ผลของการใช้เทคนิคสมุดภาพคำศัพท์ร่วมกับเพลงเพื่อพัฒนาความสามารถ ในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 THE EFFECTS OF USING INTERACTIVE BOOK TECHNIQUE WITH SONG TO DEVELOP ENGLISH VOCABULARY LEARNING ABILITY OF GRADE 3 STUDENTS อารียา คชพล วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ผลของการใช้เทคนิคสมุดภาพคำศัพท์ร่วมกับเพลงเพื่อพัฒนาความสามารถ ในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 THE EFFECTS OF USING INTERACTIVE BOOK TECHNIQUE WITH SONG TO DEVELOP ENGLISH VOCABULARY LEARNING ABILITY OF GRADE 3 STUDENTS อารียา คชพล วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน ผลของการใช้เทคนิคสมุดภาพคำศัพท์ร่วมกับเพลงเพื่อพัฒนา ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่3 ผู้วิจัย นางสาวอารียา คชพล สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิชตา ธนชิตดิษยา ครูพี่เลี้ยง นางสาวภารวิณี ภูมิวงษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชภาษาอังกฤษ .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (อาจารย์บุรัชต์ ภูดอกไม้) วันที่..........เดือน...................พ.ศ............... คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ที่ปรึกษา) .................................................................................. กรรมการ (อาจารย์ประจำสาขา/หลักสูตร/คณะครุศาสตร์) .................................................................................. กรรมการ (ครูพี่เลี้ยง) .................................................................................. กรรมการ (รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ/หัวหน้าหมวด)
หัวข้อวิจัย ผลของการใช้เทคนิคสมุดภาพคำศัพท์ร่วมกับเพลงเพื่อพัฒนา ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่3 ชื่อผู้เขียน อารียา คชพล อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิชตา ธนชิตดิษยา ครูพี่เลี้ยง นางสาวภารวิณี ภูมิวงษ์ สาขาวิชา ภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพกระบวนการการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ เรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงตามเกณฑ์ 75/75 2.เพื่อเปรียบเทียบความคงทนในการ จดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาที่เรียนด้วย กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงหลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์3. เพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยาที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3/1 จำนวน 22 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทย จังหวัดอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างได้มาด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sample) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวนทั้งหมด 15 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง จำนวน 5 สัปดาห์ เวลาเรียนสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 15 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลการเรียน วิชาภาษาอังกฤษด้านการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 ข้อ จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง รวม 3 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย (X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC) และค่าประสิทธิภาพกระบวนการ (E1/ E2) ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุด ภาพคำศัพท์และเพลงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพกระบวนการ 98.06/78.79 ซึ่งสูงกว่า เกณฑ์ร้อยละ 75/75 2. การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 15.36 คะแนน และ 23.64 คะแนน ตามลำดับขั้น และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลัง เรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการเปรียบเทียบ ความคงทนในการจดจำคำศัพท์หลังการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้
แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ที่ทดสอบหลังเรียนและทดสอบหลังเรียนครั้งที่ 2 โดยผ่านไป 2 สัปดาห์ ไม่ต่างจากที่สอบหลังเรียน
Research Title The Effects of Using Interactive book Technique with Song to Develop English Vocabulary Learning ability of Grade 3 Students Author's name Arreeya Khodchaphon Advisor: Professor Asst. Prof. Nitchata Thanachitditsaya Teacher trainer Miss Parawinee Poomwong Research in Major English, Faculty of Education in Udon Thani Rajabhat University Academic year 2023 ABSTRACT The objectives are 1. To find the efficiency of the learning management process by using the 2W3P learning process with interactive books and songs according to the 75/75 criteria. 2. To compare the retention of remembering English vocabulary of students in grade 3/1 of municipality 5 siharakwittaya School who studied with the 2W3P learning process with interactive books and songs after studying for 2 weeks. 3. To compare ability memorize English vocabulary of students in grade 3/1 of municipality 5 siharakwittaya School who studied with the 2W3P learning process with interactive books and songs. Before studying and after studying. The sample group used in this research was 22 students in Grade 3/1 in the first semester of the 2023 academic year, municipality 5 Siharakwittaya School, Udon Thani Province. Obtained from Purposive Sample. The tools used in this research consisted of: 1. lesson plans, a total of 15 lesson plans, 1 hour per lesson plan, 5 weeks, 3 hours of class time per week, totaling 15 hours. 2. A test to measure English academic performance a of memorizing English vocabulary in grade 3 student 30 questions, 3 times, 1 hour each time, total 3 hours. The statistics used in the research include mean (X) and standard deviation (S.D.), index of consistency (IOC), and process efficiency values (E1/ E2).The finding were as follows:1. Organizing English vocabulary learning using the 2W3P learning process together with interactive books and songs for Grade 3 students has a process efficiency of 98.06/78.79, which is higher than the 75/75 percent threshold.2. The pre-test and post-test of Grade 3 students had an average score of 15.36 points and 23.64 points, respectively. And when comparing the pre-test and post-test scores, it was found that the post-test scores were significantly higher than before. Statistically significant at the.05 level.
3. Comparison results of the retention vocabulary after studying for Grade 3 students who studied with the 2W3P learning process together with interactive books and songs. The post-test and second post-test after 2 weeks were not different from the post-test.
กิตติกรรมประกาศ การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยมีความสนใจศึกษา ความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ ความ คงทนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะได้รับ ความกรุณาเป็นอย่างสูงจากท่าน ผอ. วัฒนา สมจิตร ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา คณะผู้บริหาร และหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ได้กรุณาให้คำปรึกษาแนะนำ และปรับปรุงแก้ไข ข้อบกพร่อง ต่าง ๆ ในการวิจัยตั้งแต่ต้นจนเสร็จสมบูรณ์ ผู้วิจัยขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้คำปรึกษาคำแนะนำในการจัดทำ วิจัยฉบับนี้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และขอขอบคุณ นางสาวภารวีณี ภูมิวงษ์ นางสาวประไพศรี ทัพแก้ว และนาง อัชรา ปลื้มกิจมงคล คณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ที่ให้คำแนะนำและอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ นอกจากนั้นผู้วิจัยขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิชตา ธนชิตดิษยา อาจารย์ ประจำสาขาวิชา ภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ให้คำแนะนำปรึกษาในการจัดทำ รูปแบบ การทำวิจัย การคำนวณหาค่าสถิติ แก่ผู้วิจัย ผู้วิจัยหวังว่างานวิจัยฉบับนี้คงมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยสำหรับผู้ที่สนใจศึกษา ความสามารถในการ จดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ ความคงทนโดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และ เพลง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยขอระลึกถึงผู้ที่เป็นเจ้าของแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยนำมา อ้างอิงในการทำวิจัยฉบับนี้ คุณประโยชน์อันใดที่เกิดจากการ วิจัยฉบับนี้ขอมอบแด่บุพการีทุกท่านที่มีส่วน เกี่ยวข้องในความสำเร็จ แต่หากมีข้อบกพร่องประการใด ผู้วิจัยขอน้อมรับไว้ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับ ปรุง การศึกษาในโอกาสต่อไป อารียา คชพล
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย............................................................................................................................. ..............ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ........................................................................................................... ...........................ข กิตติกรรมประกาศ.............................................................................................................. ..............................ค สารบัญ....................................................................................................................... .......................................ง สารบัญตาราง.................................................................................................................. ..................................จ สารบัญภาพ.................................................................................................................... ...................................ฉ บทที่ 1 บทนำ......................................................................................................................... ..........................1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา..........................................................................................1 2. คำถามในงานวิจัย........................................................................................................... .................2 3. สมมติฐานของการวิจัย.......................................................................................................... ..........2 4. วัตถุประสงค์ในงานวิจัย.................................................................................................... ...............3 5. ของเขตของการวิจัย......................................................................................................... ...............3 6. นิยามศัพท์เฉพาะ........................................................................................................... .................3 7. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ................................................................................................. .............4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................... ............5 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศ…………..7 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ………………………………………………………….7 3. แนวคิดกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P…………………………………………………………………………….....17 4. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมุดภาพคำศัพท์และเพลง……………………………….19 5. กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง……………………………………………………………………………………....27 6. ความคงทนในการจดจำคำศัพท์…………………………………………………………………………………………..29 7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………………...34 8. กรอบแนวคิดในการวิจัย………………………………………………………………………………………………………38 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย................................................................................................... ................................39 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง................................................................................................... ............39 2. แบบแผนการวิจัย............................................................................................................ ..................39 3. การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.....................................................................40
