กลวิธีการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า TECHNIQUES IN THE PERFORMANCE OF KAEW NA MA ROLE ชุติพันธุ์ บุญชม วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย บัณฑิตศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2566 ลิขสิทธิ์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
กลวิธีการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า ชุติพันธุ์ บุญชม วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชานาฏศิลป์ไทย บัณฑิตศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2566 ลิขสิทธิ์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
TECHNIQUES IN THE PERFORMANCE OF KAEW NA MA ROLE CHUTIPHAN BOONCHOM A THESIS SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS FOR THE DEGREE OF MASTER OF FINE ARTS PROGRAM IN THAI PERFORMING ARTS GRADUATE SCHOOL BUNDITPATANASILPA INSTITUTE OF FINE ARTS YEAR 2023 COPYRIGHT OF BUNDITPATANASILPA INSTITUTE OF FINE ARTS
(ค) ชื่อวิทยานิพนธ์ กลวิธีการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า 4006591013 ชุติพันธุ์ บุญชม ปริญญา ศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชา นาฏศิลป์ไทย พ.ศ 2566 อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ ดร.สุรัตน์ จงดา บทคัดย่อ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระบวนท่ารำนางแก้วหน้าม้าในการแสดง ละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร 2) วิเคราะห์กลวิธีการแสดงบทบาท นางแก้วหน้าม้าในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร โดยศึกษาจาก อาจารย์ชวลิต สุนทรานนท์ ข้าราชการบำนาญ (อดีตนักวิชาการละครและดนตรีทรงคุณวุฒิ)กรมศิลปากร ใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากหนังสือ บทความ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และลงภาคสนามเพื่อฝึกปฏิบัติท่ารำ สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทางด้านนาฏศิลป์ไทย รวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์และสรุปผลการวิจัย ผลการศึกษาพบว่า 1) กระบวนท่ารำนางแก้วหน้าม้าในการแสดงละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร จะมีกระบวนท่ารำตามรูปแบบการแสดงนาฏศิลป์ไทย 2 ลักษณะ คือ กระบวนท่ารำมาตรฐานนาฏศิลป์ไทย และกระบวนท่ารำที่ปรับปรุงมาจากท่าธรรมชาติ 2) กลวิธีในการแสดงแก้วหน้าม้ามี 3 กลวิธี คือ (1) กลวิธีในการสื่ออารมณ์มี 3 ลักษณะ ได้แก่ อารมณ์ดีใจมีความสุข อารมณ์ประชดประชัน อารมณ์น้อยใจ (2) กลวิธีในการมอง ได้แก่ การมองตามมือ การมองเล่นกับคนดู (3) กลวิธีในการนั่งรำ ได้แก่ การนั่งคุกเข่า นั่งชันเข่า แยกเข่า คลานเข่า (4) กลวิธีในการยืนรำ เช่น การก้าวหน้า ก้าวชิด ก้าวข้าง เป็นต้น คำสำคัญ: กลวิธีการแสดง, บทบาทนางแก้วหน้าม้า, ละครนอกแบบหลวง 283 หน้า
(ง) Thesis Title Techniques in the Performance of Kaew Na MaRole 4006591013 Mr. Chutiphan Boonchom Degree Master of Fine Arts Program in Thai Performing Arts Year 2023 Advisor Assoc. Prof. Dr. Supachai Chansuwan Co-advisor Dr. Surat Jongda ABSTRACT This research aimed to 1) analyse the dance postures of Nang Kaew Na Ma role in Kaew Na Ma epic in the episode of offering the son by the Fine Arts Department and 2 ) analyse the performing techniques of Nang Kaew Na Ma role By studying performing techniques from the role model, Mr. Chawalit Soontranon, a former highly qualified drama and music scholar (specialist in Khon dance-drama) at the Fine Arts Department. The study employed a qualitative research method in which data collection involves related literature, electric media, and participant observation by learning dance techniques from the master. The research results showed that 1) Nang Kaew Na Ma dance poses employed two types of Thai traditional dance: the standard Thai classical dance postures and the postures developed from natural postures and 2 )there were three tactics for performing Kaew Na Marole, including (1) conveying emotions: pleasure, sarcasm, and sulkiness, (2) eye movements: following the hand movement, making the eyes movement playing with the audiences, and (3) standing and sitting postures: knees down, knees up, and crawl on knees. Keywords: techniques in the performance, Kaew Na Ma role, the royal lakhon nok 283 Pages
(จ) กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เรื่อง กลวิธีการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้าฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความ อนุเคราะห์จากรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และดร.สุรัตน์ จงดา อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม ที่ได้กรุณา ให้คำแนะนำเสียสละเวลาให้คำปรึกษา ตรวจทานแก้ไข ข้อบกพร่องจนกระทั่งเนื้อหาครบถ้วนเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์ และเสริมแรงให้ผู้วิจัยมีแนวคิดเพื่อจัดทำ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ให้สำเร็จลุล่วง ขอกราบขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ดร.จินตนา สายทองคำ ประธานกรรมการสอบ วิทยานิพนธ์ อาจารย์ ดร.เฉลิมศักดิ์ เย็นสำราญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และ อาจารย์ดร.ชนัยวรรณะลี กรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ที่ให้แนวคิดเพื่อให้วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ชวลิต สุนทรานนท์ที่กรุณาเมตตาถ่ายทอดองค์ความรู้ และ กระบวนท่ารำรวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ให้แก่ผู้วิจัย ขอขอบพระคุณ อาจารย์รัจนา พวงประยงค์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย - ละคร) พุทธศักราช 2554 และ อาจารย์ ดร.ไพโรจน์ ทองคำสุก ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงละครนอกแบบหลวงเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ขอขอบพระคุณ รองศาสตราจารย์ดร.เสาวณิต วิงวอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อัควิทย์ เรืองรอง ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้า ขอขอบพระคุณ อาจารย์ไชยยะ ทางมีศรีอาจารย์กัญจนปกรณ์ แสงหาญ ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับดนตรี และเพลงร้อง ในการบรรเลงประกอบการแสดงละครนอกแบบหลวงเรื่องแก้วหน้าม้า และขอขอบพระคุณ อาจารย์สุพรทิพย์ ศุภรกุล ที่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับด้านเครื่องแต่งกายของนางแก้วหน้าม้า ขอขอบคุณเพื่อน พี่ น้องทุกท่าน ที่คอยช่วยเหลือ สนับสนุน และเป็นแรงผลักดันให้ผู้วิจัย ทำงานนี้สำเร็จลุล่วง ทำให้สามารถนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน ด้านนาฏศิลป์ไทยในอนาคต สุดท้ายนี้ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ผู้อบรมเลี้ยงดู ให้กำลังใจ และคอยสนับสนุน ทางด้านทุนทรัพย์ในการศึกษามาโดยตลอด ขอขอบคุณพี่น้อง และบุคคลในครอบครัว อันเป็นที่รัก และที่เป็นกำลังใจให้ผู้วิจัยเป็นอย่างดีเสมอมา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะมีคุณค่าและ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจในโอกาสต่อไป ชุติพันธุ์ บุญชม
(ฉ) สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย......................................................................................................................... (ค) บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ................................................................................................................... (ง) กิตติกรรมประกาศ.......................................................................................................................... (จ) สารบัญ........................................................................................................................................... (ฉ) สารบัญภาพ ................................................................................................................................... (ญ) สารบัญตาราง................................................................................................................................ (ฐ) บทที่ 1 บทนำ ................................................................................................................................ 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา........................................................................ 1 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย.............................................................................................. 6 3. ขอบเขตของการวิจัย..................................................................................................... 6 4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ............................................................................................ 6 5. นิยามศัพท์เฉพาะ.......................................................................................................... 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง....................................................................................... 8 1. ประวัติความเป็นมาของบทละครนอก........................................................................... 8 1.1 รูปแบบของการแสดงละครนนอก.......................................................................... 10 2. ละครนอกของกรมศิลปากร........................................................................................... 17 2.1 องค์ประกอบในการแสดงละครนอก รูปแบบกรมศิลปากร..................................... 23 3. วรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้า. ......................................................................................... 26 3.1 แก้วหน้าม้าสำนวนร้อยกรอง.................................................................................. 26 3.2 แก้วหน้าม้าสำนวนร้อยแก้ว................................................................................... 28 3.3 แก้วหน้าม้าสำนวนกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์.................................................. 28 3.4 แก้วหน้าม้าที่มีเนื้อหาสมบูรณ์................................................................................ 28 3.5 แก้วหน้าม้าที่มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์............................................................................ 28
(ช) สารบัญ (ต่อ) หน้า 3.6 แก้วหน้าม้าสำนวนวัดเกาะ................................................................................... 30 3.7 วรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้าสู่บทละครนอกของกรมศิลปากร ............................... 32 3.8 วิเคราะห์บทบาทนางแก้วหน้าม้าที่ปรากฏในวรรณกรรม ...................................... 39 4. การแสดงบทละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร.................... 54 4.1 เนื้อเรื่องแก้วหน้า ตอนถวายลูก............................................................................ 58 4.2 องค์ประกอบในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก..................... 60 5. นางตลาดในการแสดงละครนอก.................................................................................. 99 5.1 ประเภทของนางตลาด........................................................................................... 100 5.2 ความสำคัญของนางตลาดในการแสดงละครนอก.................................................. 101 6. การสืบทอดและถ่ายทอดท่ารำละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร.......................................................................................................... 102 7. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................... 105 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง....................................................................................................... 107 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย............................................................................................................. 114 1. กลุ่มเป้าหมายและการเลือกกลุ่มเป้าหมาย................................................................... 114 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................... 118 3. การเก็บรวบรวมและการจัดกระทำข้อมูล..................................................................... 119 4. การตรวจสอบข้อมูล..................................................................................................... 120 5. การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ข้อมูล......................................................................... 121 6. การนำเสนอข้อมูล........................................................................................................ 122 7. รูปแบบการวิจัย............................................................................................................ 123 8. การเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อมูล........................................................................ 123 9. ขอบเขตของการวิจัย.................................................................................................... 125
(ซ) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 วิเคราะห์กระบวนท่ารำและกลวิธีการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า.............................. 126 1. หลักสำคัญของการแสดงบทบาทตัวนาง....................................................................... 126 1.1 นาฏยศัพท์และภาษาท่า........................................................................................ 127 1.2 นาฏยศัพท์เฉพาะของการแสดง............................................................................. 129 2. วิเคราะห์กระบวนท่ารำของนางแก้วหน้าม้า ในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร................................................................................... 131 2.1 กระบวนท่ารำในบทร้อง........................................................................................ 133 2.2 กระบวนท่ารำกล่อมลูก......................................................................................... 203 2.3 กระบวนท่ารำในทำนองเพลง................................................................................ 223 3. วิเคราะห์กลวิธีในการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า ในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก..................................................................................... 230 3.1 กลวิธีในการสื่ออารมณ์.......................................................................................... 230 3.2 กลวิธีในการมอง.................................................................................................... 234 3.3 กลวิธีในการนั่งรำ และยืนรำ................................................................................. 237 3.4 กลวิธีการใช้หน้า.................................................................................................... 240 3.5 กลวิธีทางเล่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว......................................................................... 241 4. สรุป.............................................................................................................................. 247 บทที่ 5 สรุปอภิปรายและเสนอแนะ.............................................................................................. 250 1. สรุปผล......................................................................................................................... 250 1.1 กระบวนท่ารำนางแก้วหน้าม้า ในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ของกรมศิลปากร................................................................................................... 250 1.2 กลวิธีการแสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า ตามแนวทางของอาจารย์ชวลิต สุนทรานนท์..... 251 2. อภิปรายผล.................................................................................................................. 254 3. ข้อเสนอแนะ................................................................................................................ 256
(ฌ) สารบัญ (ต่อ) หน้า 3.1 ข้อเสนอแนะการนำไปใช้........................................................................................ 256 3.2 ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ................................................................... 256 บรรณานุกรม................................................................................................................................. 257 บุคลานุกรม. .................................................................................................................................. 260 ภาคผนวก...................................................................................................................................... 261 ภาคผนวก ก ประวัติและผลงาน ดร.ชวลิต สุนทรานนท์................................................... 262 ภาคผนวก ข ภาพขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย................................................................... 275 ประวัติผู้วิจัย.................................................................................................................................. 283
(ญ) สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 คณะละครนอก (ชาวบ้าน) ภาพถ่ายสมัยต้นรัชกาลที่ 5................................................................ 8 . 2 ละครคนแก่ในรัชกาลที่ 5 เรื่องไกรทอง งานขึ้นพระตำหนักสวนดุสิต................................10.................. 3 พระยาพิพัฒน์โกษา แสดงละครนอกสมัยรัชกาลที่ 5................................................................ 12 ....... 4 การแสดงละครนอกของกรมศิลปากร................................................................................................ 17 ......... 5 การแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ปี พ.ศ. 2505................................................................................................................................ 20 .............‘6 การสืบทอดละครแบบหลวงสู่กรมศิลปากร................................................................22................................. 7 การแสดงละครนอกเรื่องสังข์ทองของกรมศิลปากร ................................................................ 24 .................... 8 ตัวอย่างวรรณกรรม “ปิ่นทองกลอนสวด”................................................................................................ 27 .. 9 หนังสือนิทาน เรื่องแก้วหน้าม้า ฉบับวัดเกาะ................................................................ 31.............................. 10 ลักษณะรูปร่าง หน้าตาของนางแก้วหน้าม้า................................................................4................................ 1 11 การแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ปี พ.ศ. 2505................................................................................................................................ 54 ............. 12 การแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ปี พ.ศ. 2505................................................................................................................................ 58 ............. 13 บทละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ปี พ.ศ. 2505................................ 61 ........... 14 วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องห้า................................................................................................ 86 .......................... 15 วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องคู่................................................................................................ 86............................ 16 วงปี่พาทย์ไม้นวมเครื่องใหญ่................................................................................................ 87 ....................... 17 การแสดงละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า................................................................................................ 89 .......... 18 ศิราภรณ์หน้า – หลังของนางแก้วหน้าม้าในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ของกรมศิลปากร................................................................................................ 89 ...........
(ฎ) สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 19 เครื่องแต่งกายหน้า - หลังของนางแก้วมณีในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร................................................................ 90..................... 20 ถนิมพิมพาภรณ์................................................................................................................................ 91 ......... 21 ผู้แสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้าในการแสดงละครนอก................................................................ 93 ................ 22 การฝึกหัดผู้แสดงบทบาทนางแก้วหน้าม้า................................................................................................ 98 ... 23 การแสดงบทบาทนางตลาด................................................................................................99........................ 24 การสืบทอดและถ่ายทอดท่ารำละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร................................................................................................................................ 102 ........ 25 นักแสดงของกรมศิลปากรในการแสดงละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก................................ 105 ........ 26 ขั้นตอนที่ปรากฏบทบาทนางแก้วหน้าม้า................................................................................................ 132 .... 27 การแสดงบทบาทของนางแก้วหน้าม้า................................................................................................ 229 ........ 28 นายชวลิต สุนทรานนท์.............................................................................................................................. 263 29 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการสืบทอดบทบาทนางแก้วหน้าม้าและ ประเด็นที่เกี่ยวข้อง จากรองศาสตราจารย์ ดร.เสาวณิต วิงวอน................................................................ 276 .. 30 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านวรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้าและประเด็นที่ เกี่ยวข้องจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัครวิทย์ เรืองรอง ................................................................ 276 ............ 31 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการสืบทอดบทบาทนางแก้วหน้าม้าและ ประเด็นที่เกี่ยวข้องจากอาจารย์รัจนา พวงประยงค์................................................................ 277 .................... 32 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการสืบทอดบทบาทนางแก้วหน้าม้าและ ประเด็นที่เกี่ยวข้องจากอาจารย์ชวลิต สุนทรานนท์................................................................ 277 .................... 33 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านการสืบทอดบทบาทนางแก้วหน้าม้าและ ประเด็นที่เกี่ยวข้องจากดร.ไพโรจน์ ทองคำสุก................................................................278........................... 34 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านเครื่องแต่งกายของนางแก้วหน้าม้าของกรม ศิลปากรและประเด็นที่เกี่ยวข้องจากอาจารย์สุพรทิพย์ ศุภรกุล................................................................ 278 .. 35 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านบทร้องของการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้าของกรมศิลปากรและประเด็นที่เกี่ยวข้องจาก อาจารย์กัญจนปกรณ์ แสงหาญ................................................................................................ 279 ..................
