มาตรฐาน ส 4.2 เขา้ ใจพัฒนาการของมนษุ ยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบันในด้านความสัมพันธ์และการ
เปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณอ์ ย่างตอ่ เนือ่ ง ตระหนักถงึ ความสำคัญและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดข้ึน
ตวั ชว้ี ดั ผู้เรยี นรู้อะไร/ทำอะไรได้ สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน
ป.4/1 อธิบายการ ผเู้ รยี นรู้อะไร พฒั นาการของมนุษยย์ คุ หลักฐานทาง
ต้ังหลักแหลง่ และ หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ ก่อนประวัติศาสตร์และยุค ประวตั ิศาสตรข์ องมนุษย์
พฒั นาการของมนุษย์ เปน็ แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งอิงใน ประวตั ศิ าสตร์ ในดนิ แดน สมัยโยนกนาคพันธุ์
ยคุ กอ่ น การศกึ ษาพฒั นาของ ไทย โดยสงั เขป
ประวัตศิ าสตร์และ มนุษยชาติ หลกั ฐานการตั้งหลกั
ยคุ ประวตั ิศาสตร์ ทำอะไรได้ แหล่งของมนุษย์ ยุคก่อน
โดยสังเขป 1. ระบุหลักฐานทาง ประวัติศาสตรใ์ นดินแดนไทย
ประวตั ศิ าสตร์ที่แสดงให้เห็น โดยสงั เขป
ถึงการแบ่งยุคสมัยทาง หลกั ฐานทาง
ประวตั ิศาสตร์ที่พบใน ประวตั ิศาสตรท์ ี่พบใน
ทอ้ งถน่ิ ท้องถน่ิ ทีแ่ สดงพัฒนาการ
2. อธบิ ายการตง้ั หลักแหลง่ ของมนษุ ยชาตใิ นดนิ แดน
และพฒั นาการของมนุษย์ ไทยโดยสงั เขป
ตามยคุ สมยั ท่ีไดจ้ าก
หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
ป.4/2 ยกตัวอย่าง ผู้เรียนรูอ้ ะไร
หลักฐานทาง หลักฐานทางประวัติศาสตร์
ประวัตศิ าสตรท์ ่ีพบ เปน็ แหลง่ ขอ้ มลู อา้ งอิงใน
ในทอ้ งถิ่นทีแ่ สดง การศกึ ษาพัฒนาของ
พัฒนาการของ มนุษยชาติ
มนษุ ยชาติ ทำอะไรได้
1. ระบหุ ลกั ฐานทาง
ประวตั ศิ าสตร์ท่ีพบใน
ทอ้ งถน่ิ ท่แี สดงพัฒนาการ
ของมนุษยชาติ
2. อธิบายข้อมลู ทาง
ประวัตศิ าสตรจ์ ากหลักฐาน
ทางประวตั ศิ าสตร์ทพ่ี บใน
ทอ้ งถิน่
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 94
ผา่ นแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถ่ิน จงั หวัดเชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖
2.5 ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5
มาตรฐาน ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสำคญั ของเวลา และยุคสมยั ทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้
วิธีการทางประวตั ิศาสตรม์ าวิเคราะหเ์ หตกุ ารณต์ า่ งๆ อย่างเป็นระบบ
ตวั ช้ีวัด ผเู้ รียนร้อู ะไร/ทำอะไรได้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรูท้ ้องถิ่น
ป.5/1 สืบค้นความ ผู้เรียนรูอ้ ะไร วธิ ีการสืบค้นความเป็นมา -ประวัตทิ ้องถ่ิน/ความ
เป็นมาของท้องถ่นิ ความเป็นมาของท้องถ่ิน ของท้องถ่นิ เปน็ มาของท้องถิ่น
โดยใชห้ ลักฐานที่ สามารถสืบค้นด้วยวิธีการทาง หลักฐานทาง -หลกั ฐานทาง
หลากหลาย ประวตั ิศาสตร์จากแหล่งข้อมูล ประวัตศิ าสตร์ที่มีอยู่ใน ประวตั ศิ าสตรท์ ี่มอี ยใู่ น
และหลกั ฐานทาง ทอ้ งถ่นิ ทเี่ กิดข้ึนตาม ทอ้ งถิ่น
ประวตั ศิ าสตร์ท้องถนิ่ ช่วงเวลาต่างๆ เชน่
ทำอะไรได้ เครื่องมอื เครอ่ื งใช้ อาวธุ
1. ต้งั ประเดน็ เลือกตัวบคุ คล โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
หลกั ฐานแหล่งข้อมูลท่ี การนำเสนอความเป็นมา
หลากหลายในทอ้ งถิ่น ของทอ้ งถิน่ โดยอ้างอิง
2. สบื คน้ ความเป็นมาของ หลกั ฐานที่หลากหลายดว้ ย
ท้องถนิ่ โดยใช้หลกั ฐานท่ี วิธีการต่าง ๆ เช่น การเล่า
หลากหลาย เรื่องการเขียนอย่างง่ายๆ
การจดั นทิ รรศการ
ป.5/2 รวบรวม ผเู้ รยี นรูอ้ ะไร การต้ังคำถามทาง -ประวตั ทิ อ้ งถน่ิ /ความ
ขอ้ มูลจากแหลง่ ตา่ งๆ การรวบรวมขอ้ มูลจาก ประวัติศาสตร์เกี่ยวกบั ความ เป็นมาของท้องถนิ่
เพ่ือตอบคำถามทาง หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ เป็นมาของท้องถิ่น เชน่ มี -เหตุการณ์สำคญั ที่
ประวัติศาสตร์ อย่าง เป็นกระบวนการหาคำตอบ เหตกุ ารณ์ใดเกดิ ขึ้นใน เกดิ ขึ้นในท้องถนิ่
มีเหตผุ ล ทางประวัตศิ าสตร์อย่างมี ช่วงเวลาใด เพราะสาเหตุใด -หลกั ฐานทาง
เหตผุ ล และมีผลกระทบอย่างไร ประวตั ิศาสตร์ท่ีมีอยูใ่ น
ทำอะไรได้ แหลง่ ขอ้ มูลและหลกั ฐาน ทอ้ งถิ่น
1. รู้จกั แหล่งขอ้ มูลหลักฐาน ทางประวตั ศิ าสตร์ใน
ทางประวตั ิศาสตร์ในท้องถน่ิ ท้องถ่ินเพ่ือตอบคำถาม
2. รวบรวมขอ้ มลู จากแหล่ง ดงั กล่าว เช่น เอกสาร เรอื่ ง
ตา่ งๆ เพ่ือตอบคำถามทาง เลา่ ตำนานท้องถิน่
ประวตั ศิ าสตร์ได้ โบราณสถาน โบราณวัตถุ
ฯลฯ
การใชข้ อ้ มูลที่พบเพื่อ
ตอบคำถามได้อยา่ งมเี หตผุ ล
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 95
ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น จงั หวดั เชียงราย ช้ัน ป.๑-๖
ตัวช้วี ดั ผ้เู รียนร้อู ะไร/ทำอะไรได้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรทู้ ้องถิน่
ป.5/3 อธิบายความ ผู้เรียนรอู้ ะไร ตัวอย่างเร่อื งราวจาก -หลักฐานทาง
แตกต่างระหวา่ ง ข้อเทจ็ จริงวิเคราะหจ์ ากความ เอกสารต่างๆ ที่สามารถ ประวตั ศิ าสตร์ในท้องถ่นิ
ความจรงิ กับ จริงทไี่ ดจ้ ากแหล่งข้อมูลและ แสดงนยั ของความคิดเหน็ เช่น วัด โบราณสถาน
ข้อเทจ็ จริงเกีย่ วกับ หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ กบั ข้อมูล เชน่ หนังสอื พิมพ์ โบราณวัตถุ
เรื่องราวในท้องถิ่น ทำอะไรได้ บทความจากเอกสารต่าง ๆ
1. ระบุขอ้ มูลหลกั ฐานทาง เป็นตน้
ประวัติศาสตรท์ ่ีแสดงความ ตัวอยา่ งข้อมลู จาก
จรงิ กบั ข้อเทจ็ จริงได้ หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
2. ให้เหตผุ ลกบั ขอ้ มลู ทาง ในทอ้ งถ่ินทแ่ี สดงความจริง
ประวัตศิ าสตร์ที่พบเห็น กับข้อเทจ็ จริง
3. เล่า/เขยี นเร่อื งเกี่ยวกับ สรปุ ประเด็นสำคญั
ความเปน็ มาของทอ้ งถิน่ ได้ เกย่ี วกับข้อมลู ในทอ้ งถิ่น
2.6 ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคญั ของเวลา และยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร์ สามารถใช้
วิธีการทางประวัตศิ าสตรม์ าวเิ คราะหเ์ หตุการณต์ า่ งๆ อย่างเปน็ ระบบ
ตัวชว้ี ัด ผเู้ รยี นรู้อะไร/ทำอะไรได้ สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถน่ิ
ป.6/1 อธบิ าย ผูเ้ รียนร้อู ะไร ความหมายและ -เรอ่ื งราวความเปน็ มา
ความสำคัญของ วิธีการทางประวัติศาสตร์เป็น ความสำคญั ของวิธีการทาง ของช่ือ(ภูมินาม) ของ
วิธีการทาง วิธีการเรียนรอู้ ารยธรรมวถิ ี ประวตั ิศาสตร์อย่างงา่ ย ๆ สถานท่ตี า่ งๆ ในท้องถนิ่
ประวัตศิ าสตร์ใน ชีวติ ของคนในอดีตโดยอาศยั ที่เหมาะสมกับนักเรียน เช่น
การศกึ ษาเรื่องราว การศึกษาหลกั ฐาน วิธีการ การนำวิธกี ารทาง ช่ือหมบู่ ้าน ชื่อวดั ตลาด
ทางประวตั ศิ าสตร์ และแหล่งข้อมลู ทาง ประวัตศิ าสตรไ์ ปใชศ้ ึกษา ชอ่ื โบราณสถาน
อยา่ งงา่ ยๆ ประวตั ศิ าสตร์ เรอื่ งราวในท้องถนิ่ เช่น โบราณวตั ถุ
ทำอะไรได้ ความเป็นมาของภูมินาม -เรอื่ งราวทาง
1. ต้งั ประเด็นเลอื กตวั บุคคล ของสถานทีใ่ นท้องถิน่ ประวตั ศิ าสตร์อย่าง
หลักฐานแหลง่ ข้อมูลที่ ง่ายๆ ของทอ้ งถิน่
หลากหลายในท้องถ่ิน
2. อธบิ ายและใชว้ ธิ ีการทาง
ประวัติศาสตรใ์ นการศึกษา
เรอ่ื งราวทางประวตั ิศาสตร์
อย่างงา่ ยๆ ของท้องถน่ิ ได้
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์ 96
ผา่ นแหลง่ เรียนรปู้ ระวัติศาสตร์ในทอ้ งถิ่น จงั หวดั เชียงราย ช้ัน ป.๑-๖
ตัวชว้ี ัด ผเู้ รยี นรู้อะไร/ทำอะไรได้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้ท้องถ่ิน
ป.6/2 นำเสนอ ผ้เู รยี นรู้อะไร ตัวอย่างหลักฐานที่
เหมาะสมกับนกั เรยี นที่
ขอ้ มูลจากหลักฐานท่ี วิธกี ารทางประวตั ิศาสตรเ์ ป็น นำมาใช้ในการศกึ ษา
เหตุการณส์ ำคัญใน
หลากหลายในการทำ วธิ ีการเรียนรู้อารยธรรมวถิ ี ประวตั ิศาสตร์
สรุปขอ้ มลู ท่ีไดจ้ าก
ความเข้าใจเร่ืองราว ชวี ติ ของคนในอดตี โดยอาศัย หลกั ฐานทัง้ ความจริงและ
ขอ้ เทจ็ จรงิ
สำคญั ในอดตี การศึกษาหลกั ฐานวธิ ีการ การนำเสนอข้อมูลที่ได้
จากหลักฐานทาง
และแหล่งข้อมูลทาง ประวตั ศิ าสตร์ด้วยวธิ กี าร
ตา่ ง ๆ เชน่ การเลา่ เรอ่ื ง
ประวัติศาสตร์ การจัดนทิ รรศการ การ
เขียนรายงาน
ทำอะไรได้
1.ยกตัวอยา่ งหลักฐานที่
เหมาะสมท่ีจะนำมาศึกษา
เหตกุ ารณใ์ นประวัตศิ าสตร์
2.นำเสนอขอ้ มลู และวิธกี ารที่
ไดจ้ ากหลกั ฐานทาง
ประวัติศาสตร์ได้
3.จำแนกข้อเท็จจรงิ และ
ความจรงิ จากหลกั ฐานทาง
ประวัติศาสตร์ได้
3. คำอธบิ ายรายวชิ า
ในการจดั ทำคำอธิบายรายวชิ าประวัตศิ าสตร์ หลงั จากทีว่ เิ คราะห“์ ความร(ู้ K)” “ทกั ษะ/กระบวนการ (P)”
และ “คุณลักษณะ (A)” จากตัวชี้วัดชั้นปีและสาระการเรียนรู้แกนกลางตามที่หลักสูตรแกนกลางสาระ
ประวัติศาสตร์ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว นำมาสังเคราะห์หรือร้อยเรียงเขียน
เป็นคำอธิบายรายวิชา โดยอาจจะให้ข้อความท้ัง 3 ส่วนที่วเิ คราะห์ไว้ผสมกลมกลืนหรอื เขียนแยกส่วนของความรู้
ทักษะ/กระบวนการ และคุณลักษณะไว้คนละย่อหน้าก็ได้ และย่อหน้าสุดท้ายของคำอธิบายรายวิชา ต้องระบุ
ด้วยว่า วิชานี้มีตัวชี้วัดอะไรบ้าง โดยเขียนเป็นรหัสกำกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไว้ด้วย ดังรายละเอียด
ตามตัวอยา่ งการเขียนคำอธิบายรายวชิ าประวตั ศิ าสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1 ถงึ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้
คำอธบิ ายรายวิชาประวัตศิ าสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑
ศึกษาและใช้ปฏิทินในการบอกวัน เดือน ปีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีทั้งระบบสุริยคติและจันทรคติ
คำที่แสดงช่วงเวลาเพื่อใช้เล่าเหตุการณ์ปัจจุบัน วันนี้ เดือนนี้ ตอนเช้าตอนกลางวัน ตอนเย็น ตอนค่ำ
และเรียงลำดับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันตามวันเวลาที่เกดิ ขึน้ โดยใช้ทักษะการสังเกต การบอกเล่า การเชื่อมโยง
เพื่อใหส้ ามารถใช้เวลาตามปฏิทนิ แสดงเหตุการณ์ในปจั จุบัน และใชค้ ำแสดงช่วงเวลาเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ได้
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 97
ผา่ นแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถิ่น จังหวัดเชยี งราย ช้นั ป.๑-๖
รู้วิธีสืบค้นประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครัวอย่างง่ายๆ โดยสอบถามผู้เกี่ยวข้องและการ
บอกเลา่ เร่อื งราวที่สืบคันได้ โดยใช้ทักษะการสอบถาม การรวบรวมข้อมลู การสรุปความ การเลา่ เรอื่ ง เพ่อื ฝึกทักษะ
พื้นฐานของวิธีการทางประวตั ิศาสตร์ในการสืบค้นเรื่องราว จากแหล่งข้อมูล (เช่น บุคคล) และบอกเล่าข้อเท็จจริง
ท่คี ้นพบไดอ้ ย่างน่าสนใจ
ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม สิ่งของเครื่องใช้ หรือการดำเนินชีวิตของตนเองในสมัยปัจจุบัน
กับสมัยของพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ที่เป็นรูปธรรมและใกล้ตัวผู้เรียน เช่นเตารีด (การรีดผ้าด้วยเตาถ่านกับเตาไฟฟ้า)
หม้อหุงข้าว (การหุงข้าวที่เช็ดน้ำด้วยฝืนหรือถ่านกับหม้อหุงข้าวไฟฟ้า) เกวียนกับรถยนต์ (การเดินทาง) ถ นน
บ้านเรือน การใช้ควายไถนากับรถไถนารวมทั้งเหตุการณ์สำคัญของครอบครัวที่เกิดขึ้นในอดีตที่มีผลกระทบต่อ
ตนเองในปัจจุบัน เช่นการย้ายบ้าน การย้ายโรงเรียน การเลื่อนชั้นเรียน การได้รับรางวัล การสูญเสียบุคคลสำคญั
ของครอบครัว โดยใช้ทักษะการสังเกต การใช้เหตุผล การเปรียบเทียบ การแยกแยะ การยกตัวอย่างและการบอก
