The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

60ปี ความมุ่งมั่นของคน ตัวตนของ อาจารย์วรพจน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aram.du, 2021-11-27 00:44:06

60ปี ความมุ่งมั่นของคน ตัวตนของ อาจารย์วรพจน์

60ปี ความมุ่งมั่นของคน ตัวตนของ อาจารย์วรพจน์

๖๐ ปี ความมุ่งมั่นของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

จะต้องจัดให้มีขบวนรถไฟสำ�หรับขนส่งผู้โดยสาร สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของ
อน่ื ๆ อยา่ งเพยี งพอแก่ความตอ้ งการของประชาชน วางระเบยี บเกี่ยวกับการใช้
บริการรถไฟเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของ
อน่ื ๆ ทร่ี บั ขนสง่ แลว้ ผถู้ กู ฟอ้ งคดยี งั จะตอ้ งดแู ลรกั ษาสว่ นตา่ ง ๆ ของตรู้ ถโดยสาร
ของขบวนรถไฟซง่ึ เปน็ เครอื่ งมอื ส�ำ คญั ทใี่ ชใ้ นการจดั ท�ำ บรกิ ารสาธารณะดงั กลา่ ว
เชน่ ทน่ี ง่ั หรอื ทน่ี อนของผโู้ ดยสาร ประตหู นา้ ตา่ งตรู้ ถโดยสารใหอ้ ยใู่ นสภาพทใ่ี ชก้ าร
ได้ดีและสามารถอำ�นวยความสะดวกสบายในการเดินทางให้แก่ผู้โดยสารได้
ตามสมควร กล่าวโดยเฉพาะหน้าต่างของตู้รถโดยสารของขบวนรถไฟ เป็นท่ี
ยอมรับกันโดยท่ัวไปและผู้ถูกฟ้องคดีเองก็มิอาจปฏิเสธได้ว่ารถโดยสารทุกชนิด
ไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารส่วนบุคคลหรือรถโดยสารสาธารณะ และไม่ว่าจะเป็น
รถโดยสารปรับอากาศหรือรถโดยสารไม่ปรับอากาศจะต้องมีหน้าต่าง หน้าต่าง
รถโดยสารมไิ ดม้ ไี วเ้ พยี งเพอ่ื ใหแ้ สงสวา่ งจากภายนอกรถเขา้ ไปภายในรถไดเ้ ทา่ นนั้
แต่ยังมีไว้เพ่ือให้ผู้โดยสารสามารถมองเห็นสรรพส่ิงท่ีอยู่ภายนอกรถเพ่ือให้เกิด
ความเพลิดเพลินในระหว่างที่อยู่ในรถและระแวดระวังภยันตรายที่อาจจะมีจาก
ภายนอกรถอีกด้วย รถโดยสารที่ไม่มีหน้าต่างจึงไม่อาจเรียกได้ว่ารถโดยสาร แต่
เปน็ รถขนสง่ สนิ ค้าและพัสดุภณั ฑ์ และต้องถือวา่ ผ้ใู หบ้ ริการรถโดยสารสาธารณะ
ทไ่ี มม่ หี นา้ ตา่ งปฏบิ ตั ติ อ่ ผโู้ ดยสารเยย่ี งวตั ถุ ซง่ึ เปน็ การละเมดิ ศกั ดศ์ิ รคี วามเปน็ มนษุ ย์
ของผู้โดยสาร ดังน้ัน ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าท่ีที่จะต้องจัดให้ตู้รถโดยสารของ
ขบวนรถไฟทกุ ขบวนมหี นา้ ตา่ งและดแู ลรกั ษาหนา้ ตา่ งตรู้ ถโดยสารทกุ คนั ใหอ้ ยใู่ น
สภาพทส่ี ามารถใชก้ ารไดส้ มวตั ถปุ ระสงคข์ องการจดั ใหม้ หี นา้ ตา่ ง การทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดี
ท�ำ สญั ญาเชา่ ตดิ ตง้ั ปา้ ยโฆษณาภายนอกรถโดยสาร สญั ญาเลขท่ี พ.๕/ธร.๒/๔๖๖
ลงวันท่ี ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ กับบริษัท ดาวินชี่ แอดเฮ้าส์ จำ�กัด ยินยอม
ให้บริษัทดังกล่าวติดตั้งป้ายโฆษณาภายนอกรถโดยสารตามบัญชีแสดงรายชื่อ
และชนิดรถโดยสาร พร้อมรายละเอียด ชนิด ขนาดพ้ืนท่ี และจุดติดตั้ง แนบ
ดาวทน์โา้ หยลสดจญั ากญระาบดบงั กTUลDา่ Cวโโดดยยนยานิยอยรอา่ มมดใหวงต้จันดิ ทตรง้ั์ ปา้ ยโฆษณาทก่ี ระจกหนา้ ตา่ งรถโดยสาร
250

สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ

ไดด้ ว้ ย ซึ่งเป็นการใช้หน้าต่างรถโดยสารแสวงหารายไดจ้ นท�ำ ให้ผู้โดยสารไม่อาจ
ใช้ประโยชน์จากหน้าต่างรถโดยสารตามวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีหน้าต่างได้
ตามทค่ี วรจะเปน็ จงึ เปน็ การละเลยตอ่ หนา้ ทใี่ นการจดั ท�ำ กจิ การรบั ขนสง่ ผโู้ ดยสาร
สินค้า พัสดุภัณฑ์ และของอ่ืน ๆ ซึ่งเป็นการบริการสาธารณะตามที่กฎหมาย
ก�ำ หนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั ิ ทศี่ าลปกครองชนั้ ตน้ พพิ ากษาใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดดี �ำ เนนิ การขดู
ลอกแผ่นป้ายโฆษณาออกจากบริเวณกระจกหน้าต่างตู้รถโดยสารและทำ�ความ
สะอาดกระจกหน้าต่างตู้รถโดยสารรถไฟทุกคัน ตามบัญชีแนบท้ายสัญญาเลขท่ี
พ.๕/ธร.๒/๔๖๖ ลงวนั ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๘ ใหแ้ ลว้ เสร็จภายในสามสบิ วัน
นบั แต่วนั ทศ่ี าลมคี ำ�พพิ ากษานน้ั ศาลปกครองสูงสดุ เห็นพอ้ งด้วยในผล

พิพากษายืน

๒. การคุ้มครองหลักความเสมอภาคหรือหลักการห้ามเลือก
ปฏิบัตโิ ดยไมเ่ ปน็ ธรรม

การคุ้มครองหลักความเสมอภาคหรือหลักการห้ามเลือกปฏิบัติโดยไม่
เปน็ ธรรม มีคดีทีน่ ่าสนใจ ดังน้ี

๒.๑ คดพี พิ าทเกีย่ วกับการเพกิ ถอนสทิ ธใิ นการสมัครับเลอื กตั้ง (คดี
หมายเลขแดงที่ อ.๓๙/๒๕๕๒)

คดีพิพาทระหว่าง รอ้ ยเอกหญงิ เดอื นเต็มดวง ณ เชียงใหม่ ผู้ฟอ้ งคดี
กบั ผอู้ �ำ นวยการการเลือกตงั้ ประจำ�เทศบาลนครเชยี งใหม่ ท่ี ๑ คณะกรรมการ
การเลอื กตัง้ ที่ ๒ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประจ�ำ จังหวดั เชยี งใหม่ ท่ี ๓ ผู้ถูก
ฟ้องคดี

ดาวนโ์ หลดจากระบบ TUDC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

251

๖๐ ปี ความมุ่งม่ันของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์

ขอ้ เท็จจรงิ
ผฟู้ อ้ งคดไี ด้สมัครรบั เลอื กต้งั เปน็ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ซึ่งจะมี
การเลือกต้ังในวันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๐ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีประกาศ
ผู้อำ�นวยการการเลือกตั้งประจำ�เทศบาลนครเชียงใหม่ อำ�เภอเมือง จังหวัด
เชยี งใหม่ เรื่อง บัญชรี ายชอ่ื ผ้สู มคั รรบั เลอื กต้งั นายกเทศมนตรนี ครเชียงใหม่ที่ได้
รบั สมคั รรบั เลอื กตงั้ และไมไ่ ดร้ บั สมคั รรบั เลอื กตงั้ ลงวนั ที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ซ่ึงมชี ่อื ผู้ฟ้องคดีอยใู่ นล�ำ ดับท่ี ๒ หมายเลขประจำ�ตัวผูส้ มัครหมายเลข ๒ ต่อมา
นายสมศักด์ิ บุญตระกลู พนู ทวี และนายทัศภูมิ โสภาวรรณ์ ได้ยนื่ คำ�ร้องคัดค้าน
การสมัครรับเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ของผู้ฟ้องคดีต่อผู้ถูกฟ้องคดี
ท่ี ๓ วา่ ผฟู้ อ้ งคดไี มม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหมเ่ พราะไมม่ ี
คณุ สมบตั ติ ามมาตรา ๔๔ (๓) แหง่ พระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ
หรือผู้บริหารท้องถิน่ พ.ศ. ๒๕๔๕ ผถู้ กู ฟอ้ งคดีที่ ๓ ในฐานะผ้รู ับมอบอ�ำ นาจจาก
ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ ตามคำ�สั่งคณะกรรมการการเลอื กตั้ง ท่ี ๕/๒๕๔๖ เรอื่ ง มอบ
อำ�นาจให้คณะกรรมการการเลือกต้ังประจำ�จังหวัดดำ�เนินการรับคำ�ร้องและ
วนิ จิ ฉยั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ลงวนั ที่ ๑๓
มกราคม ๒๕๔๖ พิจารณาแล้วได้มีคำ�วินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ�
จังหวดั เชียงใหม่ ที่ ๑/๒๕๕๐ วันที่ ๖ เดือนมิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เรือ่ ง การ
วนิ ิจฉยั สิทธสิ มัครรบั เลอื กตั้งตามค�ำ รอ้ งขอใหถ้ อนชื่อผไู้ ม่มีสิทธสิ มคั รรับเลือกต้ัง
นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ กรณนี ายสมศกั ด์ิ บุญตระกูลพูนทวี และค�ำ วนิ จิ ฉยั
คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ�จังหวัดเชียงใหม่ ท่ี ๒/๒๕๕๐ วันที่ ๖ เดือน
มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เรอ่ื ง การวนิ จิ ฉัยสิทธสิ มัครรบั เลือกตง้ั ตามคำ�รอ้ งขอให้
ถอนชอ่ื ผไู้ มม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ กรณนี ายทศั ภมู ิ
โสภาวรรณ์ สรุปได้ในทำ�นองเดียวกันว่าแม้ว่าจะมีมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
ในการประชุมคร้ังท่ี ๘๖/๒๕๔๖ เม่ือวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๖ ท่ีว่า “...แม้ว่า
ดาวพนโ์รหะลรดาจชากบระญั บญบ ตัTUภิ DาCษโโีดรยงนเราอืยอนรแ่ามลดะวทงจด่ี นั นิ ทรพ์ ทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ มาตรา ๔๐ จะก�ำ หนด

252

สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด

ให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสียภาษีก็ตาม แต่เม่ือพิจารณาตามเจตนารมณ์ของ
กฎหมายแลว้ เหน็ วา่ การช�ำ ระภาษนี น้ั กท็ �ำ เพอ่ื เปน็ รายไดใ้ หก้ บั รฐั และกฎหมาย
ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้เช่าเสียภาษีแต่อย่างใด ดังนั้น กรณีผู้เช่าได้ชำ�ระค่า
ภาษีโรงเรือนและท่ีดินตามท่ีระบุไว้ในสัญญาเช่า จึงถือเป็นผู้เสียภาษีตาม
มาตรา ๔๔ (๓) แหง่ พระราชบญั ญตั กิ ารเลือกต้ังสมาชกิ สภาท้องถ่ินหรอื ผบู้ ริหาร
ทอ้ งถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๕...” กต็ าม แต่ใบเสรจ็ ภาษโี รงเรือนและทดี่ นิ ทจี่ ะนำ�มาแสดง
ในการสมัครรับเลือกต้ังควรจะต้องระบุชื่อผู้เช่าโรงเรือนและที่ดินที่รับภาระภาษี
เป็นผู้ชำ�ระภาษตี ามสญั ญาเชา่ ในใบเสร็จดังกลา่ ว ทั้งน้ี เพ่ือการตรวจสอบความ
ถูกต้องของใบเสร็จภาษีโรงเรือนและที่ดินกับต้นขั้วใบเสร็จดังกล่าวท่ีอยู่กับ
เจา้ หน้าทวี่ ่าขอ้ ความในใบเสรจ็ ภาษโี รงเรอื นและท่ดี ินถกู ต้องตรงกนั หรือไม่ มิใช่
ทำ�บันทึกกันข้ึนเองต่างหากว่าผู้เช่าได้ชำ�ระภาษีตามสัญญาเช่าและนำ�มาเป็น
หลักฐานในการสมัครรับเลือกต้ัง ซ่ึงไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องดังเช่น
เอกสารราชการ ดังนั้น ใบเสรจ็ ภาษีโรงเรอื นและทด่ี นิ ที่ผฟู้ ้องคดใี ชเ้ ป็นหลักฐาน
ในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ จึงไม่อาจถือหรือ
ใช้แสดงยืนยันว่าผู้ฟ้องคดีได้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและท่ีดิน
หรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำ�รุงท้องที่ให้กับเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเวลาติดต่อ
กันสามปีนับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๔๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ
การเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ นอกจากน้ัน
เมอ่ื สญั ญาเชา่ โรงเรอื นและทด่ี นิ ทผ่ี ฟู้ อ้ งคดใี ชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการสมคั รรบั เลอื กตง้ั
เปน็ นายกเทศมนตรีนครเชยี งใหม่มิได้ปดิ แสตมป์ตามมาตรา ๑๑๘ แหง่ ประมวล
รัษฎากร จึงเป็นเอกสารท่ีไม่สามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย
ท�ำ ใหไ้ มอ่ าจรบั ฟงั ไดว้ า่ ผฟู้ อ้ งคดไี ดเ้ สยี ภาษตี ามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและ
ท่ีดินหรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำ�รุงท้องท่ีให้กับเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเวลา
ตดิ ตอ่ กนั สามปนี บั ถงึ ปที ส่ี มคั รรบั เลอื กตงั้ ตามมาตรา ๔๔ (๓) แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ดาวดนงั์โหกลลดา่จวากเรชะน่ บกบนั TUผDฟู้ Cอ้ โดงยคดนาจี ยงึอมร่าใิ มชผ่ดวมู้ งจสี นั ทิ ทธรสิ์ มคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ นายกเทศมนตรนี คร

253

๖๐ ปี ความม่งุ ม่นั ของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

เชยี งใหม่ตามมาตรา ๔๔ (๓) แห่งพระราชบัญญตั ิเดียวกัน จงึ มีคำ�สัง่ ใหถ้ อนชือ่
ผฟู้ อ้ งคดผี ไู้ มม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ จากประกาศรายชอื่ ผมู้ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้
นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ จงึ มคี �ำ สงั่ ใหเ้ จา้ หนา้ ทข่ี องเทศบาล
นครเชียงใหม่ติดประกาศผู้อำ�นวยการการเลือกตั้งประจำ�เทศบาลนครเชียงใหม่
อ�ำ เภอเมอื ง จงั หวดั เชยี งใหม่ เรอื่ ง ถอนรายชอ่ื ผสู้ มคั รรบั เลอื กตง้ั นายกเทศมนตรี
นครเชยี งใหม่ ลงวันที่ ๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ ท่ีถอนรายชื่อผูฟ้ ้องคดจี ากประกาศ
รายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ทุกหน่วยเลือกต้ัง
พร้อมท้ังถอดแบบ ผ.ถ. ๒๘ ของผู้ฟ้องคดีออกจากประกาศผู้ฟอ้ งคดไี ด้อุทธรณ์
ค�ำ วนิ จิ ฉยั ของผู้ถกู ฟ้องคดีท่ี ๓ ตอ่ ผู้ถูกฟอ้ งคดที ี่ ๒ ผถู้ ูกฟอ้ งคดีที่ ๒ ไดป้ ระชมุ
ครง้ั ที่ ๕๐/๒๕๕๐ เมื่อวนั ท่ี ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ พิจารณาแล้วมมี ตดิ ว้ ยคะแนน
เสยี ง ๓ ต่อ ๑ วา่ ตามมาตรา ๔๔ (๓) แหง่ พระราชบัญญตั กิ ารเลอื กต้งั สมาชิก
สภาทอ้ งถ่นิ หรือผูบ้ ริหารทอ้ งถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่กำ�หนดคุณสมบัติของผู้มสี ิทธริ บั
เลอื กตง้ั วา่ “...จะตอ้ งเปน็ ผทู้ ไ่ี ดเ้ สยี ภาษตี ามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ
หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยภาษบี �ำ รงุ ทอ้ งทใ่ี หก้ บั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ นนั้ เปน็ เวลา
ตดิ ตอ่ กนั สามปนี บั ถงึ ปที ส่ี มคั รรบั เลอื กตง้ั และ...” นน้ั หมายถงึ เจา้ ของทรพั ยส์ นิ
ซง่ึ กฎหมายก�ำ หนดใหม้ ภี าระหนา้ ทใี่ นการเสยี ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ สว่ นการท�ำ
สญั ญาเชา่ ทรพั ยส์ นิ ทก่ี �ำ หนดใหผ้ เู้ ชา่ เปน็ ผเู้ สยี ภาษโี รงเรอื นและทดี่ นิ เปน็ นติ กิ รรม
ทเ่ี ปน็ บคุ คล สทิ ธผิ กู พนั ระหวา่ งเจา้ ของทรพั ยส์ นิ กบั ผเู้ ชา่ เทา่ นน้ั ไมส่ ามารถใชย้ นั
ตอ่ รฐั ได้ และไมท่ �ำ ใหเ้ จา้ ของทรพั ยส์ นิ พน้ จากภาระหนา้ ทท่ี จ่ี ะตอ้ งเสยี ภาษโี รงเรอื น
และที่ดินตามที่กฎหมายกำ�หนด ดังนั้น ถ้าผู้เช่าได้ชำ�ระภาษีไปก็เป็นเพียงการ
ช�ำ ระภาษแี ทนเจา้ ของทรพั ยส์ นิ เทา่ นนั้ ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั แกผ่ เู้ ชา่
แต่ประการใด จึงมีมติให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นนายกเทศมนตรี
นครเชยี งใหม่ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๑ จงึ มคี �ำ สง่ั ใหผ้ ฟู้ อ้ งคดดี �ำ เนนิ การรอื้ ถอนปา้ ยโฆษณา
หาเสยี งเลอื กตงั้ ของผฟู้ อ้ งคดที ง้ั หมดใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายในวนั ท่ี ๒๒ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐
ดาวแนลโ์ หะลงดดจาโกฆรษะบณบาTหUาDเCสโียดยงปนรายะอชร่าามสดัมวพงจันนั ธท์กร์ ารเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
254

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ

ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระทำ�ของผู้ถูกฟ้องคดีท้ังสามไม่ชอบด้วย
กฎหมายเน่ืองจากมาตรา ๔๔ (๓) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก
สภาทอ้ งถิ่นหรอื ผบู้ ริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ มิไดก้ �ำ หนดวา่ บุคคลท่ีมีสทิ ธสิ มคั ร
รบั เลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ และไดเ้ สยี ภาษตี ามกฎหมาย
ว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำ�รุงท้องท่ีให้กับองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเป็นเจ้าของทรัพย์สิน อีกทั้งพระราชบัญญัติภาษี
โรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ และพระราชบัญญัติภาษีบำ�รุงท้องที่
พ.ศ. ๒๕๐๘ ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามผู้อ่ืนท่ีไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินเสียภาษีดังกล่าว
ซึ่งสอดคล้องกับคำ�พิพากษาศาลฎีกาท่ี ๒๖๐๖/๒๕๒๓ ที่ยอมรับให้มีการทำ�
ความตกลงระหว่างผ้มู ีหนา้ ทเ่ี สยี ภาษีตามกฎหมายวา่ ด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน
กับผู้อื่นให้เสียภาษีแทนตนได้ และคำ�พิพากษาศาลจังหวัดตรัง คดีหมายเลข
แดงที่ ๖๓๐/๒๕๔๕ ท่ีวินิจฉัยว่า “...ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติภาษี
โรงเรอื นและทดี่ นิ ก�ำ หนดใหเ้ จา้ ของทรพั ยส์ นิ มหี นา้ ทต่ี อ้ งเสยี ภาษเี พอื่ เปน็ รายได้
ใหแ้ ก่รฐั แต่กม็ ิไดบ้ ญั ญัติห้ามมิให้ผู้เชา่ ผ้คู รอบครอง เสยี ภาษีแต่อยา่ งใด ทั้งตาม
พระราชบัญญัติการเลือกต้ังสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๒๐ (๓)
ก็บัญญัติไว้เพียงว่าได้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและท่ีดิน ก็มิได้
ระบุว่าให้เจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นเป็นผู้เสียภาษี...” และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยังได้
มมี ติในการประชมุ ครั้งที่ ๘๖/๒๕๔๖ เมอ่ื วนั ท่ี ๖ สงิ หาคม ๒๕๔๖ ว่า “...แม้วา่
พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. ๒๔๗๕ มาตรา ๔๐ จะกำ�หนดให้
เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสียภาษีก็ตาม แต่เม่ือพิจารณาตามเจตนารมณ์ของ
กฎหมายแลว้ เหน็ วา่ การช�ำ ระภาษนี น้ั กท็ �ำ เพอื่ เปน็ รายไดใ้ หก้ บั รฐั และกฎหมาย
ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้เช่าเสียภาษีแต่อย่างใด ดังนั้น กรณีผู้เช่าได้ชำ�ระค่า
ภาษโี รงเรอื นและท่ดี นิ ตามทร่ี ะบุไวใ้ นสญั ญาเชา่ จงึ ถอื เปน็ ผู้เสียภาษตี ามมาตรา
๔๔ (๓) แห่งพระราชบญั ญัตกิ ารเลือกตงั้ สมาชิกสภาทอ้ งถน่ิ หรือผ้บู รหิ ารท้องถ่ิน
ดาวพนโ์.หศล.ด๒จา๕กร๔ะ๕บบ...T”UDซCงึ่ มโดตยิขนอายงอผรู้ถ่ามกู ฟดว้องจงันคทดรีท์ ่ี ๒ ดงั กล่าวปรากฏในคู่มอื การรบั สมัคร

