เล่าให้รู้เมื่อฉันอยู่
ในต่างแดน วูลลองกอง
ï อาจารย์สิริกุล อำนาจเกียรติกุล ï
250 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
เล่าให้รู้เมื่อฉันอยู่
ในต่างแดน
วูลลองกอง
ï อาจารย์สิริกุล อำนาจเกียรติกุล
Wollongong College Australia (WCA) เป็นที่เรียน
ภาษาอังกฤษของนักเรียนต่างชาติที่เตรียมตัวเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
วูลลองกอง ซึ่ง WCA นี้ ตั้งอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย
ความรู้สึกแรกที่ได้ทราบว่าได้รับทุนไปเรียนภาษาอังกฤษที่
มหาวิทยาลัยวูลลองกอง ประเทศออสเตรเลียพร้อมกับอาจารย์อีกท่าน
หนึ่งในโรงเรียน (ขออภัย ด้วยจรรยาบรรณ ไม่อาจเปิดเผยชื่อ) เป็นเวลา
3 สัปดาห์ รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย และดีใจที่ไม่ต้องไปคนเดียว (เฮ้อ!โล่งอก)
พวกเราเป็นสองคนสุดท้ายที่ส่งเอกสารล่าช้าที่สุดในการขอวีซา ทำใบลา
ใบรับรอง และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในที่สุดทุกอย่างก็ผ่านพ้น ด้วย
ความช่วยเหลือของทุกฝ่าย ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ ครั้งหน้า ถ้ามี
คงต้องรบกวนอีกครั้ง พวกเรามีเรื่องตื่นเต้น และต้องลุ้นตลอด
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 251
พอใกล้วันเดินทางเข้ามาจริง ๆ ข้าพเจ้ารู้สึกกังวลยังไงก็ไม่รู้
ความรู้สึกหลายหลายอย่างประดังเข้ามา จนถึงกับมีฉากดราม่า
อันนี้แอบเขินนิดหน่อย เพราะมีอาจารย์ผู้ใหญ่ผ่านมาเห็น และแล้ว
วันที่รอคอย (หรือเปล่า) ก็มาถึงจนได้ ต้องเดินทางแล้วเหรอนี่
มีเพื่อน ๆ (ที่ถูก:ต้องเป็นน้อง ๆ) มาส่งที่สนามบินสุวรรณภูมิ คนแรก
มาที่บ้านพร้อมสายฝน แล้วก้อไปพบกับเพื่อนอีกสองคนที่ Airport Link
แล้วพวกเราก็เดินทางไปสนามบิน มีเพื่อนที่น่ารักอีกคนหนึ่งตามมาส่ง
ด้วยหลังจากทำภารกิจอื่นก่อน ข้าพเจ้าได้กำลังใจจากเพื่อนใน
การเดินทางไปเรียน จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้พบกับอาจารย์อีกท่านที่ร่วม
เดินทางไปด้วย และพวกเราก็ได้ลุ้นอีกครั้งหนึ่ง เพราะได้ยินเสียง
ประกาศเรียกครั้งสุดท้ายให้ขึ้นเครื่อง วิญญาณนักกรีฑาก็เข้าสิงพวกเรา
ทันที ในที่สุดพวกเราก็ได้สัมผัสกับที่นั่ง และปรากฏสัญญาณให้รัด
เข็มขัดทันที เครื่องขึ้นแล้ว ระยะเวลา 9 ชั่วโมงบนเครื่อง ข้าพเจ้าไม่สามารถ
ข่มตาให้หลับได้เลย คิดว่าดูภาพยนตร์น่าจะดีกว่า แถมมีอาหารอร่อย ๆ
มาเสิร์ฟ ข้าพเจ้ารับประทานอาหารอย่างเพลิดเพลินไปพร้อมกับการ
ชมภาพยนตร์ ดีจังเลย
เช้าของวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2554 พวกเราได้ก้าวเท้า
ลงบนพื้นแผ่นดินของประเทศออสเตรเลียแล้วพวกเราไปรับกระเป๋า
จากนั้นก็มีสารถีมารับพวกเราไปส่งตามบ้านพักของพวกเราแต่ละคน
ด้วยรถโคช และมีกระบะท้ายไว้ใส่สัมภาระด้วย ข้าพเจ้านั่งหน้ากับสารถี
ก้อนั่งคุยไปตลอดทาง ข้าพเจ้าตาเกือบปิดในบางช่วงของการ
252 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
สนทนา ต้องพยายามเบิ่งตาให้กว้างๆ เอาไว้ แล้วก็พยายามถามนู่น
ถามนี่จะได้ไม่หลับ เดี๋ยวหาว่าเราไม่มีมารยาทเอาได้ แวะส่งคนนู้นคนนี้
และในที่สุดก้อถึงตาข้าพเจ้า โฮสต์รอรับอยู่แล้ว พวกเราไม่มีใครพัก
อยู่บ้านเดียวกันเลย จะไหวมั้ยเนี่ยเรา ทักทายกับโฮสต์ เอาของฝาก
จากเมืองไทยให้โฮสต์ โฮสต์ของข้าพเจ้าชื่อ Catherine สวยมาก ๆ
เธอพาข้าพเจ้าไปห้องพัก แนะนำอะไรต่ออะไร นั่งพักผ่อน ดื่มน้ำชา
เธออาสาพาข้าพเจ้าชมเมือง ที่เมืองวูลลองกองนี้ เต็มไปด้วยต้นไม้
ป่าไม้ มีชายหาดสวย ข้าพเจ้าได้เห็นประภาคารซึ่งมีอยู่ 2 หลังใกล้ ๆ กัน
หลังที่เตี้ยกว่าเป็นของเก่า ไม่ได้ใช้ประโยชน์แล้ว อีกหลังเป็นของใหม่
ใช้อยู่ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าได้ชมทิวทัศน์ ชมเมือง จาก Mount Keira
จากนั้นก็ไปรับลูกชายของโฮสต์ แล้วก็กลับบ้าน ข้าพเจ้าขอตัวไปปฏิบัติ
ภารกิจส่วนตัว แล้วก็ของีบแป๊บนึงนะ แป๊บเดียวจริง ๆ เพราะได้เวลา
อาหารเย็นพอดี
วันจันทร์แล้วซินะ Catherine ขับรถไปส่งที่มหาวิทยาลัย
วันแรกของที่นี่มีการสอบ Placement Test เพื่อจัดการเรียนการสอน
ในวันรุ่งขึ้น ว่าใครจะได้เรียนที่ห้องไหน ระดับไหน ตอนแรกแอบเครียด
แต่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดเนอะพอสอบจริง ๆก็สนุกดีเหมือนกัน
ได้สอบหลาย ๆ อย่าง ทั้งgrammar , reading, vocabulary, listening,
speaking และ writing เหมือนกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง ตอน
กลางวันมีการเลี้ยงบาร์บีคิวพวกเราด้วยแล้วก็มีอาจารย์พาไปชมรอบ
มหาวิทยาลัย ให้พวกเราได้รู้จักห้องเรียน เพราะพรุ่งนี้ต้องเรียนแล้ว
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 253
วันอังคาร ไปตรวจสอบรายชื่อที่บอร์ด พบว่าข้าเจ้าได้เรียนใน
ระดับ ES5 ไปขอรับตารางเรียน แล้วรีบไปห้องเรียน เพราะมีเรียนตั้งแต่เช้า
ในห้องเรียน ES5นี้ ประกอบด้วยผู้เรียนจากไทย 5 คน จากญี่ปุ่น
5 คนจากเกาหลี 4 คน จากลิเบีย 3 คน จากสวิสเซอร์แลนด์ 2 คน และ
จากฝรั่งเศส 1 คน อาจารย์ผู้สอนของพวกเรามี 2 ท่าน คือ Ms. Jane
Taylor และ Ms. Penny Thompson นับตั้งแต่วันนี้ข้าพเจ้าและเพื่อนที่
ไปด้วยกัน ต้องเรียนเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ ผู้เรียนส่วนใหญ่จะเรียน
6 สัปดาห์
การเรียนของพวกเราเป็นการเรียนวิชาภาษาอังกฤษทั่วไป
เข้าแล็บเพื่อฝึกการฟัง และมีแล็บคอมพิวเตอร์ด้วย พวกเราถ่ายรูป
เพื่อทำบัตรนักศึกษา วันเดียวได้เลย รับUser name และ Password
เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ และ Internet ในการเรียน การเรียนภาษาอังกฤษ
ที่นี่จริงจัง มีการเรียนการสอน และฝึกฝนตลอดเวลา มีการบ้านทุกวัน
อาจารย์จะเริ่มการสอนจากการWarm up จากบทสนทนาที่ใช้ในชีวิต
ประจำวันอย่างง่าย ๆก่อน จากนั้นก็ปรับให้ยากขึ้นโดยมีทั้งการเรียน
พวก Idioms, Phrasal Verbs ,etc. พวกเราต้องฝึกการพูด การฟัง
การอ่าน การเขียน และมีการนำเสนอหน้าชั้นเรียนทั้งเดี่ยว และกลุ่ม
มีกิจกรรมหลาย ๆอย่างให้ฝึกซึ่งข้าพเจ้ารู้สึกว่าดี สนุก และจะนำกลับมา
