The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

60ปี สุเมธาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-12-01 08:24:15

60ปี สุเมธาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

60ปี สุเมธาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

60 ปี สุเมธาจารย์

 นายจิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฎาน ให้ทรรศนะว่า หาก
ประเทศไทยก�ำ หนดเรอื่ งเศรษฐกจิ พอเพยี งใหเ้ ปน็ วาระระดบั ชาติ และด�ำ เนนิ ตาม
แนวทางน้ีอย่างแท้จริง “ผมว่าประเทศไทยสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลัก
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ใน
ประเทศ แต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก ซึ่งหากทำ�สำ�เร็จ ไทยก็คือ
ผนู้ �ำ ”
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งไดร้ บั การเชดิ ชอู ยา่ งสงู จากสหประชาชาติ โดยนายโคฟี อนั นนั
ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำ�เร็จสูงสุดด้าน
การพฒั นามนษุ ย์ แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ วั เมอื่ วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2549 และได้
มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอพียงว่า เป็นปรัชญาท่ีมีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานา
ประเทศ และสามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง สู่หมู่บ้าน และสู่เศรษฐกิจในวง
กวา้ งในท่ีสดุ
และนาย Hakan Bjorkman รักษาการผู้อำ�นวยการสำ�นกั งานโครงสรา้ งพัฒนาแห่ง
สหประชาชาตใิ นประเทศไทย กวา่ เชดิ ชปู รชั ญาเศรษฐกจิ พอพยี ง และยงั ไดต้ ระหนกั ถงึ วสิ ยั ทศั น์
และแนวคิดในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และองค์การสหประชาชาติยังได้
สนบั สนนุ ประเทศตา่ งๆทเ่ี ปน็ สมาชกิ 166 ประเทศใหย้ ดึ เปน็ แนวทางสกู่ ารพฒั นาประเทศแบบ
ย่งั ยนื
“ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง” เปน็ ทรี่ จู้ กั อยา่ งแพรห่ ลายในสงั คมไทยชว่ ง 10 ปที ผ่ี า่ น
มา ซงึ่ เป็นช่วงเศรษฐกจิ ฟองสบแู่ ตก โดยหลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง สอนใหค้ นไทยใช้ชวี ิต
แบบพอเพียง แม้ภาวะเศรษฐกิจประเทศจะฟื้นตัวขึ้นแล้วก็ตาม แต่ “ปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง” ก็น่าจะจำ�เปน็ ส�ำ หรบั ชวี ิตคนไทย และโลกยคุ โลกาภวิ ตั น6์
ดร.ศภุ ชัย พานชิ ภักด์ิ อดีตเลขาธกิ ารการทีป่ ระชุมสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยการค้าและ
การพฒั นา หรอื องั คถ์ ดั กลา่ วถงึ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งในการบรรยายพเิ ศษ เรอ่ื ง “ปรชั ญา
เศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการ
เงินการคลังและการธนาคาร สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าหลายคนคิดว่า “เศรษฐกิจ

6 ความเหน็ ดร. ศภุ ชยั พานิชภกั ด์ิ เลขาธิการการทีป่ ระชุมสหประชาชาตวิ า่ ด้วยการค้าและการพฒั นา
ดาวนโ์ หลในดจการกงุ รเทะบพบธุรTกUจิ DฉCบโบัดยวันนศาุกยรอท์รา่ี่ ม15ดวมงถิ จนุ นั าทยรน์ พ.ศ. 2550

50

“ธรรมศาสตร์วินัย” ในคัมภีร์ศาสนาท่ีสำ�คญั ของโลก ในการรักษา ปฏิรูป วินยั การเงินการคลงั

พอเพียง” เป็นการถอยหลัง แต่ถ้าทำ�ความเข้าใจให้ดี จะรู้ว่าเป็นการพัฒนาก้าวไปข้างหน้า
อยา่ งยงั่ ยนื

ทัง้ น้ี ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัว ได้รับการยอมรบั
ทง้ั ในระดบั ประเทศและนานาชาติ เหน็ ไดจ้ ากการทอี่ งคก์ ารสหประชาชาติ (ยเู อน็ ) ไดท้ ลู เกลา้ ฯ
ถวายรางวลั ความส�ำ เรจ็ ดา้ นการพฒั นามนษุ ย์ แดพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ขณะทย่ี เู อน็ ได้
อธบิ ายนิยาม “ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง” ว่าเปน็ แนวทางพฒั นา ท่ียกระดับชีวิตประชาชน
ไมเ่ ฉพาะในไทย แต่รวมไปถึงท่วั โลก ดังนน้ั ยูเอ็นจึงส่งเสริม และเผยแพร่ปรชั ญาเศรษฐกิจพอ
เพยี ง เพอื่ พฒั นาสรู่ ะดับนานาชาติด้วย รวมถึงการพัฒนาคนให้มคี ุณภาพ ซึ่งการพัฒนาจะเปน็
ศูนยก์ ลาง สำ�หรับทกุ คนใหม้ สี ่วนรว่ ม

ท้งั นีเ้ ศรษฐกจิ พอเพียง ถอื เป็นแนวทางทีย่ เู อ็นยอมรับ เพราะเปน็ รปู แบบการพัฒนา
ทุกด้าน ดังน้นั จึงสามารถประยกุ ต์ใชไ้ ดท้ ั่วโลก เนือ่ งจากสามารถพัฒนาควบคูก่ ันทัง้ เศรษฐกจิ
สิ่งแวดล้อมและสังคม ซ่ึงแนวคิดดังกล่าวทำ�ให้เศรษฐกิจไทยโตอย่างมีภูมิคุ้มกัน และรับผล
กระทบจากปัจจัยภายนอกได้ ดงั นั้นต้องใช้ประโยชนจ์ ากโลกาภวิ ตั นอ์ ยา่ งมีภมู คิ ้มุ กัน

“ปัจจุบันปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้รับความ
สนใจทงั้ ในประเทศและนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศยากจนสามารถนำ�ไปพัฒนาประเทศ ซึง่
จะไมม่ ุ่งเนน้ แตจ่ ะเป็นอตุ สาหกรรมดา้ นเดยี ว” ดร.ศุภชัย กล่าว

ดร.ศุภชัย ช้ีว่า หากเอ่ยถึงเศรษฐกิจต้องนึกถึงการลงทุน ซึ่งจากการลงทุนจากต่าง
ประเทศนับเป็นรูปแบบหน่ึงของโลกาภิวัตน์ แต่การลงทุนท่ีย่ังยืนต้องไม่เอ่ยถึงเฉพาะเม็ดเงิน
ลงทุนอย่างเดียว แต่ต้องมองวา่ เป็นการลงทนุ ทป่ี ลอดภยั และเช่ือมโยงการพัฒนาในประเทศ
หรอื ไม่ เชน่ สร้างเครือขา่ ยเทคโนโลยแี ละส่อื สารไดก้ วา้ งไกล เพ่ือใหค้ นในชนบทมีบทบาทเขา้
ถงึ ความเจรญิ ซง่ึ การลงทนุ ลกั ษณะนเี้ รยี กวา่ “การลงทนุ อยา่ งมีคณุ ภาพ”

ดงั นน้ั หากมองหาการลงทนุ จะตอ้ งมองทง้ั ภายในและตา่ งประเทศ จงึ จะเปน็ แนวทาง
หนงึ่ ในการพฒั นาเศรษฐกจิ อยา่ งยงั่ ยนื คอื ไมโ่ ลภแตต่ อ้ งรวู้ า่ ตอ้ งการอะไร มากแคไ่ หน เชน่ จนี
ไมต่ อ้ งการลงทนุ ทกุ อยา่ ง แตจ่ นี เนน้ ใหก้ ารลงทนุ เชอื่ มโยงการพฒั นาในประเทศ และตอ้ งลงทนุ
แลว้ จีนจะได้รบั ประโยชน์ด้วย ซึ่งองคป์ ระกอบในการลงทุนมคี ณุ ภาพ จะนกึ ถงึ พื้นท่กี ารตลาด
(Marketing Area) สิง่ อำ�นวยความสะดวก และชมุ ชน

“การลงทุนจะนำ�ระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจมาสู่ประเทศ แต่การลงทุนภายใต้

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

51

60 ปี สุเมธาจารย์

แนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี ง จะรวมถงึ การเตบิ โตทตี่ ้องมีนํา้ สะอาดใช้ สามารถดแู ลระบบการเงิน
รวมถึงการมปี ระชากรคณุ ภาพ และสง่ิ แวดลอ้ มดี” ดร.ศุภชยั กล่าว

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากสอดคล้องแนวโน้มโลกาภิวัตน์ ซ่ึงนอกจากเป็น
แนวทางนำ�ความม่ังค่ังแล้ว ขณะท่ีโลกาภิวัตน์ จะนำ�ทรัพยากรของประเทศออกไป ดังนั้น
เศรษฐกิจท่พี อเพยี งสามารถแบง่ ปนั ทรพั ยากรอยา่ งร้คู ุณคา่ และเทา่ เทียม สรา้ งเครอื ข่ายความ
เจริญทเ่ี ข้มแข็งรว่ มกัน ทง้ั ในระดบั ประเทศและในประเทศ หากนำ�เศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นพน้ื
ฐานระบบการจัดการของโลกในอนาคต จะเชือ่ มโยมกนั ดว้ ยข้อตกลงทางการคา้ เห็นไดช้ ดั คือ
องคก์ ารการคา้ โลก (ดบั บลวิ ทโี อ) ทใี่ หค้ วามสนใจการสรา้ งความโปรง่ ใสทางการคา้ จงึ ไดพ้ ยายาม
หาขอ้ สรปุ ประเดน็ การจัดซ้ือจัดจ้างของภาครัฐ สรา้ งกระบวนการทางศลุ กากร การสร้างหลกั
ธรรมาภิบาล และสร้างระบบการเงนิ ทโี่ ปร่งใส

“ในอนาคตรูปแบบของ Knowledge-Based Society นอกจากผลิตสินค้าแล้ว
กระบวนการผลิตต้องประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนา ซ่ึงสินค้าต้องมีรูปแบบแนวความคิด
สรา้ งสรรค์ โดยน�ำ หลกั เศรษฐกิจพอเพยี งมาใชใ้ นการพฒั นา และสร้างฐานการเตบิ โต บนความ
สามารถทมี่ ี เพ่ือต่อยอดข้นึ ตอ่ เน่ืองและม่นั คง” ดร.ศภุ ชัย กล่าว

ผา่ นมากวา่ 10 ปแี ลว้ ท่วี ิกฤตเศรษฐกิจผ่านพ้นไป จนคนไทยจำ�ไม่ไดแ้ ลว้ ว่า ต้นเหตุ
แห่งความหายนะทางเศรษฐกิจมาจากอะไร ตอนน้ี เศรษฐกิจของประเทศไทยฟ้ืนตัวอีกคร้ัง
ดงั นั้นเพือ่ ไมใ่ ห้บทเรยี นดังกลา่ วซ้ํารอย จงึ ควรน�ำ เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นภมู คิ ุม้ กนั ประเทศ

ด้วยสัจธรรมดังกล่าวน้ีจึงขออัญเชิญหลักศาสนาที่สำ�คัญของโลกที่มีคุณค่าต่อมวล
มนุษยชาติในส่วนที่เก่ียวกับปรัชญาการคลังมาเพ่ือให้เห็นหลักการแห่งความสามัคคีระหว่าง
ศาสนกิ ตา่ งศาสนา (สมวายะ) ซงึ่ น�ำ หนา้ และควรเปน็ แบบอยา่ งของหลกั การเสรภี าพทางศาสนา
และขนั ตธิ รรม (Freedom of religion and tolerance) กบั แนวนโยบายดา้ นเศรษฐกิจและ
การคลังของรัฐบาลและ “วินัย” การเงินการคลังและงบประมาณตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู หรอื ในกฎหมายการเงนิ และการคลงั อน่ื ๆ ในการปฏริ ปู ประเทศไทยกลา่ วโดยเฉพาะ
การแกป้ ัญหาความยากจนโดยลดชอ่ งว่างระหว่างความ “ม”ี กบั “จน” ดงั นี้

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

52

“ธรรมศาสตร์วนิ ยั ” ในคัมภรี ศ์ าสนาท่ีส�ำ คัญของโลก ในการรักษา ปฏิรูป วินยั การเงินการคลงั

กถามรรคที่ 3

พระปฏิภาณของพระพทุ ธเจา้ ทีเ่ ป็นบทเฉพาะเรอ่ื ง
วา่ ด้วยวินยั การเงนิ และการคลงั

พทุ ธศาสนาเกดิ ในประเทศอนิ เดยี กอ่ นครสิ ตศ์ กั ราช 588 ปี หรอื ประมาณ 45 ปี กอ่ น
พุทธศักราช มีพระปฏิภาณของพระพุทธองค์อยู่ในคัมภีร์เรียกว่าพระไตรปิฎก คัมภีร์พระสูตร
ในคัมภีร์วินัยท่ีเป็นขุมทรัพย์หรือคลังทรัพย์ ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้แก่ชาวโลกและ
พระปฏภิ าณนน้ั ลักษณะแตกตา่ งกนั หลากหลาย แตล่ ้วนเป็นเรอื่ งนา่ รู้น่าศกึ ษาทง้ั สิ้น

ในบันทึกท้ายเร่ือง “พระปฏิภาณ ของ พระพุทธเจ้า” ของ พระธรรมปัญญาบดี
(สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ท่านผู้เป็นอุปัชฌาย์ของผู้เขียน) ได้อธิบายคำ�ว่า
“ปฏภิ าณ” ไวด้ ังนี้

“ค�ำ วา่ ปฏภิ าณ เปน็ ค�ำ ภาษาบาลี 100% เปน็ ค�ำ เกา่ ทมี่ มี าหลายพนั ปแี ลว้ กอ็ กี 100%
เชน่ เดยี วกัน ถ่ินเดิมของค�ำ น้ีอยู่ในชมพทู วปี หรือท่ีเรียกกันในปจั จุบันว่าประเทศอินเดยี คำ�นี้
เดินทางมายังประเทศไทย โดยลักษณะที่ติดมากับคัมภีร์ทางพุทธศาสนา จึงดูเป็นคำ�ที่อยู่ใน
ขอบเขตจำ�กดั ไมแ่ พร่หลายท่ัวไป จะเรียกว่าเป็นคำ�ทเี่ กบ็ ไว้ในตูพ้ ระคัมภีรท์ างพระพทุ ธศาสนา
กเ็ รียกได้ เมอื่ ตอ้ งใช้ ก็หยบิ ออกมาจากตู้ ครนั้ ใชแ้ ลว้ ก็เก็บเขา้ ไวใ้ นตู้อีกตามเดิม ครัง้ กาลล่วง
มา คำ�ว่าปฏิภาณคอ่ ย ๆ ขยบั เขยือ้ นเคลอื่ นตัวออกจากตู้ เขา้ สตู่ ลาด คอื ตลาดค�ำ พูดทวั่ ๆ ไป
ตลาดวิชาทวั่ ๆ ไป พน้ เขตจำ�กัดทมี่ ีอยเู่ ดิม... ในคมั ภรี พ์ ระไตปิฎก ทงั้ ทเ่ี ปน็ ค�ำ นามวา่ ปฏิภาณ
ทั้งท่ีเปน็ คำ�กริ ยิ าว่า ปฏภิ าตุ ทา่ นแปลกนั มาตาม ลักษณะของศัพท์ที่ใช้อย่ใู นประโยคนัน้ ๆ วา่
แจ่มแจ้ง แจ้งชัด คร้ันตกมาถึงเมืองไทยและเข้าสู่ตลาด ทั้งตลาดคำ�พูดและตลาดวิชา คำ�นี้มี
ความหมายขยายตวั หรอื แปรเปลยี่ นออกบา้ ง เปน็ ไหวพรบิ การโตต้ อบทนั ทที นั ควนั การโตต้ อบ
ได้ทันที ซ่ึงเหมาะสมกับเหตุการณ์หรือเหมาะสมด้วยเหตุผล รวมเข้าแล้วเห็นจะต้องยุติเอาว่า
ทัง้ แปลเดมิ ท้งั ความหมายทขี่ ยายตัวหรือแปรเปลยี่ นออกไปบา้ ง คงอยใู่ นสงั เวียนเดยี วกัน...”

ดงั เช่น ความเปน็ อยู่ประชาชนสมัยพุทธกาลและสถานะทางเศรษฐกจิ และระบบการ
เงนิ การคลงั ทป่ี รากฏตามคมั ภรี ใ์ นพระพทุ ธศาสนาดงั กลา่ ว มกี ารปกครอง “โดยสามคั คธี รรม”
ทีไ่ ด้มีประชมุ ปรกึ ษาหารือกจิ การบ้านเมืองกัน ณ ท่ีประชุมของตน เรยี กวา่ “สัณฐาคาร” หรือ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

53

60 ปี สุเมธาจารย์

“สันถาคาร” (หรือ “สัณฐานาคาร” ก็เรียก) มีลักษณะเป็นโรงโถง โรงประชุมที่เจ้าศากยะ
ชาวกรุงกบิลพัสดุ์ ให้สร้างข้ึนใหม่ยังไม่มีใครได้ใช้ จึงนิมนต์พระผู้มีพระภาคที่ประทับ
ณ นิโครธาราม ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ให้ทรงใช้ก่อน พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์
ดว้ ยดษุ ณภี าพและแลว้ เสดจ็ ไปกราบทลู เวลา เมอื่ เสดจ็ จงึ ประทบั พงิ เสากลางภกิ ษสุ งฆน์ งั่ พงิ ฝา
ด้านตะวนั ตก เจา้ ศากยะชาวกรุงกบลิ พสั ดทุ์ รงพงิ ฝาดา้ นตะวนั ออก พระผู้มีพระภาคทรงแสดง
ธรรมจนดึก

“สญั ฐาคาร” หรอื “สนั ถาคาร” นแี้ หละคอื ทปี่ ระชมุ รฐั สภาในระบอบประชาธปิ ไตย
ทเ่ี กดิ ขน้ึ มาแลว้ ในสมยั พทุ ธกาลมกี ารปรกึ ษาหารอื ในเรอื่ งการคลงั การเงนิ และการออกกฎหมาย
พระราชกำ�หนดกฎหมายต่าง ๆ เปน็ ไปอย่างชนิดพอ่ ปกครองลูก (Paternal) ดังทมี่ ีเรื่องเล่าไว้
ในพระวนิ ยั วา่ พวกเจา้ มลั ละแหง่ เมอื งกสุ นิ าราไดป้ ระชมุ กนั วา่ งขอ้ ก�ำ หนดคา่ ปรบั แกผ่ ทู้ ไ่ี มอ่ อก
ไปตอ้ นรบั พระผมู้ พี ระภาคเจา้ เมอ่ื พระองคเ์ สดจ็ ด�ำ เนนิ มาใกลล้ ะแวกเมอื งกสุ นิ าราไวเ้ ปน็ อตั รา
500 กหาปณะ โดยพวกมัลละเหลา่ นม้ี ีสณั ฐาคารหรอื สนั ถาคารเป็นท่ปี รึกษาหารือกิจการเมือง

เมอ่ื เรากล่าวการเกดิ ขน้ึ ของระบอบประชาธปิ ไตย เรามกั จะอา้ งถงึ “กฎบัตรใหญ”่
หรือ “มหาบัตร” คอื “MAGNA GARTA” (ค.ศ.1215) ของอังกฤษวา่ เป็นบ่อเกดิ ของระบอบ
ประชาธิปไตยในสมยั ปจั จบุ นั แมแ้ ต่หลักกฎหมายการคลงั มหาชนทเ่ี กิดข้นึ ในประเทศยโุ รปจะ
มรี ากเหงา้ มาจากกฎบตั รใหญ่ แตแ่ ทจ้ ริงแล้ว “สัณฐาคาร” ท่ีใช้ประชมุ กิจการบ้านการเมอื ง
เป็นท่ีประชุมออกกฎหมายและพิจารณาการเงินการคลังในสมัยพุทธกาลนั้นคือ หลัก
“ธรรมาธปิ ไตย” ท่แี ทจ้ รงิ เกิดก่อน MAGNA CARTA นบั ไดก้ ว่าพนั ปเี สียอีกและพระพทุ ธเจ้า
แห่งเราก็ยังได้โปรดประทานหลักธรรมสำ�หรับการประชุมเพ่ือปกครองบ้านเมืองมีชื่อเรียกใน
พระบาลวี า่ “อปรหิ านยิ ธรรม” หรอื “ธรรมอันไมเ่ ปน็ ทต่ี ้ังแหง่ ความเสือ่ ม เปน็ ไปเพือ่ เจรญิ
อยฝู่ า่ ยเดียว สำ�หรบั หมู่ชนหรอื ผบู้ ริหาบ้านเมือง”

ดังค�ำ ว่า “คลงั ”, “ทอ้ งพระคลงั ” หรอื “คลงั หลวง” และค�ำ วา่ “บา้ นส่วย” ทย่ี งั
เป็นคำ�ใช้ในการอธิบายถึงแนวความคิดและวิวัฒนาการของศาสตร์วิชาการคลังที่บัญญัติไว้ใน
คัมภีร์พระธรรมศาสตร์และจนถึงกฎหมายการเงินในปัจจุบันก็มีรากเหง้ามาจาก “ความเชื่อ”
และ “ศรัทธา” ในพระพุทธศาสนา ดังเช่นปรากฏในพระไตรปิฎกท่ีเป็นคัมภีร์หรือตำ�ราทาง
พทุ ธศาสนา เล่มท่ี 9 อรรถกถา ทฆี นิกาย อันขออญั เชิญมาดงั น้ี

“...บทว่า มี “ท้องพระคลัง” และฉางเตม็ บริบูรณ์ คำ�วา่ “คลงั ” ทเ่ี ก็บสง่ิ ของ ทา่ น

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

54

“ธรรมศาสตร์วนิ ยั ” ในคมั ภีร์ศาสนาที่ส�ำ คัญของโลก ในการรักษา ปฏริ ูป วินยั การเงนิ การคลงั

เรียกว่าคลังอธิบายว่า มี “คลัง” เต็มบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ท่ีฝังเก็บไว้...ในวันหนึ่งพระราชาน้ี
เสด็จออกไปเท่ียวตรวจดรู ัตนะ

พระองค์ตรสั ถามผ้รู ักษาคลงั วา่ “ทรพั ยม์ ากมายขนาดน้ี ใครเกบ็ สะสมมา”
ภัณฑาคาริกทูลว่า “พระราชบิดาและพระเจ้าปู่เป็นต้นของพระองค์สะสมมาตลอด
ชวั่ 7 ตระกลู ”
พระราชาตรัสถามว่า “ก็ชนเหลา่ นีส้ ะสมทรพั ย์น้ไี วแ้ ลว้ ไปทไ่ี หนกัน”
ภณั ฑาคาริกทลู วา่ “ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ตรัสอะไรพวกเขาต้องละทิ้งทรัพยน์ ้นั
ไปโดยแท้ ถือเอาไปไม่ได้....”
อกี บทหน่งึ ในอรรถกถา “มชั ฌมิ นิกาย”
“...คหบดรี ตั นะยอ่ มปรากฏแกพ่ ระเจา้ จกั รพรรดผิ มู้ อี ติ ถรี ตั นะปรากฏแลว้ เพอื่ อ�ำ นวย
ความสะดวกเกย่ี วกบั กจิ การดา้ น “ทอ้ งพระคลงั ” ตามพระราชอธั ยาศยั ผทู้ โ่ี ภคะมากตามปกติ
กด็ ี ผู้ท่ีเกิดในตระกลู มีโภคะมากก็ดี มสี ่วนชว่ ยใหก้ ิจการ “ท้องพระคลงั ” ของพระราชาเจรญิ
รุ่งเรือง จงึ เปน็ เศรษฐคี หบดไี ด้
ก็จักษุเพียงดั่งทิพย์เกิดแต่วิบากกรรมพร้อมท่ีจะอำ�นวยประโยชน์ย่อมปรากฏแก่
คหบดีแกว้ นัน้ ทเี ดียวเป็นเหตใุ ห้มองเห็นทรพั ยภ์ ายในแผ่นดินไดใ้ นรัศมี 1 โยชน์ เขาเหน็ สมบตั ิ
นั้นแล้วดีใจ ไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิรับอาสาทำ�หน้าที่ “การคลัง” ให้พระราชา ดำ�เนินธุระ
กิจการคลงั ทกุ อย่างให้สมบรู ณ.์ ...”

