The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางประวัติศาสตร์ ป1-6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เสกสรรค์ สิธิวัน, 2022-02-13 22:08:05

แนวทางประวัติศาสตร์ ป1-6

แนวทางประวัติศาสตร์ ป1-6

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวัติศาสตร์

ผ่านแหลง่ เรยี นรปู้ ระวตั ิศาสตร์ในท้องถ่ิน จงั หวดั เชียงราย

ระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี

สานกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาเชียงราย เขต
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

แนวทางการจัดการเรียนรโู้ ดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์
ผา่ นแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถิน่ จังหวัดเชยี งราย

พมิ พค์ ร้ังท่ี 1 พ.ศ.2564 จำนวน 150 เล่ม
จดั พมิ พ์เผยแพร่ สำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษาเชียงราย เขต 1

ผเู้ ขียน ขออภยั ท่มี ิอาจแจ้งแหล่งท่ีมาของข้อมูลไดอ้ ย่างครบถ้วน และขอขอบคณุ เจา้ ของผลงานทง้ั
ขอ้ ความ ภาพ และอื่นๆ ที่มามาใช้ในเอกสารฉบับน้ี
ท้งั น้ี เพ่ือประโยชนท์ างการศึกษา

แมจ้ ะมิได้มีหนังสอื ขออนญุ าตเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ 2

ผา่ นแหล่งเรยี นรู้ประวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จังหวัดเชียงราย ชั้น ป.๑-๖

เชยี งราย

ดินแดนถิน่ พ่อขนุ
คา้ จนุ พุทธศาสนา
พระธาตุดอยตุงลา้ ค่า
อนุ่ อารยธรรมลา้ นนา
ทรงคุณค่าคู่เมืองเชยี งราย

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ 3

ผา่ นแหล่งเรยี นรปู้ ระวัติศาสตร์ในท้องถน่ิ จังหวดั เชยี งราย ชัน้ ป.๑-๖

สมเด็จพระนางเจ้าสริ กิ ิติ์ พระบรมราชนิ ีนาถ
พระบรมราชชนนพี นั ปหี ลวง

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 4

ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น จังหวัดเชยี งราย ชั้น ป.๑-๖

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 5

ผ่านแหลง่ เรียนร้ปู ระวัตศิ าสตรใ์ นทอ้ งถน่ิ จังหวัดเชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

คำนำ

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด และวิกฤต
เศรษฐกิจที่เกิดในยุคปัจจุบัน การพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะที่จำเป็นในศตวรรษ
ที่ 21 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของประเทศ อย่างไรก็ตาม การสร้างความมั่นคงทางจิตใจ
ให้ผู้เรียนพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติด้วยความรักและภาคภูมิใจในประเทศ ถือเป็น
สิ่งสำคัญเช่นกัน ดังพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี
ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีใจความสำคัญว่า “...การศึกษาต้องมุ่งสร้าง
พื้นฐานให้แก่ผู้เรียนใน 2 ด้าน คือ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติที่ถูกต้อง และมุ่งสร้างพื้นฐานชีวิต
หรืออปุ นิสยั ท่ีมัน่ คง...”

การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนได้รู้จักความเป็นมา รากเหง้าของตนเอง
ท้องถิ่น และประเทศชาติ ให้ได้เรียนรู้แบบอย่างการทำดีเพื่อส่วนรวมจากวีรกรรมของบร รพบุรุษ
ให้ได้รู้จักและเข้าใจแนวคิด ความฉลาดหลักแหลม ที่แฝงอยู่เบื้องหลังประเพณี วัฒนธรรม
และภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบทอดกันมาถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างความภาคภูมิใจให้เกิด
ในตวั ผ้เู รยี น นำไปสูก่ ารมจี ติ ใจท่ีเข้มแขง็ มั่นคงพรอ้ มเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศต่อไป

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 รับใส่เกล้าฯ กระแสพระราชดำรัส
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่แสดงความห่วงใย
ต่อการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย ได้ดำเนินกิจกรรม “การเรียนรู้ประวัติศาสตร์
ผ่านแหล่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น ตามแนวพระราชดำริฯ” โดยส่งเสริมให้สถานศึกษา
ทุกแห่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ผ่านแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เพื่อแสดงออกถึงความ
จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และปลูกฝังผู้เรียน ให้เกิดความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่น
และประเทศชาติ และได้จัดทำแนวทาง “การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์
ผา่ นแหล่งเรยี นรูป้ ระวัตศิ าสตรใ์ นทอ้ งถ่ิน จังหวดั เชียงราย ขน้ึ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ผ่านแหล่งเรียนรู้
ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์ตอ่ ครูและผูท้ ี่สนใจการจดั กิจกรรม
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ผา่ นแหล่งเรียนรู้ทางประวัตศิ าสตร์ในท้องถ่นิ ทน่ี ำไปสูก่ ารเสริมสร้างทักษะ
สมรรถนะ ความรักและความภาคภูมิใจในรากเหง้าท้องถ่ินและประเทศชาติ

กล่มุ นเิ ทศ ติดตามและประเมินผลการจดั การศึกษา
สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ 6

ผา่ นแหล่งเรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถน่ิ จังหวดั เชียงราย ชัน้ ป.๑-๖

สารบญั

หน้า

คำนำ
สารบัญ

ส่วนท่ี 1 ความสำคัญการจดั การเรียนรู้ประวัตศิ าสตร์ 1
ความสำคัญการจดั การเรียนรู้ประวตั ศิ าสตร์ 1
ความหมายของประวตั ิศาสตร์ 5

สว่ นที่ 2 การจดั การเรยี นรโู้ ดยใช้วิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 8
วธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ 9
ทกั ษะทางประวัติศาสตร์ 14

สว่ นท่ี 3 แหล่งเรยี นร้ปู ระวัตศิ าสตร์ในท้องถ่นิ จงั หวดั เชียงราย 16
วัด 19
โบราณสถาน 24

โบราณวัตถุ 34
เมืองเกา่ /ชมุ ชนโบราณ 41
บคุ คลสำคญั ทางประวัติศาสตร์ 51

ภมู ิปัญญาท้องถิ่น 59
ประเพณี พิธีกรรม ความเชอ่ื 66
สถานที่ท่องเทย่ี วทางธรรมชาตทิ ีม่ ปี ระวัติศาสตร์ 74

สว่ นท่ี 4 การนำแหล่งเรยี นรู้ประวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถิ่นสู่การจัดการเรยี นรู้ โดยใช้วิธีการทาง 79

ประวัติศาสตร์

มาตรฐานตัวช้ีวัด สาระประวตั ศิ าสตร์ 80

วเิ คราะหห์ ลักสูตร 88

คำอธบิ ายรายวิชา 97

โครงสร้างรายวชิ า 102

การออกแบบหน่วยการเรยี นรู้ 109
การวัดประเมนิ ผล 114
สว่ นท่ี 5 ตัวอย่างหน่วยการเรียนรู้ 122
บรรณานุกรม 251
คณะทำงาน 253

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 7

ผา่ นแหลง่ เรียนรู้ประวตั ิศาสตรใ์ นท้องถน่ิ จังหวัดเชยี งราย ช้นั ป.๑-๖

ส่วนท่ี 1

ความสำคัญการจัดการเรยี นรู้ประวัตศิ าสตร์

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ 1

ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวตั ิศาสตรใ์ นท้องถน่ิ จงั หวัดเชียงราย ชัน้ ป.๑-๖

ความสำคญั การจัดการเรยี นรปู้ ระวัติศาสตร์

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ คือ พื้นฐานเบื้องต้นในการรู้จักและเข้าใจคุณค่าความสำคัญของอดีต
ด้วยการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ วินิจฉัย บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเป็นผลจากหลักฐานข้อเท็จจริง
ทหี่ ลากหลาย สง่ เสริมใหผ้ เู้ รยี นเปน็ นกั คดิ มเี หตุมผี ล

กระบวนการศึกษาทางประวัติศาสตร์ หรือวิธีการทางประวัติศาสตร์มุ่งเสริมสร้างจิตใจให้เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้
รู้จักตั้งคำถามและค้นหาคำตอบ ทำให้ได้เรียนรู้บทเรียนจากอดีต ความเป็นมาของสังคมในพื้นที่และบริบท
ของเวลาต่างๆ ประวัติศาสตร์เปรียบเสมือนกระจกที่ส่องให้เห็นสังคมมนุษย์ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในพื้นที่ที่หนึ่ง
ที่มีพัฒนาการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สอนให้เรารู้จักตนเอง รวมถึงความเป็นมาของชุมชน ท้องถ่ิน
และประเทศชาติ ปลูกจิตสำนึกในความเป็นชาติ รักและภาคภูมิใจในบรรพบุรุษที่ก่อตั้งชาติบ้านเมือง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญ
ของประวัติศาสตร์และเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะ สมรรถนะคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ของผูเ้ รียน ท้งั น้ี การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ประวตั ิศาสตรอ์ าจจัดได้ทั้งรูปแบบกิจกรรมในหอ้ งเรียนและกิจกรรม
นอกห้องเรียน ซึ่งการเรียนรู้เนื้อหาสาระ หลักการ และทฤษฎีในห้องเรียนจะเป็นรูปธรรม เข้าใจได้ง่าย
และชัดเจนขึ้นเมื่อผู้เรียนไดส้ ัมผสั รบั รเู้ กิดประสบการณ์ตรงจากส่ิงที่เรียนรูห้ รือกำลังศึกษาจากการจัดกิจกรรม
นอกห้องเรียนเช่นการทำโครงงานประวัติศาสตร์ การทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ถือเป็นการ
เรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา สร้างประสบการณ์ ผู้เรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเกิดเป็นการสร้างการเรียนรู้
ที่มีความหมายให้แก่ผู้เรียน เมื่อผู้เรียนเกิดความตระหนักว่า วิชาประวัติศาสตร์ เป็นวิชาสำคัญต่อการพัฒนา
ทักษะการคิดวิเคราะห์ และผลของการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จะพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบแล้ว
ผู้สอนควรเน้นย้ำในรายละเอียดของทักษะทางประวัติศาสตร์ และขั้นตอนในการจัดกิจกรรมประวัติศาสตร์
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่นการเลือกบริโภคข้อมูลข่าวสาร การประเมิน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล การแสดงความคิดเห็นอย่างมีตรรกะ
สมเหตสุ มผล เป็นตน้ สิ่งเหลา่ นี้จะทำใหผ้ ้เู รียนไมโ่ น้มเอยี ง หรอื เชื่อโดยไม่มีหลักฐาน และสามารถแสดงเหตุผล
ในการเลือกเชอ่ื หรือปฏบิ ัติสิ่งนัน้ ๆ ได้

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2557 : 4-12) ได้กล่าวถึงความสำคัญการจัดการเรียนรู้
ประวัติศาสตร์ ดงั นี้

1. สร้างความเขา้ ใจปัญหาและส่งิ แวดลอ้ มของสังคมปจั จุบนั
ประวัติศาสตร์หรือการสืบสวนอดีตของมนุษย์ ทำให้เราได้รู้ว่า พฤติกรรมและ ความคิด ความเช่ือ

ของผู้คนในสังคมเกิดขึ้นได้อย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงหรือมีพัฒนาการมา อย่างไร อันจะนําไปสู่การวิเคราะห์
เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างมีเหตุมีผล มาตรการในการแก้ปัญหา จึงจะมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
เรียกว่าเป็นการศึกษาอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน เห็นแนวทางก้าวสู่อนาคต ผู้สอนประวัติศาสตร์ต้องทำความ
เข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่า แต่ละสังคม ย่อมมีพัฒนาการหรือการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ซึ่งเกิดจากปัจจัย
แวดล้อมต่างๆ อันเป็น เอกลักษณ์เฉพาะที่เรียกว่า “บริบทของเวลา” สังคมปัจจุบันก็คือผลพวงจากอดีต
นั่นคือ ข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับว่า สภาพของสังคมไทยในปัจจุบันไม่ว่าดีหรือเลว สังคมสมานฉันท์

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 2

ผา่ นแหล่งเรยี นรปู้ ระวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถ่ิน จงั หวดั เชยี งราย ชั้น ป.๑-๖

หรือแตกแยก ล้วนเป็นผลผลิตของประสบการณ์ในอดีตท่ีเราและบรรพบุรุษของเราได้ก่อไว้ทั้งสิ้น การที่จะเข้าใจ
ปัญหาสังคมไทยให้ชัดเจนได้ ก็ด้วยการศึกษาอดีต ว่ามีเรื่องใดเกิดขึ้นบ้าง การเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลา
เปน็ อยา่ งไร ทาํ ไมจงึ เป็นเชน่ นัน้ การเปลย่ี นแปลงแต่ละคร้งั มีผลอยา่ งไร การเรียนรแู้ ละทำความเขา้ ใจเรอื่ งราว
หรอื เหตุการณ์สำคัญของสงั คมมนุษย์ เพือ่ เขา้ ใจปัจจุบนั ถือเป็นคณุ ค่าท่ีสำคัญทส่ี ุดของประวตั ิศาสตร์

2. รรู้ ากเหง้าความเป็นไทย เขา้ ใจและภูมิใจในชาตติ น
เหตุการณส์ ำคัญในอดีตของสังคมไทย เร่ิมตัง้ แต่การตั้งถ่ินฐาน การสรา้ ง บ้านเมอื ง การขยายอาณาเขต

เพื่อสร้างความมั่นคง ซึ่งเป็นผลมาจากวีรกรรมและความเสียสละ ของบรรพบุรุษ ล้วนเป็นความรู้
จากประวัติศาสตร์ ซึ่งนอกจากจะสร้างความเข้าใจ และรู้จัก ความเป็นมาของชาติแล้ว ยังจะทำให้ผู้เรียนรู้
รากเหง้าความเปน็ ไทยว่า กว่าจะถึงวันนี้ได้น้ัน บรรพบุรุษของเราในอดีตได้อุตสาหะบากบั่นพยายามสรา้ งชาติ
ไทยขึ้นมาอย่างไร ต้องต่อสู้ พลีชีพเพื่อปกป้องดินแดนไทยไว้กี่ครั้ง กี่หน ต้องอดทน ต้องปรับตัว ต้องยืดหยุ่น
อย่างไร จึงสามารถครอบครองดินแดนไทยบนแหลมทองที่อุดมสมบูรณ์ไว้ให้เป็นมรดกสืบจนถึงปัจจุบันน้ี
ความรู้ประวัติศาสตร์ในแง่นี้ย่อมสร้างความรัก ความเข้าใจ และภูมิใจในชาติตนให้กับผู้เรียน ซึ่งศาสตร์อื่นๆ
ย่อมไม่สามารถทำบทบาทหนา้ ทีน่ ีไ้ ดด้ เี ทา่ ประวตั ิศาสตร์

3. ร้บู ทเรียนในอดีต เห็นขอ้ บกพรอ่ ง-ความผิดพลาด ความสำเร็จ ความดงี าม ของบรรพบุรุษ
ประวัตศิ าสตร์ไม่ใช่แต่เพียงอดีตของความสำเร็จและความดีงาม ซ่งึ ย่อมสร้าง ความภมู ิใจในบรรพบุรุษ

ไทยเท่านั้น แต่การเรียนรู้เรื่องความล่มสลายของอาณาจักรไทยในอดีต การเสียเอกราช การเสียดินแดน
ลว้ นเปน็ ความรู้จําเปน็ ซึ่งได้มาจากการวิเคราะห์เหตุการณ์ ในประวัติศาสตร์ ว่าทําไม และอยา่ งไร (why/how)
ซ่ึงไมใ่ ช่การสอนเพยี งใหร้ ู้วา่ มีใคร ไดท้ ำอะไร ท่ีไหน และเมื่อไร (who what where when) อนั เปน็ ขอ้ เท็จจริง
เบื้องต้น หรือข้อมูลพื้นฐาน เท่านั้น แต่ผู้สอนประวัติศาสตร์จําต้องชี้มูลเหตุปัจจัยของเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้
ผูเ้ รยี นเข้าใจ ประวตั ศิ าสตรใ์ นแงท่ ีเ่ ป็น “บทเรียนในอดตี ” วา่ ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความอ่อนแอของผู้นํา
ความลุ่มหลงในอำนาจหรือการสะสมปัญหาจนยากจะแก้ไขความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมือง
หรือขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ความไม่รู้เท่าถึงการณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งปัจจัย ทางธรรมชาติล้วน
เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์สำคัญในอดีตได้ทั้งสิ้น การเรียนรู้ในลักษณะนี้ จึงจะทำให้ “อดีต”
เป็นบทเรียนสำหรับการมองเห็นปัญหาในปัจจุบันได้ชัดเจน ซึ่งจะสามารถ นําไปสู่การเป็นบทเรียนที่มีค่า
สำหรับใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในอนาคตต่อไป ซึ่งย่อมแน่นอน ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหน่ึง
แต่เป็นเรื่องของความเป็นชาติ หรือสังคมโดยรวม จึงจำเป็นต้องรวมพลังกันช่วยกันขับเคลื่อนโดยใช้อดีตเป็น
บทเรียน ความรใู้ นแงน่ ้ี แต่จะเกิดข้นึ หรือไม่ ย่อมท้าทายตอ่ ผสู้ อนประวตั ิศาสตรใ์ นระดับมืออาชีพ

4. รู้ความเปน็ มาและวัฒนธรรมของประเทศตน และประเทศอน่ื ๆ
วฒั นธรรมในนัยของประวตั ิศาสตร์ ย่อมรวมถึงวถิ คี ิด วถิ ปี ฏิบตั ิ ซึ่งสะท้อน ออกมาเป็นรูปแบบต่างๆ

เชน่ ความเป็นไทย คงไม่ได้แสดงที่รูปร่าง หน้าตา การแต่งกาย การนบั ถือศาสนา อาหารการกิน ซง่ึ แทบจะแยกแยะ
ได้ยากกับความเป็นคนในภมู ิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ หรือผู้คนในภูมภิ าคอืน่ ในยุคโลกาภิวัตน์ การเรียนรู้
ความเปน็ มาของวถิ คี ิด และวถิ ีปฏิบตั ิ หรือรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยจะทำให้เราสามารถแยกแยะ “ความเป็น
คนไทย วัฒนธรรมไทย วถิ ีไทย” ออกจากสงั คมมนษุ ยอ์ นื่ ๆ ได้ เช่น ผ้เู รยี นน่าจะไดเ้ รียนรู้ และเขา้ ใจว่า ดนิ แดน
ไทยตั้งอยู่ในระหว่างแหล่งอารยธรรมโบราณ ๒ แห่ง คือ อินเดียและจีน ทำให้ไทยตั้งอยู่ ในเส้นทางค้าขาย
ซึ่งส่งผลให้ไทยอยู่ในกระแสวัฒนธรรมจากภายนอกที่หลากหลาย ไม่เฉพาะอินเดียและจีนเท่าน้ัน

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 3

ผา่ นแหลง่ เรียนรูป้ ระวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถ่นิ จังหวัดเชียงราย ช้นั ป.๑-๖

แต่หมายรวมทุกชาติที่เดินทางค้าขายด้วย ผนวกกับการที่ดินแดนไทย มีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาช้านาน ซึ่งย่อมมีวิถี
การดำเนินชีวิตของตนเอง ปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน เหล่านี้ทำให้วัฒนธรรมไทยมีลักษณะผสมผสาน
ซึ่งมาจากการรับวัฒนธรรมจากชาวต่างชาติ มาผสมผสานกับความเป็นท้องถิ่น ดังนั้นเราจึงมีทั้งพราหมณ์
พุทธ ผี เทพารักษ์ ผสมผสาน ในขนบธรรมเนียมประเพณีไทยทางด้านศิลปกรรม มีทั้งอินเดีย จีน เปอร์เซีย
ตะวันตก ผสมผสาน เป็นรูปแบบทางสถาปัตยกรรมและประติมากรรม ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยเช่นกัน
ที่สำคัญ ผู้สอนประวัติศาสตร์ต้องเชื่อมโยงด้วยว่า สภาพภูมิศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญทำให้เกิดวัฒนธรรม
แต่ประวัติศาสตร์สร้างความเข้าใจ กาลเทศะทำให้สังคมมนุษย์มีความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว
ซึ่งหมายถึงว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มที่ร้อนชื้น ย่อมมีการปลูกข้าว มีความคิด ความเชื่อ และพิธีกรรม
เกี่ยวกับข้าวเหมือนกัน แต่ในความเหมือนนี้ย่อมมีความต่างเกี่ยวกับ วิถีคิด วิถีปฏิบัติ ซึ่งเราจะทำความเข้าใจ
ได้จากการเรียนรู้จากประวตั ิศาสตร์