ใช้กับนักเรียนของเราบ้าง แต่บางวันก็เหนื่อยนะ เพราะการบ้านเยอะ
ก็บ่นกับเพื่อนที่เรียนด้วยกันบ้าง บ่นให้ Catherine ฟังบ้าง แต่ในที่สุด
3 สัปดาห์ก็ผ่านไป เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ กลับบ้านแล้วเหรอเนี่ย ได้รับ
เกียรติบัตรมาคนละใบด้วย
254 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
ไม่ได้มีแต่เรียนอย่างเดียวนะ ช่วงวันหยุดข้าพเจ้ากับเพื่อนก็ได้
ไปเที่ยว ช่วงเวลาหรรษา พวกเรานั่งรถไฟไปเที่ยวซิดนีย์ ข้าพเจ้าไปที่นั่น
2 ครั้ง ไปทำอะไรกันบ้าง เดินชมเมือง ชอปปิ้งที่ Queen Victoria
Building, Paddy’s Market , The Rock , George street , China
Town ได้นั่งเรือชมความงามของอ่าวซิดนีย์, Sydney Opera House,
Sydney Harbour Bridge แวะกินของอร่อย ๆ ที่ ร้านดัง Pancake on
the Rocks อันนี้ข้าพเจ้าขอคอนเฟิร์ม อาหารเค้าอร่อยจริงสมคำร่ำลือ
แต่ต้องสั่งมาแบ่งกัน อาหารชิ้นใหญ่มาก และพวกเราอยากกินหลาย ๆ
อย่างนอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ ที่ Symbio Wildlife
Park โดย Catherine พาพวกเราไป ที่นี่เป็นสวนสัตว์ขนาดไม่ใหญ่นัก
แต่ก็มีอะไรน่าสนใจอยู่ดี พวกเราได้ให้อาหารจิงโจ้ พวกมันมากินอาหาร
ที่มือเราประทับใจมาก สนุก และมีความสุขมาก ได้ยลโฉมเจ้าโคอาล่า
ได้สัมผัสความนุ่มของขนมันด้วย และได้เห็นสัตว์อีกหลายชนิด พอชม
สวนสัตว์เสร็จ Catherine ก็พาพวกเราไปชมความงามของธรรมชาติ
กันต่อ แล้วก็ส่งเพื่อน ๆ ของเรา แล้วก็กลับบ้าน และอีกสถานที่หนึ่ง
ที่ต้องกล่าวถึงนั่นคือ Nan Tien Temple เป็นวัดจีน สวยงาม
บรรยากาศดีมาก ข้าพเจ้าชอบมาก ถ่ายรูปมาเยอะมากเลย (ที่นี่ก่อน
ข้าพเจ้าเดินทาง มีอาจารย์ท่านหนึ่งมากำชับว่าไปให้ได้นะ ขอบคุณนะคะ
สำหรับคำแนะนำที่ดี)
ประสบการณ์ในการไปเรียนภาษาอังกฤษที่วูลลองกอง ถือเป็น
ประสบการณ์ที่ดีของข้าพเจ้าครั้งหนึ่งต้องขอบคุณมหาวิทยาลัย โรงเรียน
ผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ให้โอกาสดีดีแก่ข้าพเจ้า อยากให้คนอื่นได้รับประสบการณ์
ที่ดีอย่างนี้บ้าง
ส่วนที่ 3
ส่วนที่ 3
258 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
ï อาจารย์นุช พุ่มเพชร
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 259
260 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
262 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
เว็บไซต์ที่ดี..ทำไม่ยาก
ï อาจารย์เสกสรรค์ หงษ์หิรัญพันธ์ ï
264 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
เว็บไซต์ที่ดี..ทำไม่ยาก
ï อาจารย์เสกสรรค์ หงษ์หิรัญพันธ์
ในสังคมโลกปัจจุบันที่การแข่งขันค่อนข้างสูง อินเทอร์เน็ต
เป็นระบบการสื่อสารที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็น
ระบบการสื่อสารที่มีการเชื่อมต่อเครือข่ายโยงใยไปทั่วโลก หน่วยงานต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานธุรกิจ หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานราชการ
ล้วนจำเป็นต้องพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของ
ตนเองให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
และทุกเวลา ที่กลุ่มเป้าหมายสะดวกจะเข้าชม ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์ต่าง ๆ
จึงถูกพัฒนาขึ้นอย่างมากมาย แต่จะสวยงามน่าสนใจ มีคุณภาพเพียงใด
ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของผู้ออกแบบและพัฒนา นอกจากนี้
การมีเว็บไซต์ที่ขาดการดูแลปรับเปลี่ยนข้อมูลให้มีความทันสมัย ก็จะทำให้
เว็บไซต์นั้นได้รับความสนใจน้อยลง จนในที่สุดก็อาจจะไม่มีใครให้
ความสนใจเว็บไซต์นั้นอีกเลย
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 265
และด้วยสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงกอปรกับเทคโนโลยี
ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ของผู้เรียนยุคใหม่จึงไม่ได้อยู่แต่ใน
ห้องเรียนสี่เหลี่ยมเท่านั้น อินเทอร์เน็ตก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาส
ให้ผู้เรียนสามารถเข้าไปค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ต่าง ๆ
เช่น Google Wikipedia YouTube เป็นต้น และอาจจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
ผู้สอนจำนวนมากก็เข้าไปค้นคว้าเพิ่มเติม รวมถึงนำสิ่งที่เป็นประโยชน์
จากเว็บไซต์ต่าง ๆ มาช่วยให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจ สามารถ
กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาได้รวดเร็วขึ้น สนุกสนานขึ้น
เกิดความรู้สึกที่ดีต่อวิชาและผู้สอน นอกจากนี้ผู้สอน บางคนยังเล็งเห็น
ประโยชน์อีกทางหนึ่งของเว็บไซต์ โดยพยายามพัฒนาเว็บไซต์ของ
ตนเองขึ้นมาเพื่อใช้เป็นช่องทางสำหรับให้ผู้เรียนเข้าไปอ่านใบความรู้
ดูสื่อการเรียนการสอน ทำแบบฝึกหัด ติดต่อสื่อสาร ให้ความช่วยเหลือ
ผู้เรียนที่มีปัญหา ซึ่งผู้เรียนผู้สอนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กันได้ไม่จำกัดว่า
ต้องเป็นเฉพาะ ที่โรงเรียนเท่านั้น จะเป็นสถานที่ใด เวลาใด ก็ได้ที่ผู้เรียน
และผู้สอนสามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ มากไปกว่านี้ผู้สอนบางคนยังได้
พยายามพัฒนาเว็บไซต์ให้มีศักยภาพมากขึ้นกลายเป็นระบบ e-Learning
ที่ผู้สอนสามารถกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ อาทิเช่น การกำหนดรายวิชา
ให้ผู้เรียนเฉพาะกลุ่มเข้าเรียนได้ กำหนดรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้
กำหนดเวลาในการเรียนหรือทำแบบทดสอบที่สามารถตรวจคำตอบ
ให้ทราบผล โดยอัตโนมัติ พร้อมเก็บคะแนนทดสอบนั้นไว้เป็นหลักฐาน
จัดเก็บผลงานหรือการบ้านที่ผู้เรียนส่ง มีเนื้อหาความรู้หรือแบบฝึกหัด
เพิ่มเติมสำหรับกลุ่มผู้เรียนที่มีผลการทดสอบผ่านและไม่ผ่านเกณฑ์
ทั้งหมดนี้ คงไม่ใช่ฝันที่ไกลเกินเอื้อม แต่สามารถเป็นจริงได้หากผู้สอน
รู้จักวิธีพัฒนาและประยุกต์ใช้เว็บไซต์
266 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
ในปัจจุบันการพัฒนาเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอีกต่อไป
เนื่องจากมีโปรแกรมสำเร็จรูปที่ช่วยสร้างเว็บอยู่มากมายให้เลือกใช้