255

๖๐ ปี ความมุง่ ม่ันของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์

เลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถ่ินเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป การท่ี
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ วินิจฉัยว่าใบเสร็จภาษีโรงเรือนและท่ีดินจะต้องระบุชื่อผู้เช่า
โรงเรอื นและทด่ี นิ ผซู้ ง่ึ รบั ภาระเปน็ ผชู้ �ำ ระภาษตี ามสญั ญาเชา่ จงึ เปน็ การวนิ จิ ฉยั ที่
แตกต่างกับที่ผู้ถูกฟอ้ งคดที ี่ ๓ เคยรับรองว่านายบุญรักษ์ ตันตยานุสรณ์ ซงึ่ เปน็
ผเู้ ชา่ อาคารพาณชิ ยเ์ ลขที่ ๓๓๕ ถนนเจรญิ เมอื ง ต�ำ บลวดั เกตุ อ�ำ เภอเมอื งเชยี งใหม่
จงั หวัดเชยี งใหม่ จากนางตวงทิพย์ แซ่เลา้ มคี ณุ สมบัตเิ ป็นผู้มสี ิทธิสมัครรับเลอื ก
ตั้งสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ ท้ังท่ีกรณีของนายบุญรักษ์เหมือนกับกรณี
ของผู้ฟ้องคดี กล่าวคือ ในปี ๒๕๔๖ นายบุญรักษ์ได้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ยอ้ นหลงั สามปี โดยใบเสรจ็ ภาษโี รงเรือนและที่ดนิ ปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๔๕ ไมม่ ี
ชอื่ ของนายบญุ รกั ษ์ แตเ่ ปน็ ชอื่ ของนางตวงทพิ ย์ เฉพาะใบเสร็จภาษโี รงเรอื นและ
ทดี่ นิ ปี ๒๕๔๖ เทา่ นน้ั ทมี่ ชี อื่ ของนายบญุ รกั ษ์ อกี ทงั้ การดำ�เนนิ การพจิ ารณาเพอื่
มคี ำ�สั่งหรือค�ำ วนิ ิจฉยั ของผู้ถกู ฟ้องคดที ี่ ๒ จะตอ้ งปฏิบัติตามขอ้ ๖๗ วรรคสอง
ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวน สอบสวน และการ
วนิ จิ ฉยั ชข้ี าด พ.ศ. ๒๕๔๒ ทก่ี �ำ หนดวา่ “...การลงมตขิ องคณะกรรมการการเลอื ก
ตั้งเพอื่ วนิ จิ ฉัยชขี้ าดตามวรรคหนึ่ง ใหไ้ ด้คะแนนเสยี งเอกฉันท์...” และมาตรา ๘
แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลือกตงั้ พ.ศ.
๒๕๔๑ ทบี่ ญั ญตั วิ า่ “...การลงมตใิ นการประชมุ ของคณะกรรมการการเลอื กตงั้ ให้
ใช้คะแนนเสียงขา้ งมาก โดยใหก้ รรมการการเลอื กต้ังคนหน่ึงมีหน่งึ เสยี งในการลง
คะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากนั ให้ประธานในท่ีประชุมมสี ทิ ธอิ อกเสยี งเพมิ่ ขึน้ อกี
เสียงหนึ่งเป็นเสียงช้ีขาด เว้นแต่การลงมติของคณะกรรมการการเลือกต้ังเพื่อ
พิจารณาดำ�เนนิ การตามอำ�นาจหนา้ ท่ใี นมาตรา ๑๐ (๕) (๖) (๗) และ (๘) ให้ใช้
คะแนนเสียงเอกฉันท์...” ประกอบมาตรา ๑๐ (๖) แหง่ พระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ซึ่งบัญญตั ิวา่ “ให้คณะกรรมการการเลอื กตัง้ มอี �ำ นาจหน้าที่ ดังตอ่ ไปน้ี (๑)... (๒)
... (๓) ... (๔) ... (๕) ... (๖) สืบสวนสอบสวนเพือ่ หาขอ้ เท็จจรงิ และวนิ ิจฉยั ชี้ขาด
ดาวปนญ์โั หลหดาจหากรรอื ะขบอ้บโTตUแ้ DยCง้ โทดยเ่ี กนดิ าขยอน้ึ รเ่ากมย่ี ดววกงจบั นั กทาร์รปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู
256

สรปุ คำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสุด

วา่ ดว้ ยการเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภา กฎหมายประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมอื ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการออก
เสยี งประชามติ หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ าร
ทอ้ งถนิ่ ” ดงั นน้ั การทผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ วนิ จิ ฉยั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั ของผฟู้ อ้ งคดี
ในการประชุมคร้งั ที่ ๕๐/๒๕๕๐ เม่อื วนั ที่ ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๐ ดว้ ยคะแนนเสียง
๓ ต่อ ๑ จงึ เปน็ การวินจิ ฉัยทไี่ ม่ชอบดว้ ยกฎหมาย นอกจากนน้ั แมส้ ญั ญาเชา่ ที่
ผฟู้ อ้ งคดใี ชเ้ ปน็ หลกั ฐานในการสมคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่
จะไม่ไดป้ ิดแสตมปต์ ามมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลรษั ฎากร แตผ่ ถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๓
ก็ไม่สามารถอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อไม่รับฟังสัญญาเช่าดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน
ในการพิจารณาและวินิจฉัยได้ เน่ืองจากกระบวนพิจารณาและวินิจฉัยของ
ผ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ เพ่อื ออกค�ำ สั่งทางปกครองวนิ ิจฉัยเก่ียวกบั สิทธิในการสมคั รรบั
เลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ไม่ใช่กระบวนพิจารณาของศาล และ
ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นความหมายของค�ำ วา่ คดตี ามมาตรา ๑ แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความแพ่ง และผู้ฟ้องคดีใช้สัญญาเช่าน้ันเพื่อประกอบการสมัครรับเลือกตั้งเป็น
นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ มไิ ดใ้ ชเ้ พอ่ื บงั คบั ตามสญั ญาเชา่ โดยตรง อยา่ งไรกต็ าม
ผ้ถู ูกฟ้องคดีท่ี ๓ ยกประเด็นท่ไี ม่มีการปิดแสตมป์ในสัญญาเช่าข้นึ มาวินิจฉัยเอง
โดยไม่มีผู้ร้องเรียนในประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด สำ�หรับสัญญาเช่าลงวันที่
๑ มกราคม ๒๕๔๖ ที่ผู้ฟ้องคดี ผู้เช่า ทำ�กับนายพอใจ วิสุทธ์ิเสรีวงศ์ ผู้ให้เช่า
โดยในสัญญาระบยุ ศของผฟู้ อ้ งคดวี า่ เปน็ รอ้ ยโท ซง่ึ ต่างกับทีผ่ ู้ฟ้องคดีลงนามท้าย
สญั ญาเชา่ ดงั กลา่ ววา่ เปน็ รอ้ ยเอก เหตทุ เ่ี ปน็ เชน่ นนั้ เนอ่ื งจากผฟู้ อ้ งคดเี ขา้ ใจวา่ ตน
จะไดร้ บั การเล่อื นยศเปน็ รอ้ ยเอกภายในวันท่ี ๑ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๔๖ จงึ ได้ลงนาม
ในสัญญาเช่าดังกล่าวโดยใช้ยศร้อยเอก อย่างไรก็ตาม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เห็นว่า
การท่ีผถู้ กู ฟ้องคดที ี่ ๑ มคี ำ�สงั่ ใหเ้ จ้าหนา้ ทข่ี องเทศบาลนครเชียงใหมต่ ดิ ประกาศ
ผู้อำ�นวยการการเลือกต้ังประจำ�เทศบาลนครเชียงใหม่ อำ�เภอเมือง จังหวัด
ดาวเนช์โหียลงดใจหากมร่ ะเบรบื่อTงUDถCอโดนยรนาายยชอร่ือ่าผมู้สดวมงัคจนั รทรรับ์ เลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

257

๖๐ ปี ความม่งุ มั่นของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

ลงวนั ท่ี ๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ ทถ่ี อนรายชอ่ื ผฟู้ อ้ งคดอี อกจากประกาศรายชอ่ื ผมู้ สี ทิ ธิ
สมัครรับเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ทุกหน่วยเลือกตั้ง พร้อมทั้งถอด
แบบ ผ.ถ. ๒๘ ของผู้ฟ้องคดอี อกจากประกาศ และการที่ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๑ แจง้ ให้
ผู้ฟ้องคดีดำ�เนินการร้ือถอนป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกต้ังของผู้ฟ้องคดีทั้งหมดให้
แลว้ เสรจ็ ภายในวนั ท่ี ๒๒ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ และงดโฆษณาหาเสยี งประชาสมั พนั ธ์
การเลอื กตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหมข่ องผฟู้ อ้ งคดี เปน็ การกระท�ำ ทช่ี อบดว้ ย
กฎหมายเนื่องจากอาศัยอำ�นาจตามหนังสือสำ�นักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ประจ�ำ จงั หวดั เชียงใหม่ ด่วนท่ีสุด ที่ ลต (ชม) ๐๗๐๒/๑๘๗๗ ลงวนั ที่ ๗ มิถุนายน
๒๕๕๐ ท่ีประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำ�จังหวัดเชียงใหม่มีถึงผู้ถูกฟ้องคดี
ท่ี ๑ โดยแจ้งคำ�วินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกต้ังประจำ�จังหวัดเชียงใหม่ ที่
๑/๒๕๕๐ วันท่ี ๖ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ และคำ�วินิจฉัยคณะกรรมการ
การเลอื กตง้ั ประจ�ำ จงั หวดั เชยี งใหม่ ท่ี ๒/๒๕๕๐ วนั ท่ี ๖ เดอื นมถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๐
และมาตรา ๒๐ (๗) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือ
ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๕ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตง้ั สมาชกิ
สภาท้องถิ่นหรือผู้บรหิ ารท้องถิ่น (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๖ สว่ นผถู้ ูกฟอ้ งคดีท่ี ๒
และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เห็นว่า คดีน้ีไม่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาล
ปกครอง อย่างไรกต็ าม เมื่อพจิ ารณามาตรา ๔๐ วรรคหนง่ึ แห่งพระราชบญั ญตั ิ
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ท่ีบัญญัติว่า ค่าภาษีนั้นท่านว่าให้
เจา้ ของทรพั ยส์ นิ เปน็ ผเู้ สยี ดงั นนั้ ผมู้ หี นา้ ทเี่ สยี ภาษโี รงเรอื นและทดี่ นิ จงึ หมายถงึ
เจา้ ของทรพั ยส์ นิ ซง่ึ กฎหมายก�ำ หนดใหม้ ภี าระหนา้ ทใี่ นการเสยี ภาษโี รงเรอื นและ
ทดี่ นิ สว่ นการท�ำ สญั ญาเชา่ ทรพั ยส์ นิ ทกี่ �ำ หนดใหผ้ เู้ ชา่ เปน็ ผเู้ สยี ภาษโี รงเรอื นและ
ทดี่ นิ เปน็ นติ กิ รรมทเ่ี ปน็ บคุ คลสทิ ธผิ กู พนั ระหวา่ งเจา้ ของทรพั ยส์ นิ กบั ผเู้ ชา่ เทา่ นนั้
ไม่สามารถใช้ยันต่อรัฐได้ และไม่ทำ�ให้เจ้าของทรัพย์สินพ้นจากภาระหน้าท่ีท่ีจะ
ตอ้ งเสยี ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ตามทก่ี ฎหมายก�ำ หนด การทผ่ี ฟู้ อ้ งคดซี งึ่ เปน็ ผเู้ ชา่
ดาวไนดโ์ ห้ชลำ�ดรจะากภราะบษบีโรTงUเDรCือโนดยแลนาะยทอร่ีด่าินม กดว็เงปจ็นนั ทเพร์ ียงการชำ�ระภาษีโรงเรือนและที่ดินแทน
258

สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสุด

เจา้ ของทรพั ยส์ นิ เทา่ นนั้ ไมก่ อ่ ใหเ้ กดิ สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ แกผ่ ฟู้ อ้ งคดที เี่ ปน็ ผเู้ ชา่
แต่อย่างใด ดังน้ัน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ได้เป็นผู้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษี
โรงเรอื นและทดี่ นิ หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยภาษบี �ำ รงุ ทอ้ งทใี่ หก้ บั องคก์ รปกครองสว่ น
ท้องถิ่นเป็นเวลาติดต่อกันสามปีนับถึงปีที่สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๔๔ (๓)
แห่งพระราชบัญญัติการเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.
๒๕๔๕ สว่ นค�ำ พิพากษาศาลฎกี า ที่ ๒๖๐๖/๒๕๒๓ ประเดน็ แหง่ คดเี ปน็ กรณีท่ี
โจทก์ฟ้องบังคับให้จำ�เลยชำ�ระค่าภาษีโรงเรือนและท่ีดินตามสัญญาเช่าซ่ึงเป็น
นิติกรรมที่เป็นบุคคลสิทธิผูกพันระหว่างเจ้าของทรัพย์สินกับผู้เช่าเท่านั้น ที่ศาล
ฎกี าพิพากษาใหผ้ ู้เชา่ ช�ำ ระภาษแี ทนเจา้ ของทรพั ยส์ ินซงึ่ เป็นผูใ้ หเ้ ช่าน้นั เปน็ การ
บงั คับตามสัญญาเช่า อกี ทง้ั ในคดดี ังกลา่ วเจา้ ของทรัพยส์ ินยงั มีหน้าที่ต้องชำ�ระ
เงนิ เพิม่ ตามกฎหมายเมอื่ ลว่ งพ้นเวลาชำ�ระภาษี จงึ แสดงให้เหน็ วา่ แม้ตามสญั ญา
เช่าจะกำ�หนดให้ผู้เช่าชำ�ระภาษีแทนผู้ให้เช่าก็ไม่ทำ�ให้เจ้าของทรัพย์สินพ้นจาก
ภาระหน้าที่ท่จี ะต้องเสียภาษโี รงเรือนและทดี่ นิ ตามทีก่ ฎหมายก�ำ หนด สว่ นกรณี
ค�ำ พพิ ากษาศาลจังหวัดตรัง คดหี มายเลขแดงที่ ๖๓๐/๒๕๔๕ เปน็ กรณกี ารเลือก
ต้ังสมาชิกสภาเทศบาลตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล
พุทธศกั ราช ๒๔๘๒ ซงึ่ มาตรา ๒๕ วรรคหน่งึ ก�ำ หนดไว้ว่า กรณผี ูเ้ ลอื กต้งั เหน็ วา่
ผู้สมัครท่ีมีรายชื่อในประกาศชื่อผู้สมัครเป็นบุคคลผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังให้
ย่ืนคำ�ร้องต่อศาลชน้ั ต้นในเขตเลือกต้ังน้ัน เพ่ือขอใหศ้ าลมีคำ�สั่งใหถ้ อนการสมัคร
ของบุคคลนั้นได้ ต่อมาได้มีการพระราชบัญญัติการเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่น
หรอื ผู้บรหิ ารท้องถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญตั กิ าร
เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช ๒๔๘๒ และมาตรา ๕๐ ประกอบ
มาตรา ๔๙ ได้วางหลกั วา่ ผูม้ ีสทิ ธิเลือกตงั้ ผู้ใดเหน็ ว่าผู้สมคั รผู้ใดไม่มีสิทธสิ มัครรบั
เลอื กตง้ั ใหม้ สี ทิ ธยิ น่ื ค�ำ รอ้ งตอ่ ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ เพอื่ มคี �ำ วนิ จิ ฉยั โดยเรว็ เพอื่ ใหถ้ อน
ช่ือผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังผู้นั้น กรณีจึงเห็นได้ว่า การวินิจฉัยคำ�ร้องคัดค้าน
ดาวคนณุ์โหลสดมจบากตั รเิะกบย่ีบวTกUบัDCผสู้โดมยคั นรารยอบั รเ่าลมอื ดกวงตจง้ันั เทปรน็์ สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ

259

๖๐ ปี ความมงุ่ ม่ันของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

กฎหมายก�ำ หนดให้เป็นอำ�นาจของผ้ถู กู ฟ้องคดที ี่ ๒ ซึง่ เปลีย่ นหลักการกฎหมาย
เดมิ อีกทั้ง มตขิ องผูถ้ กู ฟ้องคดที ี่ ๒ ในการประชมุ ครง้ั ท่ี ๘๖/๒๕๔๖ เมอ่ื วนั ท่ี
๖ สิงหาคม ๒๕๔๖ เป็นเพียงการตอบข้อหารือของคณะกรรมการการเลือกต้ัง
ประจ�ำ จงั หวดั สมุทรสาครมิได้มเี หตุการณ์เกิดขึน้ จรงิ สำ�หรบั กรณีนายบุญรักษท์ ี่
ได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ น้ัน
นายบุญรกั ษ์ได้ถูกนายจอมพล วิจติ รพร รอ้ งคดั คา้ นสิทธิสมคั รรับเลอื กต้ังว่าเปน็
ผขู้ าดคุณสมบัตติ ามมาตรา ๔๔ (๓) แห่งพระราชบญั ญตั ิการเลอื กตง้ั สมาชกิ สภา
ทอ้ งถน่ิ หรือผ้บู รหิ ารท้องถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๕ แต่ขณะที่จะนัดหมายพิจารณาเอกสาร
และหลกั ฐานตา่ งๆ ของนายจอมพล นายจอมพลไดข้ อยกเลกิ ค�ำ รอ้ งคดั คา้ น กรณี
จงึ ยังไม่มีการเรียกเอกสารพยานหลกั ฐานใด ๆ จากผรู้ ้อง ผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๑ และ
ผูส้ มคั รที่ถูกรอ้ งคดั คา้ นมาเพ่อื ตรวจวินิจฉัย การทผ่ี ้ฟู อ้ งคดกี ลา่ วอา้ งว่าผถู้ กู ฟ้อง
คดีท่ี ๓ วินิจฉัยกรณีนายบุญรักษ์ไม่เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับผู้ฟ้องคดีจึงไม่
ถกู ตอ้ ง นอกจากนนั้ การทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ ไดม้ มี ตใิ นการประชมุ ครงั้ ที่ ๕๐/๒๕๕๐
เมื่อวันท่ี ๒๐ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ ด้วยคะแนนเสียง ๓ ต่อ ๑ เห็นชอบตามค�ำ วินิจฉยั
คณะกรรมการการเลือกต้ังประจำ�จังหวัดเชียงใหม่ ท่ี ๑/๒๕๕๐ วันท่ี ๖ เดือน
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ และคำ�วนิ จิ ฉัยคณะกรรมการการเลือกตัง้ ประจำ�จงั หวดั
เชียงใหม่ ที่ ๒/๒๕๕๐ วันที่ ๖ เดอื นมิถนุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๐ นนั้ ถอื วา่ เปน็ กรณีท่ี
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ดำ�เนินการควบคุมและตรวจสอบผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ตามที่ผู้ถูก
ฟ้องคดที ่ี ๒ ได้มีค�ำ สัง่ คณะกรรมการการเลอื กตง้ั ที่ ๕/๒๕๔๖ เรอ่ื ง มอบอ�ำ นาจ
ใหค้ ณะกรรมการการเลอื กตงั้ ประจำ�จงั หวดั ด�ำ เนนิ การรบั คำ�รอ้ งและวนิ จิ ฉยั สทิ ธิ
สมคั รรบั เลอื กตั้งสมาชกิ สภาทอ้ งถ่ินหรอื ผู้บริหารท้องถิ่น ลงวนั ที่ ๑๓ มกราคม
๒๕๔๖ การลงมติของผูถ้ กู ฟอ้ งคดีท่ี ๒ จงึ ไมต่ ้องมคี ะแนนเสยี งเปน็ เอกฉนั ทต์ าม
ขอ้ ๖๗ ของระเบยี บคณะกรรมการการเลอื กตง้ั วา่ ดว้ ยการสบื สวน สอบสวน และ
การวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. ๒๕๔๒ และมาตรา ๘ ประกอบมาตรา ๑๐ (๖) แห่ง
ดาวพน์โรหะลรดาจชากบรญัะบญบตั TปิUDรCะกโดอยบนราฐัยธอรร่ารมมดนวญูงจวันา่ทดร์ว้ ยคณะกรรมการการเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๔๑
260

สรุปคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ

แตอ่ ยา่ งใด สว่ นสญั ญาเชา่ ทผ่ี ฟู้ อ้ งคดใี ชใ้ นการสมคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ นายกเทศมนตรี
นครเชียงใหม่ก็ไม่ได้ปิดแสตมป์ตามท่ีกฎหมายกำ�หนด โดยผู้ฟ้องคดีและมารดา
ของผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำ�ขอคืนสัญญาเช่าดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ซึ่งคาดว่าจะ
น�ำ ไปปดิ แสตมป์ แตเ่ มอ่ื ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ไมอ่ นญุ าตใหค้ นื ผฟู้ อ้ งคดจี งึ ปดิ แสตมป์
ที่สำ�เนาสัญญาเช่านั้นเพื่อใช้ประกอบการยื่นคำ�ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำ�ฟ้องเพื่ออ้าง
ว่าเป็นเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนแล้ว และสัญญาเช่าดังกล่าวก็เป็นเอกสารของ
เอกชนทเ่ี ปน็ เอกสารของผฟู้ อ้ งคดเี อง ไมใ่ ชเ่ อกสารของคนกลางและไมใ่ ชเ่ อกสาร
ราชการ เปน็ เพยี งหลกั ฐานแหง่ การเชา่ ซง่ึ งา่ ยแกก่ ารท�ำ ยอ้ นหลงั จงึ เปน็ หลกั ฐาน
ทไี่ มม่ คี วามนา่ เชอ่ื ถอื ผฟู้ อ้ งคดเี หน็ วา่ คดนี อี้ ยใู่ นอ�ำ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาล
ปกครอง จงึ ยนื่ ค�ำ ฟอ้ งตอ่ ศาลปกครองชนั้ ตน้ ซงึ่ ศาลปกครองชนั้ ตน้ พจิ ารณาแลว้
พพิ ากษาใหเ้ พกิ ถอนค�ำ วนิ จิ ฉยั ของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ตามค�ำ วนิ จิ ฉยั คณะกรรมการ
การเลือกต้งั ประจ�ำ จงั หวดั เชียงใหม่ ที่ ๑/๒๕๕๐ วนั ท่ี ๖ เดือนมถิ นุ ายน พ.ศ.
๒๕๕๐ และคำ�วินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกต้ังประจำ�จังหวัดเชียงใหม่ ท่ี
๒/๒๕๕๐ วันท่ี ๖ เดือนมถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ และมติของผู้ถกู ฟ้องคดีท่ี ๒ ใน
การประชุมคร้ังท่ี ๕๐/๒๕๕๐ เม่ือวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ ตั้งแต่วันท่ีมี
คำ�วนิ ิจฉัยและมติดังกล่าว แต่ผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๒ และผถู้ ูกฟ้องคดที ่ี ๓ ไม่เห็นพ้อง
ด้วย จึงอุทธรณค์ �ำ พพิ ากษาของศาลปกครองชนั้ ต้นตอ่ ศาลปกครองสูงสุด

