The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

4ถาม ตอบ วิ แพ่ง เล่ม ๘ ปี ๒๕๕๗ อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-10-26 09:49:48

4ถาม ตอบ วิ แพ่ง เล่ม ๘ ปี ๒๕๕๗ อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

4ถาม ตอบ วิ แพ่ง เล่ม ๘ ปี ๒๕๕๗ อาจารย์สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์

51

รายงานและสานวนความ
ข้อ ๔ คาถาม คดีแพ่งในศาลแขวง ศาลพิพากษาให้
จาเลยชาระเงินพร้อมดอกเบ้ียแก่โจทก์ จาเลยไม่ชาระ โจทก์
บงั คบั คดีโดยนาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดียดึ ท่ีดินซ่ึงมีชื่อจาเลยเป็น
เจา้ ของรวมตาม น.ส.๓ เพื่อขายทอดตลาดชาระหน้ีให้แก่โจทก์
เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีขายทอดตลาดที่ดินดงั กล่าวไปแลว้ เมื่อ
วนั ท่ี ๗ ตลุ าคม ๒๕๕๖ ต่อมาวนั ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ ผรู้ ้อง
ย่ืนคาร้องขอว่า ผูร้ ้องและจาเลยมีช่ือเป็ นเจ้าของท่ีดิน น.ส.๓
จาเลยไดส้ ่งมอบการครอบครองท่ีดินส่วนของตนให้แก่ผูร้ ้อง
ผรู้ ้องไดค้ รอบครองทาประโยชน์ในที่ดินท้งั หมดมาตลอดเป็ น
เวลา ๓๐ ปี แลว้ เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีขายทอดตลาดท่ีดินโดย
ไม่เคยส่งหมายแจง้ ประกาศการขายทอดตลาดให้ผรู้ ้องทราบ
ต่อมาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีแจง้ ใหผ้ รู้ ้องไปรับเงินส่วนแบง่ ท่ีได้
จากการขายทอดตลาด ผรู้ ้องจึงทราบเร่ือง ขอให้เพิกถอนการ
ขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา ๒๙๖ เมื่อไดร้ ับคาร้องพร้อมสาเนาคาร้องและค่าข้ึนศาล
กับค่านาส่งหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ศาลประทบั ตรายางว่า "รับ
คาร้อง นัดไต่สวน ให้ผูร้ ้องนาส่งสาเนาคาร้องให้แก่โจทก์
จาเลย เจา้ พนกั งานบงั คบั คดี และผซู้ ้ือทรัพย์ การส่งหมายหาก
ไม่มีผรู้ ับโดยชอบให้ปิ ดหมาย" ผพู้ ิพากษาลงลายมือชื่อแลว้ มี

52

การใชน้ ้ายาลบคาผิดลบช่ือของผพู้ ิพากษาในช่องรับคาร้องลง
วนั ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗ โดยมิไดใ้ ชว้ ิธีขีดฆ่าและลงช่ือกากบั
ไว้ริ มกระดาษ พร้อมกับมีคาส่ังใหม่เป็ นว่า ให้ยกคาร้อง
ขดั ทรัพย์โดยลงชื่อผู้พิพากษาปรากฏเหตุผลแห่งคาวินิจฉัย
ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็ นพบั โดยมิไดล้ งวนั ท่ีไวท้ า้ ยคาส่ังยก
คาร้องขดั ทรัพย์ แต่ผูพ้ ิพากษาไดล้ งนามในบนั ทึกปะหน้าปก
สานวนลงวนั ท่ี ๗ มกราคม ๒๕๕๗ อีกท้งั ผรู้ ับมอบอานาจของ
ผรู้ ้องได้ย่ืนคาร้องขอคดั คาสั่งศาลตามคาร้องขดั ทรัพย์ในวนั
ดงั กล่าว

ให้วินิจฉัยว่า ๑. การท่ีผู้พิพากษาลงชื่อในคาสั่งที่มี
ตรายางประทบั แลว้ ใชน้ ้ายาลบคาผิดลบ แลว้ มีคาส่งั ใหม่ มีผล
ทางกฎหมายอยา่ งไร

๒. คาส่ังของผูพ้ ิพากษาท่ีให้ยกคาร้องขดั ทรัพยช์ อบ
ดว้ ยกฎหมายหรือไม่

๓. การสง่ั ค่าฤชาธรรมเนียมถกู ตอ้ งหรือไม่
ข้อ ๔ คาตอบ ผู้ร้องย่ืนคาร้องขอ เจ้าหน้าที่ศาล
ประทบั ตรายางว่า รับคาร้อง และให้ผูร้ ้องนาส่งสาเนาคาร้อง
ผูพ้ ิพากษาลงลายมือช่ือแลว้ ใชน้ ้ายาลบคาผิดลบช่ือผูพ้ ิพากษา
พร้อมกบั มีคาสั่งใหม่เป็ นว่า ให้ยกคาร้องขดั ทรัพยโ์ ดยปรากฏ

53

เหตุผลแห่งคาวินิจฉัย ตลอดท้ังค่าฤชาธรรมเนียม และลง
ลายมือชื่อผู้พิพากษาที่ทาคาสั่ง จึงชอบด้วยประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ วรรคหน่ึง แมจ้ ะมีการใช้
น้ายาลบคาผิดลบชื่อของผพู้ ิพากษาในช่องรับคาร้องลงวนั ท่ี ๗
มกราคม ๒๕๕๗ โดยมิได้ใช้วิธีขีดฆ่าและลงชื่อกากับไว้
ริมกระดาษดงั ที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา ๔๖ วรรคสอง ก็ดี แต่การที่
ผู้ พิพ า ก ษ า ไ ด้ มี ค า ส่ั ง ใ ห ม่ ไ ว้ ข้ า ง ข้ อ ค ว า ม ป ร ะ ทั บ ต ร า ย า ง
ดังกล่าว พร้อมท้ังลงช่ือในคาสั่งใหม่ไว้ซ่ึงเข้าเง่ือนไขตามท่ี
มาตรา ๔๖ วรรคสอง ประสงค์แล้ว ท้งั การลงช่ือ ลบชื่อ แลว้ มี
คาสั่งใหม่เป็ นยกคาร้องขดั ทรัพย์ เป็ นกระบวนการในช้ัน
พจิ ารณารับคาร้องตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา ๑๗๒ วรรคทา้ ย
การลงช่ือในคาสั่งประทับตรายางจึงยังหามีผลเป็ นการรับ
คาร้องขอไม่ คาส่ังที่ผู้พิพากษาประสงค์จะส่ังโดยชอบจงึ เป็ น
คาสั่งยกคาร้องขัดทรัพย์ แม้ผพู้ ิพากษาจะมิไดล้ งวนั ท่ีไวท้ า้ ย
คาสง่ั ยกคาร้องขอ แต่ก็ปรากฏว่าในวนั ที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๗
อนั เป็ นวนั ที่ผรู้ ้องยื่นคาร้องขอ ผพู้ ิพากษาไดล้ งนามในบนั ทึก
ปะหนา้ ปกสานวนลงวนั ท่ีดงั กล่าว อีกท้งั ผรู้ ับมอบอานาจของ
ผู้ร้ อ ง ไ ด้ ยื่ น ค า ร้ อ ง ข อ คัด ค า ส่ั ง ศ า ล ต า ม ค า ร้ อ ง ข อ
ในวนั ดงั กล่าว กรณีจึงฟังได้ว่าผู้พิพากษามีคาสั่งยกคาร้อง

54

ขัดทรัพย์ในวันเดียวกันกับวันที่มีการลบลายมือช่ืออันเป็ น
ข้ันตอนในช้ันพจิ ารณาส่ังรับคาร้อง หาใช่กระบวนพจิ ารณาที่
ผิดระเบียบไม่ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๒๑๘-๔๒๑๙/๒๕๕๕)
การใชน้ ้ายาลบคาผดิ ลบ แลว้ มีคาสั่งใหม่ จงึ เป็ นข้ันตอนในช้ัน
พจิ ารณาสั่งรับคาร้อง ไม่ใช่กระบวนพจิ ารณาทผี่ ดิ ระเบยี บ

ผูร้ ้องบรรยายคาร้องขอว่า ผูร้ ้องและจาเลยมีชื่อเป็ น
เจา้ ของท่ีดิน น.ส.๓ จาเลยไดส้ ่งมอบการครอบครองท่ีดินส่วน
ของตนให้แก่ผรู้ ้อง ผรู้ ้องไดค้ รอบครองทาประโยชน์ในท่ีดิน
ท้งั หมดมาตลอดเป็นเวลา ๓๐ ปี แลว้ เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีขาย
ท อ ด ต ล า ด ที่ ดิ น โ ด ย ไ ม่ เ ค ย ส่ ง ห ม า ย แ จ้ง ป ร ะ ก า ศ ก า ร ข า ย
ทอดตลาดให้ผูร้ ้องทราบ ต่อมาเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีแจ้งให้
ผูร้ ้องไปรับเงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขายทอดตลาด ผูร้ ้อง
จึงทราบเร่ื อง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ดังน้ี ตาม
คาร้องขอผู้ร้องอ้างว่าผู้ร้องเป็ นเจ้าของที่ดินท่ีโจทก์นายึด
จาเลยไม่ใช่เจ้าของ แมผ้ รู้ ้องอา้ งมาดว้ ยว่าเจา้ พนกั งานบงั คบั คดี
ไม่ไดส้ ่งหมายแจ้งประกาศการขายทอดตลาดให้ผรู้ ้องทราบ
ก็เป็ นเรื่องท่ีผู้ร้องมุ่งหมายให้เจ้าพนักงานบังคับคดีปล่อย
ทรัพย์สินทย่ี ึดคนื แก่ผู้ร้อง เป็ นกรณที ี่ผ้รู ้องย่ืนคาร้องขัดทรัพย์
ตามมาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็ นการยื่นคาร้องขอให้ศาลมีคาส่ังให้

55

เพิกถอนการขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๙๖ ซึ่งการขอให้
เจ้าพนักงานบงั คบั คดีปล่อยทรัพย์สินในคดีร้องขัดทรัพย์ ผู้ร้อง
จะต้องย่ืนคาร้องขอต่อศาลก่อนท่ีได้เอาทรัพย์สินเช่นว่านี้ออก
ขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เมื่อเจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดีไดข้ ายทอดตลาดท่ีดินไปต้งั แต่ก่อนผรู้ ้องยนื่ คาร้องขอ
จงึ ล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกาหนด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ
ยื่นคาร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ได้ (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๘๕/
๒๕๕๖) คาส่ังให้ยกคาร้องขดั ทรัพย์จงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

การท่ีผูพ้ ิพากษาตรวจคาร้องขอของผูร้ ้องแลว้ เห็นว่า
ผรู้ ้องไม่มีสิทธิย่ืนคาร้องขอหรือไม่มีอานาจฟ้ อง จึงมีคาสงั่ ยก
คาร้องโดยไม่ไต่สวนซ่ึงถือเป็ นการยกฟ้ องตามมาตรา ๑๗๒
วรรคท้าย มผี ลเป็ นการวนิ ิจฉัยเนื้อหาหรือประเด็นแห่งคดีแล้ว
มิใช่เป็ นเพียงการส่ังไม่รับคาคู่ความตามมาตรา ๑๘ การที่
ผู้พิพากษาไม่สั่งคืนค่าขึ้นศาล โดยเห็นสมควรส่ังให้เป็ นพับ
จงึ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว (คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๖๕๗/๒๕๕๕)

คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๑๘-๔๒๑๙/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖
น. ๗๕ ผูร้ ้องยื่นคาร้องขดั ทรัพย์ เจ้าหน้าท่ีของศาลประทับ
ตรายางว่า "รับคาร้อง" และมีถ้อยคาต่อไปกาหนดให้ผูร้ ้อง
นาส่งสาเนาคาร้อง ศาลช้นั ตน้ ลงลายมือช่ือแลว้ ลบช่ือดงั กล่าว

56

พร้อมกบั มีคาสงั่ ใหม่เป็ นว่า ให้ยกคาร้องขดั ทรัพยโ์ ดยปรากฏ
เหตุผลแห่งคาวินิจฉยั ตลอดท้งั ค่าฤชาธรรมเนียม และลงลายมือ
ชื่อผู้พิพากษาที่ทาคาสั่ง จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๑
วรรคหน่ึง แมจ้ ะปรากฏในคาร้องขดั ทรัพยข์ องผรู้ ้องว่า มีการ
ใชน้ ้ายาลบคาผดิ ลบชื่อของผพู้ ิพากษาในช่องรับคาร้องลงวนั ที่
๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ โดยมิได้ใช้วิธีขีดฆ่าและลงช่ือกากบั ไว้
ริมกระดาษดงั ที่บญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา ๔๖ วรรคสอง ก็ดี แตก่ ารที่
ศาลช้ันต้นได้มีคาสั่งใหม่ไว้ข้างข้อความประทับตรายาง
ดงั กล่าว พร้อมท้งั ลงช่ือในคาสั่งใหม่ไวซ้ ่ึงเข้าเงื่อนไขตามที่
มาตรา ๔๖ วรรคสอง ประสงคแ์ ลว้ ท้งั การลงช่ือ ลบชื่อ แลว้ มี
คาส่ังใหม่เป็ นไม่รับคาร้อง เป็ นกระบวนการในช้นั พิจารณา
รับคาร้องตามท่ีบญั ญตั ิไวใ้ นมาตรา ๑๗๒ วรรคทา้ ย การลงชื่อ
ในคาสงั่ ประทบั ตรายางจึงยงั หามีผลเป็นการรับคาร้องไม่ คาสง่ั
ท่ีศาลช้นั ตน้ ประสงค์จะสัง่ โดยชอบจึงเป็ นคาสง่ั ไม่รับคาร้อง
แมศ้ าลช้นั ตน้ จะมิไดล้ งวนั ท่ีไวท้ า้ ยคาสง่ั ยกคาร้องขดั ทรัพย์ แต่
ก็ปรากฏว่าในวนั ที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ อนั เป็ นวนั ที่ผรู้ ้องย่ืน
คาร้องขัดทรัพย์ ศาลช้ันต้นได้ลงนามในบันทึกปะหน้าปก
สานวนลงวนั ท่ีดงั กล่าว อีกท้งั ผรู้ ับมอบอานาจของผรู้ ้องไดย้ ื่น
คาร้องขอคดั คาสง่ั ศาลตามคาร้องขดั ทรัพยใ์ นวนั ดงั กล่าว กรณี

