138
1.2 แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
1.2.1 วิเคราะห์หาค่าอานาจจาแนกรายข้อโดยใช้ค่าสัมประสิทธิสหสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item Total Correlation) ดังนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด. 2556: 98)
rXY = NΣ2 (ΣX)2 ][NNΣΣYXY2 (ΣΣXYΣ)2Y]
เม่ือ rXY แทน คา่ สมั ประสทิ ธ์สิ หสมั พันธ์
X แทน คะแนนเปน็ รายข้อของแตล่ ะคน
Y แทน คะแนนรวมทุกข้อของแต่ละคน
N แทน จานวนคนในกลุม่ ตวั อย่าง
1.2.2 วิเคราะห์หาความเช่ือมั่นของแบบประเมิน โดยใช้ค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟา
( - coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) ซ่ึงดัดแปลงมาจาก KR - 20 (บุญชม ศรีสะอาด.
2556 : 99) ดังนี้
= 1 2
k S i
k 1
S 2
t
เมอ่ื แทน ความเทีย่ งของแบบสอบถาม
K แทน จานวนข้อคาถาม
S 2 แทน ผลรวมของความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ
i
s 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวมทง้ั ฉบับ
t
2. สถติ ิพน้ื ฐาน
2.1 รอ้ ยละ (Percentage) ใช้สูตร ดังน้ี (บุญชม ศรสี ะอาด. 2556 : 122)
p f 100
N
เมือ่ P แทน ร้อยละ
f แทน ความถที่ ่ีต้องการแปลงให้เปน็ ร้อยละ
N แทน จานวนความถที่ ัง้ หมด
139
2.2 ค่าเฉล่ีย (Mean) คานวณจากสตู ร (บุญชม ศรสี ะอาด. 2556 : 124)
X X
N
เมื่อ X แทน ค่าเฉลย่ี
X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมดในกลุม่
N แทน จานวนคะแนนในกลุ่ม
2.3 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 :
126)
S
NX2 X 2
NN 1
เมือ่ S แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
X แทน คะแนนแตล่ ะตัว
X แทน ค่าเฉลย่ี
N แทน จานวนคะแนนในกล่มุ
แทน ผลรวม
3. การหาประสิทธภิ าพของรปู แบบการจัดการเรยี นรู้
การหาประสิทธภิ าพของรปู แบบการจดั การเรียนรู้ ตามเกณฑ์ E1/E2 ใชส้ ตู รดังน้ี (ภาควชิ า
วจิ ัยและพัฒนาการศกึ ษา. 2553 : 113-114)
X
E1 N 100
A
เม่ือ E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
X แทน ผลรวมของคะแนนทดสอบหลงั เรยี น
N แทน จานวนนักเรยี น
A แทน คะแนนเตม็ ของคะแนนทดสอบหลงั เรยี นทั้งหมด
140
Y
E2 N 100
B
เม่อื E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์
Y แทน คะแนนรวมของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
N แทน จานวนนักเรยี น
B แทน คะแนนเตม็ ของการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หลงั เรียนรวมกนั
4. สถิติสาหรับการทดสอบสมมตฐิ าน
การเปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งค่าเฉลี่ยผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ระหวา่ งก่อนเรียน
และหลังเรียนวิเคราะห์โดยใช้สถิติ Dependent t-test แบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ด้วยโปรแกรม
สาเรจ็ รูปทางสถิติ
5. เกณฑ์การตัดสนิ คุณภาพระดบั ความคดิ สร้างสรรค์ตามแนวคิดของกิลฟอรด์ (สมศักดิ์ ภู่
วิภาดาวรรธน์, 2541) โดยใช้เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบรบู ริค (scoring rubrics)
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ
คะแนน 2.00 – 3.00 หมายความว่า ดี
คะแนน 1.00 - 1.99 หมายความว่า พอใช้
คะแนน 0 - 0.99 หมายความวา่ ปรับปรงุ
6. เกณฑ์พิจารณาระดับความพึงพอใจ (บุญชม ศรีสะอาด, 2556) โดยนาผลที่ได้เทียบกับ
เกณฑ์การประเมนิ ดังนี้
ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.51 – 5.00 หมายความว่า ระดบั มากท่ีสดุ
คา่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.51 – 4.50 หมายความว่า ระดบั มาก
ค่าเฉลยี่ เทา่ กบั 2.51 – 3.50 หมายความว่า ระดบั ปานกลาง
ค่าเฉลี่ยเทา่ กบั 1.51 – 2.50 หมายความว่า ระดบั น้อย
คา่ เฉลี่ยเท่ากับ 1.01 – 1.50 หมายความวา่ ระดบั น้อยท่ีสุด
บทที่ 4
ผลการวิจัย
การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนา
ตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ผูว้ จิ ัยไดเ้ สนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ตามลาดับดังนี้
1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู
2. ลาดับขนั้ ตอนในการนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
3. ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
สัญลักษณท์ ่ีใช้ในการนาเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันในการส่ือความหมายของข้อมูล ผู้วิจัยได้กาหนดความหมาย
ของสัญลกั ษณใ์ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล ดงั นี้
n แทน จานวนนักเรียนในกลุ่มตวั อยา่ ง
X แทน คะแนนเฉลีย่
S.D. แทน ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ
E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์
t แทน สถติ ทิ ดสอบทีใ่ ช้เปรียบเทียบคา่ วกิ ฤตจากการแจกแจงแบบ t
เพื่อทราบความมนี ยั สาคัญ
df แทน ขนั้ แห่งความอิสระ
ลาดับข้นั ตอนในการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
ผู้วิจัยได้ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โดย
วิเคราะห์ข้อมลู และนาเสนอผล ตามวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั ตอ่ ไปน้ี
ตอนท่ี 1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
142
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษา
ปีที่ 5
ตอนที่ 2 ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพือ่ ส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ เรอ่ื ง การสรา้ งงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ตามเกณฑ์ 80/80
ตอนท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนท่ีเรียน
โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ตอนท่ี 4 ผลการศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแ กรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 5
ตอนท่ี 5 ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5
ตอนที่ 6 ผลการขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผูว้ ิจยั ไดน้ าเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลตามลาดับขั้นตอน ดังนี้
ตอนท่ี 1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 ดงั นี้
ตอนที่ 1.1 ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนรู้รายวิชา
เพ่มิ เติม เทคโนโลยีสารสนเทศ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัยได้ศึกษาเชิงสารวจ (Survey Study) โดยใช้แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอน
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 จานวน
7 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนละ 3 คน รวมจานวน 21 คน จากสถานศึกษา
สังกัดเทศบาลนครตรงั อาเภอเมอื ง จงั หวดั ตรัง ได้ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล ดังนี้
143
1. ด้านการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ในปัจจุบันในบริบทสภาพการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในแต่
ละโรงเรียนไม่แตกต่างกัน ครูออกแบบ และจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามเนื้อหาของหลักสูตรแกนกลาง
กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี โดยใช้
แนวทางในการจัดการเรียนรู้ตามคู่มือครูและหนังสือเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี และของสานักพิมพ์ อจท. อักษรเจริญทัศน์ นักเรียนได้ทากิจกรรม หรือทาแบบฝกึ หดั
ตามกิจกรรมในหนังสือเรียน เน่ืองจากครูเห็นว่าสะดวก และมีคู่มือการจัดกิจกรรมทาให้เกิดความ
ม่ันใจในการจัดการเรียนการสอน ในบางเนื้อหาหรือบางกิจกรรมนักเรียนจะไม่ได้ทากิจกรรมด้วย
ตนเอง ครูจะใช้วิธีการสาธิตซ่ึงขึ้นอยู่กับเนื้อหาท่ีเรียน ครูจึงเน้นการสอนแบบบรรยายเป็นส่วนใหญ่
เพราะต้องการให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาในบทเรียนที่มีค่อนข้างมาก และต้องการให้นักเรียนใช้
คอมพิวเตอร์ในโปรแกรมพื้นฐาน เช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์เอกเซล 2016 (Microsoft Excel 2016)
โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) มากกว่า นักเรียนจะ
ไดร้ ับใบกิจกรรมให้ไปสบื คน้ คน้ ควา้ เพิ่มเติมจากห้องสมดุ และอินเตอรเ์ น็ต ท้งั งานกล่มุ และงานเด่ียว
ในสว่ นการวัดและประเมนิ ผล ครูมีการประเมินก่อนเรียนและระหว่างเรียนน้อย เนอื่ งจากต้องใช้เวลา
และทาได้ยาก แต่มีการประเมินผลหลังเรยี น เมอ่ื จบท้ายหน่วยการเรยี นรแู้ ต่ละหนว่ ย
2. ด้านปัญหาในการจัดการเรยี นรู้ปญั หาในการจัดการเรยี นรู้กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า
เนอ้ื หาในหลักสูตรมีมาก ครจู ึงใช้วิธกี ารสอนแบบบรรยายเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้นกั เรียนมีความรู้ความ
เข้าใจในเน้ือหาให้มาก จึงไม่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เม่ือนักเรียนไม่เข้าใจก็เน้นให้ท่องจา นักเรียนได้
ลงมือปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับเพื่อนน้อย เพราะส่วนใหญ่ทาแบบฝึกหัด จึงเกิดความเบ่ือหน่ายไม่สนใจ
เรียน เพราะนักเรียนไม่เห็นความสาคัญในการนาความรู้ท่ีเรียนไปใช้ อีกทั้งครูให้เวลาในการทา
กิจกรรมหรอื ทางานน้อย ครใู ช้คาถามท่ีนักเรียนไม่มีประสบการณ์เดิม นกั เรยี นจึงไม่กลา้ ตอบ กลวั ผิด
และอายเพื่อน อีกท้ังนักเรียนขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือนในชั้นเรียน ไม่ช่วยเหลือกันในการเรียน
ขาดการรว่ มกันคิด ร่วมกันทา ทาใหไ้ ม่ได้รับความรู้ท่หี ลากหลาย นกั เรยี นเรียนอ่อนไม่กล้าคิด ไม่กล้า
ถาม รวมถึงโรงเรียนมีวัสดุอุปกรณ์ท่ีใช้ในการเรียนการสอน ไม่เพียงพอหรือไม่ทันสมัย ไม่เอ้ือต่อการ
จดั การเรยี นรู้
3. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้โดยใช้
วิธีการเรียนด้วยการฝึกปฏิบัติ ตามแนวทางของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
และของสานักพิมพ์ อจท. อักษรเจริญทัศน์ และในบางเน้ือหาครูปรับกิจกรรมตามความเหมาะสม
แทรกเน้ือหาจากสื่อหรือแหล่งเรียนรู้อ่ืน ครูมีวิธีการกระตุ้นความสนใจของนักเรียนโดยการใช้
144
สถานการณป์ ญั หา การตั้งคาถาม และสอน เช่ือมโยงเนื้อหาเขา้ กับสถานการณ์ในชีวิตจริง นักเรยี นได้
แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แต่ยังคงใช้วิธีดาเนินการตามแบบบันทึกกิจกรรมในหนังสือเรียนหรือใบ
กิจกรรมท่ีครูจัดทาให้ นอกจากนี้ครูใช้วิธีการบรรยายควบคู่กับการเขียนบนกระดาน หรือใช้ Power
Point แล้วให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด อาจมีการกระตุ้นความคิดโดยใชเ้ กม อุปกรณ์และแบบฝึกทักษะ
ในการดาเนินกิจกรรมแต่ละครั้งมี เวลาค่อนข้างน้อยในการสรุปความรู้และเชื่อมโยงความรู้เพ่ือนาไป
ต่อยอดหรือนาไปประยุกต์ใช้ ทาให้นักเรียนไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาความคิด แก้ปัญหา และ
ประยกุ ตใ์ นบรบิ ทปัญหาต่าง ๆ ทแี่ ตกตา่ งออกไป
4. ดา้ นบทบาทนกั เรียนและครูผู้สอน นกั เรียนไดเ้ รยี นรูโ้ ดยการลงมอื ปฏิบัติ
กิจกรรม และแก้ปัญหาด้วยตนเอง และมีส่วนร่วมในการอภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็น วิเคราะห์
และสรุปองค์ความรู้ร่วมกับเพื่อน ในช้ันเรียน แต่นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีความม่ันใจในตนเอง ไม่กล้า
ถาม ไม่กล้าตอบ กลัวตอบผิด เม่ือเรียนไม่เข้าใจก็ไม่กล้าถามเพ่ือนและครู ซ่ึงเป็นอุปสรรคต่อการคิด
สง่ ผลใหน้ กั เรยี นไม่กลา้ คดิ
ครูมีการเตรียมการสอน สร้างสถานการณ์ จัดบรรยากาศในการเรียน
เตรียมส่ือ อุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องเหมาะสมกับเน้ือหาความรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ อีกทั้งมี
วิธีการเสริมแรงให้กับนักเรียนท้ังวิธีการชมเชย ให้รางวัล ให้คะแนนจากการตอบคาถาม หรือทา
แบบฝึกหดั ถกู ต้อง รวมทง้ั หาวิธีการหรอื กจิ กรรมทีจ่ ะส่งเสรมิ ให้นกั เรียนมีส่วนรว่ มในการเรียนรู้ แสดง
ความคดิ เห็น ให้นกั เรียนกลา้ คิด กล้าทา กลา้ แสดงออก และมีความเช่อื ม่ันในตนเอง
5. ดา้ นการสนบั สนนุ การเรียนการสอน ส่งิ สนับสนุนการเรียนการสอน ดา้ น
ส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ ไม่เพียงพอ สื่อหรืออุปกรณ์บางอย่างชารุด ไม่สามารถนามาใช้ได้
ตามที่วางแผนไว้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ต้องมีการปรับประยุกต์หรือจัดหาเพิ่มเติมเพ่ือให้
นักเรียนเกิดทักษะและการเรียนรู้มากขึ้น ในการจัดบรรยากาศช้ันเรียน ครูสร้างบรรยากาศให้เป็น
กันเอง ให้เรียนรู้ด้วยความสนุกสนาน รวมทั้งจัดหอ้ งเรียนใหส้ ะอาดน่าเรยี น แต่ยังขาดมุมความรทู้ ี่จะ
เป็นสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวกับการเรียนสอนในเนื้อหาน้ัน ๆ ให้นักเรียนเห็นเป็นรูปธรรม ในด้านเวลา
ในการจัดการเรียนรู้ โรงเรียนมีกิจกรรมค่อนข้างเยอะ เวลาเรียนไม่เพียงพอ ไม่สามารถสรุปความรู้
และใหผ้ ลย้อนกลับนกั เรียนได้ทนั ที ทาให้ไมเ่ อ้อื ตอ่ การส่งเสรมิ การคดิ ของนักเรียน
6. ด้านพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ผลจากการสัมภาษณ์
เกี่ยวกับพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์ในลักษณะพฤติกรรมการมีความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ครูมี
ความคดิ เหน็ ว่านักเรียนไม่มีพฤตกิ รรมในการเรียนท่ีแสดงออกถึงการใชว้ ธิ ีการคดิ หรอื หาคาตอบ อย่าง
