๖๐ ปี ความมุง่ มนั่ ของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์
คำ�รอ้ งอทุ ธรณ์ของผู้ฟอ้ งคดีฉบบั ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑ ซึง่ ส�ำ นกั กฎหมาย
สำ�นักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือ ด่วนท่ีสุด ท่ี มท ๐๒๐๘.๓/๘๐๒
ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๑ เสนอความเหน็ ตามล�ำ ดบั ถงึ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ว่า
การออกคำ�สั่งทางปกครองของนายทะเบียนท้องที่อำ�เภอเมืองน่านหรือผู้ถูกฟ้อง
คดที ่ี ๑ ไม่ปฏบิ ัตติ ามมาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ แหง่ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบตั ิ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยไมแ่ จง้ ค�ำ สง่ั ไมอ่ นญุ าตเปน็ หนงั สอื ใหผ้ ฟู้ อ้ ง
คดีทราบตามมาตรา ๖๓ แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุ
ระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ ส�ำ หรบั ประเดน็ อ่นื ฟงั ไม่
ขนึ้ ผ้ถู ูกฟอ้ งคดที ่ี ๒ จงึ มีค�ำ สง่ั เพกิ ถอนค�ำ สง่ั ของผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๑ ทไ่ี มอ่ นญุ าตให้
ผฟู้ อ้ งคดมี แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ในค�ำ ขออนญุ าตตามแบบ ป. ๑ ลงวนั ท่ี ๑๘ กมุ ภาพนั ธ์
๒๕๕๑ ที่มคี ำ�ส่งั เมอื่ วนั ท่ี ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๑ และใหท้ �ำ คำ�สง่ั ใหมใ่ ห้เปน็ ไปตาม
กฎหมาย ผ้ถู ูกฟอ้ งคดที ่ี ๑ จงึ มคี ำ�สั่งไมอ่ นญุ าตเป็นหนังสอื ใหม่ ตามหนงั สอื ท่ี
นน ๐๑๑๗/๒๐๓๐ ลงวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๑ แก้ไขเพิ่มเติมหนังสือ ท่ี นน
๐๑๑๗/๑๑๑๓ ลงวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ วา่ ในการพิจารณาคำ�ขออนุญาต
ซอ้ื อาวธุ ปนื ของผฟู้ อ้ งคดไี ดถ้ อื ปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บกฎหมายและขอ้ เทจ็ จรงิ ตลอดจน
ขอ้ สนบั สนนุ ในการใชด้ ลุ พนิ จิ แลว้ จงึ อาศยั อ�ำ นาจตามมาตรา ๗ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
อาวธุ ปนื ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ไมอ่ นญุ าตใหผ้ ฟู้ อ้ งคดซี อื้ อาวธุ ปนื แจง้ ผฟู้ อ้ งคดที ราบอกี
คร้ัง โดยหนังสือดังกล่าวมีสาระประกอบด้วยข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและ
หนงั สอื สงั่ การ และขอ้ สนบั สนนุ ในการใชด้ ลุ พนิ จิ และผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ ไดม้ หี นงั สอื
ท่ี นน ๐๑๑๗/๒๓๐๘ ลงวันที่ ๑๓ ตลุ าคม ๒๕๕๑ แจง้ ค�ำ วนิ จิ ฉัยอุทธรณข์ อง
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ดังกล่าวโดยแจ้งสิทธิการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้ฟ้องคดี
ทราบดว้ ย ตอ่ มา ผูถ้ ูกฟ้องคดที ่ี ๒ พิจารณาคำ�รอ้ งอทุ ธรณข์ องผฟู้ ้องคดีฉบับลง
วันท่ี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ซ่ึงถือว่าเป็นคำ�ร้องอุทธรณ์เพิ่มเติม ตามที่สำ�นัก
กฎหมาย ส�ำ นกั งานปลดั กระทรวงมหาดไทย ไดม้ หี นงั สอื ท่ี มท ๐๒๐๘.๓/๑๑๓๓
ดาวลนง์โหวลันดทจา่ี ก๑ระ๒บบกTันUยDาCยโดนย ๒นา๕ยอ๕ร๑่าม ดเสวงนจอันทครว์ ามเหน็ ตามลำ�ดบั ถงึ ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๒ ให้
300
สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ
ยกอุทธรณ์ทุกประเด็น โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เห็นชอบด้วยว่าหนังสือกระทรวง
มหาดไทย ท่ี มท ๐๕๐๑/ว ๘๘๖ ลงวนั ท่ี ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๑ เปน็ การกำ�หนด
หลักเกณฑ์เพ่ือประกอบการใช้ดุลพินิจของนายทะเบียนในการพิจารณาออก
ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ได้เป็นการกำ�หนด
หลักเกณฑ์เพื่อใช้กับบุคคลทั่วไป และถือเป็นข้อสั่งการของผู้บังคับบัญชาในการ
วางแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ จึงไม่ต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตาม
พระราชบญั ญัติข้อมลู ข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ อทุ ธรณ์เพิม่ เตมิ ท้ังสาม
ประเดน็ ฟงั ไมข่ น้ึ จงึ มคี �ำ สงั่ ใหย้ กอทุ ธรณท์ กุ ประเดน็ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ จงึ มหี นงั สอื
ที่ นน ๐๑๑๗/๒๔๑๐ ลงวนั ที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๕๑ แจง้ ค�ำ วินิจฉัยอทุ ธรณข์ อง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังกล่าวและแจ้งสิทธิการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้ฟ้องคดี
ทราบ ผู้ฟ้องคดียังคงยืนยันและโต้แย้งว่าผู้ฟ้องคดีมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ
ต้องห้ามตามความในมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครื่องกระสนุ ปนื
วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ และได้ยื่นขอใบ
อนุญาตซื้ออาวุธปืนเพื่อไว้ใช้ในการป้องกันตัว ซ่ึงเป็นวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วย
บทบัญญัติมาตรา ๙ ของพระราชบัญญัติเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีท้ังสองก็
ไม่เคยโต้แย้งในประเด็นน้ีแต่อย่างใด คำ�สั่งไม่อนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนพกสั้น
กึ่งอัตโนมัติ ขนาด .๔๕ ของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ เป็นคำ�ส่ังท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย
เน่ืองจากไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง
ปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การอ้างหนังสอื กระทรวงมหาดไทย ท่ี มท ๐๕๐๑/ว ๘๘๖
ลงวนั ที่ ๒๑ สงิ หาคม ๒๕๒๑ ประกอบค�ำ สงั่ ไมอ่ นญุ าตซงึ่ ถอื เปน็ กฎทไ่ี มไ่ ดล้ งพมิ พ์
ในราชกิจจานุเบกษา ย่อมไม่สามารถใช้อ้างเป็นเหตุผลและบังคับใช้ในทางที่ไม่
เป็นคุณแก่ผู้ฟ้องคดีได้ตามมาตรา ๗ และมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติข้อมูล
ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ขอ้ กฎหมายนยี้ อ่ มมผี ลผกู พนั ทกุ องคก์ รทงั้ ฝา่ ย
บริหารและฝ่ายตุลาการ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่อาจที่จะนำ�หนังสือส่ังการของ
ดาวกนรโ์ หะลทดรจวากงรมะหบบาดTไUทDยCดโดงั ยกลนาา่ ยวอมราา่ มใชดเ้ วปงจน็ นั เทหรต์ ผุ ลประกอบในการออกค�ำ สง่ั ทางปกครอง
301
๖๐ ปี ความมุ่งมัน่ ของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์
ตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบญั ญัตวิ ิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
รวมทง้ั ไมอ่ าจน�ำ มาใชใ้ นการด�ำ เนนิ กระบวนพจิ ารณาคดใี นชน้ั ศาลดว้ ย นอกจากน้ี
การไมอ่ นญุ าตโดยอา้ งวา่ ผฟู้ อ้ งคดไี มไ่ ดเ้ ปน็ ขา้ ราชการทหารต�ำ รวจทมี่ หี นา้ ทด่ี า้ น
ปราบปราม เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุแห่งความแตกต่าง
ในสถานะของบุคคล ขัดต่อมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๕๐ ท้ังน้ี เมื่อพิจารณาจากข้อกฎหมายตามมาตรา ๙ แห่ง
พระราชบัญญัติอาวธุ ปืน เครอ่ื งกระสุนปืน วัตถรุ ะเบิด ดอกไมเ้ พลิง และสิง่ เทยี ม
อาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ แลว้ กจ็ ะพบวา่ มเี ฉพาะวัตถุประสงค์ในการป้องกนั ตวั การ
ยิงสัตว์และการกีฬา ไม่มีการออกใบอนุญาตให้เพื่อใช้ปฏิบัติหน้าท่ีทหารหรือ
ต�ำ รวจแตอ่ ยา่ งใด และเมอ่ื ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ ออกค�ำ สง่ั ทางปกครองโดยมชิ อบดว้ ย
กฎหมาย ค�ำ วนิ จิ ฉัยอทุ ธรณ์ของผถู้ ูกฟอ้ งคดที ี่ ๒ ที่ใหย้ กอุทธรณจ์ ึงเป็นคำ�สง่ั ทาง
ปกครองท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นกัน คำ�สั่งของผู้ถูกฟ้องคดีท้ังสองจึงเป็น
ค�ำ สง่ั ทางปกครองทไ่ี มช่ อบดว้ ยกฎหมาย ผฟู้ อ้ งคดจี งึ น�ำ คดมี าฟอ้ งตอ่ ศาลปกครอง
ขอให้ศาลมคี �ำ พิพากษาหรอื ค�ำ ส่งั ว่าคำ�ส่งั ทางปกครองของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ และ
ผู้ถูกฟอ้ งคดีท่ี ๒ เป็นการออกคำ�ส่งั โดยฝา่ ฝนื ต่อกฎหมาย เพิกถอนค�ำ สง่ั ปฏิเสธ
การออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ และเพิกถอน
คำ�วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ผู้ฟ้องคดอี ุทธรณ์
ค�ำ วินจิ ฉัย
คดีมปี ระเดน็ ท่ีจะตอ้ งวินิจฉัยวา่ การทีผ่ ถู้ กู ฟ้องคดีที่ ๑ มีค�ำ ส่งั ไม่ออก
ใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนขนาด .๔๕ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีซ่ึงไม่ใช่ข้าราชการท่ีมี
หน้าท่ีปราบปรามตามกฎหมายหรือมีหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงอันตรายต่อ
ชวี ติ ตามค�ำ ขอของผฟู้ อ้ งคดี โดยอา้ งองิ หลกั การพจิ ารณาออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละ
ดาวในชโ์ หอ้ ลาดวจุธาปกรนื ะบขบอ้ TU๔DวCรโดรยคสนาอยงอรแ่าลมะดกวงาจรันททรผี่ ์ ูถ้ ูกฟอ้ งคดที ่ี ๒ วินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของ
302
สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ฟ้องคดี ท่ีอุทธรณ์โต้แย้งคำ�ส่ังทางปกครองดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ เป็น
การกระท�ำ ทไ่ี มช่ อบดว้ ยกฎหมายหรอื ไม่ ศาลปกครองสงู สดุ พเิ คราะหแ์ ลว้ เหน็ วา่ อาวธุ
ปนื เปน็ สง่ิ ทเ่ี ปน็ อนั ตรายตอ่ สวสั ดภิ าพในชวี ติ รา่ งกาย และทรพั ยส์ นิ ของประชาชน
และเปน็ ภยั ตอ่ ความมน่ั คงของประเทศและความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน ดว้ ย
เหตนุ ี้ มาตรา ๗ แหง่ พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครอื่ งกระสนุ ปนื วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไม้
เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ จึงบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดทำ� ซ้ือ มี ใช้
ส่ังหรือนำ�เข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเคร่ืองกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจาก
นายทะเบียนท้องที่ โดยมาตรา ๑๓ แหง่ พระราชบัญญตั ิดังกลา่ วบญั ญตั หิ า้ มมใิ ห้
ออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ใหแ้ ก่ (๑) บคุ คลซง่ึ ตอ้ งโทษจ�ำ คกุ ส�ำ หรบั ความ
ผดิ ตามกฎหมายลกั ษณะอาญา ดังต่อไปน้ี (ก) มาตรา ๙๗ ถงึ มาตรา ๑๑๑ มาตรา
๑๒๐ มาตรา ๑๗๗ ถึงมาตรา ๑๘๓ มาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๐ หรอื มาตรา ๒๙๓
ถึงมาตรา ๓๐๓ (ข) มาตรา ๒๔๔ ถงึ มาตรา ๒๕๗ และพ้นโทษยงั ไม่เกนิ ๕ ปี นบั
แตว่ นั พน้ โทษถงึ วนั ยนื่ ค�ำ ขอใบอนญุ าต เวน้ แตใ่ นกรณคี วามผดิ ทก่ี ระท�ำ โดยความ
จำ�เป็นหรือเพื่อป้องกันหรือโดยถูกย่ัวโทสะ (๒) บุคคลซ่ึงต้องโทษจำ�คุกสำ�หรับ
ความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุ
ระเบดิ และดอกไม้เพลงิ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๗ มาตรา ๑๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๙
หรือมาตรา ๓๓ หรือพระราชบัญญตั นิ ี้ มาตรา ๗ มาตรา ๒๔ มาตรา ๓๓ หรือ
มาตรา ๓๘ (๓) บคุ คลซง่ึ ตอ้ งโทษจ�ำ คกุ ตง้ั แตส่ องครงั้ ขนึ้ ไปในระหวา่ งหา้ ปนี บั ยอ้ น
ขึ้นไปจากวันยืน่ ค�ำ ขอ สำ�หรับความผิดอยา่ งอ่ืนนอกจากท่บี ัญญัตไิ ว้ใน (๑) และ
(๒) เว้นแตค่ วามผดิ ที่ได้กระท�ำ โดยประมาทหรอื ความผิดลหุโทษ (๔) บคุ คลซึง่ ยัง
ไม่บรรลุนิติภาวะ (๕) บุคคลซึ่งไม่สามารถจะใช้อาวุธปืนได้โดยกายพิการหรือ
ทพุ พลภาพ เว้นแต่จะมไี ว้เพือ่ เก็บตามมาตรา ๑๑ (๖) บุคคลซ่งึ เป็นคนไรค้ วาม
สามารถหรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถหรือปรากฏว่าเป็นคนวิกลจริต หรือ
จิตฟน่ั เฟือนไม่สมประกอบ (๗) บคุ คลซ่งึ ไมม่ อี าชพี และรายได้ (๘) บคุ คลซึง่ ไมม่ ี
ดาวทน์โี่อหยลู่เดปจาน็ กหระลบักบแTหUDลCง่ โ(ด๙ย)นบาคุยอครลา่ มซดง่ึ วมงีคจนัวทารม์ ประพฤตชิ ั่วอยา่ งรา้ ยแรงอันอาจกระทบ
303
๖๐ ปี ความม่งุ มน่ั ของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์
กระเทือนถึงความสงบเรียบร้อยของประชาชน และห้ามมิให้ออกใบอนุญาตดัง
กลา่ วใหแ้ กบ่ คุ คลซงึ่ มชี อ่ื ในทะเบยี นบา้ นตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการทะเบยี นราษฎร
และมีถ่ินท่ีอยู่ประจำ�ในท้องท่ีที่บุคคลน้ันขออนุญาตน้อยกว่าหกเดือน นอกจาก
นน้ั มาตรา ๙ แหง่ พระราชบญั ญตั เิ ดยี วกนั ยงั บญั ญตั ไิ วด้ ว้ ยวา่ ใบอนญุ าตใหม้ แี ละ
ใชอ้ าวธุ ปนื และเคร่อื งกระสุนปืน ใหอ้ อกใหแ้ กบ่ คุ คลสำ�หรับใชใ้ นการปอ้ งกนั ตัว
หรอื ทรพั ยส์ นิ หรอื ในการกฬี าหรอื ยงิ สตั ว์ ดงั นน้ั แมผ้ ยู้ น่ื ค�ำ ขอใบอนญุ าตใหม้ แี ละ
ใช้อาวุธปืนจะเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๓ แห่ง
พระราชบัญญตั ิอาวุธปืน เครือ่ งกระสนุ ปนื วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสงิ่ เทยี ม
อาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ นายทะเบียนท้องท่ีก็มิได้มีหน้าที่หรือความผูกพันตาม
กฎหมายทจ่ี ะตอ้ งออกใบอนญุ าตใหต้ ามทข่ี อ หากแตม่ ดี ลุ พนิ จิ ทจี่ ะพจิ ารณาออก
ใบอนุญาตให้หรือไม่ก็ได้ โดยคำ�นึงถึงเหตุผลความจำ�เป็นของผู้ย่ืนคำ�ขออนุญาต
เปน็ ราย ๆ ไปวา่ จ�ำ ตอ้ งมแี ละใชอ้ าวธุ ปนื ส�ำ หรบั ใชใ้ นการปอ้ งกนั ตวั หรอื ทรพั ยส์ นิ
หรอื ในการกฬี าหรอื ยงิ สตั วห์ รอื ไม่ และมากนอ้ ยเพยี งใด เปน็ ส�ำ คญั เพอื่ ประโยชน์
ในการจัดระเบียบการใช้ดุลพินิจพิจารณาคำ�ขออนุญาตให้มีหรือใช้อาวุธปืนของ
ผู้ยืน่ คำ�ขอแตล่ ะรายให้เป็นไปในทศิ ทางเดียวกนั ไม่ขดั แยง้ กนั หรือเกดิ การลักล่นั
กัน โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม นายทะเบียนท้องที่หรือผู้บังคับบัญชาของนาย
ทะเบียนท้องท่ีย่อมมีความชอบธรรมท่ีจะกำ�หนด “แนวนโยบาย” หรือ “แนว
ปฏบิ ตั ”ิ ในการใชด้ ลุ พนิ จิ ดงั กลา่ ว และใชด้ ลุ พนิ จิ ในการออกหรอื ไมอ่ อกใบอนญุ าต
ให้มีและใช้อาวุธปืนให้แก่ผู้ย่ืนคำ�ร้องโดยอ้างอิงแนวนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่
กำ�หนดไว้ล่วงหน้าได้ แต่ท้ังนี้นายทะเบียนท้องท่ีหรือผู้บังคับบัญชาของนาย
ทะเบียนท้องที่จะต้องไม่มีความประสงค์ท่ีจะให้แนวปฏิบัติหรือแนวนโยบายใน
การใช้ดุลพินิจดังกล่าวมีสภาพบังคับเป็นกฎ และหรือถือปฏิบัติตามแนวปฏิบัติ
หรือแนวนโยบายในการใช้ดุลพินิจดังกล่าวอย่างเคร่งครัดดังเช่นการใช้บังคับกฎ
ทั้งแนวปฏิบัติหรือแนวนโยบายในการใช้ดุลพินิจดังกล่าวยังจะต้องไม่ชักนำ�ให้
ดาวนนา์โหยลทดจะาเกบรยีะบนบทTอ้ UงDทCใ่ี ชโดด้ ยลุ นพานิยอจิ รใา่ นมกดาวงรจอันอทกร์หรอื ไมอ่ อกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื
304
สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสงู สุด
โดยมิชอบด้วยเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติอาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุ
ระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่งิ เทียมอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ และมขี ้อความขัดหรือ
แย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ๆ อีกด้วย เมื่อได้ตรวจพิจารณาหลักการ
พจิ ารณาออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื แนบทา้ ยหนงั สอื กระทรวงมหาดไทย
ที่ มท ๐๕๐๑/ว ๘๘๖ เรื่อง หลกั การพจิ ารณาออกใบอนญุ าตให้มแี ละใช้อาวธุ ปนื
ลงวนั ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๑ ซง่ึ รองปลดั กระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทน
ปลดั กระทรวงมหาดไทย มถี งึ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ทกุ จงั หวดั โดยตลอดแลว้ เหน็ วา่
หลกั การพจิ ารณาออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ดงั กลา่ ว มลี กั ษณะเปน็ เพยี ง
แนวทางให้นายทะเบียนท้องท่ีท่ีมีอำ�นาจหน้าที่พิจารณาออกใบอนุญาตให้มีและ
ใช้อาวุธปืนถือปฏิบัติในการตรวจสอบว่า ผู้ขอใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนมี
คณุ สมบตั แิ ละไมม่ ลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามทบ่ี ญั ญตั ใิ นมาตรา ๑๓ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
อาวุธปืน เคร่ืองกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอาวุธปืน
พ.ศ. ๒๔๙๐ หรือไม่ และผู้ย่ืนคำ�ขอใบอนุญาตมีความจำ�เป็นที่จะต้องมีและใช้
อาวธุ ปืนตามที่ขอเพอ่ื ปอ้ งกันตวั หรือทรัพยส์ ิน หรอื ในการกีฬาหรอื ยิงสัตว์ มาก
นอ้ ยเพยี งใดเทา่ นนั้ รองปลดั กระทรวงมหาดไทย รกั ษาราชการแทนปลดั กระทรวง
มหาดไทย ในฐานะทเ่ี ปน็ ผบู้ งั คบั บญั ชาของนายทะเบยี นทอ้ งที่ หาไดม้ เี จตนาหรอื
วตั ถปุ ระสงคท์ จี่ ะใหห้ ลกั การพจิ ารณาออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ดงั กลา่ ว
มีสภาพบังคับเป็นกฎ และให้นายทะเบียนท้องท่ีถือปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ดงั เชน่ การใชบ้ งั คบั กฎไม่ ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากความในขอ้ ๑๐ ทว่ี า่ ในกรณพี เิ ศษตา่ งๆ
นอกจากนี้ ใหอ้ ยู่ในดลุ พนิ จิ ของนายทะเบยี นเฉพาะเรอ่ื งเฉพาะรายทจี่ ะพจิ ารณา
สงั่ การ และข้อ ๑๔ ที่ว่าหลกั เกณฑก์ ารพจิ ารณาอนญุ าตใหบ้ ุคคลมีและใช้อาวุธ
ปืนนี้ เป็นหลักเกณฑ์โดยทั่วไปสำ�หรับใช้เป็นแนวทางของนายทะเบียนอาวุธปืน
เทา่ น้นั หากรายใดนายทะเบียนมเี หตุผลอันสมควรว่าผู้ขอมีพฤติการณไ์ มเ่ หมาะ
สมหรือมีเหตุผลความจำ�เป็นไม่เพียงพอ แม้จะเป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ขัดต่อมาตรา
ดาว๑นโ์๓หลแดหจาง่ กพระรบะบราTชUDบCญั โญดยตั นอิ าายอวรธุ ่าปมนื ดวฯงจพนั .ทศร.์ ๒๔๙๐ กต็ าม นายทะเบยี นจะไมอ่ นญุ าต
305
๖๐ ปี ความมงุ่ มัน่ ของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์
กไ็ ด้ หลกั การพจิ ารณาออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ดงั กลา่ วจงึ ไมอ่ ยใู่ นบงั คบั
ของมาตรา ๗ วรรคหนึง่ (๔) และมาตรา ๘ แหง่ พระราชบัญญตั ิขอ้ มลู ข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ทจี่ ะต้องลงพมิ พใ์ นราชกิจจานุเบกษาและหากยังไมไ่ ด้
ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาจะใช้บังคับในทางไม่เป็นคุณแก่ผู้ใดไม่ได้แต่อย่างใด
นอกจากน้ัน หลักการพจิ ารณาออกใบอนุญาตใหม้ ีและใช้อาวุธปืนดงั กลา่ ว กม็ ิได้
ชักนำ�ให้นายทะเบียนท้องที่ใช้ดุลพินิจในการออกหรือไม่ออกใบอนุญาตให้มีและ
ใชอ้ าวธุ ปนื โดยไมช่ อบดว้ ยเจตนารมณแ์ หง่ พระราชบญั ญตั อิ าวธุ ปนื เครอ่ื งกระสนุ
ปนื วตั ถรุ ะเบดิ ดอกไมเ้ พลงิ และสง่ิ เทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ เลย ดังจะเหน็
ไดจ้ ากความในขอ้ ๔ ทเี่ นน้ ยา้ํ วา่ ชนดิ และขนาดอาวธุ ปนื ซงึ่ จะอนญุ าต ใหพ้ จิ ารณา
ถงึ ฐานะของผขู้ ออนญุ าตเปน็ ราย ๆ ไป โดยระลกึ วา่ การอนญุ าตใหเ้ อกชนมอี าวธุ
ปืนน้ัน เป็นการอนุญาตตามความในพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. ๒๔๙๐
มาตรา ๙ ซง่ึ มวี ตั ถปุ ระสงคใ์ หม้ ไี วเ้ พอื่ ปอ้ งกนั ตวั หรอื ทรพั ยส์ นิ หรอื ในการกฬี าหรอื
ในการยิงสตั ว์ แม้จะเป็นความจริงวา่ ความในวรรคสองของข้อ ๔ ได้ก�ำ หนดไวว้ ่า
การพิจารณาอนุญาตดังกล่าวข้างต้นน้ี มีหลักเกณฑ์ในการอนุญาตสำ�หรับชนิด
และขนาดอาวุธปืนตามคำ�สั่งกระทรวงมหาดไทย ท่ี ๖๗๔/๒๔๙๐ ลงวันที่ ๑๐
ตลุ าคม ๒๔๙๐ ข้อ ๑๓ และหนังสอื กระทรวงมหาดไทย ที่ ๐๕๑๕/๑๓๕๔๘ ลง