ค�ำ วนิ ิจฉัย
คดมี ีประเดน็ ทจ่ี ะตอ้ งวนิ จิ ฉยั สองประเด็น ดงั น้ี
ประเด็นท่ีหนึ่ง คดีน้ีเป็นคดีท่ีอยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาล
ปกครองหรือไม่
ศาลปกครองสูงสุดพเิ คราะห์มาตรา ๙ วรรคหนงึ่ แหง่ พระราชบัญญัติ
จัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติให้ศาล
ดาวปน์โกหคลดรจอางกมระีอบำ�บนTาUจDพC ิจโดายรนณายาอพรา่ิพมาดกวษงจาันหทรร์ ือมีคำ�ส่ังในเรื่องท่ีเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ

261

๖๐ ปี ความมงุ่ มั่นของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์

การท่ีหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐกระทำ�การโดยไม่ชอบด้วย
กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ ค�ำ ส่ัง หรอื การกระท�ำ อ่ืนใด คดีพิพาทเกี่ยวกบั
การทห่ี นว่ ยงานทางปกครองหรอื เจา้ หนา้ ทขี่ องรฐั ละเลยตอ่ หนา้ ทตี่ ามทกี่ ฎหมาย
ก�ำ หนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั หิ นา้ ทด่ี งั กลา่ วลา่ ชา้ เกนิ สมควร คดพี พิ าทเกย่ี วกบั
การกระทำ�ละเมิดหรือความรับผิดอย่างอ่ืนของหน่วยงานทางปกครองหรือ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐอันเกิดจากการใช้อำ�นาจตามกฎหมายหรือจากกฎ คำ�ส่ังทาง
ปกครอง หรอื ค�ำ สงั่ อน่ื หรอื จากการละเลยตอ่ หนา้ ทต่ี ามทก่ี ฎหมายกำ�หนดใหต้ อ้ ง
ปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าท่ีดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร คดีพิพาทเก่ียวกับสัญญาทาง
ปกครอง คดีท่ีมีกฎหมายกำ�หนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ฟอ้ งคดตี อ่ ศาลเพอ่ื บงั คบั ใหบ้ คุ คลตอ้ งกระท�ำ หรอื ละเวน้ กระท�ำ อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่
และคดีพิพาทเก่ียวกับเร่ืองท่ีมีกฎหมายกำ�หนดให้อยู่ในเขตอำ�นาจของศาล
ปกครอง และมาตรา ๓ แหง่ พระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว ซงึ่ บญั ญตั นิ ยิ าม “หนว่ ยงาน
ทางปกครอง” ไวว้ า่ หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการทีเ่ รียกชือ่
อยา่ งอน่ื และมฐี านะเปน็ กรม ราชการสว่ นภมู ภิ าค ราชการสว่ นทอ้ งถนิ่ รฐั วสิ าหกจิ
ที่ตั้งขน้ึ โดยพระราชบัญญตั ิหรอื พระราชกฤษฎีกา หรือหนว่ ยงานอ่นื ของรฐั และ
ใหห้ มายความรวมถงึ หนว่ ยงานทไี่ ดร้ บั มอบหมายใหใ้ ชอ้ �ำ นาจทางปกครองหรอื ให้
ดำ�เนนิ กิจการทางปกครอง และนิยาม “เจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐ” ไว้ว่า หมายความวา่
(๑) ข้าราชการ พนักงาน ลกู จ้าง คณะบคุ คล หรอื ผู้ท่ปี ฏิบตั งิ านในหน่วยงานทาง
ปกครอง (๒) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซ่ึงมี
กฎหมายใหอ้ �ำ นาจในการออกกฎ ค�ำ สงั่ หรอื มตใิ ด ๆ ทม่ี ผี ลกระทบตอ่ บคุ คล และ
(๓) บุคคลท่ีอยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำ�กับดูแลของหน่วยงานทางปกครองหรือ
เจา้ หน้าที่ของรฐั ตาม (๑) หรอื (๒) ประกอบกบั เจตนารมณ์ของพระราชบัญญตั ิ
ดังกล่าวดังท่ีปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว เห็นว่า
ศาลปกครองย่อมมีอำ�นาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทาง
ดาวปนโ์กหคลดรจอางกหระรบอื บเจTUา้ หDCนโา้ ดทยข่ี นอายงอรรฐั ่ากมบั ดวเองจกันชทรน์ หรอื ระหวา่ งหนว่ ยงานทางปกครองหรอื
262

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ

เจ้าหน้าท่ีของรัฐด้วยกัน ซ่ึงเป็นข้อพิพาทอันเน่ืองมาจากการที่หน่วยงานทาง
ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำ�นาจตามกฎหมายซ่ึงเป็นอำ�นาจทางปกครอง
ออกกฎ ค�ำ สง่ั หรอื กระท�ำ การอน่ื ใด หรอื เนอ่ื งมาจากการทห่ี นว่ ยงานทางปกครอง
หรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐละเลยต่อหน้าท่ีทางปกครองตามที่กฎหมายกำ�หนดให้ต้อง
ปฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั หิ นา้ ทด่ี งั กลา่ วลา่ ชา้ เกนิ สมควร หรอื เปน็ ขอ้ พพิ าทเกย่ี วกบั สญั ญา
ทางปกครอง แต่ศาลปกครองไม่มีอำ�นาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่าง
องค์กรตามรัฐธรรมนญู กบั เอกชนหรอื ระหวา่ งองคก์ รตามรัฐธรรมนญู ดว้ ยกัน ซ่ึง
เปน็ ขอ้ พพิ าทอนั เนอ่ื งมาจากการทอ่ี งคก์ รตามรฐั ธรรมนญู ใชอ้ �ำ นาจตามรฐั ธรรมนญู
กระท�ำ การตา่ ง ๆ หรือเนอื่ งมาจากการทีอ่ งคก์ รตามรัฐธรรมนญู ละเลยต่อหน้าท่ี
ตามทรี่ ฐั ธรรมนญู ก�ำ หนดใหต้ อ้ งปฏบิ ตั หิ รอื ปฏบิ ตั หิ นา้ ทด่ี งั กลา่ วลา่ ชา้ เกนิ สมควร

ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ เป็นองค์กรที่มาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ บญั ญตั ใิ หเ้ ปน็ ผคู้ วบคมุ และด�ำ เนนิ การจดั
หรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภา
ทอ้ งถิ่นและผูบ้ ริหารท้องถ่นิ รวมท้ังการออกเสยี งประชามติ ใหเ้ ปน็ ไปโดยสุจรติ
และเทย่ี งธรรม เพอื่ การน้ี รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.
๒๕๔๑ และกฎหมายอืน่ บัญญัติให้ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ มอี �ำ นาจในการออกกฎ ค�ำ สั่ง
หรือมีมติท่ีมีผลกระทบต่อบุคคลหลายประการ อำ�นาจท่ีมาตรา ๑๔๕ ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดี
ท่ี ๒ ใช้ในการกระทำ�การดังกล่าวได้แก่ อำ�นาจในการออกประกาศกำ�หนดการ
ทั้งหลายอันจำ�เป็นแก่การปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ
เลอื กตง้ั สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรและสมาชกิ วฒุ สิ ภา กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู
วา่ ดว้ ยพรรคการเมอื ง กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการออกเสยี งประชามติ
และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถิ่น อ�ำ นาจ
ดาวในนโ์ หกลาดรจอากอรกะบคบ�ำ สTUง่ั ใDหCข้ โดา้ ยรานชายกอารร่ามพดนวงกั จงนั าทนร์ หรอื ลกู จา้ งของหนว่ ยราชการ หนว่ ยงาน

263

๖๐ ปี ความมุง่ ม่ันของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์

ของรัฐ รัฐวิสาหกจิ หรือราชการส่วนท้องถน่ิ หรอื เจา้ หนา้ ทีอ่ ื่นของรัฐปฏบิ ัตกิ าร
ทั้งหลายอันจำ�เป็นตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
พรรคการเมอื ง กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการออกเสยี งประชามติ และ
กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถ่ิน อำ�นาจใน
การสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่
เกิดข้ึนเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ดว้ ยพรรคการเมอื ง กฎหมายประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการออกเสยี งประชามติ
และกฎหมายว่าดว้ ยการเลือกต้งั สมาชิกสภาทอ้ งถ่นิ หรือผู้บริหารทอ้ งถนิ่ อ�ำ นาจ
ในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใด
หน่วยเลือกตั้งหน่ึงหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง หรือสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ เมื่อ
ปรากฏหลกั ฐานอนั ควรเชอ่ื ไดว้ า่ การเลอื กตงั้ หรอื การออกเสยี งประชามตใิ นหนว่ ย
เลือกต้งั นัน้ ๆ มไิ ดเ้ ป็นไปโดยสจุ ริตและเท่ยี งธรรม และอ�ำ นาจในการประกาศผล
การเลือกต้ังหรือการออกเสียงประชามติ ส่วนอำ�นาจท่ีพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๔๑ และกฎหมายอื่น
บญั ญตั ใิ หผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ใชใ้ นการออกกฎ ค�ำ สง่ั หรอื มตทิ มี่ ผี ลกระทบตอ่ บคุ คล
นอกเหนือจากอำ�นาจท่ีมาตรา ๑๔๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช ๒๕๔๐ บญั ญตั ิให้ผู้ถกู ฟ้องคดีที่ ๒ ใชก้ ระท�ำ การดงั กล่าวมตี วั อย่าง
เช่น อำ�นาจในการออกขอ้ กำ�หนดเปน็ แนวทางการปฏิบตั หิ น้าทขี่ องผ้ทู ี่ไดร้ บั แตง่
ตั้งให้มีอำ�นาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกต้ังหรือการออกเสียงประชามติ อำ�นาจใน
การแต่งต้ังคณะกรรมการการเลือกต้ังประจำ�จังหวัด ผู้อำ�นวยการการเลือกตั้ง
ประจ�ำ จงั หวดั บคุ คล คณะบคุ คลหรอื ผแู้ ทนองคก์ ารเอกชน เพอื่ ปฏบิ ตั หิ นา้ ทตี่ าม
ที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ มอบหมาย อำ�นาจในการกำ�หนดหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งต้ัง
ดาววนา์โหรละดกจาากรรดะ�ำบรบงTตUำ�DแCหโนดย่งนกายาอรรพ่ามน้ ดจวางจกันตท�ำ รแ์ หนง่ และคา่ ตอบแทน รวมทัง้ วิธีปฏิบัติ
264

สรุปคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ

งานของคณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประจำ�จงั หวดั ผอู้ �ำ นวยการการเลอื กตง้ั ประจำ�
จังหวัด บุคคล คณะบุคคลหรือผู้แทนองค์การเอกชน และคณะอนุกรรมการท่ี
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ แตง่ ตัง้ ใหป้ ฏิบตั หิ นา้ ที่ตามทผ่ี ้ถู กู ฟ้องคดีที่ ๒ มอบหมาย อ�ำ นาจ
ในการรับรองและเพิกถอนการรับรองให้องค์การเอกชนช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องคดี
ท่ี ๒ ในการตรวจสอบการเลือกตั้ง อำ�นาจในการออกประกาศหลักเกณฑ์และ
วธิ กี ารขอให้รับรอง การรับรอง การเพิกถอนการรบั รอง และการปฏบิ ตั ิงานของ
องคก์ ารเอกชนทม่ี คี วามประสงคจ์ ะชว่ ยเหลอื การปฏบิ ตั งิ านของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒
ในการตรวจสอบการเลือกตง้ั เป็นต้น ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เปน็ คณะกรรมการท่ี
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ อาศัยอำ�นาจตามความในมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ แต่งตั้งขึ้น
เพ่ือปฏิบัตหิ นา้ ที่ตามท่ีผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๒ มอบหมาย

แม้ในเชิงโครงสร้าง ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ จะมิใช่
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำ�กับดูแลของรัฐบาล แต่การที่ผู้ถูก
ฟ้องคดีท่ี ๒ หรือผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ใช้
อำ�นาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งและ
กฎหมายอื่น ออกกฎ คำ�สั่ง หรือมมี ติใด ๆ ท่ีมผี ลกระทบต่อบคุ คลยอ่ มเปน็ การใช้
อำ�นาจทางปกครอง ทำ�นองเดียวกันกับการท่ีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี
รฐั มนตรี หนว่ ยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวสิ าหกิจ หรอื ราชการสว่ นทอ้ งถ่ิน
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำ�กับดูแลของรัฐบาลใช้อำ�นาจ
ออกกฎ คำ�ส่ัง หรือกระทำ�การอ่ืนใดในการดำ�เนินกิจการทางปกครองตามท่ี
กฎหมายก�ำ หนด เมอ่ื ค�ำ นงึ ถงึ ลกั ษณะของอ�ำ นาจทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ หรอื ผถู้ กู ฟอ้ ง
คดีที่ ๓ ซึง่ ไดร้ ับมอบหมายจากผ้ถู ูกฟ้องคดีที่ ๒ ใชก้ ระทำ�การในกรณีเช่นนแ้ี ล้ว
ต้องถือว่าผถู้ กู ฟอ้ งคดีท่ี ๒ หรอื ผ้ถู กู ฟ้องคดีท่ี ๓ เปน็ “เจ้าหนา้ ทีข่ องรฐั ” ตามนยั
มาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
ดาวพน์โ.หศล.ด๒จา๕กร๔ะบ๒บ แTUลDะCคโดดพีย พินาายทอรอา่ ันมเดนวอ่ืงจงันมทารจ์ ากการท่ผี ูถ้ กู ฟ้องคดที ี่ ๒ หรือผ้ถู ูกฟ้อง

265

๖๐ ปี ความมุ่งม่นั ของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์

คดที ี่ ๓ ซึง่ ได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ใช้อำ�นาจตามกฎหมายประกอบ
รฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลอื กตงั้ และกฎหมายอน่ื ออกกฎ ค�ำ สงั่ หรอื
มมี ตใิ ด ๆ ทมี่ ผี ลกระทบตอ่ บคุ คล หรอื คดพี พิ าทอนั เนอื่ งมาจากการทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดี
ท่ี ๒ หรอื ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ ซงึ่ ไดร้ บั มอบหมายจากผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ละเลยตอ่ หนา้ ที่
ที่จะต้องใช้อำ�นาจตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
การเลอื กตง้ั และกฎหมายอน่ื ออกกฎ ค�ำ สง่ั หรอื มมี ตใิ ด ๆ หรอื ใชอ้ �ำ นาจตามกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ังและกฎหมายอ่ืนกระทำ�
การดงั กล่าวล่าช้าเกินสมควร เป็นคดพี ิพาทท่อี ย่ใู นอ�ำ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของ
ศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึง่ (๑) (๒) หรอื (๓) แห่งพระราชบัญญัตจิ ัด
ตง้ั ศาลปกครองและวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แลว้ แตก่ รณี แตใ่ นกรณี
ทผ่ี ู้ถูกฟอ้ งคดีท่ี ๒ หรือผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ซึ่งไดร้ ับมอบหมายจากผู้ถูกฟอ้ งคดที ่ี ๒
ใช้อำ�นาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยตรง
ออกกฎ คำ�สั่ง หรือมีมตใิ ด ๆ ทีม่ ผี ลกระทบตอ่ บุคคล ผถู้ ูกฟ้องคดที ี่ ๒ หรอื ผู้ถูก
ฟ้องคดีท่ี ๓ ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ย่อมกระทำ�การในฐานะ
ทเ่ี ปน็ “องคก์ รตามรัฐธรรมนูญ” และคดีพพิ าทอันเนอื่ งมาจากการทีผ่ ู้ถกู ฟอ้ งคดี
ที่ ๒ หรือผู้ถกู ฟ้องคดที ่ี ๓ ซึ่งไดร้ บั มอบหมายจากผ้ถู กู ฟ้องคดที ่ี ๒ ใชอ้ ำ�นาจตาม
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พุทธศกั ราช ๒๕๔๐ โดยตรง ออกกฎ ค�ำ สงั่
หรือมีมติใด ๆ ท่ีมีผลกระทบต่อบุคคล หรือคดีพิพาทอันเน่ืองมาจากการท่ีผู้ถูก
ฟอ้ งคดที ่ี ๒ หรือผถู้ ูกฟอ้ งคดที ่ี ๓ ซงึ่ ไดร้ ับมอบหมายจากผู้ถกู ฟ้องคดที ี่ ๒ ละเลย
ต่อหน้าท่ีที่จะต้องใช้อำ�นาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
๒๕๔๐ ออกกฎ คำ�ส่ัง หรือมีมติใด ๆ หรือใช้อำ�นาจตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ กระทำ�การดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
หาอยู่ในอำ�นาจพจิ ารณาพพิ ากษาของศาลปกครองไม่

อยา่ งไรก็ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช ๒๕๔๐
ดาวไนดโ์ ห้สล้ินดสจาุดกลระงบตบาTมUปDรCะโกดยาศนาคยณอระ่ามปดฏวิรงจูปันกทาร์รปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี

266

สรปุ ค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสุด

พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช
๒๕๔๙ แล้ว แม้ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี
พระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ ฉบบั ที่ ๑๓ ลงวนั ท่ี ๒๐ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อันมี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข ฉบับที่ ๒๖ ลงวันที่ ๒๙ กนั ยายน พุทธศักราช
๒๕๔๙ จะกำ�หนดว่า การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมิให้กระทบ
กระเทือนพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง
พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
การเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๔๑ ยงั คงใชบ้ งั คบั ตอ่ ไปจนกวา่ จะมกี ฎหมายแกไ้ ขเพม่ิ เตมิ หรอื
ยกเลกิ และก�ำ หนดใหถ้ อื วา่ คณะกรรมการการเลอื กตงั้ ซง่ึ ไดร้ บั แตง่ ตง้ั ตามประกาศ
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบับที่ ๑๓ ลงวันท่ี ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้รับการสรรหาและ
แต่งต้ังโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
การเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยมวี าระการด�ำ รงต�ำ แหนง่ ตง้ั แตว่ นั ทไี่ ดร้ บั แตง่ ตง้ั ตาม
ประกาศดังกล่าวและมีอำ�นาจและหน้าที่ตามท่ีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ
ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๔๑ และกฎหมายอน่ื
ท่ีบัญญัติให้เป็นอำ�นาจและหน้าท่ีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และแม้ต่อ
มาตรา ๓๖ ของรัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช
๒๕๔๙ จะบัญญัติว่า บรรดาประกาศและคำ�สั่งของคณะปฏิรูปการปกครองใน
ระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ หรอื ค�ำ สงั่ ของหวั หนา้
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุขท่ีได้ประกาศหรือส่ังในระหว่างวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙
จนถงึ วนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญน้ี ไม่ว่าจะเปน็ ในรปู ใดและไมว่ ่าจะประกาศหรือ
ส่ังให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้
ดาวบน์โงั หคลบัดจตาอ่กรไะปบแบลTะUใDหCถ้ โดอื ยวนา่ าปยรอะร่ากมาดศวหงจรนั อื ทคร์�ำ สง่ั ตลอดจนการปฏบิ ตั ติ ามประกาศหรอื

267

๖๐ ปี ความมงุ่ ม่นั ของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

คำ�ส่ังนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำ�ส่ังนั้นจะกระทำ�ก่อนหรือหลังวัน
ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู นเี้ ปน็ ประกาศหรอื ค�ำ สงั่ หรอื การปฏบิ ตั ทิ ชี่ อบดว้ ยกฎหมาย
และชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู กต็ าม แตม่ าตรา ๓๖ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร
ไทย (ฉบับชว่ั คราว) พทุ ธศักราช ๒๕๔๙ ดงั กลา่ ว ก็มิได้บัญญตั ิใหบ้ รรดาประกาศ
และค�ำ สง่ั ของคณะปฏริ ปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ์
ทรงเป็นประมุข หรือคำ�ส่ังของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ได้ประกาศหรือส่ังใน
ระหวา่ งวนั ท่ี ๑๙ กนั ยายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ จนถงึ วนั ประกาศใชร้ ฐั ธรรมนญู น้ี
มผี ลใชบ้ งั คบั ดงั เชน่ รฐั ธรรมนญู นห้ี รอื เสมอกบั รฐั ธรรมนญู นแ้ี ตอ่ ยา่ งใด ทงั้ ประกาศ
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมุข ฉบบั ที่ ๑๓ ลงวนั ท่ี ๒๐ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ โดยประกาศ
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น
ประมขุ ฉบับท่ี ๒๖ ลงวนั ท่ี ๒๙ กันยายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ ซงึ่ มาตรา ๓๖ ของ
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว) พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ บญั ญตั ใิ ห้
มีผลใชบ้ งั คับตอ่ ไปและให้ถือว่าเป็นประกาศท่ีชอบด้วยกฎหมายและรฐั ธรรมนญู
นั้น หากจะถือว่าเป็นกฎหมายก็คงเป็นแต่เพียงกฎหมายท่ีมีผลใช้บังคับดังเช่น
พระราชบญั ญตั เิ ทา่ นนั้ ดงั นน้ั จงึ ไมอ่ าจถอื ไดเ้ ลยวา่ อ�ำ นาจทผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ หรอื
ผถู้ ูกฟอ้ งคดที ี่ ๓ ซง่ึ ได้รับมอบหมายจากผ้ถู กู ฟ้องคดีท่ี ๒ ใช้ในการควบคุมและ
ดำ�เนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินและผู้บริหารท้องถ่ิน
ให้เป็นไปโดยสจุ ริตและเท่ียงธรรม ไม่วา่ จะเป็นการออกกฎ คำ�ส่ัง หรือมีมตใิ ด ๆ
ท่ีมผี ลกระทบตอ่ บุคคล ในระหวา่ งวนั ที่ ๑๙ กันยายน พุทธศกั ราช ๒๕๔๙ อนั
เป็นวนั ท่รี ฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๐ สนิ้ สุดลง จนถึง
วนั ท่ี ๒๔ สงิ หาคม พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ อันเป็นวนั ที่ประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญแหง่
ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ เปน็ อ�ำ นาจตามรฐั ธรรมนญู และผถู้ กู ฟอ้ ง
ดาวคนดโ์ หที ลด่ี ๒จาหกรระือบบผถู้TUกู DฟCอ้ โงดคยดนทีายี่ อ๓รา่ ซม่งึ ดไวดงร้จบัันทมรอ์ บหมายจากผถู้ กู ฟ้องคดที ่ี ๒ กระทำ�การ
268

