The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by atitayaporn, 2019-11-14 23:44:59

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิตปทุมวัน เล่ม 2

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 99





สัมผัสแห่งความประทับใจ..กับวิสัยทัศน์คนเป็นครู


วันแรกที่พวกเราย่างก้าวเข้ามารายงานตัวที่โรงเรียน
“สาธิตปทุมวัน” ได้เห็นอาคารเรือนไม้สองชั้น (ปัจจุบันเป็นอาคารสาธิต

ปทุมวัน 4) ซึ่งหมวดวิชาพลศึกษาอยู่ที่ชั้นที่หนึ่งด้านซ้ายมือ (ปัจจุบัน

เป็นเวทีห้องประชุม)

พวกเราสวัสดีรุ่นพี่พลศึกษา คนหนึ่งนั้นเป็นหัวหน้าหมวดวิชา

พลศึกษาคืออาจารย์จรัญ สงวนสัจพงษ์ (ท่านเกษียณอายุราชการเมื่อ
ราว ๆ ปี พ.ศ.2545) ต่อจากนั้นอาจารย์ก็พาพวกเราไปรายงานตัวต่อ

หัวหน้าหมวดวิชาสุขศึกษา ชื่ออาจารย์มัลลิกา วัฏฏะสิงห์ ซึ่งประจำ
อยู่ที่ห้องพยาบาล ตรงที่เดียวกันกับห้องปัจจุบันซึ่งปรับปรุงใหม่แล้ว

นี่แหละ

จากนั้น อาจารย์จรัญ ก็นำพวกเราไปรายงานตัวต่ออาจารย์

ใหญ่คือ รองศาสตราจารย์คุณหญิงสมจิตต์ ศรีธัญรัตน์

ขณะที่พวกเราได้พบท่าน สิ่งแรกในความรู้สึกคือน่าเกรงขาม

มาก ในใจก็กลัวนิดนิด

คำแรกที่ท่านทักทายพวกเรา ทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง แม้ท่าน

จะยิ้ม แต่เราก็หวั่น ๆ อยู่ดีท่านบอกเราตอนหนึ่งว่า...

100 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






“ดีนะ, นิสิตพลศึกษารุ่นนี้แต่งกายเรียบร้อยดีมาก ขอให้

ฝึกสอนด้วยความตั้งใจ มุ่งมั่นอดทน มีอะไรก็ปรึกษาอาจารย์พี่เลี้ยง
และขอให้รักนักเรียนสาธิต ยึดถือนักเรียนเป็นหลัก รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา

และเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักเรียนเกิดความศรัทธาทุก ๆ ด้าน เพราะ
นักเรียนสาธิตจะเคารพและสนิทสนมกับอาจารย์พลศึกษาอยู่แล้ว

ต้องวางตัวให้ดีดีนะ”

เมื่อพวกเราได้รับโอวาทจากท่านแล้ว ท่านก็ให้ไปไหว้

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คือศาลพระพิฆเนศที่บริเวณต้นไทร เดิมเป็นศาลเก่าใกล้
โคนต้นไทร พวกเราต่างก็ขอพรท่าน ให้ประสบความสำเร็จตลอดเวลา

การฝึกสอนที่ “สาธิตปทุมวัน”

ก่อนจะได้ฝึกสอนจริง พวกเราต้องเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ

ประจำปีก่อนเปิดภาคเรียนกับคณะอาจารย์ด้วย แล้วอาจารย์พี่เลี้ยง
ก็ได้มอบหมายให้รับผิดชอบวิชาที่สอนกับจำนวนชั่วโมงสอน

ตามที่แต่ละคนถนัด ซึ่งพวกเราสอนทั้งวิชาเอก (พลศึกษา) และ
วิชาโท (สุขศึกษา)


ในการเข้าสอนทุกชั่วโมง พวกเราจะเตรียมการสอนก่อนเสมอ
แล้วก็จะต้องให้อาจารย์พี่เลี้ยงตรวจ เพื่อแนะนำแก้ไขเพิ่มเติมล่วงหน้า

แรก ๆ ก็รู้สึกเกร็งเพราะเกรงว่าจะไม่ได้ A

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 101





เวลาสอนวิชาพลศึกษา พวกเราจะแต่งตัวให้เรียบร้อย

สวมกางเกงวอร์มสีดำ เสื้อคอโปโลสีเขียว กระเป๋าปักตราพระพลบดี
สวมรองเท้าผ้าใบ ต้องใช้สีขาวเป็นหลัก


เมื่อเสร็จจากการสอนวิชาพลศึกษาแล้ว วันไหนมีสอนวิชา
สุขศึกษาด้วย พวกเราก็จะรีบวิ่งมาเปลี่ยนเป็นชุดนิสิตอย่างเรียบร้อย

ที่สุด ต้องสำรวจตัวเองเสมอเพื่อความมั่นใจ เพราะนักเรียนสาธิต
จะคอยสังเกตอาจารย์นิสิตฝึกสอนเสมอ ทั้งการแต่งกายและความรู้

จะซักถามไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเป็นการลองภูมิของอาจารย์นิสิต
ฉะนั้นเราจะพลาดไม่ได้เลย


อีกอย่างหนึ่ง อาจารย์พี่เลี้ยงจะไม่ปล่อยพวกเราเลย จะคอย
เข้าสังเกตการสอนอยู่หลังห้อง ยิ่งทำให้เรารู้สึกเกร็งและสั่น กลัวว่า

จะสอนได้ไม่ดี ยิ่งวิชาสุขศึกษาแล้ว เรายิ่งต้องเตรียมอุปกรณ์การสอน
ประกอบเสมอ เพื่อให้นักเรียนสนใจ ตื่นเต้น ไม่เบื่อ และต้องมีแบบฝึกหัด

ตอบคำถามในการประเมินหลังจากเรียนจบทุกชั่วโมง แต่ก็สนุกดีนะ
เมื่อเห็นนักเรียนสนใจเรียนในชั่วโมงแรก เราถือว่ามีความสำเร็จ

ครึ่งหนึ่ง แถมอาจารย์พี่เลี้ยงก็ยังชื่นชมอีกว่า






“มีการเตรียมการสอนดี และนักเรียนสนใจดี”

102 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






อีกส่วนหนึ่งพวกเราจะกลัวอาจารย์นิเทศก์มาก อาจารย์จะมา

นิเทศก์โดยไม่ได้นัดหมายพวกเราเลย ทุกครั้งที่มาถึง อาจารย์นิเทศก์จะ
ประชุมร่วมกับอาจารย์ในหมวดพลศึกษาทั้งหมดและมาคุยกับหัวหน้า

หมวดวิชาสุขศึกษา เพื่อสอบถามเรื่องการสอน ความประพฤติ และอื่น ๆ
เพื่อจะประเมินพวกเรา นอกจากนั้นอาจารย์จะเข้านิเทศการฝึกสอน

เป็นระยะ ๆ ซึ่งทำให้พวกเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา

การทำบันทึกการสอนรายชั่วโมงต้องพร้อมอยู่เสมอ ในแต่ละวัน

พวกเราจะมาโรงเรียนแต่เช้า ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลืออาจารย์พี่เลี้ยง
ในการจัดแถวนักเรียนเคารพธงชาติตอนเช้า ซึ่งอาจารย์พลศึกษา

จะมีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ร่วมกับอาจารย์ประจำชั้น
คอยดูแลช่วยเหลือกัน (แต่ขณะนั้นจำนวนนักเรียนยังไม่มากเท่ากับ

ปัจจุบัน) นักเรียนทุกคนจะเดินแถวขึ้นอาคารเรียนอย่างมีระเบียบ
ถ้าไม่เป็นแถวหรือคุยกัน จะถูกทำโทษ


ครั้งหนึ่งซึ่งยังอยู่ในความทรงจำตลอด คือในการเข้าแถว
ตอนเช้า อาจารย์ใหญ่จะต้องมาตรวจความเรียบร้อยเสมอ ขึ้นให้โอวาท

แก่นักเรียน ทำให้อาจารย์ทุกคนจะต้องลงมาดูแลนักเรียนในชั้น
ของตน พร้อมทั้งสำรวจว่านักเรียนในชั้นเรียนมาเข้าแถวกี่คน

ขาดการเข้าแถวหรือไม่ เมื่อเดินขึ้นห้องเรียนก็จะเขียนไว้บนกระดาน
ในห้องเรียนว่า วันนี้มีนักเรียนมาโรงเรียนกี่คน มาสายกี่คน ขาดกี่คน

แยกจำนวนชาย-หญิง และจะมีใบสำรวจเล็ก ๆ ส่งให้อาจารย์พลศึกษา
เอาไว้รวบรวมเพื่อส่งต่อให้อาจารย์ฝ่ายปกครองต่อไป

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 103





แต่ถ้าวันไหนฝนตกนักเรียนก็จะเข้าแถวที่ระเบียงหน้าห้องเรียน

ตน อาจารย์ประจำชั้นเป็นผู้ควบคุม อาจารย์ใหญ่ก็จะเดินสำรวจด้วย
ท่านจะเห็นพวกเราช่วยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในเวลาและนอกเวลาเรียนเสมอ

เช่น ฝึกซ้อมกีฬาประเภทต่าง ๆ ที่นักเรียนสนใจ ในตอนเย็น ตามประเภท
กีฬาที่พวกเราถนัด แล้วยังร่วมกันทำบันทึกการสอนให้อาจารย์พี่เลี้ยง

ตรวจก่อนสอนทุกชั่วโมง เราจึงกลับบ้านค่ำมืดทุกวัน

เมื่อเรากลับไปประชุมสัมมนานิสิตฝึกสอนทุกครั้งที่

มหาวิทยาลัย นิสิตที่ไปฝึกสอนในแต่ละโรงเรียนจะออกมาพูดและ
แสดงความคิดเห็น พวกเราจะประทับใจโรงเรียนสาธิตปทุมวันมาก

ในทุก ๆ เรื่อง จนนิสิตที่ไปฝึกสอนที่โรงเรียนอื่นต้องรู้สึกอิจฉาพวกเรา
เพราะอาจารย์พี่เลี้ยงในหมวดวิชาพลศึกษาและสุขศึกษาได้ดูแลเรา

เป็นอย่างดี

ยิ่งกว่านั้น โรงเรียน อาจารย์และเจ้าหน้าที่ ตลอดจนนักการ

ภารโรง จะเอ็นดูพวกเราเหมือนน้องเหมือนลูกหลาน เพราะพวกเราไม่เคย
ดูดาย เมื่อมีกิจกรรมของโรงเรียนที่ไม่เฉพาะของพลศึกษา แม้กิจกรรม

อื่น ๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น พวกเราก็จะได้เข้าร่วมเสมอ และจะอาสาสมัคร
เข้าร่วมช่วยเหลือกิจกรรมด้วยโดยตลอด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติ

หน้าที่ นอกเหนือจากการสอน เป็นการบำเพ็ญประโยชน์ แม้จะไม่ได้หวัง
แต่เราก็ได้คะแนนพิเศษด้วย

104 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






และแล้ว..ถึงคราวจะต้องจบสิ้นช่วงชีวิตการเป็นนิสิตฝึกสอน

ซึ่งพวกเราคิดว่า เมื่อมีการเริ่มต้นที่ดี พวกเราก็โชคดีที่สุดในรุ่นนี้

สุดท้ายพวกเราผ่านการประเมิน ด้วยคะแนนจากอาจารย์

พี่เลี้ยงกับของอาจารย์นิเทศก์ทั้งวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา เราได้เกรด A
สมใจด้วยกันทั้งสี่คน ยิ่งกว่านั้นอาจารย์พี่เลี้ยงยังกรุณาจัดงานเลี้ยงส่ง

พวกเราอย่างเป็นทางการ ซึ่งพวกเราไม่ลืมน้ำใจในเหตุการณ์ครั้งนั้น
เลย


ก่อนกลับ พวกเราได้ไปกราบลาอาจารย์ใหญ่ คุณหญิงฯ
ท่านให้โอวาทอีกเช่นเคย...