5. รบู้ ันทกึ เกยี่ วกับพฤตกิ รรมของมนุษยใ์ นอดีต
คุณค่าของประวัติศาสตร์ในแง่นี้มาจากแนวคิดที่ว่า การรับรู้เรื่องราวในอดีต ไม่จําเป็นที่จะต้องมา

จากการเรียนจากครูในห้องเรียนเท่านั้น แต่ผู้เรียนหาความรู้ได้จากการอ่าน บันทึกของเหตุการณ์ ในกรณีน้ี
ผู้สอนต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บันทึกของเหตุการณ์ ที่นักประวัติศาสตร์บางท่านเรียกว่า “ภาพอดีต” น้ัน
สร้างขึ้นในบริบทที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ ข้อมูลที่มีอยู่ ค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนตามเวลา และการครอบงำ
“มือท่ีมองไม่เห็น ที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ ผบู้ ันทึกเหตกุ ารณ์ (การเมอื ง การปกครอง หรอื เศรษฐกิจ หรอื อาจรวมถึงความ
เชื่อ ความศรัทธาในศาสนา) ดังนั้นในแง่นี้ประวัติศาสตร์จึงเน้นในเรื่องการอ่านอย่างระมัดระวัง ผู้สอน
ประวัติศาสตร์จึงควรแนะนําวิธีการค้นหาหนังสือที่ผู้เรียนต้องการอ่านจากห้องสมุด หรือ จากอินเทอร์เน็ต
ข้อควรระวังคือ ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตนั้น มิใช่ “ภาพอดีต” แต่เป็นเพียงข้อมูล บางส่วนที่ได้จากการตัดต่อ
ที่ไม่ยืนยันความถูกต้อง สิ่งที่สำคัญคือ ส่วนที่เป็นการอ้างอิง ซึ่งผู้อ่าน ควรจะได้ติดตามและตรวจสอ บ
“ภาพอดีต” ทีต่ อ้ งการรู้ต่อไป

6. รู้วิธกี ารศกึ ษาเรื่องราวสำคัญๆ ท่เี ชื่อวา่ เกิดข้ึนจรงิ
ถอื ว่าเป็นหวั ใจของประวตั ศิ าสตร์ในแง่ของการสร้างความรใู้ หม่ ที่ทกุ คนสามารถ ทำได้ และมคี ณุ ค่า

สำคัญมากต่อมนุษยชาติเนื่องจากการสร้างสรรค์ความรู้ในเชิงวิทยาการ ทั้งหลายในโลกนี้เจริญสืบเนื่องได้
ตลอดมา กเ็ พราะการศึกษาในแง่น้ี ผู้สอนประวัติศาสตร์ ต้องเขา้ ใจก่อนว่า การเรียนร้อู ดีตของสังคมมนุษย์โดย
ผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ หรือจากการให้ นักเรียนอ่านตามความสนใจใคร่รู้ของนักเรียนเอง
เป็นการ“รับความรู้” ที่มีผู้อื่นได้ศึกษาไว้ก่อนแล้ว แต่ความรู้ในโลกนี้ยังมีอีกมากมายทีย่ ังไม่มใี ครรู้ โดยเฉพาะ
ในเรื่องพฤติกรรม ความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของมนุษย์ที่มีอยู่ในทุกพื้นที่ เช่น ประวัติของตัวเรา
และครอบครัวความเป็นมาของตระกูล หมู่บ้าน และชุมชนที่เราอาศัยอยู่ ศาสนสถาน ตลาด ประเพณี
ล้วนเป็นเรื่อง ที่อยู่ใกล้ตัวเราเอง และเป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถสืบค้นหาความรู้เหล่านี้ แล้วนํามาเสนอ
ใหผ้ ้อู ่ืนรูไ้ ด้ เรยี กวา่ การสรา้ งความรู้ หรอื การเตมิ ความร้ใู ห้แก่โลก

สรุปได้วา่ ประวตั ศิ าสตรเ์ ปรียบเสมือนกระจกทีส่ ่องให้เห็นสังคมมนุษย์ ณ ชว่ งเวลาหนึ่ง ในพ้ืนที่หนึ่ง

ท่ีมีพฒั นาการสืบเนื่องมาจนปจั จุบนั จงึ ถือไดว้ ่าการจดั การเรียนรู้ประวัตศิ าสตร์มคี วามสำคัญ ดงั น้ี

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 4

ผา่ นแหล่งเรียนรูป้ ระวัติศาสตรใ์ นท้องถ่ิน จงั หวัดเชียงราย ช้นั ป.๑-๖

1. ประวัติศาสตร์ สอนให้รู้จักตนเอง รู้ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่นและประเทศชาติของตน
เขา้ ใจพฒั นาการของผคู้ นท่ีอาศยั อยู่ในแผ่นดินไทยต้งั แต่อดตี และความรงุ่ เรอื งที่วิวัฒนาการสืบทอดมาอย่างต่อเน่ือง
จนถงึ ปจั จบุ นั

2. ประวัติศาสตร์ สร้างจิตสํานึกในความเป็นชาติ เกิดความรักความภาคภูมิใจ ในบรรพบุรุษที่ก่อต้ัง

ชาติบ้านเมือง ยังความเป็นปึกแผ่นดำรงเอกราชมาจนปัจจุบัน รวมถึงการสืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณี

ศลิ ปวัฒนธรรมที่คงความเปน็ เอกลกั ษณ์ ซ่ึงถอื เปน็ หนา้ ที่คนรุ่นหลงั จะต้องสืบทอดให้คงอยู่ตลอดไป

3. ประวัติศาสตร์ ส่งเสรมิ ผู้เรียนให้เป็นนักคิด มเี หตมุ ีผล เพราะกระบวนการศึกษาทางประวัติศาสตร์

หรือวิธีการทางประวัติศาสตร์มุ่งเสริมสร้างจิตใจให้ใฝ่รู้ (Inquiring mind) ต้ังคําถาม ค้นคว้าหาคําตอบ

โดยศกึ ษาจากหลกั ฐานที่เก่ยี วข้องใหค้ รบถว้ น วิเคราะห์ กลนั่ กรอง ข้อเท็จจริง และสรุปผลการสืบคน้ อยา่ งมีเหตุผล

๔. ประวัติศาสตร์ เป็นบทเรียนจากอดีต ทำให้ผู้คนในสังคมได้เรียนรู้ความเป็นมาในสังคม ในพื้นท่ี
และบริบทของเวลาต่างๆ กัน เห็นบทเรียนในอดีตที่มีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ
และชว่ ยตดั สนิ ใจท่ีจะดำเนินการในเรื่องทเี่ ก่ียวข้องกับสังคม และชาตบิ ้านเมือง บทเรียนในอดตี จะช่วยสร้างความรู้สึก
รว่ มในชะตากรรมให้กับคนในสังคมเดยี วกัน ปลกู ฝงั ความรสู้ กึ ในความเปน็ ชาติ หวงแหนอิสรภาพ และเอกราช
ของชาตติ น

ดังกล่าวนี้จะเกิดได้จาก “ครูประวัติศาสตร์มืออาชีพ” ที่มีจิตวญิ ญาณของการตั้งใจจริงและมานะพยายาม
(เพราะปัญหา เรื่องชาติบ้านเมืองถูกละเลยมาเป็นเวลานาน) เช่นเดียวกับนักประวัติศาสตร์ที่มุ่งสร้างความรู้
เกีย่ วกบั อดีตของสงั คมมนษุ ยน์ ัน่ เอง

ความหมายของประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์จัดเป็นวิชาสำคัญวิชาหนึ่ง ที่เน้นการศึกษาเหตุการณ์ทุกอย่างที่ผ่านมาในอดีต รวมท้ัง
เหตุการณ์ปัจจุบันและที่กำลังจะเป็นอดีตด้วย วิชาประวัติศาสตร์จัดเป็นวิชาเก่าแก่ที่มีความสำคัญ
และมีพัฒนาการของศาสตร์สืบต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน เพราะอดีตที่ถูกนำมาเรียนรู้ในฐานะที่เป็นวิชา
ประวตั ิศาสตร์จะเป็นบทเรียนทม่ี ีคุณค่าและสำคัญต่อการสร้างสังคม

ประวัติศาสตร์ (history) มาจากคำในภาษากรีกว่า “Historia” ซึ่งความหมายว่า การไต่สวนหรือ
ค้นคว้า ประวัติศาสตร์ คือการศึกษาประวัติความเป็นมาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จากการที่ได้บันทึกเก็บไว้
หรือประสบการณ์จากผู้มีอาวุโส ความหมายของคำนี้เกิดจากการสมาสคำศัพท์ภาษาบาลี “ประวัติ”
ซึ่งหมายถึง เรื่องราวความเป็นไป และคำศัพท์ภาษาสันสกฤต “ศาสตร์” ซึ่งแปลว่า ความรู้สำหรับศัพท์
“ประวัติศาสตร์”ในภาษาไทยถูกบัญญัติขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเทียบเคียง
กับคำว่า “History” และเพื่อให้มีความหมายครอบคลุมมากกว่าคำว่า “พงศาวดาร” (Chronicle) ที่ใช้กันมา
แต่เดมิ (กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2544:283-284)

เมื่อพิจารณาความหมายของคำวา่ “ประวัติศาสตร์” นั้น มีผู้ให้คำจำกัดความและความหมายไว้หลาย
ทา่ น เปน็ ต้นวา่

เจมส์ ฮาเวย์โรบินสัน (อ้างใน วิลลิสตัน 2527:103) กล่าวว่า ประวัติศาสตร์เป็น “ทุกสิ่ง
ทีเ่ กดิ ข้นึ ซึง่ เราร้เู กีย่ วกบั ทกุ ส่ิงทีม่ นษุ ย์ไดท้ ำ ได้คิด ไดห้ วงั หรือได้รู้สึก”

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 5

ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวตั ศิ าสตรใ์ นท้องถิน่ จงั หวัดเชียงราย ชั้น ป.๑-๖

อาร์ จี คอลลงิ วดู (R.G.Collngwood อ้างในมาตยา อิงคนารค 2524:3) กลา่ วว่า “ประวัติศาสตร์คือ การ
ค้นหา ค้นควา้ เม่อื ไดค้ วามจริงแลว้ ใหแ้ สดงออกซง่ึ ความจริงนน้ั ”

เจ เอช เฮกเตอร์ (J.H. Hexter อ้างใน สืบแสง พรหมบุญ 2523: 20) กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์คือ
เรื่องราวของเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดจากพฤติกรรมที่มีผู้เขียนอย่างมีระเบียบและมีเหตุผลให้ใกล้เคียง
กบั ความเปน็ จรงิ มากทีส่ ุด”

เอช. เอส. คอมเมเจอร์ (H.S. Commager,1966:1) ได้ให้ความหมายของประวัติศาสตร์
เป็นสองนัยด้วยกันคือ อดีต (past) หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต และประวัติศาสตร์คือบันทึก (record)
ของอดีต คอมเมเจอร์อธิบายอีกว่า โดยนัยของความหมายสองประการนี้อาจถือว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
เพราะเรื่องราวของอดตี นน้ั กค็ ือเร่อื งราวที่ไดถ้ กู บันทึกไว้แลว้ นั่นเอง

อี เอช คาร์ (E. H. Carr, 1967 แปลโดย ชาติชาย พณานานนท์ 2527: 23) กลา่ วว่า“ประวัตศิ าสตร์
นั้น ก็คือ กระบวนการอนั ต่อเนือ่ งของการปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งนักประวัติศาสตรก์ ับข้อมลู ของเขาประวตั ิศาสตร์
คอื บทสนทนาอนั ไมม่ ที ี่สน้ิ สุดระหวา่ งปจั จุบนั กบั อดตี ”

โรเบอร์ต วี แดเนียลล์ (อ้างใน ธิดา สาระยา 2529 :1) ย้ำว่า “ประวัติศาสตร์ คือความทรงจำว่าด้วย
ประสบการณข์ องมนุษย์ซ่ึงถ้าหากถูกลืมหรือละเลยก็เท่ากบั ว่าเราได้ยุติแนวทางอันบง่ ช้ีว่า เราคือมนุษย์หากไม่
มีประวัติศาสตร์เสียแล้วเราจะไม่รู้เลยว่าเราคือใคร เป็นมาอย่างไร เหมือนคนเคราะห์ร้ายตกอยู่ในภาวะมึนงง
เสาะหาเอกลกั ษณ์ของเราอยู่ทา่ มกลางความมดื ”

สำหรบั วาร์ด (Ward, 1971:30) ได้ใหค้ วามหมายของประวัติศาสตร์ในอีกแง่หนึ่งว่า“ประวัติศาสตร์
โดยนัยแห่งความหมายของคำที่ทุกคนยอมรับก็คือการสืบสวนสอบสวน (inquiry) โดยสืบสวนสอบสวน
เรื่องราวความเป็นมาในอดีตของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอภินิหาร นิยายปรัมปรา
ท่ีเล่าสืบทอดกันมาหรือเหตุการณส์ ำคญั ๆ ท่ผี ่านมาในอดีต ทั้งนเ้ี พ่อื การอธบิ ายเร่ืองราวหรือปรากฏการณ์น้ัน ๆ
อยา่ งมีเหตผุ ล”

นอกจากนั้น นักการศกึ ษาไทยหลายท่าน ได้ใหค้ วามหมายของประวัตศิ าสตร์ ในทศั นะต่างๆเปน็ ตน้ วา่
แถมสขุ นมุ่ นนท์ (2527:48) ไดอ้ ธิบายความหมายของประวัติศาสตร์ไวว้ า่ “ประวตั ศิ าสตร์ไม่มีคำจัด
กัดความตายตัว โดยทั่วไปประวัติศาสตร์หมายถึง การสืบเสาะให้รู้ถึงความจริง เกี่ยวกับพฤติกรรมของ
มนษุ ยชาตทิ ี่เกิดขน้ึ ในชว่ งใดชว่ งหนึง่ ของอดตี ฉะน้นั ประวตั ศิ าสตรจ์ งึ เป็นเร่ืองท่ีเก่ียวขอ้ งกบั สังคมมนุษย์ความ
เปลี่ยนแปลงของสังคม ความคิดที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ในสังคมและสภาพเหตุการณ์ที่ส่งเสริม
หรอื ขัดขวางวิวฒั นาการของสงั คม”
นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาคม พัฒิยะ (2525:12) ได้ให้ความหมายประวัติศาสตร์โดย สรุปว่า
ประวัติศาสตร์ คือการศึกษาเพื่ออธิบายอดีตของสังคมมนุษย์ในมิติของเวลา หรือประวัติศาสตร์ คือการศึกษา
เพื่อเข้าใจอดีตของสังคมมนุษยใ์ นมติ ิของเวลา
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (2537:2) ชี้ให้เห็นว่า แม้ว่าประวัติศาสตร์จะเป็นเรื่องราวของอดีตโดยทั่วไปเรา
มกั จะคิดวา่ อดีตเปน็ สงิ่ ทผ่ี ่านพน้ ไปแล้วโดยสิ้นเชิง ซึง่ ในความจรงิ ในตวั ของอดตี เองเปน็ เชน่ น้ันอดีตผ่านพ้นไป
แล้ว แตอ่ ดตี ก็มักจะหวนกลับมาเก่ียวข้องกับชวี ิตของมนุษย์และสังคมในปัจจบุ ัน ทั้งน้ี เพราะอดีตได้ทิ้งมรดกและ
ร่องรอยไว้ตลอดเวลาไม่มากก็น้อย การที่มนุษย์แต่ละคนจะทำกิจกรรม อะไรก็ตาม โดยทั่วไปการกระทำของ
มนุษย์ในปัจจบุ ันจะมีพื้นฐานมาจากอดตี มนุษยแ์ ต่ละคนนั้นอาจจะโดยรู้ตัวหรอื ไม่รู้ตัวก็ตามมักจะกระทำไปใน
วันนดี้ ังทีเ่ คยไดก้ ระทำมาแลว้ ในวนั ก่อนหรือไม่ก็เป็นการกระทำท่ีไดส้ ังเกตว่ามผี ไู้ ด้กระทำมาแลว้

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 6

ผา่ นแหล่งเรียนรปู้ ระวตั ศิ าสตรใ์ นท้องถน่ิ จังหวดั เชียงราย ช้ัน ป.๑-๖

จากนิยามของประวตั ิศาสตร์ทีก่ ล่าวมาน้นั สรปุ ไดว้ ่า ความหมายของประวตั ศิ าสตร์ อาจแยกเป็น 2 นยั
กล่าวคือ ประวัติศาสตร์ หมายถึง เหตุการณ์หรือเรื่องราวของมนุษยชาติในอดีตและอีกความหมายหน่ึง
หมายถึง เหตุการณ์ในอดีตที่ได้มีการศึกษา วิเคราะห์และได้มีการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ ดังท่ี สืบแสง
พรหมบุญ (2523:21-22) ได้ช้ใี หเ้ ห็นถงึ ความหมายของประวัตศิ าสตร์ตามนัยดังกล่าวขา้ งต้น ดังนี้

1) ประวัติศาสตร์ในความหมายกว้างที่สุด หมายถึง ประสบการณ์ทั้งมวลในอดีตของมนุษย์
ซง่ึ กไ็ มม่ ีใครสามารถจะหาข้อเท็จจริง หรอื ทราบได้ท้ังหมด แตส่ ่งิ ทีเ่ กิดจากพฤติกรรมมนษุ ย์ ทัง้ หลายท้งั ปวงน้ัน
เปน็ “ประวัตศิ าสตร์” ของมนุษยชาติประวตั ิศาสตร์ในความหมายแรกนี้ไม่มีความสำคัญหรือมีประโยชน์อะไรนัก
เพราะเราไมม่ ที างจะทราบสง่ิ ทเ่ี กดิ ข้ึนในอดีตได้ทง้ั หมดนั่นเอง

2) ประวัติศาสตร์ในอีกความหมายหนึ่งยังมีความส ำคัญกว่าความหมายแรก หมายถึง
การเรียนรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์และประสบการณ์ในอดีตที่นักประวัติศาสตร์เห็นว่ามีคุณค่าขึ้นมาใหม่
โดยอาศัยการค้นคว้า การวิเคราะห์และการตีความจากหลักสูตรทั้งปวงที่มีอยู่ ความหมายประการที่สองนี้
มคี วามหมายและมคี ุณค่ากว่าความหมายแรก เพราะเป็นประโยชนท์ ี่เราเขา้ ใจได้เพราะมีเหตุผลและมีหลักฐาน
สนับสนุนจากความหมายของประวัติศาสตร์ที่ สืบแสง พรหมบุญ ได้อธิบายไว้นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในความหมายที่สองจะเห็นได้ว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ได้มีการพัฒนามากขึ้น ประวัติศาสตร์มิใช่เป็นเพียง
การศึกษาเหตุการณ์หรือเรื่องราวของมนุษย์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่การศึกษาประวัติศาสตร์ได้มีการค้นคว้า
รวบรวมหลักฐาน นำหลักฐานมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบระเบียบ รวมทั้งการตีความที่มีเหตุผลสนับสนุน
มากยิ่งขึ้น ระเบียบวิธีการศึกษาเหล่านี้ทำให้ประวัติศาสตร์เป็น “ศาสตร์” แขนงหนึ่งและเป็นที่ยอมรับ
เชน่ เดยี วกับศาสตรอ์ น่ื ๆ

กล่าวโดยสรปุ ประวัติศาสตร์ คือการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวของมนุษยใ์ นอดตี เพื่อใหเ้ ข้าใจ
ถึงพื้นฐานของมนุษย์วิวัฒนาการของมนุษย์และสังคม รวมทั้งความสำเร็จ และข้อผิดพลาดของมนุษย์เพื่อเป็น
แนวทางในการสรา้ งสรรคแ์ ละแก้ปัญหาของสงั คมปัจจบุ ัน

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ 7

ผ่านแหล่งเรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตรใ์ นทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชียงราย ชนั้ ป.๑-๖

สว่ นที่ 2

การจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวัติศาสตร์

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 8

ผ่านแหลง่ เรยี นรู้ประวัตศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จังหวดั เชยี งราย ชั้น ป.๑-๖