และในอรรถกถา มัชฌิมนิกายในพระไตรปิฎกเล่มที่ 14 อุปริปัณณาสก์ วิภังวรรค
ธาตุวิภังคสตู ร มบี ทเกย่ี วกบั การเก็บภาษีดงั น้ี

“....(พระเจา้ ปกุ กุสาติ) ทรงให้ตกี ลองประกาศวา่ จ�ำ เดมิ แตว่ นั นี้ พวกพ่อค้าเดินเท้า
หรือพวกเกวียนเหล่าใดมาจากพระนครของ (พระเจ้าพิมพิสาร) พระสหายเราจำ�เดิมแต่กาลท่ี
พอ่ คา้ ทงั้ ปวง เข้ามาสูเ่ ขตแดนของเรา

จงให้เรอื นเป็นที่อาศยั และเสบยี งจาก “พระคลงั หลวง”
จงสละ “ภาษ”ี อย่าทำ�อันตรายใด ๆ แก่พ่อคา้ เหลา่ นั้น.....”
และในหมวดท่ีชื่อว่า “ทุติยปัณณาสก์” หมวดที่ 50 ที่ 4 ที่ตรัสแก่อนาถปิณฑิก

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

55

60 ปี สุเมธาจารย์

คหฤบดี ถงึ ธรรมทปี่ รารถนาอนั หาได้ยาก คอื กรรมทคี่ วรทำ�เมือ่ ได้ทรพั ยม์ าดว้ ยความเพียรอนั
ชอบธรรมแล้ว คอื ท�ำ พลี 5 คอื

(1) ญาติพลี สงเคราะหญ์ าติ
(2) อติถิพลี ไดแ้ ก่การต้อนรบั แขก
(3) ปุพพเปตพลี ท�ำ บญุ อทุ ิศให้ผูต้ าย
(4) เทวตาพลี ทำ�บุญอุทิศให้เทวดา และท่ีเป็นวินัยทางการเงิน การคลังและงบ
ประมาณทสี่ ำ�คญั คือ
(5) ราชพลี การบ�ำ รงุ ราชการเสยี “ภาษี” ใหแ้ กห่ ลวง
การมีหน้าที่เสียภาษีให้แก่หลวงเป็นราชพลีมีนิทัศนะชาดกท่ีเล่าไว้ว่า ได้แก่ “บ้าน
สว่ ย” อนั เปน็ สถานทเี่ กบ็ ภาษอี ากรทมี่ มี าแลว้ ในสมยั พทุ ธกาล (เปรยี บไดก้ บั หนว่ ยงานทม่ี หี นา้
ทีเ่ ก่ียวกับการเกบ็ ภาษใี นปัจจบุ ันของกระทรวงการคลัง เช่น กรมสรรพากร กรมศลุ กากร กรม
สรรพสามิต : ผูเ้ ขยี น) ผใู้ ดเป็นเจ้าของหรอื มอี ำ�นาจใน “บา้ นสว่ ย” ท่ีจะต้องได้รับพระราชทาน
จากพระมหากษตั รยิ ต์ อ้ งเปน็ ผทู้ ม่ี คี วามซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ มคี วามชอบถงึ ขนาดเปน็ ทปี่ ระสบพระราช
อธั ยาศยั จงึ ไดร้ บั พระราชทาน “บา้ นสว่ ย” ดงั มนี ทิ ศั ทเ่ี ลา่ ไวอ้ ยา่ งนา่ ใครค่ รวญเพอื่ เปน็ แนวทาง
พิจารณาวิเคราะหว์ จิ ารณเ์ รอื่ ง “ความพอใจ” และ “กิเลส” ของมนษุ ยท์ เี่ ป็น “นานาจิตตัง”
ดงั น้ี
“ท่านปุโรหิตแห่งพาราณสีนอกราชการ กระทำ�ความชอบขนาดเป็นที่สบพระราช
อัธยาศัยของพระเจ้าพระพาราณสี จึงได้รับพระราชทานพรให้เลือกขอรับพระราชทานในส่ิงท่ี
ตนประสงค์ได้ ท่านขอโอกาสกลับมาหารือกันดูก่อนว่าจะขอรับพระราชทานส่ิงใด เพ่ือมิให้
เปน็ การขดั ใจกนั ระหวา่ งผอู้ ยรู่ ว่ มกนั เมอื่ มาถงึ บา้ นแลว้ ทา่ นกเ็ รยี กประชมุ คนในบา้ น คอื ภรรยา
ลกู ชาย ลกู สะใภ้ และนางปณุ ณาทาสี ตนเองเปน็ ประธานในทป่ี ระชมุ ทา่ นปโุ รหติ ผเู้ ปน็ ประธาน
เปิดประชุม กล่าวถึงการได้รับพระราชทานพรจากพระราชา ดำ�เนินอนุสนธิว่า เราจะขอรับ
พระราชทานอะไรถงึ จะดี และเสนอขึน้ กอ่ นวา่
“เราจะขอรับพระราชทานบา้ นส่วยจะเหน็ เป็นอย่างไร”
ภรรยา “ดฉิ นั ใครข่ อรบั พระราชทานรถเทยี มโคนมสกั 100”
ลูกชาย “ผมใครจ่ ะขอรับพระราชทานรถเทยี มม้าอาชาไนย”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

56

“ธรรมศาสตรว์ ินัย” ในคมั ภรี ศ์ าสนาที่สำ�คญั ของโลก ในการรักษา ปฏริ ูป วนิ ยั การเงนิ การคลงั

ลูกสะใภ้ “ดฉิ นั ใคร่จะขอรับพระราชทานเครื่องประดบั งาม ๆ”
นางปุณณาทาสี “ดฉิ นั ใคร่ขอรับพระราชทานครกและสาก”
ทา่ นปุโรหติ ไมไ่ ด้รบั ความเห็นร่วมจากคนของตนเลย ความพอใจของทา่ นที่จะขอรบั
พระราชทาน “บา้ นส่วย” ไมอ่ าจใหค้ นอ่ืนคลอ้ ยตามได้ ครั้นจะถอื ความพอใจตนเป็นประมาณ
ก็จะเปน็ เหตทุ �ำ ลายความอยู่เยน็ เป็นสขุ อันเคยมมี าก่อน ทา่ นปุโรหิตต้องพเิ คราะหห์ นกั ในท่สี ุด
ไม่รู้จะช้ีขาดได้อย่างไร ต้องนำ�ความข้ึนกราบบังคมทูลพระกรุณาถึงความพอใจต่างกันนั้น ๆ
ดงั นี้
“ขอเดชะพระบารมปี กเกล้า
ข้าพระพุทธเจ้า จะขอรับพระราชทานบ้านส่วย
ภรรยา อยากรวยใหข้ อรับพระราชทานโคนมหน่งึ รอ้ ย
ลกู ชาย สำ�ออยอยากขอรบั พระราชทานรถม้าอาชาไนย
ลกู สะใภ้ ออ้ นใหญ่ให้ขอรบั พระราชทานอลงั การดี ๆ
นางปณุ ณาทาสี คะยัน้ คะยอใหข้ อรับพระราชทานครกและสาก
เป็นความยากล้นเกล้าล้นกระหม่อมอยู่แล้ว สุดแต่จะทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า
เถิดพระเจ้าขา้ ”
พระเจา้ พาราณสที รงสรวล และทรงพระราชทานทกุ อย่างแก่ทกุ คน
จากเรอ่ื งนี้แสดงวา่ ความพอใจแลว้ แตอ่ ธั ยาศยั ของคน ความพอใจทปี่ ระกาศออกมา
เป็นเครื่องส่องอัธยาศัย และความพอใจของคนในบ้านเดียวกัน อยู่ร่วมร่มไม้ชายคายังต่างกัน
5 คน เปน็ 5 อย่าง หากกว้างกว่าน้นั เป็นเมือง เป็นประเทศ เปน็ โลก จะตา่ งกันประการไร ?
อน่งึ ผู้เขยี นขออนญุ าตมีความเห็นเพ่มิ เตมิ วา่ นางปุณณาทาสเี ป็นผ้มู ีความตอ้ งการ
ตามอตั ภาพของตนถงึ ขนาดคะยนั้ คะยอเพียงขอรับพระราชทานเพยี ง “ครกและสาก” เท่านั้น
ทงั้ ๆ ท่ถี ้ามีความโลภหรอื ไม่มีความ “พอ” เหมือนเช่นบุคคลอนื่ ๆ แลว้ จะขอรบั พระราชทาน
มากกว่าน้ันก็ได้ จึงเป็นบุคคลน่าจะเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญ เพราะเป็นผู้ใช้ปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพยี ง
เร่ืองปุณณาทาสีอาจเปรียบเทียบได้กับลูกศิษย์ท่ีขงจื้อโปรดปรานคนหน่ึงช่ือ
“เหยียนหยุ ” ซึ่งครอบครัวจนมากอาศยั อยูใ่ นตรอกซอยทเ่ี ปน็ สลมั ชวี ติ ของเขายากเขญ็ แต่

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

57

60 ปี สเุ มธาจารย์

ลกู ศษิ ย์ผนู้ ม้ี ีความพอใจ ซง่ึ บางคนอาจอ้างว่าความรวยความจนก็คือชีวติ และคนจนตอ้ งทนอยู่
ไปวันๆ แต่ทว่าเหยียนหุยผู้นี้ได้รับความชมชอบนับถือไม่ใช่เพราะเขาทนได้กับภาวะเศรษฐกิจ
เชน่ นี้ แตเ่ ปน็ เพราะทรรศนะของเขาตอ่ การด�ำ รงชวี ติ ซงึ่ คนทง้ั หลายจะรสู้ กึ วา่ วถิ ชี วี ติ เชน่ นกี้ ค็ อื
ความยากลำ�บาก แต่ส�ำ หรับเหยยี นหุยแล้ว เขารักษาทรรศนะทเ่ี ป็นรูปธรรมได้เสมอ ขงจอื้ จึง
สรุปว่า บคุ คลที่เป็น “ผเู้ ปน็ เลศิ (เสยี นเจอ่ ) คือคนท่ไี ม่เคยให้วัตถุปจั จัยมาก�ำ หนดชวี ติ ของตน
ซ่งึ ทำ�ให้เขาสามารถรกั ษาชีวติ อันสงบน่งิ ได้”7

ในสังคหวัตถุของผู้ครองแผ่นดิน หรือราชสังคหวัตถุ 4 คือหลักการสงเคราะห์
ประชาชนของผูป้ กครอง

1. สัสสเมธะ คือ พระปรีชาฉลาดในอันบำ�รุงท่ีเป็นสมบัติใหญ่ของบ้านเมือง ความ
ฉลาดในการบำ�รงุ พชื พันธธุ์ ญั ญาหาร ส่งเสริมการเกษตร

2. สัมมาปาสะ ความรู้จักผูกผสานรวมใจประชาชนด้วยการส่งเสริมอาชีพ เช่นให้
คนจนกยู้ มื บ�ำ รงุ พาณชิ ยกรรมการคา้ อนั เปน็ อบุ ายดงั บว่ งคลอ้ งนา้ํ ใจพวกพานชิ ภายในภายนอก
ไวโ้ ดยชอบ เปน็ ทางประกอบพระราชทรพั ยข์ น้ึ พระคลงั และท�ำ ความมง่ั คง่ั สมบรู ณแ์ หง่ พระราช
อาณาเขต

3. ปรุ สิ เมธะ ความฉลาดในการบ�ำ รุงขา้ ราชการ รจู้ ักส่งเสริมคนดมี คี วามสามารถ
4. วาชเปยะ หรอื วาจาเปยยะ ความมีวาจาอันดูดด่มื นํา้ ใจ นํา้ ค�ำ ควรด่ืม คอื ร้จู ัก
พดู รู้จกั ปราศรัย ไพเราะ สุภาพนุ่มนวล ประกอบดว้ ยเหตผุ ล มีประโยชน์ เป็นทางแห่งสามคั คี
ท�ำ ให้เกดิ ความเข้าใจอันดี และความนยิ มเช่อื ถือ
นอกจากนยี้ ังมีหลักการจัดแบ่งทรัพย์ทมี่ ชี อื่ ว่า “โภควิภาค 4” คอื การแบ่งโภคะโดย
จดั สรรออกเปน็ 4 สว่ น ทท่ี า่ นพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) ไดอ้ ธบิ ายไวใ้ นหนงั สอื พจนานกุ รม
พทุ ธศาสตร์ ฉบบั ประมวลธรรม หนา้ 163, 164 พมิ พค์ รงั้ ที่ 17 พ.ศ. 2551 โรงพมิ พม์ หาวทิ ยาลยั
มหาจุฬาลงกรณร์ าชวิทยาลยั ดังน้ี
โภควภิ าค 4 (การแบง่ โภคะเปน็ 4 สว่ น หลกั การแบง่ ทรพั ยโ์ ดยการจดั สรรเปน็ 4 สว่ น
- Bhogavibhaga fourfold division of money)
1. เอเกน โภเค ภญุ เชยยฺ (1 สว่ น ใชจ้ า่ ยเลย้ี งตน เลยี้ งคนทค่ี วรบ�ำ รงุ และท�ำ ประโยชน์

ดาวนโ์ หลดจากระบบ T7 UDพCระโเดทยพนเทายวอี,รอ่างมคด์กวางรจพันรทะรศ์ าสนา, พมิ พค์ รัง้ ที่ 1, บรษิ ทั สหธรรมิก จำ�กดั , 2553, น. 10-17

58

“ธรรมศาสตรว์ นิ ัย” ในคัมภีรศ์ าสนาทสี่ ำ�คัญของโลก ในการรกั ษา ปฏริ ูป วินัยการเงนิ การคลัง

– On one part he should live and do his duties towards others)
2.-3. ทฺวีหิ กมมฺ ํ ปโยชเย (2 ส่วน ใช้ลงทุนประกอบงาน – With two parts he

should expand his business)
4. จตตุ ฺถญจ นิธาเปยยฺ (อกี 1 สว่ น เกบ็ ไวใ้ ช้เม่ือคราวจ�ำ เปน็ – And he should

save the fourth a rainy day.)
บนั ทกึ ทา้ ยเรอ่ื ง : จะเหน็ ไดว้ า่ หลกั พทุ ธจรยิ ธรรมทางการเงนิ การคลงั ทไ่ี ดอ้ ญั เชญิ มา

บางสว่ นนลี้ ว้ นเปน็ “อกาลิโก” ทัง้ สิ้น ถา้ จะนำ�มาปรบั ใชเ้ ปน็ หลกั และแนวคดิ ในการปฏริ ูปจดั
ท�ำ นโยบายการสรา้ งวนิ ยั ทางการคลงั และจดั สรรงบประมาณรายจา่ ยตามนโยบายของรฐั บาลที่
ไมเ่ ปน็ ไปตามพทุ ธศาสนา เชน่ นโยบาย “ประชานิยม” ทเ่ี กนิ ขอบเขต เพราะทรัพยากรของ
ชาติโดยเฉพาะเงินแผ่นดินท่ีจะนำ�ไปพัฒนามีอยู่อย่างจำ�กัดและเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ดังนน้ั “....ถา้ มนษุ ย์ใช้มนั ดว้ ย “สติ” และ “ปญั ญา” มี “โยนโิ สมนสกิ าร” (การใช้ความคดิ
ถกู วิธี คอื กระทำ�ในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทง้ั หลายดว้ ยความคดิ พิจารณาสืบค้นถงึ ต้นเคา้ สาว
หาเหตผุ ลจนตลอดสาย แยกแยะออกพิเคราะหด์ ดู ้วยปัญญาท่ีคดิ เปน็ ระเบียบและโดยอบุ ายวิธี
ให้เห็นส่ิงน้ัน ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ตามสภาวะและตามความสัมพันธ์ของแห่งเหตุปัจจัย) โดย
ปฏิบัติต่อมันถูกต้องก็จะเป็นปัจจัยท่ีเก้ือกูลย่ิงท้ังในการพัฒนาตัวมนุษย์เองและในการนำ�การ
พัฒนามยี ่งั ยนื ไปสูจ่ ุดหมาย”8

ฐานะการเงนิ การคลงั ของประเทศไทยและชวี ติ ของประชาชนชาวไทยสว่ นใหญค่ งจะ
ไม่ตกอยู่ในความ “อัตคัดขดั สน” ดังในสภาพเช่นในปัจจุบนั น้ี

8 พระธรรมปิฎก (ป.อ ปยุตโต), นิติศาสตร์แนวพุทธ การพัฒนาท่ีย่ังยืน (SUSTAINABLE
ดาวน์โหลDดEจVาEกLระOบPบMTEUNDTC)โแดลยะนาทยาองรอ่าอมกดจวางกจรันะทบร์บเศรษฐกจิ ทคี่ รอบง�ำ สงั คมไทย, มูลนธิ พิ ุทธธรรม.

59

60 ปี สเุ มธาจารย์

กถามรรคที่ 4

ปรชั ญาวา่ ดว้ ยวนิ ัยการเงนิ และการคลงั
ในศาสนาอ่ืนทีส่ ำ�คัญของโลก

1. การคลงั กอ่ นพุทธกาล (ศาสนาพราหมณ์และฮินดู) “อารยธรรมชมพู
ทวปี ” (ประมาณ 2000-900 ปี ก่อน พ.ศ.)

อารยธรรมในยคุ นหี้ รอื ทเี่ รยี กวา่ “ยคุ อารยธรรมลมุ่ แมน่ า้ํ สนิ ธ”ุ Indus civilization
Harappan civilization มีความเจริญมากมีจุดขุดค้นสำ�คัญอยู่ที่ Mohenjo Daro (อยู่ทาง
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของเมอื งการาจใี นปากสี ถาน) เปน็ อารยธรรมทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ดุ เทา่ ทร่ี ขู้ องเอเชยี ใต้
อยใู่ นยคุ สมั ฤทธิ์ สมยั เดยี วกนั กบั อยี ปิ ตโ์ บราณ อารยธรรมเมโสโปเตเมยี และอารยธรรมมโิ ออนั
ทีเ่ กาะครัต แมเ้ ราจะไม่พบหลกั ฐานที่เป็นรปู ธรรมในด้านวิจยั ทางการเงนิ และการคลังที่ชัดเจน
ดังเช่นศาสนาพุทธและศาสนาอื่น ๆ ท่ีสำ�คัญท่ีเกิดข้ึนภายหลังยุคนี้ แต่ในยุคนี้มีเมืองที่จัดผัง
อย่างดี พร้อมทั้งระบบชลประทาน รู้จักเขียนหนังสือ มีมาตราชั่ง-ตวง-วัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึง
ระบบการมีวนิ ัยทางการเงนิ และการคลงั ท่ีดีเชน่ เดยี วกันด้วย

ในสว่ นศาสนาพราหมณแ์ ละฮนิ ดนู นั้ (ประมาณปี 900-600 กอ่ น พ.ศ.) ชนเผา่ อารยนั
ยกจากทรี่ าบสงู อหิ รา่ น หรอื เปอรเ์ ซยี ไดเ้ ขา้ มารกุ รานและครอบครองตลอดไปถงึ ลมุ่ แมน่ า้ํ คงคา
พรอ้ มทง้ั น�ำ ศาสนาพราหมณ์ ภาษาสนั สกฤษและระบบวรรณะเขา้ มาอนั เปน็ บอ่ เกดิ ของศาสนา
ฮินดูต่อมา เพราะศาสนาฮินดมู ีววิ ัฒนาการมาจากศาสนาพราหมณ์ เกิดขนึ้ ในยคุ พระเวท เมอ่ื
ชาวอารยนั ไดเ้ ขา้ มาตง้ั ถน่ิ ฐานในประเทศอนิ เดยี ตง้ั แตป่ ระมาณ 1000 ปกี อ่ นพทุ ธกาล หลกั การ
ส�ำ คัญย่งิ ของศาสนาพราหมณ์คอื การปฏิบตั ิตามคมั ภีร์พระเวท มีคัมภีรธ์ รรมศาสตร์และคัมภีร์
นติ ศิ าสตร์ ทถ่ี อื กนั ว่า พระมนู เปน็ ผ้สู รา้ งมนุษยชาตแิ ละปกครองโลก มี 14 องค์ เรียงกันเปน็
ยุค ๆ ไป

องค์แรกทน่ี ักกฎหมายรจู้ กั กันดี มชี ือ่ วา่ “พระสวายมภวู ะ” หรือพระมนู เปน็ ผูท้ รง
ออกกฎหมายแรกท่ีเรียกว่า “มานวธรรมศาสตร์” หรือ “มนูธรรมศาสตร์” เป็นบ่อเกิดของ
“พระธรรมสาตร” ในการศึกษาลักษณะวิชาประวัติศาสตร์กฎหมายไทยในส่วนกฎหมายตรา

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

60

“ธรรมศาสตรว์ ินยั ” ในคมั ภรี ศ์ าสนาทส่ี �ำ คญั ของโลก ในการรกั ษา ปฏิรปู วินัยการเงนิ การคลงั

3 ดวง หรอื ประมวลกฎหมาย รชั กาลท่ี 1 จุลศกั ราช 1166
(ดู กาลานกุ รม พระพทุ ธศาสนาในอารยธรรมโลก พระพรหมคณุ าภรณ์ ป.อ. ประยตุ โต

และกฎหมายรชั กาลที่ 1 จลุ ศกั ราช 1166 พมิ พฉ์ บบั หลวง ตรา 3 ดวง เล่มท่ี 1 มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตรแ์ ละการเมอื ง และ พฤฒาจารย์ วพิ ธุ โยคะ รตั นรงั สี ใน “เปดิ โลกพระศาสนา” ส�ำ นกั
พมิ พด์ วงแก้ว และ รศ.ดร. สิจิตรา อ่อนคอ้ ม ศาสนาเปรียบเทยี บ พมิ พค์ รัง้ ท่ี 8 มีนาคม 2552
ส�ำ นกั พมิ พ์ดวงแกว้ )

2. ปรชั ญาการเงนิ การคลงั ในคมั ภีร์อัลกรุ อานของศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม เกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 570 ปี (ประมาณพุทธศักราช 1113) ท่ีถือ
คมั ภรี อ์ ลั กรุ อาน เปน็ กฎหมายทศ่ี กั ดส์ิ ทิ ธก์ิ ม็ หี ลกั การคลงั หรอื “กองคลงั มหาสมบตั ”ิ ทเ่ี รยี กวา่
“บยั ตุลามาล” ทำ�หน้าทจี่ ดั สรรรายได้ของกองคลงั ให้แก่สังคมตามจำ�เปน็ และตามกฎระเบียบ
ของ “บยั ตุลามาล” ท่ีเป็นกองคลงั ทางสว่ นกลาง โดยมกี ารแยก “บัญชอี อกเปน็ ประเภท ๆ”
ส่วนท้องถิ่นใดทเี่ ก็บรายได้ไม่พอกบั รายจา่ ยกจ็ ะได้รบั ความช่วยเหลอื จากรฐั บาลกลาง

“ซากาต” คือ การแบง่ ทรัพยส์ ินเงนิ ทองใหแ้ กค่ นยากจนขดั สน
ส่วน “ซาดากัต” เปน็ กรณที ี่ต้องแบง่ รายไดข้ องตนไวส้ ว่ นหน่ึงให้แก่คนยากจน
“ซะกาตหรอื ซากาต” เปน็ หนา้ ทที่ างศาสนาของมสุ ลมิ ทกุ คนทค่ี รอบครองทรพั ยส์ นิ
ถงึ จ�ำ นวนและครบรอบปี ซะกาตถกู บญั ญตั ใิ หม้ กี ารจดั เกบ็ และแจกจา่ ยอยา่ งเปน็ ระบบโดยผา่ น
องค์กรหรือสถาบันท่ีรับผิดชอบ ท่านนบี ได้วางแนวทางที่ชัดเจนในการจัดระบบซะกาตซึ่งต่อ
มาบรรเดาะลฟี ะฮผฺ ทู้ รงยตุ ธิ รรมไดเ้ จรญิ รอยตามแนวทางดงั กลา่ วและไดพ้ ฒั นาระบบซะกาตให้
สอดคลอ้ งกบั ความเตบิ โตและความเจรญิ รงุ่ เรอื งของอาณาจกั รอสิ ลาม ซะกาตในยคุ สมยั ดงั กลา่ ว
จงึ กลายเปน็ รากฐานทส่ี �ำ คญั ยงิ่ ของระบบประกนั สงั คมและระบบการคลงั (บยั ตลุ มาล) ในขณะ
เดียวกัน อย่างไรก็ตามพบว่าแนวทางสำ�คัญที่ทำ�ให้การจัดระบบซะกาตในสมัยดังกล่าวมี
ประสทิ ธภิ าพก็ คอื การมคี ณุ ธรรมและความโปรง่ ใส ดงั นนั้ องคก์ รใดกต็ ามทมี่ หี นา้ ทใี่ นการจดั การ
ซะกาต เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เก่ียวข้องจะต้องเป็นผู้มีคุณธรรมและมีความโปร่งใสเพราะมิ

9 ดู อับดุลเลาะ หนุ่มสุข ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ�ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก
ดาวน์โหลคดณจะากมรนะษุ บยบศTาUสตDรC์ มโดหยาวนทิ ายยอารลา่ ยั มราดมวคงจำ�นัแทหรง์

61

60 ปี สุเมธาจารย์

เช่นนนั้ แล้วการจดั การซะกาตก็จะประสบปัญหาและไมส่ ามารถเป็นหลกั ประกนั ให้สังคมได9้
การศกึ ษาววิ ฒั นาการของระบบการคลงั ทส่ี �ำ คญั ตา่ ง ๆ ในโลก จะกา้ วลว่ งโดยไมศ่ กึ ษา

ระบบท่ีเป็นปรัชญาของการคลังท่ีเก่าแก่ที่สุดในโลกและยังมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ได้
เพราะจะขาดความสมบรู ณท์ ี่ส�ำ คญั อยา่ งย่งิ ไป คอื ระบบการคลังอิสลาม เป็นระบบการคลังที่
ส�ำ คญั ของโลกอกี ระบบหนงึ่ ทไ่ี ดก้ �ำ หนดไวเ้ ปน็ หลกั ศาสนาอสิ ลามทศี่ กั ดส์ิ ทิ ธใิ์ นคมั ภรี ์ อลั กรุ อาน
ทไ่ี ดเ้ รยี กรอ้ งและสง่ เสรมิ ใหม้ สุ ลมิ ท�ำ การสงเคราะหบ์ รรดาผทู้ ตี่ กทกุ ขไ์ ดย้ าก ผขู้ ดั สน คนยากจน
โดยใหบ้ รรดาผทู้ ม่ี ง่ั คงั่ ไดต้ ระหนกั วา่ ทรพั ยส์ มบตั ทิ พ่ี วกเขาครอบครองอยนู่ นั้ สว่ นหนง่ึ เปน็ สทิ ธิ
ของบรรดาผู้ที่ไดร้ บั ความทุกข์รอ้ น มใิ ชเ่ ป็นสมบตั ขิ องพวกเขาไปเสยี ทัง้ หมดถงึ แมว้ า่ เขาจะหา
มาได้เองก็ตาม การคลังอิสลามนี้เคยเป็นระบบท่ีประเทศส่วนใหญ่ในโลกที่มีอดีตท่ีเคยเจริญ
รงุ่ เรืองด้วยประเพณี อารยธรรมกว่าพนั ปมี าแล้ว มีหลกั “ซะกาด” ทีศ่ ักดิส์ ิทธิ์เป็นบ่อเกดิ ของ
ความเจรญิ รุ่งเรอื งงอกงาม การเพมิ่ ขน้ึ และความบริสทุ ธ1ิ์ 0