หลากหลาย จะมีบ้างก็น้อย ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครูเคยให้นักเรียนคิดวิธีการ หรือหา
คาตอบในหลาย ๆ วิธี แต่นักเรียนมักจะหาคาตอบได้เพียง 1 - 2 วิธี เมื่อได้คาตอบแล้วจะหยุดคิด
ทันทีไม่สนใจค้นหาวิธีการหรือคาตอบเพ่ิมขึ้นเพราะเห็นเป็นเรื่องยุ่งยากและใช้เวลาค่อนข้างนาน ใน
145
ส่วนการคดิ ดว้ ยวธิ กี ารทใ่ี หม่หรือคาตอบทใี่ หม่ แตกต่างจากเดิมนั้น นักเรยี นสว่ นใหญไ่ ม่คิดเอง มกั จะ
ทาตามท่ีครูสอน นักเรียนบางคนไม่สนใจคิดหาคาตอบ รอจนเพ่ือคิดได้จึงลอกเพื่อน ครูบาง ท่าน
พยายามทีจ่ ะพฒั นานักเรียนโดยใช้วิธกี ารต่าง ๆ เชน่ การประดษิ ฐห์ รือทาโครงงาน โดยมีความเชื่อว่า
จะทาให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ แต่นักเรียนก็ทาออกมาตามอย่างที่หนังสือแนะนาไว้ อาจ
แตกต่างไปบ้างแต่ยังคงลักษณะเดิมอยู่มากและผลงานของแต่ละคนหรือกลุ่มที่มีลักษณะไม่แตกต่าง
กัน ส่วนนักเรียนให้ความคิดเห็นว่านักเรียนไม่เคยคิดหรือทาอะไรใหม่ ๆ เพราะเห็นว่า การให้คิด
หลากหลายแนวทาง หรือการคิดใหม่ ๆ นั้นยาก หากจะให้นักเรียนคิดหรือทาจะต้อง มีตัวอย่างหรือ
คุ้นเคยมากอ่ น นักเรยี นสามารถลอกเลยี นแบบได้
นอกจากน้ีผู้วิจัยได้ทดสอบวัดความรู้พื้นฐานด้านความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ภาคเรียนที่ 1
ปกี ารศกึ ษา 2561 จานวนนกั เรียน 58 คน ดงั ตารางท่ี 4.1
ตารางท่ี 4.1 ผลการประเมนิ ความคดิ สรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
ปกี ารศกึ ษา 2561
รายการประเมิน X S.D. แปลผล
ความคดิ ริเร่มิ
1.นกั เรียนสามารถคิดและปฏิบตั ติ ามใบกิจกรรมได้อยา่ ง
รวดเร็วและถกู ต้อง 1.24 0.43 พอใช้
2.นกั เรียนสามารถคดิ ค้นหาส่ิงที่ตอ้ งการจากสอื่ ท่ีให้ได้อยา่ ง
รวดเร็วและถกู ต้อง 1.57 0.62 พอใช้
3.นกั เรยี นทางานเสร็จและถูกตอ้ งตามเวลาทก่ี าหนด 1.47 0.63 พอใช้
4.นักเรียนสามารถสรา้ งผลงานไดอ้ ยา่ งหลากหลาย แตกตา่ ง
จากตัวอย่างภายใน 1.45 0.63 พอใช้
เฉลย่ี 1.43 0.58 พอใช้
ความคดิ คล่องแคล่ว
5. นกั เรยี นสามารถคดิ ได้หลากหลายและมุมมองไม่ซา้
รูปแบบ 1.66 0.76 พอใช้
6. นักเรียนสามารถคดิ สร้างผลงานได้อย่างหลากหลาย
แปลกใหม่และสวยงาม 1.28 0.56 พอใช้
146
ตารางที่ 4.1 (ต่อ)
รายการประเมนิ X S.D. แปลผล
7. นักเรียนมีกรอบแนวคดิ แบบเดมิ และไม่ซ้ากับผลงาน
คนอื่น 1.59 0.73 พอใช้
8. นักเรียนสามารถในการดดั แปลงความรู้ หรือ
ประสบการณ์ใหเ้ กิดประโยชน์ 1.26 0.44 พอใช้
เฉลีย่ 1.45 0.62 พอใช้
ความคดิ ยืดหย่นุ
9 นักเรียนมีความคดิ แปลกใหมท่ ่ีเกิดจากจินตนาการของ
ตนเองแตกต่างจากคนอนื่ 1.24 0.43 พอใช้
10 นกั เรยี นมีการนาความรู้ทีไ่ ด้รบั มาดัดแปลง ประยุกต์
และนาไปใช้ได้อยา่ งถูกต้อง 1.57 0.62 พอใช้
11. นกั เรียนสามารถสรา้ งผลงานจากองคค์ วามรู้ท่สี รุปได้
จากใบกจิ กรรม 1.47 0.63 พอใช้
12. นกั เรียนสามารถสร้างสรรค์ผลงานทแ่ี ตกต่างไดจ้ ากการ
ดูวดิ โี อประกอบการสอนของครู 1.45 0.63 พอใช้
เฉลีย่ 1.43 0.58 พอใช้
ความคดิ ละเอียดลออ
13. นักเรียนมีความละเอียด ความคดิ ท่รี อบคอบสร้าง
ผลงานได้อยา่ งสวยงาม 1.66 0.76 พอใช้
14. นกั เรยี นมผี ลงานทค่ี วามประณตี /เรยี บร้อย สามารถ
นาไปประยุกตใ์ ช้อยา่ งถูกตอ้ ง 1.28 0.56 พอใช้
15. ผลงานที่นกั เรียนสรา้ งขน้ึ ใชเ้ คร่อื งมือถูกตอ้ งครบถ้วน
ตามใบกิจกรรมที่ไดร้ ับ 1.59 0.73 พอใช้
16. นักเรยี นสามารถตกแตง่ ผลงานโดยใช้เครื่องมืออนื่ ๆ
เพื่อเพ่ิมความสวยงามให้กับผลงานได้ 1.26 0.44 พอใช้
เฉลย่ี 1.45 0.62 พอใช้
เฉลยี่ โดยภาพรวม 1.44 0.60 พอใช้
จากตารางท่ี 4.1 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง)
อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 มีคะแนนประเมินความคิด
147
สร้างสรรค์โดยภาพรวม อยู่ในระดับพอใช้ ( X =1.44,S.D.= 0.60) เม่ือแยกรายด้าน พบว่า ความคิด
สร้างสรรค์อยู่ในระดับพอใช้ ทุกด้าน ได้แก่ ความคิดคล่องแคล่ว และความคิดละเอียดลออ ( X =
1.45,S.D.= 0.62) ความคิดริเริ่ม และความคิดยืดหยุ่น ( X =1.43,S.D.= 0.58) ตามลาดับ
(รายละเอยี ดในภาคผนวก ฉ หนา้ 263)
สรุปผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระเทคโนโลยี ของนักเรียนช้ันประศกึ ษาปที ่ี 5 สรุปได้วา่
ดา้ นกระบวนการจดั การเรียนรู้ ครูมีวิธีการกระตนุ้ ความสนใจ โดยการใชส้ ถานการณ์
ปัญหา การต้ังคาถาม และสอนเชื่อมโยงเน้ือหาเข้ากับประสบการณ์ในชีวิตจริง ทาให้เกิดความสนใจ
มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ แต่ยังคงเน้นการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนทาความเข้าใจเนื้อหาใน
บทเรียน นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกรรมด้วยตนเองน้อย ครูเน้นการสอนแบบบรรยาย บอกความรู้กับ
นักเรียน เมื่อนักเรียนไม่ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ทาให้นักเรียนขาดการฝึกคิดเชื่อมโยงความรู้และ
สร้างความรู้ด้วยตนเอง ขาดทักษะ ขาดการวิเคราะห์ สังเคราะห์และเช่ือมโยงความรู้ อีกท้ัง
กระบวนการเรยี นรู้ขาดการสรปุ ความรู้ และตอ่ ยอดความคิด ทาใหน้ กั เรียนไมไ่ ด้รับโอกาสในการสร้าง
ความร้ใู หม่ ๆ ดว้ ยตนเอง
ด้านนักเรียน นักเรียนได้รับการเรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติกิจกรรม และแก้ปัญหา
ดว้ ยตนเอง ร่วมอภปิ ราย แลกเปลย่ี นความคิดเห็นกบั เพื่อนในช้ันเรียน แตน่ ักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีความ
มั่นใจในตนเอง ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือนในช้ันเรียน นักเรียนไม่กล้าคิด ไม่กล้าถาม ซึ่งเป็น
อปุ สรรคตอ่ การพฒั นาการคิด
ด้านครู ครูควรจัดบรรยากาศในการเรียนเตรียมกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วน
รว่ มในการเรียนรู้ เตรียมสอื่ อุปกรณ์ต่าง ๆ ใหเ้ หมาะสมกบั เน้ือหาความรู้และการพัฒนาความคิดของ
นักเรียน รวมท้งั การเสรมิ แรงใหก้ บั นักเรียน จะทาใหน้ กั เรียนเกดิ ความภูมิใจในตนเอง กลา้ คดิ กลา้ ทา
กลา้ แสดงออก และมีความเชอ่ื ม่นั ในตนเอง
ด้านการสนับสนุนการเรียนการสอน วัสดุ อุปกรณ์ ในการทากิจกรรมไม่เพียงพอไม่
สามารถนามาใช้ได้ตามที่วางแผนไว้ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ควรจัดหาให้เพียงพอและเหมาะสม
ต่อการเรียนรู้เพ่ือให้นักเรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้มากขึ้น และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้
นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้คิดและแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ เพ่ือเอื้อต่อการส่งเสริมการคิดของ
นักเรียน และพ้ืนฐานการคิดสร้างสรรค์ นักเรยี นไม่มีพฤติกรรมลักษณะการคิดด้วยวิธีการหรือคาตอบ
ท่ีใหม่ แตกต่างจากเดิม
ซึ่งผู้วิจัยนาข้อมูลพื้นฐานนี้เช่ือมโยงกับทฤษฎี และแนวคิดเพื่อกาหนดกรอบแนวคิด
และองค์ประกอบท่ีสาคัญในการออกแบบการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
148
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ตอ่ ไป
ตอนท่ี 1.2 ผลการสงั เคราะหแ์ นวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการ
พฒั นารปู แบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่อื สง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ เร่อื ง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5
ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์เอกสารเก่ียวรูปแบบการจัดการเรียนรู้ แนวคิด ทฤษฎี
และงานวิจัยที่เก่ียวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จนได้แนวทางข้อสรุปท่ีจะใช้ในการ
กาหนดกรอบแนวคิด และองค์ประกอบท่ีสาคัญในการออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ภายใต้การ
ใชก้ รอบแนวคดิ และทฤษฎี ดังน้ี
1. ทฤษฎีคอนสตรคั ติวิสต์ (Constructivism) กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์เชือ่ วา่ การเรยี นรู้
เปน็ กระบวนการท่ีเกิดภายในตวั นักเรียน นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบ
เห็นกบั ความรู้ความเข้าใจทมี่ อี ยู่เดมิ
1.1 แนวคิด Psychological Constructivism การพัฒนาการคิดตาม
ทฤษฎีของเพียเจต์ เขาเชื่อว่า ความรู้สร้างขึ้นด้วยตนเองบนพื้นฐานการลงมือปฏบิ ัติและมีปฏิสมั พนั ธ์
กบั สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการให้ความสาคัญกับหลักการของโครงสร้างทางสตปิ ัญญา (Schemas)
เชื่อว่าบุคคลจะเกิดการเปล่ียนแปลงทางความคิดอย่างต่อ เน่ืองตลอดเวลาโดยการมีปฏิสั มพั น ธ์
ระหว่างตัวเขากับโลกภายนอก การกระตุ้นด้วยปัญหาเพ่ือก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา ทาให้
นักเรียนพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญาเข้าสู่ภาวะสมดุล ด้วยการปรับตัวผ่านกระบวนการซึมซับ
ความรู้ เม่ือนักเรียนได้รับและซึมซับข้อมูลประสบการณ์ใหม่เข้าไปเชื่อมโยงกับความรู้หรือโครงสร้าง
ทางปัญญาที่มีอยู่เดิม หากไม่สามารถสัมพันธ์กันก็จะเกิดภาวะไม่สมดุล นักเรียนจะพยายามปรับ
ความรู้ ให้อยู่ในภาวะสมดลุ โดยใชก้ ระบวนการปรบั โครงสรา้ งทางปัญญาจะสามารถสร้างความรู้ขึ้นมา
ใหม่ได้
1.2 แนวคิด Social Constructivism ทฤษฎีเชิงวัฒนธรรมเชิงสังคมของ
วีก็อทสกี้ (Vygotsky) เห็นว่าเด็กมีพ้ืนฐานทาให้มีความสามารถในการคิด เช่น ความสนใจ ความ
ตระหนัก และความจาซ่ึงมีอิสระในการเรียนรู้ทางสังคมที่หลากหลายในกระบวนการทางความคิด
พื้นฐาน เช่ือว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นเคร่ืองมือทางวัฒนธรรม (Cultural Tools) ซึ่ง
สามารถพัฒนากระบวนการคิด ทาให้เกิดความเข้าใจเก่ียวกับมโนทัศน์ และมีความคิดเชิงเหตุผลใน
การแก้ปัญหา และอธิบายว่ากระบวนการในการพัฒนาวัฒนธรรมการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งจะปรากฏ 2
149
คร้ัง คือ เกิดข้ึนในระดับสังคมเป็นขั้นแรกและระดับบุคคลในภายหลัง ซึ่งคร้ังแรกเกิดข้ึนจากการมี
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและจากน้ันเกิดข้นึ ภายในตัวเอง นักเรียนสรา้ งความรู้ ผ่านการมีปฏิสัมพนั ธ์
ทางสงั คมกบั บุคคลอน่ื เชน่ ครูและเพอื่ น โดยเช่อื วา่ ศกั ยภาพในการพฒั นาด้านพุทธปิ ัญญาของคนเรา
ไม่เท่ากัน นักเรียนท่ีอยู่ต่ากวา่ Zone of Proximal Development จาเปน็ ตอ้ งไดร้ ับความชว่ ยเหลือ
จากครูและเพ่ือน นอกจากน้ีการใช้ภาษา (Inner Speech) ให้เกิดความเข้าใจภายในตนเอง
(Internalized) ทาใหน้ กั เรยี นเกิดจินตนาการอยา่ งสรา้ งสรรค์
2. แนวคิดการคิดนอกกรอบ (lateral thinking) กระบวนการข้ันพ้ืนฐานของการคดิ
นอกกรอบคือ การหลีกหนีจากความ คิดเดิมและการกระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ เทคนิคการคิดนอก
กรอบแบบการเปล่ียนแปลงจากภายใน ต้องอาศัย การวิเคราะห์ภายในมโนทัศน์น้ัน ๆ เพื่อให้เกิด
ความคิดใหม่ ได้แก่ การบิดเบือนและการขยายความเกินจรงิ ส่วน เทคนิคการคิดนอกกรอบแบบการ
เปลี่ยนแปลงจากภายนอก ต้องอาศัยส่ิงเร้าจากภายนอกเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ความคิดได้แก่ การ
ระดมสมอง
3. แนวคิดสืบเสาะความรู้ (Inquiry Approach) การสืบเสาะหาความรู้มาจาก
พน้ื ฐานปรชั ญาการเรียนรู้ดว้ ยการปฏิบัติ “Learning by Doing” ของจอหน์ ดิวอี้ มีบทบาทสาคญั ต่อ
การเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ เพราะเป็นการสร้างความหมายความรู้ใหม่ ด้วยตนเองของนักเรียน
ใช้คาถามนาไปสู่กระบวนการทสี่ ัมพันธร์ ะหว่างสิ่งที่ต้องการสบื เสาะหาความรู้ เรยี นรโู้ ดยลงมือปฏิบัติ
โดยใช้วิธีการที่เหมาะสม นักเรียนจะต้องมีการสังเกต รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล
และลงข้อสรุป มีสถานการณ์หรือปัญหาท่ีทาให้เกิดแรงจูงใจ มีอิสระในการเปรียบเทียบความคิดและ
เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ผลที่ได้คือการค้นพบของนักเรียนการเรียนรู้แบบค้นพบเน้นการใช้
โครงสร้างเพื่อช่วยให้หาคาตอบหรือมีความเข้าใจหลักเกณฑ์ หรือความคิดท่ีเป็นพ้ืนฐานนาไปสู่การ
เรียนแบบถ่ายโยงความรู้ ในการเรียนต้องช่วยให้นักเรียนเห็นโครงสร้างที่จะเรียนทาความเข้าใจ
หลักการต่าง ๆ ซึ่งจะนาไปประยุกต์ในสถานการณ์อื่น ๆ โดยให้เผชิญกับปัญหาจากปัญหาพ้ืนฐาน
ท่ัวไปก่อนและกระตุ้นให้หาคาตอบ ฝึกให้มีทักษะการแก้ปัญหา เกิดการค้นคว้าทั้งตามลาพังและเปน็
กล่มุ
4. รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Based Learning) เป็น
รูปแบบการสอนแบบ Active Learning ออกแบบการสอนให้นักเรียนได้ครบ ท้ังด้านเน้ือหาวิชาและ
ทักษะในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทาให้นักเรียนมีทักษะในการคิดสร้างสรรค์ โดยปรับเปล่ียนห้องเรียน
ปรับเปลีย่ นวธิ ีการสอนดว้ ยการใชก้ ระบวนการ 8 ขอ้ และ ดา้ นบรรยากาศ 9 ข้อ
150
ตอนท่ี 2 ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
สง่ เสริมความคดิ สรา้ งสรรค์ เร่อื ง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ตามเกณฑ์ 80/80
แบง่ เปน็ 3 ตอน ดังน้ี
ตอนท่ี 2.1 ผลการวิเคราะห์การจัดทาร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการจัดทาร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบ
ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดทฤษฎี ตามกรอบตัวแปรในการวิจัย และผลจากการ
วเิ คราะห์ข้อมลู จากการดาเนินการวิจัยในตอนท่ี 1 นาข้อมลู มาร่างรปู แบบการจดั การเรียนรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โดย
สรา้ งข้ึน มี 6 องคป์ ระกอบ ดงั นี้
1. หลักการ แนวคิดและทฤษฎีพ้ืนฐาน (Principle of the Model) แนวคิด และ
