35 มเหสี - เอ ท่านตานี่ยังไงนะ ประเดี๋ยวเถอะ ประเดี๋ยวได้เกิดเรื่องหรอก มงคลราช - ท่านยายละก็ เอะอะจะให้มีเรื่องเสียเรื่อย ลูกมาใหม่ๆ ช่างไม่รู้จักสงวนทีท่า เสียเลย มเหสี - ก็อย่ามายุ่งกับหม่อมฉันสิเพคะ มงคลราช - เอา ถ้าเช่นนั้นตามใจท่านยายเถอะ ฉันไม่ยุ่งก็ได้ (กรมศิลปากร, 2505, น. 8 - 10) จะเห็นได้ว่าฉบับกรมศิลปากรและฉบับกรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ฤทธิ์มีความคล้ายคลึง กันเป็นอย่างมาก แต่บทละครของกรมศิลปากรมีการเพิ่มบทเจรจาให้กับตัวละครต่าง ๆ ในเรื่อง อีกทั้งยังสอดแทรกมุขตลกเพื่อเกิดความสนุกสนานทำให้ผู้ชมได้รับอรรถรสในการชมและไม่รู้สึกเบื่อ กับการชมการแสดงเป็นเวลานาน เนื้อเรื่องย่อ เรื่อง แก้วหน้าม้า บทละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า เป็นวรรณคดีพระนิพนธ์ของกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ พระราชโอรสลำดับที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาศิลา พระนิพนธ์ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 นอกจากพระนิพนธ์เรื่องแก้วหน้าม้าแล้ว ยังทรงมีผลงานพระนิพนธ์ อื่น ๆ เช่น บทละครนอกเรื่องยอพระกลิ่น โคลงนิราศฉะเชิงเทรา บทละครนอกโม่งป่า และเพลงยาว สังวาสอีกหลายสำนวน ซึ่งเรื่องแก้วหน้าม้ามีการเผยแพร่โดยการสืบทอดต่อ ๆ กันมาโดยมีเนื้อเรื่อง ดังนี้ นางแก้วหน้าม้าเป็นธิดาสามัญชนชาวเมืองมิถิลา เหตุที่นางมีชื่อเช่นนี้เพราะก่อนตั้งครรภ์ ผู้เป็นมารดาได้ฝันว่าเทวดานำแก้วมาให้ พอให้กำเนิดบุตรสาวเลยตั้งชื่อว่า “แก้ว” แต่พระโอรส เมืองมิถิลา และมีญาณวิเศษสามารถล่วงรู้ลมฝนจึงเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้าน เมื่อเก็บว่าวจุฬาได้ นางแก้วหน้าม้าดีใจจะเก็บไว้เล่นเอง เมื่อพระปิ่นทองตามมาขอว่าวคืน นางแก้วหน้าม้าขอสัญญากับ พระโอรสว่าต้องมารับนางเข้าวังไปเป็นมเหสี พระปิ่นทองรับปากเพียงเพราะหวังอยากได้ว่าวคืน นางรออยู่หลายวันไม่เห็นพระปิ่นทองมารับ นางแก้วหน้าม้าจึงเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟัง และขอให้ไป ทวงสัญญา เมื่อพ่อแม่ไปทวงสัญญากับพระปิ่นทองท้าวภูวดลกริ้วตรัสให้นำตัวไปประหาร แต่พระนาง นันทา ได้ทัดทานพร้อมเรียกพระโอรสมาสอบถาม พระปิ่นทองยอมรับว่าสัญญาจะให้มาอยู่กับสุนัข เมื่อพระปิ่นทองสัญญาแล้ว พระนางนันทาสั่งให้ไปรับตัวนางแก้วหน้าม้ามาอยู่ในวัง ครั้นไม่มีวอทอง มารับสมกับตำแหน่งมเหสี นางแก้วหน้าม้าก็ไม่ยอมไป จนในที่สุดนางแก้วหน้าม้าได้นั่งในวอทอง
36 พร้อมกับแต่งตัวสวยพริ้ง พอมาถึงวังหลวง ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองเห็นนางแก้วหน้าม้ารูปร่าง หน้าตาน่าเกลียด กริยามารยาทกระโดกกระเดกก็ทนไม่ได้ แต่พระนางนันทานึกเอ็นดูนางแก้วหน้าม้า เข้าวังมาไม่นานท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองคิดหาทางกำจัด โดยให้นางแก้วหน้าม้าไปยกเขาพระสุเมรุ มาไว้ในเมืองภายใน 7 วัน หากทำไม่สำเร็จจะต้องได้รับโทษประหาร แต่ถ้าทำได้จะจัดพิธีอภิเษก สมรสกับพระปิ่นทอง นางแก้วหน้าม้าออกไปตามป่า เสี่ยงสัตย์อธิษฐานกับเหล่าทวยเทพว่าหากตน เป็นเนื้อคู่ของพระปิ่นทอง ขอให้พบเขาพระสุเมรุ เดินทางต่อไปอีกสามวัน ต่อมานางแก้วหน้าม้าก็ได้ พบพระฤๅษีจึงรีบเข้าไปกราบและเล่าเรื่องราวทั้งหมด พระฤๅษีมีใจเมตตาต่อนางจึงช่วยถอดหน้าม้า ออกให้ นางแก้วหน้าม้ากลายเป็นหญิงที่งดงามโสภา แล้วเสกหนังสือเป็นเรือเหาะให้ลำหนึ่งพร้อม มอบอีโต้ไว้เป็นอาวุธ นางจึงสามารถไปยกเขาพระสุเมรุมาถวายท้าวภูวดลได้สำเร็จ ท้าวภูวดล พยายามหาหนทางที่จะเลี่ยงคำสัญญา เลยมอบให้พระปิ่นทองเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าหญิงทัศมาลี ราชธิดาของท้าวพรหมทัตก่อนเดินทางไป พระปิ่นทองกล่าวว่าถ้ากลับมานางยังไม่มีลูกจะถูกประหาร นางแก้วหน้าม้านั่งเรือเหาะตามพระปิ่นทองไปแล้วถอดหน้าม้าออก และได้ไปขออาศัยอยู่กับ สองตายายในป่า เมื่อพระปิ่นทองผ่านมานางแก้วหน้าม้าก็ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ พระปิ่นทองเห็นเข้า เกิดหลงรัก และไปเกี้ยวพาราณสีจนได้นางเป็นเมีย ต่อมานางแก้วหน้าม้าตั้งครรภ์ พระปิ่นทอง ต้องการกลับกรุงมิถิลาและได้มอบแหวนให้นางแก้วหน้าม้าไว้เพื่อยืนยันว่าเด็กในท้องนางเป็นลูกของ พระปิ่นทองจริง ขณะเดินทางกลับกรุงมิถิลา ระหว่างอยู่กลางทะเลนั้น เรือสำเภาของพระปิ่นทอง ได้ถูกมรสุมพัดเข้าไปในถิ่นยักษ์ เมื่อนางแก้วหน้าม้าคลอดบุตรชายจึงตั้งชื่อว่า “ปิ่นแก้ว” นางคิดจะ พาลูกกลับไปหาพระปิ่นทอง โดยได้แวะไปลาพระฤๅษีพระฤๅษีบอกนางแก้วหน้าม้าว่าพระปิ่นทอง ตกอยู่ในอันตรายนางจึงฝากลูกไว้กับพระฤๅษีแล้วแปลงร่างเป็นผู้ชายขึ้นเรือเหาะไปรบกับ ท้าวพาลราชเจ้าเมืองยักษ์จนได้รับชัยชนะ แล้วนางแก้วหน้าม้าในร่างชายหนุ่ม จึงเชิญพระปิ่นทอง ให้ครองเมืองยักษ์ และตนขอเพียงนางสร้อยสุวรรณธิดายักษ์ที่อายุเพียง 15 พรรษา และนางจันทา ธิดายักษ์องค์เล็กวัย 14 พรรษาไปเป็นชายา นางแก้วหน้าม้าพาสองธิดายักษ์ไปหาพระฤๅษีแล้ว เล่าเรื่องราวให้ฟังพร้อมถอดรูปให้ดู สองธิดายักษ์รับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ นางแก้วหน้าม้า จึงพาสองธิดายักษ์มามอบให้พระปิ่นทอง ต่อมาพระปิ่นทองเดินทางกลับเมืองมิถิลาพร้อมกับ สองธิดายักษ์ นางแก้วหน้าม้าได้พาลูกกลับมาเฝ้า พระปิ่นทอง ท้าวภูวดล พระนางนันทา นางสร้อย สุวรรณ และนางจันทา พร้อมกับกราบทูลว่าพระปิ่นแก้วเป็นพระโอรสของพระปิ่นทองกับนาง
37 พระปิ่นทองกับท้าวภูวดลไม่เชื่อ นางแก้วหน้าม้าเลยมอบแหวนที่พระปิ่นทองเคยมอบให้ในร่าง นางมณีรัตนา นางสร้อยสุวรรณและนางจันทาช่วยกันเลี้ยงดูพระปิ่นแก้ว แถมยกมือไหว้นางแก้วหน้าม้า พระปิ่นทองสงสัยว่าไปมีลูกกับนางแก้วหน้าม้าได้ตั้งแต่เมื่อไร เจ้าหญิงทัศมาลีคิดถึงพระปิ่นทอง ก็เดินทางมาหาพระปิ่นทอง เมื่อเดินทางมาพบพระปิ่นทองแล้วเกิดการหึงหวงกับนางสร้อยสุวรรณ และนางจันทาสองธิดายักษ์ จนมีเรื่องทะเลาะวิวาท โดยนางแก้วหน้าม้าเข้าช่วยเหลือ นางทัศมาลี เห็นว่าสู้ไม่ได้จึงหนีกลับเมือง ต่อมาเจ้าหญิงทัศมาลีได้ให้กำเนิดพระโอรส ตั้งชื่อว่า “เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชย” ท้าวกายมาตผู้ครองนครไกรจัก เป็นญาติของท้าวพาลราชซึ่งถูกนางแก้วหน้าม้า สังหารและนางสร้อย สุวรรณกับนางจันทา กลายเป็นชายาของพระปิ่นทอง ก็เกิดแค้นใจยกทัพมาที่เมืองมิถิลา พระปิ่นทอง ไม่ชำนาญการรบ นางสร้อยสุวรรณและนางจันทาแนะว่าให้ไปขอความช่วยเหลือจากนางแก้วหน้าม้า พร้อมบอกใบ้ให้รู้ความจริงพระปิ่นทองรีบไปง้อขอคืนดีกับนางแก้ว นางแก้วหน้าม้ายอมช่วยเพราะ เห็นแก่พระนางนันทา โดยแปลงร่างเป็นชายหนุ่มถืออีโต้ไปเฝ้าพระปิ่นทองโดยบอกว่าพี่แก้วให้มาช่วย นางแก้วหน้าม้าไม่สามารถทำอะไรท้าวประกายมาตได้เพราะท้าวประกายมาตมีฤทธิ์รักษาแผลได้ นางแก้วหน้าม้าจึงขี่เรือเหาะข้ามศีรษะท้าวประกายมาตทำให้มนต์เสื่อมจึงสามารถจัดการได้ พอชนะศึกนางแก้วหน้าม้าในร่างของชายหนุ่มขอลากลับทันที พระปิ่นทองจึงมั่นใจว่าต้องเป็น นางแก้วหน้าม้าแน่นอนจึงตามไปหาที่ห้องกล่าวง้องอน นางแก้วหน้าม้าก็ทำเป็นเล่นตัวพระปิ่นทอง แกล้งทำทีเชือดคอตาย นางแก้วหน้าม้าจึงยอมใจอ่อนถอดหน้าม้าออกเมื่อความทราบถึงท้าวภูวดล และนางนันทาก็ดีพระทัยจึงจัดพิธีอภิเษกสมรสให้นางแก้วหน้าม้าเป็นมเหสีของปิ่นทองอย่างเอิกเกริก พร้อมทั้งกับนางแก้วหน้าม้าได้ชื่อใหม่ว่า นางมณีรัตนา นางแก้วหน้าม้าจึงให้คนไปรับพ่อกับแม่ มาเลี้ยงดูอย่างมีความสุขอยู่ในวัง ต่อมาไม่นานนางแก้วหน้าม้าก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง แล้วได้อยู่อย่าง มีความสุข (กรมศิลปากร, 2505, น. 4) ปัจจุบันเรื่องแก้วหน้าม้ายังคงมีบทบาทต่อสังคมไทย ที่สร้างความสนุกสนาน รื่นรมย์ใจ แก่ผู้อ่านและผู้ชม เนื่องจากเป็นเรื่องจักร ๆ วงศ์ๆ มีโครงเรื่อง ตัวละคร และของวิเศษทำให้ เรื่องน่าสนใจกว่าเรื่องจักร ๆ วงศ์ๆ เรื่องอื่น ดังนี้ 3.7.1 โครงเรื่อง วรรณกรรมนิทานจักร ๆวงศ์ๆ มีลักษณะ “เรียนวิชา ฆ่ายักษ์ ลักนาง” กล่าวคือเป็นเรื่องที่พระเอกลักลอบได้เสียกับนางเอกแล้วต้องพลัดพรากจากกันจากนั้น พระเอกติดตามนางเอก ขณะเดินทางได้ผจญภัยนานัปการ และได้นางอื่นเป็นภรรยาก่อนที่จะพบกับ นางเอกเป็นโครงเรื่องที่ฝ่ายชายเป็นตัวละครดำเนินเรื่อง แต่เรื่องแก้วหน้าม้าเป็นเรื่องที่ต่างออกไป
38 คือตัวนางเอกเป็นตัวละครดำเนินเรื่อง โดยเริ่มจากการกำหนดบทบาทตัวเอก ซึ่งผู้แต่งได้กำหนดให้ นางแก้วเป็นตัวเอก และดำเนินเรื่องโดยกล่าวตั้งแต่นางแก้วเกิด ครอบครัวนางแก้วมีฐานะยากจน พ่อแม่อายุมาก และนางแก้วหน้าตาอัปลักษณ์ และผู้แต่งได้ดำเนินเรื่องให้นางแก้วเจอกับพระปิ่นทอง โดยใช้ว่าวเป็นสื่อในการพบกันของตัวละคร แสดงให้เห็นถึงการละเล่นที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคน ในสมัยนั้น ผู้แต่งได้มีการสร้างความขัดแย้ง หรือปมปัญหาของเรื่อง เช่น ความขัดแย้งด้านรูปลักษณ์ และชาติตระกูลของนางแก้วกับพินทอง เช่น พินทองรังเกียจนางแก้วที่มีรูปอัปลักษณ์ ชาติตระกูลต่ำ แต่ไม่รู้จักเจียมตัว มาหลงรักพินทองที่งดงาม ชาติตระกูลสูงส่ง ทำให้พระบิดาและพินทองที่รังเกียจ นางแก้วจึงพยายามกำจัดนางโดยให้นางไปชะลอเขาพระสุเมรุและการที่นางแก้วเป็นฝ่ายเสนอตัวให้ ฝ่ายชายก่อน ยังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งด้านการแสดงความรัก ในอดีตผู้หญิงจะไม่นิยมเป็นฝ่ายที่ แสดงออกด้านความรัก อาจเป็นเพราะสังคมไทยในอดีต เป็นสังคมที่ชายเป็นใหญ่ เป็นผู้กำหนด ประเพณีและค่านิยม เพื่อให้ฝ่ายหญิงอยู่ในกรอบที่ตนต้องการ โดยเฉพาะการแสดงออกทางเพศ ดังที่ ปรากฏในสุภาษิตสอนหญิง ที่ว่า “ต้องเป็นผู้ประมาณตน” ทั้งร่างกายละจิตใจต้องงดงามทั้งกิริยา วาจา นางแก้วจึงเป็นลักษณะที่ขัดต่อประเพณีอันเป็นค่านิยมที่สังคมไม่อาจรับได้และมีความขัดแย้ง ระหว่างนางแก้วกับนางทัศมาลี เป็นการเพิ่มสีสันได้อย่างดี ซึ่งสังคมไทยมักมีความขัดแย้งระหว่าง เมียน้อยกับเมียหลวง พ่อตากับลูกเขย หรือแม่ผัวกับลูกสะใภ้ ดังนั้นความขัดแย้งที่ท้าวมงคลราช ขัดแย้งกับนางแก้วจึงเป็นความขัดแย้งที่ล้อขนบเดิม คือ พ่อผัวกับลูกสะใภ้ นอกจากนี้ยังมีการแปลงกายเป็นชายเพื่อไปรบกับยักษ์เพื่อช่วยชีวิตพินทองละคร จักร ๆ วงศ์ๆ ยังนิยมเรื่องที่มีการซ่อนรูป เรื่องแก้วหน้าม้าก็ได้มีการซ่อนรูปเช่นกัน ผู้แต่งได้ให้ นางแก้วมีการซ่อนรูปในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 3.7.1.1 ซ่อนในรูปอัปลักษณ์ คือมีหน้าหรือหัวเป็นม้า ซึ่งได้สัมพันธ์กับลักษณะ นิสัยของนางแก้ว เพื่อยั่วล้อ ประชดประชันพินทองให้เรื่องมีความสนุกสนาน 3.7.1.2 ซ่อนในรูปชาย การซ่อนในเพศชายของนางแก้วนั้นมีจุดมุ่งหมายสำคัญ เพื่อการออกรบ ถือเป็นการดำเนินเรื่องตามขนบประการหนึ่งของตัวเอกฝ่ายหญิงในวรรณกรรมไทย เมื่อออกรบต้องแปลงเป็นชายก่อน เป็นการสะท้อนให้เห็นความเชื่ออันเป็นค่านิยมว่า “เดิมนั้น ความคิดในเรื่องบทบาทของหญิงและชายยังแบ่งแยกกันอยู่ว่า ฝ่ายชายเท่านั้นที่แสดงความสามารถ ในการรบพุ่งหรือการปกครองบ้านเมือง” (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 65 – 74) 3.7.2 ตัวละครจุดเด่นที่ดึงดูดใจผู้อ่านหรือผู้ชมนั้นส่วนใหญ่จะอยู่ที่บทบาทของตัวละคร ซึ่งตัวละครในเรื่องแก้วหน้าม้ามีจำนวนมาก ตัวละครที่ทำให้น่าติดตาม น่าสนใจ คือตัวนางเอก หรือ
