The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องที่ 1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanoksak.john, 2022-12-20 10:25:53

เรื่องที่ 1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model

เรื่องที่ 1 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model

88

ระยะท่ี 1 การศึกษาสภาพปญั หาและเงอื่ นไขดา้ นการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพอ่ื
พฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์ของนักเรยี น ครูผสู้ อนในโรงเรียนทเ่ี ก่ียวข้องส่วนมากยังไม่ใหค้ วามสาคัญใน
การจัดการเรียนรู้ เพ่ือเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนจนประสบผลสาเร็จและนักเรียน
ส่วนมากยังไม่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนรู้ ตามกรอบแนวทางแก้ปัญหาคณิตศาสตร์อย่างสร้างสรรค์
ที่มีประสิทธิภาพ จึงส่งผลให้นักเรียนต้องการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางคณิตศาสตร์เพ่ิมข้ึนอีก
รวมทั้งกิจกรรมท่ีครูจัดให้นักเรียนไม่มีความลุ่มลึกพอที่จะเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาการคิดสร้างสรรค์
ทางคณิตศาสตร์ให้บรรลุผล ครูไม่ได้สนับสนุนและเปิดโอกาสให้คิดหาแนวทางหรือแบบแผนการ
คน้ หา คาตอบที่แตกต่างหลากหลายดว้ ยวธิ กี ารแบบใหม่

ระยะท่ี 2 การสร้างและทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เพื่อ
เสริมสรา้ งความคิดสรา้ งสรรค์ พบวา่ รูปแบบการจัดกาเรียนรู้ มีองคป์ ระกอบดว้ ย 1) หลกั การ แนวคดิ
ทฤษฎีพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ข้ันตอนการจัดการเรียนรู้ 4) ระบบสังคม 5) หลักการ
ตอบสนอง 6) ระบบสนับสนุน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดทฤษฎีที่เก่ียวข้องสนับสนุน ได้แก่ ทฤษฎี
คอนสตรคั ติวิสต์ กลวธิ ีเมตาคอกนชิ ัน กลวธิ กี ารแกป้ ญั หา แนวคดิ การสืบเสาะหาความรู้ ประกอบดว้ ย
1) ขั้นสร้างความสนใจและเช่ือมโยงประสบการณ์พื้นฐาน 2) ขั้นเผชิญปัญหาและบ่ม เพาะความคิด
3) ขั้นวิเคราะห์ทางเลือกและค้นหาคาตอบ 4) ขัน้ ประยุกต์และปรบั แบบแผนการคดิ และ 5) ขนั้ สรุป
และประเมนิ แบบแผนการคิดการสร้างสรรค์

ระยะที่ 3 การศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนคณิตศาสตร์เพ่ือเสริมสร้าง
ความคิดสร้างสรรค์ พบว่า 1) ประสิทธิของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ เม่ือวิเคราะห์ประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์จากคะแนนความคิดสร้างสรรค์ มีค่าเท่ากับ 75.75 / 61.67 2) นักเรียนที่ได้รับการจัดการ
เรียนรู้ตามรูปแบบที่พัฒนาข้ึน มีความคิดสร้างสรรค์หลังเรียน สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติทร่ี ะดบั .01

สุริพัชร์ เจษฎาวิโรจน์ (2559, บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องกระบวนการ เรียนรู้แบบ
สร้างสรรคเ์ ป็นฐานในกระบวนวิชา CFE2205 (ความคดิ สรา้ งสรรค์สาหรบั นกั เรียน) ซึง่ การวจิ ัยคร้ังน้ีมี
วัตถุประสงค์ คือ 1) เพ่ือศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนตามกระบวนการเรียนรู้
แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ในกระบวนวิชา CEE2205 (ความคิดสร้างสรรค์สาหรับนักเรียน) 2) เพื่อ
ประเมนิ ผลงานด้านความคิดสร้างสรรคแ์ ละกระบวนการทางานกลุ่ม และ 3) เพ่อื ศึกษาความพึงพอใจ
ของนักศึกษาท่ีมีต่อกระบวนการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน ในการเรียนกระบวนวิชา CFE2205
(ความคิดสร้างสรรค์สาหรับนักเรียน) กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน
กระบวนวิชา CEE2205 (ความคิดสร้างสรรค์สาหรับนักเรียน) ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2559
และ สามารถเข้าเรียนวชิ านไ้ี ด้ตลอดภาคเรียนไม่ต่ากว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียนท้ังหมด จานวน 72
คน ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีได้จากการประเมินระหว่างเรียนและการสอบวัดผล

89

ปลายภาคเรียน นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างสอบผ่าน 72 คน คิด เป็นร้อยละ 100 ผลการประเมิน
ความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง - ดีมาก (3.51 - 5.00) ผลการทาแบบสอบถามความพึง
พอใจของนักศึกษาท่ีมีต่อกระบวนการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานพบว่า นักศึกษามีความพึงพอใจ
ระดับมากท่ีสุดทุกด้าน และการประเมินกระบวนการทางานกลุ่มของนักศึกษาพบว่ามีการปฏิบัติ
กิจกรรมครบทุกขนั้ ตอน อยู่ในระดบั ปานกลาง - ดี (3.51-4.50)

อมั พร เลิศณรงค์ (2559, หน้า 100-109) ได้วิจยั การพัฒนารูปแบบการเรยี นภาษาไทยโดยใช้
ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานเรื่อง การเขียนสาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 3 คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั บ้านสมเดจ็ เจ้าพระยา โดยมีวัตถุประสงคก์ ารวิจยั คอื (1) เพ่ือพฒั นารูปแบบการ
เรียนภาษาไทยโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน เรื่องการเขียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 3 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนที่พัฒนาข้ึนและ (3) เพื่อ
เปรยี บเทยี บความคิดสรา้ งสรรค์ เรอื่ ง การเขียนของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 ก่อนเรียนและหลัง
เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนที่พัฒนาขึ้น ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการเรียนภาษาไทย โดยใช้
ความคดิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน เรอ่ื ง การเขียนของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 มีประสิทธภิ าพ E1/E2
เท่ากับ 87.62/81.90 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนดไว้ 2) ความสามารถในการเขียนของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 3 หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนที่พัฒนาข้ึน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติท่ีระดับ .01 และ3) ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การเขียนของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปี
ท่ี 3 หลังเรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนท่ีพัฒนาขึ้น สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
.01

เกษมะณี ลาปะ (2560, หน้า 731) ท่ีศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนโดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) ร่วมกับผังกราฟิกของนักเรียนชน้ั
มัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบ
สร้างสรรค์เป็นฐาน (CEL) ร่วมกับผังกราฟิก ร้อยละ 79.17 มีคะแนนเฉล่ียผ่านเกณฑ์ คิดเป็นร้อยละ
79.17 ขึน้ ไป ซึง่ สงู กวา่ เกณฑ์ทีก่ าหนดไว้

ไพลิน แก้วดก (2561, หน้า 307-208) ที่ศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และความคิด
สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 โดยใชก้ ารสอน แบบสรา้ งสรรค์เปน็ ฐาน
(CBL) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (CBL) และการ
จัดการเรียนรู้แบบปกติมีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและความคิดสรา้ งสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 โดยที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสร้างสรรค์

90

เป็นฐาน (CBL) มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์สูงกว่านกั เรียนทมี่ ี
การจดั การเรยี นรู้แบบปกติ

2. งานวิจยั ต่างประเทศ
Beghetto (2006 : 447-457) ได้วิจัยเรื่อง ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

นักเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา โดยมีจุดประสงค์เพ่ือศึกษาความสัมพันธ์ของ
ความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ด้วยตนเองของนักเรียนระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา
จานวน 1,322 คน ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ของนักเรียน ความเช่ือเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ และ
การสะท้อนกลับของครูเกี่ยวกับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับ
ความสามารถในการคิดสร้างสรรคด์ ้วยตนเองของนักเรยี นอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ

Jong Jang (2009 : 247-255) ได้ศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับ
มัธยมศกึ ษา โดยการบูรณาการกบั เทคโนโลยีในหลักสตู รวทิ ยาศาสตร์ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรยี นระดับ
มัธยมศึกษา (เกรด 7) จานวน 31 คน และครูวิทยาศาสตร์ จานวน 1 คน โรงเรียนมัธยมในเมือง
Taoyuan ประเทศไต้หวัน วิธีการเรียนการสอน คือ 1) เรียนรู้ในเว็บไซต์ก่อนท่ีเรียนในช้ันเรียน 2)
นาเสนอแนวความคิด (ให้ความรู้วิทยาศาสตร์ในช้ันเรียน) 3) ออกแบบการทดลองภายในกลุ่ม 4) ทา
การบ้านออนไลน์ 5) สรุปและนาไปประยุกต์ใช้ การเก็บรวบรวมข้อมูลมี 4 แบบ ได้แก่ 1) ข้อมูลจาก
เว็บไซต์ประกอบไปด้วย ข้อมูลจากคาถามและเนื้อหาที่อภิปรายระหว่างครูกับนักเรียน การบ้านและ
การสะท้อนผล การสื่อสารของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับปัญหาและการตอบสนองทาง e-mail และข้อมูล
อื่นที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ 2) การสัมภาษณ์ โดยให้นักเรียนในกลุ่มย่อยกลุ่มละ 1 คน มาสัมภาษณ์
โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้าง สัมภาษณ์ความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีการเรียนการสอน 3) การ
บันทึกวีดีทัศน์ เพื่อสังเกตการเรียนการสอนในช้ันเรียน และ 4) บันทึกของครู ประกอบไปด้วย การ
สงั เกตบุคคล ความประทับใจ ความร้สู กึ การสะท้อนตนเองและการประเมนิ ตนเองในการสอนและใน
แงม่ ุมอ่นื ๆ จากการศึกษาสรปุ ผลได้ 3 ตอน คอื

1. ผลการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนวิทยาศาสตร์ พบว่า การบูรณาการ
เครือข่ายออนไลน์ร่วมกับการทดลองจากสถานการณ์จริงในการเรียนวิทยาศาสตร์ ทาให้เห็น
หลากหลายแง่มุมของความคิดและความคล่องในการคิดจากการทาการบ้านออนไลน์ รวมไปถึงการ
ร่วมมือของสมาชิกในกลุ่ม การสังเกตและการอภิปรายสามารถกระตุ้นแนวความคิดท่ีดีและ
ตอบสนองได้ดี โดยเฉพาะการโต้ตอบในช้ันเรียน ส่วนในการประยุกต์ในการแก้ปัญหานักเรียนนั้น
สามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นความคิดยืดหยุ่นและความคิดริเร่ิมได้อย่างง่ายดาย เมื่อ
นักเรียน ได้เหน็ การสาธติ ผลงาน นักเรยี นมแี นวโน้มในการปรับเปลี่ยนและแสดงถงึ ความละเอียดลออ
สรุปได้ว่าจากการศึกษาน้ีสามารถส่งเสริมนักเรียนในด้าน ความไวในการตอบสนอง (Sensitivity)

91

ความคิดคล่อง (Fluency) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) ความคิดริเร่ิม (Originality) และ ความคิด
ละเอียดลออ (Elaboration) ของความคิดสรา้ งสรรค์ในการเรียนวทิ ยาศาสตร์

2. แรงจงู ใจในการพฒั นาความคดิ สร้างสรรค์ของนักเรียนโดยการเรยี นออนไลน์และ
การสืบเสาะหาความรู้จากครู พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการการเรียนการการสอนแบบออนไลน์
เพราะแปลกใหม่และน่าสนใจสาหรับพวกเขา เกิดการกระตุ้นความคิดและความคิดสร้างสรรค์ของ
นักเรียนจากการมีปฏิสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนความคิดกับสมาชิกภายในกลุ่ม ส่วนการตอบคาถาม
ปลายเปดิ และการนาเสนอผ่านออนไลน์นักเรยี นนั้นสามารถนาเสนองานได้อย่างคล่องแคลว่

3. ความยากและข้อจากัดในการสอนและสภาพแวดล้อมในการเรียน พบวา่ มแี หล่ง
ท่ีน่าสนใจอ่นื ในอินเตอร์เน็ตอาจทาให้เบี่ยงเบนความสนใจ ขอ้ จากดั ในการใช้อินเตอร์เน็ตในการพิมพ์
และอภิปรายผ่านอินเตอรเ์ นต็ ผลกระทบตอ่ นกั เรียน และมขี ้อจากดั ดา้ นเวลา

Laius และ Rannikmae (2011 : 127-137) ได้ศึกษาผลของความคิดสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์และการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์และสังคม จากการร่วมมือของครูและผู้ให้บริการมือ
อาชีพ (Professional In-Service) โดยใช้รูปแบบ STL (The Socially Driven Teaching and
Learning of Science) ในการเรียนวิทยาศาสตร์ จานวน 8 สัปดาห์ ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ประกอบด้วย
1) การสรา้ งแรงจูงใจและระบุปัญหาทางวิทยาศาสตร์และสงั คม 2) การจัดการเรยี น การสอน แนวคิด
ทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการและการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และ 3) การตัดสินใจให้เหตุผลทาง
วิทยาศาสตร์และสังคมและวาดแผนภาพเพ่ือสรุปปัญหาในบทเรียน โดยความคิดสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์ พิจารณาจากความสร้างสรรค์ในการตั้งคาถามการทดลอง ความสร้างสรรค์ในการ
ทดลอง ความสรา้ งสรรค์ในการนาเสนอผลงาน การระบขุ ้อมลู และทางเลือก และการนาหลักการไปใช้
ในการทดลอง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษา (เกรด 9) จานวน 248 คน จาก
จานวน 8 โรงเรียน ครูจานวน 12 คน และมีส่วนร่วมในการจัดการการเรียนรู้ จากการศึกษาพบว่า
รูปแบบ STL มีประสิทธิภาพ และนักเรียนมีความคิด สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์และการให้เหตุผล
ทางวทิ ยาศาสตร์และสังคม เพิม่ ข้นึ อย่างมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิ

Hancer (2013 : 240-246) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์
และทักษะความคิดสร้างสรรค์ของครูฝึกสอน โดยมีจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือการพิจารณา
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละระดบั ความคิดสร้างสรรค์ของครูฝกึ สอนวชิ าเอก ที่เรียนคณติ ศาสตร์
ประถมศึกษา วิทยาศาสตร์และครูฝ่ายการศึกษาและเพ่ือตรวจสอบความสัมพันธ์ ระหว่างท้ังสอง
ทกั ษะ พบวา่ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีความสมั พันธ์เชงิ บวกกับทักษะความคิดสรา้ งสรรค์

Christian Byrge, Soren Hansen (2013 : 18-32) ได้ศึกษาวิธีสอนคิดในระดับอุดมศึกษา :
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ด้วยวิธีการของการฝึกทฤษฎีและเชิงปฏิบัติการการศึกษาใช้การทดสอบ
ความคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์ และรายงานการสะท้อนผลความคิดสร้างสรรค์จากการเรียนการ