ทฤษฎีเพื่อเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ประกอบด้วย 1) ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
(Constructivism) 2) แนวคิดการคิดนอกกรอบ (lateral thinking) 3) แนวคิดสืบเสาะความรู้
(Inquiry Approach และ 4) รูปแบบการสอนแบบสรา้ งสรรค์เปน็ ฐาน (Creative Based Learning)
2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (Objective of the Model) คือ ส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ ซ่ึงแบ่งเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความคิดคล่อง (Fluency) 2) ความคิดยืดหยุ่น
(Flexibility) 3) ความคิดริเร่มิ (Originality) และ 4) ความคิดละเอยี ดลออ (Elaboration)
3. ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ (Syntax of the Learning) ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้
ประกอบดว้ ย 6 ข้นั ตอน ดังน้ี
ข้ันที่ 1 ตระหนักรู้ (Cognition) หมายถึง ข้ันกิจกรรมท่ีกระตุ้นให้ นักเรียน
ได้ตระหนักรับรู้ ต้ังความคาดหวังในการเรียนของตนเองเพ่ือกระตุ้นให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจ ในการ
เรียน เกิดความอยากรู้อยากเห็นและมีความพร้อมในการเรียน โดยการเสนอสถานการณ์ เช่น ใช้
คาถามเล่าเหตุการณ์ หรือวีดีทัศน์ ให้นักเรียนเกิดจินตนาการและรับรู้สถานการณ์ปัญหาในภาพรวม
ทาความเข้าใจกับปัญหาและวิเคราะห์เช่ือมโยงประสบการณ์ความรู้เดิมต่าง ๆ เก่ียวกับ สถานการณ์
ปญั หา
151
ขน้ั ที่ 2 สะทอ้ นความคดิ (Reflection) หมายถงึ ขน้ั กจิ กรรม ที่นักเรยี นคิด
ไตร่ตรองประเด็นขององค์ประกอบปัญหาและเชื่อมโยงในแต่ละองค์ประกอบให้เข้าใจ ปัญหาชัดเจน
แล้วต้ังคาถามเก่ียวกับสถานการณ์ปัญหาเพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาคาตอบท่ี 1 หลากหลายและ
เหมาะสม คน้ คว้าขอ้ มลู เพอื่ เพ่มิ พูนความรู้และทักษะในเน้ือหา จากการสืบคน้ ข้อมูล ความรู้จากแหลง่
ต่าง ๆ วางแผนและแก้ปัญหาด้วยการพิจารณาทางเลือกจากวิธีการท่ีคิดไว้อย่าง หลากหลาย ครูคอย
กระตนุ้ ให้นักเรยี นสร้างแนวคิดหรือหาวธิ ีการทท่ี ีแ่ ตกตา่ งกนั และเปน็ ไปได้หลาย ๆ แนวทาง
ข้ันที่ 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) หมายถึง ขั้น
กิจกรรมที่นักเรียนนาเสนอความคิดรวบยอดท่ีสมเหตุสมผลจากหลักฐาน ข้อมูลความรู้ท่ีค้นพบ ใน
การค้นคว้าและการปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกันอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ซ่ึงกันและกัน
เปรียบเทียบความคิดรวบยอดของตนและเพ่ือน ทั้งรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม และสรุปข้อมูลความรู้
เป็นความคิดรวบยอดท่ีสมบูรณ์ของเนื้อหาบทเรียน หลังจากนั้นครูเสนอปัญหาใหม่ที่ท้าทายให้
นักเรียน นาข้อมูลความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดหรือประยุกต์ความรู้ให้เกิดสิ่งใหม่หรือความรู้ใหม่อย่าง
สรา้ งสรรค์
ขั้นที่ 4 ประเมินคุณค่า (Assessment) หมายถึง ขั้นกิจกรรมที่ใช้เทคนิค
วิธีการให้นักเรียน วางแผนและแก้ปัญหาตามสถานการณ์ใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยนักเรียนทา
กิจกรรมกลุ่ม ระดมความคิด แสดงความคิดเห็น ร่วมกันทางาน นาความรู้และทักษะที่ได้รับจากการ
แก้ปัญหา ท่ีผ่านมาไปจินตนาการ ปรับเปลี่ยนความคิดหรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่แตกต่าง
ไปจากเดมิ
ขั้นที่ 5 คิดเชื่อมโยง (Thinking) หมายถึง เป็นขั้นกิจกรรมที่นักเรียน
อธิบาย และนาเสนอความรู้หรือผลงาน และสะท้อนวิธีการคิด โดยการนาเสนอผลงานของกลุ่มด้วย
วธิ กี าร อยา่ งหลากหลายในรปู แบบต่าง ๆ เปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นได้ซักถามและวจิ ารณ์อยา่ งสรา้ งสรรค์
รวมทงั้ ให้นักเรยี นได้โตแ้ ยง้ ยนื ยันขอ้ มลู หลกั ฐานและให้ขอ้ เสนอแนะอยา่ งเหมาะสม
ขั้นท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) หมายถึง ขั้นกิจกรรมท่ีนักเรียน
พิจารณาผลการดาเนินงานของตนเองในการเรียนรู้เป็นไปตามความคาดหวังท่ีตั้งไว้หรือไม่ พร้อมท้ัง
สะท้อนผลความสาเร็จและผลที่ทาให้ไม่เกิดความสาเร็จ และเสนอแนวทางหรือวิธีการพัฒนาท่ี
มองเห็นเพ่ิมเติม โดยประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเองตามเกณฑ์ที่นักเรียนได้ต้ังไว้ รวมท้ัง
ประเมินความรู้ และความคดิ สรา้ งสรรค์ด้วยวิธีการทีเ่ หมาะสม
4. ระบบสังคม (Social System) เป็นเง่ือนไขด้านการเตรียมจัดการเรียนรู้ใน
ลักษณะต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ ระหว่างครูและนักเรียน ซ่ึงส่งผลต่อการเรียนรู้เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย
ได้แก่ บทบาทครู บทบาท นักเรียน ในการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
152
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5
นักเรยี นจะตอ้ งมีปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งกนั และมีปฏิสมั พนั ธก์ ับครู อยา่ งตอ่ เน่อื ง
5. หลักการตอบสนอง (Principle of Reaction) เป็นวิธีการที่ครูจะตอบสนองต่อ
การแสดงออกของนักเรียนในระหวา่ ง เรียนร้โู ดยใหค้ วามสาคัญกบั นักเรียนในการคิด การเรียนรู้ หรือ
ปฏิบัติกิจกรรมอย่างอิสระ เช่น สนทนาซักถามเพ่ือกระตุ้นการคิดอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงจูงใจเพ่ือ
ส่งเสริมให้ลักษณะเป็นนักคิดอย่าง ต่อเน่ือง ให้คาแนะนา ให้ข้อมูลย้อนกลับในทางบวกและเป็นผู้
อานวยความสะดวกในการเรยี น
6. ระบบสนับสนุน (Support System) เป็นหรือเงื่อนไขที่จาเป็นในการท่ีจะใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 เช่น การสอนให้ฝึกทักษะการคิดสร้างสรรค์ จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้
เพียงพอ กาหนดสถานการณ์ปัญหาที่ใกล้เคียงสภาพจริงและมีประเด็นหลากหลายแง่มุมและ
เหมาะสมกบั การเรยี นรู้ จัดบรรยากาศในการเรยี นร้ทู ั้งทางด้านกายภาพและจติ ภาพในเชงิ บวก
จากองค์ประกอบดังกล่าว แสดงเป็นแผนภาพของรปู แบบการจัดการเรียนรไู้ ด้ ดังภาพท่ี 4.1
153
รปู แบบการจัดการเรยี นรู้แบบ “CREATE Model”
รปู แบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
วัตถุประสงค์ เพือ่ ส่งเสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์ สาหรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5
E= C=
Exhibition Cognition
T= CREATE R=
Thinking Model
Reflection
A= E=
Assessment Elaborate To Create
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน/ ความคดิ สรา้ งสรรค์
ความพงึ พอใจ
ภาพที่ 4.1 รปู แบบการจดั การเรียนรู้ CREATE Model เพอ่ื ส่งเสริมความคิดสร้างสรรคเ์ รอื่ ง การสร้าง
งานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 5
154
ตอนที่ 2.2 ผลการวิเคราะห์การตรวจสอบร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5
ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการตรวจสอบร่างรูปแบบ โดยผ่านการสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญ
(Connoisseurship) จานวน 5 ท่าน ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5
ประกอบด้วย 2 ส่วน ดงั นี้
ส่วนท่ี 1 การตรวจสอบความคิดเห็นในประเด็นเก่ียวกับความเป็นไปได้
ในทางปฏิบัติของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรบั นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยให้ผ้เู ช่ียวชาญพจิ ารณาในประเดน็ ต่าง ๆ 4 ประเด็น
ดงั นี้
ประเด็นที่ 1 ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ตามวัตถุประสงค์ของการ
วิจัย ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาข้ึนมีความเหมาะสม และความ
เป็นไปได้ ที่จะนาไปสู่การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน ผู้เชี่ยวให้ข้อเสนอแนะ ที่ควรแก้ไข
และเพม่ิ เติมในรายละเอยี ดต่าง ๆ ในประเดน็ ถัดไป
ประเด็นที่ 2 การกาหนดองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 6
องคป์ ระกอบ คอื 1) หลกั การ แนวคิดและทฤษฎพี ้นื ฐาน (Principle of the Model) 2) วตั ถุประสงค์
ของรูปแบบ (Objective of the Model) 3) ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ (Syntax of the Learning)
4) ระบบสงั คม (Social System) 5) หลกั การตอบสนอง (Principle of Reaction) 6) ระบบสนับสนนุ
(Support System) ผู้เช่ียวชาญให้ความเห็นว่าท้ัง 6 องค์ประกอบ มีความสอดคล้องกับการพัฒนา
รปู แบบการจดั การเรียนรู้ มขี อ้ เสนอแนะให้ แก้ไขและเพม่ิ เตมิ ในรายละเอียดตา่ ง ๆ ดังนี้ องค์ประกอบ
ด้านแนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน ได้แก่ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) แนวคิดการคิดนอก
กรอบ (Lateral Thinking) แนวคิดสืบเสาะความรู้ (Inquiry Approach) และรูปแบบการสอนแบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน Creative Based Learning) ผู้เช่ียวชาญให้ข้อเสนอแนะให้ปรับลดทฤษฎีท่ี
คลา้ ยคลงึ กันและทฤษฎที ี่เกี่ยวข้องกบั รปู แบบการจัดการเรียนรู้ท่ีไมช่ ดั เจนออก เพมิ่ ความสัมพนั ธ์ของ
ทฤษฎีกับองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้มากขึ้น และควรเพ่ิมทฤษฎี หรือแนวคิดที่
ส่งเสริมหรือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นตัวหลักในการพัฒนาความคิด สร้ างสรรค์
องค์ประกอบด้านระบบสังคม ด้านหลักการตอบสนอง และด้านระบบสนับสนุน ผู้เชี่ยวชาญให้
155
ข้อเสนอแนะเขียนอธิบายให้ชัดเจน สอดคล้องกับกิจกรรมและเหมาะสมกับการนาไปใช้ในแต่ละ
ข้นั ตอนของรูปแบบการจดั การเรียนรู้
ประเด็นท่ี 3 การกาหนดองค์ประกอบของวัตถุประสงค์ของรูปแบบการ
จดั การเรียนรู้ 4 ด้าน คือ 1) ความคิดคลอ่ ง (Fluency) 2) ความคดิ ยืดหยนุ่ (Flexibility) 3) ความคิด
ริเริ่ม (Originality) และ 4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration) ผู้เช่ียวชาญ ให้ความเห็นว่า
องค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ ท้ัง 4 ด้าน มีความเหมาะสมกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ของนักเรียน และเสนอแนะให้ปรับแก้ไขนิยามทั้ง 4 องค์ประกอบ ให้เหมาะสมกับการนาไปใช้ โดย
พิจารณาเนื้อหาและกิจกรรมที่จัดให้กับนักเรียนด้วย รวมท้ังให้ปรับเกณฑ์ การประเมินความคิด
สร้างสรรค์ทัง้ 4 ด้าน โดยเขียนใหช้ ดั เจนมุ่งไปทป่ี ระเด็นปัญหา
ประเด็นท่ี 4 กระบวนการจัดการเรียนรู้ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มี 6
ขั้นตอน คือ ข้ันท่ี 1 ตระหนักรู้ (Cognition) ข้ันท่ี 2 สะท้อนความคิด (Reflection) ข้ันท่ี 3 คิด
สร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) ข้ันที่ 4 ประเมินคุณค่า (Assessment) ขั้นที่ 5 คิด
เชื่อมโยง (Thinking) ข้ันท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) ผู้เช่ียวชาญให้ความเห็นว่าข้ันตอนของ
รูปแบบมคี วามสอดคลอ้ งกับทฤษฎี มคี วามเหมาะสม นาใชใ้ นจดั กิจกรรมการเรียนรู้ได้
ผู้วิจัยนาข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไข ปรับปรุง โดยได้สังเคราะห์ ทฤษฎี
และแนวคิดเพ่ิมเติม และปรับปรุงแก้รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ ตามคาแนะนาของ
ผู้เช่ียวชาญ ได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การ
สร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ซึง่ ประกอบด้วย 6 องคป์ ระกอบ ดังนี้
1. หลักการ แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน (Principle of the Model) ผู้วิจัยได้นา
แนวคิด และทฤษฎีเป็นพ้ืนฐานในข้ันที่ 1 ตระหนักรู้ (Cognition) ขั้นที่ 2 สะท้อนความคิด
(Reflection) ขั้นท่ี 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) ข้ันที่ 4 ประเมินคุณค่า
(Assessment) ขั้นที่ 5 คิดเช่ือมโยง (Thinking) ข้ันที่ 6 แสดงผลงาน (Exhibition) ประกอบด้วย
1) ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ที่เชื่อว่า “นักเรียนต้องเป็นผู้ค้นพบและเชอื่ มโยงข้อมลู
ความรู้ด้วยตนเอง จึงจะเกิดการเรียนรู้” แนวคิดของ Piaget ท่ีเช่ือว่า “การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่
เกิดภายในของนักเรียน โดยนักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมกับ
ประสบการณ์เดิมของนักเรียน” แนวคิดของ Vygotsky ที่ว่า “นักเรียนสร้างความรู้โดยผ่านการมี
ปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อน่ื ในขณะท่อี ย่ใู นบริบททางสังคมนั้น” 2) แนวคดิ สบื เสาะความรู้ (Inquiry
Approach) ท่ีว่า นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองโดยเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ โดยเป็นกระบวนการวิธีคิด
หรือวิธแี ก้ปัญหา รวมท้งั การใช้ทักษะตงั้ คาถามเพื่อการสบื เสาะและทักษะในการแก้ปญั หาโดยครูเป็น
ผู้ให้คาช้ีแนะและให้ความช่วยเหลือ ทาให้เกิดความรู้และวิธีการใหม่ 3) ทฤษฎีการคิดนอกกรอบ
156
(Lateral Thinking) แนวคดิ ของ De Bono (1986) เป็นการคิดที่ปรับเปล่ยี น ทัศนคติหรอื มุมมองของ
ปัญหาในแงม่ มุ ใหม่ ๆ สร้างสรรค์คาตอบท่แี ตกต่างไปจากรปู แบบเดิม ๆ ทต่ี ายตวั และ4) รปู แบบการ
สอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Based Learning) เป็นรูปแบบการสอนแบบ Active
Learning ออกแบบการสอนให้นักเรียนได้ครบ ทั้งด้านเน้ือหาวิชาและทักษะในศตวรรษท่ี 21 ซึ่งทา
ให้นักเรียนมีทกั ษะในการคิดสร้างสรรค์