39 นางแก้ว ซึ่งมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย เป็นลูกตายายที่เก็บของป่า และผลไม้ขาย นางแก้วมีหน้าตา อัปลักษณ์ คือหน้าตาเหมือนม้า กิริยาไม่เรียบร้อย กระโดกกระเดกเหมือนม้าเช่นกัน นางแก้ว เป็นหญิงที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง เพราะนางกล้าแสดงออกถึงความรักต่อพินทอง ซึ่งเป็นพฤติกรรม ของผู้หญิงที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสมัยนั้น นอกจากนั้นนางยังมีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และยึดมั่น ในความรัก คือการขอให้พระฤๅษีแปลงกายนางให้เป็นชาย เพื่อไปช่วยพินทองที่พลัดหลงเข้าไป ในเมืองยักษ์นางเป็นผู้มีความฉลาดและรู้เท่าทันผู้อื่น คือกล้าตอบโต้เหล่าเสนาอย่างตรงไปตรงมา รู้ทันความคิดของพินทองที่จะหนีไปอภิเษกกับนางทัศมาลี และการที่พินทองมีความคิดที่ไม่ต่างจาก ชายอื่น คือชอบผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตาสวยงาม นางแก้วจึงแปลงกายเป็นหญิงงามเพื่อดักรอพินทอง และได้สมัครสังวาสจนนางตั้งครรภ์ เป็นการวางแผนที่แยบยลและเหนือชั้นกว่าพินทองทุกประการ (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 76 – 82) 3.7.3 ของวิเศษ การร่ายมนต์ เสกคาถา สิ่งของ และอาวุธ เป็นสิ่งที่ปรากฏ ในวรรณกรรมจักร ๆ วงศ์ๆ ไทยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งในเรื่องแก้วหน้าม้าก็ปรากฏเรื่องปาฏิหาริย์เพื่อให้ เรื่องสนุกสนาน เข้มข้น ของวิเศษในเรื่องแก้วหน้าม้า มี 3 ประเภท คือ พร้าโต้ เรือเหาะ และกระทาย 3.8 วิเคราะห์บทบาทนางแก้วหน้าม้าที่ปรากฏในวรรณกรรม จากการศึกษาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ตัวละครนางแก้วหน้าม้า จากเอกสารและตำราต่าง ๆ ผู้วิจัยพบว่ามีผู้ศึกษา ตั้งข้อสังเกต และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการวิเคราะห์บทบาทตัวละครนาง แก้วหน้าม้า ดังนี้ อัควิทย์ เรืองรอง (2539, น. 100) ได้ตั้งข้อสังเกตว่า แม้นางแก้วหน้าม้าจะมีบทบาท ทั้งที่อยู่ในรูปอัปลักษณ์และรูปที่งดงาม แต่บทบาทที่โดดเด่นในฐานะตัวเอกของเรื่องที่ควรแก่ การวิเคราะห์นั้นอยู่ในรูปอัปลักษณ์ จตุพร มีสกุล (2540, น. 65 - 66) ได้มีความเห็นต่างไปว่าบทบาทของนางแก้ว ทุกบทบาทมีความสำคัญเท่าเทียมกันเพราะตัวละครจะแสดงพฤติกรรมที่ต่างกันและมีความเหมาะสม กับรูปลักษณ์ คือ เมื่อนางเป็นนางแก้วหน้าม้าจะมีกิริยาท่าทางไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเป็นนางมณี จะมีมารยาทและเมื่อเป็นมาณพจะมีฝีมือในการรบ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้ว่าบทบาทที่โดดเด่นของนางแก้วหน้าม้า จะอยู่ในรูปอัปลักษณ์ แต่บทบาทอื่น ๆ ของนางแก้วหน้าม้านั้นมีความสำคัญเท่าเทียมกัน เพราะ ทุกลักษณะนิสัยและพฤติกรรมสะท้อนให้เห็นตัวตนของนางแก้วหน้าม้า และค่านิยมต่าง ๆ ของ
40 สังคมไทยในสมัยนั้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ศึกษาลักษณะรูปร่าง ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของ นางแก้วหน้าม้าทั้ง 3 บทบาท โดยสามารถสรุปได้ดังนี้ 3.8.1 นางแก้วหน้าม้าเป็นหญิงหน้าตาอัปลักษณ์และมีกิริยากระโดกกระเดก ไม่เรียบร้อย นิสัยเปิดเผย มีมานะอดทน มีใจกล้าหาญ มีสติปัญญาแหลมคม กล้าแสดงความคิดเห็น 3.8.2 นางมณีรัตนาเป็นหญิงหน้าตาสวยงามและเรียบร้อย มีลักษณะคล้ายกับ ตัวละครเอกฝ่ายหญิงในนิทานไทยเรื่องอื่น ๆ กล่าวคือมีผิวงามผ่องดังทาทอง ใบหน้าผุดผ่อง รูปร่าง อรชรอ้อนแอ้น และมีกิริยามารยาทเรียบร้อยตามอุดมคติตัวละครเอกฝ่ายหญิงในวรรณคดีไทย 3.8.3 มาณพเป็นหญิงในร่างชาย มีความเก่งกล้าสามารถในการรบและ ช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นจากอันตรายได้ ลักษณะรูปร่างหน้าตา นางแก้วหน้าม้าเป็นตัวละครที่มีลักษณะหน้าตาอัปลักษณ์ โดยอัควิทย์ เรืองรอง (2539, น. 92) ได้กล่าวถึงลักษณะของนางสัปดนไว้ว่า ในเรื่องปิ่นทองคำสวดซึ่งเป็นต้นเค้า ของบทละครเรื่องแก้วหน้าม้า ไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่านางสัปดนมีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่เมื่อนางตาม พินทองไปที่เมืองคีรีพต นางได้ขอให้พระอินทร์ช่วยแปลงร่างให้เป็นหญิงงาม แสดงว่านางเป็นผู้ที่มี หน้าตาอัปลักษณ์ เมื่อนำมาเสนอรูปแบบละคร กวีได้ปรับเปลี่ยนให้มีหน้าเป็นม้าเพื่อให้เหมาะแก่ การแสดงเพราะนางแก้วหน้าม้ามีนิสัยกระโดกกระเดก ชอบล้อเลียนต่อล้อต่อเถียง อาภากร หนักไหล่ (2559, น. 19) ได้กล่าวถึงรูปลักษณ์ของนางแก้วหน้าม้าว่า มีใบหน้าผิดรูป คือมีใบหน้าเหมือนใบหน้าของม้า ซึ่งใบหน้าของคนปกติจะไม่ได้มีลักษณะที่เหมือนกับ ใบหน้าของสัตว์ แต่ใบหน้าของคนเหมือนใบหน้าของสัตว์ จึงทำให้ใบหน้าผิดรูปไปจากปกติของคน โดยนางแก้วมีใบหน้าเหมือนใบหน้าของม้า ดังเนื้อความว่า บัดนั้น เถ้าแก่โขลนจ่าทาสี ฟังนางหน้าม้าพาที ต้องที่ธรรมเนียมบุราณมา พิศดูหน้าตาเหมือนพาชี แต่พาทีแหลมหลักหนักหนา ท้าวนางต่างมีวาจา ใช้พวกโขลนจ่าเข้าไป (กรมศิลปากร, 2505, น. 22)
41 ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะหน้าตาของนางแก้วหน้าม้าจาก บทประพันธ์ฉบับต่าง ๆ พบว่ามีการกล่าวถึงหน้าตาของนางแก้วหน้าม้าว่ามีลักษณะหน้าตาเหมือนม้า และมีตาเหมือนตาของจระเข้ ดังความว่า เมื่อนั้น นางกษัตริย์สรวลสันต์หรรษา พิศดูรูปร่างอย่างคุลา หน้าตาแม้นเหมือนพาชี (กรมศิลปากร, 2505, น. 25) หน้าเหมือนหน้าม้าตาจระเข้ เสเพลสิ้นทีไม่มีถึง (กรมศิลปากร, 2505, น. 35) จากบทละครที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีการเปรียบหน้าตาของตัวละคร นางแก้วหน้าม้าเป็นดั่งสัตว์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งหากศึกษาไปยังตัวละครเอกเรื่องอื่น ๆ มักพบว่ามี การเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นด้วยเช่นกัน แต่มักเปรียบเทียบกับสัตว์ที่มีความงามตามอุดมคติ เช่น เปรียบเทียบว่ามีดวงตาเหมือนตากวาง เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากตัวละครนางแก้วที่กวีตั้งใจ เปรียบเทียบกับสัตว์ที่ไม่ได้มีความงามตามอุดมคติ คือ มีหน้าเป็นเหมือนม้าและมีตาเหมือนตาจระเข้ นอกจากนี้มีผู้วิจัยท่านอื่นได้อธิบายลักษณะรูปร่างหน้าของนางแก้วหน้าม้า ดังต่อไปนี้ ภาพที่ 10 ลักษณะรูปร่าง หน้าตาของนางแก้วหน้าม้า ที่มา: นางในวรรณคดีไทย (2562, ออนไลน์)
42 1) ลักษณะหน้าเหมือนหน้าม้า เป็นลักษณะเฉพาะตัวที่มีความโดดเด่น ซึ่งชลดา เรืองรักษ์ลิขิต (2548, น. 475 - 476) สันนิษฐานถึงแหล่งที่มาของการสร้างใบหน้าของนาง แก้วที่มีลักษณะเหมือนใบหน้าของม้าไว้ว่า การที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตรนริทร์ฤทธิ์ทรงสร้าง ตัวละครเอกฝ่ายหญิงให้มีหน้าเป็นม้านี้น่าจะได้อิทธิพลจากรูปหล่อฤๅษีดัดตนรูปหนึ่งที่พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ช่างหล่อขึ้น ในครั้งนั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทร์ ฤทธิ์ก็ได้รับเชิญให้ร่วมนิพนธ์โคลงดังกล่าวด้วยหลายบท ในจำนวนนี้มีโคลงหนึ่งที่กล่าวถึงฤๅษีพม่าที่มี ชื่อว่าอัศวมุนี พระฤๅษีดังกล่าวมีหน้าเป็นม้า ทั้งนี้ ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต (2548, น. 475 - 476) ได้ตีความว่ารูปหน้า ของนางแก้วน่าจะยาวกว่าผู้หญิงอื่นซึ่งแปลกจากความนิยมของคนสมัยก่อนที่นิยมหญิงมีใบหน้ากลม และยาวรีเล็กน้อยคล้ายลักษณะของดุมเกวียนดังที่ระบุไว้ในไตรภูมิพระร่วงว่าเป็นรูปใบหน้าทั่วไปของ ชาวชมพูทวีป เมื่อเป็นเช่นนี้รูปหน้าของนางแก้วจึงอาจจะไม่อัปลักษณ์มากนัก เพียงแต่ดูแปลกไปกว่า รูปหน้าหญิงทั่วไปที่คนโบราณเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นรูปหน้าที่ไม่สวย ลักษณะเช่นนี้ตรงกับใบหน้า ของม้าซึ่งมีใบหน้ายาวอย่างเห็นได้ชัดเจน 2) ตาจระเข้ มีลักษณะเป็นรูปยาว มักปรากฏในรูปปั้นหรือภาพเขียนของ ยักษ์ที่แสดงอาการโกรธ 3) รูปร่างอ้วน เป็นลักษณะหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความอัปลักษณ์ กล่าวคือ ความอ้วนเกิดจากเนื้อไขมันกลายเป็นส่วนเกิน บุคคลที่มีรูปร่างอ้วนมักถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง และถูกเปรียบให้เป็นตัวตลกพบตัวละครอัปลักษณ์ที่มีรูปร่างอ้วน จำนวน 5 ตัว ได้แก่ ขุนช้าง จรกา ท้าวสันนุราช นางแก้วหน้าม้า และนางวาลี (อาภากร หนักไหล่, 2559, น. 28) ทั้งนี้ผู้วิจัยขอ ยกตัวอย่างเพียงนางแก้วหน้าม้า ดังเนื้อความต่อไปนี้ต่อไปนี้ นุ่งห่มปุกปุยกรุยกราย รูปกายจ้ำม่ำดำมิดหมี (กรมศิลปากร, 2505, น. 24) 4) ผิวดำคล้ำ ในยุคสมัยก่อนจะมีการกำหนดมาตรฐานความงามไว้ว่า ผู้ที่มี ความงดงามต้องมีผิวเหลืองดั่งทองทา และหากมองในมิติชนชั้นคนที่มีผิวดำคือพวกไพร่ที่ใช้แรงงาน กลางแจ้งจนผิวดำคล้ำ (กชกรณ์ เสรีฉันทฤกษ์, 2551, น. 24 - 28)
43 นางแก้วหน้าม้าจัดเป็นตัวละครที่ผิวดำคล้ำ โดยผู้วิจัยขอยกบทสนทนาของนาง แก้วที่กล่าวกับพระพินทองว่าตนเองเป็นคนที่มีรูปชั่วและผิวดำคล้ำ ดังความว่า เห็นน้องรูปชั่วตัวดำ ช่างทำกระไรไม่ไว้หน้า ใครลบลู่ดูถูกลูกพระยา อนิจจาพาโลโพคลุม (กรมศิลปากร, 2505, น. 28) สรุปได้ว่านางแก้วหน้าม้าเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าเป็นม้า มีตาเหมือนตาจระเข้ มีรูปร่างอ้วน และมีผิวคล้ำ เป็นลักษณะที่คนไทยในสมัยนั้นเห็นพ้องกันว่าเป็นลักษณะที่ไม่งาม ไม่เหมือนตัวละครเอกฝ่ายหญิงในเรื่องอื่น ๆ ที่มีความงามตามอุดมคติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นค่านิยมความ งามของสังคมในสมัยนั้น ลักษณะนิสัย กิริยาไม่เรียบร้อย เป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดในตัวนางแก้วหน้าม้า โดยมีผู้ให้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับกิริยาไม่เรียบร้อยของนางแก้วหน้าม้าไว้ดังนี้ จตุพร มีสกุล (2540, น. 48) หน้าได้กล่าวถึงนางแก้วหน้าม้าว่าเป็นตัวละครที่มี กิริยาท่าทางไม่เรียบร้อยกล่าวคือ เมื่อนางแก้วหน้าม้าอยู่ในร่างอัปลักษณ์มักชอบกระโดดโลดเต้นและ วิ่งไปวิ่งมา แทนที่จะเดินเหินอย่างสงบเสงี่ยมเช่นผู้หญิงทั่วไป ดังตัวอย่าง พูดพลางลดเลี้ยวเที่ยวเล่น โลดเต้นอื้ออึงประหนึ่งบ้า ทิ้งลูกจนค่ำไม่นำพา วิ่งไปวิ่งมาเป็นสิงคลี (กรมศิลปากร, 2505, น. 25) หลีกเลยเฉยไปไม่นำพา ออกมาวิ่งเต้นเล่นสบาย (กรมศิลปากร, 2505, น. 3) ว่าพลางทางเดินออกมา เที่ยวเล่นเช่นประสาบ้าใบ้ ร้องรำทำเพลงครื้นเครงไป มิได้มาดูพระกุมาร (กรมศิลปากร, 2505, น. 14)