วนั ที่ ๒๕ ตลุ าคม ๒๕๑๕ ที่ ๐๓๑๓/ว ๘๕๘๓ ลงวนั ท่ี ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๑๗
และ ที่ ๐๕๑๕/ว ๖๘๖ ลงวนั ท่ี ๓๐ ธันวาคม ๒๕๑๗ ดังน้ี ก. ถ้าผูข้ ออนุญาตเปน็
ขา้ ราชการ ซง่ึ มหี นา้ ทป่ี ราบปรามตามกฎหมาย หรอื มหี นา้ ทปี่ ฏบิ ตั งิ านในเขตพน้ื ท่ี
ท่ีเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต และผู้บังคับบัญชาต้ังแต่หัวหน้ากองหรือเทียบเท่าข้ึนไป
รบั รองหนา้ ทกี่ ารงานมาเปน็ ทเี่ ชอ่ื ถอื ได้ หรอื ผขู้ ออนญุ าตเพอ่ื การกฬี าโดยมหี นงั สอื
รับรองเป็นนักกีฬายิงปืนและมาฝึกซ้อมยิงปืนเป็นประจำ�จากเลขาธิการสมาคม
ยิงปืนหรือนายสนามยงิ ปนื นน้ั ๆ ในการพิจารณาอนุญาตใหม้ แี ละใช้อาวธุ ปืนพก
ใหอ้ นุญาตขนาดลำ�กลอ้ งไมเ่ กนิ .๔๕ หรือ ๑๑ มม. ได้ ข. สำ�หรับบคุ คลทัว่ ไปทมี่ ี
ดาวคนวโ์ หาลมดจจาำ�กเรปะบ็นบตT้อUงDมCีอโดายวุธนาปยืนอรพ่ามกดอวนงจุญันทารต์ ให้มีได้ลำ�กล้องไม่เกินขนาด .๓๘ หรือ
306
สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ
๙ มม. สำ�หรบั บคุ คลท่มี คี ณุ สมบัตไิ มข่ ดั กับมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัตอิ าวุธ
ปนื ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ ทงั้ น้ี ตอ้ งไมข่ ดั ตอ่ กฎกระทรวงทใ่ี ชบ้ งั คบั อยตู่ ามทร่ี ะบไุ วใ้ นขอ้
อนื่ ๆ ดว้ ย ส�ำ หรบั อาวธุ ปนื ทมี่ อี านภุ าพรา้ ยแรงแมข้ นาดล�ำ กลอ้ งไมเ่ กนิ .๓๘ หรอื
๙ มม. เช่นอาวุธปืนขนาด .๓๕๗ ก็ไม่ควรอนุญาต เว้นแต่ผู้ขออนุญาตเป็น
ข้าราชการตำ�รวจ ทหารหรือข้าราชการอื่นซ่ึงมีหน้าที่ปราบปรามตามกฎหมาย
หรอื เปน็ ขา้ ราชการในทอ้ งทกี่ นั ดารและผบู้ งั คบั บญั ชาตง้ั แตห่ วั หนา้ กองหรอื เทยี บ
เทา่ ขนึ้ ไปรบั รองหนา้ ทกี่ ารงานมาเปน็ ทเี่ ชอื่ ถอื ไดก้ ใ็ หพ้ จิ ารณาอนญุ าตได้ ส�ำ หรบั
ในตา่ งจงั หวดั ใหน้ ายทะเบยี นฯ เสนอขอรบั ความเหน็ ชอบจากผวู้ า่ ราชการจงั หวดั
เป็นลายลักษณอ์ ักษรดว้ ย ซง่ึ มีลักษณะเปน็ การแบ่งผ้ขู ออนุญาตให้มีและใช้อาวุธ
ปืนสำ�หรบั ปอ้ งกันตวั และทรพั ย์สินออกเป็น ๒ ประเภท โดยคำ�นึงถึงอาชีพและ
ภาระหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ กล่าวคือ ผู้ขออนุญาตท่ีเป็นข้าราชการซ่ึงมีหน้าที่
ปราบปรามตามกฎหมายหรอื มหี นา้ ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในเขตพน้ื ทท่ี เ่ี สย่ี งอนั ตรายตอ่ ชวี ติ
ประเภทหนง่ึ และผขู้ ออนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ทเ่ี ปน็ บคุ คลทว่ั ไปอกี ประเภทหนง่ึ
แล้วปฏิบัติต่อผู้ขออนุญาตแต่ละประเภทดังกล่าวแตกต่างกัน กล่าวคือ ถ้า
ผขู้ ออนญุ าตเปน็ ขา้ ราชการซงึ่ มหี นา้ ทปี่ ราบปรามตามกฎหมายหรอื มหี นา้ ทป่ี ฏบิ ตั ิ
งานในเขตพื้นท่ีท่ีเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ในการอนุญาตให้มีและใช้ปืนพก
นายทะเบยี นทอ้ งทอ่ี าจอนุญาตขนาดลำ�กล้องไม่เกิน .๔๕ หรือ ๑๑ มม.ได้ แตถ่ ้า
ผู้ขออนญุ าตเปน็ บคุ คลทั่วไป ในการอนญุ าตให้มีและใชป้ นื พก นายทะเบยี นทอ้ ง
ทอ่ี าจอนญุ าตขนาดล�ำ กล้องไม่เกนิ .๓๘ หรือ ๙ มม. เทา่ นัน้ แต่ก็เป็นทเ่ี ห็นได้วา่
การปฏิบัติต่อผู้ขออนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนหรือป้องกันตัวหรือทรัพย์สินแตก
ตา่ งกนั ดงั กลา่ ว มไิ ดเ้ ปน็ ไปตามอ�ำ เภอใจแตอ่ ยา่ งใด หากแตม่ ที ม่ี าจากเหตผุ ลทว่ี า่
ขา้ ราชการซงึ่ มหี นา้ ทปี่ ราบปรามตามกฎหมายหรอื มหี นา้ ทป่ี ฏบิ ตั งิ านในเขตพน้ื ที่
ที่เสี่ยงอนั ตรายต่อชวี ติ ย่อมมีความจ�ำ เป็นท่จี ะตอ้ งใชอ้ าวุธปนื พกสำ�หรับปอ้ งกนั
ชวี ติ รา่ งกายของตน ทม่ี อี านภุ าพรา้ ยแรงยง่ิ กวา่ บคุ คลโดยทว่ั ไปทไี่ มม่ ภี าระหนา้ ท่ี
ดาวดนังโ์ หกลลด่าจาวกรซะ่ึงบเบปTน็ UเDหCตโผุ ดลยทนาห่ี ยนอรัก่าแมนดว่นงจแนั ลทระ์ ควรคา่ แกก่ ารรับฟงั เป็นอย่างย่ิง กรณจี ึง
307
๖๐ ปี ความมุ่งม่นั ของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์
ไมอ่ าจถอื วา่ การปฏบิ ตั ติ อ่ ผขู้ ออนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื พกเพอ่ื ปอ้ งกนั ตนหรอื
ทรัพย์สินแตกต่างกันดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อ
บุคคล อันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ได้เลย เม่ือหลักการพิจารณาออกใบอนุญาตใหม้ แี ละใช้
อาวุธปืน แนบทา้ ยหนงั สือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๕๐๑/ว ๘๘๖ เร่อื ง หลกั
การพจิ ารณาออกใบอนญุ าตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปนื ลงวนั ท่ี ๒๑ สงิ หาคม ๒๕๒๑ ซง่ึ
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงมหาดไทย มีถึง
ผวู้ า่ ราชการทกุ จงั หวดั มไิ ดม้ สี ภาพบงั คบั เปน็ กฎ หลกั การพจิ ารณาออกใบอนญุ าต
ให้มีและใช้อาวุธปืนดังกล่าว ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา ๗ วรรคหนึ่ง (๔) และ
มาตรา ๘ แห่งพระราชบญั ญตั ขิ ้อมลู ขา่ วสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ทีจ่ ะต้อง
ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาและหากยังไม่ได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาจะใช้
บงั คบั ในทางไมเ่ ปน็ คณุ แกผ่ ใู้ ดไมไ่ ด้ แตอ่ ยา่ งใด และขอ้ ๔ วรรคสอง ของหลกั การ
ดงั กล่าวมไิ ด้มลี ักษณะเปน็ การเลือกปฏบิ ตั ติ ่อบุคคลโดยไม่เปน็ ธรรม อันเป็นการ
ขัดต่อมาตรา ๓๐ ของรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ ดงั
ทีไ่ ด้วินิจฉัยมาข้างตน้ การท่ผี ู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๑ มีค�ำ สั่งไม่ออกใบอนุญาตใหม้ ีและใช้
อาวุธปืนขนาด .๔๕ ให้แก่ผู้ฟ้องคดีซ่ึงไม่ใช่ข้าราชการท่ีมีหน้าที่ปราบปราม
ตามกฎหมายหรือมีหน้าทีป่ ฏบิ ตั ิงานในพื้นที่เสีย่ งอันตรายต่อชวี ิต ตามคำ�ขอของ
ผฟู้ อ้ งคดี โดยอ้างองิ หลกั การพจิ ารณาออกใบอนุญาตใหม้ แี ละใชอ้ าวธุ ปืน ขอ้ ๔
วรรคสอง และการทผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ วนิ จิ ฉยั ใหย้ กอทุ ธรณข์ องผฟู้ อ้ งคดี ทอ่ี ทุ ธรณ์
โตแ้ ยง้ ค�ำ สง่ั ทางปกครองดงั กลา่ วของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ จงึ ไมใ่ ชก่ ารกระท�ำ ทไี่ มช่ อบ
ด้วยกฎหมายท่ีศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องน้ัน ชอบแล้ว ศาลปกครอง
สงู สดุ เห็นพอ้ งดว้ ย อุทธรณ์ของผฟู้ อ้ งคดฟี ังไมข่ นึ้
ศาลปกครองสงู สุดพิพากษายืน
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
308
สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ
๓. การคุม้ ครองหลกั ความได้สดั ส่วน
การคุ้มครองหลักความได้สดั สว่ นมคี ดีที่น่าสนใจ ดงั น้ี
๓.๑ คดพี พิ าทเกยี่ วกบั การอนญุ าตใหป้ ระกอบกจิ การระเบดิ และยอ่ ย
หินท่ีเกาะสมยุ (คดหี มายเลขแดงท่ี อ.๓๓๓/๒๕๔๙)
คดีพิพาทระหวา่ ง นายสมพศิ มแี สง ผู้ฟอ้ งคดี กับ กรมอุตสาหกรรม
พื้นฐานและการเหมอื งแร่ (กรมทรัพยากรธรณี เดมิ ) ที่ ๑ สำ�นักงานนโยบายและ
แผนทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม (ส�ำ นกั งานนโยบายและแผนสงิ่ แวดลอ้ ม
เดมิ ) ท่ี ๒ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอตุ สาหกรรม ที่ ๓ ผถู้ กู ฟอ้ งคดี
ขอ้ เท็จจริง
ผฟู้ อ้ งคดเี คยเปน็ ผไู้ ดร้ บั ใบอนญุ าตตามความในมาตรา ๙ แหง่ ประมวล
กฎหมายที่ดนิ ให้ประกอบกจิ การระเบิดและย่อยหนิ ในทด่ี นิ ของรัฐทเี่ ขาคมนอ้ ย
ต�ำ บลตลิง่ งาม อ�ำ เภอเกาะสมยุ จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี เน้ือท่ีประมาณ ๒ ไร่ ๑ งาน
๒๐ ตารางวา ต้ังแตป่ ี พ.ศ. ๒๕๒๐ จนส้นิ สุดการอนญุ าตเมือ่ วันท่ี ๑๔ มิถนุ ายน
๒๕๓๘ ทงั้ น้ี เปน็ ไปตามมตคิ ณะรฐั มนตรเี มอ่ื วนั ท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓ ซงึ่ กำ�หนด
ให้มีการผ่อนผันการต่ออายุใบอนุญาตระเบิดและย่อยหินในพื้นท่ีลุ่มนํ้าชั้น ๑ บี
อกี ๑ ครง้ั เปน็ ครง้ั สุดทา้ ย สนิ้ อายุใบอนุญาตในวนั ท่ี ๑๔ มถิ นุ ายน ๒๕๓๘ ทกุ
ราย โดยท่ีบริเวณเขาคมน้อย หมู่ที่ ๔ ต�ำ บลตลิ่งงาม อำ�เภอเกาะสมุย จังหวัด
สรุ าษฎรธ์ านี ไดม้ ปี ระกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวนั ท่ี ๙ สงิ หาคม ๒๕๓๖ ก�ำ หนด
เป็นพ้ืนท่ีเพื่อการระเบิดและย่อยหินในที่ดินของรัฐ ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำ�ขอ
ประทานบัตรเพื่อทำ�เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพ่ืออุตสาหกรรม
กอ่ สร้าง) ในทอ้ งท่ีดงั กล่าวใหม่ มเี น้ือทป่ี ระมาณ ๔๖ ไร่ ๓ งาน ๔๘ ตารางวา ซง่ึ
ดาวทน์โรหัพลดยจาากกรระธบรบณTีจUังDหC วโดัดยสนุราายษอรฎ่ามร์ธดาวงนจีไนั ดท้จร์ ดทะเบียนเป็นคำ�ขอ ที่ ๒๒/๒๕๓๘ ลง
309
๖๐ ปี ความมุง่ มนั่ ของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์
วนั ท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ในการนผี้ ฟู้ อ้ งคดไี ดย้ น่ื ค�ำ ขอตอ่ ทรพั ยากรธรณจี งั หวดั
เพ่ือขอรับประทานบัตรชั่วคราวในการทำ�เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน
(เพ่ืออุตสาหกรรมก่อสรา้ ง) โดยวิธเี หมืองหาบบนเน้ือท่ี ๒ ไร่ ๙๐ ตารางวา ใน
ทอ้ งทด่ี งั กล่าวด้วย
ในระหวา่ งนน้ั ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ ได้ดำ�เนนิ โครงการเพื่อจัดทำ�แผนการ
จัดการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติ บริเวณเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี อัน
เปน็ เร่ืองท่ีสืบเนื่องมาจากแผนแมบ่ ทเพือ่ การอนุรกั ษธ์ รรมชาติ ซง่ึ คณะรฐั มนตรี
ได้พิจารณามมี ติเมื่อวนั ท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๓ และมขี ้อเสนอแนะใหจ้ ดั ท�ำ แผน
ปฏบิ ัติการอนรุ ักษ์ส่ิงแวดลอ้ มธรรมชาติเฉพาะแหลง่ ข้ึน โดยผ้ถู ูกฟ้องคดีท่ี ๒ ได้
มอบหมายใหส้ ถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ประเทศไทยเปน็ ผจู้ ดั ท�ำ