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสูงสุด

ในฐานะที่เป็น “องค์กรตามรัฐธรรมนูญ” แต่ต้องถือว่าเป็นอำ�นาจทางปกครอง
ตามกฎหมายซ่ึงได้แก่ ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับท่ี ๑๓ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.
๒๕๔๙ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยประกาศคณะปฏริ ปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ฉบบั ท่ี ๒๖ ลงวนั ที่ ๒๙ กนั ยายน พทุ ธศกั ราช
๒๕๔๙ ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
การเลอื กตงั้ พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื
ผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ พ.ศ. ๒๕๔๕ และผถู้ ูกฟ้องคดที ี่ ๒ หรือผู้ถูกฟอ้ งคดที ่ี ๓ ซง่ึ ได้
รบั มอบหมายจากผู้ถกู ฟอ้ งคดีที่ ๒ กระทำ�การในฐานะที่เปน็ “เจ้าหนา้ ที่ของรัฐ”
ตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี
ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

เมือ่ คดีนผ้ี ู้ฟอ้ งคดีฟ้องผถู้ กู ฟ้องคดที ี่ ๑ ผ้ถู ูกฟอ้ งคดที ่ี ๒ และผถู้ ูกฟอ้ ง
คดที ี่ ๓ มใี จความสรปุ ได้วา่ การทผ่ี ูถ้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ ซง่ึ ได้รบั มอบอ�ำ นาจจากผู้ถูก
ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ใหด้ �ำ เนนิ การรบั ค�ำ รอ้ งและวนิ จิ ฉยั ค�ำ รอ้ งเกยี่ วกบั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื ก
ตั้งสมาชกิ สภาท้องถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารท้องถิน่ แทนผ้ถู ูกฟ้องคดีที่ ๒ ตามคำ�ส่งั คณะ
กรรมการการเลอื กตง้ั ท่ี ๕/๒๕๔๖ เรอ่ื ง มอบอ�ำ นาจใหค้ ณะกรรมการการเลอื กตง้ั
ประจำ�จังหวัดดำ�เนินการรับคำ�ร้องและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกต้ังสมาชิก
สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผูบ้ ริหารทอ้ งถนิ่ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มีคำ�วินจิ ฉยั
คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ�จังหวัดเชียงใหม่ ที่ ๑/๒๕๕๐ วันที่ ๖ เดือน
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เรอื่ ง การวนิ ิจฉัยสิทธิสมัครรบั เลอื กตง้ั ตามคำ�รอ้ งขอให้
ถอนช่ือผู้ไมม่ สี ิทธิสมคั รรบั เลือกตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชียงใหม่ ตามค�ำ รอ้ งของ
นายสมศักด์ิ บุญตระกลู พนู ทวี และค�ำ วินิจฉัยคณะกรรมการการเลอื กตง้ั ประจำ�
จงั หวดั เชียงใหม่ ท่ี ๒/๒๕๕๐ วันท่ี ๖ เดือนมถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เรอ่ื ง การ
วนิ ิจฉัยสิทธิสมคั รรับเลอื กตง้ั ตามค�ำ ร้องขอให้ถอนชอื่ ผู้ไมม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลือกตั้ง
ดาวนน์โาหยลกดจเทากศรมะบนบตTรUนี DคCรโเดชยยี นงาใยหอรมา่ ่มตดาวมงคจนั�ำ ทรรอ้ ์ งของนายทศั ภมู ิ โสภาวรรณ์ วา่ ผฟู้ อ้ งคดี

269

๖๐ ปี ความม่งุ มั่นของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

มใิ ชผ่ มู้ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ตามความในมาตรา
๔๔ (๓) แหง่ พระราชบญั ญัติการเลือกตัง้ สมาชิกสภาท้องถนิ่ หรือผู้บรหิ ารทอ้ งถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วมีคำ�สั่งให้ถอนช่ือผู้ฟ้องคดีจากประกาศรายช่ือผู้มีสิทธิสมัคร
รบั เลอื กตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหมต่ ามประกาศผอู้ �ำ นวยการการเลอื กตง้ั ประจ�ำ
เทศบาลนครเชยี งใหม่ ลงวนั ท่ี ๓๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ การที่ผู้ถูกฟ้อง
คดีที่ ๒ ได้พิจารณา เร่ือง รายงานผลการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายก
เทศมนตรีนครเชียงใหม่ ตามท่ีผู้แทนด้านกิจการบริหารงานเลือกต้ังเสนอ ตาม
บันทกึ ขอ้ ความ ด่วนที่สดุ ที่ ลต ๐๓๐๑ (ฝลต. ๕)/๑๘๔๗ ลงวนั ที่ ๑๕ มิถนุ ายน
๒๕๕๐ ในการประชมุ ครงั้ ท่ี ๕๐/๒๕๕๐ เมือ่ วนั พุธที่ ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๐ แล้ว
มมี ตวิ า่ ผฟู้ อ้ งคดไี มม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ เปน็ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ และ
การท่ผี ถู้ กู ฟอ้ งคดีท่ี ๑ ไดม้ ีประกาศผู้อ�ำ นวยการการเลอื กตง้ั ประจ�ำ เทศบาลนคร
เชยี งใหม่ เรอื่ ง ถอนรายชอื่ ผสู้ มคั รรบั เลอื กตงั้ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ลงวนั
ที่ ๗ เดอื นมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ ถอนรายช่ือผูฟ้ ้องคดีออกจากประกาศรายชอ่ื
ผมู้ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ และไดม้ หี นงั สอื แจง้ ใหผ้ ฟู้ อ้ ง
คดีดำ�เนินการร้ือถอนป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกต้ังของผู้ฟ้องคดีและให้ผู้ฟ้องคดี
งดประชาสมั พนั ธก์ ารเลอื กตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ เปน็ การกระท�ำ ทไ่ี มช่ อบ
ดว้ ยกฎหมาย ขอใหศ้ าลปกครองพพิ ากษาหรอื มคี �ำ สงั่ ใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ปดิ ปา้ ย
ประกาศรายชอ่ื ผสู้ มคั รรบั เลอื กตง้ั ของผฟู้ อ้ งคดแี ละถอดประกาศเรอื่ งถอนรายชอื่
ผู้สมัครรับเลือกต้ังทุกหน่วยเลือกตั้ง เพิกถอนคำ�ส่ังของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ที่ให้
ผู้ฟ้องคดีดำ�เนินการร้ือถอนป้ายโฆษณาหาเสียงเลือกต้ังและให้งดการโฆษณา
หาเสยี งประชาสมั พนั ธก์ ารเลอื กตง้ั นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ และเพกิ ถอนค�ำ สง่ั
ถอนสิทธิของผู้ฟ้องคดีซ่ึงทำ�ให้ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายก
เทศมนตรีนครเชยี งใหม่ และใหผ้ ู้ถกู ฟ้องคดีทงั้ สามร่วมกนั ชดใชค้ า่ เสยี หายให้แก่
ผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่ออำ�นาจท่ีผู้ถูกฟ้องคดีท้ังสามใช้
ดาวกน์โรหะลทดจำ�ากกราะรบทบี่เTปU็นDCเหโดตยุแนหาย่งอกร่าามรดฟว้งอจงันคทรด์ ีนี้เป็นอำ�นาจตามประกาศคณะปฏิรูป
270

สรุปคำ�พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ

การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข ฉบบั
ท่ี ๑๓ ลงวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ แก้ไขเพิม่ เติมโดยประกาศคณะปฏริ ปู
การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมขุ ฉบบั
ท่ี ๒๖ ลงวันท่ี ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ประกอบกบั พระราชบญั ญตั ิ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกต้ัง พ.ศ. ๒๕๔๑ และ
พระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๕
มใิ ชอ่ �ำ นาจตามมาตรา ๓๖ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย (ฉบบั ชวั่ คราว)
พุทธศักราช ๒๕๔๙ ซึ่งบัญญัติไว้แต่เพียงว่าบรรดาประกาศและคำ�ส่ังของคณะ
ปฏริ ปู การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ
หรือคำ�ส่ังของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมขุ ทไ่ี ดป้ ระกาศหรอื สงั่ ในระหวา่ งวนั ที่ ๑๙ กนั ยายน
พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๙ จนถึงวนั ประกาศใชร้ ัฐธรรมนูญนี้ ไมว่ า่ จะเปน็ ในรปู ใดและ
ไมว่ า่ จะประกาศหรอื สงั่ ใหม้ ผี ลบงั คบั ในทางนติ บิ ญั ญตั ิ ในทางบรหิ าร หรอื ในทาง
ตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป และให้ถือว่าประกาศ หรือคำ�สั่ง ตลอดจนการ
ปฏิบัติตามประกาศหรือคำ�สั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำ�สั่งน้ันจะ
กระทำ�ก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประกาศหรือคำ�สั่งหรือการ
ปฏบิ ตั ทิ ชี่ อบดว้ ยกฎหมายและชอบดว้ ยรฐั ธรรมนญู เทา่ นนั้ คดนี จ้ี งึ เปน็ คดพี พิ าท
ระหวา่ งผถู้ กู ฟอ้ งคดที ง้ั สามซง่ึ กระท�ำ การในฐานะทเ่ี ปน็ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั กบั ผฟู้ อ้ งคดี
ซ่ึงเป็นเอกชน ซ่ึงเป็นข้อพิพาทอันเน่ืองมาจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีท้ังสามใช้
อำ�นาจตามกฎหมายซึ่งเป็นอำ�นาจทางปกครองออกคำ�ส่ังหรือกระทำ�การอื่นใด
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ เปน็ คดพี พิ าทเกย่ี วกบั การทห่ี นว่ ยงานทางปกครองหรอื เจา้ หนา้ ท่ี
ของรฐั กระทำ�การโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ ค�ำ สัง่ หรอื
การกระทำ�อื่นใด และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำ�ละเมิดหรือความรับผิด
อยา่ งอน่ื ของหนว่ ยงานทางปกครองหรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั อนั เกดิ จากการใชอ้ �ำ นาจตาม
ดาวกนฎ์โหหลดมจาายกระหบรบอื TจUาDกCกโฎดย คนาำ�ยสอง่ัรท่ามาดงวปงกจนั คทรรอ์ ง หรอื คำ�สงั่ อ่ืน ซึง่ มาตรา ๙ วรรคหน่ึง

271

๖๐ ปี ความมงุ่ ม่นั ของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

(๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี
ปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บญั ญตั ใิ หอ้ ย่ใู นอ�ำ นาจพจิ ารณาพิพากษาของศาลปกครอง
อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ท่ีว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำ�นาจ
พจิ ารณาพิพากษาของศาลปกครอง รวมทัง้ ค�ำ แถลงของผ้ถู กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ลงวันที่
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และคำ�ร้องโต้แย้งอำ�นาจศาลปกครองของผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ ๒ ลงวันที่ ๑๑ มิถนุ ายน ๒๕๕๑ ที่วา่ มาตรา ๒๒๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนญู
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช ๒๕๕๐ บัญญตั ิว่า “อ�ำ นาจศาลปกครองตาม
วรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยช้ีขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซ่ึงเป็นการใช้
อ�ำ นาจโดยตรงตามรัฐธรรมนญู ขององคก์ รตามรัฐธรรมนูญนนั้ ” และดงั นั้น คดนี ้ี
จึงไม่อยู่ในอำ�นาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองอีกต่อไป ฟังไม่ข้ึนด้วย
ประการทง้ั ปวง อนง่ึ แมม้ าตรา ๒๑๙ วรรคสาม ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั ร
ไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ จะบญั ญัติใหศ้ าลฎีกามีอ�ำ นาจพจิ ารณาและวนิ ิจฉัยคดี
ที่เก่ียวกับการเลือกต้ังและการเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังในการเลือกตั้งสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎรและการได้มาซ่ึงสมาชิกวุฒิสภา และให้ศาลอุทธรณ์มีอำ�นาจ
พิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เก่ียวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังใน
การเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ และผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ทงั้ นี้ วธิ พี จิ ารณาและวนิ จิ ฉยั
คดใี หเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บทที่ ปี่ ระชมุ ใหญศ่ าลฎกี าก�ำ หนด โดยตอ้ งใชร้ ะบบไตส่ วน
และเป็นไปโดยรวดเร็ว และคดีนี้เป็นคดีพิพาทเก่ียวกับการเลือกต้ังสมาชิกสภา
ทอ้ งถน่ิ และผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ตามนยั บทบญั ญตั ขิ องรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
ดังกล่าว แต่ก็เป็นท่ีเห็นได้จากเหตุผลของเร่ืองว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แหง่ ราชอาณาจกั รไทยดงั กลา่ วมเี จตนารมณจ์ ะใหใ้ ชบ้ งั คบั เฉพาะแตก่ บั คดพี พิ าท
เกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒
หรอื ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๓ ซง่ึ ไดร้ บั มอบหมายจากผถู้ กู ฟ้องคดีที่ ๒ ด�ำ เนินการจัดหรอื
จัดให้มีขึ้นที่มีการฟ้องร้องกันภายหลังเวลาที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ดาวพน์โุทหลธดศจักากรราะบชบ T๒U๕DC๕โ๐ดย นใชาย้บอัรงา่ คมับดวแงลจัน้วทเรท์ ่านั้น บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่ง
272

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด

ราชอาณาจักรไทยดังกล่าวจึงมิได้มีผลเป็นการตัดอำ�นาจศาลปกครองที่ได้รับ
คำ�ฟอ้ งคดีนี้ไว้ก่อนเวลาทร่ี ฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
ใช้บังคับในอันท่ีจะพิจารณาพิพากษาคดีน้ีดังที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ กล่าวอ้างมา
ในคำ�แถลง ลงวนั ท่ี ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๑ และผถู้ กู ฟอ้ งคดีที่ ๒ กลา่ วอา้ งมา
ในค�ำ รอ้ งโตแ้ ย้งอำ�นาจศาลปกครอง ลงวนั ท่ี ๑๑ มิถนุ ายน ๒๕๕๑ แต่อย่างใด

ประเดน็ ทส่ี อง การทผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ ซง่ึ ไดร้ บั มอบอ�ำ นาจจากผถู้ กู ฟอ้ ง
คดที ี่ ๒ ใหด้ ำ�เนนิ การรบั คำ�ร้องและวนิ จิ ฉยั คำ�ร้องเกยี่ วกับสทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตั้ง
สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถ่ิน แทนผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ตามคำ�ส่ังคณะ
กรรมการการเลอื กตง้ั ท่ี ๕/๒๕๔๖ เรอ่ื ง มอบอ�ำ นาจใหค้ ณะกรรมการการเลอื กตง้ั
ประจำ�จังหวัดดำ�เนินการรับคำ�ร้องและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกต้ังสมาชิก
สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ลงวนั ท่ี ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มคี �ำ วนิ จิ ฉยั คณะ
กรรมการการเลอื กตง้ั ประจ�ำ จงั หวดั เชยี งใหม่ ท่ี ๑/๒๕๕๐ วนั ท่ี ๖ เดอื นมถิ นุ ายน
พ.ศ. ๒๕๕๐ เรอื่ ง การวนิ จิ ฉยั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั ตามค�ำ รอ้ งขอใหถ้ อนชอ่ื ผไู้ มม่ ี
สิทธิสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ตามคำ�ร้องของนายสมศักดิ์
บุญตระกูลพูนทวี และคำ�วินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ�จังหวัด
เชยี งใหม่ ท่ี ๒/๒๕๕๐ วนั ท่ี ๖ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เร่อื ง การวินจิ ฉยั สทิ ธิ
สมัครรับเลือกต้ังตามคำ�ร้องขอให้ถอนช่ือผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังนายก
เทศมนตรนี ครเชียงใหม่ ตามคำ�รอ้ งของนายทศั ภมู ิ โสภาวรรณ์ วา่ ผ้ฟู ้องคดีมใิ ช่
ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ตามความในมาตรา
๔๔ (๓) แห่งพระราชบญั ญัติการเลือกตง้ั สมาชกิ สภาท้องถ่ินหรือผบู้ ริหารทอ้ งถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วมีคำ�ส่ังให้ถอนช่ือผู้ฟ้องคดีจากประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัคร
รับเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ตามประกาศผู้อำ�นวยการการเลือกต้ัง
ประจ�ำ เทศบาลนครเชยี งใหม่ ลงวันท่ี ๓๑ เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ และ
การทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ไดพ้ จิ ารณา เรอ่ื ง รายงานผลการวนิ จิ ฉยั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั
ดาวนนโ์าหยลกดจเทากศระมบนบตTรUีนDคCรโดเชยียนงายใหอรม่าม่ ตดวางมจทนั ที่ผรู้แ์ ทนด้านกิจการบริหารงานเลือกต้ังเสนอ

273

๖๐ ปี ความมงุ่ มั่นของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์

ตามบันทึกข้อความ ด่วนท่ีสุด ที่ ลต ๐๓๐๑ (ฝลต.๕)/๑๘๔๗ ลงวันท่ี ๑๕
มิถุนายน ๒๕๕๐ ในการประชุมครั้งท่ี ๕๐/๒๕๕๐ เม่ือวันพุธท่ี ๒๐ มิถุนายน
๒๕๕๐ แล้วมีมติว่า ผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นนายกเทศมนตรี
นครเชียงใหม่ เป็นการกระทำ�ท่ีไมช่ อบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลปกครองสงู สดุ พเิ คราะหแ์ ลว้ เหน็ วา่ มาตรา ๔๔ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
การเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๕ บญั ญตั วิ า่ บคุ คล
ผูม้ ีคุณสมบัตดิ ังตอ่ ไปน้ีเป็นผมู้ ีสทิ ธิสมคั รรับเลือกตัง้ (๑)... (๒)... (๓) มชี ่ืออยู่ใน
ทะเบยี นบา้ นในเขตองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ทสี่ มคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ เวลาตดิ ตอ่
กันไม่น้อยกว่าหน่ึงปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือได้เสียภาษีตามกฎหมาย
ว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือกฎหมายว่าด้วยภาษีบำ�รุงท้องท่ีให้กับองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ นน้ั เปน็ เวลาตดิ ตอ่ สามปนี บั ถงึ ปที ส่ี มคั รรบั เลอื กตง้ั และ (๔)...
ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้ย้ายภูมิลำ�เนาจากบ้านเลขท่ี ๙/๑ หมู่ท่ี ๔
ต�ำ บลสนั นาเม็ง อำ�เภอสนั ทราย จังหวัดเชียงใหม่ เข้าไปอยบู่ ้านเลขท่ี ๑๕ ถนน
เจรญิ ประเทศ ต�ำ บลชา้ งคลาน อ�ำ เภอเมอื งเชยี งใหม่ ในเขตเทศบาลนครเชยี งใหม่
เมือ่ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐ กอ่ นวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐ อนั เปน็ วันที่
ผฟู้ อ้ งคดสี มคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหมเ่ พยี ง ๕ วนั ผฟู้ อ้ งคดี
จึงมิได้มีช่ือในทะเบียนบ้านในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่ ซ่ึงเป็นองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถนิ่ ทส่ี มคั รรบั เลอื กตง้ั เปน็ เวลาตดิ ตอ่ กนั ไมน่ อ้ ยกวา่ หนงึ่ ปนี บั ถงึ วนั สมคั ร
รบั เลอื กตงั้ ปญั หาทตี่ อ้ งพจิ ารณาตอ่ ไปจงึ คงมแี ตเ่ พยี งวา่ ผฟู้ อ้ งคดไี ดเ้ สยี ภาษตี าม
กฎหมายวา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยภาษบี �ำ รงุ ทอ้ งทใ่ี หก้ บั
เทศบาลนครเชียงใหม่ซ่ึงเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่ีสมัครรับเลือกตั้งเป็น
เวลาตดิ ต่อกันสามปีนับถงึ ปที ี่สมัครรบั เลอื กต้ังหรือไม่ เท่าน้นั

ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำ�สัญญาเช่าบ้านเลขที่ ๒๔ ถนนเวสาลี
ต�ำ บลช้างเผือก อ�ำ เภอเมอื งเชียงใหม่ จังหวดั เชียงใหม่ ของนางสุนยี ์ ฉตั รวรารตั น์
ดาวเนปโ์ ห็นลรดาจยากปรรีะบะบหวTU่าDงปC ีโดพย.ศน.าย๒อร๕่าม๔๗ดวงถจันงึ ทปรี ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยตามสญั ญาเช่าดงั กลา่ ว