บันทึกท้ายเรื่อง : ผู้เขียนขอเสนอเพ่ือกรณีศึกษาในลักษณะเปรียบเทียบในทฤษฎี
การคลังของอิสลามที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับของประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน อาทิ
เชน่ “ซากาต” กม็ แี นวคดิ ในทางปรัชญาเหมือนกับ “ภาษีมรดก” ท่ีกำ�หนดไวใ้ นกฎหมายสมยั
กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช “ทรัพย์สมบัติท่ีเกินกำ�ลังของทายาทท่ี
ใช้สอยให้ตกเป็นของหลวงท้ังหมด” และต่อมาภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก
สมบรู ณาญาสิทธริ าชยม์ าเป็นระบบประชาธิปไตย นายปรดี ี พนมยงค์ ได้เสนอ “เคา้ โครงการ
เศรษฐกิจของประเทศสยาม” ที่มีข้อเสนอในเร่ืองภาษีมรดกอยู่ด้วยและประเทศไทยก็ได้
ประเทศไทยก็ไดป้ ระกาศใช้ “พระราชบญั ญตั อิ ากรมรดกและการรับมรดก พ.ศ. 2476” ใน
รัฐบาลของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ.
2476” ในสมัยจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม เป็นนายกรฐั มนตรี

สว่ น “กองคลงั บยั ตลุ มาล” ทเ่ี ปน็ ทร่ี วบรวมรายไดจ้ ากแหลง่ ตา่ ง ๆ กม็ ลี กั ษณะคลา้ ย
กบั “คลังหลวง” หรอื “ท้องพระคลงั ” ในพระไตรปิฎก ปัจจุบันน้ไี ด้พัฒนาเป็น “ทุนสำ�รอง
เงินตรา” ตามกฎหมายเงินตรา และ “เงินคงคลงั ” ตามกฎหมายเงนิ คงคลังในปจั จุบัน

10 บรรจง บนิ กาซัน แปลและเรียบเรยี งใน, ทฤษฎกี ารคลงั ของอสิ ลาม (Muhamad an Theories
ดาวน์โหลoดfจFาiกnรaะnบcบeT),UใDนCอโสิ ดลยามนศายกึ อษราา่ มชดุดวกงาจรันคทลรัง์อิสลาม พิมพค์ รัง้ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2523

62

“ธรรมศาสตร์วนิ ยั ” ในคัมภรี ศ์ าสนาที่สำ�คัญของโลก ในการรกั ษา ปฏิรปู วินัยการเงินการคลงั

3. ปรัชญาการเงนิ การคลงั ในศาสนายดู าย

ศาสนายูดาย (425 B.C โดยประมาณ) มีศูนย์กลางอยู่ท่ีพระเจ้าที่เรียกว่า “พระ
ยะหเ์ วห”์ (ยาหเวห์ Yahwed หรอื เยโฮวาห์ Jehovad กเ็ รยี ก แปลวา่ “พระองคผ์ ทู้ รงใหก้ �ำ เนดิ
ทกุ สิ่ง”) ซ่งึ ชาวยิวนับถือเปน็ สรณะมีคัมภีรโ์ ตรา (Torah) ซง่ึ ชาวคริสตก์ ็นับถือดว้ ย โดยท่วั ไป
เรียกว่า “Pentateuch” หรอื “ปญั จครันถ”์ คอื 5 คมั ภีรแ์ รกแห่ง “Old Testament” ของ
คมั ภรี ไ์ บเบลิ เปน็ ค�ำ สง่ั สอนทไ่ี มใ่ หม้ นษุ ยใ์ ชค้ วามรนุ แรงหรอื สงครามแกป้ ญั หาตา่ ง ๆ แตใ่ หย้ ดึ ถอื
ความยตุ ิธรรมท่หี มายถงึ การแบง่ ปัน “ทรพั ยากร” ให้แก่ชมุ ชนต่าง ๆ โดยท่ัวถงึ ตาม สดั ส่วน
ของความจำ�เป็น คนจนกบั คนรวยมีศักดศิ์ รีเหมือนกัน จะต้องมกี ารเปลยี่ นแปลงโครงสร้างของ
สังคมแบบหน้ามือเป็นหลังมือ “ให้คนมาก่อนเป็นสุดท้ายและคนสุดท้ายเป็นคนมาก่อน” ซ่ึง
หมายความว่าให้คนจนท่ีอยูร่ มิ ขอบของสังคมไดร้ ับการดูแลเอาใจใสม่ ากขน้ึ และให้คนรวยทอ่ี ยู่
ในศนู ย์กลางของสังคมมีขอบเขตจ�ำ กดั ในคมั ภรี ์โตราก�ำ หนดใหม้ ีปี “สับบทั ” ทีเ่ จา้ หนี้จะตอ้ ง
ยกเลิกหนส้ี นิ ต่าง ๆ ใหแ้ ก่ลูกหนี้แม้จะเป็นหนีท้ ีช่ อบด้วยกฎหมายก็ตาม11

4. ปรชั ญาการเงนิ การคลงั ในศาสนาคริสต์

ศาสนาครสิ ต์เกิดข้นึ ก่อนใช้ ค.ศ. ประมาณ 4 ปี (ประมาณพทุ ธศกั ราช 547 ป)ี ท่มี ี
คมั ภรี ์ไบเบลิ เป็นหลักค�ำ สอนท่ีส�ำ คัญ คือ “ความรัก” ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าและความรัก
ระหว่างมนุษย์กบั มนษุ ยด์ ังมีตัวอย่างคำ�สอนของพระเยซคู ริสต์ (ในมัทธวิ 544 48)

“จงรักศัตรู และอวยพรแก่ผู้ท่ีแช่งด่าท่าน จงทำ�คุณแก่ผู้ท่ีเกลียดชังท่าน และจง
อวยพรให้แกผ่ ู้ทเ่ี ค่ียวเข็ญ ทา่ นถึงพวกเก็บ “ภาษี” “ก็ยังกระท�ำ อยา่ งน้นั มิใช่หรือ ........”

ในบททชี่ ือ่ วา่ “ทรงเรียกมัทธิว” มคี ำ�สอนท่ีเก่ียวกับคน “เกบ็ ภาษ”ี
ดังนี้ “คร้ันพระเยซเู สดจ็ เลยตำ�บลน้นั ไป กเ็ หน็ พระองค์ประทับเสวยพระกระยาหาร
ในเรอื น มคี น “เกบ็ ภาษ”ี และคนบาปอน่ื ๆ หลายคนเขา้ มารว่ มส�ำ หรบั กบั พระเยซแู ละกบั พวก

11 พระพรมหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารายธรรมโลก พิมพ์คร้ัง
ที่ 3 ตุลาคม 2552 สำ�นักพมิ พ์ผลธิ มั ม์ ในเครือบริษัท สำ�นักพิมพเ์ พ็ทแอนด์โฮม จ�ำ กัด หนา้ 20 และ พนิ ิจ รัตนกลุ .
ศาสนาและสงคราม-มิตรหรอื ศัตรู, วทิ ยาลยั ศาสนา มหาวทิ ยาลัยมดดิ ล พิมพ์คร้งั แรก 1 พฤศจกิ ายน 2544 และ
ศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิง สุรยิ า รัตนกลุ ม อารยธรรมตะวันตก, ภาค 1 วทิ ยาลยั ศาสนศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหิดล
ดาวนโ์ หลพดิมจพาก์ครระั้งบทบี่ 2TมUถิDุนCาโยดนย 2น5า4ย8อรห่ามน้าดว6ง9จ-นั 7ท5ร์

63

60 ปี สเุ มธาจารย์

สาวกของพระองค์ เม่อื พวกฟาริสีเหน็ แล้วก็กล่าวแก่สาวกของพระองคว์ ่า “ท�ำ ไมอาจารยข์ อง
ทา่ นจึงรับประทานอาหารร่วมด้วยกันกบั “คนเกบ็ ภาษี” และ “คนนอกกรตี เล่า”” เม่ือพระ
เยซทู รงทราบดังนน้ั แล้วกต็ รัสวา่ “คนเจบ็ ตอ้ งการหมอแต่คนสบายไม่ตอ้ งการ ทา่ นทัง้ หลายจง
ไปเรียนคมั ภีรข์ อ้ น้ีใหเ้ ขา้ ใจ “ท่ีว่า เราประสงคค์ วามเมตตา ไมป่ ระสงค์เครื่องสตั วบชู า” ดว้ ยวา่
เรามไิ ด้มาเพอ่ื จะเรียกคนทเี่ ห็นวา่ ตัวชอบธรรมแตม่ าเรยี กคนท่พี วกทา่ นเหน็ วา่ นอกกรตี ”12

ในบทเร่อื งค�ำ อุปมาเรอ่ื ง “เงนิ ตะลนั ต”์ และยังเปรยี บเสมอื นชายผหู้ นงึ่ จะออกเดิน
ทางไป จงึ เรยี กพวกทาสของตนฝากทรพั ยไ์ ว้ คนหนงึ่ ทา่ นใหห้ า้ ตะลนั ต์ คนหนงึ่ สองตะลนั ต์ และ
อกี คนหน่ึงตะลนั ตเ์ ดียว ตามความสามารถของแตล่ ะคนและทา่ นก็ไป คนทไ่ี ด้รบั ห้าตะลนั ต์น้ัน
กเ็ อาเงนิ นน้ั ไปคา้ ขายทนั ที ไดก้ �ำ ไรเทา่ ตวั คนทไ่ี ดร้ บั สองตะลนั ตน์ น้ั กไ็ ดร้ บั ก�ำ ไรเทา่ ตวั เหมอื นกนั
แตค่ นท่ีได้รบั ตะลันต์เดยี วไดข้ ุดหลมุ ซ่อนหลมุ ซอ่ นเงนิ ของนายไว้ ครนั้ อยูม่ าชา้ นานนายจงึ มา
คิดบญั ชกี ับทาสเหลา่ น้ัน

คนทไ่ี ดร้ บั ตะลนั ตก์ เ็ อาก�ำ ไรอกี หา้ ตะลนั ตม์ าชแ้ี จงวา่ “นายเจา้ ขา้ ทา่ นไดม้ อบเงนิ หา้
ตะลนั ตไ์ วก้ ับข้าพเจา้ ดูเถดิ ขา้ พเจ้าไดก้ ำ�ไรมาอีกตะลันต”์ นายจึงบอกว่า “ดีแลว้ เจา้ เปน็ ทาศ
ดแี ละซอ่ื สตั ย์ เจา้ ซอื่ สตั ยใ์ นของเลก็ นอ้ ย เราจะตงั้ ใหเ้ จา้ ดแู ลของมาก เจา้ จงปรดี รี ว่ มสขุ กบั นาย
ของเจ้าเถิด”

คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า “นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคน
ใจแขง็ เกี่ยวกับผลที่มิได้หวา่ น เกบ็ สํา่ สมที่ทา่ นมไิ ดโ้ ปรย ขา้ พเจ้ากลัวจงึ น�ำ ตะลนั ต์ของท่านไป
ซอ่ นไวใ้ ตด้ นิ ดเู ถดิ นแ่ี หละเงนิ ของทา่ น” นายจงึ ตอบวา่ “อา้ ยขา้ ชวั่ ชา้ และเกยี จคา้ นเจา้ กร็ หู้ รอื
วา่ เราเกยี่ วที่เรามิไดห้ วา่ นเก็บสาํ่ สมทเี่ รามิไดโ้ ปรย เหตุฉะนนั้ เจา้ ควรเอาเงนิ ของเราไปฝากไวท้ ี่
ธนาคาร เม่อื เรามาจะได้รับของเราทง้ั ดอกเบี้ยด้วย เพราะฉะนน้ั จงเอาเงินตะลนั ตเ์ ดยี วนัน้ จาก
เขาไปให้คนท่ีมีสิบตะลันต์ ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี
แมว้ า่ ซ่ึงเขามีอยู่กจ็ ะต้องเอาไปจากเขา เอาอ้ายข้าชาติชว่ั ช้าไปทึง้ เสยี ท่มี ืดภายนอก ซง่ึ ทีน่ ั่นจะ
มกี ารร้องไหข้ บเข้ียวเคี้ยวฟนั ”13

12 ภาคพนั ธสญั ญาใหมแ่ หง่ พระเยซูครสิ ต,์ สมาคมพระครสิ ตธรรมไทย หน้า มัทธวิ 8 : 32. น.18-19
13 เพง่ิ อา้ ง, มทั ธิว 24-50 หน้า 60 และ 61. และดู ohm shepherd ท่ี 0:13 Talents แปลตามตัวน้นั
หมายถึง ‘พรสวรรค์’ ซึง่ ความจริง ตรงตัวและถา้ เราทำ�ความเขา้ ใจดี ๆ แลว้ นนั่ ก็คือ ความสามารถ หรอื ความถนัด
ดาวน์โหลทด่ีพจราะกเรจะ้าบทบรงTใUสD่ไวC้ใโหด้เยรานแาตย่ลอะรา่คมนนดว้ันงเจอันงทรพ์ อเราอ่านภาษาอังกฤษแล้วเราจะเข้าใจในทีเดียว เลยว่า ตะลันต์ หรือ

64

“ธรรมศาสตร์วินัย” ในคมั ภีรศ์ าสนาทส่ี �ำ คญั ของโลก ในการรักษา ปฏิรูป วนิ ยั การเงนิ การคลัง

บันทึกทา้ ยเรอ่ื ง : ในบทคำ�อุปมาเรอื่ งเงินตะลนั ตน์ ี้ ควรจะน�ำ มาเปรียบเทียบศกึ ษา
ใน “สัจธรรมเร่อื งโภควิภาค 4” ในสว่ น “โภคะ” ท่ีใช้ลงทุนประกอบการงานในพุทธศาสตรท์ ่ี
ไดอ้ ญั เชญิ มาแลว้ ในตอนตน้ และเรอ่ื ง “เงนิ ออม” (SAVING) ในวชิ าเศรษฐศาสตรไ์ ดใ้ หน้ ยิ ามไว้
ว่า “เงินออมหมายถึงส่วนหนึ่งของรายได้ปัจจุบันที่ไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อการบริโภค หากแต่เก็บไว้
โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อการใช้จา่ ยต่าง ๆ ในอนาคต การใชเ้ งนิ ออมอาจท�ำ ได้หลายรูปแบบ เช่น
ถอื ไว้เปน็ เงินสด นำ�เงนิ ออมไปฝากธนาคารหรอื นำ�เงนิ ออมไปซ้ือหลักทรัพย์ เปน็ ตน้ ขนาดของ
เงินออมขน้ึ อยู่กับปัจจัยหลายประการ ไดแ้ ก่ (1) ขนาดของรายได้ ถ้าบุคคลมรี ายไดเ้ พิ่มข้นึ การ
ออมก็จะเพ่ิมข้ึนอีกด้วย (2) การคาดการณ์เก่ียวกับรายได้ในอนาคต ถ้าผู้มีรายได้คาดว่าใน
อนาคตจะมีรายได้มากก็อาจจะเก็บออมในปัจจุบันน้อยลง และ (3) อัตราดอกเบี้ย ถ้าอัตรา
ดอกเบ้ยี ในปจั จบุ ันอยู่ในระดับสูงจะจูงใจใหบ้ ุคคลเก็บเงินออมได้มากขึ้น”

อนึ่ง ในวิชาเศรษฐศาสตร์ยังมีอีกคำ�หนึ่งที่ใกล้เคียงกัน น้ันคือคำ�ว่า “การออม”
(saving) ซง่ึ หมายถงึ การน�ำ เงนิ ออมไปลงทนุ เพอื่ หาผลประโยชนต์ อบแทน ดงั นน้ั เงนิ ออมทเ่ี กบ็
ไวเ้ ปน็ เงนิ สดหรอื แปลงสภาพเปน็ สนิ ทรพั ย์ แตเ่ ปน็ สนิ ทรพั ยท์ ไ่ี มก่ อ่ ใหเ้ กดิ ผลประโยชนง์ อกเงย
ในทางเศรษฐศาสตรไ์ ม่ถือว่าเป็น “เงนิ ออม”14

5. ปรัชญาการปกครอง การเงินการคลังของขงจ้อื

ปรชั ญาของขงจ้ือ อุบัติข้นึ ก่อน ค.ศ. 550 ปี (ประมาณพุทธศกั ราช 27 ปี) คำ�สอนใน
ศาสนาของขงจอ้ื มที า่ นผรู้ กู้ ลา่ ววา่ ไมม่ ลี กั ษณะเปน็ คมั ภรี ท์ ศี่ กั ดส์ิ ทิ ธดิ์ งั เชน่ บางศาสนาทไี่ ดก้ ลา่ ว
มาแล้ว จะมีน้ําหนักไปในทางหลักปรัชญามากกว่า ดังขงจ้ือได้ให้ทรรศนะทางการเมืองที่เป็น
ปรชั ญาของนกั ปกครองอนั อาจนำ�มาใชป้ ระยกุ ตเ์ ปน็ กรอบวนิ ยั ทางการคลงั และในการศกึ ษาใน
ปจั จุบันได้ ดงั นี้

ทาเลน้ ท์นั้นหมายถงึ พรสวรรค,์ King James ไดเ้ ขียนอธบิ ายเกย่ี วกบั ตะลันต์ นอกจากเป็นความหมายของคา่ เงนิ
แล้วยังหมายถงึ ความสามารถ ความรับผดิ ชอบ อีกดว้ ย แตอ่ ยา่ งไรก็ดี ในพระคมั ภรี ์ตอนนที้ �ำ ให้เรากลับมาตระหนกั
มากขน้ึ ว่า อะไรทเ่ี รามีอยใู่ นมือตอนน้ีหรอื พระเจา้ ใส่อะไรเอาไว้ใหเ้ ราลงท�ำ ให้เรารับใช้ ถ้าเราไม่ท�ำ วันนงึ ถา้ พระเจา้
กลับมา เราจะตอบพระองค์วา่ อย่างไร วนั นเ้ี ราจะรบั ผดิ ชอบต่อข่าวประเสรฐิ ดีพอแลว้ หรอื ยัง (เงิน “หนงึ่ ตะลงึ ต”์
มคี า่ ประมาณ 200,000 บาท ในสมยั นั้น – ผ้เู ขียน)

14 วันรกั ษ์ มง่ิ มณนี าคนิ ., พจนานกุ รมศพั ท์เศรษฐศาสตร,์ ฉบบั พิมพค์ ร้ังที่ 3, สำ�นักพิมพ์มหาวิทยาลัย
ดาวน์โหลธดรจรามกศราะสบตบร์T2U5D3C7 โแดดย่ ผนู้ชายว่ อยรศ่าามสตดรวางจจนัารทยร์ท์ วี หมื่นนกิ ร น.230.

65

60 ปี สุเมธาจารย์

“นักปกครองน้ันจะไม่สนใจในเร่ืองความขาดแคลนโภคทรัพย์ แต่จะสนใจในการ
กระจายโภคทรัพย์อยา่ งเป็นธรรมในหมู่ประชาชน

นกั ปกครองนั้นจะไม่สนใจในความยากจน แต่จะสนใจเรื่องสวัสดภิ าพของประชาชน
ในเมือ่ บา้ นเมอื งมกี ระจายโภคทรพั ย์อยา่ งเปน็ ธรรม ความยากจนกไ็ ม่มี

ในเมือ่ มคี วามสุขสงบ ประชาชนก็จะไมบ่ ่นเร่ืองความขัดสน
และเม่ือประชาชนมีความพอใจในสภาพของตนแล้ว การท่ีประชาชนลุกขึ้นต่อต้าน
รัฐบาลก็ไมม่ ”ี
ในปรัชญาการศึกษานน้ั ขงจ้อื ไดใ้ หป้ รัชญาท่เี ป็นอมตะไวว้ า่
“การศึกษาที่ปราศจากความคิดก็เสียกำ�ลังเปล่า ความคิดท่ีปราศจากการศึกษา
ยิง่ สูญเสียก�ำ ลงั หนกั ลงไปอกี ”
ขงจ้ือเป็นนักปรัชญาที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อประเทศจีน โดยผ่านคำ�สอนที่มีอิทธิพล
ท้งั ในด้านการศกึ ษา การเมืองการปกครอง ศาสนา และแมก้ ระทงั่ ด้านเศรษฐกิจและสังคมโดย
ปรัชญาหลักของขงจื้อ สังคมสามารถบรรลุและประสบความสงบสุขได้ เม่ือสมาชิกในสังคม
ปฏบิ ตั ติ ามหนา้ ทขี่ องตนพงึ กระท�ำ และชว่ ยเหลอื กจิ การการงานของสงั คมตามหนา้ ทแ่ี ละสถานะ
ท่ีตนสามารถท�ำ ได้
ดังนั้น ประชาชนควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม และปฏิบัติตามคำ�ส่ังของ
ผปู้ กครอง และรัฐบาล นอกจากนนั้ ประชาชนควรดูแลบิดา มารดา และบตุ รธิดาของตน รวม
ท้ังแสดงความเคารพต่อบรรพบุรษุ และพระเจ้า นั้นคือ ปรชั ญาหลัก
สำ�หรับปรัชญาด้านเศรษฐกิจของขงจือ้ คือ
1. การเตบิ โตทางเศรษฐกจิ โดยปราศจากความโลภ โดยการเคารพและใหค้ วามส�ำ คญั
ตอ่ วฒั นธรรม ประเพณเี มอื ง เคารพตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ธรรมชาติ ท�ำ ใหเ้ กดิ การด�ำ รงอยตู่ อ่ สงิ่ มชี วี ติ
2. การมุ่งเน้นท่ีคุณภาพของประชากรและการมีธรรมชาติที่ดี โดยขงจ้ือมองว่า
ประเทศที่มปี ระชากรจะประสบความสำ�เรจ็ หากประชากรภายในประเทศได้รับการศึกษา
3. การดำ�เนินงานโดยคำ�นึงถงึ หลกั จรยิ ธรรมและหลักยตุ ิธรรม
4. การเพ่ิมประสิทธิภาพในการผลิต โดยหลักการจัดการ และเทคโนโลยี โดยการ
กระจายรายไดก้ ารท�ำ งาน ขงจอ้ื เสนอให้มีการจัดสรรใหเ้ ท่าเทียมกันทกุ คน การน�ำ การริเร่ิมใน

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

66

“ธรรมศาสตร์วินัย” ในคัมภรี ์ศาสนาทสี่ �ำ คญั ของโลก ในการรักษา ปฏิรูป วนิ ยั การเงนิ การคลัง

การผลิตของประชาชน โดยให้เขาแสดงบทบาทอย่างเต็มที่โดยการจัดการงานที่เหมาะสมกับ
คนแต่ละคนเพอื่ ใหเ้ กดิ การผลิตทม่ี ปี ระสิทธิภาพ

จะเห็นไดว้ า่ ปรชั ญาเศรษฐกจิ แบบขงจอื้ ยงั คงมอี ิทธิพลอยูใ่ นปจั จบุ ัน เชน่ ประเทศ
สิงคโปร์ก็ได้นำ�ปรัชญาขงจื้อไปพัฒนาประเทศจนประสบความสำ�เร็จ เพราะสิงคโปร์ได้จัดว่า
เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว คนสิงคโปร์มีปรัชญาขงจ้ือ โดยทุกคนเชื่อในหน้าท่ีของประชาชนท่ี
ปฏบิ ัติตามกฎระเบยี บของสงั คม และปฏิบัตติ ามค�ำ สง่ั ของรฐั บาล

ขณะเดียวกันรัฐบาลสิงคโปร์ก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อประชาชน และประเทศชาติ
อยา่ งเหมาะสม และถกู ตอ้ งโดยรฐั บาลไมโ่ กงเงนิ ภาษขี องประชาชน รวมทง้ั มคี วามจรงิ ใจตอ่ การ
พฒั นาประเทศ

ถงึ เวลาแลว้ หรอื ยงั ทป่ี ระเทศไทยเรานา่ จะน�ำ ปรชั ญาขงจอื้ มาใชบ้ า้ ง หลงั จากทท่ี ดลอง
ใช้เศรษฐกิจแบบทนุ นิยมมานานกว่า 70 ปแี ล้ว15

ปจั ฉมิ ภาค วา่ ดว้ ยบณั ฑติ “ธรรมานธุ รรมปฏบิ ตั ”ิ ในการวนิ ยั การคลงั ของ
ท่านศาสตราจารยส์ ญั ญา ธรรมศกั ดิ์

“ธรรมานธุ รรมปฏบิ ตั ”ิ ในเรอ่ื งนไี้ ดแ้ ก่ “มขุ ปาฐะ” (ORAL HISTORY) ของทา่ นปลง่ั
มจี ุล อดตี เลขาธกิ ารคณะรัฐมนตรที ไ่ี ดไ้ ปแสดงปาฐกถาเรือ่ ง “พณ. ทา่ นศาสตราจารยส์ ัญญา
ธรรมศักดิ์ กับ การบริหารราชการแผ่นดิน” เม่ือวันท่ี 4 เมษายน 2534 ณ มหาวิทยาลัย
ธรรมศาสตร์ มีความตอนหนงึ่ ดังนี้

“...ท่านอาจารย์บริหารในตำ�แหน่งนายกรัฐมนตรีมาได้สักสัปดาห์ สองสัปดาห์ คง
ราว ๆ ปลายเดือนตุลา 2516 นั้นเอง ปรากฏว่ามีธนาคารชั้นดีธนาคารหนึ่งมีหนังสือแจ้ง

15 เสถยี ร พนั ธรังสี, ศาสนาเปรยี บเทียบ, มีนาคม 2542, และสจุ ิตรา (ออ่ นค้อม) รนรื่น, ศาสนาเปรียบ
เทยี บ, พมิ พค์ รงั้ ที่ 4, ส�ำ นกั พมิ พด์ วงแกว้ 2538, และเสรี พงศพ์ ศิ , ศาสนาครสิ ต,์ ส�ำ นกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2531. และดู เศรษฐศาสตรข์ งจื้อ ในคอลมั น์ “ราชภัฎคิด-เขยี น” โดยวา่ ท่พี นั ตรี วิษณุ บุญมารัตน์ เศรษฐศาสตร์
การเมือง มหาวิทยาลยั ราชภฎั สวนดุสิต (ศนู ย์ปราจีนบรุ )ี และของ เฝงิ อิ่วหลนั ศาสตราจารย์ เขยี น ส.สวุ รรณ แปล
และเรยี บเรียง “ปรัชญาจีนจากขงจ้ือสเู่ หมาเจ๋อตุง” รวมสุดยอดนกั ปราชญ์ผู้ย่ิงใหญ่และมีชือ่ เสยี งจากจนี สำ�นัก
ดาวน์โหลพดิมจพากส์ รุขะภบาบพTใจUDบCริษโดัทยตนถาายตอาร่าพมับดลวิเงคจชนั ่นั ทรจ์ ำ�กดั พมิ พค์ รงั้ ที่ 1 มถิ ุนายน 2553

67

60 ปี สุเมธาจารย์

ทา่ นอาจารย์มาว่า มเี งนิ อยใู่ นบญั ชที ี่ท่านอาจารยใ์ นฐานะรัฐมนตรีจะสง่ั ใชอ้ ะไรก็ได้ในธนาคาร
แหง่ น้ี จ�ำ นวน 45,000,000 บาท (สี่สบิ หา้ ล้านบาท) ในปี 2516 โนน้ นับว่าเปน็ จ�ำ นวนไม่นอ้ ย
มากพอดู ท่านอาจารย์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นเงินของทางราชการ จึงได้ส่ังให้เชิญท่าน
อาจารย์บุญมา วงศ์สวรรค์ ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในตอนนั้นมาปรึกษา
และกน็ ำ�เงินเขา้ เป็นเงินคงคลังตามระเบยี บ เร่อื งนีม้ หี ลกั ฐานดไู ด้ทีก่ ระทรวงการคลัง....”