44 พฤติกรรมที่ไม่เรียบร้อยของนางแก้วหน้าม้านี้ เป็นการแสร้งทำเพื่อล้อเลียน ปิ่นทองและทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิด เพราะเมื่ออยู่ในร่างของนางมณีก็จะมีกิริยามารยาทสมเป็นกุลสตรี แต่เมื่ออยู่ในร่างอัปลักษณ์ กวีจะบรรยายอยู่เสมอว่า “นางแก้วแสร้งซ้ำทำบ้า” หรือบางทีก็จะแกล้ง เดินลอยหน้าลอยตา เช่น “ว่าพลางทางแกล้งเลียนล้อ ส่ายพักตร์ยักคอตามวิสัย” มีแต่พระฤๅษีเท่านั้นที่ทราบความจริงข้อนี้ และขอร้องนางแก้วหน้าม้าให้ถอดรูป ก่อนเดินทางกลับเมืองมิถิลา ดังนี้ โอนอ่อนผ่อนผันกันเถิดหวา อย่ารักรูปหน้าม้าบัดศรี ให้ลูกน้อยพลอยยับอัปรีย์ คนดีทำบ้ากูน่าชัง (กรมศิลปากร, 2505, น. 23) แต่นางแก้วหน้าม้าก็ยังแกล้งประพฤติตนไม่เรียบร้อยต่อไป จนสร้อยสุวรรณ จันทาอ้อนวอนให้ถอดรูปแล้วรูปหน้าม้านั้นถูกพินทองทำลายเสีย นางแก้วหน้าม้าจึงต้องอยู่ในร่างของ นางมณี และมีกิริยางดงามเยี่ยงตัวเอกฝ่ายหญิงตามขนบวรรณคดีไทย การที่กวีกำหนดให้นางแก้ว หน้าม้ามีกิริยาไม่เรียบร้อยเฉพาะเวลาที่สวมรูปหน้าม้า อาจเป็นเพราะตัวละครที่เป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่เหมาะกับการทำท่าทางกระโดกกระเดกหรือกระโดดโลดเต้นไปมา แสดงให้เห็นว่าในที่สุดแล้วสังคม ก็ยังปรารถนาจะเห็น “นางเอก” ที่มีมารยาทงดงามสมเป็นกุลสตรีอยู่นั่นเอง ผู้วิจัยมีความเห็นว่าการสร้างให้นางแก้วหน้าม้ามีกิริยาท่าทางไม่เรียบร้อยเช่นนี้ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและเหมาะกับการแสดงละครนอก 1. มีความเพียรพยายาม อดทน กล้าหาญ และมีสติปัญญา ความอดทน ความกล้าหาญ และความเพียรพยายามเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ นางแก้วหน้าม้าประสบความสุขและสมหวังในชีวิต โดยมีผู้ศึกษาเกี่ยวกับบทละครนางแก้วหน้าม้า กล่าวถึงสารสำคัญของเรื่องแก้วหน้าม้า ไว้ดังนี้ อัควิทย์ เรืองรอง (2539, น. 130 - 131) ได้กล่าวถึงบทละครนอกเรื่องแก้วหน้า ม้า แสดงให้เห็นว่าการกระทำของมนุษย์ที่ดำรงอยู่ในคุณงามความดีสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้สม ปรารถนาได้ จตุพร มีสกุล (2540, น. 48) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสาระสำคัญเรื่องแก้วหน้าม้า ไว้ว่า บุคคลที่มีความเพียรในการทำความดีและมีสติปัญญา จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตไปในทาง
45 ที่ดีได้ กล่าวคือ นางแก้วหน้าม้ามีความกล้าหาญและความเพียร พระฤๅษีจึงช่วยให้ไปชะลอเขาพระ สุเมรุได้ หลังจากนั้นนางได้ใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จึงสามารถชนะใจพินทองและคนใกล้ชิดได้ จากข้อความข้างต้น ทำให้ทราบถึงทัศนะของผู้เขียนทั้งสองที่มีต่อนางแก้วหน้า ม้าว่า เป็นผู้ดำรงอยู่ในความดี มีความเพียร ความกล้าหาญและสติปัญญา ทั้งนี้ผู้วิจัยขอยกเหตุการณ์ ที่แสดงให้เห็นถึงความเพียรพยายาม ความอดทน ความกล้าหาญ และมีสติปัญญาของนางแก้วหน้าม้า ดังนี้ 1.1 นางแก้วเดินทางไปยกเขาพระสุเมรุมาถวายท้าวมงคลราช หลังจากนางแก้วหน้าม้าให้พ่อแม่ไปทูลท้าวมงคลราชว่าพินทอง ให้สัญญากับตนว่าจะรับเลี้ยงเป็นสนม ท้าวมงคลราชได้แกล้งนางแก้วหน้าม้าโดยตั้งเงื่อนไขให้ไป ชะลอเขาพระสุเมรุมาถวาย (หวังให้นางแก้วตาย จะได้ยกเลิกการอภิเษก) เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น นางแก้วหน้าม้าได้ออกเดินทางไปค้นหาเขาพระสุเมรุในป่าทันทีโดยไม่เกรงกลัวสิ่งใด นางบุกป่าฝ่าดง ไปอย่างอดทนจนเวลาล่วงไปถึง 15 วันจึงได้พบกับพระฤๅษี พระฤๅษีได้ให้ความช่วยเหลือนางแก้ว หน้าม้าเพราะเห็นว่านางมีความอดทน กล้าหาญและเพียรพยายาม ดังความว่า ดูดู๋อาจหาญชาญไชย คนเดียวมาในป่า บุญกายไม่วายชีวา จึงประสบพบกู ซึ่งธุระประสงค์จงใจ เห็นพอจะช่วยได้บ้างอยู่ เป็นหญิงวิ่งมาน่าเอ็นดู ปะปู่แล้วเห็นไม่เป็นไร (กรมศิลปากร, 2505, น. 15) 1.2 นางแก้วหน้าม้าแปลงกายเป็นมาณพไปช่วยชีวิตพินทองที่เมืองยักษ์ เมื่อทราบข่าวว่าขบวนเรือของพินทองได้พลัดหลงเข้าไปในเมืองยักษ์ นางแก้วหน้าม้าได้แปลงกายเป็นมาณพไปช่วยพินทองยังเมืองพาลราชทันที จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ข้างต้น ทำให้เห็นได้ชัดว่านางแก้วหน้าม้าเป็นผู้ที่มีความเพียรพยายาม ความกล้าหาญ และ ความอดทน เพราะได้ตัดสินใจที่จะเสี่ยงชีวิตออกไปตามหาเขาพระสุเมรุและออกไปเสี่ยงชีวิต เพื่อช่วยเหลือสามีของตนจากเหล่ายักษ์ ทั้งนี้ถึงแม้ว่านางจะเป็นเพียงผู้หญิง แต่นางได้ใช้ความกล้าหาญ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และไม่หวั่นเกรงต่อภยันตรายใดๆ ทำให้นางสามารถนำเขาพระสุเมรุมาถวาย ท้าวมงคลราชและช่วยเหลือสามีของตนจากเหล่ายักษ์ได้สำเร็จ
46 2. มีความรู้ เฉลียวฉลาด และมีไหวพริบ อัควิทย์ เรืองรอง ได้กล่าวว่า วรรณกรรมเรื่องแก้วหน้าม้า มีความเห็นว่า นางแก้วหน้าม้าเป็นหญิงที่มีความเฉลียวฉลาดและรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น นับแต่เมื่อทราบว่า พินทองจะหนีไปอภิเษกกับนางทัศมาลีก็กล่าวประชดประชัน เพื่อแสดงให้เห็นว่านางรู้เท่าทันความคิด ของพินทอง และก่อนออกเดินทางพินทองได้สั่งให้นางแก้วหน้าม้ามีลูก หากไม่สามารถทำได้จะถูก ประหารชีวิต นางแก้วหน้าม้าหยั่งรู้วิสัยชายว่าชื่นชอบหญิงที่มีรูปโฉมงดงาม จึงแปลงกายเป็น หญิงงามไปยั่วยวนพินทองจนตั้งครรภ์ขึ้น หลังจากนั้นพินทองจะพานางไปอภิเษกยังเมืองมิถิลา นางก็ไม่ยอมไป พินทองจึงมอบธำมรงค์และผ้าสไบไว้ให้ ทำให้นางแก้วหน้าม้ามีหลักฐานว่าบุตรของ ตนเป็นโอรสของพินทอง พฤติกรรมดังกล่าวแสดงให้เห็นความเฉลียวฉลาดอย่างแยบยลและชั้นเชิง ที่เหนือกว่าพินทองทุกประการ (อัควิทย์ เรืองรอง, 2563, 6 ตุลาคม, สัมภาษณ์) จตุพร มีสกุล (2540, น. 78) ได้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า นางแก้วหน้าม้ายังได้ แสดงความเฉลียวฉลาดให้ประจักษ์อีกหลายครั้ง เช่น ในคราวที่แปลงกายเป็นมาณพไปช่วยพินทองใน เมืองยักษ์ เมื่อเสร็จศึกแล้วพินทองได้มอบสร้อยสุวรรณจันทาให้มาณพเป็นบำเหน็จ มาณพได้พาธิดา ยักษ์ทั้งสองมายังอาศรมฤๅษีแล้วแปลงเป็นหญิงงามและใส่รูปม้าให้ทั้งสองเห็น แล้วบอกให้ทราบว่า นางแก้วหน้าม้าคือเจ้านายที่แท้จริง จากนั้นก็นำนางสร้อยสุวรรณจันทากลับไปถวายคืนให้เป็นสนม พินทอง โดยอ้างว่าทั้งสองนางไม่มีใจปฏิพัทธ์ตน แสดงว่านางแก้วหน้าม้ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แม้แต่นางสร้อยสุวรรณจันทาก็กราบทูลพินทองว่า “นางมีปัญญามากกว่าคน จุมพลไม่แจ้งแห่งคดี” เหตุที่นางแก้วหน้าม้าทำเช่นนี้เพราะต้องการให้สร้อยสุวรรณจันทารู้เห็นเป็นพยานว่านางแก้วหน้าม้า นางมณี และมาณพ คือคน ๆ เดียวกัน ทำให้ท้าวมงคลราช นางมณฑา และพินทองยอมรับนางแก้ว หน้าม้าให้ร่วมวงศ์ด้วย เพราะเห็นว่านางมีบุญคุณต่อพินทองอย่างล้นเหลือและยังมีโอรสด้วยกัน อีกด้วย ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่นางแก้วหน้าม้ามีวิชาความรู้นั้นเป็น เพราะได้รับการช่วยเหลือจากพระฤๅษี เนื่องจากพระฤๅษีเห็นว่านางมีความเพียรพยายาม กล้าหาญ และอดทน จึงช่วยสอนเวทมนตร์และมอบของวิเศษต่าง ๆ ให้ ได้แก่ พร้าโต้ กระทายทอง และ เรือเหาะ ซึ่งสิ่งของเหล่านี้มีส่วนช่วยให้นางแก้วสามารถแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่คน ทั่วไป เช่น การเดินทางไปชะลอเขาพระสุเมรุ การรบชนะยักษ์พาลราชทำให้สามารถช่วยชีวิตสามีและ ไพร่พลไว้ได้ และการรบชนะยักษ์ประกายกรดที่มีฤทธิ์อยู่ยงคงกระพันได้ด้วยความสามารถในการรบ
47 และไหวพริบของนาง ทั้งนี้วิชาความรู้ความสามารถต่าง ๆ ความเฉลียวฉลาด และความมีไหวพริบ ปฏิภาณของนางแก้วหน้าม้าทำให้นางได้รับการยอมรับให้ร่วมวงศ์กษัตริย์เป็นมเหสีเอกของพินทอง โดยไม่คำนึงว่านางเป็นสามัญชนที่มีชาติตระกูลต่ำและมีฐานะยากจนอีกต่อไป ดังที่พินทองกล่าวว่า .............................. แต่เจ้ามียศถายิ่งกว่าคน หนึ่งแก้วมีคุณกับผัวแก้ว ควรแล้วจะรักเป็นพักผล (กรมศิลปากร, 2505, น. 33) ส่วนนางมณฑาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวความเฉลียวฉลาดและการยอมรับ นางแก้วหน้าม้าให้ร่วมวงศ์กษัตริย์เพราะความสามารถในการรบและบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตพินทองจาก เหล่ายักษ์ ดังความว่า ถึงนวลนางมณีนี้เล่า ใช่พงษ์เผ่ากระษัตริย์รังสรรค์ บุญมีเป็นที่อัศจรรย์ กุมภัณฑ์ยังแพ้ฤทธา ควรจะภิเศกเศวตรฉัตร ผ่าสมบัติสืบวงศ์พงศา ช่วยชีพกระษัตริย์ภัศดา มีคุณลูกข้าเปนพ้นไป (กรมศิลปากร, 2505, น. 40) แม้แต่ท้าวมงคลราชซึ่งมีความเกลียดชังนางแก้วหน้าม้าก็ยังเห็นพ้องด้วยว่า บุญคุณของเจ้าเท่าแผ่นภพ ช่วยรบแก้ผัวเอาตัวได้ จะเลี้ยงแก้วแววยาใจ เปนใหญ่ยิ่งกว่าทุกนารี (กรมศิลปากร, 2505, น. 39) นอกจากนี้ ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าข้อความข้างต้นและสารสำคัญของเรื่องแก้วหน้าม้า แสดงให้เห็นว่าสังคมให้การยอมรับผู้ที่มีวิชาความรู้และบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น โดยยอมให้เลื่อน สถานภาพทางสังคมให้สูงขึ้น ดังนั้นการมีความรู้ความสามารถจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งที่ ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางแก้วหน้าม้าให้ดีขึ้น
48 3. รักและซื่อสัตย์ต่อสามี คณิตา หอมทรัพย์ (2556, น. 60) ศึกษาบทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ : ภรรยาไพร่ “แก้วหน้าม้า” ผู้กำชัย เหนือภรรยาจ้าว ได้กล่าวถึงความรักและความซื่อสัตย์ที่นางแก้วมีต่อสามีว่า “นางแก้วหน้าม้ามีรักเดียวใจเดียวซึ่งเป็นลักษณะของเอกภรรยาที่สามีทุกคน ย่อมปรารถนาทั้งสิ้น ดังเมื่อนางแก้วหน้าม้าเข้ามาอยู่ในพระราชวัง แม้พินทองรังเกียจและไม่ยอมรับนาง แต่นางกลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะใจสามี เมื่อนางทราบว่าพระพินทองตกอยู่ในอันตราย จากการที่ยักษ์พาลราช จับตัวหมายจะจับกินให้สิ้นพระชนม์ นางรีบเดินทางไปช่วยชีวิต พระพินทองจากยักษ์พาลราชอย่างกล้าหาญ ไม่ลังเล จนฆ่ายักษ์พาลราชได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็น ความรักที่ยิ่งใหญ่ที่นางมีต่อพระพินทอง การกล้าเสี่ยงและฟันฝ่าอันตรายเพื่อช่วยพระพินทองให้ พ้นภัย มีลักษณะเป็นรักแท้ที่ให้ได้แม้กระทั่งชีวิตของตนเอง” ผู้วิจัยมีความเห็นว่า นางแก้วหน้าม้าเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อสามี แม้ว่าจะถูกพินทองตบตีและด่าทอด้วยความรังเกียจอยู่บ่อยครั้งแต่นางยังคงรักพินทองอย่างมั่นคง ไม่เสื่อมคลาย และเมื่อทราบว่าพินทองตกอยู่ในอันตราย นางได้ตามไปช่วยโดยไม่เกรงกลัวต่อ ภยันตรายใด ๆ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ตั้งข้อสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงในวรรณกรรมไทยมักจะมีคุณสมบัติ คือ ความซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อสามี ซึ่งสะท้อนให้เห็นค่านิยมของสังคมไทยที่มองว่าความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี และความรักที่มั่นคงที่มีต่อสามีเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดของเพศหญิงในสังคมไทย 4. ฝีปากกล้า จตุพร มีสกุล (2540, น. 79) ได้กล่าวถึงนางแก้วหน้าม้าว่ามีลักษณะนิสัยคล้าย หญิงชาวบ้าน กล่าวคือเป็นคนฝีปากกล้า พูดจาคมคาย และกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่เกรงกลัว ใคร โดยเฉพาะเมื่อถูกพินทองด่าว่า นางแก้วหน้าม้าจะโต้ตอบอย่างทันควันและเฉลียวฉลาดทำให้ พินทองต้องจำนนต่อเหตุผลทุกครั้ง ตัวอย่างเช่น เมื่อนางแก้วหน้าม้าเข้ากอดจูบพินทอง พินทองก็ขู่ว่าจะฆ่าเสีย นางแก้วหน้าม้า ก็เถียงว่าตนไม่มีความผิดอันใด ไม่ได้คบชู้สู่ชาย ดังนั้นพินทองจะมาพาลเอาผิดได้อย่างไร ดังความว่า ขันจ้าน จะคอยพาลเอาผิดคิดค่อน เฝ้ารื้อเรื่องเคืองขัดตัดรอน เห็นง้องอนแสร้งใส่เสียไม่เบา ข้ามิได้คบชู้สู่หา เอาไปฆ่าข้อใดไฉนเล่า