วิธีการทางประวัตศิ าสตร์

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2563:149) ได้กล่าวไว้ว่า ในการดำรงชีวิตของมนุษย์
ไม่ว่าจะทำกจิ กรรมหรือดำเนินการส่ิงใดๆ เมื่อเวลาผ่านไปสิง่ ท่ีเหลือทิ้งไว้คือ ร่องรอยของการกระทำซ่ึงในทาง
ประวัติศาสตร์เรียกร่องรอยเหลา่ น้วี า่ "หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์" ซ่งึ หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ อาจเป็นสิ่งที่
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ชั้นดินที่ทับถมตามกาลเวลาและอาจเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มนุษย์จงใจสร้าง
เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ และ ไม่จงใจสร้าง เช่น เศษซากพืชซากสัตว์ที่เกิดจากการประกอบอาหาร
เปน็ ตน้ เพือ่ ใหไ้ ด้ข้อมลู ที่เก่ยี วกบั เร่ืองที่ศึกษาผู้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์จะต้องมีกระบวนการสืบหาสืบค้น
เรื่องราว โดยต้องรู้จักแยกแยะข้อเท็จจริงคือ การแยกข้อจริง ออกจากข้อเท็จ ที่ปะปนกันอยู่ เพื่อให้ได้ข้อมูล
ทมี่ ีความน่าเช่อื ถือทส่ี ุด ด้วยวิธีการศึกษาอยา่ งเปน็ ระบบ เรยี กวา่ วิธีการทางประวตั ิศาสตร์

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์

แนวทางการจดั การเรียนรูโ้ ดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ ไดม้ ีนกั การศกึ ษาไดเ้ สนอแนะไว้ ดังน้ี

เฉลิม นิติเขตต์ปรีชา. (2545 : 5-9) ได้กล่าวถึงวิธีการทางประวัติศาสตร์ที่ประกอบด้วยขั้นตอน
5 ขัน้ คือ

1) ขั้นกำหนดปัญหาหรือสมมติฐาน (Setting up Problem or Hypothesis) โดยการใช้การสังเกต
ของผู้เรียนและผู้สอนรวมกัน เพื่อให้พบข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องราวเหตุการณ์หรือพฤติกรรมของบุคคล
ในประวัติศาสตร์ จากนั้นดำเนินการศึกษาขอบเขตและแนวทางปัญหาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงโดยละเ อียด
แล้วให้ผเู้ รียนคาดเดาคำตอบหรือกำหนดแนวทางท่คี าดว่าเปน็ ไปไดใ้ นรปู แบบของการต้ังสมมติฐาน

2) ขั้นแสวงหาความรู้โดยการรวมหลักฐาน (Data Collection) ผู้สอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการ
ค้นคว้า และบอกแหล่งที่ผู้เรียนสามารถแสวงหาและรวบรวมหลักฐานได้อาจกำหนดให้ในรูปของการบอก
บรรณานุกรมหรอื หนงั สืออ้างอิง และถ้าเป็นไปได้ผู้สอนอาจเตรียมหลักฐาน เอกสารไว้เพ่ือให้เกดิ ความสะดวก
ในการตอบสนองความอยากรู้อยากเหน็ ของผู้เรียนประการหนึง่ ท่สี ำคัญต้องมีการจำแนกประเภทของหลักฐาน
ช้ันตน้ ชน้ั ท่สี อง และชัน้ ที่สามเพอ่ื ความน่าเชื่อถอื ในหลักฐานเป็นเกณฑ์

3) ขั้นวิเคราะห์และประเมินคุณค่าข้อมูล (Data Analysis & Evaluation) ผู้สอนต้องอาศัยหลักการ
สำคญั ซึง่ แยกเปน็ 2 ข้นั คือ

3.1) การประเมินคุณค่าภายนอก (External Criticism) การพิจารณาเปรียบเทียบกับหลักฐาน
อื่นที่กล่าวถึงข้อเท็จจริงเดียวกัน เพื่อตรวจหาข้อบกพร่องผิดพลาดของหลักฐานที่ไม่ใช่หลักฐานชั้นต้น
การค้นคว้าพิจารณาเกี่ยวกับภูมิหลังในบทคัดย่อบทนำ บทสรุป ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาทั้งเล่ม
อย่างครา่ วๆ ได้

3.2) การประเมินคุณค่าภายใน (Internal Criticism) การที่ผู้เรียนพยายามใช้ความเฉลียวฉลาด
และความรอบรู้ค้นหาเหตุผล ความคงเส้นคงวา ความเป็นจริงและสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ของหลักฐาน
เพือ่ ให้ได้ขอ้ เท็จจริงในลกั ษณะที่ใกล้เคียงถูกต้องตรงตามความเป็นจริงมากทสี่ ุดในขนั้ ตอนการสงั เคราะห์

4) ขัน้ ตคี วามและสังเคราะห์ (Data in Interpretation and Synthesis) การนำหลกั ฐานท่ีผ่านการวิเคราะห์
และประเมินคุณค่าแล้วมาตีความและสังเคราะห์เพื่อให้เกิดความเข้าใจข้อเท็จจริงในรูปแบบของแนวคิดรวบ
ยอดหรือมโนทัศน์เป็นเรื่องๆ โดยนำหลักฐานหรือข้อเท็จจริงมาพิจารณา อธิบาย วิพากษ์วิจารณ์ และ แสดง
ความคดิ เหน็ ประกอบแล้วจึงสรุปผสมผสานและสงั เคราะห์เข้าดว้ ยกันกลายเป็นความคดิ รวบยอดการเรียนรู้

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 9

ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถิ่น จังหวดั เชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖

5) ขั้นนำเสนอข้อมูล (Presentation) การนำเสนอความรู้และแนวความคิดที่ผ่านการวิเคราะห์
และสังเคราะห์แล้วต่อผู้อื่น โดยการบรรยาย การอภิปราย การสัมมนาการเขียนบทความ การทำรายงานและอื่นๆ
ซ่งึ ผ้นู ำเสนอตอ้ งใช้ความสามารถในการร่างโครงเรื่อง และแนวทางการเขียนอย่างรัดกุมเพ่ือใหน้ ่าสนใจมีคุณค่า
มีความตอ่ เนื่องเร้าใจผอู้ ่านหรอื ผฟู้ ังให้ตดิ ตามการนำเสนอ

กรมวิชาการ (2545: 5-7) ได้กลา่ วถงึ วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ ว่ามีลำดับขน้ั ตอนดังน้ี
1. การกำหนดเปา้ หมายหรือประเดน็ คำถามที่ต้องการศึกษา แสวงหาคำตอบ (ศกึ ษาอะไร ช่วงเวลาไหน
สมยั ใดและเพราะเหตุใด)
2. การค้นหาและรวบรวมหลักฐานประเภทต่างๆ ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์
อักษรซ่ึงได้แก่ วัตถุโบราณรอ่ งรอยถ่นิ ท่ีอยู่อาศัยหรอื การดำเนินชวี ิต
3. การวิเคราะห์หลักฐาน (การตรวจสอบหลักฐาน การประเมินความน่าเชื่อถือการประเมินคุณค่า
ของหลักฐาน) และการตคี วามอย่างเปน็ เหตุเปน็ ผลมคี วามเป็นกลางและปราศจากอคติ
4. การสรุปข้อเท็จจริงเพื่อตอบคำถามด้วยการเลือกสรรข้อเท็จจริงจากหลักฐานอย่างเคร่งครัด
โดยไม่ใช่ค่านิยมไปตัดสินพฤติกรรมของคนในอดตี โดยพยายามเข้าใจความคิดของคนในยุคน้ันหรือนำตัวเข้าไป
อยู่ในยคุ สมยั ท่ตี นศกึ ษา
5. การนำเสนอเรื่องที่ศึกษาและอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายมีความต่อเน่ือง
และน่าสนใจตลอดจนมกี ารอ้างอิงข้อเทจ็ จริงเพ่ือใหไ้ ด้งานทางประวตั ิศาสตร์ทม่ี ีคุณคา่ และมีความหมาย
ธีระ นุชเป่ียม (2551) ไดก้ ล่าวถึงวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ ว่ามีลำดบั ข้ันตอนดังน้ี
1. การกำหนดเป้าหมายในการคน้ ควา้ เป็นการตงั้ เป้าหมายเรอ่ื งท่จี ะศกึ ษา
2. การรวบรวมข้อมลู หรอื หลักฐาน
3. ประเมินคุณค่าสร้างสรรค์ความรู้จากข้อมูลหรือหลักฐาน เป็นทักษะที่ต่อเนื่องจากการ รวบรวม
ข้อมูลเป็นการให้นักเรียนพิจารณาว่าหลักฐานที่นักเรียนค้นหารวบรวมมานั้นเป็นหลักฐานแบบใดมีความ
น่าเชอ่ื ถือมากนอ้ ยเพยี งใด
4. ตีความเชื่อมโยงความสัมพันธ์ข้อมูลเป็นการพิจารณาว่าหลักฐานนั้นให้ข้อมูลสารสนเทศอะไรบ้าง
5. การวิเคราะหส์ ังเคราะห์ข้อมลู
ดนัย ไชยโยธา (2534 : 12-14) ได้กล่าวถึงวิธีการทางประวัติศาสตร์ ว่ามีลำดับขั้นตอน 5 ขั้นตอน
คอื
1. Indentification ขั้นนี้เป็นขั้นสำคัญมากครูจะสอนเรื่องอะไรก็นำเรื่องนั้นมาพิสูจน์ก่อน
โดยใช้ What,Where,When,Why,และ How ประกอบ
2. Acquissition of fact ขั้นนี้เป็นการค้นหาแหล่งที่มาของความจริงและความรู้ต่างๆ โดยครูต้อง
บอกบรรณานุกรมเกี่ยวกับหนังสือต่างๆ ท่ีจะค้นหาหลักฐานข้อมูลทั้งหลักฐานดั้งเดิมและหลักฐานรองต้อง
แยกแยะว่าอนั ไหนเป็นหลักฐานด้งั เดิมอันไหนเปน็ หลักฐานรอง
3. Historical Criticism ขั้นนี้เป็นการนำหลักฐานข้อมูลต่างๆ ที่หามาได้มาค้นหาว่าอันไหนถูกต้อง
หรือไม่ถูกต้องอันไหนตรงกับสิ่งที่เราต้องการการประเมินข้อมูลทางประวัติศาสตร์ทำได้ 2 แบบ
คือ ExternalCriticism และInternal Criticism ถ้า External Criticism คือ เมื่อหาหลักฐานมาได้แล้ว
ก็ประเมินว่าเป็นหลักฐานจริงหรือเปล่า ถ้าInternal Criticism คือเมื่อได้หลักฐานมาแล้วก็เอามาประมวล
ดูธรรมชาติและระยะเวลา ที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น ดูโครงสร้างของสังคม หาขนบธรรมเนียมประเพณี

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 10

ผ่านแหล่งเรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖

พิจารณาถึงสิ่งต่างๆ เช่นพวกภาชนะเครื่องประดับผมที่ใส่เครื่องสำอางของผู้หญิง ก็จะทำให้ทราบว่าสมัยนั้น
มีเครื่องใช้อะไรบ้าง สรุปว่าเมือได้ข้อมูลต่างๆ แล้วก็นำมาวิเคราะห์อีกทีโดยประเมินจากเหตุการณ์ แวดล้อม
และรวบรวมหลกั ฐานทจ่ี ะตัดสนิ เพ่ือให้ถกู ต้องตรงตามความเป็นจริงมากทีส่ ดุ

4. Synthesis คือ การสังเคราะห์เพื่อนำเอาหลักฐานต่างๆ ที่ค้นหาได้มาวิจารณ์วิจัยและแยกแยะ
แล้วก็นำมารวบรวมพอรวบรวมแล้วก็นำมาเขียนใหม่เป็นการสังเคราะห์ ครูต้องพยายามให้นักเรียน
มีความสามารถ และทักษะในการที่จะลงความเห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่างๆ ก่อนจะลงความเห็น ต้องเห็น
ความสำคญั ก่อนจงึ สรปุ ได้

5. Presentation คือการนำเสนอเพื่อให้ได้หลักฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจากการสังเคราะห์
แล้วจึงนำมาเสนอในชั้น การสอนชนั้ ตา่ งๆ เหล่านค้ี รผู ู้สอนต้องมคี วามสามารถและมที ักษะเพราะจะต้องตีความ
และตัดสินว่าอันไหนถูกต้องหรือไม่อย่างไร เวลาสอนต้องใช้ What,Where,When,Why,และ How ประกอบ
เสมอ ทง้ั ครแู ละนักเรียน

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2557 : 24-25) ได้กล่าวถึง วิธีการทางประวัติศาสตร์
5 ข้นั ตอนไวด้ ังนี้

1. การกำหนดหัวเรื่องที่ต้องการจะศึกษา การศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ควรเริ่มต้นจากการ

กำหนดเป้าหมาย เพื่อให้ทราบจุดประสงค์การศึกษาให้แน่ชัด ซึ่งเราจำเป็นจะต้องตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการศึกษา

และใช้การอ่านและสังเกตในการตอบคำถาม นอกจากนี้ ก็ควรต้องมีความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ให้มาก

เพียงพอ เพ่ือท่จี ะสามารถตอบได้ว่าเหตกุ ารณท์ ี่เกิดขึน้ นั้นเกิดข้ึนได้อย่างไร

2. การรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง การรวบรวมหลักฐานที่ต้องการศึกษา มีทั้งที่เป็นหลักฐาน

ลายลักษณอ์ กั ษร และหลักฐานที่ไมเ่ ปน็ ลายลกั ษณ์อักษร ซึ่งอาจแบ่งหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์ออกได้เปน็ “หลักฐาน

ชน้ั ตน้ หรือหลกั ฐานปฐมภูม’ิ กับ ‘หลกั ฐานชัน้ รองหรือหลักฐานทตุ ยิ ภูม’ิ ดังตอ่ ไปน้ี

1) หลักฐานชั้นต้น (Primary Sources) เป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นๆ โดยตรง เช่น

หลกั ฐานทางราชการ ประกาศ สุนทรพจน์ บันทกึ ความทรงจำของผู้ที่อย่ใู นเหตุการณ์ ผูเ้ ห็นเหตกุ ารณ์ วีดิทัศน์

ภาพยนตร์ หรือภาพถ่าย เป็นต้น

2) หลกั ฐานชน้ั รอง (Secondary Sources) เป็นหลกั ฐานท่ที ำข้ึนจากหลกั ฐานช้ันต้น บคุ คลทีส่ ร้างขึ้น

ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นโดยตรง แต่ได้รับรู้โดยผ่านบุคคลหรือผลงานอื่นด้วยเหตุนี้ หลักฐานชั้นต้น

จึงมีความสำคัญมากกว่าหลักฐานชั้นรอง อย่างไรก็ตาม หลักฐานชั้นรองจะเป็นตัวช่วยในการอธิบายเรื่องราว

ให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และเป็นตัวช่วยที่จะนำไปสู่หลักฐานข้อมูลอื่นๆ การค้นคว้าเรื่องราวในประวัติศาสตร์

ควรมองใหร้ อบด้านและระมดั ระวัง เน่อื งจากหลกั ฐานทกุ ประเภทมีจดุ เด่นและจุดด้อยท่ีแตกตา่ งกนั

3. การประเมินคุณค่าของหลักฐานที่ได้มาก่อนจะนำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามาได้มาศึกษา

จะต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานนั้นเสียก่อน ว่าเป็นหลกั ฐานท่ีแท้จริงหรือไม่เพียงใด โดยการประเมนิ

คุณค่าของหลักฐานนี้ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “การวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์” ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี

ไดแ้ ก่

1) การประเมินคุณค่าภายนอกหรือวิพากษ์วิธีภายนอก คือ การประเมินคุณค่าของหลักฐาน

จากลักษณะภายนอก และเนื่องจากบางครั้งหลักฐานอาจมีการปลอมแปลงให้ผิดไปจากความเป็นจริง

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ 11

ผา่ นแหล่งเรยี นรู้ประวตั ศิ าสตร์ในท้องถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้า ดังนั้น การประเมินข้อเท็จจริงของเอกสารจึงเป็นสิ่งสำคัญ

โดยการประเมินวิธีภายนอก จะพิจารณาจากสิ่งที่ปรากฏภายนอกเป็นหลัก เช่น การพิจารณาเนื้อกระดาษ

ท่สี ามารถบง่ บอกไดว้ ่ามีทมี่ าจากชาตไิ หน เปน็ ต้น

2) การประเมินคุณค่าภายในหรือวิพากษ์วิธีภายใน คือ การประเมินคุณค่าของหลักฐาน

โดยอาศัยข้อมูลภายในหลักฐานน้ันๆ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อบุคคล สถานที่ หรือ เหตุการณ์ ยกตัวอยา่ ง เช่น หากในหลักฐาน

เชื่อกันว่าเป็นหลักฐานสมัยสุโขทัย แต่เนื้อหาภายในมีการกล่าวถึงสหรัฐอเมริกา ก็ควรตั้งข้อสงสัยว่าหลักฐาน

นน้ั อาจไม่ใชห่ ลักฐานสมยั สุโขทัยจริง เนอ่ื งจากประเทศสหรัฐอเมรกิ ายังไมเ่ ขา้ มาในสมยั สโุ ขทยั

4. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจดั หมวดหมูข่ ้อมูล

หลังจากแน่ใจแล้วว่าหลักฐานนั้นเป็นของแท้ และให้ข้อมูลที่เป็นจริงตามประวัติศาสตร์ ผู้ศึกษา

ก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติมว่า ข้อมูลทางประวัติศาสตร์นั้นสมบรู ณ์มากน้อยเพียงใด หรือข้อมูลนั้นๆ มีจุดมุ่งหมาย

เบื้องต้นอย่างไรบ้าง หลังจากนั้น จึงนำเอาข้อมูลท้ังหลายมาแบ่งหมวดหมู่ตามความเหมาะสม เพื่อให้ง่ายต่อ

การดำเนินงานขั้นต่อไปขั้นตอนต่อไป คือ การพยายามหาความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆ และตีความข้อมูล

นัน้ ๆ วา่ มีข้อเทจ็ จรงิ อน่ื ใดทย่ี ังคงถูกซ่อนและไม่กลา่ วถึงอีกบา้ ง รวมไปถึงการพจิ ารณาด้วยว่า ข้อมูลที่ได้มานั้น

กล่าวเกินจริงไปหรือไม่ ซึ่งผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบ เป็นกลาง รอบรู้

หรือมจี นิ ตนาการ เพอื่ ทีจ่ ะนำข้อมลู ทงั้ หมดมาวเิ คราะหเ์ ปรียบเทยี บ หรอื จดั หมวดหมไู่ ดอ้ ย่างเปน็ ระบบ

5. การเรยี บเรียงหรือการนำเสนอขอ้ มลู

หลังจากดำเนินขั้นตอนมาตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ก็จะมาจบลงที่การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ

ซึง่ เปน็ ขั้นตอนสดุ ทา้ ยของวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์ ขัน้ ตอนนีม้ ีความสำคัญเปน็ อย่างมาก เนอ่ื งจากเปน็ ขั้นตอน

ที่จะขมวดเอาข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน และนำเสนอให้ตรงกับประเด็นหัวเรื่องที่สงสัย รวมไปถึงการสืบหา

ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ เพื่อจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ให้กลับมา

ใหม่อีกครั้ง สำหรับขั้นตอนการนำเสนอผู้ศึกษาจะต้องอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

มีเหตุมีผล และมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ รวมถึงการปิดท้ายด้วยข้อเสนอแนะ เพื่อนำทางให้ผู้ที่สนใจ

คนอื่นๆ ได้ศกึ ษาตอ่ ไป

ดงั นัน้ สรปุ ไดว้ ่า วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ ประกอบด้วย 5 ขน้ั ตอน คอื
ขั้นที่ 1 การตั้งประเด็นคำถาม หรือประเด็นที่ต้องการศึกษา กำหนดเป้าหมาย เพ่ือให้ทราบ
จุดประสงค์การศึกษาให้แน่ชัด ซึ่งเราจำเป็นจะต้องตั้งคำถามในสิ่งที่ต้องการศึกษา และใช้การอ่านและสังเกต
ในการตอบคำถาม
ขั้นที่ 2 การรวบรวมหลักฐานข้อมูล การรวบรวมหลักฐานที่ต้องการศึกษา มีทั้งที่เป็นหลักฐาน
ลายลักษณ์อักษร และหลกั ฐานท่ไี ม่เป็นลายลักษณ์อักษร ซ่งึ อาจแบ่งหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ออกได้เป็นหลักฐาน
ชัน้ ต้นหรือหลักฐานปฐมภมู ิ กบั หลักฐานชั้นรองหรอื หลักฐานทตุ ยิ ภมู ิ
ขั้นที่ 3 การวิพากษ์และประเมินค่าของหลักฐาน นำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้ามาได้
มาศึกษาจะต้องมีการประเมินคุณค่าของหลักฐานนั้นเสียก่อน ว่าเป็นหลักฐานที่แท้จริงหรือไม่เพียงใด
โดยการประเมนิ คุณคา่ ของหลักฐานนี้

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 12

ผา่ นแหลง่ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในทอ้ งถน่ิ จังหวดั เชียงราย ช้นั ป.๑-๖