เล่า เพื่อให้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและความสำคัญของอดีตที่มีต่อปัจจุบันและอนาคต สามารถ
ปรบั ตวั ให้เข้ากับวิถีชีวิตปจั จบุ ันไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ศึกษาความหมายและความสำคัญของสัญลักษณ์ของชาติไทย ได้แก่ ธงชาติ เพลงชาติเพลงสรรเสริญ
พระบารมี ภาษาไทย อักษรไทย มารยาทไทย อาหารไทย การแต่งกายแบบไทยวัฒนธรรม และขนบธรรมเนียม
ประเพณีไทย และการปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามกาลเทศะ รวมทั้งรู้จักสถานที่สำคัญซึ่งเป็นแหล่งวัฒนธรรมใน
ชุมชนศาสนสถาน ตลาด พิพิธภัณฑ์ และสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ที่ใกล้ตัวผู้เรียนและเห็นเป็นรูปธรรม
โดยใช้ทกั ษะการสังเกต การแสดงความคิดเหน็ อย่างมีเหตุผล การอธิบาย การปฏิบตั ิตนอยา่ งถกู ต้อง เพอ่ื ก่อให้เกิด
ความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ท้องถิ่น และประเทศชาติ ภูมิใจในสถาบันชาติ ศาสนา
และพระมหากษตั ริย์ ตระหนักและเห็นคณุ คา่ ท่ีจะธำรงรกั ษาและสบื ทอดต่อไป
มาตรฐานการเรยี นรู้/ระดบั ชั้น/ตวั ชี้วัด
ส ๔.๑ ป.1/๑, ป.1/๒, ป.1/๓
ส ๔.๒ ป.1/๑, ป.๑/๒
ส ๔.๓ ป.๑/๑, ป.๑/๒, ป.๑/๓
คำอธบิ ายรายวิชาประวตั ศิ าสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๒
รู้จกั วนั เวลาตามระบบสรุ ิยคติและจันทรคติท่ีปรากฎในปฏทิ ินทแ่ี สดงเหตุการณส์ ำคัญในอดีตและปัจจุบัน
รวมทัง้ การใชค้ ำทแ่ี สดงช่วงเวลาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต วนั นี้ เม่อื วานน้พี รุ่งนี้, เดือนนี้ เดือนกอ่ น เดือนหน้า,
ปีนี้ ปีก่อน ปีหน้า ในการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดข้ึนโดยใช้ทักษะการสังเกต การสอบถาม เชื่อมโยง เรียงลำดับ
การเล่าเรื่อง การรวบรวมข้อมูลการอธิบาย เพื่อให้สามารถใช้วันเวลาเรียงลำดับเหตุการณ์สำคัญได้ถูกต้อง
วา่ เหตกุ ารณใ์ ดเกิดกอ่ น เหตกุ ารณ์ใดเกดิ หลงั
รู้วิธีสืบค้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว โดยใช้หลักฐานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาพถ่าย สูติบัตร ทะเบียน
บ้าน เครื่องมือเครื่องใช้ มาอธิบายเรื่องราวต่างๆ และวิธีสืบค้นข้อมูลในชุมชนอย่างง่ายๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการ
เปล่ยี นแปลงในวิถีชวี ิตของคนในชุมชนในด้านต่างๆ จากอดีตถึงปจั จุบัน เชน่ ทางดา้ นการประกอบอาชีพ การแต่ง
กาย การส่ือสาร ขนบธรรมเนยี มประเพณีในชุมชน เขา้ ใจสาเหตแุ ละผลกระทบของการเปลย่ี นแปลงท่ีมีต่อวิถีชีวิต
ของคนในชุมชน สามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ที่สืบค้นได้โดยใช้เส้นเวลา ฝึกทักษะการสอบถาม การสังเกต
การวิเคราะห์การอธิบายอย่างมีเหตุมีผล ทำผังความคิด และการจัดนิทรรศการ เพื่ อให้เข้าใจวิธีการ
ทางประวัติศาสตร์ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์สืบค้นเรื่องราวในอดีต และเข้าใจ
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัติศาสตร์ 98
ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถ่ิน จังหวัดเชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกาลเวลาอย่างต่อเนื่อง มีความเข้าใจชุมชนที่มีความแตกต่าง และสามารถปรับตัว
อยู่ในชีวติ ประจำวนั ได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
ศึกษา สืบค้นประวัติและผลงานของบุคคลที่ทำประโยชน์ต่อท้องถิ่นหรือประเทศชาติ ในด้านการ
สร้างสรรค์วัฒนธรรม/การสร้างความเจริญรุ่งเรอื งและความมั่นคงโดยสังเขป รวมทั้งวัฒนธรรมไทย ประเพณีไทย
และภูมปิ ัญญาไทยที่ภาคภมู ใิ จและควรอนุรักษ์ไว้ เช่น การทำความเคารพแบบไทย ประเพณไี ทย ศลิ ปะไทย ดนตรี
ไทย โดยใช้ทักษะการสืบค้นการสังเกต การอ่าน การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล การอธิบาย
และการนำเสนอ เพื่อให้เห็นคุณค่าและแบบอย่างการกระทำความดีของบรรพบุรุษที่ได้สร้างประโยชน์ให้ท้องถ่ิน
และประเทศเกิดความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย วัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาไทย และธำรงความเป็น
ไทย
มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ระดับชน้ั /ตวั ชวี้ ัด
ส ๔.๑ ป.๒/๑, ป.๒/๒
ส ๔.๒ ป.๒/๑, ป.๒/๒
ส ๔.๓ ป.๒/๑, ป.๒/๒
คำอธิบายรายวิชาประวัตศิ าสตร์ ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๓
ศึกษาความหมายและที่มาของศักราชที่ปรากฎในปฏิทิน ได้แก่ พุทธศักราช คริสต์ศักราช (ถ้าเป็นชาว
มุสลิม ให้ศึกษาฮิจเราะห์ศักราชด้วย) วิธีการเทียบคริสต์ศักราชกับพุทธศักราช และใช้ศักราชในการบันทึก
เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับตนเองและครอบครัว เช่น ปีเกิดของผู้เรียน เหตุการณ์สำคัญของตนเอง
และครอบครัว โดยใช้ทักษะการเปรียบเทียบ การคำนวณ การเชื่อมโยง การอธิบาย เพื่อให้มีพื้นฐานในการศึกษา
เอกสารทีแ่ สดงเหตุการณ์ ตามกาลเวลา สามารถเรียงลำดับเหตกุ ารณ์ไดถ้ ูกตอ้ ง ว่าเหตุการณ์ใดเกดิ กอ่ น เหตุการณ์
ใดเกิดหลงั อนั เป็นทกั ษะท่จี ำเป็นในการศึกษาประวตั ศิ าสตร์
รู้วธิ ีสบื ค้นเหตุการณส์ ำคัญของโรงเรยี นและชุมชนโดยใชห้ ลกั ฐานและแหลง่ ข้อมลู ทีเ่ กี่ยวข้อง เช่น รูปภาพ
แผนผังโรงเรียน แผนที่ชุมชน ห้องสมุดโรงเรียน แหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น สามารถใช้เส้นเวลา
(Time line) ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและชุมชน โดยใช้ทักษะการสำรวจ การสังเกต การสอบถาม
การอ่าน การฟัง การเล่าเรื่องการสรุปความ เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานของวิธีการทางประวัติศาสตร์ในการสืบค้น
เรอ่ื งราวรอบตวั อย่างง่ายๆ โดยการใชห้ ลกั ฐานและแหลง่ ข้อมูลทเี่ กี่ยวขอ้ ง สามารถนำเสนอเรอ่ื งราว
ที่คน้ พบได้ตามลำดับเวลา
ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการของชุมชน ปัจจัยที่ทำให้เกิดวัฒนธรรม
และประเพณีในชุมชน ซึ่งประกอบด้วย ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ (ภูมิประเทศ ภูมิอากาศทรัพยากร) และปัจจัย
ทางสังคม (ความเจริญทางเทคโนโลยี เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ การคมนาคม ความปลอดภัย) ศึกษา
และเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของชุมชนตนเอง
และชุมชนใกล้เคียง เช่น ในเรื่องความเชื่อและการนับถือศาสนา อาหาร ภาษาถิ่น การแต่งกาย โดยใช้ทักษะการ
อ่าน การสอบถาม การสังเกต การสำรวจ การฟัง การสรุปความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและภูมิใจในชุมชน
ของตนเอง ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม เข้าใจพัฒนาการของชมุ ชน สามารถดำเนินชวี ิตอย่รู ว่ มกันในสังคม
ไดอ้ ยา่ งสันติสุข รว่ มอนรุ กั ษ์สบื สานขนบธรรมเนียมประเพณีและวฒั นธรรมไทย
ศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจโดยสังเขปของพระมหากษัตริย์ ผู้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัย
อยธุ ยา ธนบรุ ี และรตั นโกสินทร์ ตามลำดับ ได้แก่ พอ่ ขุนศรอี นิ ทราทิตย์ สมเดจ็ พระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวตั ศิ าสตร์ 99
ผ่านแหลง่ เรียนรูป้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถิ่น จังหวดั เชียงราย ช้นั ป.๑-๖
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ศึกษาพระราชประวัติ
และพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวอยู่ภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ โดยสังเขป และศึกษาวีรกรรมของบรรพบุรุษไทยที่มีส่วนปกป้องประเทศชาติ เช่น สมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช ท้าวเทพกระษัตรี-ท้าวศรีสุนทร ชาวบ้านบางระจัน พระยาพิชัยดาบหัก ท้าวสุรนารี
เป็นตน้ โดยใช้ทกั ษะการอา่ นและสอบถาม การฟงั การสรปุ ความ การเขียน การเลา่ เรื่องเพ่ือให้เข้าใจความเป็นมา
ของชาติไทย เกิดความรกั ความภูมิใจ และเห็นแบบอยา่ งการเสยี สละเพื่อชาติ และธำรงความเป็นไทย
มาตรฐานการเรยี นร้/ู ระดบั ชัน้ /ตวั ชว้ี ัด
ส ๔.๑ ป.๓/๑, ป.๓/๒
ส ๔.๒ ป.๓/๑, ป.๓/๒, ป.๓/๓
ส ๔.๓ ป.๒/๑, ป.๓/๒, ป.๓/๓
คำอธิบายรายวิชาประวตั ิศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๔
ศกึ ษาความหมาย วิธกี ารนบั และการใชช้ ว่ งเวลาเป็นทศวรรษ ศตวรรษ และสหัสวรรษ เกณฑ์การแบ่งยุค
สมยั ในทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทีแ่ บ่งเปน็ สมยั ก่อนประวัติศาสตร์และสมยั ประวัติศาสตร์ รวมท้ังช่วงสมัย
ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย สมัยก่อนสุโขทัย สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์
ตัวอย่างการใช้ช่วงเวลาในเอกสารต่างๆ โดยใช้ทักษะการอ่าน การสำรวจ การวิเคราะห์ การคำนวณ เพื่อให้
ใช้ช่วงเวลาในการบอกเล่าเรื่องราวได้ถูกต้อง และเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามช่วงเวลาที่ปรากฏในเอกสาร
ทางประวตั ศิ าสตร์
ศึกษาลักษณะสำคัญและเกณฑ์การจำแนกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาความเป็นมา
ของท้องถิ่นอย่างง่ายๆ ตัวอย่างของหลักฐานที่พบในท้องถิ่นทั้งหลักฐานชั้นต้นกั บชั้นรอง หลักฐานที่เป็น
ลายลกั ษณอ์ กั ษรกบั ไม่เปน็ ลายลักษณ์อักษร โดยใช้ทกั ษะการสำรวจการวิเคราะห์ การตรวจสอบขอ้ มลู การจำแนก
การตคี วาม เพอ่ื ฝึกทักษะการสบื ค้นขอ้ มูลด้วยวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์
ใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาปัจจัย การตั้งถิ่นฐาน และพัฒนาการของมนุษยชาติในสมัย
ก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์ในดินแดนไทยโดยสังเขป การก่อตั้งอาณาจักรโบราณในดินแดนไทย
เช่นทวารวดี ศรีวิชัย ตามพรลงิ ค์ เปน็ ตน้ โดยใชท้ ักษะการสำรวจ การวิเคราะห์ การตีความ การสรุปความ เพื่อให้
เขา้ ใจพฒั นาการของมนษุ ยชาตทิ ม่ี ีการเปล่ยี นแปลงอย่างต่อเนื่องจากอดตี จนถึงปจั จบุ นั
ศึกษาประวัติศาสตร์เปน็ มาของชาติไทยในสมัยสุโขทัยโดยสังเขป ในเรื่องเกี่ยวกับการสถาปนาอาณาจกั ร
พัฒนาการทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ ประวัติ และผลงานของบุคคลสำคัญ เช่น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
พอ่ ขุนรามคำแหงมหาราช พระมหาธรรมราชาที่ ๑(พระยาลิไทย) และภมู ปิ ญั ญาไทยในสมัยสโุ ขทัยที่น่าภาคภูมิใจ
ซึ่งเป็นผลให้อุทยานประวัตศิ าสตรใ์ นสุโขทัยและศรีสัชนาลัยได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก โดยใช้ทักษะการอ่าน
การสำรวจ การสืบค้น การวิเคราะห์ การตีความ เพื่อเข้าใจความเป็นมาของชาติไทยในสมัยสุโขทัย รวมทั้ง
วัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาไทย และบุคคลสำคัญในสมัยสุโขทัย เกิดความรักและความภูมิใจในความเป็นไทย
ตระหนกั ถงึ ความพากเพยี รพยายามของบรรพบุรุษไทยท่ีไดป้ กป้องและสร้างสรรค์ความเจริญใหบ้ ้านเมือง ตกทอด
เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมบต่อถึงปัจจบุ นั
มาตรฐานการเรียนร/ู้ ระดับชั้น/ตวั ชีว้ ดั
ส ๔.๑ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ป.๔/๓
ส ๔.๒ ป.๔/๑, ป.๔/๒
ส ๔.๓ ป.๔/๑, ป.๔/๒, ป.๔/๓
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ 100
ผา่ นแหลง่ เรียนร้ปู ระวัตศิ าสตร์ในท้องถน่ิ จงั หวัดเชียงราย ชั้น ป.๑-๖