2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ (Objective of the Model) รปู แบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษา
ปีท่ี 5 ซ่ึงมี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ความคิดคล่อง (Fluency) (2) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility)
(3) ความคิดริเรม่ิ (Originality) และ (4) ความคิดละเอียดลออ (Elaboration)
3. ขัน้ ตอนการจัดการเรียนรู้ (Syntax of the Learning) ข้นั ตอน การจัดการเรียนรู้
ประกอบด้วย 6 ขนั้ ตอน ดังน้ี
ขั้นที่ 1 ตระหนักรู้ (Cognition) หมายถึง ข้ันกิจกรรมที่กระตุ้นให้ นักเรียน
ได้ตระหนักรับรู้ ต้ังความคาดหวังในการเรียนของตนเองเพ่ือกระตุ้นให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจในการ
เรียน เกิดความอยากรู้อยากเห็นและมีความพร้อมในการเรียนโดยการเสนอสถานการณ์ เช่น ใช้
คาถามเล่าเหตุการณ์ หรือวีดีทัศน์ ให้นักเรียนเกิดจินตนาการและรับรู้สถานการณ์ปัญหาในภาพรวม
ทาความเข้าใจกับปัญหาและวิเคราะห์เช่ือมโยงประสบการณ์ความรู้เดิมต่าง ๆ เก่ียวกับ สถานการณ์
ปญั หา
ขั้นที่ 2 สะท้อนความคิด (Reflection หมายถึง ข้ันกิจกรรมที่นักเรียนคิด
ไตร่ตรอง ประเดน็ ขององค์ประกอบ ปัญหา และเชือ่ มโยงในแต่ละองค์ประกอบใหเ้ ขา้ ใจปัญหาชัดเจน
แล้วตั้งคาถามเก่ียวกับสถานการณ์ปัญหาเพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาคาตอบที่ 1 หลากหลายและ
เหมาะสม ค้นควา้ ขอ้ มูลเพื่อเพิ่มพนู ความรู้และทักษะในเนื้อหา จากการสืบคน้ ข้อมลู ความร้จู ากแหล่ง
ต่าง ๆ วางแผนและแก้ปัญหาด้วยการพิจารณาทางเลือกจากวิธีการที่คิดไว้อย่างหลากหลาย ครูคอย
กระตนุ้ ให้นักเรียนสรา้ งแนวคิดหรอื หาวธิ ีการที่ทแ่ี ตกต่างกันและเป็นไปได้หลาย ๆ แนวทาง
ข้ันท่ี 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) หมายถึง ขั้น
กิจกรรมทนี่ ักเรยี นนาเสนอความคิดรวบยอดทสี่ มเหตสุ มผลจากหลักฐาน ข้อมูลความรู้ท่ีค้นพบในการ
ค้นคว้าและการปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกันอภิปรายแลกเปล่ียนความคิดเห็น ความรู้ซึ่งกันและกัน
เปรียบเทียบความคิดรวบยอดของตนและเพ่ือน ทั้งรายบุคคลหรือเป็นกลุ่ม และสรุปข้อมูลความรู้
เป็นความคิดรวบยอดที่สมบูรณ์ของเน้ือหาบทเรียน หลังจากนั้นครูเสนอปัญหาใหม่ท่ีท้าทายให้
นักเรียน นาข้อมูลความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดหรือประยุกต์ความรู้ให้เกิดส่ิงใหม่หรือความรู้ใหม่อย่าง
สรา้ งสรรค์
157
ขั้นท่ี 4 ประเมินคุณค่า (Assessment) หมายถึง ขั้นกิจกรรมท่ีใช้เทคนิค
วิธีการให้นักเรียน วางแผนและแก้ปัญหาตามสถานการณ์ใหม่อย่างสร้างสรรค์ โดยนักเรียนทา
กิจกรรมกลุ่ม ระดมความคิด แสดงความคิดเห็น ร่วมกันทางาน นาความรู้และทักษะท่ีได้รับจากการ
แก้ปัญหา ที่ผ่านมาไปจินตนาการ ปรับเปล่ียนความคิดหรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ท่ีแตกต่าง
ไปจากเดิม
ขน้ั ที่ 5 คดิ เชอ่ื มโยง (Thinking) หมายถงึ เปน็ ขน้ั กิจกรรมท่ีนักเรยี นอธิบาย
และนาเสนอความรู้หรือผลงาน และสะท้อนวิธีการคิด โดยการนาเสนอผลงานของกลุ่มด้วยวิธีการ
อย่างหลากหลายในรปู แบบตา่ ง ๆ เปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนไดซ้ กั ถามและวจิ ารณ์อย่างสร้างสรรค์ รวมทงั้
ใหน้ ักเรียนไดโ้ ต้แย้ง ยืนยันข้อมลู หลักฐานและให้ขอ้ เสนอแนะอย่างเหมาะสม
ข้ันท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) หมายถึง ขั้นกิจกรรมท่ีนักเรียน
พิจารณาผลการดาเนินงานของตนเองในการเรียนรู้เป็นไปตามความคาดหวังที่ต้ังไว้หรือไม่ พร้อมท้ัง
สะท้อนผลความสาเร็จและผลท่ีทาให้ไม่เกิดความสาเร็จ และเสนอแนวทางหรือวิธีการพัฒนาท่ี
มองเห็นเพิ่มเติม โดยประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเองตามเกณฑ์ท่ีนักเรียนได้ตั้งไว้ รวมท้ัง
ประเมนิ ความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ด้วยวิธีการท่เี หมาะสม
4. ระบบสังคม (Social System) การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีที่ 5 นกั เรยี นจะต้องมีปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างกนั และมปี ฏิสมั พันธก์ ับครูอย่างต่อเนอื่ ง
บทบาทนักเรียน : นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ใหม่ด้วยตนเอง ผ่านการได้ระดม
ความคิด ร่วมกันแสดงความคิดเห็น แลกเปล่ียนความคิดและประสบการณ์ การลงมือปฏิบัติร่วมกัน
กับครูและเพ่ือน โดยอาศัยเทคนิคหรือวิธีการร่วมฝึกคิดคล่อง คิดยืดหยุ่น คิดริเร่ิม และคิด
ละเอียดลออ
บทบาทครู : ครูเป็นผู้อานวยสะดวก ช่วยเหลือ คอยชี้แนะในการทากิจกรรม สร้าง
สถานการณ์ปัญหาที่ใกล้เคียงสภาพจริงและมีประเด็นหลากหลายแง่มุมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ใช้
คาถามเพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียน ให้เช่ือมโยงความคิดเข้ากับความคิดเดิม และสิ่งใหม่ที่จะ
เรียนรู้ จนนักเรียนเกิดการสร้างความรู้ ความคิดใหม่ พยายามให้นักเรียนปรับเปลี่ยน ความคิด
หลากหลายแนวทาง กระตุ้นให้นักเรียนคิดหรือสร้างในส่ิงที่แตกต่างจากท่ีมีมาก่อน แสดง
ความสัมพันธ์ของข้ันตอนการสอน บทบาทครู และบทบาทนกั เรียน
5. หลักการตอบสนอง (Principle of Reaction) จัดบรรยากาศใหเ้ อ้ือต่อการเรียนรู้
สนทนา ซกั ถาม ใช้คาถาม เพือ่ กระตุ้นการคิดอยา่ งตอ่ เนื่อง ส่งเสรมิ ให้นักเรียนมปี ฏิสมั พันธซ์ ่ึงกันและ
กันภายในกลุ่ม ส่งเสริม ให้นักเรียนได้เรียนรู้ ได้ลงมือปฏิบัติ สามารถสร้างความรู้ด้วยตนเอง ได้คิด
158
และแสดงความคิดเหน็ อย่างอิสระ กระต้นุ ให้นกั เรียนคิดแตกต่างไปจากเดิม คดิ อยา่ งหลากหลาย โดย
ไม่ประเมินว่าถูก ผิด ครูเป็นผู้อานวยความสะดวกในการเรียนให้คาแนะนา ช่วยเหลือให้ข้อมูล
ย้อนกลบั ในทางบวก
6. ระบบสนับสนุน (Support System) สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ท้ังทางด้าน
กายภาพและจิตภาพในเชิงบวก จัดประสบการณ์ให้กับนักเรียนฝังอยู่ในบริบทการแก้ปัญหา กาหนด
สถานการณป์ ญั หาท่ีใกลเ้ คยี งสภาพจริงในชีวิตประจาวัน มปี ระเด็นหลากหลายแง่มมุ และเหมาะสมกับ
การเรียนรู้ จดั เตรยี มวัสดุอปุ กรณ์ ให้เพียงพอ และสอนให้ฝึกความคดิ สรา้ งสรรค์
ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์การตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 ผูว้ จิ ัยไดน้ ารูปแบบการจัดการเรียนท่ีปรับปรุงแลว้ เสนอผูเ้ ชี่ยวชาญชุดเดมิ จานวน 5 ท่าน เพ่ือ
ประเมินความเหมาะสมของรปู แบบ ปรากฏดงั ตารางท่ี 4.2
ตารางท่ี 4.2 ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
ท่ี รายการ X S.D. การแปลผล
1 ความเป็นมาและความสาคัญของรปู แบบการจัดการเรยี นรู้ 3.80 0.84 มาก
2 ความชัดเจนของแนวคดิ ทฤษฎีท่ใี ช้เปน็ พ้นื ฐานในการ
พัฒนารปู แบบการจดั การเรยี นรู้ 4.40 0.55 มาก
3 องคป์ ระกอบของรูปแบบการจดั การเรยี นรู้ 4.80 0.45 มากทสี่ ดุ
4 หลกั การของรูปแบบการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ 4.40 0.55 มาก
5 วตั ถปุ ระสงคข์ องรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนร 4.80 0.45 มากทีส่ ดุ
6 การกาหนดขนั้ การจดั กิจกรรมการเรียนรทู้ งั้ 6 ข้ัน 5.00 0.00 มากทส่ี ุด
6.1 ขน้ั ที่ 1 ตระหนักรู้ (Cognition) 4.40 0.55 มาก
6.2 ขั้นที่ 2 สะท้อนความคิด (Reflection) 4.80 0.45 มากท่สี ดุ
6.3 ขน้ั ที่ 3 คดิ สร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) 4.80 0.45 มากทส่ี ดุ
6.4 ข้ันที่ 4 ประเมินคณุ คา่ (Assessment) 4.20 0.45 มาก
6.5 ข้ันที่ 5 คดิ เชือ่ มโยง (Thinking) 4.60 0.55 มากทส่ี ดุ
6.6 ขัน้ ท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) 4.80 0.45 มากท่สี ดุ
159
ตารางท่ี 4.2 (ตอ่ )
ท่ี รายการ X S.D. การแปลผล
7 ระบบสงั คม 4.60 0.55 มากท่สี ุด
7.1 บทบาทครู 4.60 0.55 มากทสี่ ดุ
7.2 บทบาทนักเรยี น 4.80 0.45 มากทสี่ ุด
8 การนยิ ามความหมายของความคดิ สร้างสรรค์และข้ันตอน
การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 4.60 0.55 มาก
9 รปู แบบการจดั การเรียนรู้มีความเหมาะสมแกก่ ารนาไปใช้ 4.20 0.45 มากทสี่ ุด
10 รูปแบบการจดั การเรียนรู้สามารถพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์
ได้ 4.60 0.55 มากท่สี ดุ
ค่าเฉล่ียโดยภาพรวม 4.57 0.49 มากทส่ี ุด
จากตารางท่ี 4.2 พบว่า ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 โดยผู้เช่ียวชาญ ผลการประเมินโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X = 4.57, S.D. = 0.49)
มคี วามเหมาะสมอยใู่ นระดบั มากทีส่ ดุ (รายละเอียดในภาคผนวก ค หนา้ 232)
ตอนท่ี 2.3 ผลการวิเคราะห์การตรวจสอบประสิทธิภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษา
ปที ่ี 5
ผู้วิจัยทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทดลองใช้จริงโดยนาการสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016 จานวน 1
หน่วย และแผนการจัดการเรียนรู้ จานวน 7 แผน ท่ีพัฒนาข้ึนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้
ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผ้เู ช่ียวชาญ แลว้ นาไปทดลองใชก้ ับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/1 ใน
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ห้องเรียนท่ีเป็นกลุ่มตัวอย่าง เป็นระยะเวลา 14 ชั่วโมง เพ่ือ
ตรวจสอบความเป็นไปได้ ในการนาไปใช้ในสภาพการเรียนการสอนจริง และรวบรวมข้อมูลโดยผวู้ จิ ัย
ดาเนินการหาประสิทธิภาพของรูปแบบแบบภาคสนาม (Field Tryout) นาไปทดลองใช้กับนักเรียน
160
จานวน 22 คน จากน้ันจึงหาค่าประสิทธิภาพ (E1 /E2) โดยหาค่า E1 จากคะแนนที่ได้จากการทา
แบบทดสอบหลงั เรียนเรยี นแต่ละชุด และหาคา่ E2 จากคะแนนท่ไี ด้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนดงั ตารางท่ี 4.3
ตารางท่ี 4.3 แสดงประสทิ ธภิ าพของรปู แบบการจดั การเรียนรู้ CREATE Model เพือ่ ส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5 กบั กลุ่มตวั อย่าง
จานวน คะแนนระหว่างเรียน คะแนนหลงั เรยี น ประสทิ ธภิ าพ
นักเรยี น เฉล่ีย ร้อยละ เฉลยี่ ร้อยละ (E1/ E2)
59.50 85.00 33.27 83.18
22 85.00/83.18
จากตารางที่ 4.3 พบว่า โดยภาพรวม ได้ค่าประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 เท่ากับ 85.00/83.18 สูงกวา่ เกณฑ์ท่ีต้ังไว้ ซง่ึ เปน็ ไปตามสมมติฐานข้อท่ี 1 ทีต่ ั้งไว้ (รายละเอียด
ในภาคผนวก ซ หนา้ 274)
ตอนท่ี 3 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดย
ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ดงั นี้
ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ี
ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ระหวา่ งก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ดังตาราง
ที่ 4.4
161
ตารางที่ 4.4 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5
ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นกั เรียนกลุ่มตัวอย่าง
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน n คะแนน X S.D. t p
เต็ม
กอ่ นเรียน 22 40 25.05 1.46 29.53 0.05*
หลังเรียน 40 33.27 1.16
* มีนยั สาคัญทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
จากตารางท่ี 4.4 โดยภาพรวมพบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนคะแนนผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน( X = 33.27, S.D.= 1.16) โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 สูงกว่าก่อนเรียน
( X =25.05, S.D.= 1.46) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อท่ี 1
(รายละเอยี ดในภาคผนวก ฌ หนา้ 277)
162
ตอนท่ี 4 ผลการศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ระหว่างกอ่ นเรียนและหลังเรียน ดังตารางท่ี 4.5
ตารางที่ 4.5 ผลการวิเคราะห์ระดับความคดิ สรา้ งสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ที่ได้รับการ
จัดการเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5 หลงั เรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
รายการประเมิน X S.D. แปลผล
ความคิดรเิ ริ่ม
1.นกั เรยี นสามารถคดิ และปฏิบตั ติ ามใบกจิ กรรมได้อยา่ ง
รวดเรว็ และถูกต้อง 2.95 0.21 ดี
2.นักเรยี นสามารถคดิ ค้นหาส่ิงทตี่ ้องการจากส่ือที่ให้ได้อย่าง
รวดเรว็ และถกู ต้อง 2.82 0.39 ดี
3.นักเรยี นทางานเสร็จและถกู ตอ้ งตามเวลาทกี่ าหนด 2.82 0.39 ดี
4.นักเรยี นสามารถสร้างผลงานได้อยา่ งหลากหลาย แตกตา่ ง
จากตวั อยา่ งภายใน 2.91 0.29 ดี
เฉลย่ี 2.88 0.32 ดี
ความคิดคลอ่ งแคล่ว
5. นกั เรยี นสามารถคิดได้หลากหลายและมุมมองไมซ่ า้ รปู แบบ 2.73 0.46 ดี
6. นกั เรยี นสามารถคิดสรา้ งผลงานไดอ้ ย่างหลากหลายแปลก
ใหม่และสวยงาม 2.91 0.29 ดี
7. นักเรียนมีกรอบแนวคิดแบบเดมิ และไม่ซา้ กับผลงานคนอ่ืน 2.77 0.43 ดี
8. นกั เรียนสามารถในการดดั แปลงความรู้ หรือประสบการณ์
ให้เกิดประโยชน์ 2.82 0.39 ดี
เฉลยี่ 2.81 0.39 ดี
ความคิดยดื หยุ่น
9. นักเรยี นมีความคิดแปลกใหมท่ เี่ กดิ จากจินตนาการของ
ตนเองแตกต่างจากคนอืน่ 2.91 0.29 ดี
163
ตารางที่ 4.5 (ต่อ)
รายการประเมนิ X S.D. แปลผล
10 นกั เรียนมีการนาความรู้ที่ได้รับมาดัดแปลง ประยุกต์ และ
นาไปใช้ได้อยา่ งถูกต้อง 2.86 0.35 ดี
11. นักเรียนสามารถสร้างผลงานจากองคค์ วามรทู้ ่ีสรุปได้จาก
ใบกจิ กรรม 2.73 0.46 ดี
12. นักเรียนสามารถสรา้ งสรรคผ์ ลงานทแี่ ตกต่างได้จากการดู
วดิ โี อประกอบการสอนของครู 2.91 0.29 ดี
เฉลยี่ 2.85 0.35 ดี