สารบัญ (ต่อ) หน้า 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................................... .............42 5. การวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................... .................42 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................... ................42 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................. .............................44 1. ผลการศึกษาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ก่อนเรียนและหลังเรียน....................................................................44 2. ผลการศึกษาการหาประสิทธิภาพกระบวนการการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงตามเกณฑ์ 75/75............................45 3. ผลการเปรียบเทียบความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง หลังเรียนและหลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์........................................................................................ .........47 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ....................................................................................... ...............49 1. สรุปผลการวิจัย............................................................................................................ ........................49 2. อภิปรายผลการวิจัย......................................................................................................... ....................49 3. ข้อเสนอแนะ................................................................................................................ ........................51 บรรณานุกรม................................................................................................................... .......................................53 ภาคผนวก...................................................................................................................... .........................................55 ภาคผนวก ก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................... ...56 ภาคผผนวก ข การหาประสิทธิภาพเครื่องมือที่ใช้วิจัย............................................................................232 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................... ........303 ภาคผนวก ง รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ................................................................................................ ..............311 ประวัติผู้วิจัย.............................................................................................................. ...........................................313
สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ผลการศึกษาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ก่อนเรียนและหลังเรียน....................................................................................44 ตารางที่ 2 ผลการศึกษาการหาประสิทธิภาพกระบวนการการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงตามเกณฑ์ 75/75..............................................................................................45 ตารางที่ 3 จำนวนนักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนนเฉลี่ย ของการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิ์ภาพกระบวนการตามเกณฑ์ 75/75..................................................................................... ................47 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คะแนนผลต่างเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3 หลังเรียนและหลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์ มาเปรียบเทียบโดยใช้ t-test Dependent..................................48 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ย ค่าสถิติทดสอบที และระดับสัยสำคัญทางสถิติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก่อนเรียนและหลังเรียน........................................................................................................ ...................................48
สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวจัย..........................................................................................................................38
1 บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในยุคศตวรรษที่ 21 ภาษาอังกฤษถือว่าเป็นทักษะที่สำคัญทักษะหนึ่งเพราะเป็นยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ และถือว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเรียนรู้ปัจจุบัน เนื่องจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่มีการใช้มากที่สุด ภาษาหนึ่ง โดยที่องค์ความรู้ส่วนใหญ่จะถูกเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษจึงทำให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อ ทำให้ผู้เรียนมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ในการเข้าถึงเครื่องมือหรือองค์ความรู้ต่างๆให้มีความรู้เท่าทัน โลกในปัจจุบัน (สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2558) ภาษาอังกฤษมีความสำคัญกับประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยได้รับความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี สารสนเทศรวมไปถึงข้อมูลสารสนเทศจากต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยอย่างรวดเร็วรวมไปถึงสังคมส่วนใหญ่ใช้ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการติดต่อสื่อสารประเทศไทยจึงมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถ ในการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อให้สังคมพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2546) ประเทศไทยก้าวสู่ประชาคมอาเซียนตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งหมายถึง ประชาชนในประเทศอาเซียนจำเป็นต้องใช้ ภาษาอังกฤษมากขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องใช้อาศัย ทักษะต่างๆในการใช้ภาษาได้แก่การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ซึ่งก่อนที่เราจะสามารถฟัง อ่าน และ เขียน ให้มีประสิทธิภาพได้นั้นเราจำเป็นต้องรู้ถึงความหมายของคำศัพท์นั้นก่อน (สุมิตรา อังวัฒนกุล, 2535:73) การศึกษาภาษาอังกฤษในประเทศไทยจะใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศได้กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นสาระการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานที่ผู้เรียนทุกคน จะต้องเรียนรู้ในทุกระดับชั้น ซึ่งมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สืบค้น รวบรวม และสรุป ใจความต่างๆจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆในการศึกษาประกอบอาชีพและสามารถเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลต่างๆของชุมชน ท้องถิ่น และโรงเรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551: 210 - 216) การจัดการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษที่ดีนั้น ผู้เรียนจะต้องมีโอกาสในการใช้ภาษามากที่สุดโดยจะฝึกฝนทั้งในและนอกห้องเรียน การจัด กระบวนการการเรียนการสอนจะต้องสอดคล้องกับธรรมชาติรวมไปถึงลักษณะเฉพาะของภาษา ดังนั้นการจัดการ เรียนการสอนจึงควรจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย อย่างเช่น กิจกรรมการฝึกภาษา และกิจกรรมการฝึกให้ผู้เรียน เรียนรู้วิธีการใช้ภาษาด้วยตนเองควบคู่ไปด้วย (กรมวิชาการ, 2545:2) การสอนภาษาอังกฤษหากบริบทและสิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยโอกาสทางภาษาให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาได้เต็มที่ กระตุ้นให้ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็นมีแนวทางการสอนโดยเน้นการเรียนรู้คัพท์เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายเนื้อหาที่ ใช้ในชีวิตประจำวันจะสั่งจะส่งผลให้ผู้เรียนบรรลุผลได้ (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2546:34)การจำคำศัพท์
2 ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญ เนื่องจากการจดจำคำศัพท์เป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ทักษะอื่นๆเนื่องจากผู้เรียน จำเป็นต้องรู้คามหมายก่อนถึงจะเข้าใจเนื้อหาที่ตนจำเป็นต้องเรียน (ธูปทอง กว้างสวาสดิ์, 2559:3) ผู้เรียนส่วนใหญ่พบปัญหาในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ให้ความสำคัญแค่การเรียนไวยากรณ์ ทักษะ การพูด และการอ่านมากกว่าการเรียนรู้ทักษะอื่นๆ การจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษมีความสำคัญรองลงมาจาก ทักษะอื่นๆหรือหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และครูผู้สอนให้ความสำคัญในการจัดการเรียนการ สอนเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ไม่มากเท่าที่ควรซึ่งมีครูหลายคนเชื่อว่าทักษะการจดจำคำศัพท์ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้เองตามธรรมชาติหากฟังและพูดได้ การจดจำคำศัพท์ของผู้เรียนที่มีปัญหาส่วนใหญ่พบว่ามีปัญหาในเรื่องความรู้ ภูมิหลังในเรียนรู้และเนื้อหา พร้อมทั้งการไม่รู้ถึงความรู้เกี่ยวกับภาษาที่สอง (Gentner, 2014) แนวทางแก้ไขปัญหาการจดจำคำศัพท์คือ ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และ เพลงนั้นเป็นการสอนที่กระตุ้นผู้เรียนให้มีความตื่นเต้นในขณะเรียนและเน้นให้ผู้เรียนจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ แบบเพลิดเพลินเกิดและเน้นการอยากรู้อยากเรียนในชั่วโมงต่อไปโดยมีการกระบวนการวัดความจำของผู้เรียน หลังจาก 2 สัปดาห์ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเล็งเห็นความสำคัญและศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพ คำศัพท์และเพลงนั้นช่วยพัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษได้อย่างไร คำถามในงานวิจัย 1. กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงช่วยพัฒนาความสามารถในการ จดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ได้หรือไม่ 2. กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงช่วยให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา มีความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษหรือไม่ 3. กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงประสิทธิภาพกระบวนการเป็นไป ตามเกณฑ์ 75/75 หรือไม่ สมมุติฐานในงานวิจัย 1. กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา มีประสิทธิภาพกระบวนการไม่น้อยกว่า 75/75 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง มีความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงมีความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน
3 วัตถุประสงค์ในงานวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพกระบวนการการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุด ภาพคำศัพท์และเพลงตามเกณฑ์ 75/75 2.เพื่อเปรียบเทียบความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง หลังเรียนผ่านไป 2 สัปดาห์ 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยาที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง ก่อนเรียนและหลังเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อำเภอเมือง ตำบลหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี 2.ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น กระบวนการเรียนรู้การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารด้วยสมุดภาพคำศัพท์ประดิษฐ์ และเพลง 2.2 ตัวแปรตาม ความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3. เนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระของการวิจัยครั้งนี้คือ เนื้อหาในบทที่1-5 ตามหนังสือSmart English ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระภาษาต่างประเทศตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แผนการเรียนรู้จำนวน 15 แผน ยึดตามขั้นตอนการสอนแบบกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงแผนละ 1 ชั่วโมง เวลาเรียนทั้งหมด 15 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลา 15 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวม 5 สัปดาห์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงหมายความว่า เทคนิคการสอนโดย การกระตุ้นผู้เรียนให้สนใจคำศัพท์โดยใช้สมุดคำศัพท์ที่มีภาพและคำศัพท์อยู่ภายในสมุดนั้นและเพลงที่เกี่ยวข้องกับ การเรียนรู้คำศัพท์เป็นสื่อเพื่อให้นักเรียนจดจำคำศัพท์ได้ 2. สมุดภาพคำศัพท์หมายความว่า สื่อการสอนที่จัดทำขึ้นเองโดยมีลักษณะเป็นเล่มรูปทรงสวยงามภายใน มีคำศัพท์พร้อมรูปภาพติดอยู่
4 3. การจดจำคำศัพท์ หมายความว่า ความสามารถของผู้เรียนที่สามารถบอกได้ว่าความหมายของคำศัพท์ นั้นหมายถึงอะไร 4. ความคงทนในการจดจำคำศัพท์ หมายความว่า เมื่อหลังจากเรียน 2 สัปดาห์ผู้เรียนยังสามารถจดจำ คำศัพท์ได้ 5.แบบทดสอบวัดความคงทน หมายความว่า ชุดข้อสอบจำนวน 30 ข้อ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับแผนการ จัดการเรียนรู้ 15 แผนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่3/1 โรงเรียนเทศบาล5 สีหรักษ์วิทยา ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ทำให้ได้จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2. ทำให้ทราบความคงทนในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 3. ทำให้ได้พัฒนาความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษัองกฤษที่เรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลงของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยในชั้นเรียนเรื่องผลของการใช้การจัดการเรียนรู้ตามแบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และ เพลงโดยวัดความสามารถในการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษและความคงทนในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 นี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและขอเสนอแนวคิดทฤษฎีจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง ประกอบด้วย 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.1. ความหมายของคำศัพท์ 2.2. ความสำคัญของคำศัพท์ 2.3. ประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.4. องค์ประกอบของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.5. หลักการเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อมาสอน 2.6. วิธีการสอนคำศัพท์ภาษอังกฤษ 2.7. การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้คำศัพท์ 3.แนวคิดกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P 3.1 ความหมายของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P 3.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P 4.แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สมุดภาพคำศัพท์และเพลง 4.1 ความหมายของสมุดภาพคำศัพท์ 4.2 ความสำคัญของสมุดภาพคำศัพท์ 4.3 วิธีการสอนสมุดภาพคำศัพท์ 4.4 ความหมายของเพลง 4.5 ความสำคัญของกิจกรรมเพลง 4.6 รูปแบบของเพลง 4.7 บทบาทของเพลงต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ 4.8 ลำดับขั้นตอนในการใช้เพลงประกอบการสอนภาษาอังกฤษ 5.กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง 5.1 การเลือกคำศัพท์ 5.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้