92

สอน ผลการศึกษาพบว่า การทดสอบตามแนวคิดของทอแรนซ์มีความคิดสร้างสรรค์เพ่ิมข้ึนอย่างมี
นัยสาคัญ ทั้งทางด้านนักเรียนความสามารถในความคิดคล่องแคล่ว ความคิดยืดหยุ่น และความคิด
ริเร่ิม ผลการรายงานการสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนการสอนแสดงให้เห็นว่านักเรยี นสว่ น
ใหญ่มปี ระสบการณม์ คี วามสามารถในการพัฒนาทั้งความเข้าใจของทฤษฎีและความคดิ สรา้ งสรรค์

Ayas และ Sak (2014 : 195-205) ได้พัฒนาเครื่องมือวดั ความคดิ สรา้ งสรรคท์ างวิทยาศาสตร์
CSAT (the Creative Scientific Ability Test) โดยนาเคร่ืองมือไปใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา
(เกรด 6) จานวน 693 คน ในประเทศตุรกี เคร่ืองมือเป็น แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์ ซึ่งวัดด้านความคิดคล่อง (Fluency) ความคิดยืดหยุ่น (Flexibility) และความคิด
สร้างสรรค์ การวัดทั้ง 3 แบบ นาคะแนนมาจากการต้ังสมมติฐาน การออกแบบการทดลอง และการ
ประเมินจากหลักฐานการปฏิบัติงาน (Evidence Evaluation task) ของขอบเขตเน้ือหาในวิชา
วิทยาศาสตร์ จานวน 5 เร่ือง ประกอบไปด้วยการต้ังสมมติฐาน จานวน 2 เร่ือง การออกแบบการ
ทดลอง จานวน 2 เร่ือง และการประเมินจากหลักฐานการปฏิบัติงาน จานวน 1 เรื่อง ในแต่ละเรื่อง
นับคะแนนความคิดคล่องจากจานวนคาตอบในแต่ละปัญหา คะแนนความคิดยืดหยุ่นนับจากจานวน
การจัดประเภทแนวความคิดของคาตอบ แล้วนาคะแนนทั้งสองมารวมกันเป็นคะแนนความคิด
สร้างสรรค์ พบว่า ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีมคี วามเที่ยงและความเชื่อมั่น สามารถนาไปใช้เป็นเกณฑใ์ น
การวจิ ยั และวดั ความคดิ สร้างสรรค์ ทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียน

Siew และ Chin (2014 : 109-123) ได้พัฒนาเครื่องมือวัดความคิดสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์ SCSM (Scientific Creativity Structure Model) กลุ่มตัวอย่างทดลองใช้เคร่ืองมือ
ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษา (เกรด 5) จานวน 206 คน ในประเทศมาเลเซีย เคร่ืองมือเป็น
แบบทดสอบที่มีความเหมาะสมกับระดับความรู้วิทยาศาสตร์และการพัฒนาทางสติปัญญา คานึงถึง
อายุ ความสามารถทางภาษาและสภาพแวดล้อมท่ีอาศัยอยู่ทาเป็นข้อสอบคู่ขนาน 2 ฉบับ ซ่ึง
แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน มีจานวน 4 ข้อ ดังน้ี 1) เกี่ยวกับ
ผลิตภัณฑ์ (Technical Product) โดยวัดความคิดคล่อง ความคิดยืดหยุ่น และความคิด ริเริ่ม รวมไป
ถึงจินตนาการที่สร้างสรรค์และเทคนิคการสร้างผลิตภัณฑ์ 2) เกี่ยวกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์
(Scientific Knowledge) โดยวัดความคิดคล่อง ความคิดยืดหยุ่น และความคิดริเริ่ม รวมไปถึง
ความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 3) เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์
(Science Phenomena) โดยวัดความคิดของนักเรียนในการอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์
และ 4) การแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ (Science Problem) โดยวัดความคิดยืดหยุ่นและความคิด
ริเริ่ม รวมไปถึงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของวธิ ีการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ โดยมีเกณฑ์
การให้คะแนนดังน้ี คะแนนความคิดคล่องได้ 1 คะแนนในแต่ละคาตอบ คะแนนความคิดยืดหยุ่นจัด
ประเภทของคาตอบได้ 1 คะแนนในแต่ละประเภท ความคิดริเริ่ม ข้อ 1-3 มีเกณฑ์การให้คะแนน คือ

93

น้อยกว่า 59% ได้ 2 คะแนน ระหว่าง 5-10% ได้ 1 คะแนน มากกว่า 10% ได้ 0 คะแนน ส่วนข้อ 4
มีเกณฑก์ ารให้คะแนน คือ นอ้ ยกว่า 5% ได้ 3 คะแนน ระหว่าง 5-10% ได้ 2 คะแนน มากกว่า 10%
ได้ 1 คะแนน จากการศึกษาพบว่า ผลการวิเคราะห์ค่าอานาจ จาแนก ความสอดคล้อง ความเช่ือมั่น
และความเทย่ี งตรง ของแบบทดสอบวดั อยู่ในระดับมีความ เหมาะสม

Chumo (2014) ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ระดับ
มัธยมศึกษาโดยใช้วิธีการแสวงหาความรู้ด้วยการปฏิบัติ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของ ความคิด
สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์จากการแสวงหาความรู้ด้วยการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน
มัธยมศึกษาในเขต Kericho จานวน 4 โรงเรียน จานวนนักเรียน 180 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง
จานวน 2 โรงเรียนและกลุ่มควบคุม จานวน 2 โรงเรียน เครื่องมือท่ีใช้เป็น Biology Creativity Test
(BCT) ใช้ทดสอบก่อนเรียน และ Scientific Creativity Test in Biology (SCTB) ใช้ทดสอบหลัง
เรียน การวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ วัดจาก 1) ความไวต่อการกระตุ้นของปัญหาทาง
วิทยาศาสตร์ (Sensitivity of Scientific Problem) 2) ความคดิ ยืดหย่นุ ในการใหเ้ หตผุ ล (Flexibility
in Reasoning) 3) ความสามารถในการบอกความสัมพันธ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์และการสังเกต (Recognition of Relationships between Scientific Concept and
General Observation) 4) การวางแผนในการแสวงหาความรู้ (Planning of Investigations)
การวิเคราะห์ทางสถิติใช้ t-test และ Anova จากการศึกษาพบว่า การแสวงหาความรู้ภาคปฏิบัติ มี
ผลตอ่ ความคดิ สรา้ งสรรคใ์ นการเรยี นวิทยาศาสตร์อย่างมีนัยสาคญั ที่ระดบั 0.05

จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่เก่ียวข้อง ผู้วิจัยได้บูรณาการแนวคิดที่เกี่ยวกับการพัฒนา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ได้แก่ แนวคิดเก่ียวกับการพัฒนา รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แนวคิด
เก่ียวกับความคิดสร้างสรรค์ แนวคิดการคิดนอกกรอบแนวคิดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ และ
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ โดยนามาเป็นกรอบแนวคิด ของการวิจัยพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ใน
ครงั้ นี้ ดังรายละเอยี ด

1. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดของ Joyce,
Weil และ Calhoun (2011 : 206-207) ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีองค์ประกอบ 6
องค์ประกอบ ดังนี้ 1) หลักการ แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐาน 2) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3) ข้ันตอนการ
จัดการเรียนรู้ 4) ระบบสงั คม 5) หลักการตอบสนอง และ 6) ระบบสนับสนนุ

2. แนวคดิ เก่ยี วกบั ความคดิ สรา้ งสรรค์ ความคิดสรา้ งสรรค์ คือ ความคดิ อเนกนยั (Divergent
Thinking) ซึ่งมาจากความคิดหลายทาง หลากหลายแง่มุม เป็นความคิดแปลกใหม่ ความคิด
ปรับเปลี่ยนหรือแตกต่างจากท่ีเคย มีอยู่เป็นลักษณะที่นาไปสู่การสร้างสิ่งประดิษฐ์ท่ีแปลกใหม่