57

จึงฟังไดว้ ่าศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั ยกคาร้องในวนั เดียวกนั กบั วนั ท่ีมี
การลบลายมือช่ือ อนั เป็ นข้นั ตอนในช้นั พิจารณาสั่งรับคาร้อง
หาใชก่ ระบวนพิจารณาท่ีผดิ ระเบียบไม่

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๘๕/๒๕๕๖ ฎ. ๔๔๐ ผู้ร้อง
บรรยายคาร้องวา่ ผรู้ ้องและจาเลยมีชื่อเป็ นเจา้ ของที่ดิน น.ส.๓
จาเลยไดส้ ่งมอบการครอบครองที่ดินส่วนของตนให้แก่ผรู้ ้อง
ผรู้ ้องไดค้ รอบครองทาประโยชน์ในที่ดินท้งั หมดมาตลอดเป็ น
เวลา ๓๐ ปี แลว้ เจ้าพนกั งานบงั คบั คดีขายทอดตลาดท่ีดินโดย
ไม่เคยส่งหมายแจง้ ประกาศการขายทอดตลาดให้ผูร้ ้องทราบ
ต่อมาเจา้ พนกั งานบงั คบั คดีแจง้ ใหผ้ รู้ ้องไปรับเงินส่วนแบ่งที่ได้
จากการขายทอดตลาด ผรู้ ้องจึงทราบเร่ือง ขอให้เพิกถอนการ
ขายทอดตลาด ดงั น้ี ตามคาร้องผูร้ ้องอ้างว่าผูร้ ้องเป็ นเจา้ ของ
ที่ดินท่ีโจทก์นายึด จาเลยไม่ใช่เจา้ ของ แมผ้ ูร้ ้องอา้ งมาดว้ ยว่า
เจ้าพนักงานบงั คบั คดีไม่ได้ส่งหมายแจ้งประกาศการขาย
ทอดตลาดให้ผู้ร้องทราบ ก็เป็ นเรื่ องที่ผู้ร้องมุ่งหมายให้
เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีปลอ่ ยทรัพยส์ ินท่ียึดคืนแก่ผรู้ ้อง เป็นกรณี
ที่ตอ้ งดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๘๘ มิใช่เป็ นการย่ืนคาร้องขอให้
ศาลมีคาส่ังให้เพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๒๙๖ ซ่ึงการขอให้เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีปล่อยทรัพยส์ ิน ผรู้ ้อง

58

จะตอ้ งยน่ื คาร้องขอต่อศาลก่อนท่ีไดเ้ อาทรัพยส์ ินเช่นว่าน้ีออก
ขายทอดตลาดตามมาตรา ๒๘๘ วรรคหน่ึง เมื่อเจ้าพนกั งาน
บงั คบั คดีไดข้ ายทอดตลาดท่ีดินไปต้งั แต่ก่อนผรู้ ้องยน่ื คาร้องขอ
จึงล่วงเลยระยะเวลาตามที่กฎหมายกาหนด ผูร้ ้องจึงไม่มีสิทธิ
ยื่นคาร้องขอให้ปล่อยทรัพยไ์ ด้

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๔๖๕๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๔๐
การที่ศาลช้นั ต้นตรวจคาร้องขดั ทรัพย์ของผูร้ ้องแลว้ เห็นว่า
ผรู้ ้องไม่มีสิทธิย่ืนคาร้องขอหรือไม่มีอานาจฟ้ อง จึงมีคาสั่งยก
คาร้องโดยไมไ่ ตส่ วนซ่ึงถือเป็ นการยกฟ้ องตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๗๒ วรรคทา้ ย มีผลเป็ นการวินิจฉัยเน้ือหาหรือประเด็นแห่ง
คดีแลว้ มิใชเ่ ป็นเพียงการสง่ั ไมร่ ับคาคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา
๑๘ การที่ศาลช้นั ตน้ ไม่สง่ั คืนค่าข้ึนศาลโดยเห็นสมควรสงั่ ให้
เป็นพบั จึงชอบแลว้

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๐

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๗๔๒๒/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๒๐๙
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๐ บญั ญตั ิวา่ “ถา้ คู่ความฝ่ ายใดหรือบุคคล
ใดจะตอ้ งลงลายมือชื่อในรายงานใดเพื่อแสดงการรับรู้รายงาน

59

น้นั หรือจะตอ้ งลงลายมือชื่อในเอกสารใดเพ่ือรับรองการอา่ น...
(๒) ถ้าคู่ความหรื อบุคคลที่จะต้องลงลายมือชื่อในรายงาน
ดังกล่าวแล้วลงลายมือช่ือไม่ได้ หรื อไม่ยอมลงลายมือชื่อ
ให้ศาลทารายงานจดแจ้งเหตุที่ไม่มีการลงลายมือช่ือ” แต่ตาม
รายงานกระบวนพิจารณาศาลช้นั ตน้ มิไดท้ ารายงานจดแจ้งเหตุ
ท่ีไมม่ ีลายมือชื่อทนายจาเลยไวแ้ ทนการลงลายมือช่ือ ถือไดว้ ่า
ศาลช้นั ตน้ มิไดป้ ฏิบตั ิตามบทบญั ญตั ิแห่งประมวลกฎหมายน้ี
ในขอ้ ท่ีมุ่งหมายจะใหก้ ารเป็นไปดว้ ยความยตุ ิธรรมตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๒๗ จาเลยมีสิทธิคดั คา้ นกระบวนการพิจารณาที่ผิด
ระเบียบดงั กลา่ วได้ แต่กลบั ปรากฏว่า เมื่อศาลช้นั ตน้ มีคาสัง่ ให้
โจทก์นาพยานเขา้ สืบ ทนายจาเลยกลบั ใชส้ ิทธิซกั ค้านพยาน
โจทก์ดงั กลา่ วและในตอนบ่ายทนายจาเลยก็ไดน้ าพยานเขา้ สืบ
ตามขอ้ ต่อสู้จนคดีเสร็จส้ินการพิจารณาและศาลช้นั ตน้ นดั ฟัง
คาพิพากษา ดงั น้นั การกระทาของทนายจาเลยที่ซกั คา้ นพยาน
โจทก์และนาพยานจาเลยเขา้ สืบหลงั จากที่ศาลช้นั ต้นกระทา
การโดยผดิ ระเบียบดงั กล่าว ถือไดว้ ่าจาเลยไดด้ าเนินการอนั ใด
ข้ึนใหมห่ ลงั จากท่ีไดท้ ราบเร่ืองผิดระเบียบแลว้ อีกท้งั เป็ นการ
ให้สตั ยาบนั แก่การผิดระเบียบดงั กล่าว รายงานกระบวนการ
พิจารณาของศาลช้นั ตน้ จึงมีผลผกู พนั จาเลย

60

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๕

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๑๕๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๗๕
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ บญั ญตั ิวา่ ในกรณีที่มีขอ้ โตแ้ ยง้ เกิดข้ึน
เก่ียวกับสิ ทธิหรื อหน้าท่ีของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง
ก็ให้เสนอเป็ นคดีมีขอ้ พิพาทโดยทาเป็ นคาฟ้ องยื่นต่อศาล แต่
โจทก์บรรยายฟ้ องว่าจาเลยได้อาศยั โอกาสที่ ว. มีความจา
ผิดหลงโดยฉ้อฉลใชก้ ลอุบายให้ ว. ทาหนงั สือมอบอานาจแก่
จาเลยเป็ นผขู้ ายท่ีดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอก
เป็นเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และขอใหบ้ งั คบั จาเลยนาเงินจานวน
ดงั กล่าวคืนแก่ ว. ซ่ึงตามคาฟ้ องโจทก์แสดงชดั ว่ามุ่งประสงค์
ให้จาเลยคืนเงินให้แก่ ว. อนั มีผลเป็ นการฟ้ องเพ่ือประโยชน์
ของ ว. โดยตรง จึงหาใชเ่ ป็นการโตแ้ ยง้ เก่ียวกบั สิทธิหรือหนา้ ที่
ของโจทก์ กรณีถือไม่ไดว้ ่าโจทก์ถูกโตแ้ ยง้ เกี่ยวกับสิทธิหรือ
หน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อขณะย่ืนฟ้ อง ว. ยงั มีชีวิตอยู่ ท้งั โจทก์
ก็ไม่ใช่ผมู้ ีอานาจฟ้ องคดีแทน ว. ได้ โจทก์จึงไม่มีอานาจฟ้ อง
จาเลยขอให้คืนเงินดงั กลา่ วได้

คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๗๑๒/๒๕๕๕ ฎ. ๒๗๔๑ แมต้ าม
คาฟ้ องของโจทก์ โจทก์สามารถดาเนินการบงั คบั ขบั ไล่จาเลย
ให้ออกจากที่ดินและส่ิงปลูกสร้างท่ีโจทก์ซ้ือมาจากการขาย

61

ทอดตลาดตามคาสัง่ ศาลไดโ้ ดยการยื่นคาขอฝ่ ายเดียวต่อศาล
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๓๐๙ ตรี แต่มาตรา ๓๐๙ ตรี มิไดบ้ ญั ญตั ิ
หา้ มหรือตดั สิทธิของโจทก์ในการที่จะใชส้ ิทธิทางศาลโดยการ
ฟ้ องขบั ไล่และเรียกค่าเสียหายจากผทู้ ี่อยูใ่ นทรัพยส์ ินท่ีโจทก์
ซ้ือมาจากการขายทอดตลาดตามคาสงั่ ศาลโดยละเมิด การท่ีศาล
ช้นั ต้นมีคาส่ังให้ออกคาบงั คบั ตามมาตรา ๓๐๙ ตรี และให้
จาหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ จึงเป็ นการไม่ชอบดว้ ย
กฎหมาย

คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๔๖๔๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๗๙๑ แมโ้ จทก์
ที่ ๑ จะมิไดเ้ ป็นเจา้ ของกรรมสิทธ์ิในท่ีดินที่โจทก์ท่ี ๒ ซ้ือจาก
จาเลยท้งั สองตามโครงการ ต. ก็ตาม แต่การที่โจทกท์ ่ี ๑ เป็ นนิติ
บุคคลประเภทหา้ งหุ้นส่วนจากดั มีอาคารที่ทาการต้งั อยบู่ นท่ีดิน
ที่โจทก์ที่ ๒ ซ่ึงเป็ นหุ้นส่วนผูจ้ ัดการโจทก์ท่ี ๑ ซ้ือมาจาก
โครงการ ต. และอยู่ติดกับถนนโครงการ ต. ท่ีอา้ งว่าจาเลย
ท้งั สองละเมิดสิทธิดว้ ยการก่อสร้างสิ่งกีดขวางข้ึนในถนน ยอ่ ม
เป็นการกระทบและโตแ้ ยง้ สิทธิของโจทก์ท่ี ๑ แลว้ โจทก์ที่ ๑
จึงมีอานาจฟ้ อง

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๗๒๐๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๒๓๘ ตาม
คาฟ้ องของโจทก์อา้ งว่า โจทก์เป็ นผูม้ ีสิทธิครอบครองท่ีดิน

62

พิพาทซ่ึงมี ส.ค. ๑ โดยซ้ือคืนมาจากผูร้ ับซ้ือฝากหรือจานอง
จากจาเลย แต่ไม่สามารถขอออกหนังสื อรับรองการทา
ประโยชน์หรื อโฉนดท่ีดินหรือเอกสารอ่ืน ๆ เกี่ยวกับที่ดิน
พิพาทได้ เพราะยงั มีชื่อจาเลยเป็ นผู้มีสิทธิครอบครองตาม
ส.ค. ๑ โดยจาเลยไม่ได้เข้าไปเก่ียวข้องกับท่ีดินพิพาทหรื อ
กระทาส่ิงใดอนั เป็ นการโตแ้ ย้งสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๕๕ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้ องขอให้ศาลมีคาสั่งว่าโจทก์
มีสิทธิครอบครองท่ีดินพิพาท ท้งั จาเลยไมม่ ีหนา้ ที่ตามกฎหมาย
ท่ีจะตอ้ งไปโอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มี
อานาจฟ้ องขอให้จาเลยไปโอนสิทธิครอบครองหรือสละสิทธิ
ในท่ีดินพิพาทใหแ้ ก่โจทก์ได้ จึงไม่มีกรณีท่ีจะพิพากษาให้ตาม
คาขอของโจทก์

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๗๖๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๓๙๖ การ
พิสูจน์ความเป็ นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายมิได้
บญั ญตั ิไวเ้ หมือนการพิสูจนค์ วามเป็นบิดา การพิสูจน์ความเป็ น
มารดาชอบดว้ ยกฎหมายระหวา่ งจาเลยกบั จ. จึงไมม่ ีบทบญั ญตั ิ
แห่งกฎหมายหรือจารีตประเพณีแห่งทอ้ งถ่ินที่จะยกมาบงั คบั ได้
จึงต้องอาศยั เทียบเคียงบทกฎหมายท่ีใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม
ป.พ.พ. มาตรา ๔ วรรคสอง จึงให้นาบทบญั ญตั ิมาตรา ๑๕๒๔

63

วรรคสองและวรรคสาม ป.พ.พ. บรรพ ๕ เดิม มาพิสูจน์ความ
เป็นบุตรชอบดว้ ยกฎหมายระหวา่ งจาเลยกบั จ.

