้ร้องมีความมุ่งหมายเพื่อได้รับผลท่ีจะให้เจ้าพนักงาน
บงั คบั คดีปล่อยทรัพยส์ ินท่ียึดคืนให้แก่ผูร้ ้อง เป็ นกรณีท่ีผรู้ ้อง
ร้องขอให้ปล่อยทรัพยส์ ินตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็ น
การยื่นคาร้องขอให้เพิกถอนการบังคบั คดีแต่อย่างใด เม่ือ
คาร้องของผรู้ ้องเป็นคาร้องขอให้ปล่อยทรัพยส์ ิน จึงเป็ นคดีที่มี
คาขอให้ปลดเปล้ืองทุกข์อนั อาจคานวณเป็ นราคาเงินได้ ซ่ึง
ผูร้ ้องตอ้ งเสียค่าข้ึนศาลตามทุนทรัพยท์ ี่ขอให้ปล่อยทรัพยส์ ิน
เม่ือผรู้ ้องไม่ชาระค่าข้ึนศาลภายในเวลาท่ีกาหนด ท่ีศาลช้นั ตน้
ไมร่ ับคาร้องของผรู้ ้องจึงชอบแลว้
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๓๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๑ น. ๙๙
ผรู้ ้องกล่าวอา้ งมาในคาร้องว่า ผรู้ ้องเป็นบุตรและผจู้ ดั การมรดก
ตามคาสง่ั ศาลของจาเลย และเป็ นผูร้ ับโอนมรดกท่ีดินโฉนด
เลขท่ี ๙๕๕๑ ตาบลวงั มะนาว อาเภอปากท่อ จงั หวดั ราชบุรี
ผรู้ ้องปลูกสร้างบา้ นเลขท่ี ๗/๑ ลงบนที่ดินโฉนดเลขท่ี ๙๕๕๑
ซ่ึงเป็ นทรัพยม์ รดกของจาเลยหลงั จากจาเลยเสียชีวิตแล้ว แต่
โจทก์นาเจ้าพนกั งานบงั คบั คดียึดท่ีดินแปลงดงั กล่าวพร้อมส่ิง
ปลกู สร้างบนท่ีดินรวมถึงบา้ นเลขท่ี ๗/๑ ซ่ึงเป็นกรรมสิทธ์ิของ
ผู้ร้องด้วย จึงเป็ นการนายึดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซ่ึงตาม
246
ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๓๔ เจา้ หน้ีกองมรดกชอบแต่จะไดร้ ับชาระ
หน้ีจากทรัพยส์ ินในกองมรดกเท่าน้นั หากขอ้ เท็จจริงรับฟังได้
ตามที่ผูร้ ้องกล่าวอา้ ง บา้ นเลขที่ ๗/๑ ย่อมเป็ นทรัพย์สินของ
ผรู้ ้อง โจทกซ์ ่ึงเป็นเจา้ หน้ีกองมรดกของจาเลยหามีสิทธิบงั คบั
ชาระหน้ีไม่ การท่ีโจทก์นาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดียึดบ้านหลงั
ดงั กล่าวเป็นการโตแ้ ยง้ สิทธิของผรู้ ้อง ผรู้ ้องจึงมีสิทธิย่ืนคาร้อง
ขอตอ่ ศาลท่ีออกหมายบงั คบั คดีให้ปลอ่ ยทรัพยส์ ินเชน่ ว่าน้นั ได้
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ ชอบที่ศาลช้นั ต้นจะต้องไต่สวน
คาร้องของผรู้ ้องในส่วนน้ี
คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๖๕๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๔๐
คาร้องขอของผรู้ ้องมีขอ้ ความระบไุ วช้ ดั แจง้ อยแู่ ลว้ ว่า ผรู้ ้องได้
ทาสัญญาจะซ้ือจะขายท่ีดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทกบั จาเลย
แต่ยังชาระราคาไม่ครบตามสัญญา และจาเลยยงั มิได้จด
ทะเบียนโอนกรรมสิทธ์ิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างท่ีพิพาทให้แก่
ผรู้ ้อง กรรมสิทธ์ิในท่ีดินและส่ิงปลูกสร้างท่ีพิพาทจึงยงั มิไดต้ ก
เป็ นของผูร้ ้องทางนิติกรรม ส่วนที่ผูร้ ้องอา้ งในคาร้องขอว่า
จาเลยในฐานะผูจ้ ะขายไดม้ อบที่ดินและส่ิงปลูกสร้างท่ีพิพาท
แล้ว ก็ถือเป็ นเพียงการให้ผู้ร้องในฐานะผูจ้ ะซ้ือยึดถือแทน
จาเลยในฐานะผูจ้ ะขายเท่าน้นั ผรู้ ้องจึงไม่อาจอา้ งว่า ผูร้ ้องได้
247
กรรมสิทธ์ิด้วยการครอบครองปรปักษ์ได้ กรณีถือไม่ได้ว่า