ความคดิ ละเอียดลออ
13. นกั เรียนมีความละเอยี ด ความคิดท่รี อบคอบสร้างผลงาน
ไดอ้ ยา่ งสวยงาม 2.77 0.43 ดี
14. นกั เรียนมผี ลงานท่คี วามประณีต/เรียบร้อย สามารถ
นาไปประยุกต์ใช้อย่างถูกตอ้ ง 2.86 0.35 ดี
15. ผลงานท่นี ักเรยี นสร้างขึ้น ใช้เคร่อื งมือถูกต้องครบถว้ น
ตามใบกิจกรรมที่ได้รบั 2.86 0.35 ดี
16. นักเรยี นสามารถตกแต่งผลงานโดยใช้เคร่ืองมืออน่ื ๆ เพื่อ
เพิ่มความสวยงามให้กับผลงานได้ 2.86 0.35 ดี
เฉลีย่ 2.84 0.37 ดี
เฉลยี่ โดยภาพรวม 2.85 0.36 ดี
จากตารางท่ี 4.5 พบว่า นักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ
จัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วย
โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 หลังเรียน มีคะแนนประเมินความคิดสร้างสรรค์โดยภาพรวม อยู่ในระดับดี
( X =2.85,S.D.= 0.36) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดี ทุกด้าน ได้แก่
ความคิดรเิ ริม่ ( X =2.88,S.D.= 0.32) ความคดิ ยดื หยุ่น ( X =2.85,S.D.= 0.35) ความคิดละเอียดลออ
( X =2.84,S.D.= 0.37) และความคิดคล่องแคล่ว ( X =2.81,S.D.= 0.39) ตามลาดับ ซึ่งยอมรับ
สมมตฐิ านการวจิ ัยข้อที่ 1 (รายละเอยี ดในภาคผนวก ฌ หนา้ 278)
164
ตอนท่ี 5 ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 ดังตารางที่ 4.6
ตารางท่ี 4.6 ผลการประเมนิ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพอื่ สง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ของนักเรยี นกลมุ่ ตัวอยา่ ง
รายการประเมินความพึงพอใจ ระดับความพึงพอใจ
X S.D. ระดับ
ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
1. นักเรียนชอบเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE 4.86 0.35 มากที่สดุ
Model เพ่ือส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์
2. รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ทาให้เข้าใจเนื้อหาและการปฏบิ ัตงิ าน 4.68 0.48 มากที่สดุ
ไดง้ า่ ย 4.73 0.46 มากที่สดุ
3. รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ น้ที าให้กล้าแสดงความคิดเห็นมากข้นึ
4. กิจกรรมในรปู แบบการจัดการเรียนรู้นี้ทาใหส้ รุปความรูไ้ ดด้ ้วย 4.64 0.49 มากที่สดุ
ตนเอง 4.59 0.59 มากทส่ี ดุ
5. นักเรยี นมีสว่ นร่วมในการทากจิ กรรมการเรยี นการสอน
6. รปู แบบการจดั การเรยี นรู้สามารถทาใหน้ ักเรียนคิดรเิ รมิ่ ส่งิ 4.91 0.29 มากทส่ี ุด
แปลกใหม่ได้
7. รปู แบบการจดั การเรียนรู้ นท้ี าให้นกั เรียนมคี วามรับผิดชอบตอ่ 4.68 0.48 มากทส่ี ุด
ตนเองในการเรียน 4.73 0.45 มากทส่ี ดุ
ค่าเฉลี่ย 4.77 0.43 มากท่ีสุด
ด้านบรรยากาศในการเรยี น 4.86 0.35 มากที่สุด
8. รสู้ กึ กระตือรอื รน้ และติดตามเนื้อหาอยู่เสมอ
9. รปู แบบการจดั การเรยี นรู้น่าสนใจอยากเข้ารว่ มกจิ กรรม 4.64 0.49 มากที่สดุ
10. การเรียนโดยรปู แบบการจัดการเรยี นรู้น้ีทาให้มคี วาม 4.73 0.46 มากทส่ี ุด
สนกุ สนาน
11. บรรยากาศในการเรยี นไมต่ ึงเครยี ด
165
ตารางท่ี 4.6 (ตอ่ )
รายการประเมนิ ความพึงพอใจ ระดบั ความพึงพอใจ
X S.D. ระดบั
12. กิจกรรมการเรียนการสอนโดยรูรปู แบบการจดั การเรยี นรู้
ไม่ยุง่ ยากซบั ซ้อน 4.45 0.67 มากที่สดุ
13. นกั เรียนเป็นเจา้ ของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 4.82 0.39 มากที่สุด
14. กิจกรรมการเรียนการสอนสามารถศึกษาไดท้ ั้งในหอ้ งเรยี น
และนอกห้องเรยี น 4.68 0.48 มากที่สุด
คา่ เฉลย่ี 4.71 0.47 มากที่สดุ
ด้านระยะเวลาในการเรยี น
15. รูปแบบการจัดการเรียนรู้น้ีทาให้เสียเวลาในการเรยี นน้อย 4.68 0.48 มากทส่ี ุด
16. รูปแบบการจัดการเรียนรนู้ ี้นกั เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดว้ ยตนเอง 4.77 0.43 มากทส่ี ุด
17. รปู แบบการจดั การเรียนรนู้ ้นี ักเรยี นเรยี นรู้ไดต้ ลอดเวลา 4.68 0.48 มากทส่ี ดุ
ค่าเฉลย่ี 4.71 0.46 มากท่สี ดุ
ดา้ นการประเมินผลในการเรียน
18. รปู แบบการจัดการเรยี นรู้นส้ี ามารถช่วยให้แก้ไขการเรียนได้ดขี ึ้น 4.64 0.49 มากที่สุด
19. รูปแบบการจดั การเรียนรูน้ ี้สามารถพัฒนาวิธกี ารแสวงหา
ความร้เู พิม่ เตมิ ได้ 4.77 0.43 มากทส่ี ดุ
20. รูปแบบการจดั การเรียนรูน้ ท้ี าให้ทราบผลการประเมินทนั ที
ซ่ึงทาใหน้ ักเรยี นสนใจเรียนรเู้ พิม่ ขึ้น 4.86 0.35 มากทส่ี ุด
ค่าเฉล่ีย 4.76 0.42 มากท่ีสุด
ค่าเฉล่ียโดยภาพรวม 4.73 0.45 มากทีส่ ุด
จากตารางที่ 4.6 ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 โดยภาพรวม อยูใ่ นระดับ มาก
ท่ีสุด ( X = 4.73,S.D.= 0.45) เม่ือแยกเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มี
166
ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงจากค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย ได้ดังน้ี ด้านการ
ประเมนิ ผลในการเรยี น ( X = 4.76,S.D.= 0.42) รองลงมา ได้แก่ ด้านการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ ( X
= 4.73,S.D.= 0.45) ด้านระยะเวลาในการเรียน ( X = 4.71,S.D.= 0.46) ด้านบรรยากาศในการ
เรียน ( X = 4.71,S.D.= 0.47) ตามลาดับ (รายละเอยี ดในภาคผนวก ฌ หน้า 279)
ตอนท่ี 6 ผลการขยายผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ดังน้ี
การนารปู แบบการจดั การเรยี นรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ เรอ่ื ง การ
สร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ไปใช้กับกลุ่มขยายผล คือ เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่
5/1 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาลว่ ง) อาเภอเมือง จังหวดั ตรงั ท่เี รยี นในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา
2563 จานวนนักเรียน 17 คน ผู้วิจัยจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานักเรียนด้านผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนและความคดิ สรา้ งสรรค์ให้เกดิ ข้นึ พร้อม ๆ กนั โดยผวู้ ิจยั ทาหนา้ ท่ีเปน็ ครผู ู้สอนดาเนนิ การจดั การ
เรยี นการสอนตามกระบวนการของรูปแบบ 6 ขน้ั โดยใช้ หน่วยการเรียน 1 หน่วย มแี ผนการจดั การเรยี นรู้
7 แผน
ผลการประเมินประสิทธิผลการใช้เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 จานวนนักเรียน
17 คนกลมุ่ ขยายผล ดงั ต่อไปนี้
ตอนท่ี 6.1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างกอ่ นเรียนและ
หลงั เรยี น ดงั ตารางท่ี 4.7
167
ตารางท่ี 4.7 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
ท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนของ
นักเรียนกลมุ่ ขยายผล
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน n คะแนน X S.D. t p
เตม็
ก่อนเรียน 17 40 25.24 1.79 14.38 0.00*
หลังเรยี น 40 33.12 1.11
* มนี ัยสาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05
จากตารางที่ 4.7 โดยภาพรวมพบว่า นักเรียนกลุ่มขยายผลมีคะแนนคะแนนผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ( X = 33.12, S.D.= 1.11) โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 สงู กว่ากอ่ นเรียน ( X =
25.24, S.D.= 1.79) อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยข้อท่ี 3
(รายละเอียดในภาคผนวก ญ หน้า 282)
ตอนที่ 6.2 ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษา
ปที ่ี 5 ที่ไดร้ บั การจัดการเรียนรโู้ ดยใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนรู้ CREATE Model เพ่อื ส่งเสรมิ ความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ระหวา่ งกอ่ นเรยี นและหลังเรียน ดงั ตาราง
ที่ 4.8
168
ตารางที่ 4.8 ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีได้รับ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 หลงั เรียนของนักเรียนกลมุ่ ขยายผล
รายการประเมิน X S.D. แปลผล
ความคดิ ริเริม่
1.นกั เรยี นสามารถคดิ และปฏิบัติตามใบกิจกรรมได้อยา่ ง
รวดเร็วและถูกต้อง 2.82 0.39 ดี
2.นกั เรยี นสามารถคิดคน้ หาส่ิงท่ีตอ้ งการจากสื่อท่ีให้ได้อย่าง
รวดเร็วและถูกต้อง 2.76 0.44 ดี
3.นักเรียนทางานเสร็จและถกู ตอ้ งตามเวลาที่กาหนด 2.94 0.24 ดี
4.นกั เรียนสามารถสรา้ งผลงานได้อย่างหลากหลาย แตกต่าง
จากตัวอยา่ งภายใน 2.82 0.39 ดี
เฉล่ีย 2.84 0.37 ดี
ความคดิ คล่องแคล่ว
5. นกั เรยี นสามารถคิดไดห้ ลากหลายและมุมมองไม่ซ้า
รปู แบบ 2.88 0.33 ดี
6. นกั เรียนสามารถคดิ สรา้ งผลงานได้อย่างหลากหลาย
แปลกใหมแ่ ละสวยงาม 2.94 0.24 ดี
7. นักเรยี นมกี รอบแนวคดิ แบบเดิมและไม่ซ้ากับผลงาน
คนอ่นื 2.88 0.33 ดี
8. นกั เรียนสามารถในการดดั แปลงความรู้ หรือ
ประสบการณ์ใหเ้ กดิ ประโยชน์ 3.00 0.00 ดี
เฉลีย่ 2.93 0.23 ดี
ความคิดยดื หยุ่น
9 นกั เรียนมคี วามคดิ แปลกใหม่ท่ีเกิดจากจินตนาการของ
ตนเองแตกต่างจากคนอื่น 2.94 0.24 ดี
10 นักเรียนมีการนาความรู้ท่ไี ด้รับมาดดั แปลง ประยุกต์
และนาไปใช้ได้อยา่ งถูกต้อง 2.88 0.33 ดี
169
ตารางที่ 4.8 (ต่อ)
รายการประเมิน X S.D. แปลผล
11. นักเรียนสามารถสรา้ งผลงานจากองคค์ วามรู้ทีส่ รุปได้
จากใบกิจกรรม 2.88 0.33 ดี
12. นักเรียนสามารถสรา้ งสรรคผ์ ลงานทแ่ี ตกตา่ งไดจ้ ากการ
ดวู ดิ ีโอประกอบการสอนของครู 2.94 0.24 ดี
เฉลย่ี 2.91 0.29 ดี
ความคดิ ละเอียดลออ
13. นกั เรยี นมีความละเอยี ด ความคิดทร่ี อบคอบสร้าง
ผลงานไดอ้ ย่างสวยงาม 3.00 0.00 ดี
14. นกั เรียนมผี ลงานท่ีความประณีต/เรยี บร้อย สามารถ
นาไปประยุกต์ใช้อย่างถูกตอ้ ง 2.94 0.24 ดี
15. ผลงานทีน่ ักเรยี นสรา้ งขน้ึ ใชเ้ คร่ืองมือถูกต้องครบถ้วน
ตามใบกิจกรรมที่ได้รบั 2.94 0.24 ดี
16. นักเรียนสามารถตกแต่งผลงานโดยใชเ้ ครือ่ งมืออน่ื ๆ
เพ่อื เพ่ิมความสวยงามให้กับผลงานได้ 2.94 0.24 ดี
เฉลี่ย 2.96 0.18 ดี
เฉล่ียโดยภาพรวม 2.91 0.27 ดี
จากตารางที่ 4.8 พบว่า นักเรียนกลุ่มขยายผลท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วย
โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 หลังเรียน มีคะแนนประเมินความคิดสร้างสรรค์โดยภาพรวม อยู่ในระดับดี
( X =2.91,S.D.= 0.27) เมื่อแยกรายด้าน พบว่า ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับดี ทุกด้าน
ได้แก่ ความคิดละเอียดลออ ( X =2.96,S.D.= 0.18) ความคิดคล่องแคล่ว ( X =2.93,S.D.= 0.23)
ความคิดยืดหยุ่น ( X =2.91,S.D.= 0.29) ความคิดริเร่ิม ( X =2.84,S.D.= 0.37) ตามลาดับ
ซงึ่ ยอมรับสมมติฐานการวิจยั ขอ้ ท่ี 3 (รายละเอียดในภาคผนวก ญ หน้า 283)
170
ตอนท่ี 6.3 ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 หลงั เรยี น ดังตารางท่ี 4.9
ตารางท่ี 4.9 ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 หลังเรียน ของนักเรียนกลุ่มขยายผล
รายการประเมนิ ความพงึ พอใจ ระดับความพึงพอใจ
X S.D. ระดบั
ด้านการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. นกั เรียนชอบเรยี นด้วยรปู แบบการจดั การเรียนรู้ CREATE 4.71 0.47 มากที่สดุ
Model เพอื่ สง่ เสริมความคดิ สรา้ งสรรค์
2. รูปแบบการจดั การเรียนรู้ทาให้เข้าใจเนื้อหาและ 4.88 0.33 มากที่สุด
การปฏิบัตงิ านได้งา่ ย
3. รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ นที้ าให้กล้าแสดงความคิดเห็น 4.76 0.44 มากที่สุด
มากขึ้น
4. กิจกรรมในรูปแบบการจดั การเรยี นรนู้ ้ที าใหส้ รปุ ความรไู้ ด้ 4.88 0.33 มากทสี่ ุด
ดว้ ยตนเอง 4.71 0.47 มากทส่ี ดุ
5. นักเรียนมสี ่วนร่วมในการทากิจกรรมการเรยี นการสอน
6. รูปแบบการจดั การเรยี นรู้สามารถทาให้นักเรียนคิดริเรมิ่ สงิ่ 4.76 0.44 มากทส่ี ุด
แปลกใหม่ได้
7. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ นที้ าใหน้ ักเรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบ 4.59 0.51 มากทส่ี ุด
ต่อตนเองในการเรียน 4.76 0.43 มากทส่ี ุด
ค่าเฉล่ีย 4.71 0.47 มากท่ีสุด
ดา้ นบรรยากาศในการเรียน 4.82 0.39 มากที่สุด
8. รสู้ กึ กระตอื รือร้นและติดตามเนอ้ื หาอยูเ่ สมอ
9. รูปแบบการจัดการเรียนร้นู า่ สนใจอยากเขา้ ร่วมกจิ กรรม 4.76 0.44 มากที่สดุ
10. การเรียนโดยรูปแบบการจัดการเรียนรู้นี้ทาให้มคี วาม 4.71 0.47 มากทีส่ ุด
สนกุ สนาน
11. บรรยากาศในการเรียนไมต่ ึงเครียด
171
ตารางที่ 4.9 (ตอ่ )
รายการประเมินความพึงพอใจ ระดบั ความพึงพอใจ
X S.D. ระดับ
12. กิจกรรมการเรียนการสอนโดยรูรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ไมย่ ่งุ ยากซับซ้อน 4.65 0.49 มากที่สุด
13. นกั เรยี นเปน็ เจา้ ของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 4.88 0.33 มากที่สดุ
14. กิจกรรมการเรียนการสอนสามารถศึกษาไดท้ ัง้ ในห้องเรยี น
และนอกหอ้ งเรยี น 4.71 0.47 มากที่สดุ
4.75 0.44 มากที่สดุ
ค่าเฉลย่ี
ด้านระยะเวลาในการเรียน 4.71 0.47 มากทส่ี ุด
15. รปู แบบการจดั การเรยี นรนู้ ี้ทาใหเ้ สยี เวลาในการเรยี นนอ้ ย
16. รูปแบบการจดั การเรียนรู้นี้นักเรยี นสามารถเรียนรู้ไดด้ ว้ ย 4.82 0.39 มากที่สดุ
ตนเอง 4.76 0.44 มากท่ีสุด
17. รูปแบบการจัดการเรยี นร้นู ้ีนักเรยี นเรยี นรไู้ ดต้ ลอดเวลา 4.76 0.43 มากทส่ี ุด
คา่ เฉลีย่ 4.59 0.62 มากที่สุด
ดา้ นการประเมนิ ผลในการเรยี น
18. รปู แบบการจัดการเรียนรู้นี้สามารถช่วยใหแ้ ก้ไขการเรยี นได้ 4.53 0.62 มากทีส่ ุด
ดขี น้ึ
19. รูปแบบการจัดการเรียนรู้น้ีสามารถพัฒนาวิธีการแสวงหา 4.82 0.39 มากท่สี ดุ
ความรเู้ พิ่มเติมได้ 4.65 0.54 มากท่สี ุด
20. รปู แบบการจดั การเรยี นรนู้ ท้ี าใหท้ ราบผลการประเมินทนั ที 4.73 0.46 มากที่สดุ
ซึ่งทาให้นักเรียนสนใจเรยี นร้เู พ่ิมขน้ึ