ที่พบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่โปรแกรม Dreamweaver, CoffeeCup,
FrontPage, GoLive, และ HomeSite เป็นต้น
ผู้พัฒนาไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านภาษา HTML ซึ่งเป็น
ภาษาสำหรับการเขียนเว็บไซต์เลย เพราะโปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ เหล่านี้
จะทำการเขียนให้ตามรูปแบบที่ผู้พัฒนาได้ออกแบบไว้ในโปรแกรม
สำเร็จรูป เพียงแต่ผู้พัฒนาควรมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
องค์ประกอบของเว็บไซต์ที่ดี ได้แก่
1. ความเรียบง่ายสบายตา ดูแล้วไม่สับสนวุ่นวาย ไม่ซับซ้อน
ไม่ควรมีภาพกราฟิกที่เคลื่อนไหวมากเกินไป จนทำให้ผู้ชมเกิดความ
รำคาญ นอกจากนี้การเลือกรูปแบบ ขนาดและสีของตัวอักษรควรให้
เหมาะสมกับขนาดของหน้าจอที่แสดงผล การเลือกสีพื้นหรือภาพพื้น
ของหน้าเว็บไม่ควรเลือกสีที่ใกล้เคียงกับตัวอักษรหรือมีภาพพื้นที่มี
ลวดลาย เพราะจะทำให้ผู้ชมอ่านข้อความได้ค่อนข้างลำบาก
2. ความสม่ำเสมอของการจัดการและออกแบบหน้าเว็บแต่ละ
หน้าอย่าให้มีความแตกต่างกันมาก ทั้งด้านกราฟิกที่ใช้ เมนูต่าง ๆ โทนสี
การจัดแบ่งส่วนประกอบของหน้าเว็บ เพราะจะทำให้ผู้ชมเกิดความ
สับสนและไม่แน่ใจว่ายังอยู่ในเว็บเดิมหรือไม่
3. ความมีเอกลักษณ์ของหน่วยงาน การออกแบบหน้าเว็บ
จึงควรมีลักษณะที่เฉพาะ ผู้ชมจะได้ไม่เกิดความเข้าใจผิดคิดว่า
เป็นเว็บอื่น
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 267
4. ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในส่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญเป็น
อย่างมาก เพราะเกือบ 100 % ของผู้เข้าชมคือการค้นหาข้อมูลที่ต้องการ
โดยผู้พัฒนาจะต้องเตรียมข้อมูลที่จะนำเสนอบนหน้าเว็บให้มีความ
ถูกต้องและสมบูรณ์ มีความทันสมัยเป็นปัจจุบัน
5. การมีเมนูข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้งานง่าย ผู้ชมสามารถเลือกข้อมูล
ส่วนที่ต้องการได้อย่างสะดวกรวดเร็วอาจใช้กราฟิกช่วยให้ผู้ชมเห็นได้
ชัดเจนขึ้น หลีกเลี่ยงการมีจุดเชื่อมโยงที่ใช้งานไม่ได้
6. การใช้งานที่ไม่มีข้อจำกัด ผู้ชมไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติม
โปรแกรมเสริม รองรับทุกระบบปฏิบัติ ไม่ยึดติดกับความละเอียดและ
ขนาดของจอภาพ เปิดชมเว็บไซต์ได้ไม่มีปัญหาล้นจอ หรือเล็กจนอ่าน
ข้อมูลบนหน้าเว็บลำบาก
7. คุณภาพในการออกแบบ ควรมีการจัดแบ่งข้อมูลและ
การเลือกใช้กราฟิกที่เหมาะสม ไม่ทำให้หน้าเว็บมีข้อมูลมากเกินไป
เพราะจะส่งผลให้ใช้เวลาในการแสดงผลช้า ผู้ชมจะรู้สึกเบื่อ หลังจากที่
ได้รู้ถึงองค์ประกอบที่ดีของเว็บไซต์แล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการออกแบบ
และเลือกใช้สิ่งต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในเว็บ ดังนี้
1. สร้างลำดับชั้นความสำคัญของข้อมูลและองค์ประกอบ
ควรจัดวางสิ่งที่สำคัญไว้ด้านบนหรือด้านซ้ายของหน้าจอเสมอ ผู้ชม
จะพบเห็นได้ง่าย นอกจากนี้การเลือกใช้สีก็จะมีส่วนช่วยให้ผู้ชมเห็น
ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
ยังมีผู้คนอีกจำนวนมาก
ที่ยังคิดว่าการที่จะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง
เป็นที่เรื่องยาก เพราะไม่มีความรู้ในภาษาหรือ
โปรแกรมที่จะใช้ กลัวว่าจะใช้โปรแกรมไม่เป็น
แล้วทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เสีย กลัวว่าจะทำ
ออกมาแล้วไม่สวย เลยไม่กล้าที่จะทำ
เมื่อไม่มีก้าวแรกก็ทำให้
ก้าวต่อไปไม่เกิดขึ้น
สอนสนุกสร้างสุข เล่มที่ 2 269
2. การสร้างรูปแบบและสไตล์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมมีความ
เข้าใจได้ดีขึ้น เช่น เว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษา ก็อาจออกแบบ
ให้มีรูปสถาบันการศึกษา หรือรูปนักเรียนที่แต่งชุดนักเรียนประกอบ
อยู่บนหน้าเว็บไซต์หลัก นอกจากนี้การจัดโครงสร้างของหน้าเว็บ
การเลือกใช้ภาพกราฟิก รูปแบบ ขนาดและสีของตัวอักษรควรให้มี
ความสัมพันธ์กัน ไม่เปลี่ยนรูปแบบจนผู้ชมเกิดความสับสน
3. จัดแต่งหน้าเว็บให้เป็นระเบียบ ดูง่าย สบายตา มีการ
จัดแยกแต่ละส่วนอย่างชัดเจน ผู้ชมสังเกตได้ง่าย ไม่จัดเรียงข้อมูล
หนาแน่นเกินไป อาจมีการใช้ตารางช่วยในการแสดงข้อมูลเพราะจะ
ทำให้เห็นข้อมูลเป็นส่วน ๆ ไม่สับสน นอกจากนี้ความยาวของหน้าเว็บ
ก็ควรมีขนาดที่เหมาะสม ไม่สั้นเกินไปจนทำให้ผู้ชมต้องเปิดดูหลาย
หน้ากว่าจะได้ข้อมูลครบตามต้องการหรือยาวเกินไปทำให้ผู้ชมต้อง
เลื่อนดูข้อมูลจนเมื่อยมือ
4. ใช้กราฟิกอย่างพอดีและเหมาะสม ไม่ควรใช้กราฟิกที่
มีขนาดใหญ่จำนวนมาก เพราะจะทำให้ การแสดงผลทำได้ช้า หรือ
กราฟิกที่มีขนาดเล็กแต่นำมาแสดงผลให้มีขนาดใหญ่บนหน้าเว็บ
จะส่งผลให้ภาพนั้นแตก ไม่ชัดเจน ขาดความน่าสนใจ ควรใช้เฉพาะ
ส่วนสำคัญหรือส่วนที่ต้องการจะเน้น อาจมีการใช้กราฟิกที่เป็นไอคอน
มาช่วยเสริมได้ สำหรับภาพเคลื่อนไหวก็เช่นเดียวกัน ควรใช้เฉพาะส่วนที่
ต้องการเน้น ผู้ชมจะได้ไม่สับสน ยังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังคิดว่าการที่
จะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองเป็นที่เรื่องยาก เพราะไม่มีความรู้ในภาษา
270 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
หรือโปรแกรมที่จะใช้ กลัวว่าจะใช้โปรแกรมไม่เป็นแล้วทำให้เครื่อง
คอมพิวเตอร์เสีย กลัวว่าจะทำออกมาแล้วไม่สวย เลยไม่กล้าที่จะทำ เมื่อ
ไม่มีก้าวแรกก็ทำให้ก้าวต่อไปไม่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเรียนรู้ได้ เมื่อเรา
พิจารณาที่เว็บไซต์ต่าง ๆ จะพบว่าโดยพื้นฐานแล้ว บนหน้าเว็บไซต์ก็จะ
ประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ตารางหรือกรอบข้อความ
ซึ่งการ ที่จะให้มีสิ่งเหล่านี้บนหน้าเว็บไซต์ก็ทำได้ง่ายเหมือนการใช้
โปรแกรม Microsoft Word ซึ่งผู้สอนส่วนใหญ่ก็สามารถใช้กันได้อยู่แล้ว
แต่จะสวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเป็นศิลปินของ
แต่ละบุคคล หากไม่สวยเราก็ปรับได้ จริงไหมครับ ... โลกของเรายัง
คงหมุนไปตลอดเวลา แล้วเราจะไม่พัฒนาตนเอง ให้ทันกับยุคสมัย
ของโลกกันหรอกหรือ...