94

ความคิด รวมไปถึงการคิดหาวิธีแก้ปัญหา ให้สาเร็จ ซึ่งประกอบด้วย ความคิดริเริ่ม (Originality)

ความคิดคล่อง (Fluency) ความคดิ ยืดหยุน่ (Flexibility) และความคดิ ละเอียดลออ (Elaboration)

3. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เช่ือว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการท่ีเกิดภายในตัวนักเรียน

นักเรยี นเปน็ ผสู้ รา้ งความร้จู ากความสัมพนั ธ์ระหว่างสิง่ ทพ่ี บเหน็ กบั ความรู้ความเขา้ ใจท่ีมีอยู่เดมิ

3.1 แนวคิด Psychological Constructivism ตามแนวคิดของเพียเจต์ เช่ือว่า

ความรู้สร้างข้ึนด้วยตนเองบนพ้ืนฐานการลงมือปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะ

การให้ความสาคญั กับหลักการของโครงสร้างทางสติปัญญา เชือ่ วา่ บคุ คลจะเกิดการ เปลีย่ นแปลงทาง

ความคิดอยา่ งต่อเนื่องตลอดเวลาโดยการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากบั โลกภายนอก การกระตุ้นด้วย

ปัญหาเพ่ือก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา ทาให้นักเรียนพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญาเข้าสู่

ภาวะสมดุล ด้วยการปรับตัวผ่านกระบวนการซึมซับความรู้ เมื่อนักเรียนได้รับและซึมซับข้อมูล

ประสบการณ์ใหม่เข้าไปเช่ือมโยงกับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาท่ีมีอยู่เดิม หากไม่สามารถ

สัมพันธ์กันก็จะเกิดภาวะไม่สมดุล นักเรียนจะพยายามปรับความรู้ให้อยู่ในภาวะสมดุล โดยใช้

กระบวนการปรับโครงสรา้ งทางปัญญา จะสามารถสร้างความรขู้ น้ึ มาใหม่ได้

3.2 แนวคิด Social Constructivism ตามแนวคิดของวีก็อทสก้ี เชื่อว่าการมี

ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นเคร่ืองมือทางวัฒนธรรม ( Cultural Tools) ซึ่งสามารถพัฒนา

กระบวนการคิด ทาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ และมีความคิดเชิงเหตุผลในการแก้ปัญหา

นักเรียนสร้างความรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น ครูและเพื่อน โดยเชื่อว่า

ศักยภาพในการพัฒนาด้านพุทธิปัญญาของคนเราไม่เท่ากัน นักเรียนที่อยู่ต่ากว่า Zone of Proximal

Development จาเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากครูและเพื่อน นอกจากนี้การใช้ภาษา (Inner

Speech) ให้เกิดความเข้าใจภายในตนเอง (Internalized) ทาให้นักเรียนเกิดจินตนาการอย่าง

สรา้ งสรรค์

4. แนวคิดการคิดนอกกรอบ เป็นกระบวนการคิดพิจารณาปัญหา แสวงหาแนวคิดมาใช้ใน

การแก้ปัญหาเป็นการคิดท่ีปรับเปล่ียนทัศนคติหรือมุมมองของปัญหาในแง่มุมใหม่ ๆ สร้างสรรค์ที่

แตกต่างไป จากรูปแบบเดิม ๆ การคิดนอกกรอบหลีกเลี่ยงความคิดเดิม ด้วยการทาสิ่งต่าง ๆ ให้มี

ความหลากหลายและพยายามที่จะไม่พิจารณาส่ิงต่าง ๆ ในมุมมองเดิม และเป็นการกระตุ้น ให้เกิด

ความคิดใหม่ ซ่ึงในการวิจัยมุ่งเน้นให้มองแตกต่างไปจากเดิม และแสวงหาทางเลือกอ่ืน หลากหลาย

แนวทาง

5. แนวคดิ การเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ เป็นกระบวนการท่ีจาเปน็ ตอ่ การแสวงหาความรู้

และการศึกษาความรตู้ ่าง ๆ โดยการกระต้นุ ให้นกั เรยี นเกิดคาถามนาไปสู่การค้นคว้า เกิด

ความคดิ พิจารณาวิธีการที่เหมาะสม รวบรวมข้อมูล ไตร่ตรองระหว่างการอธบิ ายและพยานหลักฐาน

นาเสนอวิธกี ารและยืนยนั ข้อมูล อย่างมีเหตผุ ล ซึ่งเป็นการเรียนรโู้ ดยนกั เรียนเป็นผลู้ งมือปฏิบัติ มสี ว่ น

95

ร่วมในการเรียนรู้ผ่านการลงมือ ทาโดยครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือและอานวยความสะดวก ซ่ึง
เป็นหลกั สาคัญทช่ี ว่ ยให้นกั เรียน สรา้ งความรแู้ ละวธิ กี ารใหม่

6. รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creative Based Learning) เป็นรูปแบบการ
สอนแบบ Active Learning ออกแบบการสอนให้นักเรียนได้ครบ ทั้งด้านเน้ือหาวิชาและทักษะใน
ศตวรรษที่ 21 ซ่ึงทาให้นักเรียนมีทักษะในการคิดสร้างสรรค์ โดยปรับเปลี่ยนห้องเรียน ปรับเปลี่ยน
วิธกี ารสอนด้วยการใช้กระบวนการ 8 ขอ้ และ ด้านบรรยากาศ 9 ข้อ

96

บทท่ี 3
วิธดี ำเนินกำรวจิ ยั

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง)
อาเภอเมือง จังหวัดตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการพัฒนารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วย
โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
3) ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การ
สร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 4) เพ่ือประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 ซง่ึ มีข้ันตอนในการดาเนนิ การวจิ ยั ดงั น้ี

ขั้นตอนท่ี 1 การวิจัย (Research : R1) เป็นการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานในการ
พฒั นา (Analysis : A)

ขนั้ ตอนท่ี 2 การพัฒนา (Development : D1) เปน็ การออกแบบและพัฒนา (Design and
Development : D & D)

ขั้นตอนที่ 3 การวิจยั (Research : R2) เปน็ การนาไปใช้ (Implementation : I)
ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา (Development : D2) เป็นการประเมินผล (Evaluation : E) ซ่ึงมี
ขัน้ ตอนในการดาเนินงาน 4 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

97
ภาพท่ี 3.1 แสดงขนั้ ตอนการดาเนินการวิจัย

98

ระยะท่ี 1 กำรวิจยั (Research : R1) กำรศกึ ษำสภำพปัจจุบนั และปัญหำในกำรพัฒนำรูปแบบกำร
จัดกำรเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมควำมคิดสร้ำงสรรค์ เร่ือง กำรสร้ำงงำนนำเสนอด้วย
โปรแกรมไมโครซอฟต์พำวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สำหรับนักเรียน
ชนั้ ประถมศึกษำปที ่ี 5

ในระยะน้ีเป็นการเก็บข้อมูลพ้ืนฐานเก่ียวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี ศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎี
และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง เพื่อกาหนดองค์ประกอบของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยมีข้ันตอน 2
ขน้ั ตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5

ข้ันตอนท่ี 2 ศึกษา วิเคราะห์และสังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
กบั รปู แบบการจัดการเรยี นรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์