แล้วท่านยังเมตตาถามอีกว่า “หนูอรพินธุ์ เมื่อจบแล้ว
จะไปทำอะไร”


ขณะที่ยังไม่ทันจะนึกถึงคำตอบ พลันได้ยินท่านบอกว่า
“ถ้าอยากเป็นอาจารย์พลศึกษาสาธิตปทุมวัน ยินดีต้อนรับนะ เพราะฉัน

อยากจะให้มีอาจารย์พลศึกษาเป็นผู้หญิงบ้าง นักเรียนสาธิตมีเรียนว่า

ยน้ำด้วย จะได้เป็นครูสอนว่ายน้ำให้ผู้ปกครองสบายใจ”

ข้าพเจ้ารู้สึกปลาบปลื้มและอบอุ่นใจในความกรุณาของท่าน

ทำให้นึกภูมิใจในการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เทนนิสและบาสเกตบอล
กับความประทับใจลึก ๆ หลาย ๆ อย่างที่พบในโรงเรียนนี้จึงรับคำท่านว่า

ถ้ามีโอกาสเป็นครู โรงเรียนแรกที่จะนึกถึงก็คือ “สาธิตปทุมวัน”

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 105





จากนั้นมา ประสบการณ์ทุกอย่างจากการเป็น “อาจารย์นิสิต”

ที่สาธิตปทุมวัน ก็อยู่ในความจดจำตลอดมา ที่เป็นเสมือน “ต้นทุน”
ที่มีคุณค่ามากมายของข้าพเจ้า


6 เดือนผ่านไป..หลังจากจบปริญญาตรีแล้ว ขณะเป็นอาจารย์
สอนว่ายน้ำและเทนนิสที่สโมสร “วิลลาสปอร์ตคลับ” สอนว่ายน้ำที่

สมาคม YMCA สอนเทนนิสที่ Central Court รายได้ดีมากมาก สามารถ
รับผิดชอบน้องสาวที่กำลังเรียนหนังสือได้อย่างสบาย ๆ


แล้วอยู่มาวันหนึ่งอาจารย์วรจิตร อาทรเมทนี (หรืออาจารย์ปาน
หรืออาจารย์ธนวัจน์) ได้ไปพบข้าพเจ้าที่สโมสรวิลลาสปอร์ตคลับ บอกว่า

โรงเรียนจะเปิดรับสมัครอาจารย์พลศึกษาในอัตราจ้าง อาจารย์ใหญ่
(รศ.คุณหญิงสมจิตต์ ศรีธัญรัตน์) อยากได้อาจารย์ที่เป็นผู้หญิง


ถ้าจะถือว่าเป็นข่าวดีก็เป็นข่าวดีที่ต้องคิดมาก เพราะตัดสิน
ใจค่อนข้างยากเมื่อเทียบกับรายได้จากงานที่ทำอยู่อย่างมีความสุข

คือนอกจากรายได้จะลดลงแล้ว ยังคงไม่มีเวลาไปสอนพิเศษได้อีก
แต่เมื่อรำลึกย้อนกลับไปถึงความประทับใจเมื่อคราวฝึกสอน นึกถึง

ความน่าศรัทธาและความเมตตาของท่านอาจารย์ใหญ่ (รศ.คุณหญิง
สมจิตต์ ฯ) จึงตัดสินใจมาสม้คร และได้เป็นอาจารย์พลศึกษา

สาธิตปทุมวัน ในปี พ.ศ.2522 เป็นต้นมา

106 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






อย่าเพิ่งเบื่อที่จะอ่านต่อนะคะ เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะเล่า

ประสบการณ์การเป็นอาจารย์สาธิตปทุมวัน ในอดีต ซึ่งเป็นความ
ประทับใจที่ไม่มีวันลืม จนอยากจะหมุนเวลาให้กลับไปเป็นอย่าง

อดีตนั้นอีกสักครั้ง กลับไปหาความสุขจากการสอน ย้อนเวลากลับไป
อยู่ในบรรยากาศเดิมเมื่อครั้งที่ได้พบเห็นสิ่งดี ๆ ที่จะเล่าให้ฟังอีก

สัก 2-3 ประเด็นสั้น ๆ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์









นักเรียนสาธิตจะคอย

สังเกตอาจารย์นิสิตฝึกสอนเสมอ

ทั้งการแต่งกายและความรู้

จะซักถามไปเรื่อย ๆ เหมือนกับเป็น

การลองภูมิของอาจารย์นิสิต

ฉะนั้นเราจะพลาดไม่ได้เลย

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 107





อาจารย์ประจำชั้น และอาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้น


เมื่อก่อนแม้จะมีอาจารย์จำนวนน้อย แต่การจะได้รับมอบหมาย
ให้ทำงานบางอย่าง ต้องมีประสบการณ์ตรงคือให้เรียนรู้งานนั้น ๆ

เสียก่อน งานอาจารย์ประจำชั้นก็เช่นเดียวกัน


อันดับแรก ข้าพเจ้าต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาคู่กับอาจารย์
ประจำชั้นรุ่นพี่ เพื่อที่จะได้ศึกษาและได้รับคำแนะนำว่าเรามีบทบาท

หน้าที่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง อาจารย์รุ่นพี่ก็จะสอนเรา ในแต่ละปีก็จะ
ผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อย ๆ อาจารย์ที่มาใหม่ก็จะได้อยู่ปรึกษาประจำชั้น

ระดับ ม.ต้น นักเรียนในห้องเรียนสมัยนั้นก็ประมาณ 45 คนเห็นจะได้
บางปีการศึกษาก็ได้อยู่ห้องที่มีนักเรียนเรียนดี บางปีการศึกษาก็จะเป็น

ห้องที่นักเรียนปานกลางบ้าง (ปัจจุบันใช้ระบบอาจารย์ประจำชั้นทั้ง
สองท่าน)


ยังจำได้เมื่อครั้งที่เป็นอาจารย์ประจำชั้นและอาจารย์ที่ปรึกษา
คู่กับอาจารย์คนที่เก่งสอน วิชาคณิตศาสตร์ ปัจจุบันเป็น ผศ.ชื่อชัยศักดิ์

ลีลาจรัสกุล เป็นห้องนักเรียนที่เรียนปานกลาง ไม่ถึงกับอ่อนมากนะ
ในห้องเรียนเราจะมีการปกครองชั้นเรียนแบบประชาธิปไตย นักเรียน

ในห้องจะรักกันมาก เรามีข้อตกลงกันว่าจะต้องปฏิบัติตนตามกฎ
ระเบียบของห้อง เพื่อให้นักเรียนในห้องเราสอบผ่าน คือต้องมีการ

ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เห็นแก่ตัว คนเรียนเก่งจะต้องติวให้เพื่อน
และสอบผ่านทั้งหมด

108 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






ทุกเช้าหลังการเข้าแถวเคารพธงชาตินักเรียนจะต้องเดินขึ้น

ห้องเรียนอย่างเป็นระเบียบ อาจารย์ประจำชั้นและอาจารย์ที่ปรึกษา
จะต้องดูแลการเข้าแถวของนักเรียน ขึ้นห้องเรียน และเข้าห้องเรียน

พร้อมกับนักเรียน ข้าพเจ้ามีหน้าที่ตรวจผม ตรวจเล็บ ตรวจฟัน เสื้อผ้า
และจะให้เป็นคะแนนเก็บด้วย ตามหลักวิชาสุขศึกษาที่ข้าพเจ้าสอน


นอกจากนั้นนักเรียนทุกคนต้องรู้หน้าที่ คือหยิบถุงใส่ช้อนส้อม
และแก้วน้ำขึ้นมาวางบนโต๊ะให้อาจารย์ประจำชั้นตรวจว่ามีครบ

ทุกคนหรือไม่ เพราะนักเรียนจะต้องรับประทานอาหารกลางวันและ
ดื่มไมโลตอนบ่าย ถ้านักเรียนคนไหนไม่มี ไม่นำมา อาจารย์ประจำชั้น

จะทำโทษด้วยการใช้ไม้บรรทัดตีมือ แต่นักเรียนก็ไม่โกรธเพราะเป็น
กฎที่ได้ตกลงเบื้องต้นแล้ว เมื่อก่อนนักเรียนจะรักกันนะ บางวัน

นักเรียนบางคนจะนำมาเผื่อเพื่อนด้วย ถ้าวันไหนเพื่อนบางคนลืมเอามา
เพื่อนก็จะนำมาวางไว้ให้เพราะไม่อยากให้โดนทำโทษคือโดนตีนั่นเอง

จนทำให้เราคิดว่าการที่นักเรียนมีความรักกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อน
ทำให้เราคิดอภัยให้นักเรียนเหมือนกัน


เราเรียกกิจวัตรในเวลาอย่างนี้ว่า Homeroom เป็นการเตรียม
ความพร้อม และปลูกฝังรูปแบบการประพฤติปฏิบัติตนในชีวิตประจำวัน

ที่ไม่มีหัวข้อการอบรมที่แน่นอนตายตัว แต่เป็นเรื่องรวม ๆ กันไป
อาจเริ่มที่การดูแลความรับผิดชอบของเวรลบกระดาน หาดอกไม้มา

จัดแจกันบนโต๊ะอาจารย์ที่หน้าห้องเรียน หาข่าวมาติดบอร์ดประจำห้อง

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 109





ซึ่งบางทีก็ต้องอ่านให้เพื่อน ๆ ฟังด้วย ฟังแล้วบางทีก็มีซักถาม อาจารย์

อาจเข้าร่วมนำอภิปรายและอธิบายเพิ่มเติม หรือหากมีกิจกรรมบางอย่าง
ก็ร่วมปรึกษาหารือกัน ประหนึ่งสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น Homeroom

จึงเป็นเรื่องบางอย่างในสภาพครอบครัว ที่เริ่มฝึกต้นตั้งแต่หน้าที่
ความรับผิดชอบของสมาชิก ไปจนถึงการเรียน และกิจกรรมต่าง ๆ

ในชีวิตประจำวันของสังคมเล็ก ๆ

อาจารย์ประจำชั้นและอาจารย์ที่ปรึกษาดังกล่าว จึงเป็นอีกด้าน

เด่นของการเป็นครู การได้เป็นอาจารย์ประจำชั้นจึงเป็นภารกิจที่มี
เกียรติ เพราะได้รับความไว้วางใจทั้งจากโรงเรียนและผู้ปกครอง เสมือน

พ่อแม่คนที่สองของนักเรียน มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด
เป็นเวลานาน ๆ จึงสนิทสนม ได้เห็นพฤติกรรม น้ำใจ และอีกหลาย ๆ

อย่างที่เป็นตัวตนของศิษย์ จึงเป็นครูที่แม้จะมีงานหนักกว่างานสอน
ตามปกติ แต่อยากจะบอกว่าเป็นหน้าที่ที่น่าภาคภูมิใจที่สุด คือเป็นการ

ให้ความรู้เบื้องต้นของการดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข ตั้งแต่การ
ฝึกความรับผิดชอบ การมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการปฏิบัติต่อผู้อื่น เช่น

การรับฟังความคิดเห็น การช่วยเหลือผู้อื่น การกล้าแสดงความคิดเห็น
และการพูดในที่ชุมชน เป็นต้น อาจารย์ประจำชั้น จึงเป็นทั้งบทเรียนและ

แบบฉบับที่ดีในเบื้องต้น ถ้ามีความพึงพอใจและปฏิบัติหน้าที่นั้นอย่างดี
ด้วยความเต็มใจ

110 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






วัฒนธรรมสาธิตปทุมวัน


ประสบการณ์จากการฝึกสอน สอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจมากขึ้น
เรื่อย ๆ รู้เหตุผล ข้อเท็จจริงว่าการสอนนักเรียนให้เป็นคนดีและเรียน