“ธรรมานุธรรมปฏิบัติ” ในลักษณะนี้แหละคือกรอบวินัยการเงินการคลังท่ีแท้จริง
และทห่ี าไดย้ ากในปัจจุบัน

กาลามสตู รกังขานิยฐาน 10

หมายถึง วิธีปฏิบัติในเร่ืองที่ควรสงสัย หรือหลักความเชื่อที่ตรัสไว้ในกาลามสูตร
(How to deal with doubtful matters ; advice on how to investigate a doctrine, as
contained in the Kalamasutta)

1) มา อนสุ สเวน (อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการฟงั ตามกนั มา – Be not led by report )
2) มา ปรมปราย (อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการนับถือสืบ ๆ กนั มา – Be not led by
tradition)
3) มา อิตกิ ริ าย (อยา่ ปลงใจเชอ่ื ด้วยการเล่าลอื – Be not led by hearsay)
4) มา ปฏิ กสมปทาเนน (อยา่ ปลงใจเชือ่ ด้วยการอ้างตำ�ราหรอื คมั ภีร์ – Be not led
by the authority of texts)
5) มา ตกกเหตุ (อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะตรรกะ – Be not led by mere logic)
6) มา นยเหตุ (อยา่ ปลงใจเช่ือ เพราะการอนมุ าน – Be not led by inference)
7) มา อาการปริวิตกเกณ (อย่าปลงใจเช่ือ ด้วยการคิดไตร่ตรองตามแนวเหตุผล –
Be not led by considering appearances)
8) มา ทิฏนิชญาณกขนุตยิ า (อย่าปลงใจเชอื่ เพราะเข้าได้กบั ทฤษฎีท่พี นิ ิจไวแ้ ลว้ –
Be not led by considered and approved theory)
9) มา ภพพรูปตาย (อย่าปลงใจเช่ือ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้ –
ดาวนโ์ หลBดeจาnกรoะtบบleTdUDbCyโดsยeนeาmยอiรn่าgม ดpวoงจsนัsทibรi์ lities)

68

“ธรรมศาสตร์วินยั ” ในคัมภีร์ศาสนาทส่ี ำ�คัญของโลก ในการรักษา ปฏิรูป วินยั การเงนิ การคลงั

10) มา สมโณ โน ครูติ (อย่าปลงใจเชือ่ เพราะนบั ถือว่า ทา่ นสมณะนี้เปน็ ครขู องเรา
– Be not led by the idea, This is our teacher)

ตอ่ เมอื่ ใด รเู้ ขา้ ใจดว้ ยตนเองวา่ ธรรมเหลา่ นนั้ เปน็ อกศุ ล มโี ทษ ไมม่ โี ทษ เปน็ ตน้ แลว้
จงึ ควรละหรือปฏิบตั ิ

“...ทนี่ ั้นเป็นเมอื งท่ที กุ คนอยู่อาศยั อย่างเทา่ เทียมกัน
มีเพยี งกฎหมายไมก่ ขี่ ้อ เพราะประชาชนอยู่ในศลี ธรรมอันดี

เงินทองไม่ใชส่ งิ่ จ�ำ เปน็ ไมม่ ีใครตอ้ งท�ำ งานหนัก
สมาชกิ ทกุ คนมีอิสระเตม็ ทใ่ี นการนับถอื ศาสนา
พวกเขาไมฆ่ า่ สตั ว์ตดั ชีวิต และสงครามไมใ่ ชส่ ิ่งท่ปี รารถนา

ชีวติ พวกเขาเปดิ เผย และมเี กยี รต.ิ ..”
Thomas More : 1516
From : UTOPIA

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

69

60 ปี สเุ มธาจารย์

บรรณานุกรม

หนังสอื เก่ยี วกับศาสนาทีเ่ ปน็ ปรชั ญาทางการเงนิ การคลัง

 กี อยู่โพธ์ิ, “ความเป็นอยู่ของประชาชนสมัยพุทธกาล” นายปพาฬ บุญ-หลง พิมพ์ เป็น
สักการในงานศพ นายเสียง พนมยงค์ บิดาหลวงประดิษฐ์มนูธรรม วันที่ 2 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2579 ณ สสุ านวดั เทพศริ นิ ทราวาส

 ปรีดี พนมยงค์ “ความเป็นอนิจจังของสังคม” และ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
“ความเป็นอนจิ จังของสงั ขาร” จัดพิมพ์เนอื่ งในโอกาส 110 ปี ชาตกาล รัฐบรุ ษุ อาวุโส ปรีดี
พนมยงค์ พ.ศ. 2443-2553 สำ�นักพมิ พ์สายธาร

 พทุ ธทาส อิทปญั โญ, “ครสิ ต์ธรรม พุทธธรรม” Christianity And Buddhism 10 มกราคม
2510

 พระไตรปฎิ ก ฉบบั ประชาชน ย่อความจากพระไตรปฎิ กฉบบั ภาษาบาลี 45 เลม่ พิมพร์ วม
เลม่ เดยี วจบ คร้ังท่ี 16/2539 มหากุฏราชวทิ ยาลัย ในพระราชปู ถมั ภ์ คร้ังท1่ี 6/2539

 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) “ธรรมนูญชีวิต” บรสู อแี วนส์ (Bruce Evans) แปล “A
CONSTITUTION FOR LIVEW” (Buddhist principles for a fruitful and harmonious
life) โรงพมิ พ์ บริษทั สหธรรมิก จ�ำ กดั 2543 และ “พุทธธรรม” (ฉบบั เดิม) ตุลาคม 2544

 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) “นิติศาสตร์ แนวพุทธ” วนั ธรรมศาสตร์ 10 ธนั วาคม 2539
พิมพ์ทบี่ รษิ ทั สหธรรมิก จ�ำ กดั และ “ความส�ำ คญั ของศาสนาพุทธในฐานะศาสนาประจ�ำ
ชาต”ิ “เจาะหาความจริงศาสนาประจ�ำ ชาติ” มิถุนายน 2550 และ “การพัฒนาที่ยัง่ ยนื ”
มูลนิธิพุทธธรรม มกราคม 2539 และ “ทางออกระบบเศรษฐกิจท่ีครอบงำ�สังคมไทย”
พฤศจกิ ายน 2543 และ “ภาวะผู้นำ� และจริยธรรมการเมือง” พฤศจกิ ายน 2551

 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) “กาลานุกรม พระพุทธศาสนาในอารยธรรมโลก” 28
พฤษภาคม 2552 บริษัท สหพันธไ์ ฟเบอร์ซเี มนต์ จ�ำ กัด (มหาชน)

 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
Dictionary of Buddhism มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณ์ราชวิทยาลัย พ.ศ. 2551

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

70

“ธรรมศาสตร์วินยั ” ในคมั ภรี ์ศาสนาที่ส�ำ คญั ของโลก ในการรักษา ปฏิรูป วินัยการเงนิ การคลัง

 พระเทพเวที (ฟน้ื ชตุ นิ ธโร) สมณศกั ดค์ิ รงั้ สดุ ทา้ ยที่ สมเดจ็ พระพทุ ธโฆษาจารย์ วดั สามพระยา
“องคก์ ารพระศาสนา” พมิ พใ์ หมค่ รงั้ ที่ 1 กมุ ภาพนั ธ์ 2553 โรงพมิ พ์ บรษิ ทั สหธรรมกิ จ�ำ กดั

 พระปฏิญาณ ของ พระพทุ ธเจ้า ธรรมบรรณาการ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระราช
วิรยิ าลงั การ วดั สามพระยา 3 สงิ หาคม พ.ศ. 2518

 พนิ จิ รตั นกลุ “ศาสนาและสงคราม มติ รและศตั ร”ู วทิ ยาลยั ศาสนศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล
 ศาสนาสมั พนั ธ์ ส�ำ นกั งานเสรมิ สรา้ งเอกลกั ษณข์ องชาติ ส�ำ นกั เลขาธกิ ารนายกรฐั มนตรี รว่ ม

กบั กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธกิ าร จดั พิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช 2554
 สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระยาวชริ ญาณวโรรส “สารานุกรมพระพทุ ธศาสนา” จดั ทำ�

โดย สุเชาวน์ พลอยชุม ของ มหามกุฏราชวทิ ยาลยั ในพระราชูปถมั ภ์ พิมพ์ครงั้ ท่ี 2/2539
และ “พทุ ธประวตั ”ิ และ “วนิ ยั มุข” เลม่ 1-2 และ 3
 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาราชานุภาพ “เงินพระคลังข้างที่และคลังข้างที่”
หนังสือสาส์นสมเดจ็ เลม่ 13
 สมพร เทพสทิ ธา “เศรษฐกจิ พอเพยี ง ตามแนวพระราชด�ำ ริ” กองทุนอรยิ มรรค พมิ พ์ครัง้
ที่ 2 พฤศจิกายน 2548

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

71

สังคมส�ำ หรับทุกคน
“สังคมอยเู่ ย็นเปน็ สุขรว่ มกนั

(Inclusive Society)”

วริ ยิ ะ นามศิรพิ งศ์พันธ1์ุ

รัฐธรรมนญู พ.ศ. 2540 เป็นฉบับแรกทใี่ ห้สทิ ธิคนพิการ ทพุ พลภาพมสี ิทธิไดร้ ับสิง่
อำ�นวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งน้ีตามท่ีกฎหมายบัญญัติ
(มาตรา 55) ต่อมารฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2550 ไดเ้ ปลี่ยนแปลงคำ�ว่า “ได้รับ (Receive)” มาเปน็
“เข้าถึงและใชป้ ระโยชน์ (Access)” ตามทเ่ี ครอื ขา่ ยคนพิการรอ้ งขอ โดยมาตรา 54 บญั ญัติวา่
“บุคคลซ่ึงพิการหรือทุพพลภาพมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสวัสดิการ สิ่งอำ�นวยความ
สะดวกอนั เปน็ สาธารณะอยา่ งสมศกั ดศิ์ รี และความชว่ ยเหลอื ทเ่ี หมาะสมจากรฐั ” แตร่ า่ งปจั จบุ นั
มาบัญญัติไว้ในมาตรา 46 วรรคหก ที่เป็นเรื่องสทิ ธิครอบครัววา่ “เด็ก เยาวชน สตรี บคุ คลซง่ึ
มอี ายเุ กนิ หกปบี รบิ รู ณแ์ ละไมม่ รี ายไดเ้ พยี งพอแกก่ ารยงั ชพี และบคุ คลซง่ึ พกิ ารหรอื ทพุ พลภาพ
ยอ่ มมสี ทิ ธไิ ดร้ บั สวสั ดกิ าร สง่ิ อ�ำ นวยความสะดวกอนั เปน็ สาธารณะและความชว่ ยเหลอื ทเ่ี หมาะ
สมจากรัฐ ท้ังนี้ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ” กลุ่มเพื่อผู้พิการจึงกล่าวว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
เกยี่ วกบั คนพกิ ารเปน็ เรอ่ื งอแี อบยอ้ นยคุ เพราะเรอื่ งของคนพกิ ารเคยเปน็ มาตราหลกั แตป่ จั จบุ นั
ถูกเอามาซุกไว้ในสิทธิครอบครัว อีกทั้งย้อนยุคไปใช้คำ�ว่า “ได้รับ” แทนคำ�ว่า “เข้าถึงและ
ใชป้ ระโยชน์” ซ่งึ เครอื ข่ายคนพิการได้รณรงค์ให้ไดส้ ิ่งใหม่ ๆ ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ด้วย
ความเหน็ดเหนือ่ ย แตม่ าถงึ ร่างปจั จบุ ันนอกจากไมไ่ ด้อะไรเพ่ิมแลว้ เรื่องของคนพิการกลับเปน็
อีแอบย้อนยคุ

ดาวนโ์ หลดจากระบบ T1 UสDมCาชโกิดสยภนาาปยฏอริราู่ปมแดหว่งงชจานั ตทิ แร์ละอาจารย์ประจ�ำ คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

72

สังคมสำ�หรับทุกคน “สังคมอยเู่ ยน็ เป็นสขุ ร่วมกัน (Inclusive Society)”

รา่ งรฐั ธรรมนญู ฉบบั ปจั จบุ นั นอกจากไมม่ บี ทบญั ญตั ทิ บ่ี ง่ ชดั วา่ เปน็ รฐั ธรรมนญู ส�ำ หรบั
ทกุ คนเออื้ ตอ่ สงั คมผสู้ งู อายอุ ยา่ งชดั แจง้ ยงั มบี ทบญั ญตั ฟิ มุ่ เฟอื ย ยงั เหน็ ไดจ้ ากมาตรา 46 วรรค
หกทไ่ี ด้กลา่ วมาแลว้

มาตรา 59 “พลเมอื งยอ่ มมสี ทิ ธเิ ขา้ ถงึ และไดร้ บั บรกิ ารสาธารณะของรฐั ทจี่ ดั ใหอ้ ยา่ ง
ต่อเนอื่ ง ทว่ั ถึง โดยเทา่ เทยี มกนั โดยต้องใหม้ ีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยเู่ สมอ” และมาตรา 61
“พลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ
เว้นแต่...”

เพ่ือให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นหลักประกันว่าสังคมไทยเป็นสังคมสำ�หรับ
ทกุ คนและพรอ้ มทจ่ี ะเปน็ สงั คมรองรบั ผสู้ งู อายุ อกี ทง้ั ลดความฟมุ่ เฟอื ย ไมใ่ หเ้ รอ่ื งของคนพกิ าร
เปน็ อแี อบย้อนยุค จึงขอเสนอให้ยกเลิกมาตรา 46 วรรคหก มาตรา 59 และมาตรา 61 โดย
บัญญตั ิมาตรา 59 ใหม่ ให้มีใจความวา่

“มาตรา 59 พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมอันเป็น
สาธารณะ (Public Environment) ไมว่ า่ อาคาร สถานที่ การขนส่ง ข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร
เทคโนโลยี และการบริการสาธารณะ (Public Service) อีกท้ังเทคโนโลยีสิ่งอำ�นวยความ
สะดวก (Adaptive Technology) ตลอดจนการช่วยเหลือท่ีสมเหตุสมผล (Reasonable
Accommodation) รวมท้ังสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่นใดตามที่กฎหมายกำ�หนด อย่าง
ทวั่ ถึง เทา่ เทยี มกนั ไม่เลอื กปฏบิ ตั ิโดยไมเ่ ปน็ ธรรม เวน้ แตข่ อ้ มูลหรือขา่ วสารอันเปน็ สาธารณะ
ทเี่ กยี่ วกบั ความมนั่ คงของรฐั ความปลอดภยั ของของประชาชนหรอื สว่ นไดเ้ สยี อนั พงึ ไดร้ บั ความ
คุ้มครองของบคุ คลน้นั ทัง้ น้ีตามทก่ี ฎหมายบัญญตั ิ”

มาตรา 59 ท่ยี กร่างใหม่เป็นการบูรณาการเด็ก เยาวชน สตรี ผูส้ งู อายุ คนพิการเขา้
มาเปน็ ส่วนหนึง่ ของพลเมอื ง เป็นหลักประกนั ว่าพลเมอื งทุกคนมสี ิทธิเขา้ ถงึ สิ่งท่ีเป็นสาธารณะ
ทุกอย่าง อยา่ งทว่ั ถึง เท่าเทยี มกนั ไม่เลือกปฏบิ ัติโดยไม่เป็นธรรม เปน็ หลกั ประกนั ว่าสงั คมไทย
เปน็ สังคมสำ�หรับทุกคน

เมื่อมีการแกไ้ ขปรบั ปรงุ ร่างมาตรา 59 ใหม่แลว้ ก็ตอ้ งปรับปรงุ มาตรา 91ใหส้ อดรบั
กัน โดยปรบั ปรุงมาตรา 91 ใหม่วา่

“รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ บริการสาธารณะ
เทคโนโลยสี งิ่ อ�ำ นวยความสะดวก และชว่ ยเหลอื อยา่ งสมเหตสุ มผล อยา่ งทวั่ ถงึ เทา่ เทยี มกนั ...”

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

73

60 ปี สุเมธาจารย์

เพ่ือให้สังคมไทยเป็นสังคมฐานสิทธิอย่างที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ไม่ใช่สังคมเวทนา
นิยม จงึ ขอเสนอให้ตดั คำ�ว่า “สงเคราะห”์ ในมาตรา 58 และใช้ค�ำ วา่ “พัฒนา” ซ่ึงจะสอดรับ
กับถ้อยค�ำ ตอนทา้ ยของมาตรา 58 ทว่ี ่า “คุณภาพชีวติ ท่ดี ีขนึ้ และพงึ่ ตนเองได”้ 2

ส่วนเร่ืองเรง่ ด่วนและเปน็ คานงดั นอกเหนือจากชุมชนเขม้ แข็ง สังคมรองรบั ผสู้ งู อายุ
และระบบสวสั ดกิ าร ซง่ึ ลา้ สมยั แตเ่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ คนพกิ าร เพราะชมุ ชนคนพกิ ารกต็ อ้ งการเปน็
ชมุ ชนทเี่ ข้มแข็ง คนพิการส่วนใหญเ่ ป็นผู้สูงอายุ คนพิการตอ้ งการสวัสดิการเพอื่ ให้ตนเปน็ ทีพ่ ่งึ
ของตน และมีคุณภาพชีวิตอย่างมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรี นอกจากนี้ยังมี 5 เร่ืองที่ต้องรีบปฏิรูปเพ่ือ
สรา้ งสังคมส�ำ หรบั ทกุ คน ปฏิรปู การเขา้ ถงึ และใชป้ ระโยชนใ์ นสภาพแวดลอ้ มอันเปน็ สาธารณะ
ด้วยการออกกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ของบุคคลอย่างอารยประเทศ ปฏิรูป
ระบบขจดั การเลอื กปฏบิ ัตทิ ี่ไมเ่ ปน็ ธรรม โดยเฉพาะเรอ่ื งการปฏิบัตหิ รอื การกระทำ�อันเป็นการ
เลือกปฏิบัติด้วยการออกกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล ปฏิรูปการคลังเพ่ือสังคม
ส่งเสริมให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมได้ลุกข้ึนมาช่วยเหลือตนเอง ทำ�ประโยชน์เพื่อสังคม ด้วยการ
จัดต้ังวิสาหกิจเพ่ือสังคม เพ่ือส่งเสริมให้วิสาหกิจเพ่ือสังคมเกิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว จึง
เสนอให้เปล่ียนสำ�นักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นองค์การสลากวิสาหกิจเพื่อสังคม โลกมีแนว
โน้มมีภัยพิบัติและรุนแรงมากข้ึน จึงต้องรีบปฏิรูประบบป้องกันภัยพิบัติและการเยียวยาผู้ท่ีได้
รับความเสียหายจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างย่ิงเน้นให้ชุมชนลุกข้ึนมาช่วยตนเองให้มากที่สุด
ด้วยการออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ
โดยเฉพาะเร่ืองจัดการข้อมูลข่าวสาร (สารสนเทศ) และการส่ือสาร

ผมจงึ ขอเสนอให้มกี ารปรบั ปรงุ มาตรา 295 (2) ด้วยการตดั ข้อความตอนท้ายตอ่ ไปนี้
ออกท้ังหมด

“...พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลืออย่างต่อเน่ืองให้กับผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ หรือ
ทุพพลภาพ และคนชายขอบ รวมท้งั อารยสถาปัตย์ และระบบท่ีอย่อู าศยั ที่เหมาะสม เพ่อื ขจัด
ความเหลอื่ มลาํ้ สร้างความเปน็ ธรรม และทำ�ให้ประชาชนมคี ุณภาพชีวติ ทีด่ ”ี

2 มาตรา 85 รฐั ตอ้ งคมุ้ ครองและพฒั นาเดก็ และเยาวชนใหม้ คี วามสมบรู ณท์ งั้ ทางรา่ งกาย จติ ใจ สตปิ ญั ญา
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปกึ แผน่ ของสถาบันครอบครัว สงเคราะห์และจดั สวสั ดิการให้
แกผ่ พู้ กิ ารหรอื ผทู้ พุ พลภาพ ผยู้ ากไรห้ รอื ผอู้ ยใู่ นสภาวะยากล�ำ บาก และพฒั นาระบบหลกั ประกนั รายไดแ้ ละสวสั ดกิ าร
ดาวนโ์ หลอดืน่ จสาำ�กหระรบบั บผสู้ TูงUอDาCยุ โทด้ังยนนี้ เาพย่อื อใรห่ามม้ คี ดณุ วงภจาันพทชรีว์ ิตทดี่ ีขนึ้ และพึง่ ตนเองได้

74

สงั คมสำ�หรบั ทกุ คน “สงั คมอยูเ่ ยน็ เป็นสขุ ร่วมกัน (Inclusive Society)”

โดยใชข้ อ้ ความต่อไปนี้แทน
“พัฒนาระบบการพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ คนชายขอบ และผู้ด้อยโอกาส โดย
เฉพาะอย่างยง่ิ การศึกษาพเิ ศษ การมีงานทำ� ท่อี ยอู่ าศยั ทเ่ี หมาะสม การปฏิรปู ระบบการเขา้ ถึง
และใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมอันเป็นสาธารณะ ระบบการขจัดการเลือกปฏิบัติท่ีไม่เป็น
ธรรม ระบบการคลงั เพ่อื สงั คม โดยจดั ต้ังองค์การสลากวสิ าหกจิ เพอื่ สังคม และระบบคุม้ ครอง
สทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนในภาวะภยั พบิ ตั ิ เหมาะสม เพอื่ ขจดั ความเหลอ่ื มลาํ้ สรา้ งความ
เป็นธรรม และทำ�ใหป้ ระชาชนมคี ุณภาพชีวติ ทด่ี ี”
ค�ำ ว่า “อารยสถาปตั ย”์ เปน็ วาทกรรมทค่ี ุณกฤษนะ ละไล ใชร้ ณรงค์เกี่ยวกับอาคาร
สถานท่ีที่ออกแบบให้ทกุ คนเขา้ ถึงและใชป้ ระโยชนไ์ ด้ (Universal Design) ซ่งึ ไม่ครอบคลุมถึง
ขอ้ มลู ขา่ วสาร การสอ่ื สาร เทคโนโลยี การขนสง่ เทคโนโลยีสงิ่ อำ�นวยความสะดวก และความ
ชว่ ยเหลอื ที่สมเหตุสมผล

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

75

แนวคิดเกีย่ วกับ
สวัสดกิ ารสงั คมส�ำ หรบั คนพิการ

วิรยิ ะ นามศริ พิ งศพ์ นั ธ1ุ์



แต่ด้ังเดิมสังคมเช่ือว่าคนพิการทำ�อะไรไม่ได้เป็นภาระของสังคม กฎหมายจึงห้าม
คนพกิ ารประกอบวชิ าชพี ทุกชนดิ คนหูหนวกและเป็นใบ้ไมม่ ีสทิ ธิเลือกตงั้ และสมัครรับเลือกตงั้
เปน็ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและวฒุ ิสภา โรงเรยี น สถานประกอบการปฏิเสธทีจ่ ะรับคนพิการ
เขา้ ศกึ ษาและท�ำ งาน การพบเหน็ คนพกิ ารเปน็ คนขอทานจงึ เปน็ เรอ่ื งธรรมดา การชว่ ยเหลอื คน
พิการเน้นการสงเคราะห์ การช่วยคนพิการเป็นเร่ืองท่ีน่ายกย่องแต่การไม่ช่วยเหลือคนพิการ
เปน็ เรอ่ื งปกติ การรบั คนพกิ ารเขา้ เรยี นหรอื เขา้ ท�ำ งานจะตอ้ งอยบู่ นฐานของการสงเคราะห์ แลว้
แต่ครูใหญ่หรือเจ้าของสถานประกอบการเป็นหลักสังคมในยุคนี้เรียกว่า สังคมเวทนานิยม ใช้
ความร้สู กึ เป็นหลัก แลว้ แตผ่ มู้ ีอำ�นาจว่าจะรูส้ กึ อยากช่วยหรือไมอ่ ยากช่วยเปน็ สำ�คญั