49 งามหนักรักรูปจึงจูบเอา จะฟ้องหาเจ้าก็ตามใจ (ภูวเนตรนรินทรฤทธิ์, 2544, น. 35) และในตอนที่พินทองว่านางแก้วหน้าม้าพูดจาพล่อย ๆ ว่าพระองค์เป็นสามี จะขับไล่อย่างไรก็ยังหน้าด้านตามมารังควานไม่เลิกรา นางแก้วหน้าม้าก็พูดหักล้างอย่างมีเหตุผลว่า หากพินทองไม่ใช่สามีของตน ทำไมจึงกอดจูบลูกตน หรือถือว่าเป็นโอรสกษัตริย์จึงได้ด่าว่าคนอื่น โดยไม่เกรงใจเช่นนี้ ดังความว่า พระองค์ ยืนยันมั่นคงก็เป็นได้ ลูกเต้าเขาอื่นใครขืนใจ ให้กอดจูบลูบไล้ใส่เพลา เห็นอยู่แววแววกับแก้วตา ยังไม่ลับกลับด่าให้อีกเล่า เพราะว่ามีวาสนาค้าสำเภา ด่าได้ด่าเอาไม่เกรงใจ (กรมศิลปากร, 2505, น. 8) แต่ก็มีบ่อยครั้งที่นางแก้วหน้าม้าตั้งใจพูดล้อเลียนเย้าแหย่ให้พินทองโกรธ เช่น ตอนที่นำพระโอรสมาถวายพินทอง นางแก้วหน้าม้ากล่าวว่า แล้วนบนิ้วทูลพลันทันใด ข้าตั้งใจทำลูกไว้ท่า สมแล้วเป็นลูกเต้าท้าวพระยา เชิญทอดทัศนาให้เต็มใจ (กรมศิลปากร, 2505, น. 3) เมื่อเห็นพินทองเชยชมพระโอรส นางแก้วหน้าม้าก็ถามพินทองว่าทราบหรือไม่ ว่ากุมารนี้เป็นลูกของใคร แล้วแกล้งพูดกระทบถึงเรื่องที่พินทองหวาดกลัวยักษ์ว่ากลัวลูกจะมีนิสัย ขลาดกลัวเหมือนพ่อ ดังนี้ บัดนั้น นางแก้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สวมกอดลูกยาแล้วว่าไป นี่ลูกเต้าเหล่าใครพระราชา รู้จักฤๅไม่ยังไรนั่น น่าชมคมสันหนักหนา เหมือนละม้ายคล้ายพ่อดังหล่อมา กลัวแต่ตาจะขาวร้องฉาวไป (กรมศิลปากร, 2505, น. 7)
50 แม้ในตอนที่ถอดรูปเป็นนางมณีแล้วก็ยังมีฝีปากกล้าอยู่ เช่น พูดเสียดสี นางทัศมาลีซึ่งเดินทางมาตามพินทองถึงเมืองมิถิลาว่า น่าหัวเราะ มาตามเกาะผู้ชายไม่อายผี ช่างอวดงามเข้ามวนชลที มาเซ้าซี้ท่านก็ไม่พอใจดู (กรมศิลปากร, 2505, น. 53) ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่กวีสร้างให้นางแก้วหน้าม้าเป็นผู้หญิง ฝีปากกล้ากว่าผู้หญิงชาวบ้านทั่วไป ก็เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้แก่เรื่อง และให้เหมาะแก่การแสดง ละครนอก เพราะการใช้ภาษาหยาบคายในบททะเลาะวิวาทหรือในตอนที่ตัวละครปะทะคารมกัน จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม 5. การเป็นฝ่ายเสนอรักให้ชายก่อน การเป็นฝ่ายเสนอความรักให้ชายก่อนนั้นนับเป็นเรื่องที่ค้านต่อจารีตและค่านิยม ของสังคมไทยในสมัยนั้น ทั้งนี้ผู้วิจัยศึกษาและพบว่ามีผู้เห็นด้วยกับการเสนอความรักต่อฝ่ายชายของ นางแก้วหน้าม้าดังนี้ จตุพร มีสกุล (2540, น. 85) ได้กล่าวถึงนางแก้วหน้าม้าว่าเป็นตัวละครที่เป็น ฝ่ายเสนอรักให้ชายก่อน กล่าวคือ เมื่อนางแก้วหน้าม้าได้พบพินทองซึ่งมีรูปโฉมงดงามก็มีใจปฏิพัทธ์ ในทันที จึงขอถวายตัวเป็นสนมแลกกับว่าวของพินทองที่เก็บได้โดยไม่คำนึงว่าตนเป็นหญิงอัปลักษณ์ ชาติตระกูลต่ำและมีฐานะยากจน ไม่คู่ควรกับโอรสกษัตริย์อย่างพินทอง และหลังจากเข้าไปอยู่ในวัง แล้ว นางแก้วหน้าม้าก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้พินทองเป็นสามี เช่น ปรนนิบัติพัดวีด้วยท่าที เชิญชวน ปลุกปล้ำกอดรัด ฯลฯ ดังตัวอย่าง ครั้นถึงจึงคลานเข้าไป เฝ้าภูวไนยยังแท่นที่ แย้มพรายชายตาเป็นท่วงที พัดวีบำเรอราชา (กรมศิลปากร, 2505, น. 27) ว่าพลางขึ้นนั่งบัลลังก์ แนบนั่งนวดเพลาเกาให้ รูปร่างอย่างนี้ไม่มีใคร เข้ากอดจูบลูบไล้บาทา (กรมศิลปากร, 2505, น. 27) ว่าพลางทางขึ้นบนแท่นที่ คลุกคลีเสือกไสเข้าไปอุ้ม
51 สองมือรวบรัดจับกุม รัดรุมปล้ำปลุกคลุกคลี (กรมศิลปากร, 2505, น. 29) ว่าพลางทางตรงเข้ากอดรัด โลมลูบจูบหัตถ์ซ้ายขวา พ่อเจ้าประคุณของเมียอา พระมังสาหอมระรื่นชื่นใจ (กรมศิลปากร, 2505, น. 35) พฤติกรรมด้านความรักที่นางแก้วหน้าม้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งนี้เป็นการท้าทาย ต่อกรอบประเพณี และแสดงให้เห็นว่านางแก้วหน้าม้าเป็นหญิงที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง (อัควิทย์ เรืองรอง, 2539, น. 92 - 93) หรือพิจารณาได้อีกประการหนึ่งว่านางแก้วหน้าม้ามีความจริงใจ ในการแสดงออกตามความรู้สึกของตนเอง เนื่องจากนางมีฐานะชาติตระกูลและรูปลักษณ์ที่ด้อย กว่าพินทองมาก จึงต้องเป็นฝ่ายบอกรักชายก่อนซึ่งค้านจารีตของสังคมที่หญิงไม่ควรแสดงออก ด้านความรัก แต่ผู้ชมและผู้อ่านกลับรู้สึกเห็นอกเห็นและสงสารนางแก้วหน้าม้ามากกว่าจะตำหนิ นางเพราะเห็นว่านางแก้วหน้าม้าไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากพินทองไม่ปฏิบัติตามสัญญา และ ยังถูกท้าวมงคลราชกลั่นแกล้งด้วย ทั้งนี้การที่กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ทรงให้ตัวเอกฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเสนอรัก ให้ชายก่อน อาจจะเป็นเพราะทรงเห็นว่าความรักเป็นเรื่องของจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย เมื่อมีความรักก็อยากบอกให้คนที่ตนรักทราบความในใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นการที่ตัวเอกฝ่ายหญิงบอก รักชายก่อนก็ไม่ควรจะถูกตัดสินว่าเป็นคนชั่ว เพียงแต่อาจดูไม่ค่อยเหมาะสมเพราะขัดจารีตของ สังคมไทยเท่านั้น นางแก้วหน้าม้าและนางกุลาจึงเป็นตัวแทนของหญิงยุคใหม่ ไม่ยอมอยู่ในกรอบจารีต และค่านิยมของสังคมแบบเก่าที่ต้องการให้ผู้หญิงมีความสงบเสงี่ยมเจียมตน มีกิริยามารยาทงดงาม เรียบร้อย แต่กล้าพูด กล้าทำ กล้าแสดงออก เพราะมีความมั่นใจในตัวเอง แม้จะมีลักษณะด้อยในด้าน รูปลักษณ์และชาติกำเนิดทำให้ต่างไปจากตัวเอกฝ่ายหญิงในอุดมคติ แต่ก็มีความรู้และคุณธรรมเป็น เครื่องชดเชย ส่งผลให้นางแก้วหน้าม้าเป็นตัวละครที่ผู้ชมผู้อ่านชื่นชอบ เพราะมีพฤติกรรมต่างไปจาก ตัวเอกฝ่ายหญิงในวรรณคดีไทยเรื่องอื่น ๆ ทั้งนี้การเป็นฝ่ายเสนอความรักให้ชายก่อนยังคงนับเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อจารีต และค่านิยมของสังคมไทย ดังที่ อาภากร หนักไหล่ (2559, น. 10) ได้จัดลักษณะหรือพฤติกรรมการ เป็นฝ่ายเสนอรักให้ชายก่อนอยู่ในหัวข้อลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของตัวละครอัปลักษณ์ พบว่า
52 การกำหนดนิสัยและพฤติกรรมที่ไม่ดีให้กับตัวละครอัปลักษณ์ฝ่ายร้ายและฝ่ายดี เพื่อให้ตัวละคร อัปลักษณ์มีบทบาทในการสร้างปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ให้กับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่อง เช่น นางแก้ว หน้าม้ามีนิสัยและพฤติกรรมที่กล้าแสดงความรักต่อผู้ชายก่อน ทำให้พินทองไม่สบายใจจนหนีนางแก้ว ไปอภิเษกสมรสกับนางทัศมาลีส่งผลให้นางแก้วและพระพินทองต้องพลัดพรากจากกัน “กล้าแสดงความรักต่อผู้ชายก่อน คือ การแสดงออกถึงความปรารถนา และ แสดงออกถึงความรักที่ตนมีต่อผู้ชายก่อนที่ผู้ชายจะยอมรับผู้หญิงนั้นมาเป็นภรรยา ซึ่งพฤติกรรม ดังกล่าวเป็นพฤติกรรมที่ต่างไปจากค่านิยมของผู้หญิงไทยที่ดี ที่ต้องรักนวลสงวนตัว สงวนท่าที และ เก็บอาการไม่แสดงออกว่าปรารถนาในตัวผู้ชาย (วิทยาลัยนครปฐม, 2533, น. 4) ดังในสุภาษิต สอนหญิงได้กล่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของสตรีไว้ว่า อันที่จริงชายกับหญิงย่อมหมายรัก ย่อมประจักษ์อยู่ในทางที่สร้างสม แม้จักรักรักไว้ในอารมณ์ อย่ารักชมนอกหน้าเป็นราคี” นางแก้วหน้าม้าในบทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้าเป็นผู้หญิงที่มีความกล้าในการ เอ่ยปากขอผู้ชายมาเป็นสามีก่อนอีกทั้งยังกล้าแสดงความรักอย่างเปิดเผย เช่น ตอนที่พระพินทอง ตามขอว่าวจากนางแก้วหน้าม้า ดังเนื้อความว่า บัดนั้น นางแก้วยิ้มแย้มแจ่มศรี นิ่งนึกตรึกไตรในคดี ครั้งนี้ลาภล้นพ้นประมาณ จะเอาพระโฉมตรูเป็นคู่ครอง ร่วมห้องภิรมย์สมสมาน คิดพลางทางตอบพจมาน ทรัพย์สินศฤงคารไม่ชอบใจ แม้นยอมเป็นภัสดาสามี ว่าวของพระพันปีจะคืนให้ สิ่งอื่นหมื่นแสนทั้งแดนไตร ข้าไม่ชอบใจอย่าเจรจา (ภูวเนตรนรินทรฤทธิ์, 2544, น. 5) จากตัวอย่างเนื้อความจะเห็นว่า นางแก้วต้องการให้พระพินทองรับตนไว้เป็น มเหสี เพื่อเป็นรางวัลตอบแทนที่ตนสามารถเก็บว่าวของพระพินทองได้นอกจากนี้เมื่อนางแก้วอยู่กับ พระพินทองเพียงสองคนก็เข้าหาพระพินทอง แสดงให้เห็นว่านางแก้วไม่ละอายที่จะแสดงความรักต่อ ผู้ชายก่อน ดังเนื้อความว่า
53 บัดนั้น นางแก้วสัปดนคนขยัน แฝงอยู่ดูองค์พระทรงธรรม์ เห็นเสด็จจรจรัลเข้ามา วิ่งวางทางตรงเข้ากอดรัด โลมลูบจูบหัตถ์ซ้ายขวา พ่อเจ้าประคุณของเมียอา พระมังสาหอมระรื่นชื่นใจ (ภูวเนตรนรินทรฤทธิ์, 2544, น. 5) จากการศึกษาบทบาทของนางแก้วหน้าม้าที่ปรากฏในวรรณกรรม พบว่า นางแก้วหน้าม้า เป็นตัวละครเอกของเรื่อง มีหลากหลายบุคลิกที่แตกต่างจากนางเอกในวรรณกรรมเรื่องอื่น ๆ สร้างความสนุกสนาน มีลักษณะนิสัย กิริยามารยาทที่ไม่เรียบร้อย มักชอบกระโดดโลนเต้น ฝีปากกล้า พูดจาคมคายและเป็นสตรีที่เป็นฝ่ายเสนอบอกรักผู้ชายก่อน บทบาททางด้านสังคมที่เด่นชัด คือ ด้านสภาพของผู้หญิงและการต่อสู้ทางอุดมการณ์ ในแง่มุมของความสำคัญของสภาพผู้หญิง ที่เหนือกว่าชาย และความดีงามของมนุษย์จากการประพฤติปฏิบัติ สัจวาจา อดทน กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ฉลาดรอบรู้เท่าทันผู้อื่น และมีความกตัญญูกตเวที ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้นางแก้วหน้าม้าประสบ ความสำเร็จในชีวิต โดยกรมศิลปากรได้เล็งเห็นความสำคัญ นำคุณงามดีของนางแก้วหน้าม้าที่มีต่อสังคมมา สะท้อนผ่านกระบวนท่ารำในการแสดงละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก
54 4. การแสดงละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ภาพที่11 การแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร ปีพ.ศ. 2505 ที่มา: กรมศิลปากร (2505) ละครเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนที่เรียกว่า “ถวายลูก” มีแบบอย่างและชั้นเชิงศิลปะในการแสดง ที่น่าดูน่าชมโดยเฉพาะ ควรจะได้รับการปรับปรุงบทและฝึกหัดศิลปินและนักเรียนนาฏศิลป์ของสำนัก การสังคีต กรมศิลปากร รับบทการแสดงรักษาไว้เป็นแบบแผนและนำออกเผยแพร่แก่ประชาชนให้ได้ ดูได้ชมนาฏศิลป์อันเป็นแบบอย่างของไทยที่เคยมีมาแต่โบราณ จึงมอบให้ข้าราชการสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ปรึกษากับท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญทางนาฏศิลป์ ของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร นำเอาบทพระนิพนธ์ของเดิมของพระเจ้าบรมวงเธอชั้น 2 กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ มาปรับปรุงขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 2505 ตามที่เห็นว่าเหมาะสมแก่การแสดงในสมัยปัจจุบัน เพราะเห็นว่า มีบทพระนิพนธ์ที่มีสำนวนกลอนไพเราะและเหมาะแก่การแสดงดีกว่าสำนวนอื่น หากแต่ในบทพระนิพนธ์ ของ กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ทรงขนานนามตัวละครเอกเรื่องแก้วหน้าม้า ไว้ว่า “พระพินทอง” แต่ในสำนวนอื่นที่นิยมเล่นกันทั่วไป ตลอดจนในกลอนอ่าน เรียกไว้ว่า “พระปิ่นทอง” และพระปิ่น ทองมีโอรสนามว่า “พระปิ่นแก้ว” ในบทที่ปรับปรุงใหม่นี้จึงใช้ว่า “พระปิ่นทอง” เพื่อให้สอดคล้อง ตามที่นิยมเล่นกันอยู่ทั่วไป นอกจากนั้นได้ดำเนินตามบทพระนิพนธ์โดยตลอด