ดีด้วยนั้น ประการหนึ่งคือ ครูต้องเป็นครูที่ดีก่อน การเป็นครูที่ดีเป็น

อย่างไรคงไม่ต้องเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนหรือสอนหนังสือสังฆราช
หรืออะไรทำนองนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์โรงเรียนสาธิต เป็นที่
ยอมรับยกย่องอย่างดีจากสังคม


ประการที่สอง ต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี นับตั้งแต่ที่มีชีวิตจิตใจ

ไปจนถึงพืชและวัตถุ

ประการที่สาม มีแบบอย่างที่ดี เริ่มตั้งแต่ครู เพื่อนนักเรียน

คนที่บ้าน และในชุมชน จึงมีการพิจารณาให้รางวัลหลายประเภท
ด้วยกัน เช่น รางวัลเรียนดี รางวัลประพฤติดี และรางวัลคุณประโยชน์

รวมทั้งการประกาศยกย่องในโอกาสต่าง ๆ ตามควรแก่กรณี เป็นต้น

ประการที่สี่ การได้รับความเอาใจใส่ ให้ความรู้ ดูแลทุกข์สุข

อบรมคุณธรรมจริยธรรม

ประการสุดท้าย คือ การรู้วิธีป้องกันและแก้ปัญหา ทั้งตัวครู

และนักเรียน

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 111





ตัวอย่างเพียงสั้น ๆ เหล่านี้ เก็บรวบรวมเอามาจากในสาธิต

ปทุมวันนี่เอง ที่ยกเอามานี่ก็เพียงแค่จะบอกว่า โรงเรียนสาธิตของเรามี
ของดีอย่างนี้ ที่ได้พบได้เห็น เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจ สะสมกันมา

ตั้งเมื่อครั้งยังเป็นนิสิตฝึกสอน

ในส่วนของการเป็นครูที่ดี ดังที่กล่าวไว้เป็นประการแรกนั้น

สาธิตปทุมวัน ของเรา มีวัฒนธรรมเป็นแบบอย่างของเราเอง ที่นอกเหนือ
จากจรรยาบรรณครูโดยทั่วไป จึงขอนำความทรงจำเหล่านั้นมาเล่าสู่

กันฟังเพียงบางเรื่องดังนี้

ระบบอาวุโส ดั่งพี่น้อง ที่เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ถือเป็นความ

น่ารักดั้งเดิมของคนไทย ที่สืบทอดอย่างมั่นคงยาวนานในสาธิตปทุมวัน
ซึ่งไม่ใช่เพียงระหว่างครูอาจารย์ด้วยกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงเจ้าหน้าที่

ทุกฝ่าย กับนักการภารโรง แม้กระทั่งกับพ่อค้าแม่ขายก็เรียกน้าอา
ป้าลุงแล้วก็เป็นแบบอย่างไปถึงนักเรียนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

อาการเคารพนบไหว้ทักทายกันฉันญาติพี่น้อง ต้องนับว่าเป็นวัฒนธรรม
ธรรมดาที่มีให้เห็นเป็นที่ประทับใจกสันอยู่ทุกวี่วัน


เพียงแต่บางครั้งบางที่บางโอกาสอาจย่อหย่อนไปบ้างในเรื่อง
การดูแลผู้หลักผู้ใหญ่ที่ไม่เหมือนภาพเดิม ๆ เมื่อครั้งกระโน้น ซึ่งน่าจะ

เป็นไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคมทั่วไป แต่ก็สังเกตเห็นได้ว่า
มีความพยายามที่จะปฏิบัติตามรุ่นพี่เท่าที่มีโอกาส หรือเท่าที่นึกได้

คงมีบ้างเพียงบางรายในบางครั้ง ที่ยังรู้สึกได้ไม่ทันท่วงที จึงไม่ถือเป็น
ความกระด้างแต่อย่างใด

112 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






วัฒนธรรมในการทำงาน ในด้านความใส่ใจในการงานนั้น

โดยภาพรวมต้องถือว่าเป็นเยี่ยม จนกระทั่งส่วนใหญ่มักจะไม่ใส่ใจต่อ
การพักผ่อนตอนเที่ยงวัน อันนี้ก็น่าจะสืบเนื่องมาจากนโยบายบริการ

อาหารกลางวันที่มีคุณภาพตามหลักโภชนาการเอาไว้อำนวย
ความสะดวกสบาย ในห้องปรับอากาศ ทำให้ไม่ต้องเดินทางไกล

ไปเลือกหา ไปรอซื้อให้ยุ่งยากเหมือนที่ทำงานของคนทั่วไป ที่เขาต้อง
รีบเร่ง เหมือนกับจะแข่งกัน เพราะนอกจากเขาจะหิว ไม่สะดวก

แล้วยังต้องเผื่อเวลาไป-กลับอีกด้วย อาจมีบางคนบอกว่าไม่ดี
ตอนที่เพิ่มน้ำหนักกับอัตราส่วนขยาย แต่ก็ดูมีความสุขดีกันทุกคน

ส่วนบรรยากาศในการทำงาน ในหลายหน่วยงาน ต่างก็รับผิดชอบใน
หน้าที่ของตนจนแทบจะไม่มีเรื่องคุยกันเลย นอกจากเรื่องงานที่ต้อง

ประสานกัน เป็นบรรยากาศที่น่ารักน่าศรัทธากว่าที่เคยเห็นในบางแห่ง
บางองค์กร ก็อยากให้เป็นอย่างนี้หรือดีกว่าตลอดไป


ความมีน้ำใจไมตรี ให้ความช่วยเหลือซึ่งกัน ทำให้บรรยากาศ
การแข่งขันส่วนตัวน้อยลงดังจะเห็นได้จากเวลามีกิจกรรมต่าง ๆ

ที่ต่างก็ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกันอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย
แม้กระทั่งเรื่องเที่ยว เราก็เที่ยวกันอย่างคนมีน้ำใจที่คอยเอาใจใส่ดูแล

กันฉันพี่น้องความกลมเกลียวกันเช่นนี้ ทำให้ไม่เห็นมีความขัดแย้ง
รุนแรง เว้นแต่บางคนที่อาจมีความจำเป็นเฉพาะตัวในบางครั้ง หรืออาจ

จะบ่อยครั้งในบางฤดูกาล เราก็รักที่จะช่วยกัน รวมทั้งช่วยบอกช่วยเตือน
แล้วก็แล้วกันไป ก็อยากให้เป็นอย่างนี้หรือดีกว่า ตลอดไป

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 113





ระบบงาน สาธิตปทุมวันได้รับการออกแบบการบริหารจัดการ

ตามลักษณะของโรงเรียนสาธิต มีรูปแบบระบบงานโดยเฉพาะของตน
ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูความเป็นไปในช่วงแรก ๆ ก็จะเห็นความแตกต่าง

จากโรงเรียนสามัญในสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน มีหลายเรื่องได้รับการ
ถ่ายทอดอย่างแพร่หลายในฐานะสถานศึกษาแบบใหม่ที่นักการศึกษา

เรียกว่าแบบพิพัฒนาการ

การประชุมเชิงปฏิบัติการ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของวัฒนธรรม

ทางระบบงาน ที่ท่านอดีตอาจารย์ใหญ่ (รองศาสตราจารย์คุณหญิง
สมจิตต์ ศรีธัญรัตน์) ได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ.2501

เช่นเดียวกับการจัดทำปฏิทินงาน การสื่อสัมพันธ์กับผู้ปกครองใน
รูปแบบต่าง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการจัดการเรียนการสอน

และระบบการบริหารจัดการ ที่เริ่มไว้อย่างดี

ในส่วนการบริหารนั้น แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยคิดมาก่อน

แล้วตอนแรกก็ไม่ได้เต็มใจนักที่จะต้องมารับภาระตรงนี้ คือมีหน้าที่ใน
ฝ่ายบริหารและธุรการ แต่เมื่อมีเหตุอันปฏิเสธไม่พ้น จึงต้องอาศัย

ความเป็นผู้ที่อยู่ในสถานะระหว่างกลางของตัวเอง เชื่อมโยงเก่ากับใหม่
ต้องเอาใจใส่ดูแลทุกเรื่องที่เกี่ยวกับงาน คน และงบประมาณ ให้เป็นไป

ตามระบบ ระเบียบ และกฎหมาย

114 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






ฝ่ายบริหารและธุรการ เป็นศูนย์กลางการบริหารและให้บริการ

ในงานจัดการทางธุรการซึ่งรวมถึงการแนะนำ ในทางปฏิบัติตามกรอบ
ของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานทุกภาคส่วน

ก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของโรงเรียน

อยากจะบอกว่า เมื่อเข้ามาเสี่ยงกับความสงบสุขของตัวเอง

ที่ตรงนี้ ทั้งที่รู้ดีว่าเป็นงานที่หนักมากในทุกเรื่อง ก็จะอดทนและบากบั่น
ในทุกวิถีและทุกวิธี เพื่อพี่น้องและองค์กรของเรา ขอเพียงความเข้าใจ

กับความร่วมมือในสิ่งที่จะทำให้งานของเราดำเนินไปได้ด้วยดี และ
ประสบความสำเร็จตามที่เราและผู้ปกครองคาดหวัง แต่บางครั้งก็เหนื่อย

เหลือประมาณ ทั้งกายและใจจนอยากจะกลับไปใช้ชีวิตครู ทำงานสอน
ด้านเดียวโดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับงานบริหาร..ที่เจ็บจำ

“ครูอย่างเรา”





















































ï อาจารย์บุณฑริกา วิศวสมภพ ï

116 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน




“ครูอย่างเรา”
























ï อาจารย์บุณฑริกา วิศวสมภพ



สถานภาพและบทบาททางสังคมมีความสำคัญต่อการ
ดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่งเพราะการที่จะช่วยให้คนเราเข้าใจ

ธรรมชาติที่แท้จริง เข้าใจถึงจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของกันและกัน
ได้ด้วยการนำสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดมาใช้ให้สัมพันธ์กัน เกิดเป็น

การสร้างสรรค์ที่มีประสิทธิภาพ จะนำมาซึ่งความสุขความสมบูรณ์
ความสบายกาย สบายใจโดยแท้


จะว่ากันไปจิตใจที่บริสุทธิ์พรั่งพร้อมไปด้วยความจริงใจ
ยิ้มแย้มแจ่มใส แววตาก็จะส่งประกายแห่งความเอื้อเฟื้อต่อบุคคล

ที่อยู่รอบข้าง จะยังมาซึ่งความไว้วางใจ ความพึงพอใจ ในที่สุดก็จะ
ขยับเป็นพลังแห่งความศรัทธาในตนทันทีความสุขที่สามารถสัมผัสได้

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 117





ด้วยจิตใจนั้นแม้อาจจับต้องไม่ได้ก็ตาม แต่คุณค่านั้นมหาศาลหาค่าใด

เปรียบเทียบมิได้เลยทีเดียว

คงไม่ปฏิเสธที่มีคนกล่าวว่า “ความสุขทางใจนั้นมันช่าง

ตราตรึงใจมิลืมเลือน” ความสุขที่กล่าวมาแล้วหาได้ไม่ยากและไม่ไกล
จากความมีจิตใจเป็นครูของเรา


ครูอย่างเราจะรู้สึกอิ่มเอมใจเสมอ เมื่อเห็นศิษย์ที่ทุกคน
มองว่า เป็นคนไม่เอาไหน ใช้ไม่ได้ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ทำแต่เรื่อง

ให้เหนื่อยทั้งกายและใจกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างสง่างาม
โดยเริ่มจากสังคมเล็ก ๆ ภายในห้องเรียน กลุ่มเพื่อน เพิ่มความมี

ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น กล้าแสดงออก และค่อย ๆเผยรอยยิ้มด้วยความ
ตั้งใจจากใบหน้าของศิษย์คนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีรอยยิ้มมาก่อนเลยสักครั้ง

กลับมายิ้มได้ทั้งใบหน้าและแววตา ดูมันสดชื่นมากมายยิ่งกว่าความ
สดชื่นอิ่มเอมใด ๆ ที่ได้พบจากความรู้สึกที่เคยมีกับความเป็นครูของ