ขน้ั ที่ 4 การวิเคราะห์และตีความข้อมูลหลักฐาน นำเอาข้อมลู ท้ังหลายมาแบ่งหมวดหมู่ตามความเหมาะสม
หาความสัมพันธ์ของประเด็นต่างๆ และตีความข้อมูลนั้นๆ ว่ามีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ยังคงถูกซ่อนและไม่กล่าวถึง
อีกบ้าง ข้อมูลที่ได้มานั้นกล่าวเกินจริงไปหรือไม่ ซึ่งผู้ศึกษาประวัติศาสตร์จำเป็นต้องมีความละเอียดรอบคอบ
เป็นกลาง รอบรู้ หรอื มีจินตนาการ เพอื่ ท่ีจะนำข้อมลู ท้ังหมดมาวิเคราะห์เปรียบเทยี บ หรือจัดหมวดหมู่ได้อย่าง
เป็นระบบ

ขั้นที่ 5 การเรียบเรียง สรุปข้อมูลการศึกษาและการนำเสนอผลการศึกษา เป็นขั้นตอนที่จะขมวด
เอาข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน และนำเสนอให้ตรงกับประเด็นหัวเรื่องที่สงสัย รวมไปถึงการสืบหาความคิดใหม่
ทไี่ ดจ้ ากการศึกษาคร้ังนี้ เพอ่ื จำลองเหตุการณ์ทางประวตั ิศาสตรท์ เ่ี คยเกดิ ขน้ึ ในอดีต ให้กลับมาใหม่อกี คร้ัง

สำหรับแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์
ในทอ้ งถ่ิน จงั หวดั เชียงราย เอกสารเล่มนี้ สำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาเชียงราย เขต 1 ได้กำหนด
วธิ ีการจัดการเรยี นร้โู ดยใชว้ ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ 5 ข้นั ตอน ได้แก่

๑. การตั้งประเด็นคำถาม เป็นการระบุประเด็น กำหนดขอบข่าย ขอบเขต ของเรื่องราว
ในประวัติศาสตรท์ ี่ต้องการศึกษา หัวข้อที่จะศึกษา อาจเริ่มจากความสงสัย อยากรู้ ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม
ในเบื้องต้น อาจกำหนดประเด็นที่ต้องการศึกษาไว้กว้างๆ ก่อน แล้วจึงค่อยจำกัดประเด็นลงให้แคบ เพื่อให้
เกดิ ความชัดเจนในภายหลงั ประเด็นทศ่ี ึกษาอาจเก่ียวกบั เหตุการณ์ ความเจรญิ ความเสือ่ ม ของบคุ คล สถานที่
ในชว่ งเวลาใดเวลาหนงึ่ อาจยาวหรอื ส้ันตามความเหมาะสมกับชว่ งชั้นและศักยภาพของผู้เรียน

๒. การรวบรวมหลักฐานข้อมูล เป็นการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะศึกษา ซึ่งมีทั้งหลักฐาน
ทีเ่ ปน็ ลายลกั ษณ์อักษรและหลักฐานท่ไี ม่เป็นลายลักษณอ์ ักษร

๓. การวิพากษ์และประเมินค่าของหลักฐานร่องรอยหลักฐานที่แสดงถึงเหตุการณ์หรือการกระทำ
ของมนุษยใ์ นอดีต มีทั้งข้อเทจ็ และขอ้ จริงปะปนกันอยู่ การประเมินคา่ หลักฐาน เป็นขั้นตอนท่ีจะชว่ ยบอกเราว่า
หลักฐานที่ศึกษาอยู่นั้น มีคุณค่าควรค่าแก่การเชื่อถือหรือไม่ ก่อนทำการศึกษาจึงต้องประเมินค่ของหลักฐาน
เสียก่อน โดยเบื้องต้นเป็นการประเมินว่า เอกสารหรือหลักฐานที่ศึกษานั้นเป็นของจริงหรือไม่ โดยพิจารณา
จากลักษณะภายนอกของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ต่อมาจึงประเมินข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหลักฐาน เช่น
ช่อื บุคคล สถานที่เหตุการณ์ มคี วามสอดคล้องกับในบริบทด้านเวลา เพียงใด เพ่ือวินจิ ฉัยว่าหลักฐานนั้นถูกสร้างข้ึน
ในยุคสมัยน้ันจรงิ หรือไม่

๔. การวิเคราะห์และตีความข้อมูลหลักฐาน เมื่อทราบว่าหลักฐานนั้นมีความน่าเชื่อถือให้ข้อมูล
ที่น่าจะเป็นความจริงในประวัติศาสตร์ จึงนำข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ ที่สืบค้นมาจัดหมวดหมู่ ตามประเด็น
หัวข้อที่ศึกษา เช่น ความเป็นมา สาเหตุ จุดผลิกผัน และความเสื่อมของเหตุการณ์ แล้วหาความสัมพันธ์
ของประเด็นต่างๆ และตีความข้อมูลว่ามีข้อเท็จจริงใดช่อนเร้น อำพราง ในขั้นตอนนี้จะต้องมีความละเอียด
รอบคอบ ปราศจากอศติ วางตัวเป็นกลาง มีจินตนาการ มีความรอบรู้ ไม่ตัดสินอดีตจากสายตาและมุมมอง
ของคนในยุคปัจจุบัน

๕. การเรียบเรียง สรุปข้อมูลการศึกษา และการนำเสนอผลการศึกษา ในขั้นตอนสุดท้ายนี้จะต้องนำข้อมูล
ทั้งหมด มารวบรวมและเรียบเรียง หรือนำเสนอให้ตรงกับประเด็น หรือหัวเรื่องที่กำหนดไว้ โดยควรอธิบาย
เหตกุ ารณ์ เรือ่ งราวอย่างมีความสอดคล้องต่อเนื่อง เปน็ เหตุเป็นผล มีการอา้ งอิงหลักฐานท่ีสบื ค้นเพ่ือสนับสนุน
ผลการศกึ ษา แล้วจงึ นำเสนอข้อมลู ท่ีสรุปเรียบเรยี งได้นำเสนอแกผ่ อู้ ืน่ ตอ่ ไป

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ 13

ผา่ นแหลง่ เรียนรู้ประวตั ิศาสตรใ์ นท้องถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖

ทักษะทางประวตั ศิ าสตร์
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2563:151-152) ได้ให้ความหมายคำว่า ทักษะ หมายถึง

ความชำนาญในการกระทำหรือการปฏิบัติอยา่ งใดอย่างหนงึ่ ซึง่ อาจเป็นทักษะด้านร่างกาย สติปญั ญาหรือสังคม
ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนหรือการกระทำซ้ำๆ ทักษะทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ความสามารถความชำนาญ
ในการรวบรวมหลักฐานต่างๆ การประเมินค่าหลักฐาน การฝึกคิดวิเคราะห์ตามบริบททางประวัติศาสตร์
คือการต้องรู้จักบุคคล เวลา สถานที่ และรู้จักเชื่อมโยงข้อมูลจากหลักฐานที่ได้รับกับองค์ความรู้ต่างๆ
ได้อย่างชัดเจน ในที่นี้ ทักษะทางประวัติศาสตร์ เป็นทักษะการคิดวิเคราะห์ในมิติประวัติศาสตร์เน้นการตั้งคำถาม
ตลอดเวลา ไม่ใช่เพียงการนำข้อมูล หลักฐานที่รวบรวมได้มาเรียงต่อกันทักษะทางประวัติศาสตร์ 1S2C
จึงเป็นทักษะที่ผู้สอนต้องจัดกระบวนการเรียนรู้เพือ่ ให้ผู้เรยี นมีความสามารถอย่างเชี่ยวชาญในการใช้ความคดิ
ที่เป็นกระบวนการ เป็นเหตุเป็นผลมีวิจารณญาณ เปิดกว้างทางความคิดเห็น เพื่อสืบสอบเรื่องราว
บนพน้ื ฐานขอ้ มลู หลักฐานขอ้ เทจ็ จรงิ ทปี่ รากฏ ประกอบด้วยทักษะทเ่ี ปน็ ลำดับขน้ั ตอน ได้แก่

๑. ขั้นการรจู้ กั เอกสารหลกั ฐานทหี่ ลากหลาย (Sourcing) หลักฐานเปน็ พืน้ ฐานสำคญั ของการสืบค้น
ประวัติศาสตร์ กระบวนการรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งต่าง ๆจึงเป็นกระบวนการเริ่มต้นที่สำคัญ
ของการสืบค้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้ว ผู้สอนจึงควรจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะ
ในการสบื คน้ ข้อมูล วางแผนรวบรวมข้อมลู หลักฐานจากแหล่งต่างๆ ทัง้ หลกั ฐานช้นั ตน้ คอื หลกั ฐานทีเ่ กิดร่วมสมัย
กบั เหตุการณ์น้ันๆ หรอื มีการบนั ทึกรว่ มสมยั กัน และหลกั ฐานช้ันรอง คือ งานเขียนท่ีใชห้ ลกั ฐานชัน้ ตน้ มาศึกษา
วิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ตัวอย่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ผู้เรียน
อาจพบไดใ้ กลต้ วั เช่น เอกสารทางราชการ บทความในหนังสอื พมิ พ์ การสัมภาษณ์ ภาพถ่าย ข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากการ
สืบค้นทางอนิ เทอร์เน็ต โบราณสถาน โบราณวัตถุ เปน็ ตน้

๒. ข้ันการประเมินคา่ ของหลักฐาน (Corroboration) คือ กระบวนการตรวจสอบประเมนิ ค่าเน้ือหา
และข้อมูลที่ปรากฏจากข้อมูลภายในหลักฐานเอง เช่น การตรวจสอบวัน เดือน ปี ที่ผลิตหรือสร้างเอกสาร
การตรวจสอบชื่อบุคคล สถานที่ที่ปรากฏ การเทียบศักราชในเอกสาร การตรวจสอบความน่าเชือ่ ถือ อคติของผู้เขียน
ข้อเท็จจริง การบิดเบือนข้อมูลความหมายที่แท้จริง เป็นต้น การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน
เกิดทักษะในการประเมินค่าเนื้อหาและข้อมูลที่ปรากฎในหลักฐานนั้น โดยเฉพาะมิติความน่าเชื่อถือ
อคติของผู้เขียนข้อเท็จจริง การบิดเบือนข้อมูล ความหมายท่ีแท้จริง ถอื เป็นข้ันตอนสำคัญที่ผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะ
การคดิ วิเคราะห์ การคิดพิจารณาความน่าเช่อื ถือ ตามตรรกะและความสมเหตุสมผล

๓. ขั้นการเปรียบเทียบข้อมูลจากหลักฐานที่หลากหลาย (Contextualizing) คือ กระบวนการ
ตรวจสอบื เปรียบเทียบเนื้อหาและข้อมูลที่ได้จากหลักฐานนั้นๆ กับหลักฐาน เอกสารข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ
เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงหรือความจริงทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเหตุการณ์ สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์
ความเป็นไปของเหตุการณ์ ผลของเหตุการณ์ เป็นต้นโดยอาจจัดกระบวนการให้ผู้เรียนเปรียบเทียบเอกสาร
กบั หลกั ฐานอื่นๆ เชน่ ระหวา่ งหลักฐาน ภาพถา่ ย แผนท่ีโบราณ ข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการสืบค้นทางอินเทอร์เนต็ ฯลฯ
ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะกระบวนการคิดวิเคราะห์ การเปรียบเทียบชุดข้อมูล และการสังเคราะห์
ขอ้ มูลสรปุ เรื่องราวท่ีได้ศึกษาตามตรรกะความนา่ เช่ือถอื จากหลกั ฐานทปี่ รากฎ

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 14

ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวัตศิ าสตร์ในทอ้ งถนิ่ จังหวดั เชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

วธิ ีการทางประวัติศาสตรแ์ ละทักษะทางประวตั ศิ าสตร์

วิธกี ารและทกั ษะทางประวตั ิศาสตร์

วิธกี าร ทักษะ
ทางประวตั ิศาสตร์ ทางประวตั ิศาสตร์

1. ต้งั ประเด็นคำถาม 1S2C
2. รวบรวมหลกั ฐานข้อมูล
3. วิพากษ์หลักฐาน/ประเมินค่า Sourcing
4. วิเคราะห์/ตีความ Corroboration
5. สรุป/นำเสนอ Contextualizing

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 15

ผ่านแหลง่ เรยี นรปู้ ระวัติศาสตร์ในท้องถ่นิ จังหวัดเชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

สว่ นท่ี 3

แหล่งเรียนรปู้ ระวัตศิ าสตร์ในท้องถิน่
จังหวัดเชยี งราย

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 16

ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวัตศิ าสตรใ์ นท้องถ่นิ จงั หวัดเชียงราย ชั้น ป.๑-๖

แหลง่ เรยี นร้ปู ระวตั ิศาสตรใ์ นทอ้ งถน่ิ จงั หวดั เชียงราย

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2563:13) ได้ให้ความหมาย แหล่งการเรียนรู้ ไว้ว่า
เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร ความรู้ และประสบการณ์ทั้งหลายที่พร้อมให้ผู้เรียนได้เข้าไปศึกษาค้นคว้า เรียนรู้
ด้วยตนเองจากการลงมือปฏิบัติ หรือเข้าร่วมกิจกรรมและทำงานร่วมกับผู้อื่น จนเกิดกระบวนการเรียนรู้
และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง แหล่งเรียนรู้อาจเป็น “สถานที่” “บุคคล” “ทรัพยากรธรรมชาติ” หรือ
“กิจกรรมทางสังคม ประเพณี และความเชื่อ” ซึง่ การเรยี นรูน้ อกห้องเรยี นทแี่ หล่งเรียนรู้น้ี ช่วยใหผ้ เู้ รียน เรยี นรู้
อย่างมีความสุข เกิดความสนุกสนานมีความสนใจที่จะเรียน บรรยากาศการเรียนรู้ในสถานที่แปลกใหม่
จะชว่ ยให้ไม่เกิดความเบ่ือหน่าย นอกจากน้ียังช่วยใหผ้ เู้ รียนได้รบั การปลูกฝังให้รักท้องถน่ิ ของตนมองเห็นคุณค่า
และตระหนักถึงปัญหาในท้องถิ่นพร้อมที่จะเป็นสมาชิกที่ดีของท้องถิ่น และเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
ท้ังในปจั จบุ นั และอนาคต

โสภณ จุโลทก (2553) ไดจ้ ำแนกแหลง่ เรียนรู้ในทอ้ งถ่ินเปน็ 5 ประเภท ดังนี้
1. แหล่งเรียนรตู้ ามธรรมชาติ เชน่ ป่าไม้ แม่น้ำ ดิน หนิ แร่ น้ำตก เปน็ ต้น
2. แหลง่ เรยี นรทู้ ่มี นษุ ยส์ ร้างขึ้น เช่น สถานที่ราชการต่าง ๆ สนามบนิ สถานีขนส่ง บรษิ ทั ห้างร้าน เป็นต้น
3. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นโบราณสถานและสถานที่ที่ควรสักการะบูชา เช่น อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญ วัด
โบสถ์ วหิ าร เปน็ ต้น
4. แหลง่ เรียนรู้ท่เี ปน็ วสั ดุ อุปกรณ์ เชน่ เครอื่ งจักร เคร่ืองกล เคร่ืองตรวจอากาศ เปน็ ตน้
5. แหลง่ เรียนรู้ท่เี ป็นบคุ คล ได้แก่ ผู้ท่มี คี วามร้คู วามสามารถเฉพาะด้านในสาขาอาชีพต่าง ๆ
จากประเภทของแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นที่นำเสนอมาทั้งหมดนั้น ส่วนใหญ่จะมีส่วนที่คล้ายๆ กัน
อาจจะมีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย เกี่ยวกับลักษณะของกรอบแนวคิด (Conceptual Framework)
ที่ใช้เป็นหลักในการจัดประเภท ซึ่งมีทั้งที่แบ่งรูปธรรมและนามธรรม แบ่งตามแหล่งที่อยู่ในและนอกโรงเรียน
แบ่งตามแหล่งกำเนิดแบ่งตามสถานที่ตั้ง และแบ่งตามลักษณะของความเป็นสื่อ รวมทั้งจัดให้ “คน”
เป็นแหล่งเรียนรู้ประเภทหนึ่งด้วย แต่ไม่ว่าจะแบ่งในลักษณะใดก็ถือว่าแหล่งเรียนรู้ทุกประเภทมีประ โยชน์
ต่อการจดั การศึกษาและการจดั การเรียนรเู้ พ่ือพัฒนาคุณภาพนักเรียนดว้ ยกนั ทง้ั สิน้
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2563:13) ได้ให้ความหมาย แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์
ในทอ้ งถิน่ ไวว้ า่ เป็นสถานที่สำคัญในท้องถิน่ ท่มี ีประวัติศาสตรค์ วามเปน็ มา พฒั นาการของสถานที่ บุคคล ฯลฯ
ให้เห็นเป็นการเฉพาะ และสามารถสืบค้นได้ เช่น โรงเรียน วัด มัสยิด โบสถ์ อนุสาวรีย์ ตลาด ย่านการค้า
แหลง่ ชมุ ชนโบราณ ปา้ ยจารกึ พพิ ธิ ภัณฑใ์ นท้องถิ่นการประกอบอาชีพ วิถชี ีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ
หรอื อาจหมายถึง ปราชญ์ หรือ ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน
เอกสาร "แนวทางการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น
จังหวดั เชยี งราย ฉบบั นี้ ไดจ้ ัดหมวดหมแู่ หลง่ เรยี นรูท้ างประวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถ่ิน เปน็ 8 กลุม่ คอื
1. วดั
2. โบราณสถาน
3. โบราณวตั ถุ

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ 17

ผา่ นแหล่งเรยี นรูป้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถิน่ จังหวดั เชียงราย ช้ัน ป.๑-๖

4. เมอื งเก่าและชุมชนโบราณ
5. บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์
6. ภมู ปิ ัญญาทอ้ งถ่ิน
7. ประเพณี พิธกี รรม ความเช่อื
8. สถานทีท่ อ่ งเทย่ี วทางธรรมชาตทิ ีม่ ปี ระวตั ิศาสตร์
ทั้งนี้ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นแต่ละกลุ่ม มีรูปแบบ กระบวนการ วิธีการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้ท่ีแตกต่างกันไป
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จึงได้พัฒนาเอกสารฉบับนี้ข้ึน
เพื่อให้ครูผู้สอนหรือผู้นำกิจกรรมการเรียนรู้ได้มีแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
ผ่านแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย โดยจัดการเรียนรู้ตามวิธีการทางประวัติศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพ
นั้นจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ผ่านการเรียนรู้ด้วยตนเองได้รับการฝึกฝน ทักษะ
ทางประวัติศาสตร์ และ ทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของการจัดการเรียนรู้
ประวัติศาสตร์ คือ ผู้เรียนตระหนักในความสำคัญของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและประวัติศาสตร์ชาติ
รกั และภาคภูมใิ จในท้องถิ่นและประเทศชาตติ ่อไป

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 18

ผ่านแหลง่ เรยี นรู้ประวัตศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖

วัด

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ 19

ผา่ นแหล่งเรียนร้ปู ระวัตศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชียงราย ชนั้ ป.๑-๖

วดั

วัด เป็นสถานที่ที่มีบทบาทสำคัญกับสังคมไทยมาช้านาน นอกจากจะเป็นศาสนสถาน
คือ สถานทท่ี ่ีเกยี่ วกับการศาสนาแล้ว กย็ งั มบี ทบาทสำคญั ในการสรรค์สร้างความเจริญ ความมั่นคงให้แก่สังคม
ด้วยบทบาทที่หลากหลายนับแต่อดีต อาทิ เป็นแหล่งของวิชาความรู้ สถานพยาบาล ที่พักพิงสงเคราะห์
ผู้ตกทกุ ข์ได้ยาก

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ ๒๘ ให้คำอธิบายเรื่อง วัดไว้ว่า หมายถึง สถานท่ี
ทางศาสนาสำหรับประกอบศาสนพิธีต่าง (รวมทั้งเป็นที่พำนักของสงฆ์และนักบวช วัดในประเทศไทย
มีพัฒนาการมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดียได้เข้ามาเผยแผ่ยังดินแดนที่เป็นสยาม
ประเทศในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑0 หรือ สมัยทวารวดีตอนต้น พระสงฆ์ที่เดินทางเข้ามาเผยแผ่
พระพทุ ธศาสนาน้ัน เมือ่ ไปถึงที่ใดและได้มโี อกาสเผยแผ่พระธรรมคำสอนให้แก่ผู้คนในถนิ่ นั้นๆ ให้รู้จักและเห็น
ความสำคัญของพระพุทธศาสนา เกิดความศรัทธาเชื่อถือในพระธรรมคำสั่งสอนเป็นที่มั่นคงแล้ว พระสงฆ์
กจ็ ะดำเนนิ การจดั ตั้งให้มีวัดขึ้น เพ่ือเปน็ ท่ีพำนักและปฏิบัติธรรม รวมถงึ เป็นสถานท่ีสำหรับแสดงธรรมแก่ผู้คน
เพอื่ ให้พระพทุ ธศาสนาม่นั คงถาวรสืบไป