6 5.3 การวัดและประเมินผล 5.4 เกณฑ์ในการพิจารณา 6. ความคงทนในการจดจำคำศัพท์ 6.1 ความหมายของการจำ 6.2 ระบบการจำ 6.3 ความคงทนในการจำ 7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7.1 งานวิจัยในประเทศ 7.2 งานวิจัยต่างประเทศ 8. กรอบแนวคิดในการวิจัย
7 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 8-48) ไว้ดังนี้ 1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็น อย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและ ความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยการ พูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำไปใช้ได้ อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา กับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็น พื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 2. แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.1. ความหมายของคำศัพท์ ความหมายของคําศัพท์มีนักวิชาการได้ให้คำนิยามไว้ดังนี้ สมพร วราวิทยศรี (2541: 12) กล่าวว่า คำศัพท์เป็นกลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาหรือเขียน แล้วมี ความหมาย จำแนกออกได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ใช้แตกต่างกันออกไป เช่น จำแนกตามรูปคำ จำแนกตามลักษณะการใช้ จำแนกโครงสร้างของคำ
8 ความหมายของคำศัพท์ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) หมายถึง กลุ่มเสียง เสียง เสียงพูด หรือลายลักษณ์อักษรที่เขียนหรือพิมพ์ขึ้นเพื่อความคิดเป็นคำหรือคำยากที่ต้องแปล พรสวรรค์ สีป้อ (2550: 128) ได้ให้ความหมายไว้ว่า คำศัพท์เป็นเสียงที่ประกอบกันขึ้นจากหน่วยเสียง หลาย ๆ หน่วยจนเป็นเสียงที่สามารถสื่อความหมายได้ จนทำให้การออกเสียงของคำศัพท์ที่ใช้ในการสื่อสาร สามารถสื่อสารความหมายในภาษาได้ คำศัพท์มีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ชนิด คือ รูปคำ (Form) และความหมาย (Meaning) แสงระวี ดอนแก้วบัว (2558: 195-196) กล่าวว่า คำศัพท์เป็นกลุ่มเสียงหนึ่งที่ใช้ในการสื่อความหมาย ในภาษาใดภาษาหนึ่ง ซึ่งอาจมีทั้งพยางค์ คำโดด คำประสม สำนวน ที่ปรากฏในภาษานั้น ๆ ที่สื่อให้ทราบถึงคน สัตว์ พืช สิ่งของ อาการ ลักษณะของอาการ ลักษณะต่าง ๆ ของธรรมชาติ ความหมายของคำศัพท์มี 4 ประการ ดังนี้ 1) ความหมายตามพจนานุกรม (Lexical meaning) ได้แก่ ความหมายของคํา วลี หรือประโยค ใด ๆ ตามที่ได้บัญญัติไว้หรือรวบรวมไว้ในพจนานุกรม สำหรับภาษาอังกฤษคำหนึ่ง ๆ มี ความหมายหลายอย่าง เช่น He went to his house. The House of representative is meeting today. House ในประโยคทั้งสอง เป็นคำนามเหมือนกันแต่คำใน 2 ประโยคแตกต่างกันออกไป 2) ความหมายทางไวยากรณ์ (Morphological meaning) ได้แก่ ความหมายทางไวยากรณ์ของ คำศัพท์ประเภทนี้เมื่ออยู่ตามลำพังจะสามารถเดาความหมายได้ยาก เช่น เมื่อ 5 ไปต่อท้ายคำนาม เช่น hats pans จะแสดงความหมายเป็นพหูพจน์ของคำนามนั้น ๆ แต่ถ้า 5 ไป ต่อท้าย walks ในประโยค She walks home. จะ ช่วยให้ความหมายทางไวยากรณ์ว่าการกระทำได้กระทําเป็นปกติ 3) ความหมายที่เกิดจากการเรียงคำ (Syntactical meaning) ได้แก่ ความหมายที่เกิดขึ้นหรือ เปลี่ยนแปลงไปแล้วแต่การเรียงลำดับของคำ เช่น a schoolboy แตกต่างจาก a boy school ซึ่ง a schoolboy หมายถึงเด็กนักเรียนแต่ a boy school นั้น หมายถึงโรงเรียนชายล้วน 4) ความหมายตามน้ำเสียง (Intonation meaning) ได้แก่ ความหมายของคำที่เกิดขึ้นหรือ เปลี่ยนแปลงไปตามการออกเสียงหรือน้ำเสียงขึ้นลงของผู้พูดที่ได้เปล่งออกมาไม่ว่าจะเป็นเสียงที่มีพยางค์เดียวหรือ หลายพยางค์ สรุปได้ว่า ความหมายของคำศัพท์คือ คำหรือกลุ่มคำของแต่ละภาษาที่มีความหมาย คำศัพท์ทำหน้าที่ใน การสื่อความหมาย ติดต่อสื่อสารกันในแต่ละภาษา คำศัพท์มีความหลากหลายและสามารถเพิ่มขึ้นได้ตามสภาพ ของผู้ใช้และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป 2.2. ความสำคัญของคำศัพท์ การเรียนรู้คำศัพท์เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ภาษา เพราะคำศัพท์ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นและสิ่งที่ควรรู้ พื้นฐานสำหรับการศึกษาภาษาใดภาษาหนึ่ง เพราะจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายที่ทำหน้าที่สื่อความหมายของ
9 คำศัพท์ เข้าใจวิธีการใช้ การผูกประโยค และสามารถสื่อสารได้ถูกต้อง ความสำคัญของคำศัพท์นี้มีผู้กล่าวถึง ความสำคัญไว้ที่ได้เสนอแนวคิดไว้ สอดคล้องกัน ดังนี้ วรรณพร ศิลาขาว (2539: 15) ให้ความเห็นว่า คำศัพท์เป็นหน่วยพื้นฐานอย่างหนึ่งทางภาษา ซึ่งผู้ที่ ศึกษาภาษานั้น ๆ จะต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกก่อนเรียนรู้ในเรื่องที่ยากขึ้นต่อไป เพราะคำศัพท์เป็นองค์ประกอบที่ สำคัญในการเรียนรู้ฝึกฝนทักษะด้านการอ่าน การฟัง การพูด การเขียน ตลอดจนการสื่อสารในชีวิตประจําวัน และ มีนักวิชาการท่านอื่นที่ให้ความเห็นแตกต่างกันออกไป Ghadessy (1998: 24) ให้ความเห็นว่า คำศัพท์สำคัญยิ่งกว่าโครงสร้างทางไวยากรณ์ เพราะคำศัพท์ เป็นพื้นฐานการเรียนรู้ภาษานั้น ๆ เมื่อผู้เรียนมีความรู้เรื่องคำศัพท์แล้วจะสามารถนําคํามาประกอบสร้างเป็นหน่วย ที่ใหญ่ขึ้น คือ วลี ประโยค ข้อความขนาดยาว เรียงความ ร้อยแก้ว บทร้อยกรอง แต่ถ้าไม่เข้าใจศัพท์จะทำให้ ประสิทธิภาพการสร้างหน่วยทางภาษาที่ใหญ่ขึ้น ลดลงหรือไม่สามารถประกอบสร้างได้ ดังนั้นในบรรดา องค์ประกอบทั้งหลายของภาษา “คำ” เป็นสิ่งที่เรารู้จักมากที่สุด ภาษาก็คือการนำคำมารวมกัน (A Language is a Collection of Words) นั่นเอง แสงระวี ดอนแก้วบัว (2558: 195) กล่าวว่า การเรียนภาษาต่างประเทศ การเรียนรู้คำศัพท์เป็น องค์ประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะคำศัพท์เป็นกลุ่มเสียงกลุ่มหนึ่งในภาษาใดภาษาหนึ่ง ที่ทําหน้าที่สื่อความหมายใน ภาษาและเป็นพาหะของการสื่อสาร สรุปได้ว่า ความสำคัญของคำศัพท์ คือ เป็นพื้นฐานของการเรียนภาษาต่าง ๆ ที่มีความสำคัญที่ควรเรียนรู้ ในลำดับต้น ๆ ของการเรียนรู้ภาษานั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปต่อยอดการเรียนรู้ได้ โดยนำคำศัพท์ไป ประกอบสร้างเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นเพื่อสื่อความหมายและใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ ถือได้ว่าคำศัพท์เปรียบเสมือนหัวใจ สำคัญในการเรียนรู้ภาษา 2.3. ประเภทของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ประเภทของคําศัพท์ภาษาอังกฤษ สามารถจําแนกได้เป็นหลายประเภท ส่วนใหญ่นักวิชาการจําแนก ประเภทของคำศัพท์ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ บำรุง โตรัตน์ (2524: 75-76) กล่าวว่า ในการสอนศัพท์ในภาษาต่างประเทศ สามารถแบ่งประเภท ของคำศัพท์เป็น 2 ประเภท ตามลักษณะของการใช้ในแต่ละระดับของนักเรียน คือ 1. Active Vocabulary คือคำศัพท์ที่ผู้เรียนในระดับนั้นพบเห็นบ่อย ๆ และได้ใช้บ่อย ๆ ทั้งในด้าน การฟัง พูด อ่าน และเขียน Active Vocabulary นอกจากครูจะสอนให้นักเรียนได้เข้าใจความหมายแล้ว จะต้อง สอนให้นักเรียนสามารถใช้คำนั้นในประโยคได้ทั้งการพูด (Speaking) และการเขียน (Writing) ซึ่งถือว่าเป็นทักษะ ขั้น Productive ตัวอย่าง Active Vocabulary ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เช่น boy, eat, go, school, drink, water เป็นต้น
10 2. Passive Vocabulary คือคำศัพท์ที่ผู้เรียนในระดับนั้น ๆ ไม่ค่อยพบหรือนาน ๆ จะปรากฏครึ่งหนึ่ง ในการฟัง (Listening) และการอ่าน (Reading) การสอน Passive Vocabulary ครูสอนเพียงให้รู้แต่ความหมาย (Recognize) ที่ใช้ประโยคนั้นก็เพียงพอ เน้นให้นักเรียนฟังและอ่านได้เข้าใจโดยไม่เน้นให้นักเรียนเอาคำศัพท์นั้นมา ใช้ในการพูดและเขียน ตัวอย่าง Passive Vocabulary ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เช่น mass, government, power, electric เป็นต้น สุไร พงษ์ทองเจริญ (2526: 149) ได้แบ่งประเภทของคำศัพท์ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. Active Vocabulary คือ คำศัพท์ที่ผู้เรียนควรเรียนรู้เพื่อใช้ให้เป็นและใช้ได้อย่างถูกต้อง คำศัพท์ เหล่านี้ส่วนมากพบในการฟัง พูด อ่านและเขียน เช่น Important Necessary และ Consist เป็นต้น สำหรับการ เรียนคำศัพท์ประเภทนี้จะต้องฝึกบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ จนสามารถนำปรับไปใช้ได้ถูกต้อง 2. Passive Vocabulary คือ คำศัพท์ที่ควรเรียนรู้เฉพาะความหมายและการออกเสียงเท่านั้น ไม่ จำเป็นต้องฝึก คำศัพท์ประเภทนี้ เช่น Elaborate Fascination และ Contrastive คำศัพท์เหล่านี้เมื่อผู้เรียนเรียน ในระดับสูงขึ้นก็อาจจะกลายเป็นคำศัพท์ประเภท Active Vocabulary ได้ อิสรา สาระงาม (2530: 76-77) กล่าวว่า คำศัพท์เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของภาษา การ เรียนรู้ภาษาใดภาษาหนึ่ง ผู้เรียนนอกจากจะเรียนรู้การวิธีออกเสียงอย่างถูกต้องแล้ว ยังต้องเรียนรู้ศัพท์และ โครงสร้างของภาษา จึงจะสามารถใช้ภาษาได้อย่างแท้จริง คำศัพท์ในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ Content words กับ Function words 1. Content words ได้แก่ คำนาม คำกริยาแท้ คำคุณศัพท์ และคำกริยาวิเศษณ์ คำจำพวกนี้มี ความหมายตามพจนานุกรม หรือเปลี่ยนความหมายไปเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ต่างกันในประโยค ตัวอย่างเช่น 1.1 He bought me a book. 1.2 He booked the ticket for me. จะเห็นว่า book ในประโยคที่หนึ่งทำหน้าที่เป็นคำนาม แปลว่า “หนังสือ” ส่วน ในประโยคที่สองทํา หน้าที่เป็นคำกริยา แปลว่า “จอง” 1.3 He raised his hand to ask a question. 1.4 He handed me his book . จะเห็นว่า hand ในประโยคที่สามทำหน้าที่เป็นคํานาม แปลว่า “มือ” ส่วนในประโยคที่สี่ ทำหน้าที่ เป็นคำกริยา แปลว่า “ยื่น, ส่ง” 2. Function words เป็นคำที่ไม่มีความหมายในตนเองหรือมีความหมายในตัวเองน้อยมากเมื่ออยู่ เป็นคำโดด แต่เมื่อนำคำเหล่านี้ไปประกอบในประโยคแล้วจะทำให้ประโยคนั้นสมบูรณ์และได้ใจความถูกต้องตาม โครงสร้างของภาษา ดังนั้นการเรียนรู้คำเหล่านี้จึงไม่เหมาะสมที่จะเรียนรู้จากการแปลคำศัพท์นั้นตรง ๆ แต่ควร
11 เรียนรู้จากรูป ประโยค เพราะความหมายของคำเหล่านี้จะเปลี่ยนไปตามประโยคที่นำไปประกอบสร้าง เช่น สังเกต คำว่า by ซึ่งเป็นคำบุพบทในประโยคต่อไปนี้ 2.1 Do you mind sitting by me? (= near, beside) 2.2 She entered the room by the front door. (= through, by way of) 2.3 He walked by me without noticing me. (= past) 2.4 I will have finished my work by 5 o’clock. (not later than) 2.5 Cats sleep by day and hunt by night. (= during) 2.6 He did it all by himself. (= completely alone) สรุปได้ว่า ประเภทของคำศัพท์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. คำศัพท์ที่มีความหมายในตัวเอง และ 2. คำศัพท์ที่ไม่มีความหมายแน่นอนในตัวเอง ในการนำไปใช้นั้นควรเลือกให้เหมาะสมตามบริบทที่จะนำไปใช้ ให้ถูกต้อง ทั้งนี้ยังต้องคำนึกถึงความหมายของคำศัพท์ที่จะเลือกไปใช้ให้ตรงกับประเด็นต่าง ๆ ของผู้ที่จะสื่อสาร 2.4 องค์ประกอบของคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ธร แสงธนู และคิด พงศ์ทัต (2541 : 9-10) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของคำศัพท์ว่าต้องมี องค์ประกอบ ดังนี้ 1. รูปคำ (Form) ได้แก่ รูปร่างหรือการสะกดตัวของคำนั้น ๆ 2. ความหมาย (Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำนั้น ๆ ซึ่งหากจะกล่าวโดยละเอียดแล้ว คำศัพท์หนึ่ง ๆ จะมีความหมายแฝงอยู่ถึง 4 นัย ด้วยกัน คือ 2.1 ความหมายตามพจนานุกรม (Lexical Meaning) ได้แก่ ความหมายตามพจนานุกรม สำหรับ ภาษาอังกฤษคำหนึ่ง ๆ มีความหมายหลายอย่าง บางคำอาจใช้ในความหมายแตกต่างกัน ทำให้บางคนเข้าใจว่า ความหมายที่แตกต่างออกไป หรือความหมายที่ตนไม่ค่อยรู้จักนั้นเป็น “สำนวน ของภาษา เช่น He went to his house. (บ้านที่เป็นที่อยู่อาศัย) และ The President lives in the White House, (บ้านประจำตำแหน่ง ประธานาธิบดี) 2.2 ความหมายทางไวยากรณ์ (Morphological Meaning) คำศัพท์ประเภทนี้เมื่ออยู่ ตามลำพัง โดด ๆ จะเดาความหมายได้ยาก เช่น “งู” เมื่อไปต่อท้ายคำนาม Hats Pens จะแสดงความหมาย เป็นพหูพจน์ หรือเมื่อนำไปต่อท้ายคำกริยา เช่น Walks ในประโยค She walks home. ก็จะหมายความ ว่า การกระทำนั้นทํา อยู่เป็นประจำ เป็นต้น 2.3 ความหมายจากการเรียงคำ (Syntactic Meaning) ได้แก่ ความหมายที่เปลี่ยนแปลง ไปตาม การเรียงลำดับคำ เช่น Boathouse หมายถึง อู่เรือ แตกต่างจาก Houseboat หมายถึง เรือที่ ทําเป็นบ้าน
12 2.4 ความหมายตามเสียงขึ้นลง (Into National Meaning) ได้แก่ ความหมายของคำ ที่เปลี่ยนไป ตามเสียงขึ้นลงที่ผู้พูดเปล่งออกมา ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่มีพยางค์เดียว หรือมากกว่า เช่น Fire กับ Fire คำแรกเป็น การบอกเล่าที่อาจทำให้ผู้ฟังตกใจมากหรือน้อย แล้วแต่น้ำหนักของเสียง ที่เปล่งออกมา ส่วนคำหลังเป็นคำถามเป็น เชิงไม่แน่ใจจากผู้ฟัง 3. ขอบเขตของการใช้คำ (Distribution) จำแนกออกเป็น 3.1 ขอบเขตทางด้านไวยากรณ์ เช่น ในภาษาอังกฤษการเรียงลำดับคำ (Word Order) หรือ ตำแหน่งของคำที่อยู่ในประโยคที่แตกต่างกัน ทำให้คำนั้นมีความหมายแตกต่างกันออกไปด้วย 3.2 ขอบเขตของภาษาพูดและภาษาเขียน คำบางคำใช้ในภาษาพูดเท่านั้น แต่คำบางคำในภาษา เขียน 3.3 ขอบเขตบก็ใช้ภาษาเขียนโดยเฉพาะไปในแต่ละท้องถิ่น และแม้แต่ภายในประเทศเดียวกันก็ ยังมีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกันไป สุปได้ว่า องค์ประกอบของภาษาอังกฤษมีหลายประการ ความหมายของภาษาใช้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ ละท้องถิ่น และการใช้ภาษาพูดกับภาษาเขียนจะใช้แตกต่างกันเช่นกัน 2.5. หลักการเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อมาสอน หลักการเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อนำมาสอนมีนักวิชาการสองท่านได้ให้ความหมายที่แตกต่างกันไว้ ดังนี้ Lado (1996: 119-120) เสนอแนวคิดสอดคล้องกับ Mackey (1997: 176-190) ไว้เป็นส่วนใหญ่ เว้น บางข้อที่ลาโดได้เสนอไว้ที่แตกต่าง ดังนี้ 1. ควรเป็นคำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และความสนใจของผู้เรียน 2. ควรมีปริมาณของตัวอักษรในคำศัพท์เหมาะสมกับระดับอายุ และสติปัญญาของผู้เรียน เช่น ใน ระดับประถมศึกษาตอนต้น ก็ควรนำคำศัพท์สั้น ๆ มาสอน 3. ไม่ควรมีคำศัพท์มากเกินไปหรือน้อยเกินไปในบทเรียนหนึ่ง ๆ แต่ควรเหมาะสมกับวุฒิภาวะ ทางสติปัญญาของผู้เรียน 4. ควรเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนมีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นำไปพูดสนทนาหรือพบเห็น คำศัพท์นั้นตามป้ายโฆษณา เป็นต้น Mackey (1997: 176-190) และศิธร แสงธนู และคิด พงศ์ทัต (2541: 13-14) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับ หลักการในการเลือกคําศัพท์มาสอนนักเรียน ดังนี้