การสอน “อิเหนา”
ในศตวรรษที่ 21 (ฉบับครูสาธิต)
ï อาจารย์พรพรรณ เสริมพงษ์พันธ์ ï
272 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
การสอน “อิเหนา”
ในศตวรรษที่ 21
(ฉบับครูสาธิต)
ï อาจารย์พรพรรณ เสริมพงษ์พันธ์
ทุกครั้งที่จะเข้าสอนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้เขียน
มักหวนระลึกถึงวัยเยาว์ของตนเองสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เสมอ
“อิเหนา” วรรณคดีเอกเรื่องแรกที่ตราตรึงใจจนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ตอนปลายอย่างผู้เขียนไม่อาจจบทุกอย่างไว้แต่เพียงในห้องเรียนได้
เรื่องราวความรัก การผจญภัย ความเก่งกล้าสามารถ ของเจ้าชายหนุ่ม
รูปงามแต่เอาแต่ใจ นำพาผู้เขียนไปสู่ห้องสมุดและอ่านเรื่องราวของ
เจ้าชาย “อิเหนา”จากวรรณคดีตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เมื่อผู้เขียนมาเป็น
ครูภาษาไทย ความสนุกสนาน เรื่องราวที่เร้าใจ ยังคงทำให้ผู้เขียนมี
ความสุขที่จะได้สอนบทเรียนเรื่องนี้เสมอ
“ครู” นอกจากจะสอนวิชาความรู้ทางวิชาการแล้ว ครูยังมีหน้าที่
อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้เป็นคนดี มีทักษะชีวิต สามารถดำรงชีวิตอยู่
บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข ซึ่งวรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” สามารถตอบ
โจทย์ทุกข้อของคนเป็นครูอย่างผู้เขียนได้เป็นอย่างดี คำถามของ
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 273
ลูกศิษย์มักทำให้ผู้เขียนอมยิ้มเสมอ “อาจารย์คะ อิเหนาเผาเมืองเพื่อ
แย่งบุษบา แล้วคนอื่นในเมืองล่ะคะ” “ทำไมจินตะหราถึงไม่ให้อิเหนา
มาสู่ขอล่ะคะ” “อิเหนา” ไม่เพียงแต่จะมีประโยชน์ในด้านการสอนวรรณ
ศิลป์ ความงามทางภาษา และทักษะชีวิตเท่านั้น แต่การสอนประวัติ
ความเป็นมาของวรรณคดีก็ยังสามารถทำให้ลูกศิษย์ของเราเข้าใจตนเอง
และหันไปมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้าใจและเปิดใจกว้างมากยิ่ง
ขึ้นอีกด้วย
วรรณคดีเรื่อง “อิเหนา” เป็นวรรณคดีเอกที่เก่าแก่และสำคัญ
เรื่องหนึ่งของไทย ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น “ยอดแห่ง
กลอนบทละคร” เราสามารถเห็นการถ่ายเทของวัฒนธรรมในประเทศ
อาเซียนผ่านวรรณคดีเรื่องนี้ได้ เพราะอิเหนาเป็นทั้งวรรณคดีไทยที่
รับอิทธิพลจากวรรณคดีของประเทศอื่นในอาเซียน และเป็นทั้ง
วรรณคดีไทยที่ส่งอิทธิพลต่อวรรณคดีของประเทศอื่นในอาเซียน (ชลดา
เรืองรักษ์ลิขิต, ศ., 2557) ที่กล่าวว่าอิเหนาเป็นวรรณคดีไทยที่รับ
อิทธิพลจากวรรณคดีของประเทศอื่นในอาเซียน เนื่องจากอิเหนาเป็น
วรรณคดีไทยที่มีเชื้อสายและกลิ่นอายของชวาหรือประเทศอินโดนีเซีย
มีเค้าเรื่องมาจากพงศาวดารชวา กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของมหาราช
พระองค์หนึ่ง วรรณคดีเรื่องอิเหนาเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัย
กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ผ่านข้าหลวงชาวมลายูซึ่งได้มาจากเมือง
ปัตตานี ข้าหลวงผู้นี้ได้เล่าเรื่องราวที่เป็นต้นเค้าของวรรณคดีเรื่อง
อิเหนาถวายเจ้าฟ้ากุณฑลและเจ้าฟ้ามงกุฎพระราชธิดาของ
274 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หลังจากนั้นเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์จึงได้ทรง
พระนิพนธ์กลอนบทละครจากเค้าเรื่องนิทานองค์ละหนึ่งเรื่อง โดยบท
ละครของเจ้าฟ้ากุณฑลชื่อ “ดาหลัง” และบทละครของเจ้าฟ้ามงกุฎชื่อ
“อิเหนา” พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศโปรดฯ ให้เล่นบทละครทั้งสองเรื่องเป็น
ละครใน แต่คนนิยมเรื่อง “อิเหนา” มากกว่า เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2
ต้นฉบับบทละครเรื่องดาหลังและอิเหนาได้สูญหายไป ต่อมาเมื่อกอบกู้
เอกราชจนกระทั่งถึงยุครัตนโกสินทร์แล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงฟื้นฟูวรรณคดีสมัยอยุธยา ทรงพระราชนิพนธ์
บทละครในเรื่องดาหลังและอิเหนาขึ้นตามเรื่องเดิมในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาเมื่อบ้านเมืองสงบสุขดีแล้วในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธ
เลิศหล้านภาลัยจึงได้ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาขึ้นใหม่ทั้งหมด
โดยในบางตอนได้โปรดเกล้าฯให้ประชุมกวีและให้ที่ประชุมกวีช่วยกัน
ปรับปรุงแก้ไขโดยพระองค์เป็นผู้วินิจฉัย ในบางตอนก็ให้ผู้เชี่ยวชาญ
ท่ารำทดลองรำตามบทด้วย ทำให้กลอนบทละครเรื่องอิเหนาฉบับ
รัชกาลที่ ๒ เป็นบทละครในที่มีคุณค่าทางวรรณศิลป์ และเหมาะกับ
การแสดงละครรำเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ดีแม้ว่าอิเหนาในประเทศไทย
จะได้เค้าเรื่องมาจากชวาหรือประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน แต่อิเหนา
ของไทยก็ไม่ตรงกับสำนวนใดสำนวนหนึ่งของประเทศอินโดนีเซีย มีเพียง
ส่วนร่วมโดยรวมที่เหมือนกันเท่านั้น สำนวนชวามลายูที่ใกล้เคียงที่สุด
ก็คือสำนวน “ปันหยีสะมิหรัง” ซึ่งก็ยังไม่เหมือนกันทีเดียวกับฉบับไทย
ด้วยความเป็นมาดังกล่าวอิเหนาจึงกลายเป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งของ
ไทยในที่สุด ความสำคัญดังกล่าวไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะแต่ใน
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 275
ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังวรรณคดีของประเทศเพื่อนบ้าน
อันได้แก่ “อินเนา” ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว “อิณาว”
ของประเทศกัมพูชา และ “อินอง” ของประเทศเมียนมา
“อินเนา” ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวคล้าย
กับอิเหนาของไทยมาก แม้แต่ชื่อของตัวละครส่วนใหญ่ก็คล้ายคลึง
แตกต่างกันเพียงการสะกดคำ เช่น “อิเหนา” เป็น “อินเนา”, “บุษบา”
เป็น “บุสบา”, “จรกา” เป็น “จลกา” เป็นต้น มีตัวละครบางตัวเท่านั้นที่
เรียกเพี้ยนไปคือ “กะหมังกุหนิง” เป็น “กะหนังหนิง”
“อิณาว” ของประเทศกัมพูชามีความใกล้เคียงกับอิเหนาฉบับ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยมีเนื้อเรื่องตรงกัน
ตลอดทั้งเรื่อง และมีเนื้อความตรงกันแทบทุกบท จนอาจกล่าวได้ว่า
“อิณาว” ของกัมพูชาพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี
(พระองค์ด้วง) น่าจะแปลอิเหนาของไทยไปเป็นภาษาเขมร (ศานติ
ภักดีคำ, 2555)
ส่วน “อินอง” ของประเทศเมียนมาซึ่งใช้แสดงละครรำและ
มีคำร้องเป็นคำไทย นักวิชาการพม่าได้ยอมรับว่าได้รับไปจากกรุงศรี
อยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2
การเข้าสู่ประชาคมโลกในยุคศตวรรษที่ 21 ยุคที่โลกทั้งโลก
ถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวนี้ ความเข้าใจในวัฒนธรรมของชาติตน
และชาติอื่นเป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนไทยควรจะตระหนักรู้ เพื่อการก้าว
ไปในโลกอย่างภาคภูมิและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
276 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
แหล่งอ้างอิง
ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต, ศ. (2557). วรรณคดีไทยวรรณคดีอาเซียน.