และให้รายงานต่อคณะอนุกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม
ซง่ึ คณะกรรมการสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาตแิ ตง่ ตง้ั ขนึ้ ใหม้ อี �ำ นาจหนา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบเกยี่ ว
กับการวางแผนอนุรักษ์เฉพาะพ้ืนที่และพ้ืนที่คุ้มครองเพ่ือการอนุรักษ์ เพ่ือ
พิจารณาในแต่ละขั้นตอนจนกระท่ังดำ�เนินการแล้วเสร็จ และได้มีการรายงาน
ให้คณะอนุกรรมการดังกลา่ วรบั ทราบในการประชมุ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๓๘ เมื่อวนั ท่ี
๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ซง่ึ ตามแผนการจดั การอนรุ ักษ์สง่ิ แวดล้อมดังกล่าวได้จดั
ใหพ้ น้ื ทบี่ รเิ วณทผี่ ฟู้ อ้ งคดขี อประทานบตั รเปน็ พน้ื ทสี่ งวน ทหี่ า้ มมใิ หม้ กี ารปรบั ปรงุ
เปล่ียนแปลงใดๆ นอกจากจะเป็นไปตามขบวนการพัฒนาของธรรมชาติ แต่
หลังจากน้ันก็ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เร่ือง กำ�หนดพื้นท่ีแหล่งหิน
อุตสาหกรรม ลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ กำ�หนดให้พื้นที่บริเวณที่ผู้ฟ้องคดียื่น
ขอประทานบตั ร เปน็ พนื้ ทแี่ หลง่ หนิ อตุ สาหกรรม ซง่ึ คณะรฐั มนตรไี ดม้ มี ตเิ หน็ ชอบ
และอนมุ ตั ใิ หใ้ ชป้ ระโยชนพ์ นื้ ทล่ี มุ่ นา้ํ ชน้ั ที่ ๑ บี เพอื่ กจิ การเหมอื งหนิ อตุ สาหกรรม
ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จึงได้อนุญาตประทานบัตรช่ัวคราวให้แก่ผู้ฟ้องคดีมีอายุ
๑ ปี นบั แตว่ นั ท่ี ๓๐ กนั ยายน ๒๕๔๑ จนถึงวนั ท่ี ๒๙ กนั ยายน ๒๕๔๒
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
310
สรปุ ค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ในการยน่ื ค�ำ ขอประทานบตั รของผูฟ้ ้องคดี ท่ี ๒๒/๒๕๓๘ ลงวันที่ ๒๘
กรกฎาคม ๒๕๓๘ ผฟู้ อ้ งคดีไดเ้ สนอรายงานการวิเคราะหผ์ ลกระทบสิง่ แวดลอ้ ม
ซึ่งจดั ท�ำ โดยบรษิ ทั ที่ได้รบั อนญุ าตจากผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๒ ใหเ้ ป็นผู้มสี ิทธทิ ำ�รายงาน
เกยี่ วกบั การศกึ ษาและมาตรการปอ้ งกนั และแกไ้ ขผลกระทบกระเทอื นตอ่ คณุ ภาพ
สงิ่ แวดลอ้ ม โดยผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ไดน้ ำ�เสนอคณะกรรมการผชู้ ำ�นาญการพจิ ารณา
รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านโครงการเหมืองแร่ โครงการ
สำ�รวจและหรอื ผลิตปโิ ตรเลยี ม พิจารณาในการประชุมครงั้ ที่ ๓/๒๕๔๒ เมอื่ วันที่
๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ แต่ที่ประชุมมีมติให้ผู้ฟ้องคดีจัดทำ�รายละเอียดเพิ่มเติม
ในการนคี้ ณะกรรมการผชู้ ำ�นาญการฯ ยงั ไดม้ หี นงั สอื สอบถามความเหน็ จากคณะ
อนุกรรมการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมเกี่ยวกับคำ�ขอประทาน
บัตรของผู้ฟ้องคดีด้วย คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาในการประชุมคร้ังที่
๖/๒๕๔๒ เม่อื วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๒ แล้วมีมตไิ ม่สมควรใหม้ ีการทำ�เหมอื ง
แรห่ นิ อตุ สาหกรรมในพน้ื ทเ่ี กาะสมยุ และควรประสานงานกบั กรมทรพั ยากรธรณี
(ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ เดมิ ) เพอื่ เพกิ ถอนพน้ื ทนี่ อ้ี อกจากประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม
เรื่อง กำ�หนดพน้ื ทแี่ หลง่ หินอุตสาหกรรมลงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ โดยมเี หตุผล
คอื การทำ�เหมืองหินบรเิ วณนีจ้ ะเปน็ การทำ�ลายทัศนียภาพธรรมชาตแิ ละขัดแยง้
กบั การเปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาตบิ นเกาะสมยุ ประกอบกบั แผนการจดั การ
อนุรกั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มธรรมชาตบิ รเิ วณเกาะสมุย จงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี ได้ก�ำ หนดให้
พ้ืนที่บริเวณน้ีเป็นพื้นที่สงวนเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ เนื่องจากมีความสำ�คัญ
ควรอนรุ กั ษเ์ ปน็ แหลง่ มรดกทางธรรมชาตปิ ระเภททมี่ รี ะบบนเิ วศทม่ี คี วามซบั ซอ้ น
และเออื้ ประโยชนต์ อ่ การด�ำ รงชวี ติ ของประชาชนในทอ้ งถนิ่ ตลอดทง้ั มคี วามส�ำ คญั
เป็นแหล่งธรรมชาติที่มีความงาม รวมท้ังได้เสนอให้ยกเลิกการทำ�เหมืองแร่หิน
อตุ สาหกรรมโดยไมต่ อ่ สมั ปทานเมอ่ื หมดอายุ ทง้ั นี้ เนอ่ื งจากการระเบดิ หนิ มคี วาม
ไม่เหมาะสมสำ�หรับเกาะสมุย เน่ืองจากมีผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเท่ียว
ดาวแนล์โหะลผดลจากกรระะบทบบTตUอ่ DสCภโดายพนแาวยดอรล่าอ้มมดวองจกี นั ททง้ัรป์ จั จบุ นั สามารถขนสง่ หนิ จากแผน่ ดนิ ใหญ่
311
๖๐ ปี ความมงุ่ มนั่ ของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์
เขา้ มาไดจ้ งึ ไมจ่ �ำ เปน็ ตอ้ งมกี ารท�ำ เหมอื งหนิ อกี ตอ่ ไป คณะกรรมการผชู้ �ำ นาญการฯ
ได้พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมท่ีผู้ฟ้องคดีเสนอ
ประกอบกับความเห็นของคณะอนุกรรมการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติและ
ศลิ ปกรรม ในการประชมุ คร้งั ท่ี ๘/๒๕๔๒ เมือ่ วันที่ ๒๕ มถิ ุนายน ๒๕๔๒ แล้วมี
มตไิ มเ่ หน็ ชอบใหม้ กี ารด�ำ เนนิ โครงการอกี ตอ่ ไป และเหน็ สมควรใหม้ กี ารประสาน
งานกับกรมทรัพยากรธรณีเพื่อเพิกถอนพื้นท่ีน้ีออกจากประกาศกระทรวง
อตุ สาหกรรม เรอ่ื ง ก�ำ หนดพนื้ ทแ่ี หล่งหนิ อตุ สาหกรรม ลงวนั ที่ ๑ ตลุ าคม ๒๕๔๐
รวมทงั้ ใหย้ กเลกิ การท�ำ เหมอื งแรห่ นิ อตุ สาหกรรม โดยไมต่ อ่ สมั ปทานเมอื่ หมดอายุ
ผฟู้ อ้ งคดไี ดม้ หี นงั สอื ขอใหท้ บทวนผลการพจิ ารณารายงานการวเิ คราะห์
ผลกระทบส่งิ แวดล้อมดังกล่าว ผถู้ ูกฟอ้ งคดีที่ ๑ จงึ สง่ เจา้ หนา้ ท่ไี ปศกึ ษาและเกบ็
ข้อมูลรายละเอียดเพ่ือวิเคราะห์ความจำ�เป็นในการใช้แหล่งหินเขาคมน้อย จาก
น้ัน ผถู้ ูกฟอ้ งคดีที่ ๑ ได้ส่งเร่ืองอทุ ธรณ์ของผูฟ้ อ้ งคดีไปยงั ผู้ถกู ฟอ้ งคดีท่ี ๒ พรอ้ ม
ท้ังไดเ้ สนอผลการศึกษาและเกบ็ ข้อมลู ดังกล่าว สรปุ ไดว้ ่า แหลง่ หนิ เขาคมนอ้ ยมี
ความเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรมเพื่อการก่อสร้าง และ
ความต้องการใช้หินเพ่ือการก่อสร้างในเกาะสมุยมีเพ่ิมข้ึนมาก การขนส่งหินจาก
แผ่นดินใหญ่ที่ต้องขนส่งทางเรือมาพร้อมกับนักท่องเท่ียวอาจไม่ปลอดภัยและส่ง
ผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม อีกทั้งยังล่าช้าและมีราคาแพง ประกอบกับบริเวณ
ดงั กลา่ วไมม่ ศี กั ยภาพดา้ นการทอ่ งเทยี่ ว ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ จงึ ไดเ้ สนอเรอ่ื งดงั กลา่ ว
ต่อคณะกรรมการผู้ชำ�นาญการพิจารณาการวิเคราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อม
ดา้ นโครงการเหมืองแร่ โครงการส�ำ รวจและหรือผลิตปโิ ตรเลียม
คณะกรรมการผู้ชำ�นาญการฯ ได้ขอความเห็นจากคณะอนุกรรมการ
อนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม โดยคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้
พจิ ารณาในการประชุมครง้ั ท่ี ๑๓/๒๕๔๓ เมอ่ื วันที่ ๒๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๓ เห็น
ว่า กฎหมายวา่ ดว้ ยการผงั เมืองไดก้ �ำ หนดหา้ มการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดินเพอื่ กิจกรรม
ดาวโนร์โหงงลดาจนาทกรุกะบปบรTะUเภDCทโทดยี่กน่อาใยหอร้เ่ากมิดดเวหงจตันุคทวร์ามรำ�คาญหรือเป็นมลพิษต่อชุมชนหรือ
312
สรุปคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ
สงิ่ แวดลอ้ ม ซึ่งโรงโม่หนิ เข้าขา่ ยดงั กล่าว นอกจากน้ัน พนื้ ที่บริเวณนี้ในแผนการ
จัดการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติบริเวณเกาะสมุยได้เสนอให้เป็นพื้นที่สงวน
เน่อื งจากมคี วามส�ำ คญั ตอ่ โครงสร้างการยดึ เกาะของชายฝ่ังทะเล และเปน็ ระบบ
นเิ วศทม่ี คี วามซบั ซอ้ น ในสว่ นความตอ้ งการใชห้ นิ บนเกาะสมยุ ควรจะพจิ ารณาน�ำ
หนิ มาจากบนแผน่ ดนิ ในจงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี เพอื่ ปอ้ งกนั ผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม
บนเกาะสมยุ ซง่ึ ปจั จบุ นั เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาตทิ ส่ี �ำ คญั จงึ มมี ตไิ มเ่ หน็ ดว้ ย
กับการท�ำ เหมืองแร่หนิ และโรงโมห่ ินบนเกาะสมยุ คณะกรรมการผู้ช�ำ นาญการฯ
ได้พิจารณาเรื่องอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในการประชุมครั้งท่ี ๔/๒๕๔๔ เมื่อวันท่ี
๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โดยฝ่ายเลขานุการฯ เสนอความเห็นว่า ในการทำ�
เหมอื งแรแ่ ปลงนจี้ ะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบดา้ นทศั นยี ภาพตอ่ การทอ่ งเทยี่ วทเี่ ดนิ เรอื
รอบเกาะ และในการกลา่ วอา้ งความตอ้ งการใชห้ นิ นน้ั พนื้ ทโี่ ครงการมปี รมิ าณหนิ
สำ�รองเพียง ๑,๐๖๐,๐๐๐ ตัน ซ่ึงสามารถแก้ปัญหาได้ในระยะส้ันๆ เท่านั้น
นอกจากน้ี คณะอนุกรรมการอนุรกั ษ์สิง่ แวดลอ้ มธรรมชาติและศิลปกรรมได้มมี ติ
ไมเ่ หน็ สมควรใหม้ กี ารท�ำ เหมอื งแรแ่ ละโรงโมห่ นิ บนเกาะสมยุ เนอื่ งจากเกาะสมยุ
เปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วทม่ี คี วามส�ำ คญั หากมกี ารท�ำ เหมอื งจะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่
บรรยากาศการท่องเท่ียว และตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๕๑ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออก
ตามความในพระราชบญั ญตั ิการผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ มีข้อก�ำ หนดหา้ มมกี จิ การ
ประเภทโรงงานทกี่ อ่ ใหเ้ กดิ เหตคุ วามร�ำ คาญหรอื มลพษิ ตอ่ ชมุ ชนหรอื สง่ิ แวดลอ้ ม
ในบรเิ วณพ้ืนที่ดงั กลา่ ว โดยโรงโม่หินเข้าขา่ ยตามขอ้ กำ�หนดดงั กลา่ ว และได้มีมติ