เราเลยจริง ๆ

สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากจิตใจที่จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้จากจิตใจ

หรือจิตสำนึกนั้นสำคัญยิ่งนักบางครั้งทรัพย์สินเงินทองหรือคะแนนเต็ม
ร้อยก็ไม่อาจเทียบได้กับความรู้สึกดี ๆ ที่ลูกศิษย์ได้รับจากครู อย่างเรา


ที่ว่าทุ่มเทเต็มที่แล้ว จริงหรือ ? ปัจจุบันวัตถุอยู่เหนือจิตใจ ไฉน

เลยเวลาที่ครูได้อยู่กับศิษย์ ทำไมยังล่วงเลยผ่านไปอย่างไร้ความหมาย
ไร้ความผูกพัน

118 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






จำได้ว่า “ครู” ต้องอดทน อดกลั้น ตั้งใจ เต็มใจพร้อมเสมอ

ที่จะเป็นผู้ให้ ถึงแม้การให้นั้นจะไม่เกิดผลตอบแทนใดให้เห็นเป็น
รูปธรรมได้ก็ตาม ครูอย่างเราก็ยังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไป สักวันหนึ่ง

ความรักความศรัทธา ความประทับตรึงตรา ก็มาถึงเราจนได้

เมื่อใดก็ตามหากครูสัมผัสได้ซึ่งความอิ่มเอมใจนี้ ครูจะรู้สึกดี

ไม่รู้ลืมแน่นอน การสร้างบรรยากาศการผูกมิตรไมตรี ใช้ปิยะวาจาการ
เป็นผู้มีกัลยาณมิตร มีจิตใจที่มั่นคง ซื่อตรงในอาชีพยุติธรรม ไม่แสดง

ความรักที่ไม่เท่าเทียม ให้เกิดขึ้นในความเป็นครู

แบบอย่างที่ดีไม่ใช่เพียงได้ชื่อว่าเป็นครูใจดี แต่ต้องมีดี ตั้งแต่ใจ

คิดจะทำสิ่งดีเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์เมื่อครูคิดจะปรารถนาให้ศิษย์ดีมีวินัย
ครูก็ต้องมีวินัยก่อนศิษย์ อีกทั้งครูคิดว่าทำไมศิษย์ไม่ทำความสะอาด

ครูก็ต้องควรจัดทำทุกอย่างให้สะอาดน่ามองเป็นตัวอย่างก่อนศิษย์
พร้อมกับสิ่งที่ครูหวังว่าศิษย์ควรเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบด้วยการ

ไม่พูดคุย ครูก็ต้องไม่พูดคุยเป็นต้นแบบแก่ศิษย์ ยังมีอีกมากมาย
นานับปการที่ครูอย่างเราทำทุกอย่างให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ศิษย์ได้


เพื่อให้ครูอย่างเราทำหน้าที่ได้สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายที่
ตั้งใจและกำหนดไว้ ก็ควรนึกถึงศิษย์ผู้ร่วมปฏิบัติตามไปพร้อมกับครูนั้น

ต้องปฏิบัติตามกันอย่างมีความสุขด้วย แล้วทุกอย่างก็จะราบรื่น
ไม่เหน็ดเหนื่อยอย่างที่คิด

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 119





ความแตกต่าง ลักษณะพฤติกรรมในตนของแต่ละบุคคลย่อม

ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นครูหรือศิษย์ก็ปรารถนาที่จะพัฒนาศักยภาพ
ของตนเช่นกัน ดังนั้น คุณธรรม จริยธรรมของครูต้องมาก่อน การกระทำ

ในสิ่งเดียวกัน บางคนทำได้ดี บางคนทำได้ไม่ดี ก็ด้วยเหตุที่ทุกคนมี
พื้นฐานมาไม่เท่ากันศิษย์ของเราก็คือคนคนหนึ่ง ฉะนั้น ความสามารถ

พิเศษเฉพาะตัวถ้ามีโอกาสได้แสดงความสามารถนั้นออกมาให้ถูกทาง
ก็จะมีประโยชน์มาก เพราะสิ่งดี ๆ อาจซ่อนเร้นอยู่ในตัวศิษย์ของครู

อย่างที่ครูอย่างเราไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้

การรับรู้ แรงจูงใจ และบุคลิกภาพ สติปัญญา สิ่งแวดล้อม

ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นพื้นฐานความเข้าใจที่บังเกิดขึ้นระหว่างครูกับ
ศิษย์ เพราะปัญหาต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นได้ในสังคมมนุษย์ สถาบันศาสนา

สถาบันครอบครัว สถาบันการเมือง สถาบันการศึกษา หากศิษย์ได้รับ
การเริ่มต้นที่ไม่ถูกต้องแล้ว จะเป็นผลกระทบและมีอิทธิพลต่อสังคม

ไม่น้อย อีกทั้งวัฒนธรรม ค่านิยม รูปแบบการเรียนรู้ มีความสำคัญยิ่ง
ต่อการเลียนแบบและนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตของศิษย์


วัฒนธรรม (Culture) มีความสำคัญต่อความเชื่อ ค่านิยม
ฉะนั้นวัฒนธรรมของครูอย่างเราในการให้ความเคารพนบนอบผู้ใหญ่

การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่ากล่าวผู้ใดโดยไม่มีเหตุผล ไม่พูดถึง
ผู้อื่นในแง่ลบโดยผู้นั้นไม่มีโอกาสได้รับทราบ วัฒนธรรมที่ดีงามใน

ตัวครูจะเป็นสิ่งน่าเชิดชูและนำไปสู่ศิษย์เพื่อให้เป็นคนดีในสังคมต่อไป

120 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






“เจตคติ” (Attitudes) เป็นปัจจัยสำคัญที่มีบทบาทในตัวครู

ที่มีต่อศิษย์ เช่น ด้านความรู้สึก ด้านความคิด และด้านการกระทำ
นอกจากนี้แล้วยังมีปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ จากครูสู่ศิษย์

นั่นคือสัมพันธภาพที่ดีภายในชั้นเรียนที่ครูมอบให้ศิษย์ด้วยความ
อบอุ่นใจสบายกาย ศิษย์จึงประสงค์ที่จะมาโรงเรียนเพื่อได้พบครูและ

เพื่อนอย่างมีความสุขทุกวัน

Keith Davis ได้อธิบายความหมายของมนุษยสัมพันธ์ใน

แนวกว้างไว้ว่า การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างเป็นทางการ จะช่วย
ให้การทำงานทุกอย่างบรรลุจุดประสงค์ ดังนั้น ครูอย่างเราควรมี

มนุษย์สัมพันธ์อันดี ต่อกัน จึงจัดได้ว่าเป็นผู้มีปฏิสัมพันธ์ที่ดี ควรแก่
การเป็นตัวอย่างแก่ศิษย์ จะเป็นการสร้างความพึงพอใจแก่ศิษย์ที่

ได้รับจากครูด้วยความผูกพันจะยังมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ในการปกครองการ
เรียนรู้ตลอดจนความเชื่อมั่นในตัวครูที่เกิดแก่ศิษย์อันจะนำมาซึ่งความ

ร่วมมือประสานงานและร่วมดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างครูกับศิษย์
อย่างได้ผลและมีประสิทธิภาพ


นอกเหนือจากนี้แล้วการที่ครูอย่างเรามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีใน
ตนเองนั้น ยังส่งผลให้ช่วยแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในตัวศิษย์ และช่วย

ลดความขัดแย้งกันระหว่างสังคมกลุ่มเพื่อน เพราะคุณค่าของศรัทธา
ที่ศิษย์มีในตัวครูอย่างเรา ทำให้เกิดความไว้วางใจ เชื่อฟังคำสั่งสอน

ความน่ารักอ่อนโยนในตัวศิษย์จะบังเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 121





“อาชีพครูนั้นเป็นได้ไม่ยากแต่คนที่มีจิตใจที่เป็นครูสมัย

นี้ดูเหมือนจะหาได้ยากเต็มทน” จากคำนิยามศัพท์ที่มีผู้กล่าวไว้ว่า

จิตใต้สำนึก (น.) คือ ภาวะของจิตที่ไม่อาจรู้สึกได้เพราะ

อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

จิตวิญญาณ (น.) คือ มีวิญญาณนักสู้ มีความตั้งใจจริงใน

หน้าที่ในการกระทำ

จิต (น.) คือ ใจ สิ่งที่มีหน้าที่รู้คิด


วิญญาณ (น.) คือ สิ่งที่เชื่อว่ามีอยู่ในกายเมื่อมีชีวิต เมื่อตาย
จะออกจากกาย ล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่


ครู (น.) คือ ผู้สั่งสอนศิษย์ ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์


ดังนั้น “ผู้มีจิตวิญญาณในความเป็นครู” เท่าที่ได้รับรู้กับความ
สุขใจที่สัมผัสได้อย่างเราจึงเล่าให้ฟัง


จากวันแรกของการได้รับแต่งตั้งเป็นครู เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม
พ.ศ. 2520 จวบจนวันนี้ 14 กุมภาพันธ์ 2554 คิดเสมอว่าโชคดีที่มีวันนี้

“ครูอย่างเรา”

122 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน









ในโลกนี้ยังมีเรื่องที่ยุ่งยาก รออยู่มากหลากหลายกายกองถม

ทำตัวดีอยู่ในกอร์ปคนรักชม สุขอารมณ์ชื่นบานสำราญใจ
อยู่ด้วยกันวันเดือนเลื่อนเร็วนัก รู้สึกรักเพื่อนพี่น้องศิษย์ทั้งหลาย

คอยเป็นเพื่อนเป็นครูกำลังใจ รอดปลอดภัยหมดทุกข์สุขเหลือเฟือ
สิ่งใดดีเก็บไว้ร้ายมลาย ขว้างทิ้งไปจากใจอย่าให้เหลือ

ครูอย่างเราก็เหมือนคนแจวเรือ ต้องคิดเผื่ออนาคตดั่งอาจิณ
ทั้งของศิษย์ของสังคมคนที่สาม มักนำความวุ่นวายมิจบสิ้น

อย่าคิดมากเพราะทุกคนต้องทำกิน เรื่องดูหมิ่นเหยียบย่ำกันธรรมดา
ก่อนจากกันขอมอบความรักให้ เกิดจากใจอาทรอาวรณ์หนา

ขออัญเชิญคุณพระอวยพรมา สุขกายาชื่นฤดีทวีเทอญ

ครูเพื่อศิษย์

ในสาธิตปทุมวัน

















































ï อาจารย์สุนทร ภูรีปรีชาเลิศ ï

124 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน





ครูเพื่อศิษย์


ในสาธิตปทุมวัน























ï อาจารย์สุนทร ภูรีปรีชาเลิศ




หนังสือ “ครูเพื่อศิษย์” วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ใน
ศตวรรษที่ 21 ที่ทางโรงเรียนโดยท่านผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการฝ่าย
วิชาการแนะนำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนสาธิต มศว
ปทุมวันแห่งนี้ได้อ่านนั้น ขอชื่นชมผู้เขียนและขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ที่ทำผู้เขียนให้มีโอกาสได้เปิดโลกทัศน์ออกนอกกะลาไปได้บ้าง
จากจินตนาการที่ตีความตามอักษรที่ปรากฏ การอ่านหนังสือเล่ม
ดังกล่าว ซึ่งมีผลปลุกพลังรักการอ่านในตัวผู้เขียนเป็นอย่างมากเพราะ

ตั้งแต่ยึดในวิชาชีพนี้มีแต่จะเพิ่มพลังในการพูดมากขึ้น ทุกวัน ช่วง
ปิดภาคเรียน (เดือนเมษายน 2556) ผู้เขียนมีโอกาสเข้าไปยังศูนย์