ค่าเฉล่ีย
คา่ เฉล่ียโดยภาพรวม
จากตารางที่ 4.9 ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่า นักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
172
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวม อย่ใู นระดับมาก
ที่สุด ( X = 4.73,S.D.= 0.46) เม่ือแยกเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 มี
ความพึงพอใจอยู่ในระดับมากท่ีสุด โดยเรียงจากค่าเฉล่ียจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้และด้านระยะเวลาในการเรียน ( X = 4.76,S.D.= 0.43) ด้านบรรยากาศในการ
เรียน ( X = 4.75,S.D.= 0.44) ดา้ นการประเมนิ ผลในการเรียน ( X = 4.65,S.D.= 0.54) (รายละเอยี ด
ในภาคผนวก ญ หนา้ 284)
173
บทท่ี 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรอื่ ง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังน้ี 1) เพื่อศึกษาสภาพ
ปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 2) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของ
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ตามเกณฑ์ 80/80 3) เพือ่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียน
และหลงั เรยี นของนักเรียนท่ีเรยี นโดยใชร้ ปู แบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพอื่ ส่งเสรมิ ความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 4) เพ่ือศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 5) เพื่อประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
6) เพือ่ ขยายผลรูปแบบการจดั การเรยี นรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์ เร่อื ง การ
สร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวจิ ัย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้าน
นาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 จานวนนักเรียน 22
คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) กลุ่มทดลองเคร่ืองมือ คือ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง
ท่ีเรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 จานวนนักเรียน 29 คน และกลุ่มขยายผลรูปแบบคร้ังน้ี
เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง
ที่เรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 จานวนนักเรียน 17 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ
174
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 – ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่องการสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความคิด
สร้างสรรค์ และ4) แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉล่ีย ค่าร้อยละ ส่วน
เบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยสถติ ิ t-test (Dependent Samples)
สรปุ ผลการวิจัย
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรือ่ ง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 สรุปผลการวิจัยได้ดงั นี้
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 พบวา่
ครูส่วนใหญ่จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบบรรยายเป็นหลัก เน้นการจัดการเรียนรู้โดยให้
นักเรียนทาความเข้าใจความคิดรวบยอดในเนื้อหาบทเรียน กระบวนการเรยี นรไู้ มส่ นับสนุนใหน้ ักเรียน
ฝกึ คิดสงั เคราะห์ เช่อื มโยงความรูแ้ ละสรา้ งความรูด้ ้วยตนเอง ขาดการสรปุ ความรแู้ ละตอ่ ยอดความคิด
ไม่เน้นให้คิดวิธีการหาคาตอบท่ีหลากหลาย หาความคิดใหม่ที่น่าสนใจ หรือหาแนวทางในการหา
คาตอบท่ีแตกต่างด้วยวธิ กี ารใหม่ นักเรียนส่วนใหญไ่ ม่มีความมั่นใจในตนเอง ขาดการมีปฏิสมั พันธ์กบั
เพอ่ื นในชนั้ เรยี น นักเรยี นไม่กล้าคดิ ไมก่ ลา้ ถาม การจดั บรรยากาศการเรียนรู้ไมเ่ อื้อต่อการใหน้ กั เรียน
ได้ลงมอื ปฏิบัติ ได้คดิ และแสดงความคดิ เห็นอยา่ งอิสระ
2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรือ่ ง การสรา้ งงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีองค์ประกอบ ดังน้ี
1) หลักการแนวคิดและทฤษฎีพ้ืนฐาน 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ 4)
ระบบสังคม 5) หลักการตอบสนอง 6) ระบบสนับสนุน โดยมีข้ันตอนการจัดการเรียนรู้เป็น
ประกอบดว้ ย 6 ขัน้ ตอน ดังน้ี ขนั้ ที่ 1 ตระหนกั รู้ (Cognition) ข้นั ท่ี 2 สะทอ้ นความคดิ (Reflection)
ขั้นที่ 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) ข้ันที่ 4 ประเมินคุณค่า (Assessment) ขั้นท่ี
5 คิดเชื่อมโยง (Thinking) ข้ันที่ 6 แสดงผลงาน (Exhibition) ซ่ึงผลการศึกษาประสิทธิภาพของ
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ เมื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพื่อส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ เร่อื ง การสร้างงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
175
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มีค่าเท่ากับ
85.00/83.18
3. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนทเี่ รียนโดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพอื่ ส่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ เร่อื ง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า 1) นักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
หลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียน อย่างมีนยั สาคญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับ .05
4. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพอ่ื สง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสรา้ งงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่า นักเรียนมี
คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 2.85 คะแนน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบตามเกณฑ์แล้ว อยู่ในระดับ ดี เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอย่ใู นระดับ ดี ทุกดา้ น
5. ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อสง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์
เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 20 16 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ใน
ระดบั มากท่ีสดุ ( X = 4.73,S.D.= 0.45) เมอื่ แยกเปน็ รายดา้ น พบวา่ ทุกด้านอยู่ในระดับมากทสี่ ุด
6. ผลการขยายผลรูปแบบการจดั การเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์
เรือ่ ง การสร้างงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ท่ีเรียนโดยใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาข้ึน มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2) นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรยี นรทู้ พ่ี ฒั นาขน้ึ มีทกั ษะความคิดสร้างสรรค์ 4 ดา้ น โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค (scoring
rubrics) พบวา่ นักเรียนมคี ะแนนเฉล่ียเท่ากับ 2.91 คะแนน เมอ่ื พจิ ารณาเปรยี บเทยี บตามเกณฑ์แล้ว
อยู่ในระดับ ดี เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับ ดี ทุกด้าน 3) นักเรียนช้ันประถมศึกษาปี
ท่ี 5 ท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาข้ึนมีความพึงพอใจโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด
( X = 4.73,S.D.= 0.46) เม่ือแยกเป็นรายดา้ น พบว่า ทกุ ดา้ นอยใู่ นระดับมากที่สุด
176
อภปิ รายผล
การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 5 สามารถนามาอภิปรายผลได้ ดังนี้
1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 พบว่า
ครูส่วนใหญ่จัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบบรรยายเป็นหลัก เน้นการจัดการเรียนรู้โดยให้
นกั เรียนทาความเขา้ ใจความคิดรวบยอดในเนอื้ หาบทเรียน กระบวนการเรียนรูไ้ ม่สนับสนุนใหน้ ักเรียน
ฝึกคดิ สังเคราะห์ เชอ่ื มโยงความร้แู ละสร้างความรูด้ ้วยตนเอง ขาดการสรุปความรแู้ ละตอ่ ยอดความคิด
ไม่เนน้ ให้คิดวิธกี ารหาคาตอบที่หลากหลาย หาความคิดใหม่นา่ สนใจ หรือหาแนวทางในการหาคาตอบ
ที่แตกต่างด้วยวิธีการใหม่ นักเรียนส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นใจในตนเอง ขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับเพ่ือน
ในช้นั เรยี น นกั เรยี นไม่กล้าคิด ไมก่ ลา้ ถาม การจัดบรรยากาศการเรยี นรู้ไม่เอื้อต่อการให้นักเรียนได้ลง
มือปฏิบัติ ได้คิดและแสดงความคดิ เห็นอยา่ งอิสระ
การที่ผลการวิจัยเป็นเช่นน้ีเนื่องมาจาก ในบริบทการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการ
เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ส่วนใหญ่ครูจัดกิจกรรม
การเรียนรู้มุ่งเน้นให้นักเรียนพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนให้สูงข้ึน เน้นการสอนเน้ือหาวิชามากกว่า
การสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด โดยครูส่วนใหญ่ยังสอนแบบบรรยาย มากกว่าท่ีจะให้นักเรียน
เรียนรู้โดยการปฏิบัติ ได้ศึกษาค้นคว้า ซ่ึงเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากระบวนการคิดของนักเรียน ครู
ยึดข้ันตอนการสอนตามคู่มือเป็นแนวปฏิบัติโดยครูต้องการให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าในความคิด
รวบยอดของเนื้อหาบทเรียน ครูเป็นผู้อธิบายให้ข้อมูลความรู้ผ่านการบรรยายเพ่ือให้นักเรียนเข้าใจ
ถูกต้องรวดเร็วย่ิงข้ึน จึงไม่ปล่อยเวลาให้ได้เรียนได้ฝึกคิด หาแนวทางในการตอบคาถาม อภิปราย
แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน อันจะส่งผลให้นักเรียนมีแนวทางต่อยอดความคิดจากความคิดและ
ประสบการณ์ของเพ่ือน ที่จะทาให้นักเรียนสร้างความรู้ ความคิดใหม่ด้วยตนเองอย่างหลากหลาย อีก
ท้ังกจิ กรรมการเรียนการสอนกลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี ท่ี
ครูจัดให้อาจขาดการกระตุ้นการคิด ปัญหายังไม่ท้าทายพอที่จะนาไปสู่การฝึกคิดใหม่ ๆ และขั้นตอน
กิจกรรมการเรียนอาจขาดการฝึก การกระตุ้นให้คิดอย่างหลากหลายวิธี ไม่ได้รับการฝึกให้ค้นหา
วิธีการในแบบแผนอื่น หรือแบบแผนใหม่ จึงส่งผลให้ขาดโอกาสในการได้รับการส่งเสริมการคิด
สร้างสรรค์ ถึงแม้ครูบางท่านจะมีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ แต่ก็ไม่บรรลุผลเพราะนักเรียนทา
ตามแบบอย่างท่ีครูสอน หรืออาจมกี ารดัดแปลงบ้างแตย่ ังคงลักษณะเดิม อาจเป็นเพราะนักเรียนได้ลง
มือปฏิบัตกิ จิ กรรมน้อย เวลาในการทากจิ กรรมหรือทางานไม่เพียงพอและโรงเรียนมวี สั ดุ อุปกรณ์ท่ีใช้
177
ในการเรียนการสอนไม่เพียงพอหรือไม่ทันสมัยนักเรียนจึงไม่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนรู้ตามกรอบ
ความคิดสร้างสรรค์ มีครูหลายท่านมีความเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งทส่ี ามารถพัฒนาได้ ทาให้
ครูพยายามที่จะพัฒนานักเรียนโดยใช้วิธีการ ต่าง ๆ อาทิเช่นให้นักเรียนประดิษฐ์ หรือทาโครงงาน
ถึงแม้ความคิดสร้างสรรค์จะมีบทบาทสาคัญ แต่ในทุกงานของนักเรียนก็จะเป็นปัญหาเดียวกันและใช้
ขนั้ ตอนเดยี วกนั จึงไม่เกดิ การสง่ เสริมความคิดสร้างสรรคห์ รือเกิดความคิดสร้างสรรค์เพียงเล็กน้อย มี
หลายทฤษฎีที่กล่าวว่าความคิดสร้างสรรค์สามารถเรียนรู้ได้ ซึ่งควรพัฒนาคุณลักษณะนักเรียนให้มี
จนิ ตนาการ ความอยากรู้อยากเหน็ และความคดิ ที่อิสระท่เี ป็นลกั ษณะของนักคิดสรา้ งสรรค์
ดังน้ัน การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์จึงเป็นหน้าท่ีของครูที่จะส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
ให้กับนักเรียน สอดคล้องกับพรรณี เกษกมล (2554 : 75) ได้กล่าวถึงความสาคัญของความคิด
สร้างสรรค์ไว้ว่าความคิดสร้างสรรค์ทาใหเ้ กิดความเจริญก้าวหนา้ ทางวิชาการ การคน้ พบสิ่งแปลกใหม่
ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ศิลปะ อุตสาหกรรม ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
ประเทศ ทาให้เกิดความสะดวกสบายในชีวิตประจาวัน มีประโยชน์ต่อสังคม ทาให้เกิดรายได้แก่
ประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของอารี พันธ์มณี (2549 : 1) ที่กล่าวว่าความคิดสร้างสรรค์เป็น
ความสามารถท่ีสาคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ และเป็นปัจจัยท่ีจาเป็นอย่างย่ิงในการส่งเสริมความ
เจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ ประเทศใดก็ตามท่ีสามารถแสวงหา พัฒนา และดึงเอาศักยภาพเชิง
สร้างสรรค์ของคนในประเทศชาติออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสพัฒนาความ
เจริญก้าวหน้าได้มากเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากประเทศพัฒนาท้ังหลายซึ่งจัดเป็นประเทศผู้นาของโลก
ท้ังน้ีเพราะประเทศดังกล่าวมีประชากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ ประชาชนกล้าคิดกล้าใช้จินตนาการ
สามารถสร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่เป็นประโยชน์เอื้ออานวยความสะดวกสบายเหมาะสมกับ
สถานการณ์ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในวิชาวิทยาศาสตร์จึงเป็นส่ิงท่ี
ควรสนับสนุนให้ครูได้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้บรรลุเป้าหมายแนวทางการพัฒนา
กระบวนการคิดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) ในระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ที่มุ่งพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ (กระทรวงศึกษาธิการ.
2560 : 1) และมรี ูปแบบจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสรมิ ความสรา้ งสรรค์ที่แตกตา่ งกันออกไป
2. ผลการพฒั นารูปแบบการจดั การเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มี
องค์ประกอบ ดังน้ี 1) หลักการ แนวคิดและทฤษฎีพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ข้ันตอน
การจัดการเรียนรู้ 4) ระบบสังคม 5) หลกั การตอบสนอง 6) ระบบสนบั สนุน โดยมขี ้ันตอนการจัดการ
178
เรียนรู้เป็น ประกอบด้วย 6 ข้ันตอน ดังนี้ ข้ันท่ี 1 ตระหนักรู้ (Cognition) ข้ันที่ 2 สะท้อนความคิด
(Reflection) ข้ันที่ 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) ข้ันท่ี 4 ประเมินคุณค่า
(Assessment) ขั้นที่ 5 คิดเชื่อมโยง (Thinking) ข้ันท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) ซ่ึงผลการศึกษา
ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เม่ือวิเคราะห์ประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 มคี ่าเท่ากับ 85.00/83.18
การท่ีผลการวิจัยปรากฏเช่นนี้เนื่องมาจาก ผู้วิจัยได้ดาเนินการการออกแบบและการพัฒนา
รูปแบบตามกระบวนการวจิ ัยและพัฒนา มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อใหไ้ ด้รูปแบบการเรยี นการ
สอนทม่ี ปี ระสิทธภิ าพและนาไปใช้ให้เกิดประสทิ ธิผล โดยเร่มิ ตง้ั แต่การศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหา
ในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 4
เทคโนโลยี เพ่อื ทราบแนวทางในการจดั การเรยี นสอนของครผู ู้สอนในปัจจบุ นั พฤตกิ รรมการเรยี นของ
นักเรียนที่เก่ียวข้องกับกรอบความคิดสร้างสรรค์และพ้ืนฐานด้านการมีความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรียนจากการทดสอบความคิดสร้างสรรค์ การศึกษากรอบแนวคิดทฤษฎี และผลงานวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง เพือ่ กาหนดเปา้ หมายและองค์ประกอบอนื่ ๆ ของรปู แบบการจัดการเรยี นรูใ้ ห้สมั พนั ธ์กันกับ
ข้อมูลพื้นฐานท่ีไปสารวจมา มีการกาหนดกรอบแนวคิดร่างรูปแบบ จนกระทั่งได้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ฉบับร่างท่ีผ่านการประเมินความเหมาะสมและความคิดเห็นของผู้เช่ียวชาญ พิจารณาปรับปรุง
แก้ไขและนาไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มขนาดเล็ก 3 คน ขนาดกลาง 9 คน และภาคสนามจานวน
22 คน นาผลท่ีได้ไปปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์ย่ิงขึ้น ดังน้ัน
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ จะเป็นรูปแบบท่ีมีประสิทธิภาพได้เมื่อผ่านกระบวนการอย่างเป็นระบบ
ซ่ึงส่ิงที่ควรพิจารณาในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ต้องมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่
ต้องการให้นักเรียนบรรลุ ในการกาหนดวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่ให้นักเรียนปฏิบัติ จะช่วยให้
นกั เรยี นบรรลเุ ปา้ หมายโดยทวั่ ไปของการสอนมากท่ีสุด
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ท่ีพัฒนาข้ึนจึงต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ัวไป
พิจารณาหลักการพ้ืนฐานทางทฤษฎีและหลักการเรียนรู้ประกอบ การพัฒนารูปแบบไม่ยึดม่ันกับ
ทฤษฎีหรือหลักการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่ควรนาหลักการเรียนรู้หลาย ๆ อย่างมาปรับใช้ในทาง
ปฏิบัติด้วย รวมทั้งสิ่งอานวยความสะดวกเครื่องมือและแหล่งเรียนรู้ และความยืดหยุ่นในการปรับใช้
ในสภาพการณ์ต่าง ๆ (Saylor and others. 1981 : 272) สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนารูปแบบ
ของ Joyce, Weil and Calhoun (2011 : 159-388) ท่ีเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้ อันมี
องค์ประกอบสาคัญ ได้แก่หลักการ แนวคิด และทฤษฎีพ้ืนฐาน วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการจัดการ
เรียนรู้ ระบบสังคมหลักการตอบสนอง และระบบสนับสนุน ได้เสนอรูปแบบการเรียนการสอนในแต่
179
ละรูปแบบและแนวทางสาหรับการออกแบบกิจกรรมและการจัดบรรยากาศการเรียนการสอนท่ี
กาหนดเป็นลาดับข้ันตอนนาไปสู่ผลลัพธ์เฉพาะของการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิผล โดยครู
ดาเนินการสอนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ (Mahapratra. 2004 : 25–27) การเรียนรู้ท่ี
พัฒนาขึ้นได้ผ่านการวิเคราะห์หลักการ แนวคิด ทฤษฎีภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีสนับสนุน ได้แก่
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) แนวคิดสืบเสาะความรู้(Inquiry Approach) และแนวคิด
การคิดนอกกรอบ (Lateral thinking) ดังที่ Bruning, Scharwand Norby (2011 : 347) อธิบายว่า
การสืบเสาะหาความรู้ เปน็ การเรยี นรู้โดยนกั เรียนเป็นผู้ปฏบิ ัตโิ ดยครูเปน็ ผู้ให้ความช่วยเหลือ นกั เรียน
มีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมผ่านการลงมือทา (Hands-on) โดยการใช้คาถาม รวบรวมขอ้ มลู และใช้หลักฐาน
นาไปส่ปู ระเดน็ คาตอบ มีการประเมนิ การอธิบายและการนาเสนอวธิ ีการและการค้นควา้ เปน็ หลกั การ
สาคัญที่ช่วยให้นักเรียนนั้นสร้างความรู้ใหม่ และ Marshell Jeff (2013 : 16) ท่ีกล่าวว่า การเรียนรู้
แบบสบื เสาะหาความรู้เป็นการพัฒนาความเข้าใจโดยการแสวงหาความรู้ จากการใช้คาถาม พจิ ารณา
วิธีการที่เหมาะสมการรวบรวมข้อมูล การคิดวิพากษ์วิจารณ์เก่ียวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
พยานหลักฐานและการอธิบายการนาเสนอและการยืนยนั ข้อมลู อย่างมีเหตผุ ล แนวคิดของทฤษฎีคอน
สตรัคติวิสต์ (Constructivism) ท่ีเช่ือว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีเกิดภายในตัวนักเรียน เป็น
ผู้สร้างความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม โดยนักเรียนเปน็
ผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง (Woolfolk. 2007 : 344 ; citing De Kock, Sleegers and Voeten.
2004) และการคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking) ของ De Bono (1970 : 11) ที่ว่าการคิดนอก
กรอบเป็นการนาตัวเองออกจากความคิดเก่า ๆ เพ่ือนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและวิธีการ
พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในมุมมองที่ต่างไปจากเดิม ๆ และการกระตุ้นความคิดใหม่ ๆ ในส่วนของกรอบ
แนวคดิ ทฤษฎีทนี่ ามาใช้สนบั สนุนรูปแบบการจัดการเรียนร้นู ้ัน เหน็ ว่าเป็นแนวคิดทฤษฎี องคค์ วามรู้ที่
ประสานเชื่อมโยงกับองค์ประกอบโครงสร้างรูปแบบ และเสริมสร้างให้กระบวนการจัดการเรียนรู้มี
ประสทิ ธิภาพสอดคล้องกบั ผลการวิจัยของอัมพร เลิศณรงค์ (2559, หนา้ 100-109) ได้วิจยั การพัฒนา
รูปแบบการเรียนภาษาไทยโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานเร่ือง การเขียนสาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ผลการวิจัยพบว่า
รูปแบบการเรียนภาษาไทย โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่อง การเขียนของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.62/81.90 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ที่กาหนดไว้ สอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของชัยพร น่ิมนวล (2556 : 137-143) ได้วิจัยการพัฒนาแบบจาลองการเรียนแบบใหม่
ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึมเพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3
ผลการวิจัยพบว่า ชุดการเรียน แบบใหม่ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ทก่ี าหนด 81.53/80.10 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความคิดสร้างสรรค์กบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน มี
180
ความสัมพันธ์ในทางเดียวกัน ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบใหม่
ตามแนวคอนสตรัคชนั นซิ มึ มีคา่ เฉลี่ยแตกต่างกันอย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05
3. ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรยี นโดยใช้รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ CREATE Model
เพื่อส่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ เรือ่ ง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่านักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การท่ีผลการวิจัยปรากฏเช่นนี้
เน่ืองมาจาก หลังจากที่นักเรียนได้เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 ซึ่งช่วยให้นักเรียนท่ีเรียนตามข้ันตอน 6 ข้ันตอน ประกอบด้วยข้ันที่ 1 ตระหนักรู้ (Cognition)
ข้ันที่ 2 สะท้อนความคิด (Reflection) ข้ันที่ 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) ข้ันที่
4 ประเมนิ คณุ คา่ (Assessment) ขั้นที่ 5 คิดเช่อื มโยง (Thinking) ขน้ั ท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition)ที่
ผวู้ ิจยั ออกแบบไว้ 7 แผนการเรยี นรู้ ท่ผี ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญและทดลองใช้ (Try Out) แล้ว
ซงึ่ จะช่วยส่งเสริมให้นกั เรียนได้เรียนรู้เน้ือหาเกี่ยวกับการสรา้ งงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) จากประเด็นท่ีนกั เรียนสนใจ ช่วยให้นกั เรียน
ที่ได้เรียนตามกิจกรรมที่ผูว้ ิจัยพัฒนาขึ้น มีความรู้ ความเข้าใจ มีความกระตือรือร้นในการเรียนได้เปน็
อย่างดี โดยนักเรียนสามารถประยุกต์โดยนาความรู้ท่ีได้ไปศึกษาค้นคว้าเนอ้ื หาเพ่ิมเติมนอกเวลาเรยี น
และสามารถนามาใช้ในการทาแบบทดสอบได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของปริญญ์ ทนันชัยบุตร
(2553 : 121-141) ได้วิจัยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ พบว่า
นักเรยี นมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนรู้ผ่านเกณฑท์ ่ีกาหนดได้ และสอดคลอ้ งกับผลการวิจัยของของชัยพร
น่ิมนวล (2556 : 137-143) ได้วิจัยการพัฒนาแบบจาลองการเรียนแบบใหม่ตามแนวคอนสตรัคชันนิ
ซึมเพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบใหม่ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึม มีค่าเฉล่ีย
แตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดบั .05
4. ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพอื่ ส่งเสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ เร่ือง การสรา้ งงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 พบว่า นักเรียนมี
คะแนนเฉล่ียเท่ากับ 2.85 คะแนน เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบตามเกณฑ์แล้ว อยู่ในระดับ ดี เม่ือ
พิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับ ดี ทุกด้าน การท่ีผลการวิจัยปรากฏเชน่ น้ีเนื่องมาจากรปู แบบ
การจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วย
181
โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ได้ออกแบบโดยการให้นักเรียนได้ทาใบกิจกรรมที่ต้องออกแบบผลงานหลังจาก
เรียนท้ัง 7 แผนการเรียนรู้ โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ตามแนวคิดของ CREATE Model เพื่อให้
นักเรียนได้ฝึกทักษะการออกแบบผลงานโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง ทาให้นักเรียน
สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระช่วยส่งเสริมให้เกิดทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนแนวคิดของ
กิลฟอร์ด และผู้วิจัยได้ออกแบบแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ครอบคลุมตามแนวคิดของกิลฟอร์ด
ทั้ง 4 ด้าน และมีเกณฑ์การให้คะแนนผ่านการประเมินจากผู้เช่ียวชาญและนาไปปรับปรุงแก้ไขให้
เหมาะสมกับนักเรียน ทาให้นักเรียนเกิดการสร้างงานท่ีมีคุณภาพจากผลสะท้อนของข้อมูลที่ได้รับใน
หลากหลาย คุณประโยชน์ในด้านกระบวนการสื่อสาร การมีส่วนร่วม ช่วยในการปรับพฤติกรรมการ
เรียนรู้ท่ีเหมาะสม ให้เกิดข้ึนกับนักเรียนได้ เกิดการเรียนรู้แบบช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน เกิดโลกทัศน์
หรือมุมมองท่ีกว้างไกลของนักเรียน ประโยชน์ในการเสริมสร้างแรงจูงใจ สามารถสร้างสรรค์ผลงาน
ด้วยตนเอง ทาให้นักเรียนสร้างผลงานออกมาได้เป็นอย่างดีตามใบกิจกรรมที่ผู้วิจัยออกแบบไว้ และ
เป็นไปตามเกณฑ์ต้องการได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของปริญญ์ ทนันชัยบุตร (2553 : 121-141)
ได้วิจัยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทัศนศิลป์เพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ พบว่า คะแนนความคิด
สร้างสรรค์ท้ัง 4 ด้านของนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับผลการวิจัยของคมสัน เอียการนา (2554 : 127-
189) ได้วิจัยการพัฒนารูปแบบสิ่งแวดล้อม ทางการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ที่ส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ พบว่า ระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับผลการวิจัยของอรุณี ศรีวงษ์ชัย (2557 : 222-233) ได้
วิจัยการพัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพ่ือเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ นักเรียนท่ีได้รับการ
จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์หลังเรียน สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมี
นยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .01 สอดคล้องกบั ผลการวิจยั ของ อมั พร เลิศณรงค์ (2559, หนา้ 100-109)
ได้วิจัยการพฒั นารูปแบบ การเรยี นภาษาไทยโดยใช้ความคดิ สร้างสรรคเ์ ป็นฐานเรอ่ื ง การเขยี นสาหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 ผลการวิจัยพบว่า ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การเขียนของนักเรียน
ระดับช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 หลังเรียนโดยใช้ รูปแบบการเรียนท่ีพัฒนาขึ้น สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั .01
5. ผลการประเมินรปู แบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อสง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ใน
ระดับมากที่สุด ( X = 4.73,S.D.= 0.45) เมื่อแยกเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากท่ีสุด
การท่ผี ลการวจิ ัยปรากฏเช่นน้เี น่อื งมาจาก รปู แบบการจดั การเรียนรู้ ที่สมั พันธ์กับตัวบุคคล สงั คมรอบ
182
ข้าง และประเด็นปัญหาที่เกิดข้ึนบนโลก และใช้ความรู้เหล่านั้นมาระบุปัญหาได้ เรียนรู้องค์ความรู้
ใหม่ ช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนเกิดความรว่ มมือรว่ มใจในการทางานและบรรลุผลในการแก้ปัญหาของ
การเรียนรู้ร่วมกัน ทาให้นักเรียนเกิดการสร้างงานที่มีคุณภาพจาก ผลสะท้อนของข้อมูลท่ีได้รับใน
หลากหลาย คุณประโยชน์ในด้านกระบวนการสื่อสาร การมีส่วนร่วม ช่วยในการปรับพฤติกรรมการ
เรียนรู้ท่ีเหมาะสม ให้เกิดข้ึนกับนักเรียนได้ เกิดการเรียนรู้แบบช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดโลกทัศน์
หรือมุมมองท่ีกว้างไกลของนักเรียนประโยชน์ในการเสริมสร้างแรงจูงใจ เกิดความมานะพยายามใน
การเรียนรู้ ทาให้นกั เรียนเกดิ ความเขา้ ใจและพอใจในการจัดการเรียนรู้ท่เี รียนมาก นกั เรียนสว่ นใหญ่มี
ความพึงพอใจเน่ืองจากสามารถตรวจสอบ และสามารถปรับปรุงแก้ไขผลงานให้ดีข้ึน โดยครูเปิด
โอกาสให้ปรับปรุงแล้วนักเรียนพยายามทาชิ้นงานของตนเองให้เป็นผลงานท่ีดีท่ีสุด มีความผิดพลาด