ให้แจ้งกรมทรัพยากรธรณีพิจารณาประกาศยกเลิกพื้นท่ีดังกล่าวออกจากพื้นท่ี
แหล่งหินของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติยืนยันตามมติเดิม
คือ ไม่สมควรให้มีการดำ�เนินโครงการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่อ
อุตสาหกรรมก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีตามคำ�ขอประทานบัตร ที่ ๒๒/๒๕๓๘ โดย
คณะกรรมการผชู้ �ำ นาญการฯ ไดพ้ จิ ารณารบั รองรายงานการประชมุ ครง้ั ดงั กลา่ ว
ดาวในนโ์ หกลาดรจปากรระะชบบมุ คTUรDงั้ ทC ี่โ๕ดย/๒นา๕ย๔อร๔า่ มเมดวอ่ื งวจันนั ททร์ี่ ๑๖ มนี าคม ๒๕๔๔ โดยเพมิ่ เตมิ ขอ้ ความ
เกี่ยวกับความเห็นของผู้แทนกรมทรัพยากรธรณีในเร่ืองของเหตุผลในการไม่
313
๖๐ ปี ความมุง่ ม่นั ของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์
เหน็ ชอบใหม้ กี ารทำ�เหมืองตามค�ำ ขอประทานบัตรดงั กล่าว
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ได้เสนอเร่ืองการขอประทานบัตรของผู้ฟ้องคดีตาม
ค�ำ ขอที่ ๒๒/๒๕๓๘ ลงวนั ที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ พรอ้ มทง้ั มตขิ องคณะกรรมการ
ผู้ชำ�นาญการพิจารณารายงานการวเิ คราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อม ด้านโครงการ
เหมอื งแร่ โครงการส�ำ รวจและหรอื ผลติ ปโิ ตรเลยี มดงั กลา่ วตอ่ คณะกรรมการตาม
พระราชบญั ญัตแิ ร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ คณะกรรมการฯ ไดพ้ ิจารณาเร่ืองดังกล่าวในการ
ประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๔๔ เม่ือวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๔ แล้วมีมติเห็นควร
ไมอ่ นญุ าตประทานบตั ร ตอ่ มาผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ จงึ มคี �ำ สง่ั ลงวนั ท่ี ๒๕ มนี าคม ๒๕๔๕
ไมอ่ นญุ าตประทานบัตรตามคำ�ขอ ที่ ๒๒/๒๕๓๘ ลงวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘
ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนมติของคณะกรรมการ
ผู้ชำ�นาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อมด้านโครงการ
เหมืองแร่ โครงการสำ�รวจและหรือผลิตปิโตรเลียมดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ ๑ ดำ�เนินการพจิ ารณาคำ�ขออนุญาตประทานบัตรของผฟู้ อ้ งคดีต่อไป โดยถือ
เสมอื นวา่ รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไดผ้ ่านการเหน็ ชอบแล้ว
คำ�วนิ ิจฉัย
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นท่ีจะต้องวินิจฉัยว่า การท่ี
ผู้ถกู ฟ้องคดที ี่ ๓ มคี �ำ สัง่ ไม่อนุญาตประทานบัตรการทำ�เหมอื งแรใ่ ห้แกผ่ ู้ฟ้องคดี
ตามค�ำ ขอ ที่ ๒๒/๒๕๓๘ ลงวนั ท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เปน็ การกระท�ำ ท่ชี อบ
ด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยท่ีการมีคำ�สั่งไม่อนุญาตประทานบัตรดังกล่าวของ
ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ สบื เนอ่ื งมาจากการทรี่ ายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบสง่ิ แวดลอ้ ม
ของโครงการท่ีเสนอขอประทานบัตรไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ
ผู้ชำ�นาญการตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ในการวนิ จิ ฉยั ประเดน็ แหง่ คดนี จี้ งึ ตอ้ งพจิ ารณา
ดาววนา่โ์ หกลดาจราทกรี่คะณบบะTกUรDรCมโกดายรนผา้ชูยอ�ำ รน่ามาญดวกงจานั รทฯร์ มีมตไิ มเ่ ห็นชอบรายงานการวเิ คราะหผ์ ล
314
สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ
กระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการที่เสนอขอประทานบัตรดังกล่าวเป็นการกระทำ�
ท่ีชอบดว้ ยกฎหมายหรือไม่เป็นสำ�คญั
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ
สง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ตราขน้ึ ใชบ้ งั คบั โดยมเี หตผุ ลปรากฏตามหมายเหตุ
ทา้ ยพระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว ซงึ่ เหตผุ ลสว่ นหนง่ึ กค็ อื จดั ระบบการบรหิ ารงานดา้ น
สง่ิ แวดลอ้ มใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั การจดั การคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ ม และก�ำ หนดอ�ำ นาจ
หนา้ ทข่ี องส่วนราชการ รฐั วิสาหกจิ และราชการส่วนทอ้ งถิ่นให้เกิดการประสาน
งาน และมหี นา้ ทร่ี ว่ มกนั ในการสง่ เสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ มและก�ำ หนด
แนวทางปฏิบัติในส่วนท่ีไม่มหี น่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง มาตรา ๑๓ (๑) แหง่
พระราชบัญญัติดังกล่าว จึงได้บัญญัติให้คณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาติมี
อำ�นาจหน้าที่เสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
แหง่ ชาตเิ พอื่ ขอความเหน็ ชอบจากคณะรฐั มนตรี ทง้ั น้ี กเ็ พอ่ื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการ
จัดระบบการบริหารงานดา้ นสิ่งแวดลอ้ ม นอกจากน้นั บทบญั ญตั ใิ นส่วนท่ี ๔ เรอ่ื ง
การทำ�รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก็ได้บัญญัติเกี่ยวกับการ
ประสานงานกนั ของหน่วยงานในภาครัฐ เมอ่ื มกี ารด�ำ เนินโครงการท่มี ีผลกระทบ
ต่อส่ิงแวดล้อมไว้ โดยมาตรา ๔๘ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า ในกรณีท่ีโครงการหรือ
กจิ การซึง่ ตอ้ งจดั ทำ�รายงานการวเิ คราะห์ผลกระทบสงิ่ แวดล้อม ตามมาตรา ๔๖
เป็นโครงการหรือกิจการซ่ึงจะต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการตามกฎหมาย
ก่อนเริ่มการก่อสร้างหรือดำ�เนินการ ให้บุคคลผู้ขออนุญาตเสนอรายงานการ
วเิ คราะหผ์ ลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มตอ่ เจา้ หนา้ ทซ่ี งึ่ มอี �ำ นาจตามกฎหมายนน้ั และตอ่
สำ�นักงานนโยบายและแผนส่ิงแวดล้อม วรรคสองบัญญัติว่า ให้เจ้าหน้าท่ีซึ่งมี
อำ�นาจอนุญาตตามกฎหมายรอการส่ังอนุญาตสำ�หรับโครงการหรือกิจการตาม
วรรคหนงึ่ ไวก้ อ่ นจนกวา่ จะทราบผลการพจิ ารณารายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบ
สง่ิ แวดลอ้ มตามมาตรา ๔๙ จากส�ำ นกั งานนโยบายและแผนสง่ิ แวดลอ้ ม และวรรคส่ี
ดาวบนโ์ัญหลญดจัตาิวกร่าะบใบนTกUรDณC ีโทด่ียสำ�นนายักอรง่าามนดนวงโจยนั บทรา์ ยและแผนส่ิงแวดล้อมพิจารณาเห็นว่า
315
๖๐ ปี ความมงุ่ ม่ันของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์
รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบส่ิงแวดล้อมและเอกสารที่เกี่ยวข้องท่ีเสนอมาถูก
ตอ้ งและมขี อ้ มลู ครบถว้ น ใหส้ �ำ นกั งานนโยบายและแผนสงิ่ แวดลอ้ มพจิ ารณาเสนอ
ความเห็นเบ้ืองต้นเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำ�หนดสามสิบวัน
นบั แตว่ นั ทไ่ี ดร้ บั การเสนอรายงานนนั้ เพอื่ นำ�เสนอใหค้ ณะกรรมการผชู้ ำ�นาญการ
พิจารณาต่อไป และมาตรา ๔๙ วรรคสอง ได้บัญญัติถึงการพิจารณาของคณะ
กรรมการผชู้ �ำ นาญการไวว้ า่ ในกรณที ค่ี ณะกรรมการผชู้ �ำ นาญการใหค้ วามเหน็ ชอบ
หรอื ในกรณที ใ่ี หถ้ อื วา่ คณะกรรมการผชู้ �ำ นาญการใหค้ วามเหน็ ชอบแลว้ เจา้ หนา้ ท่ี
ซ่ึงมีอำ�นาจตามกฎหมาย จึงจะสั่งอนุญาตแก่บุคคลซึ่งขออนุญาตได้ โดยในการ
พจิ ารณาของคณะกรรมการผชู้ �ำ นาญการดงั กลา่ วยอ่ มจะตอ้ งค�ำ นงึ ถงึ นโยบายและ
แผนการสง่ เสริมและรกั ษาคุณภาพส่ิงแวดลอ้ มแหง่ ชาตติ ามมาตรา ๑๓ (๑) ทัง้ นี้
เพอื่ ให้การบริหารงานด้านส่ิงแวดลอ้ มเปน็ ไปในแนวทางเดียวกนั ดว้ ย
คดนี ข้ี อ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ คณะรฐั มนตรไี ดพ้ จิ ารณาแผนแมบ่ ทเพอ่ื การ
อนุรักษ์ธรรมชาติแล้วมีมติให้จัดทำ�แผนปฏิบัติการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
เฉพาะแหล่งข้ึน อันเป็นที่มาของการจัดทำ�แผนการจัดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติ บริเวณเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มอบ
หมายใหส้ ถาบนั วจิ ยั วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเปน็ ผ้จู ัดทำ� ซ่ึง
ตอ้ งมกี ารรวบรวมขอ้ มลู ทเี่ กย่ี วขอ้ ง รวมทงั้ การส�ำ รวจในภาคสนาม โดยใหร้ ายงาน
การดำ�เนินการแต่ละขั้นตอนต่อคณะอนุกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
และศลิ ปกรรม ท่คี ณะกรรมการสง่ิ แวดลอ้ มแหง่ ชาติแต่งต้ังขึ้นใหม้ อี ำ�นาจหน้าที่
เก่ียวกับเรื่องดังกล่าว จนกระทั่งดำ�เนินการเสร็จส้ิน และรายงานให้คณะ
อนกุ รรมการอนรุ กั ษส์ งิ่ แวดลอ้ มธรรมชาตแิ ละศลิ ปกรรมทราบ ในการประชมุ ครง้ั
ท่ี ๑๒/๒๕๓๘ เม่ือวันท่ี ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๓๘ ดังน้ัน เม่ือผู้ฟ้องคดียื่นคำ�ขอ
ประทานบัตรเพ่ือทำ�เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรม
กอ่ สรา้ ง) ทีบ่ รเิ วณเขาคมนอ้ ย ในทอ้ งทต่ี ำ�บลตลง่ิ งาม อำ�เภอเกาะสมยุ จังหวดั
ดาวสนุรโ์ หาลษดจฎารก์รธะาบนบี TตU่อDCผู้ถโดูกยฟน้อายงอครา่ดมีทด่ี วง๑จันทแรล์ ะได้ส่งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
316
สรุปคำ�พิพากษาศาลปกครองสงู สุด
ส่ิงแวดล้อมโครงการดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ เพื่อเสนอคณะกรรมการ
ผชู้ �ำ นาญการพจิ ารณา คณะผชู้ �ำ นาญการพจิ ารณารายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบ
สงิ่ แวดล้อม ด้านโครงการเหมอื งแร่ โครงการส�ำ รวจและหรอื ผลิตปิโตรเลยี ม จงึ
ชอบทจ่ี ะขอความเหน็ จากคณะอนกุ รรมการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตสิ ง่ิ แวดลอ้ ม
และศิลปกรรม เพ่ือประกอบการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
ส่ิงแวดล้อมที่ผู้ฟ้องคดีเสนอได้ ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารงานด้านสิ่งแวดล้อมเป็น
ไปในแนวทางเดียวกัน และปรากฏว่าคณะอนุกรรมการดังกล่าวได้พิจารณาจาก