พนื้ ทีภ่ ายในวดั แบง่ ออกเป็น ๓ ส่วน คือ
- เขตพุทธาวาส เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ ที่พระสงฆ์ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เปรียบเสมือน
เปน็ ทป่ี ระทับขององคพ์ ระสัมมาสัมพุทธเจ้า
- เขตสังฆาวาส เปน็ พื้นทสี่ ว่ นหน่ึงของวดั ทกี่ ำหนใหเ้ ปน็ ทนี่ ักของพระสงฆ์ ให้สามารถปฏิบัติกิจส่วนตัว
ไม่เกย่ี วกบั ศาสนพิธี
- เขตธรณีสงฆ์ เป็นเสมือนเขตพื้นที่สาธารณะ คือ เป็นพื้นที่ที่เหลือจากการจัดเป็นเขตพุทธาวาส
และเขตสังฆาวาส มีการเอื้อประโยชน์ให้ใช้สอยในเชิงสาธารณะประโยชน์ตา่ งๆ เช่น เป็นสถานที่ฌาปนกิจศพ
ของชุมชน เป็นทีต่ ง้ั โรงเรียนเพอ่ื ใหก้ ารศกึ ษาแก่คนในชมุ ชน เป็นต้น
วัดแต่ละแห่งมักหันด้านหน้าหรือทางเข้าไปทิศตะวันออก ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้า

ทรงตรัสรู้พระสัทธรรมนั้น เสด็จประทับใต้ต้นโพธิ์บ่ายพระพักตร์ตรงไปทางทิศตะวันออก จึงถือกันว่าทิศ

ตะวนั ออกน้เี ปน็ ทศิ มงคล และเป็นความเชอื่ ในหมู่พทุ ธศาสนกิ ชนสืบมา

พ้ืนท่ขี องวดั ส่วนมากมกั เป็นพื้นท่รี ปู ส่ีเหลี่ยมบริเวณชายพ้นื ท่แี ตล่ ะด้านในสมัยก่อนมักขุดดินเป็นคูน้ำ

ล้อมไว้โดยรอบ จัดเป็นเครื่องแสดงอาณาเขตของวัดอย่างหนึ่ง ซึ่งยังมีหลักฐานเหลืออยู่ให้เห็นในวัดที่สร้าง

สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา แม้กระทั่งวัดที่สร้างสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังมีให้เห็นเช่นกันแต่ภายหลังคูน้ำรอบวัด

ได้ถูกถมไปเสียมากแล้วบริเวณชายพื้นที่ของวัด ที่อยู่ถัดคูน้ำเข้าไปมักสร้างกำแพงกั้น ซึ่งก่อด้วยอิฐบ้าง

ศิลาแลงบ้าง ขนาดความสูงพอบังตาคนยืน โดยสร้างบรรจบกันทุกด้าน เพื่อกำหนดอาณาเขตแดนของวัด

ตรงกลางกำแพงมีประตู ใช้เป็นทางเข้าออก ด้านละประตูประตูวัดทั่วไปมักทำซุ้มคูหาเป็นส่วนประกอบ

ของช่องประตูสิ่งก่อสร้างประเภทปูชนียสถาน คือ สถานที่ประดิษฐานสิ่งสำคัญอันควรแก่การเคารพบูชา

ในพระพทุ ธศาสนาไดแ้ ก่ พระบรมสารีริกธาตุ หรอื พระอัฐธิ าตขุ องพระพุทธเจา้ ซงึ่ นยิ มสร้างขน้ึ เปน็ ๒ ประเภท

คอื พระสถูปเจดยี ์ และพระมหาธาตุเจดยี ์

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 20

ผา่ นแหล่งเรียนร้ปู ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถ่ิน จงั หวัดเชยี งราย ชั้น ป.๑-๖

พื้นที่เขตพุทธาวาสมีสิ่งปลูกสร้างประเภทศาสนสถานใช้เป็นสถานที่สำหรับพระสงฆ์ประชุมทำสังฆกรรม

และทำพิธตี า่ งๆ ตามประเพณที ี่เกีย่ วกบั พระพุทธศาสนา ประกอบดว้ ยอาคารตา่ งๆ ดงั นี้

๑. พระวิหาร เป็นอาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหว่างพระสงฆ์และฆราวาสคำว่า “วิหาร”น้ี

แต่เดิมหมายถึง ที่อยู่โดยไม่จำกัดว่าเป็นที่อยู่ของบุคคลชั้นใด ต่อมาในสมัยพุทธกาลหมายถึง ที่อยู่สำหรับ

พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกครั้นพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว วิหารได้รับการสร้างขึ้น เพื่ อเป็นท่ี

ประดิษฐานพระพุทธปฏิมากรคือ รูปแทนองค์พระพุทธเจ้า ดังนั้น คำว่า วิหารโดยประเพณีนิยม มีความหมาย

เฉพาะว่าสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูป วัดแต่ละแห่งอาจมีวิหารได้มากกว่า ๑ หลัง ขึ้นอยู่กับความต้องการ

ใช้ประโยชน์และการสนองคติความเช่อื

๒. พระมณฑป คือ อาคารท่ีมีลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นเรือนรูปสี่เหลี่ยม มักทำหลังคาเป็นรูปทรง

กรวยสีเ่ หล่ยี ม ตอนปลายเรยี วแหลมใชเ้ ป็นสถานทีป่ ระดิษฐานพระพุทธรูป พระไตรปฎิ กหรอื รอยพระพุทธบาท

พระมณฑปที่สำคัญเช่นพระมณฑป วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี และพระมณฑป

วดั พระศรรี ัตนศาสดาราม

๓. พระอุโบสถ หรือที่เรียกโดยย่อว่าโบสถ์เป็นอาคารสำหรับพระสงฆ์ ใช้ประโยชน์ในการทำอุโบสถกรรม
เป็นประจำทุกๆ กึ่งเดือน การทำอุโบสถกรรม คือ การที่พระสงฆ์ประชุมร่วมกันเพื่อสวดปาติโมกข์ อันได้แก่
พุทธบัญญัติว่าด้วยวินัยสงฆ์ ๒๒๗ ข้อ เพราะถูกใช้ประกอบพิธีกรรมจึงได้รับการขนานนามตามกิจของสงฆ์
ดังกล่าววา่ อุโบสถ

๔. หอพระธรรม หรอื หอไตร เป็นอาคารสำหรับเกบ็ รักษาพระไตรปฎิ ก เปรยี บเสมือนหอสมุดของวัด
ซึ่งพระสงฆ์ใช้สำหรับศึกษาและเผยแผ่แก่บรรดาพทุ ธศาสนิกชน หอพระธรรม หรือ หอไตรมักสร้างเป็นอาคาร
ขนาดเล็ก ยกพื้นสูง มีเฉลียงโดยรอบ และสร้างขึ้นในสระน้ำ เพื่อป้องกันปลวกมดและแมลง มิให้ไปทำลาย
พระคมั ภีรต์ า่ งๆ

๕. เจดีย์ คือ อาคารรูปทรงฐานกลม หรือเหลี่ยม ยอดแหลมสูง สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เคารพบูชา
และใชเ้ ป็นสถานท่ีประดษิ ฐานพระบรมสารรี กิ ธาตหุ รอื อฐั ิ

๖. ระเบียง คือ สิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะเป็นโรงยาว ด้านหน้าเปิดโล่ง ด้านหลังกั้นฝาทึบมีหลังคา
ระเบียงมกั ทำข้ึนล้อมพระสถูปเจดียม์ หาธาตเุ จดีย์ พระอโุ บสถ พระวหิ าร เพื่อแสดงขอบเขตแหง่ พุทธาวาส

๗. กำแพงแก้ว คือ สิ่งก่อสร้างสำหรับกั้นเขตแดนออกเป็นสัดส่วน มีลักษณะเป็นกำแพงขนาดเตี้ยๆ
มกั ทำข้นึ เพื่อลอ้ มเขตท่ตี ง้ั พระอุโบสถพระวิหาร สถปู เจดยี ์ มหาธาตเุ จดีย์

๘. ศาลาราย คือ สิ่งปลูกสร้างที่ มักทำเป็นศาลาโถง ไม่กั้นฝา รูปทรงส่ีเหลี่ยมโดยมากยกพืน้ ขึ้นไมส่ งู
หลังคาทรงจั่ว ปลูกเรียงรายรอบพระอุโบสถ พระวิหารใช้สำหรับพุทธศาสนิกชนเป็นที่เตรียมการบำเพ็ญกุศล
หรอื น่งั พกั ผ่อน รายละเอียดทนี่ ่าสนใจทคี่ วรสงั เกต คอื รปู ปูนปั้นท่ีใชป้ ระดบั ตกแตง่ อาคารตา่ งๆ ทีม่ กั ทำเป็นรูป
สัตว์ป่าหิมพานต์ในวรรณคดีไตรภูมิกถา (ไตรภูมิพระร่วง) และเรื่องรามเกียรติ์ รวมถึงสัตว์ในจินตนาการ
ทนี่ ยิ มสร้าง เชน่ นาค (พญานาค) ยักษห์ งส์ สิงห์ เปน็ ต้น

ในพื้นที่เขตสังฆาวาส ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์นั้น พื้นที่บริเวณนี้มักมีความมิดชิดและประกอบ
ไปด้วยอาคารที่เกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของสมณะเพศ สิ่งปลูกสร้าง เช่น กุฏิ เป็นอาคารเพื่ออาศัยหลับนอน
ศาลาการเปรียญ เป็นอาคารที่ใช้เรียนหนงั สือของพระสงฆ์ หอฉัน ศาลาบาตร ห้องสรงน้ำ และเว็จกุฎี หรือสุขา
สำหรับพระสงฆ์ เปน็ ต้น

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 21

ผ่านแหลง่ เรียนร้ปู ระวัติศาสตรใ์ นท้องถิ่น จงั หวัดเชียงราย ช้นั ป.๑-๖

ในการจัดการเรียนรู้ประวตั ิศาสตรผ์ ่านแหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน หมวดหมู่กลุ่ม วัด ผสู้ อนควรจัดการเรียนรู้
โดยใหผ้ เู้ รียนไดร้ ู้ประวตั ิความเป็นมาของวัดที่อย่ใู นชุมชุน ท้องถ่นิ ของผ้เู รียนก่อน แล้วจงึ ให้ผู้เรียนศึกษาข้อมูล
ประวัติความเป็นมาวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อาทิ เช่น วัดที่เป็นพระอารามหลวง วัดที่มีความสำคัญ
เกีย่ วข้องกับมหากษัตริย์ ดงั ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ วดั พระธาตดุ อยจอมทอง และวดั เจ็ดยอด พระอารามหลวง ดังนี้

วัดพระธาตดุ อยจอมทอง

พระธาตุดอยจอมทอง ที่ตั้ง วัดพระธาตุ ต่อมาเมื่อพญามังรายเห็นดอยจอมทอง
ดอยจอมทอง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงราย มีชัยภูมิที่เหมาะเป็นราชธานี จึงสร้างกำแพง
ประวัติความเป็นมา เป็นพระธาตุเก่าแก่เชื่อกันว่า
มีมาก่อนทีพ่ ญามังรายจะสถาปนาเมืองเชียงรายข้ึน ล ้ อ ม ร อ บ ด อ ย จ อ ม ท อ ง ไ ว ้ ข น า น น า ม เ ม ื อ ง ว่ า
ใน พ.ศ.1905 ตามตำนานสิงหนติ และพงศาวดาร เมืองเชียงราย แปลว่า เมืองของพญามังราย
โยนกว่า พระเถระชาวเมืองสะเทิมได้นำพระบรม นับเป็นราชธานีแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา
สารีริกธาตุมาแสวงบุญถึงโยนกนครไชยบุรีศรี และให้สร้างเจดีย์ครอบเจดีย์ดอยจอมทองเดิมไว้
เชียงแสนได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุแก่พระเจ้า เพื่อให้เป็นสริ ิมงคลแห่งเมืองสบื มา เชื่อว่าอานิสงส์
พงั คราช ซึ่งไดแ้ บ่งพระธาตุประทานแกพ่ ญาเรือนแก้ว แห่งการสักการะพระธาตุดอยจอมทอง ทำให้มั่งมี
ซึ่งได้บรรจุลงในสถูปบนดอยทองขนานนามว่า เจรญิ ด้วยโภคทรพั ย์นานา และมบี รวิ ารมากมาย1
"พระธาตุดอยจอมทอง"
บรเิ วณดอยจอมทองยงั เปน็ ท่ีตัง้ พระเจดีย์
จอมทอง หรือ พระธาตุจอมทอง สร้างขึ้นในปี

พ.ศ.2406 โดยเจ้าธัมมลังกา เจ้าเมืองเชียงราย
คนท่ี 1 ยุคเจ้าเจ็ดตน แต่สร้างได้ปีเดียวพระเจดีย์
ได้พังถล่มลงในปี พ.ศ.2407 และมีการสร้างขึ้น
ใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ.2408 โดยเจ้าอุ่นเรือน
เจ้าเมืองเชียงราย คนที่ 2 พร้อมด้วยพระอิน-
ทจักยารังสี เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ เป็นประธาน
ฝ่ายสงฆ์ และมีการฉลองพระธาตุในปี พ.ศ.24111

พระธาตุจอมทอง อำเภอเมืองเชียงราย พระวหิ าร วัดพระธาตดุ อยจอมทอง

______________________
1 อภิชติ ศริ ชิ ัย. จดหมายเหตเุ มืองเชียงราย ยุคฟ้ืนฟเู มืองเชยี งราย พ.ศ.2386-2446. เชียงราย : สำนกั พมิ พล์ อ้ ลา้ นนา. 2558. หนา้ 28

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 22

ผ่านแหล่งเรียนร้ปู ระวตั ิศาสตร์ในท้องถ่ิน จังหวดั เชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖

วดั เจ็ดยอด (พระอารามหลวง)

ที่ต้งั เลขที่ 18 ถนนเจ็ดยอด ตำบลเวยี ง อำเภอเมืองเชียงราย
ประวัติความเป็นมา วัดเจ็ดยอดเป็นวัดที่ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่พร้อม ๆ กับเมืองเชียงราย
ในยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” บนพื้นที่วัดโบราณหลายวดั ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านนา
เจริญรุ่งเรืองภายหลงั เมืองเชียงรายถูกทิ้งให้รกร้างเป็นเวลานานหลายทศวรรษ (พ.ศ. 2347 - 2386) ต่อมา
ได้มีกลุ่มคนจากพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งที่อยู่ในการปกครองของพม่า จีน และลาว อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานปะปน
รวมกัน ตั้งเป็นชุมชนขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป ทำให้พระเจ้ามโหตรประเทศเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
ใหเ้ จา้ ธรรมลงั กา เจ้าราชวงศเ์ ชียงใหม่ นำคณะสงฆ์และครวั เรือนจากเมืองตา่ งๆ มาช่วยกนั สร้างบ้านแปงเมือง
เชยี งรายข้นึ ใหม่

วดั เจด็ ยอด ถ.เจ็ดยอด ต.เวยี ง อ.เมอื งเชียงราย จ.เชียงราย พ.ศ2514 องคเ์ จดีย์วัดเจด็ ยอด สันนษิ ฐานวา่ ดัดแปลงมาจากวัดเจ็ดยอด

ภาพ : พระโกเมศ สเุ มธโส (อดีตปลัดโกเมศ ขนั ศรี)๒ นครเชียงใหม่๓

ครูบาคนั ธะ คันฺธวังโส พระภิกษุทรี่ ว่ มเดินทาง ทรงอุปถัมภ์ให้เป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎก
มากับครัวเรือนที่อพยพในครั้งนั้นได้เป็นผู้นำ ครั้งที่ 8 เมื่อ พ.ศ.2020 แต่การบูรณปฏิสังขรณ์
ชักชวนชาวบ้านแผ้วถางพื้นท่ี ที่เป็นซากวัดเก่าแก่ ในระยะแรกคงกระทำได้ไม่มากนัก ในเวลาต่อมา
มีแนวกำแพง ฐานวิหาร ฐานเจดีย์ ซากวัดโบราณ ครูบาเจ้าอินทรจักรเป็นผู้นำในการปฏิสังขรณ์
ปรากฎเป็นวัดร้างที่มีพระธาตุ 7 องค์ จึงเป็นที่มา ซ่อมแซมเจดีย์วัดเจ็ดยอดขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2460
ของชื่อหมู่บ้านนั้นว่า “บ้านเจ็ดยอด” ตั้งแต่ ใช้เวลาถึง 8 ปี จึงแล้วเสร็จในพ.ศ. 246
พ.ศ. 2387 และรว่ มกันบรู ณปฏสิ ังขรณว์ ัดข้ึนใหม่ สว่ นพระอโุ บสถสร้างขึน้ ใน พ.ศ.2471 วดั เจ็ดยอด
เพื่อให้เป็นวัดประจำหมู่บ้าน สร้างพระธาตุเจดีย์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 27
เจ็ดยอด พร้อมให้ชื่อวัดว่า “วัดเจ็ดยอด” ตามช่ือ กันยายน พ.ศ.2487 และได้รับการยกฐานะข้ึน
วัดโพธารามหรือวัดเจ็ดยอดที่นครเชียงใหม่ ซึ่งเป็น เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่
วัดที่พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2521๔

_____________________________________________________________

2 อภิชิต ศริ ชิ ยั . มรดกแห่งนครเชียงราย. เชยี งราย: สำนักพิมพล์ อ้ ลา้ นนา. 2563. หน้า 117
๓ เร่ืองเดียวกัน. หน้า 118

๔ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน. สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. เชียงราย : เหนือสดุ แดนสยาม ลำ้ ค่างานศิลป์ ถิน่ วัฒนธรรมล้านนา.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแหง่ ประเทศไทย. 2561. หน้า 70

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 23

ผา่ นแหลง่ เรียนร้ปู ระวัตศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จังหวดั เชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

โบราณสถาน

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 24

ผา่ นแหล่งเรียนรปู้ ระวัตศิ าสตรใ์ นท้องถน่ิ จงั หวดั เชียงราย ชน้ั ป.๑-๖

โบราณสถาน

โบราณสถานเป็นอาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งจากวัสดุที่มีความคงทนแข็งแรงถาวร
และจากวสั ดทุ ผ่ี พุ ังย่อยสลายง่าย หรือเป็นสถานที่ ท่มี ีร่องรอยการต้ังถิ่นฐานของมนุษย์มีความเก่าแก่ มีประวัติ
ความเป็นมา เป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือ โบราณคดี ซึ่งคำว่าโบราณสถานนี้ หมายรวมถึง
ทท่ี ่เี ปน็ แหล่งประวัตศิ าสตร์ และอทุ ยานประวตั ศิ าสตร์

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่ม 16 ให้นิยามคำศัพท์เกี่ยวกับการอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวัตถุตา่ งๆ ดงั นี้

โบราณสถาน หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์
โดยอายโุ ดยลกั ษณะแหง่ การกอ่ สรา้ ง เปน็ ประโยชน์ในทางศลิ ปะ ประวตั ิศาสตร์ หรือโบราณคดี

แหล่งโบราณคดี หมายถึง บริเวณที่มีหลักฐานของพฤติกรรมมนุษย์ในอดีต ทั้งที่อยู่บนดินใต้ดิน
และใต้น้ำ เช่น ที่อยู่อาศัย สุสาน ศาสนสถานสถานที่ประกอบอาชีพ แหล่งเรืออับปาง กล่าวคือเป็นสถานที่
ที่เคยมีคนใช้ประโยชน์ในอดีตประกอกิจกรรมเพื่อการดำรงชวี ิต หรอื กิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ มักจะเป็นพื้นท่ี
ท่มี คี ุณค่าทางวชิ าการ เหมาะต่อการค้นคว้าด้านโบราณคดีอุทยานประวตั ิศาสตร์ หมายถึง บริเวณท่ีมีหลักฐาน
สำคัญทางประวัติศาสตร์ สมัยใดสมัยหนึ่งของประเทศ ซึ่งหลักฐานสำคัญดังกล่าวอาจเป็นทางวัฒนธรรม
เศรษฐกจิ การเมือง และสังคมวิทยาก็ได้
ประเภทของโบราณสถาน