ตารางที่ 3.1 ขนั้ ตอนการดาเนินการวจิ ัยในระยะที่ 1

ขัน้ ตอน วัตถุประสงค์ วธิ ีกำร เคร่ืองมือ แหล่งข้อมูล
- บนั ทึก การ - ครผู ู้สอน กลุม่
1. ศึกษาสภาพ เพื่อศกึ ษา - สมั ภาษณ์ สัมภาษณ์ สาระการเรยี นรู้
- แบบประเมนิ วิทยาศาสตรแ์ ละ
ปจั จุบนั และ วเิ คราะห์ ครผู ้สู อน ความคดิ เทคโนโลยี สาระ
สรา้ งสรรค์ ท่ี 4 เทคโนโลยี
ปญั หาในการ ศกึ ษาสภาพ - สัมภาษณ์ ช้ันประถมศึกษา
ปที ี่ 5 จานวน 4
จัดการเรียนรู้ ปจั จบุ นั และ นกั เรยี น คน
- นักเรยี นชั้น
กลุ่มสาระการ ปญั หาในการ - ประเมิน ประถมศึกษาปที ี่
5 จานวน 7 คน
เรียนรู้ จัดการเรียนรู้ ความคิด - นักเรียนช้นั
ประถมศึกษา
วิทยาศาสตรแ์ ละ กลุม่ สาระการ สร้างสรรค์ ปที ี่ 5 จานวน 2
ห้องเรยี น
เทคโนโลยี สาระ เรยี นรู้

ที่ 4 เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตรแ์ ละ

ชั้นประถมศึกษา เทคโนโลยี สาระ

ปที ่ี 5 ที่ 4 เทคโนโลยี

ช้ันประถมศึกษา

ปที ี่ 5

99

ตารางท่ี 3.1 (ตอ่ )

ขั้นตอน วัตถปุ ระสงค์ วธิ กี ำร เครื่องมอื แหลง่ ข้อมูล
- ตารา เอกสาร
2. ศกึ ษา เพื่อศึกษาองค์ ศึกษาองคค์ วามรู้ - งานวิจัย
- บทความ
วเิ คราะหแ์ ละ ความรกู้ รอบ กรอบแนวคิด ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง

สงั เคราะห์ แนวคิดทฤษฎี ทฤษฎแี ละ

แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั กบั งานวจิ ัยกับ

เอกสารและ พัฒนารปู แบบ พฒั นารปู แบบ

งานวิจัยที่ การจดั การเรียนรู้ การจัดการเรยี นรู้

เก่ยี วข้องกบั การ

พฒั นารปู แบบ

การจดั การเรยี นรู้

CREATE Model

เพ่ือสง่ เสรมิ

ความคิด

สรา้ งสรรค์

ขั้นตอนท่ี 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5

1. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
1.1 กลุ่มเป้าหมายในการสัมภาษณ์สภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนรู้

กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี สาระท่ี 4 เทคโนโลยี ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ไดแ้ ก่
1.1.1 ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4

เทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสบการณ์สอนไม่น้อยกว่า 5 ปี และยินดีให้ความ
อนุเคราะห์ข้อมูลในการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างแก่ผู้วิจัย เป็นครูผู้สอนจากสถานศึกษาสังกัด
เทศบาลนครตรัง อาเภอเมือง จังหวัดตรัง จาก 7 โรงเรียน จานวน 7 คน ได้มาจากการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดกะพัง
สุรินทร์) โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) โรงเรียนเทศบาล 4 (วัดมัชฌิมภูมิ) โรงเรียนเทศบาล 5
(วดั ควนขัน) โรงเรยี นเทศบาล 6 (วัดตนั ตยาภริ ม) โรงเรียนเทศบาล 7 (วดั ประสทิ ธชิ ยั )

1.1.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอ
เมอื ง จังหวัดตรงั ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2561

100

1.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์
1.2.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนา

ตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จานวน 2 ห้องเรียน
จานวนนกั เรียน 58 คน

1.2.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จานวนนักเรียน
29 คน ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลมุ่ (Cluster Random Sampling)

2. เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวิจัยในคร้งั นี้ ประกอบไปด้วย
2.1 แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 4

เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 เกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาในการจัดการเรียนรู้รายวิชา
เทคโนโลยีสารสนเทศ ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5

2.2 แบบสัมภาษณ์นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 เก่ียวกับสภาพปัจจุบันและปัญหาใน
การจดั การเรียนรู้รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

2.3 แบบประเมินความคดิ สร้างสรรค์
3. วิธีการการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ
การสร้างเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจยั มีข้ันตอนดังน้ี

3.1 แบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 เป็น
แบบสมั ภาษณแ์ บบกงึ่ โครงสรา้ ง ดาเนนิ การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเครือ่ งมือ ดังน้ี

3.1.1 ศึกษาเอกสาร ตาราเก่ียวกบั การสรา้ งแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi
– Structured Interview)

3.1.2 กาหนดประเด็นท่ีต้องการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมเนื้อหาด้านต่าง ๆ ได้แก่
สภาพปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญหาในการจัดการเรียนรู้รายวิชา
เทคโนโลยสี ารสนเทศ การจัดการเรยี นรู้ที่ส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์ และดา้ นอืน่ ๆ

3.1.3 สร้างแบบสัมภาษณ์ครูผสู้ อนรายวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นแบบสมั ภาษณ์
แบบกึ่งโครงสร้าง โดยใช้คาถามปลายเปิดสอบถามความคิดเห็นของครูตามรายละเอียดของประเด็น
ต่าง ๆ เกยี่ วกบั สภาพปัจจุบันและปัญหาในการจดั การเรยี นการสอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

3.1.4 นาแบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่ีสร้างข้ึนเสนอ
ผเู้ ชย่ี วชาญ จานวน 5 ทา่ น (รายละเอยี ดในภาคผนวก ข หน้า 222) เพ่อื พิจารณาความถูกต้อง ความ
เหมาะสมของประเด็นคาถามและใหข้ อ้ เสนอแนะ

3.1.5 นาแบบสัมภาษณ์ครูผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาตรวจสอบ
ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ ในด้านการปรับข้อคาถามให้กระชับ และใช้ภาษาให้

101

เข้าใจง่าย และปรับประเด็นคาถามเก่ียวการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์ของนักเรียน แล้วจัดพิมพ์เป็นต้นฉบับเพ่ือนาไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมาย
ตอ่ ไป

3.2 แบบสัมภาษณ์นักเรียนชั้นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 เป็นแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง
(Semi – Structured Interview) ดาเนินการสร้างและหาคุณภาพของเคร่อื งมือดังนี้

3.2.1 ศึกษาเอกสาร ตาราเก่ียวกับการสร้างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi –
Structured Interview)

3.2.2 กาหนดประเด็นที่ต้องการสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมเนื้อหาด้านต่าง ๆ ได้แก่ สภาพ
ปัจจุบันในการจัดการเรียนรู้รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัญหาในการจัดการเรียนรู้รายวิชา
เทคโนโลยสี ารสนเทศ การจดั การเรียนร้ทู ี่ส่งเสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์ และด้านอ่นื ๆ

3.2.3 สร้างแบบสัมภาษณ์นักเรียน เป็นแบบสัมภาษณ์แบบก่ึงโครงสร้างโดยใช้คาถาม
ปลายเปิดสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนตามรายละเอียดของประเด็นต่าง ๆเกี่ยวกับสภาพ
ปจั จบุ นั ในการจัดการเรยี นรู้รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

3.2.4 นาแบบสัมภาษณ์นักเรียน ที่สร้างขึ้นเสนอผู้เชี่ยวชาญเพ่ือพิจารณาความถูกต้อง
ความเหมาะสมของประเด็นคาถามและให้ข้อเสนอแนะ

3.2.5 นาแบบสัมภาษณ์นักเรียน มาตรวจสอบปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของ
ผู้เชี่ยวชาญ ในด้านการปรับข้อคาถามให้กระชับ ใช้ภาษาให้เข้าใจง่าย และปรับข้อคาถามเหมาะสม
กับนักเรียน แล้วจัดพิมพ์เป็นต้นฉบับเพื่อนาไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มเป้าหมายต่อไป
(รายละเอยี ดในภาคผนวก ข หนา้ 223)