คำอธบิ ายรายวิชาประวตั ิศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๕
สืบค้นความเป็นมาของท้องถิ่นโดยใช้หลักฐานหลากหลาย ด้วยการตั้งประเด็นคำถามทางประวัติศาสตร์
ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เช่น ความเป็นมาของชื่อหมู่บ้าน ชื่อตำบล ชื่อถนน ความเป็นมาของสถานที่สำคัญ
ความเป็นมาของขนบธรรมเนียมประเพณีในท้องถิ่น รู้จักแหล่งข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อยู่ในท้องถ่ิน
สามารถรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานที่เกี่ยวข้องรู้จักวิเคราะห์ ตรวจสอบข้อมูลอย่างง่ายๆ เข้าใจความแตกต่าง
ระหว่างความจริงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฎในข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ แยกแยะความคิดเห็นกับข้อเท็จจริง
ที่อยู่ในข้อมูลได้โดยใช้ทักษะการสังเกต การสอบถาม การสำรวจ การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง
และการสังเคราะห์อย่างง่ายๆ เพื่อฝึกฝนทักษะวิธีการทางประวัติศาสตร์ วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องถ่ิน
อย่างเปน็ ระบบ สามารถใช้ขอ้ มูลข่าวสารไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ศึกษาการเข้ามาและอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียและจีนในดินแดนไทยและภูมิภาคเอเชีย ตะวันออก
เฉยี งใต้โดยสงั เขป เช่น การปกครอง การนบั ถอื ศาสนา ความเช่อื วฒั นธรรม ประเพณี ภาษา อาหาร และการแต่ง
กาย ศึกษาอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติทั้งตะวันตกและตะวันออกที่มีต่อสังคมไทยในปัจจุบันโดยสังเขป โดยใช้
ทักษะการอ่าน การสืบค้นข้อมูล การสังเกต การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ การเชื่อมโยง เพื่อให้เกิดความเข้าใจ
ในวัฒนธรรมไทยในสังคมปัจจุบัน และวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่มีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่าง เพื่อให้เกิดการยอมรับในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและอยู่ร่วมกัน
ไดอ้ ยา่ งสันตสิ ขุ
ศึกษาพัฒนาการของอาณาจักรอยุธยาและธนบุรี ในเรื่องเกี่ยวกบั การสถาปนาอาณาจักร ปัจจัยท่ีส่งเสรมิ
ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการปกครอง พัฒนาการทางการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจโดยสังเขป
ประวตั ิและผลงานบคุ คลสำคญั ในสมัยอยุธยาและธนบุรเี ชน่ สมเดจ็ พระรามาธิบดที ่ี ๑ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ชาวบ้านบางระจัน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
และภูมิปญั ญาไทยในสมัยอยธุ ยาและธนบุรี ทน่ี า่ ภาคภูมใิ จควรค่าแกก่ ารอนุรักษ์ไว้ ซง่ึ เปน็ ผลให้พระนครศรีอยุธยา
ได้รบั การยกย่องเปน็ มรดกโลก เชน่ ทางด้าน ศิลปกรรม วรรณกรรม และการค้า โดยใชท้ ักษะการอ่าน การสืบค้น
ข้อมูล การเชื่อมโยง การวิเคราะห์ การอธิบาย การสรุปความ การเรียงความ เพื่อให้เกิดความรักและภาคภูมิใจ
ในความเปน็ ชาตไิ ทย ตระหนกั และเห็นความสำคัญทีจ่ ะธำรงรักษาความเปน็ ไทยสืบต่อไป
มาตรฐานการเรียนรู้/ระดบั ชนั้ /ตัวชวี้ ัด
ส ๔.๑ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓
ส ๔.๒ ป.๕/๑, ป.๕/๒
ส ๔.๓ ป.๕/๑, ป.๕/๒, ป.๕/๓, ป.๕/๔
คำอธิบายรายวิชาประวัตศิ าสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๖
ศึกษาความหมายและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างง่ายๆ และใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์
ในการศกึ ษาเรื่องราว หรอื เหตกุ ารณ์สำคัญตามลำดับข้ันตอนอย่างเป็นระบบ ไดแ้ ก่ การตั้งประเด็นศึกษาเรื่องราว
ที่ตนสนใจ การสำรวจแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องการรวบรวมข้อมูลจากหลักฐานที่หลากหลาย การวิเคราะห์ความ
น่าเชื่อถือของข้อมูล การตีความ การเรียบเรียง และนำเสนอความรู้ที่ค้นพบได้อย่างน่าสนใจ โดยใช้ทักษะ
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 101
ผ่านแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในท้องถนิ่ จังหวดั เชยี งราย ชั้น ป.๑-๖
การสำรวจ การอ่าน การเปรียบเทยี บ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การอธบิ าย การสรุปความ การเขียนเรียงความ
การจัดทำโครงงานและการจัดนทิ รศการ เพื่อฝึกทกั ษะการสืบค้นเหตกุ ารณ์สำคญั ด้วยวิธีการทางประวตั ิศาสตร์
ศึกษาสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบันโดยสังเขป เชื่อมโยง
และเปรียบเทียบกับประเทศไทย ศึกษาความเป็นมาและความสัมพันธ์ของกลุ่มอาเซียนโดยสังเขป โดยใช้ทักษะ
การอ่าน การสำรวจ การเปรียบเทียบ การวิเคราะห์ เพื่อให้เข้าใจพัฒนาการของประเทศเพื่อนบ้าน
ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทย เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม
และอยรู่ ่วมกันไดอ้ ยา่ งสนั ติสุข
ศกึ ษาประวัตศิ าสตร์ความเป็นมาของชาติไทยในสมัยรตั นโกสนิ ทร์ ในเร่ืองเกี่ยวกับการสถาปนาอาณาจักร
ปัจจัยที่ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและการปกครอง พัฒนาการทางด้านต่างๆ โดยสังเขป ผลงาน
ของบุคคลสำคัญ เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและภูมิปัญญาไทยที่สำคัญที่น่าภาคภูมิใจควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้
โดยใช้ทักษะการอ่านการสืบค้นข้อมูล การเชื่อมโยง การวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดความรักและภาคภูมิใจในความเป็นชาติ
ไทยตระหนักถึงความพากเพียรพยายามของบรรพบุรุษที่ได้ปกป้องและสร้างสรรค์ความเจริญให้บ้านเมื อง
ตกทอดเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมสบื ตอ่ ถงึ ปัจจบุ นั
มาตรฐานการเรยี นร้/ู ระดบั ชน้ั /ตัวชีว้ ดั
ส ๔.๑ ป.๖/๑, ป.๖/๒
ส ๔.๒ ป.๖/๑, ป.๖/๒
ส ๔.๓ ป.๖/๑, ป.๖/๒, ป.๖/๓, ป.๖/๔
4. โครงสรา้ งรายวชิ าประวตั ศิ าสตร์
โครงสร้างรายวิชาเป็นการกำหนดขอบข่ายของรายวิชา ช่วยให้เห็นภาพรวมของแต่ละรายวิชาว่า
ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้จำนวนเท่าใด มีสาระสำคัญอย่างไรบ้าง แต่ละหน่วยจะพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุ
ตัวชี้วัดใด ใช้เวลาเท่าไร และมีสัดส่วนการเกบ็ คะแนนของรายวิชานั้นเป็นอย่างไร โครงสร้างรายวิชาประกอบด้วย
หน่วยการเรียนรู้ที่ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดตลอดปีการศึกษา/ภาคเรียน พร้อมทั้งกำหนด
สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด สดั ส่วนเวลา และนำ้ หนกั ความสำคญั ของแต่ละหนว่ ยการเรียนรู้ ในแตล่ ะหน่วยการ
เรียนรู้ ครูผู้สอนสามารถนำไปจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้สำหรับใช้ในห้องเรียน ตามตัวอย่างโครงสร้างรายวิชา
ประวัตศิ าสตร์ ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ถงึ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 102
ผ่านแหลง่ เรยี นรปู้ ระวัติศาสตร์ในทอ้ งถน่ิ จงั หวัดเชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
ตวั อย่าง โครงสร้างรายวิชา
รายวชิ า ส 11102 ประวัติศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรยี นร้สู ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ระดับประถมศึกษาปีท่ี 1 เวลา 40 ชั่วโมง
สดั สว่ นคะแนน ระหว่างปี : ปลายปี = 70 : 30
ลำดับ ชอื่ หน่วยการ มาตรฐานการ ภาระงาน / ชน้ิ งานรวบยอด เวลา นำ้ หนัก
เรยี นรู้ เรียนรู้/ตวั ช้วี ัด (ชว่ั โมง) คะแนน
1 วัน เวลาและการ ส 4.1 ป.1/1 - แผนผังความคิดแสดงวนั เวลาและ 8 10
นับเวลา เรอ่ื งราวทางประวตั ิศาสตร์
2 ลำดบั เหตกุ ารณ์ ส 4.1 ป.1/2 -เส้นทางเวลาเรอื่ งราวทาง 8 15
ประวตั ิศาสตร์
3 เผา่ พงศว์ งคว์ าร ส 4.1 ป.1/3 - แผนภาพความคิดประวตั คิ วาม 4 10
เปน็ มาของครอบครัว
แผนภาพแสดงเครอื ญาติของตนเอง
4 การเปลี่ยนแปลง ส 4.2 ป.1/1 - การนำเสนอการเปล่ียนแปลงของ 6 10
ของสภาพแวดลอ้ ม สภาพแวดลอ้ มส่งิ ของเครอื่ งใชใ้ น
รอบตวั อดีตกับปจั จบุ ัน
5 การดำเนนิ ชีวิต ส 4.2 ป.1/2 - การนำเสนอเหตุการณ์ของ 6 10
ครอบครวั ในอดตี ที่มีผลต่อตนเอง
และครอบครวั ในปัจจุบัน
6 ชาตไิ ทย ส 4.3 - การเล่าเรื่องเก่ยี วกับสัญลักษณ์ 8 15
ป.1/1 , ป. สำคญั ของชาติไทย
1/2 ป.1/3
รวม 40 70
คะแนนปลายปี การทดสอบ 30
ภาระงาน/การปฏิบตั งิ าน 10
รวมท้ังรายวิชา 100
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 103
ผ่านแหล่งเรียนร้ปู ระวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถิน่ จังหวัดเชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
ตัวอยา่ งโครงสรา้ งรายวิชา
ส 12102 ประวัตศิ าสตร์ กลุม่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 2 40 ช่วั โมง
สัดส่วนคะแนน ระหว่างปี : ปลายปี = 70 : 30
ลำดับ ช ื ่ อ ห น ่ ว ย ก า ร มาตรฐานการ ภาระงาน/ช้ินงานรวบยอด เวลา นำ้ หนกั
เรยี นรู้ เรยี นรู้/ตัวชวี้ ัด (ชั่วโมง) คะแนน
1 จากวันวานสู่วนั ส 4.1 -เขียนเสน้ ทางเวลาเหตุการณ์สำคัญท่ี 4 10
พรุ่งน้ี ป. 2/1, เกดิ ข้นึ กบั ตนเอง และคาดการณ์สิ่งท่ี
ป. 2/2 จะเกิดขึ้นในอนาคต
2 ฉันเป็นใคร ส.4.1 สมดุ ภาพครอบครวั ของฉัน 6 10
ป.2/1,ป. 2/2
3 ชีวติ ทีเ่ ปลีย่ นแปลง ส.4.2 รายงานการสืบคน้ ขอ้ มลู เรอ่ื ง การ 7 10
ป. 2/1, ป. เปลีย่ นแปลงท่เี กิดข้ึนในชมุ ชนทมี่ ี
2/2 ผลกระทบต่อวถิ ชี วี ติ ของคนในชมุ ชน
4 คนดีในท้องถิน่ ส.4.3 แผ่นพบั เร่อื ง คนดีในท้องถิ่น 7 10
ป. 2/1
5 เลา่ ขานตำนาน ส.4.3 แผนผังความคิดประวัติและ 5 10
คนดี ป. 2/1 ผลงานอ.ถวัลย์ ดัชนี
6 วฒั นธรรมและ ส.4.3 สมดุ ภาพ เรือ่ ง วฒั นธรรมและ 7 10
ภมู ิปญั ญาท่นี ่า ป. 2/2 ประเพณไี ทย 4
ภมู ใิ จ (1) 40 10
ส.4.3 ปา้ ยนเิ ทศ เรื่อง ภูมิปัญญาท้องถิน่
7. วัฒนธรรมและ ป. 2/2 70
ภมู ิปญั ญาทีน่ า่ 20
ภูมใิ จ (2) การทดสอบ 10
ภาระงาน/การปฏบิ ัตงิ าน 100
รวม
คะแนนปลายปี
รวมท้ังรายวชิ า
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 104
ผ่านแหลง่ เรยี นร้ปู ระวัตศิ าสตรใ์ นท้องถิน่ จังหวัดเชียงราย ช้นั ป.๑-๖
ตวั อยา่ งโครงสรา้ งรายวิชา
รายวชิ า ส 13102 รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3 เวลา 40 ชั่วโมง
สดั สว่ นคะแนน ระหว่างปี:ปลายปี 70: 30
ลำดับ ช่อื หน่วยการ มาตรฐานการ ภาระงาน/ชิ้นงาน รวบยอด เวลา นำ้ หนกั
เรยี นรู้ เรยี นรู้/ตวั ชวี้ ัด (ช่ัวโมง) คะแนน
1 เวลาและวธิ ที าง ส 4.1 ป.3/1 รายงานแสดงลำดับเหตุการณ์ 9 15
4 10
ประวตั ิศาสตร์ ป.3/2 สำคัญของโรงเรยี น 9 15
2 ภ ู ม ิ ห ล ั ง แ ห่ ง ส 4.1 ป.3/1 รายงานแสดงลำดับเหตุการณ์ 6 10
ศักดิศ์ รี ป.3/2 สำคญั ของโรงเรียนและชมุ ชน
3 การต้งั ถน่ิ ฐาน ส 4.2 ป.3/1 หนงั สอื เลม่ เลก็ เร่ือง
และการดำเนนิ ป.3/2 ป.3/3 ขนบธรรมเนยี มประเพณี และ
ชีวติ วฒั นธรรมในชมุ ชนของฉัน
4 ชาตไิ ทยของเรา ส 4.3 ป.3/1 เสน้ ทางเวลาพระมหากษตั รยิ ์ผู้
1 ป.3/2 ป.3/3 สถาปนาอาณาจักรไทย
5 ชาตไิ ทยของเรา ส 4.3 ป.3/1 รายงานเร่อื ง ประวัติ 7 10
2 ป.3/2 ป.3/3 พระมหากษัตริยผ์ สู้ ถาปนา
อาณาจักรไทย 5 10
40
5 อาเซียน ส 4.2 ป.3/1 แผนท่ีประเทศในกลุม่ อาเซยี น 40 70
20
คะแนนปลายปี รวม 10
กาทดสอบ 100
ภาระงาน/การปฏิบตั ิ...................