55 พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นที่ 2 กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่าพระองค์ เจ้าทินกรเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในรัชกาลที่ 2 เป็นต้นสกุลทินกร ณ อยุธยา ทรงเป็นกวีที่ปราดเปรื่องพระองค์หนึ่ง ได้ทรงนิพนธ์ โคลงและบทกลอนไว้หลายเรื่อง มีโคลงฤษีดัดตน ที่จารึกไว้ในวัดพระเชตุพนฯ และบทเพลงยาวอีกหลายบท บทละครก็ทรงนิพนธ์ไว้ หลายเรื่องและหลายตอน เช่น เรื่องสุวรรณหงส์ ซึ่งกรมศิลปากรเคยปรับปรุงและนำออกแสดงแล้ว 2 ตอน คือ ตอน พราหมณ์เล็กพราหมณ์โต และตอน กุมภณฑ์ถวายม้า เรื่องเทวัญกุลาและเรื่อง มณีพิชัยตอนต้น กับเรื่องแก้วหน้าม้า ซึ่งกรมศิลปากรนำบทพระนิพนธ์ตอนถวายลูกมาปรับปรุง นำออกแสดงในครั้งนี้สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงปรารถถึงพระนิพนธ์บทละครของกรม หลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ไว้ว่า “นอกจากพระราชนิพนธ์ (ในรัชกาลที่ 2) แล้วไม่มีบทละครของผู้ใดจะ แต่งดีกว่าของกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ได้ดีทั้งสำนวนและกระบวนที่จะเล่นละคร ด้วยท่านทรงหัด ละครข้างในกรม ทรงชำนาญการเล่นละครมาก ละครชั้นหลังจึงชอบเล่นบทของกรมหลวงภูวเนตร นรินทรฤทธิ์อย่างแพร่หลาย” (กรมศิลปากร, 2505, น. คำนำ) นอกจากนี้ ผู้วิจัยได้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกซ้อมและหน้าที่ต่าง ๆ ในการแสดงละคร นอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ในการแสดงครั้งแรกคือ พ.ศ. 2505 โดยมีผู้ควบคุมและฝึกซ้อม ผู้กำกับเวที ผู้แสดง ผู้บรรเลง ของการแสดงละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร โดยมีรายชื่อและหน้าที่ ดังนี้ ผู้ควบคุมและฝึกหัดศิลปิน หม่อมแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ครูฝึกหัดนาฏศิลป์ ครูสุวรรณี ชลานุเคราะห์ ครูสอาด แสงสว่าง ครูเจริญจิต ภัทรเสวี ครูภัทราภรณ์ มงคลอุปถัมภ์ ครูอบเชย ทิพโกมุท ครูกรองกาญจน์ โรหิตเสถียร ครูสุนันทา บุณยเกตุ ครูสถาพร สิงหพรรค
56 ผู้แสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ชุดที่หนึ่ง ชุดที่สอง พระปิ่นทอง น.ส.อรัญญา เพชรตุ่น น.ส.ฤดี พลอยถวิล ท้าวมงคลราช น.ส.ดาราวดี ฤทธิสิงห์ น.ส.มาลีวัลย์ ไกรฤกษ์ พระมเหสี น.ส.ทองตาบ ดวงฉวี น.ส.นวลน้อย สำนองคำ นางมณี น.ส.สงวนศรี พรหมภักดี น.ส.กรรณิการ์ ปิ่นโมรา นางสร้อยสุวรรณ น.ส.พวงแก้ว สาริกวนิช น.ส.นันทนา นาควัชระ นางจันทร น.ส.อำพัน สวนสนอง น.ส.ศรีวัฒนา นิวัฒตระกูล นางแก้วหน้าม้า น.ส.พิไลโฉม บุณยเกียรติ น.ส.วัจนา บัตรพันธนะ ชุดที่หนึ่ง ชุดที่สอง เสนา (ตลก) นายยอแสง ถักดีเทวา นายประพันธ์ ลมุลวงศ์ นายเจริญ เวชเกษม นายวราภรณ์ เวชประสิทธิ์ นาง (ตลก) นายวงศ์ ล้อมแก้ว นายแสวง อัฏฏะวัชระ นางกำนัล น.ส.พเยาว์ พึ่งวงศ์ น.ส.มุกดา ตรีอรุณ น.ส.จรีย์ เกียติตระกูล น.ส.ระวีวรรณ วงศ์สุวรรณ น.ส.ยุวดี โตศักดิ์สิทธิ์ น.ส.อมริกา ปฐมสุข น.ส.นกแก้ว กฤษณฉลอง น.ส.วรพรรณ คชพงศ์ น.ส.นิลาภรณ์ เจริญประวัติ น.ส.สุพณี ดุริยางกูร น.ส.ลัดดา พุมมา น.ส.ขวัญใจ กมุทวณิช พี่เลี้ยง น.ส.ศิริวรรณ กาญจนาคม น.ส.ใจจริง โกมลมิศร์ น.ส.สลวย ศุภากร น.ส.สมบุญ เงินแย้ม น.ส.เจตนา ศรีจันทร์ น.ส.กัลยา เชี่ยวเวช น.ส.เพียงเพ็ญ เศวตนัย น.ส.สุพัชรี วิจิตรรัตนะ น.ส.จีรวรรณ สุวัตถี น.ส.กัญญา ดีที่สุด น.ส.บุปผชาติ เดชสุภา น.ส.นัทธรี บุษปะเกศ น.ส.นภาพร สุนันทชัยกุล น.ส.วารี หาญทวิชัย น.ส.อรพินท์ นพวงศ์ ณ อยุธยา น.ส.ขวัญใจ พัวรัตนช่วงโชติ
57 น.ส.ชมนาด โตคมขำ น.ส.สมทรวง ศรีดารานนท์ น.ส.บุนนาค จ๋ายประยูร น.ส.ดุษฎี ยวนจิต ผู้กำกับเวที พนิดา สิทธิวรรณ ประพิศพรรณ มาศวณิช ผู้ปรับเพลงดนตรีและฝึกซ้อมคีตศิลปิน มนตรี ตราโมท ผู้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก วงหนึ่ง วงสอง วงนักเรียน หัวหน้าวง โชติ ดุริยประณีต โชติ ดุริยประณีต ประสิทธิ์ ถาวร ปี่ เทียบ คงลายทอง แก้ว โกมลวาทิน บาง หลวงสุนทร ระนาดเอก เผือด นักระนาด พริ้ง ดนตรีรส สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ระนาดทุ้ม พริ้ง กาญจนผลิน รัศมี คงลายทอง สังเวียน ทองคำ ทุ้มเหล็ก ยึด อนัคฆมนตรี ขวัญชัย ศิลปะบรรเลง บุญช่วย โสวัตร ฆ้องวงใหญ่ จิรัส อาจณรงค์ สอน วงฆ้อง สงบศึก ธรรมวิหาร ฆ้องวงเล็ก ศิลปิ์ตราโมท บัณฑิตย์ หนูพิสินธิ์ วิชา พ่วงแต้ม ซออู้ หลวงไพเราะเสียงซอ นางสนิทบรรเลงการ หลวงไพเราะเสียงซอ กลอง ประเสริฐ ภัทรนาวิก ศักดา คำศิริ โกมล โกศินานนท์ ตะโพน ยงยศ วรรณมาศ มิ ทรัพย์เย็น ปฐมรัตน์ ถิ่นธรณี ฉิ่ง มานิต ม่วงบุญ เลิศ จันทรมาน สุรพล หนูจ้อย โหม่ง จรัล ตันมีสุข จิตร เพิ่มกุศล ยงยุทธ ปลื้มปรีชา นักร้องฝ่ายชาย ประเวช กุมุท เสรี หวังในธรรม สุมล ขำศิริ นักร้องฝ่ายหญิง (วงข้าราชการ) วงหนึ่ง วงสอง แช่มช้อย ดุริยพันธุ์ ศรีนาฏ เสริมศิริ สุดา เขียววิจิตร อุษา สุคันธมาลัย
58 แดงต้อย ทองแท้ ศรีนวล เขียววิจิตร บุญนำ แสงเสนาะ ภาวนา สุขพันธ์ นักร้องฝ่ายหญิง (วงนักเรียน โรงเรียนนาฏศิลป) ท้วม ประสิทธิกุล (ครูผู้ควบคุม) ทัศนีย์ ขุนทอง วัฒนา แดงสวัสดิ์ กัลยา สิทธิพันธ์ พัธนี พร้อมสมบัติ สุพัชรินทร์วิจิตรรัตนะ ภาพที่ 12 การแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร ปี พ.ศ. 2505 ที่มา: Dhanit Yupho (1963, p. 114) 4.1 เนื้อเรื่องแก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ท้าวมงคลราชกับพระมเหสีประทับอยู่ในพระราชมนเทียร ทรงรำพึงถึงพระปิ่นทอง ราชโอรสซึ่งเสด็จไปอยู่เมืองโรมวิถีช้านานแล้วยังไม่ทราบข่าวคราว พอดีขณะนั้น พระปิ่นทองเสด็จ กลับมาเข้าเฝ้าพร้อมด้วยนางสร้อยสุวรรณจันทาชายาทั้งสอง สองกษัตริย์ต่างปีติโสมนัสยิ่งนัก ตรัสถามถึงทุกข์สุข พระปิ่นทองกราบทูลเล่าเรื่องตั้งแต่สำเภาหลงเข้าอ่าวยักษ์ จนถึงมีมานพ มาช่วยไว้
59 และได้สองธิดาพญายักษ์เป็นชายา ขณะที่กำลังรับสั่งสนทนากันอยู่นั้น นางแก้วหน้าม้าก็อุ้มกุมารเข้า ถวายพระปิ่นทองพลางทูลว่าตนมีลูกตามพระประสงค์แล้ว ขอให้ทอดพระเนตรว่าหน้าตาเหมือนใคร นางสร้อยสุวรรณจันทาเห็นนางแก้วหน้าม้าก็จำได้ว่าคือนางมณี จึงกราบไหว้ด้วยความเกรงกลัว พระปิ่นทองทรงพิโรธตรัสขับไล่นางแก้วหน้าม้าออกไป นางแก้วหน้าม้าออกไปแล้ว พระปิ่นทองพิศ ดูกุมารเห็นน่ารักหน้าตาผิวพรรณละม้ายคล้ายนางมณี ชายาของพระองค์ ทั้งทอดพระเนตรเห็น ธำมรงค์และผ้ากัมพล ก็จำได้ว่าประทานให้นางมณีไว้ และเข้าพระทัยว่านางแก้วหน้าม้าคงไปลักโอรส ของนางมณีมา จึงทูลเรื่องราวระหว่างพระองค์กับนางมณีให้สองกษัตริย์ทรงทราบ พระชนนีก็ตรัสว่า ระหว่างที่พระปิ่นทองไม่อยู่ นางแก้วก็หายไป เพิ่งกลับมาและมีลูกชายติดมาด้วย ทั้งรูปร่างของ นางแก้วก็แสดงว่ามีบุตรแล้ว คงจะเป็นเรื่องยอกย้อนอะไรกันสักอย่างหนึ่ง สามกษัตริย์ต่างพากัน พิศวงในเหตุการณ์ไม่แน่พระทัยว่ากุมารเป็นโอรสของใครกัน แต่พระปิ่นทองแน่พระทัยว่าเป็นโอรส ของพระองค์ซึ่งเกิดจากนางมณี จึงแสดงความรักใคร่เอ็นดู นางแก้วหน้าม้าออกมาเห็นก็พูดจายั่วเย้า พระปิ่นทองต่าง ๆ นานา พระปิ่นทองละอายพระทัยจึงชวนสองนางเสด็จกลับตำหนัก นางแก้วหน้า ม้าก็อุ้มลูกตามออกไป พระปิ่นทองประทับอยู่บนพระแท่นกับนางสร้อยสุวรรณจันทา พรั่งพร้อมด้วย สาวสวรรค์กำนัลใน ทรงรำพึงถึงโอรสคิดจะล่อลวงถามเอาความจริงจากนางแก้วหน้าม้า ถ้าทราบแน่ ว่านางลักโอรสของนางมณีแล้ว จะให้ฆ่าเสียพอดีนางแก้วหน้าม้าอุ้มโอรสเข้ามาและพูดจายั่วเย้า พระปิ่นทองกับสองชายา นางทั้งสองต่างตกใจก้มลงกราบไหว้ด้วยความเกรงกลัว พระปิ่นทองขัด พระทัยจึงดุสองนาง ว่าไม่วางตัวให้สมเป็นชายากษัตริย์ ไปกราบไหว้คนไพร่ต่ำช้า พลางขับไล่นางแก้ว หน้าม้าให้ออกไปจากตำหนัก นางแก้วหน้าม้าจึงส่งโอรสให้แก่นางสร้อยสุวรรณจันทา สองนางก็รับ โอรสจากนางแก้วมาผลัดกันอุ้ม แม้พระปิ่นทองจะรับสั่งให้ส่งคืนก็เฉยเสีย พระปิ่นทองจึงทรงพิโรธ ตรัสบริภาษนางแก้วหน้าม้า นางแก้วหน้าม้าก็แสร้งไม่นำพาแล้วเดินออกจากตำหนักไป พอนางแก้ว หน้าม้าออกไปแล้ว พระปิ่นทองคิดสงสารโอรส จึงตรัสสั่งให้นางกำนัลช่วยกันผูกอู่ให้โอรสบรรทมแล้ว ช่วยกันเห่กล่อม นางแก้วหน้าม้ากลับมาพบพระปิ่นทองกำลังเห่กล่อมโอรสอยู่ก็เห็นเป็นขบขันเลย แสร้งพูดจายั่วเย้าพระปิ่นทองอีก พระปิ่นทองขัดพระทัยยุให้สองนางด่าว่านางแก้วหน้าม้า ครั้นสอง นางไม่ทำตามก็ทรงพิโรธรับสั่งจะฆ่าฟัน นางทั้งสองกลัวนางแก้วหน้าม้าทั้งเกรงอาญาพระปิ่นทอง ต่างไม่รู้ที่จะทำประการใดก็ทรงกรรแสง นางแก้วหน้าม้าสงสารสองนาง จึงอุ้มโอรสกลับ
60 ทั้งนี้ ในการแสดงละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้า ตอนถวายลูกของกรมศิลปากร มีองค์ประกอบในการแสดงต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบสมจริง สอดคล้องกับบทละคร โดยมีรายละเอียดในหัวข้อถัดไป 4.2 องค์ประกอบในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก การแสดงนาฏศิลป์ไทย นอกจากท่ารำ และตัวผู้แสดงแล้ว จำเป็นต้อง มีองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อให้การแสดงเกิดความสวยงาม สนุกสนาน และมีเสียงดนตรีที่ไพเราะ อีกด้วย ซึ่งจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน พบว่าองค์ประกอบในการแสดงละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูกของกรมศิลปากร มีดังนี้ 4.2.1 บทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร จากการสัมภาษณ์อาจารย์เสาวณิต วิงวอน ได้กล่าวว่า เดิมบทละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้ามีรูปแบบเนื้อเรื่องที่เป็นข้อความยาวต่อเนื่องกันไม่ได้แบ่งเป็น แต่ละฉาก ต่อมากรมศิลปากร ได้นำบทมาปรับใหม่ตามรูปแบบบทละครดึกดำบรรพ์ อีกทั้งยังใส่บทพูดหรือ บทเจรจาให้เป็นแบบแผนมากกว่าเดิมแต่รูปแบบการเขียนบทจะเน้นความสนุกเพื่อให้ถูกใจผู้ชม (เสาวณิต วิงวอน, 2563, 20 สิงหาคม, สัมภาษณ์) ซึ่งสอดคล้องกับ อาจารย์กัญจนปกรณ์ แสงหาญ ได้กล่าวว่า บทละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก ของกรมศิลปากร ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึง ปัจจุบันมีการใช้บทละครเพียงบทเดียว แต่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบทหรือคำร้องตามโอกาสและ ระยะเวลาในการแสดง โดยบทละครเป็นบทที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2505 โดยมีผู้ที่มีความรู้ ความสามารถมาช่วยกันปรับปรุงบทละครขึ้นใหม่ด้วยกัน 4 ท่าน ได้แก่ องก์ที่ 1 คืนเมือง เสรี หวังในธรรม เป็นผู้แต่ง องก์ที่ 2 ถวายลูก ประเวช กุมุท เป็นผู้แต่ง องก์ที่ 3 วางอุบาย พนิดา สิทธิวรรณ เป็นผู้แต่ง องก์ที่ 4 ถอดรูป ปัญญา นิตยสุวรรณ เป็นผู้แต่ง (กัญจนปกรณ์ แสงหาญ, 2562, 12 มีนาคม, สัมภาษณ์)
61 ภาพที่13 บทละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก ของกรมศิลปากร ปีพ.ศ. 2505 ที่มา: ผู้วิจัย บทละครนอก เรื่อง แก้วหน้าม้า ตอน ถวายลูก กรมศิลปากรปรับปรุงใหม่ จัดแสดง ณ สังคีตศาลา ในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พ.ศ. 2505 ……………………… - ปี่พาทย์ทำเพลงวา – (เสนาคลานออกนั่งตามที่) (ท้าวมงคลราช พระมเหสีเดินออกนั่งเตียง) - ร้องเพลงช้าปี่นอก - เมื่อนั้น ท่านท้าวมงคลราชนาถา พร้อมพระมเหสีร่วมชีวา ในอุราเฝ้าคะนึงถึงโอรส - ร้องเพลงสามไม้กลาง – แต่พลัดพรากจากไปก็หลายปี ภูมีแสนห่วงทรวงกำสรด