(ฏ) สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 36 การสัมภาษณ์เพื่อรวบรวมข้อมูลด้านเครื่องดนตรีของการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้าของกรมศิลปากรและประเด็นที่เกี่ยวข้องจาก อาจารย์ไชยยะ ทางมีศรี................................................................................................279 ............................. 37 กระบวนท่าลักคอในบทบาทนางแก้วหน้าม้า.............................................................................................. 280 38 ลักษณะการนั่งชันเข่าในบทบาทนางแก้วหน้าม้า................................................................ 280........................ 39 กระบวนท่าม้าในบทบาทนางแก้วหน้าม้า................................................................................................ 281 ... 40 แต่งตัวถ่ายรูปเครื่องแต่งกายบทบาทนางแก้วหน้าม้าตามรูปแบบละครนอกแบบ หลวงของกรมศิลปากร............................................................................................................................... 281 41 การสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์................................................................................................ 282 ..................... 42 การสอบป้องกันวิทยานิพนธ์................................................................................................ 282.......................
(ฐ) สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 บทบาทนางแก้วหน้าม้าที่ปรากฏจากหลักฐานสูจิบัตรการแสดงของ กรมศิลปากร................................................................................................................................ 103 . 2 รายนามผู้ให้ข้อมูลการสัมภาษณ์................................................................................................ 124 ... 3 กระบวนท่ารำในการแสดงอารมณ์ดีใจ.......................................................................................... 134 4 กระบวนท่ารำในการแสดงอารมณ์ประชดประชัน ................................................................ 167 ......... 5 กระบวนท่ารำในการแสดงอารมณ์น้อยใจ................................................................................................ 184 ... 6 กระบวนท่ารำกล่อมลูก................................................................................................ 204.............................. 7 กระบวนท่ารำในการแสดงทำนองเพลงอัศวลีลา................................................................ 224 ......................... 8 วิเคราะห์อารมณ์ดีใจ................................................................................................2................................ 31 .. 9 วิเคราะห์อารมณ์ประชดประชัน ................................................................................................ 232 ................. 10 วิเคราะห์อารมณ์น้อยใจ................................................................................................ 233............................. 11 วิเคราะห์กลวิธีการมองตามมือ................................................................................................ 234 ................... 12 วิเคราะห์กลวิธีการมองตามบท................................................................................................ 235 ................... 13 วิเคราะห์กลวิธีการมองเล่นกับคนดู................................................................................................ 236 ............ 14 วิเคราะห์กลวิธีการนั่งรำ................................................................................................ 237............................. 15 วิเคราะห์กลวิธีการยืนรำ ................................................................................................ 239............................ 16 วิเคราะห์กลวิธีการกล่อมหน้า................................................................................................ 240 ..................... 17 วิเคราะห์กลวิธีการใช้หน้า ลักคอ................................................................................................ 241 ................ 18 วิเคราะห์กลวิธีทางเล่นเอกลักษณ์เฉพาะตัว................................................................242................................
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเปนมาและความสำคัญของปญหา ละครนอกเปนการแสดงละครรำประเภทหนึ่งที่มีมาแตครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยแสดงกันนอก เขตพระราชฐาน แตเดิมคงเปนเพียงแคการละเลนรองแกกันของชาวบานเทานั้น ตอมาภายหลังจึงจับ เปนเรื่องราวขึ้น โดยมีการปรับปรุงวิธีการแสดงตลอดจนเพลงรองและดนตรีประกอบใหแปลกออกไป จากละครชาตรีซึ่งในสมัยโบราณจะใชผูชายแสดงลวน ทั้งนี้ผูแสดงจะตองมีความคลองแคลวในการรำ และมีปฏิภาณไหวพริบ สามารถที่จะหาคำพูดมาใชในการแสดงไดอยางทันทวงทีกับเหตุการณ เพราะในขณะแสดงจะตองเจรจาเอง เมื่อไมใชผูหญิงแสดงแลวก็ปราศจากขอจำกัดตางๆ ของราชสำนัก ยอมจะแสดงไดเต็มที่ดวยความสนุกสนาน (การุณันทรรัตนแสนวงษ, 2548, น. 19) ตอมาสมัย กรุงรัตนโกสินทร ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช จนถึงสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย พระองคไดนำรูปแบบการแสดงละครนอกมาปรับปรุง จนเกิดรูปแบบการแสดงละครนอกแบบใหมที่มีความวิจิตรงดงามกวาเดิมกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียกการแสดงละครนอกที่ปรับปรุงขึ้นใหมนี้วา “ละครนอกแบบหลวง” (สุรพล วิรุฬหรักษ, 2543, น. 97) ละครนอกแบบหลวงเปนรูปแบบการแสดงละครที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงสรางสรรคสำหรับใหละครผูหญิงของหลวงแสดง จัดแสดงครั้งแรกโดยตัวละครหลวงรุนเล็ก เนื่องในงานรับพระเศวตกุญชรจากเมืองโพธิสัตว ณ บอโพง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันศุกรเดือน 4 ขึ้น 11 ค่ำ ปวอก จัตวาศก พ.ศ. 2355 (สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2545, น. 338) ละครนอกแบบหลวงมีการผสมผสานระหวางรูปแบบการแสดงละครนอกของชาวบาน และการแสดงละครใน ดำเนินเรื่องอยางรวดเร็วมีรูปแบบการแสดงที่ไมเนนจารีตของราชสำนักมาก เปนตนแบบละครของผูมีบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย ตอมาพระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหา เจษฎาบดินทรฯ พระนั่งเกลาเจาอยูหัว โปรดใหยกเลิกการแสดงละครของหลวง ทำใหตัวละครของ หลวงกระจายไปอยูในคณะละครของเจานายชั้นสูงตามวังตาง ๆ และไดนำการแสดงละครนอกแบบ หลวง ไปเผยแพรภายนอกเขตพระราชฐาน ในป พ.ศ. 2477 พลตรีหลวงวิจิตรวาทการไดกอตั้งโรงเรียน
2 นาฏดุริยางคศาสตร เปดสอนวิชาสามัญและวิชาศิลปะ ตอมาใน พ.ศ. 2478 รัฐบาลมีความประสงคให วิชาศิลปะทางโขน ละคร และดนตรี มาอยูรวมในสังกัดเดียวกัน จึงโอนกองมหรสพใหขึ้นตรงกับ กรมศิลปากร โรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตรไดมีการปรับปรุงและโยกยายสังกัด และเปลี่ยนชื่อใน ปพ.ศ. 2488 เปนโรงเรียนนาฏศิลป และในป พ.ศ. 2515 ไดเปลี่ยนชื่อเปนวิทยาลัยนาฏศิลป จัดการ เรียนการสอนดานนาฏศิลปและดุริยางคศิลป โดยมีการเชิญครูละครจากวังตางๆ มาสอนเพิ่มเติม ทำให รูปแบบการแสดงละครนอกของกรมศิลปากรและวิทยาลัยนาฏศิลป เปนรูปแบบการแสดงละครนอกแบบ หลวงที่ไดรับการสืบทอดละครนอกแบบหลวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ในยุคแรก กรมศิลปากรยึดรูปแบบการแสดงละครนอกแบบหลวงตามรูปแบบของรัชกาลที่ 2 คือใชผูหญิง แสดงทั้งตัวพระและตัวนาง ตอมาสมัยนายธนิต อยูโพธิ์เปนอธิบดีกรมศิลปากร นิยมใชผูชายแสดงตัว พระ และผูหญิงแสดงตัวนาง เพื่อความสมจริงตามบทบาทของเพศสภาพของตัวละคร เชน เรื่องสังขทอง เรื่องสุวรรณหงส เรื่องไกรทอง เปนตน และในปพ.ศ. 2505 ไดเริ่มปรับปรุงการแสดงละครนอกเรื่อง แกวหนามา ใหเปนแบบฉบับของกรมศิลปากร โดยยึดบทละครของกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ เพื่อใหสะดวกในการรำมากขึ้น ตอมาในสมัยที่อาจารยเสรี หวังในธรรม เปนผูควบคุมการแสดงของ กรมศิลปากร ไดนำรูปแบบของการแสดงละครราษฎร คือการใชผูชายแสดงละครนอกแบบหลวง ทั้งหมด บทพูดการเจรจามีมุกตลกขบขัน การเคลื่อนไหวลีลาทาทางกระฉับกระเฉงโลดโผน เปนการเปลี่ยนแปลงจนทำใหเกิดความแตกตางจากละครหลวงเปนละครนอกผูชายของ กรมศิลปากร การแสดงละครแบบหลวงของกรมศิลปากรนิยมจัดแสดงขึ้นอยูบอยครั้ง จากการศึกษา คนควาสูจิบัตรพบวา ละครนอกเรื่องแกวหนามาของกรมศิลปากรไดรับความนิยมเปนอยางมาก เนื่องจากมีเนื้อเรื่องที่สนุกสนานชวนใหติดตามในแตละตอน ตัวละครแตละตัวในเรื่องมีบุคลิกทาทาง ลักษณะนิสัย และบทบาทความสำคัญที่แตกตางกันออกไป ทำใหตัวละครมีความหลากหลายชวย สรางอรรถรสในการรับชม การแสดงละครไทยแตละเรื่องนั้นตองมีตัวละครที่เปนตัวละครเอก คือ พระเอก นางเอก นางตลาด ซึ่งในการแสดงละครนั้นผูแสดงตัวเอกถือวาเปนตัวละครที่สำคัญที่สุด ของเรื่อง เนื่องจากจะตองเปนผูที่ถายทอดเรื่องราวและอารมณของตัวละครจากวรรณกรรมไปสูผูชม เพื่อใหเขาใจเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวละครเอกของเรื่องแกวหนามา คือ นางตลาด นางตลาด เปนตัวละครที่เปนเอกลักษณในการแสดงละครนอก มีอุปนิสัยโผงผาง กาวราว ตรงไปตรงมา มีลักษณะทาทางไมสำรวมกิริยา ไมสงวนทาที ไมเรียบรอย การพูดจา ใชถอยคำที่