ข้อมูลในการจัดทำ�แผนการจัดการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติบริเวณเกาะสมุย
จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วมีความเห็นไม่สมควรให้มีการทำ�เหมืองหินในบริเวณ
เกาะสมยุ ซึง่ พิเคราะหไ์ ด้ดังนี้
ตามรายงานขั้นสุดท้ายของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แห่งประเทศไทยทเ่ี สนอคณะอนกุ รรมการอนุรกั ษฯ์ ในการจดั ท�ำ แผนการจัดการ
อนรุ กั ษส์ ง่ิ แวดลอ้ มธรรมชาติ บรเิ วณเกาะสมยุ จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ระบวุ า่ บรเิ วณ
เขาคมนอ้ ย ต�ำ บลตลงิ่ งาม อ�ำ เภอเกาะสมยุ จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี ท่ผี ฟู้ อ้ งคดีขอ
ประทานบัตรเพ่ือทำ�เหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรม
ก่อสรา้ ง) น้ี อยใู่ นลมุ่ น้าํ ชั้นที่ ๑ บี ตามมติคณะรฐั มนตรเี ม่อื วนั ท่ี ๗ พฤศจิกายน
๒๕๓๒ อันหมายถึง พนื้ ทล่ี มุ่ น้าํ ชัน้ ท่ี ๑ (กล่าวคอื พื้นทภ่ี ายในลมุ่ นํ้าทคี่ วรจะตอ้ ง
สงวนรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ําลำ�ธารโดยเฉพาะ เน่ืองจากมีลักษณะและสมบัติที่
อาจมีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการเปล่ียนแปลงการใช้ที่ดินได้ง่ายและ
รนุ แรง) ซง่ึ สภาพปา่ สว่ นใหญใ่ นพนื้ ทีไ่ ดถ้ กู ท�ำ ลาย ดดั แปลง หรอื เปลี่ยนแปลงไป
เพ่ือพัฒนาการใช้ที่ดินรูปแบบอ่ืนก่อนหน้าปี พ.ศ. ๒๕๒๕ และการใช้ท่ีดินหรือ
การพฒั นารปู แบบตา่ ง ๆ ทดี่ �ำ เนนิ การไปแลว้ จะตอ้ งมมี าตรการควบคมุ เปน็ พเิ ศษ
โดยรายงานดังกล่าวได้จัดให้พื้นที่บริเวณที่ผู้ฟ้องคดีขอประทานบัตรเป็นพื้นท่ี
สงวนท่ีมีความสำ�คัญสูงในการจัดการอนุรักษ์ เนื่องจากเป็นพ้ืนที่ที่มีความสำ�คัญ
ดาวตนอ่์โหรละดบจาบกรนะเิบวบศTวUทิ DยCาโขดอยงนเากยาอะร่าหม าดกวงไจดันร้ทบัร์ ผลกระทบกระเทอื นจากการใชป้ ระโยชน์
317
๖๐ ปี ความมุ่งมั่นของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์
แลว้ จะสง่ ผลเสยี หายอยา่ งรนุ แรงตอ่ ระบบนเิ วศวทิ ยาซง่ึ เกยี่ วพนั ไปถงึ การเกษตร
การใชน้ าํ้ และการทอ่ งเทยี่ วของเกาะสมยุ นอกจากน้ี รายงานดงั กลา่ วยงั ไดก้ ลา่ ว
ถงึ แหลมท้องโตนด ประกอบดว้ ยแหลมหินคม อ่าวพงั กา ปา่ ชายเลน และภเู ขา
อันรวมถึงบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีขอประทานบัตรด้วย ซึ่งมีความสำ�คัญต่อโครงสร้าง
การยดึ เกาะของชายฝง่ั และเปน็ ระบบนิเวศหลายระบบท่ีอยูต่ ดิ กนั มีความสลบั
ซบั ซอ้ นเหมาะเปน็ แหลง่ ศกึ ษาวจิ ยั มคี วามส�ำ คญั เปน็ พนื้ ฐานตอ่ การด�ำ รงชวี ติ แบบ
ยังชีพของชาวประมง โดยได้กำ�หนดพ้ืนที่สงวนภูเขา สำ�หรับกรณีที่ได้มีการทำ�
เหมอื งหนิ บรเิ วณภเู ขาดา้ นใตน้ นั้ ควรพจิ ารณายกเลกิ โดยไมต่ อ่ สมั ปทานเมอ่ื หมด
อายุ ทั้งนี้ เนื่องจากการระเบิดหินเพ่ือการทำ�เหมืองมีความไม่เหมาะสมสำ�หรับ
เกาะสมุย เน่ืองจากมีผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเท่ียวและผลกระทบต่อ
สภาพแวดลอ้ ม อกี ทง้ั สามารถขนสง่ หนิ จากแผน่ ดนิ ใหญเ่ ขา้ มาได้ จงึ ไมจ่ �ำ เปน็ ตอ้ ง
มีการทำ�เหมืองหินอีกต่อไป นอกจากนี้ ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ
อนุรักษ์ฯ ยังได้พิจารณาถึงผังเมืองรวมในท้องที่ตำ�บลตลิ่งงาม อำ�เภอเกาะสมุย
จงั หวดั สรุ าษฎรธ์ านี ตามกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๒๕๑ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัตกิ ารผังเมือง พ.ศ. ๒๕๑๘ ซึง่ ใช้บงั คับอยูใ่ นขณะทมี่ กี ารย่นื และ
พิจารณาค�ำ ขอประทานบตั รของผูฟ้ อ้ งคดี ทก่ี ำ�หนดใหท้ ่ดี ินบรเิ วณที่ผู้ฟอ้ งคดขี อ
ประทานบตั รนเ้ี ปน็ ทดี่ นิ ประเภทชนบทและเกษตรกรรม ซงึ่ โดยหลกั การแลว้ หา้ ม
ใช้ประโยชน์ทดี่ นิ เพือ่ กจิ การโรงงานทกุ ประเภท อันแสดงใหเ้ ห็นว่าพื้นท่ีดังกล่าว
ไม่เหมาะสมทีใ่ ห้มีการทำ�เหมอื งหนิ ดว้ ย
จากขอ้ มลู ดงั กลา่ วยอ่ มเหน็ ไดว้ า่ บรเิ วณพนื้ ทที่ ผ่ี ฟู้ อ้ งคดยี นื่ ขอประทาน
บัตรนั้น ไม่อาจจะจัดให้มีการทำ�เหมืองหินได้ และโดยที่แผนการจัดการอนุรกั ษ์
ส่งิ แวดล้อมธรรมชาติบริเวณเกาะสมยุ จังหวดั สุราษฎรธ์ านี ไดจ้ ดั ทำ�เสรจ็ สิน้ ในปี
พ.ศ. ๒๕๓๘ การท่ีปรากฏว่าก่อนหน้าน้ีได้เคยมีประกาศกระทรวงมหาดไทย
ลงวนั ท่ี ๙ สงิ หาคม ๒๕๓๖ ก�ำ หนดบรเิ วณเขาคมนอ้ ย ต�ำ บลตลง่ิ งาม อ�ำ เภอเกาะสมยุ
ดาวจนัง์โหหลวดัดจาสกุรราะบษบฎTรU์ธDาCนโี ดเยปน็นายพอ้ืนร่าทมี่เดพวื่องจกันาทรรร์ ะเบิดและย่อยหินในท่ีดินของรัฐ จึงมิใช่
318
สรุปค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด
เร่ืองท่ีผิดปกติแต่อย่างใด กรณีคงมีประเด็นปัญหาเฉพาะแต่การท่ีต่อมาได้มี
ประกาศกระทรวงอตุ สาหกรรม เรื่อง ก�ำ หนดพ้ืนท่แี หลง่ หนิ อตุ สาหกรรม ลงวันที่
๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ กำ�หนดให้บริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งหินอุตสาหกรรม โดย
คณะรฐั มนตรไี ดม้ มี ตเิ หน็ ชอบและอนมุ ตั ใิ หใ้ ชป้ ระโยชนพ์ นื้ ทลี่ มุ่ นาํ้ ชน้ั ที่ ๑ บี เพอื่
กิจการเหมืองหินอุตสาหกรรมได้เท่าน้ัน แต่เม่ือพิจารณาแล้วก็เห็นว่า ประกาศ
ดงั กลา่ วเปน็ เพยี งการก�ำ หนดบรเิ วณทม่ี แี หลง่ หนิ อดุ มสมบรู ณท์ อ่ี าจออกประทานบตั ร
แต่การจะออกประทานบัตรให้นั้น ต้องมีการดำ�เนินการตามพระราชบัญญัติแร่
พ.ศ. ๒๕๑๐ และกฎหมายอ่นื ทเี่ ก่ยี วข้อง อนั รวมถงึ พระราชบัญญัติสง่ เสรมิ และ
รักษาคณุ ภาพสิง่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ดว้ ย จึงมิไดห้ มายความว่า ถ้ามี
ผยู้ นื่ ขอประทานบัตรในพ้ืนท่ที ก่ี ำ�หนดในประกาศดังกลา่ วแลว้ เจา้ หนา้ ทีข่ องรฐั
จะตอ้ งมคี �ำ สง่ั อนญุ าตค�ำ ขอประทานบตั รนน้ั โดยมอิ าจพจิ ารณาเปน็ อยา่ งอนื่ ไดแ้ ต่
อยา่ งใดไม่
เมอื่ คณะอนกุ รรมการอนรุ กั ษฯ์ ไดเ้ สนอความเหน็ ไมส่ มควรใหม้ กี ารท�ำ
เหมอื งหนิ ในบรเิ วณเกาะสมยุ ตอ่ คณะกรรมการผชู้ �ำ นาญการฯ แมใ้ นการพจิ ารณา
ของคณะกรรมการผู้ชำ�นาญการฯ ได้ปรากฏขอ้ มลู ขอ้ เท็จจริงเกย่ี วกับการทผ่ี ู้ถูก
ฟ้องคดีที่ ๑ ได้ตรวจสอบพื้นท่ีบริเวณท่ีผู้ฟ้องคดีขอประทานบัตรแล้วเห็นว่า
เหมาะสมท่ีจะท�ำ เหมอื งหนิ และรายงานการวิเคราะหผ์ ลกระทบส่ิงแวดลอ้ มของ
ผู้ฟ้องคดีก็ได้ทำ�การศึกษาวิเคราะห์ถึงผลกระทบของการทำ�เหมืองหิน และ
พยายามวางมาตรการปอ้ งกนั เพอื่ ลดผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มแลว้ แตก่ เ็ หน็ ไดว้ า่
การท�ำ เหมอื งหนิ ในบรเิ วณดงั กลา่ ว อยา่ งนอ้ ยทส่ี ดุ ยอ่ มสง่ ผลใหส้ ญู เสยี พนื้ ทท่ี เี่ ปน็
ภูเขาไปอย่างถาวร ซึ่งเป็นความเสียหายทไี่ ม่อาจหลีกเล่ียงได้ อนั จะส่งผลกระทบ
ตอ่ สภาพสงิ่ แวดลอ้ มของเกาะสมยุ ตามขอ้ มลู ในการจดั ท�ำ แผนการจดั การอนรุ กั ษ์
ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติ บริเวณเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเม่ือคำ�นึงถึง
ประโยชน์ท่ีได้รับจากการทำ�เหมืองดังกล่าว ซึ่งมีเพียงทำ�ให้หินที่ใช้ในการ
ดาวอนตุโ์ หสลาดหจากกรระรบมบกTอ่ UสDรCา้ โงดบยนนเากยาอะร่าสมมดยุ วหงจานั ไทดรง้์ า่ ยและมรี าคาถกู ลงแลว้ กรณยี อ่ มไมอ่ าจ
319
๖๐ ปี ความมุ่งม่ันของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์
เทียบได้กับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สภาพส่ิงแวดล้อมของเกาะสมุย ดังน้ัน
การท่ีคณะกรรมการผู้ชำ�นาญการฯ ได้พิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ
สงิ่ แวดลอ้ มของโครงการทผี่ ฟู้ อ้ งคดขี อประทานบตั รแลว้ เหน็ พอ้ งดว้ ยกบั ความเหน็
ของคณะอนกุ รรมการอนรุ กั ษฯ์ อนั มที มี่ าและอาศยั ฐานขอ้ มลู จากแผนการจดั การ
อนุรกั ษ์ส่งิ แวดลอ้ มธรรมชาติ บรเิ วณเกาะสมุย จงั หวัดสุราษฎรธ์ านี และมีมตไิ ม่
เหน็ ชอบรายงานการวเิ คราะหผ์ ลกระทบสงิ่ แวดลอ้ มดงั กลา่ ว จงึ เปน็ การใชด้ ลุ พนิ จิ
โดยชอบด้วยเหตุผล และเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ท่ผี ้ฟู ้องคดีอา้ งว่า คณะ
กรรมการผชู้ �ำ นาญการฯ ไดพ้ จิ ารณามมี ตดิ งั กลา่ วโดยปราศจากรายงานการส�ำ รวจ
วิเคราะห์ วิจยั หรือเอกสารสนับสนนุ และไมช่ อบดว้ ยเหตผุ ล ฟงั ไม่ขึ้น
เม่ือการที่คณะกรรมการผู้ชำ�นาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์
ผลกระทบส่ิงแวดล้อม ด้านโครงการเหมืองแร่ โครงการสำ�รวจและหรือผลิต
ปโิ ตรเลียม พิจารณามีมตไิ มเ่ หน็ ชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิง่ แวดลอ้ ม
ในโครงการทำ�เหมืองแร่หินชนิดหินปูน (เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง) ตามคำ�ขอ
ประทานบตั รของผฟู้ อ้ งคดี ท่ี ๒๒/๒๕๓๘ ลงวนั ท่ี ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ เปน็ การ
กระท�ำ ทช่ี อบด้วยกฎหมายดงั ทีไ่ ดว้ ินิจฉัยแล้ว การทผ่ี ้ถู ูกฟอ้ งคดที ี่ ๓ มีคำ�สง่ั ไม่
อนุญาตประทานบัตรตามคำ�ขอของผู้ฟ้องคดี จึงย่อมเป็นการกระทำ�ท่ีชอบด้วย
กฎหมาย ที่ศาลปกครองชัน้ ต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลปกครองสงู สุดเห็นพ้องดว้ ย
พิพากษายนื
๓.๒ คดีฟ้องขอให้ศาลออกคำ�บังคับให้จับกุมบุคคลที่ไม่ปฏิบัติตาม
คำ�สั่งของเจา้ พนักงานท้องถิน่ (คดีหมายเลขแดงท่ี อ.๙๙/๒๕๕๕)
คดพี ิพาทระหวา่ ง พนั ตำ�รวจเอก บัญชา จารุจารตี ผฟู้ ้องคดี กบั ผวู้ ่า
ราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ นายอนสุ รณ์ กติ ตอิ ิสรานนท์ หรือดาภาชตุ ิสรรค์
ที่ ๒ นางพูลสขุ กิตติอสิ รานนท์ หรอื ดาภาชตุ สิ รรค์ ที่ ๓ ผู้ถกู ฟอ้ งคดี
ดาวน์โหลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
320
สรุปคำ�พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ
ขอ้ เท็จจรงิ
ผฟู้ อ้ งคดไี ดร้ อ้ งเรยี นตอ่ ผอู้ �ำ นวยการเขตหลกั สใี่ หด้ �ำ เนนิ คดกี บั ผถู้ กู ฟอ้ ง