เอกสารประกอบการอบรม
“ครูภาษาไทยสู่ อาเซียน” ณ โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จัดโดยราชบัณฑิตยสถาน
ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา.
ศานติ ภักดีคำ. (2552). รายงานการวิจัยเรื่อการศึกษาเปรียบเทียบบทละครเรื่อง
อิเหนาไทย– เขมร. กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร
วิโรฒ ประสานมิตร.
การปฏิรูปการเรียน การสอน
ภาษาอังกฤษ
ï ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ จงธนากร ï
278 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
การปฏิรูปการเรียน การสอน
ภาษาอังกฤษ
ï ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดวงใจ จงธนากร
กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบายการ
ปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2557
เพื่อเร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และยกระดับ
คุณภาพการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การสร้างเสริมสมรรถนะและทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ให้ผู้เรียนสามารถ
ใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหา
องค์ความรู้เพื่อการพัฒนาตน อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถ
ในการแข่งขันของประเทศ และการเตรียมความพร้อมรองรับการ
เข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.2558 จากนั้นวันที่ 22 เมษายน 2557
สำนักงานคณะกรรมการสถานศึกษาได้ประกาศแนวปฏิบัติตามนโยบาย
การปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ดังนี้
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 279
1. การใช้กรอบอ้างอิงความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็น
สากล ได้แก่ กรอบอ้างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป (The Common
European Framework of Reference for Languages : CEFR) เป็นกรอบ
ความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย
ทั้งในการออกแบบหลักสูตรการพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ
การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้
กรอบอ้างอิงทางภาษาของสหภาพยุโรป (The Common
European Framework of Reference for Languages : CEFR)
คือ มาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษาที่สหภาพยุโรป
จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้
การสอน และการประเมินภาษาที่สอง หรือภาษาต่างประเทศ ในปี
ค.ศ. 2002 โดย CEFR นี้ได้จำแนกผู้เรียนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ
กลุ่ม A ผู้ใช้ภาษาขั้นพื้นฐาน (Basic User)กลุ่ม B ผู้ใช้ภาษาขั้นอิสระ
(Independent User) กลุ่ม C ผู้ใช้ภาษาขั้นคล่องแคล่ว (Proficient
User) ซึ่งทั้ง3 กลุ่มหลักนี้แบ่งเป็น 6ระดับความสามารถ คือ ระดับ
A1 Breakthrough/Beginner) ระดับ A2 (Waystage/Elementary)
ระดับ B1 (Threshold / Intermediate)ระดับ B2 ( Vantage/Upper
Intermediate) ระดับ C1( Effective Operational Proficiency /
Advanced) และระดับ C2 ( Mastery / Proficiency) ดังรายละเอียด
ในตารางแสดงความสามารถในการใช้ภาษาแต่ละระดับ ดังนี้
280 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
ระดับ คำอธิบาย
A1 ผู้เรียนสามารถใช้และเข้าใจประโยคง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน สามารถ
แนะนำตัวเองและผู้อื่น ทั้งยังสามารถตั้งคำถามเกี่ยวกับบุคคลอื่นได้
เช่น เขาอยู่ที่ไหน รู้จักใครบ้าง มีอะไรบ้าง และตอบคำถามเหล่านี้ได้
ทั้งยังสามารถเข้าใจบทสนทนาเมื่อคู่สนทนาพูดช้าและชัดเจน
A2 ผู้เรียนสามารถใช้และเข้าใจประโยคในชีวิตประจำวันในระดับกลาง
เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว การจับจ่ายใช้สอย สถานที่ ภูมิศาสตร์
การทำงาน และสามารถสื่อสารในประโยคการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ทั่วไป และการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถบรรยายความฝัน ความ
คาดหวัง ประวัติ สิ่งแวดล้อม และสิ่งอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้
B1 ผู้เรียนสามารถพูด เขียน และจับใจความสำคัญของข้อความทั่ว ๆ
ไปได้ เมื่อเป็นหัวข้อที่คุ้นเคย หรือสนใจ เช่น การทำงาน โรงเรียน
เวลาว่าง ฯลฯ สามารถจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่าง
การเดินทางในประเทศที่ใช้ภาษาได้ สามารถบรรยายประสบการณ์
เหตุการณ์ ความฝัน ความหวัง พร้อมให้เหตุผลสั้น ๆ ได้
B2 ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาในระดับดี สามารถใช้ภาษาพูด
และเขียนได้แทบทุกเรื่องอย่างถูกต้องและคล่องแคล่วขึ้น รวมทั้ง
สามารถจะอ่านและทำความเข้าใจบทความที่มีเนื้อหายากขึ้นได้
C1 ผู้เรียนสามารถเข้าใจข้อความยาว ๆ ที่ซับซ้อนในหัวข้อหลากหลาย
และเข้าใจความหมายแฝงได้ สามารถแสดงความคิดความรู้สึก
ของตนได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องหยุดคิดหาคำศัพท์ สามารถ
ใช้ภาษาทั้งในด้านสังคมการทำงาน หรือด้านการศึกษาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถพูดและเขียนข้อความที่ซับซ้อนได้อย่าง
ชัดเจนและถูกต้องตามโครงสร้างไวยากรณ์ พร้อมทั้งสามารถใช้
คำเชื่อมประโยคได้อย่างถูกต้อง
C2 ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างดีเยี่ยมใกล้เคียง
เจ้าของภาษา สามารถใช้ภาษามาตรฐานได้อย่างสละสลวย
ถูกต้องตามจุดประสงค์ที่จะสื่อสารได้ดี สามารถอ่านบทความที่เป็น
ภาษาต้นฉบับ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวรรณกรรม) ได้อย่างเข้าใจ
สามารถเลือกใช้ภาษาสำหรับพูดและเขียนได้อย่างเหมาะสม
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 281
• นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ควรมีระดับ
ความสามารถทางภาษา CEFR-A1
• นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ควรมีระดับ
ความสามารถทางภาษา CEFR-A2
• นักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/ปวช.ควรมีระดับ
ความสามารถทางภาษาCEFR-B1
• นักเรียนที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ควรมีระดับความ
สามารถทางภาษา CEFR-B2
2. การปรับจุดเน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เป็นไป
ตามธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษา โดยเน้นการสื่อสาร ( Communicative
Language Teaching : CLT) โดยปรับการเรียนการสอนจากการเน้น
ไวยากรณ์มาเป็นการสื่อสารที่เริ่มจากการฟัง ตามด้วยการพูด การอ่าน
และการเขียนตามลำดับ
3. การส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐาน
ตามกรอบมาตรฐานหลักด้วยหลักสูตร แบบเรียน สื่อการเรียนการสอน
ซึ่งสถานศึกษาสามารถใช้รูปแบบวิธีการที่แตกต่างกันได้ ตามความพร้อม
ของแต่ละสถานศึกษา ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน
4. การส่งเสริมการยกระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