ในปี พ.ศ. 2534 ด้วยการรณรงคข์ องคนพกิ ารมากกว่า 10 ปี ทำ�ให้มี พ.ร.บ. ฟื้นฟู
สมรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534 ที่เริ่มจัดสวัสดิการให้แก่คนพิการ เริ่มมีสวัสดิการกู้ยืมเงิน
เพอื่ ใช้ในการประกอบอาชีพโดยไมต่ ้องเสยี ดอกเบ้ยี มีสทิ ธิได้รบั การฟนื้ ฟูสมรรถภาพคนพิการ
ด้วยกระบวนการทางการแพทยโ์ ดยไมต่ อ้ งเสยี ค่าใชจ้ า่ ย พ.ร.บ. การศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542
ให้คนพิการมีสิทธิได้รับการศึกษาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีสิทธิได้รับส่ือ
บริการสอ่ื อุปกรณ์ บรกิ ารและการชว่ ยเหลอื อืน่ ใดทางการศึกษา โดยไมต่ อ้ งเสยี คา่ ใช้จ่าย

คนพิการไดร้ ับสวัสดกิ ารบนฐานสิทธใิ นปี พ.ศ. 2550 กลา่ วคือ กฎหมายไดก้ �ำ หนด
สวสั ดิการท่จี ำ�เป็นส�ำ หรบั คนพิการค่อนขา้ งครบถว้ น และกำ�หนดหน้าที่ของรัฐให้จดั สวสั ดกิ าร
ใหแ้ กค่ นพกิ ารทกุ คน อยา่ งทวั่ ถงึ และเปน็ ธรรม คนพกิ ารทถ่ี กู ปฏเิ สธไมใ่ หไ้ ดร้ บั สวสั ดกิ ารสามารถ

ดาวน์โหลดจากระบบ T1 UสDมCาชโิกดสยภนาาปยฏอรริ ่าูปมแดหวง่ งชจานั ตทิ แร์ละอาจารย์ประจำ�คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

76

แนวคดิ เกย่ี วกบั สวัสดิการสังคมส�ำ หรบั คนพกิ าร

ร้องต่อคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ว่าตนถูกเลือกปฏิบัติ
โดยไม่เป็นธรรม หากคณะกรรมการวินิจฉัยว่าคนพิการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมส่ังให้
ผู้กระทำ�การให้มีการแก้ไข หากผู้กระทำ�การไม่ดำ�เนินการแก้ไข คนพิการมีสิทธิฟ้องต่อศาล
เพอ่ื เรยี กคา่ เสยี หาย และศาลมสี ทิ ธกิ ำ�หนดคา่ เสยี หายใหไ้ ดไ้ มเ่ กนิ สเี่ ทา่ ของคา่ เสยี หายทแ่ี ทจ้ รงิ
ตามทบ่ี ญั ญตั ิไวใ้ น พ.ร.บ. สง่ เสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ าร พ.ศ. 2550 ผู้มอี �ำ นาจจะ
ใช้ความรสู้ ึกว่าจะให้หรอื ไม่ให้กไ็ ด้ ไมส่ ามารถท�ำ ไดอ้ ีกแลว้ พ.ร.บ. สง่ เสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพ
ชวี ติ คนพกิ าร พ.ศ. 2550 ก�ำ หนดให้คนพิการมสี วัสดิการตา่ ง ๆ เอาไว้ในมาตรา 20 เชน่ มสี ิทธิ
ได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย ได้รับผู้ช่วยคนพิการในกรณีพิการระดับรุนแรง ปรับปรุง
บ้านให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของคนพิการประเภทน้ัน ๆ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารการ
ส่ือสาร เทคโนโลยีส่ิงอำ�นวยความสะดวกและบริการอันเป็นสาธารณะ เป็นต้น นอกจากน้ี
มาตรา 20 (10) ยังกำ�หนดให้สามารถจัดให้มีสวัสดิการอื่นตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะ
กรรมการกำ�หนดในระเบียบ กล่าวคือสามารถกำ�หนดสวัสดิการเพ่ิมเติมให้แก่คนพิการได้อีก
เพยี งออกเปน็ ระเบยี บเทา่ นน้ั ปจั จบุ นั มรี ะเบยี บก�ำ หนดใหค้ นพกิ ารทางการเคลอ่ื นไหวมสี ทิ ธไิ ด้
รับรถโยก เปน็ ต้น

นอกจากน้ีมาตรา 37 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยังกำ�หนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
พฒั นาสงั คมและความม่นั คงของมนษุ ย์ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงคมนาคม และรฐั มนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทย ออกกฎกระทรวง เพอื่ ก�ำ หนดลกั ษณะ หรอื จดั ใหม้ อี ปุ กรณ์ สงิ่ อ�ำ นวยความ
สะดวก หรือบริการในอาคาร สถานท่ี ยานพาหนะ บริการขนส่ง หรอื บรกิ ารสาธารณะอ่นื ให้
คนพิการสามารถเข้าถงึ และใช้ประโยชนไ์ ด้

สังคมฐานสิทธิอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสังคมสำ�หรับทุกคน “สังคมอยู่เย็นเป็นสุข
ร่วมกนั ” (Inclusive Society) เป็นสงั คมท่ียอมรับความหลากหลายและความเสมอภาค เปน็
สังคมที่เช่ือว่าทุกคนรวมถึงคนพิการมีความสามารถ ชอบที่จะได้รับการสนับสนุนให้ทำ�เร่ือง
ท่ีท้าทาย แต่ละบุคคลได้รับการพัฒนาให้ใช้สิ่งที่มีอยู่หรือเหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สภาพแวดลอ้ มอนั เปน็ สาธารณะและบรกิ ารสาธารณะตอ้ งเออ้ื ใหท้ กุ คนเขา้ ถงึ และใชป้ ระโยชนไ์ ด้
ในสังคมฐานสิทธิหรือสังคมสำ�หรับทุกคนการพบเห็นคนพิการได้รับการศึกษามีงานทำ�ร่วมกับ
บุคคลท่วั ไปเป็นเรื่องธรรมดา เป็นสังคมท่คี นพกิ ารไมไ่ ดเ้ ปน็ ภาระแตเ่ ป็นพลังใหก้ ับสังคม

อยา่ งไรกต็ ามแมก้ ฎหมายจะก�ำ หนดสวสั ดกิ ารใหก้ บั คนพกิ ารคอ่ นขา้ งครบถว้ นแตค่ น

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

77

60 ปี สุเมธาจารย์

พิการบางคนเท่านั้นที่ได้รับสวัสดิการคือคนพิการในเมือง ส่วนคนพิการในชนบทมักเข้าไม่ถึง
สวัสดิการ เพราะหน่วยงานที่ให้บริการตามสวัสดิการนั้นอยู่ท่ีส่วนกลาง กระจุกตัวอยู่ในเมือง
ปัญหาใหญ่ของสวัสดิการคนพิการ คือ คนพิการได้รับไม่ท่ัวถึงและบริการบางส่วนยังไม่มี
มาตรฐานอย่างมาตรฐานสากล รัฐยังไม่ได้เอาใจใส่ในการสร้างสภาพแวดล้อมสาธารณะและ
บรกิ ารสาธารณะอยา่ งจรงิ จงั คนพกิ ารสว่ นใหญย่ งั เขา้ ไมถ่ งึ สภาพแวดลอ้ มสาธารณะและบรกิ าร
สาธารณะ

ข้อเสนอแนะเพ่ือให้คนพิการได้รับสวัสดิการท่ีมีมาตรฐานสากลและเข้าถึงสภาพ
แวดล้อมสาธารณะและบริการสาธารณะอย่างทั่วถึง เท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็น
ธรรม จงึ มขี อ้ เสนอแนะดังต่อไปนี้

1. กำ�หนดให้สิทธิเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมสาธารณะ บริการ
สาธารณะ สิ่งอำ�นวยความสะดวกและการช่วยเหลือท่ีสมเหตุสมผล (Reasonable
accommodation) เป็นสวัสดิการ และกำ�หนดหน้าที่ให้หน่วยงานของรัฐและเอกชนท่ีเป็น
เจา้ ของสภาพแวดลอ้ มอนั เปน็ สาธารณะและบรกิ ารสาธารณะรบั ผดิ ชอบท�ำ สง่ิ เหลา่ นน้ั ใหท้ กุ คน
เข้าถงึ และใช้ประโยชนไ์ ด้โดยเฉพาะคนพกิ าร เม่อื คนพิการใชไ้ ด้ยอ่ มเปน็ หลักประกันวา่ ทุกคน
ใช้ได้ โดยยึดหลักการว่าต้องจัดทำ�สภาพแวดล้อมสาธารณะและบริการสาธารณะตามแบบ
มาตรฐานสากล (Universal Design) ต้องมีสิ่งอำ�นวยความสะดวก เช่น คนพิการทางการ
เคล่ือนไหวมีสิทธิได้รับรถเข็นสำ�หรับคนพิการ เป็นต้น ถ้าออกแบบมาตรฐานสากลไม่ได้ต้อง
มีการช่วยเหลือท่ีสมเหตุสมผล เช่น ไม่มีทางลาดต้องบริการให้มีคนยกรถเข็นสำ�หรับคนพิการ
แต่ต้องเป็นกรณีที่คนพิการเห็นชอบด้วย ด้วยการแก้ไขเพ่ิมเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนา
คุณภาพชวี ิตคนพกิ าร พ.ศ. 2550

2. เร่งจัดตั้งและพัฒนาศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด (Regulator) และศูนย์
บรกิ ารคนพกิ ารท่ัวไป (Operator) โดยเฉพาะศนู ยบ์ รกิ ารทัว่ ไปภาคเอกชน ทงั้ นี้ เพอื่ ให้บริการ
สวัสดิการต่างๆให้แก่คนพิการและให้คนพิการมีสิทธิเลือกที่จะใช้บริการศูนย์บริการคนพิการ
ท่ีตนพึงพอใจ ท้ังนี้ต้องกำ�หนดให้หน่วยงานรับผิดชอบ เช่น กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตคนพกิ าร สปสช. กสทช. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวง ICT
เป็นตน้ ถ่ายโอนงานบริการทเี่ กีย่ วกบั คนพิการใหศ้ ูนยบ์ รกิ ารคนพิการทัว่ ไปรบั ดำ�เนนิ งาน

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

78

แนวคิดเกี่ยวกับสวสั ดิการสงั คมสำ�หรบั คนพิการ

3. พัฒนาระบบการขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการให้สามารถ
ทำ�งานได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนา
คณุ ภาพชีวติ คนพิการ พ.ศ. 2550 หรือออกพระราชบญั ญัติใหม่ตามความเหมาะสม

4. ให้กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้การสนับสนุนกิจกรรม
ตาม 1-3 ในเชงิ รกุ ด้วยการกำ�หนดใหก้ องทนุ เป็นนิติบคุ คลและมวี ตั ถุประสงค์ในเร่ืองดังกล่าว
อย่างแจ้งชัด ด้วยการแก้ไขเพ่ิมเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.
2550 การปล่อยให้กองทุนอยู่ส่วนราชการทำ�ให้กองทุนทำ�งานในเชิงตั้งรับและสนใจนำ�เงิน
ของกองทุนไปใชใ้ นงานของส่วนราชการเป็นสำ�คญั

การปฏิรูประบบสวัสดิการสำ�หรับคนพิการเป็นการทำ�สิทธิได้รับสวัสดิการของคน
พิการเปน็ จริง (Make the right real) ซึง่ เป็นยทุ ธศาสตรท์ ใ่ี ชก้ นั แพร่หลายในหลายประเทศ
ทำ�ให้คนพิการมีการศึกษามีงานทำ�ร่วมกับคนท่ัวไป พ่ึงตนเองได้ และเป็นท่ีพึ่งของคนอื่นได้
คนพิการท่ีพ่ึงตนเองไม่ได้ได้รับความช่วยเหลือให้มีคุณภาพชีวิตอย่างท่ีมนุษย์พึงมี คนพิการ
เป็นความหลากหลายของประชาชน มีสิทธิ เสรีภาพ โอกาสและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับบุคคล
ทั่วไป เปน็ การสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขรว่ มกัน

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

79

ภาษีป้าย :
จ่ายแพงกว่าท�ำ ไม ?

ชูเกียรติ ดลิ กแพทย1์

มคี นบอกวา่ ปา้ ยทมี่ แี ตอ่ กั ษรตา่ งประเทศลว้ น ๆ จะเสยี ภาษแี พง หากมอี กั ษรไทยปน
อยบู่ า้ งจะเสยี ภาษถี ูกลงโดยเฉพาะเป็นคำ�แนะนำ�จากรา้ นทำ�ป้าย ป้ายโฆษณาตามขา้ งถนนที่มี
อักษรต่างประเทศตัวใหญ่ ๆ เกือบเตม็ พ้นื ท่ปี า้ ยแล้วมอี ักษรไทยตวั เลก็ จ๋วิ อยู่มมุ บนของป้ายไม่
ว่าจะอยู่ซ้ายหรือขวา เทียบเคียงแล้วอักษรไทยอาจมีพื้นท่ีเพียงเศษเส้ียวธุลีของอักษรต่าง
ประเทศเท่านัน้ อาจถงึ ขั้นตอ้ งใช้แว่นขยายในการสอ่ งหาตัวอักษรไทยกันเลยทีเดยี วเราจะเห็น
ป้ายลักษณะดังกล่าวมีอยู่ดาษดื่นทั่วไป น้อยนักที่จะเห็นป้ายที่มีแต่อักษรต่างประเทศล้วน ๆ
โดยไม่มีอักษรไทยเจือปนอยู่เลย ซ่ึงเมื่อดูโดยไม่ได้สังเกตหรือดูด้วยความรวดเร็วอย่างผิวเผิน
แล้วป้ายทั้งสองแทบจะไม่มีความแตกต่างกันในทางสายตาเลยแต่ป้ายหนึ่งต้องเสียภาษีป้าย
มากกว่าอีกป้ายหนึ่งถึงเท่าตัวหรือคิดเป็น 100% การมีอักษรไทยตัวเล็กจิ๋วอยู่มุมบนของ
ปา้ ยนั้นจึงเป็นทีม่ าของคำ�ว่า “จ่ายแพงกว่าท�ำ ไม ?” เหตุท่ีเปน็ เชน่ นี้เพราะอะไร ป้ายที่มีแต่
อักษรต่างประเทศล้วน ๆ ที่จ่ายภาษีป้ายแพงกว่านั้นเขารู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือ หรือถ้าคิดใน
แง่บวก ป้ายท่ีมีแต่อักษรต่างประเทศล้วน ๆ เขาต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถ่ินให้
เจริญรุง่ เรอื ง

พระราชบญั ญัตภิ าษปี ้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 7 กำ�หนดให้เสียภาษีปา้ ยตามอัตราท่ี
กำ�หนดในกฎกระทรวงซึ่งต้องไม่เกินอัตราท่ีกำ�หนดในบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายพระราชบัญญัติ
นี้ จึงต้องดกู ฎกระทรวงเปน็ หลักไมต่ ้องไปดบู ัญชอี ัตราภาษีปา้ ยท้ายพระราชบัญญัติฯ อย่างไร
เสยี อตั ราทกี่ �ำ หนดในกฎกระทรวงดงั กลา่ ว ผอู้ อกคงดแู ลว้ วา่ ไมเ่ กนิ บญั ชอี ตั ราภาษปี า้ ยแนน่ อน

ดาวนโ์ หลดจากระบบ T1 UผDู้พCิพาโดกยษานหายัวอหรน่าา้มคดณวะงจในนั ศทาร์ลอทุ ธรณ์

80

ภาษีป้าย : จ่ายแพงกว่าท�ำ ไม ?

มีคนถามว่ากระทรวงอะไร จึงต้องไปดูพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 5 ท่ี
กำ�หนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัติน้ี กับให้มีอำ�นาจ
ออกกฎกระทรวงกำ�หนดอัตราภาษีป้าย ดังน้ันคำ�ตอบคือกระทรวงมหาดไทย อย่าเผลอไปหา
กฎกระทรวงอ่ืน ๆ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวงฉบับล่าสุดคือ กฎ
กระทรวงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2535) ก�ำ หนดไวด้ ังน้ี

(1) ป้ายทมี่ อี ักษรไทยล้วนให้คดิ อัตรา 3 บาทตอ่ หา้ ร้อยตารางเซนตเิ มตร
(2) ปา้ ยทม่ี อี กั ษรไทยปนกบั อกั ษรตา่ งประเทศและหรอื ปนกบั ภาพและหรอื เครอ่ื งหมาย
อ่นื ให้คดิ อตั รา 20 บาท ตอ่ หา้ ร้อยตารางเซนตเิ มตร
(3) ปา้ ยดังต่อไปนใ้ี หค้ ิดอตั รา 40 บาท ตอ่ หา้ รอ้ ยตารางเซนตเิ มตร
(ก) ป้ายที่ไม่มอี ักษรไทยไมว่ ่าจะมภี าพหรอื เครอ่ื งหมายใด ๆ หรือไม่
(ข) ป้ายที่มอี กั ษรไทยบางสว่ นหรอื ท้งั หมดอยู่ใตห้ รอื ตาํ่ กวา่ อกั ษรตา่ งประเทศ
ดงั นน้ั ปา้ ยทม่ี อี กั ษรไทยปนกบั อกั ษรตา่ งประเทศ และอกั ษรไทยบางสว่ นหรอื ทงั้ หมด
ไม่อยู่ใต้หรือตํ่ากว่าอักษรต่างประเทศ จึงเสียภาษีป้ายในอัตรา 20 บาท ต่อห้าร้อยตาราง
เซนติเมตร ต่างกับป้ายซึ่งมีแต่อักษรต่างประเทศล้วน ไม่มีอักษรไทยเลย หรือมีแต่ภาพหรือ
เครอื่ งหมายใด ๆ เสยี ภาษปี า้ ยในอตั รา 40 บาท ตอ่ ห้ารอ้ ยตารางเซนตเิ มตร แพงกวา่ กนั ถึง
เท่าตวั เลยทเี ดยี ว หรืออกี นยั หนึ่งปา้ ยท่ีมอี กั ษรไทยปนอยู่เสียถกู กว่าคร่งึ
เหตุท่ีป้ายที่มีอักษรไทยตัวเล็กจ๋ิวอยู่มุมบนของป้ายและมีอักษรต่างประเทศเกือบ
เตม็ พืน้ ท่นี น้ั จ่ายภาษปี า้ ยถูกกวา่ คร่ึง หรือปา้ ยทม่ี ีอกั ษรไทยลว้ น จา่ ยภาษปี า้ ยถูกมาก ๆ สืบ
เน่ืองมาจากอิทธิพลของลัทธิชาตินิยมของรัฐบาลยุคหน่ึงต้ังแต่ปี 2481 ถึง 2487 ที่ต้องการ
ปลุกจิตสำ�นึกของคนในชาติให้รักชาติ ต่อต้านการครอบงำ�เอาเปรียบจากประเทศอื่น เพื่อ
ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติ ในยุคดังกล่าวมีการออกประกาศสำ�นักนายก
รัฐมนตรวี ่าด้วยรัฐนิยม 12 ฉบบั (อย่าเพิ่งสบั สนกับค่านิยมหลกั ของคนไทย 12 ประการ ใน
ปัจจุบัน) ทำ�ให้มีการเปล่ียนช่ือประเทศจากประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย เร่ิมเคารพ
ธงชาตเิ วลา 8 นาฬิกา เร่ิมใชค้ �ำ ว่า “สวสั ด”ี ทักทายกัน เลิกใชส้ รรพนาม กู มึง เอ็ง ข้า ให้ใช้
ฉนั เรา ทา่ นแทน การแตง่ กายของปวงชนชาวไทย ผู้ชายสวมหมวกใส่เสอ้ื ชน้ั นอกคอเปิดหรอื
ปิด สวมกางเกงขายาวแบบสากล สวมรองเท้าหุ้มส้นและหรือหุ้มข้อ และถุงเท้า ส่วนผู้หญิง
ดาวนโ์ หลกดต็ จ้อากงรสะบวบมหTUมDวCกโดใยสนเ่ สายื้ออนรา่ อมกดควงลจมุันไทหร์ ล่ สวมผ้าถงุ ใสร่ องเท้าหรือหุ้มส้นและถงุ เทา้ เป็นตน้ หนง่ึ

81

60 ปี สเุ มธาจารย์

ในประกาศสำ�นักนายกรัฐมนตรีในยุคดังกล่าวที่มาเก่ียวโยงกับภาษีป้ายคือ ฉบับท่ี 9 เรื่อง
ภาษาและหนังสือไทยกับหน้าท่ีพลเมืองดี โดยประกาศเมื่อวันท่ี 24 มิถุนายน พ.ศ. 2483 มี
รายละเอียดว่า ชนชาติไทยจะต้องยกย่อง เคารพ และนับถือภาษาไทย และต้องรู้สึกเป็น
เกยี รตยิ ศในการใชห้ รอื พดู ภาษาไทย ชนชาตไิ ทยจะตอ้ งถอื วา่ หนา้ ทขี่ องพลเมอื งไทยทดี่ ปี ระการ
หนงึ่ นัน้ คือศึกษาใหร้ หู้ นังสือไทยอนั เป็นภาษาของชาติ อย่างนอ้ ยตอ้ งอา่ นออกเขยี นได้ จะเห็น
ได้วา่ รฐั บาลในยคุ น้นั ให้ความสำ�คัญกับภาษาไทยเปน็ อย่างย่ิง ท้ังต้องยกยอ่ ง เคารพและนับถือ
ภาษาไทย อนั เปน็ แนวความคดิ ทด่ี ที จ่ี ะรกั ษาเอกลกั ษณไ์ ทยไวใ้ หเ้ ปน็ แบบฉบบั แกล่ กู หลานสบื ไป
มิให้ถูกครอบงำ�โดยภาษาและวัฒนธรรมอื่น แนวคิดดังกล่าวจึงมีอิทธิพลต่อกฎหมายภาษีป้าย
จนถึงปจั จุบนั

ก่อนอื่นจำ�เป็นที่จะต้องทำ�ความเข้าใจเกี่ยวกับท่ีมาของภาษีป้ายกันก่อนว่ามีท่ีมา
ท่ีไปอย่างไร เริ่มย้อนไปไม่ไกลในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีการรวมกรม
สรรพากรนอกซ่ึงแต่เดิมข้ึนกับกระทรวงมหาดไทยและกรมสรรพากรในซึ่งแต่เดิมข้ึนกับ
กระทรวงนครบาลเข้าเป็นกรมเดยี วกนั ขน้ึ กบั กระทรวงพระคลังมหาสมบตั ิ และมีการปรับปรงุ
การจัดเก็บภาษีอากรแยกตามแผนกต่าง ๆ หนึ่งในน้ันคือ ค่าภาษีโรงร้าน ข้ึนอยู่กับแผนก
สรรพากร ต่อมาเมื่อมกี ารเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรอ์ อกกฎหมายจดั
เกบ็ ภาษใี หม่ เชน่ พระราชบญั ญตั ภิ าษกี ารคา้ พ.ศ. 2475 ซง่ึ เกบ็ ภาษจี ากบคุ คลทก่ี ระท�ำ การคา้
โดยเก็บจากคา่ รายปีของอสังหาริมทรพั ย์ที่ใช้ในการท�ำ การค้าแยกตามประเภทของการคา้ ต่อ
มาปี 2481 มกี ารรวบรวมกฎหมายการจัดเกบ็ ภาษเี ขา้ เป็นหมวดหมไู่ ว้ในท่เี ดยี วกนั คือประมวล
รษั ฎากร ยกเลกิ พระราชบญั ญตั ภิ าษกี ารคา้ มกี ารจดั เกบ็ ภาษโี รงคา้ แทนโดยบรรจไุ วใ้ นประมวล
รษั ฎากร หมวด 4 ภาษโี รงค้านน้ั ก็คือภาษีที่จัดเก็บจากรา้ นคา้ และโรงอุตสาหกรรม โดยจัดเกบ็
จากป้ายและค่ารายปีของอสังหาริมทรัพย์ จึงมีการเก็บภาษีป้ายอยู่ในภาษีโรงค้าด้วย แต่ใน
ขณะนนั้ จดั เกบ็ เฉพาะปา้ ยร้านคา้ ท่ตี ิดตง้ั ไว้ ณ โรงคา้ เท่านน้ั ไมม่ ีการเกบ็ ภาษีจากปา้ ยโฆษณา
ปี 2496 มีการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บภาษีตามประมวลรัษฎากรครั้งใหญ่ มีการยกเลิกภาษี
โรงคา้ ในหมวด 4 เปลีย่ นเป็นภาษีการค้าแทน และแยกภาษปี า้ ยไปอยู่ในหมวด 5 โดยแตเ่ ดิม
เกบ็ ภาษปี า้ ยเฉพาะปา้ ยชอ่ื รา้ นคา้ มกี ารเกบ็ ภาษจี ากปา้ ยโฆษณาเพม่ิ ขนึ้ ในครงั้ นเ้ี อง ท�ำ ใหก้ าร
เก็บภาษีปา้ ยมีการเกบ็ จากปา้ ย 2 ประเภทคอื 1 ป้ายชอ่ื ร้านค้า 2 ป้ายโฆษณา ในครั้งน้ันอัตรา
การจัดเก็บป้ายโฆษณาน้ันตํ่ากว่าป้ายชื่อร้านค้า โดยจัดเก็บเพียงหนึ่งในส่ีของอัตราป้ายชื่อ

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

82

ภาษปี า้ ย : จ่ายแพงกว่าทำ�ไม ?