รวมท้ังรายวชิ า
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 105
ผา่ นแหล่งเรียนร้ปู ระวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถิน่ จังหวัดเชียงราย ชัน้ ป.๑-๖
ตวั อย่างโครงสรา้ งรายวิชา
รหัสรายวชิ า ส 14102 รายวิชาประวัติศาสตร์ กล่มุ สาระการเรยี นรูส้ งั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม
ระดับช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 จำนวน 40 ชั่วโมง
สัดสว่ นคะแนน ระหว่างปี : ปลายปี = 70 : 30
ที่ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ ภาระงาน/ช้ินงาน เวลา คะแนน
เรยี นรู้/ตัวชวี้ ดั รวบยอด (ชม.)
1 เวลา ชว่ งเวลา และยุค ส 4.1 แผนผังความคิด สรุป เวลา 5 5
สมัยทางประวตั ิศาสตร์ ป 4/1 ป.4/2 ช่วงเวลา และยุคสมยั ทาง
ป.4 /3 ประวตั ศิ าสตร์
2 ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ส 4.1 ป.4/2 แผนผังความคิดแสดงยคุ สมยั 5 5
ทางประวตั ิศาสตร์ 5 10
3 พระภมู ีสร้างเมือง ส 4.1 ป.4/3 เสน้ ทางเวลาแสดงเหตกุ ารณ์ 4 10
สำคญั ของเมืองเชียงราย
ความคดิ 6 10
4 การตั้งถิน่ ฐานและ ส 4.2 ป.4/1 รายงานการตง้ั ถิ่นฐานและ 5 10
การดำรงชีวติ ของมนุษย์ใน 5 10
การดำรงชวี ติ ของมนษุ ย์
5 10
ในดนิ แดนไทย ดนิ แดนไทย 40 70
20
5 พัฒนาการของมนษุ ย์สมัย ส 4.2 ป.4/2 อนิ โฟกราฟิคแสดง 40 10
100
ประวตั ิศาสตร์ พัฒนาการของมนษุ ย์สมยั
ในดินแดนไทย ประวัตศิ าสตรใ์ นดนิ แดนไทย
6 พัฒนาการของสมยั สโุ ขทัย ส 4.3 ป.4/1 ป้ายนิเทศแสดงพัฒนาการ
ของสมยั สุโขทัย
7 บุคคลสำคญั สมัยสโุ ขทยั ส 4.3 ป.4/2 รายงาน เรื่อง
ประวัติและผลงานของบุคคล
สำคญั สมยั สโุ ขทยั
8 ภูมปิ ญั ญาสมัยสโุ ขทยั ส 4.3 ป.4/3 หนังสือเล่มเล็ก เรื่อง ภูมิ
ปญั ญาไทยสมัยสโุ ขทยั งาน
รวม
คะแนนปลายปี กาทดสอบ
ภาระงาน/การปฏิบตั ิ...................
รวมท้งั รายวิชา
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 106
ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวตั ศิ าสตร์ในท้องถ่นิ จงั หวัดเชยี งราย ชั้น ป.๑-๖
ตวั อยา่ งโครงสรา้ งรายวิชา
รายวิชา ส 15102 รายวชิ าประวัติศาสตรก์ ลุม่ สาระการเรยี นร้สู ังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 เวลา 40 ชว่ั โมง
สัดสว่ นคะแนน ระหว่างปี:ปลายปี 70: 30
ลำดบั ชื่อหน่วยการ มาตรฐาน การ ภาระงาน/ชนิ้ งาน รวบยอด เวลา น้ำหนัก
ที่ เรยี นรู้ เรยี นร/ู้ ตวั ชี้วดั (ชว่ั โมง) คะแนน
1 ประวตั ิศาสตร์ ส 4.1 ป 5/1 รายงานความเป็นมาของท้องถิ่น 5 10
ท้องถิน่ ป.5/2 ป.5/3 ของตน
2 ลอื เรื่อง ส 4.1 ป 5/1 แผนผงั ความคดิ เร่อื ง เสาสะดือ 3 5
โบราณสถาน ป.5/2 ป.5/3 เมอื ง ความเป็นมาของท้องถ่ิน
2 อทิ ธิพลของ ส 4.2 ป. 5/1 สมดุ เล่มเลก็ อิทธพิ ลของอารธรรม 8 15
อารยธรรม ป.5/2 ตา่ งชาติ
ต่างชาติ
3 อาเซยี นศึกษา ส 4.3 ป.5/2 -รายงาน 35
อาเซียนกับความมนั่ คงทาง
เศรษฐกจิ สงั คม การเมือง
4 พัฒนาการ ส 4.3 ป.5/1 -จดั ป้ายนเิ ทศเรื่องอยุธยาเมือง 10 10
อาณาจักร ป.5/2 ป.5/3 เกา่
อยธุ ยา
5 พฒั นาการ ส 4.3 ป.5/1 -รายงานเรอ่ื ง พฒั นา การสมัย 6 10
อาณาจักร ป.5/2 ป.5/3 ธนบุรี
ธนบรุ ี
6 ภมู ิปัญญาไทย ส 4.3 ป.5/4 -แผน่ พับ เรอ่ื ง ภมู ปิ ัญญาไทย 4 10
สมยั อยุธยา สมยั อยุธยาและธนบรุ ี
และธนบุรี
รวม 40 70
คะแนนปลายปี กาทดสอบ 20
ภาระงาน/การปฏบิ ตั ิ................... 10
รวมท้งั รายวิชา 40 100
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 107
ผา่ นแหลง่ เรียนรปู้ ระวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถน่ิ จงั หวดั เชียงราย ชนั้ ป.๑-๖
ตวั อย่างโครงสร้างรายวิชา
รหัสวชิ า ส16102 ชอ่ื รายวิชาประวตั ศิ าสตร์ กล่มุ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน 40 ชั่วโมง
สัดสว่ นคะแนน ระหวา่ งปี : ปลายปี = 70 : 30
ท่ี ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้/ ภาระงาน/ชิ้นงานรวบยอด เวลา คะแนน
ตวั ชว้ี ัด (ชม.)
1 ภมู ินามเรยี กขาน ส 4.1 ป. 6/1 ป -หนังสือเล่มเลก็ ชุมชน/หมบู่ ้าน 5 10
6/2 ของฉนั 7 15
8 15
2 ประเทศเพื่อนบ้าน ส 4.2 ป. 6/1 ป. - รายงานสภาพการเมือง การ 10 15
6/2 ปกครองเศรษฐกิจและสังคม
10 15
ประเทศเพื่อนบา้ นในปจั จบุ นั
3 ประเทศกลุ่ม ส 4.2 ป. 6/1 ป. - รายงานสภาพการเมือง การ
อาเซยี น 6/2 ปกครองเศรษฐกิจและสงั คม
ประเทศในกลุม่ อาเซยี น
3 เร่ืองของไทยสมยั ส 4.3 ป 6/1 ป 6/2 - สมุดภาพประกอบการบรรยาย
รตั นโกสินทร์ 1 ป 6/3 ป 6/4 ภูมปิ ญั ญาไทยในสมยั
รตั นโกสนิ ทร์
3 เร่ืองของไทยสมัย ส 4.3 ป 6/1 ป 6/2 - รายงานภูมปิ ัญญาไทยในสมัย
รตั นโกสินทร์ 2 ป 6/3 ป 6/4 รัตนโกสนิ ทร์
รวม การทดสอบ 40 70
คะแนนปลายปี ภาระงาน/การปฏบิ ัติ - 20
- 10
รวมท้ังรายวิชา 40 100
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 108
ผ่านแหลง่ เรยี นร้ปู ระวตั ิศาสตรใ์ นท้องถิน่ จังหวดั เชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
5. การออกแบบหนว่ ยการเรยี น
หนว่ ยการเรยี นรู้เป็นขั้นตอนทสี่ ำคัญของการนำหลักสูตรสถานศึกษาเข้าสชู่ ั้นเรยี น การออกแบบหน่วยการ
เรียนรู้ต้องเป็นหน่วยการเรียนรู้ที่อิงมาตรฐานเช่นเดียวกันกับหลักสูตรในการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ครูผู้สอน
สามารถพิจารณาเลือกออกแบบได้หลายวิธี แต่ควรครอบคลุมขั้นตอนการออกแบบ 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย การ
กำหนดเป้าหมายการเรยี นรู้หลกั ฐานการเรยี นรู้ และกจิ กรรมการเรียนรู้ สำหรบั แนวคิดหนึง่ ทส่ี ามารถนำไปเป็นแนว
ทางการออกแบบหน่วยการเรยี นรู้ คือ การออกแบบยอ้ นกลับ (Backward Design) โดยในการกำหนดเป้าหมายการ
เรยี นรู้ ควรมกี ารกำหนดความเข้าใจท่ีคงทน (Enduring Understanding) ซึ่งเปน็ ความร้คู วามเข้าใจที่ฝังแน่นติดอยู่
ในตัวผ้เู รียนอนั เกดิ จากการเรยี นรู้ท่ีผ่านกิจกรรมตามหนว่ ยการเรยี นรนู้ ัน้ ๆ ตดิ ตวั ผเู้ รียนไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยงของมาตรฐาน
การเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่สามารถนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันได้ รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ในหน่วยการเรยี นรู้ต้องสามารถนำพาผ้เู รยี นใหเ้ กิดสมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
หลักการสำคัญของการออกแบบหน่วยการเรียนรู้คือ ทุกองค์ประกอบของหน่วยการเรียนรู้ต้องเชื่อมโยง
สมั พนั ธ์กบั มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวชี้วัด
สำนักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
(2551). ได้กล่าวถึงองคป์ ระกอบของหน่วยการเรยี นรู้ ไวด้ งั นี้
องคป์ ระกอบหนว่ ยการเรยี นรู้ ประกอบด้วย
1) ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ เปา้ หมายการเรยี นรู้
2) มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั
3) สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด หลักฐานการเรยี นรู้
4) สาระการเรยี นรู้ แกนกลาง/ทอ้ งถ่ิน กจิ กรรมการเรยี นรู้
5) สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
6) คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
7) ภาระงาน/ชน้ิ งาน
8) การวัดและประเมินผล
9) กิจกรรมการเรียนรู้
10) เวลาเรียน
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 109
ผ่านแหล่งเรียนรปู้ ระวัตศิ าสตร์ในท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
สำหรับรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบ มดี งั น้ี
1. ชื่อหน่วยการเรียนรู้ ต้องสะท้อนให้เห็นถึงสาระสำคัญ/ความคิดรวบยอดหรือประเด็นหลัก
ในหน่วยการเรยี นรู้นั้น ๆ ดังนนั้ ชื่อหนว่ ยการเรยี นรคู้ วรมลี กั ษณะดังนี้
1.1) นา่ สนใจ อาจเปน็ ประเดน็ ปัญหา ข้อคำถามหรือขอ้ โตแ้ ยง้ ทสี่ ำคัญ
1.2) สอดคลอ้ งกับชีวิตประจำวนั และสังคมของผ้เู รยี น
1.3) เหมาะสมกับวยั ความสนใจและความสามารถของผู้เรียน
2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้ีวัด
มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ที่นำมาจัดทำหน่วยการเรียนรู้ต้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
และนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันได้ ซึ่งอาจมาจากกลุม่ สาระเดียวกันหรือตา่ งกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาตรฐาน
การเรียนร/ู้ ตวั ชวี้ ดั บางตัวอาจตอ้ งฝึกซำ้ เพื่อใหเ้ กดิ ความชำนาญจึงสามารถอยู่ในหนว่ ยการเรียนรู้มากกว่าหนึ่งหน่วย
การเรยี นรไู้ ด้ เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นได้รับการพฒั นาให้บรรลุตามมาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ัด
3. สาระสำคัญ/ความคดิ รวบยอด
สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอดได้จากการวิเคราะห์แก่นความรู้แต่ละมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดรวมถึง
สาระการเรยี นรู้ ทผี่ เู้ รียนจะไดร้ ับจากการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ตามมาตรฐานการเรียนรูต้ ัวชว้ี ัดในหน่วยการเรียนรู้
4. สาระการเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ทนี่ ำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรตู้ ามมาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชีว้ ดั ประกอบด้วยสาระ
การเรียนรู้แกนกลางและสาระการเรียนรทู้ ้องถ่ิน (ถา้ มี)
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนวิเคราะหไ์ ด้จากหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ซ่ึง
เป็นผลจากการนำมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนสอดคล้อง
กบั ทกั ษะ/กระบวนการตามธรรมชาติวิชา
6. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
คุณลกั ษณะอันพึงประสงคว์ ิเคราะห์ได้จากหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 เขต
พื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งเป็นผลจากการนำมาตรฐานการเรียนรู้
ตวั ชีว้ ัดมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้
7. ชิน้ งาน/ภาระงาน
ชิ้นงาน/ภาระงานที่กำหนดต้องสะท้อนถึงความสามารถของผู้เรียนจากการใช้ความรู้และทักษะ
ทกี่ ำหนดไวซ้ ึง่ สอดคลอ้ งตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้ีวดั โดยผ่านกจิ กรรมการเรยี นรู้
ชิ้นงาน/ภาระงาน อาจเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนกำหนดให้ หรือครูผู้สอนและผู้เรียนร่วม กันกำหนดขึ้น
เพื่อให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ ชิ้นงาน/ภาระงานต้องแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ
ในการเรียนรู้ของผู้เรียนและเป็นร่องรอยหลักฐานแสดงว่าผู้เรียนมีความรู้และทักษะบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้
ตวั ช้วี ัดทกี่ ำหนดไว้ในหนว่ ยการเรียนรู้
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 110
ผ่านแหลง่ เรยี นร้ปู ระวตั ิศาสตรใ์ นทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖
ชิ้นงาน/ภาระงาน อาจเกิดขึ้นได้ในระหว่างการจัดการเรียนรู้หรือชิ้นงาน/ภาระงาน รวบยอด
แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนได้นำความรู้และทักษะที่ได้จากการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้นั้นออกมาใช้
อย่างเป็นรูปธรรม
ตวั อยา่ งช้ินงาน/ภาระงาน รายวชิ าประวตั ิศาสตร์