13 1. คำศัพท์ที่ปรากฏบ่อย (Frequency) หมายถึง คำศัพท์ที่ปรากฏบ่อยครั้งหรือปรากฏคำนั้นซ้ำ ๆ ในหนังสือ เป็นคำศัพท์ที่นักเรียนต้องรู้จักดีจึงจำเป็นต้องนำมาสอนเพื่อให้นักเรียนรู้และใช้ได้อย่างถูกต้อง 2. อัตราความถี่สูง (Range) ของคำศัพท์จากหนังสือต่าง ๆ หมายถึง จำนวนหนังสือที่นำมาใช้ใน การนับความถี่ ยิ่งใช้หนังสือจำนวนมาก บัญชีความถี่ยิ่งมีคุณค่ามากเท่านั้น เพราะคำที่จะหาได้จากหลายแหล่ง ย่อมมีความสำคัญมากกว่าคำที่จะพบเฉพาะในหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งอย่างเดียว แม้ว่าความถี่ของคำศัพท์ที่พบใน หนังสือเล่มนั้น ๆ จะมีมากก็ตาม 3. สถานการณ์หรือสารในขณะนั้น คำศัพท์ที่เลือกมาใช้ในการสอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับความถี่เพียง อย่างเดียวต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ด้วย เช่น คำว่า Blackboard ถ้าเกี่ยวกับห้องเรียนครูต้องใช้คำนี้ แม้จะเป็น คำที่ไม่ปรากฏบ่อยที่อื่น 4. คำที่ครอบคลุมได้หลายอย่าง หมายถึง คำที่สามารถครอบคลุมความหมายได้หลายอย่างหรือ สามารถใช้คำอื่นแทนได้ครอบคลุมค่า อย่างหรือสามารถใช้ค่าอื่นแทนได้ 5. คำที่เรียนรู้ได้ง่าย หมายถึง คำที่สามารถเรียนรู้ได้ง่าย เช่น คำที่คล้ายกับภาษาเดิม มี ความหมายชัดเจน สั้น จำง่าย สรุปได้ว่า ควรเลือกคำศัพท์ที่จะนํามาใช้ให้เริ่มจากง่ายไปหายากเพื่อให้นักเรียนไม่รู้สึกว่ายากจนเกินไป เป็นคําศัพท์ที่ปรากฏบ่อยในหนังสือเรียน หรือใช้บ่อยในชีวิตประจําวัน คําศัพท์ที่เลือกมาสอนในแต่ละชั่วโมงไม่ควร มีปริมาณมากควรพิจารณาจากช่วงวัยของนักเรียนเพื่อให้ปริมาณของคําศัพท์เหมาะสมกับนักเรียน ควรเป็น คำศัพท์ที่นักเรียนจะสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจําวันต่อได้ 2.6. วิธีการสอนคำศัพท์ภาษอังกฤษ ในการสอนคำศัพท์นั้นมีนักการศึกษาหลายท่านได้เสนอขั้นตอนในการสอนคำศัพท์ ไว้หลายแนวทาง ด้วยกัน ดังนี้ 1. พิจารณาความยากง่ายของคำ ครูควรพิจารณาว่าคำนั้น ๆ เป็นคำศัพท์ยากหรือคำศัพท์ง่าย หรือเป็น คำศัพท์ที่มีปัญหา ทั้งนี้เพื่อจะได้แบ่งแยกหาวิธีในการสอน และทำการฝึกให้เหมาะสมกับ คำศัพท์นั้น 2. สอนความหมาย ให้นักเรียนตีความหมายจากภาษาอังกฤษโดยตรง ควรหลีกเลี่ยง การใช้ภาษาไทย โดย อาจจะใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น แผนภูมิ รูปภาพ ของจริง หรือแสดงกริยาท่าทาง ประกอบเพื่อให้นักเรียนเข้าใจ ความหมายอย่างเด่นชัดขึ้น 3. อนุภาพ ดลโสภณ ( 2542 : 18) ฝึกการออกเสียงคำศัพท์ใหม่ ครูเขียนคำศัพท์ใหม่ลงบนกระดาน อ่าน ให้นักเรียนฟังก่อน และให้นักเรียนออกเสียงตามพร้อมทั้งแก้ไขถ้านักเรียนออกเสียงผิด สำหรับกลวิธีในการสอน
14 ความหมายคำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาไทยในการสอนนั้น มีวิธีการหลายแบบที่ครูจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจ ความหมายของคำจากภาษาอังกฤษโดยตรง ดังต่อไปนี้ 1. ใช้คำศัพท์ที่นักเรียนรู้ หรือจากสิ่งแวดล้อมของนักเรียนมาผูกประโยค เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่ ความหมายของคำศัพท์ใหม่ 2. ใช้ประโยชน์ของคำศัพท์เก่า เมื่อมีความหมายเหมือนกันหรือตรงกันข้ามกับคำศัพท์ใหม่ 3. สอนคำศัพท์ใหม่ โดยการใช้คำจำกัดความหมายง่าย ๆ 4. ใช้ภาพหรือของจริงประกอบการอธิบายความหมาย อุปกรณ์ประเภทนี้หามาได้ง่าย ๆ เช่น ของที่อยู่ รอบห้อง เครื่องแต่งกาย หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรืออาจใช้ภาพลายเส้น การ์ตูน เขียนภาพบนกระดานดำก็ ได้อุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยให้การแสดงความหมายชัดเจน โดยไม่ต้องใช้คำแปล ประกอบ 5. การแสดงท่าทาง ครูใช้การแสดงท่าทางประกอบการแสดงความหมายของคำได้ 6. การใช้บริบทหรือ สอนให้เดาความหมายจากประโยค สำหรับการฝึกใช้คำศัพท์ ต้องฝึกในรูปประโยคเสมอ และรูปประโยคที่นำมาฝึก ก็ต้องเป็น ประโยคที่ถูกต้องและใช้ได้ในสถานการณ์จริง ประโยคที่นำมาใช้ต้องเป็นประโยคที่นักเรียนรู้จักแล้ว สอนคำศัพท์ใหม่ในรูปประโยคใหม่ ครูควรหาวิธีเสริมคำศัพท์ โดยใช้วิธีการฝึกต่าง ๆ เช่น 1. หาคำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกัน 2. หาคำศัพท์ที่มีความหมายตรงกันข้าม 3. หาคำศัพท์ที่มาจากร หากราก (Root) เดียวกัน 4. หาคำศัพท์ที่มีความหมายอยู่ในกลุ่มเดียวกัน 5. โดยทั่วไปในระยะเริ่มแรก รุ่นแรก ควรเรียนคำศัพท์ใหม่ 3 - 3 คำ และควรเพิ่มขึ้นในระดับชั้นสูงต่อไป 6. คำศัพท์ใหม่ 3 - 5 คำ หมายถึง การฝึกในแบบฝึกหัดหรือกิจกรรม และใช้ในการสร้าง ประโยคใหม่ใน โครงสร้างเดิมที่เรียนมา เช่น คำว่า Hospital ถ้านักเรียนรู้จักประโยค I went to the store. ก็สามารถสร้าง ประโยคใหม่ I went to the hospital, และนักเรียนควรจะได้ใช้คำใหม่ในทักษะอื่น ๆ เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน หรือในกิจกรรมอื่น ๆ 7. ในการเลือกคำศัพท์ที่สำคัญประการหนึ่ง คือ เป็นคำที่เจ้าของภาษาใช้พูดอย่างแท้จริง และควรตั้ง คำถามอยู่เสมอว่านักเรียนจะใช้พูดอย่างไร 8. ในชีวิตประจำวัน ที่จำเป็นในการเลือกคำศัพท์ คือ ศัพท์ใหม่ใช่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว สามารถใช้ 9. ในระยะเริ่มแรก คำที่สอนควรมีภาพประกอบหรือการแสดงง่าย ๆ ซึ่งนักเรียน จะใช้คำเหล่านี้ในการ เรียนสิ่งที่ยากต่อไป สรุปได้ว่า วิธีการสอนภาษาอังกฤษนั้น ครูควรเน้นไปที่การออกเสียงและความหมายของคำศัพท์และครู ควรใช้สื่อเพื่อกระตุ้นผู้เรียนในการเรียนรู้ 2.7. การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้คำศัพท์
15 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้คำศัพท์ได้มีผู้กล่าวถึงการวัดประเมินผลการเรียนรู้คําศัพท์ไว้ดังนี้ Nation (1990: 29) กล่าวไว้ว่า การประเมินความรู้คำศัพท์เป็นการวัดและประเมินนักเรียนว่าได้ เรียนรู้คำศัพท์แล้วเข้าใจมากน้อยเพียงใด หรือสามารถนำคำศัพท์ที่เรียนไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ หรือไม่ ซึ่งได้แบ่งตามชนิดของแบบทดสอบตามวัตถุประสงค์ของการวัดไว้ดังต่อไปนี้ 1. การทดสอบความสามารถด้านคําศัพท์ (Proficiency Test) เป็นการวัดความรู้ของนักเรียนมี ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์อยู่ในระดับใด สามารถใช้ในการสื่อสารในแต่ละทักษะได้หรือไม่ การทดสอบลักษณะนี้ จําแนกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1.1 การวัดวงความรู้คำศัพท์ (Measuring Vocabulary Size) เป็นการวัดความรู้ผู้เรียนว่ามี ความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ที่เรียนแล้วอยู่ในระดับใด ข้อสอบจะมาจากการสุ่มคำศัพท์ที่ปรากฏในพจนานุกรมหรือ คำศัพท์ในบัญชีคำศัพท์ และหลังการทดสอบจะนำคะแนนที่ได้มาคำนวณด้วยสูตร ดังนี้ วงความรู้คำศัพท์ = จำนวนคำที่ถูกต้อง x จำนวนคำศัพท์ในพจนานุกรมจำนวนข้อสอบทั้งหมด 1.2 การวัดวงความรู้คำศัพท์เฉพาะกลุ่ม (Measuring Knowledge of Particular Group of Words) เป็นการวัดผลเพื่อให้ทราบว่า นักเรียนรู้คำศัพท์ในระดับใด เพียงพอหรือเหมาะสมกับระดับที่จะเรียน หรือไม่ เช่น ผลจากการวัดพบว่านักเรียนมีความรู้คำศัพท์ระดับที่ 2 ของหนังสือ Longman Structure Reader จำนวน 500 คำ หมายความว่านักเรียนจะมีความสามารถที่จะอ่านหนังสือฉบับนั้นได้ในระดับที่สองหรือต่ำกว่า 2. การทดสอบ (Testing) เป็นการทดสอบที่มักพบในการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้คำศัพท์ แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 2.1 การทดสอบการนําคำศัพท์ (Recognition) เป็นการวัดนักเรียนว่าสามารถจำค่าที่เรียนไป ได้มากน้อยเพียงใด การทดสอบแบบนี้จะง่ายกว่าการทดสอบการระลึกได้ เพราะในการสอบจะมีคำตอบที่นักเรียน นึกอยู่ปรากฏให้เห็น เช่น ให้นักเรียนเขียนคำแปลหรือเลือกคำแปล คำคล้องจองความหมาย หรือรูปภาพให้ตรงกับ คำศัพท์ที่ปรากฏ 2.2 การทดสอบการระลึกได้ (Recall Test) เป็นการวัดนักเรียนว่าสามารถจำคำศัพท์ที่เรียน ไปได้มากน้อยเพียงใด นักเรียนจะต้องเขียนหรือพูดคำตอบเองโดยไม่มีตัวเลือกให้เห็น เช่น การให้นักเรียนเขียน คำศัพท์ที่ได้เรียนไปตอนท้ายชั่วโมง 3. การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้คำศัพท์ (Achievement Test) เป็นการวัดความรู้จากการเรียน คำศัพท์ ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการสอนภาษาในรายวิชาที่นักเรียนได้เรียน โดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ
16 เพื่อเป็นการประเมินว่านักเรียนเกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่เรียนไปแล้วหรือไม่ และเป็นส่วนที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการ เรียนรู้ที่ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้น แบบทดสอบที่จะใช้ควรมีลักษณะ ดังนี้ 3.1 ต้องไม่เป็นการทดสอบคำโดดหรือคำเพียงคำเดียว เนื่องจากผลการเรียนแต่ละรายวิชา นักเรียนมักจะมีโอกาสได้พบและใช้คําศัพท์ในบริบทที่เป็นภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นประจํา 3.2 สามารถให้คะแนนได้ง่าย เช่น แบบทดสอบแบบโคลซ (Cloze Test) หรือ จับคู่ 3.3 ถ้าเป็นแบบเติมหรือเลือกคําตอบ คําตอบต้องเหมาะสมกับความรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนไปแล้ว 3.4 เป็นแบบทดสอบที่ผู้สอนสามารถสร้างได้ ไม่ควรยากหรือมีกระบวนการสร้างซับซ้อน เกินไป 3.5 จํานวนข้อในแต่ละแบบทดสอบต้องเหมาะสมกับเวลา แสงระวี ดอนแก้วบัว (2558: 203-204) การสอนและการทดสอบเป็นสิ่งควบคู่กันในการใช้เรียนการ สอนภาษาต่างประเทศ จนถือได้ว่าการทดสอบเป็นทักษะอย่างหนึ่งของการสอน ดังนั้น รูปแบบของการทดสอบจึง ต้องสอดคล้องกับรูปแบบการสอน ลักษณะการออกข้อสอบเพื่อทดสอบคําศัพท์ในระดับต้น สรุปได้ดังนี้ 1. เลือกคําศัพท์ให้ตรงกับความหมายที่กําหนดให้ 2. ฟังคำศัพท์แล้ววงกลมล้อมรอบที่ถูกต้อง 3. ดูภาพแล้วอ่านออกเสียงคำศัพท์ 4. ครูอ่านคำศัพท์เป็นคู่ ถ้าคู่ใดเป็นคำเดียวกัน ให้เขียนเครื่องหมายถูกและถ้าคู่ใดเป็นคนละคำให้ เขียนเครื่องหมายผิด 5. ฟังครูออกเสียงคำศัพท์แล้วเลือกภาพที่ถูกต้อง 6. วาดภาพแสดงความหมายของคําศัพท์ที่ครูบอก 7. ระบายสีภาพตามคำศัพท์ที่ครูบอก สรุปได้ว่า เป็นการวัดนักเรียนว่าหลังจากที่นักเรียนได้เรียนคำศัพท์ไปแล้วนั้น มีความสามารถด้านการรู้จำ เข้าใจ นำไปใช้ได้มากน้อยเพียงใด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ จึงวัดและประเมินผล การเรียนรู้คำศัพท์ด้วยการวัดที่หลากหลาย เช่น การทดสอบ เช่น การทดสอบความสามารถด้านคำศัพท์ (Proficiency Test) การทดสอบ (Testing) และการวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้คำศัพท์ (Achievement Test) จา การวัดและประเมินนี้สามารถนำไปปรับปรุงและพัฒนาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงในการเรียนการสอนได้
17 3.แนวคิดกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P 3.1 ความหมายของกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P การเรียนรู้แบบ 2W3P หรือเรียกอีกแบบได้ว่า วิธีการสอน ZW3P จากการศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้อง มี ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความหมายของจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ดังนี้ สำนักศึกษานิเทศก์และพัฒนามาตรฐานการศึกษา (2542:25) ได้อธิบาย ถึง การจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P ว่าเป็นวิธีการสอนภาษาตามแนวการสอนเพื่อการสื่อสารเป็นการ ประยุกต์มาจากวิธีการสอน ตามแนวการสอน ภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching: CLT) เป็นวิธีที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่ง วิธีการสอนนี้ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ ภาษาที่เรียนในการสื่อสาร อันได้แก่การใช้ทักษะทั้ง 4 ด้าน คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน โดยสามารถ เลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพ สังคมอีก รูปแบบหนึ่ง ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียมหรือขั้นเข้าสู่บทเรียน (Warm up) เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อให้ ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะ เรียนเนื้อหาใหม่ อาจจะเป็นการทบทวนเนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้วหรืออาจเป็นการนำเข้าสู่เนื้อหาใหม่ที่กำลังจะ เรียนต่อไป กิจกรรมที่ใช้ในขั้นตอนนี้อาจจะเป็นเพลง เกม นิทาน การสนทนา หรือการแสดงต่าง ๆ เป็นต้น ๆ ขั้นที่ 2 ชั้นการนำเสนอ (Presentation) เป็นการให้ตัวป้อนภาษา (Language Input) แก่ผู้เรียนที่เป็น ตัวอย่างภาษาที่ใช้ในชีวิตจริงและตัวอย่างภาษาที่ครูผู้สอนเลือกใช้ ใน ห้องเรียนครูผู้สอนแสดงบทบาทเป็นผู้ให้ ข้อมูล (Informant) และให้ผู้เรียนมีหน้าที่ฟังและสังเกต ขั้นที่ 3 ขั้นฝึก (Practice) เป็นการฝึกภาษาในสถานการณ์เดียวกันกับที่ ครูผู้สอน นำเสนอ ในขั้นที่ นำเสนอ (Presentation) ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาใน สถานการณ์ที่เสมือนจริง ครูผู้สอน แสดงบทบาทเป็นผู้ควบคุม (Conductor) ในการฝึกภาษาของ ผู้เรียน และผู้เรียนมีหน้าที่ในการฝึกและมีส่วนร่วม ในกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นที่ 4 ขั้นนำไปใช้ (Production) ต้องออกแบบกิจกรรมเพื่อให้นักเรียน ได้ใช้ ภาษาในการสื่อสารใน สถานการณ์เหมือนจริง และเป็นสถานการณ์ใหม่ (New Situation) อาจจะ คล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่ครูสอนได้ นำเสนอไปแล้วทั้งนี้เพื่อส่งเสริมผู้เรียนได้เรียนรู้ภาษาที่ เขาได้ เรียนรู้มาแล้วทั้งในส่วนที่ได้เรียนรู้แล้วในชั่วโมง ก่อนๆ และในชั่วโมงที่กำลังเรียนอยู่ ครูผู้สอน แสดง บทบาทเป็นผู้ให้แนะนำ (Advisor) คอยแนะนำและช่วยเหลือ ผู้เรียนในการนำภาษาไปใช้ ขั้นที่ 5 ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้สรุป สาระสำคัญของบทเรียน กิจกรรมที่ จัดขึ้นในขั้นตอนนี้อาจเป็นเพลง เกม การทำแบบฝึกหัดต่างๆ หรือ การมอบหมายงาน เป็นต้น วศยา เอกวิลัย (2558 : 369-370) มีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับสำนัก ศึกษานิเทศก์และพัฒนามาตรฐาน การศึกษา แต่จะประเด็นที่แตกต่างออกไปดังนี้