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 125





หนังสือจุฬาฯ สาขาสยามสแควร์ เดินผ่านไปมาหลายต่อหลายรอบ
เพราะต้องการหนังสือมาอ่านเพื่อพัฒนาตัวเองในหลายด้านทั้งด้าน

ภาษาอังกฤษและความรู้ในวิชาชีพครู โชคดีมากครับที่บนชั้นหนังสือ
ปรากฏหนังสือชื่อ “ส่งความสุขสู่คุณภาพการศึกษา” เขียนโดย ศาสตราจารย์
นายแพทย์วิจารณ์ พานิช เพียงหน้าปกก็เป็นการปลุกความอยากรู้ว่า

ในหนังสือประมาณ 330 หน้านี้ หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 ซึ่งทุกเล่ม
ถือเป็นหนังสือชั้นเยี่ยมได้แก่ เล่มที่ 1 “ครูเพื่อศิษย์” การศึกษาไทย
2552 – 2553 เล่มที่ 2 “ครูเพื่อศิษย์” เติมหัวใจให้การศึกษาถ้าเราอ่าน
และนำไปปรับใช้กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน
ของเรา หวังไว้สักวันว่าเราจะเป็นครูเพื่อศิษย์เหมือนดังตัวอย่างใน

หนังสือเล่มนี้ได้บ้างแม้เพียงเศษเสี้ยว

ผู้เขียนเองที่มีโอกาสได้รับประสบการณ์ตรงจากเรียนรู้สภาพ
และบริบทของสาธิตที่มีชื่อเสียง เลื่องลือนามว่า “สาธิตปทุมวัน” ตั้งแต่
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2548 สมัยเป็นนิสิตฝึกสอนและได้รับ

โอกาสรับเข้าทำงานในวันที่ 16 กรกฎาคม 2550 ครูเพื่อศิษย์
ในสาธิตปทุมวัน มีอยู่มากหลายท่าน ทั้งนี้ตัวผู้เขียนเองขอกล่าว
ชื่นชมท่านทั้งหลายและขอบอกเล่าถึงสิ่งที่ได้เห็นได้เรียนรู้ทั้ง

ประสบการณ์ตรงและแหล่งข่าวซึ่งเปรียบเสมือนกระจกวิเศษสะท้อน
ความจริงไม่ว่าจะเป็นนักเรียน รวมถึงนิสิตฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครูรุ่นแล้วรุ่นเล่า ผมไม่ขอกล่าวถึงชื่อของท่านเพราะท่าน
ย่อมความภูมิใจในตนเองว่ามีคนเห็นคุณความดีที่ท่านได้สั่งสมและ
ปฏิบัติจนเป็นกิจวัตร ขอยกย่องและกล่าวอย่างภาคภูมิใจกับท่านซึ่งเป็น

อาจารย์ที่สอนอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ต่อไปจะแทนชื่อ
ของท่านเหล่านี้ว่า “ครูเพื่อศิษย์” ซึ่งขอตัวอย่างท่านที่โดดเด่นและมี
ความใกล้ชิดที่ได้พบเห็นท่าน

126 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






“ครูเพื่อศิษย์” ที่ท่านต้องการพัฒนาตนเองและผลักดันให้
โรงเรียนมีมาตรฐานที่สูงขึ้นตามตัวชี้วัดด้วยการตัดสินใจศึกษาต่อใน

ระดับปริญญาเอก ท่านเป็นต้นแบบของความเพียรและพยายามให้
รุ่นน้องพนักงานมหาวิทยาลัยได้เห็นและเรียนรู้ ยอมเป็นด่านแรก ๆ
ที่จะได้นำร่องและศึกษาตัวระบบเพื่อจะได้มีข้อมูลและประสบการณ์

บอกต่อไปยังรุ่นน้อง ๆ เนื่องจากทุกวันนี้รู้สึกว่าพนักงานมหาวิทยาลัย
มีข้อกำหนดมากอีกทั้งต้องแบ่งเวลาในการทำงานบริหาร และ
ภาระหน้าที่ของครอบครัวได้อย่างลงตัว ท่านคงเหนื่อยมาก

“ครูเพื่อศิษย์” อีกท่านหนึ่งใช้เวลาในการสอนเนื้อหาและ

วิธีการเรียนรู้ รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ให้นักเรียนได้เรียนรู้และ
สิ่งที่พึงปฏิบัติในสังคม ไม่เน้นว่าคนต้องเก่งแต่ท่องจำและเรียนเนื้อหา
หากท่านมีเวลาว่างก็จะใช้เวลาในการเรียนรู้และสังเกตนักเรียนจาก
การเตะฟุตบอลซึ่งได้เรียนรู้นักเรียนในอีกหลายแง่มุม ท่านเป็นพลัง
สำคัญในการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนในรายวิชาเคมีพื้นฐาน

และพัฒนาสื่อที่ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมอีเลิร์นนิ่ง ในปีการศึกษา
2556 ที่กำลังจะมาถึงเรามีโอกาสที่จะได้ชื่นชมงานวิจัยเกี่ยวกับ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD และ TGT หาก

งานชิ้นนี้สำเร็จลงท่านคงมีพลังในการสร้างสรรค์งานอีกมาย ร่ำ ๆ ว่ามี
แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาชุดกิจกรรมสำหรับวิทยาศาสตร์เคมีเพิ่มเติม 1
เอาไว้แล้ว “ครูเพื่อศิษย์”อีกท่านเป็นเพื่อนร่วมทีมบอลท่านผู้นี้ให้ความ
สำคัญและฝึกนักเรียนในหลายต่อหลายด้าน อีกทั้งท่านมีความสามารถ
ในการได้ใจลูกศิษย์สามารถจดจำและประเมินลูกศิษย์ได้อย่างคล่องตัว

ทำให้วิชาฟิสิกส์ที่ยากแต่นักเรียนรักครูจึงเกิดศรัทธาและพลังในการ
เรียนรู้ ท่านมีความละเอียดและใส่ใจนักเรียนชายกางเกงสั้น นักเรียน

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 127





หญิงไม่ผูกโบว์ก็ท่านนี่ละจะคอยชี้แนะและพร่ำสอน “ครูเพื่อศิษย์”
อีกท่านปฏิบัติหน้าที่หนักในฐานะหัวหน้าระดับท่านเป็นพลังสำคัญ

ในชุมชุมวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และดูแลคนที่
ร่วมงานด้วย นักเรียนจะได้เรียนรู้กระบวนการคิดเพื่อคนอื่น
การเอาใจเขามาใส่ใจเรา จุนเจือ ช่วยเหลือ และความมีน้ำใจ เป็นครู

อีกทั้งร่วมกับทีมงานในการสรรค์สร้างงานวิจัยเพื่อพัฒนากระบวนการ
ทำโครงงานวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 – 6

“ครูเพื่อศิษย์” อีกท่านใช้เวลาในการจัดกิจกรรมฐานต่าง ๆ
อีกมากมายในช่วงกิจกรรมสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น

การคิดโจทย์ปัญหา การลงมือคิดคำถามและพิธีพิถันในการตัดสติกเกอร์
นักวิทยาศาสตร์เพื่อใช้ประกอบการเข้าฐานกิจกรรมของนักเรียน
สามารถเนรมิตงานให้มีสีสัน มีลูกเล่นที่ไม่เหมือนใคร คงไว้ซึ่งเสน่ห์
และการกล่าวขานของนักเรียนว่ากิจกรรมในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ต้องลงมือศึกษาและทำด้วยตนเอง เพราะใบกิจกรรมตอบ

คำถามของนักเรียนแต่ละคนแตกต่างกัน “ครูเพื่อศิษย์” อีกท่านที่เห็น
และเป็นกำลังใจในการทำงานสำคัญเพราะถือว่าเป็นเบ้าหลอมให้เรา
ดำรงตนเป็นครูที่ดีเพราะท่านคือตัวอย่าง ทุกวันนี้ยังทำหน้าที่เป็น

หัวหน้าระดับชั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อปลูกฝังทั้งกระบวนการสอน
และคุณธรรมในตัวของผู้เรียน อีกไม่นานทุกท่านจะได้ชื่นชมงาน
วิจัยเกี่ยวกับโครงการพัฒนาจริยธรรมของนักเรียนในระดับชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 1 “ครูเพื่อศิษย์” อีกท่านตอนนี้คงขยันขันแข็งอยู่กับการทำ
ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามวัฏจักร 5E ครูคนนี้มีความมุ่งมั่นอยู่มาก

ในการออกแบบกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ ใบงานและใบกิจกรรม
ท่านเป็นตัวอย่างของคนดีที่รู้หน้าที่และมีความจริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน

128 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






มีน้ำใจ “ครูเพื่อศิษย์” อีกท่านซึ่งไม่กล่าวถึงคงไม่ได้เนื่องจากท่านเป็น
ผู้ให้โอกาสและดูแลมาตั้งแต่ครั้งท่านดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม

สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นนิสิตฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครูปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการแต่ท่านไม่ละทิ้ง
ความสำคัญของการสอนท่านมีแนวคิดที่จะพัฒนาการสอนวิทยาศาสตร์

ด้วยวิธีการสอนที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมเจตคติทางวิทยาศาสตร์
สำหรับนักเรียนน่าภูมิใจที่เมื่อจบภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556
โรงเรียนจะมีงานที่ใช้เพื่อพัฒนานักเรียนของเราเอง และเป็นต้น
แบบทางการศึกษาสำหรับครู – อาจารย์ และนิสิตคณะครุศาสตร์
ศึกษาศาสตร์ที่จะเข้ามาเรียนรู้วิธีการสอนจากโรงเรียนของเรา

และหวังพึ่งครูของสาธิตปทุมวันเป็นต้นแบบ ดังที่ผู้เขียนรู้สึก
เมื่อครั้งปีการศึกษา 2548

จากประสบการณ์ตรงที่ได้เห็นและได้สัมผัส นี่เป็นเพียง
ส่วนหนึ่งของครูเพื่อให้ศิษย์ในรั้วสาธิตปทุมวันแห่งนี้ และเชื่อมั่นว่า

ครูเพื่อศิษย์มีอยู่ในจิตวิญญาณทุกคนของครูอาจารย์ทุกท่านในสาธิต
ปทุมวันที่มีอุดมการณ์เดียวกันในการพัฒนานักเรียนให้ประสบความ
สำเร็จ

Big Change


for tomorrow YET..........














































ï อาจารย์วราภรณ์ กรุดทอง ï

130 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






Big Change

for tomorrow YET..........