รา้ นค้า ไม่เหมอื นในปัจจุบันทีจ่ ัดเกบ็ ในอตั ราทเี่ ทา่ กนั ลา่ สุดปี 2510 ภาษปี ้ายถูกแยกออกจาก
ประมวลรัษฎากร ออกมาบัญญัติเป็นพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 เป็นเอกเทศ โดย
มีเหตุผลในเรื่องของการกระจายอำ�นาจสู่ท้องถ่ิน ให้เป็นรายได้ของท้องถ่ินที่จัดเก็บเอง และ
นำ�เงินภาษีดังกล่าวทำ�นุบำ�รุงท้องถิ่นน้ัน ๆ แต่พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ที่กล่าว
มาข้างต้นเป็นการกล่าวถึงท่ีมาที่ไปของกฎหมายภาษีป้ายท่ีใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีวิวัฒนาการ
การจดั เก็บมาจากทอี่ ยกู่ ับภาษีโรงรา้ น ภาษีการค้า ภาษโี รงคา้ แยกออกมาเปน็ ภาษปี ้ายอยู่ใน
ประมวลรษั ฎากร จนกระทง่ั เป็นพระราชบญั ญตั ิภาษปี ้าย พ.ศ. 2510 ในปัจจุบนั

เหตทุ ต่ี อ้ งกลา่ วถงึ ทมี่ าทไี่ ปของภาษปี า้ ยดงั ขา้ งตน้ นนั้ เนอ่ื งมาจากภาษปี า้ ยเรมิ่ ตง้ั แต่
อยู่ในภาษีโรงคา้ และแยกออกมาเป็นภาษีป้ายอยู่ในหมวด 5 ของประมวลรัษฎากร มกี ารเขยี น
กฎหมายที่รัดกุมและเข้าใจได้ง่ายกว่าพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ในปัจจุบัน มีการ
คดิ แกป้ ญั หาตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ หรอื อาจเกดิ ขนึ้ ในอนาคตอยา่ งแยบยล ยกตวั อยา่ งเชน่ ความหมาย
ของภาษปี ้ายในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัตภิ าษีป้าย พ.ศ. 2510 เขยี นตดิ ตอ่ กันอธบิ ายดงั น้ี
“ป้าย” หมายความว่า ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเคร่ืองหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือ
ประกอบกจิ การอน่ื เพอื่ หารายไดห้ รอื โฆษณาการคา้ หรอื กจิ การอน่ื เพอ่ื หารายได้ ท�ำ ใหอ้ าจเขา้ ใจ
ไดว้ ่า ป้ายน้ัน จะตอ้ งเป็นป้ายแสดงชื่อ ยีห่ อ้ หรอื เครอ่ื งหมาย เท่านนั้ ส่วนขอ้ ความทใ่ี ช้ในการ
ประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพ่ือหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือกิจการอื่นเพ่ือหา
รายได้ เปน็ เพยี งสว่ นขยายของปา้ ยชอื่ ยหี่ อ้ หรอื เครอ่ื งหมายเทา่ นน้ั หากไมใ่ ชป่ า้ ยชอื่ ยหี่ อ้ หรอื
เคร่ืองหมายแลว้ ก็จะไมใ่ ช้ป้ายท่จี ะต้องเสียภาษตี ามความในมาตรา 6 ดังกล่าว ขนาดศาลฎีกา
ยังกรุณาตีความเรื่องป้ายที่ติดไว้ที่กระจกหน้าคลีนิกแพทย์ว่า “สำ�นักงานแพทย์ สิวฝ้า โรค
ผิวหนังและโรคท่ัวไป” นั้นเป็นป้ายแสดงช่ือท่ัวไปและเป็นป้ายตามความหมายของมาตรา 6
แล้ว โดยศาลฎีกาพยายามตีความให้เป็นป้ายช่ือให้ได้ แม้จะไม่ใช่ป้ายชื่อที่เป็นชื่อของแพทย์
กต็ ามทจี่ รงิ แลว้ ขอ้ ความทต่ี ดิ ไวท้ กี่ ระจกดงั กลา่ วเปน็ เพยี งการโฆษณาวา่ ทคี่ ลนิ กิ ดงั กลา่ วนนั้ รบั
รักษาสิวฝ้า โรคผิวหนังและโรคทั่วไป หาใช่ป้ายชื่อแต่อย่างใดไม่ (คำ�พิพากษาศาลฎีกาท่ี
995/2531) หรอื ทศ่ี าลฎีกาตีความในกรณปี า้ ยโฆษณาภาพยนตรว์ ่า ภาพดาราภาพยนตร์ ภาพ
สตั ว์และภาพวตั ถอุ ่ืนในปา้ ยโฆษณาเป็นสงิ่ ที่ทำ�ข้นึ เพือ่ แสดงความหมายท้ังสิน้ ดังนน้ั หากต้งั ใจ
ทำ�ข้ึนเพ่ือแสดงความหมาย ก็ถือว่าเป็นเครื่องหมาย ทำ�นองว่าศาลฎีกาตีความว่าป้ายโฆษณา
ภาพยนตรน์ น้ั เปน็ ปา้ ยเครอ่ื งหมาย จงึ เปน็ ปา้ ยตามมาตรา 6 ตอ้ งเสยี ภาษปี า้ ย (ค�ำ พพิ ากษาศาล

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

83

60 ปี สุเมธาจารย์

ฎีกาท่ี 125/2517) ดว้ ยความเคารพ หากดทู ่มี าที่ไปของภาษปี ้ายจากภาษีโรงคา้ แล้วจะเหน็ ว่า
ในสมัยก่อนรัฐเก็บภาษีป้ายเฉพาะป้ายช่ือร้านค้าที่ติดอยู่ท่ีร้านนั้นเท่านั้น เพิ่งจะมาเก็บจาก
ป้ายโฆษณาเม่ือปี 2496 นเี่ อง เนื่องจากเรม่ิ มีธุรกจิ โฆษณามากขึน้ มีปา้ ยโฆษณาตดิ ตามอาคาร
พาณชิ ยม์ ากข้ึน แต่ในขณะน้นั กเ็ กบ็ ในอตั ราหนง่ึ ในสข่ี องป้ายช่อื ร้าน ประกอบกับตามประมวล
รัษฎากร หมวด 5 ใหค้ วามหมายของภาษปี า้ ยไวใ้ นมาตรา 95 วา่ “ป้าย” หมายความวา่

(๑) ปา้ ยชอื่ ยห่ี อ้ เครอ่ื งหมายของสถานการคา้ หรอื ของผปู้ ระกอบการคา้ ทไี่ ดแ้ สดง
ไว้ที่สถานการค้าหรือบริเวณใกลเ้ คียงกับสถานการคา้
(๒) ป้ายโฆษณาของสถานการคา้ หรือของผู้ประกอบการคา้ ไม่ว่าจะแสดงไว้ ณ ที่ใด
จะเห็นไดว้ า่ กฎหมายเดมิ ได้แบ่งปา้ ยออกเปน็ 2 ประเภท คือ ป้ายชือ่ สถานการค้า
และป้ายโฆษณา แตก่ ฎหมายภาษปี า้ ยฉบบั ปจั จุบันกลับนำ�ความหมายของปา้ ยทั้งสองชนดิ มา
เรยี งตอ่ กนั โดยมไิ ดเ้ วน้ วรรคค�ำ วา่ โฆษณา ท�ำ ใหค้ นอา่ นอาจเขา้ ใจผดิ ไดว้ า่ ปา้ ยนน้ั ตอ้ งเปน็ ปา้ ยชอ่ื
หรือป้ายย่ีห้อ หรือป้ายเครื่องหมาย ดังท่ีศาลฎีกาเคยวินิจฉัยมาแล้วเท่าน้ัน แท้ท่ีจริงแล้ว
ปา้ ยหน้ากระจกคลินกิ แพทย์ถือได้วา่ เป็นปา้ ยโฆษณา ซ่งึ ต้องเสยี ภาษปี ้ายอยู่แลว้ จงึ ไม่จำ�เปน็
ต้องตีความว่าเป็นป้ายชื่อหรืออธิบายว่าเป็นป้ายช่ือทั่วไปมิใช่ป้ายช่ือเฉพาะหรือแม้แต่ป้าย
โฆษณาภาพยนตร์ที่มีภาพดารา แม้ไม่มีตัวอักษรอ่ืน ไม่จำ�เป็นต้องตีความว่าภาพดาราเป็น
เครื่องหมายและทำ�ให้เป็นป้ายเครื่องหมาย เพียงจำ�แนกว่าเป็นป้ายโฆษณา ส่วนจะมีป้ายชื่อ
ป้ายยีห่ ้อหรอื ปา้ ยเครือ่ งหมายกเ็ ปน็ ปา้ ยทตี่ ้องเสยี ภาษอี ยแู่ ล้ว ส่วนอีกเร่ืองหนงึ่ คอื ปญั หาป้าย
ท่ีมีอักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ ซ่ึงหากใช้กฎหมายฉบับเดิมจะไม่เกิดปัญหาว่า “จ่าย
แพงกวา่ ท�ำ ไม ?”
จากพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 7 ท่ีให้เสียภาษีป้ายตามอัตราที่
ก�ำ หนดในกฎกระทรวงซง่ึ ตอ้ งไมเ่ กนิ อตั ราทก่ี �ำ หนดในบญั ชอี ตั ราภาษปี า้ ยทา้ ยพระราชบญั ญตั นิ ้ี
ซ่ึงป้ายที่มอี ักษรไทยปนอย่กู ับอกั ษรต่างประเทศ แม้จะมขี นาดตวั อกั ษรเลก็ จ๋วิ เพยี งใด หากไม่
อยู่ตาํ่ หรือใตไ้ ปกว่าอักษรตา่ งประเทศแล้ว เขา้ ขอ้ (2) ที่เสียเพยี ง 20 บาท ตอ่ หา้ ร้อยตาราง
เซนติเมตร ตา่ งจากปา้ ยท่ีมอี ักษรต่างประเทศลว้ นต้องเสียในอัตรา 40 บาท ต่อห้าร้อยตาราง
เซนตเิ มตร ดูแล้วเปรยี บเสมือนการตบตาภาครัฐใหเ้ สียภาษนี อ้ ยลงโดยชอบด้วยกฎหมาย ทาง
ฝา่ ยรัฐหรือผูจ้ ดั เก็บกจ็ ำ�ต้องยอมเกบ็ ภาษเี พียงคร่งึ เดยี วเสมอื นว่าไม่อาจทำ�อะไรได้เลย

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

84

ภาษปี ้าย : จ่ายแพงกวา่ ทำ�ไม ?

ลองมาดูกฎหมายภาษีป้ายฉบับเดิม ๆ ก่อนที่จะมีการตราพระราชบัญญัติภาษีป้าย
พ.ศ. 2510 วา่ ในเรอ่ื งอตั ราภาษปี า้ ยกฎหมายเดมิ เขยี นไวอ้ ยา่ งไร ซง่ึ ตามทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นประมวล
รัษฎากรครั้งที่ภาษีป้ายบัญญัติอยู่ในหมวด 5 ช่วงปี 2496 น้ัน การเสียภาษีป้ายบัญญัติไว้ใน
มาตรา 96 วรรคแรก ว่า ให้เจ้าของป้ายเสียภาษีตามบัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายหมวดน้ี ซ่ึง
บัญชีอัตราภาษีป้ายท้ายหมวด 5 มีว่า อัตราภาษีป้ายที่เรียกเก็บนั้น ให้คิดตามพ้ืนที่ของป้าย
ดังตอ่ ไปน้ี

(ก) ป้ายทีม่ ีอักษรไทยลว้ น พื้นทีป่ ้ายทกุ 500 ตารางเซนตเิ มตร ตอ่ 1 บาท
(ข) ป้ายท่ีมีอักษรปนกับอักษรต่างประเทศหรือเครื่องหมายอื่นพ้ืนที่ป้ายทุก 500
ตารางเซนตเิ มตร ตอ่ 5 บาทแตถ่ ้าปา้ ยนัน้ พืน้ ทอี่ ักษรไทยน้อยกวา่ พ้ืนท่ีส�ำ หรับ
อกั ษรต่างประเทศ ใหค้ ดิ ตามอตั ราในขอ้ (ค)
(ค) ป้ายท่ไี ม่มอี ักษรไทย พื้นทป่ี ้ายทุก 500 ตารางเซนตเิ มตร ตอ่ 10 บาท
โปรดสงั เกตอตั ราภาษีป้ายฉบับเดิม ขอ้ (ข) และ (ค) ได้แก้ปัญหาเร่อื งการเสียภาษี
ปา้ ยทม่ี อี กั ษรไทยปนอกั ษรตา่ งประเทศโดยเฉพาะการเขยี นอกั ษรไทยตวั เลก็ จวิ๋ ไวด้ า้ นบนมมุ ใด
มมุ หนึง่ ของป้ายไว้แลว้ อยา่ งเหลอื เช่ือ ท่พี ระราชบญั ญัติภาษปี า้ ย พ.ศ. 2510 ฉบบั ปจั จบุ นั ไม่
อาจท�ำ ได้ ดงั นน้ั ตามกฎหมายภาษปี า้ ยเดมิ แมป้ า้ ยจะมอี กั ษรไทยตวั เลก็ จวิ๋ อยดู่ า้ นบนมมุ ใดมมุ
หนึ่งย่อมจะมีพื้นที่อักษรไทยน้อยกว่าพ้ืนท่ีอักษรต่างประเทศอย่างแน่นอน ก็จะต้องเสียภาษี
ป้ายในอัตราตามข้อ (ค) ซึ่งเป็นอัตราสูงสุด ทั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมาย
ภาษีป้ายต้ังแต่ยุคท่ีใช้ลัทธิชาตินิยม ตามประกาศรัฐนิยมข้อ 9 ท่ียกย่อง เคารพ และนับถือ
ภาษาไทย ทั้งต้องร้สู กึ เปน็ เกยี รติยศในการใช้หรอื พูดภาษาไทย อีกท้ังปกปกั รักษาอักษรไทยให้
เป็นเอกลักษณข์ องชาติ แสดงถึงตัวตนของความเปน็ ชนชาตไิ ทย จงึ ทำ�ใหอ้ ดคดิ ไมไ่ ด้วา่ ขณะที่
มกี ารรา่ งกฎหมายภาษปี า้ ยฉบบั ปจั จบุ นั เหตใุ ดจงึ ตดั ขอ้ ความเกยี่ วกบั พน้ื ทขี่ องอกั ษรไทยทนี่ อ้ ย
กว่าอักษรต่างประเทศไปเสีย ทำ�ให้ป้ายที่มีอักษรไทยปนอยู่แม้เพียงน้อยนิดจะเสียภาษีถูกลง
ถึงครงึ่ หนึ่ง
การแก้ปัญหาดังกล่าวไม่น่ายาก หากยังคงลัทธิชาตินิยมยกย่อง เคารพและถือเป็น
เกยี รตยิ ศในการใชภ้ าษาไทยเพอื่ อนรุ กั ษป์ กปกั รกั ษาไวไ้ มใ่ หภ้ าษาไทยหายไปจากโลก อกี ทง้ั สง่
เสริมการใช้ภาษาไทยด้วยแล้ว ควรที่จะต้องแก้กฎหมายภาษีป้ายฉบับปัจจุบันโดยนำ�ของเก่า

ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

85

60 ปี สเุ มธาจารย์

กลับเข้ามาบัญญัติไว้ดังเดิม โดยเพิ่มข้อความตอนท้ายในข้อ (2) ของบัญชีอัตราภาษีป้ายว่า
“หากพ้นื ทอี่ กั ษรไทยน้อยกวา่ พน้ื ท่ีอักษรต่างประเทศ ใหค้ ดิ อตั ราในขอ้ (3)” ก็จะเก็บภาษี
และน�ำ เงนิ เขา้ ท�ำ นบุ �ำ รงุ ทอ้ งถนิ่ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ี หากเจา้ ของปา้ ยตอ้ งการเสยี ภาษถี กู ลงจะตอ้ งใช้
อักษรไทยให้มีพื้นท่ีมากกว่าอักษรต่างประเทศ หรือใช้แต่อักษรไทยล้วนซึ่งจะเสียภาษีป้ายถูก
มาก มิเชน่ นนั้ แลว้ เราก็จะเห็นแตป่ า้ ยโฆษณาท่ีมแี ต่อกั ษรต่างประเทศเกอื บจะลว้ น ๆ มีอกั ษร
ไทยอยนู่ ดิ เดยี วจนแทบมองไมเ่ หน็ ดแู ลว้ เปน็ เรอ่ื งตลก หรอื หากลทั ธชิ าตนิ ยิ มเจอื จางลงไปแลว้
กำ�ลังจะเข้าสู่ยุค AEC ท่ีต้องใช้ภาษาเป็นกลางในการสื่อสารก็รวมบัญชีอัตราภาษีป้ายท้าย
พระราชบัญญัติฯ ข้อ (2) และ (3) เป็นอัตราเดียวโดยไม่ต้องแบ่งแยกว่าป้ายน้ันมีอักษรไทย
หรืออักษรต่างประเทศปนกันอย่างไร อักษรไทยจะอยู่ใต้หรือต่ํากว่าอักษรต่างประเทศ
หรือไม่ มิเช่นน้ันแล้วร้านทำ�ป้ายคงจะแนะนำ�พรํ่าบอกแก่ลูกค้าเหมือนเดิมว่า “จ่ายแพง
กวา่ ท�ำ ไม ?”

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

86

ความรับผดิ ในคา่ ภาษีศุลกากรขาเขา้
ตามกฎหมายว่าด้วยศลุ กากร

ชชู าติ อัศวโรจน1์

บทน�ำ

การน�ำ สนิ คา้ เขา้ มาในประเทศไทยนนั้ กแ็ ลว้ แตว่ า่ ประเทศนน้ั มนี โยบายในการจดั เกบ็
ภาษีอากรขาเข้าหรือไม่อย่างไร หากมีก็จะต้องกำ�หนดว่าจะจัดเก็บเท่าใด อย่างไร และต้อง
กำ�หนดให้ชดั เจนวา่ ความรบั ผดิ ในค่าภาษีศุลกากรขาเข้าเกิดข้ึนเมื่อใด

สำ�หรับประเทศไทยนั้น ในสมัยกรุงสุโขทัย ปรากฏข้อความตอนหนึ่งในศิลาจารึก
พอ่ ขนุ รามค�ำ แหงวา่ “เมอ่ื ชวั่ พอ่ ขนุ รามค�ำ แหง เมอื งสโุ ขทยั นด่ี ี ในนาํ้ มปี ลาในนามขี า้ ว เจา้ เมอื ง
บ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง”2 แสดงว่าในขณะนั้นไม่มีการเก็บจกอบ คำ�ว่าจกอบเป็นภาษาเขมร
หมายถึง “ภาษีชนิดหนึ่งเก็บแก่สัตว์และสิ่งของ”3 ในสมัยอยุธยาเรียกจกอบว่าจังกอบบ้าง

1 อาจารย์ประจำ�อาวุโส, คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ นิติศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมดี)
(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), เนติบัณฑิต (สำ�นักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา) MASTER OF LAWS
(CRIMINAL JUSTICE), MASTER OF LAWS (GENERAL) (NEW YORK UNIVERSITY) รฐั ศาสตรม์ หาบณั ฑติ (บรหิ าร
รัฐกิจ) (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์), MASTER OF ARTS (INTERNATIONAL ECONOMICS AND FINANCE)
(CHULALONGKORN UNIVERSITY), MASTER OF ADVANCED BUSINESSS PRACTICE (UNIVERSITY OF SOUTH
AUSTRALIA), นติ ศิ าสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ (มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร)์ , ประกาศนยี บตั รทางกฎหมายมหาชน (มหาวทิ ยาลยั
ธรรมศาสตร์), ประกาศนียบัตรกฎหมายปกครองและวิธีพิจารณาความคดีปกครองตามมาตรฐานที่ ก.ศป. รับรอง
(ส�ำ นักงานศาลปกครอง)

2 วิชัย มากวัฒนสุข, กฎหมายภาษีและพิธีศุลกากร, พิมพ์ครั้งท่ี 1 (กรุงเทพมหานคร : บริษัท
สามเจรญิ พาณชิ ย์ (กรงุ เทพ) จำ�กดั , 2546), น.9.

3 โชคชยั กุลประภา, “ความรับผดิ ในคา่ ภาษีขาเข้าตามกฎหมายศุลกากร”, (วทิ ยานิพนธ์นิตศิ าสตร์
ดาวนโ์ หลมดหจาาบกณัระฑบติบ จTฬุUาDลCงโกดรยณนม์ าหยาอวริทา่ มยาดลวัยงจ, นั2ท51ร์6), น.2.

87

60 ปี สเุ มธาจารย์

มกี ารเกบ็ จงั กอบ4 ตอ่ มาสมยั รชั กาลที่ 3 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทรไ์ ดเ้ รยี กเปน็ ภาษี5 การจดั เกบ็ ภาษี
ขาเข้ามีเรื่อยมาจนกระท่ังปัจจุบันนี้ และกฎหมายที่ใช้ในการจัดเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าใน
ปจั จบุ นั คอื พระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พทุ ธศกั ราช 2469 และพระราชก�ำ หนดพกิ ดั อตั ราศลุ กากร
พ.ศ. 2530

การจัดเก็บอากรศุลกากรขาเข้าตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นซึ่งเป็นกฎหมายระดับ
พระราชบัญญัติ หากต่อมามีการออกประกาศกระทรวงการคลัง ซึ่งออกตามพระราชกำ�หนด
พกิ ดั อตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530 ใหม้ ผี ลเปน็ การเปลย่ี นแปลงการจดั เกบ็ อากรตามพระราชบญั ญตั ิ
ศลุ กากร พระพุทธศักราช 2469 ซง่ึ เป็นกฎหมายระดับพระราชบญั ญตั แิ ละมศี กั ดิก์ ฎหมายสูง
กวา่ ประกาศกระทรวงการคลงั เชน่ นี้ ประกาศกระทรวงการคลงั ดงั กลา่ วไดต้ ราขน้ึ โดยชอบดว้ ย
กฎหมายหรอื ไม่ ซง่ึ ผเู้ ขยี นจะไดก้ ลา่ วถงึ หลกั กฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั เรอ่ื งความรบั ผดิ ในคา่ ภาษี
ศุลกากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร การออกประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวและ
ข้อวิเคราะหใ์ นเร่อื งนัน้ ดว้ ย

2. ความรับผดิ ในค่าภาษีศุลกากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศลุ กากร

2.1 หลกั กฎหมายในเรอ่ื งความรบั ผดิ ในคา่ ภาษขี าเขา้ ส�ำ หรบั ของน�ำ เขา้

ภาษีท่ีกรมศุลกากรจัดเก็บ ไม่ว่าจะเป็นภาษีสำ�หรับของนำ�เข้าหรือภาษีสำ�หรับของ
ส่งออกมีบัญญัติบทวิเคราะห์ไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 2
วรรคเกา้ ซ่ึงบญั ญัตวิ า่ “ค่าภาษ”ี หมายความวา่ ค่าภาษี คา่ อากร คา่ ธรรมเนยี ม หรือค่าภาระ
ตดิ พันในทางศลุ กากร หรอื อากรชั้นใน ตอ่ มาพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบบั ที่ 9) พุทธศักราช
2469 ได้เพิ่มความข้ึนเป็นมาตรา 2 วรรคสิบสาม แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช

4 เพง่ิ อ้าง
5 เพ่ิงอา้ ง สว่ นรายละเอียดของการจัดเก็บอากรขาเขา้ ในยคุ กรุงรัตนโกสินทร์ เชน่ สนธิสญั ญาเบาวริง
ลงนามทก่ี รงุ เทพฯ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2398 มีความตอนหนง่ึ วา่ “ภาษีเบกิ รอ่ งหรือค่าปากเหรือท่เี กบ็ ตามสัญญา
ฉบับปี ค.ศ. 1826 (พ.ศ. 2369) น้ันเป็นอันยกเลิกและให้เก็บภาษีขาเข้าแทน ให้รัฐบาลสยามเรียกเก็บได้แต่เพียง
ร้อยละ 3 ของราคาแห่งคา่ สินคา้ นั้น ๆ เทา่ น้ัน และถ้าหากวา่ มีปญั หาว่าสนิ ค้าใดมรี าคาเท่าใด เจา้ หน้าท่ีฝา่ ยศุลกากร
ฝา่ ยไทยกบั กงสลุ องั กฤษจะไดพ้ จิ ารณา และก�ำ หนดราคาอนั เปน็ ธรรมเนยี มและสมควร” วชิ ยั มากวฒั นสขุ , อา้ งแลว้ ,
ดาวน์โหลเชดงิจอารกรรถะบ1บ, TนU.1D2C. โดย นายอร่าม ดวงจนั ทร์

88

ความรับผิดในค่าภาษศี ลุ กากรขาเข้าตามกฎหมายว่าดว้ ยศลุ กากร

2469 วา่ คำ�วา่ “อากร” หมายความวา่ คา่ ภาษี ค่าอากร คา่ ธรรมเนยี ม หรือค่าภาระตดิ พนั ใน
ทางศุลกากรหรอื อากรช้นั ใน

มาตรา 2 วรรคเกา้ และวรรคสิบสาม มีขอ้ พิจารณาคอื “คา่ ภาษี” และ “อากร” มี
ความหมายเหมือนกัน เพราะมาตรา 10 แหง่ พระราชบัญญัตศิ ลุ กากร พทุ ธศักราช 2469 ใชค้ �ำ
ว่า “คา่ ภาษ”ี และ “อากร” ปะปนกนั ไป กล่าวคอื มาตรา 10 วรรคหน่ึง กล่าวถึงการจดั เก็บ
“ภาษ”ี วรรคสอง กลา่ วถงึ “ค่าภาษ”ี ทเี่ สียไวไ้ มค่ รบถ้วน ตามจำ�นวนที่จะต้องเสียจริง วรรค
สกี่ ล่าวถงึ อธบิ ดมี อี �ำ นาจคนื เงนิ “อากร” ส่วนทไ่ี ดเ้ สยี ไวเ้ กินจ�ำ นวนทพ่ี ึงตอ้ งเสียจรงิ 6

อน่ึง พระราชบญั ญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 มาตรา 112 ตร7ี บญั ญตั ใิ ห้ถือวา่
เงนิ เพมิ่ ตามมาตราดงั กลา่ วเปน็ เงนิ อากร นอกจากนพ้ี ระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พทุ ธศกั ราช 2469
มาตรา 112 จตั วา8 วรรคสาม บัญญัติใหถ้ อื วา่ เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่ง และวรรคสองของมาตรา
112 จตั วา ดงั กล่าวเปน็ เงนิ อากร

พระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พทุ ธศกั ราช 2469 มาตรา 10 วรรคหนง่ึ ทใี่ ชบ้ งั คบั ในปจั จบุ นั
บัญญัติว่า “บรรดาค่าภาษีน้ัน ให้เก็บตามบทพระราชบัญญัติน้ีและตามกฎหมายว่าด้วยพิกัด

6 ชชู าติ อศั วโรจน,์ รวมกฎหมายศลุ กากรและกฎหมายพกิ ดั อตั ราศลุ กากรพรอ้ มคำ�อธบิ าย, (กรงุ เทพ
มหานคร : โรงพมิ พเ์ ดือนตุลา, 2549), น.136, เพอ่ื ความเขา้ ใจความหมายของ “คา่ ภาษ”ี และ “อากร” เพ่ิมขน้ึ
โปรดดู เพ่ิงอ้าง, น.136-149.