3 ไมสุภาพ ชอบสอเสียด ประชดประชัน ใชสำเนียงการพูดที่สูงและดัง มีบุคลิกที่คลองแคลว ราเริง มีอารมณขัน กลาแสดงออก และมีปฏิภาณไหวพริบในการเลนมุขตลก ในสวนของการแสดง ตัวละคร นางตลาดจะสามารถแสดงออกทางอารมณสีหนา กิริยา ทาทางไดอยางเปดเผย ชัดเจน รูปแบบการรำ จะใชทามาตรฐานของตัวนาง แตจะลดความประณีตลงมากโดยเนนทาทางที่แสดงอยางเปนธรรมชาติ มากเกินกวาปกติ มีการรำที่กระแทกกระทั้น สะบัดสะบิ้ง ซึ่งในการแสดงนั้นจะมีจังหวะชาและจังหวะเร็ว รุกเรา หนักแนน รูปแบบการรำไมมีแบบแผนตายตัว ขึ้นอยูกับผูแสดงจะเลนมุขตลกใหสอดคลองกับ เนื้อเรื่อง การออกทาทางจะเนนการออกทาทางที่มีความตลกขบขัน เพื่อสรางเสียงหัวเราะใหกับผูชม (รัจนา พวงประยงค, 2562, 27 กุมภาพันธ, สัมภาษณ) นางตลาดในงานวิจัยเลมนี้ คือ นางแกวหนามา นางแกวหนามา เปนนางตลาดที่ปรากฏในบทละครนอกแบบหลวงของกรมศิลปากร ซึ่งเปน วรรณคดีพระนิพนธของ พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์เปนตัวละครที่ทำให เรื่องราวดำเนินไปตามแกนของเรื่อง ซึ่งมีชาติกำเนิดที่ต่ำตอย เปนหญิงสาวสามัญชน นางแกว มีหนาตาอัปลักษณ กิริยาไมเรียบรอย กระโดกกระเดก นางแกวเปนหญิงที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มีความกลาหาญ เด็ดเดี่ยว และยึดมั่นในความรักตอพินทอง คือ การขอใหพระษีแปลงกายนาง ใหเปนชาย เพื่อไปชวยพินทองที่พลัดหลงเขาไปในเมืองยักษ นางเปนผูมีความฉลาดและรูทันความคิด ของพินทองที่จะหนีไปอภิเษกกับนางทัศมาลี นางแกวจึงแปลงกายเปนหญิงงามเพื่อดักรอพินทองและ ไดสมัครสังวาสจนนางตั้งครรภ เปนการวางแผนที่แยบยลและเหนือชั้นกวาพินทองทุกประการ (อัควิทย เรืองรอง, 2539, น. 76 – 82) ซึ่งพฤติกรรมของนางแกวที่เปนผูหญิงไมเปนที่ยอมรับของ ผูคนในสมัยนั้น จึงทำใหเปนตัวละครเอกของฝายหญิงแตกตางไปจากละครนอกเรื่องอื่น ๆ ละครนอก เรื่องแกวหนามา สันนิษฐานวามีแสดงกันมาตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยาและในสมัย กรุงรัตนโกสินทร พระเจาบรมวงศเธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ซึ่งมีพระนามเดิมวา พระองคเจาทินกร เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ในรัชกาลที่ 2 ประสูติแตเจาจอมมารดาศิลา ไดทรงพระนิพนธบทละครนอกเรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูกขึ้น ดวยพระองคทรงเปนกวีที่ปราชญเปรื่องพระองคหนึ่ง และยังไดทรงพระนิพนธบทละครไวหลายเรื่อง เชน เรื่องสุวรรณหงส ตอน พราหมณเล็กพราหมณโต และตอนกุมภณฑถวายมา เรื่องเทวัญกุลา เรื่องมณีพิชัยตอนตน เรื่องโสนนอยเรือนงาม เปนตน โดยบทละครเรื่องแกวหนามา มีลักษณะเดน ที่นาสนใจในดานที่ใหความสำคัญกับบทบาทของตัวละครฝายหญิงเหนือชาย ซึ่งเปนทางตอสูสำหรับ ความขัดแยงทางสังคมในดานสถานภาพผูหญิง ดานความเทาเทียมของชนชั้น ตลอดจนเปน
4 สื่อที่จะกลอมเกลา และปลูกฝงความดีงามของมนุษย ซึ่งในการแสดงละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก มีแบบอยางและชั้นเชิงในการแสดง โดยนางแกวหนามานั้นจะมีทาทางที่ปราดเปรียว วองไว และมีสติปญญาที่เฉลียวฉลาดรูทันคน กลาแสดงความคิดเห็น กลาตอปากตอคำ ไมเกรงกลัวใคร ทำใหกระบวนทารำมีลักษณะที่กระโดกกระเดก แบบชาวบานติดจำอวด ซึ่งเปนจริตเฉพาะตัวของ นางแกวหนามา มีลักษณะแตกตางจากตัวละครเอกที่เปนผูหญิงเรื่องอื่น ๆ ผูวิจัยจึงเห็นวากระบวน ทารำดังกลาวเหมาะแกการสืบทอดเพื่อเปนการอนุรักษและเผยแพร รวมทั้งจะไดเปนการเก็บ รวบรวมขอมูลเพื่อเปนประโยชนตอผูที่สนใจตอไป ในปจจุบันแกวหนามาเปนละครที่ไดมีการปรับปรุง บทขึ้นเพื่อใชในการแสดง และไดมีการประดิษฐชุดการแสดงของตัวละครตาง ๆ ไวอยางงดงาม ทั้งนี้ บทบาทของตัวนางแกวหนามาเปนที่นาสนใจจากทั้งในบทละคร และจากลักษณะบุคลิกของตัวละคร มีจริตเฉพาะตัวเปนที่นาสนใจ ผูแสดงที่สวมบทบาทเปนตัวละครนี้จะตองผานการฝกฝนอยางมาก จึงจะสามารถเขาใจและแสดงเปนตัวละครนั้น ๆ ได การแสดงละครนอกเรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร จัดแสดงครั้งแรก ในปพ.ศ. 2505 ณ เวทีสังคีตศาลา ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร โดยอาจารยพิไลโฉม บุณยเกียรติ ไดรับการถายทอดจาก อาจารยเจริญจิต ภัทรเสวี ซึ่งเปนผูประดิษฐกระบวนทารำ นางแกวหนามาใหกับกรมศิลปากร ตอมาอาจารยเจริญจิต ภัทรเสวี ไดถายทอดทารำใหกับ อาจารยรัจนา พวงประยงค ศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลปไทย - ละคร) พ.ศ. 2554 และไดถายทอดใหกับศิลปนสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ไดแก ดร.ไพโรจน ทองคำสุก อาจารยชวลิต สุนทรานนทอาจารยหัตสดินทร ปานประสิทธิ์ อาจารยเกริกชัย ใหญยิ่ง อาจารยสราวุธ อารมณชื่น ซึ่งแตละทานไดมีรูปแบบการแสดงที่แตกตางกันออกไปตามลักษณะ บุคลิกภาพ และความสามารถของแตละบุคคล เปนที่นาสังเกตวากระบวนทารำของนางแกวหนามา ซึ่งแตเดิมเปนการแสดงของผูหญิง หรือละครนอกที่ใชผูหญิงแสดง แตภายหลังกรมศิลปากรไดใช ผูชายมาถายทอดในการแสดงแทน ตามความนิยมของผูชมมักชอบละครนอกที่ตลก ขบขัน ซึ่งผูชาย จะแสดงทาทางตลกไดอรรถรสมากกวาผูหญิง ผูแสดงชายที่มีชื่อเสียงและโดดเดนในบทบาทของ ตัวละครนางแกวหนามา ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร คือ อาจารยชวลิต สุนทรานนท อาจารยชวลิต สุนทรานนทเปนผูไดรับการถายทอดทารำและแสดงบทบาทนางแกวหนามา บอยครั้ง เนื่องจากอาจารยชวลิต สุนทรานนทมีกลวิธีและเทคนิคลีลาของกระบวนรำที่กระฉับกระเฉง ตามลักษณะนิสัยของตัวละคร สามารถถายทอดบทบาทของนางแกวหนามาผานลักษณะทารำ และ
5 สีหนา อารมณอยางมีเอกลักษณเฉพาะตัว อาจารยชวลิต สุนทรานนทยังไดมีการคิดวิธีการแสดงและ สรางสรรคทารำแบบใหมโดยการปรับรูปแบบทาทางใหเขากับความนิยมของผูชมในปจจุบัน ทานจะใสลักษณะนิสัยเฉพาะ ความเปนตัวตนเขาไปในบทบาทของนางแกวหนามาไดอยางเกินจริง และมีความนาสนใจแตกตางจากศิลปนที่แสดงโดยผูหญิง เชน กลวิธีการสื่ออารมณกลวิธีการมอง กลวิธีการใชหนา การนำทารำของระบำมามาใชในกิริยาทาทางการเดิน การวิ่งที่มีความคลองแคลว วองไว กระฉับกระเฉง เพราะการกระโดดจะใชแรงเยอะ การเจรจาที่ฉะฉานแทรกมุกตลก เพื่อใหสนุกสนาน แววตาสื่ออารมณชัดเจนทำใหผูชมชื่นชอบมีการประดิษฐทารำทางเลนเอกลักษณ เฉพาะตัว เชน การกลอมลูก ทามา ทายักเอว ทาเดินยอง ทาเดินกระโดด ทาวิ่งมา ทาเดินสายกน ทำใหอาจารยชวลิต สุนทรานนทมีชื่อเสียงในปจจุบัน โดยทารำดังกลาวทานไดปรึกษาและไดรับคำแนะนำ จากอาจารยรัจนา พวงประยงค ศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลปไทย โขน-ละคร) จากการสัมภาษณอาจารยรัจนา พวงประยงค ศิลปนแหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลปไทย โขน-ละคร) พ.ศ. 2554 ไดกลาวถึง อาจารยชวลิต สุนทรานนทวาเปนผูที่มีกลวิธี ในการแสดงละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก ที่ลึกซึ้งเขาถึงอารมณไดเปนอยางดีนำเสนอ กลวิธีการแสดงบทบาทของนางแกวหนามาไดอยางชัดเจน สามารถทำใหผูชมไดรับอรรถรส และ ประทับใจในการรับชมการแสดง ทำใหตัวละครนางแกวหนามามีลักษณะเฉพาะ และมีความนาสนใจ เพิ่มขึ้น มีการตอยอดทางความคิดจากทารำเดิม ซึ่งทำใหมีความแตกตางจากศิลปนทานอื่น อีกทั้งยังมี วิธีการถายทอดทารำที่มีอัตลักษณและสรางชื่อเสียงใหกับอาจารยชวลิต สุนทรานนทเปนอยางมาก (รัจนา พวงประยงค, 2562, 27 กุมภาพันธ, สัมภาษณ) จากการศึกษาขอมูลขางตนผูวิจัยพบวาในยุคที่กรมศิลปากรไดใชผูชายในการแสดงเปน ตัวนางแกวหนามามีหลายทานดวยกัน โดยแตละทานมีรูปแบบนำเสนอการแสดงที่แตกตางกันออกไป ตามลักษณะบุคลิกภาพ และความสามารถของแตละบุคคล ซึ่งผูที่ไดรับความนิยมและความชื่นชอบ จากกลุมผูชมมากที่สุดคือ อาจารยชวลิต สุนทรานนท ทั้งนี้อาจารยรัจนา พวงประยงค ศิลปนแหงชาติสาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลปไทย โขน-ละคร) พ.ศ. 2554 ยังไดกลาววาบทบาท นางแกวหนามา ตอน ถวายลูก นี้เปนการแสดงที่สรางชื่อเสียงใหกับ อาจารยชวลิต สุนทรานนท เปนอยางมาก จึงเปนที่นาสนใจในการศึกษาเก็บขอมูล กลวิธีในการแสดงบทบาทนางแกวหนามา ตอนถวายลูก ในการแสดงละครนอกตามแนวทาง อาจารยชวลิต สุนทรานนท ไวเปนเอกสาร
6 ทางวิชาการนาฏศิลป และองคความรูเพื่อเปนประโยชนแกผูที่จะศึกษาการแสดงบทบาทนางแกวหนามา ในการแสดงละครนอกตอไป 2. วัตถุประสงคของการวิจัย 2.1 เพื่อวิเคราะหกระบวนทารำ นางแกวหนามาในการแสดงละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร 2.2 เพื่อวิเคราะหกลวิธีการแสดงบทบาทนางแกวหนามาในการแสดงละครนอกเรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร 3. ขอบเขตของการวิจัย ศึกษากลวิธีการแสดงบทบาทนางแกวหนามา ในการแสดงละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก ตามแนวทาง อาจารยชวลิต สุนทรานนทขาราชการบำนาญ (อดีตนักวิชาการละคร และดนตรีทรงคุณวุฒิ) กรมศิลปากร 4. ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 4.1 ไดรับองคความรูเกี่ยวกับกระบวนทารำและกรวิธีในการแสดงบทบาทนางแกวหนามา ในละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร เพื่อนำมาวิเคราะหใหปรากฏเปน ลายลักษณอักษร 4.2 ไดบันทึกเปนเอกสารทางวิชาการสำหรับผูสนใจศึกษา เพื่อเปนแนวทางในการเรียน การถายทอด และการแสดงแกผูที่รับบทบาทนางแกวหนามาไดมีความรูความเขาใจมากยิ่งขึ้น 5. นิยามศัพทเฉพาะ ละครนอกแบบหลวง หมายถึง ละครที่เกิดขึ้นจากการนำรูปแบบการแสดงละครนอก ผสมผสานกับรูปแบบการแสดงละครใน โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ทรงปรับปรุง ขึ้นใหมใหเกิดความประณีต ปจจุบันกรมศิลปากรไดปรับรูปแบบการแสดงจากผูหญิงแสดงลวนเปน ผูชายแสดงลวน ในงานวิจัยนี้หมายถึงรูปแบบการแสดงละครนอกแบบหลวง เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร กลวิธีในการแสดง หมายถึง การพลิกแพลงทารำที่มีเทคนิค หรือวิธีการรำตามลักษณะ โดยอาศัยความชำนาญ ประสบการณในการแสดงของแตละบุคคล มาสรางสรรคทารำใหเปน
7 เอกลักษณเฉพาะตัว นำเสนอชั้นเชิงที่มีในการแสดงเปนพิเศษ ซึ่งสามารถถายทอดอารมณ ความรูสึก ผานทางสีหนา คำพูด แววตา และการแสดงออกดวยทาทางโดยมีบุคลิกลักษณะพื้นฐานของตัวละคร และรูปแบบของการแสดงแตละประเภทเปนแนวคิดของผูแสดง ซึ่งในงานวิจัยฉบับนี้ อาจารยชวลิต สุนทรานนท ไดคิดกลวิธีในการแสดงเกี่ยวกับบทบาทนางแกวหนามาเพิ่มขึ้นจนกลายเปนเอกลักษณ เฉพาะ จึงทำใหแตกตางจากอาจารยทานอื่น องคประกอบในการแสดง หมายถึง สิ่งที่ชวยสงเสริมในการแสดงละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก เพื่อสมจริง และมีความสมบูรณในดานตาง ๆ อันประกอบไปดวยบทละคร เพลงรอง เครื่องดนตรีที่ใชประกอบการแสดง เครื่องแตงกาย ฉาก และอุปกรณการแสดง กระบวนทารำ หมายถึง การเคลื่อนไหวรางกาย เปนทาทางการรายรำที่สวยงาม โดยสอดคลอง ตามบทบาท บทรอง และทำนองเพลง เพื่อใชในการสื่อความหมายในการแสดง ในงานวิจัย นี้หมายถึงกระบวนทารำของนางแกวหนามา ของการแสดงละครนอก เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูกตามแนวทางอาจารยชวลิต สุนทรานนทขาราชการบำนาญ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร บทบาทนางตลาด หมายถึง การแสดงกิริยาทาทางลักษณะเฉพาะของผูแสดงตัวเอก ฝายหญิงในการแสดงละคร ซึ่งจะมีกิริยาทาทางไมสำรวม กระฉับกระเฉง แคลวคลอง วองไว เปดเผย ตรงไปตรงมา ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ หมายถึง การแสดงบทบาทนางแกวหนามาที่ใชผูชายแสดง ในการแสดงละครนอกแบบหลวง เรื่องแกวหนามา ตอนถวายลูก นางแกวหนามา หมายถึง ตัวเอกของละครนอก เรื่องแกวหนามา เปนธิดาสามัญชนชาวเมือง มิถิลา เหตุที่นางมีชื่อเชนนี้เพราะกอนตั้งครรภผูเปนมารดาไดฝนวาเทวดานำแกวมาให พอใหกำเนิด บุตรสาวเลยตั้งชื่อวา “แกว” แตเนื่องจากใบหนาเหมือนมา ชาวบานจึงเรียกวา นางแกวหนามา
บทที่ 2 เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษากลวิธีการแสดงบทบาทของแก้วหน้าม้า ในละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ผู้วิจัยได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์ โดยจะนำมาวิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูล ประกอบด้วยรายละเอียดตามหัวข้อ ดังนี้ 1. ประวัติความเป็นมาของละครนอก 2. ละครนอกของกรมศิลปากร 3. วรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้า 4. การแสดงละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร 5. นางตลาดในการแสดงละครนอก 6. การสืบทอดและถ่ายทอดท่ารำละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ของกรมศิลปากร 7. ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. ประวัติความเป็นมาของละครนอก ภาพที่ 1 คณะละครนอก (ชาวบ้าน) ภาพถ่ายสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ที่มา: ผู้วิจัย
9 การเล่นละครนอกของไทยนั้นเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเลียนแบบอย่างมาจาก ละครชาตรี จึงได้ผูกเรื่องเป็นเรื่องราวโดยนำนิทานพื้นเมืองปัญญาสชาดกมาแต่งบทแสดงเป็นละคร ในสมัยกรุงศรีอยุธยา บทละครครั้งกรุงศรีอยุธยานั้นพอสังเกตได้ว่ามีลักษณะคล้ายบทละครชาตรี (สุมนมาลย์นิ่มเนติพันธ์, 2543, น. 125) กล่าวคือ เป็นการแสดงละครที่มีความสนุกสนาน ตลก ขบขัน ไม่พิถีพิถันเรื่องการร่ายรำ มีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว การแสดงละครนอกนั้นสมัยโบราณจะใช้ผู้ชายแสดงล้วน ผู้แสดงจะต้องมีความคล่องแคล่ว ในการรำ และร้อง มีความสามารถที่จะหาคำพูดมาใช้ในการแสดงได้อย่างทันท่วงทีกับเหตุการณ์ เพราะขณะแสดงต้องเจรจาเอง เมื่อไม่ใช้ผู้หญิงแสดงแล้วก็ปราศจากข้อจำกัดต่าง ๆ ของราชสำนัก ก็ย่อมจะแสดงได้เต็มที่ด้วยความสนุกสนาน ตัวละครเป็นผู้ชายร้องบทเองมีลูกคู่คอยรับด้วย เหตุนี้จึง แต่งบทละครนอกสำหรับตัวละครแต่ละตัวขึ้นไว้อย่างสั้น ๆ เพื่อมิให้ตัวละครต้องร้องนาน เพลงที่ใช้ ในการแสดงนั้นจะเป็นเพลงเชิดและเพลงเสมอเป็นพื้น เพลงหน้าพาทย์ชั้นสูงคงไม่ได้ใช้เลยเพราะ ผู้แสดงไม่มีเวลาหรือไม่มีที่ฝึกหัดวิชาชั้นสูง นอกจากนั้นก็ยังไม่จำเป็นอีกด้วย ละครนอกนั้น ใช้ตัวแสดงน้อย มีตัวยืนเครื่องคือละครที่ผัดหน้าแล้วรัดเครื่องละครเพียง 2 หรือ 3 ตัวเป็นอย่างมาก ตัวตลกจะแต่งกายพื้นบ้าน ละครนอกมีการร้องและรำเฉพาะในบทของตัวเอกของเรื่องเท่านั้น คือตัวที่เรียกว่าตัวยืนเครื่อง เมื่อได้ร้องรำเป็นระยะสั้น ๆ แล้วก็จะดำเนินเรื่องต่อไปด้วยการเจรจา คือการพูดจากันระหว่างตัวละครแบบละครพูด การเจรจานี้ไม่มีบทละครที่เขียนไว้ผู้แสดงจะต้องใช้ ปฏิภาณและโวหารของตนเองเพื่อให้คนดูถูกใจคล้อยตามและเข้าใจในเนื้อเรื่องของละครเรื่องนั้น ๆ ระหว่างที่มีการเจรจาก็จะมีบทตลกแทรก คือตัวตลกที่แสดงเป็นไพร่พลหรือนางกำนัลจะเข้ามาร่วม เจรจาและแสดงกิริยาอาการต่าง ๆ ตลกขบขัน ทำให้คนดูหัวเราะได้มากพอเห็นว่าสมควรก็จะเริ่มร้อง บทและรำต่อไปแล้วสลับด้วยการเจรจาและบทตลกอีกจนกว่าจะจบเรื่อง เนื่องจากละครนอก ใช้ผู้แสดงน้อย อุปกรณ์ในการแสดงเลยมีไม่มาก จึงเป็นละครที่มีความคล่องตัว สามารถเดินทาง ไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่มีคนหาไปเล่นละครได้ด้วยความรวดเร็ว จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ละครนอกของไทยเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา เลียนแบบมาจากละครชาตรีที่มีความสนุกสนานตลกขบขันไม่พิถีพิถันเรื่องการร่ายรำมีการดำเนิน เรื่องที่รวดเร็วผู้แสดงจะต้องมีความคล่องแคล่วในการรำและร้อง มีความสามารถในการหาคำพูดได้ อย่างทันท่วงทีกับเหตุการณ์เพราะต้องเจรจาเองร้องบทเองมีลูกคู่คอยรับ การเจรจาไม่มีบทละคร ผู้แสดงจะต้องใช้ปฏิภาณและโวหารของตนเองเพื่อให้คนดูเข้าใจในเนื้อเรื่องของละครเรื่องนั้น ๆ
10 ละครนอกใช้ผู้แสดงน้อยตลอดจนอุปกรณ์ในการแสดงก็มีไม่มาก ซึ่งการแสดงละครนอกมีรูปแบบ ในการแสดง ดังนี้ 1.1 รูปแบบของการแสดงละครนอก ละครนอกมีวิวัฒนาการการเปลี่ยนแปลงจากอดีต จนถึงปัจจุบันตามยุคสมัย ซึ่งสามารถกำหนดได้ ดังนี้ 1.1.1 ละครนอกแบบราษฎร์หรือละครนอกที่แต่เดิมเป็นการเล่นพื้นเมืองของชาวบ้าน ที่ใช้รำและร้องแก้บนกัน ต่อมาได้แบบอย่างละครชาตรีนำมาผสมผูกเป็นเรื่องขึ้นแสดง จนเอานิทาน พื้นเมือง และเรื่องชาดกมาแต่งบทเล่นเป็นละคร สมัยโบราณใช้ผู้ชายแสดงเท่านั้น ดำเนินเรื่องรวดเร็ว มุ่งตลกขบขันและโลดโผนต่าง ๆ บทประพันธ์ก็แต่งแบบรวบรัด ใช้ถ้อยคำอย่างตลาด การร่ายรำ มีลักษณะว่องไว กระฉับกระเฉง เน้นความรู้สึกให้เด่นชัดเป็นจริงเป็นจัง สำหรับเพลงร้องและ เพลงบรรเลงก็ต้องดำเนินให้สมกับบทบาทของการรำ เพลงร้องมักเป็นเพลงชั้นเดียว หรือสองชั้น ซึ่งมีจังหวะรวบรัดและดำเนินเรื่องด้วยเพลงร่ายนอก (กรมศิลปากร, 2505, น. 87) ลักษณะการแสดง ละครนอกแบบราษฎร์ ซึ่งจะกล่าวถึงองค์ประกอบการแสดงดังต่อไปนี้ ภาพที่ 2 ละครคนแก่ในรัชกาลที่ 5 เรื่องไกรทอง งานขึ้นพระตำหนักสวนดุสิต ที่มา: ผู้วิจัย 1.1.1.1การดำเนินเรื่องของละครนอก เป็นการแสดงให้ชาวบ้านชม ผู้แสดงเป็นชายล้วน ด้วยเหตุนี้วิธีการแสดงจึงมีลีลาในรูปแบบของชาวบ้าน ซึ่งนิยมความตลกขบขันทำให้การดำเนิน เรื่องไปอย่างรวดเร็ว การร่ายรำมีความว่องไวกระฉับกระเฉงไม่ค่อยมีความประณีต การเจรจาของ ตัวละครจะแทรกบทตลก เนื่องจากชาวบ้านมาชมการแสดงเพื่อผ่อนคลายจากการทำงาน 1.1.1.2 บทละครมีมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ห้ามนำมาแสดง คือ อิเหนา รามเกียรติ์และอุณรุท เพราะ 3 เรื่องนี้ใช้ในการแสดงละครใน การแสดงละครนอกมีทั้งเรื่องที่แต่งขึ้นมา
11 เป็นบทสำหรับเล่นละครโดยเฉพาะ เช่น สังข์ทอง สุวรรณหงส์ ไกรทอง และเรื่องที่แต่งขึ้นมา เป็นกลอนนิทานหรือกลอนเสภาแล้วนำมาดัดแปลง เช่น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น การเล่นละครนอกในสมัยแรก ตัวละครที่แสดงจะร้องกลอนแบบด้นสด คือ การคิดขึ้นมาเอง ในขณะทำการแสดง จึงทำให้ผู้ชมชอบการแสดงละครนอกเป็นอย่างมาก 1.1.1.3 เครื่องแต่งกาย ยุคแรกจะแต่งกายแบบชาวบ้านสามัญ ชนทั่วไป เช่น ผู้ที่แสดงเป็นตัวนางจะเอาผ้าขาวม้าห่มเป็นสไบเฉียง ต่อมาได้รับอิทธิพลมาจากละครชาตรี คือ นุ่งผ้าโจงกระเบนทับสนับเพลา ไม่สวมเสื้อ สวมเครื่องประดับกับตัวเปล่า ถ้าผู้แสดงรับบทยักษ์ ก็จะใส่หน้ากากหรือใช้สีเขียนหน้า 1.1.1.4 เครื่องดนตรี ยุคแรกใช้วงปี่พาทย์ชาตรี หรือวงปี่พาทย์เครื่องเบา เพราะเนื่องจากเครื่องดนตรีมีน้ำหนักเบา สะดวกต่อการแสดงสถานที่ต่าง ๆ มีเครื่องดนตรีได้แก่ ปี่นอก โทนชาตรี ฆ้องคู่ กลองซาตรี ฉิ่ง กรับ เนื่องจากละครนอกที่เกิดขึ้นหลังละครชาตรี จึงได้รับอิทธิพลองค์ประกอบการแสดงมาจากละครชาตรี ภายหลังได้มีการพัฒนาให้ใช้ปี่พาทย์ เครื่องห้าสำหรับการแสดง 1.1.1.5 สถานที่ในการแสดง มีลักษณะเป็นโรงละครเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสผู้ชม สามารถชมได้ 3 ด้าน อีกด้านมีฉากกั้นไว้ มีประตูสามารถเข้าออกสองช่องทาง หน้าฉากตรงกลาง ตั้งเตียงไว้สำหรับให้ตัวละครนั่ง โดยเตียงนี้จะสมมุติให้เป็นอะไรตามแต่ละบทละคร การเล่นสมัยก่อน ก็จะไม่มีฉากที่เป็นตามเนื้อเรื่อง แต่จะมีการบรรยายฉากในบทร้อง ผู้ชมจึงจำเป็นต้องใช้จินตนาการ ในการชม โอกาสที่แสดงละครนอกแบบราษฎร์จะแสดงในงานต่าง ๆ ที่ไม่ใช่งานพระราชพิธีของ กษัตริย์แต่จะเล่นในงานอื่นแทน เช่น งานโกนจุก งานบวช เล่นแก้บวช เป็นต้น (รัจนา พวงประยงค์, 2562, 27 กุมภาพันธ์, สัมภาษณ์) 1.1.2 ละครนอกแบบหลวง ผู้ริเริ่มคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยให้ละครผู้หญิงของท่านแสดงแบบละครนอกบ้าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรง ราชานุภาพเรียกว่า “ละครนอกแบบหลวง” และทรงให้เหตุผลที่รัชกาลที่ 2 ทรงโปรดให้นางในแสดง ละครนอกไว้ 2 ประการ คือ 1.1.2.1 การพระราชพิธีสำคัญนอกพระราชนิเวศน์ ต้องมีละครผู้หญิงหลวงจัดแสดง สมโภชตามธรรมเนียม ครั้นจะเลือกเล่นเรื่องรามเกียรติ์ก็ซ้ำกับหนังใหญ่และโขน เล่นเรื่องอุณรุท เรื่องก็ไม่ตื่นเต้น เล่นเรื่องอิเหนาก็ประณีตไม่เหมาะสมกับรสนิยมของชาวบ้าน ชาวบ้านดูแล้ว
12 อาจไม่เข้าใจและไม่เร้าใจพอ ดังจะเห็นได้ว่าทรงเลือกเรื่องจากละครนอกของเดิมเฉพาะตอนที่เล่น ละครสนุกมาทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่ (สุรพล วิรุฬห์รักษ์, 2543, น. 1) 1.1.2.2 เป็นเรื่องปกติธรรมดาของศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานสำเร็จลงชิ้นหนึ่งแล้ว รู้สึกจำเจ และคิดขยับขยายสร้างสรรค์งานชิ้นใหม่สนองจินตนาการของตนต่อไป จึงทรงสร้างสรรค์ บทและการแสดงละครนอกแบบหลวงขึ้น ละครชนิดใหม่นี้แม้จะเรียกว่าละครนอกแต่มีลักษณะ ผสมผสานระหว่างละครในและละครนอกแบบชาวบ้าน (สุรพล วิรุฬห์รักษ์, 2543, น. 1) ลักษณะการแสดงละครนอกแบบหลวงมีการดำเนินเรื่องที่นำมาจากบทละครนอก ครั้งกรุงเก่าแต่นำบทมาปรับปรุงให้ไพเราะ มีการรำเดี่ยวของตัวละครเอก การรำกระชับกว่าละครใน เป็นต้น ซึ่งจะกล่าวถึงองค์ประกอบการแสดงดังต่อไปนี้ ภาพที่3 พระยาพิพัฒน์โกษา แสดงละครนอกในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มา: ผู้วิจัย 1) จุดมุ่งหมายในการแสดงละครนอกแบบหลวง จะแสดงขึ้นเพื่อให้ผู้หญิง ในพระราชวังได้แสดงละครนอกบ้าง 2) ผู้แสดง การแสดงจะใช้ผู้หญิงแสดงล้วนและจะแสดงภายในวัง ดังนั้น การเลือก ผู้แสดงยังคงต้องพิจารณาผู้ที่รำสวยสติปัญญาดี เนื่องจากกระบวนการรำในการแสดงละครนอกแม้จะ ไม่คำนึงถึงความประณีตในการรำแบบเดียวกับละครในแต่ยังพิถีพิถันในเรื่องของการรำอวดฝีมือ
13 และผู้แสดงต้องมีสติปัญญาดี การแสดงแม้ว่าจะดำเนินเรื่องที่รวดเร็วและตลกขบขันแต่บทตลกนั้น จะต้องเป็นการเล่นตลกในบทจะไม่มีการเล่นตลกจนเกินเหตุ 3) การแต่งกาย เครื่องแต่งกายที่ใช้ในการแสดงละครนอกแบบหลวง สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวไว้ว่า เครื่องแต่งกายในการแสดงละครนอกได้ อิทธิพลด้านการแต่งกายมาจากการแสดงละครในกล่าวคือ แต่งกายเลียนแบบเครื่องทรง พระมหากษัตริย์ 4) บทละคร ละครนอกแบบหลวงได้มีการเขียนบทเตรียมไว้จึงได้มีการบอกบท ให้กับตัวละครเป็นวรรค หรือให้ตัวละครท่องจำบทร้องเอง โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า นภาลัยรัชกาลที่ 2 เป็นผู้พระราชนิพนธ์ โดยใช้ภาษาที่เรียบง่ายและเข้าใจอย่างชัดเจน แม้คำจะเป็น สามัญชนก็ทรงใช้อย่างชาวบ้านแต่ยังคงไว้ซึ่งอย่างธรรมเนียมแบบแผนของชาวบ้าน ท้ายคำที่ใช้ ไม่หยาบโลนเหมือนอย่างละครนอกแบบชาวบ้าน 5) ดนตรีประกอบการแสดง ละครนอกแบบหลวงนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ ทั้งนี้ เพราะเป็นการแสดงที่ถวายเจ้านายและแสดงแต่ภายในวังของเจ้านาย 6) วิธีการแสดง ปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงวา ท้ายเพลงวาตัวละครสำคัญที่เป็นตัวพระ จะออกมาแสดงโดยผู้แสดงจะรำช้าปี่นอก จากนั้นก็จะรำตามเนื้อเรื่อง โดยผู้แสดงไม่ต้องร้องเองแต่จะ มีนักร้องเป็นผู้ร้องแทน ส่วนในด้านการเจรจา ผู้แสดงจะต้องเจรจาตามบทละครที่กำหนดไว้วรรคหรือ อาจจะมีการเจรจานอกเหนือจากบทแต่ต้องอยู่ภายในกรอบของเรื่องที่แสดง 7) สถานที่และฉาก เดิมเป็นโรงละครรูปสี่เหลี่ยม ดูได้ 3 ด้าน กั้นฉากผืนเดียว โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามท้องเรื่อง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง เนื่องจากการได้รับอิทธิพลและนำรูปแบบการเปลี่ยนฉากมาจาก ละครที่พัฒนาขึ้นใหม่ (พัชรินทร์จันทรัดทัต, 2552, น. 25 - 26) บทละครนอกแบบหลวง บทละครของเก่า ละครแบบดั้งเดิมของไทยเป็นละครรำ บทละครจึงมีลักษณะเป็น บทละครรำ กล่าวคือคำประพันธ์เป็นกลอนบทละคร ระบุจำนวนคำกลอน กำหนดเพลงหน้าพาทย์ เพลงร้อง การเจรจา ซึ่งตัวละครต้องพูดเองไม่เขียนถ้อยคำไว้ในบทในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี จนถึง สมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ละครผู้หญิงของหลวง
14 เล่นเรื่องรามเกียรติ์อนิรุทธ์ (อุณรุณ) อิเหนา และดาหลัง ไม่ปรากฏว่าเล่นเรื่องอื่นนอกจากนี้ ส่วนละครข้างนอกซึ่งเป็น ละครผู้ชายเล่นเรื่องนิทานพื้นบ้านแบบจักร ๆ วงศ์ๆ หรือนิทานชาดก บทละครนอก ของเก่าก่อนสมัยรัตนโกสินทร์เหลืออยู่ในหอพระสมุดมี19 เรื่อง (สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2546, น. 333) ได้แก่ การะเกด คาวีไชยทัต พิกุลทอง พิมพ์สวรรค์พิณสุริยวงศ์ มโนห์รา โม่งป่า มณีพิชัย สังข์ทอง สังข์ศิลป์ชัย สุวรรณศิลป์สุวรรณหงส์ โสวัต ไกรทอง โคบุตร ไชยเชษฐ์พระรถ และศิลปะสุริย์วงศ์ ตั้งแต่สมัยอยุธยาในตัวบทละครไม่บอกว่าเป็นบทสำหรับแสดงละครประเภทใด เช่น บทละครเรื่อง นางมโนห์รา สังข์ทอง รามเกียรติ์ฯลฯ ต้องพิจารณาจากการพรรณนา การดำเนินเรื่อง และสำนวนภาษาจะบอกแบบแผนการแสดงได้ บทละครนอกที่ปรับปรุงใหม่ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงเลือกเรื่องที่ใช้แสดงละครนอก สมัยอยุธยาบางเรื่องมาทรงพระราชนิพนธ์ใหม่เฉพาะตอนที่ให้ละครผู้หญิงของหลวงเล่น สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (2508, น. ค - ง) ทรงสันนิษฐานว่าน่าจะทรงพระราชนิพนธ์ ตามลำดับ ดังนี้1. ไชยเชษฐ์2. สังข์ทอง 3. ไกรทอง 4. มณีพิชัย 5. คาวี ส่วนเรื่องสังข์ศิลป์ชัยนั้นกล่าวกันว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งดำรง พระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงพระราชนิพนธ์และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงแก้ไข เป็นบทละครนอกในรัชกาลที่ 2 ที่สืบต่อมาจากกรุงศรีอยุธยารวม 6 เรื่อง ในบรรดาบท ละครทั้ง 6 เรื่อง มีเพียงสังข์ทองเรื่องเดียวที่มีเนื้อความตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนเรื่องอื่นทรงเฉพาะ ตอนที่น่าจะเล่นละครได้สนุก กล่าวคือเรื่องไชยเชษฐ์เริ่มจากนางสุวิญชาถูกขับไล่จนถึงอภิเษกกับ พระไชยเชษฐ์ เรื่องไกรทอง ตั้งแต่นางวิมาลาตามไกรทองขึ้นมาและหึงหวงกับนางตะเภาทอง ตะเภาแก้ว จนถึงไกรทองตามนางวิมาลากลับไปถ้ำ เรื่องมณีพิชัย ทรงเฉพาะตอนพราหมณ์ ยอพระกลิ่นขอพระมณีพิชัยไปเป็นทาส เรื่องคาวีเริ่มที่ท้าวสันนุราชตามหานางผมหอมจนถึงพระคาวี รบกับไวยทัตและสังข์ศิลป์ชัย ตั้งแต่สังข์ศิลป์ชัยตกเหวถึงท้าวเสนากุฎเข้าเมือง บทละครนอกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช : พระศรีเมือง บทละครเรื่องพระศรีเมืองเป็นพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขในรัชกาลที่ 1 ไม่ปรากฏปีที่ทรงราชนิพนธ์แต่ต้องก่อน พ.ศ. 2349
15 ซึ่งเป็นปีทิวงคต เนื้อเรื่องของพระศรีเมืองเป็นนิทานแบบจักร ๆ วงศ์ๆ การดำเนินเรื่องบางตอน มีความกระชับรวดเร็ว บางตอนพรรณนารายละเอียด ผู้แต่งบทละครเรื่องพระศรีเมืองเป็นเจ้านายชั้นสูง เรื่องนี้จึงถือเป็น “แบบหลวง” แต่ตามประเพณีไม่ใช่เรื่องที่ใช้เล่นละครหญิงของหลวง จึงเรียกได้ว่าเป็นบทละครนอก ซึ่งมีการพรรณนาไม่เหมือนกับบทละครของชาวบ้าน บางตอนกระชับรัดกุม บางตอนพรรณนา ละเอียดมีการใช้ภาษาประณีต เมื่อเทียบกับบทละครครั้งกรุงศรีอยุธยาจะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน สังเกตว่าก่อนที่พระบาทสมเด็จพะพุทธเลิศหล้านภาลัยจะทรงนำบทละครนอกของเดิมมา ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่นั้นมีบทละครนอกที่เป็นทางของหลวงอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน ว่าบทละครเรื่องนี้เคยใช้แสดงเท่านั้น บทละครนอกแบบหลวง หลังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บทละครพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทั้งหมดใช้เล่น ละครหลวง จึงไม่มีผู้ใดกล้านำไปเล่น ครั้นถึงรัชกาลพระบาทสม เด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดให้เลิกละครหลวงแต่แบบอย่างของละครกลับเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะเมื่อไม่มีละครหลวง แล้วเจ้านายและผู้มีบรรดาศักดิ์พากันหัดละครตามแบบในรัชกาลที่ 2 กันมาก เป็นต้นว่าสมเด็จ พระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพก็ทรงหัดละครผู้หญิงวังหน้าขึ้นทั้งชุด (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2508, น. 5156) ดังนั้น ละครนอกแบบหลวงจึงสืบทอดมาชั้นแรกในหมู่ เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ก่อน นอกจากเล่นตามบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 แล้วยังมีบทที่แต่งขึ้น ใหม่อีก ทำให้เกิดบทละครนอกแบบหลวงในรัชกาลที่ 3 และรัชกาลต่อ ๆ มาอีกหลายเรื่อง ยกตัวอย่างบางเรื่องได้ดังนี้ 1) พระลอนรลักษณ์ พระราชนิพนธ์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3กล่าวกันว่า มีเนื้อความตั้งแต่พระลอได้ครองเมืองแมนสรวง ฟังขับยอโฉมพระเพื่อนพระแพง จนถึงเชิญศพพระลอมาฝังไว้ที่สระบุรี แต่ต้นฉบับที่หอพระสมุด วชิรญาณได้มาพิมพ์มีถึงพระลอสั่งเมืองเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพจึงโปรดให้นำบทละครเรื่องพระลอของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์มาต่อข้างท้ายถึงเข้า สวนเมืองสรอง (กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์, 2545, น. 96) ซึ่งต่อกันได้สนิทเพราะมีลักษณะ การแต่งทำนองเดียวกัน การพรรณนาในบทละครเรื่องพระลอนรลักษณ์ บางตอนต่างกับลิลิตพระลอ และบทละครเรื่องพระลอ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปประพันธ์พงศ์ เช่น ตอนตามไก่
16 ทำให้กระบวนการแสดงต่างกันด้วย ในลิลิตพระลอ และบทละครเรื่องพระลอ พระลอตามไก่ไปกับ พี่เลี้ยงทั้งสอง แต่ในพระลอนรลักษณ์ (ส่วนที่เป็นบทของเจ้าพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์) พระลอตามไก่ โดยลำพัง (เรวดี ฐิตะโลหิต, 2547, น. 143 - 144) 2) สุวรรณหงส์ บทละครพระนิพนธ์กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ เมื่อครั้งเป็น พระองค์เจ้าทินกร พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กรมหลวงภูวเนตร นรินทรฤทธิ์ มีคณะละครในรัชกาลที่ 3 ตัวละครหัดรำแบบละครหลวงแต่โปรดทรงเรื่องละครนอก นับถือกันว่าดีทัดพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2508, น. 160) สุวรรณหงส์ ความยาว 4 เล่มสมุดไทย เริ่มเรื่องที่นางเกศสุริยงคร่ำครวญถึงพระ สุวรรณหงส์หลังจากต้องหอกยนต์ จนถึงพระสุวรรณหงส์ให้นางเกศสุริยงพาไปพบนางเงือกน้ำ 3) แก้วหน้าม้า บทละครพระนิพนธ์กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ เมื่อครั้งเป็น พระองค์เจ้าทินกร พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2508, น. 160) บทละครนอกที่ทรงพระนิพนธ์ มีหลายเรื่อง ที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ เรื่องสุวรรณหงส์และแก้วหน้าม้า แก้วหน้าม้า ความยาว 6 เล่มสมุดฝรั่ง เริ่มเรื่องที่พระพินทองโอรสท้าวมงคลราช ผู้ครองเมืองมิถิลาทรงว่าวจนถึงนางมณีหึงหวงนางทัศมาลี ทั้งเรื่องสุวรรณหงส์และแก้วหน้าม้า กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ไม่ได้ทรง พระนิพนธ์ตลอดทั้งเรื่อง ทรงแต่งเฉพาะตอนที่จะเล่นละครตามแบบพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2 ในขณะที่เรื่องสุวรรณหงส์ฉบับความเก่าซึ่งน่าจะเป็นของชาวบ้าน มีเนื้อความตั้งแต่พระสุวรรณหงส์ เกิดสุบินนิมิต อนึ่ง เรื่องแก้วหน้าม้าออกนามตัวละครเอกชายว่า “พระพินทอง” ต่างกับบทละครของ กรมศิลปากรที่ใช้ว่า “พระปิ่นทอง”จากการสัมภาษณ์ กัญจนปกรณ์ แสงหาญ (2562, 12 มีนาคม, สัมภาษณ์) คีตศิลปินอาวุโส สำนักการสังคีต กรมศิลปากร กล่าวไว้ว่า คำว่า “พระพินทอง” เปลี่ยนเป็นคำว่า “พระปิ่นทอง” เกิดจากการเพี้ยนเสียงตามนิทานวัดเกาะ และภายหลังจึงนิยมใช้ “พระปิ่นทอง” 4) บทละครเรื่องพระสมุท พระราชนิพนธ์กรมพระราชวังบวรวิไชยขาญ พระราชโอรสพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ 5 เรื่องพระสมุทมีความยาว 3 เล่มสมุดไทย เนื้อเรื่องเริ่มตั้งแต่พระสมุทพักอยู่ที่ตำหนัก ในอุทยานท้าวรณจักรและได้พบนางบุษมาสี จนถึงท้าวรณจักรล้มลง กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ
17 ทรงแต่งบทละครเรื่องนี้ให้ละครของเจ้าคุณจอมมารดาเอม พระมารดาซึ่งเป็นละครวังหน้า โรงหนึ่ง เล่นละครโรงนี้เล่นตามแบบละครหลวงเป็นพื้น (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 2508, น. 210) ดังนั้น ตัวบทจึงมีลักษณะเป็นละครแบบหลวงสอดคล้องกัน จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่า ละครนอกมีรูปแบบการแสดง 2 รูปแบบ คือ การแสดง ละครนอกแบบราษฏร์ เป็นการแสดงแบบชาวบ้าน มุ่งตลกขบขัน ถ้อยคำตลาด ผู้ชายแสดงล้วน การรำเน้นกระชับว่องไว เอานิทานพื้นเมืองมาแต่งบทเล่นเป็นละคร และละครแบบหลวง เป็นการแสดงที่ถวายเจ้านายและแสดงแต่ภายในวัง ผู้ริเริ่มคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยให้ละครผู้หญิงของท่านแสดงแบบละครนอกบ้าง แม้จะเรียกว่าละครนอกแต่มีลักษณะผสมผสาน ระหว่างละครในและละครชาวบ้าน แต่คำที่ใช้ไม่หยาบโลนเหมือนอย่างละครนอกของชาวบ้าน เพิ่มการำอวดผีมือแต่ไม่คำนึงถึงความประณีตในการรำ ใช้วงปี่พาทย์เครื่องคู่ประกอบการแสดง ได้มีการเปลี่ยนฉากตามท้องเรื่อง ซึ่งต่อมากรมศิลปากรได้มีการรื้อฟื้นละครนอกแบบหลวงขึ้นใหม่ จึงเกิดรูปแบบละครที่เรียกว่า ละครนอกของกรมศิลปากร 2. ละครนอกของกรมศิลปากร ภาพที่ 4 การแสดงละครนอกของกรมศิลปากร ที่มา: กฤติเดช สมบุญดี(2557, ออนไลน์) กรมศิลปากร เป็นหน่วยงานภาครัฐ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งแบ่งภารกิจหลักออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านนาฏดุริยางคศิลป์ ด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ ด้านภาษา เอกสาร และหนังสือ และ ด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม โดยในด้านนาฏดุริยางคศิลป์นั้น กรมศิลปากรมีหน้าที่เผยแพร่ แลกเปลี่ยน ฟื้นฟู และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์ของชาติ รวมถึงการแสดงในพระราชพิธี รัฐพิธีและพิธีการต่าง ๆ ตามจารีตประเพณีเพื่อดำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์
18 ของชาติส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายศิลปินและให้บริการทางวิชาการด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และคีตศิลป์ แก่หน่วยงานของรัฐ เอกชน เยาวชน และประชาชนทั่วไป การแสดงละครนอกของกรมศิลปากร มีรูปแบบการแสดงในลักษณะละครนอกแบบหลวง โดยมีสายการสืบทอดมาแต่ครูละครหลวงในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ซึ่งในสมัยนี้พระองค์ทรงมุ่งเน้นศิลปะด้านการละคร ทั้งละครใน และละครนอก อีกทั้งยังทรงพระราชนิพนธ์ บทละครขึ้นใหม่ โดยปรับบทใหม่ให้สอดประสานอย่างเหมาะสมกับกระบวนฟ้อนรำ ซึ่งมีการทดลอง ปรับปรุง และแก้ไขจนได้รูปแบบที่เป็นมาตรฐาน จนได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของละครหลวงในรัชกาล ต่างๆ ทั้งนี้พระองค์ยังทรงสร้างสรรค์รูปแบบการแสดงละครขึ้นใหม่เรียกว่า “ละครนอกแบบหลวง” และใช้ ผู้แสดงละครผู้หญิงของพระองค์เป็นผู้แสดงละครนอกแบบหลวง โดยมีเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี นายทองอยู่ และนายรุ่ง ซึ่งเป็นครูละครในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นครูผู้ฝึกหัดการแสดงละครนอกแบบหลวง จึงกล่าวได้ว่า ศิลปินละครหลวงของพระองค์นั้น สามารถแสดงได้ทั้งละครผู้หญิงและละครนอกแบบหลวง และเป็นผู้ที่มีบทบาทในการสืบทอดแบบแผนละครผู้หญิงของหลวงไปสู่คณะละครวังเจ้านายต่าง ๆ เมื่อครั้งที่ละครหลวงถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 3 ต่อมาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ ทรงสนพระทัยในการละครแบบตะวันตก แต่ก็ทรงสนับสนุนนาฏศิลป์ไทยเป็นอย่างดี มีการจัดแสดง ตามรูปแบบละครหลวง อีกทั้งยังเกิดหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่ดูแลนาฏศิลป์และดนตรีเป็นการเฉพาะ ชื่อว่า “โรงเรียนพรานหลวง” มีการสร้างสรรค์ ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลง รูปแบบการแสดงละคร ตามสมัยนิยมละครหลวง ในสมัยนี้มีทั้งละครผู้หญิงของหลวงและละครผู้ชายของหลวง และให้สังกัด อยู่ในกรมมหรสพการแสดงละครหลวงนั้นจัดแสดงในงานพระราชพิธีต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่สำหรับเพื่อความบันเทิงนั้นมีน้อยลง เนื่องจากในสมัยนั้นมีละครประเภทอื่น ๆ เกิดขึ้นหลากหลาย และมีความเข้าใจในเรื่องราวของการแสดงได้ง่ายขึ้น ทำให้ละครตามแบบหลวงอย่างรัชกาลที่ 2 นั้น ลดน้อยลง ทั้งนี้ปรากฏว่าตัวละครที่มีชื่อเสียงของคณะต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดรูปแบบ การแสดงให้กับกรมศิลปากร ดังนี้ 1. ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนีครูลมุล ยมะคุปต์ครูเฉลย ศุขะวณิช มาจากคณะละคร วังสวนกุหลาบ
19 2. หลวงวิลาศวงงาม (หร่ำ อินทรนัฏ) ขุนวาดพิศวง มาจากกรมมหรสพ 3. ครูสะอาด แสงสว่าง ครูผัน โมรากุล ครูเจริญจิต ภัทรเสวีครูยอแสง ภักดีเทวา มาจากคณะละครเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ 4. หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก มาจากคณะละครเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ 5. ครูมัลลี คงประภัศร์ มาจากคณะละครพระองค์เจ้า วัชรีวงศ์ 6. นายเจียร จารุจรณ (นายรง ภักดี) มาจากโรงเรียนพรานหลวง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เป็นระยะที่บ้านเมือง เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลง อันสืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีผลกระทบต่อวงการนาฏศิลป์ไทย ทรงยุบกรมมหรสพในปี พ.ศ. 2469 และต่อมาปลายปี พ.ศ. 2469 ได้จัดตั้งกองมหรสพขึ้นใหม่ ได้เชิญพระยานัฏกานุรักษ์ให้เป็นหัวหน้ากองงานดูแลนาฏศิลป์ทั้งหมด อีกทั้งยังได้เชิญคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ มาเป็นครูละครหลวง ในปี พ.ศ. 2472 กองมหรสพได้เปิดรับสมัครเด็กชายและเด็กหญิง เข้ามาฝึกหัดโขน ละคร และดนตรี ซึ่งมุ่งเน้นการถ่ายทอดวิชาศิลปะเป็นสำคัญโดยได้แยกย้าย ตัวละครไปเรียนตามสถานที่ต่าง ๆ เมื่อตั้งเป็นโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ในกรมศิลปากร ได้ครูจาก กองมหรสพ อีกทั้งครูละครจากคณะละครบรรดาศักดิ์ซึ่งได้แก่ ครูละครจากคณะละครวังสวนกุหลาบ คณะละครเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ) คณะละครเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ และ คณะละครพระองค์เจ้าวัชรีวงศ์ มาร่วมกันฝึกหัดละคร ปรากฏศิลปินละครในกองมหรสพ สังกัด กระทรวงวัง โดยเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา) เป็นเสนาบดีกระทรวง ที่มีผลสืบทอด มาถึงกรมศิลปากรนั้นมีจำนวนมาก ดังนี้ 1. นายอาคม สายาคม เป็นตัวพระ (พระใหญ่) ต่อมาได้เป็นครูโขน ละคร ในโรงเรียน นาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร 2. นายเดช ปัญญาพล เป็นตัวพระ (พระน้อย) ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 3. นายจำนง พรพิสุทธิ์ เป็นตัวพระ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 4. นายวงศ์ ล้อมแก้ว เป็นตัวพระ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 5. นายบุญชัย เฉลยทอง เป็นตัวพระ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 6. นายทองเริ่ม มงคลนัฏ เป็นตัวยักษ์ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 7. นายอร่าม อินทรนัฏ เป็นตัวยักษ์ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 8. นายเจริญ เวชเกษม เป็นตัวยักษ์ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร
20 9. นายทรวง ปรางค์โพธิ์อ่อน เป็นตัวยักษ์ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 10. นายชม้อย ธารีเธียร เป็นตัวยักษ์ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 11. นายถม โพธิเวช เป็นตัวยักษ์ ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 12. นายกรี วรศะริน เป็นตัวลิง ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 13. นายฉลาด พกุลานนท์ เป็นตัวลิง ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 14. นายสง่า ศศิวณิช เป็นตัวลิง ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 15. นางสาวจำเรียง พุธประดับ เป็นตัวนาง ต่อมาได้เป็นครูในกรมศิลปากร 16. ครูสำเนียง อรรถจินดา เป็นตัวพระ (สุภาวดี โพธิเวชกุล, 2552, น. 32 - 33) ภาพที่5 การแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ปีพ.ศ. 2505 ที่มา: Dhanit Yupho (1963, p. 127) เมื่อเข้าสู่ยุคกรมศิลปากร ช่วงแรกนั้นได้รับโอนข้าราชการมาจากกองมหรสพ มาสังกัดแผนก ละครและสังคีต ต่อมาได้ก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2477 อีกทั้งยังได้เชิญครูละคร มาจากคณะละครผู้มีบรรดาศักดิ์ที่มีชื่อเสียงหลายคณะเข้ามาเป็นครูสอนนาฏศิลป์ไทย ซึ่งได้ถ่ายทอด วิธีการแสดงตามแบบอย่างละครหลวงอันได้แก่ ละครใน และละครนอกแบบหลวงในรัชกาลที่ 2
21 การแสดงละครนอกของกรมศิลปากร ได้รับการถ่ายทอดรูปแบบการแสดงมาจากครูละครที่มาจาก คณะละครวังเจ้านายต่าง ๆ มาช่วยกันฝึกหัดตามความถนัดของครูแต่ละท่านตามรูปแบบการแสดง ละครนอก ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากครูละครหลวงในรัชกาลที่ 2 สืบต่อมา ซึ่งปัจจุบันการแสดงละคร นอกของกรมศิลปากรยังคงยึดรูปแบบการแสดงตามแบบละครนอกแบบหลวงที่ได้รับการถ่ายทอด ซึ่งสรุปเป็นแผนภูมิการสืบทอดรูปแบบการแสดงละครนอกแบบหลวงมาสู่กรมศิลปากร ดังนี้
22 ละครเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ภาพที่6 การสืบทอดละครนอกแบบหลวงสู่กรมศิลปากร ที่มา: ผู้วิจัย การสืบทอดละครแบบหลวงสู่กรมศิลปากร ละครวังหน้า (เจ้าจอมมารดาเอม) ละครผู้มีบรรดาศักดิ์ -ละครกรมพระนราธิประพันธพงศ์ -ละครเจ้าพระยามหินทรศักดธำรง ละครวังสวนกุหลาบ - หม่อมแผ้ว สนิทวงศ์เสนี - ครูลมุล ยมะคุปย์ - ครูเฉลย ศุขะวนิช ศิลปินละครหลวงในรัชกาลที่ 4 ละครวังบ้านหม้อ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ละครเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ - ครูสะอาด แสงสว่าง - ครูผัน โมรากุล - ครูเจริญจิต ภัทรเสวี - ครูยอแสง ภักดีเทวา ละครพระองค์เจ้าวัชรีวงษ์ - ครูมัลลี คงประภัศร์ ละครหลวงในกรมมหรสพรัชกาลที่ 6 และโรงเรียนพรานหลวง กรมศิลปากร ศิลปินละครหลวงในรัชกาลที่ 2 ละครกรุงกัมพูชา
23 2.1 องค์ประกอบในการแสดงละครนอก รูปแบบกรมศิลปากร การแสดงละครนอก รูปแบบของกรมศิลปากรนั้นได้นำรูปแบบการแสดงมาจาก การแสดงละครนอกแบบหลวง สามารถแบ่งองค์ประกอบเป็นหัวข้อดังนี้ 2.1.2 ผู้แสดง ผู้แสดงในยุคแรกของกรมศิลปากรเป็นศิลปินเก่าที่ได้รับโอนมาจาก กระทรวงวัง ซึ่งใช้ผู้หญิงแสดงล้วนต่อมาในยุคที่ 2 เริ่มมีนักเรียนชายมาเรียนโขน จึงเปลี่ยนเป็น การแสดงในลักษณะชายจริงหญิงแท้ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของการแสดงทำให้มีการแบ่งตัวละคร เป็นตัวนางก็จะใช้ผู้หญิง ตัวพระใช้ผู้ชาย ในยุคหลังกรมศิลปากรได้นำแบบแผนการแสดงละครนอก แบบเดิมมาใช้ คือ ใช้ผู้แสดงที่เป็นชายล้วนแต่ทั้งนี้รูปแบบการจัดผู้แสดงในแต่ละครั้งจะใช้ผู้แสดง ที่เป็นหญิงล้วน ผู้ชายจริงผู้หญิงแท้ หรือผู้แสดงที่เป็นชายล้วนก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของบุคลากร และความเหมาะสมของเรื่องที่แสดงด้วย (กรมศิลปากร, 2505, น. 87) 2.1.3 เครื่องแต่งกาย การแต่งกายยืนเครื่องที่ได้รับอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเลียนแบบเครื่องต้นของพระมหากษัตริย์ในบางส่วนมีการปรับเปลี่ยนและพัฒนาไปตาม สภาพแวดล้อมและยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์และมาตรฐานเดียวกับละครใน ยกเว้นตัวตลก ฤๅษี และตัวละครที่เป็นสัตว์ สีของเครื่องแต่งกายละครในสมัยรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 2 การใช้สีของการแต่ง ยืนเครื่องในสมัยนั้นไม่มีข้อกำหนดตายตัว (กรมศิลปากร, 2505, น. 87) ขึ้นอยู่กับบทบาทของตัว ละครนั้นแต่จากจารีตที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วตัวละครที่มีบทบาทเป็นตัวเด่นหรือ ตัวเอกของเรื่องจะแต่งกายที่มีสีแดง สีเขียว และสีเหลือง 2.1.4 เรื่องที่นำมาแสดงละครนอก ดร. ไพโรจน์ ทองคำสุก สันนิษฐานว่าการแสดงละคร นอกเรื่องแรกของกรมศิลปากร น่าจะเป็นเรื่องสังข์ทองแต่ไม่พบหลักฐานปรากฏที่ชัดเจนว่าแสดงเมื่อไร แต่เรื่องสังข์ทองยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน (ไพโรจน์ ทองคำสุก, 2563, 10 มีนาคม, สัมภาษณ์) และนอกจากนี้ยังนิยมแสดงละครนอกเรื่อง สุวรรณหงส์ ไกรทอง โกมินทร์ และแก้วหน้าม้า โดยกรมศิลปากรยังเป็นหน่วยงานหลักที่นำบทละครนอกแบบหลวงมาปรับปรุงและใช้แสดง อย่างแพร่หลาย อาจพิจารณาการทำบทเป็นประเด็นได้ดังนี้
24 ภาพที่ 7 การแสดงละครนอกเรื่องสังข์ทองของกรมศิลปากร ที่มา: Dhanit Yupho (1963, p. 135) 2.1.4.1 นำมาโดยตรง แต่มีรายละเอียดต่างไปบ้าง ตัวอย่างเช่นเรื่องสุวรรณหงส์ ตอนพระสุวรรณหงส์ พราหมณ์เกศสุริยงชมอุทยาน พระนิพนธ์กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ 2.1.4.2 จัดรูปแบบใหม่โดยการแบ่งคำกลอน ตัดและปรับข้อความ ระบุเพลงมากขึ้น เติมคำอธิบายฉากและตัวละคร ซึ่งเป็นรูปแบบที่บทละครดึกดำบรรพ์ทำมาแล้ว 2.1.4.3 แทรกบทเพื่อให้มีกระบวนรำงาม ๆ 1) สร้างบทระบำขึ้นใหม่ บทละครนอกแบบเดิมและบทละครนอกแบบหลวง ไม่มีบทระบำ กรมศิลปากรได้เพิ่มระบำเข้าไป ตัวอย่างเช่น บทละครเรื่องสุวรรณหงส์ ที่กรมศิลปากร ปรับปรุงใหม่ มีการแบ่งฉาก ฉากที่ 5 ถ้ำแก้ว ตอนต้นฉากเพิ่มบทระบำโดยสมมุติให้รัตนะ 9 ชนิด ในถ้ำจับระบำก่อนที่พระสุวรรณหงส์ชมถ้ำ (กรมศิลปากร, 2527, น. 81 - 82) 2) นำบทระบำไปใช้ในบทละครนอกเรื่องอื่น บทละครเรื่องสุวรรณหงส์ ตอน กุมภณฑ์ถวายม้า ดำเนินเรื่องว่านางเงือกน้ำและบริวารช่วยนางเกศสุริยงซึ่งถูกนางผีเสื้อน้ำผลักตก จากเรือกุมภณฑ์และม้าออกติดตามมาจนพบนางขณะอยู่กับบรรดาเอก ในบทละครเรื่องสุวรรณหงษ์ สำนวนเก่า ไม่มีบทระบำ มีแต่บทที่นางชาลีกันและน้องทั้งสี่อาบน้ำแต่งตัว (ไพโรจน์ทองคำสุก, 2563, 10 มีนาคม, สัมภาษณ์) เมื่อกรมศิลปากรปรับปรุงบทใหม่ มีการแบ่งองก์และฉาก องก์ที่ 5 ผู้จัดทำบทคือนายเสรีหวังในธรรม ตอนที่ 1 ได้แทรกบทฝูงนางเงือกออกจับระบำรำฟ้อน ซึ่งนายมนตรีตราโมท เป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องและทำนอง (กรมศิลปากร, 2502, น. 31 - 32)
25 2.1.5 เครื่องดนตรีมักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้า ก่อนการแสดงละครนอก ปี่พาทย์ บรรเลงเพลงโหมโรงเย็น เป็นการเรียนคนดูเพลงโหมโรงเย็นประกอบด้วย เพลงสาธุการ ตระ รัวสามลา เข้าม่าน ปฐม และเพลงลา การแสดงของกรมศิลปากรจะใช้ได้ทั้งวงปี่พาทย์เครื่องห้า วงปี่พาทย์เครื่องคู่ และวงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการแสดง ส่วนเพลงที่ใช้ ประกอบ การแสดงจะใช้เพลงที่มีจังหวะค่อนข้างเร็วและเหมาะสมกับบทบาทอารมณ์ของตัวละคร (กรมศิลปากร, 2505, น. 89) 2.1.6 วิธีการแสดง การดำเนินเรื่องรวดเร็ว ตลกขบขัน ไม่พิถีพิถันในเรื่องของ ขนบธรรมเนียมประเพณี การใช้ถ้อยคำของผู้แสดงมักใช้ถ้อยคำ “ตลาด” เป็นละครที่ชาวบ้าน เรียกกันเป็นภาษาธรรมดาว่า “ละครตลาด” ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ชมสนุก วิธีการแสดงละครนอกแบบ กรมศิลปากรยังคงยึดรูปแบบของการแสดงละครนอกเช่นเดียวกับการแสดงละครนอกแบบหลวง ยังให้ความสำคัญในเรื่องของการดำเนินเรื่องรวดเร็ว สนุกสนาน ผู้แสดงไม่ต้องร้องเอง แต่ต้องสอดแทรกบทสนทนาด้วยตนเอง แสดงกิริยาให้คล่องแคล่ว ว่องไว และถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกได้อย่างสมบทบาท (กรมศิลปากร, 2505, น. 87) 2.1.7 เวที ฉาก และอุปกรณ์การแสดงละครนอกของกรมศิลปากรจะเน้นความสมจริง ของการใช้อุปกรณ์ และการใช้ฉากในบางตอน เพราะส่วนใหญ่นิยมจัดแสดงบนเวทีที่มีการยกพื้น จัดแสดงเวทีกลางแจ้ง หรือการจัดแสดงในโรงละครแห่งชาติ มีการจัดฉากตามท้องเรื่องอยู่บ้าง เป็นบางโอกาสแล้วแต่ความเหมาะสม จากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า รูปแบบการแสดงละครนอกของกรมศิลปากรมาจาก การแสดงละครนอกแบบหลวง ซึ่งในยุคแรกใช้ผู้หญิงแสดงล้วน ผู้แสดงต้องรำและเจรจาเอง ต่อมา ในยุค ที่ 2 การแสดงเป็นในลักษณะชายจริงหญิงแท้ เนื่องจากมีการรับนักเรียนชายมาเรียนโขน และ ในยุคหลังกรมศิลปากรได้นำแบบแผนการแสดงละครนอกแบบเดิมมาใช้ คือ ใช้ผู้แสดงที่เป็นชายล้วน ในส่วนของการแต่งกายยืนเครื่องเลียนแบบเครื่องต้นของพระมหากษัตริย์ ตัวเอกของเรื่องจะแต่งกาย ที่มีสีแดง สีเขียว และสีเหลือง มักนิยมใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงมีจังหวะ ค่อนข้างเร็ว วิธีการแสดงละครนอกแบบกรมศิลปากรยังคงยึดรูปแบบของการแสดงละครนอกแบบหลวง คือดำเนินเรื่องรวดเร็ว ผู้แสดงไม่ต้องร้องเอง สอดแทรกบทสนทนาด้วยตนเอง แสดงกิริยา ให้คล่องแคล่ว มีการจัดฉากตามท้องเรื่องเพื่อความสมจริงนิยมแสดงละครนอกเรื่อง สังข์ทองสุวรรณหงส์ ไกรทอง โกมินทร์ และแก้วหน้าม้า
26 3. วรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้า วรรณกรรมไทยส่วนใหญ่มีที่มาจากมุขปาฐะ เรื่องเล่า หรือนิทาน เป็นต้น สามารถ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ วรรณกรรมสารคดี หมายถึง หนังสือที่แต่งขึ้นเพื่อมุ่งความรู้ ความคิด ประสบการณ์แก่ผู้อ่านและวรรณกรรมบันเทิงคดี หมายถึง วรรณกรรมที่แต่งขึ้นเพื่อมุ่งให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนาน อาจใช้รูปแบบร้อยแก้ว หรือร้อยกรองก็ได้ เช่น หนังสือวิชาการ ตำราเรียน ตำราอาหาร บทความ ฯลฯ ซึ่งเรื่องแก้วหน้าม้า เป็นวรรณกรรมประเภทนิทานจักร ๆ วงศ์ๆ ที่นิยมในภาคกลาง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปรากฏในรูปแบบร้อยกรองและร้อยแก้วในรูปแบบกลอนสวด กลอนบทละคร และกลอนนิทาน ซึ่งผู้วิจัยจะยกตัวอย่างและกล่าวถึงวรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้า ในสำนวนต่าง ๆ ที่เป็นแบบร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยมีตัวอย่างดังนี้ 3.1 แก้วหน้าม้าสำนวนร้อยกรอง แก้วหน้าม้าสำนวนร้อยกรองนี้เรียกตามรูปแบบที่ปรากฏ 3.1.1 รูปแบบที่เป็นกลอนสวด หรือวรรณกรรมคำกาพย์ ชื่อว่า ปิ่นทองกลอนสวด พบต้นฉบับตัวเขียนที่หอสมุดแห่งชาติ ชื่อเรื่องนี้ตั้งตามชื่อของตัวละครเอกฝ่ายชาย อีกเรื่องหนึ่ง ชื่อ สัปดนคำกาพย์ ตั้งชื่อตามชื่อตัวเอกฝ่ายหญิง สำนวนนี้พบทั้งที่เป็นฉบับปริวรรตและเป็นหนังสือบุด ที่สถาบันทักษิณคดีศึกษา และที่สถาบันราชภัฏภูเก็ต (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 59) ปิ่นทอง กลอนสวดมีลักษณะคำประพันธ์ที่เด่นที่น่าสนใจ คือ ไม่เคร่งครัดจำนวนวรรคและสัมผัส มีความความสัมพันธ์กับคำพูดการด้น อันเป็นวัฒนธรรมวรรณศิลป์ของชาวบ้าน คือ เอื้อต่อการรวบคำ หรือพยางค์ให้ลงจังหวะหรือขยายความได้ตามความพึงพอใจของผู้ด้น โดยเฉพาะกลอนด้น ในสมัยอยุธยาที่ใน 1 บท ควรจะมี 4 วรรค แต่กลับมี 2 วรรค อันแสดงให้เห็นว่าการเรียงลำดับวรรค ไม่เป็นแบ บแผน ซึ่งมีลักษ ณ ะกับ กาพ ย์ในปิ่นท องกลอน สวด นอกจากจำนวนวรรค จะไม่สม่ำเสมอ มีการย้ำเน้นจังหวะของคำด้วยการ โดยที่มาของปิ่นทองกลอนสวด พบว่า กลุ่มคำที่นิยม ใช้ในวรรณกรรมสมัยอยุธยา การใช้คำเรียก “นาง” ที่เป็นกษัตริย์ในบทละครนอกสมัยอยุธยาจะเน้น สวยงาม อ่อนหวาน เช่น กัลยา แก้ว แก้วกับตน ขวัญเข้า โฉมฉาย โฉมตรู โฉมศรี ฉายาหรือไฉยา ทรามวัย เทวี นางนาฎ นิรมล อรไทย ฯลฯ (เสาวลักษณ์ อนันตศานต์, 2515, น. 155) การใช้คำใน สุบินกลอนสวดพบว่า มีการใช้คำเช่นเดียวกันกับละครนอกสมัยอยุธยาตอนปลาย คือ คำว่า ฉายา นางนาฏฉายาสันนิษฐานว่าสุบินกลอนสวด แต่งในสมัยอยุธยาตอนปลายเช่นเดียวกับสังข์ทองกลอน สวด ซ้ำ (อัควิทย์เรืองรอง, 2563, 6 ตุลาคม, สัมภาษณ์)
27 ภาพที่ 8 ตัวอย่างวรรณกรรม “ปิ่นทองกลอนสวด” ที่มา: อัควิทย์เรืองรอง (2539, น. 12) จากการศึกษาข้างต้นประกอบกับศึกษาการใช้คำเรียกนาง ในปิ่นทองกลอนสวด เป็นกลุ่มคำ เดียวกัน ที่นิยมใช้ในวรรณกรรมสมัยอยุธยา และพิจารณาจากเนื้อหาในปิ่นทองกลอนสวด จะพบว่า มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกับวรรณกรรมอยุธยาหลายประการ จึงสันนิษฐานได้ว่า ปิ่นทองกลอนสวด น่าจะเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย โดยได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องสังข์ทอง ประกอบกับการใช้ภาษา ในการเขียนเป็นแบบชาวบ้าน สรุปได้ว่าเรื่องแก้วหน้าม้าเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยกวี ชาวบ้าน 3.1.2 รูปแบบที่เป็นกลอนบทละคร มีชื่อเรียกต่างกันเป็นสองชื่อคือ แก้วหน้าม้า และพินทอง ทั้งสองชื่อนี้เป็นของผู้แต่งคนเดียวกัน คือ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ซึ่งพบต้นฉบับที่ หอสมุดแห่งชาติ มีลักษณะเป็นสมุดฝรั่งและฉบับตัวเขียน (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 59) 3.1.3 รูปแบบที่เป็นกลอนนิทาน เป็นสำนวนของนายบุษย์หรือเรียกว่า ฉบับวัดเกาะ พิมพ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 จำนวน 40 เล่ม เป็นเรื่องที่แต่งขยายจากพระนิพนธ์ในกรมหลวงภูวเนตร นรินทรฤทธิ์ (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 60) 3.1.4 รูปแบบกลอนอ่านแบบอีสาน มี 2 สำนวน คือ สำนวนแรก พบต้นฉบับ พิมพ์รวมอยู่ใน รวมนิทานอีสาน ชุดที่ 3 ลักษณะหนังสือพิมพ์ด้วยอักษรไทยสำนวนถิ่นอีสาน โรงพิมพ์ คลังนานาธรรม จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2515 สำนวนที่ 2 เป็นภาษาลาว หอสมุดแห่งชาติประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นผู้จัดพิมพ์ แก้วหน้าม้าทั้งสองสำนวนนี้ ระบุชื่อผู้แต่งไว้ ชัดเจนว่าชื่อ อินตา กวีวงค์ หรือ อ. กวีวงค์ ทั้งสองสำนวนได้รับอิทธิพลจากแก้วหน้าม้าสำนวน นายบุษย์ (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 60)
28 3.2 แก้วหน้าม้าสำนวนร้อยแก้ว คือ สำนวน ส. พลายน้อย สำนวนสำเนาว์ หิริโอตัปปะ และสำนวนภร ขจรศักดิ์ มีลักษณะสำนวนคล้ายสำนวนนายบุษย์ซึ่งแก้วหน้าม้ามีปรากฏ หลายสำนวน แต่แก้วหน้าม้าก็เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นภาคกลางที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาและแพร่หลาย ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีการพินิจจากหลักฐาน ดังนี้ วัฒนธรรมการขับเสภาและการเล่นเพลง “ช้าเจ้าหงส์” ซึ่งเป็นการละเล่นของชาวภาค กลาง ปรากฏใน สัปดนคำกาพย์ ฉบับสงขลาและภูเก็ต การประพันธ์ในปิ่นทองกลอนสวด มีลักษณะ คล้ายกับ “การด้น” และ “การซ้ำ” เพื่อเน้นย้ำจังหวะเฉกเช่นเดียวกับวัฒนธรรมวรรณศิลป์ของ ชาวบ้าน ในปิ่นทองกลอนสวด พบว่ามีการ “ซ้ำคำ” ในคำว่า ฉายา โฉมศรี ขวัญข้าวฯลฯ ในความถี่ สูง ซึ่งคำเหล่านี้เป็นคำที่พบในวรรณคดีสมัยอยุธยา วรรณกรรม เรื่อง แก้วหน้าม้า เป็นของภาคกลาง ที่แพร่หลายไปยังท้องถิ่นต่างๆ แม้จะเป็นวรรณกรรมพื้นบ้านภาคกลางที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแต่แก้ว หน้าม้าที่อยู่ในรูปแบบกลอนสวด คือ ปิ่นทองกลอนสวดและสัปดนคำกาพย์ได้มีการพิจารณาลักษณะ ของเส้นอักษรที่คัดลอกในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พบว่าคัดลอกในสมัยรัชกาลที่ 2 - 4 (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 61 - 63) 3.3 แก้วหน้าม้าสำนวนกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์แก้วหน้าม้าสำนวนกรมหลวงภูวเนต รนรินทรฤทธิ์เป็นสำนวนที่ส่งอิทธิพลต่อสำนวนนายบุษย์และสำนวนที่เป็นร้อยแก้วอีกหลายสำนวน แก้วหน้าม้าสำนวนกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์มีรูปแบบเป็นกลอนบทละคร พบที่หอสมุดแห่งชาติ มีชื่อเรียกต่างกันเป็น 2 ชื่อ คือ นางแก้วหน้าม้า กับแก้วหน้าม้า และพินทอง กับปิ่นทอง ซึ่งกลอนบท ละครเรื่องแก้วหน้าม้า พบต้นฉบับที่มีลักษณะเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีเนื้อหาสมบูรณ์และเนื้อหา ไม่สมบูรณ์(อัควิทย์เรืองรอง, 2539, น. 63) 3.4แก้วหน้าม้าที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ปรากฏในต้นฉบับเลขที่ 2 มีเนื้อต่อเนื่องกันตั้งแต่เล่ม 1 - 6 มีลักษณะต้นฉบับเป็นสมุดฝรั่งอักษรไทย เส้นพิมพ์ดีด หมวดวรรณคดี หมู่กลอนบทละครอักษร ก. เก็บรักษาไว้ที่ตู้ 115 มัดที่ 1 ชั้น 4/4 พันโทพระพินิจสารา (ทับทิม บุณยรัตนพันธ์) มอบให้หอสมุด แห่งชาติเมื่อ 10 มกราคม พ.ศ. 2446 3.5 แก้วหน้าม้าที่มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ ปรากฏในต้นฉบับเลขที่ 3 และเลขที่ 4 มีเนื้อหา ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นเรื่อง คือ มีเฉพาะเล่มที่ 5 – 6 นอกจากนั้นยังมีคำว่าพินทอง แทรกไว้ดังนี้ “แก้วหน้าม้า เล่ม 5 – 6 (พินทอง) ” เมื่อศึกษาแล้วพบว่ามีเนื้อหาตรงกับเล่มที่ 2 (ฉบับสมบูรณ์) ลักษณะต้นฉบับเลขที่ 3 เป็นสมุดฝรั่ง อักษรไทย เขียนด้วยเส้นหมึก การแบ่งหมวดหมู่ และการเก็บ
29 รักษาเช่นเดียวกับเลขที่ 2 ส่วนที่มาของฉบับนี้หอสมุดแห่งชาติบอกว่าเป็นของหอสมุดวชิรญาณ ส่วนฉบับเลขที่ 4 มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ กล่าวคือมีเฉพาะเล่มที่ 6 เท่านั้น ลักษณะต้นฉบับ เป็นสมุดฝรั่ง อักษรไทย เส้นพิมพ์ดีด การจัดหมวดหมู่และการเก็บรักษา เช่นเดียวกับเลขที่ 2 และ 3 ส่วนแหล่งที่มานั้นหอสมุดแห่งชาติกล่าวว่าคัดมาจากฉบับนางทองดี เจ้าของละครอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2464 ทั้ง 3 ฉบับ คือ ฉบับเลขที่ 2, 3 และ 4 หอสมุดแห่งชาติตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2525 (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 41) จากการสัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อัควิทย์ เรืองรอง สรุปเรื่องแก้วหน้าม้าซึ่งกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ทรงนิพนธ์ไว้มีเนื้อความเริ่มตั้งแต่ ท้าวมงคล ราชและนางมณฑาครองเมืองมิถิลา มีพระโอรสองค์หนึ่งชื่อพินทอง วันหนึ่งพินทองทรงว่าวแล้วได้ ขาดลอยไป บังเอิญนางแก้วหน้าม้าซึ่งเป็นหญิงชาวบ้าน ที่มีหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนม้าเก็บว่าวได้ จึงขอถวายตัวเป็นสนมของพินทองโดยแลกกับว่าว ท้าวมงคลราชจึงได้คิดอุบายกำจัดนางโดยแกล้งใช้ ให้นางไปชะลอเขาพระสุเมรุมาถวาย และพระฤๅษีก็ได้ช่วยให้นางแก้วหน้าม้ากระทำการได้สำเร็จ โดยมอบของวิเศษให้เมื่อนางแก้วหน้าม้าเข้ามาอยู่ในวังก็พยายามเสนอตัวให้พินทอง แต่พินทอง รังเกียจนางแก้วหน้าม้า จึงหนีไปอภิเษกกับนางทัศมาลีซึ่งเป็นธิดาท้าวพรหมทัตแห่งเมืองโรมวิถี โดยก่อนไปพินทองได้สั่งให้นางแก้วหน้าม้ามีลูกมาถวาย นางแก้วหน้าม้าจึงซ้อนกลพินทอง โดยการ แปลงกายเป็นนางมณีผู้มีรูปโฉมงาม ตามไปยั่วยวนพินทองจนมีโอรสด้วยกัน ต่อมาท้าวมงคลราช มีราชสาส์นถึงพินทองให้กลับเมืองมิถิลา ระหว่างทางขบวนเรือสำเภาของพินทองหลงเข้าไปในเมือง ยักษ์พาลราช นางแก้วหน้าม้าจึงแปลงกายเป็นมาณพ มาช่วยไว้ได้แล้วถวายนางสร้อยสุวรรณ จันทร ธิดายักษ์ให้เป็นสนมของพินทอง เมื่อพินทองเดินทางกลับเมืองมิถิลา นางแก้วหน้าม้าก็ได้นำโอรสมา ถวาย พินทองสังเกตเห็นว่านางสร้อยสุวรรณ จันทร เกรงกลัวนางแก้วหน้าม้า จึงสอบถาม จนรู้ความ จริง แล้วพินทองได้ก็ทำอุบายให้นางแก้วหน้าม้าถอดรูปได้สำเร็จ ท้าวมงคลราชจึงได้จัดงานอภิเษก ให้กับพินทองและนางมณีฝ่ายทัศมาลีไม่เห็นพินทองกลับมาเมืองโรมวิถีจึงเดินทางมาตาม แล้วก็ได้มี ปากเสียงกับนางมณีเพราะความหึงหวง เนื้อความต่อจากนี้ไม่พบต้นฉบับ สันนิษฐานว่ากรมหลวง ภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ทรงนิพนธ์ค้างไว้เพียงเท่านี้(อัควิทย์เรืองรอง, 2563, 6 ตุลาคม, สัมภาษณ์) ทั้งนี้เรื่องแก้วหน้า ผู้แต่งต่างก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการนำไปใช้ในการแสดงละครนอก เป็นหลัก ซึ่งเห็นได้จากกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ทรงนำเค้าโครงเรื่องเฉพาะความตอนต้น ของเรื่อง ปิ่นทองกลอนสวดซึ่งมีความสนุกสนานมานิพนธ์เรื่องแก้วหน้าม้า และเว้นความบางตอน ซึ่งเป็นตอนปลายเกี่ยวกับเรื่องของตัวละครรุ่นลูก ที่มีตัวละครมากเกินไปและไม่น่าสนใจเท่ากับ
30 ตอนต้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงนิพนธ์บางตอนให้มีความสนุกสนานมากขึ้นโดยเพิ่มเนื้อหา ให้น่าติดตามยิ่งขึ้น เช่น ขบวนเรือของพินทองหลงเข้าเมืองยักษ์ ให้นางมณีวิวาทหึงหวงกับ นางทัศมาลีและยังทรงปรับเปลี่ยนบุคลิกตัวละครเอกของเรื่อง คือ ให้นางแก้วหน้าม้ามีหน้าเหมือนม้า สติปัญญาเฉลียวฉลาด รู้ทันคน มีกิริยาท่าทางไม่เรียบร้อย ชอบซุกซน มีความกล้าหาญไม่เกรงกลัวใคร ไม่เหมือนกิริยาทั่วไปของผู้หญิงที่ควรจะเป็น ส่วนพินทองมีนิสัยขี้ขลาด ไม่มีฝีมือในการรบ ได้รับการ ปกป้องจากนางแก้วหน้าม้า ไม่เป็นแบบตัวละครเอกอย่างเรื่องอื่น ๆ ที่เคยมีมาก่อน ที่ฝ่ายชายต้อง ค่อยปกป้องฝ่ายหญิง แต่เรื่องแก้วหน้าม้าเป็นการสลับบุคลิกของตัวเอก เพื่อสร้างความสนุกสนาน ความแปลกใหม่ที่สอดแทรกคำสอนให้ผู้อ่านเห็นว่าวิชาความรู้มีความสำคัญและมีประโยชน์กว่า รูปลักษณ์ภายนอกและชาติตระกูล ทั้งนี้เรื่องแก้วหน้าม้าจึงเหมาะแก่การนำมาจัดแสดงละครนอก 3.6 แก้วหน้าม้าสำนวนวัดเกาะ หรือเรียกอีกอย่างว่า สำนวนนายบุษย์เป็นอีกหนึ่งฉบับของ เรื่องแก้วหน้าม้าที่นายบุษย์ได้นำเอาฉบับของกรมหลวงภูวเนตรนรินฤทธิ์มาแต่งขยายเป็นสำนวน ของนายบุษย์เอง ซึ่งมีรูปแบบเป็นกลอนนิทาน หรือนิทานคำกลอน เรื่องแก้วหน้าม้าเป็นสำนวน ที่โรงพิมพ์วัดเกาะหรือโรงพิมพ์ราษฎร์เจริญจัดพิมพ์ขึ้น มีจำนวน 40 เล่ม รูปเล่มนั้นมีขนาด 16 หน้า เรื่องแก้วหน้าม้าสำนวนนี้ได้จัดพิมพ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และเนื้อหายังมีความยาวกว่าสำนวนอื่น ๆ เพราะเป็นเรื่องที่แต่งและได้ขยายจากสำนวนเดิม ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ซึ่งมีทั้งโครงเรื่องหลักและโครงเรื่องสืบเนื่อง ที่ได้เพิ่มเติมจากเรื่องเดิมคือ การดำเนินเรื่องจากตอนต้น จนถึงลูกหลานของนางแก้วหน้าม้ากับพระปิ่นทอง แต่ยังคงเป็นแนวเรื่องจักร ๆ วงศ์ๆ และยังคง ความเร้าใจตื่นเต้นความสนุกสนาน ความสามรถพิเศษ อภินิหารของตัวเอกของเรื่องเอาไว้(อัควิทย์ เรืองรอง, 2563, 6 ตุลาคม, สัมภาษณ์)
31 ภาพที่ 9 หนังสือนิทาน เรื่องแก้วหน้าม้า ฉบับวัดเกาะ ที่มา: ผู้วิจัย ตัวอย่างบทนิทานแก้วหน้าม้า ตอนนางแก้วหน้าม้าถอดรูป เล่ม 2 บางส่วน สำนวนนายบุษย์ ป่างพระหน่อวรนาถราชโอรส โศกกำสรดกลุ้มกลัดสหัสสา รู้ว่าอีอัปลักษณ์พักตร์อาชา มันรับหาได้ดังใจปอง จะมาโศกเอกองค์เปนนงลักษณ์ ไม่สมพักตร์ที่จะอยู่เป็นคู่สอง จำจะลี้หนีหน้า อีตาพอง หาคู่ครองเสียใหม่ให้ไกลมัน ขืนอยู่วังอย่างนี้ก็มิได้ ต้องตรอมใจชีวาถึงอาสัญญ์ อีอุบาทว์ชาติ ชั่วจะพัวพันธ์ จะดื้อดันด้านหน้ามาราวี พระคิดพลางย่างออกนอกตำหนัก วรพักตร์เศร้าหมองไม่ผ่องศรี ขึ้นมาเฝ้าพระชนกชนนี อัญชลีทูลความตามจำนง ลูกอยู่วังนั่งนอนให้ร่อนเร่า ดังเพลิงเผากลุ้มจิตต์ดัง พิษสง ลูกขอลาฝ่าละอองทั้งสององค์ หาโฉมยงนงนวลที่ควรกัน ให้พ้นอีผีป่าหน้าสินธพ มันเฝ้า รบกวนนักรักหม่อนฉัน ได้คู่ครองน้องแก้วก็แล้วกัน ที่ไหนมันจะกล้ามาระรานฯ จอมกษัตริย์ขัติวงศ์ ผู้ทรยศ ฟังโอรสพจนาที่ว่าขาน ก็ทรงเห็นเค้ามวญควรแก่การ จึงบรรหารตรัสตอบว่าชอบที่ อีหญิงชั่ว ตัวดีทั้งนี้เหล่า เพราะแม่เจ้าโสมมัสส์ไม่บัดสี ให้รับเอาเข้าอยู่ในบูรี แต่พอนี้หมายว่าจะฆ่ามัน ก็คิดคลาดมาตร์หมายมากลายกลับต้องจำดับอัปยศสู้อดกลั้น เจ้าคิดเห็นเช่นนี้ก็ดีครัน พ่อจะผันผ่อน ให้เป็นไรมี ไม่ต้องไปไกลนิเวศน์เขตต์จังหวัด พ่อจะจัดแจงการแต่งสารศรี ไปสู่ขอธิดาเจ้าธานีโรมวิถี กับพ่อชอบพอกัน ถ้าไปขอจอมกษัตริย์หาขัดไม่ คงจะให้ไม่รังเกียจคิดเดียดฉันท์ เจ้าไม่ต้องประเวศ พ้นเขตต์คันธ์ จะเกรงมันไยหนาอีกาลี(บุษย์, 2412, น. 4 - 5)
32 การที่แก้วหน้าม้าถูกหยิบมาแต่งขยายสำนวนแสดงให้เห็นว่า แก้วหน้าม้าได้รับความนิยม เป็นอย่างมากในฐานะวรรณกรรมนิทานและวรรณกรรมการแสดงในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อง แก้วหน้าม้า นิยมนำมาใช้เล่นละคร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นละครนอกและละครชาตรี ทั้งชาวบ้านและขุนนางนำมาแสดง ซึ่งสำนวนที่ถูกนำมาจัดแสดงนั้น ไม่มีใครระบุได้ว่านำมาจากสำนวนของใคร เป็นไปได้ว่าอาจนำ สำนวนของกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์มาเป็นบทแสดง เพราะมีความเหมาะสมกับการแสดงเป็น อย่างยิ่ง ทั้งลีลาโวหารที่มีความไพเราะ ซึ่งมีอิทธิพลต่อสำนวนนายบุษย์และสำนวนที่เป็นร้อยแก้วอีก หลายสำนวน 3.7 วรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้าสู่บทละครนอกของกรมศิลปากร กรมศิลปากรนำบทพระนิพนธ์เดิมของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้น 2 กรมหลวงภูวเนตร นรินทรฤทธิ์ มาปรับปรุงขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2505 เพราะเห็นว่ามีบทพระนิพนธ์ที่มีสำนวนกลอนไพเราะ และเหมาะแก่การแสดงดีกว่าสำนวนอื่น บทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ของกรมศิลปากร มีทั้งสำนวน ร้อยแก้วที่ผู้แสดงต้องเจรจาเอง และสำนวนร้อยกรองที่มีผู้ขับร้องให้ผู้แสดงรำเป็นกลอนที่ใช้ในการแสดง ละครโดยเฉพาะเหมือนกับการแต่งกลอนบทละครแต่ละวรรคใช้คำตั้งแต่ 6 - 9 คำ มีลักษณะเด่น เพราะเข้าจังหวะในการรำและทำนองร้องได้ดี ส่วนการสัมผัส ก็ครบตามหลักเกณฑ์ของกลอนบทละคร เป็นเพราะกลอนบทละครเรื่องแก้วหน้าม้าเป็นกลอนผสม มีคำกลอน 6 กลอน 7 กลอน 8 กลอน 9 กลอนรวมกัน ตามเรื่องราว และความเหมาะสมของบทนั้น ๆ ใช้สัมผัสครบถ้วนตามหลักกลอนบทละครนั้น ส่วนมากใช้คำโดยทั่วไปไม่ใช้คำไวพจน์มากนักอันเป็นลักษณะเด่นของละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตัวอย่างบทกลอนละคร โอบอุ้มโอรสยศยง เดินตรงขึ้นปรางค์ปราสาทศรี นั่งลงตรงพักตร์ภูบดี ทำทีชม้ายชายตา (กรมศิลปากร, 2505, น. 10) ในลักษณะเช่นนี้เป็นการสะดวกต่อการนำไปบรรจุทำนองเพลงต่าง ๆ เนื่องจากคำไม่แน่น จนเกินไป สามารถบรรจุเพลงร้องร่าย หรือบรรจุเพลงสองชั้นทั่วไป สื่ออารมณ์ได้ตามเพลงที่เลือก บรรจุ เช่น บทเสียดสี ที่ต้องใช้ในการบริภาษ ได้เขาถึงผู้รับฟังได้ง่าย และเลือกใช้เพลงตะลุ่มโปง ในการร้องบทละคร ดังนี้
33 ตัวอย่างบทกลอนละครเพลงตะลุ่มโปง บัดสี อะไรนี่ค่อนว่าน่าหัว ทำเขามีลูกเกรงผูกตัว เห็นรูปชั่วไม่รับกลับกลาย (กรมศิลปากร, 2505, น. 19) ลักษณะเด่นของตัวละครเรื่องแก้วหน้าม้าที่เป็นเอกลักษณ์ของละครนอก คือไม่ซับซ้อน ดำเนินเรื่องไปอย่างรวดเร็วเข้าใจง่าย เน้นตัวเอก คือนางแก้วหน้าเป็นตัวดำเนินเรื่องหลัก บางบท กลอนไม่ได้นำมาบรรจุทำนองเพลง หรือร้องเป็นร่าย แต่ให้ตัวละครพูดกลอนเป็นคล้าย ๆ ลักษณะบท เจรจา สลับกับบทเจรจาที่เป็นบทสนทนาโดยไม่มีลักษณะร้อยแก้ว เช่นบทที่นางแก้วหน้ามาพูด ดังนี้ ตัวอย่างบทกลอนละครการพูดของนางแก้วหน้าม้า น้อยหรือนั้น ประมาทหน้าว่ากันเล่นง่ายง่าย เห็นเหาะมิได้ใช่ผู้ชาย จึงบ่นบ้าท้าทายสบายใจ (กรมศิลปากร, 2505, น. 26) ดังนั้นลักษณะวรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้าที่เป็นบทร้อยกรองนั้น เป็นบทละครนอกที่เน้น บทบาทตามเอกลักษณ์ที่ตรงไปตรงมา เป็นบทกลอนละครตามรูปแบบกลอนสุภาพผสมตั้งแต่ กลอน 6 - 9แต่มักจะเน้นคำน้อยเป็นส่วนมาก เนื่องจากการนำมาบรรจุทำนองเพลงรวมไปถึงร้องร่าย มีความกระชับเข้าใจง่ายรวมไปถึงใช้บทกลอนเป็นบทพูดสลับกับบทเจรจา ทำให้เรื่องแก้วหน้าม้า มีรูปแบบที่หลากหลายให้ผู้รับชมรับฟังได้เข้าถึงสุนทรียะของละครนอกได้อย่างแท้จริง ตัวอย่างบทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ของกรมศิลปากร - ร้องร่าย – เมื่อนั้น สองกษัตริย์ปรีดิ์เปรมเกษมศรี เข้าสวมกอดลูกยาแล้วพาที กว่าปีเจ้าพรากจากไปไกล พ่อแม่ตั้งแต่จะอาดูร เพียบพูนวิตกหมกไหม้ ลูกไปดีร้ายประการใด เหตุไฉนลูกรักเพิ่งจักมา - ร้องเพลงนกจาก – เมื่อนั้น พระโอรสกราบพลางทางทูลว่า
34 - พูด – ถึงลูกพรากจากไปไกลบาทา ทุกเวลาเฝ้าคำนึงถึงพันปี เพราะเกลียดอีหน้าม้าไม่มาได้ จำใจอยู่เมืองโรมวิถี ต่อเมื่อรับสาราฝ่าธุลี ลงเภตราฝ่านทีรีบมาพลัน พายุซัดพัดสำเภาเข้าอ่าวยักษ์ ลูกรักแทบว่าจะอาสัญ พระบารมีปิตุรงค์ทรงคุ้มกัน ลูกคงชีวันไม่บรรลัย บังเอิญให้มานพมาพบเหตุ สำแดงเดชฆ่ายักษ์จนตักษัย ช่วยลูกให้รอดได้ปลอดภัย ซ้ำมอบสองทรามวัยให้ลูกรัก นี่ชื่อสร้อยสุวรรณนั่นจันทร พระบิดาพระมารดรโปรดรู้จัก นางทั้งสองเป็นธิดาพญายักษ์ ทรงศักดิ์จงทราบบทมาลย์ - เจรจา – มเหสี - โถน่าสงสารจริง ๆ พ่อคุณของแม่ บุญของเจ้าจริง ๆ จึงได้รอดปลอดภัย พ่อมานพคนนั้นน่ะ เขาเป็นใครที่ไหน ช่างเก่งกาจเสียจริง ๆ อุ๊ย ถ้าไม่ได้เขา ละก็ ลูกเราคงแย่แน่ๆ เชียว ท่านตา อุ๊ย (ตี) น่าเสียวไส้ มงคลราช - อ้าว แล้วเรื่องอะไรต้องมาตีฉันด้วยล่ะ ท่านยายนี่อย่าตื่นเต้นกันนักเลย ปิ่นทอง - น้องสร้อยสุวรรณจันทา ถวายบังโคมพระบิดาพระมารดาของพี่เสียซีน้อง สร้อยสุวรรณ,จันทร - ถวายบังคมเพคะ พระบิดาพระมารดา มเหสี - (กระถดถอยไปอยู่หลังสามี) รับไหว้เขาซิท่านตา มงคลราช - แล้วกันท่านยายนี่ อะไรนะ ดูนั่งไม่อยู่สุขเสียเลยเชียว มเหสี - พ่อปิ่นทองว่าเป็นลูกยักษ์ใช่ไหมท่านตา แหม หม่อมฉันชักจะหวาด ๆ เสียแล้วล่ะ มงคลราช - ขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง ยักษ์แย็กที่ไหนกัน เขาเป็นคนเหมือนกันกับเรานี่แหล่ะ ท่านยายนี่พิกลจริงเชียว มเหสี - อ้า แม่สร้อยสุวรรณ แม่ลูกจัน … อ้า … มงคลราช - สร้อยสุวรรณจันทา จ้ะ ท่านยายเรียกชื่อเขาให้ถูกๆ หน่อย มเหสี - รู้หรอกน่าท่านตา ไม่ต้องมาสั่งสอนฉันหรอก มงคลราช - รู้อะไรละ เรียกเขาผิด ๆ ถูก ๆ