3.3 แบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์
ในการวิเคราะห์ข้อมูลในการจัดทาแบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ ตามแนวคิดของ
Guilford มขี ้ันตอนการสรา้ งดงั นี้

3.3.1 ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตร หลักการ ทฤษฎี งานวิจัยท่ีเก่ียวข้องในการวัดระดบั
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และเกณฑ์ในการให้คะแนนตามแนวคิดของ Guilford ที่ประกอบด้วย
ความคดิ ริเร่ิม ความคดิ คล่องตวั ความคิดยืดหยนุ่ และความคดิ ละเอยี ดลออ เพื่อใช้เป็นแนวทางใน
การสร้างแบบทดสอบวัด ให้สอดคล้องกับกรอบ/ขอบข่ายของความคิดสร้างสรรค์ และในรายวิชา
เพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การสร้าง
งานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 5

3.3.2 วเิ คราะหแ์ ละสังเคราะห์ข้อมูลท่ีศึกษา เพอื่ นาไปออกแบบแบบประเมนิ ทักษะ
ความคิดสร้างสรรค์

102

3.3.3 ออกแบบแบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับขอบข่าย
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค
(scoring rubrics) ให้ซงึ่ ครอบคลมุ เนอ้ื หาสาระรายวชิ าเพมิ่ เตมิ กล่มุ สาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์
พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน
แสดงผลดงั ตารางที่ 3.2

ตารางที่ 3.2 เกณฑ์การให้คะแนนทักษะความคิดสร้างสรรค์รายวิชาเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5

สำระสำคญั จำนวนเกณฑ์กำรใหค้ ะแนน
สรำ้ ง (ข้อ ใชจ้ ริง (ข้อ)
1. ความคดิ รเิ รมิ่
2. ความคิดคล่องแคลว่ 54
3. ความคิดยืดหยุน่ 64
4. ความคิดละเอียดลออ 54
54

3.3.4 พัฒนาแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบ
รบู ริคให้สอดคลอ้ งและเหมาะสมกบั เน้อื หา จานวน 16 ขอ้ แบ่งออกเป็น 4 ด้านๆละ 4 ข้อ

3.3.5 นาแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคที่
สร้างขน้ึ เสนอผูเ้ ชย่ี วชาญ 5 ท่าน เพ่อื พจิ ารณาความถกู ตอ้ งและเหมาะสม

3.3.6 ปรับปรุงแก้ไขแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และเกณฑ์การให้คะแนนแบบ
รูบรคิ ตามข้อเสนอแนะของผูเ้ ชี่ยวชาญ

3.3.7 ตรวจสอบคุณภาพแบบประเมนิ ความคิดสร้างสรรค์เพื่อหาความเหมาะสมของ
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน โดยผู้เชยี่ วชาญ จานวน 5 ท่าน

ซึ่งผู้เช่ียวชาญมีความคิดเห็นเก่ียวกับแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ว่าโดยรวมมี

ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.83 SD.= 0.29 รายละเอียดในภาคผนวก ฉ หน้า 262)

โดยมีข้อเสนอแนะให้ปรับเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนนทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับ
เน้อื หาในรายวชิ าเพ่ิมเติม กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศ
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft

103

PowerPoint 2016) ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 และครอบคลุมทั้ง 4 ขอบข่ายทักษะความคิดสร้างสรรค์
ตามแนวคิดของกิลฟอรด์

3.3.7 แกไ้ ข ปรบั ปรุงแบบประเมนิ ความคิดสร้างสรรค์และเกณฑ์การใหค้ ะแนนตาม
คาแนะนา ข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญ แกไ้ ขปรับปรุงแลว้ นาไปเก็บขอ้ มลู การวิจยั ตอ่ ไป

4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
ผวู้ จิ ยั ดาเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ดงั น้ี
4.1 ทาหนังสือจากโรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง เพ่ือขอ

ความอนุเคราะหเ์ ก็บรวบรวมข้อมลู กับครผู สู้ อนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
4.2 ติดต่อประสานงานกับครูผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ นัดวันเวลาเพื่อ

สมั ภาษณ์ และทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์
4.3 ผู้วจิ ัยดาเนนิ การสมั ภาษณ์และเก็บขอ้ มูลด้วยตนเอง

5. การวิเคราะห์ข้อมลู
การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา
(Content Analysis) โดยจาแนกขอ้ มูลตามประเดน็ ทผ่ี ูว้ จิ ยั กาหนดและใชค้ ่าสถติ พิ ืน้ ฐาน
ขน้ั ตอนที่ 2 ศกึ ษา วเิ คราะหแ์ ละสังเคราะห์ แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง
กับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสาร องค์ความรู้ กรอบแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวกับ
พัฒนาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จนได้แนวทางข้อสรุปท่ีใช้ในการกาหนดกรอบแนวคิด
และองคป์ ระกอบท่สี าคญั ในการออกแบบรปู แบบการจัดการเรยี นรู้ ดังน้ี
1. องค์ประกอบของรปู แบบการจัดการเรียนรู้
จากการศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการเรียนรู้ ผู้วิจัยใช้กรอบแนวคิดของ Joyce, Weil
และ Calhoun (2011 : 206-207) ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 มีองค์ประกอบ 6
องค์ประกอบ ดังน้ี

1.1 หลกั การ แนวคดิ ทฤษฎีพื้นฐาน (Principles of Model)
1.2 วตั ถุประสงค์ของรูปแบบ (Objective of the Model)

104

1.3 ขน้ั ตอนการจดั การเรยี นรู้ (Syntax of Learning)
1.4 ระบบสังคม (Social System)
1.5 หลักการตอบสนอง (Principle of Reaction)
1.6 ระบบสนบั สนุน (Support System)
2. แนวคิด ทฤษฎีทีใ่ ช้ในการพฒั นารูปแบบการจดั การเรยี นรู้
จากการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการพัฒนารูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ ได้แนวคิดท่ีนามาใช้ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 ดงั นี้
2.1 ทฤษฎีการเรียนรู้คอนสตรัคตวิ ิสต์ (Constructivism)
2.2 แนวคิดสืบเสาะความรู้ (Inquiry Approach)
2.3 แนวคดิ การคดิ นอกกรอบ (Lateral Thinking)
2.4 รปู แบบการสอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน (Creative Based Learning)
ผลจากการศึกษา การวิเคราะห์และสังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่
เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ผู้วิจัยได้นามากาหนดองค์ประกอบที่
สาคญั ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรยี นรู้ ปรากฏดงั ตารางที่ 3.3

105

ตารางที่ 3.3 แนวคิดและทฤษฎีพ้ืนฐานที่นาไปใช้ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5

ทฤษฎีกำรเรียนรู้คอนสตรัคติวิส ์ต
แนวคิดกำรคิดนอกกรอบ
แนวคิด ืสบเสำะควำมรู้
รูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ CREATE Model

หลกั การ /// /
วัตถปุ ระสงคข์ องการจัดการเรยี นรู้ /
ขนั้ ตอนการจัดการเรียนรู้ /// /
ขั้นที่ 1 ตระหนักรู้ (Cognition) // /
ขั้นท่ี 2 สะท้อนความคดิ (Reflection) // /
ขั้นที่ 3 คดิ สร้างสรรคผ์ ลงาน (Elaborate To Create /// /
ขนั้ ที่ 4 ประเมินคณุ ค่า (Assessment) //
ขน้ั ท่ี 5 คิดเชอื่ มโยง (Thinking) //
ขน้ั ท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) ///
ระบบสังคม ///
หลักการตอบสนอง ///
ระบบสนบั สนนุ ///