โบราณสถาน สามารถแบง่ เปน็ ประเภทตามเกณฑ์ท่แี ตกต่างกนั ดังน้ี
1. แบง่ ตามคณุ ค่าและความสำคัญ

1.1 โบราณสถานระดับชาติ หมายถึง สถานที่ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง ที่มีคุณค่า
ในด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี ศิลปะ สถาปัตยกรรมวิชาการ สังคม หรือชาติพันธุ์วิทยา มีความสำคัญ
ไม่เฉพาะต่อชุมชนใดชุมชนหนึ่ง อาจเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชสำนัก บ่งชี้
อย่างชัดเจน หรืออาจเป็นโบราณสถานที่มีลักษณะเด่น มีองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมหรือศิลปกรรม
ทท่ี รงคณุ ค่า

1.2 โบราณสถานระดับท้องถ่ิน คือ สถานที่ อาคาร หรอื ส่งิ ก่อสร้าง ที่มคี ุณค่าในด้านประวัติศาสตร์
โบราณคดี ศลิ ปะ สถาปัตยกรรมวชิ าการ สงั คม หรือชาตพิ นั ธุว์ ิทยา ซ่งึ มีความสำคญั ผูกพันเป็นพิเศษต่อชุมชน
หรือทอ้ งถิน่ ใดท้องถิน่ หน่ึง

2. แบง่ ตามลกั ษณะที่ปรากฎ
2.1 โบราณสถานที่ยังปรากฎรูปทรงชัดเจน หมายถึง สถานที่ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง

ท่ีสามารถมองเหน็ เป็นรปู ร่าง รปู ทรงอย่างชดั เจนจบั ตอ้ งสัมผัสได้
2.2 ซากโบราณสถาน หมายถึง สิ่งก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรมที่เคยมีรูปร่างรูปทรง

และการใช้ประโยชน์มาแต่อดีต แตป่ ัจจบุ ันได้ผุพงั เส่ือมสภาพลงจนไม่เหน็ รปู ทรงท่สี มบรู ณด์ ังเดมิ แต่ยังปรากฏ
ร่องรอยให้เห็นการตั้งถิ่นฐานการอยู่อาศัย การใช้ประโยชน์ของผู้คนในอดีต เช่น คูน้ำคันดินโบราณ

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 25

ผ่านแหลง่ เรยี นรู้ประวตั ศิ าสตรใ์ นทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย ช้นั ป.๑-๖

คูเมือง กำแพงเมืองโบราณ ถนนโบราณ เนินดินที่มีซากสถาปัตยกรรมปกคลุมหรือสถานที่ที่เคยเกิด
หรอื เก่ยี วขอ้ งกับเรื่องราวในประวตั ศิ าสตร์

3. แบ่งตามยุคสมัย
3.1 โบราณสถานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง ที่ถูกสร้างขึ้น

ช่วงเวลาทม่ี นษุ ยย์ งั ไม่มตี ัวหนังสอื สำหรบั บนั ทึกเรือ่ งราวตา่ งๆ
3.2 โบราณสถานสมัยประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง ที่ถูกสร้างขึ้น

ในชว่ งเวลาทีม่ นษุ ย์เรมิ่ รจู้ กั การบันทกึ เรื่องราวด้วยลายลกั ษณอ์ ักษร
4. แบง่ ตามช่วงเวลาการใช้สอย
4.1 โบราณสถานร้าง คือ สถานที่อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง เคยถูกใช้งานในอดีต แต่ปัจจุบัน

ไม่ไดใ้ ช้งานตามหน้าท่เี ดมิ ถูกทงิ้ ร้างไป
4.2 โบราณสถานที่ยังใช้ประโยชน์ เป็นสถานที่ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง ที่ยังคงถูกใช้

ประโยชน์ตามหนา้ ที่ดั้งเดิม สบื ทอดต่อเนอ่ื งกนั มานับแต่อดตี จนถึงปจั จบุ นั
5. แบง่ ตามการใชส้ อย
5.1 โบราณสถานท่เี ปน็ ท่ีอย่อู าศยั คือ สถานที่ อาคาร สง่ิ กอ่ สรา้ ง ท่ีแสดงให้เห็นถึงการตงั้ ถน่ิ ฐาน

ที่อยู่อาศยั
5.2 โบราณสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมและศาสนสถาน คือ สถานที่ อาคาร หรือสิ่งก่อสร้าง

ทเ่ี กีย่ วพนั กับความเชอื่ พธิ ีกรรม
5.3 โบราณสถานที่เป็นพื้นที่ของแหล่งอุตสาหกรรม เช่น แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผา

แหลง่ เตาเผา แหล่งสกัดหิน

ครสิ ตจกั รที่ 1 เวียงเชยี งราย ประตูสรี สรา้ งแล้งเสรจ็ ปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457)
ภาพ : หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลยั พายัพ จ.เชยี งใหม่5

การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น หมวดหมู่ โบราณสถาน
จังหวัดเชียงรายมีโบราณสถานจำนวนมาก อันมีประวัติความเป็นมาควรค่าแก่การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรัก
และภาคภูมิใจ ซึ่งมีความสำคัญและผูกพันต่อชุมชนหรือท้องถิ่น เช่น กำแพงและประตูเมืองเชียงราย
และโบราณสถานถำ้ พระ โดยมปี ระวตั โิ ดยยอ่ ดังน้ี

_____________________________________________________________
5 อภชิ ิต ศริ ชิ ยั . มรดกแห่งนครเชียงราย. เชียงราย: สำนักพมิ พ์ลอ้ ล้านนา. 2563. หนา้ 124

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 26

ผา่ นแหล่งเรียนร้ปู ระวตั ิศาสตร์ในท้องถ่ิน จังหวัดเชียงราย ชั้น ป.๑-๖

กำแพงและประตเู มอื งเชยี งราย

ภูมิประเทศเมืองเชียงรายสมัยมังราย เปลี่ยนแปลงจากสมัยไชยนารายณ์มากแม่น้ำลำห้วย ที่เคยเป็น
เส้นกั้นเมืองจนเรียกเมืองว่า เกาะ หรือ เมืองมูล นั้น ได้ตื้นเขินลง บางสายก็เปลี่ยนทิศทาง ดังนั้นพญามังราย
จงึ ไดส้ ร้างกำแพงเมอื ง และประตขู น้ึ หลายแหง่ ปรากฏหลกั ฐานประตูเมอื ง ดังนี้

1. ประตูทา่ นาค
2. ประตูนางอิง
3. ประตทู า่ ทราย
4. ประตูสรี
5. ประตูป่าแดง
6. ประตขู ะตำ๊ หรอื ประตูลอ่
ชื่อประตูที่กล่าวมาแล้วทั้ง 6 ประตู ไม่ไดต้ ัง้ อยู่ในแนวท่ีต้ังปัจจบุ ัน แต่เปน็ การย้ายช่ือมาต้ังในจุดท่ีตั้งใหม่
อยู่ในทิศทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน สำหรับแนวกำแพงเมืองยุคมังรายเท่าที่สำรวจพื้นที่ด้านโบราณคดี
โดยยึดเอาดอยจอมทองเป็นศูนย์กลาง หาความยาวและกว้างตามทิศทางที่แจ้งเทียบกับพื้นที่ในสมัยปัจจุบัน
มอี ยปู่ ระมาณคร่ึงหนงึ่ ของยุคมงั รายเทา่ นั้น6

กำแพงเมอื งเชียงราย พ.ศ.2446 สันนษิ ฐานเป็นแนวกำแพงด้านทิศเหนอื

บริเวณตง้ั แต่วัดพระสิงห์ - แจง่ วดั ศรบี ุญเรอื ง
ภาพ : นายแพทยว์ ลิ เลยี ม เอ.บริกส์7

_____________________________________________________________

6 ท่รี ะลึกพิธเี ปิดปา้ ยชอ่ื ประตูเมอื งเชียงราย 25 มกราคม 2530.จังหวดั เชยี งราย,2530 : หน้า ๑๗
7 อภิชิต ศริ ิชยั . มรดกแห่งนครเชียงราย. เชียงราย: สำนกั พมิ พ์ล้อล้านนา. 2563. หนา้ 74

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 27

ผา่ นแหลง่ เรียนรู้ประวัตศิ าสตร์ในท้องถิ่น จงั หวัดเชยี งราย ชัน้ ป.๑-๖

ใน พ.ศ.2400 เริ่มมีการสร้างกำแพงเมืองก่ออิฐขึ้นใหม่ ที่โอบล้อมดอยจอมทองไปทางทิศตะวันออก
แล้วต่อเติมไปเรื่อยๆ จนเสร็จสมบูรณ์ในพ.ศ.2417 รวมเป็นเวลาที่ก่อสร้างนานถึง 17 ปี รูปร่างของเวียง
เชียงรายยุคนี้ จึงมีลักษณะสี่เหลี่ยมยาวรี จากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกหรือขนานไปตามแม่น้ำกก
ขนาดของเวียงเชียงรายมีพื้นที่ประมาณ 2 ตารากิโลเมตร โดยมีความยาวของกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก
ประมาณ 600 เมตร ด้านทิศใต้ประมาณ 1.6 กิโลเมตร ด้านทิศตะวันตก 1.2 กิโลเมตร และด้านทิศเหนือ
ซึ่งอยู่ติดแม่น้ำกกยาวประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้ดอยจอมทองอันเป็นที่ตั้งของสะดือเมือง ยุคราชวงศ์มังราย
ตง้ั อยู่ภายในกำแพงเมอื งยุคนีท้ างดา้ นทศิ ตะวนั ตกเฉียงเหนือ

กำแพงเมืองที่ไดร้ บั การสร้างข้นึ ในครัง้ หลงั นัน้ จะเปน็ กำแพงก่ออิฐ มปี ระตเู มอื งทัง้ สน้ิ 12 ประตู ได้แก่
ด้านทิศเหนอื มี 5 ประตคู อื

1. ประตูขะต๊ำ
2. ประตูท่านาค
3. ประตูนางองิ (ท่านาง)
4. ประตูท่าทราย
5. ประตทู อ่
ด้านทศิ ตะวนั ออกมี 1 ประตู
6. ประตูยางเส้ิง
ด้านทศิ ใตม้ ี 4 ประตู คอื
7. ประตเู จา้ ชาย
8. ประตสู รี
9. ประตูหวาย
10. ประตปู ่าแดง
และดา้ นทิศตะวนั ตกมี 2 ประตู คือ
11. ประตเู ชยี งใหม่
12. ประตผู ี

พ.ศ.2415 นายวรูแมน คาดคะเนวา่ ทัง้ เมืองมีบ้านเรือน 300 หลัง ประชากร ประมาณ
2,000 - 3,000 คน

พ.ศ.2425 คาร์ล บ็อค ประมาณจำนวนประชากรที่เป็นชายในตัวเมือง ราว 3,500 คน และท้ังจังหวัด
(ซึ่งในขณะนั้นรวมทั้งเมืองเชียงแสนและฝางด้วย) ราว 5,500 คน โดยที่เกิดโจรภัยบ่อยครั้ง ซึ่งตามปกติ
มกั จะมาจากรฐั ฉานในพมา่ จงึ ตอ้ งสรา้ งกำแพงเมอื งเชยี งรายยาวกวา่ บา้ นเมอื งอน่ื ๆ ที่อยู่ใต้ลงไป

นายฮิลดิแบรนด์ ได้สเก็ตซ์ภาพกำแพงเมืองพร้อมทั้งประตูหน่ึงที่มิได้ระบุชื่อได้พิมพ์ภาพสเกตซ์นั้น
เมื่อ พ.ศ.2428 เมื่อนายฮอลเลตต์ มาเชียงราย ในปี พ.ศ.2427 ก็ได้กล่าวไว้ว่า “(ตัวเมือง) มีระเบียบงามตา
ถนนหนทางตัดตรงทำท้องร่องและรักษาความสะอาดดี สว่ นประจำบา้ นมรี ้ัวไม้ไผ่ปลายแหลมพร้อมประตูไม้สัก
แขง็ แรงถงึ กลางคืนก็ปิดจากลำธารใกล้ๆ ผา่ นคลองสง่ นำ้ เข้ามาแถบประตู ดา้ นตะวันตกได้มีการซักน้ำเข้าเมือง
มที างเขา้ เมอื งสิบสองทางทใ่ี หญก่ วา่ ทางอน่ื ๆ มอี ยู่แปดทาง”

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 28

ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในท้องถิน่ จงั หวัดเชียงราย ช้ัน ป.๑-๖

พ.ศ.2430 นายยัง ฮัสแบนด์ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ประชากรมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับขนาดของเมือง
ไม่มรี า้ นคา้ เลย มีแตต่ ลาดประจำวนั ซึง่ จดั ขน้ึ ตรงแยกตอนกลางของเมือง”

แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก เมื่อนายแมคคาธีร์ มาเที่ยวเชียงรายใน พ.ศ.2434 ได้บันทึกว่า
“เมอื งไดร้ บั การปลอ่ ยปละละเลยเปน็ อยา่ งมาก มแี ตป่ ่าขน้ึ รกไปหมด”

ครั้งล่าสดุ ไดม้ ีการซ่อมสรา้ ง เมื่อ พ.ศ.2442 โดยเพิ่มประตูเข้าไปอีก 1 ประตูซึ่งไม่ทราบชื่อและที่ต้ัง
พร้อมทง้ั ขุดคูในและนอกกำแพงเมือง ในโอกาสเดียวกนั ก็มีการตัดถนนสายต่างๆ ในตวั เมืองตามจารีตประเพณี
ท่ีบอกเล่ากันสืบมา ซึ่งได้รับการยืนยันจากนายฮอลเลตต์ที่เพิ่งอ้างถึงนั้น เชียงรายมีประตูเมือง 12 ประตู
ไม่ทราบว่าเมืองมี 12 ประตูเมื่อใด ตั้งแต่ยุคกลางหรือยุคปฏิสังขรณ์ในศตวรรษที่ 25 การสร้างประตูเมือง
กม็ ไิ ด้ประณีตทกุ ประตู

นายฮอลเลตต์ว่ามี 8 ประตูใหญ่ กับอีก 4 ประตูเล็ก ในภาพสเกตซ์ของฮิลดิแบรนด์ จะเห็นได้ว่า
เปน็ ประตูเลก็ ประตูหน่งึ ซึง่ เป็นเพียงทางเขา้ ออกธรรมดาผ่านกำแพงเมืองเพยี งให้กวา้ งพอที่ช้างจะผ่านได้

ในที่สุดสุดราว พ.ศ.2463 ได้มีการรื้อทั้งกำแพงและประตูเมือง ตามคำแนะนำของ ดร.บริกส์
นายแพทย์มิชชันนารี ผู้ออกความคิดว่าบริเวณแถบกำแพงและคูเมืองนั้นเป็นโคลนตมหล่ม หลุมสกปรก
นับเป็นแหล่งเชื้อโรคทำให้เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างถาวร ตัวกำแพงเองก็ปิดกั้นการถ่ายเทอากาศบริสุทธิ์
อีกด้วย ข้อมูลดังกล่าวจะว่าผิดพลาดไปหมดก็ใช่ที่ ราว พ.ศ.2446-2461 นั้น ดร.บริกส์ ปฏิบัติหน้าท่ี
อยู่เชียงรายและได้สร้างโรงพยาบาลโอเวอร์บรู๊คขึ้นเมื่อ พ.ศ.2453 เชียงรายในขณะนั้นมีห้วยหนองและทางน้ำ
เก่าๆ ของแม่น้ำกกซึ่งเปลี่ยนทางเดินอยู่เสมอๆ ปิดล้อมอยู่โดยรอบ ในส่วนของตัวเมืองมีแอ่งน้ำขังปราศจาก
ทางระบายถ่ายเท ปัญหาประการหลังน่าจะเกิดขึ้นเพราะฝีมือมนุษย์เกิดขึ้นเพราะการสร้างกำแพงใหม่
(เลยปดิ ก้ันการระบายถ่ายเทออกไป) รวมทัง้ การนำน้ำสะอาดเข้าเมืองตามที่ปรากฎในรายงานของนายฮอลเลตต์

พ.ศ.2408 ได้มีการขุดทางระบายน้ำขึ้นจากหนองสี่แจ่งไปประตูเชียงใหม่ด้านตะวันตก ความยาว
ประมาณ 1.5 กิโลเมตร แล้วก็ขุดท้องร่องหรือคูขึ้นอีก ในปี พ.ศ.2442 ทั้งในและนอกตัวเมือง ตามรายงาน
ข่าวของ ลาวนิวส์ ใน พ.ศ.2448 ปรากฏวา่ “ดร.บริกส์ แห่งเชยี งราย ไดร้ บั การรอ้ งขอจากรัฐบาลใหช้ ่วยคุมงาน
ตัดถนนและทำทางระบายน้ำหลายแห่งในตัวเมือง ซึ่งเคยเป็นบ่อเกิดแห่งมาลาเรียและดงเสือ ก่อนหน้าน้ัน
นายโฮเซ่ส์ ซึ่งมาเยือนเชียงราย เมื่อ พ.ศ.2448 ได้พรรณนาถึงที่หล่มลุ่มชุมนุมงู ตลอดจนสาเหตุปกติ
ของอหิวาตกโรคและไข้รากสาด เมื่อนายเลอเมย์มาเยือนเชียงรายใน พ.ศ.2467 คงจะเห็นสภาพกำแพง
ทรุดโทรมคือ กำแพงเมืองฉาบโคลนและพอเห็นได้เป็นช่วงตอนเท่านนั้ ”

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มีข้อแสดงให้เห็นว่า ดร.บริกส์ ก็อาจจะได้มองกำแพงเมืองเป็นตัวอันตราย
สำหรบั การสาธารณสุขซ่งึ ควรแกก่ ารพจิ ารณาแกไ้ ขประการหนงึ่

ปัจจุบันกำแพงเมืองเชียงรายไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว มีเพียงแนวกำแพงและคูเมืองด้านตะวันออก
และทิศใต้ ตั้งแต่ประตูยางเสิ้ง (บริเวณห้าแยกฯ) และมีการสร้างกำแพงเมืองจำลองทับบนแนวกำแพงเดิม
ทเ่ี หลืออยปู่ ระมาณ 20 เมตรเมอ่ื ปี พ.ศ.2530 ประตเู จา้ ชาย ประตูสรี ประตูหวาย (หอนาฬิกา) ประตปู ่าแดง
ประตเู ชยี งใหม่ ถึง ประตฮู อ่ ม (ประตูผี) โดยทลายกำแพงเมืองลงทำเปน็ ถนน8

_____________________________________________________________
8 อภชิ ติ ศริ ิชยั . มรดกแห่งนครเชยี งราย. เชียงราย: สำนกั พมิ พ์ลอ้ ล้านนา. 2563. หนา้ 48

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 29

ผ่านแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถ่ิน จังหวัดเชยี งราย ช้นั ป.๑-๖

แผนที่กำแพงและประตูเมืองเชียงราย เม่ือคราวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตัดถนน
ในกำแพงเมืองเชยี งรายในสมัยรัชกาลท่ี 5 พ.ศ.2438 แผนท่นี ีอ้ ยใู่ นเอกสารชดุ ร.5 ม.58/39
เรอื่ งซ่อมและสร้างถนนกับทวี่ ่าการมณฑลพายัพ (4 มนี าคม 114-16 กุมภาพันธ์ ร.ศ.116)

ภาพ : หอจดหมายเหตุแหง่ ชาต,ิ เออื้ เฟ้ือภาพ : วรชาติ มชี ูบท9

แนวกำแพงเมอื งและตำแหน่งประตเู มอื งเชยี งราย
ปรบั ปรุงจากโปรแกรม Google Earth จดั ทำโดย : อภิชิต ศริ ิชัย10

_____________________________________________________________
9 อภชิ ิต ศิรชิ ยั . มรดกแหง่ นครเชียงราย. เชยี งราย: สำนกั พมิ พ์ลอ้ ลา้ นนา. 2563. หนา้ 32

๑0 เรื่องเดียวกัน. หน้า 73

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 30

ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในท้องถิ่น จงั หวัดเชยี งราย ช้นั ป.๑-๖