274

สรปุ ค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสุด

ผฟู้ อ้ งคดจี ะตอ้ งช�ำ ระคา่ เชา่ ให้แก่นางสนุ ยี ์ ฉัตรวรารตั น์ ปลี ะหนงึ่ ครง้ั และต้อง
เปน็ ผเู้ สยี คา่ ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ โดยจา่ ยผา่ นนางสนุ ยี ์ ฉตั รวรารตั น์ เปน็ ผชู้ �ำ ระ
แทน ท้งั น้ี ตามส�ำ เนาสัญญาเชา่ ลงวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๗ ส�ำ เนาสัญญาเชา่
ลงวนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๔๘ สำ�เนาสญั ญาเช่า ลงวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๙ และ
ส�ำ เนาสญั ญาเช่า ลงวนั ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๐ ซง่ึ ต่างก็ระบขุ อ้ ความว่าผูเ้ ชา่ ยอม
ชำ�ระค่าเช่าให้แก่ผ้ใู ห้เชา่ ปลี ะหนึ่งคร้ัง สว่ นเงินค่าภาษีทกุ อยา่ งสำ�หรับทรพั ย์สนิ
ท่ีเช่านี้ เช่น ภาษโี รงเรอื นและที่ดิน ผเู้ ช่าจะเป็นผู้เสีย โดยจ่ายผา่ นผใู้ ห้เช่าเปน็
ผชู้ �ำ ระแทน หรือโดยจา่ ยผา่ นผู้ให้เช่าจะเป็นผ้นู ำ�ไปชำ�ระแทน ตามสำ�เนาใบเสรจ็
ภาษีโรงเรือนและท่ีดิน (ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลัง แขวงนครพิงค์ เล่มที่ ๑๕
เลขท่ี ๐๕๘ ลงวันที่ ๑๘ สงิ หาคม ๒๕๔๘ ส�ำ เนาใบเสรจ็ ภาษีโรงเรอื นและท่ีดิน
(ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลังแขวงนครพิงค์ เล่มที่ ๑๕ เลขท่ี ๐๕๙ ลงวันท่ี ๑๘
สิงหาคม ๒๕๔๘ สำ�เนาใบเสร็จภาษโี รงเรือนและทดี่ นิ (ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลัง
แขวงนครพงิ ค์ เล่มท่ี ๑๘ เลขท่ี ๐๓๑ ลงวนั ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๙ และส�ำ เนา
ใบเสรจ็ ภาษโี รงเรือนและทดี่ ิน (ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลัง แขวงนครพิงค์ เลม่ ท่ี
๓๘ เลขที่ ๐๔๔ ลงวนั ที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๐ ซง่ึ ตา่ งก็ระบขุ ้อความวา่ นางสุนีย์
ฉัตรวรารัตน์ อยู่บ้านเลขที่ ๓๑๙/๑ ถนนวังสิงห์คำ� ตำ�บลป่าตัน อำ�เภอเมือง
เชียงใหม่ ได้ชำ�ระค่าภาษีโรงเรือน เลขท่ี ๑๖, ๑๘, ๒๐, ๒๒, ๒๔ ถนนเวสาลี
ซอย ๒ ประจำ�ปี ๒๕๔๗, ๒๕๔๘, ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๐ ตามล�ำ ดบั ใหแ้ ก่งานคลัง
แขวงนครพิงค์ และตามส�ำ เนาใบเสรจ็ รับเงินของนางสนุ ยี ์ ฉัตรวรารัตน์ ลงวันท่ี
๒๘ สงิ หาคม ๒๕๔๗ ส�ำ เนาใบเสร็จรบั เงนิ ของนางสนุ ีย์ ฉัตรวรารตั น์ ลงวนั ที่ ๙
กรกฎาคม ๒๕๔๙ และส�ำ เนาใบเสรจ็ รับเงินของนางสนุ ยี ์ ฉตั รวรารัตน์ ลงวันที่ ๒
พฤษภาคม ๒๕๕๐ ซ่ึงต่างก็ระบุข้อความว่าได้รับเงินจากผู้ฟ้องคดีชำ�ระค่าภาษี
โรงเรือนและท่ดี ิน ประจำ�ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ และปี ๒๕๕๐ ตามลำ�ดบั
นอกจากนน้ั ผฟู้ อ้ งคดยี งั ไดท้ �ำ สญั ญาเชา่ บา้ นเลขท่ี ๑๕ ถนนเจรญิ ประเทศ ต�ำ บล
ดาวชนา้์โหงลคดลจาากนระอบบ�ำ เTภUอDเCมโอื ดยงเนชายี ยงอใรหา่ มมด่ วจงจังันหทวรดั ์ เชียงใหม่ ซึ่งปลูกอยบู่ นทดี่ นิ โฉนดเลขท่ี

275

๖๐ ปี ความมุ่งมน่ั ของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์

๒๔๓๘ เลขท่ีดนิ ๒๙๐๒ หน้าสำ�รวจ ๒๙๗ ต�ำ บลชา้ งคลาน อ�ำ เภอเมอื งเชียงใหม่
จังหวัดเชียงใหม่ ของนายพอใจ วิสุทธิ์เสรีวงศ์ เป็นรายสามปี ระหว่างปี พ.ศ.
๒๕๔๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยตาม
สัญญาเช่าดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะต้องชำ�ระค่าเช่าให้แก่นายพอใจ วิสุทธ์ิเสรีวงศ์
ล่วงหน้าภายในวันท่ี ๑๐ ของทุกเดือน และต้องเป็นผู้รับภาระค่าภาษีโรงเรือน
และทดี่ นิ ทง้ั น้ี ตามส�ำ เนาสญั ญาเชา่ ลงวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๖ และส�ำ เนาสญั ญา
เชา่ ลงวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๙ ซงึ่ ตา่ งกร็ ะบขุ อ้ ความวา่ ผเู้ ชา่ ตกลงจะช�ำ ระคา่ เชา่
ใหแ้ กผ่ ูเ้ ช่าล่วงหน้า ภายในวันท่ี ๑๐ ของทกุ เดือน และคา่ ภาษโี รงเรอื นและที่ดิน
ให้ผู้เช่าเป็นผู้รับภาระ สำ�เนาใบเสร็จภาษีโรงเรือนและท่ีดิน (ภ.ร.ด. ๑๒) ของ
งานคลงั แขวงเมง็ ราย เล่มที่ ๙๓ เลขที่ ๘๒ ลงวันที่ ๒๗ มนี าคม ๒๕๔๖ สำ�เนา
ใบเสรจ็ ภาษีโรงเรอื นและท่ีดิน (ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลงั แขวงเม็งราย เล่มที่ ๕๙
เลขที่ ๐๖๓ ลงวนั ท่ี ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๗ สำ�เนาใบเสรจ็ ภาษโี รงเรือนและทีด่ นิ
(ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลัง แขวงเม็งราย เล่มท่ี ๗๒ เลขที่ ๐๒๘ ลงวันท่ี ๒๑
พฤศจกิ ายน ๒๕๔๘ สำ�เนาใบเสร็จภาษีโรงเรือนและท่ดี นิ (ภ.ร.ด. ๑๒) ของงาน
คลงั แขวงเมง็ ราย เลม่ ท่ี ๔๙ เลขท่ี ๐๙๓ ลงวนั ท่ี ๑๑ สงิ หาคม ๒๕๔๙ และส�ำ เนา
ใบเสร็จภาษโี รงเรอื นและทด่ี ิน (ภ.ร.ด. ๑๒) ของงานคลงั แขวงเม็งราย เล่มที่ ๕๙
เลขที่ ๐๙๕ ลงวนั ท่ี ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ซง่ึ ต่างก็ระบขุ ้อความว่านางพอใจ
วสิ ทุ ธเ์ิ สรวี งศ์ (ทถ่ี กู คอื นายพอใจ วสิ ทุ ธเิ์ สรวี งศ)์ อยบู่ า้ นเลขท่ี ๑/๑ หมทู่ ่ี ๒ ต�ำ บล
สุเทพ แขวงเม็งราย ได้ชำ�ระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน เลขท่ี ๑๕ ถนนเจริญ
ประเทศ ต�ำ บลช้างคลาน ประจ�ำ ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ และปี
๒๕๕๐ ตามลำ�ดับ ให้แกง่ านคลัง แขวงเม็งราย และตามส�ำ เนาบันทกึ การรบั เงิน
ของนายพอใจ วสิ ุทธเิ์ สรวี งศ์ ลงวนั ท่ี ๑๐ เมษายน ๒๕๔๖ ซงึ่ ระบุขอ้ ความวา่ ได้
รับเงินจากผู้ฟ้องคดีเพื่อให้นายพอใจ วิสุทธิ์เสรีวงศ์ นำ�ไปชำ�ระค่าภาษีโรงเรือน
ตามสญั ญาเชา่ บา้ นเลขที่ ๑๕ ถนนเจรญิ ประเทศ ส�ำ เนาบนั ทกึ การรบั เงนิ ของนาย
ดาวพนโ์อหใลจดจวากสิ รทุะบธบิ์เสTรUีวDงCศโ์ดลยงนวานัยอทรา่่ี ม๑ด๑วงจธนั ันทวรา์ คม ๒๕๔๗ ซงึ่ ระบุข้อความว่าไดร้ ับเงิน
276

สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด

จากผูฟ้ ้องคดีเพ่อื ให้นายพอใจ วสิ ทุ ธ์ิเสรีวงศ์ นำ�ไปยื่นเสียภาษีโรงเรือนประจำ�ปี
๒๕๔๗ ตามสญั ญาเช่าบ้านเลขที่ ๑๕ ถนนเจริญประเทศ ส�ำ เนาบันทึกการรับเงิน
ของนายพอใจ วิสุทธ์ิเสรีวงศ์ ลงวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๘ ซ่ึงระบุข้อความว่า
นายพอใจ วิสุทธ์ิเสรีวงศ์ ได้รับเงินจากผู้ฟ้องคดีเพื่อจะได้นำ�ไปยื่นภาษีโรงเรือน
ประจำ�ปี ๒๕๔๘ ตามท่ีมีข้อตกลงในสัญญาเช่าบ้านเลขที่ ๑๕ เจริญประเทศ
เชียงใหม่ สำ�เนาบันทึกการรับเงินของนายพอใจ วิสุทธิ์เสรีวงศ์ ลงวันท่ี ๑๑
เมษายน ๒๕๔๙ ซึ่งระบุข้อความว่าได้รับเงินจากผู้ฟ้องคดีเพ่ือให้นายพอใจ
วสิ ทุ ธิ์เสรวี งศ์ นำ�ไปชำ�ระคา่ ภาษโี รงเรือนของบา้ นเลขที่ ๑๕ เจรญิ ประเทศ ตาม
ทไ่ี ด้ตกลงกนั ไวใ้ นสญั ญาเช่าให้ผู้เชา่ คอื ผฟู้ ้องคดเี ป็นผรู้ ับภาระ และสำ�เนาบันทกึ
การรับเงินของนายพอใจ วิสุทธ์ิเสรีวงศ์ ลงวันท่ี ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ซ่ึงมี
ข้อความระบวุ า่ ได้รบั เงินคา่ ภาษโี รงเรือนซึง่ ผฟู้ อ้ งคดีต้องผกู พนั เป็นผูช้ �ำ ระ ตาม
สัญญาเช่าบ้านเลขท่ี ๑๕ ถนนเจริญประเทศ จังหวัดเชียงใหม่ โดยยื่นเสียภาษี
โรงเรือนในนามของนายพอใจ วิสุทธ์ิเสรีวงศ์ ข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐาน
สนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าผู้ฟ้องคดีได้เสียภาษีตามกฎหมาย
วา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ใหก้ บั เทศบาลนครเชยี งใหม่ ซงึ่ เปน็ องคก์ รปกครอง
สว่ นทอ้ งถนิ่ ทสี่ มคั รรบั เลอื กตงั้ เปน็ เวลาตดิ ตอ่ กนั สามปนี บั ถงึ ปที ส่ี มคั รรบั เลอื กตงั้

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มาตรา ๔๐ วรรคหนึ่ง แห่ง
พระราชบัญญตั ภิ าษีโรงเรอื นและท่ีดิน พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ บัญญัตวิ ่า คา่ ภาษนี ้นั
ทา่ นใหเ้ จ้าของทรพั ย์สนิ เปน็ ผเู้ สีย มาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญตั ิภาษโี รงเรอื น
และทดี่ นิ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ภิ าษโี รงเรอื นและ
ทด่ี นิ (ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ บญั ญตั ไิ วใ้ นวรรคหนึ่งว่า ใหผ้ มู้ ีหน้าทเ่ี สียภาษนี �ำ
คา่ ภาษไี ปช�ำ ระตอ่ พนกั งานเกบ็ ภาษภี ายในสามสบิ วนั นบั แตว่ นั ถดั จากวนั ทไี่ ดร้ บั
แจ้งการประเมนิ ณ สำ�นักงานขององค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ ทโ่ี รงเรือนหรอื สง่ิ
ปลกู สรา้ งอยา่ งอน่ื นน้ั ตงั้ อยู่ หรอื สถานทอ่ี นื่ ทผี่ บู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ ก�ำ หนดโดยประกาศ
ดาวลนว่โ์ หงลหดนจาา้ กไรวะ้บณบ สTU�ำ DนCกั โงดายนนขาอยองรอา่ งมคดก์ วรงจปันกทคร์ รองสว่ นทอ้ งถน่ิ นน้ั ไมน่ อ้ ยกวา่ สามสบิ วนั

277

๖๐ ปี ความม่งุ มน่ั ของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์

ในวรรคสองว่า การช�ำ ระภาษีจะช�ำ ระโดยการสง่ ธนาณัติ ตวั๋ แลกเงนิ ของธนาคาร
หรอื เชค็ ทธี่ นาคารรบั รองทางไปรษณยี ล์ งทะเบยี นไปยงั สถานทตี่ ามวรรคหนง่ึ กไ็ ด้
โดยสั่งจ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินน้ัน ๆ หรือโดยชำ�ระผ่านธนาคาร
หรือโดยวิธีอื่นตามระเบียบท่ีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำ�หนด และใน
วรรคสามวา่ การช�ำ ระภาษใี หถ้ อื วา่ ไดม้ กี ารช�ำ ระแลว้ ในวนั ทพี่ นกั งานเกบ็ ภาษไี ด้
ลงลายมอื ชื่อในใบเสรจ็ รับเงิน เวน้ แตก่ ารช�ำ ระภาษตี ามวรรคสอง ให้ถอื ว่าวันส่ง
ทางไปรษณยี ์ วนั ช�ำ ระผา่ นธนาคาร หรอื วันชำ�ระโดยวิธอี ่ืนตามทกี่ �ำ หนด แลว้ แต่
กรณี เป็นวนั ช�ำ ระภาษี มาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญตั ิภาษีโรงเรือนและทีด่ ิน
พุทธศักราช ๒๔๗๕ บัญญัติว่า ถ้าค่าภาษีมิได้ชำ�ระภายในเวลาที่ได้กำ�หนดใน
หมวด ๒ ไซร้ ทา่ นว่าเงนิ คา่ ภาษีน้นั ค้างช�ำ ระ มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบญั ญตั ิ
เดียวกันบัญญัตวิ า่ ถ้าเงินค่าภาษีคา้ งชำ�ระ ทา่ นใหเ้ พ่มิ จำ�นวนขน้ึ ดงั อตั ราตอ่ ไปน้ี
(๑) ถ้าชำ�ระไม่เกินหน่ึงเดือนนับแต่วันพ้นกำ�หนดเวลาที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๘
ใหเ้ พิม่ ร้อยละสองคร่ึงแหง่ คา่ ภาษีที่คา้ ง (๒) ถา้ เกนิ หนึง่ เดอื นแตไ่ มเ่ กินสองเดือน
ให้เพ่ิมร้อยละห้าแห่งค่าภาษีที่ค้าง (๓) ถ้าเกินสองเดือนแต่ไม่เกินสามเดือน ให้
เพม่ิ รอ้ ยละเจด็ ครงึ่ แหง่ คา่ ภาษที คี่ า้ ง (๔) ถา้ เกนิ สามเดอื นแตไ่ มเ่ กนิ สเ่ี ดอื น ใหเ้ พมิ่
ร้อยละสิบแห่งค่าภาษีที่ค้าง มาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและ
ทด่ี นิ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ภิ าษโี รงเรอื นและทดี่ นิ
(ฉบบั ที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัตไิ ว้ในวรรคหนง่ึ ว่า ถา้ มิได้มกี ารชำ�ระค่าภาษแี ละ
เงินเพิม่ ภายในส่เี ดือนตามมาตรา ๔๓ ใหผ้ ูบ้ ริหารทอ้ งถ่นิ มอี �ำ นาจออกค�ำ สง่ั เป็น
หนงั สอื ใหย้ ดึ อายดั หรอื ขายทอดตลาดทรพั ยส์ นิ ของผซู้ งึ่ คา้ งช�ำ ระคา่ ภาษเี พอ่ื น�ำ
เงนิ มาชำ�ระเปน็ คา่ ภาษี เงินเพ่มิ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จา่ ยโดยมิต้องขอใหศ้ าล
สั่งหรือออกหมายยึด และในวรรคสองว่า การยึด อายัด หรือขายทอดตลาด
ทรพั ยส์ นิ ตามวรรคหนง่ึ ใหป้ ฏบิ ตั ติ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพง่ โดย
อนโุ ลม มาตรา ๔๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ภิ าษโี รงเรอื นและทดี่ นิ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕
ดาวบน์โัญหลญดัตจาิวก่าระบถบ้าคTU่าDภCาษโดีคย้านงาอยอยรู่แ่ามละดวยงังจมนั ทิไดร์ ้ชำ�ระขณะเมื่อทรัพย์สินได้โอนกรรมสิทธ์ิ
278

สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ

ไปเป็นของเจา้ ของใหมโ่ ดยเหตุใด ๆ ก็ตาม ท่านวา่ เจา้ ของคนเก่าและคนใหมเ่ ป็น
ลกู หนค้ี า่ ภาษีนัน้ ร่วมกัน และมาตรา ๔๐ วรรคสอง แหง่ พระราชบัญญตั ิเดียวกนั
บัญญัติว่า แต่ถ้าท่ีดินและโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอื่นๆ เป็นของคนละ
เจา้ ของ เจา้ ของโรงเรอื นหรอื สง่ิ ปลกู สรา้ งอยา่ งอน่ื ๆ ตอ้ งเสยี คา่ ภาษที ง้ั สน้ิ ในกรณี
เชน่ นน้ั ถา้ เจา้ ของโรงเรอื นหรอื สง่ิ ปลกู สรา้ งอยา่ งอน่ื ๆ ไมเ่ สยี ภาษี ทา่ นวา่ การขาย
ทรัพย์สินทอดตลาดของผู้นั้นตามมาตรา ๔๔ ให้รวมขายสิทธิใด ๆ ในท่ีดินอัน
เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอ่ืน ๆ ยังคงมีอยู่นั้นด้วย ตามบทบัญญัติ
แหง่ กฎหมายดงั ทไี่ ดค้ ดั มาแสดงไวข้ า้ งตน้ ยอ่ มเหน็ ไดว้ า่ ผมู้ หี นา้ ทเี่ สยี ภาษโี รงเรอื น
และทด่ี นิ และไดเ้ สยี ภาษโี รงเรอื นและทดี่ นิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและ
ทด่ี นิ ใหก้ บั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ คอื เจา้ ของโรงเรอื นหรอื สงิ่ ปลกู สรา้ งอยา่ ง
อื่น แม้เจ้าของโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอื่นจะให้ผู้อ่ืนเช่าโรงเรือนหรือ
สง่ิ ปลกู สรา้ งอยา่ งอน่ื นน้ั โดยสญั ญาเชา่ ก�ำ หนดใหผ้ เู้ ชา่ เปน็ ผเู้ สยี ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ
เป็นการตอบแทนผู้ให้เช่านอกเหนือจากการจ่ายค่าเช่าด้วย แต่ข้อสัญญาเช่า
เชน่ วา่ นก้ี ไ็ มม่ ผี ลทางกฎหมายเปน็ การปลดเปลอ้ื งภาระหนา้ ทขี่ องเจา้ ของโรงเรอื น
หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอ่ืน ที่มีอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและท่ีดิน ใน
อนั ทจ่ี ะตอ้ งช�ำ ระคา่ ภาษใี หก้ บั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ทโ่ี รงเรอื นหรอื สง่ิ ปลกู สรา้ ง
อยา่ งอื่นน้ันตง้ั อยู่ แตอ่ ยา่ งใด ผเู้ ช่าโรงเรอื นหรอื สง่ิ ปลูกสรา้ งอยา่ งอื่น ซึง่ ได้ชำ�ระ
ค่าภาษีโรงเรือนและท่ีดินให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินไม่ว่าจะโดยการนำ�
คา่ ภาษไี ปช�ำ ระตอ่ เจา้ พนกั งานเกบ็ ภาษขี ององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ดว้ ยตนเอง
ตามทเ่ี จา้ ของโรงเรอื นหรอื สง่ิ ปลกู สรา้ งอยา่ งอนื่ ผใู้ หเ้ ชา่ ซงึ่ ไดร้ บั แจง้ การประเมนิ
แลว้ ไดเ้ รยี กรอ้ งขอใหต้ นน�ำ ไปช�ำ ระ หรอื โดยการช�ำ ระคา่ ภาษใี หแ้ กเ่ จา้ ของโรงเรอื น
หรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอื่นผู้ให้เช่า เพื่อให้ผู้ให้เช่านำ�ไปชำ�ระต่อเจ้าพนักงานเก็บ
ภาษขี ององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ อกี ทอดหนงึ่ หรอื โดยการช�ำ ระคา่ ภาษใี หแ้ ก่
เจ้าของโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอื่นผู้ให้เช่า ภายหลังจากที่ผู้ให้เช่านำ�
ดาวคน่าโ์ หภลาดษจาีไกประชบำ�บรTะUตD่อCเจโด้ายพนนายักองรา่ามนดเกวง็บจันภทารษ์ ีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วนำ�

279

๖๐ ปี ความมงุ่ ม่ันของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์

ใบเสรจ็ ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ทเ่ี จา้ พนกั งานเกบ็ ภาษขี ององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ออกใหม้ าเรยี กเกบ็ จากตน กต็ าม หากจะถอื วา่ เปน็ ผเู้ สยี ภาษโี รงเรอื นและทดี่ นิ ให้
กบั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ กค็ งเปน็ แตเ่ พยี งผเู้ สยี ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ใหก้ บั
องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินตามสัญญาเช่าเท่านั้น หาอาจถือได้ว่าเป็นผู้เสียภาษี
ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและท่ีดินไม่
ในกรณีที่ผู้เช่าโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอ่ืนได้นำ�ค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน
ไปชำ�ระต่อเจ้าพนักงานเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยตนเอง
ก็คงเป็นแต่เพียงการชำ�ระค่าภาษแี ทนเจ้าของโรงเรอื นหรือสงิ่ ปลกู สรา้ งอยา่ งอ่นื
ผใู้ หเ้ ชา่ และในนามของผูใ้ หเ้ ช่า ซง่ึ ในสายตาของกฎหมายแลว้ ถือว่า ผู้ใหเ้ ช่าเป็น
ผู้ชำ�ระค่าภาษีให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเท่านั้น เมื่อไม่ว่ากรณีจะเป็น
ประการใดกต็ ามผมู้ หี นา้ ทเี่ สยี ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ และไดเ้ สยี ภาษโี รงเรอื นและ
ทด่ี นิ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ใหก้ บั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
คอื เจา้ ของโรงเรือนหรือสงิ่ ปลกู สร้างอยา่ งอนื่ ผฟู้ ้องคดซี งึ่ อ้างว่าได้ท�ำ สัญญาเช่า
บ้านเลขที่ ๒๔ ถนนเวสาลี ตำ�บลช้างเผอื ก อำ�เภอเมอื งเชยี งใหม่ จงั หวัดเชยี งใหม่
ของนางสนุ ยี ์ ฉตั รวรารัตน์ เปน็ รายปี ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐
โดยตามสญั ญาเชา่ ดงั กลา่ ว ผฟู้ อ้ งคดจี ะตอ้ งช�ำ ระคา่ เชา่ ใหแ้ กน่ างสนุ ยี ์ ฉตั รวรารตั น์
ปีละหน่ึงคร้ังและต้องเป็นผู้เสียภาษีโรงเรือนและท่ีดินโดยจ่ายผ่านนางสุนีย์
ฉัตรวรารัตน์ เป็นผู้ชำ�ระแทน และได้ทำ�สัญญาเช่าบ้านเลขที่ ๑๕ ถนนเจริญ
ประเทศ ต�ำ บลชา้ งคลาน อ�ำ เภอเมืองเชียงใหม่ จงั หวดั เชยี งใหม่ ของนายพอใจ
วิสุทธ์ิเสรีวงศ์ เป็นรายสามปี ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ และ
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ถงึ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยตามสัญญาเช่าดังกลา่ วผฟู้ ้องคดีจะ
ตอ้ งช�ำ ระคา่ เชา่ ใหแ้ กน่ ายพอใจ วสิ ทุ ธเ์ิ สรวี งศ์ ลว่ งหนา้ ภายในวนั ท่ี ๑๐ ของทกุ เดอื น
และต้องเป็นผู้รับภาระค่าภาษีโรงเรือนและท่ีดิน จะได้ทำ�สัญญาเช่าดังกล่าว
และได้ชำ�ระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินให้นางสุนีย์ ฉัตรวรารัตน์ และนายพอใจ
ดาววนสิโ์ หทุ ลธดเ์ิจสากรรวี ะงบศบ์ จTUรงิDดCงั โทดยอ่ี นา้ างยหอรรา่อื มไมดวก่ งต็จันาทมร์ กไ็ มใ่ ชผ่ ทู้ ไ่ี ดเ้ สยี ภาษตี ามกฎหมายวา่ ดว้ ย
280

สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ

ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ใหก้ บั เทศบาลนครเชยี งใหมซ่ ง่ึ เปน็ องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ท่ีสมัครรับเลือกตั้ง และดังน้ัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ซ่ึงได้รับมอบอำ�นาจจาก
ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ดำ�เนินการรับคำ�ร้องและวินิจฉัยคำ�ร้องเก่ียวกับสิทธิสมัคร
รับเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ิน แทนผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ตาม
คำ�สั่งคณะกรรมการการเลอื กตัง้ ที่ ๕/๒๕๔๖ เรอ่ื ง มอบอ�ำ นาจใหค้ ณะกรรมการ
การเลือกต้ังประจำ�จังหวัดดำ�เนินการรับคำ�ร้องและวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
สมาชิกสภาท้องถ่นิ หรอื ผู้บริหารท้องถิน่ ลงวนั ที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๖ มี
คำ�วินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกต้ังประจำ�จังหวัดเชียงใหม่ ท่ี ๑/๒๕๕๐ ลง
วันท่ี ๖ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๐ เร่ือง การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกต้ัง
ตามค�ำ รอ้ งขอใหถ้ อนชอื่ ผไู้ มม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่
ตามคำ�ร้องของนายสมศักดิ์ บุญตระกูลพูนทวี และคำ�วินิจฉัยคณะกรรมการ
การเลอื กตง้ั ประจ�ำ จงั หวดั เชยี งใหม่ ท่ี ๒/๒๕๕๐ วนั ท่ี ๖ เดอื นมถิ นุ ายน พ.ศ. ๒๕๕๐
เร่ือง การวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกต้ังตามคำ�ร้องขอให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิสมัคร
รบั เลอื กต้งั นายกเทศมนตรีนครเชยี งใหม่ ตามค�ำ ร้องของนายทศั ภูมิ โสภาวรรณ์
ว่า ผฟู้ ้องคดมี ิใชผ่ ูม้ ีสทิ ธสิ มัครรบั เลอื กตง้ั เป็นนายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ตาม
ความในมาตรา ๔๔ (๓) แห่งพระราชบัญญตั กิ ารเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาท้องถ่ินหรือ
ผ้บู ริหารทอ้ งถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๕ แลว้ มคี ำ�สง่ั ให้ถอนช่ือผูฟ้ ้องคดจี ากประกาศรายชอ่ื
ผมู้ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตงั้ นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ตามประกาศผอู้ �ำ นวยการ
การเลือกตั้งประจำ�เทศบาลนครเชียงใหม่ ลงวันท่ี ๓๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.
๒๕๕๐ และการที่ผถู้ ูกฟ้องคดีท่ี ๒ ได้พิจารณา เรอ่ื ง รายงานผลการวินจิ ฉยั สทิ ธิ
สมัครรับเลือกต้ังนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ตามที่ผู้แทนด้านกิจการบริหาร
งานเลือกต้ังเสนอ ตามบนั ทึกขอ้ ความ ด่วนทสี่ ุด ท่ี ลต ๐๓๐๑ (ฝลต. ๕)/๑๘๔๗
ลงวนั ท่ี ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๐ ในการประชุมครง้ั ที่ ๕๐/๒๕๕๐ เมื่อวันพธุ ท่ี ๒๐
มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ ซง่ึ เปน็ กรณที ผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ในฐานะผมู้ อบอ�ำ นาจปฏบิ ตั หิ นา้ ที่
ดาวกน�ำ์โหกลบั ดจดาแู กลระแบลบะTตUดิ DตCาโมดยผนลากยาอรร่าดม�ำ ดเนวงนิ จันกทารร์ รบั ค�ำ รอ้ งและวนิ จิ ฉยั ค�ำ รอ้ งเกย่ี วกบั สทิ ธิ

281

๖๐ ปี ความมงุ่ มัน่ ของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์

สมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓
ในฐานะผู้รบั มอบอ�ำ นาจ ตามนัยมาตรา ๑๐๖ วรรคส่ี แหง่ พระราชบญั ญตั กิ าร
เลือกต้งั สมาชกิ สภาท้องถน่ิ หรอื ผู้บริหารท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วมีมติวา่ ผู้ฟอ้ ง
คดีไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ จึงไม่เป็นการ
กระทำ�ทไ่ี ม่ชอบด้วยกฎหมายแตอ่ ยา่ งใด

เปน็ ความจรงิ วา่ การทผี่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ ด�ำ เนนิ การรบั ค�ำ รอ้ งและวนิ จิ ฉยั
ค�ำ รอ้ งเกย่ี วกบั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ ตาม
มาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐ แหง่ พระราชบัญญัติการเลือกต้งั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ
หรือผู้บรหิ ารท้องถ่นิ พ.ศ. ๒๕๔๕ แทนผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๒ กด็ ี การท่ผี ถู้ กู ฟอ้ งคดี
ท่ี ๒ ใชอ้ �ำ นาจตามมาตรา ๑๐๖ วรรคสี่ แหง่ พระราชบญั ญัติการเลอื กตงั้ สมาชกิ
สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ พ.ศ. ๒๕๔๕ ทบทวนค�ำ วนิ จิ ฉยั ของผถู้ กู ฟอ้ งคดี
ที่ ๓ ก็ดี ถือได้ว่า เป็นการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยช้ีขาด
ปัญหาหรือข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก
สภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นตามนัยมาตรา ๑๐ (๖) แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยคณะกรรมการการเลอื กตง้ั พ.ศ. ๒๕๔๑ แตก่ ารลงมติ
ในการประชุมของผถู้ กู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ และผู้ถูกฟ้องคดที ่ี ๒ จะต้องใชค้ ะแนนเสยี ง
เอกฉนั ทต์ ามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว หรือไม่ ขนึ้ อยกู่ บั
ว่าผ้ถู ูกฟอ้ งคดีที่ ๓ และผ้ถู ูกฟอ้ งคดีท่ี ๒ ลงมติวินิจฉัยไปในทางใด มติของผถู้ ูก
ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ทใี่ หร้ บั สมคั รและประกาศใหผ้ รู้ อ้ งตามมาตรา ๔๙ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นผู้มีสิทธิ
สมคั รรบั เลอื กตง้ั หรอื ทใ่ี หถ้ อนชอื่ ผสู้ มคั รทไี่ มม่ สี ทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั จากประกาศ
รายช่ือผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามคำ�ร้องของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามมาตรา ๕๐
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซ่ึงเป็นมติวินิจฉัยกลับคำ�วินิจฉัยของผู้อำ�นวยการ
การเลือกตั้งประจำ�องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมต้องใช้คะแนนเสียงเอกฉันท์
ดาวแนต์โหม่ ลตดจขิ าอกงรผะบถู้ บกู TฟUอ้ DงCคโดดทีย่ีน๓ายทอรใ่ี ่าหมย้ ดกวคงจ�ำ ันรทอ้ รง์ ของผรู้ อ้ งตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐

282

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด

แหง่ พระราชบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว ซงึ่ เปน็ มตวิ นิ จิ ฉยั ยนื ตามค�ำ วนิ จิ ฉยั ของผอู้ �ำ นวยการ
การเลือกตั้งประจำ�องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินหาจำ�ต้องใช้คะแนนเสียง
เอกฉันทไ์ ม่ ในท�ำ นองเดียวกนั มตขิ องผ้ถู ูกฟ้องคดีที่ ๒ ท่กี ลับค�ำ วินิจฉยั ของผ้ถู กู
ฟ้องคดที ี่ ๓ ตอ้ งใชค้ ะแนนเสียงเอกฉนั ท์ แตม่ ติของผ้ถู กู ฟอ้ งคดีท่ี ๒ ที่วินิจฉยั ยนื
ตามค�ำ วนิ จิ ฉยั ของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ ไมจ่ �ำ ตอ้ งใชค้ ะแนนเสยี งเอกฉนั ท์ กรณไี มต่ า่ ง
กบั มตขิ องผ้ถู ูกฟอ้ งคดีท่ี ๒ ทว่ี ินจิ ฉยั กลับคำ�วนิ จิ ฉยั ของผถู้ ูกฟอ้ งคดที ่ี ๓ โดยมี
คะแนนเสียงไม่เอกฉันท์กล่าวคือไม่มีผลเป็นการเพิกถอนคำ�วินิจฉัยของผู้ถูกฟ้อง
คดีท่ี ๓ ได้ การทผี่ ู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ มีมติในการประชุมคร้งั ที่ ๕๐/๒๕๕๐ เมอ่ื วนั
พุธที่ ๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๐ ดว้ ยคะแนนเสยี ง ๓ ต่อ ๑ ว่าผฟู้ ้องคดีไม่มีสทิ ธสิ มคั ร
รับเลือกต้ังเป็นนายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ซึ่งเป็นมติวินจิ ฉัยยืนตามค�ำ วนิ ิจฉัย
ของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ จึงมิได้ขัดหรือไม่ถูกต้องตามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่ง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.
๒๕๔๑ ดังทีศ่ าลปกครองชนั้ ตน้ วินิจฉัย

อนง่ึ ผู้ถกู ฟอ้ งคดีที่ ๒ เคยมีมติในการประชมุ ครัง้ ที่ ๘๖/๒๕๔๖ เมื่อ
วนั ท่ี ๖ สิงหาคม ๒๕๔๖ ตคี วามบทบญั ญัตมิ าตรา ๔๔ (๓) แห่งพระราชบัญญตั ิ
การเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๕ ไว้ว่า แม้
พระราชบญั ญตั ภิ าษโี รงเรอื นและทดี่ นิ พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๕ มาตรา ๔๐ จะก�ำ หนด
ให้เจ้าของทรัพย์สินเป็นผู้เสียภาษีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามเจตนารมณ์ของ
กฎหมายแลว้ เหน็ วา่ การช�ำ ระภาษนี นั้ กท็ �ำ เพอื่ เปน็ รายไดใ้ หก้ บั รฐั และกฎหมาย
ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้ผู้เช่าเสียภาษีแต่อย่างใด ดังน้ัน กรณีผู้เช่าได้ชำ�ระภาษี
โรงเรือนและท่ีดินตามที่ได้ระบุไว้ในสัญญาเช่าถือว่าเป็นผู้เสียภาษีตามมาตรา
๔๔ (๓) แห่งพระราชบญั ญัติการเลอื กต้ังสมาชิกสภาทอ้ งถิน่ หรอื ผู้บริหารท้องถ่ิน
พ.ศ. ๒๕๔๕ จึงสามารถนำ�หลักฐานการชำ�ระภาษีดังกล่าวมาใช้อ้างสิทธิในการ
สมัครรับเลือกต้ังได้ และได้ความว่าผู้อำ�นวยการการเลือกต้ังประจำ�องค์กร
ดาวปนโ์กหคลดรจอางกสระ่วบนบทT้อUงDถC่ินโดยโดนยายเอฉรพ่ามาะดวองยจัน่าทงรย์ ิ่งผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ ก็เคยประกาศรายชื่อ

283

๖๐ ปี ความมุ่งมนั่ ของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

ผู้เช่าที่ได้แสดงหลักฐานการชำ�ระภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนผู้ให้เช่าเป็นผู้มีสิทธิ
สมัครรับเลอื กต้งั เป็นสมาชกิ สภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถน่ิ โดยถือปฏิบัตติ าม
มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดังกล่าวมาแล้วด้วย เป็นต้นว่าผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๑ เคย
ประกาศรายชื่อนายบุญรักษ์ ตันตยานุสรณ์ นายพิสิทธ์ิชัย ศรีบุญเรือง และ
นางนภาพร ยามศิริ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนคร
เชียงใหม่ในการเลือกต้ังสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๔๗
การท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีมติในการประชุมครั้งท่ี ๕๐/๒๕๕๐ เมื่อวันพุธท่ี ๒๐
มถิ นุ ายน ๒๕๕๐ ยนื ตามค�ำ วนิ จิ ฉยั ของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๓ วา่ ผฟู้ อ้ งคดไี มม่ สี ทิ ธสิ มคั ร
รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซ่ึงเป็นการปฏิบัติต่อผู้ฟ้องคดี
แตกต่างกับที่เคยมีการปฏิบัติต่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนคร
เชยี งใหม่ในการเลือกตัง้ สมาชกิ สภาเทศบาลนครเชียงใหมเ่ มอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ จะ
ถือไดห้ รอื ไม่ว่าเป็นการเลือกปฏิบตั ิโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟอ้ งคดี

ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การท่ีหน่วยงานทางปกครอง
หรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐปฏิบัติต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระสำ�คัญแตกต่างกันจะ
ถอื วา่ เปน็ การเลอื กปฏบิ ตั โิ ดยไมเ่ ปน็ ธรรมตอ่ บคุ คลไดต้ อ่ เมอ่ื การปฏบิ ตั ติ อ่ บคุ คล
ท่ีเหมือนกันในสาระสำ�คัญแตกต่างกันดังกล่าว เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องตาม
กฎหมายเท่าน้ัน เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้เช่าโรงเรือนหรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอื่นซ่ึง
ไดช้ �ำ ระคา่ ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ใหก้ บั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ ตามสญั ญาเชา่ ท่ี
ก�ำ หนดใหผ้ เู้ ชา่ เปน็ ผเู้ สยี ภาษโี รงเรอื นและทดี่ นิ เปน็ การตอบแทนเจา้ ของโรงเรอื น
หรอื สงิ่ ปลกู สรา้ งอยา่ งอนื่ ผใู้ หเ้ ชา่ นอกเหนอื จากการจา่ ยคา่ เชา่ ไมว่ า่ จะโดยการน�ำ
คา่ ภาษไี ปช�ำ ระตอ่ เจา้ พนกั งานเกบ็ ภาษขี ององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ดว้ ยตนเอง
ตามทเี่ จา้ ของโรงเรอื นหรอื สง่ิ ปลกู สรา้ งอยา่ งอนื่ ผใู้ หเ้ ชา่ ซง่ึ ไดร้ บั แจง้ การประเมนิ
แลว้ ไดเ้ รยี กรอ้ งใหต้ นน�ำ ไปช�ำ ระ หรอื โดยการช�ำ ระคา่ ภาษใี หแ้ กเ่ จา้ ของโรงเรอื น
หรือส่ิงปลูกสร้างอย่างอื่นผู้ให้เช่า เพ่ือให้ผู้ให้เช่านำ�ไปชำ�ระต่อเจ้าพนักงานเก็บ
ดาวภนโ์าหษลขีดจอางกอระงบคบก์ TรUปDกCคโดรยองนสายว่ อนร่าทมอ้ ดงวถงจนิ่ นั อทกีร์ ทอดหนง่ึ หรอื โดยการช�ำ ระคา่ ภาษใี หแ้ ก่

284

สรุปคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสุด

เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นผู้ให้เช่า ภายหลังจากที่ผู้ให้เช่านำ�ค่า
ภาษีไปชำ�ระต่อเจ้าพนักงานเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วนำ�ใบ
เสรจ็ ภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ ทเ่ี จา้ พนกั งานเกบ็ ภาษขี ององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถน่ิ
ออกให้มาเรียกเก็บจากตนก็ตาม ไม่อาจถือได้ว่า เป็นผู้เสียภาษีให้กับองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยภาษโี รงเรอื นและทดี่ นิ มตขิ องผถู้ กู ฟอ้ ง
คดีที่ ๒ ในการประชุมคร้ังที่ ๘๖/๒๕๔๖ เม่ือวันท่ี ๖ สิงหาคม ๒๕๔๖ และ
การถือปฏิบัติตามมติดังกล่าว จึงขัดหรือไม่ถูกต้องตามมาตรา ๔๔ (๓) แห่ง
พระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตงั้ สมาชกิ สภาทอ้ งถนิ่ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ พ.ศ. ๒๕๔๕
ประกอบกับมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบญั ญัติภาษีโรงเรือนและทด่ี ิน พทุ ธศกั ราช
๒๔๗๕ ดังนนั้ การทีผ่ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ มมี ตใิ นการประชุมคร้งั ท่ี ๕๐/๒๕๕๐ เม่ือ
วันพุธท่ี ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ ว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็น
นายกเทศมนตรนี ครเชยี งใหม่ ซง่ึ เปน็ มตวิ นิ จิ ฉยั ทถ่ี กู ตอ้ งตามมาตรา ๔๔ (๓) แหง่
พระราชบญั ญตั กิ ารเลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ พ.ศ. ๒๕๔๕
ประกอบกบั มาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติภาษโี รงเรอื นและทด่ี นิ พุทธศกั ราช
๒๔๗๕ แม้จะเป็นการปฏบิ ตั ติ อ่ ผู้ฟอ้ งคดีแตกต่างกบั ทีเ่ คยมีการปฏบิ ตั ิต่อผู้สมัคร
รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ในการเลือกต้ังสมาชิกสภา
เทศบาลนครเชียงใหม่ เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ก็ไมอ่ าจถือไดว้ ่า เปน็ การเลือกปฏิบตั ิ
โดยไมเ่ ป็นธรรมตอ่ ผ้ฟู อ้ งคดี ผู้ฟอ้ งคดไี มม่ ีสทิ ธิหรือความชอบธรรมอย่างใด ๆ ท่ี
จะเรยี กรอ้ งใหผ้ ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๓ ซงึ่ ไดร้ บั มอบอ�ำ นาจจากผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ ใหด้ �ำ เนนิ
การรบั ค�ำ รอ้ งและวนิ จิ ฉยั คำ�รอ้ งเกยี่ วกบั สทิ ธสิ มคั รรบั เลอื กตง้ั สมาชกิ สภาทอ้ งถน่ิ
หรอื ผบู้ รหิ ารทอ้ งถนิ่ แทนผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ และผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ ซงึ่ มอี �ำ นาจหนา้ ที่
ก�ำ กบั ดแู ลและตดิ ตามผลการด�ำ เนนิ การรบั ค�ำ รอ้ งและวนิ จิ ฉยั ค�ำ รอ้ งเกยี่ วกบั สทิ ธิ
สมัครรับเลือกต้ังสมาชิกสภาท้องถ่ินหรือผู้บริหารท้องถิ่นของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓
วินิจฉัยว่าตนเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกต้ังเป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ อัน
ดาวเนป์โห็นลกดาจรากเรระียบกบรT้อUงDใCหโ้ผดู้ถยูกนฟาย้อองรคา่ มดดที วี่งจ๓ันทแร์ละผู้ถกู ฟอ้ งคดที ่ี ๒ กระทำ�การท่ีขดั หรอื

285

๖๐ ปี ความมุง่ ม่ันของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

ไม่ถูกตอ้ งตามกฎหมาย
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษากลับคำ�พิพากษาของศาลปกครองช้ันต้น

เป็นให้ยกฟอ้ ง
๒.๒ คดีฟ้องเพิกถอน พ.ร.ฎ. อภัยโทษ (คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.