ï อาจารย์วราภรณ์ กรุดทอง














ดูเหมือนว่า สถานการณ์จะพาเราไป หรือ อีกนัยหนึ่ง

อาจต้องบังคับ หรือ ถูกบังคับ ให้เราต้องเปลี่ยน เพื่ออนาคต
หรือเปลี่ยนเพื่ออยู่รอดให้ได้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป หากเราไม่หลอก

ตัวเองมากนัก ว่าวันนี้ การเรียนการสอน ดูเหมือนว่าจะไม่ทันอก
ทันใจ เด็ก ๆ และผู้ปกครอง ของเราเอาเสียเลย อะไรก็ช่างรวดเร็ว

ไปเสียหมดทุกอย่าง บางรายวิชาเราแทบจะไม่ต้องสอนเด็ก เด็กก็
สามารถเรียนรู้ได้โดยการค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง หรืออาจรู้ได้โดย

การดำรงชีวิตในทุก ๆวัน ที่เด็กของเรา เหล่านั้นต้องประสบพบเจอ
ก็ไม่ต้องแปลกใจ ว่า บางเรื่องก็ดูเหมือนว่า ครู อย่างเราจะไม่ทันเด็ก

ด้วยซ้ำไป การทำให้วิชาชีพครูในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งทางด้านกระแส
สังคม และกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ของโลกในยุคปัจจุบัน

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 131





ในทุก ๆ วินาที ที่ถาโถมเข้ามาว่า ครู ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ต้องแก้ไข

ต้องทันเทคโนโลยี จนบางเวลาก็คิดเหมือนกัน ตกลงนี้เราเป็น ครู
หรือเป็นนักเรียนกันแน่ ตกลงว่าเรากำลังสอน หรือเรากำลังเรียน

นั้นก็เป็นอีกช่วงเวลาหลาย ๆครั้ง ที่นึกขึ้นได้ ในวันที่ต้องตอบคำถาม
สังคม และคำถามของเด็ก และผู้ปกครอง จนทำให้รู้สึกว่าเราจะ

กำหนดทิศทาง การสอนอย่างไร ต้องเป็นอะไร และเปลี่ยนอย่างไร
คำถาม คือ ต้องเปลี่ยนจริง ๆ ไหม แล้วถ้าต้องเปลี่ยนจะเปลี่ยนอะไร

หากไม่เปลี่ยนจะ เป็นอย่างไร เหล่านี้ คือ คำถามที่ครูอย่างเราเฝ้าคิด
อยู่ตลอดเวลาจนบางครั้ง คิดไปขนาดว่า อาชีพ นี้ยังควรเป็นเราอยู่ไหม

แล้วเรายังมีอะไรที่บอกกับตัวเองได้ว่า เรายังเป็น ครูที่ดีอยู่ เรายังทำหน้าที่
ครู ได้อย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นครูอยู่ ก็ในเมื่อเราเองก็ยังต้องใช้

ชีวิตอยู่ในสังคมที่ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และด้วยเหตุผลเหล่านี้
สิ่งที่เราจะยังสามารถรู้ได้ว่า อาชีพนี้ ควรต้องมีลักษณะอย่างไรบ้าง

เพื่อให้เป็นอาชีพที่ยังทรงคุณค่า ในทางสังคม และวัฒนธรรมแบบไทย
ไทย ของเรา การกำหนดจุดที่เราจะยืน และที่ที่เราจะยืนหยัดอยู่ได้จะทำ

อย่างไร สำคัญคือ ทำอย่างไรให้ คำว่า แม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติ
ยังคงเป็นถ้อยคำที่เรายังระลึกได้ตลอดเวลา และตลอดการดำรง

อยู่ในอาชีพนี้ของเราไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรต้องถอยกลับไปสักนิด
แล้วคิดเพิ่มสักหน่อย ว่า ครู ของเราสอนอะไร เรามาบ้าง และทำไม

วันเวลาผ่านมาหลายปี เรายังคงเคารพ และรักครูของเราอยู่เสมอมา
ทำไมเวลาเราเจอ ครูผู้ใหญ่เราถึงรู้สึกได้ในทันทีว่า เรายังคงเคารพ

ท่านอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ ก็ ได้คำตอบ คือคำว่า จิตวิญญาณ ความเป็น

132 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






ครู เรื่องนี้ คือ อะไร จิต คือ หัวใจ ที่มีแต่การให้ให้โดยไม่หวังผล

ตอบแทนให้โดยหน้าที่ ไม่ว่าเด็กของเราจะเป็นอย่างไร จะดี หรือ
ร้ายกาจบ้างในบางเวลา เรายังคงให้ โอกาสเขาอยู่เสมอ และตลอดไป

การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ ให้โอกาส วิญญาณ คือ สิ่งที่ค่อยควบคุมจิต
ให้กระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร วิชาชีพนี้ คือ แม่พิมพ์ พ่อพิมพ์ของชาติ

หากต้นแบบผิดจะพิมพ์ออกมาอีกกี่ครั้ง ก็ผิด เสมอ เหล่านี้คือสิ่งที่
ทำให้เราคิดเสมอว่า ทำไมเราถึงมาเป็น ครู คำตอบ คือ เรามีความต้องการ

ที่จะเป็น เหมือนดัง เช่น บุคคลที่สอนเรามาใช้ไหม เมื่อเป็นเช่นนี้ก็
กลับมาที่ เรื่อง การ เปลี่ยนเพื่ออนาคตสู่ศตวรรษที่ 21 ก็คือ เปลี่ยน

ให้ตัวเราเองเป็นบุคคลซึ่งสามารถตั้งอยู่ในวิชาชีพ ครู ได้อย่าง
ครบถ้วนที่สุด ไม่ว่าจะผ่านไป อีก กี่ยุค กี่สมัย สิ่งที่จำเป็น และควรต้องมี

คือ จิตวิญญาณ ใน ทุก ๆ วิชาชีพ ที่เรากำลังดำรงอยู่ และการคงไว้
ซึ่งความถูกต้องอย่างสมบูรณ์


การสอนให้เด็กของเราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างภาคภูมิใจ
และไม่ทำให้สังคม ที่เขาดำรงชีวิตอยู่มีปัญหา และ เขาเป็นส่วนหนึ่ง

ของปัญหาเหล่านั้น เป็นความโชคดี อย่างมากที่เราอยู่ในสถานศึกษา
ซึ่งเด็กของเราเป็นเด็กเก่ง และเป็นเด็กที่รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

ของโลกได้อย่างดีพอควร ในเรื่องวิชาการ สถาบันของเราก็ถือได้ว่า
อยู่ในระดับต้น ๆ เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องไม่น่ากังวลสักเท่าไหร่ สำคัญคือ

ส่วนเติมเต็ม ที่จะทำให้เด็กของเรา มีความรู้ ควบคู่ การมีปัญญา
ครูอย่างเราควรต้อง สอดแทรก จริยธรรม เข้าไป ในทุก ๆ ครั้ง ที่เราให้

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 133





ความรู้กับเด็ก และควรต้องทำสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นเรื่อง ที่ขาดไม่ได้

ถึงแม้ว่าการเติมเต็มสิ่งเหล่านี้จะดู ลำบากยากเย็นสักเพียงใด
เพราะเด็กของเราโดยส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

อาจจะมากกว่าเด็กปกติโดยทั่วไปเสียด้วยซ้ำ การเติมเต็ม และสอดแทรก
ศีลธรรม และจริยธรรม ให้กับเด็กดูเหมือนจะเป็นเรื่องจำเป็นแบบที่

หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ประเด็น คือ เติมตอนไหน เติมอย่างไร นั้นคือ
สิ่งที่ ครู อย่างเราควรต้องฝึก และค้นหาวิธีการ เพื่อให้เหมาะสม

และสอดคล้องกับ วิชาที่เราทำการสอนจริง ๆ แล้ว เรื่องเหล่านี้
เชื่อว่าบุคคลซึ่งประกอบ วิชาชีพครูมีอยู่กับตัวเองอยู่แล้ว แต่ทำอย่างไร

จะสามารถนำมาใช้ได้จริงและได้อย่างถูกต้อง และถูกเวลาเรื่องนี้
คงต้องกลับมาฝึกทักษะของตัวเราเอง เพราะถือเป็นสาระสำคัญ

นี้แหละ ที่เราบอกกับตัวเองว่า เราต้องกลับมาเป็นนักเรียนอีกครั้ง
แต่การเรียนครั้งนี้ คือการเรียนรู้ที่จะดำรงอยู่ ในวิชาชีพได้อย่าง

สมภาคภูมิ เราควรฝึกทักษะที่จะเข้าใจ อารมณ์ ในทุก ๆ ช่วงเวลา
ของเด็กนักเรียนของเรา และนำสิ่งเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนา

ทักษะในการสอนของเราเอง ด้วยมุมคิดแบบนี้ก็พอจะตอบอีก
หนึ่งประเด็น เรื่อง การเปลี่ยนแปลงสู่ศตวรรษที่ 21


อีกนัยหนึ่ง คือ เปลี่ยนที่เราก่อนจะไปเปลี่ยนที่เด็กหาก
เราเปลี่ยนได้ เราก็เปลี่ยนที่เด็กได้ คือ การเปลี่ยนในระดับ ความคิด

การเปลี่ยนที่ความคิดของเราเริ่มที่ตัวของเราวางแผนว่าเราจะก้าวหน้า
ในวิชาชีพอย่างไรได้บ้างเรา จะพัฒนาตัวเองอย่างไรให้วิธีการสอน

134 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






ของเราพัฒนาไปให้ดีกว่า ดีที่สุดที่เราจะทำได้ อย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้

ถือเป็นความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่ และสถานที่ที่เราได้ร่วมงานด้วย
และที่สำคัญกว่านั้น คือเราจะได้เป็นส่วนสำคัญ ในการรับผิดชอบเด็ก

นั้นคือ เราได้รับผิดชอบอนาคต ของชาติ คือการได้ร่วมรับผิดชอบชาติ
ของเรา เพื่อการพัฒนาอย่างยั้งยืน และการก้าวข้ามผ่าน ไปสู่ทุกศตวรรษ

ของเราจะสวยงาม และสอดคล้องกับทุกมิติ การเปลี่ยนแปลงของโลก
และนั้นคือบทบาท และหน้าที่ของครู ในมุม คิด ของเรา สูงสุด คืน สู่สามัญ

จะเปลี่ยนที่ใครได้ หากใจเรา ไม่ยอมเปลี่ยนเปลี่ยน ..........………..

ยุทธวิธีจับใจ..ศิษย์





















































ï อาจารย์สมฤดี แย้มขจร ï

136 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน







ยุทธวิธีจับใจ..ศิษย์



ï อาจารย์สมฤดี แย้มขจร














เมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสได้อ่าน ข้อเขียนที่ปรากฏใน
Social Media ใช้ชื่อว่า นิสัยครูไทย 7 ข้อที่มีในสังคมปัจจุบัน (น่าจะ
เป็นการรวบรวมข้อสรุปจากกระทู้ที่โพสต์ขึ้นและมีเด็กนักเรียนส่วนใหญ่

เข้ามาตอบ เป็นเสียงสะท้อนจากเด็ก ๆ ที่ไม่อาจจะมองข้ามได้เลย)

ไม่ว่าจะเป็นในเว็บไซต์ก็ดี เฟสบุ๊คส์ก็ดี มีการแชร์กันอย่างมากมาย
หลายคนคงได้เห็นแล้ว อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง ส่วนตัวผู้เขียนรู้สึก
สะเทือนใจ และสะท้อนใจ รวมทั้งติดใจจนต้องมานั่งย้อนคิดไปว่าเรา

ในฐานะเป็นครูเช่นกัน เคยคิดหรือปฏิบัติเช่นนั้นหรือไม่ จะคัดลอก

ข้อเขียนทั้งหมดมาให้อ่านเพื่อให้ได้อรรถรส แต่จะขอเปลี่ยนคำพูด
บางคำที่ไม่เหมาะสม ลองมาอ่านพร้อม ๆ กัน


“วันนี้จะมาคุยเรื่อง ครูไทย ว่ากันว่า ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ
มีบทสวดบูชาครู ตามที่ได้ยินในปัจจุบัน แต่นิสัยส่วนใหญ่ของครูไทย

ก็มักจะมีข้อเสียในสายตาของนักเรียนนิด ๆ ดังนี้

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 137





1. ครูส่วนใหญ่บอกว่า ถ้าสงสัยอะไรถามได้ แต่พอจะ

ถามเข้า ก็ด่าก่อนจะถาม

ดังนั้นส่วนใหญ่ที่นักเรียนพบเจอ ครูชอบบอกว่า “สงสัยอะไร

ก็ถามครู เดี๋ยวไม่รู้เรื่อง” พอยกมือขึ้นจะถาม ยังไม่ทันอ้าปากพูดอะไร
ออกมา ครูก็ชิงพูดออกมาก่อน “ทำไมไม่ตั้งใจฟังครูพูด คนอื่นเขาไม่เห็น

สงสัยอะไรเลย ดูอย่างเพื่อนคนนั้นสิ เขาตั้งใจเรียนเลยไม่สงสัยอะไร”


เอ่อ...ก็เมื่อกี้เพิ่งบอกว่าสงสัยอะไรก็ถามครูไม่ใช่เหรอ =__=

หรือว่า...ครูกลัวตอบคำถามของนักเรียนไม่ได้กันแน่!