18 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up/Lead in) มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเกิด ความ พร้อมและ อยากเรียนในบท ใหม่ เมื่อสังเกตว่าผู้เรียนมีความพร้อม เกิดความสนุก และสนใจอยาก เรียนแล้ว ก็เริ่มดำเนินการเรียนในเนื้อหา ต่อไป กิจกรรมที่กำหนดไว้ในขั้นนี้มีหลากหลาย เช่น เล่นเกม ปริศนาคำทาย เพื่อทบทวนความรู้เดิม ขั้นนำเสนอ (Presentation) ผู้สอนจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่ผู้เรียน มีการ นำเสนอคำศัพท์ใหม่ โครงสร้าง ทางไวยากรณ์ เนื้อหาใหม่ ให้เข้าใจทั้งรูปแบบและความหมาย กิจกรรมจะประกอบด้วยการให้ฟังเนื้อหาใหม่ ให้ นักเรียนฝึกพูดตาม ในขั้นนี้ผู้สอนจะต้องเป็น แบบอย่างที่ถูกต้องในการออกเสียง คือ Informant (ผู้ให้ความรู้) รูปแบบของภาษาจึงเน้นที่ความ ถูกต้อง (Accuracy) เป็นหลัก ขั้นฝึก (Practice) ในขั้นนี้ผู้เรียนจะได้ฝึกภาษาที่เรียนมาแล้วในขั้นนำเสนอ โดย มีวัตถุประสงค์ให้ผู้เรียน ได้ใช้ภาษาที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เน้นเรื่องของการใช้ภาษาให้คล่องแคล่ว (fluency) รูปแบบการฝึก อาจเป็นการ ฝึกทั้งชั้น เป็นกลุ่ม เป็นคู่ หรือรายบุคคล ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้สอน จะแก้ไขข้อผิดพลาดในการใช้ภาษา ควรทำหลังการ ฝึก ขั้นการใช้ภาษา (Production) ให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษามาใช้ในสถานการณ์ ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมที่ หลากหลาย เพื่อความคล่องแคล่วประกอบกับความสนุกสนาน ผู้สอนคอยให้ ความช่วยเหลือ ถ้าผู้เรียนผิดพลาด อย่าขัดจังหวะ ให้ปล่อยไปก่อน เพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกสบายใจ ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนใน แต่ละชั่วโมง จุดประสงค์ คือ เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนแล้ว กิจกรรมที่เสนอแนะไว้อาจจะเป็นการนำเสนอ รายงานของกลุ่มทำแบบฝึกหัดเพื่อ สรุปความรู้ สรุปได้ว่า กระบวนการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร เป็นแนวคิดเพื่อให้ผู้เรียนสร้างภาษาเพื่อการสื่อสารได้ โดยจะเน้นหลักไวยากรณ์ โดยผู้เรียนจะเรียนรู้ผ่านขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 2W3P 5 ขั้นตอน 3.2 กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2558 : 59) ได้ กล่าวถึงการจัดการ เรียนรู้แบบ 2W3P ว่าเป็นกระบวนการสอนไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร และ ในการ สอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Language Teaching) ถ้าปราศจากกฎเกณฑ์ และ โครงสร้างทางภาษา ความสามารถในการ สื่อสารของผู้เรียนจะถูกจำกัด ดังนั้นกระบวนการสอน ไวยากรณ์เพื่อการสื่อสาร มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up/Lead in) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเกิด ความพรจบแจทอยากรอ ยากเรียนในบทใหม่ เนื้อหาจะเชื่อมโยไปสสาระสำคัญของบทนั้น ๆ เมื่อ ครูผู้สอนเห็นว่านักเรียนมีความพร้อม เกิด ความสนุก และสนใจอยากเรียนแล้ว ก็เริ่มเรียนเนื้อหา ต่อไป กิจกรรมที่กำหนดไว้ในขั้นนี้มีหลากหลาย เช่น เลน เกม ปริศนาคำทาย เพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้ว
19 2.ขั้นนำเสนอ (Presentation) ในขั้นนี้ครูจะให้ข้อมูลทางภาษาแก่นักเรียน มีการ นำเสนอศัพท์ใหม่ โครงสร้างทางไวยากรณ์เนื้อหาใหม่ให้เข้าใจทั้งรูปแบบและความหมายกิจกรรมที่กำหนดไว้ประกอบด้วยการให้ฟัง เนื้อหาใหม ให้นักเรียนฝึกพูดตาม ในขั้นนี้ครูเป็นผู้ให้ความรู้ทาง ภาษาที่ถูกต้องและเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องในการ ออกเสียง คือ Informant (ผู้ให้ความรู) รูปแบบของ ภาษาจึงเน้นที่ความถูกต้อง (Accuracy) เป็นหลัก ในขั้น นำเสนอนี้เป็นการให้ผู้เรียนได้เข้าใจ ความหมาย (Meaning) ของไวยากรณ์ที่นำเสนอก่อนแล้วตามด้วยรู้จักรูปแบบ หรือโครงสร้างทางไวยากรณ์นั้น ๆ (Form) และจบลงด้วยการออกเสียง (Pronunciation) ดังนั้น ในขั้นนี้สามารถ ที่ จะ จดจำประเด็นสำคัญในการนำเสนอในรูปอักษรย่อคือ MFP 3. ขั้นฝึก (Practice) ในขั้นนี้นักเรียนจะได้ฝึกใช้ภาษาที่เรียนมาแล้วในขั้นนำเสนอ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ นักเรียนใช้ภาษาได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องการใช้ภาษาให้คล่องแคล่ว (Fluency) การฝึกอาจจะฝึกทั้งชั้น เป็นกลุ่ม เป็นคู่ หรือรายบุคคล ขั้นนี้เป็นโอกาสที่ครูจะแก้ไข ข้อผิดพลาดของนักเรียนในการใช้ภาษาซึ่งการแก้ไข ขอผิดพลาดนั้นควรทำหลังการฝึก หากทำระหว่าง ที่นักเรียนกำลังลองผิดลองถูกอยู่ ความมั่นใจที่จะใช้ภาษาใน คล่องแคล่วอาจลดลงได้ หรืออาจจะเป็น โอกาสใหนักเรียนได้ฝึกอย่างอิสระ (Learning by Doing) 4. ขั้นการใช้ภาษา (Production) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนนำคำหรือประโยค ที่ฝึกมาแล้วมาใช้ใน สถานการณ์ต่าง ๆ ในรูปแบบกิจกรรมหลากหลาย เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่ว (Fluency) และเกิดความ สนุกสนาน ในขั้นนี้เป็นขั้นที่เน้นนักเรียนเป็นผู้ทำกิจกรรม ครูคอยให้ความ ช่วยเหลือ ถานักเรียนผิดพลาด อย่า ขัดจังหวะ ให้ปล่อยไปก่อน เพื่อให้นักเรียนรู้สึกสบายใจ กิจกรรม ที่กำหนดไวมีหลากหลาย เช่น การเล่นเกม การ ทำชิ้นงาน การทำแบบฝึกการนำเสนอผลงาน 5. ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นขั้นสุดท้ายของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ใน แต่ละชั่วโมงจุดประสงค์ คือ เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนแล้ว กิจกรรมที่เสนอแนะไว้อาจจะเป็นการ นำเสนอ รายงานของกลุ่มทำแบบฝึกหัดเพื่อ สรุปความรู หรือเล่นเกมเพื่อทดสอบสิ่งที่เรียนมาแล้ว สรุปได้ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ 2W3P มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน (Warm up/Lead in) ขั้นนำเสนอ (Presentation) ขั้นฝึก (Practice) ขั้นการใช้ภาษา (Production) ขั้นสรุป (Wrap up) เป็นกระบวนการสอนภาษาเน้นไวยากรณ์เพื่อฝึกฝนให้ผู้เรียนเรียนรู้ภาษาโดยธรรมชาติ 4.แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง 4.1 ความหมายของสมุดภาพคำศัพท์ Edgar Dale (1969: 107) ภาพเป็นสื่อที่มนุษย์จดจำเรื่องราวจากการอ่านร้อยละ 10 ในขณะที่สามารถ จดจำเรื่องจากการมองเห็นได้ร้อยละ 30 ซึ่งภาพแสดงความน่าตื่นเต้น น่าสนใจและช่วยให้เราเข้าใจได้ดีกว่าสิ่ง อื่นๆ
20 Jerome Bruner (1966: 49) อ้างอิงใน วราพร พาโคกทม (2549.3) คือ การเรียนต้องเริ่มจาก ประสบการณ์จริงเช่น รูปภาพ เชื่อมไปสู่สัญลักษณ์ ดังนั้นสมุดภาพถือว่าเป็นสื่อ ที่มีประโยชน์ของมนุษย์ตั้งแต่อดีต และมีบทบาทมาเรื่อยๆ ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์ใช้ภาพ ในการส่งเสริมการเรียนรู้รวมถึงเพื่อความบันเทิง ต่างๆ สรุปได้ว่าความหมายของสมุดภาพคำศัพท์คือ สมุดที่ประกอบด้วยภาพและคำศัพท์ซึ่งเป็นสื่อที่มนุษย์สร้าง ขึ้น เพื่อให้มีประโยชน์ต่อมนุษย์ในการจดจำและเสริมการเรียนความเพื่อความบันเทิงต่างๆ 4.2 ความสำคัญของสมุดภาพคำศัพท์ Jerome Bruner (1966: 49) อ้างอิงใน วราพร พาโคกทม (2549.3) ปัจจุบันภาพต่าง ๆ เข้ามามีส่วนใน ชีวิตประจำวันเรามากเช่นตาม นิตยสารหรือสื่อ ประเภทต่าง ๆ ทำให้เรามีความจำเป็นต้องแปลความหมาย สร้างสรรค์ภาพเพื่อสื่อความหมายให้ ๆ ถูกต้อง ภาพเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับภาษาพูดและเขียนเนื่องจากสามารถ ใช้สื่อสารได้เป็นอย่างดีช่วย อธิบายอะไรที่เป็นนามธรรมให้ชัดเจนยิ่งขึ้นการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้อ่าน ภาพนับเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้การอ่านภาพ สามารถทำให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ ดังนี้ 1. ช่วยเพิ่มความชำนาญต่าง ๆ ทางด้านภาษาพูดและภาษาเขียน 2. ส่งเสริมการแสดงออกและการจัดหรือเรียงลำดับความคิด 3. ช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นและความสนใจวิชาต่าง ๆ แก่ผู้เรียน 4. เป็นการช่วยให้ผู้เรียนที่ด้อยความสามรถเกิดการเรียนรู้เนื่องจากในบางครั้งไม่สามารถใช้ วิธีการสอนแบบปกติได้ 5. ช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองและทำให้มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับโลกภายนอกได้ 6. รินทร์ชัย พัฒนพงศา (2542: 159) ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและสามารถพึ่งพา ตนเอง กล่าวเสริมถึงสื่อภาพไว้อีกว่าภาพจะจูงใจ ยั่วยุ การรับสารได้ดี โดยเฉพาะภาพถ่ายและภาพวาดที่ดี ภาพถ้า เขียนได้ดีหรือใช้ภาพถ่ายจะดีกว่า ตัวอักษรบรรยายและทำให้แปลความหมายถูกต้องยิ่งขึ้น เพราะถึงแม้จะเป็นผู้ พยายามใช้คำพูดแทน แต่คงไม่ลึกซึ้งเท่ากับการเห็นภาพ นอกจากนั้นภาพจากหนังสือ จะช่วยให้จำข่าวสารได้ ดีกว่าตัวอักษร และหากว่าเนื้อเรื่องซับซ้อนการใช้สื่อภาพจะต้องมีความจำเป็นมากเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ สรุปได้ว่าความสำคัญของสมุดภาพคำศัพท์ คือ สมุดภาพคำศัพท์ในปัจจุบันเข้ามามีส่วนร่วมใน ชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้นสมุดภาพคำศัพท์นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ได้โดยธรรมชาติและสามารถจดจำสิ่งที่ เรียนรู้ได้นานกว่าปกติ
21 4.3 วิธีการสอนสมุดภาพคำศัพท์ สุจริต ถาวรสุข (2512: 122 – 123) วิธีการสอนสมุดภาพคำศัพท์ เป็นกิจกรรมที่มีกระบวนการที่นักเรียน มีโอกาสได้ใช้ ทักษะด้านต่างๆ สัมพันธ์กับเนื้อหาทางภาษาโดยธรรมชาติ ในโครงงานภาษาอังกฤษ นักเรียนได้ใช้ ความรู้ ทางคำศัพท์ ไวยากรณ์และความรู้ ด้านอื่นๆ มาฝึกฝนในระหว่างขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Process) จน สำเร็จออกมาเป็นสมุดภาพคำศัพท์ (end product) ซึ่งก็หมายถึง เป็นกิจกรรมที่เน้นให้ ผู้เรียนรู้จากการกระทำสิ่ง ต่างๆ ด้วยตนเอง (Learning by doing) นอกจากนี้ นักเรียนยังเป็นผู้ ปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เป็นผู้สรุป และ สร้างองค์ความรู้ ด้วยตนเอง จากการสื่อความหมายของ คำศัพท์ในรูปแบบของการวาดภาพหรือเขียนประโยคซึ่ง สอดคล้องกับทฤษฎีความจำ ที่ว่าความสนใจเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการจำ การที่คนเราจะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดี หรือไม่นั้นเบื้องแรกอยู่ที่ความสนใจของผู้เรียนว่ามีความสนใจจริงจังแค่ไหน ถ้าสนใจจริง ตั้งใจและลง มือกระทำ ปฏิบัติจริงๆ ย่อมจะทำให้จำเนื้อหาแห่งวิทยาการนั้นได้ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น นักจิตวิทยา จึงมักยืนยันเสมอว่า ความสนใจและตั้งใจจริงเป็นของคู่กับความจำเสมอดังสุภาษิตอังกฤษที่ว่า “ The true art of memory is the art of attention.” ซึ่งก็หมายถึงศิลปะแห่งความทรงจำอันแท้จริงก็ คือศิลปะแห่งความสนใจนั้นเอง นอกจากนี้ยัง สอดคล้องกับคำกล่าวของ ลัดดา ภู่เกียรติ (2544: 22) ที่ว่าการเรียนรู้ในรูปแบบของโครงงานเป็นการจัดโอกาสให้ นักเรียนได้สรุป ความรู้ ความเข้าใจ ความชำนาญที่มีอยู่มาประยุกต์ได้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือทำ และ สร้างสรรค์สมุดภาพคำศัพท์ของตนเองโดยการเป็นผู้สร้างความรู้บ้าง แทนที่จะเป็นผู้รับความรู้แต่ เพียงฝ่าย เดียวดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่ากิจกรรมการสอนคำศัพท์โดยใช้สมุดภาพคำศัพท์นั้นเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมและ พัฒนาทักษะด้านความจำของนักเรียนได้ เป็นอย่างดี สรุปได้ว่าวิธีการสอนสมุดภาพคำศัพท์ คือ เป็นวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ภาษาแบบธรรมชาติผ่านสมุด ภาพคำศัพท์โดยเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ภาษา โครงสร้างทางไวยากรณ์ และแสดงความสามารถของตนเองผ่านทักษะ ต่างๆ 4.4 ความหมายของเพลง มีนักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงความหมายของเพลงไว้แตกต่างกัน มีดังต่อไปนี้ Grenough (2000: 1) กล่าวว่า เพลงเป็นสื่อที่มีพลังในการนำเสนอความรู้ใหม่ ๆ และช่วยเสริมความ เข้มแข็งให้กับโครงสร้างที่ได้เรียนไปแล้ว และยังกล่าวอีกว่า เพลงสามารถเข้าสู่การรับรู้ของสมองโดยวิธีทางที่ แตกต่าง และคงอยู่ในสมองของเรา ได้ยาวนานกว่า เพลงสามารถกระตุ้นการรับรู้ของสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวา สุชา จันทร์เอม และสุรางค์จันทร์เอม (2534: 134) กล่าวว่าบทเพลงหมายถึง บทประพันธ์ที่มีทำนอง ใช้ ขับร้องหรืออาจมีดนตรีประกอบด้วย เพลงเป็นศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่าของคนทุกชาติเป็นสิ่งจรรโลงใจ ทำให้ บุคคลเกิดอาการคล้อยตามได้ง่ายที่สุด เพลงมีอิทธิพลต่อชีวิตอย่างยิ่ง เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ดังนั้นกิจการ และกิจกรรมต่าง ๆ ของวงการ จึงอาศัยเพลงเป็นสื่อนำทางไปสู่จุดมุ่งหมาย เพลงจึงมีความสำคัญต่อชีวิตและสังคม เราสามารถ นำเอาเพลงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอนได้ทุกสาขาวิชา และโดยธรรมชาติเด็กๆ มีความ