ได้แก่ การขยายโครงการพิเศษด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เช่น
282 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
โครงการพิเศษด้านการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ International
Program (IP), English Program (EP), Mini English Program ( MEP),
English Bilingual Education (EBE), English for Integrated Studies
(EIS) หรือ ห้องเรียน/รายวิชาพิเศษภาษาอังกฤษ Enrichment Class,
Conversation Class, Conversation Course
5. การยกระดับความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของ
ครูให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ที่เน้นการสื่อสาร (CLT) และเป็นไป
ตามกรอบความคิดหลัก CEFR โดยประเมินความรู้พื้นฐานภาษอังกฤษ
สำหรับครู เพื่อให้มีการฝึกอบรม ตลอดจนพัฒนาระบบติดตามแก้
ปัญหาและช่วยเหลือครู มีระบบการฝึกฝนและการสอบวัดระดับความ
สามารถออนไลน์เพื่อการพัฒนาต่อเนื่อง
6. การส่งเสริมให้มีการใช้สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
(Information Communication Technology : ICT) เพื่อเป็นเครื่องมือ
สำคัญในการช่วยพัฒนาความสามารถทางภาษาของครูและผู้เรียน
โดยส่งเสริมการผลิต การสรรหา e-content, learning applications
แบบฝึก แบบทดสอบที่ได้มาตรฐาน ส่งเสริมช่องทางการเรียนรู้ผ่าน
โลกดิจิตอล ด้านการฟัง การออกเสียงที่ถูกต้องตามระบบการออกเสียง
(phonics) การจัดบรรยากาศที่กระตุ้นการฝึกทักษะการสื่อสาร เช่น
English Literacy Day, English Zone, English Corner การเพิ่ม
กิจกรรมการอ่านในและนอกห้องเรียนจากสารสนเทศในWebsite ต่าง ๆ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียนผ่านเครือข่ายทาง
สังคม (social networks)
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 283
จากข้อมูลนโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษข้างต้น
ผู้เขียนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินการตามนโยบาย
ดังกล่าว อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
1. พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ด้วยการ
กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ม.1- ม.6
โดยวิเคราะห์คำสำคัญว่าผู้เรียนสามารถทำอะไรได้บ้าง (can-do list)
ที่ระบุในกรอบมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษา CEFR
พร้อมทั้งดูเกณฑ์ของแบบทดสอบวัดสามารถด้านภาษาอังกฤษ
มาตรฐานอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น TOFEL / IELTS
2. ปรับจุดเน้นทักษะการสอนฟัง-พูดเพิ่มขึ้น โดยเลือกใช้สื่อ
การเรียนรู้/แบบเรียนที่เน้นทักษะฟัง-พูด สอนภาษาในรูปแบบหน้าที่
ทางภาษา (Function) เช่น การแนะนำตัว การขอร้อง การบอกทางและ
เลือกบทเรียนที่น่าสนใจที่เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้เรียนตามหัวเรื่อง (Theme)
ที่หลากหลายรวมถึงหัวเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสังคมใกล้ตัวผู้เรียน
เช่น ข่าวสารบ้านเมือง ข่าวต่างประเทศ พร้อมจัดทำเอกสารเสริม
(supplementary worksheets) เพื่อฝึกทักษะฟัง-พูด เพิ่มแบบฝึกหัดฝึก
ทักษะอ่าน-เขียน และเพิ่มคลังคำศัพท์ที่นักเรียนควรรู้ในแต่ละชั้นปี
3. ใช้แนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative
Approach) ซึ่งมีหลักการคือผู้สอนควรจัดกิจกรรมการสื่อสารภาษา
ในชั้นเรียนที่ใกล้เคียงกับการสื่อสารในชีวิตจริงให้มากและลดการฝึก
การสื่อสารอย่างไม่มีความหมาย ผู้สอนสามารถใช้ชิ้นงาน (task)
284 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
เกม (game) กิจกรรมการหาข้อมูลที่ขาดหายไป (information gap)
กิจกรรมการแก้ปัญหา (problem solving) การแสดงบทบามสมมติ
(role play)เป็นต้น นอกจากนี้ผู้สอนต้องพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถ
ในการสื่อสารด้านภาษาและไวยากรณ์ (Linguistic or Grammatical
Competence) คือ มีทักษะในการฟัง พูด อ่านเขียนด้านภาษา
ศาสตร์สังคม (Sociolinguistic Competence) คือเลือกใช้ภาษาให้
เหมาะกับบุคคล และสถานการณ์ ด้านการใช้ความสัมพันธ์ของข้อความ
(Discourse Competence) คือมีความเข้าใจข้อความและสามารถ
เดาข้อความในบริบทได้ และด้านการใช้กลวิธีในการสื่อความหมาย
(Pragmatic Competence or Strategic Competence) คือใช้ท่าทาง
สีหน้า น้ำเสียงประกอบ
4. ส่งเสริมให้ครูใช้ Learning Management System เช่น
การใช้ Moodle หรือ Blog เพื่อเสริมช่องทางการจัดการเรียนรู้เพิ่มเติม
จากเวลาเรียนในห้องเรียน เช่น การมอบหมายแบบฝึกหัดเพิ่มเติมการ
ถามตอบเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนนอกเวลาเรียน การให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
การวัดประเมินผลและสื่อเสริมการเรียน
5. สอนวิธีการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนด้วยตนเองนอกเวลาเรียน
โดยให้ข้อมูลแหล่งเรียนรู้ออนไลน์เพิ่มเติม เช่น การใช้พจนานุกรม
ออนไลน์ http://dictionary.cambridge.org การเรียนรู้วิธีออกเสียง
คำศัพท์ http://www.freerice.com ; http://www.digitaldialects.com
/English/ การเรียนรู้วิธีการสนทนาในชีวิตประจำวัน http://www.eslfast.com
/robot/topics/smalltalk/smalltalk.htm.
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 285
6. เพิ่มโอกาสที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่สำคัญสำหรับ
ศตวรรษที่ 21 อันได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการทำงานร่วมกับ
ผู้อื่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดสร้างสรรค์
ทักษะความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม ทักษะการค้นคว้าข้อมูล
ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และทักษะการนำเสนอ โดยจัดกิจกรรม
การเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น มอบหมายงานกลุ่มในลักษณะ
โครงงาน(Project-Based Learning) การเรียนรู้แบบร่วมมือ( Cooperative
Learning) เป็นต้น
7. ใช้วิธีการวัดประเมินผลอย่างหลากหลาย นอกจากการ
ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบทดสอบข้อเขียน การประเมิน
สมรรถนะในการสื่อสาร เช่นการสอบฟัง-พูด รวมถึงการประเมิน
การนำเสนอปากเปล่า/การเขียนเรียงความ/รายงาน/แฟ้มสะสมงาน
(Portfolio) โดยใช้เกณฑ์(Rubric)ที่ผู้เรียนเป็นผู้ช่วยคิดร่วมกับผู้สอน
จะทำให้ผู้เรียนตระหนักถึงเกณฑ์และพยายามพัฒนาความสามารถ
ทางภาษาของตนให้ไปถึงเกณฑ์นั้น ๆ
นอกจากนี้ การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้ผู้เรียนก็เป็น
สิ่งสำคัญยิ่ง บทเรียนที่สนุกสนานน่าสนใจและมีประโยชน์สามารถ
นำไปใช้ได้จริง หรือสิ่งเสริมแรงเมื่อเรียนแล้วทำได้สำเร็จ ก็จะช่วยกระตุ้น
ให้ผู้เรียนอยากเรียนภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น
286 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
แหล่งอ้างอิง
ดวงใจ จงธนากร. (2548). แนวการสอนและเทคนิคการสอนภาษาญี่ปุ่นเพื่อการสื่อสาร.
(เอกสารอัดสำเนา).