2. ครูชอบคิดเองเออเอง เด็กพูดจริงก็หาว่าโกหก


เพื่อนเคยประสบ เพื่อนคนนี้นิสัยไม่ดีเท่าไหร่ เป็นผู้ชาย
ชอบแกล้งคนอื่นได้ทุกวัน แล้วมีวันหนึ่ง ของของเพื่อนคนหนึ่งหาย

มันก็ไปฟ้องครูอย่างนู้นอย่างนี้ ครูก็เลยเรียกคนที่เกเรที่สุดในห้องมา

แล้วก็พูดว่า เธอไปขโมยของ ๆ เขาทำไม บลา ๆ ๆ มันก็ทำหน้างง ๆ
บอกว่าไม่ได้ทำ ครูก็หาว่าโกหก แล้วสุดท้ายก็ถูกตีไปตามระเบียบ


ความจริงคือ...มันไม่ได้ทำจริง ๆ ครูขี้เกียจสอบสวนละมั๊ง
เลยหาคนที่มีโอกาสน่าจะกระทำเยอะที่สุด


3. ครูชอบหาว่า อย่ามาแอบนินทาครูนะ...เห็น

ประสบด้วยตนเอง =*= ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ตอน ป.5

ครูคนนี้เป็นครูผู้หญิง เราก็ไปติวกับเขาบ่อย ๆ แล้วชั่วโมงหนึ่ง

138 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






ทำผิดอะไรไม่รู้ ลืม ถูกเรียกให้ยืน เราก็อาย เพราะเป็นเด็กที่สนิทกับครู

แล้วก็เก่งวิชาคณิตศาสตร์ที่สุดในห้อง (มั๊งนะ เพราะไม่เคยมีใครคะแนน
คณิตสูงกว่าเรา) พออายก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยร้องเพลงหนูมาลีมีลูก

แมวเหมียว เป็นโน้ตโดเรมี พึมพำทำปากขยุบขยิบ ครูเขาเห็น เลยโดน
“ทำปากขมุบขมิบอะไร นินทาครูหรือไง ฮ้า!” เราก็เงียบ คิดในใจ ‘อะไร

ฮัมเพลงก็หาว่านินทา’ แทบร้องไห้

4. ไม่มีอะไรจะขู่ ก็ขู่จะหักคะแนน


ครูส่วนใหญ่ สั่งการบ้านนักเรียนเสร็จ ก่อนออกจากห้องก็
ประกาศิตตีตราจารึกบนหน้าผากของนักเรียนทุกคนราวกับตอกศิลา

พ่อขุนราม ไว้ว่า “ส่งให้ตรงเวลา ไม่งั้นเดี๋ยวครูจะหักคะแนน”


เงิบบบทั้งห้อง ในช่วงเวลานั้น -[]-

มีคนส่งเลยกำหนดตั้งหลายคน ไม่ยักโดนหักคะแนน
ทั้งที่เราก็ลุ้นให้มันถูกหัก เพราะคะแนนจะได้น้อยกว่าเรา (ชั่วร้าย =*=)

แต่ครูบางท่าน ก็พูดจริงทำจริง นักเรียนเลย ไม่ส่งจริง และเงียบจริง


5. เอะอะอะไร ก็หาเรื่องหัวหน้าห้องก่อนทุกครั้ง

บางคนที่ไม่ใช่หัวหน้าห้อง อาจจะไม่เดือดร้อน แต่สำหรับ

คนที่เป็น อาจจะเคยโดนมาบ้าง

คนที่ได้เป็นหัวหน้าห้องนั่น ถูกตราหน้าว่า เรียนเก่ง ขยัน

เป็นผู้นำ กล้าแสดงออก เป็นตัวอย่างที่ดี

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 139





ครูหารู้ไม่ว่า...หัวหน้าห้องที่ใช้คะแนนโหวตจากเพื่อน มันใช้

กำลังไทยมุงทั้งนั้น ประมาณว่า

“เดี๋ยว-เลือกเรานะ” “-เลือก-นั่นดิ” ประมาณนี้ แล้วเวลา

เพื่อนทำผิดอะไร ครูก็จะบอกว่า “หัวหน้าห้องทำไมไม่ดูแลเพื่อน”

เวลาโดนตียกห้อง “หัวหน้าห้องโดนตีสองเท่า”


เวลาใช้งาน “หัวหน้าห้อง เดี๋ยวถือนี่ไปไว้ที่ห้องพักครูหน่อยนะ”
เอ่อ...คือ...


6. สิทธิพิเศษ สำหรับเด็กเก่ง


จะเห็นว่า เด็กเก่งส่วนใหญ่ จะได้รับอภิสิทธิ์อยู่เนือง ๆ
หรือทางอ้อม พวกครูส่วนใหญ่ จะสนิทกับเด็กเก่งมากเป็นพิเศษ
มีอะไรก็แบ่งให้ ให้คะแนนเยอะเวลาส่งงาน แอบให้คะแนนพิเศษ

ทั้งที่เด็กคนอื่นไม่ได้ ชอบยกเป็นแบบอย่างแก่เพื่อนในห้อง จนพวก

สมองขี้ควายผสมปุ๋ยคอกอย่างเราต้องแอบอิจฉาเล็ก ๆ

ครูเข้าใจคำว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันมั๊ย - -


7. ครูจะสุ่มเลขที่ นักเรียนนี้ได้แต่ภาวนา =*=

“เดี๋ยวครูจะสุ่มเลขที่นะคะ เอาเลขที่...29!” ครูส่วนใหญ่

ชอบสุ่มเลขที่ ทำเอานักเรียนที่ไม่โดนเสียวสันหลังวาบ แต่สำหรับ
พวกที่โดน ก็เหงื่อตกตัวสั่นงันงกกันไป

140 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






แปลกนะ สุ่มทีไหร่ ได้แต่-คนที่เก่ง ๆ ทั้งนั้น (ประชด)


พอตอบไม่ได้ ก็เรียกออกไปตี ไม่ตีก็ว่า โดยเฉพาะพวกที่เรียน
เก่งอยู่แล้ว ตอบไม่ได้ ครูก็จะพูดพล่ามตามนิสัยที่มี - -


ครบทั้ง 7 ข้อแล้ว เป็นไงกันบ้าง หลายคนอาจจะคิดว่าไร้สาระ
เป็นเรื่องบังเอิญที่เด็ก ๆ คิดไปเอง แต่ดูเหมือนบางข้อเป็นการสร้าง

ตราบาปในใจให้กับเด็ก ๆ จนเค้าจำฝั่งใจ จึงมิอาจจะละเลยให้ผ่านไปได้
สำหรับมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า มันคือยุทธวิธี หรือเทคนิคที่ครู

ส่วนใหญ่นำมาใช้จริง ๆ บางข้อมันอาจใช้ได้ผลดีมาแล้ว เกิดประโยชน์
ต่อตัวเด็กมาแล้วในหลาย ๆ สมัยที่ผ่านมาแล้ว (แต่ดูเหมือนหลาย

ข้อไม่เป็นผลดีต่อเด็กสักเท่าไร) แต่กาลเวลา ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว
เป็นศตวรรษที่ 21 ที่สังคมเปลี่ยน เจนเนอเรชั่นของเด็ก ๆ เปลี่ยนไป

เทคนิคหรือยุทธวิธีเหล่านี้ไม่จับใจศิษย์ซะแล้ว มาลองค้นหายุทธวิธี
ใหม่ ๆ กัน


ในฐานะเป็นครูโรงเรียนสาธิตที่ต้องใฝ่รู้ รักการค้นคว้า มีความ
ทันสมัย ก้าวทันเทคโนโลยี ได้อ่านจากบล็อก www.gotoknow.org/

council จากหนังสือวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21
จากหนังสือครูเพื่อศิษย์ และจากหนังสือ สอนนอกกรอบ : ยุทธวิธี

จับใจศิษย์ ซึ่งทั้งหมดเป็นชุดเดียวกันที่เป็นผลงานของนายแพทย์วิจารณ์พานิช
หลายท่านคงได้อ่านแล้วเหมือนกัน (เพราะฝ่ายวิชาการของ

โรงเรียนได้แจกจ่ายให้กับอาจารย์ทุกท่าน) อ่านแล้วรู้สึกจับใจ อยากจะ

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 141





ถ่ายทอดไว้เตือนใจคนเป็นครู จะได้เป็น “ครูเพื่อศิษย์ที่มียุทธวิธีที่

จับใจศิษย์” ไม่เอานิสัยครูไทย 7 ข้อมาใช้อีก ขอสรุปทั้งที่เป็นข้อคิดของ
นายแพทย์วิจารณ์ พานิช และผู้เขียน ครูเลยแอทน์ มาเป็นข้อ ๆ ดังนี้


1. ครูต้องมีวิธีสร้างความเชื่อมั่นในศิษย์ ว่าสามารถบรรลุ
ความสำเร็จที่มุ่งหวังได้ หากมีอิทธิบาท 4


2. เลือกบุคลิกการเป็นครูของตนที่ดำรงไว้ให้คงเส้นคงวา
ตลอดปีการศึกษานั้น บุคลิกที่แนะนำ “เข้มงวดแต่ยืดหยุ่น เน้นใช้อารมณ์

ขันมากกว่าดุว่า ไม่ยอมรับความก้าวร้าวหรือพฤติกรรมไม่เคารพผู้อื่น
รักวิชาของตนและยินดีต่อรองพบกันครึ่งทางกับนักเรียน


3. อารมณ์ความรู้สึกกำหนดพฤติกรรม สีหน้าท่าทาง เด็กมี
ผัสสะที่ละเอียดและอ่อนไหว จะรู้สึกถึงพฤติกรรมที่ครูแสดงออกผ่าน

จิตไร้สำนึกได้และกลายเป็นว่าครูเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของเด็กโดย
ไม่รู้ตัว เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว สูญเสียความมั่นใจในตนเอง (self esteem)

เกลียดโรงเรียน ต่อต้านสังคม หรือในทางตรงกันข้ามอาจสร้างคนที่
อ่อนไหวเห็นอกเห็นใจคนอื่น เป็นการสร้างการเรียนรู้แก่ศิษย์ที่สำคัญ

ยิ่งต่อชีวิต ที่ไม่ใช่การเรียนวิชา

4. ครูต้องมีวิธีใช้คะแนนเป็นเครื่องสร้างแรงจูงใจในการเรียน

ไม่ใช่ปล่อยให้คะแนนเป็นสิ่งบั่นทอนกำลังใจในการเรียน

5. การสอนศิษย์กับการสอนตามหลักสูตรแตกต่างกัน

ข้อนี้ขอขยายความ เพราะชอบเป็นพิเศษ ดังนี้

142 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






“การสอนศิษย์เน้นที่การเรียนรู้ของศิษย์ไม่ใช่เน้นที่กี่สอนของครู

ไม่ใช่เน้นตามการสอนให้ครบตามเอกสารหลักสูตร ความยากลำบาก
ของนักเรียนอย่างหนึ่ง คือ โรคสำลักการสอน เพราะโดนยัดเยียด

เนื้อหาความรู้มากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงระดับพัฒนาการทางสมอง
ของเด็ก ที่แม้อายุเท่ากัน เรียนชั้นเดียวกัน แต่พัฒนาการทางสมอง

บางด้านต่างกัน หากครูไม่เอาใจใส่ ไม่สังเกตเด็กที่สมองยังพัฒนา
ไม่ถึงขั้นที่จะเข้าใจสาระวิชานั้น จะเบื่อหรือเกลียดการเรียนวิชานั้น

และอาจทำให้เกลียดการเรียนทั้งหมดไปอย่างน่าเสียดาย”

6. คำพุดเชิงบวกต่อเด็กแต่ละคนมีผลต่อการสร้างพลังใน

ชีวิตของเด็กมากแค่ไหน และในทางตรงกันข้าม คำพูดเชิงลบ
เหยียดหยันเด็ก จะทำลายชีวิตเด็กได้มากเช่นกัน ครูเลาแอนน์บันทึกไว้ว่า