ชนิ้ งาน เช่น รายงาน ภาพวาด แผนภาพความคิด เสน้ ทางเวลา อินโฟกราฟกิ หนงั สือเลม่ เลก็ นทิ รรศการ
แสดงผลงาน แฟม้ สะสมผลงาน ฯลฯ
ภาระงาน เช่น การพดู /รายงานปากเปลา่ การอภปิ ราย การนำเสนอ การสืบค้น การวิพากษ์ การพูดแสดง
ความคิดเหน็
งานท่ีมลี กั ษณะผสมผสานกันระหวา่ งชน้ิ งาน/ภาระงาน เช่น โครงงาน การทดลอง การสาธิต วีดทิ ศั น์ ฯลฯ
8. การวัดและประเมนิ ผล
การวัดและประเมินผล ประกอบด้วยการวัดและประเมินผลระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
และการวัดและประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในการกำหนดวิธีการวัดและประเมินผลตลอดจน
เกณฑ์การประเมินต้องเชื่อมโยงกับมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดในหน่วยการเรียนรู้ ครูผู้สอนและผู้เรียน
ควรร่วมกันสร้างเกณฑ์การประเมินชิ้นงาน/ภาระงานหรือการปฏิบัติงาน เพื่อเป็นแนวทาง
ในการประเมินคุณภาพผ้เู รยี น
9. กิจกรรมการเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นการกำหนดเทคนคิ /วิธีการจัดการเรียนรู้ ซึ่งจะนำผู้เรียนไปสู่การสรา้ งชิ้นงาน/ภาระงานเกิด
ทักษะ(สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน) กระบวนการตามธรรมชาติวิชา และคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ให้บรรลตุ ามมาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชว้ี ดั ท่กี ำหนดไวใ้ นหน่วยการเรยี นรู้
10. เวลาเรยี น/จำนวนชว่ั โมงเรียน
เวลาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้จะต้องวิเคราะห์ความเหมาะสม
ของกิจกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับจำนวนมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ในหน่วยการเรียนรู้
จากโครงสร้างรายวิชา
3. การจดั ทำหน่วยการเรียนรู้
การจัดทำหน่วยการเรยี นรมู้ แี นวทางในการปฏิบตั ิ ดงั น้ี
1) สร้างความรคู้ วามเข้าใจ
1.1) ควรทำความเข้าใจกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จุดเน้น
คุณภาพผู้เรียน สาระการเรียนรู้ท้องถิ่นของเขตพื้นที่การศึกษา (ถ้ามี) หลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระ การเรียนรู้
คณิตศาสตร์ และองค์ประกอบทีส่ ำคัญของหนว่ ยการเรยี นรู้
1.2) ควรรู้ว่าในกลุม่ สาระการเรยี นรู้ท่ีจะจดั การเรียนรูน้ ั้นประกอบไปด้วยมาตรฐานการเรียนร้/ู
ตัวชี้วัดจำนวนเท่าไร สาระการเรียนรู้ที่ได้จากคำอธิบายรายวิชา สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียนคุณลักษณะ อันพึง
ประสงคต์ ามหลกั สตู ร และธรรมชาตขิ องกลุม่ สาระการเรียนรู้
1.3) ควรรู้วิธีออกแบบหน่วยการเรียนรู้ซึ่งสามารถจัดทำได้หลายลักษณะแต่ต้องยึดมาตรฐาน
การเรยี นรู้/ตัวช้ีวัดเป็นเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาผเู้ รียน หนว่ ยการเรียนรสู้ ามารถออกแบบได้ 2 วธิ ี คือ
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 111
ผ่านแหลง่ เรียนรูป้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถ่นิ จงั หวัดเชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
วิธีที่ 1 ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เริ่มต้นจากกำหนดประเด็น/หัวเรื่อง จากสภาพปัญหา
หรือสิ่งที่ผู้เรียนสนใจ แล้วจึงวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด แนวคิดหนึ่งของการกำหนดหน่วยการเรียนรู้
คือ การกำหนดประเด็น/หัวเรื่อง (theme) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ต่างๆ เ ข้ากับชีวิตจริง
ของผเู้ รียน ประเด็นท่จี ะนำมาใช้เปน็ กรอบในการกำหนดหน่วยการเรียนรู้ ควรมีลกั ษณะดังน้ี
- ประเดน็ ที่เก่ียวข้องกบั องค์ความรู้ ความคดิ รวบยอด หลกั การของศาสตร์ในกลมุ่ สาระ การ
เรยี นรทู้ ีเ่ รียน
- ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทั่วไป ที่อาจเชื่อมโยงไปสู่ผลที่เกิดขึ้นทั้งทางบวก
และทาง ลบจากประเดน็ ปัญหาน้นั
ท้ังนี้ การกำหนดประเดน็ อาจพจิ ารณาจากคำถามต่อไปนี้
1) ผู้เรียนสนใจอะไร/ ปญั หาท่ีสนใจศกึ ษา
2) ผู้เรยี นมีความสนใจ ประสบการณ์ และความสามารถในเรอ่ื งอะไร
3) หวั เรือ่ งสอดคลอ้ งกับหลักสตู รสถานศกึ ษาและความต้องการของชุมชนหรือไม่
4) ผู้เรยี นควรไดร้ บั การพัฒนาทเี่ หมาะสมในด้านใดบา้ ง
5) มีสือ่ /แหลง่ การเรียนรู้เพียงพอหรือไม่
6) หัวเรื่องที่เลือก เหมาะสมและสามารถเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้ใน
กล่มุ สาระการเรียนรูต้ ่างๆ ได้หลากหลายหรอื ไม่
โดยสรุปหน่วยการเรียนรู้ที่มีคุณภาพคือ หน่วยการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ในความรู้
ทล่ี ึกซ้ึงมีความหมายสามารถนำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้ และทส่ี ำคญั จะตอ้ งตอบสนองมาตรฐาน/ตัวชว้ี ดั ดว้ ย
แผนภาพแสดงวิธีการออกหน่วยการเรยี นรู้ วธิ ีที่ 1
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 112
ผ่านแหลง่ เรยี นรปู้ ระวตั ิศาสตรใ์ นทอ้ งถิน่ จงั หวดั เชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖
วิธีที่ 2 ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ เริ่มต้นจากการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดการสร้าง
หน่วยการเรียนรูว้ ธิ ีน้ี ใช้วิธีการหลอมรวมตัวชี้วดั ตา่ งๆ ที่ปรากฏอยูใ่ นคำอธิบายรายวิชา แผนภาพแสดงวิธีการออก
หน่วยการเรยี นรู้ วธิ ีที่ 2
2) วางแผนและจดั ทำหนว่ ยการเรยี นรู้
เมื่อมีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำหน่วยหน่วยการเรียนรู้แล้ว ในขั้นต่อมาเป็นการวางแผนการจัดทำ
หน่วยการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องนำตัวชี้วัดในกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่รับผิดชอบมาพิจารณาว่า ในแต่ละตัวชี้วัด
เมื่อนำมาจัดการเรียนรู้ ผู้เรียนควรรู้อะไรและทำอะไรได้ ควบคู่กับการวิเคราะห์สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ว่าจะนำพาให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะใดจากสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนที่หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 กำหนดให้ 5 ประการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดให้ 8 คณุ ลกั ษณะ
ในส่วนของคุณลักษณะอันพึงประสงค์ กรณีที่วิเคราะห์แล้วไม่ปรากฏ คุณลักษณะสอดคล้อง
กบั ตัวชีว้ ัดในหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 อย่างชดั เจน สามารถวเิ คราะห์เพ่ิมเติมได้
จากคุณลกั ษณะทเี่ ป็นจุดเนน้ ของเขตพื้นที่การศึกษา สถานศกึ ษา และกล่มุ สาระการเรยี นรู้
ในการจัดทำหน่วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โดยใช้แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นจังหวัดเชียงรายนั้น สำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ได้กำหนดหน่วยการเรียนรู้ ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง
ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ดังน้ี
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ 113
ผ่านแหลง่ เรยี นรู้ประวัติศาสตร์ในทอ้ งถนิ่ จังหวดั เชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
ชน้ั ชือ่ หน่วย เวลา
ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 เผ่าพงศว์ งคว์ าร 4 ชวั่ โมง
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 เลา่ ขานตำนานคนดี 5 ช่ัวโมง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภมู ิหลังแห่งศกั ด์ิ 4 ช่ัวโมง
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พระภมู ีสรา้ งเมอื ง 5 ชว่ั โมง
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ลอื เลือ่ งโบราณสถาน 4 ชั่วโมง
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 ภมู นิ ามเรียกขาน 5 ชัว่ โมง
5. การวดั และประเมนิ ผลการจัดการเรยี นร้วู ชิ าประวัตศิ าสตร์
5.1 การวัดความรคู้ วามเขา้ ใจ เจตคตแิ ละค่านยิ ม และทักษะในวชิ าประวัติศาสตร์
วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ในสถานศึกษา มีอยู่หลายประการได้แก่
การพัฒนาความเป็นพลเมืองดี การเรียนรู้อดีตเพื่อเข้าใจสภาพและปัญหาในปัจจุบัน และการพัฒนาทักษะการคิด
อย่างมีเหตุผล ซึ่งวัตถุประสงค์ดังกล่าว ครอบคลุมพฤติกรรมด้านความรู้หรือพุทธิพิสัย เจตคติ
และค่านิยมหรือเจตพิสัย และด้านทักษะหรือทักษะพิสัย ดังนั้น การวัดและประเมินผลการเรียนการสอน
วิชาประวัติศาสตร์ พฤติกรรมที่ต้องวัดและประเมิน จึงประกอบด้วย ความรู้ความเข้าใจในวิชาประวัติศาสตร์หรือ
ดา้ นสตปิ ัญญา เจตคติและคา่ นยิ มในวชิ าประวตั ิศาสตร์ หรือด้านความรู้สึกและอารมณ์ ทักษะในวิชาประวัติศาสตร์
หรอื ด้านการแสวงหาความร้แู ละกระบวนการคดิ ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้
1. การวัดความรู้ความเข้าใจในวชิ าประวัติศาสตร์
การวัดและประเมินความรู้ความเข้าใจ เป็นการประเมินสมรรถภาพทางสมองในส่วนที่เกี่ยวกับ
สติปัญญาของผู้เรียน ความรู้ความสามารถของผู้เรียนเกิดจากการเรียนที่ได้จากการสอนของครูและเกิดจาก
การศึกษาค้นคว้าของผู้เรียนเอง ออร์แลนได (Orlandi 1971:449 - 496) ได้จำแนกประเภทของความรู้
ในวิชาสังคมศึกษาออกเป็น 4 ประเภท คือ ข้อเท็จจริง (facts) มโนมติ (Concepts) หลักการ(Generalization)
และโครงสรา้ งและแบบจำลอง (Structure and Model) นน้ั จะวัดและประเมนิ ผล
ตามประเดน็ ดงั กล่าวขา้ งตน้ ดงั นี้
1.1 การวัดและประเมนิ ความรู้ความเขา้ ใจของผเู้ รียนเก่ียวกับเนอื้ หาสาระวชิ าประวัตศิ าสตร์
1) ข้อเท็จจริง เป็นการวัดและประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐาน
ในวิชาประวตั ิศาสตร์ เช่น
ก. วัน เวลา และปที ีเ่ กดิ เหตกุ ารณส์ ำคญั ทางประวตั ศิ าสตร์
ข. สถานทสี่ ำคญั ท่เี กดิ เหตกุ ารณ์ทางประวัติศาสตร์
ค. บคุ คลสำคญั ท่ีกอบกเู้ อกราชของประเทศไทย
2) มโนมติ เป็นความรู้ที่ได้จากการศึกษาและทำความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหน่ึง
โดยแยกแยะลักษณะที่แตกต่างหรือคล้ายคลึงกัน ครูผู้สอนจึงต้องมีการวัดและประเมินมโนมติที่เกี่ยวข้อง
กับประวัตศิ าสตร์
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ 114
ผ่านแหลง่ เรียนรู้ประวัตศิ าสตร์ในท้องถิน่ จังหวดั เชียงราย ชนั้ ป.๑-๖
3) หลักการ เป็นความรู้ที่ได้จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมโนมติตั้งแต่ 2
มโนมติขึ้นไป ครูผู้สอนจึงต้องมีการวัดและประเมินว่าผูเ้ รียนสามารถสรปุ หลักการของมโนมติทางประวัติศาสตร์ได้
หรือไม่และตรวจสอบดูว่าผู้เรียนสามารถนำเอาหลักการทางประวัติศาสตร์ไปอธิบายปรากฏการณ์อื่นๆ ได้อย่าง
ถกู ต้องหรอื ไม่
4) โครงสร้างและแบบจำลอง เป็นความรู้ที่ได้จากการรวบรวมข้อเท็จจริง มโนมติ
และหลกั การในเนื้อหาวชิ าประวตั ิศาสตร์
2. การวัดเจตคติและค่านิยมในวิชาประวัตศิ าสตร์
การวดั เจตคตแิ ละคา่ นิยมเป็นการวดั สมรรถภาพสมองของผู้เรียนในส่วนท่เี ก่ียวข้องกับอารมณ์และ
ความรู้สึก สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านเจตคติและค่านิยม มีแนวทางดังนี้ (โกศล มีคุณ และกัญจนา ลินท
รตั นศริ กิ ุล 2537 : 76 - 77)
2.1 เจตคติ แบ่งออกเปน็
1) พฤติกรรมความสามารถท่ีพงึ ปรารถนา ประกอบดว้ ย เจตคตติ อ่ การนำวิธกี าร
ทางวทิ ยาศาสตร์มาใช้ศึกษาพฤตกิ รรมมนุษย์และเจตคตติ ่อบคุ คลอนื่
2) พฤติกรรมทางสังคมท่พี งึ ปรารถนา ประกอบดว้ ย ความตระหนักและความสนใจ
การยอมรับในความรับผดิ ชอบ และความเกีย่ วข้อง