คดที ่ี ๒ และผูถ้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ กรณีดดั แปลงอาคารพักอาศยั ๓ ชน้ั เป็นสถานท่ี
เก็บสินค้าเพอื่ พาณชิ ยกรรมหรอื ทางการคา้ อันเปน็ ความผิดตามกฎหมายว่าดว้ ย
การควบคุมอาคาร ส�ำ นกั งานเขตหลกั สไ่ี ด้ตรวจสอบอาคารของผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๒
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ แล้วปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ซ่ึงเป็นเจ้าของอาคาร
คอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ช้ัน เลขท่ี ๑๒/๕๔ หมู่ที่ ๖ ซอยชินเขต ๑/๑๔ ถนน
งามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ได้ทำ�การดัดแปลง
อาคารดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยทำ�การดัดแปลง
ต่อเติมด้านหน้าอาคารมีขนาดกว้างประมาณ ๔ เมตร ยาวประมาณ ๖ เมตร
สูงประมาณ ๓.๕๐ เมตร เพื่อใช้พักอาศัยและดัดแปลงต่อเติมด้านหลังอาคารมี
ขนาดกว้างประมาณ ๔ เมตร ยาวประมาณ ๓ เมตร สงู ประมาณ ๓.๒๐ เมตร
เพื่อใช้เป็นที่เก็บสินค้า (พาณิชย์) จึงได้มีคำ�สั่งเจ้าพนักงานท้องถ่ินให้ระงับการ
ก่อสร้างอาคาร (แบบ ค. ๓) เลขท่ี กท ๙๐๕๒/๖๑๑๖ ลงวนั ท่ี ๒๘ พฤศจิกายน
๒๕๔๕ ค�ำ สง่ั หา้ มใชห้ รอื เขา้ ไปในสว่ นใด ๆ ของบรเิ วณอาคาร (แบบ ค. ๔) เลขท่ี
กท ๙๐๕๒/๖๑๑๘ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๕ คำ�สัง่ ให้รอื้ ถอนอาคารตาม
มาตรา ๔๒ (แบบ ค. ๗) เลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๑๗ ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๕
ค�ำ สง่ั ใหร้ ะงบั การใชอ้ าคารตามมาตรา ๔๔ (แบบ ค. ๑๘) เลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๑๙
ลงวนั ท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ พร้อมทัง้ มหี นังสือ เลขท่ี กท ๙๐๕๒/๖๑๑๕ ลง
วันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แจ้งความร้องทุกข์ต่อผู้กำ�กับการสถานี
ตำ�รวจนครบาลทุ่งสองห้องให้ดำ�เนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ฐานกระทำ�การ
ดดั แปลงตอ่ เตมิ อาคารโดยไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตจากเจา้ พนกั งานทอ้ งถนิ่ และมหี นงั สอื
เลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๑๔ ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ถึงผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๒
ให้ย่นื เรอื่ งขออนญุ าตดัดแปลงอาคาร สว่ นผูถ้ กู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ ซ่ึงเปน็ เจา้ ของอาคาร
ดาวคนอโ์ หนลดกจราีตกรเะสบรบิมTเหUDลC็กโด๓ย นชายั้นอรา่เลมขดวทงี่จนั๑ท๒ร์/๕๕ หมู่ท่ี ๖ ซอยชินเขต ๑/๑๔ ถนน
321
๖๐ ปี ความม่งุ มนั่ ของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์
งามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักส่ี กรุงเทพมหานคร ได้ทำ�การดัดแปลง
อาคารดงั กลา่ วโดยมไิ ดร้ บั อนญุ าตจากเจา้ พนกั งานทอ้ งถน่ิ โดยท�ำ การดดั แปลงตอ่
เติมด้านหน้าอาคาร มีขนาดกวา้ งประมาณ ๔ เมตร ยาวประมาณ ๖ เมตร สูง
ประมาณ ๓.๕๐ เมตร เพอื่ ใชพ้ กั อาศยั และดดั แปลงตอ่ เตมิ ดา้ นหลงั อาคารมขี นาด
กว้างประมาณ ๔ เมตร ยาวประมาณ ๓ เมตร สูงประมาณ ๓.๒๐ เมตร เพ่อื ใช้
เป็นทีเ่ ก็บสนิ คา้ (พาณิชย์) จงึ ไดม้ ีค�ำ สั่งเจา้ พนักงานท้องถ่นิ ให้ระงับการกอ่ สร้าง
อาคาร (แบบ ค. ๓) เลขท่ี กท ๙๐๕๒/๖๑๒๒ ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
คำ�ส่ังห้ามใช้หรือเข้าไปในส่วนใดๆ ของบริเวณอาคาร (แบบ ค. ๔) เลขท่ี กท
๙๐๕๒/๖๑๒๓ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ คำ�สั่งให้ร้ือถอนอาคารตาม
มาตรา ๔๒ (แบบ ค. ๗) เลขท่ี กท ๙๐๕๒/๖๑๒๔ ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๕
ค�ำ สงั่ ใหร้ ะงบั การใชอ้ าคารตามมาตรา ๔๔ (แบบ ค. ๑๘) เลขท่ี กท ๙๐๕๒/๖๑๒๕
ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๕ พรอ้ มทง้ั มหี นงั สือ เลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๒๑
ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ แจ้งความร้องทกุ ข์ตอ่ ผูก้ ำ�กับการสถานตี ำ�รวจ
นครบาลทุ่งสองห้องให้ดำ�เนินคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ฐานกระทำ�การดัดแปลง
ต่อเติมอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถ่ิน และมีหนังสือ เลขที่
กท ๙๐๕๒/๖๑๒๐ ลงวันท่ี ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๕ ถงึ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ ให้ขอ
อนญุ าตดดั แปลงอาคาร ตอ่ มา ศาลอาญาไดม้ คี �ำ พพิ ากษาตามคดหี มายเลขแดงท่ี
๑๔๒๒/๒๕๔๗ พิพากษาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติ
ควบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๖๕ วรรคหนึ่งและ
วรรคสอง มาตรา ๖๖ ทวิ วรรคหนึง่ และวรรคสอง และมาตรา ๗๐ ให้ลงโทษ
ปรบั ๒๐,๐๐๐ บาท และปรบั วันละ ๑๐๐ บาท นับแต่วันท่ี ๒๔ มถิ นุ ายน ๒๕๔๖
(อนั เปน็ วนั พน้ ก�ำ หนดตามค�ำ สงั่ เจา้ พนกั งานเปน็ ตน้ ไปจนกวา่ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ จะ
ไดป้ ฏบิ ัตติ ามค�ำ สงั่ ของเจา้ พนกั งานท้องถ่นิ ) ถงึ วนั ฟ้อง (ฟอ้ งวันที่ ๒๙ สิงหาคม
๒๕๔๖) รวม ๖๗ วนั เป็นเงนิ ๖,๗๐๐ บาท และปรบั อกี วันละ ๑๐๐ บาท นบั
ดาวถนัด์โหจลดาจกาวกัรนะฟบบ้อTงUเปDC็นโตด้นย ไนปายจอนร่ากมวด่าวงผจู้ถันูทกรฟ์ ้องคดีที่ ๒ จะได้ปฏิบัติตามคำ�สั่งของ
322
สรปุ ค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสุด
เจ้าพนักงานท้องถ่ิน และมีคำ�พิพากษาตามคดีหมายเลขแดงที่ ๒๗๗๐/๒๕๔๖
พิพากษาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ มคี วามผดิ ตามพระราชบัญญตั ิควบคุมอาคาร พ.ศ.
๒๕๒๒ มาตรา ๒๑ มาตรา ๖๕ ประกอบดว้ ยมาตรา ๗๐ ใหล้ งโทษปรบั ๑๐,๐๐๐ บาท
และปรับอีกวันละ ๑๐๐ บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้
ถูกต้อง และในการปฏิบัติตามคำ�สั่งท่ีให้รื้อถอนอาคารส่วนท่ีดัดแปลงโดยไม่ได้
รับอนญุ าต ผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๑ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผูถ้ กู ฟอ้ งคดีที่ ๓ ได้รอื้
ถอนแล้ว แต่ได้ทำ�การดัดแปลงอาคารข้ึนมาใหม่ ผู้อำ�นวยการเขตหลักสี่จึงได้มี
ค�ำ สัง่ ลงวนั ที่ ๑๔ พฤศจกิ ายน ๒๕๔๘ สัง่ ใหผ้ ู้ถูกฟอ้ งคดที ่ี ๒ และผูถ้ กู ฟอ้ งคดี
ท่ี ๓ ระงับการก่อสร้างอาคารใหร้ ้ือถอนอาคารและหา้ มใชห้ รอื เขา้ ไปในส่วนใด ๆ
ของอาคารหรือบริเวณอาคาร แต่ผู้ฟ้องคดียืนยันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ และผู้ถูก
ฟ้องคดีที่ ๓ ร้ือเฉพาะหลังคามุงกระเบ้ืองออกแล้วเปล่ียนเป็นหลังคามุงสังกะสี
โดยโครงสร้างยังคงสภาพเดิมทุกประการ และผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ ๑๓
กันยายน ๒๕๔๗ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ จ่ายเงินรางวัลเมื่อคดีถึงท่ีสุดแล้วและ
ให้ย่ืนคำ�ร้องขอให้ศาลจับกุมและกักขังผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
จนกวา่ จะรอื้ ถอนอาคาร แต่ผ้ถู กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ เพิกเฉยไม่แจง้ ผลการดำ�เนนิ การให้
ผฟู้ ้องคดีทราบแต่อยา่ งใด จงึ ฟอ้ งขอให้ศาลปกครองพพิ ากษาหรือมคี ำ�สง่ั ให้ผู้ถกู
ฟ้องคดีท่ี ๑ ร้องขอต่อศาลเพ่ือให้ศาลมีคำ�ส่ังจับกุมและกักขังผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
และผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ จนกวา่ จะมกี ารรอ้ื ถอนอาคารตามมาตรา ๔๓ วรรคหนงึ่ (๑)
แห่งพระราชบัญญตั คิ วบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ และใหผ้ ู้ถูกฟอ้ งคดที ี่ ๑ จ่ายเงนิ
รางวัลตามระเบยี บกรงุ เทพมหานคร ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัลจบั กมุ ผกู้ ระท�ำ ผิด
พระราชบัญญัตแิ ละขอ้ บญั ญตั กิ รงุ เทพมหานคร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๕ ภายใน
เวลาท่ีศาลกำ�หนด ศาลปกครองช้ันต้น (ศาลปกครองกลาง) ได้มีคำ�พิพากษา
เม่อื วันท่ี ๓๐ ตลุ าคม ๒๕๔๙ พิพากษาใหผ้ ู้ถกู ฟอ้ งคดีที่ ๑ ใช้อ�ำ นาจตามมาตรา
๔๓ (๒) แห่งพระราชบัญญตั ิควบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ด�ำ เนนิ การหรอื จัดใหม้ ี
ดาวกนา์โหรลรด้ือจถากอรนะบอบาTคUาDรCขโอดงยผน้ถู ากูยอฟร้อ่ามงคดวดงีทจนั ี่ ท๒ร์ และผูถ้ ูกฟ้องคดีที่ ๓ ส่วนทีด่ ดั แปลงโดย
323
๖๐ ปี ความมุง่ มั่นของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์
ไมไ่ ดร้ บั อนุญาตให้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วนั นับแต่วนั ทีค่ �ำ พิพากษาถงึ ทีส่ ุด สว่ น
คำ�ขออ่ืนของผู้ฟ้องคดีนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำ�พิพากษา
ของศาลปกครองช้ันต้นดังกล่าว จึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านขอให้ศาลปกครองสูงสุด
พพิ ากษาแกค้ ำ�พพิ ากษาของศาลปกครองช้นั ตน้ เปน็ ใหผ้ ถู้ ูกฟอ้ งคดที ี่ ๑ ด�ำ เนนิ
การตามมาตรา ๔๓ (๑) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ โดย
ย่ืนคำ�ขอฝ่ายเดียวโดยทำ�เป็นคำ�ร้องต่อศาล นับแต่ระยะเวลาท่ีกำ�หนดไว้ตาม
มาตรา ๔๒ แหง่ พระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ วไดล้ ว่ งพน้ ไป ขอใหศ้ าลมคี �ำ สง่ั จบั กมุ และ
กักขงั บุคคลซงึ่ มิไดป้ ฏบิ ตั ิตามคำ�สงั่ ของเจา้ พนกั งานท้องถ่นิ ตามมาตรา ๔๒ แห่ง
พระราชบัญญัติดังกล่าว โดยให้นำ�ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้
บังคับโดยอนุโลม สำ�หรับระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัล
จบั กมุ ผกู้ ระท�ำ ผดิ พระราชบญั ญตั แิ ละขอ้ บญั ญตั กิ รงุ เทพมหานคร (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ.