62 คอยฟังข่าวสารด้วยรันทด แสนสลดวิญญาณ์อาวรณ์ - เจรจา – มงคลราช - เออ กลุ้มใจเหลือเกิน ลูกของเราจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ มเหสี - นั่นซิเพค่ะทูลกระหม่อม ข่าวคราวก็ไม่ได้รับเลย นับเวลาตั้งปีๆ แล้วนะเพคะ มงคลราช - พี่ได้ส่งสารไปเตือนพ่อปิ่นทองที่เมืองโรมวิถี ครั้งสุดท้ายนี่ก็ดูเหมือนจะกินเวลา เกือบปีแล้ว ไม่เห็นมีข่าวอะไรตอบมาเลย เฮ้อกลุ้มจริง ๆ - ปี่พาทย์ทำเพลงแขกต่อยหม้อ - (พระปิ่นทองกับสร้อยสุวรรณและจันทร พร้อมนางกำนันออก) เมื่อนั้น พระปิ่นทองสุริย์วงศ์ทรงศร ครั้นเสด็จมาถึงพระนคร ภูธรยินดีปรีดา จึงตรัสชวนสร้อยสุวรรณจันทา สาวศรีนิกรทั่วหน้า เสด็จเข้ามณเฑียรทองผ่องโสภา กราบบาทาพระชนกชนนี (พระปิ่นทองพานางสร้อยสุวรรณและจันทรเข้าเฝ้า) (ท้าวมงคลราชและพระมเหสีดีพระทัย ลงจากแท่นเข้าสวมกอดพระโอรส) - ปี่พาทย์ทำเพลงโอดเอม – - ร้องร่าย – เมื่อนั้น สองกษัตริย์ปรีดิ์เปรมเกษมศรี เข้าสวมกอดลูกยาแล้วพาที กว่าปีเจ้าพรากจากไปไกล พ่อแม่ตั้งแต่จะอาดูร เพียบพูนวิตกหมกไหม้ ลูกไปดีร้ายประการใด เหตุไฉนลูกรักเพิ่งจักมา - ร้องเพลงนกจาก – เมื่อนั้น พระโอรสกราบพลางทางทูลว่า - พูด – ถึงลูกพรากจากไปไกลบาทา ทุกเวลาเฝ้าคำนึงถึงพันปี เพราะเกลียดอีหน้าม้าไม่มาได้ จำใจอยู่เมืองโรมวิถี ต่อเมื่อรับสาราฝ่าธุลี ลงเภตราฝ่านทีรีบมาพลัน พายุซัดพัดสำเภาเข้าอ่าวยักษ์ ลูกรักแทบว่าจะอาสัญ
63 พระบารมีปิตุรงค์ทรงคุ้มกัน ลูกคงชีวันไม่บรรลัย บังเอิญให้มานพมาพบเหตุ สำแดงเดชฆ่ายักษ์จนตักษัย ช่วยลูกให้รอดได้ปลอดภัย ซ้ำมอบสองทรามวัยให้ลูกรัก นี่ชื่อสร้อยสุวรรณนั่นจันทร พระบิดาพระมารดรโปรดรู้จัก นางทั้งสองเป็นธิดาพญายักษ์ ทรงศักดิ์จงทราบบทมาลย์ - เจรจา – มเหสี - โถน่าสงสารจริง ๆ พ่อคุณของแม่ บุญของเจ้าจริง ๆ จึงได้รอดปลอดภัย พ่อมานพ คนนั้น น่ะ เขาเป็นใครที่ไหนช่างเก่งกาจเสียจริง ๆ อุ๊ย ถ้าไม่ได้เขาละก็ ลูกเราคง แย่แน่ๆ เชียวท่านตา อุ๊ย (ตี) น่าเสียวไส้ มงคลราช - อ้าว แล้วเรื่องอะไรต้องมาตีฉันด้วยล่ะ ท่านยายที่ อย่าตื่นเต้นกันนักเลย ปิ่นทอง - น้องสร้อยสุวรรณจันทา ถวายบังโคมพระบิดาพระมารดาของพี่เสียซีน้อง สร้อยสุวรรณ,จันทร - ถวายบังคมเพคะ พระบิดาพระมารดา มเหสี - (กระถดถอยไปอยู่หลังสามี) รับไหว้เขาซิท่านตา มงคลราช - แล้วกันท่านยายนี่ อะไรนะ ดูนั่งไม่อยู่สุขเสียเลยเชียว มเหสี - พ่อปิ่นทองว่าเป็นลูกยักษ์ใช่ไหมท่านตา แหม หม่อมฉันชักจะหวาด ๆ เสียแล้วล่ะ มงคลราช - ขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง ยักษ์แย็กที่ไหนกัน เขาเป็นคนเหมือนกันกับเรานี่แหล่ะท่านยาย นี่พิกลจริงเชียว มเหสี - อ้า แม่สร้อยสุวรรณ แม่ลูกจัน … อ้า … มงคลราช - สร้อยสุวรรณจันทา จ้ะ ท่านยายเรียกชื่อเขาให้ถูก ๆ หน่อย มเหสี - รู้หรอกน่าท่านตา ไม่ต้องมาสั่งสอนฉันหรอก มงคลราช - รู้อะไรละ เรียกเขาผิด ๆ ถูก ๆ มเหสี - เอ ท่านตานี่ยังไงนะ ประเดี๋ยวเถอะ ประเดี๋ยวได้เกิดเรื่องหรอก มงคลราช - ท่านยายละก็ เอะอะจะให้มีเรื่องเสียเรื่อย ลูกมาใหม่ ๆ ช่างไม่รู้จักสงวนทีท่าเสียเลย มเหสี - ก็อย่ามายุ่งกับหม่อมฉันสิเพคะ มงคลราช - เอา ถ้าเช่นนั้นตามใจท่านยายเถอะ ฉันไม่ยุ่งก็ได้
64 -ปี่พาทย์ทำเพลงสาริกาแก้ว – (นางแก้วหน้าม้าอุ้มลูกออก) - ร้องเพลงสาริกาแก้ว – บัดนั้น นางแก้วหน้าม้ากล้าหาญ แจ้งว่าพระสามีร่วมชีวาน เสด็จกลับราชฐานก็ยินดี - ร้องร่าย – โอบอุ้มโอรสยศยง เดินตรงขึ้นปรางค์ปราสาทศรี (ทอด) นั่งลงตรงพักตร์ภูบดี ทำทีชม้ายชายตา - เจรจา – แก้วหน้าม้า - อุ๊ย ทูลกระหม่อมแก้ว ฮิ ๆ ๆ ๆ เสด็จกลับมาหาน้องแล้วหรือ เพคะ โก ดูรีผิดรูป ซูบผอม ถ้าจะทรงตรมตรมพระหฤทัย เพราะทรงคิดถึงแต่น้องใช่ไหมเพคะ อ้อ ฮิ ๆ ๆ ปิ่นทอง - นี่ถอยไปให้พ้น อีแก้ว อีหน้าม้า ไป ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับข้า แก้วหน้าม้า - หื่อ อีแก้ว อีหน้าม้า เวลากลางวันละก็เรียกอีแก้วยังงี้เสมอละ เวลากลางคืนซี ฮึ ขี้คร้าน แก้วจ๋า แก้วจู๋ ฮิ ๆ ๆ น่าขัน - ร้องร่าย (ต่อ) - นั่งลงตรงพักตร์ภูบดี ทำทีชะม้ายชายตา แล้วนบนิ้วทูลพลันทันใด ข้าตั้งใจทำลูกไว้คอยท่า สมเป็นลูกเต้าท้าวพระยา เชิญทอดทัศนาให้เต็มใจ - เจรจา – แก้วหน้าม้า - เอ้า ดูเอาซีพ่อเอ๋ย แม่เอ๊ย นี่แหละลูกอีแก้วละ ดูซิ หน้าตาเหมือนใคร - ร้องร่าย – เมื่อนั้น พระปิ่นทองตรัสมาหาช้าไม่ มึงทำไว้ได้แล้วก็แล้วไป อีหน้าไพร่อย่ามาพาที บัดนั้น นางแก้วปรีดิ์เปรมเกษมศรี วางลูกลงพลันทันที จรลีไปมองสองธิดา (นางแก้วหน้าม้าเดินไปยืนมองตรงนางสร้อยสุวรรณจันทา สองนางหมอบลงแล้วก้มลงกราบ)
65 - เจรจา – ปิ่นทอง -ตายจริงน้องสร้อยสุวรรณจันทา นั่นไปไหว้อีแก้วมันทำไม ใครสั่งใครสอนให้เจ้าทำ แก้วหน้าม้า - โธ่ ทูลกระหม่อมก็ อีแก้วนะมันเป็นใหญ่ นังสองคนนี่น่ะเป็นเมียน้อย ก็ต้องรู้จักฝาก เนื้อฝากตัวบ้าง เป็นธรรมดา อุ๊ย ไม่ต้องกลัว หรอกแม่เอ๋ย อีแก้วไม่ทำ ไม่ทำ เอ หรือจะเอาเสียดี เอาน่า หักคอเสียเลย สองนาง - ว้าย โอย กลัวแล้วเจ้าข้า ปิ่นทอง - เหม่ อีหน้าม้า ไปนะมึง ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ อย่าไปกลัวมันน้องสร้อยสุวรรณจันทา มันทำอะไรน้องไม่ได้หรอก อย่าไปไหว้มัน แก้วหน้าม้า - ไม่กลัวหรือ ไม่ไหว้หรือ ประเดี๋ยวแม่ ฮึ่ม สองนาง - โอยกลัวแล้วเจ้าค่ะ (ยกมือไหว้) ไหว้แล้วเจ้าค่ะ ปิ่นทอง - อีหน้าไพร่ ไปนะ ไปให้พ้น -ร้องร่ายบัดนั้น นางแก้วยิ้มละไมอยู่ในหน้า หลีกเฉยเลยไปไม่นำพา ออกมาวิ่งเต้นเล่นสบาย -เจรจาแก้วหน้าม้า - (เข้าไปหาลูก) โอ๋ ลูกเอ๋ย อย่าร้อง ๆ เอ้า แต่ ๆ ๆ เอ้าพ่อใครมาน้ำตาใครไหล แม่ไม่อยู่ พ่อดูไว้ (ร้องกลับไปกลับมา 2 - 3 เที่ยว พระมเหสีเล่นด้วย แล้วนางแก้วเข้าโรง) มเหสี - (ร้องต่อไป) พ่อใครมา น้ำตาใครไหล เอ้า พ่อใครมา น้ำตาใครไหล แม่ไม่อยู่พ่อดูไว้ มงคลราช - (ตี) อะไรนะท่านยาย เอ้อ ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ พิกลจริงเชียว ดูรึ เป็นไปกับอีแก้วได้แน่ - ร้องร่าย – เมื่อนั้น พระปิ่นทองพริ้งเพริศเฉิดฉาย เห็นนางแก้วเทียวไปไกลกาย จึงค่อยชายเนตรดูกุมารา - ร้องเพลงพญาสี่เสา – เฉิดโฉมแฉล้มแช่มช้อย แน่งน้อยน่ารักหนักหนา ผิดกับอาการมารดา พระตรึกตรากินแหนงแคลงหทัย จึงถามยุบลชนนี ลูกนี้ข้องจิตคิดสงสัย กุมารนี้ลูกเต้าเหล่าใคร คงมิใช่บุตรอีกาลีลาม
66 - ร้องเพลงกระบอกเงิน – เมื่อนั้น นางกษัตริย์นิ่งนั่งฟังถาม จึงตรัสเล่าแถลงแจ้งความ ไปตามแต่ต้นจนปลาย - พูด – แต่วันเจ้าพรากจากนคร มันก็หนีซอกซอนสูญหาย กลับมาคราวนี้มีลูกชาย เหตุผลทั้งหลายไม่แจ้งใจ - ร้องร่าย – ฟังมารดา พระพะวังกังขาหาน้อยไม่ พิศดูพระกุมารชาญไชย ดวงหทัยให้คิดปราณี แลเห็นธำมรงค์วงสำคัญ ที่ให้นางแจ่มจันทร์มณีศรี กับกัมพลภูษาค่าบุรี ภูมีตะลึงทั้งกายา เข้าอุ้มองค์พระกุมารชาญชิด เฝ้าแลเล็งเพ่งพิศคิดกังขา ผิวพักตร์ผุดผ่องดั่งทองทา พักตราละม้ายคล้ายนงคราญ ท่วงทีอีแก้วสัปดน ซุกซนด้นดึงไปถึงบ้าน ลอบลักโฉมยงนงคราญ แก้วแหวนเป็นพยานจึงติดมา (ทอด) คิดพลางทางทูลชนนี กุมารน้อยองค์นี้โอรสา - เจรจา – ปิ่นทอง - พระมารดาพ่ะย่ะค่ะ กุมารองค์นี้ ไม่ใช่ใครอื่นดอกพ่ะย่ะค่ะ มเหสี - เออ ใครกันล่ะพ่อปิ่นทอง ลูกของใครกัน ปิ่นทอง - ลูกของกระหม่อมฉันเองแหละ พระเจ้าค่ะ มเหสี - ลูกของใคร ไหนพูดให้แม่ได้ยินชัด ๆ หน่อยซิลูก ลูกใคร ปิ่นทอง - ลูกของหม่อมฉันเองพระย่ะค่ะ มเหสี - ลูกของพ่อปิ่นทอง ตายแล้ว จริง ๆ หรือนี่ - ร้องร่าย – คิดพลางทูลชนนี กุมารน้อยองค์นี้โอรสา ทูลความแต่ครั้งหลังมา ลูกข้าแน่นักประจักษ์ใจ ท่วงทีอีแก้วสัปดน ซุกซนลักพาเอามาได้
67 ภูษาธำมรงค์นั้นไซร้ จำได้แน่นักประจักษ์ตา -เจรจา – มเหสี - เอ มันก็น่าคิดเหมือนกันแหละลูก นับแต่วันที่เจ้าเดินทางไป อีแก้วมันก็หายหน้าไป เหมือนกันหายเงียบไปเลย เพิ่งจะกลับมาก่อนหน้าลูกสักวันหรือสองวันนี่แหละ ว่าแต่ลูกจำผ้ากับแหวนได้แม่นยำนะลูก ปิ่นทอง - ลูกจำได้แน่นอนเชียวพ่ะย่ะค่ะ มงคลราช - มันก็น่าสงสัยแฮะท่านยาย อีแก้วอาจไปขโมยเอาลูกของแม่มณีมาก็ได้ มเหสี - แต่ดูรูปร่างของอีแก้ว มันก็เป็นจริงนะเพคะ ธรรมสตรีที่มีลูกน่ะ มันต้องมีการเปลี่ยน สภาพของร่างกาย หม่อมฉันสังเกตดูอีแก้วเมื่อตะกี้ มันก็เหมือนเช่นว่า จะว่ามันไม่มี ลูกจริงก็แล้ว เนื้อนมมันจะมีมาแต่ไหนล่ะเพคะ มงคลราช - นั่นซี ฉันก็ยังสงสัย เอ แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะนี่ มเหสี - หม่อมฉันว่า เราเฉยไว้ก่อนเถอะเพคะ อีกสักหน่อยข้อเท็จจริงมันก็คงประจักษ์ขึ้นมา เองนั่นแหละ (เสียงเด็กร้อง – พระปิ่นทองรีบอุ้มกุมารขึ้น) ปิ่นทอง - โอ๋ ๆ เอ้า โอ๋ ๆ ร้องทำไมลูก ถ้าจะง่วงกระมัง เอ้า นอนเสียลูก เอ เอ นาฬิเกต้นดก (เสียงนางสร้อยสุวรรณกระแอม – พระปิ่นทองรีบเสือกลูกออกห่าง) ปิ่นทอง - (เหลียวซ้ายขวา เหลียวไปเห็นนางสร้อยสุวรรณจันทากำลังกระซิบกระซาบกัน) อะไร กันน้องสร้อยสุวรรณจันทา สร้อยสุวรรณ - หามิได้เพคะ น้องเห็นทูลกระหม่อมกกกอด เห่กล่อมลูก ก็ถูกใจเพคะ ไหนเมื่อ แรกตรัสว่า มิใช่โอรสยังไงล่ะ เพคะ ปิ่นทอง - โธ่น้องก็เด็กมันร้อง พี่ก็สงสารเท่านั้นแหละ (เสียงเด็กร้อง – พระปิ่นทองเข้าอุ้ม – ท้าวมงคลราชกับพระมเหสีล้อมวง) มงคลราช - เออ เป็นอะไรหลานเอ๋ย โถ ร้องใหญ่เชียว มามะ มา ๆ มเหสี - อุ๊ยท่านตา อย่าอุ้มเลยเพคะ ประเดี๋ยวหลานพัดตก มา หม่อมฉันอุ้มเอง ปิ่นทอง - ให้ลูกอุ้มเถอะพ่ะย่ะค่ะ มงคลราช - เออ นี่อีแม่มันหายไปไหนนะ ปล่อยลูกทิ้งไว้ได้ อ้อ เออ แหม ดูซิท่านยาย หน้าเหมือนพ่อไม่มีผิดมา ๆ เอ้า เออ ๆ (เล่นตะโพน) เอ้าลูกใครหนอพ่อช่างทำขาว
68 เป็นนวลอ้วนจ้ำม้ำ (เล่นรวมกันทั้ง 3 คน ร้องหลายเที่ยว) (นางแก้วหน้าม้าแอบมาข้างหลัง) ปิ่นทอง - ลูกใครหนอ พ่อช่างทำ ขาวเป็นนวล แก้วหน้าม้า - (แหวกเข้าตรงกลาง) อ้วนจ้ำหม้ำ (พระปิ่นทองตกใจโยนลูกให้พระชนนี - พระชนนีโยนต่อให้ท้าวมงคลราช - ท้าวมงคล ราชโยนให้นางแก้วหน้าม้า) แก้วหน้าม้า - ว้าย ตายจริง ดูซิ เอาลูกของข้ามาโยนเล่น ทำเป็นลูกแตงโมไปได้ ระวังเพคะ ลูกหม่อมฉันเป็นอะไรไปละก้อ คอยดู ฮิ แก้วไม่ยอมหรอก ทูลกระหม่อมก็ ช่างกระไรโยนลูกได้ลงคอ (เสียงเด็กร้อง) โอ๋ เป็น อะไรลูก (นางแก้วหน้าม้าเอาลูกใส่ตักนั่งกล่อม – พระปิ่นทองแอบมายืนมองดูลูกอยู่ข้างหลัง – พอนางแก้ว หน้าม้า หันไปพบก็ทำเก้อเขิน) - ร้องเพลงเขมรกำปอ – บัดนั้น นางแก้วเกษมสันต์หรรษา อุ้มลูกเข้าใกล้พระราชา แล้วมีวาจาทูลคดี นี่ลูกเต้าเหล่าใครอย่างไรนั่น ทรงธรรม์จำได้หรือไม่นี่ เหมือนละม้ายคล้ายพ่อเพราะพิมพ์ดี ภูมีโปรดปรานหรือฉันใด -ร้องเพลงแขกไทรชั้นเดียวฟังพาที ภูมีเคืองขัดอัชฌาสัย ชี้นิ้วกริ้วกราดตวาดไป ผัวมึงอยู่ไหนอีกาลี เที่ยวทำตอแหลกระแตเต้น หน้าตาทะเล้นไม่บัดสี ทิ้งลูกเที่ยวเล่นทำเช่นนี้ เขาปรานีกลับมาว่าหน้าไม่อาย ไสหัวมึงไปเสียให้พ้น จองหองพองขนไม่รู้หาย อัปปรีย์เวียงวังอีหลังลาย คบชายโน่นนี่ไม่มีตัว -ร้องเพลงตะลุ่มโปงบัดสี อะไรนี่ค่อนว่าน่าหัว ทำเขามีลูกเกรงผูกตัว เห็นรูปชั่วไม่รับกลับกลาย วันนี้อีแก้วมันหน้าม้า จึงองค์ภัสดาว่าเสียหาย
69 อีกหน่อยเถอะจะหมอบยอบกาย เสียดายถ้อยคำจำนรรจา -ร้องเพลงกล่อมพญาเมื่อนั้น พระปิ่นทองข้องขัดหนักหนา จะต่อคำก็ละอายพระบิดา ทั้งข้องคิดวาจาเป็นเลศนัย จึงตรัสชวนสองนางบังคมลา บิตุเรศมารดาหาช้าไม่ จูงกรโฉมงามทรามวัย กลับไปปรางค์สุวรรณทันที -ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว- (พระปิ่นทองพาสองนางเข้าโรง – นางแก้วหน้าม้ายืนบ่นสักครู่แล้วอุ้มลูกเข้าโรง) (ท้าวมงคลราช มเหสี เสนา นางกำนัล เข้าโรง) -ปี่พาทย์ทำเพลงสี่บทเมื่อนั้น พระโฉมเฉิดเลิศฟ้าราศี นึกถึงลูกนางหน้าพาชี งามละม้ายคล้ายมณีนงคลาญ เนตรขนงวงพักตร์ผิวพรรณ ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนกันทั้งสัณฐาน ไฉนหนอจะแจ้งแห่งอาการ ภูบาลทอดถอนหฤทัย -ร้องร่ายจำจะล่อลวงดูท่วงที ให้แจ้งข้อคดีจงได้ แม้นลักพามาจริงดั่งกริ่งใจ จะฆ่าฟันมันให้มรณา เลี้ยงแต่โอรสยศยง แล้วจะไปรับองค์ขนิษฐา พระเฝ้ารำลึกตรึกตรา ในอุรารุ่มร้อนไม่ผ่อนคลาย (นางแก้วหน้าม้าอุ้มลูกออก) - ร้องเพลงศรีนวลนอก - บัดนั้น นางแก้วตั้งจิตคิดหมาย จะว่าพระโฉมงามตามสบาย อุ้มลูกชายด่วนเดินมาโดยพลัน -ร้องร่ายครั้นถึงปรางค์ศรีที่ไสยา เข้าบังบานทวาราขมีขมัน แฝงอยู่ดูองค์ทรงธรรม์ เห็นพรั่งพร้อมพระกำนัลนารี จึงอุ้มพระลูกยาฝ่าคน เข้าในไพยนต์มณีศรี