2.2 ค่านิยม เป็นพฤติกรรมที่สำคัญในสังคมศึกษา การประเมินค่านิยมทางประชาธิปไตย
ที่พึงปรารถนาจะต้องประเมินโดยใช้คำถามแบบความเรียง แนวทางดังกล่าว ครูผู้สอนสามารถนำมาประยุกต์
ใช้เพื่อการวัดและประเมินผลในวิชาประวัติศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการเน้นเจตคติและค่านิยมท่ี
ถูกต้องเก่ยี วกับประวัติความเปน็ มาของประเทศชาติ
3. การวัดทักษะในวชิ าประวัตศิ าสตร์
ตามแนวคิดของออร์แลนได (อ้างในโกศล มีคุณ และ กัญจนา ลินทรัตนศิริกุล 2537 : 77)
ไดก้ ล่าวถึงทกั ษะในวชิ าสังคมศึกษา โดยแบ่งออกเป็น
1) การแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แหล่งข้อมูล
การแปลความหมายของขอ้ มูลทีเ่ ปน็ ภาพกราฟกิ และสัญลักษณ์
2) การคิดวจิ ารณญาณ เปน็ ทกั ษะท่ีเก่ียวข้องกับ การสรุปประเด็นสำคัญ และการตั้งข้อสมมติ การ
ประเมินหลกั ฐานและหาขอ้ สรุป การกำหนดสมมตฐิ านอย่างมเี หตผุ ล
3) การอยู่ร่วมกับกลุ่มอย่างประชาธิปไตย เป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่เป็นทางการและ
กระบวนการทไี่ ม่เป็นทางการ
สำหรับการวัดและประเมินพฤติกรรมด้านทักษะในการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์นั้น
ทักษะที่ควรเน้น คือ การแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบและการคิดวิจารณญาณ โดยมีแนวทางการวัด
และประเมนิ ดังน้ี
1) การแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ มีทักษะที่เกี่ยวข้องท่ีต้องวัดและประเมินในการเรียนการ
สอนประวัติศาสตร์ ดงั นี้
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 115
ผ่านแหล่งเรยี นร้ปู ระวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถ่นิ จงั หวดั เชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
ก. การรู้แหล่งข้อมูล เป็นการวัดและประเมินเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนในการ
ค้นคว้าหนังสือต่าง ๆ ในห้องสมุดที่เกี่ยวกับบทเรียนประวัติศาสตร์ที่ได้เรียนไปแล้ว การหารายชื่อที่ต้องการจาก
บัตรรายการ การหาหนังสืออ้างอิงมาประกอบบทเรียนประวัติศาสตร์ ตลอดจนความสามารถในการค้นหาข้อมูลที่
เป็นหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ข. การแปลความหมายของข้อมูลที่เป็นกราฟิกและสัญลักษณ์ เป็นการวัด
และประเมินความสามารถในการแปลความหมายของแผนที่ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความสามรถในการอ่านเส้น
เวลา ความสามารถในการอ่านแผนภมู ิแบบตา่ ง ๆ
2) การคิดวิจารณญาณ มีทักษะที่เกี่ยวข้องที่ต้องวัดและประเมินในการเรียนการสอน
ประวัติศาสตร์ ดงั นค้ี วามสามารถในการกำหนดสมมติฐานเพ่ือใช้ในการทดสอบ ตวั อยา่ งเช่น
- ถ้าตอ้ งการศกึ ษาเก่ียวกับถนิ่ เดิมของไทย นักเรียนจะมวี ธิ กี ารศกึ ษาอย่างไรให้กำหนดสมมติฐาน
ที่ใช้ในการศึกษา 3 ประการ
กล่าวโดยสรุป การวัดและประเมินผลในวิชาประวัติศาสตร์ จะวัดพฤติกรรมครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน คือด้าน
ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาประวัติศาสตร์ ด้านเจตคติและค่านิยมโดยเฉพาะ ความสำนึกเกี่ยวกับความรัก
ความภาคภูมิใจ ในประวัติความเป็นมาของประเทศชาติ และประการสุดท้าย คือด้านทักษะที่เน้นการรวบรวม
แสวงหาความรู้ และกระบวนการทางคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ
5.2 เคร่อื งมือในการวดั และประเมินผลในวิชาประวัตศิ าสตร์
การกำหนดเครื่องมือประเมินจะต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมที่จะประเมินว่า พฤติกรรมที่ต้องการ
ประเมิน คืออะไร มีลักษณะอย่างไร หากใช้เครื่องมือในการประเมินไม่เหมาะสม ผลที่ได้รับจากการประเมิน
จะไม่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการประเมิน ดังนั้น การวัดและประเมินผลความก้าวหน้าทางการเรียน
การสอนวิชาประวัติศาสตร์ต้องพิจารณาจากจุดมุ่งหมาย ของการสอน ซึ่งจำแนกเป็น 3 พิสัย คือ พุทธิพิสัย เจต
พิสัย และทักษะพสิ ัยผสู้ อนจะต้องเลือกเครื่องมือการประเมินผลให้สอดคลอ้ งกับจุดมุ่งหมายดงั กลา่ ว
เครื่องมือการวัดและประเมินผลความก้าวหน้าผู้เรียนที่สำคัญ ซึ่งผู้สอนใช้กันมากเพื่อประเมินความรู้
และทักษะในการเรียนการสอน คือ แบบทดสอบ ส่วนเครื่องมือวัดและประเมินด้านเจตคติและค่านิยม หรือด้าน
ความรู้สึก และอารมณ์นั้น นิยมใช้ คือ วิธีการทีอ่ ยู่บนพ้ืนฐานของการสังเกตและวิธีการที่ให้นักเรียนรายงานตนเอง
ดังมรี ายละเอียดตอ่ ไปนี้
1. แบบทดสอบ
แบบทดสอบ หมายถึง เครื่องมือหรือกระบวนการที่เป็นระบบเพื่อใช้ในการวัดตัวแทน
ของพฤติกรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันมากในการประเมินผลการเรียนการสอน ด้านสติปัญญา
หรือการประเมินความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่ผู้เรียนได้เรียนไปแล้วว่า ผู้เรียน
มีความรู้ ความสามารถเพิม่ ขนึ้ มากน้อยเพียงใด รปู แบบของแบบทดสอบท่ีใช้ได้แก่ ข้อสอบแบบถูก-ผิดข้อสอบแบบ
จับคู่ ข้อสอบแบบเลือกตอบ ข้อสอบแบบเติมคำ ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ และข้อสอบแบบความเรียง
ดงั มรี ายละเอียดตอ่ ไปน้ี (โกศล มคี ุณ และ กัญจนา ลินทรตั นศิริกลุ 2537 : 88 - 100)
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 116
ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถิ่น จังหวดั เชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖
1) ข้อสอบแบบถูก - ผิด เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยข้อความหรือประโยคและให้ผู้สอบ
เลือกว่าถูกหรือผิด จริงหรือไม่จรงิ ใช่หรือไม่ใช่ ข้อสอบแบบถูก - ผิด เป็นข้อสอบที่ใช้ในการวัดขอ้ เท็จจริงนิยามคำ
จำกัดความ หลักการต่าง ๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการวัดข้อความหรือประโยคที่แสดงความสัมพันธ์
ในเชิงเหตุและผล เพื่อให้ผู้สอนพิจารณาถึงความสัมพันธ์ว่าเป็นจริงหรือไม่จริง ข้อสอบแบบถูก -ผิด มีข้อจำกัดคือ
เปน็ ข้อสอบ ผสู้ อบสามารถคาดเดาคำตอบได้ เนื่องจากมีเพียง 2 ตวั เลือก เพราะฉะนน้ั โอกาสในการตอบถูกโดยการ
เ ด า ใ น แ ต ่ ล ะ ข ้ อ ค ำ ถ า ม จ ะ เ ท ่ า ก ั บ ร ้ อ ย ล ะ 50 ว ิ ธ ี ก า ร ท ี ่ จ ะ ล ด ก า ร ต อ บ ถ ู ก โ ด ย ก า ร เ ด า ก ็ คื อ
ผู้ออกข้อสอบจะต้องให้ผู้สอบขีดเส้นใต้หรือเปลี่ยนข้อความในข้อคำถามที่ผู้สอบเห็นว่าไม่ถูกต้อง นั่นคือ ผู้สอบ
จะต้องเขียนข้อความถูกลงไปเหนือคำที่ขีดเส้นใต้หรือในช่องวางที่เว้นไว้ให้ วิธีการนี้จะทำให้ข้อคำถาม
มคี วามตรงและมีความเทยี่ งมากกว่าการให้ผู้สอบตอบว่าถกู หรือผิดเทา่ น้นั การท่ีให้ผู้สอบตอบว่าถกู หรือผดิ ผู้สอบจะ
ทราบแตเ่ พยี งว่าข้อคำถามทส่ี ร้างข้ึนมานน้ั ไม่ถูก แตผ่ สู้ อบจะไม่ทราบว่าข้อความท่ีถกู ควรเปน็ ย่างไรถึงแม้ว่าวิธีน้ีจะ
ลดโอกาสในการตอบถูกโดยการเดาลงกต็ าม แตข่ ้อสอบลกั ษณะนเี้ ปน็ ขอ้ สอบท่ีใชเ้ วลาในการตอบมาก
ตวั อย่างข้อสอบแบบถูก - ผดิ
คำช้แี จง จงอ่านขอ้ ความต่อไปนี้ ถา้ ข้อความใดถูกใหเ้ ขียนวงกลมลอ้ มรอบตวั "ถ" และ
ถา้ ขอ้ ความใดผดิ ใหเ้ ขยี นวงกลมลอ้ มรอบตัว "ผ"
ถ ผ ประเทศเขมร ลาว พม่า มีลักษณะท่ไี มเ่ หมอื นกบั ประเทศไทย คือ นสิ ยั ใจคอ
2) ข้อสอบแบบจับคู่ เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วย 2 คอลัมน์ คอลัมน์หนึ่งจะประกอบด้วยคำตัวเลข หรือ
สัญลักษณ์ เพื่อจับคู่กับอีกคอลัมน์หนึ่งซึ่งประกอบด้วย คำ ประโยคหรือวลีข้อความในคอลัมน์หนึ่งจะเป็นคำถาม
และข้อความในอีกคอลัมน์หนึ่งซึ่งจะเลือกมาตอบเรียกว่า ตัวเลือกวิธีการจับคู่จะต้องอธิบาย
ในคำชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะให้ผู้สอบจับคู่อย่างไร และตัวเลือกที่เลือกมาจับคู่กับคำถามนั้น เลือกได้ครั้งเดียว
หรือเลือกได้มากกว่า 1 ครั้ง ในการประเมินผลการเรียนการสอน โดยทั่วไปแล้ว ข้อสอบแบบจับคู่เป็นข้อสอบ
ท่ีวัดความสามารถในการระบคุ วามสมั พันธ์ของ 2 สง่ิ เชน่ วัน เวลากับเหตกุ ารณ์ ช่ือบุคคลกบั ผลงาน
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 117
ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในท้องถิ่น จังหวดั เชยี งราย ชัน้ ป.๑-๖
ตวั อย่างขอ้ สอบแบบจบั คู่
คำช้แี จง ให้เลือกตัวอกั ษรในคอลมั น์ ข. มาเขยี นไว้ในช่องว่าที่เว้นไวใ้ นคอลมั น์ ก. แตล่ ะ
ตวั เลือกในคอลมั น์ ข. สามารถเลือกไดเ้ พยี งครงั้ เดยี ว
คอลัมน์ ก. คอลมั น์ ข.
(ก) 1. ประดษิ ฐ์โทรศัพท์ ก. Alexander Graham Bell
(ข) 2. คน้ พบอเมรกิ า ข. Christopher Columbus
(ค) 3. นกั ดาราศาสตร์ชาวอเมริกากับคนแรกทโ่ี คจรรอบโลก ค. John Glenn
(ฉ) 4. ประธานาธบิ ดีคนแรกของสหรฐั อเมริกา ง. Abraham Lincoln
จ. Ferdinand Magellan
ฉ. George Washington
ช. Eli Whitney
3) ข้อสอบแบบเลือกตอบ เป็นข้อสอบทีม่ ีข้อคำถามที่ต้องการให้ผู้ตอบเลือกจากตวั เลือกหลายๆ
ตัว การเลือกจะต้องพิจารณาถึงข้อความในแต่ละข้อว่า ตัวเลือกใดเป็นตัวเลือกที่ถูกที่สุดหรือดีที่สุด ลักษณะของ
ข้อสอบแบบเลือกตอบประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นคำถามจะอยู่ในรูปข้อความที่ไม่สมบูรณ์หรือข้อความ
ที่เป็นคำถาม และส่วนที่เป็นตัวเลือกจะมีตัวเลือกหนึ่งเป็นตัวเลือกที่ถูกที่สุดหรือดีที่สุดและตัวเลือกอื่นๆ จะเป็น
ตวั เลอื กท่ไี มถ่ กู ต้องหรอื ทเี่ รยี กวา่ ตัวลวง
ในบรรดาข้อสอบแบบปรนยั ท้งั หมดน้ัน ขอ้ สอบเลอื กตอบเปน็ ข้อสอบที่มีความยดื หยุน่ มากที่สุดที่
จะประเมินพฤติกรรมทกุ ระดับ ต้งั แต่ความรตู้ ลอดจนการประยุกต์ใชแ้ ละการวิเคราะห์
ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะดีกว่าข้อสอบแบบถูก-ผิด ยิ่งกว่านัน้ โอกาสในการเดาก็จะมีน้อย แต่ข้อจำกัดของข้อสอบแบบ
เลอื กตอบ คอื สรา้ งตวั ลวงยาก โดยเฉพาะขอ้ สอบทีม่ ตี วั เลือก 4 หรอื 5 ตวั เลอื ก
4) ข้อสอบแบบเดิมคำ เป็นข้อสอบที่ให้ผู้สอบเขียนคำสำคัญ วลี หรือตัวเลขลงในช่องว่าง
ทเ่ี วน้ ไว้ใหใ้ นประโยค สำหรบั การเขียนข้อสอบแบบเติมคำโดยท่ัวไป มดี งั น้ี
ก. ประโยคทใี่ หเ้ ติมข้อความไมค่ วรเวน้ ให้เติมคำตอบหลายแห่ง
ข. ข้อความที่เว้นให้เติมควรอยู่ท้ายประโยค โดยที่ความหมายของประโยคไม่เปลี่ยน
เพราะจะทำให้ผู้สอบอา่ นและตอบคำถามไดง้ ่ายกวา่
ค. คำถามท่ถี าม พยายามเส่ยี งคำตอบทส่ี ามารถตอบไดห้ ลายๆ คำตอบ
ง. คำถามในแต่ละขอ้ ไมค่ วรมกี ารขี้แนะคำตอบ
จ. การเขยี นคำถามไมค่ วรคัดลอกข้อความจากในหนังสือมาถามโดยตรง
ฉ. ในการตอบเพื่อความสะดวกของผู้ตรวจให้คะแนน ควรให้ตอบในกระดาษคำตอบซึ่งแยกจาก
ตัวแบบทดสอบ วิธีการก็คือ ในกระดาษคำตอบให้มีการเว้นช่องว่างให้ตอบช่องว่างที่เว้นควรสอดคล้อง
กับคำถามในแบบสอบ
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ 118
ผา่ นแหล่งเรียนร้ปู ระวัตศิ าสตรใ์ นทอ้ งถน่ิ จงั หวัดเชียงราย ชัน้ ป.๑-๖
ตวั อย่าง
ศาสนทูตคนแรกของศาสนาอิสลาม คือ ……………………………………………………………………..
แหล่งกำเนดิ ของศาสนาคริสต์ คอื ……………………………………………………………………………..
5) ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆและข้อสอบแบบเติมคำ เป็นข้อสอบที่ผู้สอบจะต้อง
หาคำตอบเองโดยการเติมคำ วลี จำนวน และสัญลักษณ์ ข้อสอบทั้ง 2 แบบแตกต่างกันตรงวิธีการเขียนคำถาม
กล่าวคือข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ จะอยู่ในรูปคำถามโดยตรง ส่วนข้อสอบแบบเติมคำจะเป็นข้อความ
ที่ไม่สมบรู ณ์
ตวั อย่าง
ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ : นายกรฐั มนตรคี นแรกของไทยคือใคร ……………………………………………….
ข้อสอบแบบเตมิ คำ : นายกรัฐมนตรคี นแรกของไทย คอื ……………………………………………………….
ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ เป็นข้อสอบที่สร้างได้ง่าย และใช้วัดความรู้ในเนื้อหาวิชาที่เรียนไปแล้ว เป็น
ข้อมูลที่ผู้สอบจะต้องหาคำตอบมาตอบเอง เพราะฉะนั้น ข้อสอบลักษณะนี้จะทำให้ผู้สอบไม่สามารถ
เดาคำตอบได้ แต่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ ก็มีข้อจำกัดคือ เป็นข้อสอบที่ไม่เหมาะกับการวัดผลการเรียนรู้
ท่ซี บั ซ้อน และตรวจให้คะแนนได้ยาก
6) ข้อสอบแบบความเรยี ง เป็นข้อสอบท่ีให้ผู้ตอบเขียนคำตอบเองจากคำถามที่ถาม ข้อสอบแบบนี้จะ
ใช้ในการวัดผลการเรียนรู้ ซึ่งไม่สามารถวัดโดยใช้ข้อสอบแบบปรนัยได้ เช่น วัดความสามารถในการอธิบาย การ
วิเคราะห์ เปรียบเทียบในสิ่งที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ตลอดจนวั ดการสังเคราะห์และการประเมิน
เปน็ ตน้ ขอ้ สอบแบบความเรยี งแบง่ ออกเป็น 2 ลกั ษณะคือ ข้อสอบทจี่ ำกัดคำตอบ และข้อสอบทีไ่ มจ่ ำกดั คำตอบ
ข้อสอบที่จำกัดคำตอบ เป็นข้อสอบที่จำกัดทั้งเนื้อหาและรูปแบบการตอบ การจำกัดเนื้อหา
เป็นการกำหนดขอบเขตที่จะใหต้ อบ สว่ นการจัดการรปู แบบการตอบจะกำหนดไวใ้ นคำถามแตล่ ะข้อ
ตวั อย่าง
จงอธบิ ายโครงสรา้ งของสังคมในประเด็นตอ่ ไปนี้
ก. ความหมายโครงสร้างของสงั คม
ข. องค์ประกอบของโครงสรา้ งทางสังคม
ส่วนข้อสอบที่ไม่จำกัดคำตอบเป็นข้อสอบที่ให้ผู้สอบใช้ความสามารถในการเลือกข้อ ความรู้
และนำข้อความรเู้ หล่าน้ันมาจดั ระบบให้ดีที่สุด แลว้ นำมาเขียนเป็นคำตอบ
จากรูปแบบของข้อสอบดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่า มีหลายประเภทด้วยกันเพราะฉะนั้น
ในการเลือกข้อสอบมาใช้ในการประเมินผลการเรียนการสอน ควรคำนึงถึงข้อดีและข้อจำกัด นอกจากนั้น
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ 119
ผา่ นแหล่งเรียนร้ปู ระวัติศาสตร์ในทอ้ งถน่ิ จงั หวัดเชยี งราย ช้ัน ป.๑-๖
ในการกำหนดเครื่องมือประเมินผลการเรียนการสอน ผู้สอนจะต้องเลือกประเภทของเครื่องมือให้เหมาะสม
กบั พฤตกิ รรมทตี่ ้องประเมิน โดยพจิ ารณาจากจดุ ประสงค์ของรายวิชาและธรรมชาตขิ องเน้ือหาวชิ า
2. วธิ กี ารทอ่ี ยู่บนพื้นฐานของการสงั เกตและวิธีการท่ีใหน้ ักเรยี นรายงานตนเอง
การประเมินพฤติกรรมด้านความรู้สึกหรือด้านเจตพิสัย ที่ใช้กันโดยทั่วไปมีหลากหลายวิธี ที่สำคัญ
ได้แก่ วิธีการที่อยู่บนพื้นฐานของการสังเกตและวิธีการที่ให้นักเรียนรายงานตนเอง ดังรายละเอียดต่ อไปนี้
(โกศล มคี ณุ และ กญั จนา ลนิ ทรตั นศริ ิกุล 2537 : 129 - 130)
2.1 วิธีการที่อยู่บนพื้นฐานของการสังเกต สำหรับการสังเกตเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีที่มี
ความสำคัญมาก เพราะสามารถจะวัดได้เกือบทุกคุณลักษณะ ใช้ได้เกือบตลอดเวลาในเกือบทุกสถานการณ์
การสังเกตมีทั้งแบบผู้สังเกตมีส่วนร่วม แบบที่ผู้สังเกตไม่มีส่วนร่วม ในการสังเกตผู้สอนควรตระเตรียมอย่างน้อย 3
ประการดังน้ี
1) ควรกำหนดพฤติกรรมท่ีตอ้ งการสังเกตไวล้ ว่ งหนา้
2) เพ่ือมใี ห้เกดิ ความสบั สน ยุ่งยาก ควรสังเกตผู้เรียนครัง้ ละไม่เกิน 2-3 คน
ไม่ควรสงั เกตผู้เรียนแบบรวม ๆ ครั้งละหลาย ๆ คน
3) ควรมกี ารจดบันทกึ อยา่ งเป็นระบบ การบนั ทึกอาจทำขณะสังเกต หรือทันที
เมอื่ ส้นิ สดุ การสังเกต
เครื่องมือที่ใช้กับวิธีการประเมินโดยการสังเกต เพื่อให้ผู้สังเกตได้บันทึกสิ่งที่ได้พบเห็น
ไดส้ ัมผัสจากการสังเกต ซึง่ นิยมใช้กนั มี 4 แบบ ดังน้ี
1) แบบสำรวจรายการ (Checklists) มีลักษณะประกอบด้วยรายการพฤติกรรมต่างๆ
ทีต่ อ้ งการสงั เกต โดยต้องการสำรวจว่าพฤตกิ รรมหรอื ลกั ษณะตามรายการเหลา่ นั้นมี หรอื ไม่มเี กิดขน้ึ หรือไม่
2) การจัดอันดับคุณภาพหรือมาตรประมาณค่า ( Rating Scales) เป็นเครื่องมือ
ที่กำหนดเป็นกลมุ่ หรือรายการพฤติกรรมสำหรับการสงั เกต
3) ระเบียบสะสมหรือบันทึกเกร็ดพฤติการ (Cumulative records or Anecdotal
records) เป็นแบบทีผ่ ูส้ งั เกตใชส้ ำหรบั เขยี นบันทึกหรือรายงานส่ิงท่สี งั เกตได้ในครัง้ หนึ่งๆ
4) แบบบันทึกการสัมภาษณ์ (Interviews) การสัมภาษณ์มสี องลักษณะ ลักษณะที่หนึ่งเป็น
การสัมภาษณ์เพื่อทราบความจริง ความคิดเห็นจากผู้ให้สัมภาษณ์ ลักษณะการตั้งคำถามและแบบบันทึกการ
สัมภาษณ์จะคล้ายกับวิธีการสอบถาม ซึ่งใช้แบบสอบถาม) ลักษณะที่สองจะเป็นการสัมภาษณ์
เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง การแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกของผู้ให้สัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบที่สองน้ี
เป็นการสมั ภาษณ์เพอื่ สังเกต
2.2 วธิ ีการทใี่ ห้ผู้เรยี นรายงานตนเอง วธิ ีใหผ้ ตู้ อบหรือผู้เรยี นเขยี นรายงานตนเองอาจใช้เพ่ือการ
สำรวจความสนใจ เจตคตแิ ละคา่ นิยม ซ่ึงในการวัดหรอื สำรวจเหลา่ นจ้ี ะมีการสร้างแบบวัด แบบสอบถาม ข้ึนมาเพื่อ
เป็นเครื่องมือ หลักการสำคัญของวิธีให้ผู้เรียนเขียนรายงานตนเอง คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้เรียนได้แสดงความ
จรงิ ออกมา วิธกี ารคือ ขอ้ คำถามจะต้องมีความชัดเจนตรงประเดน็ ข้อคำถามเร้าให้ผเู้ รยี นตอบด้วยความเต็มใจ การ
รายงานตนเองจะมีความตรงมากที่สุด ถ้าผู้เรียนหรือผู้ตอบรู้สึกว่าสิ่งที่เขาตอบจะไม่มีผลเสียหรือต้องทำให้เขา
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ 120
ผา่ นแหลง่ เรยี นรปู้ ระวตั ิศาสตร์ในท้องถิ่น จังหวัดเชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖
เดือดร้อน เพื่อให้ผู้ตอบเขียนรายงานตนเองได้ตรงตามประเด็นที่ผู้วัดผู้ประเมินต้องการเพื่อสะท้อนคุณลักษณะ
อารมณ์ ความรู้สึกออกมาตามที่ผู้ประเมินต้องการ จำเป็นที่จะต้องมีประเด็นหรือแนวคำถามเป็นเสมือนสิ่งเร้าให้
ผู้ตอบไดต้ อบสนอง ดงั น้นั วิธีการวดั แบบน้จี งึ มีการสร้างเครอ่ื งมอื ขึ้นมาในลักษณะต่าง ๆ
เคร่อื งมอื ทใ่ี ช้กับวธิ ีให้ผู้เรียนรายงานตนเอง ไดแ้ ก่
1) แบบสอบถาม (Questionnaires) ประกอบด้วยรายการคำถามที่สร้างขึ้นเพื่อถามในเรื่องใดเรื่อง
หนึ่งกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยปกติแล้วแบบสอบถามใช้วัดในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงแต่โดยทั่วไปใช้แบบสอบถาม
กนั อยา่ งกว้างขวางในการวดั ความคดิ เห็น ความสนใจ ความรู้สึก เจตคติหรือคา่ นิยม
2) แบบสำรวจ (Inventories) แบบสำรวจมีลักษณะคล้ายแบบสอบถามที่มีรายการหรือข้อความให้
ผู้เรียนตอบ การตอบอาจเป็นลักษณะให้ประมาณค่า ให้ลงรายการ (คล้ายแบบสำรวจรายการ หรืออาจให้ตอบ
โดยวิธอี ่ืนก็ได้
3) แบบวัดเฉพาะอย่าง เช่น มาตรวดั เจตคติ (Attitude scales) เจตคตินนั้ อาจวดั ได้โดยแบบสอบถาม
ดังกล่าว ที่นักจิตวิทยาสังคมได้ให้ความสำคัญกับคุณลักษณะนี้มาก จึงได้มีการพัฒนาเครื่องมือสำหรับวัดเจตคติ
โดยเฉพาะ มาตรวัดเจตคติที่ได้มีการสร้างขึ้นมีหลายแบบ แต่แบบที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายได้แก่ แบบของลิเคิร์ท
และแบบของเทอร์สโตน
ในการวัดและประเมินผลด้านเจตพิสัยหรือด้านเจตคติและค่านิยมในวิชาประวัติศาสตร์นั้น ผู้สอน
สามารถใช้เครื่องมือการสังเกตและให้นักเรียนเขียนรายงานตนเอง ซึ่งเครื่องมือดังกล่าว จะช่วยประเมินความรู้สึก
และอารมณ์ของผูเ้ รียนในการเรียนวชิ าประวตั ิศาสตร์ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 121
ผา่ นแหลง่ เรยี นรปู้ ระวัตศิ าสตรใ์ นทอ้ งถ่นิ จงั หวัดเชยี งราย ช้นั ป.๑-๖
ส่วนที่ 5
ตวั อย่างหนว่ ยการจดั การเรียนรู้
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์ 122
ผ่านแหล่งเรยี นร้ปู ระวัตศิ าสตรใ์ นท้องถน่ิ จังหวดั เชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
หน่วยการเรยี นรปู้ ระวัติศาสตรผ์ า่ นแหล่งเรยี นรูท้ อ้ งถิ่นจงั หวดั เชยี งราย
หนว่ ยการเรียนรู้ เรือ่ ง เผ่าพงศ์วงค์วาร รหัสวิชา ส 11102
ช่ือรายวชิ า ประวัตศิ าสตร์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1 จำนวน 4 ชั่วโมง
1. มาตรฐานการเรียนรู้
ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้วิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตร์มาวเิ คราะห์เหตกุ ารณ์ตา่ งๆ อยา่ งเป็นระบบ
2. ตวั ชว้ี ดั
ป.1/3 บอกประวัตคิ วามเป็นมาของตนเองและครอบครวั โดยสอบถามผเู้ กี่ยวข้อง
3. สาระสำคญั
การได้รู้จักตนเอง ครอบครัว และการดำรงชีวิต ก่อให้เกิดความรักและความภาคภูมิใจในเครือญาติของ
ตนเอง
4. สาระการเรียนรู้
4.1 สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
1. วิธีการสบื ค้นประวตั ิความเป็นมาของตนเองและครอบครัวอยา่ งงา่ ย
2. การบอกเลา่ ประวัตคิ วามเป็นมาของตนเองและครอบครวั
4.2 สาระการเรียนรู้ท้องถิน่
1. ประวัตคิ วามเปน็ มาของตนเองและครอบครวั
2. เครอื ญาติของตนเอง
5. สมรรถนะสำคญั
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ 123
1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มงุ่ มั่นในการทำงาน
7. ช้นิ งาน/ภาระงาน
7.1 ชน้ิ งาน/ภาระงาน ย่อย
1. วาดภาพครอบครัวของฉัน
2. เล่าเร่อื งครอบครัวของฉัน
7.2 ช้ินงาน/ภาระงาน รวบยอดของหนว่ ย
แผนภาพเครือญาตขิ องฉัน
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวัตศิ าสตร์
ผ่านแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถน่ิ จังหวัดเชยี งราย ช้นั ป.๑-๖
8. การประเมินผล ชิ้นงาน/ภาระงานรวบยอด
แผนภาพความคิด เร่อื ง เครอื ญาติของฉนั
ประเดน็ ทป่ี ระเมนิ 3 ระดับคุณภาพ 1 นำ้ หนัก
3
1.ลำดับเครอื ญาตแิ ละเขยี น ลำดับเครอื ญาตแิ ละ 2 ลำดับเครือญาติและ 2
เขยี นชอ่ื เครือญาติไม่
ช่อื เครอื ญาติ เขียนชอ่ื เครือญาติได้ ลำดับเครือญาตแิ ละเขยี น ถูกต้องหรอื ไม่ครบ 15
ชื่อเครอื ญาติไม่ถูกตอ้ ง เป็นส่วนใหญ่
ครบทกุ คน หรือไม่ครบ 1-2 คน
การออกแบบ
2.การออกแบบ การออกแบบใหม่ การออกแบบใหม่ เลยี นแบบผ้อู ่นื
ทั้งหมด สีและ
ไม่เหมือนใคร มีการเลยี นแบบ ขนาดตวั อักษร
ยังไม่หมาะสม
สแี ละขนาด บ้างเล็กนอ้ ย
ตัวอักษรเหมาะสม สีและขนาด
สวยงาม ตัวอกั ษรเหมาะสม
สวยงาม
รวม
เกณฑ์การตดั สนิ /ระดบั คณุ ภาพ
คะแนน 11-15 หมายถึง ดี
คะแนน 6-10 หมายถึง พอใช้
คะแนน 1-5 หมายถงึ ปรบั ปรุง
เกณฑก์ ารผา่ น คือ พอใช้
9. กจิ กรรมการเรยี นรู้
ชัว่ โมงที่ 1 ครอบครัวของฉัน
ขนั้ ตอนท่ี 1 การตัง้ ประเดน็ คำถาม
1. นักเรยี นดภู าพ แล้วบอกว่าเป็นภาพเก่ียวกบั อะไร มีใครบ้างในภาพ มคี วามเกีย่ วข้องหรือมี
ความสัมพนั ธ์กันอยา่ งไร
2. ครูอธบิ ายว่าบคุ คลม่ีมคี วามสมั พันธ์กนั ทางสายเลอื ดและอยู่อาศยั รว่ มกนั ในบา้ นของนักเรยี น เรียกว่า