โบราณสถานถ้ำพระ

ตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านป่าอ้อ หมู่ที่ ๕ ตำบล ตัวถ้ำอยู่ปลายสุดของแนวเขาทางทิศ
แม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ตะวันตกหันหน้าไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นที่น้ำแม่กก
บริเวณดอยถำ้ พระห่างจากตวั เมืองเชียงรายไปทาง ไหลผา่ น ตวั ถ้ำอยูส่ งู กว่าพ้ืนดินประมาณ ๑๒ เมตร
ทิศตะวันตกประมาณ ๖ กิโลเมตร บนฝั่งซ้าย มีบันไดก่อด้วยอิฐขึ้นได้สะดวก หน้าถ้ำบริเวณ
ของแม่น้ำกกกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียน พื้นดินอดีตเป็นที่โล่งไม่มีเจ้าของ ปัจจุบันที่ดิน
โบราณสถานถ้ำพระในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ ถูกจับจองเป็นเจ้าของเกือบหมด เหลือพื้นที่
หน้า ๓๖๘๓ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ แหล่ง สาธารณะไม่กี่ตารางวา ที่จริงบริเวณถ้ำพระแห่งนี้
โบราณคดีแห่งนี้ ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดี ประกอบไปด้วยถำ้ อีก ๕ ถำ้ คือ ถ้ำฤาษี ถำ้ ช้างล้วง
ทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ ถ้ำยุบ ถ้ำหวาย และถ้ำลมในบริเวณพื้นถ้ำปัจจุบัน
แต่ไม่ได้แสดงถึงความต่อเนื่องในการใช้งานพื้นที่ ได้เทคอนกรีตหมดแล้ว ผิดกับในอดีตที่พื้นถ้ำ
บริเวณนี้ มีช่วงท่ีถูกทิ้งรา้ ง และช่วงทก่ี ลับมาใชง้ าน ยังเป็นพื้นหินโล่งๆ ไม่ค่อยจะเรยี บนกั แต่ยังไงก็คง
พื้นที่อีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๗๔ ศาสตราจารย์ฟริทซ์ ความขลังกว่าปัจจุบันปากถ้ำกว้างประมาณ
สารสิน (Fritz Sarasin) ได้ขุดค้นพบเครื่องมือหิน ๖ เมตร ลึกประมาณ ๒0 เมตร ไม่มีปล่องหรือโพรง
ที่ถ้ำพระ บนดอยถ้ำพระพบเครื่องมือหินกะเทาะ อากาศจากด้านบน แต่เนื่องจากลักษณะตัวถ้ำ
ทท่ี ำด้วยหนิ กรวดไดอะเบส หินชนวนสีเขียวในกลุม่ ไม่ลึกมากนักจึงไม่มืดมาก การเข้าไปในถ้ำไม่ต้อง
เครื่องมือแบบไซแอเมียน (Siamian) และพบเศษ อาศัยแสงสว่างใดๆ เหตุที่ได้ชื่อว่า “ถ้ำพระ” นั้น
ภาชนะดินเผาแบบไม่มีลายและแบบลายเชือกทาบ เพราะสมัยก่อนมีพระพุทธรูปในถ้ำนี้มากมาย
เครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกสัตว์ และเปลือกหอย ทั้งพระที่สร้างด้วยโลหะ, อิฐก่อด้วยปูนสอ และไม้
โดยสรุปว่าเครื่องมือหินที่พบเป็นของกลุ่มชน ต่างๆ อดีตหากผู้ใดอยากได้บุญหรือเห็นผู้อื่นบวช
ล่าสัตว์ ยังไม่รู้จักการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และผู้ท่ี ลูกหลาน ก็เอาพระที่ทำขึ้นมาบวชและเก็บไว้ที่น่ี
ผลิตเครื่องมือเหล่านี้เป็นกลุ่มโปรโตเมลานีเขียน รวมทั้งถวายพระพุทธรูปที่ได้บนบหากหายป่วยไข้
(Protomelanesian) หรือประสบความสำเร็จในเรื่องที่ขอไว้ ว่ากันว่ามี
มากจนไม่มีทว่ี างเท้าเดินกนั เลย

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ 31

ผา่ นแหล่งเรยี นร้ปู ระวัติศาสตร์ในทอ้ งถ่นิ จังหวัดเชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖

โบราณสถานถำ้ พระ

สมัยสงครามโลกคร้ังที่ ๒ มผี คู้ นมาขนเอาพระไปเป็นจำนวนมาก สว่ นใหญเ่ ป็นพระพุทธรปู ที่หล่อดว้ ยโลหะ
ทั้งสิ้น พระพุทธรูปที่ถูกนำไปครั้งนั้นมากกว่า ๕-๖,000 องค์ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่แถวนั้นยังช่วยหาพระดีๆ
ใหเ้ สียดว้ ยซำ้ บางองคเ์ มื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ ราคาองค์หนึ่งถึงแสนบาทก็มี บางองคเ์ ศียรเป็นแก้วกลมๆ ขนาดหน้าตัก
กว้างประมาณ ๖ นิ้ว (พระเชียงแสน-โจฬะ) เมื่อปี พ.ศ.๒๕0๒ พระรุ่นน้ีมีการเช่ากันที่เชียงแสน ราคาหนึ่งล้าน
บาทถ้วนในบริเวณถ้ำมีพื้นที่ประมาณ ๗๐-๘·ตารางเมตร ตรงกลางมีฐานชุกชีมีพระพุทธรูปปูนปั้นประดิษฐาน
อยู่จำนวนมากเมื่อเข้าไปข้างในประมาณ ๖ เมตร ด้านซ้ายมือข้างถ้ำจะพบหินงอกหินย้อยมีน้ำหยดลงมา
ตลอดเวลา ต้องเอาโอ่งรองนำ้ ไว้ ว่ากันว่าเป็นน้ำทิพย์น้ำวิเศษ สามารถรักษาโรคบางอยา่ งให้หายได้ ในถ้ำพระ
นม้ี ีชื่อของผูม้ าเยือนเขียนชื่อไวเ้ ป็นจำนวนมาก

ถำ้ พระ แหง่ น้ี เปน็ สถานทที่ ีม่ คี วามสำคญั มากในอดีตหากเริ่มมบี ันทึกทางประวตั ิศาสตร์ทเ่ี ป็นลายลักษณ์
อกั ษรที่พบเก่าที่สุดคือศิลาจารึกทช่ี ื่อว่า “จารึกเจ้าเมืองท้าวมูยเชียงรายสรา้ งพระพุทธรปู ” จำนวนด้าน ๒ ด้าน
มี ๒๒ บรรทัด ด้านที่ ๑ มี ๑๖บรรทัด ด้านที่ ๒ มี ๖ บรรทัด ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เชยี งแสน จังหวัดเชยี งราย

เนื้อหาโดยสังเขป ใน พ.ศ.๒๐๒๗ พ่อหญัวเจ้าเมืองท้าวมูยเชียงรายได้มาสร้างพระพุทธรูปในไว้ถ้ำนี้
ท้ังยังไดช้ ักชวนให้บรรดาข้าราชการท้งั หลายให้อุทิศข้าพระ ทด่ี ิน และเงนิ ไวเ้ ป็นของบูชาแดพ่ ระพุทธรปู

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ 32

ผ่านแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ิศาสตรใ์ นท้องถ่ิน จังหวดั เชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

การกำหนดอายุ ข้อความจารึกบรรทัดที่ ๑ ระบุ จ.ศ.๘๔๖ ตรงกับ พ.ศ.๒๐๒๗ อันเป็นรัชสมัย
ของพระเจ้าตโิ ลกราช (พ.ศ.๑๙๘๔-๒๐๓๐) กษัตริย์ล้านนา รชั กาลที่ ๙ ราชวงศ์มงั ราย

นับได้ว่าอย่างน้อยในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช แห่งราชวงศ์มังราย ได้มีการทำนุบำรุง
พระพุทธศาสนา ณ ถ้ำพระแห่งนี้เชื่อได้ว่าเจ้าเมืองเชียงรายทั้งก่อนหน้าและหลังจากนี้ ทุกคนต้องมากระทำ
การสักการะอย่เู สมอๆ๑1

ศิลาจารึกถ้ำพระ

จารึกท้าวมยู สรา้ งพระพทุ ธรูปไว้กบั ถำ้ พระ
จดั แสดงท่ีพิพธิ ภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาติเชียงแสน จังหวัดเชยี งราย

_____________________________________________________________
๑1 อภิชิต ศริ ิชยั . ประวตั ิโบราณสถานถำ้ พระ. เชียงราย: สำนักพมิ พล์ ้อลา้ นนา. 2562, หนา้ 5-9

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ 33

ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในทอ้ งถ่ิน จังหวัดเชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖

โบราณวตั ถุ

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 34

ผา่ นแหล่งเรียนรู้ประวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถน่ิ จงั หวดั เชยี งราย ชัน้ ป.๑-๖

โบราณวตั ถุ

พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 นิยามว่า
โบราณวัตถุ หมายถึง สังหาริมทรัพย์ (ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้) ที่เป็นของโบราณ (ไม่ได้กำหนดอายุ) อาจจะเป็น
สิ่งประดิษฐ์หรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถาน ซากมนุษย์ หรือซากสัตว์ซึ่งโดยอายุ
หรือโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์ หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของสังหาริมทรัพย์นั้นโยชน์ในทางศิลปะ
ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี แต่เดิมใช้เกณฑว์ ่า โบราณวตั ถุควรมอี ายไุ ม่ต่ำกว่า 100 ปี แต่ปัจจบุ นั เนอ่ื งจาก
เทคโนโลยีความก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้วัตถุสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้หลายประเภท
แม้เวลาผ่านไปเพียง 3 - 50 ปี วัตถุสิ่งของนั้นก็กลายเป็นของหายากเลิกใช้ เลิกผลิตไปเสียแล้ว วัตถุนั้นๆ
จึงเขา้ ข่ายเป็นโบราณวตั ถุ

กล่าวโดยสรุป โบราณวัตถุ คือ วตั ถุส่ิงของ การศึกษาและอนุรักษ์โบราณวัตถุ จึงมี
เครือ่ งมือ เครือ่ งใช้ ทเ่ี กดิ จากการประดิษฐด์ ้วยฝีมือคน ประโยชน์ เพราะจะทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจ
หรือเกิดจากการดัดแปลงจากวัสดุที่มีอยู่ตาม ประวัติความเป็นมาของท้องถิ่น ชุมชน เกิดความรัก
ธรรมชาติ ตามภูมิปัญญา ความรู้ของกลุ่มคน ภาคภูมิใจในอารยธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี
ในยุคสมัยต่างๆ หรืออาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อีกทั้ง สามารถเชื่อมโยงเหตุ การณ์ในอดีต
มีการใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิต เกี่ยวข้องกับ กับปัจจุบันช่วยให้สามารถคาดการณ์ถึงอนาคต
วิถีชีวติ ทุกมิติ บ่งบอกถึงพัฒนาการและความเจรญิ ตัวอย่างเช่นการค้นพบกลองมโหระทึก แสดง
การได้รับอิทธิพลทางอารยธรรม ความเสื่อมถอยล่ม ให้เห็นความสามารถด้านเทคโนโลยีการผลิต
สลายของผู้คนและชมุ ชนนน้ั ๆ ความเช่อื และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ
การรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมร่วมกันของดินแดน
พื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้บอกได้ถึงการติดต่อ
สัมพันธ์กับคนในท้องถิ่นต่างๆ ผ่านเส้นทางการค้า
การคมนาคมกับดนิ แดนอนื่ ๆ เป็นต้น

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัติศาสตร์ 35

ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น จงั หวดั เชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖

โบราณวัตถุ สามารถแบ่งประเภทได้ตามเกณฑ์ ๒. แบง่ ตามวัสดทุ ใ่ี ช้ เช่น
ท่แี ตกตา่ งกนั ดังนี้ ๒.๑ โบราณวัตถุประเภทไม้ เช่น

๑. แบ่งตามหลกั วชิ าการโบราณคดี ได้แก่ พระพทุ ธรปู ไม้
๑.1 โบราณวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ๒.๒ โบราณวัตถุประเภทดินเผา เช่น

เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องมือล่าสัตว์ อุปกรณ์ที่ใช้ ภาชนะดนิ เผาลายเขียนสี เคร่อื งสงั คโลก
ในการประกอบอาชีพ เป็นต้น ๒.๓ โบราณวัตถุประเภทโลหะ เช่น

๑.๒ โบราณวัตถุตามธรรมชาติหรือ กลอง หรอื อุปกรณ์ในการลา่ สัตว์ที่ทำจากสำริด
สภาพแวดลอ้ ม ที่มนุษย์ไม่ได้สร้างขึ้น แต่เกี่ยวข้อง ๓. แบ่งตามการใช้งาน เช่น
กับการใช้ชีวิตของมนุษย์ในอดีต เช่น กระดูกสัตว์ 3.๑ เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน
เมลด็ พชื ฯลฯ
เชน่ เครอื่ งปนั่ ดินเผา เครือ่ งมือโลหะในการเพาะปลูก
๓.๒ เครอ่ื งมอื เครื่องใชใ้ นการประกอบ

อาชพี เชน่ เครือ่ งมือหาปลา เครอ่ื งมือลา่ สัตว์

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ 36

ผ่านแหลง่ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในทอ้ งถิ่น จงั หวดั เชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖

จากความสำคัญที่โบราณวัตถุเป็นเครื่องสะท้อนถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัย
ความเจริญรุ่งเรือง อารยธรรมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ชุมชน และประเทศชาติ เป็นเครื่องมือที่บอกเล่า
เรื่องราวในอดีต ขยายผลสู่การศึกษาและส่งเสริมความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่น ประเทศชาติได้
จึงจำเป็นต้องมีการจัดเก็บ รักษาและอนุรักษ์โบราณวัตถุให้คงอยู่สืบไป และโดยมากมักเก็บรักษาโบราณวัตถุ
ไวท้ พี่ พิ ิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์ หรือ พิพิธภัณฑสถาน เป็นสถานที่ ที่ใช้เก็บรักษาและจัดแสดงวัตถุส่ิงของโบราณใหผ้ ู้คน
สามารถเข้าชมได้ถาวรหรือเป็นการจัดแสดงชั่วคราว ถือเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
อย่างสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่านการได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกความรักและภาคภูมิใจ
ในท้องถ่ิน ชุมชน ประเทศชาตอิ ยา่ งแยบยล ผดู้ ูแลพพิ ธิ ภัณฑสถาน เรียกว่า ภัณฑารักษ์

ในประเทศไทยน้นั มีพิพธิ ภัณฑห์ ลายประเภท อาจจำแนกตามประเภท ดงั นี้
๑. จำแนกตามหมวดหมู่เนื้อหาที่จัดแสดง เช่น ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ธรรมชาติวทิ ยาการศึกษา
สื่อสารและคมนาคม ทหาร กฎหมายและราชทัณฑ์ ภูมิปัญญาพื้นบ้าน วิทยาศาสตร์ การเกษตร การแพทย์
และสาธารณสขุ เป็นต้น
๒. จำแนกตามที่ตงั้ และผรู้ ับผดิ ชอบ

๒.1 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หมายถึง สถานที่ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุ อันเป็นทรัพย์สิน
ของแผ่นดิน เป็นสถานที่ ที่ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้เป็นพิพิธภัณฑสถาน อยู่ในความดูแล
รบั ผดิ ชอบของกรมศลิ ปากร กระทรวงวัฒนธรรม

๒.๒ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ชุมชน พิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น หรือ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
หมายถึง สถานท่ี ที่เก็บรักษาโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สิ่งแวดล้อมของมนุษย์ในท้องถิ่น เนื้อหา
และสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะแสดงให้เห็นถึงเรื่องราว ชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์สังคม ช่วยบอกเล่าประวัติความเป็นมาของผู้คนในชุมชน นับแต่อดีต
จนถึงปจั จบุ นั ทำใหค้ นในทอ้ งถน่ิ โดยเฉพาะเดก็ และเยาวชนรูจ้ กั รากเหงา้ ความเปน็ มาของตนเอง

พิพิธภัณฑ์โดยมาก มีวัตถุประสงค์หลัก คือ (Virtual Museum) โดยใช้ระบบนำชมเสมือน
เพื่อเก็บรักษา อนุรักษ์ โบราณวัตถุให้คงอยู่สืบไป ที่เรียกว่า Virtual Tour เป็นเทคโนโลยีที่ใช้จำลอง
และมปี ระเด็นเร่ืองการจดั แสดงเพื่อเผยแพร่ความรู้ สภาพสถานที่จรงิ ผู้ชมสามารถชมสถานทจ่ี ำลองได้
เพื่อการศึกษา บริการผู้เข้าชม เป็นวัตถุประสงค์รอง ในรปู แบบดิจิทัล ดว้ ยรับชมผ่านส่ือมัลติมเี ดีย ไดแ้ ก่
ดังนั้น การจัดแสดงโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ ภาพนิ่ง เสียงบรรยาย วิดีโอเล่าเรื่องประกอบ
โดยมากมักมีข้อจำกัด คือ บางแห่งจัดแสดงของจริง รูปภาพสามมิติเสมือนจริง VR หรือคอมพิวเตอร์
บางแห่งแสดงเพียงวัตถุจำลอง บางแห่งใช้การแสดง อาร์ตในรูปความจริงเสมือน (Virtual Reality)
ภาพถ่ายเท่านั้น ผู้ชมไม่สามารถจับต้องวัตถุ เปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง
ที่จัดแสดงได้ และทำได้เพียงดูใกล้ๆ ในมุมมอง สามารถรับชมโบราณวัตถุในมุมมอง ๓๖๐ องศา
ที่ภัณฑารักษ์จัดแสดงแล้วอ่านคำอธิบายประกอบ พร้อมเช่ือมโยงกับข้อมูล เนื้อหาสาระของโบราณวัตถุ
จึงทำให้ขาดอรรถรสในการชมโบราณวัตถุ นั้นๆ ถือเป็นการสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่
ผู้เรียนที่ขาดแคลนงบประมาณและประหยัด
ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ระยะเวลาในการไปเรยี นรู้ ณ พิพิธภณั ฑ์
สารสนเทศ จึงได้มีการจัดทำพิพิธภัณฑ์เสมือน

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 37

ผ่านแหลง่ เรียนรูป้ ระวัตศิ าสตร์ในทอ้ งถิน่ จงั หวดั เชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์รูปแบบ
ที่แตกต่างจากโรงเรยี น การทศั นศกึ ษาที่พิพิธภัณฑ์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้อาจเป็นการอธิบาย
จะไม่เกิดประโยชน์ หากผู้เรียนมาเรียนรู้ว่าใน เพื่อขยายความรู้เดิม เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรยี นสามารถ
พิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุอะไรจัดแสดงอยู่บ้าง เชื่อมโยงชุดความรู้ใหม่เข้ากับชุดความรู้ที่มีอยู่เดิม
พบเห็นสิ่งใดแปลกใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก เพียงเท่านั้น อาจจัดให้มีกิจกรรมที่ได้ลงมือปฏิบัติ (Workshop)
การออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ เกี่ยวกับโบราณวัตถุที่จัดแสดง หรืออาจใช้ส่ือ
ผู้เรียนได้เข้าใจประวัติความเป็นมาของตนเอง มัลติมีเดียโต้ตอบได้ทันที (Interactive Media
ผ่านการได้เห็น สัมผัส โบราณวัตถุที่จัดแสดงจริง Game) ซึ่งจัดไว้ในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งรวมถึง
ในพิพิธภัณฑ์จึงสำคัญ ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน การใช้สื่อหรือใบงานที่เป็นกระดาษ มีประเด็น
ทักษะการเรียนรู้ และค้นคว้าด้วยตนเอง เพื่อการ คำถามหรือภาระงานที่ผู้เรียนจะต้องปฏิบัติ
ไปเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ให้สำเร็จจากการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ การออกแบบ
ทักษะการสังเกต ทักษะการอภิปรายและสรุป ใบงานที่ดีจะช่วยให้จัดการเรียนรู้ได้อย่างมี
องค์ความรตู้ ่างๆ ประสทิ ธภิ าพ

ตามที่พิพิธภัณฑ์มีวัตถุประสงค์หลักคือ การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ผ่านแหล่ง
เพอ่ื การเกบ็ รกั ษาโบราณวตั ถตุ ่างๆ โดยท่ีวตั ถปุ ระสงค์ เรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถ่นิ หมวดหมู่ โบราณวัตถุ
เรื่องการจัดแสดงและเผยแพร่ความรู้เป็นแค่ จะช่วยบอกเล่าประวัติความเป็นมาของผู้คน
วัตถุประสงคร์ อง จึงไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ทุกแห่งที่มกี าร ในชุมชนนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้คน
จัดสถานที่และการจัดแสดงข้อมูลที่เอื้อต่อการ ในท้องถิ่น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนรู้จักชีวิต
เรยี นรูข้ องผู้เรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ค ว า ม เ ป ็ น อ ย ู ่ ท ี ่ เ ป ็ น เ อ ก ล ั ก ษ ณ ์ ข อ ง ท ้ อ ง ถิ่ น
ครูผู้สอนจึงต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ ประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์สังคม
เหมาะสมกับผู้เรียน เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ รากเหงา้ ความเป็นมาของตนเอง
และกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถเกิดความรู้ความเข้าใจ
เรื่องราวในอดีต เข้าใจพัฒนาการของแนวคิด ตัวอย่างโบราณวัตถุที่ควรค่าแก่การศึกษา
เรื่องเวลา ลำดับเหตุการณ์ หมวดหมู่และการ เรียนรู้ เช่น พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
จำแนกประเภทตามยุคสมัย และได้ฝึกทักษะ และธรรมาสน์ โดยมรี ายละเอียด ดงั น้ี