“จงระมัดระวังคำพูด คำพูดของครูอาจก้องอยู่ในหูของเด็กไปชั่วชีวิต”

7. ครูต้องเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเปิดเทอม 2 - 3 สัปดาห์

เพื่อให้ตนเองพร้อมที่สุดต่อการจัดชั้นเรียน ให้นักเรียนเข้าสู่ความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยภายใน 2 - 3 วันแรก มิฉะนั้นสภาพการเรียนของ

นักเรียนในชั้นอาจเละเทะไปตลอดปี

8. ทำสัปดาห์แรก ให้เป็นสัปดาห์แห่งความประทับใจ

เริ่มวันแรกด้วยรอยยิ้ม


9. เลิกทำตัวเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับนักเรียน นี่คือหัวใจ
ของการเป็นครู อย่าใช้หลักการของครูฝึกทหารที่ใช้หลักเอาทหารใหม่ไว้

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 143





ใต้บาทาเพ่อรักษาวินัย ครูต้องใช้ความรักความเมตตานำ แต่เจือด้วย

ความเด็ดขาดและแม้จะมีนักเรียนชวนทะเลาะ ก็อย่าทะเลาะด้วย ต้อง
แสดงด้วยการกระทำ (และคำพูด) ให้ประจักษ์ชัดว่านักเรียนกับครู

อยู่ฝ่ายเดียวกัน คือฝ่ายรักษาผลประโยชน์ของนักเรียน เมื่อนักเรียน
เขาใจและไว้วางใจครู ครูก็จะไม่ต้องเสียเวลากับการบังคับใช้

กฎระเบียบในชั้นเรียน หันมาทุ่มเทกับการเรียนรู้ของศิษย์ได้เต็มที่
ผลการเรียนของเด็กก็จะดี


10. หากพบเด็กเกเร เด็กก่อกวนชั้นเรียนอย่ารังเกียจตัวเด็ก
ให้รังเกียจตัวพฤติกรรมและหาทางช่วยเหลือเด็กให้หลุดพ้นจาก

พฤติกรรมนั้น นี่คือหลักของ “ครูเพื่อศิษย์”

11. วินัยเชิงบวกเน้นให้นักเรียนได้คิด ทำความเข้าใจและ

รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เรียนรู้ความรับผิดชอบ ชั่วดี
ในการกระทำของตน วินัยเชิงลบเน้นการลงโทษ การทำให้กลัว การดุด่า

ว่ากล่าว เฆี่ยนตี ประจานความผิดเพื่อให้ได้อาย

12. หน้าที่ของ “ครูเพื่อศิษย์” คือนำชีวิตของนักเรียนเข้าสู่ความ

สนุกสนานในการเรียน ซึ่งจะทำให้มีนิสัยรักการเรียน อย่าปล่อยให้เด็ก
ตกอยู่ใต้สภาพความทุกข์ระทมในการเรียน ซึ่งจะทำให้มีนิสัยเกลียด

การเรียน นื่คือหัวใจในหน้าที่ครู คือ สร้างนิสัยรักเรียน สร้างพลังหรือ
ไฟในการเรียนรู้ของศิษย์ มีหลักทั้งหมด 28 ประการ

144 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






13. สร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ๆ มีเทคนิคและคำแนะนำ

ที่ดีต่อการสร้างนิสัยรักการอ่าน

จะเห็นได้ว่าทั้ง 13 ข้อนี้เป็นยุทธวิธีที่น่านำไปใช้อย่างยิ่ง ในทุก

หัวข้อยังมีรายละเอียดปลีกย่อยในการปฏิบัติซึ่งอฺธิบายไว้อย่างชัดเจน
พร้อมตัวอย่างประกอบ หลาย ๆ ข้อเหมาะกับอาจารย์ประจำชั้นมาก ๆ

อยากให้พวกเรานำมาใช้น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับนักเรียนของเรา
แน่นอน ส่วนข้อ 12 และ 13 นั้นอยากให้ทุกคนได้อ่านแล้วนำมาปฏิบัติ

เพราะดีมาก ๆ สำหรับนักเรียน นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากครูหลาย ๆ
วิชาที่มีคำถามและมีคำตอบซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหา อยู่ในหัวข้อเรื่อง

“ศิราณีตอบปัญหาครูและนักเรียน” และสุดท้ายจบที่เรื่อง
“ประหยัดเวลาและพลังงาน” ซึ่งเรื่องนี้น่าสนใจมากเพราะพูดถึง

การทำแผนการสอน (ซึ่งน่าจะเป็นการสวนกระแสของโรงเรียนเรา)
การทำโครงงาน และการทำโครงการ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ายุทธวิธี

ทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ต่อครูสาธิตปทุมวันบ้างไม่มากก็น้อย สนใจ
รายละเอียดทั้งหมดหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ เรื่อง “สอนนอกกรอบ

: ยุทธวิธีจับใจศิษย์”

แหล่งอ้างอิง

นิสัยครูไทย 7 ข้อ ที่มีในสังคมปัจจุบัน. สืบค้นเมื่อ 20 เมษายน 2557. จาก
www.dek- d.com/board/view/3186529/

วิจารณ์ พานิช. (2556). สอนนอกกรอบ : ยุทธวิธีจับใจศิษย์. กรุงเทพฯ : สหมิตรพรื้นติ้ง
แอนด์พับลิชชิ่ง.

“การไหว้”




วัฒนธรรมไทยที่ไม่ควรลืม















































ï อาจารย์นุช พุ่มเพชร ï

146 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน










“การไหว้”




วัฒนธรรมไทยที่ไม่ควรลืม


ï อาจารย์นุช พุ่มเพชร






วัฒนธรรมการทักทายของคนไทยคือ การไหว้

พร้อมกับกล่าวคำว่า “สวัสดี” เป็นมารยาททางสังคมของคนไทยที่
แสดงออกมาให้เห็นถึงความมีสัมมาคารวะ การให้ความเคารพนับถือ

การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ที่ผู้น้อย มีต่อผู้ใหญ่ นอกจากนี้การไหว้
ยังเป็นกริยาที่ใช้ประกอบกับการแสดงความ “ขอบคุณ” และ “คำขอโทษ”

นั่นย่อมแสดงให้เห็นเสน่ห์ที่แท้จริงของการไหว้ ว่ามีความหมายมาก
กว่าการทักทายหากแต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นความกตัญญูของผู้รับ

และในขณะเดียวกันเมื่อเราทำผิด หรืออาจทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย
ความไม่ตั้งใจแล้วกล่าวคำขอโทษเพียงอย่างเดียว ความรู้สึกของผู้ที่เรา

ขอโทษนั้น อาจยังไม่หมดความขุ่นมัวไปได้ เพียงแต่เรายกมือน้อมไหว้
พร้อมกับกล่าวคำขอโทษ เพียงเท่านี้ความรู้สึกขุ่นมัวดังกล่าวก็จะจืดจาง

ไปได้ เพราะการกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเรารู้จักคำว่า “เด็ก- ผู้ใหญ่”
และมี “สัมมาคารวะ” อย่างไรก็ตามอานุภาพของการไหว้จะเกิดขึ้นตาม

สอนสนุก สร้างสุข สไตล์สาธิต (ปทุมวัน) เล่มที่ 2 147





จุดประสงค์ของผู้ไหว้ได้นั้น ต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจและจริงใจของ

ผู้ไหว้อย่างแท้จริงมิใช่ทำแบบ “ขอไปที”

การไหว้ นับ เป็นภูมิปัญญาไทยที่มีคุณค่าอย่างลึกซึ้ง

จากบรรพบุรุษได้ส่งทอดถึงลูกหลานในปัจจุบันเพราะการที่เรา
ยกมือไหว้บุคคลต่างระดับกันนั้นมีนัยยะแฝงอยู่ดังที่ มัชฌิมา สุขคง

กล่าวไว้ในบทความเรื่อง อานุภาพแห่งการไหว้ ว่า “...เรายกมือ
ไหว้พระโดยให้นิ้วหัวแม่มือเสมอหน้าผากเพราะท่านเป็นผู้ให้สติปัญญา

สอนให้ดับทุกข์ เรายกมือไหว้บิดามารดาโดยนิ้วหัวแม่มือเสมอปลาย
จมูกเพราะท่านทั้งสองเป็นผู้ให้ลมหายใจแก่เรา เรายกมือไหว้

ครูบาอาจารย์เสมอปากเพราะท่านใช้ปากในการอบรมสังสอนเรา
ส่วนการไหว้คนเสมอกันนั้นเราประนมมือเพียงอกซึ่งตรงกับใจ เพราะ

ความเป็นเพื่อนย่อมเกิดจากการคบกันที่ใจ” จะเห็นว่าการไหว้มีความ
หมายลึกซึ้งมากกว่าการแสดงออกทางกายที่เรามองเห็น หากเราสังเกต

ให้ดีจะเห็นว่าผู้ที่ทำกิริยาน้อมไหว้นั้นจะมีสีหน้า แววตาที่สดใสและ
รอยยิ้มบาง ๆ เจืออยู่บนใบหน้าของบุคคลผู้นั้นเสมอ นั่นอาจเป็นพลัง

บางอย่างที่มีอานุภาพยิ่ง

นัยยะอีกประการหนึ่งที่แฝงอยู่ในการไหว้ของคนไทยนั้น

อาจต้องเชื่อมโยงกับการออกกำลังกายแบบโยคะ ซึ่งการไหว้แบบไทย
มีลักษณะที่สอดคล้องกับ ท่าสุริยนมัสการ โดยมีลักษณะเริ่มต้นที่

เหมือนกันคือการไหว้ นั่นคือการประนมมือระดับอกแล้วก้มศีรษะ
ลง ในศาสตร์ของโยคะถือเป็นท่าไหว้ครู ว่าที่ร้อยตรี สุธนิน บัญญัติปิยพจน์

148 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน






อธิบายถึงการฝึกโยคะท่านี้ว่า เมื่อเราโน้มศีรษะลง จะทำให้เลือดไป

เลี้ยงสมองมากขึ้นทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและแก้ง่วงนอนได้ นอกจาก
นี้กล้ามเนื้อคอจนถึงบ่าจะได้รับการบริหารและที่สำคัญ คือ ขณะที่เรา

ก้มกดคอลงพับคางจะทำให้ต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณคอได้รับการ
บริหารด้วย รวมถึงต่อมพิทูอิทารีและต่อมไพนีลก็จะได้รับการกระตุ้น

ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายมีความสมดุลย์ ถือเป็นภูมิปัญ
ญาแบบไทยที่บรรพบุรุษคิดขึ้นได้อย่างแยบยลในระบบสังคมและ

องค์กร

การไหว้ ถือเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญ นั่นคือการวางระบบในสังคม

หรือองค์กรที่เรียกว่าระบบอาวุโส คนไทยได้รับการปลูกฝังให้รู้จักการ
แสดงความเคารพผู้อื่นด้วยการไหว้ โดยเฉพาะการให้ความเคารพ

ผู้อาวุโสนั้น ในสังคมไทยถือว่าผู้น้อยต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จัก
การวางตนให้ถูกต้องตามประเพณี อันเป็นวิธีสอนบุตรหลานทางอ้อม

ให้มีสัมมาคารวะ ไม่เย่อหยิ่งจองหอง เพราะลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดี
ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม การวางตนให้ถูกต้อง ตามประเพณีขององค์กร

ทำให้เกิดความสงบสุข และในขณะเดียวกันการปฏิบัติขัดกับประเพณี
ที่วางไว้ จะทำให้เกิดความขัดแย้ง ขัดเคืองความรู้สึกซึ่งกันและกัน

ดังนั้นการมีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมอันดีงามที่ยึดถือเป็นประเพณี
ปฏิบัติสืบต่อมาในองค์กรนั้น ๆ จึงเป็นบรรทัดฐานให้บุคคลในองค์กร

สามารถดำเนินชีวิตร่วมกันได้อย่างสันติสุข


Click to View FlipBook Version