ครอบครวั ซงึ่ บางครอบครวั จะเป็นครอบครัวเดีย่ ว เช่น มีพ่อแม่พ่ีนอ้ ง บางครอบครวั จะเปน็ ครอบครัว
ขยายท่ีมปี ู่ ยา่ ตา ยาย พ่อ แม่ พน่ี อ้ ง อย่รู ่วมกนั
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประวัติศาสตร์ 124
ผ่านแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ิศาสตร์ในท้องถน่ิ จังหวัดเชียงราย ชน้ั ป.๑-๖
3. ครูกระตนุ้ ด้วยคำถามแลว้ ให้นักเรียนคดิ ตวั อยา่ งคำถาม
-ครอบครัวของฉัน ประกอบด้วยสมาชกิ กี่คน มใี ครบ้าง
-พอ่ แม่ ชือ่ อะไร ประกอบอาชพี อะไร
-มพี ่ีน้องกี่คน ชอ่ื อะไรบา้ ง
-ปู่ ย่า ชอ่ื อะไร
-ตา ยาย ช่ืออะไร
ข้นั ตอนท่ี 2 สำรวจและค้นหา
4. นกั เรยี นสืบค้นข้อมลู บุคคลในครอบครัวของตนเองลงในใบงานท่ี 1 ครอบครัวของฉัน
ข้ันตอนที่ 3 ตรวจสอบและตีความหลักฐาน
5. ครูใหน้ กั เรยี นพจิ ารณาว่าบุคคลในครอบครวั ทน่ี กั เรียนจัดทำในใบงานท่ี 1 เป็นบุคคลท่ีมีตวั ตนและ
เป็นคนในครอบครวั จรงิ และมีความสัมพนั ธ์กนั ทางสายเลือด จึงจะเป็นข้อมลู ท่มี ีความน่าเชอ่ื ถือ
6. นักเรยี นจับคูผ่ ลดั เปลี่ยนกันตรวจสอบข้อมูลจากใบงานท่ี 1
ขนั้ ตอนท่ี 4 สรปุ ข้อเทจ็ จริง
7. นกั เรยี นรว่ มกนั สรุป ครอบครัวของฉนั ตามประเดน็ ดังน้ี
-ครอบครัวของฉัน ประกอบด้วยสมาชกิ ก่ีคน
-พอ่ แม่ ชอ่ื อะไร ประกอบอาชีพอะไร
-มีพน่ี ้องกีค่ น ชื่ออะไรบา้ ง
-ปู่ ยา่ ช่ืออะไร
-ตา ยาย ช่อื อะไร
โดยอาจนำเสนอโครงสรา้ งของครอบครัว เช่น
8. นักเรียนจัดทำแผนภาพครอบครวั ของฉนั โดยจัดทำโครงสร้างครอบครัวของฉนั และวาดภาพหรอื หา
ภาพถา่ ยบคุ คลในครอบครัว หากไมเ่ สร็จมอบให้ทำเป็นการบ้าน
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ิธีการทางประวตั ิศาสตร์ 125
ผ่านแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ิศาสตร์ในทอ้ งถนิ่ จังหวดั เชยี งราย ชั้น ป.๑-๖
ชัว่ โมงท่ี 2 ครอบครัวของฉัน
ขนั้ ตอนที่ 5 การนำเสนอขอ้ มลู
9. นกั เรยี นนำเสนอแผนภาพครอบครัวของฉนั แลว้ ร่วมกันจดั ป้ายนเิ ทศแสดงผลงานของนักเรยี น
ชว่ั โมงที่ 3 เครือญาติของฉัน
ขัน้ ตอนที่ 1 การตงั้ ประเดน็ คำถาม
10. นักเรยี นเลม่ เกมทายภาพปริศนา “ลำดบั เครอื ญาติ” (กิจกรรมในภาคผนวก)
2. ครแู ละนักเรียนรว่ มสนทนาต้ังคำถามจากภาพปรศิ นา ลำดับเครือญาติ เช่น
-ปูค่ อื ใคร ย่าคือใคร ตาคือใคร ยายคือใคร
-มีความเกี่ยวข้องกันอยา่ งไร
3. นักเรยี นจับคแู่ ล้วร่วมสนทนาเก่ยี วกบั ครอบครวั ของตนเอง โดยตง้ั คำถามดงั นี้
- ครอบครวั ของนักเรียนมสี มาชกิ ก่ีคน
- สมาชกิ ในครอบครวั ของนักเรยี นประกอบด้วยใครบ้าง
- เราเป็นลกู ใคร
- พอ่ เป็นลูกของใคร
-แมเ่ ปน็ ลกู ของใคร
-ปกู่ ับยา่ เปน็ ลูกของใคร (คำตอบคอื ทวด)
-ตากับยายเป็นลกู ของใคร
4. ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายความหมายของคำว่า “เครอื ญาติ” พร้อมทั้งบอกความสำคญั จากภาพที่
นกั เรยี นทายภาพปริศนา โดยสรุปความสำคญั ของภาพนน้ั ๆ เชน่
- พอ่ ของพ่อ เรียกวา่ ปู่
- แม่ของพ่อ เรียกว่า ย่า
- พอ่ ของแม่ เรียกวา่ ตา
- แมข่ องแม่ เรยี กวา่ ยาย
- พส่ี าวของพอ่ และแม่ เรียกว่า ปา้
- พช่ี ายของพ่อและแม่ เรียกว่า ลุง
- นอ้ งสาวของพ่อ เรียกวา่ อา
- นอ้ งสาวของแม่ เรยี กว่า นา้
-ลกู ของพนี่ ้องของเรา เรยี กวา่ หลาน
ฯลฯ
4. ครูกระตุ้นให้นกั เรยี นคิดเพื่อหาข้อมลู เก่ียวกับเครือญาติ โดยใช้คำถามเช่น เครือญาติของนักเรียนมีใคร
บ้าง ถ้าหากนักเรียนต้องการทราบข้อมูลของครอบครัวตนเองเพิ่มเติม นักเรียนควรทำอย่างไร แล้วจึงร่วมกัน
กำหนดแบบฟอร์มการสำรวจข้อมลู ครอบครวั และเครอื ญาติ เชน่
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 126
ผ่านแหลง่ เรยี นรู้ประวตั ิศาสตรใ์ นทอ้ งถน่ิ จงั หวดั เชียงราย ชั้น ป.๑-๖
เครอื ญาตขิ องฉนั
ช่ือ ................................................................
สัมภาษณ/์ สอบถามใคร .................................................................................................................
คุณพ่อชื่อ
คณุ แม่ชื่อ
ฉันมพี น่ี ้องกี่คน ชือ่ อะไรบา้ ง
คณุ ปู่ฉันชื่อ
คุณยา่ ฉนั ชื่อ
คุณตาฉนั ชื่อ
คุณยายฉันชือ่
ญาตพิ ่นี ้องของพ่อมกี ี่คน ชอ่ื อะไรบา้ ง
ญาติพน่ี ้องขอแม่มกี ี่คน ช่อื อะไรบ้าง
(ตัวอยา่ ง การกำหนดแบบฟอรม์ การสำรวจข้อมูลครอบครัวและเครือญาติ สามารถเพิ่มเติมประเด็นคำถามได้ตาม
ความเหมาะสม)
ขน้ั ตอนท่ี 2 คน้ หาและรวบรวมหลกั ฐาน
5. นักเรียนสืบค้นประวัติของครอบครัวและเครือญาติ โดยใช้แบบสำรวจ เพื่อให้ได้ข้อมูล โดยการสืบค้น
นกั เรียนใช้วธิ ีการสัมภาษณห์ รอื สอบถามพ่อแม่ ปยู่ า่ ตายาย ซ่งึ อาจใช้เวลานอกการเรียนการสอน
ชัว่ โมงท่ี 4 เครือญาตขิ องฉัน
ขน้ั ตอนท่ี 3 ตรวจสอบและตคี วามหลักฐาน
6. ครูให้นักเรียนพิจารณาข้อมูลที่นักเรียนได้มา ว่ามีความถูกต้องน่าเชื่อถือหรือไม่ พร้อมกับเสนอแนะ
นักเรียนว่า ข้อมูลที่ได้มาถ้าสอบถามบุคคลจริงหรืออยู่ในเหตุการณ์จริง ย่อมมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งเรียกว่าเป็น
หลักฐานชั้นต้น แต่ข้อมูลใดที่ไม่ได้สอบถามบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ หรือเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมา ย่อมมีความ
น่าเชื่อถือน้อย เรียกว่าเป็นหลักฐานชั้นรอง แล้วให้นักเรียนตรวจสอบว่าข้อมูลที่ได้มาเป็นหลักฐานชั้นต้นหรือช้ัน
รอง มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพยี งใด
ขน้ั ตอนท่ี 4 การสรปุ ข้อเทจ็ จริง
7. นักเรียนรว่ มกนั สรุปเครือญาติของฉัน ประกอบด้วย เครือญาติฝ่ายพ่อ เครือญาตฝิ ่ายแม่ ดงั น้ี
8. นกั เรียนสรุปเครือญาติของตนเอง แล้วจดั เปน็ แผนภาพเครือญาติของฉัน
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธีการทางประวัตศิ าสตร์ 127
ผา่ นแหลง่ เรียนรปู้ ระวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถิ่น จังหวัดเชยี งราย ชนั้ ป.๑-๖
ขั้นตอนท่ี 5 การนำเสนอข้อมูล
นกั เรียนนำเสนอแผนภาพเครือญาติของฉัน โดยจัดป้ายนเิ ทศแสดผลงาน
10. การวดั และประเมินผล
รายการวัด วธิ ีการ เคร่อื งมอื เกณฑก์ ารผา่ น
1. แผนภาพครอบครวั ระดบั คุณภาพ 2 ผ่าน
ของฉนั และเครือญาติ ตรวจผลงาน แบบประเมนิ แผนภาพ เกณฑ์
ของฉัน -แผนภาพครอบครัวของฉนั ครอบครัวของฉัน และ
2. พฤติกรรมการทำงาน -แผนภาพเครือญาตขิ องฉัน เครือญาติของฉัน ระดับคุณภาพ 2 ผา่ น
เกณฑ์
3. สังเกตคุณลกั ษณะอัน สังเกตพฤตกิ รรมการ แบบสังเกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ 2 ผา่ น
พึงประสงค์ ทำงานรายบุคคล การทำงานรายบคุ คล เกณฑ์
สังเกตความใฝ่เรยี นรู้ และ แบบสังเกตคุณลักษณะ
มุ่งมั่นในการทำงาน อันพงึ ประสงค์
11. ส่ือ/แหล่งการเรียนรู้
1. ภาพครอบครวั
2. ใบงานท่ี 1 ครอบครวั ของฉนั
3. โครงสร้างครอบครวั
4. เกม “ทายภาพปรศิ นา”
5. ใบงานท่ี 2 เครือญาติของฉัน
6. แผนภาพ เครือญาติของฉัน
7. ใบความรู้ เรอ่ื ง ลำดับญาติไทย
8. ส่ือ DLTV เรอื่ ง ลำดับเครือญาติ แหล่งที่มา www.dltv.ac.th
89 บุคคลและเครือญาตใิ นครอบครัว เชน่ พ่อ แม่ ปู่ ยา่ ตา ยาย เป็นตน้
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์ 128
ผา่ นแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตร์ในท้องถิน่ จงั หวัดเชียงราย ช้นั ป.๑-๖
ภาคผนวก
ภาพครอบครัว
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใช้วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 129
ผา่ นแหลง่ เรียนรปู้ ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถนิ่ จังหวดั เชยี งราย ชน้ั ป.๑-๖
ใบงานท่ี 1 เรือ่ ง “คร
แนวทางการจัดการเรยี นรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประว
ผา่ นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตรใ์ นท้องถน่ิ จังหวัดเชยี งรา
รอบครวั ของฉนั ”
วัติศาสตร์ 130
าย ชั้น ป.๑-๖
คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนเขยี นชื่อบุคคลในครอบครวั มีใครบา้ ง มคี
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประว
ผา่ นแหล่งเรยี นร้ปู ระวตั ศิ าสตร์ในท้องถิน่ จงั หวัดเชียงรา
ความสมั พนั ธ์กันอยา่ งไร
วตั ิศาสตร์ 131
าย ชัน้ ป.๑-๖
โครงสรา้ งของครอบครัว
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์ 132
ผา่ นแหลง่ เรียนร้ปู ระวตั ิศาสตรใ์ นท้องถิ่น จังหวัดเชยี งราย ชั้น ป.๑-๖
กจิ กรรม : ทายภาพปริศนาลำดับเครอื ญาติ
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 เวลา 10 นาที
วตั ถปุ ระสงค์
เพื่อใหน้ ักเรยี นร้จู ักลำดับเครือญาติของไทย
สอ่ื -อุปกรณ์
ภาพลำดบั เครือญาติ เช่น ภาพปู่ ยา่ ตา ยาย พ่อ แม่ ลกู
วิธีการ
1. แบง่ นักเรยี นเป็นกลมุ่ ๆ (ตามความเหมาะสม)
2. ครูตดิ ภาพลำดับเครือญาติบนกระดาน
3. แตล่ ะกลุ่มส่งตวั แทนเลือก 1 ภาพ และใหน้ ักเรยี นบอกว่าภาพน้ันคือใคร
4. สมาชิกช่วยกันเฉลยว่าภาพน้นั เป็นภาพใคร กลมุ่ ใดตอบได้ถูกต้องให้ปรบมือชมเชย และถ้ามีนักเรียนท่ี
ตอบไมถ่ กู ครูและนักเรยี นรว่ มกนั เฉลย
5. ปฏบิ ตั ิกิจกรรมในข้อ 3-4 จนครบทกุ กล่มุ
แนวทางการจดั การเรยี นรู้โดยใช้วิธกี ารทางประวัติศาสตร์ 133
ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวตั ศิ าสตร์ในทอ้ งถ่นิ จงั หวัดเชยี งราย ชัน้ ป.๑-๖
ภาพกจิ กรรม “ทายภาพป
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วิธีการทางประว
ผา่ นแหล่งเรียนรูป้ ระวัติศาสตรใ์ นท้องถิ่น จังหวัดเชียงรา
ปริศนาลำดับเครอื ญาติ”
วัติศาสตร์ 134
าย ชน้ั ป.๑-๖
ใบงานท่ี
คำชี้แจง ให้นกั เรียนวาดภาพหรือนำภาพถ่ายสมาชกิ ในครอบครัวจดั ทำโครง
แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใชว้ ธิ ีการทางประว
ผา่ นแหลง่ เรยี นรู้ประวัติศาสตรใ์ นท้องถ่นิ จังหวัดเชยี งรา
2 เครอื ญาตขิ องฉัน
งสร้างเครอื ญาติ พร้อมบอกช่ือของงเครือญาติของตนเอง
วัติศาสตร์ 135
าย ชั้น ป.๑-๖
ชื่อ.......................................................................... นามสกุล...........
เครือญาต
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใช้วธิ ีการทางประว
ผ่านแหล่งเรยี นรู้ประวตั ิศาสตรใ์ นทอ้ งถิ่น จังหวดั เชียงรา
........................................... เลขท่ี................... ช้นั .......................
ตฝิ า่ ยพ่อ
วัตศิ าสตร์ 136
าย ช้นั ป.๑-๖
เครอื ญาต
แนวทางการจดั การเรียนรู้โดยใชว้ ิธกี ารทางประว
ผา่ นแหลง่ เรียนร้ปู ระวัติศาสตรใ์ นทอ้ งถิ่น จังหวัดเชยี งรา
ติ ฝ่ายแม่
วตั ศิ าสตร์ 137
าย ชั้น ป.๑-๖