ผรู้ ้องถูกโตแ้ ยง้ สิทธิในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาท ผูร้ ้องจึง
ไมม่ ีสิทธิย่ืนคาร้องขดั ทรัพย์ เมื่อขอ้ เทจ็ จริงดงั กลา่ วเพียงพอต่อ
การวินิจฉยั คาร้อง จึงไมม่ ีประโยชนท์ ี่ศาลช้นั ตน้ จะตอ้ งไต่สวน
พยานหลกั ฐานของผูร้ ้องแต่ประการใดอีก การที่ศาลช้นั ตน้ มี
คาสง่ั ยกคาร้องขอของผรู้ ้องโดยไม่ไต่สวนพยานหลกั ฐานของ
ผรู้ ้องก่อนจึงชอบแลว้
การท่ีศาลช้นั ตน้ ตรวจคาร้องขดั ทรัพย์ของผูร้ ้องแล้ว
เห็นว่า ผูร้ ้องไม่มีสิทธิยื่นคาร้องขอหรือไม่มีอานาจฟ้ อง จึงมี
คาสง่ั ยกคาร้องโดยไม่ไตส่ วนซ่ึงถือเป็นการยกฟ้ องตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๗๒ วรรคท้าย มีผลเป็ นการวินิจฉัยเน้ือหาหรื อ
ประเดน็ แห่งคดีแลว้ มิใช่เป็ นเพียงการสั่งไม่รับคาคู่ความตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ การที่ศาลช้นั ตน้ ไม่ส่ังคืนค่าข้ึนศาลโดย
เห็นสมควรสง่ั ใหเ้ ป็นพบั จึงชอบแลว้
คาพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๖๕-๕๔๖๖/๒๕๕๕ ฎ. ๓๒๔๐
จาเลยซ่ึงเป็ นผูเ้ ช่าตกลงสละกรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินของตน
ให้แก่ผูร้ ้องซ่ึงเป็ นผูใ้ ห้เช่าโดยสญั ญาเช่าขอ้ ๑๙ มีขอ้ ความว่า
ในกรณีผูเ้ ช่าไม่ขนยา้ ยทรัพยส์ ินหรือสิ่งของต่าง ๆ ของผูเ้ ช่า
ออกจากสถานท่ีภายใน ๓๐ วนั นบั ต้งั แตก่ ารเช่าสิ้นสุดลง ผูเ้ ช่า
248
ยิน ย อ ม ใ ห้ผู้ใ ห้ เ ช่ าค ร อ บ ค ร อ ง ท รั พ ย์สิ น ท่ี เ ช่ า แล ะ ข น ย ้า ย
ทรัพยส์ ินของผเู้ ช่าออกจากสถานท่ีเช่าได้ โดยผใู้ ห้เชา่ จะแจง้ ให้
ผูเ้ ช่ามารับคืนภายในกาหนดเวลา ๑ เดือน นับแต่วันท่ีผูเ้ ช่า
ได้รับหนังสือแจ้ง หากเลยกาหนดผู้เช่าไม่ติดต่อขอรับคืน
ให้ทรัพย์สินของผู้เช่าตกเป็ นกรรมสิทธ์ิของผู้ให้เช่า ดังน้ี
เง่ือนไขในสัญญาเช่าไม่มีลกั ษณะท่ีผูใ้ ห้เช่าไดเ้ ปรียบจนเกิน
สมควร ท้งั ไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิหา้ มไว้ สัญญาเช่าขอ้ ๑๙ จึงไม่
ขดั ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอนั ดีของประชาชน
ผรู้ ้องมีหนงั สือแจ้งให้จาเลยขนยา้ ยทรัพยอ์ อกไปจาก
สถานที่เช่า โดยส่งหนังสือไปยงั ห้องที่จาเลยเช่าและเป็ น
สานักงานแห่งใหญ่ของจาเลยซ่ึงเป็ นนิติบุคคล อันถือเป็ น
ภูมิลาเนาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘ ซ่ึงเป็ นไปตามเงื่อนไขแห่ง
สญั ญาเช่า แต่กรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินของจาเลยจะตกเป็ นของ
ผรู้ ้องตอ่ เมื่อผรู้ ้องแจง้ ใหจ้ าเลยมารับคืนภายในกาหนด ๑ เดือน
นบั แต่วนั ที่จาเลยไดร้ ับหนังสือแลว้ จาเลยไม่ติดต่อขอรับคืน
ภายในกาหนด เมื่อผรู้ ้องยงั ไม่ไดแ้ จง้ ให้จาเลยมารับทรัพยส์ ิน
ภายในกาหนด ๑ เดือน ตามเง่ือนไขสัญญาเช่าเสี ยก่อน
กรรมสิทธ์ิในทรัพยส์ ินพิพาทจึงไมต่ กเป็นของผรู้ ้องตามสัญญา
เชา่ ขอ้ ๑๙ โจทกท์ ้งั สองมีสิทธินายึดทรัพยส์ ินพิพาท
249
คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๔๒๑๘-๔๒๑๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น.