จาเลยมิใชบ่ ตุ รโดยสายโลหิตและโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
ของ จ. ตราบใดที่ทะเบียนบ้านยงั ระบุว่า จ. เป็ นมารดาของ
จาเลย ยอ่ มเกิดการกระทบกระเทือนต่อสิทธิหนา้ ท่ีของโจทก์
เพราะจาเลยอาจนาเอกสารดังกล่าวไปใช้อ้างเป็ นพยาน
หลักฐานดาเนินการในกิจการต่าง ๆ อันอาจทาให้สิ ทธิ
ประโยชน์หรือหนา้ ท่ีของโจทกเ์ ปลี่ยนแปลงไป โจทกจ์ ึงมีสิทธิ
ฟ้ องขอให้เพิกถอนชื่อ จ. ออกจากชื่อมารดาของจาเลยใน
ทะเบียนบา้ นได้

ข้อสังเกต คดีนีโ้ จทก์เป็นบุตรของ ส. และ ก. ส่วน จ. เป็ นน้อง
ร่ วมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. จ. ไม่ได้สมรสและนาจาเลยซึ่ง
ไม่ใช่บุตรของ จ. มาเลีย้ งอุปการะเลีย้ งดู สาเนาทะเบียนบ้าน
ของจาเลยมีชื่อ ส. เป็นบิดา และ จ. เป็นมารดา โจทก์ฟ้ องขอให้
จาเลยเพิกถอนชื่อ ส. จากการเป็ นบิดา และ จ. จากการเป็ น
มารดา หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคาพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
ศาลช้ันต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาว่าจาเลยไม่ใช่บุตรโดย
ชอบด้วยกฎหมายของ ส. และห้ามจาเลยใช้ช่ือ ส. เป็ นช่ือบิดา
ส่วนการใช้ชื่อ จ. เป็นมารดาไม่มกี ฎหมายให้พิสูจน์ว่าเดก็ ไม่ใช่

64

บุตรของมารดา โจทก์ฎีกาว่าจาเลยไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วย
กฎหมายของ จ. ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็ นว่า จาเลยไม่ใช่บุตร
โดยชอบด้วยกฎหมายของ จ. และห้ามจาเลยใช้ชื่อ จ. เป็ นชื่อ
มารดา ให้ จาเลยแจ้งต่อนายทะเบียน หากไม่แจ้ งให้ ถือเอา
คาพิพากษาแทนการแสดงเจตนาด้วย

คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๗๒๖๐/๒๕๕๕ ฎ. ๒๐๗๕ กองทุน
บา้ นหนองแดงเกิดจากกลมุ่ บุคคลประกอบดว้ ยสมาชิกในกลุ่ม
ร่วมกนั ออกเงินก่อต้งั ข้ึนตามนโยบายของรัฐบาลซ่ึงร่วมออก
เงินสมทบดว้ ยโดยมีวตั ถุประสงคใ์ ห้สมาชิกซ้ือสินคา้ ในราคา
เป็ นธรรมและให้สมาชิกกูเ้ งินในอตั ราดอกเบ้ียต่า เงินกองทุน
จึงเป็ นของสมาชิกทุกคนที่ต้องร่วมกนั จัดการ เม่ือไม่ได้จด
ทะเบียนเป็นนิติบุคคลต่างหาก ท้งั ไม่มีฐานะเป็ นนิติบุคคลตาม
บทกฎหมายใด จึงไม่อาจเป็ นคู่ความฟ้ องบุคคลใดได้ ส่วน
คณะกรรมการกองทนุ เป็นเพียงผดู้ าเนินกิจการของกองทุน เมื่อ
ไม่มีมติท่ีประชุมของสมาชิกในกลุ่ม ย่อมไม่มีอานาจฟ้ อง
บคุ คลใดไดเ้ ชน่ กนั
ข้อสังเกต คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กองทุนบ้านไม่อาจเป็ น
คู่ความฟ้ องบุคคลใดได้ แต่ถ้าให้ สมาชิกหรื อกรรมการของ
กองทุนเป็ นโจทก์ฟ้ อง สามารถฟ้ องได้ตามคาพิพากษาฎีกาท่ี

65

๑๙๙๓/๒๕๕๖ ฎ.๓๗๓ ขอให้ ดูเพิ่มเติมในคาพิพากษาฎีกา
น่าสนใจมาตรา ๕๙

คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๑๘๓๑๑/๒๕๕๕ ฎ. ๒๑๔๗ คาฟ้ อง
ของโจทก์อ้างว่า โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยคลาดเคลื่อน
ไม่ถูกตอ้ ง โดยโฉนดท่ีดินของโจทก์มีเน้ือที่น้อยกว่าความเป็ น
จริง ซ่ึงหากโจทก์เห็นว่าการออกโฉนดท่ีดินให้แก่โจทก์ของ
เจ้าพนักงานที่ดิ นทาไม่ถูกต้องหรื อไม่ชอบด้วยประการใด
จนเป็ นเหตุให้โจทก์ไดร้ ับความเสียหาย โจทก์ตอ้ งดาเนินการ
ฟ้ องร้องเจา้ พนกั งานท่ีดินผอู้ อกโฉนดที่ดินให้แก่โจทกโ์ ดยตรง
แตโ่ จทก์ฟ้ องขอให้บงั คบั จาเลยกระทาการแกไ้ ขเปลี่ยนแปลง
เก่ียวกบั โฉนดท่ีดินของโจทก์อนั เป็ นอานาจของเจ้าพนกั งาน
ท่ีดินที่จะดาเนินการโดยไม่ไดฟ้ ้ องเจา้ พนกั งานที่ดิน ท้งั โจทก์
มิได้ฟ้ องขอให้เพิกถอนเปล่ียนแปลงแก้ไขที่ดินโฉนดเลขที่
๑๒๙๙๕ ของจาเลย กรณีจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคาขอทา้ ย
ฟ้ องของโจทกไ์ ด้ การท่ีศาลช้นั ตน้ มีคาสง่ั ให้งดสืบพยานโจทก์
และจาเลยแลว้ พิพากษายกฟ้ องจึงชอบแลว้

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๓๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๐
การหา้ มฟ้ องบุพการีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๖๒ เป็นบทบญั ญตั ิ

66

ท่ีจากัดสิทธิต้องตีความโดยเคร่งครัด บุตรที่ตอ้ งห้ามใชส้ ิทธิ
จึงตอ้ งเป็นบตุ รโดยชอบดว้ ยกฎหมายเทา่ น้นั

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๗๖๓/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๗๒ มติ
คณะรัฐมนตรีเป็ นเพียงคาสั่งทางฝ่ ายบริหาร การที่โจทก์จะมี
อานาจฟ้ องคดีน้ีหรื อไม่น้ัน จะต้องเป็ นไปตามท่ีกฎหมาย
บญั ญตั ิ และแม้ตาแหน่งนายอาเภอจะไม่มีฐานะเป็ นบุคคล
ธรรมดาหรือนิติบุคคล แตก่ ารท่ีนายอาเภอมีหนา้ ที่ดูแลรักษาท่ี
สาธารณสมบตั ิของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันตาม
พ.ร.บ. ลกั ษณะปกครองทอ้ งท่ีฯ มาตรา ๑๒๒ นายอาเภอจึงมี
หนา้ ที่ตามกฎหมายโดยตรงท่ีจะตอ้ งดูแลรักษาที่ดินพิพาท เม่ือ
โจทกฟ์ ้ องในฐานะนายอาเภอ มิใช่ฟ้ องในฐานะส่วนตวั โจทก์
จึงมีอานาจฟ้ อง

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๙๙๗/๒๕๕๔ ฎ. ๒๒๐๓ คาฟ้ อง
ของโจทก์ท่ีขอให้ศาลมีคาพิพากษาเพิกถอนการขายทอดตลาด
ที่ดินโฉนดเลขท่ี ๒๓๔๒๒ พร้อมส่ิงปลูกสร้าง และใหจ้ าเลยท่ี
๑ ที่ ๓ ถอนการยึดท่ีดินโฉนดเลขท่ี ๑๙๓๒๓ พร้อมสิ่งปลูก
สร้าง โดยโจทกอ์ า้ งว่า เจา้ พนกั งานบงั คบั คดีไม่ไดแ้ จ้งประกาศ
ขายทอดตลาดให้ทราบ และขายทอดตลาดทรัพย์ไปในราคา
ต่ากว่าปกติ ทาให้โจทก์มีหน้ีค้างชาระตอ้ งถูกยึดทรัพยอ์ ื่นอีก

67

จึงเป็ นคาฟ้ องท่ีอ้างว่าการบังคบั คดีฝ่ าฝื นต่อบทบญั ญตั ิแห่ง
ป.วิ.พ. มาตรา ๒๙๖ วรรคสอง หาใช่เป็ นคาฟ้ องที่เก่ียวกบั การ
กระทาละเมิดของจาเลยท้ังสามตามที่โจทก์อ้างไม่ ซ่ึ ง
บทบญั ญตั ิดงั กลา่ วบญั ญตั ิไวเ้ ป็นการเฉพาะว่า ให้ย่ืนคาร้องต่อ
ศาลที่มีอานาจในการบงั คบั คดี โจทก์ตอ้ งดาเนินการไปตามที่
กฎหมายบญั ญตั ิไว้ จะนาคดีมาฟ้ องใหม่ไม่ได้

ที่โจทก์ขอให้บงั คับจาเลยที่ ๑ ชาระค่าเสียหายเป็ น
ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบงั คบั คดีแทนโจทก์ และให้จาเลย
ท้งั สามร่วมกนั ชาระค่าเสียหายแก่โจทก์โดยอา้ งในคาฟ้ องว่า
พนกั งานของธนาคารจาเลยท่ี ๑ และเจ้าพนกั งานบงั คบั คดีของ
กรมบงั คบั คดีจาเลยท่ี ๒ จงใจหรือประมาทเลินเล่อทาให้โจทก์
เสียหายน้นั เม่ือศาลยงั ไม่มีคาพิพากษาหรือคาสงั่ ให้เพิกถอน
การขายทอดตลาดหรือเพิกถอนการยึดทรัพย์ คดีน้ีจะฟังว่าการ
กระทาของจาเลยท้ังสามเป็ นการโต้แยง้ สิทธิโจทก์หาไดไ้ ม่
โจทก์จึงไมม่ ีอานาจฟ้ องจาเลยท้งั สาม
ข้อสังเกต คดีนีศ้ าลฎีกาวินิจฉัย ๒ ส่วน ส่วนแรกคาขอให้ศาล
เพิกถอนการขายทอดตลาดและถอนการยึดท่ีดิน โจทก์ต้องยื่น
คาร้ องต่อศาลท่ีมีอานาจในการบังคับคดี ส่ วนคาขอให้ ชดใช้
ค่าเสียหาย คดีนีโ้ จทก์ยงั ไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ

68

หากนาข้อเทจ็ จริงทั้งหมดมาออกข้อสอบ นักศึกษาต้อง
ตอบให้ครบทั้งสองประเดน็ แต่ถ้าคาถามไม่ได้มคี าขอให้ชดใช้
ค่าเสียหาย มแี ต่ขอให้ศาลเพิกถอนการขายทอดตลาด ต้องตอบ
เพียงเร่ืองศาลท่ีมีอานาจในการบังคับคดี ถ้าตอบว่าโจทก์ยังไม่
ถูกโต้แย้งสิทธิมาด้วย เป็นการตอบเกินคาถามและแสดงให้เห็น
ว่าไม่เข้าใจปัญหาจริง เพียงแต่จาฎกี ามาตอบ อาจจะได้คะแนน
น้อยลง

ถ้าเปล่ียนข้อเทจ็ จริงเป็ นย่ืนคาร้ องต่อศาลที่มีอานาจใน
การบังคับคดีโดยขอให้ เพิกถอนการบังคับคดีและขอให้ โจทก์
และเจ้าพนกั งานบังคับคดีชาระค่าเสียหายมาด้วย ก็ต้องตอบว่า
ย่ืนคาร้ องในคดีเดิมได้ เพราะเป็ นศาลท่ีมีอานาจในการบังคับ
คดี แต่จะเรียกค่าเสียหายไม่ได้เพราะโจทก์ยังไม่ถกู โต้แย้งสิทธิ

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๗

คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๒๕/๒๕๕๕ ฎ. ๓๑๘๒ จาเลย
เป็ นบริ ษัทหลักทรัพย์ซ่ึงได้รับอนุมัติจากสานักงานคณะ
กรรมการกากบั หลกั ทรัพยแ์ ละตลาดหลกั ทรัพยใ์ ห้จดั ต้งั และ
จดั การกองทุนจาเลยร่วม และได้จดทะเบียนกองทรัพย์สิน
กองทนุ จาเลยร่วมตาม พ.ร.บ. หลกั ทรัพยแ์ ละตลาดหลกั ทรัพย์

69

พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๒๔ วรรคหน่ึง มีผลให้จาเลยร่วมเป็ น
นิติบุคคลต่างห่างจากจาเลยตามมาตรา ๑๒๔ วรรคสอง และ
เป็ นการแยกกองทรัพย์สินของกองทุนจาเลยร่ วมซ่ึงเป็ น
ทรัพยส์ ินของผูถ้ ือหน่วยลงทุนออกต่างหากจากกองทรัพยส์ ิน
ของจาเลยที่เป็ นผูจ้ ัดการกองทุน โดยจาเลยมีหน้าท่ีในการ
จดั การและรับผิดชอบดาเนินการกองทุนจาเลยร่วมในฐานะ
เป็นผแู้ ทนของจาเลยร่วม แมโ้ จทก์จะไมอ่ าจฟ้ องจาเลยร่วมเพื่อ
การใชส้ ิทธิไล่เบ้ียหรือเพ่ือใชค้ ่าทดแทน หากศาลพิพากษาให้
โจทก์แพค้ ดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) (ก) ได้ แต่ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๕๗ (๓) (ข) บญั ญตั ิใหศ้ าลมีอานาจเรียกบุคคลภายนอก
เขา้ มาในคดีเพ่ือประโยชนแ์ ห่งความยุติธรรมได้ เม่ือจาเลยร่วม
เป็ นกองทุนซ่ึงเป็ นนิติบุคคลต่างหากจากจาเลยท่ีเป็ นผจู้ ดั การ
กองทุนจาเลยร่วม และโจทก์เป็ นผถู้ ือหน่วยลงทุนจาเลยร่วม
ท้งั ตามคาฟ้ องระบุวา่ โจทก์ไดม้ ีคาสง่ั ขายคืนหน่วยลงทุนจาเลย
ร่วม และขอให้ชาระค่าขายคืนหน่วยลงทุนแก่โจทก์ คาสง่ั ศาล
ช้นั ตน้ ที่ให้เรียกจาเลยร่วมเขา้ มาในคดี เท่ากบั ศาลช้นั ต้นเห็น
เป็ นการสมควรและเป็ นการจาเป็ นเพ่ือประโยชน์แห่งความ
ยตุ ิธรรมที่จะมีคาสง่ั เรียกจาเลยร่วมเขา้ มาเป็นคูค่ วามในคดี โดย
ไม่จาเป็ นต้องให้โจทก์ฟ้ องจาเลยร่วมเป็ นคดีใหม่อีก จึงเป็ น
การชอบดว้ ย ป.วิ.พ. มาตรา ๕๗ (๓) (ข)