๒๒/๒๕๕๔ และคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.๓๑/๒๕๕๓ ฟ.๑/๒๕๕๔ ฟ.๕/๒๕๕๔
และ ฟ.๑๑/๒๕๕๔ วนิ จิ ฉยั ทำ�นองเดยี วกนั )

คดีพิพาทระหวา่ ง นายฟรานซสิ ก. (กูเ้ กียรต)ิ เรืองฤทธ์ิ ผูฟ้ ้องคดี กบั
นายกรัฐมนตรี ที่ ๑ คณะรฐั มนตรี ท่ี ๒ รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงยุตธิ รรม ที่ ๓
และคณะกรรมการรา่ งพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ท่ี ๔
ผ้ถู กู ฟอ้ งคดี

ข้อเทจ็ จรงิ
เนอ่ื งในโอกาสพระราชพธิ มี หามงคลเฉลมิ พระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา
๕ ธันวาคม พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ นบั เป็นอภลิ ักขติ กาลส�ำ คญั สมควรพระราชทาน
อภยั โทษแก่ผูต้ อ้ งราชทณั ฑ์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกศุ ล และเพอ่ื ใหโ้ อกาสแก่
บคุ คลเหลา่ นนั้ กลบั ประพฤตติ นเปน็ พลเมอื งดี อนั จะเปน็ คณุ ประโยชนแ์ กป่ ระเทศ
ชาติสืบไป ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ จึงได้ถวายคำ�แนะนำ�ต่อพระมหากษัตริย์ให้อาศัย
อำ�นาจตามความในมาตรา ๑๘๗ และมาตรา ๑๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ กบั มาตรา ๒๖๑ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา ซง่ึ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๑๗ ทรงพระกรุณา
โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ขน้ึ ใชบ้ งั คบั
โดยมาตรา ๖ แห่งพระราชกฤษฎกี าดังกล่าว บัญญัติวา่ ภายใต้บงั คับมาตรา ๘
ดาวมนาโ์ หตลรดาจา๙กระมบาบตTรUาDC๑โ๐ดยมนาาตยอรรา่าม๑ด๑วงแจันลทะรม์ าตรา ๑๒ นกั โทษเดด็ ขาดดงั ต่อไปน้ี ให้

286

สรุปคำ�พพิ ากษาศาลปกครองสูงสุด

ไดร้ บั พระราชทานอภยั โทษปลอ่ ยตวั ไป (๑) ผตู้ อ้ งโทษจ�ำ คกุ ไมว่ า่ ในกรณคี วามผดิ
คดเี ดยี วหรอื หลายคดี ซง่ึ มโี ทษจ�ำ คกุ ตามก�ำ หนดโทษทจี่ ะตอ้ งไดร้ บั ตอ่ ไปเหลอื อยู่
รวมกนั ไมเ่ กนิ หนง่ึ ปนี บั แตว่ นั ทพ่ี ระราชกฤษฎกี านใ้ี ชบ้ งั คบั (๒) ผมู้ ลี กั ษณะอยา่ งหนง่ึ
อย่างใดดังต่อไปนี้ (ก) เป็นคนพิการโดยตาบอดท้ังสองข้าง มือหรือเท้าด้วน
ทั้งสองข้างหรือเป็นบุคคลซ่ึงแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจ
รบั รองเปน็ เอกฉนั ท์วา่ เปน็ คนทุพพลภาพมลี ักษณะอันเห็นได้ชดั (ข) เปน็ คนเจ็บ
ปว่ ยด้วยโรคเร้อื น โรคไตวายเรอ้ื รงั โรคมะเร็ง โรคภมู ิคุ้มกนั บกพร่อง (โรคเอดส์)
หรือโรคจิต ซ่ึงทางราชการได้ทำ�การรักษามาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือนในวันท่ี
พระราชกฤษฎกี านใ้ี ชบ้ งั คบั และแพทยข์ องทางราชการไมน่ อ้ ยกวา่ สองคนไดต้ รวจ
รับรองเปน็ เอกฉนั ท์ว่าไมส่ ามารถจะรักษาในเรือนจำ�ใหห้ ายได้ และไมว่ ่าในกรณี
ความผดิ คดเี ดยี วหรอื หลายคดี ตอ้ งไดร้ บั โทษจ�ำ คกุ มาแลว้ ถงึ วนั ทพี่ ระราชกฤษฎกี า
น้ใี ช้บังคับไม่น้อยกว่าสามปี หรือไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๒ ของโทษตามกำ�หนดโทษ
เว้นแต่เป็นคนเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
(โรคเอดส์) ระยะสุดท้าย ซึ่งแพทย์ของทางราชการไม่น้อยกว่าสองคนได้ตรวจ
รับรองเป็นเอกฉันท์ว่าไม่สามารถจะรักษาในเรือนจำ�ให้หายได้ (ค) เป็นหญิงซึ่ง
ตอ้ งโทษจำ�คุกเป็นครั้งแรก และไม่ว่าในกรณคี วามผิดคดเี ดยี วหรอื หลายคดี ตอ้ ง
ได้รับโทษจำ�คุกมาแล้วถึงวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๒
ของโทษตามกำ�หนดโทษ (ง) เป็นคนมีอายุไม่ตํ่ากว่าหกสิบปีบริบูรณ์ในวันที่
พระราชกฤษฎกี านใี้ ชบ้ งั คบั ตามทป่ี รากฏในทะเบยี นบา้ นตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการ
ทะเบยี นราษฎรหรอื ทะเบยี นรายตวั ของเรอื นจ�ำ ในกรณไี มม่ ชี อ่ื อยใู่ นทะเบยี นบา้ น
และไมว่ า่ ในกรณคี วามผดิ คดเี ดยี วหรอื หลายคดี ตอ้ งไดร้ บั โทษจำ�คกุ มาแลว้ ถงึ วนั
ท่ีพระราชกฤษฎกี านใ้ี ช้บงั คับไม่น้อยกว่าห้าปี หรอื ไม่น้อยกวา่ ๑ ใน ๓ ของโทษ
ตามกำ�หนดโทษ (จ) เป็นผู้ต้องโทษจำ�คุกเป็นคร้ังแรก และมีอายุยังไม่ครบยี่สิบ
ปีบริบูรณ์ในวันที่พระราชกฤษฎีกาน้ีใช้บังคับตามที่ปรากฏในทะเบียนบ้านตาม
ดาวกนฎโ์ หหลดมจาายกรวะ่าบดบ้วTยUกDาCรโทดยะเนบายียอนรา่รมาษดวฎงจรนั หทรร์ือทะเบียนรายตัวของเรือนจำ�ในกรณีไม่มี
ช่อื อยู่ในทะเบียนบา้ น และไมว่ า่ ในกรณคี วามผิดคดีเดยี วหรอื หลายคดี ตอ้ งได้รบั

287

๖๐ ปี ความมุง่ มั่นของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์

โทษจ�ำ คกุ มาแลว้ ถงึ วนั ทพี่ ระราชกฤษฎกี านใี้ ชบ้ งั คบั ไมน่ อ้ ยกวา่ ๑ ใน ๒ ของโทษ
ตามกำ�หนดโทษ หรือ (ฉ) เปน็ นักโทษเด็ดขาดชั้นเยยี่ ม และไม่วา่ ในกรณคี วามผดิ
คดีเดียวหรือหลายคดี โทษจำ�คุกตามกำ�หนดโทษท่ีจะต้องได้รับต่อไปเหลืออยู่
รวมกันไม่เกินสองปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มาตรา ๗ แห่ง
พระราชกฤษฎกี าดงั กลา่ ว บญั ญตั วิ า่ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐
มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ นกั โทษเดด็ ขาดซง่ึ มไิ ดร้ บั พระราชทานอภยั โทษปลอ่ ยตวั
ไปตามมาตรา ๖ ใหไ้ ดร้ บั พระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดังตอ่ ไปน้ี (๑) ผู้ตอ้ งโทษ
ประหารชวี ติ ใหล้ ดลงเปน็ โทษจ�ำ คกุ ตลอดชวี ติ (๒) ผตู้ อ้ งโทษจ�ำ คกุ ตลอดชวี ติ ให้
ลดลงเปน็ โทษจ�ำ คกุ สส่ี บิ ปี โดยใหน้ บั แตว่ นั ทต่ี อ้ งรบั โทษ เวน้ แตก่ รณที จ่ี ะตอ้ งนบั
โทษตอ่ จากคดอี น่ื ใหน้ บั โทษตอ่ จากคดอี น่ื นน้ั (๓) ผตู้ อ้ งโทษจ�ำ คกุ ไมถ่ งึ ตลอดชวี ติ
ให้ลดโทษจากกำ�หนดโทษตามลำ�ดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วย
ราชทณั ฑห์ รอื กฎหมายวา่ ดว้ ยเรอื นจ�ำ ทหาร ดงั ตอ่ ไปน้ี ชน้ั เยย่ี ม ๑ ใน ๔ ชน้ั ดมี าก
๑ ใน ๕ ชัน้ ดี ๑ ใน ๖ ช้ันกลาง ๑ ใน ๗ (๔) ผู้ต้องโทษจำ�คุกเพราะความผดิ
ท่ีได้กระทำ�โดยประมาท และในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับผู้นั้นไม่มีคดีอ่ืน
ไมว่ า่ ในกรณคี วามผดิ คดเี ดยี วหรอื หลายคดที ต่ี อ้ งรบั โทษหรอื จะตอ้ งรบั โทษจ�ำ คกุ
อย่ดู ้วย ใหล้ ดโทษจากก�ำ หนดโทษลง ๒ ใน ๓ มาตรา ๘ แหง่ พระราชกฤษฎีกา
ดงั กลา่ ว บญั ญตั วิ า่ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒
นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาน้ี
ใหไ้ ด้รบั พระราชทานอภัยโทษลดโทษ ดงั ตอ่ ไปนี้ (๑) ผ้ตู ้องโทษประหารชีวิตหรือ
จำ�คุกตลอดชีวิต ให้ได้รับการลดโทษตามมาตรา ๗ (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี
(๒) ผู้ต้องโทษจำ�คุกไม่ถึงตลอดชีวิต ให้ลดโทษจากกำ�หนดโทษตามลำ�ดับช้ัน
นกั โทษเด็ดขาดตามกฎหมายวา่ ดว้ ยราชทัณฑ์หรอื กฎหมายว่าด้วยเรือนจำ�ทหาร
ดงั ตอ่ ไปน้ี ช้ันเยี่ยม ๑ ใน ๕ ชนั้ ดมี าก ๑ ใน ๖ ชนั้ ดี ๑ ใน ๗ ชนั้ กลาง ๑ ใน ๘
มาตรา ๙ แหง่ พระราชกฤษฎกี าดงั กลา่ ว บญั ญตั วิ า่ ภายใตบ้ งั คบั มาตรา ๑๐ มาตรา
ดาว๑น์โ๑หลดแจลากะรมะบาบตTรUาDC๑โ๒ดย นนาักยอโรท่ามษดเดวง็ดจันขทารด์ ซ่ึงต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงท่ีสุดให้
288

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด

จำ�คุกไม่เกินแปดปี ในความผิดฐานผลิต นำ�เข้าหรือส่งออก หรือผลิต นำ�เข้า
หรือส่งออกเพ่ือจำ�หน่าย หรือจำ�หน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำ�หน่ายตาม
กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปราม
ผู้กระทำ�ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ีออกฤทธิ์ต่อจิต
และประสาท ใหไ้ ดร้ บั พระราชทานอภยั โทษลดโทษจากก�ำ หนดโทษตามล�ำ ดบั ชน้ั
นักโทษเดด็ ขาดตามกฎหมายวา่ ดว้ ยราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรอื นจำ�ทหาร
ดงั ต่อไปน้ี ชั้นเยี่ยม ๑ ใน ๗ ชัน้ ดมี าก ๑ ใน ๘ ชัน้ ดี ๑ ใน ๙ ช้นั กลาง ๑ ใน ๑๐
มาตรา ๑๐ แหง่ พระราชกฤษฎกี าดังกลา่ ว บญั ญัตวิ ่า ภายใตบ้ ังคบั มาตรา ๑๑
และมาตรา ๑๒ นกั โทษเดด็ ขาดซึ่งตอ้ งโทษตามค�ำ พพิ ากษาถึงทสี่ ดุ ให้จ�ำ คกุ เกนิ
แปดปี จำ�คุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ก่อนหรือในวันท่ีพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ ใชบ้ งั คบั ในความผดิ ฐานผลติ น�ำ เขา้ หรอื สง่ ออก
หรือผลิต นำ�เข้าหรือส่งออกเพื่อจำ�หน่าย หรือจำ�หน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง
เพ่อื จ�ำ หน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพตดิ ให้โทษ กฎหมายวา่ ด้วยมาตรการใน
การปราบปรามผู้กระทำ�ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุท่ี
ออกฤทธติ์ อ่ จติ และประสาทใหไ้ ดร้ บั พระราชทานอภยั โทษลดโทษ ดงั ตอ่ ไปน้ี (๑)
ผตู้ อ้ งโทษประหารชวี ติ หรอื จ�ำ คกุ ตลอดชวี ติ ใหไ้ ดร้ บั การลดโทษตามมาตรา ๗ (๑)
หรอื (๒) แลว้ แต่กรณี (๒) ผ้ตู ้องโทษจ�ำ คกุ ไมถ่ ึงตลอดชีวติ ให้ลดโทษจากก�ำ หนด
โทษตามลำ�ดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมาย
วา่ ดว้ ยเรอื นจ�ำ ทหาร ดงั ตอ่ ไปน้ี ชน้ั เยย่ี ม ๑ ใน ๘ ชน้ั ดมี าก ๑ ใน ๙ ชน้ั ดี ๑ ใน ๑๐
ชน้ั กลาง ๑ ใน ๑๑ มาตรา ๑๑ แหง่ พระราชกฤษฎกี าดงั กล่าว บญั ญัตวิ ่า ภายใต้
บังคับมาตรา ๑๒ นักโทษเด็ดขาดชั้นเย่ียมซึ่งถูกศาลพิพากษาให้เพิ่มโทษฐาน
กระท�ำ ความผิดอกี ตามมาตรา ๙๒ หรือมาตรา ๙๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา
หรือกฎหมายอน่ื ใหไ้ ดร้ ับพระราชทานอภยั โทษลดโทษจากกำ�หนดโทษลง ๑ ใน
๘ มาตรา ๑๒ แหง่ พระราชกฤษฎีกาดังกลา่ ว บญั ญัติว่า นกั โทษเดด็ ขาดดงั ตอ่ ไป
ดาวนน์โไี้ หมล่อดยจาู่ใกนรขะบ่าบยไTดUร้DับCพโดรยะนราายชอรท่าามนดอวงภจนัยั ทโทร์ ษตามพระราชกฤษฎกี านี้ (๑) ผตู้ ้องโทษ

289

๖๐ ปี ความมงุ่ มั่นของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

ตามคำ�พิพากษาถึงท่ีสุดให้จำ�คุกเกินแปดปี จำ�คุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต
ภายหลงั วันทพี่ ระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ ใชบ้ ังคบั ใน
ความผิดฐานผลิต นำ�เข้าหรือส่งออก หรือผลิต นำ�เข้าหรือส่งออกเพื่อจำ�หน่าย
หรือจำ�หน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพ่ือจำ�หน่าย ตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด
ให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำ�ความผิดเกี่ยวกับ
ยาเสพติด หรือกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธ์ิต่อจิตและประสาท (๒) ผู้ซ่ึงถูก
ศาลพพิ ากษาใหเ้ พ่มิ โทษฐานกระทำ�ความผิดอกี ตามมาตรา ๙๒ หรอื มาตรา ๙๓
แห่งประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอ่ืนที่มิใช่นักโทษเด็ดขาดชั้นเย่ียม
(๓) นกั โทษเดด็ ขาดชน้ั เลวหรอื ชนั้ เลวมาก และมาตรา ๑๖ แหง่ พระราชกฤษฎกี า
ดงั กลา่ ว บัญญัตวิ ่า ใหน้ ายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา รฐั มนตรีวา่ การกระทรวง
กลาโหม รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทย และรฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยตุ ธิ รรม
รกั ษาการตามพระราชกฤษฎกี านใี้ นสว่ นทเ่ี กยี่ วกบั อ�ำ นาจหนา้ ทขี่ องตน ทง้ั นี้ โดย
มผี ูถ้ ูกฟอ้ งคดที ี่ ๑ เป็นผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ

ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์โดยต้อง
คำ�พิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ คดีหมายเลขดำ�ที่ ๑๐๘๙๐/๒๕๔๒ คดี
หมายเลขแดงท่ี ๗๖๙๘/๒๕๔๔ ใหจ้ �ำ คกุ ๒๐ ปี ในความผดิ ฐานฆา่ ผอู้ นื่ ตามมาตรา
๒๘๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรา ๘
แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า
บทบัญญัตมิ าตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และ
มาตรา ๑๒ แหง่ พระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ไมช่ อบดว้ ย
กฎหมาย เนอื่ งจากการทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ ๒ ถวายค�ำ แนะน�ำ ใหพ้ ระมหากษตั รยิ ท์ รง
พระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐
โดยบัญญัติให้ผู้ฟ้องคดีและนักโทษเด็ดขาดเช่นผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับพระราชทาน
อภยั โทษปลอ่ ยตวั ไปหรอื ไดร้ บั พระราชทานอภยั โทษลดโทษจากก�ำ หนดโทษนอ้ ย
ดาวกนว์โหา่ ลนดกัจาโกทรษะบเดบด็ TขUDาดCซโดง่ึ ยตนอ้ างยคอำ�ร่าพมพิ ดาวงกจษนั ทาถร์ งึ ทสี่ ดุ ใหจ้ �ำ คกุ ไมถ่ งึ ตลอดชวี ติ ในความผดิ

290

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ

ฐานอนื่ (ทม่ี ใิ ชค่ วามผดิ ตามบญั ชลี กั ษณะความผดิ ทา้ ยพระราชกฤษฎกี าดงั กลา่ ว)
เป็นการละเมิดพระบรมราชานุภาพ ลิดรอนและบิดเบือนพระราชอำ�นาจในการ
พระราชทานอภัยโทษ และเป็นการเลือกปฏิบัติท่ีไม่เป็นธรรม จึงฟ้องขอให้ศาล
ปกครองสูงสุดพิพากษาหรือมีคำ�สั่งให้เพิกถอนมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘
มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพ่อื ให้ผฟู้ ้องคดไี ดร้ ับพระราชทานอภยั โทษ
ปลอ่ ยตวั ไปหรอื ไดร้ บั พระราชทานอภยั โทษลดโทษจากก�ำ หนดโทษเทา่ เทยี มและ
เสมอภาคกนั กบั นกั โทษเดด็ ขาดซง่ึ ตอ้ งค�ำ พพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ ใหจ้ �ำ คกุ ไมถ่ งึ ตลอดชวี ติ
ในความผิดฐานอนื่

คำ�วินิจฉัย
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้
หรือไม่ เพยี งใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อปรากฏตามคำ�ฟ้องว่าผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษ
เด็ดขาดช้ันเยี่ยมโดยเป็นผู้ต้องโทษในคดีความผิดต่อชีวิตตามมาตรา ๒๘๘ แห่ง
ประมวลกฎหมายอาญา และต้องคำ�พิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดี
หมายเลขดำ�ที่ ๑๐๘๙๐/๒๕๔๒ คดีหมายเลขแดงท่ี ๗๖๙๘/๒๕๔๔ ให้จำ�คุก
๒๐ ปี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ผ้ฟู อ้ งคดยี อ่ มเปน็ ผไู้ ด้รับความเดือดร้อนหรอื
เสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเน่ืองจาก
บทบญั ญัตดิ งั กล่าว และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดรอ้ นหรือความเสียหาย
นั้น ตอ้ งมคี �ำ บังคับของศาลตามมาตรา ๗๒ วรรคหน่งึ (๑) แหง่ พระราชบัญญัติ
จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยสั่งให้เพิกถอน
บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วทง้ั หมดหรอื บางสว่ น จงึ มสี ทิ ธฟิ อ้ งขอใหศ้ าลปกครองเพกิ ถอน
ดาวบนโ์ทหลบดัญจาญกรัตะบิดบังTกUลD่าCวโตดย่อนศาายลอรปา่ มกดควรงจอันงทสรูง์ สุด ตามมาตรา ๔๒ วรรคหน่ึง แห่ง

291

๖๐ ปี ความม่งุ มัน่ ของคน ตัวตนของอาจารยว์ รพจน์

พระราชบญั ญตั จิ ัดต้งั ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ทง้ั
การฟอ้ งเพกิ ถอนบทบญั ญตั แิ หง่ พระราชกฤษฎกี าทมี่ สี ภาพเปน็ กฎเปน็ กรณที ไ่ี มม่ ี
กฎหมายก�ำ หนดขน้ั ตอนหรอื วธิ กี ารส�ำ หรบั การแกไ้ ขความเดอื ดรอ้ นหรอื เสยี หาย
ไว้โดยเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถยื่นคำ�ฟ้องได้โดยมิต้องดำ�เนินการตามขั้นตอน
หรือวิธีการสำ�หรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาล
ปกครองแต่อย่างใด แตโ่ ดยที่ผู้ฟ้องคดีมใิ ชผ่ ูอ้ ยู่ในบังคับของมาตรา ๖ มาตรา ๗
มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ผฟู้ อ้ งคดจี ึงมใิ ชผ่ ู้ทไ่ี ดร้ บั ความเดือดรอ้ นหรอื
เสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเล่ียงได้ อันเน่ืองจาก
บทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วทจี่ ะมสี ทิ ธฟิ อ้ งขอใหศ้ าลปกครองเพกิ ถอนบทบญั ญตั ดิ งั กลา่ ว
ได้ นอกจากนั้นแม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๔ จะเป็นผู้ยกร่างพระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษฉบับดังกล่าว แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ จะเห็นชอบให้
ถวายค�ำ แนะน�ำ ใหพ้ ระมหากษตั รยิ ท์ รงตราพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ
พ.ศ. ๒๕๕๐ ขึ้นใช้บังคับตามร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษท่ี
ผ้ถู กู ฟ้องคดที ่ี ๔ ไดจ้ ดั ทำ�ขนึ้ หรือไม่ข้นึ อยูก่ บั ดุลพินจิ ของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ เปน็
ส�ำ คญั การกระท�ำ ของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๔ จงึ มไิ ดก้ อ่ ความเดอื ดรอ้ นหรอื ความเสยี หาย
หรืออาจจะก่อความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้เกิดแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรง
แต่อยา่ งใด ผฟู้ อ้ งคดจี งึ ไม่มีสิทธฟิ ้องผถู้ ูกฟอ้ งคดที ่ี ๔ เปน็ คดีนี้

คดีมปี ระเด็นทีจ่ ะตอ้ งวนิ จิ ฉัยต่อไปวา่ มาตรา ๘ แหง่ พระราชกฤษฎีกา
พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซ่ึงผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ถวายคำ�แนะนำ�ให้
พระมหากษตั รยิ ์ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราขน้ึ ใช้บงั คับ โดยมผี ถู้ กู ฟอ้ งคดี
ท่ี ๑ เปน็ ผรู้ บั สนองพระบรมราชโองการ และผ้ถู ูกฟ้องคดีที่ ๑ ประธานศาลฎกี า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ถูก
ฟ้องคดีท่ี ๓ เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกา เป็นบทบัญญัติที่ชอบด้วย
ดาวกนฎ์โหหลดมจาายกรหะรบอืบไTมU่ DC โดย นายอรา่ ม ดวงจนั ทร์

292

สรุปค�ำ พิพากษาศาลปกครองสงู สุด

พิเคราะห์แล้วเหน็ วา่ มาตรา ๑๙๑ ของรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักร
ไทย พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ บญั ญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไวซ้ ่งึ พระราชอำ�นาจใน
การพระราชทานอภยั โทษ มาตรา ๒๖๑ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา ซึง่ แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตแิ กไ้ ขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา (ฉบบั ที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๑๗ บญั ญตั ไิ วใ้ นวรรคหนงึ่ วา่ ในกรณี
ที่คณะรัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควรจะถวายคำ�แนะนำ�ต่อพระมหากษัตริย์ขอให้
พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษก็ได้ และในวรรคสองว่า การพระราชทาน
อภัยโทษตามวรรคหน่ึง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และมาตรา ๑๘๗ ของ
รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ บญั ญตั วิ า่ พระมหากษตั รยิ ์
ทรงไวซ้ ง่ึ พระราชอ�ำ นาจในการตราพระราชกฤษฎกี าโดยไมข่ ดั ตอ่ กฎหมาย ดงั นนั้
การท่ีผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ ใช้ดุลพินิจถวายคำ�แนะนำ�ต่อพระมหากษัตริย์ให้อาศัย
อำ�นาจตามความในมาตรา ๑๘๗ และมาตรา ๑๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราช
อาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ กบั มาตรา ๒๖๑ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมาย
วธิ พี จิ ารณาความอาญา ซงึ่ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั แิ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ ประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๑๗ ทรงพระกรณุ าโปรด
เกล้าฯ ใหต้ ราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้ึนใชบ้ งั คบั
โดยมาตรา ๘ แหง่ พระราชกฤษฎีกาดังกลา่ ว บญั ญัตวิ า่ ภายใต้บงั คบั มาตรา ๙
มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชี
ลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาน้ี ให้ได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษ
ดงั ต่อไปนี้ (๑) ผู้ต้องโทษประหารชีวติ หรือจ�ำ คกุ ตลอดชีวิต ใหไ้ ด้รับการลดโทษ
ตามมาตรา ๗ (๑) หรือ (๒) แล้วแต่กรณี (๒) ผู้ต้องโทษจำ�คุกไม่ถึงตลอดชีวิต
ให้ลดโทษจากกำ�หนดโทษตามลำ�ดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วย
ราชทัณฑ์หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจำ�ทหาร ดังต่อไปนี้ ชั้นเยี่ยม ๑ ใน ๕ ช้ัน
ดมี าก ๑ ใน ๖ ช้นั ดี ๑ ใน ๗ ช้ันกลาง ๑ ใน ๘ จึงไม่เป็นการละเมิดพระบรม
ดาวเนด์โหชลาดนจุาภการะพบบลTิดUรDอCนโดแยลนะาบยอิดรเา่ บมือดวนงพจนั รทะร์ราชอำ�นาจในการพระราชทานอภัยโทษ