106

ระยะท่ี 2 กำรพัฒนำและหำประสิทธิภำพของรูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมควำมคิดสร้ำงสรรค์ เรอื่ ง กำรสร้ำงงำนนำเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟตพ์ ำวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษำปีที่ 5 ในระยะน้ีแบ่งเป็น
3 ขั้นตอน คือ

ข้ันตอนที่ 1 สร้างร่างรูปแบบและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 5

ข้ันตอนท่ี 2 สร้างและตรวจสอบคุณภาพเอกสารคู่มือและเครื่องมือประกอบการใช้รูปแบบ
การจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วย
โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5

ข้ันตอนท่ี 3 ทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5

ตารางที่ 3.4 ข้ันตอนการดาเนนิ การวิจยั ในระยะที่ 2

ขัน้ ตอน วัตถปุ ระสงค์ วิธกี ำร เคร่อื งมือ แหลง่ ข้อมลู
- สร้างร่างรูปแบบ - ร่างรูปแบบการ - ผ้เู ชี่ยวชาญ
1. สร้างรา่ ง เพอื่ สรา้ งร่าง การจดั การเรยี นรู้ จัดการเรียนรู้ จานวน 5 ท่าน
- การสมั มนาอิง - แบบบนั ทกึ
รูปแบบและ รูปแบบและ ผเู้ ช่ียวชาญ ข้อคิดเหน็
(Connoisseurship) เสนอแนะ
ตรวจสอบคณุ ภาพ ตรวจสอบ ตรวจสอบความถูกต้อง - แบบประเมนิ
ความเป็นไปไดข้ องร่าง รูปแบบการ
รปู แบบการจัดการ คุณภาพรูปแบบ รูปแบบการจัดการ จัดการเรยี นรู้
เรยี นรู้
เรยี นรู้ การจัด - ปรับปรงุ ตาม
ขอ้ เสนอแนะของ
การเรยี นรู้ ผูเ้ ชยี่ วชาญ

107

ตารางที่ 3.3 (ตอ่ )

ข้ันตอน วัตถปุ ระสงค์ วธิ กี ำร เครอ่ื งมือ แหลง่ ข้อมูล

2. สรา้ งและ เพอื่ สรา้ งและ - สร้างแผนการ - แผนการจัดการ - ผูเ้ ชี่ยวชาญ

ตรวจสอบคณุ ภาพ ตรวจสอบ จัดการเรียนรโู้ ดชใช้ เรยี นรู้โดยใช้ จานวน 5 ทา่ น

ของเคร่ืองมอื คุณภาพเอกสาร รูปแบบปแบบการ รูปแบบการ

ประกอบการใช้ ค่มู อื และเครื่องมอื จัดการเรยี นรู้ จัดการเรยี นรู้

รปู แบบการจดั การ ประกอบการใช้ - สร้างแบบทดสอบวัด - แบบทดสอบวดั

เรียนรู้ รูปแบบการ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ผลสัมฤทธิ์

จัดการเรยี นรู้ - สรา้ งแบบทดสอบวัด ทางการเรยี น

ความคิดสรา้ งสรรค์ - แบบทดสอบวดั

ประเมินคุณภาพ ความคิด

เครอื่ งมอื โดยผู้เชีย่ วชาญ สรา้ งสรรค์

- ปรับปรงุ ตาม - แบบประเมนิ

ขอ้ เสนอแนะของ คุณภาพเคร่ืองมือ

ผู้เชยี่ วชาญ

3. ทดลองใช้ เพ่ือหา - นารปู แบบการจดั การ - แผนการจดั การ - นกั เรียนช้ัน
เรียนรู้โดยใช้ ประถมศึกษาปี
รปู แบบการจดั การ ประสิทธภิ าพ เรียนรไู้ ปทดลองใช้ รูปแบบการ ที่ 5 จานวน 1
จดั การเรียนรู้ หอ้ ง
เรยี นรู้ และปรบั ปรงุ แกไ้ ข - หาประสทิ ธภิ าพของ - แบบทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธ์ิ
รูปแบบการ รปู แบบการจดั การ ทางการเรยี น
- แบบทดสอบวัด
จดั การเรยี นรู้ เรียนรู้ ความคิด
สรา้ งสรรค์

108

ข้ันตอนที่ 1 สร้างร่างรูปแบบและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 5

1. กลุ่มผู้ให้ขอ้ มูล
กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญในการสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญ (Connoisseurship) เพื่อ
พิจารณาความเหมาะสม ความเป็นไปได้และเสนอข้อคิดเห็น ปรับปรุงร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้
จานวน 5 ท่าน ไดม้ าจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดังนี้
2. เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัย

2.1 แบบบันทึกข้อคิดเห็นเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญโดยการสัมมนาอิงผู้เช่ียวชาญ
(Connoisseurship)

2.2 รา่ งรปู แบบการจดั การเรยี นรู้ CREATE Model เพอ่ื ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรอ่ื ง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5

3. วิธีการการสรา้ งและหาคุณภาพของเครื่องมือ
การสรา้ งเครอ่ื งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั มีขนั้ ตอนดงั น้ี
3.1 แบบบันทึกข้อคิดเห็นเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ

(Connoisseurship) เป็นเคร่ืองมือที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพร่างรูปแบบและยืนยันรูปแบบการ
จัดการเรยี นรู้ มวี ิธกี ารสรา้ งดงั น้ี

3.1.1 ศึกษาเอกสาร ตาราเกี่ยวกับการสร้างแบบบันทึกข้อคิดเห็นและข้ันตอนการ
สัมมนาอิงผู้เชย่ี วชาญ

3.1.2 กาหนดประเด็นบันทกึ ข้อคดิ เหน็ เสนอเกยี่ วกบั รปู แบบการจัดการเรยี นรู้
3.1.3 สร้างแบบบนั ทกึ ข้อคดิ เห็นเก่ียวกบั รปู แบบการจดั การเรียนรู้
3.1.4 นาแบบบันทกึ ขอ้ คดิ เหน็ ที่สร้างขน้ึ เสนอผ้เู ช่ียวชาญ เพอื่ พิจารณาความถูกต้อง
ความเหมาะสมของขอ้ คาถาม และพิจารณาใหข้ ้อเสนอแนะ
3.1.5 นาแบบบันทึกข้อคิดเห็นเก่ียวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ได้มาพิจารณา
ตรวจสอบแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญ (รายละเอยี ดในภาคผนวก ข หน้า 224)
3.1.6 จัดพิมพ์แบบบันทึกข้อคิดเห็นเก่ียวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้เป็นฉบับ
สมบรู ณเ์ พ่ือนาไปใชเ้ กบ็ รวบรวมขอ้ มูลตอ่ ไป
3.2 ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 มวี ธิ กี ารดาเนนิ การและตรวจสอบคุณภาพดงั น้ี

109

3.2.1 นาข้อมูลพื้นฐานท่ีได้จากการวิจัยในระยะท่ี 1 มาเป็นข้อมูลเพ่ือกาหนดกรอบ
แนวคิดและองค์ประกอบของการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5

3.2.2 สังเคราะห์และออกแบบร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ตามกรอบแนวคิดของ
Joyce, Weil และ Calhoun (2011 : 206-207) ประกอบด้วย หลักการ แนวคิด ทฤษฎีพ้ืนฐาน
วัตถุประสงค์ของรูปแบบ ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ระบบสังคม หลักการตอบสนอง และระบบ
สนับสนนุ ปรากฏดงั ตารางท่ี 3.5 – 3.6