70

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๕๙

คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๑๙๙๓/๒๕๕๖ ฎ.๓๗๓ แมจ้ าเลยท้งั สี่
ไม่มีผลประโยชน์ร่วมกนั ในมูลความแห่งคดีก็ตาม แต่โจทก์
ท่ี ๘ ฟ้ องจาเลยท้งั ส่ีให้รับผิดในมูลหน้ีจากการนาเงินกองทุน
หมู่บา้ นไปใชจ้ ่ายส่วนตวั ซ่ึงเป็ นเร่ืองเดียวกนั อีกท้งั โจทก์ท่ี ๘
ข อ ใ ห้บ ัง ค ับ จ าเ ล ย ท้ ัง ส่ี รั บ ผิ ดตามจ านว นหน้ ี ข อ ง แต่ ล ะ ค น
อยู่แลว้ มิใช่ให้ร่วมกนั รับผิดในหน้ีจานวนเดียวกนั การท่ีศาล
ช้นั ต้นรับฟ้ องจาเลยท้งั ส่ีรวมกันมาในคดีเดียวกันและดาเนิน
กระบวนพิจารณาจนเสร็จการพิจารณาและพิพากษาคดีแล้ว
ไม่ถือว่าการดาเนินกระบวนพิจารณาน้นั ผิดกฎหมาย เน่ืองจาก
ในท่ีสุดแลว้ ก็ตอ้ งมีการรวมการพิจารณา

แมค้ าขอทา้ ยฟ้ องของโจทก์ท่ี ๘ และคาพิพากษาศาล
อุทธรณ์พิพากษาให้จาเลยท้งั ส่ีชาระหน้ีให้แก่กองทุนหมู่บา้ น
ก็ตาม แต่การที่องค์การนานาชาติเพื่อร่วมกันพฒั นาประเทศ
ไทยไดม้ อบเงินให้เปล่าแก่ชาวบา้ นหม่บู า้ นผา่ นกองทนุ หมู่บา้ น
โดยให้คณะกรรมการหมู่บา้ นบริหาร โจทก์ท่ี ๘ เป็ นชาวบา้ น
หม่บู า้ นดงั กล่าวจึงมีส่วนเป็ นเจา้ ของเงินดว้ ย การท่ีจาเลยท้งั สี่
ไดร้ ับมอบหมายใหเ้ ป็นผจู้ ดั สรรเงินกูย้ มื และติดตามเงินกยู้ มื คืน

71

จากชาวบา้ น กลบั ไม่นาเงินท่ีชาวบา้ นชาระหน้ีเงินกูย้ มื เขา้ บญั ชี
โดยนาไปใชจ้ ่ายส่วนตวั โจทก์ท่ี ๘ ย่อมไดร้ ับความเสียหาย
และถือว่าถูกโตแ้ ยง้ สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ แลว้ โจทก์ท่ี
๘ จึงมีสิทธิปกป้ องรักษาเงินที่ไดร้ ับมาจากองค์การนานาชาติ
เพ่ือร่วมกันพัฒนาประเทศไทยซ่ึงเป็ นทรัพย์ส่วนรวมของ
ชาวบา้ นในหมูบ่ า้ นได้

กองทุนหมบู่ า้ นมิไดเ้ ป็ นนิติบุคคล ไม่จาตอ้ งมีผูก้ ระทา
การแทนนิติบุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมาย และไม่มี
ขอ้ บงั คบั ใด ๆ ของกองทุนหมู่บา้ นที่กาหนดให้คณะกรรมการ
กองทุนท้งั ๑๑ คน ต้องกระทาการร่ วมกันในการใช้สิทธิ
ฟ้ องร้องเรียกเงินกองทุนคืนจากจาเลยท้งั ส่ี การที่โจทก์ที่ ๘ มี
ส่วนเป็นเจา้ ของเงินกองทุนอยู่ดว้ ย โจทก์ท่ี ๘ ย่อมใชส้ ิทธิอนั
เกิดแตก่ รรมสิทธ์ิครอบไปถึงทรัพยส์ ินท้งั หมดไดต้ าม ป.พ.พ.
มาตรา ๑๓๕๙ รวมท้งั การใชส้ ิทธิทางศาลดว้ ย โจทก์ท่ี ๘ แต่
ผูเ้ ดียวย่อมมีอานาจฟ้ องเรี ยกเงินกองทุนที่จาเลยท้งั ส่ีนาไป
ใช้จ่ายส่วนตวั และยงั ไม่ไดช้ าระคืนโดยไม่จาต้องไดร้ ับมอบ
อานาจให้ฟ้ องคดีจากเจ้าของรวมคนอื่น จาเลยท้งั สี่จึงต้อง
รับผิดชาระหน้ีตามหนงั สือรับสภาพหน้ีตามความรับผิดของ

72

แต่ละคนแก่โจทก์ที่ ๘

คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔๑/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๕ น. ๑๗๒
โจทกฟ์ ้ องขอให้จาเลยท้งั สองร่วมกนั รับผิดในมูลความแห่งคดี
อนั เป็ นการชาระหน้ีซ่ึงแบ่งแยกจากกนั มิได้ แม้จาเลยที่ ๑ จะ
มิไดย้ กอายคุ วามข้ึนต่อสูเ้ พราะขาดนดั ย่นื คาใหก้ ารและขาดนดั
พิจารณา แต่จาเลยที่ ๒ ผูเ้ ป็ นคู่ความร่วมกนั ไดใ้ ห้การต่อสู้ใน
เรื่องน้ีไว้ และแมจ้ าเลยที่ ๑ จะมิได้ฎีกา แต่เม่ือคดีของโจทก์
ขาดอายุความ ศาลฎีกาย่อมมีอานาจพิพากษาให้มีผลถึงจาเลย
ท่ี ๑ ไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๕ (๑), ๒๔๗

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๖๐

คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๖๖/๒๕๕๖ ฎ. ๑๐๕ ฎีกาของ
จาเลยที่ว่า ส. ไม่มีอานาจฟ้ องแทนโจทก์ เน่ืองจากตามหนงั สือ
มอบอานาจไม่ไดร้ ะบวุ ่าทางจาเป็นอยบู่ นท่ีดินของจาเลยแปลง
ใดและที่ดินมีเอกสารทางทะเบียนเป็ นเอกสารประเภทใด แม้
ปัญหาขอ้ น้ีจาเลยไม่ไดใ้ ห้การต่อสู้ไว้ แต่เป็ นเรื่องอานาจฟ้ อง
เป็นปัญหาอนั เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อยของประชาชน จาเลย
ยกข้ึนฎีกาไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง

การฟ้ องคดีในเร่ืองทางจาเป็น เป็นการฟ้ องเจา้ ของที่ดิน

73

ท่ีลอ้ มอยู่ เพื่อให้เจ้าของท่ีดินท่ีถูกล้อมได้ใช้สิทธิผ่านที่ดิน
ท่ีลอ้ มตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๔๙ ใบมอบอานาจของโจทก์ว่า
ขอมอบอานาจให้ ส. ฟ้ องร้องจาเลยต่อศาลจงั หวดั สุราษฎร์ธานี
ในเร่ื องทางจาเป็ นขอเปิ ดทางเดินและทางรถยนต์ เป็ นการ
ชดั แจ้งว่าโจทก์ระบุให้ ส. ฟ้ องร้องจาเลยซ่ึงเป็ นเจา้ ของท่ีดิน
แปลงท่ีล้อมที่ดินของโจทก์เพ่ือให้โจทก์ได้ใช้สิทธิผ่านท่ีดิน
ของจาเลยได้และการฟ้ องร้องในกรณีน้ีไม่จาตอ้ งระบวุ ่าท่ีดินที่
ขอใชส้ ิทธิผา่ นเป็ นทางจาเป็ นมีหลกั ฐานเป็ นเอกสารประเภท
ใด เพราะสาระสาคญั อยู่ท่ีว่า ท่ีดินของจาเลยเป็ นที่ดินท่ีลอ้ ม
ที่ดินของโจทกอ์ ยหู่ รือไม่ ส. จึงมีอานาจฟ้ องคดีแทนโจทก์

คาพิพา กษาฎีกาท่ี ๔๘๔๐ /๒๕๕ ๕ ฎ. ๒๘๒ ๖
สาระสาคญั ของการมอบอานาจใหฟ้ ้ องคดีอยทู่ ี่ผูม้ อบอานาจได้
มอบอานาจให้ผู้รับมอบอานาจฟ้ องคดีผู้ใดในข้อหาหรื อ
ความผิดใด ส่วนการฟ้ องร้องต่อศาลใด ย่อมเป็ นไปตามอานาจ
ของศาลตามพระธรรมนูญศาลยตุ ิธรรมและ ป.วิ.พ. โจทก์ทา
หนังสือมอบอานาจให้ จ. ฟ้ องจาเลยท้งั สองในคดีแพ่งเรื่อง
เช่าซ้ือค้าประกนั เป็ นการมอบอานาจให้ฟ้ องคดีโดยชอบแล้ว
ส่วนที่มีข้อความระบุว่าต่อศาลจังหวดั นครปฐม ไม่ได้เป็ น
สาระสาคญั ในการมอบอานาจ เม่ือผรู้ ับมอบอานาจตรวจสอบ

74

แลว้ คดีอยใู่ นอานาจศาลแขวงนครปฐม ผรู้ ับมอบอานาจยอ่ มมี
อานาจฟ้ องคดีต่อศาลแขวงนครปฐมได้

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๒๗๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๑๔๐
การที่โจทก์โดย ช. และ อ. กรรมการผู้มีอานาจร่วมกันลง
ลายมือชื่อและประทับตราของบริ ษัทโจทก์ในใบแต่ง
ทนายความแต่งต้งั ว. เป็ นทนายความของโจทก์ และ ว. ไดล้ ง
ลายมือช่ือของตนเป็นโจทก์ฟ้ องคดีน้ี ถือเป็ นกรณีที่โจทก์ฟ้ อง
คดีน้ีดว้ ยตนเองโดยแต่งต้งั ว. เป็ นทนายความให้ว่าความและ
ดาเนินกระบวนพิจารณาคดีน้ีแทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๖๐ วรรค
หน่ึง ไมใ่ ชก่ รณีที่โจทก์มอบอานาจให้ ว. เป็ นผแู้ ทนโจทก์ตาม
มาตรา ๖๐ วรรคสอง ซ่ึงตอ้ งมีหนงั สือมอบอานาจให้ ว. ฟ้ อง
คดีน้ี

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๗๔

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๓๗๑๐/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๖๔
เจ้าพนักงานเดินหมายส่งประกาศแจ้งวนั ขายทอดตลาดแก่
จาเลยท่ี ๕ โดยจาเลยท่ี ๔ รับประกาศแจง้ วนั ขายทอดตลาดไว้
แทนท่ีภมู ิลาเนาของจาเลยที่ ๔ ซ่ึงไม่ใช่ภูมิลาเนาหรือสานกั ทา

75

การงานของจาเลยท่ี ๕ การส่งประกาศแจง้ วนั ขายทอดตลาดจึง
ตอ้ งห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๔ (๒) และมาตรา ๗๕ ถึง ๘๐
ถื อ ไ ม่ ไ ด้ว่ า เ จ้า พ นัก ง า น บ ัง ค ับ ค ดี ส่ ง ป ร ะ ก า ศ แ จ้ ง ว ัน ข า ย
ทอดตลาดทรัพยใ์ ห้แก่จาเลยที่ ๕ ทราบโดยชอบตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๓๐๖

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๗๙

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๐๒๒/๒๕๕๕ ฎ. ๒๖๘๗ ในคดี
มโนสาเร่ การส่งหมายเรียกและสาเนาคาฟ้ อง ศาลมีอานาจออก
คาส่ังขยายหรื อย่นระยะเวลาตามที่ กฎหมายกาหนดได้ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๐ ตรี เม่ือโจทก์ไดข้ อให้ส่งหมายเรียกและ
สาเนาคาฟ้ องด้วยวิธีปิ ดหมายโดยแนบแบบรับรองรายการ
ทะเบียนราษฎรซ่ึงมีเจ้าหนา้ ที่รับรองไม่เกิน ๑ เดือนนบั ถึงวนั
ฟ้ อง ศาลช้ันต้นได้ส่ังย่นระยะเวลาการส่งหมายด้วยการ
ปิ ดหมายโดยใหม้ ีผลทนั ที ตอ้ งถือว่าจาเลยที่ ๑ และท่ี ๒ ทราบ
วนั นดั พิจารณาของศาลช้นั ตน้ ต้งั แต่วนั ปิ ดหมายแลว้ ไม่ตอ้ งรอ
ใหล้ ว่ งพน้ ระยะเวลา ๑๕ วนั ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๗๙ วรรคสอง