70 นั่งลงตรงสองบุตรี อัญชลีพระองค์ทรงชัย -เจรจาแก้วหน้าม้า - ถวายบังโคมเพคะ ทูลกระหม่อมแก้ว ฮิ ๆ ๆ ๆ (ร้องเสียงม้า) ฮี้ ๆ ๆ ปิ่นทอง - เอ๊ะ อีหน้าม้า นี่ ๆ มาทำไมในนี้แต่เช้า แก้หน้าม้า - อ้าวโถ พระทูลกระหม่อมจอมเกล้า ไม่น่าจะรับสั่งถาม ถ้าอื่นไกลใครจะลามปามขึ้น มาถึงนี่ อ้ายหนูมันร้องหาพ่อ ล่อเท่าไหร่ไม่ยอมหยุดสักที ก็เลยต้องพามาเพค่ะ ยังไง จ๊ะแม่สองศรีสาวน้อย มานั่งก้มหน้าทำตาปรอย เป็นเมียน้อยหรือไม่ใช่ นี่น่ะเมีย หลวงเมียรัก จงรู้จักเอาไว้นะหล่อน -ร้องร่ายเมื่อนั้น สองนางนารีศรีใส ต่างกราบกลัวตัวสั่นพรั่นใจ มิได้ผันแปรแลดู งกงันขวัญหนีดังผีสิง หมอบนิ่งความกลัวตัวเป็นหนู ต่างหลบลอบหมอบมุดคุดคู้ ไม่ผันแปรแลดูสิ่งใด -ร้องเพลงนาคราช – เมื่อนั้น พระปิ่นทองข้องอัชฌาสัย จึงถามสองนางนั้นทันใด คือใครบังคับบัญชา ตัวเป็นผู้ดีมีศักดิ์ ไม่ขายพักตร์ยอมตัวเป็นขี้ข้า กราบคนพิกลกิริยา สาระยำต่ำช้ากาลี ชั้นแต่ลูกเล็กเด็กอมมือ ก็ขึ้นชื่อสำเหนียกเรียกอี่ ตัวเป็นถึงหม่อนจอมนารี เห็นดีแล้วหรือประการใด -ร้องร่าย– เมื่อนั้น สองนางต่างก้มประนมไหว้ มิรู้ที่ทูลสารประการใด นิ่งอยู่มิได้จำนรรจา -เจรจา– ปิ่นทอง - เออ แม่สร้อยสุวรรณ จันทร ฉันอยากรู้นักว่าเรื่องอะไรถึงได้ไปง้องอนอ่อนน้อมกับ อีหน้าม้า มันเป็นคนเลวทราวต่ำช้าสาระยำ เรามียศมีศักดิ์ออกสูงล้ำน่าจะไว้ยศ
71 ทำไมไปยอมกลัวทำตัวลดลงกราบไหว้ อีหน้าด้านมันจะได้ใจแกล้งขู่ข่ม ดูซิทำลอยหน้า ค้าคารมอวดอำนาจไม่เกรงหวาย เดี๋ยวเถอะนะไม่ละอาย หลังจะต้องลายเดี๋ยวนี้แหละ แก้วหน้าม้า - อูย ๆ ๆ กลัวแล้วเพคะทูลกระหม่อนแก้ว ขู่เสียหัวหดไปหมดแล้ว กลัวจริง ๆ ปิ่นทอง - นี่นังหน้าม้าอย่ามาทำสุงสิงเหมือนลิงหลอกจ้าว ประเดี๋ยวเถอะจะต้องวิ่งอ้าวไม่รู้จะ ไปทางไหนหรอกนะ ฮึ แม่สองคนนิ่ก็เหมือนกันดูซิน่าเจ็บใจนัก -ร้องเพลงกระบอกสองไม้- เมื่อนั้น พระปิ่นทองข้องขัดสหัสสา ครั้งนี้ยกไว้ยังใหม่มา เบื้องหน้าถ้าเป็นเหมือนเช่นนี้ ขืนกลัวอีแก้วแล้วไม่ฟัง จะดุดันกันมั่งให้ป่นปี้ เหม่อีหน้าม้าพาชี มาไยในนี้ใช่ที่ทาง ไสหัวออกไปอย่าให้อยู่ สู่รู้หน้าเป็นเที่ยวเล่นหาง ชดช้อยลอยพักตร์ยักลูกคาง แอบอ้างอวดตัวไม่กลัวตาย ลูกเต้าอย่าเอามาไว้นี่ อัปรีย์เบื่อหูไม่รู้หาย ขื่นมาจะฆ่าให้วางวาย ไปหาชู้ผู้ชายให้ชอบใจ -ร้องเพลงปีนตลิ่งนอก– ฟังภูธร คมค้อนตอบมาหาช้าไม่ หนวกหูหนวกหางช่างเป็นไร ใครใช้ทรงฤทธิ์เป็นบิดา เมียมีถมไปมิให้เลี้ยง มาว่ากล่าวก้าวเถียงเอาแต่ข้า ว่าพลางทางส่งองค์บุตรา ให้แก่สองกันยาทันที แล้วว่าข้านี้เป็นเมียหลวง ทั้งปวงย่อมรู้อยู่อึงมี่ เจ้าเป็นเมียน้อยจงคอยที มานั่งทำผู้ดีอยู่ว่าไร เลี้ยงลูกของข้าอย่าให้อ้อน หาวนอนพาองค์ไปส่งให้ ว่าพลางทางทูลพระทรงชัย ฝากลูกน้อยไว้กับทรงธรรม์ - เจรจา – แก้วหน้าม้า - ทูลกระหม่อมเพค้า แก้วฝากลูกด้วยนะเพคะ จะไปธุระข้างนอกสักครู่ พระองค์ ช่วยเลี้ยงดูให้ดีด้วยนะเพคะ
72 ปิ่นทอง - เหม่ อีแก้ว อย่านะ เอาลูกของเอ็งไป จะไปขึ้นเขาลงห้วยที่ไหนก็เอาไปเถอะ อย่ามาทำสะเออะฝากฝังข้า ข้าไม่รู้ไม่ชี้ แก้วหน้าม้า - เออแน่ะ ดูรับสั่งเข้าสิพระทรงชัย ฝากลูกไว้หน่อยก็ทรงผลักไสเหมือนไม่เอ็นดู ลูกแท้ ๆ ทำเป็นไม่รู้เสียได้ -ร้องร่ายเมื่อนั้น หน่อกษัตริย์เครืองขุ่นหุนหัน ชี้นิ้วกริ้วกราดตวาดพลัน เชื้อวงศ์พงศ์พันธุ์กูหรือไร จองหองพองหัวอีตัวเอก โหยกเหยกพูดจาเหมือนบ้าใบ้ ตั้งตัวเป็นนายไม่อายใจ ลวงใช้คนเล่นเซ่นเชลย ลูกเมียของกูรู้หรือไม่ ขู่ได้ขู่เอาแม่เจ้าเอ๋ย ใช้ได้บ่อยบ่อยหน่อยจะเคย ลามเลยใช้เล่นไม่เว้นวัน ลูกมึงอย่าเอาไว้เอาไปเสีย ใช้เมียกูเล่นเล่นไม่เห็นขัน (ทอด) วางเสียสาวน้อยสร้อยสุวรรณ ปิ่นทอง - แม่สร้อยสุวรรณ วางเสีย อย่าไปรับเอาลูกมันไว้ วางซิ บอกให้วาง (สร้อยสุวรรณส่งให้ จันทร) อ้าแล้วกันแม่จันทร นั่นไปรับไว้ทำไมอีกล่ะ ดูซิ คืนให้มันไป เออบอกว่าให้ส่งคืนให้ มันไปเสีย ไม่เชื่อกันหรือยังไง (สองนางต่างผลัดกันอุ้ม) เออ ดูแน่ะ บอกให้ส่งให้แม่มันไป กลับส่งกันไปรับกันมาอยู่ได้ เดี๋ยวเถอะนะ จะให้โมโหหรือไง -ร้องร่ายเมื่อนั้น สองนางนารีศรีใส ฟังตรัสขัดสนจนใจ กลัวองค์ทรงชัยพอประมาณ กลัวนางสัปดนเป็นพ้นคิด สุดจิตสุดจักทำหักหาญ โอบอุ้มจุมพิตพระกุมาร ด้วยแจ้งการทุกสิ่งจริงใจ -ร้องเพลงเบ้าหลุดชั้นเดียวบัดนั้น นางแก้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นั่งลงตรงพักตร์ภูวไนย ทูลว่าข้าไซร้เป็นคนจน -พูดรับว่าเป็นเมียจะเสียยศ ไม่งามงอเหมือนเขาจึงเฝ้าบ่น
73 แต่เลือดเนื้อของเธอเออชอบกล ใช้คนก็ว่าน่าเจ็บใจ เพี้ยงเอ๋ยผีสางเทวดา ช่วยชุบอีหน้าม้าขึ้นเสียใหม่ ให้เนื้อหนังดังทองยองใย จะเล่นตัวเสียให้เต็มประดา ถึงแม้จะว่าวอนงอนง้อ จริงจังไม่ขอเสน่หา นั่งไหนจะคอยลอยหน้าตา ไม่แต่งขันหมากมาไม่ไยดี หน่อยหนึ่งจะไพล่เข้าไกล่เกลี่ย ว่าเนื้อเย็นเป็นเมียของพี่ ลูกถ่อยลอยฟ้าบิดามี อัปรีย์จะสาบสูญไป -ร้องเพลงเบ้าหลุดชั้นเดียว (ต่อ)- ว่าพลางทางแกล้งเลียนล้อ ส่ายพักตร์ยักคอตามวิสัย จะสิ้นเคราะห์สักวันมั่นใจ ชุบตัวเสียใหม่ดังว่ามา -พูดปิ่นทอง อีหน้าม้าเป็น พูดเล่นตามใจดังใบ้บ้า เมืองนี้ไม่มีเทวดา อินทราอยู่ถึงชั้นตรึงส์ตรัย อยากงามจงตามไปให้ถึง ยังพิภพดาวดึงส์จึงจะได้ ชุบรูปล่อกูดูน้ำใจ จะรักมึงหรือไม่ได้เห็นดี บอกขาดไม่ปรารถนาคบ เกลียดยิ่งกว่าศพซากผี ถึงจะงามลอยฟ้าดังวาที ชาตินี้เห็นกูจะสู้ตาย แก้วหน้าม้า น้อยหรือนั้น ประมาทหน้าว่ากันเล่นง่ายง่าย เห็นเหาะมิได้ใช่ผู้ชาย จึงบ่นบ้าท้าทายสบายใจ -ร้องเพลงกระทงน้อย – ว่าพลางทางเดินออก เที่ยวเล่นเช่นประสาบ้าใบ้ ร้องรำทำเพลงครื้นเครงไป มิได้มาดูพระกุมาร -ปี่พาทย์ทำเชิด- (นางแก้วหน้าม้าเข้าโรง) -ร้องเพลงสร้อยสนตัดเมื่อนั้น พระปิ่นทองว่องไวใจหาญ เห็นนางแก้วลีลาช้านาน จิตสงสารโอรสยศยง
74 พระจึงเสด็จดำเนินมา อุ้มเอาลูกยาดังประสงค์ สั่งนางกำนันนวลอนงค์ เร่งผูกอู่ให้องค์กุมารา (เจรจาติดตลกเรียกพวกขันทีมาช่วยผูกอู่เห่กล่อมพระกุมาร) ปิ่นทอง - เอ้านี่ แม่พวกนี้ ช่วยผูกอู่ให้หน่อยซิ พวกขันทีน่ะไปไหนกันหมดล่ะ มาช่วยกัน จัดแจงผูกอู่ให้ลูกข้า เอ๊ย ลูกนางแก้วให้ทีเถอะ ตลก - อยู่พ่ะย่ะค่ะ อยู่นี่แล้ว ตลก - ข้าพระพุทธเจ้าก็อยู่พ่ะย่ะค่ะ ปิ่นทอง - ทำอะไรอยู่วะ ออเจ้าทั้งสองน่ะ ตลก - ไม่ได้ทำอะไรหร็อกพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้านั่งกันอยู่ข้างพระทวารคอยสดับว่าจะมี พระโองการตรัสใช้ นั่งมานั่งไปใครก็ไม่ทราบเกล้า รีบผลุนผันกันขึ้นมาเหยียบอกข้าพุทธเจ้า ปิ่นทอง - เดี๋ยวก่อน เจ้าสองคนน่ะ นั่งหรือนอนกันแน่ ตลก - นั่งพ่ะย่ะค่ะ ปิ่นทอง - เจ้าล่ะ ตลก - นั่งเหมือนกันพ่ะย่ะค่ะ ปิ่นทอง - มันนั่งกันยังไง นอนล่ะซี ตลก - เอ ดูเหมือนใช่ ตลก - เฮ่ย รับก็รับท่านไปตรง ๆ เถอะน่า ยังจะดูเหมือน ๆ อยู่อีก ปิ่นทอง - เอาละ ๆ เจ้าทั้งสองไปจัดแจงเอาอู่มาซิ ข้าจะให้เขาผูกเข้า จะได้ให้เจ้าหนูลูกชาย อ้า… นังแก้วมันนอน สงสารมัน ตลกทั้ง 2 - ได้พ่ะย่ะค่ะ ข้าพุทธเจ้าจะไปเอามาเดี๋ยวนี้(สองคนวิ่งเข้าโรงและนำอู่กลับออกมา) ตลก - ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ผูกไม่เป็นถ้าจะให้ดี ให้พวกคุณเถ้าแก่ท่านช่วยผูกให้ เห็นจะได้การ ปิ่นทอง - เอ้า งั้นช่วยกันหน่อยซิ แม่พวกนั้นน่ะ เร็วเข้า เบะแล้ว เดี๋ยวร้องใหญ่ โอ๋ ๆ อย่าร้องนะ -ร้องร่ายบัดนั้น เถ้าแก่กำนันทั่วหน้า เร่งรีบผูกเปลเห่ช้า แกว่งไกวไปมาเป็นสิงคลี เมื่อนั้น หน่อนรินทร์ปิ่นทองผ่องศรี เลี้ยงลูกผูกจิตคิดปรานี มิได้มีรังเกียจเกลียดอาย
75 นั่งเยี่ยมปากเปลเห่กล่อม ชาววังนั่งล้อมเหลือหลาย ชิงกันอุ้มชูไม่ดูดาย ด้วยเจ้านายเมตตาอาลัย (นางแก้วหน้าม้าออก) -ร้องร่ายบัดนั้น นางแก้วหน้าม้าอัชฌาสัย เที่ยวเล่นเป็นสุขสนุกใจ เนิ่นนานมิได้นำพา เที่ยงบ่ายชายแสงทินกร นึกถึงจึงย้อนเข้าไปหา แอบมองตามช่องทวารา เห็นผ่านฟ้าเชิดชูพระกุมาร (ทอด)แย้มสรวลด่วนเดินเข้าไปใกล้ นั่งยกมือไหว้แล้วว่าขาน (เสียงเด็กร้อง พระปิ่นทองกล่อม จนนางแก้วสะกิด จึงหันมาดู เก้อ) (นางแก้วลุกขึ้นมายืนท้าวสเอวมอง) - เจรจา – แก้วหน้าม้า - อุ๊ย ต๊ายตาย ช่างอุ้มช่างชูดูกระล่อยกระหลิบ ทีเมื่อเราอยู่ไม่ยอมหยิบไม่ยอมต้อง ฮิๆๆ มาตอนนี้กลัวลูกจะร้องอุตส่าห์เห่จนเสียงแหบเสียงแห้ง อุ๊ย ดูซิ พระพักตร์แดง ถ้า จะอาย เอาหล่ะแม่จะยั่วเสียให้แทบตายเชียวละ - ร้องร่ายต่อ (ต่อ) - แย้มสรวลด่วนเดินเข้าไปใกล้ นั่งยกมือไหว้แล้วว่าขาน นี่บุตรของพระองค์หรือวงค์วาน กระหม่อมฉานเพิ่งรู้จักพักตรา ปิ่นทอง - ธฟังถาม พระโฉมงามสะเทิ้นเมินหน้า ทิ้งลูกลงพลันมิทันช้า นางแก้วคว้ากุมารไว้ได้โดยพลัน รับขวัญลูกยาแล้วว่าไป นี่ไฉนเคืองขุ่นทำหุนหัน แม้ลูกรักแดดิ้นสิ้นชีวัน ต้องทำใช้หม่อมฉันนะทรงชัย แล้วผินหน้ามาว่ากับสองนาง นี่ระคางเคืองเข็ญเป็นไฉน เกลียดชังลูกข้าหรือว่าไร เลี้ยงไม่เคยร้องทั้งสองเรา - ร้องเพลงมอญรำดาบชั้นเดียว – เมื่อนั้น สองนางประนมก้มหน้า ตัวสั่นขวัญหนีดังตีปลา ก้มหน้าไม่ตอบวาที
76 - ร้องร่าย – เมื่อนั้น พระโฉมยงทรงสวัสดิ์รัศมี เห็นนางสร้อยสุวรรณอัญชลี ภูมีกริ้วตรัสขัดใจ ดูดู๋สร้อยสุวรรณจันทา ไม่กลัวความม้วยมรณ์หรือไฉน เราสิห้ามเจ้าเป็นเท่าไร ยังขืนไหว้กราบอีกาลีลาม คิดเห็นเป็นไฉนอย่างไรนั่น นิ่งให้มันจ้วงจาบหยาบหยาม หรือคิดถ่อมยอมตัวกลัวความ ให้มันลามล่วงหลู่ดูเบา ยิ่งว่ากล่าวดูราวกับแกล้งยุ จะต้องดุสักครั้งบ้างแลเจ้า กลัวอีหน้าม้ายิ่งกว่าเรา ใจเจ้าคิดเห็นเป็นอย่างไร - เจรจา – ปิ่นทอง - แม่สร้อยสุวรรณจันทา เป็นยังไงหือ ถึงได้กลัวอีแก้วหน้าม้านี่เสียจริง ๆ จัง ๆ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปไหว้มันก็ไม่เชื่อ ดึงดื้อจนหน้าเบื่อเหลือระอา เอ้า ด่ามัน เข้าบ้าง อีหน้าม้า ด่าให้มันสาแก่ใจ สร้อยสุวรรณ - ด่าไม่ได้หรอกเพคะ ปิ่นทอง - ทำไม มันวิเศษยังไงนะถึงจะด่าไม่ได้ เอาซี ด่ามันเข้าไปไม่ต้องกลัวมัน ผัวอยู่ที่นี่ ทั้งคน จะมัวย่อย่นอยู่ทำไมกัน ด่ามันเข้าไป สร้อยสุวรรณ, จันทร - จะให้ด่าว่าอย่างไรล่ะเพคะ หม่อมฉันด่าไม่เป็นหรอกเพคะพระภูธร ปิ่นทอง - เอ้า ด่าไม่เป็นพี่จะสอนให้เจ้าเอง เอ้า ว่าตามพี่นะ อีแก้ว สร้อยสุวรรณ,จันทร – หม่อมแม่แก้ว ปิ่นทอง - อ้าว แล้วกัน เรียกมันว่าอีแก้วซี มาหม่อมแม่ ๆ อะไรกันล่ะ จะด่ามันนี่ เอ้าอีแก้ว อีหน้าม้า สร้อยสุวรรณ,จันทร – หม่อมแม่แก้ว หน้าเทวดา ปิ่นทอง - อ้าว ไหงว่าไปเสียอย่างงั้นล่ะ เหม่ แม่สร้อยสุวรรณ จันทร เออ ยิ่งยุให้ด่ากลับยิ่ง ง้องอน พูดแต่อ่อนหวาน นี่จะมาตีโวหารกันหรือยังไง ฮึ่ม วันนี้ถ้าไม่ยอมด่ากันก็ได้ บรรลัยกันละน่า จะด่าหรือไม่ด่าว่ามา -ร้องเพลงเย้ย-