แนวปฏิบัติตามประกาศกระทวงศึกษาธิการเรื่องนโยบายการปฏิรูปการเรียน
การสอนภาษาอังกฤษ. (2557). กระทรวงศึกษาธิการ: สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน
สุมิตรา อังวัฒนกุล. (2540). วิธีสอนภาษาอังกฤษ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
http://www.english.obec.go.th/english/2013/index.php/en/2012-08-08-10-26-5/
62-2014-04-24-10-26-10
คิดวิเคราะห์...การตลาดแบบ
เศรษฐกิจพอเพียง
ï อาจารย์จำนงค์ สดคมขำ ï
288 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
คิดวิเคราะห์...การตลาดแบบ
เศรษฐกิจพอเพียง
ï อาจารย์จำนงค์ สดคมขำ
เมื่อธุรกิจดำเนินด้วยระบบทุนนิยมมายาวนาน CEO (Chief Executive Officer) คนไทย
( Bubby Ralphe ) ผู้มากด้วยประสบการณ์การทำงานกับบริษัทต่างชาติ ได้สรุป
รูปแบบธุรกิจเป็น 3 แบบ 1.คนไทย เห็นคนอื่นทำแล้วรวย มีของอยู่แล้ว ขายให้ได้ก็พอ
2.คนจีน เสาะหาว่าลูกค้าต้องการอะไร
จึงไปหาสินค้ามาตอบโจทย์ แล้วทำให้ ถูกกว่า
3.ฝรั่ง ทำเหมือนคนจีน แต่ตั้งราคาให้ แพง
แล้วใส่ความลุ่มหลง เข้าไปมาก ๆ
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 289
คนญี่ปุ่น ทำธุรกิจแบบฝรั่ง และแบบจีน
จนมีสินค้าหลายยี่ห้อ ที่มีคุณภาพเท่าฝรั่ง
ราคาถูกลง ส่งไปขายตลาดโลก เช่นรถยนต์
เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง ขนม เสื้อผ้า
ธุรกิจเกม ฯลฯ
คนเกาหลี เริ่มเดินตามญี่ปุ่นวิธีการ
แบบฝรั่งผสมแบบจีนมีสินค้าหลากหลาย
ราคา คุณภาพเทียบเท่าฝรั่ง เช่น
โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง เครื่องสำอาง
ธุรกิจภาพยนตร์ ฯลฯ
ตอนนี้ เมืองไทยโดน
“ลัทธิบริโภคนิยม”
ปกครอง
เต็มรูปแบบแล้ว
เมื่อโลกนั้นร้อนนัก
สิ่งแวดล้อมต้องรักษา
เมื่อทุนนิยมยังคงมา
คนไทยต้องพึ่งพา ปรัชญาชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง”
คนญี่ปุ่น ทำธุรกิจแบบฝรั่ง
และแบบจีน จนมีสินค้าหลายยี่ห้อ
ที่มีคุณภาพเท่าฝรั่ง ราคาถูกลง
ส่งไปขายตลาดโลก เช่น รถยนต์
เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง ขนม
เสื้อผ้า ธุรกิจเกม ฯลฯ
อีกครั้ง...กับอาจารย์ประจำชั้น
ï อาจารย์สมฤดี แย้มขจร ï
292 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
อีกครั้ง
...กับอาจารย์ประจำชั้น
ï อาจารย์สมฤดี แย้มขจร
หากจะกล่าวถึงหน้าที่ของครูแล้ว อาจจะเป็นการนำ
มะพร้าวห้าวมาขายสวน (สาธิตปทุมวัน) ก็เป็นได้ จึงจะไม่ขอกล่าว
ทั้งหมด แต่จะขอกล่าวถึงหน้าที่ของครูที่ผู้เขียนมีความภาคภูมิใจมาก
ที่สุด และคิดว่าสำคัญกับนักเรียนมากที่สุด นั่นก็คือ หน้าที่ของครูหรือ
อาจารย์ประจำชั้น (ซึ่งสมัยที่ผู้เขียนทำหน้าที่นี้ เรียกว่า อาจารย์
ที่ปรึกษา)
อาจารย์ที่ปรึกษานั้นสมชื่อจริง ๆ คือนักเรียนปรึกษาได้ทุกเรื่อง
ดูแลนักเรียนทุกเรื่อง เรียกได้ว่า นักเรียนมีความยุ่งยากใจในเรื่องใด
อึดอัดใจ คับข้องใจเรื่องใด ไม่ว่าปัญหาทางบ้าน หรือที่โรงเรียนทั้งด้าน
การเรียนและอื่น ๆ หรือแม้แต่ปัญหาหัวใจ ปรึกษาหารืออาจารย์ที่ปรึกษา
ได้ตลอดเวลา (ไม่มีเวลาราชการ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องสร้างความคุ้นเคย
ความไว้วางใจและความรักให้เกิดขึ้นก่อนนั่นเอง
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 293
จากความภาคภูมิใจที่เคยทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษามาตลอด
ระยะเวลา 20 ปี (ปัจจุบันไม่ได้ทำ) จึงอยากจะถ่ายทอดประสบการณ์
ที่ดูเหมือนเพิ่งผ่านไปไม่นานมานี้ มาแบ่งปันให้น้อง ๆ ประจำชั้นรุ่นใหม่
ผสมผสานกับข้อมูลเชิงวิชาการบ้าง ถือเป็นการสร้าง KM ในหน่วยงาน
หรือจะเรียกว่าเป็นการสอนงานและเป็นพี่เลี้ยง (Coaching and
Mentoring) ก็ดูจะไม่ผิด เพราะมีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่
สามารถนำไปปฎิบัติได้ และเพื่อเป็นการเข้าใจที่ตรงกัน จะใช้คำว่า
“อาจารย์ประจำชั้น” แทนคำว่า “อาจารย์ที่ปรึกษา”
เริ่มกันที่ความหมาย งานประจำชั้น หมายถึง งานดูแลนักเรียน
ในชั้นที่ได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์ประจำชั้น เพื่อให้นักเรียน
มีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เหมาะสม
ตามระดับวัยเรียน และหน้าที่ของอาจารย์ประจำชั้น ที่ต้องทำทุกวันนั้น
สรุปได้ ดังนี้
1. รวบรวมข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล (การทำประวัติ
ของนักเรียน ศึกษาประวัตินักเรียนแต่ละคนอย่างละเอียด เพื่อเป็น
ข้อมูลประกอบเมื่อนักเรียนมีปัญหา)
2. ดูแลนักเรียนในชั้นเรียนทั้งภายในห้องและนอกห้องเรียน
เช่น การเข้าแถว การอบรมนักเรียนในชั้นเรียน (โฮมรูม) ให้นักเรียนได้
พัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา และมีความเข้าใจ
ทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตหรือที่เรียกว่าให้มีทักษะชีวิตนั่นเอง
294 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
3. การดูแลนักเรียนในเรื่องการแต่งกาย ซึ่งต้องดูตั้งแต่ศีรษะ
จรดเท้า คือ ตั้งแต่ทรงผม เสื้อผ้า ถุงเท้าจนถึงรองเท้า
4. การดูแลนักเรียนในด้านความสะอาดและสุขภาพร่างกาย
ต้องตรวจความสะอาดของผม ผิวหนังตลอดจนเล็บ เป็นต้น
5. การดูแลนักเรียนในเรื่องพฤติกรรมการเรียนและความประพฤติ
ทั่วไป (กริยามารยาทต่าง ๆ)
6. การจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้เหมาะสม
7. การปฏิบัติงานธุรการประจำชั้น
8. การสื่อสารระหว่างผู้ปกครองโรงเรียนและชุมชน เพื่อร่วมมือกัน
ในการส่งเสริมพัฒนาป้องกันและแก้ไขปัญหาของผู้เรียน
9. มีส่วนร่วมในการแก้ประเมินผลและปรับปรุงแก้ไขการปฏิบัติ
งานแนะแนวของสถานศึกษา
10. ปฏิบัติงานตามที่โรงเรียนมอบหมายจากหน้าที่ของ
อาจารย์ประจำชั้นที่กล่าวมาแล้ว ทำให้นึกถึงคุณลักษณะของอาจารย์
ประจำชั้นที่ควรจะมี พอสรุปได้ ดังนี้
1. จะต้องเป็นผู้มีความรัก ความเมตตาต่อนักเรียน หรือ
ต้องมีพรหมวิหาร 4 นั่นเอง