76

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๘๐

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๐๕๑/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๙ น. ๑๓๐
ตามรายงานเจ้าหน้าที่ศาลและใบรับหนงั สือหรือหมายทา้ ย
รายงานปรากฏว่าเจา้ หนา้ ท่ีศาลนาคาบงั คบั ไปส่งให้แก่จาเลยท่ี
๑ ในวนั ที่ ๕ กนั ยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา แมใ้ นวนั
ดงั กล่าวบริษทั จาเลยที่ ๑ จะเปิ ดทาการคร่ึงวนั และมีพนกั งาน
มาทางานเพียงบางส่วน ก็เป็ นการเปิ ดทาการของบริษทั เม่ือ
เจา้ หนา้ ท่ีศาลไมพ่ บกรรมการผจู้ ดั การของจาเลยที่ ๑ ก็มีอานาจ
ส่งคาบงั คบั ให้แก่ผูท้ ่ีทางานอยใู่ นบริษทั จาเลยที่ ๑ และเต็มใจ
รับคาบังคับไว้แทนได้ หาจาต้องส่งคาบงั คบั ให้เฉพาะแก่
กรรมการผจู้ ดั การหรือพนกั งานซ่ึงมีหนา้ ที่รับเอกสารไม่ ดงั น้นั
เมื่อศาลช้นั ตน้ วินิจฉยั ว่า จ. ผรู้ ับคาบงั คบั เป็ นหน่ึงในพนักงาน
ของบริษทั ท้งั สาม และจาเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์โตแ้ ยง้ ในขอ้ น้ี
การท่ีเจา้ หนา้ ท่ีศาลส่งคาบงั คบั ให้ จ. รับไวแ้ ทน ย่อมถือว่าเป็ น
การส่งคาบงั คบั ให้แก่จาเลยที่ ๑ โดยชอบแลว้

77

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๘๔

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๐๖๒๕/๒๕๕๕ ฎ. ๑๑๐๐ ฎีกาจาเลย
ที่ว่า โจทก์จะฟ้ องคดีน้ีไดจ้ ะตอ้ งบอกกล่าวเป็ นหนงั สือและ
บอ ก เ ลิก สัญญาเ สี ย ก่อ นตามป ร ะก าศค ณะ ก ร รมก ารว่าด้ว ย
สญั ญา เร่ือง ให้ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินเพื่อผบู้ ริโภคของสถาบนั
การเงินเป็นธุรกิจที่ควบคุมสญั ญา พ.ศ. ๒๕๔๔ ขอ้ ๓ (๒) ขอ้
๔ และขอ้ ๔ (๓) จาเลยเพ่ิงยกข้ึนกล่าวอา้ งต่อสู้ในช้นั ฎีกา เมื่อ
ประกาศที่จาเลยอ้างมาในฎีกาเป็ นข้อเท็จจริงที่คู่ความจะตอ้ ง
นาสืบให้ศาลเห็น มิใช่ขอ้ กฎหมายท่ีศาลจะตอ้ งรู้เอง เท่ากบั ว่า
จาเลยยกข้อเท็จจริ งที่มิได้ยกข้ึนว่ากันมาแล้วโดยชอบใน
ศาลล่างท้งั สอง จึงตอ้ งห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙
วรรคหน่ึง

คาพิพากษาฎีกาที่ ๓๖๓๘/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๒ น. ๑๘๗
ประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคาฟ้ องและคาให้การที่ปฏิเสธ
ฟ้ องของโจทก์โดยชดั แจ้งรวมท้งั เหตุแห่งการน้ันตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง โจทก์ฟ้ องว่ามีผนู้ าเช็คท่ีมีการปลอม
ลายมือชื่อของโจทก์ไปเบิกเงินสดจากจาเลย ๒ ฉบบั แลว้ จาเลย
ประมาทเลินเล่อหกั เงินจากบญั ชีของโจทก์จ่ายเงินตามเช็คท้งั
สองฉบบั ไป เป็นเหตุให้โจทก์ไดร้ ับความเสียหาย ซ่ึงจาเลยให้

78

การต่อสู้ว่า จาเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาทโดยสุจริ ต โดย
ตรวจสอบลายมือชื่อและตราประทบั ดว้ ยความระมดั ระวงั แลว้
ส่วนลายมือชื่อผูส้ ั่งจ่ายเช็คพิพาทท้งั สองฉบบั ปลอมหรือไม่
จาเลยไม่ไดใ้ ห้การต่อสู้ไว้ ท้งั ยงั ให้การว่าเช็คพิพาทท้งั สอง
ฉบบั มิไดม้ ีการปลอมตราประทบั ของโจทก์ แสดงว่าผปู้ ลอม
ลายมือชื่อมีความสนิทสนมกบั โจทก์หรือกรรมการผูม้ ีอานาจ
ของโจทก์หรือเป็ นพนักงานลูกจ้างของโจทก์ จึงต้องฟังว่า
ลายมือช่ือผู้ส่ังจ่ายในเช็คพิพาทท้งั สองฉบบั เป็ นลายมือช่ือ
ปลอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๘๔
(๑) เดิม (ปัจจุบนั ๘๔ (๓)) โจทก์จึงไมจ่ าตอ้ งนาสืบในประเดน็
ดงั กล่าว

คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๔๗๔/๒๕๕๕ ฎ. ๑๘๐๖ โจทก์
ฟ้ องว่า จาเลยทาสญั ญากเู้ งินและจานองท่ีดินเป็ นประกนั ให้ถือ
วา่ สญั ญาจานองเป็นหลกั ฐานในการกู้เงินดว้ ย จาเลยให้การรับ
ว่าได้จานองท่ีดินจริงแต่ได้ชาระหน้ีหมดแล้ว เท่ากบั ยอมรับ
ขอ้ เทจ็ จริงว่ามีการจดทะเบียนจานองและกู้เงินไปจากโจทก์
โจทกจ์ ึงไมต่ อ้ งนาสืบขอ้ เทจ็ จริงน้ีตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔ (๓)

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๑๕๗๔/๒๕๕๕ ฎ. ๑๕๖๗ คดีน้ีเป็ น
คดีแพ่งเก่ียวเน่ืองกับคดีอาญาและคดีในส่วนอาญาได้มีคา

79

พิพากษาถึงท่ีสุดวินิจฉยั ว่า จาเลยบุกรุกเขา้ ไปขุดดินในท่ีดิน
ของโจทก์โดยไม่ชอบ ซ่ึงเป็ นการวินิจฉัยไปตามคาบรรยาย
ฟ้ องในคดีอาญาว่า จาเลยเขา้ ไปในท่ีดินพิพาท ขดุ ดินปรับพ้ืนท่ี
แต่งบ่อเล้ียงกุง้ ๖ บ่อ รวมเน้ือท่ีบุกรุก ๑๘ ไร่เศษ อนั เป็ นการ
รบกวนการครอบครองอสงั หาริมทรัพยข์ องผเู้ สียหาย (โจทก์)
โดยปกติสุข ขอ้ เทจ็ จริงดงั กล่าวตามทางวินิจฉยั ในคดีอาญาจึง
ผกู พนั คดีน้ีซ่ึงเป็ นคดีแพ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๔๖ จาเลยจึงไม่
อาจอ้างข้อเท็จจริ งให้เป็ นอย่างอ่ืนได้ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๘๔ (๒)

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๘๔ /๑

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๔๙๗/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๒๘
จาเลยให้การต่อสู้วา่ การกระทาของจาเลยเป็ นการป้ องกนั โดย
ชอบดว้ ยกฎหมาย อนั เป็ นการปฏิเสธว่าจาเลยไม่ได้กระทา
ละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ซ่ึงเป็ นฝ่ ายกล่าวอ้างว่าจาเลยกระทา
ละเมิดยอ่ มมีภาระการพิสูจน์ให้ไดค้ วามวา่ จาเลยใชอ้ าวธุ ปื นพก
ยิงผตู้ ายโดยเจตนาฆา่

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๕๑๗๘/๒๕๕๖ ฎ. ๔๙๐ จาเลยให้การ
รับว่า จาเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง แต่กล่าวอา้ งขอ้ เท็จจริงข้ึน

80

ใหม่ว่าจาเลยไดร้ ับเงินกู้ไปจากโจทก์เพียง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท
แต่หนงั สือสัญญาจานองระบุเงินกู้ยืมและจดทะเบียนจานอง
เป็นเงิน ๒,๓๕๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบ้ียเกินกว่า
อตั ราท่ีกฎหมายกาหนด นิติกรรมการกู้ยืมเงินตามหนังสือ
สญั ญาจานองจึงตกเป็นโมฆะ ภาระการพิสูจน์ตกแก่จาเลยตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๘๔/๑

แมศ้ าลช้นั ตน้ กาหนดให้โจทก์มีภาระการพิสูจน์และมี
หน้าท่ีนาสืบก่อน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงภาระการพิสูจน์ที่
ถูกตอ้ งตามที่กฎหมายบญั ญตั ิได้ เมื่อจาเลยไม่สืบพยานให้ได้
ความตามที่มีภาระการพิสูจน์ ขอ้ เทจ็ จริงย่อมฟังไม่ไดว้ ่าจาเลย
กูย้ ืมเงินจากโจทก์ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ฟังไดว้ ่าจาเลยกูย้ ืมเงิน
จากโจทก์ ๒,๓๕๐,๐๐๐ บาท ตามท่ีระบุไวใ้ นหนงั สือสัญญา
จานอง ซ่ึงให้ถือเป็ นหลกั ฐานการกู้ยืมเงินดว้ ย จาเลยจึงต้อง
รับผดิ ชาระหน้ีเงินกพู้ ร้อมดอกเบ้ียแก่โจทกต์ ามฟ้ อง

คาพิพากษาฎีกาที่ ๔๔๘๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๖ น. ๘๘
จาเลยไม่ไดใ้ ห้การปฏิเสธว่า จาเลยไม่ไดอ้ อกตว๋ั สญั ญาใชเ้ งิน
ตามฟ้ องใหแ้ ก่โจทก์ จึงถือไดว้ า่ จาเลยรับวา่ เป็นผอู้ อกตว๋ั สญั ญา
ใชเ้ งิน ดงั น้นั เมื่อจาเลยเป็นผูล้ งลายมือชื่อของตนในตวั๋ สญั ญา
ใช้เงินดงั กล่าว จาเลยย่อมจะต้องรับผิดตามเน้ือความในตวั๋

81

สัญญาใช้เงินน้ันตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙๐๐ วรรคหน่ึง การท่ี
จาเลยยกขอ้ ตอ่ สูว้ ่า จาเลยไม่ตอ้ งรับผิดใชเ้ งินตามตวั๋ สญั ญาใช้
เงินน้นั จาเลยยอ่ มมีภาระการพิสูจน์ มิใชโ่ จทก์

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๓๐๗๙/๒๕๕๕ ฎ. ๑๓๖๖ จาเลย
ให้การว่า หนังสือสญั ญากู้เงินทา้ ยฟ้ อง เป็ นนิติกรรมอาพราง
การ เล่นแชร์ ระ หว่าง โจ ทก์กับจ าเ ลย ท่ีลูกแชร์ ทุก คนต้อ งท า
สัญญากู้ยืมเงินมอบไว้แก่โจทก์มีจานวนเงินกู้มากกว่าท่ีเล่น
แชร์ถึง ๑๐ เท่า สญั ญากูย้ ืมเงินจึงตกเป็ นโมฆะกรรม พอถือได้
ว่าเป็ นคาให้การปฏิเสธฟ้ องโจทก์ว่า หน้ีตามสัญญากู้เงิน
ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่มีหน้ี เงิ นกู้เดิมและ หน้ี ค่าแชร์ เดิ มตามที่
โจทก์กล่าวอา้ ง จึงถือไมไ่ ดว้ า่ จาเลยยอมรับว่ามีหน้ีกูเ้ งินเดิมอยู่
โจทก์เป็ นฝ่ ายกล่าวอ้างความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินมาฟ้ อง
ใหจ้ าเลยชาระหน้ี โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๒๕๗๐/๒๕๕๔ ฎ. ๒๑๙๒ จาเลย
ให้การต่อสู้ว่า จาเลยซื้อที่ดินพิพาทมาจาก ก. มารดาโจทก์
ตั้งแต่ที่ดินยังมีเอกสารสิทธิเป็ น ส.ค.๑ และได้เข้าครอบครอง
ทาประโยชน์ตลอดมาจนได้สิทธิครอบครองก่อนจะออกโฉนด
เลขที่ ๒๕๑๙ แลว้ เมื่อต่อมาที่ดินพิพาทกลายเป็นส่วนหน่ึงของ
โฉนดเลขที่ ๓๙๒๙๒ ซ่ึงมีชื่อโจทก์เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิ

82

โจทก์ย่อมไดร้ ับประโยชน์จากขอ้ สนั นิษฐานว่าโจทก์เป็ นผูม้ ี
สิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ จาเลยกล่าวอา้ งว่า
ตนเป็นผไู้ ดส้ ิทธิครอบครอง ภาระการพิสูจนย์ อ่ มตกแก่จาเลย

คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๔๘๒๓ - ๔๘๒๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘
น. ๙๓ ตามรายงานกระบวนพิจารณา ศาลช้ันต้นกาหนด
ประเด็นขอ้ พิพาทว่าท่ีดินพิพาทตกเป็ นกรรมสิทธ์ิของจาเลย
โดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ แม้ไม่ได้ระบุภาระการ
พิสูจน์ใหม่ใหช้ ดั เจนว่าตกอยแู่ ก่ฝ่ ายใด แต่เม่ือโจทก์เป็ นผูม้ ีช่ือ
ถือกรรมสิ ทธ์ิในที่ดินพาท ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อ
สันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๗๓ ว่าโจทก์เป็ นเจ้าของ
กรรมสิทธ์ิ ดงั น้ี ภาระการพิสูจน์จึงตกอย่แู ก่จาเลยโดยผลของ
กฎหมายดงั กล่าว และศาลก็ตอ้ งพิพากษาไปตามภาระการ
พิสูจน์ท่ีถูกต้อง อย่างไรก็ตามแม้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่
จาเลย กม็ ิใชห่ ลกั เกณฑต์ ามตวั ว่าศาลจะตอ้ งกาหนดให้จาเลยมี
หน้าท่ีนาสืบก่อนเสมอไป เพราะศาลอาจกาหนดให้โจทก์มี
หน้าท่ีนาสืบก่อนได้เช่นกนั ท้ังน้ี โดยคานึงถึงความสะดวก
รวดเร็วและความยุติธรรมในการพิจารณาคดี ดังน้ัน การ
ก าห นด หน้าที่ นา สื บ ก่ อ นจึ ง ห าไ ด้ท าใ ห้ภ าร ะ ก าร พิ สู จ น์ ที่
ถูกตอ้ งเปลี่ยนแปลงไปไม่ เพียงแต่อาจจะทาให้โจทก์ซ่ึงเป็ น