22 สนใจดนตรีและฟังเพลงอยู่แล้ว จะสังเกตได้จากพฤติกรรมการแสดงความพอใจเมื่อได้ยินเสียงเพลงกล่อมเน่ เด็ก จะมีท่าทางเป็นสุข เด็ก ๆ มักชอบร้องเพลงเพื่อความสนุกสนาน ไม่คำนึงถึงความถูกผิดหรือไม่รู้ความหมายของ เนื้อร้องก็ตามเพลงที่มีทำนองง่ายๆเด็กก็ชอบ ร้องซ้ำๆ จนร้องได้ถูกต้อง สรุปได้ว่า เพลง หมายถึง บทประพันธ์ที่มีเนื้อร้องมีทำนองเป็นดนตรีประกอบจังหวะ เพื่อให้บทเพลง ไพเราะน่าฟัง ทำให้ผู้ฟังมีความสุข สามารถนำเพลงมาสอนได้ทุกวิชา เพราะเด็กจะมีการตอบสนองได้เร็วและ เรียนรู้ได้ยาวนานกว่าเมื่อเรียนรู้ผ่านเพลง 4.5 ความสำคัญของกิจกรรมเพลง นักการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายท่านได้ให้ความสำคัญของกิจกรรมเพลงไว้ดังนี้ Griffee (1992) ที่กล่าวว่า กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้เพลงนั้นสามารถ ช่วยให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลาย สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน ช่วยให้นักเรียนเข้าใจวัฒนธรรมและคุณลักษณะของ เจ้าของภาษาและได้ความรู้พื้นฐานมากมาย ทั้งบริบททางสังคมและทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ในเนื้อหาของเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายนั้น ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ใช้ ประโยชน์จากเพลงทั้งในชีวิตประจำวันและในชั้นเรียนได้สะดวกมากยิ่งขึ้น Phillips (2002) เห็นว่า การนำเพลงที่อยู่ในสมัยนิยม หรือเพลงที่เป็น ที่ชื่นชอบและรู้จักกันดีมาใช้ในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะช่วยสร้างแรงจูงใจได้อย่างมาก ทุกคนมีประสบการณ์ที่เกี่ยวกับเพลง ซึ่งมักติดอยู่ ในความทรงจำจนยากที่จะลืมได้ดนตรีและจังหวะจะช่วยในการเลียนแบบการจดจำภาษาได้ง่ายกว่าการพูดอย่าง เดียว การสอนภาษา ด้วยเพลงจึงดูจะติดทนกว่าและยังสามารถกล่าวได้อีกว่า เพลงได้กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ของ ประสบการณ์ทางภาษาของมนุษย์และหากนำเพลงไปใช้ควบคู่กับบทเรียนทางภาษาแล้ว เพลงจะมีคุณค่าอนันต์ต่อ การเรียนการสอนภาษาในชั้นเรียน ด้วยเหตุผลทางเจตคติทางปัญญา 23 และทางภาษาศาสตร์ เพลงจึงเป็นสื่อ การสอนที่มีประสิทธิภาพและสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี กุศยา แสงเดช (2545: 136) กล่าวว่า เพลงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สําหรับการสอน ภาษาได้เป็นอย่างดี เพราะธรรมชาติของนักเรียนชอบการร้องเพลงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การร้อง เพลงทำให้นักเรียนได้เปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้บทเรียนมีชีวิตชีวา บทเพลงที่นำมาฝึกนั้นจะช่วย เกี่ยวกับการออกเสียงคำศัพท์ให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดความเครียด เกิดอารมณ์สุนทรี สรุปได้ว่า เพลงเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างมากต่อการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพลงสามารถช่วน ในการเลียนแบบและการจดจำภาษาได้ง่ายกว่าการพูด การนำเพลงมาใช้ในการสอนภาษาอังกฤษทำให้เกิดความ สนุกสนาน ช่วยในเรื่องของการจดจำคำศัพท์การออกเสียงคำศัพท์รวมถึงสร้างความมั่นใจได้มากขึ้น
23 4.6 รูปแบบของเพลง เรืองศักดิ์อัมไพพันธ์(2548: 335-340) บทเพลงที่เป็นแบบแผนซึ่งพบได้ในดนตรีตะวันตกหรือดนตรี คลาสสิกมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ดังนี้ 1). เพลงบัลลาร์ด (Ballad) เป็นบทเพลงที่เล่าเกี่ยวกับนิทาน ซึ่งแต่ละท่อนจะมีทำนองเดียวกัน ทุกท่อน บทที่เรียกนิทานโคลง (Verse) และบางครั้งใช้เล่าเรื่องราวความ รู้สึก ต่าง ๆ เช่น รัก ดีใจ เสียใจ 2). เพลงแคโรล (Carol) เป็นบทเพลงเก่าโบราณ ใช้ร้องในเทศกาลต่าง ๆ เพื่อ สร้างความ สนุกสนาน โดยเฉพาะเทศกาลคริสต์มาส 3). เพลงบลู(Blue) เป็นบทเพลงของชาวผิวดำที่ทำงานเป็นทาสในสหรัฐอเมริกา ในระหว่าง ศตวรรษที่ 17 ถึงต้นศตวรรษที่ 19 สาระของเพลงเกี่ยวกับสภาพงาน การเรียกหา อิสรภาพ ความทุกข์ ยากต่าง 4). เพลงคลาสสิก (Classic) เป็นดนตรีที่มีความงามไพเราะในเรื่องของเสียง โดยที่ผู้ประพันธ์ เพลงได้ประพันธ์ขึ้น มุ่งเน้นในเรื่องความไพเราะมีคุณค่าในความงามของศิลปะ 5). เพลงโฟล์คซอง (Folk Song) เป็นเพลงร้องเพื่อความบันเทิงมีเนื้อหาเรียบ ง่าย เล่าเรื่อง เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมของชาวบ้านทั่วๆไป 6). เพลงแจ๊ส (Jazz) เป็นเพลงที่มีต้นกำเนิดจากชาว Afro-American ใช้เทคนิค การขับร้องและ บรรเลงของนักร้องและนักดนตรีในการยึดเสียง และการลงน้ำหนักเสียง 7). เพลงร็อค (Rock) เป็นเพลงที่มีจังหวะการขับร้องและการบรรเลงที่เร่งเร้า กระแทก มุ่งเน้น ความสนุกสนาน สรุปได้ว่า เพลงที่ใช้ในการขับร้องมีหลากหลายประเทศ มีท่วงทำนอนและคำร้องที่แตกต่างกันออกไป มี เอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละประเภท มุ่งเน้นในเรื่องของความไพเราะ สร้างความสนุกสนาน รวมถึงเป็นตัวกลาง สื่อถึงความรู้สึก 4.7 บทบาทของเพลงต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ในการจัดการเรียนการสอน วิธีหนึ่งที่จะช่วยนักเรียนให้มีความสนใจเรียนมากขึ้นคือ การใช้เพลง ประกอบการสอน เพราะบทเพลงจะช่วยให้นักเรียนได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลินและมีเจตคติที่ดีต่อบทเรียน นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความสำคัญในบทบาท ของเพลงต่อการเรียนการสอนภาษาอังกฤษดังนี้ Brown (1997: 350-352) กล่าวว่า เพลงช่วยให้นักเรียนเกิดการผ่อนคลาย ความตึงเครียด และช่วยใน การสนับสนุนให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้การทำงานอย่างมีความสุข Laroy (1993: 11) กล่าวว่าเพลงช่วยในการสร้างบรรยากาศในห้องเรียนภาษาได้อย่างดี
24 Medina (1993) ได้กล่าวว่า เพลงและดนตรีช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างสร้างสรรค์ เพราะ นักเรียนเรียนอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนาน ไม่ตึงเครียด อีกทั้งกิจกรรมเพลงเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ใช้กันอย่าง กว้างขวางในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเนื่องจากเพลงมีส่วนช่วยในการเรียนรู้ภาษาที่สอง ซึ่งจากรายงานการ วิจัย พบว่าเพลงมีผลในแง่บวกในการเรียนทั้งภาษาที่หนึ่งและภาษาที่สอง สร้อยนภา อิ่มสมบูรณ์ (2541: 91) ได้กล่าวว่า การสอนเพลงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผู้สอนอาจนำมาใช้ในการ นำเข้าสู่บทเรียนหรือเสริมบทเรียน หรือเมื่อผู้สอนสังเกตเห็นนักเรียน เริ่มเบื่อหรือเครียดในระหว่างนั่งเรียนตาม หลักสูตรก็จะนำเพลงเข้ามาใช้ในชั้นเรียนเพื่อเปลี่ยน บรรยากาศในการเรียนได้ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอน ในระดับประถมศึกษาในปัจจุบันมุ่งให้นักเรียน ได้เรียนอย่างมีความสุข ร่าเริง แจ่มใส มีชีวิตชีวา เรียนรู้วิชาการ ควบคู่กับการมีคุณธรรมรวมทั้ง ให้โอกาสนักเรียนได้มีส่วนร่วมและแสดงออกมากที่สุด เพลงจัดเป็นสื่อที่เหมาะสม กับนักเรียน มาก จะเห็นจากการที่มีผู้ทำการวิจัยสำรวจถึงการใช้เพลงประกอบการสอน สรุปได้ว่า เพลงมีบทบาทต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างมาก เพลงช่วยสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้เด็ก ไม่เครียด ได้เรียนรู้อย่างมีความสุข เกิดความผ่อนคลายในการเรียน เด็กได้เรียนรู้ไปพร้อมกับความสนุกสนาน มี ชีวิตชีวา เพลงจึงเป็นสื่อที่เหมาะสมกับนักเรียนมาก 4.8 ลำดับขั้นตอนในการใช้เพลงประกอบการสอนภาษาอังกฤษ ในการใช้เพลงประกอบการสอนภาษาอังกฤษนั้นนักการศึกษาได้เสนอลำดับขั้นตอน ในการใช้เพลงเพื่อ ประกอบการสอนภาษาอังกฤษ ดังนี้ สุมิตรา อังวัฒนกุล (2536) ได้เสนอขั้นตอนการนําเพลงมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน โดยอธิบายการใช้ เพลงในขั้นสอนและขั้นการประเมินผล ดังนี้ 1) ขั้นสอน ผู้สอนสามารถแจกเนื้อเพลง แล้วอธิบายศัพท์ สํานวณ หรือโครงสร้างไวยากรณ์ เปิดเพลงให้ ฟังพร้อมดูเนื้อเพลงตามไปด้วย เปิด เพลงให้ฟังครั้งที่ 2 อาจให้ทําท่าประกอบก็ได้ หลังจากนั้นถามคําถามทั่วไป เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกฟังหรือ ถามตอบ และเปิดเพลงให้ฟังครั้งที่ 3 แล้วให้ผู้เรียนร้องตาม 2) ขั้นการประเมินผล ผู้สอนสามารถทํา ได้โดยเก็บเนื้อเพลงทั้งหมดแล้วแจกเนื้อเพลงที่ผู้สอนได้เว้นคํา ว่างไว้เพื่อให้ผู้เรียนเติมขณะฟังเพลงอีก ครั้งหนึ่ง จากนั้นถามคําถามจากเนื้อเรื่องของเพลง (Comprehension) อาจตอบปากเปล่าหรือ แบบตัวเลือก (Multiple choices) หรือแบบเติมลงในช่องว่างก็ได้ หรือใช้คําถามปลายเปิด (Open-ended questions) เพื่อให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น โดยมีผู้สอนคอยควบคุมชั้นเรียน 3) สรุปได้ว่าผู้เรียนพูดเนื้อเพลงทีละวรรค ผู้สอนอธิบายเพิ่มเติม จากนั้น ผู้สอนร้องเพลงให้ฟังหนึ่งจบ เพื่อให้ผู้เรียนฟังทํานองและให้ผู้เรียนร้องตามทีละวรรค และสุดท้ายร้อง เพลงพร้อมกันและร้องซ้ําให้คล่อง สอดคล้องกับ อวยชัย ผกามาศ (2542) เสนอขั้นตอนการนําเพลงไปใช้ประกอบการสอน ซึ่งผู้สอนจะปรับ ใช้ได้ตามความเหมาะสม ดังนี้ ผู้สอนร้องให้ผู้เรียนฟังหรือเปิดเพลงให้ฟัง 1-2 รอบ ผู้สอนร้องนําและให้ผู้เรียนร้อง ตามทีละวรรค ต่อมาผู้สอนติดหรือเขียนเนื้อเพลงบนกระดานหรือทํา แถบเนื้อเพลง จากนั้นผู้สอนถามความเข้าใจ
25 หรือเน้นย้ําส่วนที่ต้องการเน้น การร้องเพลงควรมีการ ประกอบจังหวะ เช่น เคาะหรือปรบมือ ตามความเหมาะสม หรืออาจมีท่าประกอบด้วยก็ได้ เจียรนัย พงษ์ศิวาภัย (2539) ได้เสนอว่าผู้สอนควรใช้เพลงเป็นเครื่องมือเพิ่มพูน ประสบการณ์ โดยจัด กิจกรรมต่างๆ ได้แก่ เล่าเรื่องหรือเล่าเรื่องที่สร้างขึ้นใหม่เกี่ยวกับเพลง เขียน เรื่องราวเกี่ยวกับเพลง ดัดแปลง เนื้อหาเป็นบทสนทนาสั้นๆ นําแบบประโยคในเพลง หรือนําประโยค ดีๆ มาฝึกโครงสร้างทางไวยากรณ์ หาคําใหม่ มาแทนในเพลง หรือประโยคดีๆ มาฝึกโครงสร้างทาง ไวยากรณ์ แสดงท่าทางประกอบจังหวะ สนทนาซักถาม เกี่ยวกับเนื้อเพลงเหมือนกับถาม – ตอบใน การอ่านเพื่อความเข้าใจ และเขียนเนื้อเพลงลงสมุด สร้อยนภา อิ่มสมบูรณ์ (2541) ได้เสนอแนะขั้นตอนการสอนไวยากรณ์โดยใช้เพลง ดังนี้ 1) ตั้งจุดประสงค์ว่าผู้เรียนต้องทําอะไรได้จากการฟังเพลง โดยมีจุดประสงค์ปลายทาง และจุดประสงค์นํา ทาง โดยจุดประสงค์ปลายทาง คือ ข้อกําหนดที่ผู้เรียนต้องบรรลุเป้าหมาย จุดประสงค์นําทาง คือ ทักษะที่ผู้เรียน ต้องฝึกก่อน เช่น คําศัพท์ สํานวน ประเภทของเพลงที่ฟัง ประวัติของนักร้อง เป็นต้น 2) ขั้นดําเนินการสอน ผู้สอนเปิดเพลง แล้วให้ผู้เรียนสังเกตว่าเป็นเพลงกับอะไร ถามความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อเพลง หรือบอกคําที่ได้ยินบ่อยๆ ในเนื้อเพลง เป็นต้น 3) ขั้นการฝึก ได้แก่ ผู้สอนแจกเนื้อเพลง ฝึกอ่านออกเสียง ฝึกร้องเพลงพร้อมกันพร้อม ออกเสียงให้ ถูกต้อง ผู้เรียนฝึกคําศัพท์หรือโครงสร้างประโยคโดยการเล่มเกม หรือทําแบบฝึกหัด จากนั้นผู้สอนเฉลยคําตอบ 4) ขั้นการถ่ายโอน ให้ผู้เรียนเขียนเพลงในทํานองเดิม อาจดัดเพลงเนื้อเพลงเองก็ได้ 5) ขั้นประเมินผล ผู้สอนตรวจสอบความถูกต้องของงานที่มอบหมาย และสังเกต นพมาศ หงษาชาติ (2559: 74) ได้เสนอขั้นตอนการสอนไวยากรณ์โดยใช้เพลง คือ อันดับ แรก ผู้สอนแนะนําผู้แต่งเพลง จากนั้นผู้สอนแจกเนื้อเพลงให้นักเรียนหรือเขียนเนื้อเพลงบนกระดาน แล้วให้ผู้เรียน ฟังเพลงโดยการร้องหรือเปิดเทป จากนั้นผู้เรียนอ่านเพลงดังๆ พร้อมกัน เพื่อดูว่าผู้เรียน เข้าใจเนื้อเพลงหรือไม่ และร้องพร้อมกันหลายๆ รอบเพื่อเป็นการฝึกโครงสร้างไวยากรณ์ สุดท้ายให้ ผู้เรียนทําแบบฝึกหัดเพิ่มเติมที่ เกี่ยวกับไวยากรณ์ที่เรียนไป วราภรณ์ วราธิพร (2543) ได้เสนอขั้นตอนการสอนเพลงประกอบการเรียนการ สอน มีดังนี้ ขั้นแรก ทบทวน หรือแนะนําโครงสร้างไวยากรณ์ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลง หรืออธิบาย เนื้อหาของเพลง หรือใช้วัสดุอุปกรณ์ (visual Aids) หรือแสดงท่าทาง (action) และคําที่พ้องรูป หรือ พ้องเสียง ตลอดจนคําที่สัมผัสกัน ขั้นที่ 2 เปิดเพลงหนึ่ง รอบครั้งแรก เพื่อให้นักเรียนคุ้นเคย และก่อน จะเปิดโอกาสให้นักเรียนเห็นเนื้อเพลงทั้งหมด ควรนําเนื้อเพลงทีละ บรรทัดร้องแต่ละบรรทัดและให้ นักเรียนร้องตาม ควรบันทึกเพลงทิ้งช่วงแต่ละบรรทัด จากนั้นแจกเนื้อเพลงให้กับ เด็กนักเรียน เปิดเพลงอีกครั้งตั้งแต่ต้น ในช่วงแรกให้นักเรียนอ่านเนื้อเพลงตาม เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับจังหวะ
26 ทํานอง จากนั้นเปิดเพลงหลายๆครั้ง และชักชวนให้เด็กร้องเพลงด้วย หลังจากที่เด็กนักเรียนสามารถ จับทํานอง เนื้อร้องได้แล้ว นักเรียนก็สามารถร้องไปกับดนตรีที่ไม่มีเนื้อร้องหรือคาราโอเกะได้ ในช่วง แรกนักเรียนควรร้องเป็น กลุ่ม เมื่อมีความมั่นใจมากขึ้นจึงให้ร้องเป็นคู่หรือร้องเดี่ยว การใช้ดนตรีไม่มี เนื้อร้องหรือคาราโอเกะนั้นสามารถ นํามาใช้ได้อย่างหลากหลาย เช่น ให้นักเรียนแต่เนื้อร้องเพิ่มเติม หรือต่างไปจากเดิม ขั้นสุดท้าย นําเนื้อร้องมาสร้าง กิจกรรม เปิดโอกาสให้นักเรียนทํากิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพลง แสงระวี ดอนแก้วบัว (2558) ได้เสนอลําดับขั้นของการสอนไวยากรณ์โดยใช้เพลงไว้ คือ ให้นักเรียนร้องเพลง หรือเปิดเทปให้ฟัง 1-2 รอบ จากนั้นให้ดูเนื้อเพลงพร้อมอธิบายโครงสร้าง ไวยากรณ์หรือคําศัพท์ใหม่แล้วออกเสียง ครูอธิบายความหมายของเพลง และออกเสียงที่มีปัญหาให้ ผู้เรียนออกเสียงตาม จากนั้นร้องทีละประโยคให้ผู้เรียน ร้องตาม และสุดท้ายให้ร้องพร้อมกันหลายๆ รอบ ถ้าผู้เรียนกลุ่มใหญ่ ให้ร้องเป็นกลุ่มหรือเป็นแถว Horner, D. (1993) ให้แนวทางการใช้เพลงประกอบการเรียนการสอนไว้ 5 ขั้นตอน คือ 1). ขั้นการเลือกเพลง ผู้สอนอาจเลือกเองหรือให้ผู้เรียนเลือกเองก็ได้ โดยเพลงที่ผู้เรียน ชอบและ อยากเรียน 2). ขั้นการเตรียมการสอน เมื่อผู้สอนเลือกเพลงได้แล้ว สิ่งต่อไปคือพิจารณาว่าเพลง ที่เลือกนั้น เหมาะสมกับการจัดกิจกรรมหรือภาระงานแบบใด เช่น ใช้ในการสอนไวยากรณ์ หรือการ ออกเสียงหนัก เบา เป็นต้น 3). ขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน 4). ขั้นกิจกรรมการฟัง เช่น การเติมคำในช่องว่าง 35 การจินตนาการเนื้อหาในเพลง เป็นต้น 5). ขั้นกิจกรรมเสริม (Follow up) เป็นการบูรณาการกิจกรรมที่ หลากหลาย เช่น การอ่านโดยมี เพลงประกอบ การเขียนโดยการฟังจากเพลงแล้วเขียน การแสดง แสดงบทบาทสมมติหรือทำท่าประกอบ จังหวะ การอภิปราย เป็นต้น สรุปได้ว่าการใช้เพลงประกอบการสอนนั้น ครูอาจใช้ในขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นทำกิจกรรมการเรียนการ สอน หรือขั้นสรุปก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและอยู่ในดุลยพินิจของครู และในการร้องเพลงครูอาจเป็นคนร้อง หรือให้นักเรียนร้อง หรือเปิดเทปบันทึกเสียงให้ฟังก็ได้ ที่สำคัญอย่าลืมสนทนาถึงสาระสำคัญของเนื้อเพลง หรือ ข้อคิดข้อเตือนใจที่ได้จากเพลง หรือให้นักเรียนทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งหลังจากที่ได้ฟังเพลง โดยในการวิจัย ในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำขั้นตอนการสอนโดยใช้เพลงของHorner, D. (1993) มาเป็นแนวทางการใช้เพลงประกอบการ เรียนการสอน ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้นตอนคือ 1). ขั้นการเลือกเพลง 2). ขั้นการเตรียมการสอน 3). ขั้นการนำเข้าสู่ บทเรียน 4). ขั้นกิจกรรมการฟัง 5). ขั้นกิจกรรมเสริม