2. มีความเข้าใจในจิตวิทยาพัฒนาการของเด็กแต่ละวัย
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 295
3. มีความยุติธรรม มีเหตุผล
4. มีความรู้ ความเข้าใจ ในพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ
5. มีความรู้ ความเข้าใจนโยบายของโรงเรียนตลอดจน
วิสัยทัศน์และ พันธกิจ
6. เป็นผู้เสียสละ พร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือนักเรียน
ด้วยความเต็มใจ
7. เป็นผู้ที่มีความทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ และข่าวสาร
ที่เกิดขึ้น
8. เป็นผู้มีทักษะในการให้คำปรึกษาแก่นักเรียน และ
ผู้ปกครอง
9. เป็นผู้เลื่อมใสในสถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
และการปกครองระบอบประชาธิปไตย
10. สามารถจัดกิจกรรมโฮมรูมให้กับนักเรียนได้
11. สามารถจัดสภาพแวดล้อมในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม
12. มีความรู้ความเข้าใจในงานประจำชั้น
296 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
จากหน้าที่และคุณลักษณะของอาจารย์ประจำชั้นดังกล่าว
ข้างต้น จะทำให้เห็นว่าภาระหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติ มีดังนี้
1. การดูแลนักเรียนในชั้นเรียน อาจารย์ประจำชั้นจะต้อง
ดูแลนักเรียนในเรื่องต่อไปนี้
1.1 ความสะอาดของร่างกาย อาจารย์ประจำชั้นจึงต้อง
ทำหน้าที่ตรวจฟัน เล็บ ผม เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ตลอดจนผิวหนังของ
นักเรียนว่าสกปรกหรือไม่ มีปัญหาเรื่องกลิ่นตัวหรือไม่ หากมีปัญหา
ต้องเรียกมาพบพูดคุยและแนะนำเป็นการส่วนตัว (นักเรียนจะได้ไม่
เกิดความอายเพื่อน) อีกเรื่องที่ต้องการจะฝากให้คอยตรวจเป็นประจำ
คือ เล็บ ในปัจจุบันคงจะไม่ค่อยมีการตรวจมากเท่าที่ควร เพราะเห็น
นักเรียนหญิงส่วนใหญ่เล็บยาว บางคนทาเล็บ ฯลฯ
1.2 เครื่องแต่งกาย อาจารย์ประจำชั้นจะต้องตรวจเครื่อง
แต่งกายของนักเรียนว่าถูกต้องตามระเบียบของโรงเรียนหรือไม่ หากพบ
ว่าการแต่งกายไม่เหมาะสม ผิดระเบียบจะต้องตักเตือนให้มีการแก้ไข
1.3 การมาโรงเรียน อาจารย์ประจำชั้นจะต้องดูแลนักเรียน
ในชั้นเรียนว่า การมาโรงเรียนของนักเรียนเป็นอย่างไร โดยการสำรวจ
นักเรียนตั้งแต่การเข้าแถว กำชับให้นักเรียนลงมาเตรียมพร้อมเพื่อการ
เข้าแถวก่อนเวลา 5 นาที เมื่อมาถึงที่เข้าแถวควรจัดเรียงลำดับตาม
ความสูงต่ำโดยเรียงจากสูงน้อยไปจนถึงสูงที่สุด เมื่อยืนเรียงลำดับสูงต่ำ
เรียบร้อย จะทำให้อาจารย์จดจำตำแหน่ง พร้อมหน้าตาของนักเรียนได้
สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 297
และนั่นก็จะช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ว่า ใครมา ใครยังไม่มา เป็น
การสำรวจนักเรียนขั้นต้นได้ หากพบว่านักเรียนมาสายบ่อยครั้ง
ควรสอบถามสาเหตุเพื่อหาวิธีแก้ปัญหา บางครั้งจะพบว่านักเรียน
มาสายเพราะผู้ปกครอง อาจารย์ประจำชั้นจึงต้องมีหน้าที่ประสาน
กับผู้ปกครองเพื่อขอความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในเรื่องของ
การขาดเรียน หากนักเรียนมีการขาดเรียนเป็นประจำ หรือบ่อยครั้ง
โดยไม่มีจดหมายลาหรือไม่มีการแจ้ง ต้องรีบประสานกับผู้ปกครองโดยด่วน
บางครั้งหากตรวจสอบจะพบว่านักเรียนมาโรงเรียนผู้ปกครองมาส่ง
แต่ไม่เข้าโรงเรียน ดังนั้นหากเราพบปัญหาเร็วก็จะช่วยแก้ปัญหาของ
นักเรียนได้เร็ว จะไม่มีคำว่าสายเกินไป เป็นต้น
1.4 การรับประทานอาหารของนักเรียน อาจารย์ประจำชั้น
จะต้องคอยดูแลนักเรียนให้รับประทานอาหารกลางวันของโรงเรียน
อย่างครบถ้วนและทั่วถึง เพื่อเป็นการฝึกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
(ไม่รับประทานอาหารขยะ) อาจใช้วิธีการสอบถามพูดคุย บางครั้งจะพบว่า
นักเรียนบางคนไม่รับประทานอาหารของโรงเรียนเลย ซื้อรับประทานตลอด
สอบถามพบว่า ไม่อยากเข้าแถวต่อคิวยาว หากเป็นเช่นนี้คงต้องปรับ
เปลี่ยนให้นักเรียนรับประทานของโรงเรียนบ้าง ทั้งนี้เพื่อฝึกให้นักเรียน
มีความอดทนต่อการรอคอยนั่นเอง
2. การจัดการสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้เหมาะสม
ห้องเรียนควรมีความสะอาดปราศจากฝุ่น ไม่รกรุงรัง
และมีความปลอดภัย สำหรับนักเรียนอาจารย์ประจำชั้นจะต้องดูแล
298 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน
ให้นักเรียนช่วยกันรักษาความสะอาดในห้องเรียนโดยมีเวรประจำวัน
เพื่อรักษาความสะอาด และมีบทลงโทษ เพื่อตักเตือนผู้ที่ทำให้ห้องเรียน
สกปรก รกรุงรัง หรือไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่โดยมีการตรวจสอบการ
ทำเวรของนักเรียน ซึ่งอาจใช้สมุดบันทึกการทำเวร นักเรียนเซ็นชื่อเมื่อ
ปฎิบัติเสร็จ อาจารย์ต้องมาตรวจการทำเวรและลงชื่อกำกับ ใครไม่
ทำเวรโดนทำโทษให้ทำเวรต่อในวันรุ่งขึ้นหากไม่ทำอีกก็ทวีคูณ ไปเรื่อย ๆ
หากเวรวันไหนมีความรับผิดชอบดี ทำเวรสะอาดทุกวัน ก็ให้กำลังใจ
โดยหมดภาคเรียนก็มอบรางวัลให้ ก็จะทำให้นักเรียนมีกำลังใจในการ
ทำเวรนอกจากนี้ อาจารย์ประจำชั้น ควรจัดให้มีมุมความรู้ต่าง ๆ เพื่อ
ส่งเสริมสภาพแวดล้อมให้นักเรียนเกิดความเรียนรู้ ตลอดจนสำรวจ
อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ในชั้นเรียนว่ามีความปลอดภัย เหมาะสมที่จะใช้ใน
ห้องเรียนหรือไม่ เช่น เครื่องขยายเสียง โต๊ะ เก้าอี้ ของนักเรีย หากพบว่า
มีสภาพที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัยต้องรีบแจ้งให้ทางโรงเรียนแก้ไข
โดยด่วน เพราะมิฉะนั้นอาจทำให้นักเรียนได้รับอุบัติเหตุได้
การจัดสรรให้นักเรียนมีความรับผิดชอบร่วมกันนั้นสำคัญมาก
เริ่มจากการกำหนดหน้าที่เรื่องเวรประจำวัน แบ่งเป็นหลาย ๆ หน้าที่
เช่น กวาดพื้น ถูพื้น ลบกระดาน (ทำความสะอาดกระดานและราง
ด้านล่าง) จัดโต๊ะ เทขยะ เช็ดกระจก ทำความสะอาดโต๊ะครูหน้าห้อง
(เดี๋ยวนี้ไม่แน่ใจมีหน้าที่นี้หรือไม่ เพราะเห็นโต๊ะครู และคอมพิวเตอร์
บนโต๊ะ ฝุ่นเยอะมาก) การเช็ดฝุ่นในห้องเรียนสำคัญมาก เพราะห้องเรียน
เป็นห้องแอร์จะมีฝุ่นจากรองเท้า จากเศษของหมึกปากกาที่เขียนไวท์