83

ฝ่ ายท่ีนาสืบพยานก่อนเห็นว่าตนเสียเปรียบในเชิงคดี ซ่ึงโจทก์
ชอบที่จะโตแ้ ยง้ คาสงั่ ศาลช้นั ตน้ ท่ีเป็ นคาสง่ั ระหว่างพิจารณา
ดงั กล่าวได้ เมื่อไม่ได้โต้แยง้ คดั ค้านย่อมถือว่าโจทก์ยอมรับ
ตามที่ศาลช้นั ต้นกาหนดแลว้ โจทก์ไม่อาจฎีกาโตแ้ ยง้ ในขอ้ น้ี
ไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๖ ศาลฎีกาไมร่ ับวินิจฉยั

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๗๑๘๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๗๐
โจทกฟ์ ้ องขอใหบ้ งั คบั จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ ผูว้ ่าจ้างร่วมกนั ชดใช้
ค่าเสียหายอนั เน่ืองมาจากคนงานของจาเลยท่ี ๖ ผรู้ ับจ้างช่วง
จากจาเลยที่ ๔ ทาละเมิดโดยบุกรุกเขา้ ไปใชท้ ่ีดินของโจทก์เป็ น
ท่ีวางวสั ดุก่อสร้างสาหรับก่อสร้างบา้ นของจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓
ทาให้ร้ัวลวดหนามท่ีโจทก์ขึงไว้เสียหาย และท่ีดินท่ีโจทก์
ถมไวท้ รุดตวั รวมท้งั มีการติดป้ ายโฆษณา อนั เป็ นการฟ้ องให้
จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ รับผิดในฐานะผูว้ ่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา
๔๒๘ โจทก์จึงตอ้ งนาสืบให้เห็นว่าจาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ซ่ึงเป็ น
ผวู้ า่ จา้ งให้จาเลยที่ ๔ ก่อสร้างบา้ น ๓ หลงั ในที่ดินของจาเลยที่
๑ ถึงท่ี ๓ เป็นผผู้ ิดในส่วนการงานท่ีสงั่ ใหท้ า หรือในคาสง่ั ที่ให้
ไว้ หรือในการเลือกหาผรู้ ับจา้ ง เมื่อโจทก์นาสืบแต่เพียงว่าใน
ระหว่างก่อสร้างจาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ ไม่ไดค้ วบคุมดูแลไม่ให้
คนงานของจาเลยท่ี ๖ บุกรุกเขา้ ไปในที่ดินของโจทก์ จาเลยที่ ๑

84

ถึงท่ี ๓ จึงตอ้ งรับผิดชอบดว้ ย จึงไมเ่ พียงพอที่จะใหร้ ับฟังไดว้ ่า
จาเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ เป็ นผสู้ ั่งให้คนงานของจาเลยที่ ๖ นาวสั ดุ
ก่อสร้างเขา้ ไปวางในท่ีดินของโจทก์ หรือเลือกหาผูร้ ับจา้ งที่
ไม่ได้มาตรฐานมาทาการก่อสร้างซ่ึงไม่จดั สถานที่วางวัสดุ
ก่อสร้างหรือการดาเนินการเกี่ยวกบั การก่อสร้าง จึงยงั ถือไม่ได้
ว่าการทาละเมิดของคนงานเกิดจากการไม่ปฏิบตั ิตามสัญญา
ของจาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ หรือจาเลยที่ ๑ ถึงท่ี ๓ รู้เห็นเป็ นใจใน
การกระทาละเมิดของจาเลยที่ ๔ และท่ี ๖ ด้วย อนั จะทาให้
จาเลยท่ี ๑ ถึงท่ี ๓ เป็ นผูม้ ีส่วนผิดตามท่ีบญั ญตั ิไว้ในมาตรา
๔๒๘ จาเลยท่ี ๑ ถึงที่ ๓ จึงหาจาตอ้ งร่วมรับผิดกบั จาเลยที่ ๔
และท่ี ๖ ไม่

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๐๘๕๒/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๙๕
จาเลยท่ี ๒ เป็ นผขู้ นส่งและมอบหมายให้จาเลยท่ี ๑ เป็ นผขู้ บั
รถบรรทุกของตนนาสินคา้ ไปส่งตามสัญญารับขน เม่ือสินคา้
เสียหายและจาเลยท่ี ๒ อา้ งเหตุสุดวิสยั เพ่ือไม่ตอ้ งรับผิด จึงมี
หน้าท่ีตอ้ งพิสูจน์ให้ได้ว่าความเสียหายน้นั เกิดแต่เหตุสุดวิสัย
ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๑๖

85

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๙๓

คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๘๘๙๕/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๖๖
โจทก์นาสืบภาพถ่ายสาเนาหนงั สือมอบอานาจเป็ นพยานต่อ
ศาล โดยขอให้ศาลตรวจดตู น้ ฉบบั หนงั สือมอบอานาจดงั กล่าว
โดยจาเลยมิไดโ้ ตแ้ ยง้ คดั คา้ นการที่โจทก์ส่งสาเนาหนงั สือมอบ
อานาจแทนการส่งตน้ ฉบบั หนงั สือมอบอานาจดงั กลา่ วแต่อยา่ ง
ใด การท่ีศาลช้นั ตน้ รับเอาสาเนาหนงั สือมอบอานาจไว้แทน
ตน้ ฉบบั หนงั สือมอบอานาจ จึงเท่ากบั ศาลช้นั ตน้ อนุญาตให้นา
สาเนาหนงั สือมอบอานาจมาสืบไดต้ าม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๓ (๒)
สาเนาหนงั สือมอบอานาจจึงสามารถรับฟังเป็ นพยานเอกสาร
ได้ เมื่อปรากฏว่าเป็ นการรับฟังสาเนาเอกสารเป็ นพยาน
หลกั ฐานแทนตน้ ฉบบั เอกสาร จึงหาใช่เป็ นการรับฟังตน้ ฉบบั
เอกสารเป็ นพยานหลกั ฐานอนั จะต้องปิ ดอากรแสตมป์ ตาม
ป.รัษฎากร ดงั ที่จาเลยอ้างไม่ และสาเนาหนงั สือมอบอานาจ
ดงั กล่าวก็มิใช่คู่ฉบบั หรือคู่ฉีกแห่งตราสาร ไม่อยู่ในบงั คบั ที่
จะตอ้ งปิ ดอากรแสตมป์ ดว้ ยเช่นกนั สาเนาหนงั สือมอบอานาจ
จึงรับฟังเป็นพยานหลกั ฐานได้ ไม่ตอ้ งห้ามตาม ป.รัษฎากร แต่
อยา่ งใด โจทกจ์ ึงมีอานาจฟ้ อง

86

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๙๔

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๖๔๐/๒๕๕๕ ฎ. ๒๖๖๕ การซ้ือขาย
อสังหาริ มทรัพย์ต้องทาเป็ นหนังสื อและจดทะเบียนต่อ
พนกั งานเจา้ หน้าท่ีตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคแรก เป็ น
กรณีท่ีมีกฎหมายบงั คบั ให้ต้องมีเอกสารมาแสดง เมื่อหนงั สือ
สัญญาขายที่ดินพร้อมส่ิงปลูกสร้างระบุว่า โจทก์ท้งั สองได้
ชาระราคาและจาเลยท้งั สองได้รับเงินค่าท่ีดินพร้อมสิ่งปลูก
สร้างที่ซ้ือขายเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องฟังยุติไปตามน้ัน จาเลย
ท้งั สองนาสืบพยานบคุ คลว่ายงั ไม่ไดร้ ับชาระค่าท่ีดินครบถว้ น
จึงเป็ นการนาสื บเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร
ตอ้ งหา้ มตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข)

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๗๗๓๕/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๓ น. ๒๑๘
ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖ วรรคสอง และวรรคสาม นอกจากจะ
บญั ญตั ิให้การซ้ือขายสงั หาริมทรัพยซ์ ่ึงตกลงกนั เป็ นราคาสอง
หม่ืนบาท หรือกว่าน้นั ข้ึนไป ตอ้ งมีหลกั ฐานเป็ นหนงั สืออย่าง
หน่ึงอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ ายผู้ต้องรับผิดเป็ นสาคัญจึงจะ
ฟ้ องร้องให้บงั คบั คดีกนั ไดแ้ ลว้ ยงั ไดบ้ ญั ญตั ิไวอ้ ีกว่า “...หรือได้
วางประจาไว้ หรือไดช้ าระหน้ีบางส่วนแลว้ ...” ก็ย่อมฟ้ องร้อง
บงั คบั คดีไดเ้ ช่นกัน คดีน้ีการซ้ือขายตน้ ออ้ ยกนั น้นั โจทก์และ

87

จาเลยไม่ไดท้ าหนงั สือสญั ญาซ้ือขาย หรือไดม้ ีหลกั ฐานการซ้ือ
ขายเป็ นหนงั สือลงลายมือชื่อฝ่ ายโจทก์หรือจาเลยผูต้ อ้ งรับผิด
ไว้เป็ นสาคญั แต่ในวนั ท่ีตกลงซ้ือขายกัน โจทก์ได้ส่งมอบ
กรรมสิทธ์ิตน้ ออ้ ยใหแ้ ก่จาเลย และจาเลยเขา้ ไปตดั ตน้ ออ้ ยของ
โจทก์ไปขายให้แก่โรงงานน้าตาล อนั ถือไดว้ ่าโจทก์ชาระหน้ี
ตามสญั ญาซ้ือขายคือส่งมอบตน้ ออ้ ยใหจ้ าเลยแลว้ โจทก์ยอ่ มมี
สิทธิท่ีจะฟ้ องร้องบงั คบั ให้จาเลยชาระราคาต้นออ้ ยไดต้ าม
บทบญั ญตั ิของกฎหมายดงั กล่าวขา้ งตน้

คาพิพากษาฎีกาที่ ๘๑๖๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๓๘
โจทก์ตกลงซ้ือที่ดินและบา้ นจากจาเลยตามใบโฆษณา โดยวาง
มดั จาไว้ หลงั จากน้นั โจทก์และจาเลยจึงไดท้ าสัญญาจะซ้ือจะ
ขาย แสดงว่าโจทก์และจาเลยมีเจตนาก่อนิติสัมพนั ธ์กันเป็ น
สญั ญาจะซ้ือจะขายโดยการวางมดั จาตาม ป.พ.พ. มาตรา ๔๕๖
วรรคสอง ซ่ึงมิไดก้ าหนดแบบไวว้ ่าตอ้ งมีหลกั ฐานเป็ นหนงั สือ
อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงลงลายมือชื่อฝ่ ายท่ีตอ้ งรับผิดเป็ นสาคญั จึงจะ
ฟ้ องร้องบงั คบั คดีได้สญั ญาจะซ้ือจะขายระหวา่ งโจทก์จาเลยจึง
เกิดข้ึนนบั แตเ่ วลาที่โจทก์วางมดั จาไว้ มิใช่เพ่ิงเกิดในภายหลงั
เม่ือมีการทาสัญญาจะซ้ือจะขายเป็ นหนงั สือ กรณีจึงไม่ตกอยู่
ในบงั คบั ขอ้ ห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ท่ีจากดั เฉพาะกรณีที่

88

กฎหมายกาหนดว่าขอ้ เท็จจริงในเร่ืองที่ฟ้ องร้องกนั น้นั จะตอ้ ง
แสดงให้ปรากฏดว้ ยการนาสืบพยานเอกสารจึงห้ามนาพยาน
บุคคลเข้าสืบเพื่อเพิ่มเติม ตัดทอน หรือเปล่ียนแปลงแก้ไข
ขอ้ ความในเอกสารที่ไดน้ ามาแสดงแลว้ ศาลยอ่ มมีอานาจรับฟัง
พยานบคุ คลท่ีโจทก์นาสืบว่าจาเลยตกลงจะหาสถาบนั การเงิน
ใหโ้ จทกก์ ูย้ มื ชาระหน้ีส่วนท่ีเหลืออยคู่ ืนจาเลย โดยมีระยะเวลา
ผอ่ นชาระหน้ีนาน ๑๕ ปี ได้

คาพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๗๗/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๓๘
จาเลยท้งั สามให้การว่า การกูย้ มื เงินท้งั ๔ คร้ัง โจทกค์ ิดดอกเบ้ีย
อตั ราร้อยละ ๑๐ ต่อเดือน จาเลยที่ ๑ ได้รับเงินไม่ครบตาม
สัญญาเน่ืองจากโจทก์หักดอกเบ้ียอตั ราดงั กล่าวไวล้ ่วงหน้า
จาเลยท่ี ๑ ไดร้ ับเงินไปไม่ครบ หากขอ้ เทจ็ จริงเป็ นดงั ที่จาเลย
ท้งั สามตอ่ สู้ หน้ีตามสญั ญากู้เงินยอ่ มไม่สมบูรณ์ จาเลยท้งั สาม
ยอ่ มมีสิทธินาพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบรู ณ์แห่งหน้ีน้นั
ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ วรรคท้าย หาใช่เป็ นการนาสืบ
เปล่ียนแปลงแก้ไขขอ้ ความในเอกสารสัญญากูเ้ งินตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๙๔ (ข) ไม่

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๓๓๘๖/๒๕๕๕ ฎ. ๒๗๑๔ สญั ญาให้
กยู้ ืมเงินเพื่อซ้ือหลกั ทรัพยแ์ ละบญั ชีเดินสะพดั ถือไม่ไดว้ ่าเป็ น