7 มาตรา 112 ตรี บัญญตั ขิ น้ึ โดยประกาศของคณะปฏวิ ัติฉบบั ท่ี 329 ลงวันที่ 13 ธนั วาคม พ.ศ. 2515
ขอ้ 15 มเี นือ้ ความวา่ “มาตรา 112 ตรใี นกรณีทีผ่ นู้ �ำ ของเข้าหรอื ผูส้ ง่ ของออกมิไดช้ �ำ ระเงนิ อากรใหค้ รบถ้วนภายใน
เวลาท่ีก�ำ หนดในวรรคหน่ึงแหง่ มาตรา 112 ทวิ หรอื มไิ ดป้ ฏิบตั ิตามระเบียบหรือเงอ่ื นไขท่ีอธิบดกี �ำ หนด ตามมาตรา
40 หรอื มาตรา 45 อธบิ ดีหรอื ผทู้ ีอ่ ธิบดมี อบหมายจะเรยี กเงินเพมิ่ อีกไม่เกนิ รอ้ ยละยี่สิบของจำ�นวนค่าภาษที ี่ต้องเสีย
หรอื เสียเพิม่ กไ็ ด้ เงินเพิ่มนใ้ี หถ้ ือเปน็ อากร”

8 มาตรา 112 จัตวา บัญญตั ิข้นึ โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบบั ท่ี 329 ลงวันท่ี 13 ธันวาคม พ.ศ.
2515 ขอ้ 15 ท้งั นีม้ าตรา 112 จตั วา วรรคหนง่ึ วรรคสอง และวรรคสาม มคี วามว่า “มาตรา 112 จัตวา เม่ือผูน้ �ำ
ของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำ�เงินมาชำ�ระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพ่ิมให้เรียกเก็บเงินเพ่ิมในอัตราร้อยละหน่ึงต่อ
เดอื นของคา่ อากรทีน่ �ำ มาช�ำ ระ โดยไม่คิดทบต้นนบั แตว่ นั ทไี่ ดส้ ง่ มอบหรอื สง่ ของออกจนถงึ วนั ท่ีนำ�เงนิ มาช�ำ ระ แตม่ ิ
ใหเ้ รียกเกบ็ เงนิ เพิ่มดังกลา่ วในกรณีทมี่ กี ารช�ำ ระอากรเพ่ิมตามมาตรา 102 ตรี อนมุ าตรา 3

ในกรณที ม่ี กี ารเปลยี่ นการคาํ้ ประกนั เปน็ การวางเงนิ ประกนั หลงั การสง่ มอบหรอื สง่ ของออก ใหเ้ รยี ก
เกบ็ และค�ำ นวณเงนิ เพมิ่ ในอตั รารอ้ ยละหนงึ่ ตอ่ เดอื ของคา่ อากร โดยไมค่ ดิ ทบตน้ นบั แตว่ นั ทไี่ ดส้ ง่ มอบหรอื สง่ ของออก
จนถงึ วนั ทีน่ �ำ เงินมาวางแทนการคํา้ ประกัน แต่ในกรณีท่เี งนิ ประกนั ทนี่ �ำ มาวางแทนน้นั ไม่คมุ้ คา่ อากร ให้เรียกเกบ็ เงนิ
ดาวน์โหลเพดม่ิจาสก�ำ รหะรบับบจT�ำ นUวDนCคโ่าดอยานการยทอีต่ ร้อา่ มงเสดยีวงเพจันิม่ ทตรา์มเกณฑ์ในวรรคหน่งึ อีกด้วย”

89

60 ปี สเุ มธาจารย์

อัตราศลุ กากร” ซ่งึ หมายความว่า การจดั เกบ็ อากรต้องเกบ็ ตามกฎหมายดังกล่าว โดยตีความ
การใช้บงั คับกฎหมายแตล่ ะฉบบั ไม่ใหข้ ดั แย้งกัน กล่าวคอื

1) การจดั เก็บอากรตามกฎหมายศลุ กากร
(1) พระราชบญั ญัตศิ ุลกากร พทุ ธศักราช 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึง่ บัญญัติ
ว่า “ความรับผิดในอันจะต้องเสียภาษีสำ�หรับของที่นำ�เข้าเกิดข้ึนในเวลาที่นำ�ของเข้าสำ�เร็จ”
ของใดจะมีความผิดรับในอันท่ีจะต้องเสียค่าภาษีหรือไม่ในขณะนำ�เข้าสำ�เร็จ ต้องดูพระราช
กำ�หนดพกิ ัดอตั ราศุลกากร พ.ศ. 2530 ตามภาค 2 หรือภาค 4 แลว้ แตก่ รณี และตอ้ งดวู า่ ใน
ขณะน้ันมีประกาศกระทรวงการคลังลดอัตราอากรให้แก่ของน้ันหรือไม่ เพียงใด ก็จะทราบได้
ว่าในขณะน�ำ เขา้ ของนัน้ มีความรบั ผดิ ในค่าภาษตี ามพกิ ัดประเภทใด อัตราอากรใด
(2) เมอื่ ของเขา้ มาแลว้ ทราบถงึ ความรบั ผดิ ในอนั ทจี่ ะตอ้ งเสยี คา่ ภาษดี งั กลา่ วแลว้
การจดั เกบ็ อากรตอ้ งเปน็ ไปตามกฎหมายศลุ กากร คอื จะช�ำ ระอากรแลว้ ตรวจปลอ่ ยของไปเลย
หรอื จะนำ�ของเข้าเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน หรอื จะนำ�เข้าไปในเขตปลอดอากร ซึง่ การค�ำ นวณ
ค่าภาษีอากรของดังกล่าวจะมีลักษณะแตกต่างกัน ท้ังน้ี เป็นไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร
พุทธศักราช 2469 มาตรา 10 ทววิ รรคสอง และวรรคสาม
มาตรา 10 ทวิ วรรคสองและวรรคสามบัญญัติว่า “ภายใต้บังคับมาตรา 87
และ 88 การคำ�นวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรท่ีเป็นอยู่ใน
เวลาทคี่ วามรบั ผดิ ในอนั ทจ่ี ะตอ้ งเสยี คา่ ภาษเี กดิ ขน้ึ แตใ่ นกรณขี องทเี่ กบ็ ไวใ้ นคลงั สนิ คา้ ทณั ฑบ์ น
ใหค้ �ำ นวณตามพกิ ดั อตั ราศลุ กากรทใ่ี ชอ้ ยใู่ นเวลาซงึ่ ไดป้ ลอ่ ยของเชน่ วา่ นนั้ ออกไปจากคลงั สนิ คา้
ทัณฑ์บน ไมว่ ่าจะปล่อยของไปในสภาพเดิมทน่ี �ำ เขา้ หรอื ในสภาพอืน่
ในกรณีของทป่ี ล่อยออกไปจากเขตปลอดอากร ให้ค�ำ นวณคา่ ภาษีตามสภาพของ
ราคาของ และพกิ ดั อตั ราศลุ กากรทเ่ี ปน็ อยใู่ นเวลาซง่ึ ไดป้ ลอ่ ยของเชน่ วา่ นน้ั ออกไปจากเขตปลอด
อากร แตใ่ นกรณที ไ่ี ดน้ �ำ ของทมี่ อี ยใู่ นราชอาณาจกั รเขา้ ไปในเขตปลอดอากร โดยของทนี่ �ำ เขา้ ไป
นน้ั ไม่มีสิทธิไดร้ ับการคืนหรอื ยกเว้นอากร ไม่ต้องนำ�ราคาของดังกล่าวมาคำ�นวณค่าภาษี ทัง้ นี้
ตามหลักเกณฑท์ ่อี ธบิ ดีเห็นชอบหรอื ที่อธบิ ดีประกาศกำ�หนด”
(3) แม้ของในจะมีความรับผิดในค่าภาษี แต่ของนั้นเก่ียวข้องกับคลังสินค้าตาม
มาตรา 95 แหง่ พระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พุทธศักราช 2469 ซงึ่ บญั ญัตวิ า่ “ถ้าของใดที่เก็บใน
ดาวนโ์ หลคดลจงัากสรนิ ะบคบา้ หTUรDอื Cทโย่ี ดน่ืย ในนายขอนรา่ฯมเดพวอ่ืงจเันกทบ็ รใ์ นคลงั สนิ คา้ หรอื ทยี่ น่ื ใบชนฯ เพอ่ื รบั มอบไปจากคลงั สนิ คา้

90

ความรับผิดในค่าภาษีศุลกากรขาเข้าตามกฎหมายวา่ ด้วยศุลกากร

นัน้ สูญหาย หรอื ถกู ทำ�ลายโดยอุบัตเิ หตุอันมอิ าจหลีกเลี่ยงเสียได้ ในขณะทอ่ี ยบู่ นเรอื กด็ ี หรอื
ในเวลายา้ ยถอนขนึ้ กด็ ี ในเวลารบั เกบ็ ในคลงั สนิ คา้ กด็ ี ทา่ นวา่ อธบิ ดอี าจยกเวน้ คา่ ภาษที จ่ี ะตอ้ ง
เสยี หรือคืนค่าภาษที ่ไี ดเ้ สียแลว้ ส�ำ หรับของน้ันได้”

(4) ตามกฎหมายศลุ กากรฉบับอื่น ๆ กย็ ดึ หลกั การจดั เกบ็ ภาษีต้องเกบ็ ตามพระ
ราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช 2469 และตามกฎหมายพิกัดอัตราศุลกากรและหลักความรบั
ผดิ ในคา่ ภาษเี กดิ ขน้ึ เมอ่ื น�ำ ของเขา้ ส�ำ เรจ็ ทง้ั สน้ิ คอื เปน็ กฎหมายทต่ี ราขน้ึ เพอื่ ใชบ้ งั คบั ประกอบ
กนั ไปกับพระราชบญั ญตั ศิ ลุ กากร พุทธศักราช 2469 (ไมว่ ่าจะเป็นมาตรา 10 วรรคหนง่ึ หรอื
มาตรา 10 ทวิ) ดงั น้ัน กฎหมายศุลกากรอ่ืนๆ หากประสงคจ์ ะใหบ้ ังคับผิดไปจากหลักกฎหมาย
ในพระราชบญั ญัตศิ ุลกากร พทุ ธศักราช 2469 เรือ่ ง การเก็บอากรทขี่ องท่มี คี วามรับผิดในค่า
ภาษขี าเข้า กจ็ ะด�ำ เนนิ การเช่นเดียวกับพระราชบัญญัตศิ ลุ กากร พทุ ธศกั ราช 2469 ยึดถอื
คือ หากจะยกเวน้ อากรหรือคืนอากรแก่ของใด ก็จะต้องบญั ญัตไิ วอ้ ย่างชดั แจง้ ดงั เชน่ ท่ีบญั ญัติ
ไว้ในมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญตั ศิ ลุ กากร พทุ ธศักราช 2469 กฎหมายศลุ กากรฉบบั อ่ืนจงึ
ดำ�เนนิ ไปตามแนวทางดังกลา่ วคอื

ก. พระราชบัญญัตศิ ุลกากร (ฉบับท่ี 7) พ.ศ. 2480 มาตรา 4 บัญญตั วิ ่า
“ของใด ๆ ท่ีนำ�เข้าในหรือส่งออกนอกราชอาณาจักรโดยผ่านเขตแดนใด ๆ
หรือตอนใดแห่งเขตแดนน้ัน อาจมีพระราชกฤษฎีกาให้ยกเงินอากรซ่ึงเรียกเก็บตามพระราช
บัญญัติพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาที่นำ�เข้าหรือส่งออกน้ันให้ท้ังหมดหรือแต่ส่วนใด
ส่วนหนง่ึ กไ็ ด”้
ข. ของน�ำ เขา้ มาเสยี อากรแลว้ หากจะคนื อากรของนนั้ อนั เปน็ การนอกเหนอื
บทบญั ญัตกิ ารจดั เกบ็ อากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พระพทุ ธศักราช 2469 มาตรา 10 ทวิ
มาตรา 95 เปน็ ต้น กจ็ ะตอ้ งบญั ญัตไิ วอ้ ย่างชัดแจ้ง ดังกรณกี ารคืนอากรแก่ของตามมาตรา 19
และมาตรา 19 ทวิ พระราชบัญญตั ศิ ุลกากร (ฉบบั ที่ 9) พทุ ธศกั ราช 2482
2) การจดั เก็บอากรตามกฎหมายพิกดั อตั ราศุลกากร
(1) การจัดเก็บอากรสำ�หรับของนำ�เข้าและส่งออก เป็นไปตามพระราชกำ�หนด
พกิ ดั อตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530 สำ�หรบั ของน�ำ เขา้ เป็นไปตามพิกัดอัตราขาเข้าตามภาค 2 และ
ของได้รับยกเว้นอากรตามภาค 4 ว่าของนั้นจะต้องเสียอากรตามภาค 2 หรือจะได้รับยกเว้น
ดาวนโ์ หลอดาจกากรรตะาบมบภTUาDคC 4โดยแนหา่งยพอรร่าะมรดาวชงจกนั ำ�ทหร์ นดฯ ดังกล่าวหรือไม่ หากของนั้นเป็นของท่ีต้องเสียอากร

91

60 ปี สเุ มธาจารย์

ตามพิกัดฯ ภาค 2 ก็จะตอ้ งพิจารณาวา่ มปี ระกาศกระทรวงการคลงั ที่ใชบ้ งั คับในขณะน�ำ เข้าให้
ลดอัตราอากร ยกเว้น หรือเก็บอากรพิเศษเพ่ิมขึ้นตามมาตรา 12 หรือมีประกาศกระทรวง
การคลงั ให้ยกเว้น ลด หรือเพม่ิ อากรจากอัตราทกี่ ำ�หนดไวใ้ นพกิ ัดอตั ราศลุ กากรตามมาตรา 14
แหง่ พระราชกำ�หนดพิกดั อัตราศลุ กากร พ.ศ. 2535 หรือไม่9 หากข้อเทจ็ จรงิ เปน็ เชน่ ใด กต็ อ้ ง
บงั คบั ไปตามกฎหมายและประกาศกระทรวงการคลงั ทใ่ี ชบ้ งั คบั อยใู่ นขณะน�ำ เขา้ ส�ำ เรจ็ และเมอื่
นำ�ของเข้ามาแล้วการจัดเก็บอากรแก่ของนั้นจะดำ�เนินการอย่างไร เช่น จะต้องเสียอากรก่อน
ตรวจปลอ่ ยของนนั้ หรอื ไมต่ อ้ งเกบ็ อากรแหง่ ของนน้ั เพราะของน�ำ เขา้ เกบ็ ในคลงั สนิ คา้ ทณั ฑบ์ น
ก็ต้องบงั คบั ไปตามกฎหมายศลุ กากร

(2) ในกรณีมกี ารจัดเก็บอากรสำ�หรับของดงั กล่าวไปแลว้ การไดร้ ับอากรคนื ตอ้ ง
เป็นไปตามกฎหมายศุลกากรดงั กล่าวแลว้ อยา่ งไรกต็ ามกฎหมายพิกดั ฯ มีบญั ญัติไวเ้ ป็นพิเศษ
ตามภาค 4 ประเภทที่ 8 ใหค้ นื เงนิ อากรแหง่ ของตามภาค 4 ประเภทท่ี 8 ทช่ี ำ�ระแล้วได้ ดังที่
บัญญัตไิ วว้ ่าใหย้ กเว้นอากรแก่ “นาํ้ มนั เช้อื เพลงิ นํา้ มนั หยอดเคร่อื ง และส่งิ ที่ใชใ้ นการหล่อลื่น
ท่ีเติมในอากาศยาน หรือในเรือท่ีมีขนาดเกินกว่าห้าร้อยตันกรอสส์ ซ่ึงศุลกากรได้ปล่อยให้ไป
ตา่ งประเทศแลว้ ” ทั้งน้ี มีหมายเหตุทา้ ยประเภทที่ 8 วา่ “อธิบดกี รมศุลกากรมีอ�ำ นาจในอนั ท่ี
จะท�ำ ให้บทยกเวน้ น้ีบงั เกิดผล โดยวิธคี ืนเงินอากรท่ีไดช้ �ำ ระแลว้ ให้แกผ่ ูน้ ำ�ของเข้าในเมอื่ พิสูจน์
ให้เป็นทพ่ี อใจว่าของดังกลา่ วไดจ้ ำ�หนา่ ยหรือใชไ้ ปเพ่อื การน้”ี

9 พระราชก�ำ หนดพกิ ดั อัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 12 บัญญตั ิวา่
“มาตรา 12 เพ่ือประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศหรือเพื่อความผาสุกของประชาชนหรือ
เพอื่ ความมน่ั คงของประเทศ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงการคลงั โดยความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรี มอี �ำ นาจประกาศ
ลดอัตราอากรส�ำ หรับของใด ๆ จากอตั ราท่ีก�ำ หนดไวใ้ นพิกัดอัตราศุลกากร หรือยกเว้นอากรสำ�หรับของใด ๆ หรือ
เรียกเก็บอากรพิเศษเพิ่มข้ึนสำ�หรับของใด ๆ ไม่เกินร้อยละห้าสิบของอัตราอากรที่กำ�หนดไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร
ส�ำ หรบั ของนั้น ทง้ั น้ี โดยจะกำ�หนดหลักเกณฑแ์ ละเง่ือนไขใด ๆ ไว้ด้วยกไ็ ด้
การประกาศ การยกเลกิ หรอื เปลีย่ นแปลงประกาศในวรรคหนงึ่ ให้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา”
พระราชก�ำ หนดพิกดั อตั ราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 14 บัญญตั ิวา่
“มาตรา 14 เพอื่ ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ผกู พนั ตามสญั ญาหรอื ความตกลงระหวา่ งประเทศทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ ก่
การเศรษฐกิจของประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำ�นาจประกาศ
ยกเว้น ลดหรอื เพ่มิ อากรจากอตั ราทก่ี �ำ หนดไวใ้ นพิกัดอัตราศลุ กากร หรอื ประกาศเรียกเก็บอากรตามอตั ราท่กี �ำ หนด
ไว้ในพิกัดอัตราศุลกากร สำ�หรับของท่ีมีถ่ินกำ�เนิดจากประเทศท่ีร่วมลงนามหรือลักษณะตามท่ีระบุไว้ในสัญญาหรือ
ความตกลงดังกลา่ ว ทั้งนี้ จะกำ�หนดหลักเกณฑ์และเงือ่ นไขใด ๆ ไว้ดว้ ยก็ได้
ดาวน์โหลดจากระบบ T UDกCาโรดปยรนะกายาอศรกา่ มารดยวกงเจลนั ิกทหรร์ ือเปลีย่ นแปลงประกาศตามวรรคหน่ึง ใหป้ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา”

92

ความรับผิดในคา่ ภาษีศลุ กากรขาเข้าตามกฎหมายวา่ ดว้ ยศลุ กากร

(3) จงึ เห็นไดว้ ่า บทกฎหมายพกิ ัดอตั ราศลุ กากรใช้บังคบั แกข่ องที่จะน�ำ เข้ามาใน
ภายหน้า ดงั น้ี ของนน้ั จงึ ถกู ก�ำ หนดไวล้ ่วงหน้าโดยกฎหมายพิกัดฯ และประกาศกระทรวงการ
คลัง และใช้บังคับแก่ของท่ีนำ�เข้าสำ�เร็จ ความรับผิดในอันที่จะเสียภาษีสำ�หรับของท่ีนำ�เข้าจึง
เกิดขึ้นในเวลานำ�เข้าสำ�เร็จและความรับผิดในค่าภาษีจะเป็นไปตามภาค 2 หรือ 4 ตามพิกัด
ประเภทใด อัตราอากรใด ก็เปน็ ไปตามกฎหมายพิกดั นั้น และตามประกาศกระทรวงการคลงั ท่ี
ออกตามกฎหมายพกิ ดั ฯ อนั ใชบ้ งั คบั แกข่ องทจ่ี ะน�ำ เขา้ มาภายหนา้ นบั แตป่ ระกาศกระทรวงการ
คลังใชบ้ ังคบั โดยได้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ดังนัน้ จะออกประกาศกระทรวงการคลังให้มี
ผลบังคับไปใช้ย้อนหลังแก่ของที่นำ�เข้ามาแล้วมิได้ อากรที่กำ�หนดแล้วตามกฎหมายพิกัดและ
ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวนี้ ต้องมีการจัดเก็บตามนั้น เว้นแต่กฎหมายศุลกากรหรือ
กฎหมายอ่นื หรือกฎหมายพิกดั (ภาค 4 ประเภทที่ 8) จะกำ�หนดไวโ้ ดยชดั แจ้งเป็นอย่างอ่ืนดงั
กลา่ วแล้ว

(4) หลกั การจดั เกบ็ ภาษอี ากรโดยยดึ “เวลาทคี่ วามรบั ผดิ ในอนั จะตอ้ งเสยี คา่ ภาษี
เกิดข้ึน” น้ีเป็นหลักสำ�คัญในกฎหมายศุลกากรและกฎหมายพิกัดฯ ดังนี้ หากจะเปล่ียนแปลง
เป็นอย่างอื่นจะต้องเขียนเป็นข้อยกเว้นโดยชัดเจน ดังกรณีของเก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บน มี
บัญญัติไวใ้ นพระราชบัญญตั ศิ ลุ กากร พระพุทธศกั ราช 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคสอง ซึง่ แก้ไข
แลว้ ว่า “ภายใตบ้ งั คับมาตรา 87 และมาตรา 88 การค�ำ นวณคา่ ภาษีให้ถอื ตามสภาพของ ราคา
ของ และพิกัดอัตราศุลกากรท่ีเป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น แต่
ในกรณีของที่เก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน ให้คำ�นวณตามพิกัดอัตราศุลกากรที่ใช้อยู่ในเวลาซึ่ง
ได้ปล่อยของเช่นว่าน้ันออกไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บน ไม่ว่าจะปล่อยออกไปในสภาพเดิมท่ีนำ�
เข้าหรือในสภาพท่ีได้ผลิต หรือผสม หรือประกอบเป็นของอื่น” ดังนี้ หากมีการออกประกาศ
กระทรวงการคลงั ใหม้ ผี ลยอ้ นหลงั ไปเปลย่ี นหลกั การจดั เกบ็ ภาษศี ลุ กากรทก่ี �ำ หนดไวโ้ ดยชดั แจง้
แล้วย่อมเป็นการขัดกับกฎหมายศุลกากรและกฎหมายพิกัดฯ เอง (พระราชบัญญัติศุลกากร
พระพุทธศักราช 2469 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง) และเป็นการขัดแย้งกับหลักกฎหมายท่ีเป็นที่
ยอมรับกนั โดยทั่วไปว่า “กฎหมายไมม่ ผี ลย้อนหลัง” คือ ใชบ้ ังคับในภายหนา้ เท่านัน้ 10 ในกรณี
นจ้ี ะเหน็ ไดว้ า่ กฎหมายพกิ ดั ฯ ไมม่ ขี อ้ ความใหก้ ฎหมายมผี ลยอ้ นหลงั ดงั น้ี เมอื่ ไมม่ บี ทกฎหมาย

10 ธานนิ ทร์ กรัยวเิ ชยี ร และวชิ า มหาคุณ, การตีความกฎหมาย, พิมพ์ครงั้ ที่ 2 (กรุงเทพมหานคร :
ดาวน์โหลหดา้ จงาหกนุ้ รสะบ่วนบจT�ำ UกDดั Cโรโดงพยิมนพายช์ อวรนา่ พมิมดพว,์งจ2นั5ท3ร2์), น.279.