27 5.กระบวนการเรียนรู้แบบ 2W3P ร่วมกับสมุดภาพคำศัพท์และเพลง 5.1 การเลือกคำศัพท์ นันทพร คชศิริพงศ์ (2541 : 79) กล่าวถึงการเลือกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า ควรเลือกคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง กับประสบการณ์ที่ใกล้ตัวเด็กที่สุดมาสอน หัวใจของการสอนคำศัพท์ อยู่ที่การฝึกซ้ำจนผู้เรียนสามารถนำคำศัพท์ไป ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการได้อย่างคล่องแคล่ว โดยอัตโนมัติ แม็คกี้ (Mackey, 1997 : 176-190) และศิธร แสงธนู และคิด พงศ์ทัต (2541 : 13-14) ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับหลักการในการเลือกคำศัพท์มาสอนนักเรียน ดังนี้ 1. คำศัพท์ที่ปรากฏบ่อย (Frequency) หมายถึง คำศัพท์ที่ปรากฏบ่อยในหนังสือ เป็นคำศัพท์ที่ นักเรียนต้องรู้จัก จึงจำเป็นต้องนำมาสอนเพื่อให้นักเรียนรู้และใช้ได้อย่างถูกต้อง 2. อัตราความถี่ของคำศัพท์จากหนังสือต่าง ๆ สูง (Range) หมายถึง จำนวนหนังสือ ที่นำมาใช้ใน การนับความถี่ ยิ่งใช้หนังสือจำนวนมากเท่าไร บัญชีความถี่ยิ่งมีคุณค่ามากเท่านั้น เพราะคำที่จะหาได้จากหลาย แหล่ง ย่อมมีความสำคัญมากกว่าคำที่จะพบเฉพาะในหนังสือเล่มใด เล่มหนึ่งอย่างเดียว แม้ว่าความถี่ของคำศัพท์ที่ พบในหนังสือเล่มนั้น ๆ จะมีมากก็ตาม 3. สถานการณ์หรือสภาวะในขณะนั้น (Availability) คำศัพท์ที่เลือกมาใช้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ความถี่ เพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ด้วย เช่น คำว่า Blackboard ถ้าเกี่ยวกับห้องเรียน ครูต้องใช้คำนี้ แม้ จะเป็นคำที่ไม่ปรากฏบ่อยที่อื่น การณ์ด้วย เช่น คำ 4. คำที่ครอบคลุมคำได้หลายอย่าง (Coverage) หมายถึง คำที่สามารถครอบคลุม ความหมายได้ หลายอย่างหรือสามารถใช้คำอื่นแทนได้ 5. คำที่เรียนรู้ได้ง่าย (Lean ability) หมายถึง คำที่สามารถเรียนรู้ได้ง่าย เช่น คำที่คล้ายกับ ภาษาเดิม มีความหมายชัดเจน สั้น จำง่าย ลาโด (Lado, 1996 : 119-120) ได้เสนอเพิ่มเติมไว้ ดังนี้ 1. ควรเป็นคำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และความสนใจของผู้เรียน 2. ควรมีปริมาณของตัวอักษรในคำศัพท์เหมาะสมกับระดับอายุ และสติปัญญาของผู้เรียนเช่น ใน ระดับประถมศึกษาตอนต้น ก็ควรนำคำศัพท์สั้น ๆ มาสอน 3. ไม่ควรมีคำศัพท์มากเกินไปหรือน้อยเกินไปในบทเรียนหนึ่ง ๆ แต่ควรเหมาะสมกับ ๆวุฒิภาวะ ทางสติปัญญาขอ’ผู้เรียน 4. ควรเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนมีโอกาสนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นำไปพูดสนทนา หรือพบเห็น คำศัพท์นั้นตามป้ายโฆษณา เป็นต้น
28 5.2 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้วิจัยเลือกคำศัพท์โดยยึดตามการใช้งาน คือ คำศัพท์ที่ถูกดึงออกมา เพื่อทำการเชื่อมการเรียนรู้จะเป็นคำศัพท์ที่อยู่ใกล้ตัวนักเรียน เพื่อให้คำศัพท์เป็นไปอย่างมีจุดประสงค์ ขั้นตอนการ จัดการเรียนรู้คำศัพท์ยึดหลักการจัดการเรียนรู้ภายใต้ 5 ขั้นตอน คือ ขั้นนำ ขั้นนำเสนอ ขั้นฝึก ขั้นนำไปใช้ ขั้นสรุป แบ่งได้ดังนี้ 1. ครูเปิดเพลงเพื่อให้นักเรียนบันเทิงและได้ทราบเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นที่จะได้เรียนในชั่วโมง นั้นๆ ซึ่งเพลงที่จะเปิดในแต่ละชั่วโมงต้องเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่จะสอนด้วย 2. ครูสอนเนื้อหาที่จะเรียน โดยเน้นไปที่คำศัพท์ การออกเสียงคำศัพท์ และคามหมายของ คำศัพท์ 3. ครูให้นักเรียนทำใบงานที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับที่เรียนมา 4. ครูให้นักเรียนร่วมกับสร้างสมุดภาพคำศัพท์ประดิษฐ์โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มวาดรูปและเขียน คำศัพท์ที่สมาชิกภายในกลุ่มของตนจำได้ใส่ส่วนประกอบของสมุดภาพคำศัพท์ประดิษฐ์และตกแต่งให้สวยงาม 5. ครูวัดความเข้าในนักเรียนในขั้นสรุป โดยโชว์คำศัพท์ขั้นมาและให้นักเรียนอ่านด้วยตนเองและ บอกความหมาย 5.3 การวัดและประเมินผล ทำการวัดและประเมินผลภายใต้ 2 ประเด็น ดังนี้ 1. วัดและประเมินผลด้วยแบบสังเกตพฤติกรรมแบบไม่มีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการสังเกต ที่ผู้สังเกตไม่ได้มีส่วน ร่วมกับกิจกรรมของผู้ถูกสังเกต 2. วัดและประเมินด้วยการใช้แบบทดสอบ ได้แก่แบบทดสอบความสามรถด้านการ จำคำศัพท์ โดยวัดผล การเรียนรู้ 4 ด้าน ตามแนวคิดของคอล์ฟเฟอร์ (Klopfer, 1971) คือ 1) ด้าน ความรู้ความจำ 2) ด้านความเข้าใจ 3) ด้านการนำความรู้ไปใช้ จำนวน 30 ข้อ 30 คะแนน 5.4 เกณฑ์ในการพิจารณา เกณฑ์ในการพิจารณาวัดและประเมินผลด้วยแบบสังเกตพฤติกรรม มีดังนี้ 1. นักเรียนให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม 2. นักเรียนมีการตอบสนองต่อคำตั้งต้นที่ครูกำหนดให้ได้อย่างรวดเร็ว 3. นักเรียนมีการทำงานเป็นกลุ่ม เกณฑ์ในวัดและประเมินด้วยการใช้แบบทดสอบ 1.ใช้เกณฑ์การผ่าน 70% นักเรียนต้องทำแบบทดสอบให้ถูกต้องมากกว่า 21 ข้อ
29 6. ความคงทนในการจดจำคำศัพท์ 6.1 ความหมายของการจำ สุพล บุญทรง (2535: 229-230) กล่าวว่า ความจํา คือ ความสามารถของสมองที่ได้เก็บเรื่องราวหรือ ข่าวสารหรือข้อมูลต่าง ๆ ไว้ใช้ในเวลาต่อไป จากความหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ความจำไม่ได้มีเฉพาะในมนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาในลักษณะวัสดุอุปกรณ์เพื่อทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ก็ อาศัยหลักความจําของมนุษย์ ทำงานคล้าย ๆ กับสมองของมนุษย์เป็นระบบไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ อาทิ เครื่อง บันทึกเสียง วิดีโอเทปและเครื่องคอมพิวเตอร์ล้วนแต่มีความจำด้วยกันทั้งนั้น แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าสิ่งมีชีวิตกับสิ่ง ที่ไม่มีชีวิตจะมีความจําเหมือนกันแต่ความสามารถจะแตกต่างกัน เช่น 1. ช่วงเวลาของการเก็บความจำ เครื่องบันทึกเสียงหรือวิดีโอเทปจะบันทึกประมาณ 1 หรือ 2 ชั่วโมงตามขนาดของม้วนเทป เครื่องคอมพิวเตอร์เก็บได้ตามขนาดของหน่วยความจํามนุษย์กำหนดขึ้น แต่ความจำ ของมนุษย์ไม่มีขีดจำกัดเก็บไปจนตลอดชีวิต 2. การนำเอาสิ่งที่จําออกมาใช้ เครื่องบันทึกเสียงหรือวิดีโอเทปต้องเสียเวลาในการค้นหาสิ่งที่เรา ต้องการ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที แต่สิ่งที่มนุษย์จำไว้ เช่น สถานที่เกิดหรือวัน เดือน ปีเกิดของท่าน เมื่อมีคนถาม สามารถเรียกออกมาได้ภายในเวลาเพียงเศษส่วนของวินาทีเท่านั้น 3. เกี่ยวกับสิ่งที่จำ เครื่องบันทึกเสียงเก็บได้เฉพาะเสียง วิดีโอเทปเก็บได้เฉพาะเสียงกับภาพ เครื่องคอมพิวเตอร์เก็บได้เฉพาะข้อมูลที่เป็นตัวเลขหรือเป็นตัวหนังสือเท่านั้น แต่ความจำของมนุษย์สามารถเก็บได้ ทุกอย่างที่ประสาทสัมผัสสามารถสัมผัสได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือภาพหรือกลิ่นหรือรสก็ตาม 4. สมรรถภาพของการจํา เครื่องคิดเลขส่วนมากมี 9 หลัก เครื่องคอมพิวเตอร์มีเท่ากับความกว้าง ของจอภาพ แต่ของมนุษย์มีมากกว่า วรรณี ลิมอักษร (2543: 106) กล่าวว่า การจํา หมายถึง การบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ของสมองจากการ สัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วได้บันทึกไว้ในความทรงจํา ตลอดจนสามารถระลึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่าง ถูกต้องโดยมีความสามารถในการจำได้ดี และสามารถจำได้อย่างถูกต้องแม่นยำ จำได้ในปริมาณมากและจำได้อย่าง ยาวนาน สุรางค์ โค้วตระกูล (2556: 268) กล่าวว่า ความจำ คือ ความสามารถของสมองที่จะเก็บสิ่งที่เรียนรู้ไว้ได้ เป็นเวลานานและสามารถสืบค้นมาได้หรือระลึกได้ ความจำประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้ 1. การเรียนรู้และประสบการณ์เพื่อจะได้รับข้อมูลข่าวสารและทักษะต่าง ๆ 2. การเก็บ retention การเก็บสิ่งที่เรียนรู้และประสบการณ์ไว้ 3. การระลึกได้ซึ่งความรู้และประสบการณ์
30 4. สามารถเลือกข้อมูลข่าวสารหรือความรู้ที่มีไว้มาใช้ได้เหมาะสมกับสถานการณ์และเวลา สรุปได้ว่า ความจำ คือ สิ่งที่มนุษย์ได้รับจากการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้จากการจัด ประสบการณ์เรียนรู้นั้น ๆ โดยเกิดจากประสาทสัมผัสของผู้เรียนสัมพันธ์กับประสบการณ์ทำให้เกิดการรับรู้และการ เรียนรู้จัดเก็บเอาไว้ในสมองส่วนความทรงจำ โดยสามารถระลึกถึงสิ่งที่เรียนรู้เพื่อนำออกมาใช้ได้ 6.2 ระบบการจำ สุพล บุญทรง (2535: 230) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีคนเชื่อว่าความจำเป็นเรื่องกระบวนการเดียว แต่เขา สามารถแยกออกเป็น 3 ระบบย่อย คือ 1. ความจําที่เกิดจากการสัมผัส (sensory memory) 2. ความจำระยะสั้น (short term memory) 3. ความจําระยะยาว (long term memory) สุรางค์ โค้วตระกูล (2553: 268-271 ) กล่าวว่า Wanington เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Memory System ใน การเสนอผลงานวิจัยต่อการประชุมของผู้เชี่ยวชาญที่ทำการวิจัย เกี่ยวกับความจำในหัวข้อชื่อว่า Neuropsychological evidence for multiple memory system ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ความจำระยะสั้นและ ความความจำระยะยาวมีระบบประสาท จิตวิทยาแตกต่างกัน เช่นเดียวกับความจำระยะยาว 2 ประเภท คือ ความจำซีแมนติก Semantic Memory และความจำเอปปิโซดิก Episodic Memory ก็มีความแตกต่างกันทาง ระบบประสาท และจิตวิทยาด้วย ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับความจำจากทุกแขนง ได้ยอมรับว่า ความจำมีหลายระบบและได้แบ่งความจำเป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ แต่การให้ชื่อระบบความจำยังมีความแตกต่างกัน แม้ว่าความหมายจะตรงกัน 1. ระบบความจำ Explicit memory เป็นความจำที่ผู้จำรู้ตัวมีสติ หรือตระหนักรู้ในขณะที่รำลึก ถึงความจริง เหตุการณ์ ข้อเท็จจริงที่เคยเรียนรู้ หรือประสบการณ์ทดสอบด้วยการระลึก เช่น ข้อสอบประเภท ความจำประเภทนี้ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เติมคำและการจดจําได้ เช่น ข้อสอบประเภทแบบเลือกคำตอบ 2. ระบบความจำ Implicit memory เป็นความจำที่ผู้จำไม่รู้ตัวหรือไม่สามารถตระหนักรู้ว่าจำได้ ความจำประเภทนี้แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 2.1 ความสามารถที่จะทำงานหรือแสดงออกด้วยการกระทำเกี่ยวกับงานที่ต้องใช้ทักษะ ไม่ว่าจะเป็นทักษะทางด้านการรับรู้ หรือทักษะทางด้านการรู้ คิด หรือทักษะทางมอเตอร์
31 2.2 ความสามารถที่จะจำได้ถือได้รับการเอื้อ โดยการให้เครื่องชี้แนะอย่างไม่เต็มที่ ซึ่ง ทางจิตวิทยาเรียกว่า Primimg ตัวอย่างเช่น ถ้าให้คนไข้ที่เป็นโรค Ammnesia ดูคำ “ประตู” คนไข้จะจำไม่ได้เอง แต่ถ้าให้เครื่องชี้แนะ ประ - คนไข้จะต่อได้ว่า ประตู เป็นต้น 2.3 ความสามารถที่จะจดจำได้ โดยการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก ความคิดความจำ ประเภทนี้มักจะเป็นความจำทางด้านอารมณ์ สรุปได้ว่า ระบบการจำ คือ ระบบที่มนุษย์มีการกระทำต่อสิ่งต่าง ๆ เพื่อที่จะจดจำได้โดยที่ไม่ลืม ระบบการจําแบ่งออกได้ 3 ระบบ คือ 1. ความจําที่เกิดจากการสัมผัส (sensory memory) 2. ความจำระยะสั้น (short term memory) 3. ความจำระยะยาว (long term memory) 6.3 ความคงทนในการจำ ความหมายของความคงทนในการจำ สุรางค์ โค้วตระกูล (2553: 241) กล่าวว่า กระบวนการจดจำ (Retention Process) บันดูรา อธิบายว่า การที่ผู้เรียนหรือผู้สังเกตได้สังเกตพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งแล้วบันทึกพฤติกรรมนั้นไว้ในความทรงจำระยะยาว จะทำให้สามารถเลียนแบบพฤติกรรมนั้นได้ อาจจะเลียนแบบได้ทั้งหมดหรือพฤติกรรมบางอย่างเท่านั้น บันดูรา พบว่าผู้สังเกตสามารถอธิบายพฤติกรรม หรือการกระทำของตัวแบบด้วยคำพูด หรือสามารถมีภาพพจน์สิ่งที่ตน สังเกตไว้ในใจ จะเป็นผู้สามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้โดยการสังเกตได้ดีกว่าผู้ที่เพียงแต่ดูเฉย ๆ หรือทำงานอื่นในขณะที่ ดูตัวแบบไปด้วย สรุปแล้วผู้สังเกตที่สามารถระลึกสิ่งที่สังเกตเป็นภาพพจน์ในใจ (Visual Imagery) และสามารถ เข้ารหัสด้วยคำพูดหรือถ้อยคำ (Verbal Coding) จะเป็นผู้ที่สามารถแสดงพฤติกรรมเลียนแบบจากตัวแบบได้แม้ว่า เวลาจะผ่านไปนาน ๆ และนอกจากนี้ถ้าผู้สังเกตหรือผู้เรียนมีโอกาสที่จะได้เห็นตัวแบบซ้ำก็จะเป็นการช่วยความจำ ได้ดียิ่งขึ้น ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจำและความคงทนในการเรียนรู้ วารินทร์ รัศมีพรหม (2532: 62) ได้กล่าวถึงหลักเกี่ยวกับความคงทนในการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. การเรียนสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนจะทำให้ผู้เรียนเรียนได้เร็วและจำได้นานกว่าสิ่งที่เร้าที่ไม่มี ความหมาย 2. การเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงวัสดุ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกันมากกว่า 2 อย่างขึ้นไป จะเกิดขึ้นได้ ถ้านำวัสดุหรือเหตุการณ์นั้นไว้ติดกันหรือต่อเนื่องกัน หลักการนี้มาจากหลักความใกล้ชิด (Proximity) และหลักการ ต่อเนื่อง (Contiguity)
32 3. ความถี่ของสิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนองที่เกิดขึ้นเหมือนหรือคล้ายกัน มีอิทธิพลต่อ การเรียนรู้ตามกฎความถี่ของธอร์นไดค์ (Thorndike) การกระทำซ้ำ ๆ หรือการซับซ้อนนั้นจะเกิดประโยชน์อย่างดี ต่อการคงทนของข้อมูลในระยะสั้นๆ แต่กระบวนการที่รวดเร็ว เช่น การใช้รหัส การเสริมแต่ง และการถ่ายทอดเป็น อย่างดี จะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความคงทนของข้อมูลความจำในระยะยาว การกระทำซ้ำ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นในการ เรียนรู้ที่ไร้ ๆ ความหมาย 4. การเรียนรู้ขึ้นอยู่กับผลการเรียน ถ้าผลการเรียนนั้นให้ความชื่นชอบลดความตึงเครียด มี ประโยชน์ เป็นการให้รางวัลหรือเป็นข้อมูลที่ต้องการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและคงทนมากขึ้นตามกฎ ของธอร์นไดค์ (Thorndike) คือ กฎของความรู้สึก (Law of Effect) ความคงทนทางการเรียนของผู้เรียน (Retention of Learning) มนต์ชัย เทียนทอง (2548: 314-317) หมายถึง การคงไว้ซึ่งผลการเรียน หรือความสามารถของผู้เรียนที่จะ ระลึกถึงองค์ความรู้ที่เคยมีประสบการณ์ที่ผ่านมาหลังจากที่ได้ผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง เช่น สัปดาห์ หรือเดือนหนึ่ง ซึ่ง การที่จะจดจำองค์ความรู้ได้มากน้อยเพียงใดนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นสิ่งเร้ากระตุ้นให้ผู้เรียน จดจำได้ ระบบการจำของมนุษย์จำแนกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. ระบบความจําความรู้สึกสัมผัส (Sensory Memory) 2. ระบบความจําระยะสั้น (Short-term Memory) 3. ระบบความจําระยะยาว (Long-term Memory) วิธีช่วยจำเพื่อให้เกิดความคงทนทางการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. นำเสนอสิ่งที่มีความหมายต่อผู้เรียนและพยายามทำสิ่งที่เรียนให้มีความหมาย 2. แยกแยะสิ่งที่เรียนเพื่อให้เห็นอย่างชัดแจ้งแต่ละส่วนมีความหมายอย่างไร และถ้าเสนอโดย ปราศจากการพิจารณาด้วยเหตุผลจะทำให้ลืมง่าย 3. พยายามให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ตลอดบทเรียน เช่น ทำกิจกรรมร่วมการ ปฏิสัมพันธ์ เป็นต้น 4. จัดการด้านช่วงระยะเวลานำเสนอความรู้ใหม่อย่างเหมาะสม ไม่ควรนำเสนอเนื้อหาต่อเนื่องกัน เป็นเวลานานจะทำให้ผู้เรียนเกิดความสับสนและจำไม่ได้ 5. ใช้ประสบการณ์เดิมของผู้เรียนเป็นหลักในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้สัมพันธ์อย่างต่อเนื่องโดย เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป 6. ทบทวนสิ่งที่เคยเรียนมาแล้วบ่อย ๆ จะทำให้ผู้เรียนจดจำได้แม่นขึ้น วิธีการหาความคงทนทางการเรียนของผู้เรียน