89

การกูต้ ามข้อ ๕ แห่งบญั ชีอตั ราอากรแสตมป์ ทา้ ย ป. รัษฎากร
คงมีลกั ษณะเป็ นเพียงการกาหนดวงเงินเพ่ือหักทอนบัญชี
เดินสะพดั และขอ้ ๕ แห่งบญั ชีดงั กล่าวกาหนดให้การตกลงให้
เบิกเงินเกินบญั ชีจากธนาคารเท่าน้ันท่ีจะเสียค่าอากรแสตมป์
ตามยอดท่ีตกลงใหเ้ บิกเงินเกินบญั ชี หาไดบ้ ญั ญตั ิรวมถึงสญั ญา
ที่กาหนดวงเงินกูซ้ ้ือหลกั ทรัพยด์ ว้ ยไม่ ตอ้ งถือวา่ สญั ญาให้กูย้ ืม
เงินเพ่ือซ้ือหลกั ทรัพยแ์ ละบญั ชีเดินสะพดั และบนั ทึกขอ้ ตกลง
ในการกู้ยืมเงินเพื่อซ้ือหลกั ทรัพย์โดยมีหลกั ทรัพย์น้ันเป็ น
ประกนั มิใช่เอกสารท่ีมีระบุไวใ้ นบญั ชีอตั ราอากรแสตมป์ ทา้ ย
ประมวลรัษฎากร ไม่อยใู่ นบงั คบั ของ ป. รัษฎากร มาตรา ๑๑๘
ศาลชอบท่ีจะรับและฟังเอกสารดงั กล่าวเป็ นพยานหลกั ฐานใน
คดีแพ่งได้

คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๕๒๕๔/๒๕๕๕ ฎ.ส.ล. ๔ น. ๑๔๖
โจทก์ฟ้ องขอใหจ้ าเลยชาระหน้ีเงินกูต้ ามหนงั สือกยู้ มื เงิน จาเลย
ให้การปฏิเสธว่า หนงั สือสญั ญากูย้ ืมเงินดงั กล่าวเป็ นเอกสาร
ปลอม ดงั น้นั การท่ีจะฟังว่าจาเลยทาสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์
หรื อไม่ จึงต้องอาศัยหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็ น
พยานหลักฐาน ซ่ึงหนังสือสัญญากู้ยืมเงินตามท่ีโจทก์อ้างมี
ลกั ษณะเป็ นตราสารต้องปิ ดอากรแสตมป์ และขีดฆ่า เม่ือ

90

หนงั สือสญั ญากูย้ มื เงินปิ ดอากรแสตมป์ แลว้ แต่ไม่ไดข้ ีดฆ่า จึง
เป็นสญั ญากูย้ มื เงินที่ปิ ดอากรแสตมป์ ไมบ่ ริบูรณ์ ไม่อาจใชเ้ ป็ น
พยานหลกั ฐานในคดีแพ่งไดต้ าม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ มีผล
เท่ากบั ว่าโจทก์ไม่มีหลกั ฐานเป็ นหนงั สืออย่างใดอย่างหน่ึงลง
ลายมือช่ือผยู้ มื เป็นสาคญั โจทก์จึงฟ้ องร้องบงั คบั คดีไม่ไดต้ าม
ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๓ วรรคหน่ึง

การขอปิ ดอากรแสตมป์ ให้ครบถ้วนและขีดฆ่าใน
หนงั สือสญั ญากยู้ ืมเงิน โจทกต์ อ้ งกระทาก่อนหรือในขณะที่นา
เอกสารน้นั มาใชอ้ า้ งเป็ นพยานหลกั ฐานในคดีแพ่งหรือก่อนที่
ศาลช้นั ตน้ จะตดั สินช้ีขาดคดี การที่โจทก์เพ่ิงมาร้องขอดงั กล่าว
หลงั จากท่ีศาลช้นั ตน้ และศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแลว้ ย่อม
ลว่ งเวลาท่ีจะอนุญาตใหท้ าการแกไ้ ข

คาพิพากษาฎีกาที่ ๖๗๔๖/๒๕๕๕ ฎ. ๓๐๒๒ สัญญา
ระหว่าง ส. และจาเลยที่ ๑ เป็ นเรื่องฝากทรัพย์ ซ่ึงทรัพยท์ ี่ฝาก
เป็ นเงินไม่มีบทบญั ญตั ิของกฎหมายว่าจะตอ้ งมีหลกั ฐานเป็ น
หนงั สือลงลายมือชื่อฝ่ ายที่ตอ้ งรับผิดเป็นสาคญั ทาเป็ นหนงั สือ
จดทะเบียน หรือทาเป็นหนงั สือและจดทะเบียน ดงั น้นั คู่ความ
จะตกลงรูปแบบของสญั ญาอยา่ งไรและกาหนดเงื่อนไขอยา่ งไร
ก็ได้ รวมท้ังจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเม่ือใดก็ได้เช่นกัน คดีน้ี

91

เงื่อนไขการเปิ ดบญั ชีฝากเงินระหว่าง ส. ผูฝ้ ากกับจาเลยท่ี ๑
ผรู้ ับฝากกาหนดว่า ระหว่างที่ยงั มีชีวิต ส. ผฝู้ ากมีอานาจถอน
แตเ่ พียงผเู้ ดียวโดย ส. ใหต้ วั อยา่ งลายมือช่ือไวแ้ ก่ธนาคารจาเลย
ที่ ๑ ผูร้ ับฝาก แต่ต่อมา ส. ป่ วยเป็ นอมั พฤกษไ์ ม่สามารถเขียน
หนงั สือได้ ส. กบั จาเลยที่ ๑ ยอ่ มสามารถเปล่ียนแปลงขอ้ ตกลง
ในการถอนเงินใหม่ เป็ นให้ ส. ถอนเงินโดยให้ ส. พิมพ์ลาย
พิมพ์นิ้วหัวแม่มือซ้ายได้ ข้อตกลงดงั กล่าวมิใช่เป็ นการพิมพ์
ลายพิมพน์ ิ้วมือตาม ป.พ.พ. มาตรา ๙ วรรคสอง ดงั น้นั กรณี
ฝากทรัพย์แม้มิได้มีผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือ ก็ใช้บังคับได้
เนื่องจากเป็ นวิธีการและขอ้ ตกลงท่ีผฝู้ ากจะสั่งให้ผูร้ ับฝากคืน
ทรัพยท์ ่ีฝากแก่ตนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๖๕ วรรคแรก ฉะน้นั
หลกั ฐานในใบถอนเงินจากบญั ชีเงินฝากของ ส. จากจาเลยท่ี ๑
ท่ีมีลายพิมพ์น้ิวหัวแม่มือซ้ายของ ส. แม้ไม่มีพยานรับรอง
ลายพิมพ์น้ิวมือ ก็เป็ นหลกั ฐานการถอนเงินของ ส. จากบญั ชี
เงินฝากที่มีอยกู่ บั จาเลยท่ี ๑ ได้

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๒๖๒๘/๒๕๕๕ ฎ. ๒๓๙๐ การยก
ที่ดินให้เป็ นทางสาธารณะไม่มีกฎหมายบงั คบั ให้ตอ้ งมีพยาน
เอกสารมาแสดง โจทกท์ ้งั สามจึงสามารถนาพยานบุคคลมาสืบ
ประกอบขอ้ อา้ งอยา่ งใดอยา่ งหน่ึงได้

92

การนาสืบพยานบุคคลเพิ่มเติม ตดั ทอน หรื อเปล่ียน
แปลงแกไ้ ขขอ้ ความในเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข) น้นั
หมายถึงการนาสืบพยานบุคคลถึงข้อความอื่นให้แตกต่างไป
จากขอ้ ความท่ีปรากฏอย่ใู นเอกสารน้นั การท่ีโจทก์ท้งั สามนา
สื บ พ ย านบุ ค ค ล ป ร ะ ก อ บ หนัง สื อ ที่ จ าเ ล ย ยิ นย อ มใ ห้ โ จ ท ก์
ท้งั สามจดภาระจายอมเป็นทางออก เป็นการนาสืบถึงความมีอยู่
จริ งของข้อความท่ีปรากฏอยู่แล้วในเอกสาร มิใช่นาสื บ
ขอ้ ความอ่ืนท่ีแตกต่างไปจากข้อความในเอกสาร จึงมิใช่การ
นาสืบเพิ่มเติม ตดั ทอน หรือเปลี่ยนแปลงขอ้ ความในเอกสาร

คาพพิ ากษาฎีกาที่ ๑๑๐๗๓/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๒๑๑
ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ บญั ญตั ิว่า ตราสารใดไม่ปิ ดแสตมป์
บริบรู ณ์จะใชต้ น้ ฉบบั คู่ฉบบั คู่ฉีกหรือสาเนาตราสารน้นั เป็ น
พยานหลกั ฐานในคดีแพ่งไม่ได้ บทบญั ญตั ิน้ีไม่ได้กาหนดว่า
จะต้องปิ ดอากรแสตมป์ ท่ีด้านใดของเอกสาร ตามหนังสือ
สญั ญากู้เงินและหนงั สือสัญญาค้าประกนั เป็ นแบบพิมพแ์ ผ่น
เดียวกนั มี ๒ หน้า ดา้ นหน้าเป็ นแบบพิมพ์หนงั สือสัญญากู้เงิน
ดา้ นหลงั เป็ นแบบพิมพ์หนงั สือสัญญาค้าประกนั การที่โจทก์
ปิ ดอากรแสตมป์ ด้านที่เป็ นแบบพิมพ์หนงั สือสัญญากู้เงินถึง
๕๕๐ บาท ท้งั ท่ีตอ้ งปิ ดอากรแสตมป์ เพียง ๒๘๕ บาท แสดงว่า

93

โจทก์ปิ ดอากรแสตมป์ ตามหนงั สือสัญญากู้เงินและหนังสือ
สญั ญาค้าประกนั ครบถว้ นแลว้ หนงั สือสัญญาค้าประกนั จึงใช้
เป็นพยานหลกั ฐานไดต้ าม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘

คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๖๔๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๒๗ ตาม
ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘ ระว่า ตราสารใดไม่ปิ ดแสตมป์ บริบูรณ์
จะใช้ต้นฉบบั คู่ฉบับ เป็ นพยานหลกั ฐานในคดีแพ่งไม่ได้
จนกวา่ จะไดเ้ สียอากรโดยปิ ดแสตมป์ ครบจานวนตามอตั ราใน
บญั ชีทา้ ยหมวดน้ี ซ่ึงบญั ชีอตั ราอากรแสตมป์ ทา้ ยหมวดในขอ้
๒๓ ระบุความหมายของคู่ฉบบั ไวว้ ่าคือตราสารซ่ึงมีขอ้ ความ
อยา่ งเดียวกนั กบั ตน้ ฉบบั หรือตน้ สญั ญาและผกู้ ระทาตราสารได้
ลงลายมือชื่อไวอ้ ย่างเดียวกบั ตน้ ฉบบั แต่เมื่อพิจารณาบนั ทึก
ขอ้ ตกลงรับโอนหุน้ ระหว่างโจทกก์ บั จาเลยที่ ๑ แลว้ ลายมือชื่อ
ของโจทกแ์ ละลายมือชื่อของจาเลยท่ี ๑ เป็ นเพียงสาเนาลายมือ
ช่ือที่ลงไว้อย่างเดียวกับต้นฉบบั บนั ทึกข้อตกลงดงั กล่าวจึง
ไม่ใช่คู่ฉบบั ตามความหมายของบญั ชีอตั ราอากรแสตมป์ ข้อ
๒๓ ท่ีจะต้องปิ ดอากรแสตมป์ ดังน้ัน แม้บันทึกข้อตกลง
ดงั กล่าวจะไม่ไดป้ ิ ดอากรแสตมป์ ก็ใชเ้ ป็ นพยานหลกั ฐานใน
คดีได้

94

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๘๒๖๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๔๙
ป.พ.พ. มิไดบ้ ญั ญตั ิกาหนดแบบของสัญญาประกนั ภยั ระหว่าง
ผรู้ ับประกนั ภยั กบั ผเู้ อาประกนั ภยั ไว้ ดงั น้นั แมท้ ้งั สองฝ่ ายจะ
ทาสัญญากนั ดว้ ยวาจา สญั ญาก็มีผลใชบ้ งั คบั ได้แลว้ เพียงแต่
การที่คู่สัญญาจะฟ้ องร้องบังคับคดีตามสัญญาประกันภัย
กฎหมายบงั คบั ใหต้ อ้ งมีหลกั ฐานเป็นหนงั สืออยา่ งใดอย่างหน่ึง
ลงลายมือชื่อฝ่ ายที่ตอ้ งรับผิดหรือลายมือชื่อตวั แทนฝ่ ายน้นั เป็ น
สาคญั ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๖๗ วรรคหน่ึง ซ่ึงบทบัญญัติ
ดงั กล่าวหมายถึงเฉพาะการบงั คบั คดีตามสญั ญาประกนั ภยั ใน
กรณีท่ีผูเ้ อาประกนั ภยั ฟ้ องร้องบงั คบั ผูร้ ับประกนั ภยั ให้ใชค้ ่า
สินไหมทดแทนตามท่ีระบุในสญั ญาหรือกรณีที่ผรู้ ับประกนั ภยั
ฟ้ องร้องบงั คบั เอาเบ้ียประกนั ภยั เท่าน้นั ส่วนคดีน้ีเป็ นกรณีที่
โจทก์ซ่ึงเป็ นผูร้ ับประกันภยั ฟ้ องร้องจาเลยท้งั สองให้รับผิด
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ อนั เน่ืองมาจากจาเลยท่ี ๑
กระทาละเมิดทาให้รถยนต์ของผูเ้ อาประกนั ภยั ไว้กับโจทก์
ไดร้ ับความเสียหาย ซ่ึงจาเลยที่ ๒ ตอ้ งร่วมรับผิดในผลละเมิด
กบั จาเลยที่ ๑ และโจทกไ์ ดใ้ ชค้ า่ ซ่อมสาหรับความเสียหายของ
รถยนต์ไปแล้ว โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของผูเ้ อาประกันภัย
ฟ้ องร้องจาเลยท้ังสองโดยอาศยั อานาจตาม ป.พ.พ. มาตรา