๗๕ ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เป็ นบทบงั คบั ว่า เม่ือศาล
ช้ันต้นมีคาสั่งรับคาร้องของผู้ร้องแล้ว ให้ศาลมีคาส่ังให้
ผรู้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องขอแก่โจทกห์ รือเจา้ หน้ีตามคาพิพากษา
จาเลยหรือลูกหน้ีตามคาพิพากษา และเจ้าพนักงานบงั คบั คดี
เมื่อเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไดร้ ับคาร้องขอเช่นว่าน้นั ตอ้ งงดการ
ขายทอดตลาดหรือจาหน่ายทรัพยส์ ินที่พิพาทน้นั ไวใ้ นระหว่าง
รอคาวินิ จฉัยช้ีขาดของศาล บทบัญญัติดังกล่าวหาได้
มีความหมายว่า เมื่อผู้ร้องยื่นคาร้องต่อศาลช้ันต้นแล้ว
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีตอ้ งงดการขายไวท้ ุกกรณีไม่ เมื่อคดีน้ีศาล
ช้นั ตน้ มีคาสงั่ ยกคาร้องขดั ทรัพยใ์ นช้นั ตรวจคาร้อง ศาลช้นั ตน้
จึงไม่จาต้องส่ังให้ผูร้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องแก่เจ้าพนักงาน
บงั คบั คดี และไม่มีกรณีท่ีเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีจะตอ้ งงดการ
ขายทอดตลาดไว้ การที่ผูร้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องขดั ทรัพยท์ ้งั ที่
ศาลยงั มิไดม้ ีคาสงั่ รับคาร้องขดั ทรัพยแ์ ละยงั ไม่มีคาสง่ั ให้ผูร้ ้อง
วางเงินคา่ นาส่งสาเนาคาร้องดงั กลา่ ว และเจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ยกคาร้องขอให้งดการขายทอดตลาดของผูร้ ้อง จึงมิใช่การ
กระทาที่ขดั ตอ่ มาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง
250
คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๑๔๘๔/๒๕๕๕ ฎ. ๑๕๕๙ จาเลย
ข า ย ที่ ดิ น พิ พ า ท พ ร้ อ มส่ ง มอ บ ก าร ค ร อ บ ค ร อ ง แก่ ผู้ร้ อ ง ท า
ประโยชนป์ ลูกยางพาราตามหนงั สือสัญญาการซ้ือขาย แมก้ าร
ซ้ือขายไม่ไดจ้ ดทะเบียนต่อพนกั งานเจา้ หน้าท่ีซ่ึงตกเป็ นโมฆะ
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคหน่ึง แต่ท่ีดินพิพาทเป็ นที่ดิน
มือเปลา่ ท่ีมีเพียงหนงั สือรับรองการทาประโยชน์ (น. ส.๓) เป็ น
หลกั ฐาน เจา้ ของท่ีดินมีเพียงสิทธิครอบครอง เม่ือจาเลยไดส้ ่ง
มอบการครอบครองท่ีดินพิพาทใหแ้ ก่ผรู้ ้อง ยอ่ มถือว่าจาเลยได้
สละการครอบครองในท่ีดินพิพาท แมข้ ณะซ้ือขายที่ดินพิพาทมี
ขอ้ ตกลงว่าเม่ือศาลส่ังอนุญาตให้จาเลยทานิติกรรมแทนบุตร
ผเู้ ยาว์แล้วจึงจะมีการโอนท่ีดินพิพาทให้แก่ผูร้ ้อง ก็เป็ นเรื่อง
ประสงคจ์ ะให้มีหลกั ฐานทางทะเบียนภายหลงั จากที่ได้โอน
สิทธิครอบครองแลว้ เท่าน้นั เพราะในขณะที่มีการซ้ือขายที่ดิน
พิพาทเดก็ ชาย ว. บุตรของจาเลยซ่ึงเป็นเจา้ ของร่วมยงั เป็นผเู้ ยาว์
ไม่อาจทาการโอนทางทะเบียนได้ ท่ีดินพิพาทเน้ือที่ท้งั แปลง
จานวน ๑๑ ไร่ ๑ งาน ๗๕ ตารางวา เฉพาะในส่วนท่ีเป็ นของ
จาเลยในฐานะเจา้ ของรวมจึงมีเน้ือท่ีคร่ึงหน่ึงคือ ๕ ไร่ ๒ งาน
๘๗.๕ ตารางวา ตกเป็ นสิทธิของผูร้ ้องโดยการครอบครอง
โจทก์เป็ นเจา้ หน้ีตามคาพิพากษามิใช่บุคคลภายนอกผูไ้ ดส้ ิทธิ