93

60 ปี สเุ มธาจารย์

ชดั แจง้ บญั ญตั ใิ หอ้ อกประกาศกระทรวงการคลงั ยอ้ นหลงั ซงึ่ จะเปน็ ขอ้ ยกเวน้ ของหลกั กฎหมาย
ดังกล่าวอันใช้บังคับกับหลักกฎหมายความรับผิดในค่าภาษีขาเข้าเกิดข้ึนในเวลาท่ีนำ�ของเข้า
ส�ำ เร็จ จงึ ออกประกาศกระทรวงการคลังย้อนหลงั ไปใช้บังคบั กบั ของที่น�ำ เข้ามาแล้วมไิ ด้

2.2 การออกประกาศกระทรวงการคลังใหม้ ผี ลย้อนหลังจะมีผลใช้บงั คบั
หรอื ไม่

ไดม้ กี ารออกประกาศกระทรวงการคลงั ใหม้ ผี ลยอ้ นหลงั หลายกรณดี ว้ ยกนั เชน่ กรณี
บริษัท ไอสตาร์ อิเลคตริก คอร์ปอเรช่ัน จำ�กัด ขอคืนค่าภาษีอากรท่ีชำ�ระไว้เกิน เนื่องจากมี
ประกาศกระทรวงการคลังให้ลดอตั ราอากรยอ้ นหลงั โดยอาศัยมาตรา 14 แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ก�ำ หนดพิกัดอตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530

บริษทั ไดสตาร์ฯ ขอคืนอากรทีอ่ ้างวา่ ชำ�ระไว้เกิน มีข้อเทจ็ จริงว่าบรษิ ัทฯ ได้นำ�เข้า
เครือ่ งซักผ้าชนดิ ใช้ตามบ้านเรือนจากประเทศมาเลเซยี ระหวา่ งวันที่ 10 มกราคม 2539 ถงึ วนั
ท่ี 23 เมษายน 2539 รวม 34 ใบขนฯ ชำ�ระอากรในพิกดั ประเภทท่ี 8450.12 ไดใ้ ช้สทิ ธลิ ดอัตรา
อากรโดยได้อ้างประกาศกระทรวงการคลังท่ี ศก. 13/2537 (อต.3) ลงเหลือร้อยละ 30 โดย
ปฏบิ ตั ติ ามหลกั เกณฑแ์ ละเงอื่ นไขของการลดอตั ราอากรตามประกาศกระทรวงการคลงั ดงั กลา่ ว
ตอ่ มามปี ระกาศกระทรวงการคลงั ที่ ศก. 1/2539 (อต.9) ลงวนั ท่ี 31 มกราคม 2539 มีผลใช้
บงั คบั ตงั้ แตว่ นั ที่ 1 มกราคม 2539 ก�ำ หนดใหย้ กเลกิ ประกาศกระทรวงการคลงั ท่ี ศก. 13/2537
(อต.3) โดยได้กำ�หนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของเคร่ืองซักผ้าชนิดใช้ตามบ้านเรือนตามพิกัด
8450.12 ให้ใช้อัตราประเภท 1 ตามราคาร้อยละ 25 ไว้โดยเฉพาะสำ�หรับของท่ีมีถ่ินกำ�เนิด
จากประเทศภาคีของอาเซียนท่ีอธิบดีกรมศุลกากร โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงการคลงั ประกาศก�ำ หนดไวใ้ นคมู่ อื การใหส้ ทิ ธปิ ระโยชนด์ า้ นอากรภายใตเ้ ขตการคา้ เสรี
อาเซยี นเท่านัน้ ซงึ่ กรมศุลกากรได้ออกประกาศกรมศลุ กากรท่ี 35/2539 เรอ่ื ง คู่มือการให้สิทธิ
ประโยชนด์ า้ นอากรภายใตเ้ ขตการคา้ เสรอี าเซยี น เมอื่ วนั ท่ี 19 กรกฎาคม 2539 ใหม้ ผี ลใชบ้ งั คบั
ตัง้ แตว่ ันท่ี 1 มกราคม 2539 เปน็ ต้นไป ดังนน้ั ตงั้ แตว่ นั ที่ 10 มกราคม 2539 บริษัทฯ ยงั คง
ตอ้ งช�ำ ระค่าอากรในอตั ราประเภท 2 ตามราคารอ้ ยละ 30 เน่อื งจากคูม่ ือการใหส้ ทิ ธิประโยชน์
ด้านอากรภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนยังไม่ได้มีการประกาศ เม่ือกรมศุลกากรได้ประกาศ
ก�ำ หนดประเทศภาคอี าเซยี นทไ่ี ดร้ บั สทิ ธปิ ระโยชนใ์ หไ้ ดร้ บั ลดอตั ราอากรประเภท 1 รอ้ ยละ 25
ในวนั ที่ 19 กรกฎาคม 2539 ใหม้ ผี ลบังคับย้อนหลงั ไปถึงวนั ท่ี 1 มกราคม 2539 โดยการน�ำ เขา้

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

94

ความรับผิดในค่าภาษีศลุ กากรขาเข้าตามกฎหมายว่าดว้ ยศลุ กากร

จากประเทศมาเลเซียจะไดร้ ับสทิ ธลิ ดอัตราอากรประเภท 1 ร้อยละ 25 บริษทั ฯ จึงเห็นวา่ ได้
ชำ�ระคา่ ภาษีอากรเกนิ กวา่ ร้อยละ 25 มาตง้ั แต่วันที่ 10 มกราคม 2539 ถงึ วนั ท่ี 23 เมษายน
2539 รวม 34 ใบขนฯ จึงมีความประสงค์จะขอคนื ค่าภาษีอากรทไี่ ดช้ �ำ ระไวเ้ กินส�ำ หรบั ใบขน
สนิ คา้ ซึ่งนำ�เขา้ มาในเวลาดงั กลา่ ว รวมจำ�นวน 1,016,256 บาท11

2.3 ขอ้ วเิ คราะหข์ องผู้เขียน

ผเู้ ขยี นเหน็ วา่ การออกประกาศกระทรวงการคลงั ใหม้ ผี ลยอ้ นหลงั เปน็ การไมช่ อบดว้ ย
กฎหมายด้วยเหตผุ ลหลายประการดงั ต่อไปน้ี ซง่ึ บางสว่ นได้กล่าวมาแล้วใน 2.1 ข้างตน้

2.3.1 หลักการจัดเก็บภาษีขาเข้าสำ�หรับของนำ�เข้าย่อมเป็นไปตามพระราช
บัญญตั ิศุลกากร พระพุทธศักราช 2469 มาตรา 10 วรรคหนึง่ และมาตรา 10 ทวิ วรรคหนงึ่
และมาตรา 41 กล่าวคอื

2.3.1.1 มาตรา 10 วรรคหน่งึ บญั ญัตวิ ่า “บรรดาค่าภาษนี ัน้ ใหเ้ กบ็ ตามบท
พระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร...” แสดงว่าการจัดเก็บค่าภาษี
(ขาเข้าและขาออก) ต้องจัดเก็บตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธศักราช
2469 และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรประกอบกันซึ่งในขณะท่ีมีการออกประกาศ
กระทรวงการคลังที่เป็นปัญหาข้างต้นและในปัจจุบันนี้คือพระราชกำ�หนดพิกัดอัตราศุลกากร
พ.ศ. 2530 ดังนี้ การจัดเกบ็ คา่ ภาษีขาเขา้ จึงตอ้ งไม่ขัดแยง้ กบั กฎหมายแต่ละฉบบั ดงั กล่าว อนึง่
หากจะออกประกาศกระทรวงการคลังให้ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติศุลกากร พระพุทธ
ศกั ราช 2469 ก็ยอ่ มทำ�มไิ ด้ เนอ่ื งจากพระราชบัญญัตศิ ุลกากรดังกลา่ ว มาตรา 120 บัญญัตวิ า่
“เมื่อใดบทพระราชบัญญัตินี้แตกต่างกับบทกฎหมายพระราชบัญญัติ หรือประกาศอ่ืนที่ใช้อยู่
ณ บัดนี้ ท่านว่าในเร่ืองอันเกี่ยวแก่ศุลกากรนั้นให้ยกเอาบทพระราชบัญญัตินี้ข้ึนบังคับ และ
กฎหมายพระราชบัญญัติหรือประกาศใด ซง่ึ จะได้ให้ใช้ในภายหนา้ น้ัน มิให้ถอื ว่าเพกิ ถอนจ�ำ กดั
เปลยี่ นแปลงหรือถอนไปเสียซ่งึ อ�ำ นาจและบทแห่งพระราชบญั ญัติน้ี เว้นไวแ้ ต่ในกฎหมายพระ
ราชบัญญัติหรือประกาศใหม่นั้น จะแสดงไว้โดยชัดแจ้งว่า มีประสงค์จะให้เป็นเช่นน้ัน” แม้
ประกาศตามมาตรา 120 ท่ีออกภายหลังนี้ผู้เขียนจะเห็นว่าหมายถึงประกาศซ่ึงมีศักด์ิทาง

11 ชชู าติ อศั วโรจน,์ รวมปญั หากฎหมายและค�ำ พพิ ากษาศาลฎกี าเกย่ี วกบั ศลุ กากร, (กรงุ เทพมหานคร :
ดาวนโ์ หลโรดงจพากิมรพะ์เบดบอื นTตUลุ DาCฯโด2ย54น9า)ย, อนร.่า3ม6.ดวงจันทร์

95

60 ปี สเุ มธาจารย์

กฎหมายเสมอด้วยพระราชบัญญัติ แต่หากมีผู้ตีความว่าประกาศกระทรวงการคลังเป็นไปตาม
มาตรา 120 ก็ยังต้องห้ามตามมาตรา 120 ไม่อาจออกมาขัดแย้งกับพระราชบัญญัติศุลกากร
พระพุทธศักราช 2469 ได้

2.3.1.2 มาตรา 10 ทวิ วรรคหน่งึ บัญญัติว่า “ความรบั ผดิ ในอนั จะตอ้ งเสีย
ภาษีสำ�หรบั ของที่น�ำ เข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำ�ของเขา้ สำ�เรจ็ ”

2.3.1.3 มาตรา 41 บญั ญัตวิ ่า “ถา้ มคี วามจ�ำ เปน็ ด้วยประการใด ๆ เก่ยี วด้วย
การศุลกากรที่จะกำ�หนดเวลาเปน็ แนน่ อนว่า การนำ�ของใด ๆ เขา้ มา จะพงึ ถอื วา่ เป็นอนั สำ�เร็จ
เมอ่ื ไรไซร้ ท่านใหถ้ อื ว่าการน�ำ ของเข้ามาเป็นอนั ส�ำ เร็จแตข่ ณะที่เรอื ซงึ่ น�ำ ของเช่นนน้ั ไดเ้ ขา้ มา
ในเขตทา่ ที่จะถา่ ยของจากเรอื หรอื ท่าทีม่ ชี อ่ื ส่งของถงึ ”

2.3.2 การออกประกาศกระทรวงการคลงั ที่ ศก 1/2539 ดงั ยกมาเปน็ กรณปี ญั หา
ข้างต้นเป็นการออกเกินกรอบอำ�นาจของมาตรา 14 แห่งพระราชกำ�หนดพิกัดอัตราศุลกากร
พ.ศ. 2530 นอกจากนี้ ประกาศกระทรวงการคลังเป็นบทกฎหมายลำ�ดับรอง เป็นอนุบัญญัติ
ออกโดยอาศยั อ�ำ นาจตามมาตรา 14 จงึ จะออกประกาศกระทรวงการคลงั ใหข้ ดั แยง้ กบั บทบญั ญตั ิ
มาตรา 14 เอง ที่มุ่งใช้บงั คับแกข่ องน�ำ เข้าในภายหนา้ มิได้ และไมอ่ าจออกประกาศกระทรวง
การคลัง (อนุบัญญัติ) ให้ขัดแย้งกับกฎหมายลำ�ดับสูงกว่า คือ พระราชกำ�หนดพิกัดอัตรา
ศุลกากรฯ และกฎหมายศุลกากรฉบับต่าง ๆ อนั บญั ญัตขิ ้นึ เปน็ พระราชบญั ญัติได้12

ศักด์ขิ องกฎหมายมีผลในทางกฎหมาย 3 ประการคือ13
1) กฎหมายทม่ี ศี กั ดติ์ า่ํ กวา่ จะตราออกใชไ้ ดก้ แ็ ตโ่ ดยอาศยั กฎหมายทม่ี ศี กั ดส์ิ งู กวา่
ให้อำ�นาจไว้ กลา่ วอกี นัยหนง่ึ กฎหมายท่ีมีศักด์สิ งู กว่าเปน็ กฎหมายแม่บท กฎหมายทีม่ ศี กั ด์ิต่ํา
กว่าเปน็ ลูกบท
2) กฎหมายทมี่ ศี ักดิ์ตา่ํ กว่า โดยเฉพาะกฎหมายลกู บทจะตราออกใช้เกินอ�ำ นาจที่
กฎหมายแมบ่ ทใหไ้ วไ้ มไ่ ด้ ถา้ ตราออกใชเ้ กนิ อ�ำ นาจทก่ี ฎหมายแมบ่ ทใหไ้ ว้ ถอื วา่ กฎหมายลกู บท
น้ันไมม่ ีผลบงั คับ

12 เพง่ิ อ้าง, น.41.
13 มานิตย์ จุมปา, ชิตาพร พิศลยบุตร โต๊ะวิเศษกุล และกัณฑิมา ช่างทำ�, ความรู้เบ้ืองต้นเกี่ยวกับ
ดาวน์โหลกดฎจหามกราะยบทบัว่ ไTปU,DพCมิ โพดย์ครน้ังาทยี่ อ7ร,่า(มกรดงุ วเงทจพนั มทหร์านคร : นิตธิ รรม, 2556), น.54.

96

ความรับผิดในค่าภาษีศลุ กากรขาเขา้ ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

3) กฎหมายทม่ี ศี กั ดต์ิ า่ํ กวา่ จะขดั หรอื แยง้ กบั กฎหมายทมี่ ศี กั ดสิ์ งู กวา่ ไมไ่ ด้ กรณที ี่
มกี ารขัดหรือแยง้ กันตอ้ งใช้กฎหมายท่ีมศี กั ดิ์สงู กว่าบงั คบั สว่ นในกรณกี ฎหมายทม่ี ศี กั ด์ิเท่ากัน
ขดั หรอื แย้งกันมีหลกั วา่ กฎหมายท่อี อกภายหลังยอ่ มยกเลิก หรอื แก้ไขเพิม่ เตมิ กฎหมายท่ีออก
กอ่ น เม่อื มขี อ้ ความขัดหรอื แย้งกัน

ผลของศกั ดขิ์ องกฎหมายดงั กลา่ วสอดคลอ้ งกบั เหตผุ ลทผี่ เู้ ขยี นอธบิ ายวา่ การออก
ประกาศกระทรวงการคลังใหม้ ผี ลย้อนหลงั ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2.3.3 การออกประกาศกระทรวงการคลังให้มีผลย้อนหลังย่อมไม่ชอบด้วย
กฎหมาย เพราะหากตอ้ งการใหก้ ฎหมายมผี ลยอ้ นหลงั จะตอ้ งบญั ญตั ไิ วโ้ ดยชดั แจง้ ดงั มตี วั อยา่ ง
บญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบญั ญตั ชิ ดเชยคา่ ภาษอี ากรสนิ คา้ สง่ ออกทผ่ี ลติ ในราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2524
มาตรา 1614

2.4 ความเห็นทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกามีสองแนว ทาง

หนง่ึ เหน็ วา่ การออกประกาศกระทรวงการคลงั ยอ้ นหลงั ท�ำ ไมไ่ ด้ สว่ นอกี แนวทางหนง่ึ เหน็ วา่ ท�ำ ได้
2.4.1 กรมศุลกากรได้หารือข้อกฎหมายไปยังสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ตามหนังสือท่ี กค 0605/05919 ลงวันท่ี 7 มิถนุ ายน 2542 และชี้แจงข้อเทจ็ จริงเพ่มิ เตมิ ตาม
หนงั สือที่ กค 0605/06813 ลงวันที่ 24 มถิ ุนายน 254215 ตอ่ มา คณะกรรมการกฤษฎกี า (คณะ
ที่ 3) ไดพ้ ิจารณาขอ้ หารอื ดงั กลา่ วโดยฟงั ค�ำ ชแ้ี จงขอ้ เทจ็ จรงิ จากผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรม
ศุลกากร) และผแู้ ทนบรษิ ทั บางจาก ปโิ ตรเลยี ม จ�ำ กัด (มหาชน) แลว้ เหน็ วา่ มาตรา 12 แห่ง
พระราชก�ำ หนดพกิ ดั อตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530 เปน็ บทบญั ญตั ทิ ก่ี �ำ หนดหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และ
เงอ่ื นไขในการออกประกาศกระทรวงการคลงั เพอื่ ลดอตั ราอากร ยกเวน้ อากร หรอื เรยี กเกบ็ อากร

14 ชูชาติ อัศวโรจน์, อ้างแล้ว, เชิงอรรถ 11, น.41.
มาตรา 16 บัญญตั ิวา่
“ผู้ใดประสงค์จะให้มีการกำ�หนดอัตราเงินชดเชยสำ�หรับสินค้าท่ีคณะกรรมการยังมิได้กำ�หนดอัตรา
เงนิ ชดเชย ใหย้ นื่ ค�ำ ขอตอ่ คณะกรรมการเพอื่ กำ�หนดอตั ราเงนิ ชดเชยส�ำ หรบั สนิ คา้ นน้ั ไดต้ ามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการ
กำ�หนด
ในกรณที มี่ กี ารยนื่ ค�ำ ขอตามวรรคหนงึ่ คณะกรรมการจะประกาศก�ำ หนดอตั ราเงนิ ชดเชยใหม้ ผี ลยอ้ น
หลังกไ็ ด้ แตจ่ ะย้อนหลังไปชดเชยส�ำ หรบั การสง่ สนิ คา้ ออกท่กี ระทำ�ไปกอ่ นวันทีม่ กี ารย่นื คำ�ขอเกินหกเดือนไมไ่ ด้”
15 เพ่ิงอา้ ง, น.43.
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์

97

60 ปี สุเมธาจารย์

พเิ ศษเพิ่มข้ึนส�ำ หรบั ของใด ๆ จากอัตราทก่ี �ำ หนดในพิกดั อตั ราศลุ กากรได้ ทั้งนี้ โดยจะกำ�หนด
หลักเกณฑแ์ ละเง่ือนไขใด ๆ ไวด้ ้วยกไ็ ด้ สว่ นมาตรา 14 แหง่ พระราชกำ�หนดดงั กลา่ ว ซ่งึ แก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพ่มิ เติมพระราชกำ�หนดพกิ ดั อตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530 (ฉบบั
ที่ 1) พ.ศ. 2537 เปน็ บทบัญญัตทิ ี่ก�ำ หนดหลักเกณฑ์ วธิ กี าร และเง่ือนไขในการออกประกาศ
กระทรวงการคลงั เพอื่ ยกเวน้ ลด หรอื เพม่ิ อากรจากอตั ราศลุ กากร เพอ่ื ปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ผกู พนั ตาม
สัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศท่ีเป็นประโยชน์แก่การเศรษฐกิจของประเทศ สำ�หรับ
ของทมี่ ถี น่ิ ก�ำ เนดิ จากประเทศทร่ี ว่ มลงนามหรอื มลี กั ษณะตามทรี่ ะบไุ วใ้ นสญั ญาหรอื ความตกลง
ดงั กล่าว

โดยท่ีมาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร
พระพทุ ธศกั ราช 2469 ซึ่งแกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบบั ที่ 18) พ.ศ. 2543
ไดก้ �ำ หนดใหค้ วามรบั ผดิ ในการเสยี คา่ ภาษสี �ำ หรบั ของทนี่ �ำ เขา้ เกดิ ขนึ้ ในเวลาทน่ี �ำ ของเขา้ ส�ำ เรจ็
และการคำ�นวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของหรือราคาของที่เป็นอยู่ในเวลาท่ีความรับผิดในอัน
ที่จะต้องเสียค่าภาษีเกิดข้ึน ซ่ึงจะเห็นได้ว่าความรับผิดในค่าภาษีตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
สำ�หรบั ของทน่ี ำ�เขา้ นน้ั เกดิ ขน้ึ ณ เวลาทีน่ ำ�ของเข้ามาในราชอาณาจักรสำ�เรจ็ โดยข้ึนอย่กู บั ว่า
ของทีน่ ำ�เขา้ นั้นจัดเขา้ พิกัดอัตราอากรประเภทใด และเสยี ในอตั ราอากรเทา่ ใด การค�ำ นวณคา่
ภาษที ตี่ อ้ งเสยี นนั้ จงึ ตอ้ งใชพ้ กิ ดั อตั ราศลุ กากร และอตั ราอากรตามทพ่ี ระราชกำ�หนดพกิ ดั อตั รา
ศุลกากรฯ หรือประกาศกระทรวงการคลังที่ออกตามพระราชกำ�หนดพิกัดอัตราศุลกากรฯ ได้
ก�ำ หนดไวใ้ นเวลาท่นี �ำ ของเข้ามาในราชอาณาจักรสำ�เร็จ

ดังนนั้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะท่ี 3) จงึ เหน็ วา่ การออกประกาศกระทรวง
การคลังตามมาตรา 12 หรือมาตรา 14 แห่งพระราชก�ำ หนดพกิ ัดอตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530 ให้
มีผลย้อนหลังกระทำ�ไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นคุณแก่ผู้มีหน้าท่ีต้องเสียภาษีก็ตาม เพราะการออก
ประกาศกระทรวงการคลงั เพอ่ื ใหม้ ผี ลยอ้ นหลงั ยอ่ มมผี ลเปน็ การลบลา้ งหลกั กฎหมายเรอื่ งความ
รบั ผดิ ในการเสยี คา่ ภาษตี ามกฎหมายวา่ ดว้ ยศลุ กากร จงึ เปน็ การกระท�ำ ทข่ี ดั ตอ่ บทบญั ญตั มิ าตรา
10 ทวิแห่งพระราชบัญญตั ิศุลกากร พระพทุ ธศักราช 246916 ซึง่ ผเู้ ขยี นเห็นพอ้ งกบั ความเห็น

16 บันทึกเรอ่ื ง การใช้บงั คบั ประกาศกระทรวงการคลัง ตามมาตรา 12 และมาตรา 14 แหง่ พระราช
กำ�หนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 (สำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, เร่ืองเสร็จที่ 224/2544), ใน เพ่ิงอ้าง,
ดาวน์โหลนด.4จ4าก-4ร5ะ.บบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์

98

ความรบั ผดิ ในคา่ ภาษีศุลกากรขาเข้าตามกฎหมายวา่ ดว้ ยศุลกากร

ของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกลา่ ว
2.4.2 การทบทวนข้อหารือกรณีการใช้บังคับประกาศกระทรวงการคลังตาม

มาตรา 12 และมาตรา 14 แหง่ พระราชกำ�หนดพิกดั อตั ราศลุ กากร พ.ศ. 2530
2.4.2.1 กรมศุลกากรได้มีหนังสือ ด่วนมาก ที่ กค 0605/2240 ลงวันที่ 9

เมษายน 2545 ถึงส�ำ นักงานคณะกรรมการกฤษฎกี า สรุปความไดว้ ่าเน่อื งจากบรษิ ัท เอ็ม เอช-
อี-ดีเมติกส์ (ที) จำ�กัด ได้นำ�เข้าสินค้าชิ้นส่วนโครงเหล็กเพื่อประกอบเป็นชั้นเก็บสินค้าจาก
ประเทศมาเลเซีย เม่ือวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2544 โดยได้ส�ำ แดงช�ำ ระอากรพิกดั 7308.900
และลดอัตราอากรตามประกาศกระทรวงการคลังท่ี ศก. 16/2542 (อต. 16) เรอื่ ง การลดอัตรา
อากรและการยกเว้นอากรศุลกากรสำ�หรับเขตการค้าเสรีอาเซียน ลงวันท่ี 29 ธันวาคม พ.ศ.
2542 เหลือ 10% แตต่ ่อมาไดม้ ปี ระกาศกระทรวงการคลงั ท่ี ศก. 2/2544 (อต. 18) เรือ่ ง การ
ลดอตั ราอากร และการยกเวน้ อากรศลุ กากรส�ำ หรบั เขตการคา้ เสรอี าเซยี น ลงวนั ที่ 26 กรกฎาคม
พ.ศ. 2544 ลดอัตราอากรสินคา้ ดงั กล่าวเหลือ 5% โดยใหใ้ ชบ้ ังคบั ตั้งแตว่ ันท่ี 1 มกราคม 2544
เป็นต้นไป บริษัทฯ ดังกล่าวจึงย่ืนคำ�ร้อง ลงวันท่ี 26 กันยายน 2544 ขอคืนเงินอากรส่วนที่
ช�ำ ระไวเ้ กนิ

สว่ นราชการในกรมศลุ กากรมคี วามเหน็ ในเรอ่ื งนแี้ ตกตา่ งกนั โดยความเหน็ แรก
เห็นว่า การออกประกาศกระทรวงการคลังตามมาตรา 14 แห่งพระราชกำ�หนดพิกัดอัตรา
ศุลกากร พ.ศ. 2530 ให้มีผลย้อนหลังกระทำ�ไม่ได้ ตามแนวบันทึกสำ�นักงานคณะกรรมการ
กฤษฎีกา เรื่อง การใช้บังคับประกาศกระทรวงการคลังตามมาตรา 12 และมาตรา 14 แห่ง
พระราชก�ำ หนดพิกัดอตั ราศุลกากร พ.ศ. 2530 (เรอ่ื งเสร็จท่ี 224/2544) ส่วนความเหน็ ทีส่ อง
เหน็ วา่ โดยทกี่ ารออกประกาศกระทรวงการคลงั ท่ี ศก. 2/2544 (อต.18)ฯ ลงวนั ท่ี 26 กรกฎาคม
2544 ซึ่งผ่านการตรวจพิจารณาจากสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหลักการให้ลดอัตรา
อากรยอ้ นหลงั จงึ ยอ่ มสามารถกระท�ำ ได้ ดว้ ยเหตดุ งั กลา่ ว จงึ ท�ำ ใหก้ รมศลุ กากรไมอ่ าจพจิ ารณา
เรือ่ งการขอคืนอากรของบรษิ ัทฯ ข้างต้นได้ถกู ตอ้ ง กรมศุลกากรจงึ ขอหารอื ว่า

1. การใช้อ�ำ นาจตามมาตรา 14 แห่งพระราชก�ำ หนดพกิ ดั อัตราศลุ กากร พ.ศ.
2530 จะสามารถออกประกาศกระทรวงการคลงั ยอ้ นหลงั ไปใชบ้ งั คบั กบั ของทน่ี �ำ เขา้ ส�ำ เรจ็ แลว้
ไดห้ รอื ไม่

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

99


Click to View FlipBook Version