95

๘๘๐ อนั ถือว่าโจทก์ซ่ึงเป็ นผูร้ ับประกนั ภยั ได้ถูกโตแ้ ยง้ สิทธิ
ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๕ การฟ้ องของโจทก์มิใช่เป็ นการ
ฟ้ องร้องบงั คบั คดีตามสญั ญาประกนั ภยั แต่อย่างใด จึงไม่ตกอยู่
ภายใตบ้ งั คบั แห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๘๖๗ วรรคหน่ึง อนั จะตอ้ งมี
หลกั ฐานเป็ นหนงั สือลงลายมือชื่อฝ่ ายท่ีตอ้ งรับผิดมาแสดงจึง
จะฟ้ องร้องบงั คบั คดีไดแ้ ละไม่ตกอยูภ่ ายในบงั คบั ตาม ป.วิ.พ.
มาตรา ๙๔ เพราะมิใช่กรณีมีกฎหมายบงั คบั ให้ต้องมีพยาน
เอกสารมาแสดง คาเบิกความพยานบุคคลของโจทก์จึงรับฟังได้
ดงั น้นั แมโ้ จทกจ์ ะอา้ งสาเนาเอกสารที่ไม่มีลายมือชื่อกรรมการ
ของโจทก์กบั ผเู้ อาประกนั ภยั และไม่ไดป้ ระทบั ตราสาคญั ของ
โจทก์ ก็ไมเ่ ป็นเหตใุ ห้โจทกไ์ มม่ ีอานาจฟ้ อง

คาพพิ ากษาฎกี าที่ ๘๔๓๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๒ น. ๑๕๓
แบบแจง้ การครอบครองท่ีดิน (ส.ค.๑) เป็ นเพียงหลกั ฐานอยา่ ง
หน่ึงซ่ึงแสดงว่าขณะแจ้งการครอบครอง ผู้แจ้งอ้างว่าท่ีดิน
จานวนเน้ือท่ีดงั กล่าวเป็ นของผแู้ จ้งเท่าน้นั ไม่ก่อให้เกิดสิทธิ
ฟังเป็นยตุ ิวา่ ขอ้ เทจ็ จริงตอ้ งเป็นไปตามแบบแจง้ การครอบครอง
ที่ดิน (ส.ค.๑) น้ัน ความจริ งผูใ้ ดจะมีสิทธิครอบครองและ
ครอบครองที่ดินเป็ นจานวนเน้ือท่ีเท่าใด จะตอ้ งพิจารณาจาก
พยานหลกั ฐานว่าผูใ้ ดเขา้ ยึดถือครอบครองทาประโยชน์ใน

96

ท่ีดินดังกล่าว โดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนจึงจะได้สิ ทธิ
ครอบครอง แบบแจ้งการครอบครองท่ีดิน (ส.ค.๑) จึงไม่ใช่
เอกสารที่กฎหมายบงั คบั ให้ตอ้ งมีมาแสดง ไม่อย่ใู นบงั คบั ตาม
ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ ท่ีห้ามมิให้สืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลง
แก้ไข คู่ความจึงสามารถนาสืบเปล่ียนแปลงแกไ้ ขขอ้ ความใน
เอกสารแบบแจง้ การครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ได้

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๙๗๘๖/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๑ น. ๑๔๘
แมเ้ อกสารพิพาทจะระบุว่าเป็ นสัญญาค้าประกันก็ตาม แต่มี
เพียงลายมือช่ือของจาเลยที่ ๒ ผคู้ ้าประกนั เท่าน้นั ไม่มีลายมือ
ช่ือโจทก์อยดู่ ว้ ย เอกสารดงั กลา่ วจึงเป็นเพียงหลกั ฐานในการค้า
ประกนั เป็นหนงั สือตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๘๐ วรรคสอง เท่าน้นั
มิใชส่ ญั ญาค้าประกนั ซ่ึงเป็ นตราสารที่ตอ้ งปิ ดแสตมป์ บริบูรณ์
ตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๐๔ และบญั ชีอตั ราอากรแสตมป์
ลกั ษณะ ๑๗ แม้เอกสารดงั กล่าวไม่ปิ ดอากรแสตมป์ แต่ก็ไม่
ตอ้ งห้ามใชเ้ ป็นพยานหลกั ฐานตาม ป.รัษฎากร มาตรา ๑๑๘

คาพิพากษาฎีกาท่ี ๑๑๕๘๔/๒๕๕๔ ฎ. ๒๔๔๒ แม้
สญั ญากูร้ ะบุวา่ จาเลยรับเงินไปจากโจทกค์ รบถว้ นแลว้ ในวนั ทา
สญั ญา แต่การท่ีโจทก์นาสืบว่า จาเลยเคยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์
ก่อนวนั ทาสญั ญากูแ้ ลว้ หลายคร้ัง เม่ือรวมกบั ในวนั ทาสัญญากู้

97

อีกเป็ นจานวนเงินตามสัญญากู้ เป็ นการนาสืบถึงท่ีมาและ
รายละเอียดในการท่ีจาเลยรับเงินไปจากโจทก์ อนั เป็ นการนา
สืบถึงความเป็นมาแห่งหน้ี ซ่ึงเป็ นขอ้ เทจ็ จริงที่เกี่ยวกบั มูลเหตุ
ที่จะให้จาเลยต้องรับผิดโดยมิไดป้ ระสงค์แก้ไขเปล่ียนแปลง
ข้อความในสัญญากู้ จึงมิใช่การนาสืบเปล่ียนแปลงแก้ไข
ขอ้ ความในเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔

แมต้ ามสญั ญากใู้ นชอ่ งผกู้ ูจ้ ะระบุชื่อสกุลเดิมของจาเลย
ก่อนท่ีจะจดทะเบียนสมรสแลว้ ใช้ช่ือสกุลใหม่ของสามีก็ตาม
กม็ ิใชเ่ ป็นผลให้ลายมือชื่อในชอ่ งผกู้ ตู้ ามสญั ญากูก้ ลบั กลายเป็ น
มิใชล่ ายมือช่ือของจาเลย เนื่องจากสาระสาคญั แห่งความรับผิด
อยทู่ ี่ว่าจาเลยเป็ นผูล้ งลายมือช่ือในช่องผกู้ ู้หรือไม่ อนั เป็ นการ
ระบถุ ึงตวั บุคคลซ่ึงเป็นผกู้ ูว้ ่าคือจาเลย แมช้ ื่อสกุลจะไม่ตรงกนั
กบั ช่ือสกลุ ที่ถูกตอ้ งแทจ้ ริงก็ตาม

คาพพิ ากษาฎีกาท่ี ๑๑๗๖๐/๒๕๕๔ ฎ. ๒๔๖๖ สญั ญากู้
เงินไม่มีขอ้ ความว่าเป็ นการร่วมกันกู้ยืมเงิน การที่จาเลยเบิก
ความว่าสญั ญากูเ้ ป็ นการท่ีโจทก์และ อ. ร่วมกนั กู้ยืมเงินอนั จะ
เป็ นผลให้โจทก์ต้องร่วมรับผิดกบั อ. จึงเป็ นการนาสืบพยาน
บคุ คลเพิ่มเติมพยานเอกสารตอ้ งหา้ ม ป.วิ.พ. มาตรา ๙๔ (ข)

98

คาพพิ ากษาฎกี าน่าสนใจมาตรา ๑๐๔

คาพิพากษาฎีกาที่ ๗๖๓๔/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๑๐ น. ๑๕๔
มติของแพทยสภาท่ีวินิจฉยั ว่าจาเลยที่ ๒ ถึงท่ี ๔ ไม่ไดก้ ระทา
ผดิ หรือไมไ่ ดร้ ักษาผดิ มาตรฐานน้นั มติแพทยส์ ภามิใช่กฎหมาย
และไม่มีกฎหมายบญั ญตั ิว่ามติแพทยสภามีผลผูกพนั คู่ความ
และศาล ถา้ ศาลเห็นว่ามติของแพทยสภาถูกตอ้ งและเป็ นธรรม
ก็จะนามารับฟังประกอบพยานหลกั ฐานของจาเลยท่ี ๑ ที่ ๓
และท่ี ๔ ได้ แต่มติเรื่องน้ี มีขอ้ สงสัยว่าจะถูกต้องเป็ นธรรม
หรือไม่ เพราะเมื่อนาเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการ
แพทยสภา มีกรรมการมาประชมุ ๓๐ คน ลงมติโดยเปิ ดเผยโดย
การยกมือ ฝ่ ายที่เห็นว่าจาเลยท่ี ๔ ผิดมี ๑๒ เสียง ฝ่ ายที่เห็นว่า
ไม่ผดิ มี ๑๓ เสียง ส่วนมติเกี่ยวกบั จาเลยท่ี ๓ ลงมติว่าไมผ่ ดิ ๑๒
เสียง ต่อ ๑๐ เสียง แต่มีกรรมการท่ีลงมติว่าไม่ผิด ๑ คน เป็ น
ญาติและนามสกุลเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา หลังจากลงมติมี
กรรมการแพทยสภาลาออกเพ่ือประทว้ งคณะกรรมการแพทย
สภา กรรมการแพทยสภาลงมติโดยไม่ไดศ้ ึกษาสานวนโดย
ละเอียด กรรมการบางคนไม่เคยประชุมแพทยสภามาก่อน แต่
ลงมติว่าไมผ่ ดิ มติแพทยสภาดงั กล่าวท่ียงั มีขอ้ โตแ้ ยง้ ว่าถูกตอ้ ง

99

เป็ นธรรมหรื อไม่ ศาลจึงเพียงแต่นามารับฟังประกอบการ
พิจารณาเทา่ น้นั โดยไม่จาตอ้ งถือตามมติของแพทยสภา

คาพพิ ากษาฎกี าท่ี ๕๐๙/๒๕๕๔ ฎ.ส.ล. ๘ น. ๑๖ แมผ้ ล
การตรวจพิสูจน์ลายมือช่ือจาเลยท่ีสถาบนั นิติวิทยาศาสตร์
กระทรวงยตุ ิธรรม จะระบุว่าลายมือชื่อจาเลยในสญั ญากู้พร้อม
เอกสารหลกั ฐานเปรียบเทียบกบั ลายมือชื่อจาเลยตามเอกสาร
ต่าง ๆ ท่ีส่งมาเปรี ยบเทียบแล้ว มีคุณสมบัติของการเขียน
รูปลกั ษณะของตวั อักษรแตกต่างกัน จึงลงความเห็นว่ามิใช่
ลายมือช่ือของบุคคลเดียวกนั ก็ตาม แต่ความเห็นดงั กล่าวเป็ น
เพียงพยานผใู้ หค้ วามเห็นต่อศาลตามท่ีบทบญั ญตั ิของกฎหมาย
อนุญาตไว้ เป็ นความเห็นเพ่ือช่วยศาลในการวินิจฉัยคดี
ความเห็นของผเู้ ชี่ยวชาญดงั กล่าวจะรับฟังไดเ้ พียงใดยอ่ มข้ึนอยู่
กบั ความสมเหตสุ มผลของความเห็นน้นั ดว้ ย เมื่อจาเลยมิไดน้ า
ผรู้ ับผดิ ชอบสานวนหรือองคค์ ณะผตู้ รวจสอบมาเบิกความเป็ น
พยานประกอบเพื่อแสดงให้เห็นว่าการตรวจพิสูจน์เป็ นไปตาม
หลกั วิชาการตรวจสอบและเป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบ
หรือไม่ เพื่อให้เห็นความสมเหตุสมผลของความเห็นและให้
โอกาสโจทก์ไดถ้ ามคา้ นพยานผูเ้ ช่ียวชาญดงั กล่าว เพ่ือให้ได้

100

ความกระจ่างว่า หากผู้ขอตรวจสอบจงใจเขียนลายมือช่ือ
ในเอกสารที่ขอให้ตรวจพิสูจน์ให้แตกต่างกับลายมือช่ือใน
เอกสารต่าง ๆ ที่ส่งไปให้ตรวจพิสูจน์ หรือผขู้ อตรวจจงใจลง
ลายมือชื่อไวใ้ นเอกสารต่าง ๆ ใหไ้ ม่เหมือนหรือให้แตกต่างกนั
ผเู้ ช่ียวชาญจะตรวจสอบไดห้ รือไม่ว่าเป็ นลายมือชื่อของบุคคล
เดียวกนั ดว้ ยวิธีการอยา่ งไร และสามารถเชื่อถือไดเ้ พียงใด เพื่อ
ศาลจะไดส้ ามารถตรวจสอบความเห็นของผเู้ ช่ียวชาญไดว้ ่ามี
น้าหนกั น่าเชื่อถือไดม้ ากกว่าพยานรู้เห็นเหตุการณ์ดว้ ยตนเอง
หรือไม่ แต่ฝ่ ายโจทก์มีผูท้ ่ีเขียนและลงลายมือช่ือเป็ นพยานใน
สญั ญากูย้ ืมเงินยนื ยนั ว่าจาเลยเป็นผลู้ งลายมือชื่อในสญั ญากูเ้ งิน
และได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์ครบถว้ นแลว้ โดยจาเลยไม่ได้
ปฏิเสธว่ามิไดเ้ ป็ นผูเ้ ขียนสัญญาดงั กล่าว ประกอบกบั โจทก์มี
โฉนดที่ดิน สาเนาบตั รประจาตวั ประชาชน สาเนาทะเบียนบา้ น
ของจาเลยไวใ้ นครอบครอง แมจ้ าเลยจะอา้ งว่าโฉนดท่ีดินของ
จาเลยดงั กลา่ วไดห้ ายไปโดยไดแ้ จง้ หายต่อเจา้ พนกั งานตารวจ
แต่ก็เป็ นการแจ้งความหายหลงั จากท่ีจาเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป
แลว้ พยานหลกั ฐานโจทก์มีน้าหนกั ดีกว่าพยานหลกั ฐานจาเลย
ขอ้ เทจ็ จริงรับฟังไดว้ ่าจาเลยกูเ้ งินโจทก์ตามสญั ญากูเ้ งิน


Click to View FlipBook Version