น้อยที่สุดเพ่ือให้ได้คะแนนที่ดีขึ้นสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ชัยพร น่ิมนวล (2556 : 137-143) ได้
วิจัยการพัฒนาแบบจาลองการเรียนแบบใหม่ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึมเพ่ือพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน
โดยใชช้ ดุ การเรยี นแบบใหม่ในระดับมาก สอดคล้องกับผลการวจิ ยั ของ สรุ ิพัชร์ เจษฎาวโิ รจน์ (2559,
บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเร่ืองกระบวนการ เรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานในกระบวนวิชา CFE2205
(ความคิดสร้างสรรค์สาหรับนกั เรียน) ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวตั ถุประสงค์ คือ ผลการวิจัยพบวา่ นักศึกษา
มีความพึงพอใจระดบั มากที่สุดทุกด้าน และการประเมนิ กระบวนการทางานกลุ่มของนักศึกษาพบว่ามี
การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมครบทกุ ข้ันตอน อยูใ่ นระดับปานกลาง - ดี (3.51-4.50)
6. ผลการขยายผลรปู แบบการจดั การเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์
เรือ่ ง การสร้างงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 พบว่า 1) นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีเรียนโดยใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาข้ึน มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี
นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรยี นร้ทู ีพ่ ัฒนาขน้ึ มที กั ษะความคดิ สรา้ งสรรค์ 4 ด้าน โดยใช้เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบรูบรคิ (scoring
rubrics) พบว่า นักเรยี นมีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 2.91 คะแนน เม่ือพิจารณาเปรียบเทียบตามเกณฑ์แล้ว
อยู่ในระดับ ดี เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับ ดี ทุกด้าน 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี
ท่ี 5 ท่ีเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีพัฒนาข้ึนมีความพึงพอใจโดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด
( X = 4.73,S.D.= 0.46) เมื่อแยกเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมากท่ีสุด ซ่ึงสอดคล้องกับ
ผลการวิจยั ของปริญญ์ ทนนั ชัยบุตร (2553 : 121-141) ไดว้ ิจยั รูปแบบการจดั การเรยี นรทู้ ัศนศิลป์เพ่ือ
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ พบว่า คะแนนความคิดสร้างสรรค์ท้ัง 4 ด้านของนักเรียนท้ัง 2 โรงเรียน
หลังการจดั การเรยี นรูส้ งู กวา่ ก่อนการจดั การเรียนร้อู ยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของคมสัน เอียการนา (2554 : 127-189) ได้วิจัยการพัฒนารูปแบบสิ่งแวดล้อม ทางการ
183
เรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ พบว่า ระดับความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 สอดคล้องกับผลการวิจัย
ของอรุณี ศรีวงษ์ชัย (2557 : 222-233) ได้วิจัยการพัฒนาการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพื่อ
เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบท่ีพัฒนาขึ้น มีความคิด
สร้างสรรค์หลังเรียน สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สอดคล้องกับ
ผลการวจิ ยั ของอมั พร เลศิ ณรงค์ (2559, หน้า 100-109) ไดว้ ิจยั การพัฒนารปู แบบการเรียนภาษาไทย
โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่อง การเขียนสาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 ผลการวิจัย
พบว่า ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การเขียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 หลังเรียนโดยใช้
รูปแบบการเรียนท่ีพัฒนาขึ้น สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 สอดคล้องกับ
ผลการวิจัยของชัยพร น่ิมนวล (2556 : 137-143) ได้วิจัยการพัฒนาแบบจาลองการเรียนแบบใหม่
ตามแนวคอนสตรัคชันนิซึมเพ่ือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 3
ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดการเรียนแบบใหม่ในระดับมาก
สอดคล้องกบั ผลการวิจยั ของสุริพชั ร์ เจษฎาวิโรจน์ (2559, บทคัดย่อ) ได้ทาการวจิ ยั เรื่องกระบวนการ
เรียนรู้แบบสร้างสรรคเ์ ป็นฐานในกระบวนวชิ า CFE2205 (ความคิดสรา้ งสรรค์สาหรบั นกั เรยี น) ซ่งึ การ
วิจัยคร้ังน้ีมีวัตถุประสงค์ คือ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจระดับมากท่ีสุดทุกด้าน และ
การประเมินกระบวนการทางานกลุ่มของนักศึกษาพบว่ามีการปฏิบัติกิจกรรมครบทุกข้ันตอน อยู่ใน
ระดบั ปานกลาง - ดี (3.51-4.50)
ขอ้ เสนอแนะ
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้
1.1 จากผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ทาให้นกั เรยี นมีความสามารถ
ในการคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ คิดริเริ่ม คิดคล่องแคล่ว คิดยืดหยุ่นและคิดละเอียดลออ มีคะแนนรวม
เฉล่ียอยู่ในระดับดี ดังน้ัน ครูผู้สอนสามารถนารูปแบบท่ีพัฒนาข้ึนไปปรับใช้เพื่อเสริมสร้างความคิด
สร้างสรรคข์ องนกั เรียน ต่อไป
1.2 ทุกสาระการเรียนรู้ในรายวิชาวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี ระดับช้ันประถมศึกษา สามารถนาไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความคิด
สร้างสรรค์ตามรูปแบบท่ีพัฒนาขึ้น ครูผู้สอนต้องตั้งสถานการณ์ปัญหาให้ท้าทาย นาไปสู่กระบวน
การคดิ นกั เรียนสามารถหาคาตอบไดห้ ลากหลาย
184
1.3 ในการจัดการเรียนรู้ตามรปู แบบในครัง้ แรกนักเรียนอาจจะไม่อยากคิด ไม่อยาก
ทากิจกรรม ครูผู้สอนต้องมีความอดทนและกระตุ้นให้นักเรียนคิด ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นโดย
ครูอธิบาย ชี้แนะ คอยช่วยเหลือเม่ือนักเรียนพยายามคิดแต่ยังไม่ได้คาตอบ และให้การเสริมแรงเมื่อ
นักเรยี นคดิ ถกู ทาง ชว่ ยปรบั ปรุง แก้ไข ให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ
1.4 เวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ในแต่ละขั้นอาจยดื หย่นุ ได้ตามความเหมาะสมและ
แต่ละคร้ังในการจดั การเรยี นรู้ควรใชจ้ ดั การเรยี นรู้ในครบทุกขั้น เพ่อื ความเขา้ ใจในเนือ้ หาและเกิดการ
เรียนรูท้ ต่ี ่อเนอ่ื ง
1.5 ครูผู้สอนควรศึกษาคู่มือการใช้รูปแบบให้เกิดความเข้าใจ ก่อนนารูปแบบไปใช้
และมกี ารเตรยี มสอ่ื อปุ กรณ์ในการจัดการเรียนรูใ้ หเ้ พยี งพอกับจานวนนกั เรยี น และทาความเข้าใจกับ
การจัดการเรียนรู้ในแต่ละขั้น รวมท้ังจะต้องมีทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่จะเกิดข้ึนระหว่างการ
จัดการเรยี นรู้ และความรอบรใู้ นเน้ือหา การใช้คาถามย่วั ยุ กระตนุ้ ให้นักเรียนคดิ อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
2. ข้อเสนอแนะในการวิจยั ครั้งตอ่ ไป
2.1 ควรศึกษาตัวแปรอ่ืนที่คาดว่าน่าจะมีผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของ
นกั เรียนเช่น อายุ เพศ ผลการเรียน เทคนคิ ต่าง ๆ เปน็ ตน้
2.2 ควรนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับช้ันอื่น หรือกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ๆ เพ่ือขยายผลการวิจัย
ตอ่ ไป
185
บรรณานกุ รม
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2560). หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551
(ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ.2560). กรงุ เทพมหานคร : ครุ สุ ภา.
กรมวิชาการ. (2545). การวจิ ัยเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ตามหลกั สูตรสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน.
กรุงเทพฯ : ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
กฤษมนั ต์ วัฒนาณรงค์. (2559). นวัตกรรมและเทคโนโลยเี ทคนิคศึกษา. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2. กรุงเทพฯ :
ศนู ยผ์ ลติ ตาราเรียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนอื .
กฤษยิ ากร เตชะปิยะพร. (2552). วจิ ัยและพัฒนา. วารสารอบรมหลักสตู รการวจิ ัยและพัฒนางาน
วชิ าการ(R&D). : มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช.
เกรียงศักดิ์ เจรญิ วงศศ์ ักด์ิ. (2545). การจัดการเครอื ข่าย : กลยทุ ธ์ สาคญั สคู่ วามสาเรจ็ ของการ
ปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพฯ : ส. เอเชียเพลส.
__________. (2556). การคดิ เชงิ สรา้ งสรรค์ = Creative thinking. กรุงเทพฯ :
ซคั เซส มีเดีย.
เกษมะณี ลาปะ. (2560). การพัฒนาความคิดสรา้ งสรรค์และผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนโดยใช้รูปแบบ
การสอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ปน็ ฐาน (CBL) รว่ มกบั ผังกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปที ี่ 1 รายวิชา ส 21103 สงั คมศกึ ษา. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. ขอนแกน่ :
มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
คมสนั เอยี การนา. (2554). การพฒั นารปู แบบส่งิ แวดลอ้ มทางการเรียนรูต้ ามแนวคอนสตรคั ติวิสต์ที่
ส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์(วิทยานิพนธป์ รญิ ญาปรชั ญาดุษฎีบณั ฑิต).
มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ , ขอนแกน่ .
จิตตนิ ันท์ เดชะคุปต์. (2562). เจตคติและความพึงพอใจในการบรกิ าร. เอกสารประกอบการเรยี น
การสอน. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช.
ชัยพร น่มิ นวล. (2556). การพฒั นาแบบจาลองชดุ การเรียนแบบใหมต่ ามแนวคอนสตรัคชนั นซิ มึ
เพื่อพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. ดษุ ฎีนพิ นธก์ ารศกึ ษา
ศาสตรดษุ ฎีบัณฑติ . มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์
ชุมพล เสมาขันธ์. (2552). รูปแบบการวิจัยและพฒั นา (Research and Development : R & D).
วารสารวทิ ยาศาสตร์, 10, 97 - 104. บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลยั ราชภฏั สกลนคร.
ญาณภัทร สหี ะมงคล. (2552). การวจิ ยั และพฒั นา. ค้นเม่ือ 29 มีนาคม 2562 จาก
http://www.ntc.ac.th/news/ntc_50/research/20/res.
ณรงค์ ซ้มุ ทอง. (2558). “ปฏิรปู การศึกษาไทย (1),” มติชนออนไลน์. 1 มกราคม 2558. หน้า 2.
186
ทองคณู หงสพ์ ันธ์. (2554). สอนดีต้องมีหลักบญั ญตั ิ 20 ประการของงานสอน. สกลนคร : สถานบน
ราชภัฏสกลนคร.
ทิพเนตร ขรรคท์ ัพไทย. (2554). การพัฒนารปู แบบการเรยี นการสอนแบบผสมผสานเพ่อื การเรียนรู้
รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพอื่ ชีวติ ของนักศกึ ษาระดับปริญญาตรี ในมหาวทิ ยาลัย
ราชภฏั . วทิ ยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ทิศนา แขมมณ.ี (2557). 14 วธิ ีสอนสาหรบั ครูมืออาชพี . กรงุ เทพฯ : สานกั พมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั .
________. (2550). ศาสตร์การสอน. กรงุ เทพมหานคร : ด่านสทุ ธาการพิมพ์.
________. (2545). รูปแบบการเรียนการสอน : ทางเลือกทีห่ ลากหลาย. กรงุ เทพฯ : สานกั พิมพ์
แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
เนาวนิตย์ สงคราม. (2556). การสรา้ งนวตั กรรม : เปล่ียนผู้เรียนให้เป็นผ้สู ร้างนวัตกรรม.
กรุงเทพฯ : สานกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
บุญชม ศรีสะอาด. (2559). การพฒั นาหลกั สตู รและการวิจัยเก่ยี วกับหลักสตู ร. กรงุ เทพฯ :
สุวรี ยิ าสาส์น.
________. (2556). การพฒั นามาตรฐานองคป์ ระกอบและตวั บ่งชี้การประเมินคณุ ภาพของการวจิ ัย
ปฏบิ ัติการในชน้ั เรยี น : รายงานการวิจยั . มหาสารคาม : คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม
ปณติ า วรรณพิรณุ . (2551). การพัฒนารูปแบบการเรยี นบนเวบ็ แบบผสมผสาน โดยใชป้ ญั หา
เปน็ หลกั เพือ่ พัฒนาการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณของนิสิตปริญญาบณั ฑิต. จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย/กรุงเทพฯ. DOI :
https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI=10.14457/CU.the.2008.1
084.
ปรญิ ญ์ ทนนั ชยั บตุ ร. (2553). การพัฒนารปู แบบการจดั การเรยี นรทู้ ัศนศิลป์เพ่ือพฒั นาความคดิ
สรา้ งสรรค.์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ /ขอนแก่น. DOI :
https://doi.nrct.go.th/ListDoi/listDetail?Resolve_DOI=10.14457/KKU.the.2010.
97.
พรรณี เกษกมล. (2554). การจะคิดวเิ คราะห์เปน็ ตอ้ งฝึกคิดเสียก่อน. ในศาสตร์การคิด.
กรงุ เทพมหานคร : มหาวทิ ยาลัยธุรกจิ บัณฑติ ย.์
พิชติ ฤทธิจ์ รูญ. (2551). ระเบยี บวธิ ีการวิจัยทางสงั คมศาสตร์. (พิมพค์ ร้ังท่ี 4). กรงุ เทพฯ :
เฮา้ ส์ ออฟ เคอรม์ ีสท์.
ไพฑูรย์ สนิ ลารัตน.์ (2557). หลกั และเทคนคิ การสอนระดับอุดมศกึ ษา ไพฑรู ย์ สินลารัตน์ text.
187
กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ไพฑูรย์ สนิ สารัตน์ และคณะ. (2557). เติบโตเตม็ ตามศักยภาพสู่ศตวรรษท่ี 21 ของการศึกษาไทย.
กรงุ เทพฯ : วิทยาลัยครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกจิ บัณฑติ ย์.
ไพลิน แก้วดก. (2561). การศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและความคดิ สร้างสรรคท์ างวิทยาศาสตร์
ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โดยใชก้ ารสอนแบบสร้างสรรค์เปน็ ฐาน : การวิจยั
ผสานวิธี (วิทยานพิ นธ์ การศึกษามหาบณั ฑติ ). มหาสารคราม : มหาวิทยาลยั
มหาสารคาม.
ภาควชิ าวิจัยและพัฒนาการศึกษา. (2553). พ้ืนฐานการวิจัยการศกึ ษา. พิมพค์ รง้ั ท่ี 6. กาฬสนิ ธ์ุ :
ประสานการพิมพ์.
มาเรยี ม นิลพนั ธุ์. (2555). วธิ ีวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์คร้งั ท่ี 6. นครปฐม : โรงพิมพม์ หาวทิ ยาลยั
ศิลปากร.
มงคล เรียงณรงค.์ (2556). การพัฒนาทกั ษะการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21 และผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนโดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน (CBL) ของนักเรยี นชัน้
มัธยมศึกษาปีที่ 1 รายวิชา ส 21103 สงั คมศึกษา 2. วทิ ยานพิ นธ์ ศษ.ม. ขอนแก่น:
มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ .
ราชบณั ฑิตยสถาน. (2554). พจนานกุ รม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรงุ เทพฯ :
นานมบี ุ๊คสพ์ ับลิเคชัน่ ส์.
ลกั ขณา สริวฒั น์. (2559). ทฤษฎแี ละเทคนิคการให้การปรกึ ษา. กรงุ เทพฯ : โอเดยี นสโตร์
________. (2557). จติ วทิ ยาสาหรบั ครู. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.์
________. (2549). การคดิ . กรงุ เทพฯ : โอเดียนสโตร์.
วนชิ สุธารตั น.์ (2557). ความคดิ และความคิดสรา้ งสรรค์. กรุงเทพฯ : สุวีรยิ าสาสน์ .
วรางคณา ทองนพคณุ . (2556). ทักษะเพื่อการด ารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 (21st Century Skills)
คอื อะไร มีความสาคญั อย่างไร. ค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2563, จาก
https://sites.google.com/site/science58910202/contact?fbclid=IwAR33Ys485
YiRfSPseaBXaxwA2EuuZrC7KQYu9XAJmIOSyRqsSMo9WCJ_HPE.
วชั รา เลา่ เรียนดี. (2555). รูปแบบและกลยุทธก์ ารจดั การเรียนรู้เพอื่ พัฒนาทักษะการคิด.
พมิ พ์ครัง้ ที่ 9. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศลิ ปากร วทิ ยาเขตพระราชวงั สนามจนั ทร์.
วโิ รจน์ สารรัตนะ. (2556). กระบวนทัศน์ใหมท่ างการศึกษา : กรณที ศั นะต่อการศึกษาในศตวรรษ