33 ทำได้โดยการนัดหมายกลุ่มผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำการทดสอบด้วยแบบทดสอบซ้ำภายหลังจากที่ จบบทเรียนไปแล้ว 7 วัน และ 30 วัน สำหรับเกณฑ์การประเมินความคงทนทางการเรียนของผู้เรียนโดยใช้บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนระบบมัลติมีเดียนั้นมีข้อพิจารณาดังนี้ 1. หลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ (7 วัน) ความคงทนทางการเรียนจะลดลงได้ ไม่เกิน 10% 2. หลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้ไม่เกิน 1 เดือน (30 วัน) ความคงทนทางการเรียนจะลดลงได้ ไม่เกิน 30% สรุปได้ว่า ว่าความคงทนในการจำ คือ สิ่งที่มนุษย์ที่ได้รับจากการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้จาก การวัดประสบการณ์เรียนรู้นั้น ๆ โดยเกิดจากประสาทสัมผัสของผู้เรียนสัมพันธ์กับประสบการณ์ทำให้เกิดการรับรู้ และเรียนรู้ จัดเก็บไว้ในสมองส่วนความทรงจำโดยสามารถระลึกถึงสิ่งที่เรียนรู้เพื่อนำออกมาใช้ได้
34 7. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7.1 งานวิจัยในประเทศ อรวรรณ เชาวบวร (2549) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความสามารถในการเรียนภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมาบบัว สงขลา โดยใช้กิจกรรมภาษาในลักษณะบูรณาการ ประชากรจำนวน 20 คน ผลการศึกษาพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านมาบบัว มีความสามารถ ในการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้นหลังจากได้รับการฝึกโดยใช้กิจกรรมภาษาในลักษณะบูรณาการอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ถนอมนวล วงษ์วาท (2547) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนวิชา ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะด้านการจำคำศัพท์ โดยการใช้กิจกรรมวาดภาพพร้อมเขียนคำศัพท์ประกอบ และยังมีแบบฝึกหัดที่มี ภาพประกอบกลุ่มทดลองเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 / 5 จำนวน 5 คน โดยให้นักเรียนอ่านคำศัพท์พร้อม สะกดหลังจากนั้นให้ทำแบบฝึกหัด จากนั้นวิเคราะห์ผลคะแนนโดย ใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละพร้อมทั้งให้ นักเรียนทำแบบประเมินการวิจัยในครั้งนี้ผลการศึกษา ปรากฏว่า จากการศึกษาวิเคราะห์การประเมินความคิดเห็น ในการสร้างสมุดภาพช่วยสอนนั้น สำหรับ นักเรียนแสดงให้เห็นว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากโดยระดับ คะแนนเฉลี่ยที่ได้ จุฬารัตน์ ดวงแก้ว (2552) กล่าวว่า การเรียนการสอนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีวัตถุประสงค์อย่าง หนึ่ง ก็คือ มุ่งปลูกฝังให้นักเรียนได้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน การปลูกฝังให้นักเรียนรักการอ่านนับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่จะ ช่วยให้นักเรียนมี นิสัยเช่นนั้น หนังสือหรือห้องสมุดจึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับที่สองของนักเรียน ครู จึงจําเป็นที่จะต้องจัดหาแหล่ง ค้นคว้าให้กับนักเรียน แทนการบอกให้ทำโดยวิธีพูดอย่างเดียว และการ จิตจําคําศัพท์ของนักเรียนในปัจจุบันนี้ยัง ไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นการจัดทำสมุดภาพนอกเวลาเพื่อการจดจำ คำศัพท์ให้แก่นักเรียนจึงน่าจะมี ความจำเป็นกับการ จัดการเรียนการสอนในปัจจุบันผู้จัดทำได้ศึกษา สภาพปัญหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนกลุ่มวิชาภาษาต่าง ประเทศ พบว่านักเรียนยังขาดทักษะในการ จดจําคําศัพท์ ในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง หนังสือที่มีภาพประกอบที่ สามารถใช้อ่านและศึกษา ค้นคว้าบางเนื้อหามีไม่เพียงพอกับความต้องการของนักเรียนนักเรียนบางส่วนสามารถ จดจำคำศัพท์ได้ เพียงแต่ท่องคำศัพท์ทุกวันและฝึกเขียน บ่อย ๆ แต่บางส่วนไม่สามารถจดจำคำศัพท์ได้ พร้อมทั้ง ยังมี สมรรถภาพทางด้านการอ่านไม่ดีพอ บางส่วนไม่ชอบที่จะอ่าน บางส่วนคิดว่าวิชาภาษาต่างประเทศนี้เป็นวิชา ที่ยาก เมื่อรู้สภาพปัญหาต่าง ๆ แล้ว ก็นำข้อมูลที่ได้มาเป็นแนวทางในการจัดทำสมุดภาพช่วย สอน ซึ่งอาจจะพูด ได้ว่า หนังสือที่จัดทำขึ้นนี้มีวัตถุประสงค์เป็นไปในแนวทางที่ส่งเสริมผู้ที่ไม่ชอบการ อ่าน ไม่ชอบท่องศัพท์ ให้มี ทักษะในการอ่านมากขึ้น มีนิสัยรักการอ่านและค้นคว้า รวมทั้งทำให้มีเจต คติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาต่างประเทศ มากยิ่งขึ้นการสอนโดยใช้สมุดภาพ ทำให้เด็กมีความสนใจที่ อยากจะเรียนมากขึ้นและยังจดจำได้ดียิ่งขึ้นด้วย
35 เกวรินทร์ สุขเกตุ (2550 : 50 - 51) ได้ทำการวิจัย เรื่องการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อส่งเสริม ความสามารถทางการพูดภาษาอังกฤษและความรู้ด้านคำศัพท์ของนักเรียนช่วงชั้นที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนพี่เลิศวิทยา จังหวัดลำพูน ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2548 จำนวน 32 คน โดย ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ผลการ การวิจัยพบว่าผู้เรียนเกือบทั้งหมดมี ความสามารถทางการพูดอยู่ในเกณฑ์ดี และ มีความรู้ด้านคำศัพท์อยู่ในระดับดีมากและดี นั้นเป็น เพราะว่าการใช้กิจกรรมเพลงเป็นสื่อการสอนทำให้ผู้เรียนรู้สึก ผ่อนคลาย สนุกไปกับจังหวะดนตรี เกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ และไม่เขินอายเวลาพูด มีความมั่นใจในการสนทนา โต้ตอบมากขึ้น สุภาวดี ขันบุญ (2556 : 116) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลการใช้กิจกรรมเพลงเพื่อ ส่งเสริมทักษะการ ฟัง-พูดภาษาอังกฤษ และความรู้ด้านคำศัพท์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนอนุบาลเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 63 คน ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมเพลง มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาความรู้ ด้านคำศัพท์และทักษะในการฟัง-พูดของนักเรียนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเห็นได้จากคะแนนความรู้ด้านคำศัพท์ของนักเรียนสูงขึ้น และทักษะในการฟัง-พูดของนักเรียนมีการพัฒนาขึ้น ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากกิจกรรมการเรียนการสอนต่างๆ ในชั้นเรียนที่นักเรียนมีส่วนร่วมนั้นเป็ ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อความสามารถของนักเรียน ดังนั้นกิจกรรมเพลง จึงมีความเหมาะสมสำหรับ นำไปใช้เพื่อส่งเสริมให้ ผู้เรียนเพิ่มพูนความรู้ด้านคำศัพท์และทักษะก พูดได้เป็นอย่างดี จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในประเทศที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นทำให้เห็นถึงการนำกิจกรรมที่มีความหลายเข้า มามีส่วนในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ผลการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษและความคงทนในการจำคำศัพท์ของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยเพิ่มความเข้าใจด้วยรูปภาพที่มี สีสันสดใสสามารถมองเห็นได้ชัดเจนและการที่นักเรียนได้เรียนรู้โดยผ่านจากการลงมือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่ง มีการเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีซึ่งทำให้ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าการนำวิธี สอนโดยใช้ กิจกรรมเป็นฐานจะสามารถช่วยพัฒนาการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษได้
36 7.2 งานวิจัยต่างประเทศ Demirckagul (2010) ศึกษาเกี่ยวกับการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับนักเรียนประถมศึกษาโดย ใช้ละคร ผลการศึกษาพบว่าละครไม่อาจจะช่วยให้นักเรียนจดจําคำศัพท์ได้ดีสักเท่าไร แต่อย่างไรก็ตามละครช่วยให้ นักเรียนเกิดความเพลิดเพลินในการเรียนรู้ภาษา และละครยังช่วยให้นักเรียนรู้สึกว่าภาษาอังกฤษไม่ได้ยาก จนเกินไป การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ละครยังเป็นกิจกรรมที่ดีมาก Alabsi (2016) ได้ศึกษาเกี่ยวกับผลของการใช้บทบาทสมมติในการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่ง ได้ศึกษากับนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่มีช่วงอายุ 15-16 ปี ใน Al-Madinah จํานวน 3 ห้อง ห้องละ 20 คน ห้องที่ 1 คือกลุ่มทดลองและห้องที่ 2-3 คือกลุ่มควบคุม โดยภาษาแม่ของนักเรียนเหล่านี้คือภาษาอาราบิก ผล การศึกษาพบว่าไม่มีค่าความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่อย่างไรก็ตามคะแนนทดสอบหลังเรียนของกลุ่ม ทดลองมีคะแนนสูงกว่ากลุ่มควบคุม จากหลักฐานดังกล่าวสามารถอ้างอิงได้ว่าการใช้บทบาทสมมติสามารถช่วยให้ นักเรียนเรียนรู้คำคัพภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น มหาวิทยาลัยดาห์กา (Dhaka University. 2009 : 161-172) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การใช้เพลง กิจกรรมประกอบจังหวะและเกมในการสอนภาษาอังกฤษกับนักเรียนระดับ ประถมศึกษาในประเทศบังกลาเทศ พบว่า เพลงสามารถพัฒนาการเรียนรู้ภาษาของนักเรียนได้อย่าง มีประสิทธิภาพและยังสามารถจูงใจต่อการเรียน ทำให้นักเรียนสนใจและสนุกสนานกับการเรียน และยังพบว่าเกมช่วยพัฒนาให้นักเรียนใช้ภาษาในการสื่อสารได้เป็น อย่างดี และเป็นเครื่องมือใน การสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ เพราะนอกจากทำให้การเรียนรู้เป็นไป ด้วย ความสนุกสนานแล้วนักเรียนยังเต็มใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมทำให้เกิดพัฒนาการด้านร่างกายจึงไม่ เกิดความ เบื่อหน่ายและเกมยังสร้างสัมพันธภาพที่ดีทั้งระหว่างครูกับนักเรียนและระหว่างนักเรียน กับนักเรียนอีกด้วย เคร็ช (Krech. 2004 : 2180 - A) ได้ทำการศึกษาเพื่อตรวจสอบการฝึกระเบียบ - A) วิธีการเพื่อ ปรับปรุงความเข้าใจเสียงพูด สำเนียงต่างประเทศของผู้พูดภาษาอังกฤษที่เป็นเจ้าของ ภาษา ภาระการฝึก การ เลียนเสียง และการถอดเสียงพูดที่เป็นสำเนียงต่างประเทศนั้นได้รับ การพิจารณาจากทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการ แบบฐานขึ้นและแบบยอดลงในการรับรู้เสียงพูด การถอดเสียงพูด สนับสนุนจุดมุ่งเน้นที่ความหมายและนำไปสู่การ ปฏิบัติ การดำเนินการแบบ ยอดลง ในขณะที่การเลียนเสียงพูดส่งเสริมความเอาใจใส่ต่อการออกเสียงพูดที่เน้น สำเนียงหนักและให้มีการปฏิบัติการดำเนินการแบบฐานขึ้น นอกจากนี้ ภาระงานยังสนับสนุนการเรียนรู้ที่ กระฉับกระเฉงและชัดเจน ผลการฝึกให้เห็นการปรับปรุงความเข้าใจเสียงพูดที่เน้นสำเนียงหลัง การฝึกประมาณ 1 ชั่วโมง ภาระงานการเลียนเสียงเบื้องต้น ปรับปรุงความเข้าใจการเปล่งเสียงพูด สั้นๆ ที่ไม่มีบริบท ซึ่งมีสิ่งบอกให้ ทางความหมายและทางวากยสัมพันธ์บ้างเล็กน้อย ซึ่งชี้แนะว่า ความเอาใจใส่ต่อการออกเสียงที่เน้นสำเนียงนั้นช่วย
37 การรับรู้เกี่ยวกับส่วนของเสียงพูดที่แยกจากกัน ชัดเจน ในทางตรงกันข้ามภาระงานการถอดความมักจะปรับปรุง การรับรู้กลุ่มตัวอย่างเสียงพูดที่ยาว กว่า ซึ่งส่อแสดงว่าความเอาใจใส่ต่อความหมายอาจจะเป็นประโยชน์มากขึ้น จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นทำให้เห็นถึงการนำการจัดการเรียนรู้โดยใช้เพลง เข้ามามีส่วนในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับการสอนภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการสอนทักษะการฟัง พูด อ่านและ เขียน มีส่วนช่วยส่งเสริมให้ผลสัทางการเรียนรู้หลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยเพิ่มกิจกรรมที่มีความ น่าสนใจและมีความหลากหลายโดยไม่มีรูปแบบซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย และการที่นักเรียนได้เรียนรู้โดย ผ่านจากการลงมือปฏิบัติกิจกรรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้วจะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทำ ให้ผู้วิจัยเล็งเห็นว่าการนำวิธีการสอนโดยใช้สมุดภาพคำศัพท์ประดิษฐ์สามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้คำศัพท์ ภาษาอังกฤษได้ดี
38 8. กรอบแนวคิดในการวิจัย 1. ขั้นกระตุ้นพื้น ฐานความรู้ และปูพื้นฐาน (Warm up) 2. ขั้นนำเสนอเนื้อหาสาระ (Presentation) -Song -Interactive book 3. ขั้นการฝึกฝนโดยยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Practice) 4. ขั้นนำไปใช้ (Production) -Interactive book 5. ขั้นสรุปความรู้ที่ได้จาก กระบวนการ (Wrap up) -Song -Interactive book 1. ครูและนักเรียนกล่าวทักทายกัน ถามเกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาแล้ว 1. ครูเปิดเพลงที่มีเนื้อหาคำศัพท์เกี่ยวกับที่ นักเรียนจะเรียนในวันนี้ 2. ครูนำสมุดภาพคำศัพท์ให้นักเรียนดูแล้ว สอนการออกเสียง และความหมาย 1. ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดซึ่งใน แบบฝึกหัดจะเป็นคำศัพท์ที่นักเรียนเรียนไป แล้ว 1. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเพื่อที่จะแข่งกันทาย คำศัพท์ 2. ครูนำสมุดภาพคำศัพท์ขึ้นมาโชว์นักเรียน แต่ละกลุ่ม โดยให้นักเรียนดูแต่รูปภาพเท่านั้น เมื่อดูเสร็จแล้วครูจะให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ทายคำศัพท์ กลุ่มไหนทายถูก จะได้คำละ 1 คะแนน 1. ครูเปิดเพลงที่มีเนื้อหาคำศัพท์เกี่ยวกับที่ นักเรียนเรียนในวันนี้เพื่อทบทวน 2. ครูนำสมุดภาพคำศัพท์ให้นักเรียนดูแล้ว ให้นักเรียนทบทวนความหมาย 1.ความสามารถในการจำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 2.ความคงทนในการจดจำ คำศัพท์