77 บัดนั้น นางแก้วยิ้มแย้มแจ่มใส ชดช้อยลอยหน้าแล้วว่าไป ฉาตัวหน้าไหนจะด่าทอ อีแก้วสัปดนจะบนผี อวดดีด่ามาข้าไม่ขอ บอกขาดชาตินี้ไม่มีง้อ ด่าทอเถิดค่ะไม่ละกัน -ร้องร่ายเมื่อนั้น สองนางต่างกลัวจนตัวสั่น กราบพลางทางทูลพระทรงธรรม์ ชีวันอยู่ใต้พระบาทา จะใช้สอยสิ่งใดไม่ขัด ซึ่งตรัสจะให้ด่าว่า ขัอนี้ขัดสนพ้นปัญญา ผ่านฟ้าได้โปรดปราณี -ร้องลิงโลดเมื่อนั้น หน่องนรินทร์ปิ่นทองผ่องศรี ทรงฟังคั่งแค้นแสนทวี จึงมีสิงหนาทตวาดไป ดูดู๋ไว้ตัวไม่กลัวตาย ขัดขืนเจ้านายก็เป็นได้ กลัวอีสัปดนคนจัญไร ไม่อาลัยยศศักดิ์เสียพักตรา มาดแม้นไม่ด่าครานี้ ชีวีจะม้วยสังขาร์ แม้นสมัครรักตัวกลัวอาญา เร่งด่าให้สมอารมณ์มัน - ร้องเพลงเขมรพายเรือ - เมื่อนั้น สองนางนารีไม่มีขวัญ ก้มกราบบาทบงสุ์ทรงธรรม ตัวสั่นไม่เป็นสมประดี ความกลัวนางแก้วหน้าม้า กลัวทั้งอาญาพระทรงศรี หมอบนิ่งไม่ติงอินทรีย์ โศกีกำสรดสลดใจ -ปี่พาทย์ทำเพลงโอด – -ร้องร่าย – บัดนั้น นางแก้วกลั้นยิ้มมิใคร่ได้ ครั้นจะอยู่เลียนล้อต่อไป ก็สงสารทรามวัยทั้งสองรา น้อมกายถวายอภิวาท อุ้มโอรสราชเสน่หา ออกจากปราง์คชัยมิได้ช้า กลับมาห้องหับฉับพลัน
78 - ปี่พาทย์ทำเพลงเชิด – (นางแก้วหน้าม้าอุ้มลูกเข้าโรง) - ร้องเพลงจีนขายอ้อย - เมื่อนั้น หน่อกษัตริย์เคืองขุ่นหุนหัน ตั้งกระทู้ขู่ถามสองนางพลัน กลัวมันทำไมให้ว่ามา แม้นไม่ชี้แจงเรื่องราว จะล้างชีพสองสาวสิ้นสังขาร์ จงบอกความตามจริงอย่างนิ่งช้า อย่าได้มุสาพาที - เจรจา - ปิ่นทอง - ตอบมาซิว่ามีเหตุผลต้นปลายอย่างไร จึงกลัวนังหน้าม้านัก(นางสร้อยสุวรรณจันทร บุ้ยใบ้เกี่ยงกัน) ปิ่นทอง - มัวแต่เกี่ยงกันอยู่นั้นแหละ ลองหวายซักทีรึอย่างไร สร้อยสุวรรณ - หม่อมฉันจะทูลอยู่แล้วเพคะ แต่ อื้อ แต่ว่า… ปิ่นทอง - แต่อะไรอีกล่ะ แม่สร้อยสุวรรณ จันทร - ความลับมากเพคะ หากพระองค์ทรงเมตตา โปรดทรงพระกรุณาไล่นางเล็ก ๆ ออกไปนอกเสียก่อนฅิเพคะ ปิ่นทอง - ชอบกล เรื่องอะไรลึกลับนักหนานะ เอ้า นังเล็ก ๆ ออกไปข้างนอกเสียก่อน (พวกนางกำนัลคลานเข้าโรง) เอ้าว่าไป เรื่องราวเป็นอย่างไร - ร้องเพลงแขกลพบุรี - อันมานพเรืองอิทธิฤทธา ที่ผลาญชีพบิดาข้าเป็นผี เธอโปรดปรานประทานข้านี้ พาไปกุฎีแดนดง กลายเป็นนารีมีโอรส ปิ่นทอง - (พูดสอดในเพลง) อ้าว มานพทำจึงเกิดลักกะเพศอย่างนั้นล่ะ กลายเป็นนารีมีโอรส อยู่ด้วยดาบสดั่งประสงค์ งามเลิศเฉิดฉันบรรจง ดั่งอนงค์นางฟ้ายาใจ ผูกเปลเห่กล่อมพระลูกยา แล้วหยิบหน้าม้ามาสวมใส่ ปิ่นทอง - (พูดสอดในเพลง) อะไรกัน มานพน้อยนั่นน่ะหรือ กลายเป็นผู้หญิงงาม แล้วก็เอารูปหน้าม้า มาสวม เอ ชักปวดสมองเสียแล้ว
79 แล้วกำชับกำชาข้าไว้ พบปะที่ไหนให้เกรงกลัว แม้นมิวันทาจะฆ่าตี มิให้ทูลคดีพระอยู่หัว แล้วจำแลงแปลงองค์ส่งตัว ข้าจึงได้เกรงกลัวกราบบาทา - เจรจา – ปิ่นทอง - นี่หมายความว่า มานพ สตรีงามและนางแก้วหน้าม้าถ่อย ๆ นี่น่ะ เป็นคน ๆ เดียวกันอย่าง นั้นหรือ สร้อยสุวรรณ - เพคะ จันทร - หม่อมฉันจำได้เพคะ ใต้ฝ่าพระบาท หากผิดขอถวายชีวิต - ร้องเพลงช้างประสานงา – ฟังทูล นเรนทร์สูรย์เกษมสันต์หรรษา แม่มณีน้องแก้วแววตา ไม่น่าจะแกล้งเล่นเช่นนี้ น้อยหรือยอกย้อนซ้อนกล แยบยลกลับกลอกหลอกพี่ ช่างผันแปรแก้เผ็ดเม็ดดี กระนี้จึงกล้าท้าทาย - ร้องร่าย – กรรมเอ๋ยกรรมกรรมทำอย่างไร จะวอนให้ยกโทษโกรธหาย พระนิ่งตรึกตราหาอุบาย พลางภิปรายกับสองกัลยา การนี้ล่วงรู้อยู่แต่เจ้า จงคิดเอาความสบายภายหน้า ทำคุณอย่าสูญซึ่งศรัทธา อาสาว่าว่อนหล่อนสักที ถ้าถอดรูปหน้าม้าเวลาใด จงลักเอาเผาไฟให้ป่นปี้ เจ้าทั้งพี่น้องสองนารี จะได้มียศศักดิ์สืบไป เมื่อนั้น สองนางต่างทูลเฉลยไข จะอาสาว่าวอนทรามวัย เห็นจะได้ดังจำนงภูบดี - ร้องเพลงบรเทศ – ว่าแล้วถวายบังคมลา คลานคล้อยถอยมาจากแท่นที่ รีบเร่งบทจรจรลี โฉมศรีไปหานางแจ่มจันทร์ - ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว - (สองนางรำออกหน้าเวที - พระปิ่นทองเข้าโรง - สองนางรำเข้าโรง)
80 - ปี่พาทย์ทำเพลงแป๊ะ - (นางแก้วหน้าม้าออกนั่งเตียงไกวเปลลูก - สร้อยสุวรรณจันทารำออก) - ร้องเพลงแป๊ะ - เมื่อนั้น สองนางปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ เข้าไปถวายบังคมคัล แล้วรับขวัญกุมารด้วยปรีดา เจรจา – แก้วหน้าม้า - นี่หล่อนสองคนพากันลงมาที่นี่ทำไม ดีไม่ดีทูลกระหม่อนผัวรู้เข้า หลังขาว ๆ จะลาย พร้อยนะจ๊ะ สร้อยสุวรรณ - เข้าที่บรรทมไปนานแล้วเพค่ะ หม่อมฉันคิดถึงหม่อมแม่ จึงพากันลงมา (กราบลง แทบพระบาท) หม่อมฉันสองคนพี่น้องนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายมาหลายคืนแล้ว เพคะ (ถอนหายใจ) อยากจะเห็นอีกซักหน แกว้หน้าม้า - เห็นอะไรกัน จันทร - หน้างามซิเพคะ หน้างามในหน้าม้าของหม่อมแม่น่ะเพคะ แก้วหน้าม้า - (โกรธ) เอ๊ะ นี่เป็นอุบายของผัวเจ้าใช้มาหลอกเราอย่างนั้นเรอะ จะมาลวงให้เราถอด รูปม้าออก นี่ วอนมาหาที่ตายอีกกระมัง สร้อยสุวรรณ - หม่อมแม่อย่าเพ่อด่วนกริ้วซิเพคะ ฟังก่อน เรื่องนี้น่ะพระปิ่นทองไม่ทรงทราบนะเพคะ ยังเป็นความลับ กรุณาให้หม่อมฉันได้ดูให้อิ่มตาอีกสักครั้งเถอะเพคะ หม่อมแม่ - ร้องร่าย - บัดนั้น แก้วหน้าม้าได้ฟังไม่กังขา ยิ้มพลางทางกล่าววาจา จงเร่งปิดทวาราเร็วพลัน (ทอด) ช่องคูอยู่ไหนจงไปปิด ดัดจริตอยู่ไยไฉนนั่น - เจรจา - แก้วหน้าม้า - ไปปิดประตูเสียก่อนสิ แล้วจะถอดให้ดู(สองนางต่างสบตากันแล้วทำท่าดีใจ แล้วเลี่ยง ออกห่างนางแก้ว) สร้อยสุวรรณ - รีบไปทูลเร็ว ๆ ว่าอุบายสำเร็จแล้ว อย่าชักช้า อยู่ทางนี้จะช่วยบ่ายเบี่ยงให้ (นางจันทรเข้าโรง – นางจันทรไปเปิดประตูรับพระปิ่นทองซ่อนหลังฉากกั้น) - เจรจา -
81 แก้วหน้าม้า - เอ ไปปิดประตูยังไงจึงนานนัก สร้อยสุวรรณ จันทร สร้อยสุวรรณ - เพคะ (เดินเข้ามาหา) หม่อมแม่เรียกหาหรือเพคะ แก้วหน้าม้า - ปิดประตูเรีบยร้อยแล้วหรือ สร้อยสุวรรณ - ยังเลยเพคะ แก้วหน้าม้า - ทำอะไรอยู่น่ะ ฮึ สร้อยสุวรรณ - อ้า บานประตูมันฝืดเพคะ หับไม่ลง หม่อมฉันอ้า…ต้อง…ออกแรงดึงก็แล้วกัน ผลักก็ แล้วมัน มันถึงค่อย ๆ เข้ามา มันดังเอี๊ยด ๆ แก้วหน้าม้า - พอที พอที ข้าเข้าใจแล้ว เอ๊ะ แล้วแม่จันทรล่ะหายไปไหน สร้อยสุวรรณ - (ทำท่าเก้อเขินอึกอัก) เอ ไปไหนจะบอกไปทางไหนดี แก้วหน้าม้า - ว่าอะไรนะ อะไรดี หา สร้อยสุวรรณ - อ้าดีเพคะ (หัวเราะเก้อ ๆ) หม่อมแม่ใจดีเพคะ ไม่ใคร่ดุ (พระปิ่นทองกับนางจันทร ออกลับ ๆ ล่อ ๆ) แก้วหน้าม้า - เหลวไหลแม่สร้อยสุวรรณ แม่จันทรไปไหน สร้อยสุวรรณ - เขาบอกว่า เขาจะไปทางโน้น (นางจันทรเดินออก) โน่นไงเพคะ เดินยิ้มกริ่มมานั้น (ถอนใจโล่งอก) (สองนางขยิบตา สะกิดกันให้รู้ว่าพระปิ่นทองมาแล้ว) แก้วหน้าม้า - ไปปิดประตูเสียเร็วๆ แม่จันทร ฟืนไฟดับให้หมดนะ เดี๋ยวคนข้างนอกจะดอดเข้ามาเห็น (นางจันทรไปเปิดประตูรับพระปิ่นทองซ่อนหลังฉากกั้น) - ร้องร่าย (ต่อ) - ช่องคูอยู่ไหนจงไปปิด ดัดจริตอยู่ไยไฉนนั่น ว่าพลางดำเนินจรจรัล เข้าห้องกั้นถอดหน้าพาชี - ปี่พาทย์ทำเพลงเร็ว - (นางมณีรำออก) - ร้องเพลงมอญแปลง – กลายเป็นนางงามทรามวัย ทรงลักษณ์วิไลเฉลิมศรี นาฏกรอ่อนคอจรลี มายังสองนารีทันใด - ร้องร่าย – ครั้นถึงจึงนั่งลงตรงหน้า แย้มพรายชายตาปราศรัย
82 ทั้งคู่จงดูให้อิ่มใจ เบื้องหน้าไปจะได้ไม่กวนกัน - ร้องเพลงแขกอาหวัง - เมื่อนั้น สองนางปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ ตะลึงจ้องผ่องพักตร์ดั่งเพ็ญจันทร์ ถลันเข้ากอดบาทา เจ้าประคุณบุญสร้างไว้อย่างไร จึงเฉิดโฉมวิไลดั่งเลขา พูดพลอดกอดรัดกัญญา นัยนาสอดดูพระภูมี - ร้องร่าย – เมื่อนั้น พระปิ่นทองมองเห็นนางโฉมศรี แม่นแล้วนวลอนงค์องค์มณี ภูบดีรู้สึกระทึกใจ - ร้องเพลงทองย่อน (รวบ 2 คำ) – ขนงเนตรเกศกรดูอ่อนช้อย แน่งน้อยงามขำยังจำได้ ช่างยอกย้อนซ้อนกลเป็นพ้นไป จนทำให้เคืองวิญญาณ์มาช้านาน ครั้งนี้เห็นทีต้องงอนง้อ ถึงตัดพ้อผัวรักหักหาญ จะสู้ทนวอนเจ้าเยาวมาลย์ ทั้งสงสารโอรสยศไกร - ร้องร่าย - แล้วหวนจิตคิดแค้นแน่นฤดี จะเผารูปพาชีเสียให้ได้ ดำริพลางทางองค์พระทรงชัย ย่องเข้าไปหยิบหน้าม้ามาฉับพลัน (พระปิ่นทองย่องเข้าหยิบรูปหน้าม้าจะพาหนี) - ร้องร่าย - เมื่อนั้น นางโฉมยงหลงเปรมเกษมสันต์ เหลือบประสบพบองค์พระทรงธรรม์ พารูปม้านั้นออกไป คิดเสียดายอาลัยรูปหน้าม้า นางผลิกผลักสองราไม่ปราศัย พระปิ่นทองหนีนางมาข้างไฟ แล้วโยนรูปลงไปในอัคคี - ปี่พาทย์ทำเพลงรัว - (พระปิ่นทองทิ้งรูปหน้าม้าลงในกองไฟ) (นางมณีผลักนางสร้อยสุวรรณจันทา แล้ววิ่งออกไปยื้อยุดพระปิ่นทอง) (นางสร้อยสุวรรณหลบออกไป)
83 - ร้องเพลงเขมรปากท่อชั้นเดียว - เมื่อนั้น โฉมยงอนงค์นางมณีศรี เห็นรูปไม่มอดไหม้ให้เปรมปรีดิ์ เทวีคว้ามาแล้วว่าไป นี่ถือดีอย่างไรไฉนนั่น ข่มเหงกันเช่นนี้ก็เป็นได้ ไปฉกลักรูปเขามาเผาไฟ เพราะเหตุผลกลใดเร่งบอกมา -ร้องเพลงฝรั่งควงเมื่อนั้น พระปิ่นทองยิ้มพลางทางว่า อันรูปหน้าพาชีนี้ชั่วช้า มันกำบังเมียข้าให้ราคี แค้นนักจึงลักมาเผาไฟ หวังจะให้สิ้นสูญที่บัดสี จงส่งรูปหน้าม้าให้สามี อย่าสวมเลยเทวียอดหทัย -ร้องเพลงเทพทองอดสู คนไหนชู้เมียท่านน่าหมั่นไส้ ทำพูดเล่นเห็นชัดชวนขัดใจ จะอดสูผู้ใดก็ไม่มี เพราะนางแก้วทรพลคนสาธารณ์ มารกวังรังควานอยู่ที่นี่ ต้องเคืองขายบาทาฝ่าธุลี ตรัสดังดังอย่างนี้ทุกวี่วัน จนใครใครเขารู้กันอยู่ทั่ว ข้าชั่วจัญไรไอศวรรย์ อยู่ให้เมียด่าคิดฆ่าฟัน ทรงธรรม์ไยลืมพระวาที - ร้องเพลงลีลากระทุ่ม - น้องแก้ว พี่ผิดแล้วอย่าโกรธถือโทษพี่ เลิกเง้างอนเคืองขัดตัดไมตรี ผินหน้ามาทางนี้เถิดดวงใจ ว่าพลางทางขยับจับกร จะชำเลืองเคืองค้อนไปถึงไหน พี่ขอเชิญขวัญเจ้าเข้าปรางค์ใน อย่าช้าใยเลยมณียอดชีวัน - ร้องร่าย - เมื่อนั้น นางมณีแสร้งยิ้มเย้ยหยัน ทำเดินเลี่ยงเข้าในทับฉับพลัน พระทรงธรรม์เสด็จตามทรามวัย นางแสร้งแกล้งทำเป็นเมินหน้า ไกวเปลกุมาราส่งเสียงใส พระปิ่นทองย่องมานั่งข้างอรไท ภูวไนยตรัสประโลมโฉมสุดา
84 -ร้องเพลงโอ้โลมที่พี่คิดผิดพลั้งครั้งก่อนนั้น จะรับขวัญมิ่งมิตรขนิษฐา ขอโฉมยงจงมีเมตา อย่าโกรธาพี่เลยนฤมล -ร้องเพลงโฉมนอกฟังบัญชา นางวันทาทูลความตามนุสนธิ์ น้องนี้สุดเสงี่ยมต้องเจียมตน เพราะยากจนขายเบื้องพระบาทา จะทรงโปรดชุบเลี้ยงไว้เคียงพักตร์ เห็นต่ำศักดิ์ไม่สมวาสนา ถ้าเมียรู้คงจู่ตามมา นางหน้าม้าจะต้องรับความอับอาย - ร้องเพลงโอ้โลมเพลงฉิ่ง - ยอดมิ่ง เป็นความจริงแสนรักเจ้าโฉมฉาย บุญคุณแก้วพี่มีมากมาย จนวันตายจะไม่ร้างห่างกัญญา จะถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงนงเยาว์ เทียบเท่าดวงเนตรของเชษฐา ขอเชิญนางจอมขวัญกัญญา ไคลคลาไปกับพี่ที่ในวัง -ร้องร่ายตรัสพลางทางอุ้มโอรสรัก ทรงศักดิ์แสนสมอารมณ์หวัง นางมณีโกรธเกรี้ยวเข้าเหนี่ยวรั้ง เสียงอื้ออึงตึงตังตามไป - ปี่พาทย์ทำเพลงเชิด – (พระปิ่นทองอุ้มกุมาร นางมณีตรงเข้าเหนี่ยวรั้ง) - จบการแสดง – (กรมศิลปากร, 2505, น. 7 - 41) 4.2.2 ดนตรีประกอบการแสดง ในการแสดงมหรสพทุกชนิด จำเป็นต้องมีดนตรีเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพื่อสร้างอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้เกิดอารมณ์เคลิบเคลิ้มและคล้อยตามไปกับอารมณ์ของตัวละคร ที่กำลังแสดงในขณะนั้น ในการแสดงละครนอกเรื่องแก้วหน้าม้า ของกรมศิลปากร การดำเนินเรื่อง จะเน้นความรวดเร็วและความกระชับ ปัจจุบันกรมศิลปากรนิยมใช้วงปี่พาทย์ไม้นวมในการบรรเลง ประกอบการแสดง การบรรเลงจะดูบทละครเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับการนัดหมายของนักดนตรีและ