30 เข้าไปด้วยความเคารพต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งงานหอสมุด งานพิพิธภัณฑ์งานช่าง ทางเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ที่ควรให้ความเคารพนับถือของประชาชนคนไทยโดยทั่วไปได้สร้างไว้ด้วยความเหนื่อยยาก และอุตสาหะเป็นอย่างยิ่ง งานพิพิธภัณฑ์เป็นงานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ด ารงราชานุภาพเป็นผู้ทรงก่อก าเนิดสร้างขึ้นมาเป็นงานชิ้นใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ งานหอสมุดนั้น เจ้านายสองพระองค์คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ และพระราช วรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงสร้างไว้ ส่วนงานช่างทางศิลปากรสถาน มีงานสถาปัตยกรรม งานช่างปั้น ช่างเขียน สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงสร้างไว้เมื่อ หลวงวิจิตรวาทการเข้าไปด้วยความเคารพบูชาตั้งปณิธานอันแน่วแน่ว่า สิ่งที่ท่านได้สร้างไว้แล้ว ท่านจะไม่ยอมให้เสื่อมโทรมเป็นอันขาด แผนการต่าง ๆ ของ 3 พระองค์ท่านที่มีอยู่ หลวงวิจิตรวาทการ จะด าเนินและท าต่อไปตามแผนการให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างราบรื่นไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เว้นไว้แต่งานละครและดนตรี ดังที่หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวไว้ว่า “เว้นไว้แต่งานหนึ่ง ซึ่งได้ออกกฎหมายไว้ แต่ยังมิได้ลงมือท า คืองานละครและดนตรี ข้าพเจ้าจะตั้งเป็นงานใหม่ของข้าพเจ้าและจะต้องส าเร็จ ผลเท่า ๆ กับงานอื่น ๆ ที่ปรากฏความส าเร็จอยู่แล้ว (หลวงวิจิตรวาทการ,2541, น.14) ความรู้หนังสือภายในงานของหอสมุด หลวงวิจิตรวาทการได้ใช้เวลาในการเพิ่มพูน ทักษะความรู้ด้านภาษาไทยของท่านให้มีทักษะในการใช้ภาษามากยิ่งขึ้นเพราะต้องท างาน กับนักปราชญ์ในด้านภาษาต่าง ๆ จากพระพินิจวรรณคดีซึ่งได้รับการยกย่องว่า เป็นปราชญ์คนหนึ่ง ในด้านหนังสือต่างประเทศ หลวงวิจิตรวาทการมีความช านาญด้านภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ท่านจึงท างานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ยังมีงานอีกหลายประเภทที่ท่านต้องเรียนรู้ เช่น งานช่าง งานประเภทนี้หลวงวิจิตรวาทการได้พยายามศึกษาแต่ในวิชาการเบื้องต้นคือเฉพาะแต่หลักวิชาการ ชั้นต้น พอให้พูดกันรู้เรื่อง ส่วนวิชาปฏิบัติที่จะท าอะไรด้วยตนเองเกินความสามารถท่านก็จะไม่เข้าไป มีบทบาทมากนัก หลวงวิจิตรวาทการจึงพยายามช่วยเหลือทางด้านงานช่างนี้แต่เฉพาะเรื่องธุรการ ช่วยแก้อุปสรรคบางอย่างให้ส าเร็จไปได้ ส่วนงานเรื่องละครและดนตรี เป็นงานที่ต้องท าขึ้นใหม่ ซึ่งท่านไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มาก่อน และไม่เคยคิดว่าจะต้องมาสร้างสรรค์งานอย่างนี้ แต่จ าต้องท าด้วย ตนเอง ท่านจึงได้ค้นคว้าเองเรียนเอง ซึ่งนั้นถือเป็นเปลี่ยนชีวิตของหลวงวิจิตรวาทการเป็นอย่างมาก
31 ซึ่งในการก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางค์นั้น ตั้งขึ้นท่ามกลางมรสุมการนินทาว่าร้าย โจมตีทุกทิศทุกทางในหนังสือเกือบทุกฉบับ เพราะประเทศไทยไม่เคยมีโรงเรียนชนิดนี้ และการแสดง ละครหรือดนตรีในสมัยนั้นยังถือเป็นงานเต้นกินร ากิน แม้ประชาชนในยุคนั้นจะเห็นแล้วว่าการแสดง ละครและดนตรีนั้นมีกันอย่างแพร่หลายในประเทศที่เจริญแล้วแต่ก็ยังเห็นกันว่าไม่เหมาะสมส าหรับ ประเทศเรา แต่การก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางค์นั้น หลวงวิจิตรวาทการท่านท าด้วยความจ าเป็น เนื่องจากมีบทบัญญัติอยู่ในกฎหมาย และเป็นกฎหมายที่ออกประกาศใช้แล้ว ก่อนที่ท่านจะมาเป็น อธิบดีกรมศิลปากร ความยากล าบากที่สุดนั้นก็คือการต้องปฏิบัติงานใด ๆ โดยที่ไม่มีเงินเป็นทุนเดิม และการของบประมาณกรมศิลปากร โดยเฉพาะเรื่องงานละครและดนตรีนั้นเป็นเรื่องที่ถือว่าเป็นไปได้ยาก ถ้าผู้ให้ไม่มีศรัทธาจะให้ ท่านก็ไม่ให้แล้วก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่การของบประมาณมาท างานนอกจาก จะไม่ได้แล้วยังถูกเหยียดหยามหัวเราะในที่ประชุมกรรมการพิจารณางบประมาณ หลวงวิจิตรวาทการ จึงเกิดความคิดที่จะขอกลับไปกระทรวงการต่างประเทศอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างท าให้ ท่านจะต้องอยู่และเป็นผู้สร้างสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะประสบความส าเร็จได้การตั้งโรงเรียน นาฏดุริยางค์นั้น ได้อาศัยความช่วยเหลือของกระทรวงธรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการ ได้แก่ พระสารสาสน์ประพันธ์ เคยเป็นเลขานุการของท่านราชทูตที่ปารีสมาด้วยกัน ได้รับความ สนับสนุนช่วยเหลือ ได้ครูมาสอนโรงเรียนนี้โดยรับเงินเดือนทางกระทรวงไป พลางก่อนระหว่าง ที่กรมศิลปากรนั้นจะมีรายรับจนสามารถบริหารการเงินต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ภายหลังที่มีการก่อตั้งโรงเรียนขึ้นมานักเรียนของโรงเรียนนี้ได้มีการออกมาท าการแสดงบ้าง แต่ไม่มีโรงแสดงโรงละครซึ่งในเวลานั้นหายากมาก และไม่สามารถน านักเรียนไปแสดงที่อื่นได้ จ าเป็นต้องแสดงภายในเขตพื้นที่ของกรมศิลปากร เนื่องจากไม่มีทางอื่นหลวงวิจิตรวาทการจึงปลูก โรงไม้ไผ่เอาผ้าเต็นท์มาขึงเป็นหลังคา รวบรวมเก้าอี้เท่าที่จะหาได้ ละครของกรมศิลปากรได้ออกแสดง ภายใต้หลังคาผ้าเต็นท์และเสาไม้ไผ่โดยในการแสดงครั้งหนึ่ง ท่านพระยาศรีธรรมาธิเบศ ร์ ผู้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในเวลานั้น ได้มานั่งดูการแสดงจนเสร็จสิ้นลง ท่านเจ้าคุณศรี ธรรมาธิเบศร์ จึงบอกให้หลวงวิจิตรวาทการตั้งงบประมาณไป ส าหรับสร้างโรงละครท่านจะช่วยหาเงินให้ หลวงวิจิตรวาทการส่งงบประมาณไป แต่ได้รับอนุมัติเพียง 6,500 บาท จึงต้องลงมือสร้างโรงละคร ด้วยเงิน 6,500 บาท พอตั้งเสาและมุงหลังคา เงิน 6,500 บาทก็หมดไป โรงละครของหลวงวิจิตรวาทการ ได้เปลี่ยนสภาพจากเสาไม้ไผ่หลังคาเต็นท์ มาเป็นเสาไม้เต็ง หลังคามุงสังกะสี พอกัน แดดกันฝน
32 เรื่องเก้าอี้นั่งดูละครได้รับความช่วยเหลือกระทรวงวัง ให้ยืมมาใช้ชั่วคราว และละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ ก็ได้ก าเนิดขึ้นในโรงละครราคา 6,500 บาทนี้เอง หลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าตั้งงบประมาณไปส าหรับสร้างโรงละคร เป็นจ านวนเงินเท่าไหร่จ าไม่ได้แต่ได้รับอนุมัติเพียง 6,500 บาท (หกพันห้าร้อยบาท) ส าหรับการสร้าง โรงละครไม่รู้ว่าจะสร้างได้อย่างไร แต่การคลังบอกว่ามีให้เพียงเท่านี้” (หลวงวิจิตรวาทการ, 2541, น.55) ภาพที่ 6 พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ วางศิลาฤกษ์ โรงละครแห่งชาติ ที่มา: หลวงวิจิตรวาทการ(2541, น. 56) ละครหลวงวิจิตร เรื่อง เลือดสุพรรณ เป็นบทละครที่แต่งโดยหลวงวิจิตรวาทการ ด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่หลังจากได้ท าการแสดงแล้วเกิดความนิยมอย่างแพร่หลายท าให้ กรมศิลปากรประสบความส าเร็จในด้านการเงิน และเกิดโรงละครที่มีฝารอบขอบชิด มีรูปร่างเป็น “หอป ระชุมศิลปากร” ที่ใช้มาจนทุกวันนี้เก้าอี้ทั้งหมดนั้นเป็นรายได้ของการแสดงละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องแต่งตัวละครหรือภาระทุกอย่าง ละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ เป็นผู้ท าให้การละครและดนตรีของกรมศิลปากรตั้งตัวขึ้นได้นอกจากนี้ละครหลวงวิจิตร เรื่อง เลือดสุพรรณ ยังได้สร้างความมั่นคงให้แก่โรงเรียนนาฏดุริยางค์ ด้วยเหตุผลเพียงนิดเดียวคือเรื่องของงบประมาณ วันหนึ่งท่านผู้แทนเชียงใหม่ได้รับเชิญมาดูละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ ท่านผู้แทนได้ให้ไมตรีแก่กรมศิลปากร ในทางงบประมาณ เพราะต่อมาเมื่อถึงคราวพิจารณางบประมาณของกรมศิลปากร ท่านไม่ได้คัดค้าน แต่อย่างใด กลับช่วยสนับสนุน ซึ่งแรงสนับสนุนของท่านผู้แทนในครั้งนั้นได้ช่วยให้โรง เรียน นาฏดุริยางค์มีร ากฐานมั่นคง ค รูอาจารย์ในโรงเรียนได้รับเงินจากงบประมาณที่ได้ใหม่
33 โรงเรียนมีความก้าวหน้ามากขึ้น ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็นโรงเรียนศิลปากร และเมื่อ หลวงวิจิตรวาทการละจากต าแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรแล้ว รัฐบาลก็ยังคงให้คุณูปการแก่โรงเรียน ถึงกับยกฐานะขึ้นเป็นวิทยาลัยอีกด้วย ในเวลาเดียวกันได้รับต าแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร หลวงวิจิตรวาทการต้องรับ ต าแหน่งหน้าที่อีกประการหนึ่งคือเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน แต่งานนี้หลวงวิจิตรวาทการกระท า ไม่ส าเร็จในเวลาคาบเกี่ยวกันนี้ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงครามได้เริ่มปลูกฝังลัทธิชาตินิยม ในหมู่ประชาชน ด้วยการคิดกันขึ้นมาในบรรดาผู้เป็นคนชั้นหัวหน้าปกครองว่า ลัทธิชาตินิยม หรือลัทธิ รักชาติลัทธิเดียว ที่จะเป็นเรื่องป้องกันภัยอันตรายที่จะเกิดแก่ชาติได้ทุกทางจึงได้มอบหมายให้ หลวงวิจิตรวาทการผู้ซึ่งด ารงต าแหน่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นได้ด าเนินนโยบาย “ปลูกต้นรักชาติ” ทางกรมศิลปากรโดยการแต่งละครปลุกใจ และเพลงที่เป็นบทปลุกใจให้รักชาติขึ้นเป็นระยะติดต่อกัน เช่น ละครปลุกใจ เรื่อง เลือดสุพรรณ ราชมนู ศึกถลาง พระเจ้ากรุงธนบุรีเจ้าหญิงแสนหวี และอื่น ๆ อีกมาก เรื่อง การปลูกต้นรักชาตินี้ หลวงวิจิตรวาทการท ามาอย่างไม่ลดละและด าเนินงานต่อมาจวบจน ใกล้วาระสุดท้ายของชีวิตท่านและตลอดชีวิตของหลวงวิจิตรวาทการท างานเรื่องชาตินิยมมาตลอด กา รปลูกต้นรักชาติเป็นผลดีมาตลอดตามล าดับจนเมื่อใกล้จะเกิดสงคราม มหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2484จึงได้ไปรับต าแหน่งรัฐมนตรีลอยอยู่อีกต าแหน่งหนึ่ง ในขณะที่เป็นอธิบดี กรมศิลปากรเป็นรัฐมนตรีลอยอยู่หลายปี ได้เลื่อนขั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ ปีพ.ศ 2483 และเมื่อกิจการระหว่างประเทศพัวพันกันมาก จึงถูกย้ายไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ พ.ศ. 2484 และเมื่อรัฐมนตรีว่าการ (คุณดิเรก ชัยนาม) ย้ายไปเป็น เอกอัครราชทูตไทยประจ ากรุงโตเกียวเมื่อต้นสงครามแล้ว หลวงวิจิตรวาทการก็ได้รับโอกาส ว่าราชการแทน (เสถียร พันธรังษี, 2505, น. 62) 2.1.4 ด้านครอบครัวและบั้นปลายชีวิต ระหว่างด ารงต าแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรและเป็นรัฐมนตรีรออยู่นั้นหลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งงานกับนางสาวประภาพรรณ รพิพันธุ์ อาจารย์โรงเรียนเบญจมราชาลัย บุตรของขุนวรสาส์นดรุณกิจ (พุก รพิพันธุ์) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2475ตรงกับวันเกิดของหลวงวิจิตร ณ บ้านพักที่ถนนวัดศิริ อ ามาตย์ เป็นการเริ่มชีวิตใหม่กับครอบครัวด้วยความรัก
34 ภาพที่ 7 พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ และ คุณหญิงประภาพรรณ ขณะด ารงต าแหน่งเป็นอัครราชทูตไทย ประจ าประเทศสวิสเซอร์แลนด์ออสเตรเลียและยูโกสลาเวีย ที่มา: หลงวิจิตรวาทการ(2541, น. 76) ในวันแต่งงาน ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม (ฐานทตฺตเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุองค์ ที่ 15 เป็นประธานสงฆ์ในวันพิธีนั้น หลวงวิจิตรวาทการ น าเจ้าสาวของตนเข้าไปนั่งหน้าพระภิกษุสงฆ์ และประกาศให้พระสงฆ์ทราบถึงความรักและกล่าวสัจจะวาจาปฏิญาณต่อความรักต่อหน้าพระสงฆ์ หลวงวิจิตรวาทการเป็นคนที่อ่อนหวานต่อความรัก รักภรรยาที่สุด และเมื่อมีลูกก็เป็นพ่อที่ดีที่สุด เช่นเดียวกัน หลวงวิจิต ร วาทการและคุณหญิงประภาพรรณมีบุตร ธิดาร วมทั้งสิ้น 7 คน เป็นชาย 6คน และหญิง 1 คน ได้แก่ 1. ดร.วิญญู วิจิตรวาทการ 2. ร.ท.วิวิทย์ วิจิตรวาทการ (ถึงแก่กรรม) 3. นางวิจิตรา วิจิตรวาทการ 4. ดร.วิบูล วิจิตรวาทการ 5. นายวิภาวิน วิจิตรวาทการ 6. นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ 7. นายวิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ
35 ภาพที่ 8 บุตรธิดา ของ ฯพณฯ พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ และคุณหญิงประภาพรรณ วิจิตรวาทการ ที่มา: เสถียร พันธรังสี (2505, น. 4) วาระสุดท้ายของหลวงวิจิตรวาทการ ในช่วงรัฐบาลใหม่ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และจอมพลผิน ชุณหะวัน เมื่อปี พ.ศ. 2591 หลวงวิจิตรวาทการได้มีโอกาสเข้ารับราชการในต าแหน่ง ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการ ในปี พ.ศ. 2495 โดยในระยะเวลานี้รัฐบาลไทยได้ขยายความสัมพันธ์ทางทูตใหม่กับนา นาประเทศ จึงได้ส่งหลวงวิจิตรวาทการไปด ารงต าแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจ าประเทศอินเดีย ในขณะที่ท่าน ได้ด ารงหน้าที่อยู่ที่ประเทศอินเดียนั้น ท่านได้ศึกษาหาค วามรู้ทางด้านอารยธรรมโบราณ และพระพุทธศาสนาตลอดเวลา 1 ปีที่ท่านด ารงต าแหน่ง ต่อมาท่านได้ขอย้ายไปประจ าที่ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ ในต าแหน่งอัครราชทูต ซึ่งเป็นต าแหน่งที่เล็กลงมาแต่หลวงวิจิตรวาทการได้สังเกตว่า นี้จะเป็นการดีถ้าบุตรธิดาของท่านได้ท าการศึกษาอยู่ในยุโรป ด้วยเหตุที่หลวงวิจิตรวาทการนั้นเป็น ข้าราชการอาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงได้มอบอ านาจให้อัครราชทูต ประจ าประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้นมีอ านาจครอบคลุมไปถึงออสเตรเลีย และยูโกสลาเวีย ในระยะที่ ประจ าอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์นี้เองที่ท่านและครอบครัววิจิตรวาทการได้มีโอกาสถวายงานแด่สมเด็จ พระราชชนนีและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา ซึ่งในขณะนั้นพระองค์ทรงได้ประทับ อยู่ที่โลซานเป็นส่วนใหญ่
36 ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2498 ได้มีการท างานเพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมของไทยจึงได้มี ค าสั่งให้หลวงวิจิตรวาทการ กลับมาฟื้นฟูงานศิลปะวัฒนธรรมขึ้นมาตามวิถีของคนไทยอีกครั้ง ให้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ที่ก าลังมีอิทธิพลอยู่ในแถบทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในครั้งนี้เองที่หลวงวิจิตรวาทการได้แต่งละครปลุกใจชุด “อานุภาพ”ขึ้นจ านวน 4 เรื่อง ได้แก่ อานุภาพพ่อขุนรามค าแหง พ.ศ. 2497 อานุภาพแห่งความเสียสละ พ.ศ. 2498 อานุภาพแห่งความรัก พ.ศ. 2499 และอานุภาพแห่งศีลสัตย์ พ.ศ. 2500ต่อมาใน พ.ศ. 2501 หลังจากที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ชักชวนให้หลวงวิจิตรวาทการซึ่งขณะนั้นได้ด ารงต าแหน่งเป็นทูต ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้เข้าร่วมการปฏิวัติการปกครองในประเทศไทยโดยได้ท าหน้าที่เป็นผู้วางแผน การปฏิวัติในกรุงลอนดอนก่อนที่จะกลับมายังประเทศไทยในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2501 โดยที่การวางแผน ของหลวงวิจิตรวาทการในครั้งนี้ได้รับการช่วยเหลือจากคณะปฏิวัติเสมอ เมื่อการปฏิวัติครั้งนี้ประสบ ผลส าเร็จ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แต่งตั้งให้หลวงวิจิตรวาทการด ารงต าแหน่งปลัดบัญชาการส านัก นายกรัฐมนตรีซึ่งต าแหน่งนี้ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกมีหน้าที่ในการช่วยกลั่นกรองงาน เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยของนายกรัฐมนตรี ถึงแม้ว่าหลวงวิจิตรวาทการจะพ้นอายุทางราชการแล้วแต่ ท่านก็ยังอุทิศตนเองเพื่อท างานให้แก่บ้านเมืองเสมอมา หลังจากที่หลวงวิจิตรวาทการต ารงต าแหน่งด้วยความขยันหมั่นเพียรจนท าให้ท่าน พักผ่อนไม่เพียงพอจนกระทั่งท าให้ท่านเป็นโรคหัวใจเมื่อปลายปี พ.ศ. 2504 โดยได้เข้ารับการรักษา ตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กา ร รักษาพยาบาลในครั้งนี้ได้รับการ รักษาตัวเป็นพิเศษ จากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีค าสั่งให้คณะแพทย์มาท าการรักษาอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งอาการ ของท่านได้ดีขึ้นตามล าดับ แต่เนื่องด้วยขณะนั้นท่านได้มีความกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างโรงละครแห่งชาติ และหอสมุดส าหรับเก็บหนังสือและเอกสารเก่า หลวงวิจิตรวาทการจึงได้ท าการจัดการประชุมคณะกรรมการ ในวันที่ 29 - 30 มีนาคม พ.ศ. 2505 ท่านได้ท างานอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้ค านึงถึงอาการป่วยของตนเอง ท าให้เกิดอาการก าเริบขึ้นและถึงแก่กรรมในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุ 64 ปี
37 ภาพที่ 9 พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ที่มา: วิจิตรา (รังสิยานนท์) วิจิตรวาทการ (2564) 2.1.5 บทบาทด้านการประพันธ์ เนื่องด้วยจากหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้ที่ชอบเขียนและชอบเขียนมาตั้งแต่เยา ว์วัย กา รอ่านหนังสือของท่านนั้นอ่านทั้งหนังสือภาษาไทย ภาษ าอังกฤษ และภาษ าฝรั่งเศส ท่านจึงได้ลองเขียนบทประพันธ์ขึ้น หลวงวิจิตรวาทการท่านได้เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับการประพันธ์ ตั้งแต่สมัยที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรกิมเหลียง โดยที่ท่านได้ตั้งสมาคมพหุลาออกหนังสือแผ่นปลิว ร่วมกับเพื่อน ๆ ในรุ่นเดียวกันซึ่งในสมัยนั้นท่านได้ใช้นามปากกาว่า “องคต” ต่อมาเมื่อหลวงวิจิตร วาทการท่านมีความรู้ด้านภาษาจนสามารถแปลพงศาวดารได้ โดยใช้นามปากกาว่า “แสงธรรม” ซึ่งมาจากนามฉายา “ธมฺมรังสี” หลังจากที่หลวงวิจิตรวาทการได้เข้ารับราชการอยู่ในกระทรวงต่างประเทศ ท่านก็ได้มี ความมุ่งมั่นมานะในการเป็นนักประพันธ์เป็นอย่างมาก นอกจากนี้ท่านยังได้ให้ความสนใจที่จะศึกษา และประพันธ์หนังสือประเภทธรรมะ จริยศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ไว้เป็นจ านวนมากจนสามารถตั้งโรงพิมพ์ ของท่านเองโดยใช้ชื่อว่า “วิริยานุภาพ”ในปี พ.ศ. 2570 และได้ออกหนังสือที่ชื่อว่า ดวงประทีป โดยใช้นามปากกาว่า “เวทิก” หลังจากจัดพิมพ์หนังสือได้เพียง 36 เล่ม หนังสือวิริยานุภาพก็ได้ถูกโอนย้าย ให้กับโรงพิมพ์ไทยใหม่ซึ่งสามารถด าเนินงานต่อไปได้เป็นเวลาถึง 3 ปี หนังสือดวงประทีป ก็ได้ถูกยกเลิกไปท าให้โรงพิมพ์วิริยานุภาพจึงได้รวมเข้ากับโรงพิมพ์ไทยใหม่
38 เมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2574 ท่านก็ได้ลาออกจาก โรงพิมพ์ไทยใหม่และเข้ารับราชการเพื่อด ารงต าแหน่งเจ้ากรมประกาศิตและด้วยเหตุผลทางการเมือง ท าให้ท่านได้ก้าวเข้าสู่การเป็นอธิบดีกรมศิลปากรซึ่งในขณะนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ด ารงต าแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายปลูกต้นรักชาติให้ทางกรมศิลปากร หลวงวิจิตรวาทการ จึงได้ประพันธ์บทละคร เช่น ละครเรื่อง เลือดสุพรรณ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น และเป็นเรื่องที่ท าให้กรมศิลปากรเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ราชมนู ศึกถลาง น่านเจ้า เป็นต้น จนกระทั่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่หลวงวิจิตรวาทการได้รับหน้าที่เป็น เอกอัครราชทูตประจ าประเทศญี่ปุ่น จนเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากการยอมแพ้สงคราม ของทางญี่ปุ่น ท าให้หลวงวิจิตรวาทการจึงได้ถูกจับกุมตัวในโทษฐานเป็นอาชญากรสงคราม เมื่อหลวงวิจิตรวาทการได้ถูกปล่อยตัวจากการเป็นอาชญากรสงครามแ ล้ว จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวการเขียนไปในทางนวนิยาย เช่น ห้วงรักเหวลึก ดอกฟ้าจ าปาศักดิ์ เป็นต้น หลวงวิจิตรวาทการได้ท าอาชีพนักประพันธ์อยู่ได้สักพักหนึ่งหลังจากนั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งท่านด ารงต าแหน่งนายกรัฐมนตรีในระยะที่ 2 จึงได้ชวนหลวงวิจิตรวาทการเข้ามารับราชการอีกครั้ง ซึ่งในระยะนี้จึงได้เกิดบทละครประเภทอานุภาพต่าง ๆ ขึ้น เช่น อานุภาพพ่อขุนรามค าแหง เป็นต้น จากประวัติของหลวงวิจิตรวาทการ ท าให้ทราบถึงความมานะอุตสาหะที่จะหาความรู้ มาตลอด ความยากจนไม่ได้เป็นอุปสรรค ต่อสู้จนบรรลุเป้าหมายของชีวิต หน้าที่การงานก็ต่อสู้จาก ข้าราชการชั้นผู้น้อยจนถึงต าแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร และต าแหน่งส าคัญทางการเมืองอีกหลายสมัย ได้สร้าง คุณูปการทางด้านศิลปะให้กับวงการนาฏศิลป์ไทย จัดตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ สร้างละครปลุกใจ รักชาติ จนสามารถสร้างชื่อเสียงให้แก่กรมศิลปากร ท าให้ได้งบประมาณในการก่อตั้งโรงละครศิลปากร ละครปลุกใจรักชาติ เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่หลวงวิจิตรวาทการได้รับหน้าที่ให้ปลูกต้นรักชาติ ให้กับพี่น้องคนไทย ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ด้วยการสร้างละครและเพลง หลวงวิจิตรวาทการ เชื่อมั่นว่า การแสดงละครเป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงจิตใจผู้ชมได้มากกว่าวิธีอื่น ในเวลาต่อมาละครหลวงวิจิตร ก็เป็นที่รู้จักและสามารถรับใช้ชาติบ้านเมืองมาจนถึงปัจจุบันเพลงปลุกใจรักชาติของท่านก็ยังมีศิลปิน รุ่นใหม่น ามาสร้างท านองให้เข้ากับยุคสมัย อาทิ เพลงตื่นเถิดชาวไทย
39 2.2 ประวัติและผลงานคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือ ทมยันตี ลักษณวดี โรสลาเรน นามปากกาเหล่านี้ อยู่คู่กับนวนิยายไทยที่มีความสนุกสนาน โศกเศร้า ตลกหรือแม้สะท้อนถึงชีวิตต่าง ๆ ในสังคมไทย ผลงานของท่านเรียกว่า เป็นผลงานอันทรงคุณค่านวนิยายหลายเรื่องถูกสร้างเป็นภ าพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ละครเวทีหลากหลายรูปแบบ จนท่านได้รับต าแหน่งศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ในปีพุทธศักราช 2555 คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2480 ณ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรตรีของนายทองค าและนางไข่มุก ศิริไพบูลย์ มีพี่น้องรวม 3คน ต้นตระกูลทางฝ่ายบิดามีอาชีพเป็นช่างทองอยู่ในจังหวัดจันทบุรี นายทองค า บิดา ของท่านมีพี่น้องรวม 4 คน คือ 1)คุณหญิงปานใจ รามอินทรา 2) หลวงประเสริฐศิริ ศิริไพบูลย์ (ต่อมาเป็นที่มาของนามสกุลศิริไพบูลย์) 3) นายทองค า ศิริไพบูลย์ (บิดาคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์) 4) นายทองพูน ศิริไพบูลย์ ต้นตระกูลทางฝ่ายมารดา เป็นลูกหลานพระต ารวจหลวงซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีที่ พักอยู่แถวท่าพระจันทร์ มารดาของท่านท างานในวังเป็นห้องเครื่องสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ทมยันตี,2564) 2.2.1 ประวัติด้านการศึกษา คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ได้เข้ารับการศึกษาระดับประถมและมัธยมจากโรงเรียน เขมะสิริอนุสรณ์ (เชิงสะพานกรุงธนบุรี) ศึกษาในระดับอุดมศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาได้เปลี่ยนการศึกษามาเป็นคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ในระหว่างเรียนท่านเป็นนักโต้วาที ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับ นายสมัคร สุนทรเวช และนายชวน หลีกภัย ท่านชอบอ่านหนังสือ ใช้เวลาส่วนตัวที่ว่างจากภาระหน้าที่ก็จะอยู่ในห้องสมุดหลายแห่งอ่านหนังสือต่าง ๆ ตามความชอบ ท่านส าเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา ในขณะที่ก าลังศึกษาในระดับปริญญาปีที่ 3 เพื่อน ๆ ได้ชักชวนให้ไปสมัครเป็นครูสอนภาษาไทย และประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ จึงได้ลาออกจากการเรียนในมหาวิทยาลัยเพื่อไปประกอบอาชีพครู และเขียนหนังสือควบคู่กันไป จากนั้นก็ได้ลาออกจากอาชีพครูหันมาเป็นนักเขียนอาชีพเรื่อยมา
40 2.2.2 ด้านการท างาน เริ่มเขียนเรื่องสั้นครั้งแรกเมื่ออายุ 14 ปีขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 ท่าน มีเพื่อนสนิท ชื่อ อรวรรณ ดวาอุดม ได้ส่งงานเขียนของท่านให้กับนิตยสารศรีสัปดาห์จนได้ตีพิมพ์ในนิตยสารนั้น และได้เป็นนักเขียนเรื่องสั้นเรื่อยมาถึง 11 ปี จากนั้นได้เริ่มงานเขียนนวนิยายเรื่องยาวเรื่องแรก คือ เรื่องในฝัน เมื่ออายุ 19 ปีใช้นามปากกา โรสลาเรน ตีพิมพ์ในนิตยสารศรีสัปดาห์ 2.2.3 บทบาททางการเมือง ท่านมีบทบาทส าคัญทางการเมือง เมื่อครั้งเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ท่านจัดรายการผ่านวิทยุยานเกราะโจมตีนักศึกษาให้การสนับสนุนระบบทหารจนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเสร็จเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ท่านได้รับต าแหน่ง ทางการเมืองส าคัญหลายต าแหน่งจากรัฐบาลทหาร ดังนี้ 1) สมาชิกสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ในปี พ.ศ. 2519 2) สมาชิกวุฒิสภา ในปี พ.ศ. 2522 3) ผู้อ านวยการขนส่งมวลชนกรุงเทพ ในปี พ.ศ. 2527 ในปี พ.ศ. 2523ท่านต้องประสบกับปัญหาครอบครัวต้องคดีความกับสามีก่อนการหย่าร้าง ท าให้ต้องออกจากต าแหน่ง สมาชิกวุฒิสภาและบทบาทหน้าที่ทางการเมือง ในปี พ.ศ. 2548 ได้รับพระราชทานต าแหน่งคุณหญิงจากพระบาทสมเด็จพระมหา ภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร 2.2.4 ด้านครอบครัวและบั้นปลายชีวิต เมื่อท่านได้ลาออกจากการเป็นครูที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ท่านได้เป็น นักเขียนอาชีพและได้สมรสกับ สมัคร กล่าเสถียร ต่อมาได้หย่าและสมรสครั้งที่สองกับ ร้อยต ารวจโท ศรีวิทย์ เจียมเจริญ มีบุตรชายด้วยกันสามคนภายหลังได้เกิดปัญหาครอบครัวท าให้ต้องหย่าแยกทางกัน คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ มีอาการป่วยอยู่เนือง ๆ จึงเข้ารับการตรวจร่างกาย พบว่า เส้นเลือดในสมองตีบ ท่านจึงต้องท าการรักษาและต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบท่านจึงสร้าง “อวันติ สวรา ล้านนาเทวาลัย” ที่อ าเภอสารถีจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเป็นสถานที่พักรักษาตัว ท่านได้เขียนเรื่อง จอมศาสดาโดยตั้งใจไว้ว่า จะเขียนเป็นเรื่องสุดท้าย ก่อนที่จะหันหน้าเข้าสู่ความสงบใต้ร่มพระศาสนา
41 ท่านถึงแก่กร รมอย่างสงบในขณะนั่งสม าธิ ณ ล้านนาเท วาลัย เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2564 มีอายุ 84 ปี โดยมีการจัดพิธีทางศาสนา ณ วัดบวกครกใต้ อ าเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ และพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดมกุฏกษัตริย์ตริยารามราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2564 2.2.5 บทบาทด้านการประพันธ์ คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ มีงานเขียนนวนิยายที่มีเนื้อหาหลากหลายนิยมใช้ส านวน ภาษาตามแบบหลวงวิจิตรวาทการ (วิจิตร วิจิตรวาทการ) และนักเขียนสตรีรุ่นเก่านามปากกา ระจันทพิมพะ จัดพิมพ์: (ทมยันตี, 2564) ท่านใช้นามปากกาในงานเขียนทั้งหมด 6ชื่อดังนี้ 1) โรสลาเรน เป็นนามปากกาแรกภาษาฝรั่งเศสแปลว่า กุหลาบราชินีท่านกล่าว ว่านามปากกานี้มาจากชื่อนักร้อง Opera ซึ่งเป็นตัวเอกของเรื่องสั้นที่หลวงวิจิตรวาทการ ได้แต่งไว้ ในนวนิยายของท่าน คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ มีความชื่นชอบในงานเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ อยู่ก่อนแล้วจึงน าโรสลาเรน มาเป็นนามปากกาแต่งเรื่องในฝันเป็นครั้งแรก 2) ลักษณวดี ใช้ส าหรับเขียนนวนิยายรักเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของเจ้าชาย เจ้าหญิงค าว่า “ลักษณวดี” หมายถึง นางผู้มีลักษณะดีหรือหมายถึงมเหสีของพระลอในวรรณคดีไทย 3) กนกเรขา ใช้ส าหรับเขียนเรื่องที่มีเนื้อหาเบาสมองมีบทตลกขบขันอยู่ในเรื่องนั้น ๆ “กนกเรขา” แปลว่า อักษรอันวิจิตรและเป็นนางในวรรณคดีเรื่อง “กนกนคร” ของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์มาใช้เป็นนามปากกา 4) ทมยันตี (ทะ-มะ-ยัน-ตี) แปลว่า นางผู้มีความอดกลั้น เป็นนางในวรรณคดี เรื่อง พระนลค าหลวง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นนามปากกาที่แต่งเรื่องราว สะท้อนสังคมและจิตวิญญาณ ใช้นามปากกานี้ครั้งแรกในการแต่งนวนิยายเรื่องรอยมลทิน 5) มายาวดี ใช้เขียนเรื่องราวที่เล่าจากต านานความเชื่อต่าง ๆ ลงในนิตยสาร ขวัญเรือน ในคอลัมน์สนธยากาล 6) วิม-ลา นามปากกาล่าสุดของท่านใช้เขียนเรื่องศาสตร์แห่งเทวะหรือเรื่องเล่า จากต านานความเชื่อต่าง ๆ ลงในเพจเฟสบุ๊ค “ล้านนาเทวลัย” เผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมปีพ.ศ. 2562
42 จากการศึกษาประวัติของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์พบว่า คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ได้ชื่นชอบ และติดตามงานเขียนของหลวงวิจิตรวาทการอยู่ตลอด ได้น าวิธีการเขียนของหลวงวิจิตรวาทการ มาเป็นแนวทางในการเขียน อีกทั้งได้น าชื่อ โรสลาเรน นางเอกในนวนิยายของหลวงวิจิตรวาทการ มาเป็นนามปากกา “โรสลาเรน” อีกทั้งคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ มีความสนใจในด้านการเมืองตั้งแต่ เป็นนักศึกษา ท่านได้ร่วมชมรมโต้วาทีกับนักการเมืองชื่อดังหลายท่าน อาทิ นายสมัคร สุนทรเวช นายชวน หลีกภัย ซึ่งมีลักษณะการท างานในด้านบทบาททางการเมืองเช่นเดียวกับหลวงวิจิตรวาทการ ด้วยการเป็นนักเขียนคอลัมน์ทางการเมือง 2.3 ความเป็นมาของละครหลวงวิจิตร 2.3.1 ความหมายของละครหลวงวิจิตร ประอรรัตน์ บูรณมาตร์ (2528, น. 155) กล่าวว่า ละครปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการ เป็นละครแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามภาวะของยุคสมัย มีการผสมผสานระหว่างท่าร ากับท่า ธรรมชาติ มีทั้งเพลงไทยเดิมและเพลงไทยสากลและด าเนินเรื่องด้วยการเจรจาเป็นส่วนใหญ่ สถาพร นิยมทอง (2564, 26 ตุลาคม, สัมภาษณ์)ละครหลวงวิจิตร คือ ละครที่มี แบบแผนเฉพาะในการแสดง เนื้อหาแสดงให้เห็นเกี่ยวกับการปลุกใจรักชาติ และเกี่ยวกับอานุภาพต่าง ๆ ในยุคแรกจะไม่ใช้ชายจริงหญิงแท้แสดง แต่จะใช้ผู้หญิงแสดงเป็นส่วนใหญ่ ละครหลวงวิจิตร มีความสอดคล้องกับการเมืองการปกครองของประเทศไทย เพราะตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครองในสมัยปีพ.ศ. 2475 ในรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้มีแนวคิดเกี่ยวกับการปลูกฝัง ความรักชาติ และเห็นว่าพลตรีหลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้มีความสามารถ จึงมีนโยบายปลูกต้นรักชาติ และได้มอบหมายให้พลตรีหลวงวิจิตรวาทการไปท า ขณะนั้นพลตรีหลวงวิจิตรวาทการด ารงต าแหน่ง เป็นอธิบดีกรมศิลปากร จึงง่ายต่อการสร้างสรรค์ผลงานในด้านละคร การดนตรี และได้เกิดเป็นละคร หลวงวิจิตร แนวคิดทางการเมือง และนโยบายปลูกต้นรักชาติก็ถูกน ามาใช้ได้จริงเพราะฉะนั้นผลงาน ของหลวงวิจิตรวาทการก็จะหนักไปเกี่ยวกับความรักชาติและเสียสละเป็นส่วนใหญ่ เสาวณิต วิงวอน (2564,2 พฤศจิกายน, สัมภาษณ์) นิยามของละครหลวงวิจิตร เป็นละครในรูปแบบผสมผสานระหว่างการใช้ดนตรีไทยและวงดนตรีสากลร่วมบรรเลงด้วยกัน รวมถึงการขับร้องเพลงไทยเดิมและขับร้องไทยสากล มีบทเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงที่ไพเราะ เป็นละครที่มีความหลากหลาย มีบทเจรจา มีบทพูด แทรกอยู่ในบทร้อง เป็นละครที่ผสมผสานกัน อย่างลงตัว ความประทับใจจากการที่ได้รับชมละครหลวงวิจิตร เรื่อง เลือดสุพรรณ เป็นละครที่สร้าง
43 ความตื่นตาตื่นใจ เพราะมีการใช้นักแสดงเป็นจ านวนมาก ผู้แสดง แสดงออกมาได้เข้าถึงบทบาทท าให้ คนดูเข้าถึงอารมณ์ของผู้แสดงได้ดี อีกทั้งละคร เรื่อง เลือดสุพรรณ เป็นละครเรื่องแรกของหลวงวิจิตรวาทการ เป็นละครที่แฝงข้อคิด แนวปลุกใจรักชาติ ส่งผลให้คนเกิดความรักชาติบ้านเมืองและความเสียสละ จากข้อมูลข้างต้นผู้วิจัยสรุปได้ว่า ละครหลวงวิจิตร เป็นละครรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้น จากการบูรณาการทางความคิดของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งมีลักษณะดังนี้ 1) มีเนื้อหาแสดงให้เห็นเกี่ยวกับการปลุกใจรักชาติ 2) มีความสอดคล้องกับการเมืองการปกครองของประเทศไทย 3) เป็นละครในรูปแบบผสมผสานระหว่างการใช้ดนตรีไทยและวงดนตรีสากล ร่วมบรรเลงด้วยกัน รวมถึงการขับร้องเพลงไทยเดิมและขับร้องไทยสากล 4) เป็นละครที่แฝงข้อคิด แนวปลุกใจรักชาติ ส่งผลให้คนเกิดความรักชาติ บ้านเมือง และความเสียสละ 5) มีการใช้นักแสดงเป็นจ านวนมาก 6) มีจุดมุ่งหมายปลุกใจให้คนไทยเกิดความส านึกในหน้าที่ของตนที่พึงมีต่อ ประเทศชาติ 7) การแสดงใช้ทั้งท่าร าที่เลียนแบบต่างชาติและท่าร าทางด้านนาฏศิลป์ไทย ตัวแสดงมีบทเจรจาและขับร้อง 8) มีลักษณะการแต่งกายตามเชื้อชาติ
44 2.3.2 ความเป็นมาของละครหลวงวิจิตร ประอรรัตน์ บูรณมาตร์(2528, น. 55 - 56) แบ่งยุคของการละครหลวงวิจิตร ได้เป็น 3 ยุคด้วยกันคือ ยุคสร้างชาติ (พ.ศ . 2477 - 2483) ยุคหลังสงค ร ามโลกค รั้งที่ 2 (พ.ศ. 2489 - 2491) และยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ (พ.ศ. 2491 - 2500) ซึ่งสอดคล้องกับวิจิตรา (รังสิยานนท์) วิจิตรวาทการ (2564,31 พฤศจิกายน, สัมภาษณ์) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคโดยใช้เกณฑ์ การแบ่งจากการด ารงต าแหน่งของหลวงวิจิตรวาทการแสดงดังแผนภูมิดังนี้ ภาพที่10 แผนภูมิแสดงยุคของการแสดงละครหลวงวิจิตร ที่มา: ผู้วิจัย 1)ยุคสร้างชาติ (พ.ศ. 2477- 2483) ยุคแห่งการสร้างชาติให้เป็นมหาอ านาจนี้เอง คือยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลง การปกครอง ซึ่งในขณะนั้นเป็นรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามซึ่งท่านได้เล็งเห็นถึงความสามารถ ของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการด้วยทัศนะคติและความสามารถของท่านที่มีความสามารถทางด้านการ ประพันธ์และมีความรู้ด้านจิตวิทยาประกอบท าให้ท่านได้รับเลือกให้เป็นอธิบดีคนแรกของกรมศิลปากร และด้วยความสามารถนี้เองท าให้ท่านได้น าความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อตอบสนองนโยบายโดยละคร หลวงวิจิตรจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการปลุกเร้าอารมณ์ของคนไทยให้เกิดความรักชาติ บ้านเมือง เพื่อมุ่งเน้นให้ระลึกถึงถิ่นก าเนิดของชนชาติไทย พร้อมทั้งยังสอดแทรกทัศนคติที่เกี่ยวเนื่องกับ “ลัทธิชาตินิยม” ให้แก่ประชาชน ซึ่งท่านได้แต่งบทละครต่าง ๆ จากการเลือกประวัติศาสตร์ตอนที่มี ความส าคัญและมีความน่าประทับใจ ขณะเดียวกันผู้ที่ได้รับชมบทละครที่หลวงวิจิตรวาทการประพันธ์ นั้นก็จะได้ซึมซับความรักชาติเข้าไปโดยที่ตัวของผู้ชมเองนั้นไม่ทันได้รู้ตัวอีกด้วย ในช่วงเวลานี้เอง ละครหลวงวิจิตร ยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ (พ.ศ. 2491 - 2500) ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2489 - 2491) ยุคสร้างชาติ (พ.ศ. 2477 - 2483)
45 ท่านได้แต่งบทละครปลุกใจ ซึ่งในยุคนั้นเรียกว่า “ละครกรมศิลปากร” (ณรงค์ศักดิ์ จุนเจือ, 2561, น. 40) จ านวน 10 เรื่อง ได้แก่ 1) เลือดสุพรรณ (พ.ศ. 2479) 2) ราชมนู (พ.ศ. 2479) 3) พระเจ้ากรุงธนบุรี(พ.ศ. 2480) 4)ศึกถลาง (พ.ศ. 2480) 5) เจ้าหญิงแสนหวี (พ.ศ. 2481) 6) มหาเทวี (พ.ศ. 2481) 7) เบญจเพส (พ.ศ. 2481) 8) น่านเจ้า (พ.ศ. 2482) 9)อนุสาวรีย์ไทย (พ.ศ. 2482) 10) พ่อขุนผาเมือง (พ.ศ. 2483) ประอรรัตน์ บูรณมาตร์(2528, น. 226) กล่าวว่า บทละครหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งแต่งในปี พ.ศ. 2477 คือ นเรศวรประกาศอิสระภาพและพระราชธิดาพระร่วง หลวงวิจิตรวาทการ ใช้แต่เพลงไทยประกอบละครเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เป็นที่นิยมมากนัก ซึ่งสอดคล้องกับ ผู้วิจัย ได้เคยสัมภาษณ์ ลัดดา (สารตายน) ศิลปบรรเลง เป็นผู้แสดงละครหลวงวิจิตร แสดงเป็นเจ้าหญิงแสนหวี คนแรกและเคยแสดงมังมหาสุรนาทในละครเรื่องเลือดสุพรรณ ในช่วงของการท าวิทยานิพนธ์ เรื่อง ละครหลวงวิจิตร เมื่อปี พ.ศ. 2544ว่า ละคร เรื่อง นเรศวรประกาศอิสรภาพ และพระราชธิดา พระร่วงนั้น เป็นละครร ายังไม่มีการแสดงที่มีความแปลกใหม่ในละครเรื่องนี้ ดังนั้น เรื่อง เลือดสุพรรณ จึงถือว่าเป็นเรื่องแรกของละครหลวงวิจิตร เนื่องจากเป็นละครรูปแบบใหม่ที่หลวงวิจิตรวาทการได้ท า การประพันธ์ขึ้นและเสริมเติมแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ จนเป็นเอกลักษณ์ของละครหลวงวิจิตรมาจน ปัจจุบัน 2)ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2489- 2491) เมื่อค รั้งที่ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตการณ์สงค รามโลกครั้งที่ 2 มห รสพ ที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ต้องหยุดชะงักลง รวมทั้งบทละครปลุกใจของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ด้วยเช่นกัน เนื่องจากท่านได้ย้ายไปด ารงต าแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ ด้วยเหตุผลทางการเมืองบางประการ และต่อมาได้รับต าแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจ ากรุงโตเกียว
46 เมื่อปี พ.ศ. 2486 และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงมหรสพต่าง ๆ ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นทั้งละครเวที และภาพยนตร์ เมื่อหลวงวิจิตรวาทการพ้นจากคดีอาชญากรสงครามแล้ว ก็หันมายึดอาชีพ นักประพันธ์เป็นเวลา 4 ปี (ประอรรัตน์ บูรณมาตร์, 2528, น. 112) ท่านก็ได้กลับมาแต่งบทละครอีก และได้ตั้งคณะละครเป็นของตนเองขึ้นโดยใช้ชื่อว่า “คณะวิจิตรศิลป์” ท าการแสดงที่โรงละครเฉลิมนคร ละครหลวงวิจิตรในระยะนี้เป็นไปในรูปแบบการค้าต้องการเอาใจแก่ผู้ที่มารับชม เนื้อเรื่องโดยส่วนมาก จะออกมาในรูปแบบจักร ๆ วงศ์ ๆ มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น มีรักที่รัดทนโศกเศร้า ในยุคนี้จะแต่งบทละคร จ านวน 7 เรื่อง ได้แก่ 1)ดาบแสนเมือง (พ.ศ. 2489) 2)ชนะมาร (พ.ศ. 2490) 3) เจ้าหญิงกรรณิการ์ (พ.ศ. 2490) 4)ลานเลือดลานรัก (พ.ศ. 2490) 5)ตายดาบหน้า (พ.ศ. 2490) 6)สีหราชเดโช (พ.ศ. 2490) 7)ครุฑด า (พ.ศ. 2491) ซึ่งละครหลวงวิจิตรหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้ ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนมากนัก เนื่องจากขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล และยังมีคณะละครอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมของประชาชนมากกว่า ในขณะนั้น แล้วยังมีความบันเทิงในรูปแบบใหม่ คือ ภาพยนตร์ เกิดขึ้นอีกด้วยจึงนับได้ว่าการละคร หลวงวิจิตรในยุคนี้ซบเซาเป็นอย่างมาก 3)ยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ (พ.ศ. 2491 - 2500) สถานการณ์ในสังคมสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีช่วงที่ 2 นี้เองไม่เป็นที่วางใจมากนักเนื่องจากมีความคิดขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มนักการเมือง และประชาชนนอกจากนั้นแล้วยังมีภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งก าลังเป็นที่แพร่สะพัดและเกิดการ แทรกแซงในประเทศต่าง ๆ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เกาหลี เวียดนาม กัมพูชา และลาว ก าลังแทรกแซงเข้ามาในประเทศไทย จอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้าน และปราบปรามคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในปี พ.ศ. 2495ได้น า “ลัทธิชาตินิยม” กลับเข้ามาปลูกฝังในหมู่ประชากรอีกครั้งหนึ่ง โดยมีการตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและขยายงานออกสู่ภูมิภาค เพื่อจัดท าละครเคลื่อนที่ไปแสดง และน าภาพยนตร์ไปฉาย เพื่อปลูกฝัง “ลัทธิชาตินิยม” ในหมู่ประชาชน
47 โดยผ่านกระทรวงวัฒนธรรม จึงได้มีบัญชาให้หลวงวิจิตรวาทการซึ่งในขณะนั้นท่านได้ด ารงต าแหน่ง อัครราชทูต ประจ าประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กลับมาช่วยราชการกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อฟื้นฟูละคร ศิลปากรอีกครั้ง (ประอรรัตน์ บูรณมาตร์, 2528, น. 126) โดยมีการแต่งบทละครประเภท “อานุภาพ” จ านวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1)อานุภาพพ่อขุนรามค าแหง (พ.ศ. 2497) 2)อานุภาพแห่งการเสียสละ (พ.ศ. 2498) 3)อานุภาพแห่งความรัก (พ.ศ. 2499) 4)อานุภาพแห่งศีลสัตย์ (พ.ศ. 2500) บทละครปลุกใจของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการในยุคนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปลุกใจรักชาติ ปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับชาตินิยมให้กับประชาชนทั้งนี้เหมือนเป็นการกลับไปสู่รูปแบบเดิมของบทละคร ปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการในสมัยที่ท่านด ารงต าแหน่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากร แต่ครั้งนี้แตกต่าง กันที่ว่าไม่ได้เป็นการปลูกฝังชาตินิยมเพื่อตอบสนองนโยบาลของรัฐบาล แต่เป็นการปลูกฝัง เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งกลัวว่าไทยนั้นจะต้องเสียดินแดนไป
48 จากข้อมูลข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปยุคของละครหลวงวิจิตรได้ดังตารางต่อไปนี้ ตารางที่ 2ยุคของละครหลวงวิจิตร ที่มา: ผู้วิจัย ยุคสร้างชาติ (พ.ศ.2477 - 2483) ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2489 - 2491) ยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์ (พ.ศ.2491 - 2500) ยุคสร้างชาติเป็นยุคที่พลตรี หลวงวิจิตรวาทการท่านได้ด ารง ต าแหน่งอธิบดีกรมศิลป ากร และป ระพันธ์บทละค รเพื่อ ตอบสนองนโยบาย “ปลูกต้น รักชาติ” ของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ในยุคนี้ท่านได้ ประพันธ์บทละคร จ านวน 10 เรื่อง ได้แก่ 1) เลือดสุพรรณ 2) ราชมนู 3) พระเจ้ากรุงธน 4)ศึกถลาง 5) เจ้าหญิงแสนหวี 6) มหาเทวี 7) เบญจเพส 8) น่านเจ้า 9)อนุสาวรีย์ไทย 10) พ่อขุนผาเมือง หลังจากที่พลต รีหลวง วิจิตรวาทการได้พ้นจากการ เป็นอาชญากรสงครามแล้ว การละครในขณะนั้นถือว่ามี ก า ร ซบ เซ าเป็นอย่างม าก เนื่องจากเป็นผลกระทบของ สงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านจึงได้ เ ป ลี่ ย น อ า ชีพ ม า เ ป็ นนั ก ประพันธ์ ถึง 4 ปี และได้ตั้ง คณะละครของท่านเองโดยใช้ ชื่อคณะว่า “วิจิตรศิลป์” แต่ก็ ไม่ประสบผลส าเร็จเท่าที่ควร ในยุคนี้ท่านได้ประพันธ์บทละคร แบ่งเป็น 7 เรื่อง ได้แก่ 1)ดาบแสนเมือง 2)ชนะมาร 3) เจ้าหญิงกรรณิการ์ 4)ลานเลือดลานรัก 5)ตายดาบหน้า 6)สีหราชเดโช 7)ครุฑด า ยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็น ยุคหลังจากที่ จอมพล ป. พิบูล สงครามได้รับต าแหน่งเป็นครั้งที่ 2 จึงได้มีบัญชาให้พลตรีหลวง วิจิต ร วาทกา รเข้าม าด า รง ต าแหน่งที่กระทรวงวัฒนธรรม แต่ลักษณะบทประพันธ์ของ ท่านในยุคนี้จึงเป็นประพันธ์บท ละครเพื่อการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ในยุคนี้ท่านได้ประพันธ์บทละคร ประเภทอานุภาพ จ านวน 4 เรื่อง ได้แก่ 1)อานุภาพพ่อขุนรามค าแหง 2)อานุภาพแห่งการเสียสละ 3)อานุภาพแห่งความรัก 4)อานุภาพแห่งศีลสัตย์
49 2.4 รูปแบบและองค์ประกอบของละครหลวงวิจิตร หลวงวิจิตรวาทการเป็นผู้ที่มีความพิถีพิถันรอบคอบโดยในการจัดการแสดงทุกครั้งท่าน จะสังเกตการแสดงบนเวทีและปฏิกิริยาของผู้เข้าชมละคร ดังที่ผู้วิจัยเคยสัมภาษณ์คุณครูลัดดา ศิลปบรรเลง (สารตายน) คุณครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ศิลปินแห่งชาติปี พ.ศ. 2533 คุณครูสายสวาท รพิพันธุ์ทั้ง 3 ท่าน เป็นผู้แสดงละครหลวงวิจิตรตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ในช่วงที่ ผู้วิจัยได้ท าวิจัยเรื่องละครหลวงวิจิตร ท่านได้ให้ความรู้ไว้สรุปได้ดังนี้ ภาพที่ 11 คุณครูลัดดา ศิลปบรรเลง (สารตายน) ที่มา: ผู้วิจัย จากการสัมภาษณ์คุณครูลัดดา ศิลปบรรเลง (สารตายน) (2564,30 ตุลาคม, สัมภาษณ์) กล่าวว่า หลวงวิจิตรวาทการ ท่านเป็นผู้ดูตั้งแต่การคัดเลือกผู้แสดง การฝึกซ้อม จนถึงวันแสดงท่าน ก็จะนั่งดูทุกรอบและท าการแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ดูอารมณ์ร่วมของผู้ชม หลวงวิจิตรวาทการ จะปรับแก้ไขตลอดเวลาบางครั้งท่านเห็นว่าผู้ชมพยายามที่จะร่วมร้องเพลงกับผู้แสดงบนเวที อย่างเช่น เพลงเลือดสุพรรณ ดังเนื้อร้องตอนสร้อยเพลง มาด้วยกัน ม าด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย ผู้ชมร้อง ผิดพลาดเป็น มาด้วยกัน ไปด้วยกัน ท าให้เกิดความคลาดเคลื่อนของเนื้อเพลงหลวงวิจิตรวาทการ จึงแก้ไขด้วยการแจกเนื้อเพลงให้ผู้ชมร่วมร้องซึ่งก็ได้รับผลดีคือผู้ชมร่วมร้องกับผู้แสดงท าให้ บรรยากาศในการแสดงเป็นที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก และได้มีการแจกเนื้อร้องให้กับผู้ชมในบางเรื่อง
50 2.4.1 รูปแบบการแสดงละครหลวงวิจิตร ละครหลวงวิจิตร เป็นละครรูปแบบใหม่ที่มีเนื้อหาปลุกใจรักชาติมีท่าร าผสมผสาน ระหว่างท่าธรรมชาติและท่าร าแบบนาฏศิลป์ไทย มีลักษณะการแต่งกายตามเชื้อชาติ ใช้วงดนตรีไทย และวงดนตรีสากลบรรเลงประกอบการแสดง มีการเปลี่ยนสลับฉากตามเนื้อเรื่อง ใช้ผู้แสดงจ านวนมาก ผู้แสดงมีบทร้อง เพลงที่ใช้ประกอบการแสดงซึ่งจะกล่าวถึงเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ 1) ละครหลวงวิจิตรที่แต่งและแสดงในขณะที่ด ารงต าแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร พ.ศ. 2477 - 2458 และยุคอานุภาพ พ.ศ. 2497 - 2500 พลตรีหลวงวิจิตรวาทการได้ประพันธ์ บทละครปลุกใจรักชาติ ที่ส าคัญไว้ทั้งหมด 14 เรื่องด้วยกัน โดยในเนื้อหาของบทละครส่วนมาก จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ส าคัญในอดีตรวมถึงตัวบุคคลที่มีบทบาทส าคัญ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้เก็บ รวมรวบข้อมูลของบทละครในรูปแบบเนื้อเรื่องย่อ ทั้งหมด 14 เรื่องด้วยกัน ดังนี้ 1) เลือดสุพรรณ (ประพันธ์และแสดงปีพ.ศ. 2479) กองทัพทหารชาวพม่าได้เข้ารุกล้ าดินแดนไทย จับตัวชาวบ้านชาวสุพรรณบุรี มาเป็นเชลยให้ท างานรับใช้ทหารพม่าในกองทัพ ใครที่ขัดขืนก็จะถูกทารุณด้วยการเฆี่ยนตีท าร้ายร่างกาย อย่างหนัก ในหมู่คนไทยครอบครัวของดวงจันทร์ได้ถูกจับตัวเป็นเชลย พ่อของดวงจันทร์ถูกท าร้าย จนหมดแรงต่อสู้ดวงจันทร์ได้น าน้ าดื่มมาให้พ่อแต่ถูกนายทหารพม่าชื่อมังระโธห้ามไม่ให้ดื่มด้วยการเทน้ าลง ผ่านเท้าของตนเพื่อให้พ่อของดวงจันทร์ดื่มผ่านเท้าของตน ขณะนั้นมีนายทหารหนุ่มเป็นลูกของแม่ทัพ ชื่อมังราย ได้เข้าท าการช่วยเหลือจากการกระท าของมังระโธถึงกับต้องต่อสู้กัน มังระโธนิสัยทรนง ไม่เชื่อฟังค าของใครท าตัวข่มเหงรังแกเชลยคนไทย ชอบปล้นเอาทรัพย์สิน เบียดเบียนรังแกท าร้าย แม้กระทั่งผู้หญิงอย่างดวงจันทร์ มังรายได้เข้าช่วยเหลือดวงจันทร์และเชลยคนไทยจากการข่มเหง รังแกของมังระโธ มังรายเป็นผู้มีคุณธรรมไม่ข่มเหงรังแกเชลยคนไทย กลับช่วยเหลือให้ยาและอาหาร แก่คนป่วย จนความดีของมังรายชนะใจดวงจันทร์ท าให้ทั้งสองเกิดความรักและเห็นใจซึ่งกันและกัน ดวงจันทร์ขอให้มังรายปล่อยคนไทยมังรายยอมปล่อยคนไทยแม้ว่าจะรู้ชะตากรรมของตนเองว่าอาจ ต้องโทษถึงชีวิตแต่ด้วยความรักที่มีต่อดวงจันทร์จึงเต็มใจที่จะปล่อยเชลยคนไทย มังระโธได้น าความ ทั้งหมดเข้าฟ้องต่อแม่ทัพชื่อมังมหาสุรนาท ซึ่งเป็นพ่อของมังรายก็ได้ตัดสินประหารชีวิตของมังราย เป็นการลงโทษในการปล่อยให้คนไทยหนี ดวงจันทร์ได้เข้ามาในทัพพม่าเพื่อร้องขอชีวิตให้มังรายด้วย การประหารตนเองแทนเพราะตนเป็นผู้ขอให้มังรายปล่อยคนไทย แต่ด้วยหน้าที่ที่ต้องมีความ รับผิดชอบต่อชาติมังมหาสุรนาทต้องประหารมังรายด้วยการฟันคอ ดวงจันทร์เมื่อสูญเสียคนรัก
51 จึงย้อนกลับไปหาพ่อแม่แต่กลับพบว่าพ่อแม่ได้ถูกทหารพม่าฆ่าตายหมด ดวงจันทร์จึงเป็นผู้น าในการ รวบรวมคนไทยลุกขึ้นต่อสู้กับพม่าอีกครั้งแต่ด้วยก าลังคนที่น้อยและไม่มีอาวุธจึงถูกทหารพม่ายิงตายหมด เป็นละครเรื่องแรกที่หลวงวิจิตรวาทการได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการ นาฏศิลป์ไทยถือว่าเป็นละครรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะ มีการใช้วงดนตรีไทยและวงดนตรีสากล มีฉากน าก่อนเริ่มการแสดง หลวงวิจิตรวาทการจะเริ่มต้นด้วยการพูดวัตถุประสงค์ของละคร บอกแนวคิดให้กับผู้ชม โดยเรื่องเลือดสุพรรณเป็นละครที่ได้รับความสนใจจากผู้ชม หลวงวิจิตรวาทการ ได้กล่าวไว้ใน 100 ปีหลวงวิจิตรวาทการสรุปได้ว่า เลือดสุพรรณมีผู้ชมมากมายถึงขนาดต่อคิวรอกัน ชมการแสดงและเป็นที่สนใจของผู้บริหารประเทศที่จะเข้าชม แต่การมาของผู้บริหารประเทศนั้น มักจะมาช้ากว่าประชาชนทั่วไป หลวงวิจิตรวาทการจึงจัดให้มีฉากน าก่อนการแสดง เพื่อรอบุคคล ส าคัญเหล่านั้น โดยที่จัดระบ าหรือการเกริ่นน าเรื่องด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อคลายอารมณ์ของผู้ชมที่ต้องรอ เวลาแสดง ละครเรื่องนี้มีเพลงที่ไพเราะ และถือเป็นเพลงอมตะที่มีคนรู้จัก มาจนถึง ปัจจุบัน คือ เพลงดวงจันทร์และเพลงเลือดสุพรรณ แต่ในบทร้องเพลงเลือดสุพรรณ คนมักจะร้องผิด ไปจากเนื้อเดิม คือ มาด้วยกัน มาด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย คนจะร้องผิด มาด้วยกัน ไปด้วยกัน จึงมีการแจกเนื้อร้องให้ผู้ชมร่วมร้องไปกับตัวแสดง ซึ่งเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้ชมได้เข้าถึงเนื้อ เรื่องของละครเป็นอย่างดีเรื่องนี้จบลงด้วยโศกนาฏกรรม กา รตายของพระเอก นางเอก ซึ่งได้สอดแทรกคติเตือนใจว่าเรื่องของชาติไม่ใช่เป็นเรื่องของผู้ชาย ผู้หญิงก็สามารถเป็นผู้น าในการ ต่อสู้กับศัตรูเพื่อรักษาบ้านเมืองได้เช่นกัน มีการส่งเสริมความรักชาติตามแนวทาง ร.6 มีฉากน า มีเหตุการณ์ส าคัญประวัติศาสตร์ ชื่อเมือง สถานที่เพิ่มความสนุกสนาน มีการแต่งกายตามเชื้อชาติ แบบละครพันทาง ท่าร ามีทั้งท่าร าแบบธรรมชาติ และท่าร าตามแบบนาฏศิลป์ วงดนตรีใช้วงดนตรี ไทยและวงดนตรีสากล ตระหนักความรักชาติมากกว่าหนุ่มสาวใช้ค าพูดเรียบง่ายส่งเสริมความเป็น ผู้น าผู้หญิง มีเพลงได้รับความนิยม คือ ดวงจันทร์และเลือดสุพรรณ จบด้วยโศกนาฏกรรม
52 ภาพที่ 12 ตัวอย่างภาพถ่ายการแสดงละครเรื่อง เลือดสุพรรณ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา นักศึกษาปริญญาตรีปีที่ 3วิทยาลัยนาฏศิลป ณ โรงละครวังหน้า ที่มา: ผู้วิจัย 2) ราชมนู (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2479) ในขณะที่ชาวบ้านชายแดนไทยภาคอีสานก าลังสนุกสนานกัน หลังจาก ว่างงานได้มีทหารเขมรเข้ามากวาดต้อนพวกชาวบ้าน น าโดยพระยามโนไมตรี ซึ่งเป็นค าสั่งของ พระยาละแวกเจ้าเมืองเขมร มีคนไทยไม่ยอมจึงคิดจะต่อสู้ มีคนไทยคนหนึ่งชื่อนายแสนได้ห้ามไว้ เพราะว่าถ้าสู้ไปก็ตายเปล่า เราไม่มีอาวุธ คนไทยจึงยอมโดนจับตัวไปแต่โดยดี นายแสนและชาวบ้าน อื่น ๆ ได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเขมรเป็นเวลานาน แต่นายแสนโชคดีได้อยู่บ้านท่านเจ้าเมืองบริบูรณ์ และ ท่านเจ้าเมืองก็ไม่ได้คิดว่านายแสนเป็นเชลย กลับรักเหมือนลูกของตน นายแสนรักกับเพ็ญแขลูกสาว ของท่านเจ้าเมืองบริบูรณ์ โดยไม่มีใครรู้พร้อมกันนั้นนายแสนก็คิดถึงเมืองไทยอยากกลับมารับใช้ บ้านเมือง ในขณะที่เมืองไทยซึ่งมีสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก าลังกอบกู้เอกราชอยู่ นายแสนคิดหนี ในระหว่างที่พระยามโนไมตรีมาบ้านท่านเจ้าเมืองบริบูรณ์ ชาวบ้านบริบูรณ์เกลียดชังพระยามโนไมตรี มาก ต้องการฆ่าเสียแต่เพ็ญแขขอร้องให้นายแสนช่วยพระยามโนไมตรีก่อน นายแสนและเพื่อนยอม ตกลงเพ็ญแขสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป และจะไม่มีใจให้ใครอีกนายแสนกลับเมืองไทย และได้รับใช้ บ้านเมืองโดยเป็นทหารเอกของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและได้รับการสถาปนาชื่อเป็น “ราชมนู” วันหนึ่งพระนเรศวรมีค าสั่งให้โจมตีเขมร พระราชมนูขอแก้ตัวใหม่จากการพ่ายแพ้ครั้งที่แล้ว พระนเรศวรยอมตกลงโดยให้ราชมนูเป็นทัพหน้า พระราชมนูได้ยกทัพมาล้อมเขมรไว้หมดแล้ว และได้ จับตัวพระยา มโนไมตรีไป พระยามโนไมตรีพึ่งรู้ทีหลังว่าเพ็ญแขมีคู่รักอยู่แล้ว คือพระราชมนู จึงตัดสินใจหลีกทางให้เพราะยังไม่ได้ล่วงเกินเพ็ญแขเลย พระราชมนูดีใจแต่ยอมเป็นได้แค่พี่ชายของ
53 เพ็ญแขและให้พระยามโนไมตรีไปดูแลเพ็ญแข ทั้งสองจึงได้ตกลงยอมรับเป็นญาติกัน ในการศึกครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดได้รับโทษ นอกจากพระยาละแวกไทยกับเขมรไม่มีการรบกันอีกเพราะกลายเป็นมิตรกัน หลวงวิจิตรวาทการได้น าเหตุการณ์ส าคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ไทยรบกับ เขมรหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ในปี2112 มาถึงสมัยพระนเรศวรมหาราชเขมรตั้งราชธานีอยู่ ที่กรุงละแวกได้ยกกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา หลวงวิจิตรวาทการได้เขียนไว้ในค าชี้แจงของผู้แต่ง สรุปได้ว่า การแสดงละครผิดกับคนแสดงต านาน ละครต้องมีการเสริมบทรัก บทโศก เข้าไป (วิจิตรวาทการ, ม.ป.ป., น. 30) บทละคร เรื่อง ราชมนูเป็นบทละครปลุกใจรักชาติคนไทยแม้ว่าต้องตกเป็น เชลยที่ใด ๆ ก็ตามก็มีความรักชาติต้องการกลับมาสู้รบปกป้องชาติละครเรื่องนี้มีเพลงปลุกใจรักชาติ ที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน คือเพลงรักเมืองไทย ภาษาที่ใช้ในการประพันธ์เพลงและบทละคร เป็นภาษาที่เรียบง่าย ฟังแล้วสามารถเข้าใจได้ทันทีเช่น รักเมืองไทย ชูชาติไทย ทะนุบ ารุงให้รุ่งเรือง สมเป็นเมืองของไทย มีการส่งเสริมความรักชาติตามแนวทาง ร.6 มีเหตุการณ์ส าคัญประวัติศาสตร์ ชื่อเมือง สถานที่เพิ่มความสนุกสนาน ตระหนักความรักชาติมากกว่าหนุ่มสาว ใช้ค าพูดเรียบง่าย มีเพลงได้รับความนิยม คือ รักเมืองไทย 3) พระเจ้ากรุงธน (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2480) ณ กรุงศรีอยุธยา พม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ขุนอภัยน าข่าวมาบอก พระเจ้าตากมีพระบรมราชโองการท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่ได้น าพระราชโองการจากวังมาห้ามยิงปืนใหญ่ โดยเด็ดขาด เพราะนางข้าหลวงจะตกใจหากจะมีการยิงต้องไปบอกในวังก่อนเพื่อจะได้มีการเตรียม เอาส าลีอุดหูหากไม่ท าตามจะได้รับโทษอย่างหนัก พระเจ้าตากเรียกประชุมทหารทั้งหมด และได้ วางแผนตีฝ่าทัพพม่าออกไปเพื่อจะกลับมากอบกู้เอกราชใหม่ ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็แตก พระเจ้าตาก ได้รวบรวมและช่วยเหลือคนไทยที่ตกเป็นเชลยโดยได้ไปตั้งค่ายอยู่ที่ปากอ่าว พระเจ้าตากน าทัพ ไปตีพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นและสามารถกอบกู้เอกราชได้ส าเร็จ และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้ากรุงธน ปกครองกรุงธนบุรี ในระหว่างที่ทรงครองราชย์นั่น พระองค์มีชายา พระสนมและหม่อมมากมาย แต่ก็ไม่สนพระทัยในเรื่องความรัก อะแซหวุ่นกี้ก็ได้ท านายว่าพระยาจักรีจะได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ขณะนั้นเองพระเจ้ากรุงธนบุรีเกิดประชวรหนัก พระเจ้ากรุงธนได้ปล่อยวางหมดทุกสิ่งภายในพระนคร และได้เกิดจลาจลขึ้นโดยพระยาสรรค์เป็นผู้น า บรรดาทหารพยายามต่อสู้แต่พระเจ้ากรุงธนสั่งห้าม ต่อสู้โดยเด็ดขาดและได้ให้พระสนมเล็กไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ทหารของพระเจ้ากรุงธนเข้าต่อสู้
54 กับพระยาสรรค์ และก็พ่ายแพ้ สุดท้ายเหลือเพียงพระเจ้ากรุงธนและได้ถูกน าตัวไปถือได้ว่าเป็นการ สิ้นสุดยุคกรุงธนบุรีแต่ความดีของพระเจ้ากรุงธนยังคงอยู่ในจิตใจของชาวไทยและชาวจีนตลอดไป เรื่องพระเจ้ากรุงธน หลวงวิจิตรวาทการ ได้น าเหตุการณ์ส าคัญทาง ประวัติศาสตร์มาประพันธ์มีฉากน าด้วยการร าเบิกโรงตามบทประพันธ์ที่ได้เขียนไว้ในบทละคร อย่างชัดเจน เป็นฉากน าด้วยการร าเทิดพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อร าจบจึงเริ่มต้นการแสดงเข้าเรื่อง ในฉากที่ 1 การด าเนินเรื่องจบด้วยโศกนาฏกรรม เพลงที่ได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ เพลงอยุธยา และเพลงจีนไทยสามัคคีมักน ามาใช้จัดการแสดงในงานความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน มีการส่งเสริมความรักชาติตามแนวทาง ร.6 มีฉากน า มีเหตุการณ์ส าคัญประวัติศาสตร์ ชื่อเมือง สถานที่เพิ่มความสนุกสนาน ใช้ค าพูดเรียบง่ายส่งเสริมความเป็นผู้น าผู้หญิง มีเพลงได้รับความนิยม คือ อยุธยา จีนไทยสามัคคี จบด้วยโศกนาฏกรรม ภาพที่ 13 ตัวอย่างภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เรื่อง พระเจ้ากรุงธนบุรี แสดงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2495 ณ ศาลาเฉลิมกรุง ที่มา: ไทยบันเทิง (2559,ออนไลน์)
55 ภาพที่ 14 ตัวอย่างภาพวาดจากภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เรื่อง พระเจ้ากรุงธนบุรี ฉายวันที่ 29 ตุลาคม 2495 ณ ศาลาเฉลิมกรุง ที่มา: ไทยบันเทิง (2559,ออนไลน์) 4)ศึกถลาง (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2480) ณ บ้านขุนพิมล มีงานท าบุญวันเกิดของขุนพิมล ชาวเมืองต่างมาอวยพร รวมทั้งคุณหญิงจันทร์และคุณหญิงมุก ซึ่งมาอวยพรแทนเจ้าเมืองถลางซึ่งก าลังป่วย ชาวบ้านต่าง ร้องร าท าเพลงกันอย่างสนุกสนาน จึงท าให้ขุนพิมลคิดถึงน้อม และเนื่องที่เป็นหลานเสียมิได้ ทั้งสอง คนเป็นเด็กก าพร้าพ่อแม่และมีนิสัยดี ขยันขันแข็งท างาน จึงท าให้คนที่พบเห็นเอ็นดูรักใคร่ จะมีแต่ นางสุดใจซึ่งเป็นเมียของขุนพิมลที่ไม่ค่อยชอบเนื่องเพราะสุดจิตต์ที่เป็นลูกชายแอบไปชอบพอ จึงขับ ไล่ออกจากบ้าน วันนี้เป็นวันเกิดของขุนพิมล ทั้งสองจึงมากราบอวยพร จึงได้เจอกับคุณหญิงจันทร์ และคุณหญิงมุก ทั้งสองรักและเอ็นดูน้อมและเนื่องเหมือนลูกหลาน จึงชักชวนให้ไปอยู่ด้วยแต่ทั้งสอง ปฏิเสธ เพราะไม่ต้องการอาศัยใครอีก ศึกระหว่างไทยกับพม่าได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง ณ เมืองถลาง ซึ่งในตอนนี้เจ้าเมือง ได้เสียชีวิตลงจึงเป็นหน้าที่ของคุณหญิงจันทร์และคุณหญิงมุก ชวนกันเกณฑ์ชาวบ้านมาสู้รบในศึกครั้งนี้ น้อมและเนื่องถูกเลือกให้เป็นนายกองของฝ่ายชายและหญิง ฝ่ายสุดจิตต์ ต้องการไปรบด้วยจึงไป สมัครแต่ถูกเลือกไปอยู่ฝ่ายเสบียงการสู้รบระหว่างไทยกับพม่าเริ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนค่ าวันหนึ่งหลังจาก การรบกับพม่าเสร็จ น้อมเข้ามาคุยกับเฝื่องถึงลางสังหรณ์ไม่ค่อยดีของตนจึงท าให้เนื่องเป็นห่วงพี่ชาย จึงปลอบใจและให้กลับไปพักผ่อนก่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องตีข้าศึกให้แตก ทัพไทยยกไปตีพม่าในวันรุ่งขึ้น เป็นเหตุให้น้อมถูกปืนใหญ่ ในขณะที่เข้าไปช่วยเนื่องที่โดนแสงระเบิด ท าให้น้อมเสียชีวิต และเนื่องเอง
56 ก็ตาบอดและไม่รู้ว่าพี่ชายเสียชีวิตคุณหญิงจันทร์เห็นว่าพม่าถอยทัพไปแล้วจึงยกทัพกลับเมือง ในการรบครั้งนี้เรื่องรู้ไปถึงพระเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระราชทานฐานันดรคุณหญิงจันทร์ “ท้าวเทพสตรี” และคุญหญิงมุกเป็น “ท้าวศรีสุนทร” ในการรบท าให้สูญเสียน้อมหัวหน้านายกอง และเนื่องที่ตาบอด จึงท าให้คุณหญิงจันทร์และคุณหญิงมุกรับเลี้ยงดูเนื่องเป็นบุตรบุญธรรม ในด้านกองทัพพม่าที่ถอยกลับไปก็ได้เชลยคนไทยไปด้วย หนึ่งในจ านวนนั้นมีสุดจิตต์อยู่ด้วย จึงปลุกระดมชาวบ้านที่อยู่บนเรือให้สู้กับพม่าจนเรืออับปาง สุดจิตต์กลับมาจึงไปหาเนื่องและขอเนื่อง แต่งงาน คุณหญิงจันทร์และคุณหญิงมุกเห็นทั้งคู่รักกันอยู่แล้วจึงยกเนื่องให้ สุดจิตต์ ตอนที่เป็นเชลย จึงได้รู้จักวิธีการสร้างเรือเพื่อป้องกันเมื่อพม่ายกทัพ กลับมาอีกครั้งทุกคนในเมืองถลางจึงมีความสุข กันถ้วนหน้า ได้น าเหตุการณ์ส าคัญทางประ วัติศ าสตร์เพื่อยกย่องเชิดชูผู้ที่ท า คุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติคือ ท้าวเทพสตรีท้าวศรีสุนทร ผูกเรื่องให้มีบทรัก บทโศก เรื่องนี้ เป็นการยกย่องสตรีที่ท าคุณแก่ประเทศชาติ มีบทเพลงปลุกใจที่ได้รับ ความนิยม คือเพลงตื่นเถิดชาวไทย ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ได้น าสร้อยเพลงนี้มาท าใหม่โดยTommai Music&Studio โดยใส่สร้อยเพลงใช้เนื้อเดิม แต่งเนื้อเพิ่มเติมให้เข้ากับยุคสมัยดังนี้ ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเรืองด ารง ก็เพราะเราทั้งหลาย ตื่นเถิดชาวไทย จากความวุ่นวายสับสน อนาคตทุกคน อยู่ที่เราทั้งหลาย หากว่ายังลุ่มหลง เราก็คงวุ่นวาย รู้ไม่ทันจะสาย ตื่นเถิดชาวไทย ท าให้เห็นว่า เเม้เเต่บ้านเมืองที่ยังเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ใน ปัจจุบันคนรุ่น ใหม่ก็ยังน าเพลงปลุกใจในละครหลวงวิจิตร น ากลับมารับใช้ชาติได้ตลอด มีการส่งเสริมความรักชาติ ตามแนวทาง ร.6 มีเหตุการณ์ส าคัญประวัติศาสตร์ ชื่อเมือง สถานที่เพิ่มความสนุกสนาน ใช้ค าพูด เรียบง่ายส่งเสริมความเป็นผู้น าผู้หญิงมีเพลงได้รับความนิยม คือ ตื่นเถิดชาวไทย
57 ภาพที่ 15 ตัวอย่างภาพวาดศึกถลาง ที่มา: โรม บุนนาค (2564,ออนไลน์) 5) เจ้าหญิงแสนหวี (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ.2481) เมืองแสนหวีมีชายแดนติดกับเมืองเขมรัฐ เมืองทั้งสองมีเหตุวิวาทกัน เสมอมา เจ้าฟ้าเขมรัฐจึงอยากผูกมิตรกับเมืองแสนหวีจึงส่งพระโอรสและพระธิดามาเจริญสัมพันธ์ ไมตรีฝ่ายแสนหวีก็ยินดีที่จะเป็นมิตรกัน ด้วยการจัดงานต้อนรับเจ้าชายเมืองเขมรัฐอย่างยิ่งใหญ่และ สมพระเกียรติ ทางฝ่ายเจ้าฟ้าแสนหวีต้องเสด็จไปเมืองพุกามเรื่องการหมั้นหมายระหว่างเจ้าหญิงแสนหวี และเจ้าชายพุกามท าให้เจ้าหญิงแสนหวีต้องดูแลต้อนรับฝ่ายเขมรัฐแทนพระราชบิดา ทั้งสองสนิทสนม รักใคร่จนเกิดเรื่องเกินเลย ท าให้เจ้าหญิงแสนหวีตั้งครรภ์เมื่อความทราบถึงเจ้าฟ้าแสนหวีก็ทรงเสีย พระทัยและโกรธแค้นทางเขมรัฐ ทางแสนหวีต้องส่งเจ้าหญิงองค์เล็กไปแต่งงานกับเจ้าชายพุกามแทน เจ้าฟ้าแสนหวีประกาศสงครามกับเขมรัฐอีกครั้ง เขมรัฐยกทัพตีเมืองแสนหวีสู้รบกันจนเกิด โศกนาฏกรรม เจ้าฟ้าแสนหวีตรอมพระทัยจนสิ้นพระชนม์เจ้าหญิงแสนหวีต้องน าพลเมืองอพยพ ไปเมืองพุกามเหลือแต่พระองค์เพียงพระองค์เดียวที่อยู่ในเมืองแสนหวี พร้อมกับใช้ดาบแทงตัวเอง จนสิ้นพระชนม์เจ้าชายเขมรัฐยกทัพเข้ามาในเมืองแสนหวีพบว่าเป็นเมืองร้างไม่มีผู้คน พบแต่ร่าง ไร้วิญญาณของเจ้าหญิงแสนหวี เป็นเรื่องราวที่น าชื่อเมือง สถานที่ คือ เขมรัฐ เเละเเสนหวีมาผูกเป็น เรื่องราว โดยเน้นให้เห็นความรับผิดชอบหน้าที่ต่อประชาติเสียสละความรักส่วนตัวเพื่อประเทศชาติ มีฉากน าก่อนการเเสดงและจบลงด้วยโศกนาฎกรรม ส่งเสริมให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ ของตัวละครฝ่ายหญิงที่มีต่อชาติบ้านเมือง บทเพลงที่ได้รับความนิยม คือเพลงเชิญชมดอกไม้
58 เพลงแสนหวีเพลงรักชาติและเพลงเขมรัฐ มีการส่งเสริมความรักชาติตามแนวทาง ร.6 มีฉากน า มีเหตุการณ์ส าคัญประวัติศาสตร์ ชื่อเมือง สถานที่เพิ่มความสนุกสนาน ตระหนักความรักชาติมากกว่า ความรักหนุ่มสาว ใช้ค าพูดเรียบง่าย ส่งเสริมความเป็นผู้น าผู้หญิงมีเพลงได้รับความนิยม คือ เชิญชม ดอกไม้ แสนหวี รักชาติ เขมรัฐ จบด้วยโศกนาฏกรรม ภาพที่ 16 ตัวอย่างการแสดงเจ้าหญิงแสนหวี โดยวิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ณ วัดศรีสุพรรณ ที่มา: เชียงใหม่นิวส์ (2563,ออนไลน์) 6) มหาเทวี (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2481) เมืองเชียงใหม่ปกครองโดยพระเมืองเกษเกล้า มีพระโอรสคือเจ้าทรายค า และพระธิดาคือเจ้านางจิรประภา เจ้าเมืองเชียงใหม่ให้เชียงใหม่ผูกมิตรกับกรุงศรีอยุธยา เจ้าทรายค า ราชบุตรเกิดทรยศคิดกบฏต่อพระบิดายึดครองเมืองเชียงใหม่แทนพระบิดาและเนรเทศพระบิดา กับน้องสาวท าให้พระเกษเกล้าเสียใจอย่างมากจนท าให้สุขภาพกายและใจไม่ปกติ เมื่อเจ้าทรายค า ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ได้ไม่นานก็ถูกช าระโทษขุนนางก าจัดและเชิญพระเมืองเกษเกล้ากลับมา เชียงใหม่ อาการป่วยของพระเมืองเกษเก้าก าเริบท าให้บ้านเมืองระส่ าระสายอีกครั้ง ขุนนางชื่อแสน ดาวคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ด้วยการสนับสนุนของพม่าเมืองตองอู แสนดาวคิดจะเข้ากับทางพม่า พระเมือง เกษเกล้า ถูกลอบปลงพระชนม์ท าให้บ้านเมืองแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เจ้านางจิรประภาได้ท าการ รวบรวมคนเพื่อต่อสู้กับอ านาจของแสนดาวจนฝ่ายเจ้าเมืองทางเหนือได้เข้าช่วยเหลือพระนาง จับแสนดาวมาประหารแล้วตั้งเจ้านางจิรประภาขึ้นครองเมืองเชียงใหม่สถาปนาเป็นพระมหาเทวี ถวายเมืองเชียงใหม่ให้รวมกับกรุงศรีอยุธยา
59 เป็นเรื่องราวที่ได้น าเหตุการณ์ส าคัญทางประวัติศาสตร์และชื่อเมือง เสริมด้วยบทรักเพื่อเพิ่มสีสันให้กับละคร มหาเทวีเป็นละครที่แต่งเพื่อเชิดชูเกียรติของวีรสตรีไทยที่ได้ ท างานให้กับประเทศชาติในการรวมดินแดนทางภาคเหนือให้เป็นประเทศไทย เริ่มเรื่องด้วยฉากน า มีการร าแบบท่าร าเต็มตัวแบบนาฏศิลป์ไทย ร้องเพลงร าประกอบเพลงปลุกใจรักชาติใช้ท่าร าแบบ ธรรมชาติ (ก า - แบ) ก่อนเข้าเรื่องในฉาก 1 เพลงที่ได้รับความนิยมคือ เพลงเลือดไทย เเละโชคมนุษย์ มีการส่งเสริมความรักชาติตามแนวทาง ร.6 มีฉากน า มีเหตุการณ์ส าคัญประวัติศาสตร์ ชื่อเมือง สถานที่เพิ่มความสนุกสนาน ใช้ค าพูดเรียบง่ายส่งเสริมความเป็นผู้น าผู้หญิง มีเพลงได้รับความนิยม คือ เลือดไทย โชคมนุษย์ ภาพที่ 17 นักแสดงมหาเทวี ที่มา: bobbibrown19(2564,ออนไลน์) 7) เบญจเพส (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2481) เจ้าหญิงยุพดีพระราชธิดาเมืองหงสาวดี ทรงมีพระชนมายุครบเบญจเพส ที่ตรงกับวันตรุสซึ่งวันตรุสถือว่า เป็นวันหยุดพักผ่อนของราษฎร เจ้าหญิงยุพดีเป็นที่รักของราษฎร เพราะเจ้าหญิงไม่ถือพระองค์ทรงฟ้อนร าเล่นกับราษฎรอย่างไม่ถือตัว ในงานวันตรุสสมิงทองหัวหน้า โจรได้ปลอมตัวเข้ามาในหมู่ราษฎรถูกเจ้าหน้าที่จับตัวและถูกฟัน เจ้าหญิงยุพดีเกิดความสงสาร และอยากรู้การใช้ชีวิตของพวกโจรจึงปลอมตัวไปกับสมิงทอง เจ้าหญิงยุพดีได้เกลี้ยกล่อมให้สมิงทอง เลิกเป็นโจรกลับใจท าความดี ในที่สุดสมิงทองและพรรคพวกก็ยอมกลับใจเป็นคนดีแล้วพาโจรทั้งหมด
60 เข้าเมืองเพื่อขออภัยโทษจากพระเจ้าหงสาวดีให้โจรไม่ต้องได้รับโทษส าหรับความผิดที่เคยท ามาแล้ว พร้อมทั้งแต่งตั้งให้เป็นทหารกองหนึ่งซึ่งมีเจ้าหญิงยุพดีเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง เจ้าหญิงยุพดี ต้องแต่งงานกับเจ้าชายคู่หมั้นที่ได้หมั้นหมายกันมานาน ทั้งคู่อุปนิสัยที่ตรงกันข้ามกันเจ้าชายไม่ชอบ ให้เจ้าหญิงยุพดีไปใกล้ชิดกับราษฎรทั้งสองมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง หลังแต่งงานเจ้าหญิงยุพดีได้ส่งกอง ทหารของพระองค์กลับเข้าป่าเพื่อไปสร้างเมืองใหม่ประกอบอาชีพสุจริตท าแต่ความดีเพื่อเพื่อนมนุษย์ แล้วพระองค์ก็ปลงพระชนม์สิ้นใจ เป็นละค รที่น าความส าคัญของโบราณสถาน ชนชาติมอญ ในด้าน โบราณสถาน มาผูกเรียงเป็นเรื่องราว ให้นางเอกเป็นชาวมอญ ที่มีความรักชาติเเละพลเมืองเนื้อหา มีประเด็นให้ผู้หญิงมีบทบาทที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนได้ด้วยการท าตัวเป็นแบบอย่างที่ดี การแสดงเริ่มด้วยฉากน าก่อนการแสดง และจบลงด้วยโศกนาฏกรรม เพลงที่ได้รับความนิยม คือ เพลงยุพดีมักน าไปใช้ในงานรื่นเริงต่าง ๆ 8) น่านเจ้า (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ.2482) ผู้ครองเมืองน่านเจ้า คือ เจ้าฟ้าน่านเจ้า มีโอรส คือ เจ้าชายองค์ใหญ่ และ เจ้าชายองค์เล็ก วันหนึ่งเจ้าชายองค์ใหญ่ได้เข้าไปในป่าที่จะไปล่าสัตว์และได้เกิดอุบัติเหตุพลัด ตกลงไปในเหว และมีครอบครัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่ามีลูกสาวชื่อ กิ่งแก้ว พ่อของนางได้ไปพบจึงได้ ช่วยเหลือและพากลับมาบ้านของตน โดยให้แม่กิ่งแก้วและตัวกิ่งแก้วเองท าแผลให้ เมื่อเจ้าฟ้าน่านเจ้า ได้ทราบเรื่องจึงได้ออกตามหา แต่ด้วยเจ้าชายองค์ใหญ่ได้หลงรักในตัวของกิ่งแก้วจึงได้พยายามที่จะ หลบซ่อน และในเมื่อเจ้าชายได้มาอยู่ในหมู่บ้านแล้วชาวบ้านในหมู่บ้านก็ได้จัดการรับขวัญต่อเจ้าชาย เพราะเนื่องจากประเพณีของชาวบ้านแล้ว เมื่อเจ้าน่านฟ้าได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับการที่เจ้าชายไม่กลับ เมืองจึงได้ถามเสนาบดีจึงทราบสาเหตุว่าเจ้าชายได้หลงรักกิ่งแก้ว ในขณะเดียวกันนั้นท่านหลวงจีน ได้เข้าเฝ้าเจ้าฟ้าน่านและร่วมยินดีที่ได้เจอเจ้าชายองค์ใหญ่แล้ว และจะท าขวัญด้วยการจะขอลูกสาว เจ้าหลวงจีน คือ พระงั่งฝา แต่เจ้าฟ้าน่านเจ้าได้รู้ถึงความดื้อรั้นของเจ้าชายจึงยอมให้เจ้าชายอยู่บ้าน กิ่งแก้วไปก่อน เจ้าชายได้อยู่บ้านกิ่งแก้วได้ 2 เดือนครึ่ง ได้เดินทางกลับเข้าวังโดยให้สัญญากับกิ่งแก้ว ว่าจะกลับมาหากิ่งแก้วและรับกิ่งแก้วเข้าไปอยู่ในวัง เมื่อเจ้าชายได้กลับมาถึงวังซึ่งเจ้าหง่างฝามาถึง เจ้าชายก็ไม่พอใจไม่ยอมที่จะอภิเษกกับนาง เพราะถ้ายอมแต่งกับลูกสาวเจ้ากรุงจีนวันข้างหน้าแคว้น น่านเจ้าจะต้องกลายเป็นของจีน เมื่อพระนางหง่างฝามาถึง ก็ได้น าพวกทหารคนใช้ของตนมาด้วย หลังจากนั้นคนไทยก็เริ่มแต่งตัวแบบคนจีนและมีความคิดเห็นว่า ชุดของจีนนั้นดีกว่า เริ่มไม่รักชาติไทย
61 รวมถึงยกย่องคนจีนขึ้นมา คนกลุ่มหนึ่งและครอบครัวกิ่งแก้วเองไม่พอใจชักชวนคนในหมู่บ้านคนที่มี ความคิดเห็นเช่นเดียวกันไปด้วย โดยมีเจ้าชายองค์ใหญ่ไปด้วย เดินทางไปสู่แหลมทอง ในระหว่าง การเดินทางกิ่งแก้วก็ได้ล้มป่วย และได้ตายท่ามกลางความเสียใจของผู้คนมากมาย ด้วยเรื่องนี้สื่อ ให้เห็นความต้องการให้ประชาชนเกิดความภาคภูมิใจและส านึกถึงบรรพบุรุษ เป็นละครที่น าเหตุการณ์ส าคัญทางประวัติศาสตร์ชื่อเมือง เสริมแต่งเรื่องด้วย บทรัก บทโศก ได้น าความเด็ดเดี่ยวของผู้หญิงชาวบ้าน เพื่อเดินทางไปหาที่อยู่ในถิ่นที่ไม่เป็นเมืองขึ้น ของใคร การแสดงเริ่มด้วยฉากน าด้วยการเล่าเรื่องเพื่อระลึกถึงกิ่งแก้ว สาวชาวบ้านที่เป็นผู้น าคนไทย อพยพดินแดนมาหาแหลมทอง จบลงด้วยโศกนาฏกรรม เพลงที่ได้รับความนิยม คือ เพลงเดิน เพลงเชิญขวัญ ลักษณะของเพลงเดินเป็นเพลงที่เห็นถึงภาษา ที่เรียบง่าย ฟังแล้วเข้าใจได้ทันทีดั่งค า ร้องที่ว่า เดิน เดิน เดิน อย่ายอมแพ้ใครชาติไทยต้องเดิน 9)อนุสาวรีย์ไทย (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2482) หัวหน้าควบคุมกรรมกรก่อสร้างอนุสาวรีย์ไทย ของครอบครัวหนึ่ง มีลูกทั้งหมด 6 คน ซึ่งพวงเงินเป็นลูกชายคนโตสุดในบ้านส าเร็จวิชาก่อสร้างมา พวงทอง เป็นผู้หญิง ศึกษาโรงเรียนนาฏดุริยางค์ พวงนาค บุตรชายที่คงยังศึกษาวิชาช่างกล พวงแก้วบุตร หญิงยังศึกษา การช่างสตรี พวงมุกต์ เป็นบุตรชายศึกษาทางด้านการช่างไม้ พวงเพ็ชร เป็นลูกคนสุดท้ายเป็นผู้หญิง ที่ยังศึกษาเรียนอยู่ที่นาฏดุริยางค์ เมื่อถึงวันเกิดของบิดาลูก ๆ ก็ร่วมกันจัดงานให้บิดาแต่บิดา ยังคงต้องไปควบคุมงานเพราะเป็นหน้าที่ที่ส าคัญ แต่ลูก ๆ ก็ได้รับความร่วมมือกับเพื่อน ๆ ของโรงเรียนนาฏดุริยางค์มาร่วมซ้อมการแสดง เมื่อในขณะปฏิบัติงานมีสายลับที่คอยส่งข่าวความคืบหน้า ความเป็นมาให้แก่ชาวต่างชาติ เพื่อจะเข้ามาท าการแทรกแซงเข้ามาตีสนิทกับคนไทยด้วยการให้เงิน ติดกับคนไทยให้บอกความลับแผนยุทธศาสตร์ในอนุสาวรีย์ ซึ่งกรรมกรบางคนก็รับเงินแต่ยังมีบางส่วน ที่ไม่รับเงินยังให้เกียรติและมีศักดิ์ศรีต่อตนเอง ในขณะเดียวกันก็มีคนมาติดสินบนต่อบิดาของพวงเงิน ที่จะขอซื้อความลับเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ ด้วยบิดาของพวงเงินทราบว่าผู้ลักลอบบอกข่าวกับชาว ต่างประเทศคือใคร จึงท าให้บิดาของพวงเงินโดนยิงจนเสียชีวิต เมื่อลูก ๆ ได้ทราบข่าว เพราะจากงาน วันเกิดจะต้องกลายเป็นงานศพ โดยรวมแล้วประวัติเพื่อนรักของพวงเงินก าลังชอบกับพวงทอง น้องสาวของพวงเงิน ได้ให้ความช่วยเหลือคอยให้ก าลังใจซึ่งกันและกัน มีฐานะทางบ้านที่ร่ ารวย เป็นลูกของเจ้าคุณ เมื่อกรรมกรได้เห็นหน้าจึงมีความสงสัยเกี่ยวกับคนที่เป็นฆาตรกร ประวัติได้ชวน พวงเงินและพวงทองมางานเลี้ยงที่บ้านของตน พวกกรรมกรก็สงสัยหน้าตาของประวัติที่มีหน้าตา
62 คล้ายกับเจ้าคุณและก็มีคนปลอมตัวเข้ามาในงานเลี้ยง กรรมกรได้รีบบอกพวงเงินว่าคนที่ยิงบิดา ก็คือ ตัวของเจ้าคุณพวงเงินจึงได้ออกอุบายที่จะบอกความลับของอนุสาวรีย์ พอได้โอกาสพวงเงินกลับ ยิง เจ้าคุณเพราะความแค้นที่บิดาของตนนั้นได้เสียไป และพวงเงินก็ได้มอบตัวกับต ารวจและให้การต่อ ศาลว่าเขาเป็นคนฆ่าบิดาของตน เป็นคนขายชาติ แอบอ้างบีบให้คนจนขายแล้วจึงน าที่ดินไปขาย กับชาวต่างชาติ ศาลจึงได้ปล่อยตัว ประวัติเองพอได้รู้ความจริงก็ได้ท าความเข้าใจปรับความเข้าใจ กับพวงเงินและพวงทอง ในที่สุดอนุสาวรีย์ก็สร้างทัน ยังเป็นอนุรักษ์เครื่องหมายของความเป็นเอกราช ของไทยแสดงให้เห็นเกียรติและศักดิ์ศรีของกรรมกรไทย ที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ชาวไทยรักษาไว้ เห็นได้ว่ากรรมกรก็เป็นผู้ที่มีหน้าที่ส าคัญต่อชาติไม่น้อยไปกว่าอาชีพอื่นเลย ละครเรื่องนี้ เป็นการน าสถานที่ส าคัญมาผูกเพื่อเพิ่มความเป็นครอบครัวเป็นสังคม ที่ไม่ไกลตัวเนื้อเรื่องและเพลงมีการให้ความส าคัญกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่ากรรมกร มีเนื้อหาให้รักชาติรักหน้าที่ เพลงที่ได้รับความนิยม คือเพลงอวยชัย 10) พ่อขุนผาเมือง (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2483) พ่อขุนบางกลางท่าว เข้าตีที่ศรีสัชนาลัยก่อนพ่อขุนผาเมืองเข้าตีที่บางขลัง สากอได และสุโขทัย โขลญล า พง ในทหารขอมของสุโขทัย ท าการต่อสู้ในการตีสุโขทัยนี้ พ่อขุนบางกลางท่าวและพ่อขุนผาเมืองท่านได้ร่วมกันโจมตีที่บนคอช้างตัวเดียวกันเข้าตีคนละด้าน พ่อขุนผาเมือง เข้าสู่สุโขทัยได้ก็ได้ออกมาเชิญพ่อขุนบางกลางท่าวเข้าไปครองสุโขทัย แต่พ่อขุนบาง กลางท่าวไม่ยอม เข้าซึ่งพ่อขุนผาเมืองไม่รู้ว่าพ่อขุนบางกลางท่าวตั้งใจจะท าการสิ่งใด พ่อขุนผาเมือง น าทหารของตน ออกจากเมืองทั้งหมด พ่อขุนบางกลางท่าวก็ยอมเข้าเมืองพ่อขุนผาเมืองจึงจัดการ อภิเษกพ่อขุนบางกลางท่าวครองเมืองสุโขทัย เอายศของตนที่ได้รับจากพระเจ้าแผ่นดินเขมรว่า กมรเต็งอัญศรี อินทรบดินทราทิตย์ ให้แก่พ่อขุนบางกลางท่าว แต่ไม่ปรากฏว่าพ่อขุนบางกลางท่าว ได้ใช้นาม ในศิลาจารึกพ่อขุนรามค าแหงได้ปรากฏพระนามปฐมกษัตริย์วงศ์พระร่วงว่าพ่อขุนศรี อินทราทิตย์ได้ครองเมืองสุโขทัยต่อไป
63 ได้น าช่วงประวัติศาสตร์บางตอน ตลอดจนชื่อบุคคลส าคัญในประวัติศาสตร์ มาเสริมเเต่งสร้างขึ้นเพื่อเชิดชูพ่อขุนผาเมืองที่เป็นที่เป็นวีรบุรุษไทยสมควรแก่การเคารพท่านหนึ่ง ละครเรื่องนี้เจรจาด้วยค ากลอน เเต่ก็ใช้ค าที่เรียบง่ายไม่ต้องแปลความดังเช่น ตัวของเราเราก็รักอยู่เหมือนกัน เเต่ยังมีสิ่งส าคัญยิ่งนักหนา คือชาติไทยนี้พวกเราชาวประชา จะต้องรักยิ่งกว่าตัวเรา (วิจิตรวาทการ, ม.ป.ป., น. 495) 11)อานุภาพพ่อขุนรามค าแหง (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2497) สามศรบุตรชายของขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด ได้ลอบเข้าเมืองสุโขทัย เพื่อจะลอบสังหารพ่อขุนรามค าแหง เพราะมีความแค้นที่พ่อขุนรามค าแหงได้สังหารบิดาของตน ในการชน ช้างคู่กันตั้งแต่สามศรมีอายุเพียง 9 ปี สามศรจึงได้ฝึกฝนวิชาดาบจนมีความเชี่ยวชาญหมาย จะสังหาร พ่อขุนรามค าแหงให้ได้ แต่ก็กระท าการไม่ส าเร็จเพราะเมื่อได้พบพ่อขุนรามค าแหง โดยบังเอิญในพระวิหารวัดศรีชุม ก็กลับถูกพ่อขุนรามค าแหงเกลี้ยกล่อมให้เลิกอาฆาตและและรั้งสามศร ไว้เป็นทหารด้วย ทรงพอพระทัยในความซื่อสัตย์ และมีฝีมือในเพลงดาบที่จะสามารถช่วยในการฝึกได้ อย่างดีเยี่ยม หลังจากสามศรได้เป็นทหารและคอยติดตามพ่อขุนรามค าแหงไปท าศึกสงคราม สามศร ได้มีใจปฏิพัทธ์ ต่อเจ้าหญิงเบญจมาศพระเจ้าหลานเธอของพระองค์ เมื่อพ่อขุนรามค าแหงทราบเรื่อง จึงโปรดให้จัดพิธี อภิเษกสมรสให้ทั้งสอง หลังเสร็จสิ้นพิธีอภิเษกสมรส สามศรได้แจ้งแผนการในการที่ จะช่วยพ่อขุนรามค าแหงเรื่องการชิงเอาเมืองนครศรีธรรมราชที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักร ศรีวิชัยคืนมา เป็นของไทยให้เจ้าหญิงเบญจมาศทรงทราบ โดยจะลอบออกจากเมืองสุโขทัย แล้วรวบรวมชาวไทย ตั้งแต่เมืองพระบางลงไปเพื่อกระท าการครั้งนี้ให้ส าเร็จ เจ้าหญิงเบญจมาศ ทราบเรื่องก็ยินดีในแผนการ และตนตัดสินใจที่จะตามสามศรไปด้วยก่อนออกเดินทางเจ้าหญิง เบญจมาศก็ได้เขียนหนังสือกราบทูล เรื่องราวที่ตั้งใจกระท าให้พ่อขุนรามค าแหงทรงทราบ สามศร สามารถรวบรวมคนไทยส าเร็จและได้พัก อยู่ที่เมืองเพชรบุรี พ่อขุนรามค าแหงก็ได้โปรดให้มีพระราชสาส์น ตรามาถึงเจ้าเมืองเพชรบุรีให้คอย ช่วยเหลือสามศรและคอยส่งข่าวไปกราบทูลให้ทรงทราบตลอดเวลา ส่วนเจ้าหญิงเบญจมาศได้ฝึกหัด ยิงธนูจนช า นาญและเก่งกล้า เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วสามศร และเจ้าหญิงเบญจมาศพร้อมด้วยบรรดาคน ไทยก็ออกเดินทางมุ่งสู่นครศรีธรรมราชและพร้อมใจกัน
64 กอบกู้อิสรภาพจนส าเร็จ และพ่อขุนรามค าแหงยังได้ตรัสสั่งให้สามศรไปทูลขอให้เจ้าเมื อง นครศรีธรรมราชจัดส่งคนถือสาน์สแต่งส าเภาไป ขอพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองลังกาอัญเชิญมาให้ทัน ในงานฉลองชัยชนะในเมืองนครศรีธรรมราช เป็นละครที่น าชื่อบุคคลเเละเหตุการณ์ส าคัญในประวัติศาสตร์มาเสริมแต่ง เพิ่มตัวละครให้มีบทบาทในการด าเนินเรื่อง มีฉากน าก่อนการแสดงเนื้อเรื่องมีการปลูกฝังความรักชาติ ผู้หญิงก็มีบทบาทในการฝึกฝนด้านอาวุธเท่าเทียมกับชาย และเป็นคู่ร่วมคิดในการกอบกู้บ้านเมือง ในละครเรื่องนี้มีบทเพลงที่ใช้บรรจุในกับหลักสูตรสอนนาฏศิลป์ของโรงเรียนต่าง ๆเช่น เพลงในน้ ามีปลา ในนามีข้าวเพลงอธิษฐาน เพลงเสียงระฆังต้นตระกูลไทยเป็นต้น ภาพที่ 18 การแสดงอานุภาพพ่อขุนรามค าแหง แสดงเมื่อ 16 มีนาคม 2561 ณ โรงละครแห่งชาติ ที่มา: น้อย โขนยักษ์ (2561,ออนไลน์) 12)อานุภาพแห่งความเสียสละ (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2498) พ่อขุนเม็งราย คิดจะสร้างอาณาจักรไทยโดยรวมนครหริภุญชัยเข้ากับ อาณาจักรล้านนาไทย แต่พญาญีบาผู้ครองนครหริภุญชัยไม่ยอมรวมด้วย พ่อขุนเม็งรายจึงทรงหาทาง ที่จะรวมกันให้ได้โดยสันติวิธีจึงทรงใช้ให้ขุนฟ้าไปท างานเรื่องนี้ โดยมีขุนพันผู้รักใคร่นับถือขุนฟ้าดุจ พี่ร่วมสายเลือดตามไปด้วย เมื่อขุนฟ้าและขุนพันได้เข้ามาอยู่ที่นครหริภุญชัย ขุนพันก็กลัวว่าขุนฟ้า จะเผลอตัวไปเล่าให้จามรีคนรักของขุนฟ้าฟังซึ่งจามรีเป็นเด็กที่อยู่ในวังของพญาญีบาแล้วความจะแตก ท าให้งานไม่ส าเร็จ แต่ขุนฟ้าก็แย้งว่าคงเป็นไปไม่ได้และเอ่ยค าว่าหากเขาได้กระท าเช่นนั้นไปจริงขอให้ ขุนพันใช้ดาบฟันคอเขาให้ขาด ทางด้านจามรีก็อยากรู้เล่ห์เหลี่ยมของขุนฟ้าจึงอุบายหลอกถามต่าง ๆ นานา
65 แต่ขุนฟ้าก็รู้เท่าทันและเลี่ยงพูดไปทางอื่น ขุนฟ้าและจามรีสนทนากันถึงเรื่องความรักและความฝัน ที่จะได้ครองสุขกัน จามรีจึงกล่าวว่าหากจะให้ความฝันเป็นจริงตัวเองอยากจะหนีไปกับขุนฟ้าทางใต้ และถ้าไม่ตัดสินใจไปวันนี้ในวันรุ่งขึ้นเธอจะต้องตกเป็นเมียของพญาญีบาตามสัญญา ขุนฟ้าเห็นแก่ ความรักเลยยอมพาจามรีไปคืนนั้น แต่ให้จามรีรออยู่ก่อนเพื่อที่ตนจะไปเก็บของ แล้วเดินทางไป ด้วยกัน ขุนพันสะกดรอยตามมาตั้งแต่แรกจึงได้จับจามรีไปมัดไว้และยอมเสียสละ ใช้ดาบฟันแขน ของตัวเองเพื่อให้เลือดสาดเกลื่อนพื้นเพื่อลวงขุนฟ้าให้เข้าใจว่าจามรีถูกฆ่าไปแล้ว และได้เตือนสติ ขุนฟ้าถึงค าสัญญาที่ได้ให้ไว้ต่อกัน ขุนฟ้าจึงเริ่มรู้สึกตัวและขอโทษขุนพันและสัญญาว่า จะท างาน ต่อไปให้ส าเร็จ หลังจากขุนฟ้าและขุนพันจากกันมาขุนพันก็ได้ปล่อยตัวจามรีและขอโทษ ที่ได้กระท า ไปเช่นนั้น ทั้งนี้เพราะต้องการให้ขุนฟ้าอยู่ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายให้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยดี หากจามรียังรักขุนฟ้าอยู่จริงก็ขอให้กลับไปนครเชียงรายกับขุนพันและรอขุนฟ้าอยู่ที่นั่น จามรีเห็นใจ ว่าขุนพันเป็นคนยอมเสียสละและมีสัจจะจึงยอมร่วมเดินทางไปด้วย จนพ่อขุนเม็งรายรวม นครหริภุญชัย กับนครเชียงรายเข้าด้วยกันได้ส าเร็จ จึงจะให้ขุนฟ้าขึ้นครองนครหริภุญชัย แต่การที่จะขึ้นครอง นครหริภุญชัยนี้ขุนฟ้าต้องสร้างบารมีเสียก่อน จึงใ ห้ขุนฟ้าพิจารณาความดีความชอบของบุคคล ที่ร่วมมือท างานในครั้งนี้ แต่ขุนพันทูลเสนอว่าเมื่อมอบให้พิจารณาความดีความชอบแล้วก็ควรมอบให้ มีอ านาจหน้าที่จะท าโทษคนที่ท าผิดด้วย โดยขุนพันเสนอตัวจามรีว่าเป็นผู้ไปบอกให้ พญาญีบารีบหนีไป เสียก่อน แต่จามรีแย้งว่าต้องพิจารณาโทษผู้ควบคุมเธอคือขุนพันด้วยเพราะเป็นคน ปล่อยให้เธอ มีโอกาสไปบอกความแก่พญาญีบา ฝ่ายตุลาการเห็นเรื่องนี้จะไปกันใหญ่เลยขอยกเลิกการพิจารณา โทษรายนี้ บทละครเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการรวมหริภุญชัยเข้ากับล้านนาไทยในสมัยพ่อขุนเม็งราย โดยมิต้องรบราฆ่าฟันกันระหว่างคนไทย และได้ปลูกฝังความคิดในด้านการเสียสละประชาชน แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับความรัก โดยในที่สุดก็เลือกเสียสละความรักเพื่อหน้าที่ เป็นละครที่มีฉากน าก่อนการแสดง โดยลักษณะเนื้อเรื่องจะน าชื่อบุคคลส าคัญ และชื่อเมืองส าคัญในประวัติศาสตร์ มาเสริมแต่งการผูกเรื่องให้เห็นถึงการเสียสละความรักส่วนตัว กับหน้าที่ที่มีต่อชาติบ้านเมือง ปลูกฝังความเสียสละซึ่งจะน ามาซึ่งความสงบสุขโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ เพลงที่นิยมน ามาแสดงจนถึงปัจจุบัน คือเพลงชุมนุมเผ่าไทยและระบ านกสามหมู่
66 ภาพที่ 19 การแสดงอานุภาพแห่งความเสียสละ แสดงเมื่อ10 พฤษภาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ที่มา: RMUTT Channel (2560,ออนไลน์) 13)อานุภาพแห่งความรัก (ประพันธ์และแสดง พ.ศ.2499) ขุนเลอ ราชโอรสองค์ใหญ่แห่งพ่อขุนบรม ได้สั่งงั่วอินซึ่งเป็นน้องให้ไปตั้ง บ้านเมืองใหม่อยู่ทางใต้ โดยมีพันเมืองและเขื่อนเพชรทหารเอกฝีมือดีคอยติดตาม แต่เป็นการยาก ล าบาก เพราะมีผู้ทรงอ านาจอยู่ทางนั้นคือ พระเจ้ากรุงละโว้ และเป็นที่เลื่องลือว่ามีพระราชธิดางดงาม คือ เจ้าหญิงจุฑารัตน์ เมื่อความงามของเจ้าหญิงเป็นที่เลื่องลือท าให้พันเมืองคิดขึ้นมาได้ว่างั่วอิน ต้องบอกความจริงว่าตนเองเป็นใครและฝากเนื้อฝากตัวพยายามท าความดีให้เห็นเป็นการสวามิภักดิ์ กับพระเจ้ากรุงละโว้และเป็นทางเดียวที่จะสามารถตั้งอาณาจักรไทยทางเมืองใต้ได้สะดวก งั่วอิน จึงยอมท าตามและได้เดินทางมาถึงเมืองละโว้ เมื่อมาถึงเขื่อนเพชรมีหน้าที่ติดต่อราชการให้งั่วอิน ได้เข้าเฝ้า และได้หลงเข้ามาในอุทยานได้พบกับเจ้าหญิง แต่เจ้าหญิงบอกกับเขื่อนเพชรว่าตนเป็นคน รับใช้ชื่อมัลลิกา เขื่อนเพชรเมื่อได้พบกับเจ้าหญิงก็เกิดตกหลุมรักทันทีและเล่าเรื่องราวให้เจ้าหญิง ฟังทั้งหมด เจ้าหญิงจึงรับปากจะช่วยเขื่อนเพชรโดยขอร้องให้มัลลิกาคนสนิทซึ่งเป็น ลูกสาวของ ขุนนางในเมืองไปพูดกับพ่อของเธอ เมื่อคณะของงั่วอินได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงละโว้ ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และเป็นจังหวะที่ตอนนี้มีข้าศึกมาประชิดเมืองละโว้ คณะงั่วอินจึงอาสาไปรบแทน ก่อนออกรบเขื่อนเพชร ก็ได้มาสารภาพรักกับมัลลิกาที่เป็นเจ้าหญิงตามที่เคยโกหกไว้ เจ้าหญิงจึงสารภา พกับเขื่อนเพชร เช่นกัน และขอพรเทพเจ้าแห่งความรักให้คุ้มครองและได้พบกันอีก เมื่อพวกงั่วอินน าชัยชนะกลับมาได้
67 และเป็นที่พอพระทัยแก่พระเจ้ากรุงละโว้ เขื่อนเพชรเลยขอให้พันเมืองไปพูดสู่ขอมัลลิกากับขุนนาง ผู้เป็นพ่อของมัลลิกา โดยที่ยังไม่รู้ว่ามัลลิกาคือเจ้าหญิง ขุนนางมีความเมตตาเขื่อนเพชรอยู่แล้วจึงยินดี ยกลูกสาวให้ แต่แล้วขุนนางก็ได้รู้ว่าเจ้าหญิงกับมัลลิกากำลังท าอะไรกันอยู่จึงบอกพันเมืองว่า ขอไตร่ตรองดูก่อน พันเมืองก็เกิดความสงสัย ขุนนางจึงเล่าเรื่องให้ฟังและช่วยกันคิดหาทางแก้ไข เพราะทางเมืองฝ่ายเหนือก็ได้ส่งสาน์มาสู่ขอเจ้าหญิงให้กับงั่วอิน ในที่สุดงั่วอินกับเขื่อนเพชรก็รู้ว่า โดนหลอกแต่ทั้งคู่ก็เกิดความรักขึ้นมาแล้ว เขื่อนเพชรจึงยอมสละความรักให้งั่วอินและหาทางหนีไป จากเจ้าหญิงโดยการออกรบ แต่งั่วอินไม่ยอมเสียเขื่อนเพชรไปเพราะเป็นเพื่อนรักกัน และเจ้าหญิง ก็ไม่ยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ตนไม่ได้รัก จึงช่วยกันคิดหาทางแก้ปัญหาโดยแต่งตั้งให้มัลลิกาเป็นบุตร บุญธรรมของพระเจ้าละโว้และให้อภิเษกกับงั่วอิน จะได้ไปตั้งบ้านเมืองใหม่ตามประสงค์ของงั่วอิน ส่วนเขื่อนเพชรท าไม่ได้ที่จะอภิเษกกับเจ้าหญิงจึงอาสาไปออกรบและได้รับบาดเจ็บแต่ยังไม่ตาย ท าให้เจ้าหญิงเสียใจมากแต่เพราะอานุภาพแห่งความรักท าให้เทพธิดาช่วยคุ้มครองเขื่อนเพชรได้รอด กลับมาครองรักกับเจ้าหญิง เป็นละครที่น าเพียงชื่อบุคคลและชื่อเมืองส าคัญทางประวัติศาสตร์มาเสริม แต่งบทรักให้มีความสนุกสนาน ในเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเสียสละของมิตรที่มีให้กับโดยยอมละ ทิ้งความสุขสบายไปท าหน้าที่เพื่อบ้านเมือง และแสดงให้เห็นอานุภาพแห่งความมั่นคงในความรักที่ ช่วยคุ้มครองภัยอันตราย 14)อานุภาพแห่งศีลสัตย์ (ประพันธ์และแสดงปี พ.ศ. 2500) ขวัญชัย เป็นทหารดาบที่มีความประสงค์จะบ าเพ็ญศีลธรรมตามค าสอนของ พระพุทธศาสนาแต่ไม่รู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร ชายชราผู้หนึ่งจึงแนะน าให้ถือศีลห้าซึ่งเป็นหลัก เบื้องต้นของพระพุทธศาสนา โดยให้ขวัญชัยอธิษฐานต่อหน้าพระพุทธรูปและพระธรรม ให้ยึดมั่น รักษาสัตย์ ซึ่งสัตย์และศีลเป็นของคู่กัน เจ้าพระยาผาไทยเป็นขุนนางเก่านอกราชการ เมื่อรู้ว่าขวัญชัย เป็นทหารดาบฝีมือดีจึงต้องการให้ขวัญชัยแต่งงานกับหลานสาว ชื่ออุ่นเรือน แต่อุ่นเรือนมีคู่รักอยู่แล้ว คือลูกชายเจ้านคร ขวัญชัยรู้เรื่องจึงไม่ยอมแต่งงานเพราะผิดศีลข้อสาม ท าให้เจ้าพระยาผาไทยโกรธ มากจนสั่งให้น าตัวขวัญชัยไปโยนในเหว อุ่นเรือนจึงตัดสินใจจะแต่งงาน เพื่อเสียสละช่วยชีวิตขวัญชัย แต่ขวัญชัยไม่ยอมแต่ง ต่อมาเจ้าพระยาผาไทยเสียชีวิต อุ่นเรือนไม่อยากให้วิญญาณคุณลุงเป็นห่วง จึงตัดสินใจให้ขวัญชัยมาอยู่เป็นเพื่อนและบอกว่าไม่เป็นการผิดศีลธรรม เพราะท าไปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ขวัญชัยจึงยอมตกลงและปลอมตัวเป็นหญิงเข้ามาอยู่และช่วยสอน การฟันดาบให้แก่คนในคฤหาสน์
68 จนเป็นที่รักใคร่ของลูกศิษย์ วันหนึ่งลูกเจ้านครมาหาอุ่นเรือน จึงไต่ถามเรื่องผู้ดูแลทรัพย์สิน และปรึกษาเรื่องการแต่งงาน แต่ก็ได้รับการปฏิเสธและเลื่อนก าหนดงาน แต่งออกไป เนื่องจากอุ่น เรือนยังไม่พร้อมและไม่พอใจที่ถามถึงเรื่องผู้ดูแลทรัพย์สิน ต่อมาไม่นาน เจ้านครสิ้นชีพ ลูกชายเจ้า นครจึงได้ขึ้นครองเมืองแทน หลังเกิดสงครามขึ้นขวัญชัยต้องออกรบเพราะ ความปลอดภัยของ บ้านเมืองส าคัญกว่าสิ่งใด แต่อุ่นเรือนไม่ยอมให้ไปและได้สารภาพรักกันจนขวัญชัย เข้าประจ ากองไม่ทัน เจ้านครรู้ก็โกรธและให้ทหารน าตัวไปขังโทษที่ละเลยหน้าที่เข้าประจ ากองช้าผิดเวลา และสั่งให้คนไป บอกเลิกอุ่นเรือนเพราะคบชู้สู่ชาย และยังสั่งให้คนไปป่าวประกาศแก่ชาวบ้านว่า การรบครั้งนี้ชนะได้ เพราะตน รวมถึงให้ขวัญชัยบอกแก่ชาวบ้านด้วยแต่ขวัญชัยปฏิเสธเพราะยึดมั่นใน ศีลสัตย์ อุ่นเรือน จึงคิดกลอุบายให้ทหารเข้ามาแจ้งว่าถูกข้าศึกโจมตี เจ้านครจึงสั่งให้ทหารออกรบ เหลือแต่ทหารเพียง เล็กน้อย เจ้านครจึงน าตัวขวัญชัยออกมาเพื่อท าการรบ กระทั่งบุญชัยให้เจ้านคร ออกไปรบแต่เจ้านคร ก็ไม่ยอมออก จนเมื่อทหารล้อมเข้ามาเจ้านครก็พยายามหลบหลังขวัญชัย อุ่นเรือนจึงเปิดเผยความจริง ทั้งหมด ท าให้เจ้านครส านึกได้และขอโทษทุกๆ คน นางจึงประกาศ แก่ชาวบ้านและทุกคนว่าการรบ ครั้งนี้ชนะเพราะขวัญชัย และสั่งให้งดฉลองแต่ให้จัดงานแต่งงาน ของอุ่นเรือนและขวัญชัยแทน และเจ้านครได้กล่าวว่าตนจะถือสัตย์ บุญชัยและขวัญชัยจึงพาชายชรามาพบกับเจ้านครและสั่งสอน เกี่ยวกับศีลห้า ละครเรื่องนี้มุ่งปลุกใจให้คนไทยยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม โดยไม่มีเนื้อหาหรือเหตุการณ์ ทางประวัติศาสตร์มาเกี่ยวข้อง เป็นละครที่การแสดงเริ่มด้วยฉากน าก่อนการแสดง ไม่มีการน าชื่อเมือง หรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาเสริมแต่ง เนื้อเรื่องมุ่งให้ตระหนักถึงหน้าที่ที่มีต่อชาติการยึดมั่น ในศีลธรรม เพลงที่ได้รับความนิยมของละครเรื่องนี้ซึ่งเกี่ยวกับชาติศาสนาคือเพลงระบ าธรรมจักร จากการศึกษาละครทั้ง 14 เรื่อง ได้แก่ เลือดสุพรรณ ราชมนู พระเจ้ากรุงธน ศึกถลาง เจ้าหญิงแสนหวี มหาเทวี เบญจเพส น่านเจ้า อนุสาวรีย์ไทย พ่อขุนผาเมือง อานุภาพพ่อขุนราม ค าแหง อานุภาพแห่งความเสียสละ อานุภาพแห่งความรัก และอานุภาพแห่งศีลสัตย์รวมถึง ประสบการณ์การแสดงละครหลวงวิจิตรของผู้วิจัย ท าให้เห็นถึงลักษณะของบทละครมักเป็นค าพูดที่ เข้าใจง่าย ใช้ภาษาให้คนดูเข้าใจโดยไม่ต้องแปลมีการแบ่งวรรคให้ค าได้ใจความ รวมถึงผู้วิจัยได้รับการ ถ่ายทอดการแสดงละครหลวงวิจิตรเรื่องต่าง ๆ จากครูลัดดา ศิลปบรรเลง (สารตายน) เจ้าหญิงแสน หวีเรื่องแรกของหลวงวิจิตรวาทการ ท่านได้สอนว่า ผู้หญิงมีบทบาทช่วยเหลือชาติบ้านเมืองได้ เช่นเดียวกัน
69 ผู้วิจัยสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ รูปแบบและลักษณะส าคัญของละครหลวงวิจิตร ทั้ง 14 เรื่องได้ดังนี้ 1) น าแบบอย่างการส่งเสริมความรักชาติตามแนวทางของพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จากผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ทายาทหลวงวิจิตรวาทการ พบว่า หลวงวิจิตรวาทการเทิดทูนในตัวพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ได้ท างานตามรอยพระบาทที่พระองค์ ท่านปลุกจิตส านึกให้คนรักชาติบ้านเมือง (สัมภาษณ์ วิจิตรา (รังสิยานนท์) วิจิตรวาทการ 25 พ.ย. 64) ดังนั้น จึงถือได้ว่า หลวงวิจิตรวาทการ ได้น าแนวคิดการแต่งบทละครด้านการปลุกใจรักชาติ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 2) มีฉากน าก่อนเริ่มการแสดง พบว่า ละครหลวงวิจิตรที่เปิดด้วยฉากน า มีรวม 9 เรื่อง คือเรื่อง เลือดสุพรรณ พระเจ้ากรุงธน แสนหวี มหาเทวี เบญจเพส น่านเจ้า อานุภาพ พ่อขุนรามค าแหง อานุภาพแห่งความเสียสละ อนุภาพแห่งศีลสัตย์ 3) น าเหตุการณ์ส าคัญทางประวัติศาสตร์ ชื่อเมืองหรือชื่อบุคคลส าคัญ ทางประวัติศาสตร์มาใช้ในการประพันธ์เสริมแต่งเรื่องให้เกิดความสนุกสนาน คือ เรื่องเลือดสุพรรณ เรื่องพระเจ้ากรุงธน เรื่องศึกถลาง เรื่องมหาเทวี เรื่องพ่อขุนผาเมือง เรื่องแสนหวี เรื่องเบญจเพส เรื่องน่านเจ้า 4) ให้ผู้ชมตระหนักถึงความรักชาติมากกว่าความรักระหว่างชายหญิง คือ เรื่องเลือดสุพรรณ เรื่องราชมนู เรื่องแสนหวี เรื่องเบญจเพส เรื่องน่านเจ้า เรื่องพ่อขุนผาเมือง เรื่องอานุภาพแห่งความเสียสละ 5) ใช้ค าพูดในบทละครสื่อสารถึงผู้ชมด้วยค าพูดที่เรียบง่าย พบว่าทุก ๆ เรื่อง ของละครหลวงวิจิตร จะมีบทพูดที่ใช้ภาษาเรียบง่าย เช่น เดิน เดิน เดิน อย่ายอมแพ้ใครชาติไทย ต้องเดิน ท าให้ผู้ชมเมื่อได้ฟังจะเข้าใจความหมายได้ทันทีรวมถึงถ้าเป็นบทเพลงปลุกใจรักชาติ ก็จะมีท่วงท านองที่ปลุกเร้าให้เกิดความสนุกสนาน เร้าใจ 6) ส่งเสริมด้านการเป็นผู้น าให้แก่ผู้หญิง ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ชายเท่านั้น หลวงวิจิตรวาทการ สร้างตัวละครหญิงให้มีบทบาทหน้าที่ในการเสียสละ ท างานเพื่อชาติบ้านเมือง เป็นคู่คิดและช่วยงานทางการเมืองได้เท่าเทียมกับตัวละครชาย คือ เรื่องเลือดสุพรรณ เรื่องศึกถลาง เรื่องแสนหวี เรื่องมหาเทวี เรื่องเบญจเพศ เรื่องน่านเจ้า เรื่องพ่อขุนผาเมือง เรื่องอานุภาพพ่อขุนรามค าแหง เรื่องอานุภาพแห่งความเสียสละ
70 7) มีเพลงปลุกใจที่ได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน คือ เพลงเลือดสุพรรณ และเพลงดวงจันทร์ ในละครเรื่องเลือดสุพรรณ เพลงรักเมืองไทย ในเรื่องราชมนู เพลงจีนไทยสามัคคี ในเรื่องพระเจ้ากรุงธน เพลงเชิญชมดอกไม้ เพลงแสนหวี เพลงรักชาติ เพลงเขมรัฐ ในละครเรื่องเจ้าหญิง แสนหวี เพลงเลือดไทย เพลงโชคมนุษย์ ในละครเรื่องมหาเทวี เพลงยุพดี ในละครเรื่องเบญจเพส เพลงเดิน เพลงเชิญขวัญ ในละครเรื่องน่านเจ้า เพลงอวยชัยจากเรื่องอนุสาวรีย์ไทย เพลงในน้ ามีปลา ในนามีข้าว เพลงอธิษฐาน เพลงเสียงระฆัง เพลงต้นตระกูลไทย เพลงเพื่อนไทย ในละครเรื่องอานุภาพ พ่อขุนรามค าแหง เพลงชุมนุมเผ่าไทย เพลงระบ านกสามหมู่ ในละคร เรื่องอานุภาพแห่งความเสียสละ ระบ าธรรมจักร จากเรื่องอานุภาพแห่งศีลสัตย์ 8) มักจบเรื่องด้วยโศกนาฏกร รม หลวงวิจิตรวาทการมักจะสร้าง ความสะเทือนใจให้กับผู้ชมด้วยการตายของพระเอกหรือนางเอกของเรื่อง เพื่อเป็นภาพจดจ า ในโศกนาฏกรรมนั่นคือ เรื่องเลือดสุพรรณ เรื่องพระเจ้ากรุงธน เรื่องเจ้าหญิงแสนหวี เรื่องเบญจเพส เรื่องน่านเจ้า เรื่องพ่อขุนผาเมือง ละครหลวงวิจิตร มีลักษณะแตกต่างจากละครประเภทอื่น ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ในแต่ละเรื่อง จะมีเนื้อเรื่องที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้เพราะบทละครหลวงวิจิตร บางเรื่องก็ยึดเนื้อหา ทางประวัติศาสตร์ และด าเนินเรื่องส่วนส าคัญให้เป็นไปตามประวัติศาสตร์ บทละครบางเรื่อง หลวงวิจิตรวาทการก็น าเนื้อหาทางประวัติศาสตร์มาเสริมแต่ง และสร้างบทบาทตัวละครเพิ่มขึ้น บทละครบางเรื่องหลวงวิจิตรวาทการก็อาศัยแต่เพียงชื่อบุคคล ชื่อเมือง หรือเหตุการณ์บางเสี้ยว ในประวัติศาสตร์มาปลูกเป็นบทละครขึ้น แต่โดยรวมแล้วแนวคิดส าคัญ คือ การปลุกใจให้รักชาติ จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยได้น ามาสรุปลักษณะของละครหลวงวิจิตร ได้ดังตารางต่อไปนี้
ตารางที่ 3ลักษณะของละครหลวงวิจิตร ล าดับ ปี พ.ศ. ชื่อเรื่อง 1. พบว่าน า แบบอย่าง การส่งเสริม ความรักชาติ ตามแนวทาง รัชกาลที่ 6 2. มีฉากน า ก่อนเริ่ม การแสดง 3. น าเหตุกส าคัญทาง ประวัติศาสชื่อเมืองหรืบุคคลส าคัญทางประวัติมาใช้ในกา1 2479 เลือดสุพรรณ 2 2479 ราชมนู - 3 2480 พระเจ้ากรุงธน
71 การณ์ สตร์ รือชื่อ ญ ติศาสตร์ รประพันธ์ 4. ให้คน ตระหนักถึง ความรักชาติ มากกว่าความ รักของ หนุ่มสาว 5. ใช้ ค าพูดใน บทละคร สื่อสารกับ ผู้ชมด้วย ค าพูด ที่เรียบง่าย 6. ส่งเสริม ด้านการเป็น ผู้น าให้แก่ ผู้หญิงไม่ใช่ เพียงผู้ชาย 7. มีเพลงปลุกใจ รักชาติที่ได้รับ ความนิยมมาจนถึง ปัจจุบัน 8. จบด้วย โศกนาฏกรรม - เพลงเลือดสุพรรณ - เพลงดวงจันทร์ - - - เพลงรักเมืองไทย - - - - เพลงอยุธยา - เพลงจีนไทยสามัคคี
ตารางที่ 3ลักษณะของละครหลวงวิจิตร (ต่อ) ล าดับ ปี พ.ศ. ชื่อเรื่อง 1. พบว่าน า แบบอย่าง การส่งเสริม ความรักชาติ ตามแนวทาง รัชกาลที่ 6 2. มีฉากน า ก่อนเริ่ม การแสดง 3. น าเหตุกาส าคัญทาง ประวัติศาสชื่อเมืองหรือบุคคลส าคัญทางประวัติมาใช้ในการ5 2481 แสนหวี 6 2481 มหาเทวี 7 2481 เบญจเพส
72 ารณ์ สตร์ อชื่อ ญ ศาสตร์ รประพันธ์ 4. ให้คน ตระหนักถึง ความรักชาติ มากกว่าความ รักของ หนุ่มสาว 5. ใช้ ค าพูดใน บทละคร สื่อสารกับ ผู้ชมด้วย ค าพูด ที่เรียบง่าย 6. ส่งเสริม ด้านการ เป็นผู้น า ให้แก่ ผู้หญิงไม่ใช่ เพียงผู้ชาย 7. มีเพลงปลุกใจ รักชาติที่ได้รับ ความนิยมมาจนถึง ปัจจุบัน 8. จบด้วย โศกนาฏกรรม - เพลงเชิญชมดอกไม้ - เพลงแสนหวี - เพลงรักชาติ - เพลงเขมรัฐ - - เพลงเลือดไทย - เพลงโชคมนุษย์ - - เพลงยุพดี
ตารางที่ 3ลักษณะของละครหลวงวิจิตร (ต่อ) ล าดับ ปี พ.ศ. ชื่อเรื่อง 1. พบว่าน า แบบอย่าง การส่งเสริม ความรักชาติ ตามแนวทาง รัชกาลที่ 6 2. มีฉากน า ก่อนเริ่ม การแสดง 3. น าเหตุกส าคัญทางประวัติศาชื่อเมืองหืบุคคลส าคัทางประวัมาใช้ในกา8 2482 น่านเจ้า 9 2482 อนุสาวรีย์ไทย - 10 2483 พ่อขุนผาเมือง -
73 การณ์ ง าสตร์ หรือชื่อ คัญ ัติศาสตร์ ารประพันธ์ 4. ให้คน ตระหนักถึง ความรักชาติ มากกว่าความ รักของ หนุ่มสาว 5. ใช้ค าพูด ในบทละคร สื่อสารกับ ผู้ชมด้วย ค าพูด ที่เรียบง่าย 6. ส่งเสริม ด้านการ เป็นผู้น า ให้แก่ผู้หญิง ไม่ใช่เพียง ผู้ชาย 7. มีเพลงปลุกใจ รักชาติที่ได้รับ ความนิยมมาจนถึง ปัจจุบัน 8. จบด้วย โศกนาฏกรรม - เพลงเดิน, เชิญขวัญ - - - - เพลงอวยชัย - (ค ากลอน) -
ตารางที่ 3ลักษณะของละครหลวงวิจิตร (ต่อ) ล าดับ ปี พ.ศ. ชื่อเรื่อง 1. พบว่าน า แบบอย่าง การส่งเสริม ความรักชาติ ตามแนวทาง รัชกาลที่ 6 2. มีฉากน า ก่อนเริ่ม การแสดง 3. น าเหตุกส าคัญทางประวัติศาชื่อเมืองหืบุคคลส าคัทางประวัมาใช้ในกา11 2497 อานุภาพพ่อขุน รามค าแหง 12 2498 อานุภาพแห่ง ความเสียสละ
74 การณ์ ง าสตร์ หรือชื่อ คัญ ัติศาสตร์ ารประพันธ์ 4. ให้คน ตระหนักถึง ความรักชาติ มากกว่าความ รักของ หนุ่มสาว 5. ใช้ ค าพูดใน บทละคร สื่อสารกับ ผู้ชมด้วย ค าพูด ที่เรียบง่าย 6. ส่งเสริม ด้านการ เป็นผู้น า ให้แก่ผู้หญิง ไม่ใช่เพียง ผู้ชาย 7. มีเพลงปลุกใจ รักชาติที่ได้รับ ความนิยมมาจนถึง ปัจจุบัน 8. จบด้วย โศกนาฏกรรม - - - - เพลงในน้ ามีปลา ในนามีข้าว - เพลงอธิษฐาน - เพลงเสียงระฆัง - เพลงต้นตระกูลไทย - เพลงเพื่อนไทย - - - - เพลงชุมนุมเผ่าไทย - เพลงระบ านกสามหมู่ -
ตารางที่ 3ลักษณะของละครหลวงวิจิตร (ต่อ) ล าดับ ปี พ.ศ. ชื่อเรื่อง 1. พบว่าน า แบบอย่าง การส่งเสริม ความรักชาติ ตามแนวทาง รัชกาลที่ 6 2. มีฉากน า ก่อนเริ่ม การแสดง 3. น าเหตุกส าคัญทางประวัติศาชื่อเมืองหืบุคคลส าคัทางประวัมาใช้ในกา13 2499 อานุภาพแห่ง ความรัก - 14 2500 อานุภาพแห่ง ศีลสัตย์ ที่มา: ผู้วิจัย