293

๖๐ ปี ความมุ่งมน่ั ของคน ตวั ตนของอาจารย์วรพจน์

ดงั ทผ่ี ฟู้ อ้ งคดอี า้ งมาในค�ำ ฟ้องแตอ่ ย่างใด
อย่างไรกต็ าม ในการใชด้ ลุ พนิ ิจถวายคำ�แนะนำ�ต่อพระมหากษัตรยิ ์ให้

อาศัยอำ�นาจตามความในมาตรา ๑๘๗ และมาตรา ๑๙๑ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ กบั มาตรา ๒๖๑ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๑๗ ทรงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ ข้นึ ใช้
บังคับนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จะใช้ดุลพินิจดังกล่าวโดยมีลักษณะเป็นการเลือก
ปฏิบตั ิทไี่ ม่เป็นธรรมไมไ่ ด้ มิฉะนนั้ จะเป็นการกระท�ำ ท่ขี ัดหรือแยง้ ตอ่ มาตรา ๓๐
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และไม่ชอบด้วย
กฎหมายตามนัยมาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๑) แห่งพระราชบญั ญัตจิ ัดตง้ั ศาลปกครอง
และวธิ พี จิ ารณาคดปี กครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณจี งึ มปี ญั หาทจี่ ะตอ้ งพจิ ารณาตอ่ ไป
วา่ มาตรา ๘ แหง่ พระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ มลี ักษณะ
เปน็ การเลือกปฏิบัติท่ีไม่เป็นธรรมดังที่ผู้ฟ้องคดอี ้างมาในค�ำ ฟอ้ งหรอื ไม่

พเิ คราะหแ์ ลว้ เหน็ วา่ มาตรา ๘ (๒) แหง่ พระราชกฤษฎกี าพระราชทาน
อภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ บัญญัติให้นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามบัญชีลักษณะ
ความผดิ ทา้ ยพระราชกฤษฎกี าดงั กลา่ วใหจ้ �ำ คกุ ไมถ่ งึ ตลอดชวี ติ ไดร้ บั พระราชทาน
อภยั โทษลดโทษจากก�ำ หนดโทษตามล�ำ ดบั ชนั้ นกั โทษเดด็ ขาดตามกฎหมายวา่ ดว้ ย
ราชทัณฑห์ รือกฎหมายวา่ ดว้ ยเรอื นจำ�ทหาร ดังต่อไปนี้ ชั้นเยีย่ ม ๑ ใน ๕ ชัน้ ดี
มาก ๑ ใน ๖ ชน้ั ดี ๑ ใน ๗ ช้ันกลาง ๑ ใน ๘ ในขณะทีม่ าตรา ๖ แหง่ พระราช
กฤษฎีกาดังกล่าว บัญญัติให้นักโทษเด็ดขาดซ่ึงต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงที่สุด
ให้จำ�คุกในความผิดฐานอ่ืนนอกจากความผิดตามบัญชีลักษณะความผิดท้าย
พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวไป และมาตรา ๗
แหง่ พระราชกฤษฎกี าดงั กลา่ ว บญั ญตั ใิ หน้ กั โทษเดด็ ขาดซง่ึ ตอ้ งโทษตามคำ�พพิ ากษา
ดาวถนึงโ์ หทล่ีสดจุดาใกหระ้จบำ�บคTุกUไDมC่ถโดึงยตลนาอยดอรช่าีวมิตดใวนงจคนั ทวรา์ มผิดฐานอื่นนอกจากความผิดตามบัญชี

294

สรุปคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสุด

ลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ลดโทษจากก�ำ หนดโทษตามล�ำ ดบั ชน้ั นกั โทษเดด็ ขาดตามกฎหมายวา่ ดว้ ยราชทณั ฑ์
หรือกฎหมายว่าด้วยเรือนจ�ำ ทหาร ดงั ตอ่ ไปนี้ ชั้นเยี่ยม ๑ ใน ๔ ชนั้ ดมี าก ๑ ใน
๕ ชัน้ ดี ๑ ใน ๖ ช้ันกลาง ๑ ใน ๗ กรณีจงึ เปน็ การปฏิบตั ิต่อนักโทษเด็ดขาดซงึ่
ต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงท่ีสุดให้จำ�คุกไม่ถึงตลอดชีวิต ในความผิดตามบัญชี
ลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แตกต่างกับท่ีปฏิบัติต่อนักโทษ
เด็ดขาดซ่ึงต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงที่สุดให้จำ�คุกในความผิดฐานอื่นนอกจาก
ความผิดตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว แต่เหตุเพียง
เท่านี้ยังหาเพียงพอที่จะทำ�ให้มาตรา ๘ แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทาน
อภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีลักษณะเป็นการเลอื กปฏบิ ัตทิ ีไ่ ม่เปน็ ธรรมไม่ การทผ่ี ูใ้ ช้
อำ�นาจรัฐปฏิบัติต่อบุคคลแตกต่างกันเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเร่ือง
ถน่ิ กำ�เนดิ เชือ้ ชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรอื สขุ ภาพ สถานะของบุคคล
ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเช่ือทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ
ความคดิ เหน็ ทางการเมอื งอนั ไมข่ ดั ตอ่ บทบญั ญตั แิ หง่ รฐั ธรรมนญู หรอื ในเรอ่ื งอน่ื ใด
จะถอื วา่ เปน็ การเลอื กปฏบิ ตั ทิ ไ่ี มเ่ ปน็ ธรรมไดก้ ต็ อ่ เมอื่ การปฏบิ ตั ติ อ่ บคุ คลแตกตา่ ง
กนั เพราะเหตแุ หง่ ความแตกตา่ งในเร่ืองตา่ ง ๆ ดงั กลา่ ว เป็นไปตามอำ�เภอใจของ
ผใู้ ช้อ�ำ นาจรัฐ ปราศจากเหตผุ ลอันควรคา่ แกก่ ารรับฟงั เทา่ นนั้

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ความผิดทางอาญาตามบัญชีลักษณะ
ความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ แม้จะเป็น
ความผดิ ทรี่ า้ ยแรงน้อยกว่าความผดิ ฐานผลิต นำ�เขา้ หรือส่งออก หรอื ผลติ นำ�เขา้
หรือส่งออกเพื่อจำ�หน่าย หรือจำ�หน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพ่ือจำ�หน่าย ตาม
กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ กฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปราม
ผกู้ ระท�ำ ความผดิ เกย่ี วกบั ยาเสพตดิ หรอื กฎหมายวา่ ดว้ ยวตั ถทุ อี่ อกฤทธต์ิ อ่ จติ และ
ประสาท ซึ่งเป็นความผิดที่มีผลกระทบต่อคนจำ�นวนมาก จนอาจกล่าวได้ว่า
ดาวเนป์โหน็ ลกดาจรากกรระะบบทำ�TทUDบ่ี Cอ่ โนดยทน�ำ าลยาอยร่าทมรดพั วยงจานั กทรรม์ นษุ ย์ แตก่ เ็ ปน็ ความผดิ ทเี่ ปน็ ภยั รา้ ยแรง

295

๖๐ ปี ความมุง่ มนั่ ของคน ตัวตนของอาจารย์วรพจน์

ต่อความม่ันคงแห่งราชอาณาจักร ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน ความมนั่ คงทางเศรษฐกจิ ของประเทศ สวสั ดภิ าพในชวี ติ รา่ งกาย และ
ทรัพย์สินของประชาชนมากกวา่ ความผิดทางอาญาฐานอืน่ ๆ รฐั จงึ มีอำ�นาจและ
หน้าที่ที่จะต้องป้องกันและปราบปรามผู้กระทำ�ความผิดทางอาญาตามบัญชี
ลกั ษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ อย่าง
เฉียบขาดปราศจากการผ่อนปรนอยา่ งใด ๆ และการไมพ่ ระราชทานอภยั โทษแก่
นักโทษเด็ดขาดซ่ึงต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงที่สุดในความผิดตามบัญชีลักษณะ
ความผดิ ทา้ ยพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ หรอื พระราชทาน
อภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดซ่ึงต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงที่สุดในความผิดตาม
บญั ชลี กั ษณะความผดิ ท้ายพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐
ลดโทษจากกำ�หนดโทษน้อยกว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามคำ�พิพากษาถึงท่ี
สุดในความผิดฐานอ่ืน ก็น่าจะทำ�ให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความเกรงกลัวต่อ
กฎหมาย ยับย้ังช่ังใจท่ีจะกระทำ�ความผิดทางอาญาตามบัญชีลักษณะความผิด
ทา้ ยพระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ อนั จะยงั ผลใหม้ ผี กู้ ระท�ำ
ผิดทางอาญาดงั กลา่ วน้อยลงหรอื อยา่ งนอ้ ย ๆ ก็ไมท่ วจี �ำ นวนมากข้นึ การท่ีผ้ถู กู
ฟ้องคดีท่ี ๒ ใช้ดุลพินิจถวายคำ�แนะนำ�ต่อพระมหากษัตริย์ให้อาศัยอำ�นาจตาม
ความในมาตรา ๑๘๗ และมาตรา ๑๙๑ ของรฐั ธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศักราช ๒๕๕๐ กับมาตรา ๒๖๑ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความ
อาญา ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย
วธิ ีพิจารณาความอาญา (ฉบับท่ี ๙) พ.ศ. ๒๕๑๗ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้
ตราพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ พระราชทานอภัยโทษ
แก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพ่ือเป็นการถวายพระราชกุศล และเพ่ือให้โอกาสแก่บุคคล
เหลา่ นนั้ กลบั ประพฤตติ นเปน็ พลเมอื งดี เนอื่ งในโอกาสพระราชพธิ มี หามงคลเฉลมิ
พระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในวันท่ี ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ โดย
ดาวพนโ์รหะลรดาจาชกทระาบนบอTภUัยDCโทโดษยลนดายโอทรษ่ามจดาวกงจกนั ำ�ทหร์นดโทษให้แก่นักโทษเด็ดขาดซ่ึงต้องโทษ
296

สรปุ คำ�พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ

ตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.
๒๕๕๐ และต้องโทษจำ�คุกไม่ถึงตลอดชีวิตน้อยกว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งต้อง
ค�ำ พพิ ากษาถงึ ทส่ี ดุ ใหจ้ �ำ คกุ ไมถ่ งึ ตลอดชวี ติ ในความผดิ ฐานอนื่ นอกจากความผดิ
ดังที่กำ�หนดไว้ตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงมิได้
เป็นไปตามอำ�เภอใจ หากแต่มีเหตุผลอันควรค่าแก่การรับฟังเป็นอย่างย่ิง และ
ดงั นน้ั มาตรา ๘ แหง่ พระราชกฤษฎกี าพระราชทานอภยั โทษ พ.ศ. ๒๕๕๐ จงึ มไิ ด้
มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ฟ้องคดีและนักโทษเด็ดขาดเช่นผู้ฟ้องคดีโดย
ไม่เปน็ ธรรมอนั เป็นการขดั ต่อมาตรา ๓๐ ของรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๐ และไมช่ อบดว้ ยกฎหมายตามนยั มาตรา ๙ วรรคหนงึ่ (๑) แหง่
พระราชบญั ญัตจิ ดั ตัง้ ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่
อยา่ งใด

ศาลปกครองสูงสดุ พพิ ากษายกฟอ้ ง
๒.๓ คดเี กย่ี วกบั การขออนุญาตซ้อื อาวุธปนื (คดหี มายเลขแดงที่ อ.
๒๗๙/๒๕๕๖)
คดีพพิ าทระหวา่ ง นายวรรณกร พรหมอารีย์ ผฟู้ ้องคดี กบั นายอ�ำ เภอ
เมืองนา่ น ท่ี ๑ รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ ๒ ผูถ้ กู ฟ้องคดี
ข้อเทจ็ จริง
ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นอาจารย์ระดับ ๖ สังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลลา้ นนา ไดย้ น่ื ค�ำ รอ้ งขออนญุ าตซอ้ื อาวธุ ปนื พกสน้ั กง่ึ อตั โนมตั ิ ขนาด .๔๕
ชตู เตอร์ คอมแพค M 1911 กับส�ำ นกั อ�ำ นวยการกองอาสารกั ษาดินแดน กรม
การปกครอง ตามโครงการจดั หาอาวธุ ปนื เพอ่ื เปน็ สวสั ดกิ ารแกข่ า้ ราชการกรมการ
ปกครอง ระยะที่ ๓ เลขทสี่ ญั ญา ๔๒๐๔ ปรากฏตามหนงั สอื ใบตอบรับการช�ำ ระ
ดาวเนง์โินหลคด่าจอาการวะุธบปบืนTUขDอCงโสดำ�ยนนักายออำ�รน่ามวดยวกงจานั รทกรอ์ งอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง

297

๖๐ ปี ความมุ่งมั่นของคน ตวั ตนของอาจารยว์ รพจน์

ลงวันท่ี ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๑ และหนงั สอื กรมการปกครอง ที่ มท ๐๓๑๑.๑/
พิเศษ เรอื่ ง การรบั มอบอาวุธปนื ลงวนั ที่ ๑๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๑ ผูฟ้ ้องคดจี งึ ยน่ื
คำ�ร้องขอมแี ละใชอ้ าวธุ ปืนตามแบบ ป. ๑ ลงวนั ที่ ๑๘ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๑ ต่อ
ผถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ ในฐานะนายทะเบยี นทอ้ งทอ่ี �ำ เภอเมอื งนา่ น จงั หวดั นา่ น ในชน้ั แรก
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติและบันทึกถ้อยคำ�ผู้ฟ้องคดี พบว่าผู้ฟ้องคดีมี
คณุ สมบัติและไม่มลี กั ษณะตอ้ งห้ามตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบญั ญัตอิ าวุธปืน
เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และส่ิงเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐
แตจ่ ากการตรวจสอบขอ้ มลู ทะเบยี นอาวธุ ปนื ของกรมการปกครองพบวา่ ผฟู้ อ้ งคดี
เคยได้รับอนญุ าตใหม้ แี ละใช้อาวุธปนื มาแลว้ จำ�นวน ๒ กระบอก คือ อาวธุ ปนื
พกสัน้ กงึ่ อัตโนมตั ิ ขนาด ๙ มม. และอาวธุ ปืนยาวลกู กรด ขนาด .๒๒ เจา้ หน้าที่
จงึ ใหผ้ ฟู้ อ้ งคดชี แ้ี จงเหตผุ ลความจ�ำ เปน็ เพม่ิ เตมิ ซง่ึ ผฟู้ อ้ งคดใี หถ้ อ้ ยค�ำ เพมิ่ เตมิ ตาม
แบบ ป.ค. ๑๔ เร่ือง ขอช้ีแจงเหตุผลความจำ�เป็นในการขออนุญาตให้มีและใช้
อาวุธปืน ลงวนั ท่ี ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๑ พร้อมทัง้ ยน่ื หนงั สอื ลงวันท่ี ๑๓ มนี าคม
๒๕๕๑ ชี้แจงว่า อาวุธปืนที่ผู้ฟ้องคดีขออนุญาต นายทะเบียนสามารถออกใบ
อนุญาตให้ได้ และกรมการปกครองได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีไปรับมอบอาวุธ
ปืน เปน็ การยนื ยันวา่ อธิบดีกรมการปกครอง ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ถกู
ฟ้องคดีที่ ๒ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ฟ้องคดีแล้ว และอนุมัติให้ออกแบบ
ป. ๒ สั่งปนื เขา้ มาในชอื่ ของผู้ฟ้องคดี อีกท้งั อาวุธปืนทีข่ ออนญุ าตมรี ะบบปฏบิ ตั ิ
การที่ดีและสะดวกต่อการบำ�รุงรักษา สำ�หรับอาวุธปืนพกส้ันกึ่งอัตโนมัติ ขนาด
๙ มม. ทไ่ี ด้รบั อนญุ าตไปแล้ว เมื่อน�ำ ไปใชป้ รากฏวา่ ไมเ่ หมาะสมกับผฟู้ ้องคดแี ต่
ไมส่ ามารถขายตอ่ ได้ ตอ่ มา ผู้ถูกฟอ้ งคดที ่ี ๑ พิจารณาคำ�ร้องขออนญุ าตใหม้ ีและ
ใชอ้ าวธุ ปนื ตามแบบ ป. ๑ และเอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ งประกอบแลว้ มคี �ำ สงั่ ไมอ่ นญุ าต
ลงวนั ท่ี ๒๐ มนี าคม ๒๕๕๑ โดยเขียนลงในคำ�รอ้ งดังกล่าว ซึ่งในวนั เดยี วกนั น้นั
ผูฟ้ ้องคดีไดส้ อบถามจากเจ้าหน้าท่จี ึงทราบวา่ ผถู้ ูกฟ้องคดที ี่ ๑ มคี ำ�สง่ั ไมอ่ นญุ าต
ดาวแนล์โหะลใดนจวากนั รระบงุ่ ขบนึ้ TUผDฟู้ Cอ้ โงดคยดนขีายออครา่ดั มสดำ�วเงนจาันคทร�ำ ์ ขออนญุ าตตามแบบ ป. ๑ ดงั กลา่ ว พรอ้ ม
298

สรปุ ค�ำ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สุด

กับมีหนังสือลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๑ อุทธรณ์คำ�สั่งดังกล่าว เพราะเห็นว่า
เปน็ ค�ำ ส่ังทีไ่ มถ่ กู ตอ้ งตามกฎหมาย ไมเ่ ปดิ โอกาสใหม้ กี ารโตแ้ ยง้ และแสดงพยาน
หลักฐานตามมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่ให้เหตุผลตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญตั ฉิ บบั เดยี วกนั รวม
ทงั้ ไมแ่ จง้ ค�ำ สงั่ ไมอ่ นญุ าตดงั กลา่ วเปน็ หนงั สอื ตามมาตรา ๖๓ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
อาวธุ ปืน เครือ่ งกระสนุ ปืน วัตถรุ ะเบิด ดอกไม้เพลงิ และสิ่งเทยี มอาวุธปืน พ.ศ.
๒๔๙๐ และไม่แจ้งสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา ๔๐ แห่ง
พระราชบญั ญัตวิ ิธปี ฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ผู้ถกู ฟอ้ งคดีท่ี ๑ จงึ
แจ้งคำ�ส่งั ไมอ่ นุญาตใหม้ ีและใช้อาวุธปนื ใหผ้ ้ฟู ้องคดีทราบใหม่อกี คร้ังเป็นหนังสือ
ตามหนังสือ ท่ี นน ๐๑๑๗/๑๑๑๓ ลงวันท่ี ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๑ โดยใหเ้ หตผุ ล
วา่ กระทรวงมหาดไทยเคยสง่ั การไวส้ �ำ หรบั บคุ คลทวั่ ไปทมี่ คี วามจ�ำ เปน็ ตอ้ งมอี าวธุ
ปนื พก อนญุ าตใหม้ ไี ดล้ ำ�กลอ้ งไม่เกินขนาด .๓๘ หรอื ๙ มม. หากเกนิ กว่าน้ี ผขู้ อ
อนญุ าตตอ้ งเปน็ ขา้ ราชการซงึ่ มหี นา้ ทปี่ ราบปรามตามกฎหมายหรอื มหี นา้ ทปี่ ฏบิ ตั ิ
งานในเขตพ้นื ท่ีทเี่ สย่ี งอันตรายต่อชวี ติ เทา่ น้นั ผฟู้ ้องคดีอทุ ธรณค์ ำ�ส่ังตามหนังสอื
ทผ่ี ถู้ กู ฟอ้ งคดที ่ี ๑ แจง้ ใหมอ่ กี ครงั้ โดยโตแ้ ยง้ วา่ การปฏเิ สธดงั กลา่ วซงึ่ เปน็ ไปตาม
ขอ้ ๔ ของหนังสือสั่งการของกระทรวงมหาดไทย ท่ี มท ๐๕๐๑/ว ๘๘๖ ลงวนั ที่
๒๑ สิงหาคม ๒๕๒๑ นั้น ฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่สามารถนำ�มาใช้กับผู้ฟ้องคดีได้
เนอื่ งจากเป็นการเลือกปฏิบัตริ ะหว่างขา้ ราชการด้วยกัน ขดั ตอ่ มาตรา ๓๐ ของ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หนังสือสั่งการดังกล่าว
เป็นการวางระเบยี บการทะเบียน การขอและการออกใบอนญุ าต ตามมาตรา ๖
วรรคหน่ึง (๒) แหง่ พระราชบัญญัติอาวุธปนื เครื่องกระสุนปืน วตั ถุระเบดิ ดอกไม้
เพลงิ และสงิ่ เทยี มอาวธุ ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐ จงึ ตอ้ งออกเปน็ กฎกระทรวงมใิ ชห่ นงั สอื
ส่ังการ และเม่ือหนงั สอื ดงั กล่าวเปน็ กฎแต่ไมเ่ คยลงพิมพ์ในราชกิจจานเุ บกษา จึง
ไมอ่ าจน�ำ มาใชใ้ นทางทไ่ี มเ่ ปน็ คณุ กบั ผฟู้ อ้ งคดไี ด้ ตามมาตรา ๘ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ดาวขน้อ์โหมลดูลจขาก่ารวะสบาบรTขUอDCงรโดายชนกาายรอร่าพม.ดศว.งจ๒นั ท๕ร์๔๐ ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณา

299


Click to View FlipBook Version