๒๕๒๕ ซ่งึ เป็นระเบยี บท่ีเกย่ี วกบั การเงนิ และทรพั ย์สนิ ของกรุงเทพมหานคร นน้ั
รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยไดต้ ราขน้ึ โดยอาศยั อ�ำ นาจตามมาตรา ๘๓ แหง่
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๑๘ แต่
พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ
กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แล้ว
คำ�วนิ ิจฉัย
คดมี ปี ระเดน็ ทจี่ ะต้องวนิ จิ ฉยั ว่า ศาลปกครองสมควรก�ำ หนดคำ�บงั คับ
โดยสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ อาศัยอำ�นาจตามมาตรา ๔๓ วรรคหน่ึง (๑) แห่ง
พระราชบัญญตั คิ วบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญตั ิ
ควบคุมอาคาร (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ย่นื ค�ำ ขอฝา่ ยเดียวโดยท�ำ เปน็ ค�ำ รอ้ งต่อ
ศาล ขอให้ศาลมีคำ�สั่งจับกุมและกักขังผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ซ่ึงมิได้ปฏิบัติตามคำ�ส่ัง
เจา้ พนกั งานท้องถ่ิน เลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๑๗ ลงวนั ท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ดาวทน์โี่สหัง่ ลใดหจา้ผกู้ถรกูะบฟบอ้ TงUคDดCที โด่ี ๒ย นราือ้ ยถอรอา่ นม อดวางคจานั รทรเ์ ลขที่ ๑๒/๕๔ หม่ทู ี่ ๖ ซอยชนิ เขต ๑/๑๔
324
สรปุ คำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ
ถนนงามวงศว์ าน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลกั ส่ี กรุงเทพมหานคร ส่วนท่ดี ดั แปลง
ต่อเติมโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถ่ินภายในระยะเวลาท่ีกำ�หนดไว้
ในคำ�ส่งั และผ้ถู ูกฟ้องคดที ่ี ๓ ซงึ่ มไิ ดป้ ฏิบัตติ ามคำ�สัง่ เจา้ พนักงานท้องถิ่น เลขท่ี
กท ๙๐๕๒/๖๑๒๔ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ ท่ีส่ังให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓
รื้อถอนอาคารเลขท่ี ๑๒/๕๕ หมู่ท่ี ๖ ซอยชินเขต ๑/๑๔ ถนนงามวงศ์วาน
แขวงทงุ่ สองหอ้ ง เขตหลักสี่ กรงุ เทพมหานคร ส่วนทด่ี ดั แปลงต่อเติมโดยมิไดร้ บั
อนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในระยะเวลาที่กำ�หนดไว้ในคำ�ส่ัง โดยให้นำ�
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามคำ�ขอของ
ผฟู้ อ้ งคดหี รอื ไม่
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้อาศัยอำ�นาจตาม
มาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ สั่งให้เจ้าของหรือ
ผคู้ รอบครองอาคาร ผคู้ วบคมุ งานหรอื ผดู้ �ำ เนนิ การ รอื้ ถอนอาคารทม่ี กี ารกอ่ สรา้ ง
ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคล่ือนย้ายโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติน้ี
กฎกระทรวง หรอื ขอ้ บญั ญตั ทิ อ้ งถน่ิ ทอี่ อกตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี หรอื กฎหมายอน่ื
ทเี่ กยี่ วขอ้ ง ภายในระยะเวลาทกี่ �ำ หนดแตต่ อ้ งไมน่ อ้ ยกวา่ ๓๐ วนั แลว้ ถา้ ไมม่ กี าร
รอ้ื ถอนอาคารตามค�ำ สงั่ ของเจา้ พนกั งานทอ้ งถน่ิ มาตรา ๔๓ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
นบ้ี ัญญตั ิใหเ้ จ้าพนักงานทอ้ งถน่ิ มีอ�ำ นาจดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ยน่ื ค�ำ ขอฝา่ ยเดียวโดยทำ�
เป็นคำ�ร้องต่อศาล นับแต่ระยะเวลาที่กำ�หนดไว้ตามมาตรา ๔๒ ได้ล่วงพ้นไป
ขอให้ศาลมีคำ�สั่งจับกุมและกักขังบุคคลซึ่งมิได้ปฏิบัติตามคำ�สั่งของเจ้าพนักงาน
ทอ้ งถน่ิ ตามมาตรา ๔๒ โดยใหน้ �ำ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ มาใชบ้ งั คบั
โดยอนโุ ลม (๒) ด�ำ เนนิ การหรอื จดั ใหม้ กี ารรอ้ื ถอนอาคารดงั กลา่ วไดเ้ องโดยจะตอ้ ง
ปิดประกาศกำ�หนดการรื้อถอนไว้ในบริเวณน้ันแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
และเจา้ ของหรอื ผคู้ รอบครองอาคาร ผรู้ บั ผดิ ชอบงานออกแบบอาคาร ผรู้ บั ผดิ ชอบ
ดาวงนาโ์ หนลอดอจากกแระบบบบแTลUะDCคำ�โดนยวนณายออารค่ามาดรวงผจันู้คทวรบ์ คุมงานและผู้ดำ�เนินการ จะต้องร่วมกัน
325
๖๐ ปี ความมุง่ มั่นของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์
เสียค่าใช้จ่ายในการนั้นเว้นแต่บุคคลดังกล่าวจะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้เป็นผู้กระทำ�
หรอื มสี ว่ นรว่ มในการกระท�ำ ทเ่ี ปน็ การฝา่ ฝนื กฎหมาย มาตรการบงั คบั ทางปกครอง
เพอื่ ให้เป็นไปตามคำ�ส่ังของเจ้าพนักงานท้องถนิ่ ตามมาตรา ๔๒ ตามที่ก�ำ หนดใน
บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวต่างก็มีผลเป็นการจำ�กัดหรือกระทบสิทธิหรือ
เสรีภาพของบุคคลท่ีรัฐธรรมนูญรับรองไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายทั้งสิ้น โดย
มาตรการบังคับทางปกครองตามท่ีกำ�หนดในมาตรา ๔๓ วรรคหน่ึง (๑) แห่ง
พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซงึ่ แกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญตั ิ
ควบคมุ อาคาร (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มผี ลเป็นการจ�ำ กดั หรือกระทบสทิ ธแิ ละ
เสรภี าพในชวี ติ และรา่ งกาย และเสรภี าพในการเดนิ ทาง และเสรภี าพในการเลอื ก
ถ่ินท่ีอยู่ภายในราชอาณาจักรของบุคคล ซึ่งมาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๔ ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติรับรองไว้ ส่วนมาตรการบังคับทาง
ปกครองตามทกี่ �ำ หนดในมาตรา ๔๓ วรรคหนงึ่ (๒) มผี ลเปน็ การจำ�กดั หรอื กระทบ
สิทธิในทรพั ย์สินของบคุ คลทมี่ าตรา ๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย
รับรองไว้ การวินิจฉัยและตัดสินใจใช้มาตรการบังคับทางปกครองดังกล่าวจึงอยู่
ในบังคบั ของรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย มาตรา ๒๖ ซ่ึงบญั ญตั วิ า่ การใช้
อำ�นาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำ�นึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ
และเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๒๗ ซึ่งบัญญัติว่า สิทธิ
และเสรีภาพท่ีรัฐธรรมนูญน้ีรับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยายหรือโดยคำ�วินิจฉัย
ของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี
ศาล รวมท้ังองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรา
กฎหมาย การใช้บงั คบั กฎหมาย และการตคี วามกฎหมายทง้ั ปวง และโดยเฉพาะ
อยา่ งยงิ่ มาตรา ๒๙ วรรคหนง่ึ ซงึ่ บญั ญตั วิ า่ การจ�ำ กดั สทิ ธแิ ละเสรภี าพของบคุ คล
ทรี่ ฐั ธรรมนญู รบั รองไว้ จะกระท�ำ มไิ ด้ เวน้ แตโ่ ดยอาศยั อ�ำ นาจตามบทบญั ญตั แิ หง่
กฎหมาย เฉพาะเพอื่ การทร่ี ฐั ธรรมนญู นก้ี �ำ หนดไวแ้ ละเทา่ ทจ่ี �ำ เปน็ และจะกระทบ
ดาวกนรโ์ หะลเดทจืาอกนระสบาบรTะUสDำ�Cคโัญดยแนหาย่งอสริทา่ มธดิแวลงจะนั เทสรร์ ีภาพนั้นมิได้ และเม่ือได้พิจารณาอย่าง
326
สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ
ถอ่ งแท้แล้วยอ่ มเหน็ ได้ชดั ว่า การท่ีเจ้าพนกั งานท้องถนิ่ ยนื่ ค�ำ ขอฝ่ายเดียวโดยทำ�
เป็นคำ�ร้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำ�ส่ังจับกุมและกักขังบุคคลซึ่งมิได้ปฏิบัติตาม
คำ�สั่งของเจ้าพนักงานท้องถ่ินที่ส่ังให้ร้ือถอนอาคารเพื่อให้บุคคลดังกล่าวยินยอม
รื้อถอนอาคารตามคำ�ส่ัง โดยให้นำ�ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้
บงั คบั โดยอนโุ ลมตามมาตรา ๔๓ วรรคหนง่ึ (๑) แหง่ พระราชบญั ญตั คิ วบคมุ อาคาร
พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิควบคมุ อาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๓๕ มีผลเป็นการจำ�กัดหรือกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของ
ผรู้ บั ค�ำ สง่ั มากกวา่ การทเ่ี จา้ พนกั งานทอ้ งถน่ิ ด�ำ เนนิ การหรอื จดั ใหม้ กี ารรอ้ื ถอนอาคาร
โดยเจา้ พนกั งานท้องถ่ินเองตามมาตรา ๔๓ วรรคหนึง่ (๒) แห่งพระราชบญั ญัติ
เดียวกัน ดังนั้น เจ้าพนักงานท้องถ่ินจะใช้หรือศาลปกครองจะกำ�หนดคำ�บังคับ
ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นใช้มาตรการบังคับทางปกครองมาตรการแรกได้ก็ต่อเมื่อ
ปรากฏชดั ตง้ั แตใ่ นเบอ้ื งตน้ วา่ มาตรการบงั คบั ทางปกครองมาตรการทส่ี องไมอ่ าจ
ทำ�ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของคำ�ส่ังทางปกครองท่ีส่ังให้บุคคลรื้อถอนอาคารได้
โดยแนแ่ ท้เทา่ นั้น เม่ือยังไม่ปรากฏวา่ มีพฤตกิ ารณใ์ ด ๆ ทบี่ ่งชีใ้ หเ้ ห็นวา่ การท่ีผูถ้ ูก
ฟอ้ งคดีท่ี ๑ ใช้หรือการทศ่ี าลปกครองจะก�ำ หนดค�ำ บังคบั ให้ผู้ถูกฟ้องคดที ี่ ๑ ใช้
มาตรการบังคับทางปกครองมาตรการท่ีสองไม่อาจทำ�ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของ
คำ�ส่ังเจ้าพนักงานท้องถ่ินเลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๑๗ ลงวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน
๒๕๔๕ ทสี่ ง่ั ใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ รอ้ื ถอนอาคาร เลขที่ ๑๒/๕๔ หมทู่ ี่ ๖ ซอยชนิ เขต
๑/๑๔ ถนนงามวงศว์ าน แขวงทุ่งสองหอ้ ง เขตหลักส่ี กรุงเทพมหานคร และค�ำ ส่ัง
เจ้าพนกั งานท้องถ่ิน เลขที่ กท ๙๐๕๒/๖๑๒๔ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
ท่ีส่ังใหผ้ ถู้ ูกฟอ้ งคดที ่ี ๓ รอ้ื ถอนอาคาร เลขที่ ๑๒/๕๕ หมทู่ ่ี ๖ ซอยชนิ เขต ๑/๑๔
ถนนงามวงศ์วาน แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ได้โดยแน่แท้
ศาลปกครองจึงไม่ชอบท่ีจะกำ�หนดคำ�บังคบั โดยสั่งให้ผ้ถู กู ฟ้องคดีท่ี ๑ ย่นื คำ�ขอ
ฝา่ ยเดยี วโดยท�ำ เปน็ ค�ำ รอ้ งตอ่ ศาล ขอใหศ้ าลมคี �ำ สงั่ จบั กมุ และกกั ขงั ผถู้ กู ฟอ้ งคดี
ดาวทน์โี่ ๒หลแดจลาะกรผะถู้ บูกบฟT้อUDงCคดโดีทย่ี ๓นายโดอรย่าใมหดน้ วง�ำ จปนั ทรระ์ มวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพ่งมาใช้
327
๖๐ ปี ความม่งุ มัน่ ของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์
บงั คบั โดยอนโุ ลม ตามคาำ ขอของผฟู้ อ้ งคดี ทศี่ าลปกครองชน้ั ตน้ ไมก่ าำ หนดคาำ บงั คบั
ใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ใชม้ าตรการบงั คบั ทางปกครองดงั กลา่ วแตก่ าำ หนดคาำ บงั คบั โดย
สงั่ ใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ใชอ้ าำ นาจตามมาตรา ๔๓ วรรคหนงึ่ (๒) แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ควบคมุ อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญัติควบคมุ อาคาร
(ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ดาำ เนนิ การหรอื จดั ใหม้ กี ารรอ้ื ถอนอาคารของผถู้ กู ฟอ้ งคดี
ท่ี ๒ และผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๓ สว่ นท่ีดัดแปลงโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าตให้แลว้ เสรจ็ ภายใน
๙๐ วนั นบั แตว่ นั ทค่ี าำ พพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ นน้ั ชอบแลว้ ศาลปกครองสงู สดุ เหน็ พอ้ งดว้ ย
ส่วนทีผ่ ู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า หากผู้ถกู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ชว่ ยเหลือผถู้ กู ฟอ้ งคดี
ท่ี ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ โดยไม่ดำาเนินการให้มีการร้ือถอนอาคารพิพาทตาม
คาำ พิพากษาของศาลแล้ว เมอ่ื พน้ กาำ หนด ๙๐ วัน กย็ อ่ มไมม่ ที างอ่ืนใดทีจ่ ะบงั คับ
ให้ร้ือถอนอาคารพิพาทได้นั้น เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นการคาดเดาของผู้ฟ้อง
คดีเองวา่ ผถู้ ูกฟอ้ งคดีท่ี ๑ จะไม่ปฏบิ ัตติ ามคาำ พิพากษาของศาล และหากมีกรณี
ดงั เชน่ ผฟู้ อ้ งคดกี ลา่ วอา้ งขนึ้ จรงิ ผฟู้ อ้ งคดกี ช็ อบทจี่ ะมคี าำ ขอใหศ้ าลปกครองบงั คบั
คดตี ามคาำ พิพากษาต่อไป กรณจี ึงเปน็ คำาอทุ ธรณ์ทีฟ่ งั ไม่ขึน้
ศาลปกครองสงู สุดพพิ ากษายนื
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจันทร์
328
สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์
329
๖๐ ปี ความมงุ่ มั่นของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์
ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอร่าม ดวงจันทร์
330