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 38

ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น จังหวดั เชียงราย ชน้ั ป.๑-๖

พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร

ข้อมูลทั่วไป พระพทุ ธมหามณีรตั นปฏิมากร
ชื่อเตม็ พระแก้วมรกต
ชื่อสามญั
ㆍความกว้าง 19 นิว้ ㆍ ความสงู 28 นิว้
ขนาด

สถานทป่ี ระดิษฐาน ประธานในพระอุโบสถ วดั พระศรีรัตนศาสดาราม
กรงุ เทพมหานคร

รปู แบบศลิ ปกรรมของพระแก้วมรกต
วัสดุที่ใช้สร้างพระแก้วมรกตนั้นไม่จัดเป็นมรกต แต่เป็นหินสีเขียวชนิดหนึ่ง นักวิชาการทางด้าน

ประวัติศาสตร์ศิลปะได้มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการกำหนดอายุพระแก้วมรกตอยู่ 2 ข้อ คือ ข้อแรก
เชื่อว่าสร้างขึ้นอินเดียหรือลังกาและได้อัญเชิญมายังเมืองต่างๆ ตามที่ปรากฎในตำนาน และอีกข้อหนึ่งเชื่อว่า
เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในอาณาจักรล้านนา จากลักษณะพุทธศิลป์ของพระแก้วมรกตจัดเป็นพระพุทธรูป
ปางสมาธิ ประทับนั่งขัดสมาธิราบเหนือฐานหน้ากระดานเกลี้ยงพระพักตร์ค่อนข้างกลม จัดอยู่ในกลุ่ม
ของพระพุทธรูปล้านนาระยะแรกซ่ึงมีลักษณะที่สำคัญคือ ขัดสมาธเิ พซร พระพักตร์กลม พระรัศมีเป็นตุ่มคล้าย
ดอกบัวตูม และชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถันตามที่นิยมเรียกว่า แบบเชียงแสนสิงห์หนึ่ง แต่ต่างกันตรงที่
พระแก้วมรกตประทับนั่งขัดสมาธิราบ มีชายสังฆาฎิยาวจรดพระนาภีซึ่งเป็นลักษณะที่ได้รับอิทธิพลศิลปะ
สุโขทัยเขา้ มาผสมแล้ว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว นักวิชาการส่วนใหญ่จึงเชื่อว่าพระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่สร้างข้ึน
ในอาณาจักรล้านนา ช่วงที่ล้านนาเริ่มรับอิทธิพลของศิลปะสุโขทัย สันนิษฐานว่าพระแก้วมรกตน่าจะสร้าง
ระหว่าง พ.ศ. 1913 - 1979 ซึ่งพิจารณาจากรูปแบบแล้วมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะสร้างขึ้นในล้านนา
และการพบครั้งแรกรวมทั้งประวัติการสร้างนั้นล้วนแต่เกิดขึ้นในล้านนาทั้งสิ้น แต่ยังมีข้อสงสัยในขณะนั้น
วา่ รูปแบบของพระแกว้ มรกตไมเ่ หมือนกบั พระพทุ ธรูปกลุ่มใดทั้งในศลิ ปะลา้ นนาและศิลปะในประเทศไทย

อยา่ งไรกต็ ามภายหลงั ได้พบหลักฐานสนับสนนุ ว่าพระแกว้ มรกตน่าจะสรา้ งข้ึนในลา้ นนา และเป็นฝีมือ
ช่างในแหล่งที่พบคือแถบเมืองเชียงราย พะเยา กล่าวคือ ได้พบพระพุทธรูปหินทรายในสกุลช่างพะเยา
กลุ่มหนึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับพระแก้วมรกตทั้งลักษณะทางศิลปกรรมและเทคนิคการสร้าง จึงน่าจะเป็น
ข้อสนบั สนุนทางดา้ นรูปแบบไดแ้ นวทางหนง่ึ ๑2

_____________________________________________________________
๑2 อภิชติ ศริ ชิ ัย. เพชรพระแกว้ . อนสุ รณ์เนอ่ื งในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระธรรมราชานวุ ตั ร. เชยี งราย: สำนกั พมิ พล์ อ้ ลา้ นนา. 2563. หน้า 19-20

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 39

ผา่ นแหล่งเรยี นร้ปู ระวตั ศิ าสตรใ์ นท้องถิน่ จงั หวัดเชียงราย ช้นั ป.๑-๖

ธรรมาสน์

ธรรมาสน์ คือ อาสนะท่จี ดั ไวใ้ ห้พระภิกษนุ ่ังแสดงธรรม มักจะยกระดับ
ขึ้นสูงกว่าระดับสายตาของผู้นั่งฟัง ลักษณะของธรรมาสน์จะแตกต่างกันไป
ตามท้องถิ่น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทรงปราสาทมากกว่าทรงอื่น วัสดุ
ที่ใช้ทำส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้ ประดับประดาด้วยลวดลายและเทคนิค
การประดับต่างๆ กันธรรมาสน์จะตั้งอยู่ในวิหารทางด้านขวาของพระประธาน
และอยู่ทางดา้ นซ้ายของอาสนสงฆ์การสรา้ งธรรมาสน์ นอกจากมจี ดุ ประสงค์
เพื่อใหเ้ ป็นที่แสดงธรรมของพระสงฆ์แล้ว ในความเชื่อของชาวล้านนายังเชื่อว่า
การสร้างธรรมาสน์ถวายยังเป็นการทำบุญให้สำหรับตนเองในภายภาคหน้า
เป็นการถวายทานให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการค้ำจุนพุทธศาสนา
และเป็นการสร้างตามปีเกิด โดยเชื่อว่าคนที่เกิดปีขาลให้สร้างธรรมาสน์
จะได้กุศลมาก

ธรรมาสน์ในพระอโุ บสถวัดเจ็ดยอด ศลิ ปะพ้ืนบา้ นล้านนา

สมัยพทุ ธศตวรรษท่ี 24-25

กองพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศลิ ปากร ได้ขึ้นทะเบยี นเปน็

รปู แบบของธรรมาสน์ ประกอบด้วย โบราณวัตถแุ ละศลิ ปวตั ถุ 28 ตลุ าคม พ.ศ. 2534

ส่วนฐาน โดยมากแล้วฐานของธรรมาสน์จะยกสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร ลักษณะเป็นฐานปัทม์

(ฐานบวั ควำ่ - บวั หงาย) ลกู แก้วอกไก่ บางแหง่ อาจมีการยกเก็จที่มมุ ดว้ ยจำนวนของการยกเกจ็ น้ันแล้วแต่ขนาด

ของธรรมาสน์เป็นสำคัญ

ส่วนกลาง คือบริเวณห้องสี่เหลี่ยมซึ่งใช้เป็นที่นั่งเทศน์ของพระสงฆ์ มีขนาดพอเหมาะสำหรับให้

พระภิกษุรูปหนึง่ นั่งแสดงธรรมได้สะดวก ห้องเทศน์นี้อาจมแี ผนผังยกเก็จหรือมแี ผนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสขึน้ อยู่กับ

ส่วนฐานว่ามีแผนผังแบบใด ผนังของห้องมีทั้งแบบที่เปิดโล่งทั้งสี่ด้านและแบบปิดสามด้านโดยเปิดเฉพาะด้าน

ท่เี ป็นทข่ี น้ึ ลงจากธรรมาสน์ของพระภิกษุ ธรรมาสน์แบบปิดนน้ั ไม่ใดป้ ิดทึบท้ังหมด เป็นการปิดบังระดับสายตา

ของผนู้ งั่ ฟังเทศน์ด้านล่างเท่าน้ัน การสรา้ งธรรมาสนแ์ บบปิดน้ีเข้าใจว่า ต้องการปิดบังอิริยาบถของพระท่ีเทศน์

เพราะการเทศน์นัน้ ใชเ้ วลานาน

ส่วนยอด หลังคาของธรรมาสน์ หลังคานี้สามารถทำเป็นรูปแบบง่ายๆ คือ หลังคาราบ และหลังคา

ที่มีชั้นในทรงปราสาท ซึ่งการลดหล่ันของชั้นหลังคานั้น จะมีตั้งแต่หลังคาซ้อนชัน้ เหลายช้ัน แต่ยอดสุดคือกลบี

บวั รับปลี ในทำนองเดยี วกบั ยอดของเจดีย์๑3

___________________________________________________________
๑3 วริ ุณสริ ิ ใจมา และคณะ. วดั เกา่ แกใ่ นเทศบาลนครเชยี งราย. เชยี งราย: เทคโนปรน้ิ ตง้ิ เซ็นเตอร.์ 2556. หนา้ 112

แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ 40

ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถ่ิน จงั หวัดเชียงราย ชนั้ ป.๑-๖

เมืองเก่าและชมุ ชนโบราณ

แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ 41

ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถ่ิน จงั หวดั เชียงราย ช้นั ป.๑-๖

เมืองเกา่ และชมุ ชนโบราณ

เมืองเก่าและชุมชนโบราณ หมายถึง ให้เห็นถึงพัฒนาการของกลุ่มคนในพื้นที่ มีความ
บริเวณหรือพื้นที่ที่มีกลุ่มชนอาศัยอยู่สืบเนื่อง เป็นพลวตั ปรบั เปลยี่ นไปพร้อมกบั การเปลีย่ นแปลง
นานมา อาจเคยเป็นที่อยู่อาศัยในสมัยหนึ่ง ทั้งน้ี ของสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม
มิได้กำหนดว่าเป็นช่วงเวลาใด แต่ปรากฎหลักฐาน เกิดความรุ่งเรืองเสื่อมถอยของความเป็นชุมชน
หรือร่องรอยว่าได้มีการอยู่อาศัยในพื้นที่น้ัน ตามกาลเวลาการศึกษาองค์ประกอบของเมืองเก่า
มาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันสิ่งก่อสร้างเดิม และชุมชนโบราณ อาทิ ผู้คน กลุ่มคน คูน้ำคันดิน
อาจผุพงั เหลือเพยี งซากปรักหักพงั รอ่ งรอยคูน้ำคันดิน กำแพง คูเมือง ป้อม ประตู อาคาร กลุ่มอาคาร
พื้นที่รกร้าง หรืออาจเป็นเมืองเก่าที่มีการอาศัย ตลาด ถนน สะพาน แหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อมต่างๆ
เป็นชุมชนอยู่อย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นชุมชน จะช่วยใหเ้ ขา้ ใจวิวฒั นาการและพัฒนาการของกล่มุ คน
โบราณทย่ี ังมีชวี ติ กไ็ ด้ ที่อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ทั้งในมิติประวัติศาสตร์
เศรษฐกิจ สังคม การปกครองการเมือง วัฒนธรรม
เมืองเก่าและชุมชนโบราณ นับเป็นแหล่ง ช่วยใหร้ แู้ ละเข้าใจมรดกทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ
เรียนรทู้ างประวตั ศิ าสตร์ทใ่ี กล้ตวั ผู้เรยี นมีความสำคัญ ทไ่ี ดส้ งั่ สมมาชัดเจนยง่ิ ขน้ึ
ควรค่าแก่การจัดการเรียนรู้ด้วยเป็นพื้นที่สะท้อน

เมอื งเกา่ และชมุ ชนโบราณ จำแนกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
๑. เมืองเก่าและชุมชนโบราณ ที่เคยเป็นตัวเมืองดั้งเดิมในสมัยใดสมัยหนึ่งในอดีต มีหลักฐาน

ระบุชัดเจนวา่ มกี ารตัง้ ชุมชนถิน่ ฐานในพื้นทีน่ ั้น แต่ในปัจจุบนั ไม่ถูกใช้เป็นท่ีตั้งชมุ ชนแล้ว หรือหากมีการตั้งชุมชน
ในปัจจุบัน ก็ไม่พบความสัมพันธ์สืบเนื่องของกลุ่มคนในปัจจุบันกับชุมชนที่เคยตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เดียวกันน้ี
ในอดตี

ร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานชุมชนโบราณ เช่น ร่องรอยคันน้ำคูดิน
คูคันดิน โคก เนินดิน สระน้ำ บาราย อาจมีสิ่งก่อสร้างบนพื้นดินที่ผุพังไปจนไม่เหลือหลักฐาน หรือมีร่องรอย
โบราณสถานลกั ษณะเป็นเมืองร้าง ท้งั นี้ หากศกึ ษาภาพถ่ายทางอากาศ จะพบลักษณะภูมิประเทศแบบท่ีมนุษย์
สรา้ งขน้ึ แตกตา่ งไปจากสภาพเดมิ ตามธรรมชาติของบริเวณที่พบร่องรอยเหลา่ น้นั

ชุมชนโบราณ อาจมีรูปแบบคูคันดินที่มีรูปร่างเป็นไปตามภูมิประเทศที่ขุดคูคันดินล้อมรอบ เช่น
มีลกั ษณะเป็นเนินสูงกว่าพ้นื ท่ีรอบข้าง เปน็ คนั ดินที่ขุดล้อมรอบตีนเนิน รูปแบบคคู ันดินขุดล้อมบนเนินเป็นคูคันดิน
ที่ขุดล้อมรอบทั้งบนเนินและที่ราบ หรืออาจมีรูปแบบคูคันดินลักษณะรูปร่างไม่สัมพันธ์กับภูมิประเทศ ซึ่งส่วน
ใหญ่จะอยู่ในบรเิ วณทร่ี าบ มรี ะดับไมแ่ ตกตา่ งกนั มกี ารระบายน้ำมากักเกบ็ ไวใ้ นคแู ละเช่ือมโยงติดต่อกับทางน้ำ
ภายนอก อาจเป็นทางน้ำตามธรรมชาติหรือคูคลองท่ีขุดข้ึน คูคนั ดนิ ในกลุ่มน้สี ามารถแบ่งย่อยออกเป็นรูปแบบ
ประเภทต่างๆ ตามรูปรา่ งทางเรขาคณติ เชน่ รูปแบบวงกลม รูปแบบวงรรี ปู แบบส่ีเหลีย่ ม เป็นตน้

แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 42

ผา่ นแหลง่ เรียนรู้ประวตั ิศาสตรใ์ นทอ้ งถ่ิน จังหวดั เชียงราย ชั้น ป.๑-๖

๒. เมอื งเก่าและชุมชนโบราณที่ยังมชี ีวิต หมายถึง พื้นทตี่ วั เมืองหรือชุมชน ที่มีการอาศัยอยู่ของกลุ่มคน
อย่างต่อเนื่อง ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น โบราณสถาน อาคาร สถาปัตยกรรมเอกสารหลักฐาน
ท่แี สดงถงึ การต้ังถนิ่ ฐานบ้านเมืองของชุมชนในอดตี และมกี ารใชส้ อยพื้นท่ีสบื ทอดมาถึงปัจจุบัน อาจเป็นชุมชน
เมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรจำนวนมาก เช่น บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ หรืออาจเป็นชุมชนเมืองขนาดเล็ก
ทไี่ มเ่ ป็นศูนยก์ ลางทางเศรษฐกิจ การปกครอง สงั คม เช่น ยา่ นเมอื งเกา่ ยา่ นชมุ ชนเกา่ ย่านตลาดการค้า ฯลฯ

การจดั การเรยี นรู้ประวตั ิศาสตรผ์ า่ นแหล่งเรยี นรูเ้ มืองเก่าและชมุ ชนโบราณ เปน็ กจิ กรรมที่ทำให้ผู้เรียน
ได้เริ่มเรียนรู้จากสถานที่ พื้นท่ี ที่ตนเองคุ้นเคย ซึ่งเมื่อกล่าวถึง เมืองเก่าและชุมชนโบราณที่ยังมีชีวิต
และย่านตลาดการค้า ถือเป็นสถานทีท่ ี่อยู่ใกล้ตัวและสัมพันธก์ ับผูเ้ รยี นอย่างมาก ด้วยเป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอย
ซ้อื หาสินค้าในชวี ติ ประจำวัน จนอาจทำใหผ้ เู้ รียนหลงลืมไปว่าในพื้นที่ท่ีตนเองใชช้ วี ิตประจำวันอย่างคุ้นเคยนั้น
แฝงไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ ความเป็นมา มรดกทางวัฒนธรรม และอัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นชุมชน
มีคณุ ค่าทั้งแกผ่ ้คู นในชุมชนเองและแกผ่ มู้ าเยอื น

ทั้งนี้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนติดต่อปฏิสัมพันธ์กันได้สะดวกมากข้ึน
มีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจ การค้ารูปแบบใหม่ๆ ส่งผลให้ยา่ นตลาดชุมชนเมือง
ในหลายพื้นที่ซบเซาจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าขาย ย่านเมืองเก่าและชุมชนสูญเสียอัตลักษณ์
ของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย ไร้ชีวิตชีวา เสื่อมถอยและถูกทิ้งร้างการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนรู้จัก
ความเป็นมาของชุมชนใกล้ตัว เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่แฝงอยู่ในชุมชน จะนำไปสู่ความรัก
และภาคภูมิใจ พรอ้ มพัฒนาทอ้ งถน่ิ ให้เกิดความย่งั ยนื สบื ไป

การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งเรียนรู้ที่เป็นเมืองเก่าและชุมชนโบราณ ที่ไม่ถูกใช้เป็นที่ต้ัง
ถิ่นฐานชุมชน สามารถจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกันกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งเรียนรู้
ที่เป็นโบราณสถาน เช่น การนำผู้เรียนไปทัศนศึกษา การให้ผู้เรียนทำโครงงานประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองเก่า
และชุมชนโบราณ

การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านแหล่งเรียนรู้ที่เป็น ชุมชนโบราณ ย่านเมืองเก่า ที่มีผู้คนอาศัย
อย่แู ละเป็นชุมชนท่มี ีชีวิต สามารถจัดการเรียนรดู้ ว้ ยกิจกรรมท่ีหลากหลายเชน่ กจิ กรรมโครงงานประวัติศาสตร์
เกี่ยวกับพัฒนาการของชุมชนโบราณ ย่านเมืองเก่าในท้องถิ่น การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา สำรวจชุมชนโบราณ
และทำแผนผังชุมชนมิติประวัติศาสตร์ การสัมภาษณ์คนในชุมชนเพื่อศึกษาวิถีชีวิตและสืบค้นภูมิปัญญาที่แฝง
อยูใ่ นชมุ ชน เปน็ ต้น

ทั้งนี้ การสืบคันเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของแหล่งเรยี นรู้ที่เป็นชุมชนโบราณ ย่านเมืองเก่าที่มีผู้คน
อาศยั อยแู่ ละเปน็ ชุมชนท่ีมชี ีวิตน้ัน ผู้เรียนอาจสืบค้นข้อมูลจากเอกสารหลักฐานแหล่งต่างๆ แต่เคร่ืองมือสำคัญ
ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง คือ การพาผู้เรียนไปสั มผัส และสำรวจ
สถานที่จริง การสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ร่วมเหตุการณ์ในชุมชน ซึ่งบุคคลในท้องถิ่นถือเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับเรื่องราว
ในทอ้ งถ่นิ ดว้ ยตนเอง มคี วามใกล้ชดิ กับเหตุการณ์ในชว่ งเวลาต่างๆ ในชมุ ชน เหน็ พฒั นาการความเปน็ มาเป็นไป
ของชุมชน ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจพื้นท่ีและสัมภาษณ์ผู้คนในชุมชนจะช่วยเติมเต็มข้อมูล/ข้อเท็จจริง
ที่ไม่ปรากฎในหลักฐานลายลักษณ์อักษร เป็นการถมชอ่ งว่างของเอกสารทีอ่ าจตกหล่นหรือเปน็ การเสรมิ ข้อมูล
ที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทำให้การเรียนรู้ประวัติศาสตร์มีสีสัน มีชีวิตชีวา นักประวัติศาสตร์เรียกวิธีการ ศึกษา
ประวตั ิศาสตรร์ ปู แบบนี้วา่ “การศกึ ษาประวัตศิ าสตร์บอกเล่า”

แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 43

ผ่านแหลง่ เรยี นรูป้ ระวัติศาสตรใ์ นท้องถน่ิ จงั หวดั เชยี งราย ชั้น ป.๑-๖


Click to View FlipBook Version