ตารางที่ 3.5 สังเคราะห์ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5

องคป์ ระกอบ สำระสำคญั ขององคป์ ระกอบ
หลกั การ แนวคิด ทฤษฎกี ารเรยี นรู้คอนสตรัคติวสิ ต์ (Constructivism) แนวคิดสบื เสาะความรู้
ทฤษฎีพ้ืนฐาน (Inquiry Approach) แนวคดิ จติ วทิ ยาเกสตลั ท์ (Gestalt Theory) แนวคดิ
(Principles of การเรียนรแู้ บบค้นพบ (Discovery Learning) รูปแบบการสอนแบบ
Model สรา้ งสรรคเ์ ปน็ ฐาน (Creative Based Learning)
วัตถปุ ระสงค์ของ เพ่ือพฒั นาความคดิ สร้างสรรค์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่
รปู แบบ 1. ความคดิ คล่อง หมายถึง ความสามารถในการระบุข้อมูลหรือองค์ประกอบ
(Objective of ปัจจัยเง่ือนไข ที่มีเหตุผลเป็นไปได้ในบริบทหรือสถานการณ์ที่กาหนดหน่ึง ๆ
the model ได้ถกู ต้อง หลากหลายและรวดเรว็ เน้นปริมาณการคิดคาตอบที่เหมาะสมกับ
สถานการณใ์ นเวลากาหนด
2. ความคิดยืดหยุ่น หมายถึง ความสามารถในการสามารถระบุความคิด
ปรับเปลี่ยนเง่ือนไข ด้านคุณลักษณะ ความสาคัญหรือประโยชน์ของ
เหตุการณ์หรือสิ่งของที่ปรากฏในบริบทสถานการณ์ใหม่ได้หลายแง่มุม และ
แตกต่างกัน

110

ตารางท่ี 3.5 (ต่อ)

องค์ประกอบ สำระสำคญั ขององค์ประกอบ
3. ความคิดริเร่ิม หมายถึง ความสามารถในการสังเคราะห์หรือออกแบบ
ขนั้ ตอนการ วิธีการหรือกระบวนการ ผลผลิต หรือผลงานชิ้นใหม่ท่ีแตกต่างจากเดิม
จดั การเรียนรู้ หรอื ไมเ่ คยปฏบิ ตั ิในลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ซ้ากับคนอ่ืนเปน็ ความคิดใหม่ มี
(Syntax of ประโยชน์และมคี ุณคา่ มากข้ึน
Learning) 4. ความคดิ ละเอยี ดลออ หมายถึง ความสามารถในการเชอื่ มโยงสงั เคราะห์
ผสมผสานความรูห้ รอื ส่ิงท่มี ีอยู่กับเงื่อนไขปัจจัยอื่น เพ่ือปรับเปล่ียน
คณุ ลกั ษณะหรือบทบาทให้อยู่ในบริบทคณุ สมบตั ติ ามเงอ่ื นไขอืน่ ๆ และ
ขยายรายละเอียดให้ชดั เจน ครอบคลมุ และสมบูรณ์
ขน้ั ท่ี 1 ตระหนกั รู้ (Cognition) หมายถงึ ขนั้ กิจกรรมที่กระตุ้นให้นักเรียนได้
ตระหนักรับรู้ต้ังความคาดหวังในการเรียนของตนเองเพ่ือกระตุ้นให้นักเรียน
เกดิ แรงจงู ใจในการเรียน เกดิ ความอยากรู้อยากเห็นและมีความพร้อมในการ
เรียน โดยการเสนอสถานการณ์ เช่น ใช้คาถาม เล่าเหตุการณ์ หรอื มลั ติมเิ ดยี
ให้นักเรียนเกิดจินตนาการและรับรู้สถานการณ์ปัญหาในภาพรวม ทาความ
เข้าใจกับปัญหาและวิเคราะห์เชื่อมโยงประสบการณ์ความรู้เดิมต่าง ๆ
เกย่ี วกบั สถานการณ์ปญั หา
ข้ันท่ี 2 สะท้อนความคิด (Reflection) หมายถึง ขั้นกิจกรรมที่นักเรียน คิด
ไตร่ตรองประเด็นขององค์ประกอบปัญหา และเชื่อมโยงในแต่ล ะ
องค์ประกอบให้เข้าใจปัญหาชัดเจน แล้วตั้งคาถามเก่ียวกับสถานการณ์
ปัญหาเพ่ือเป็นแนวทางในการค้นหาคาตอบท่ีหลากหลายและเหมาะสม
ค้นคว้าข้อมูลเพื่อเพ่ิมพูนความรู้และทักษะในเน้ือหา จากการสืบค้นข้อมูล
ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ วางแผนและแก้ปัญหาด้วยการพิจารณาทางเลือก
จากวิธีการที่คิดไว้อย่างหลากหลาย ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนสร้างแนวคิด
หรือหาวธิ กี ารท่แี ตกตา่ งกันและเปน็ ไปไดห้ ลาย ๆ แนวทาง
3. ขั้นที่ 3 คิดสร้างสรรค์ผลงาน (Elaborate To Create) หมายถึง ข้ัน
กิจกรรมที่นักเรียนนาเสนอความคิดรวบยอดที่สมเหตุสมผลจากหลักฐาน
ข้อมูลความรู้ที่ค้นพบในการค้นควา้ และการปฏิบัติกิจกรรม ร่วมกันอภิปราย
แลกเปล่ียนความคิดเห็น ความรู้ซ่ึงกันและกันเปรียบเทียบความคิดรวบยอด
ของตนและเพอ่ื น ทั้งรายบุคคลหรอื เปน็ กลุ่ม และสรุปขอ้ มลู ความรู้เปน็

111

ตารางท่ี 3.5 (ต่อ)

องคป์ ระกอบ สำระสำคัญขององค์ประกอบ
ความคิดรวบยอดที่สมบูรณ์ของเน้ือหาบทเรียน หลังจากนั้นครูเสนอปัญหา
ใหม่ที่ท้าทายให้นักเรียนนาข้อมูลความรู้ท่ีได้รับไปต่อยอดหรือประยุกต์
ความรู้ให้เกิดส่ิงใหมห่ รือความรใู้ หมอ่ ยา่ งสรา้ งสรรค์
4. ข้ันที่ 4 ประเมินคุณค่า (Assessment) หมายถึง ข้ันกิจกรรมท่ีใช้เทคนิค
วิ ธี ก า ร ใ ห้ นั ก เ รี ย น ว า ง แ ผ น แ ล ะ แ ก้ ปั ญ ห า ต า ม ส ถ า น ก า ร ณ์ ใ ห ม่ อ ย่ า ง
สร้างสรรค์ โดยนักเรียนทากิจกรรมกลุ่ม ระดมความคิด แสดงความคิดเห็น
ร่วมกันทางาน นาความรู้และทักษะที่ได้รับจากการแก้ปัญหาท่ีผ่านมาไป
จินตนาการ ปรับเปลี่ยนความคิดหรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่
แตกต่างไปจากเดิม
5. ขั้นที่ 5 คิดเช่ือมโยง (Thinking) หมายถึง เป็นขั้นกิจกรรมที่นักเรียน
อธิบายและนาเสนอความรู้หรือผลงาน และสะท้อนวิธีการคิด โดยการ
นาเสนอผลงานของกลุ่มด้วยวิธีการอย่างหลากหลายในรูปแบบต่าง ๆ เปิด
โอกาสให้นักเรียนได้ซักถามและวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ รวมท้ังให้นักเรียน
ไดโ้ ตแ้ ย้ง ยนื ยันขอ้ มลู หลักฐานและใหข้ อ้ เสนอแนะอย่างเหมาะสม
6. ข้ันท่ี 6 แสดงผลงาน (Exhibition) หมายถึง ขั้นกิจกรรมท่ีนักเรียน
พจิ ารณาผลการดาเนนิ งานของตนเองในการเรยี นรู้เป็นไปตามความคาดหวัง
ที่ต้ังไว้หรือไม่พร้อมทั้งสะท้อนผลความสาเร็จและผลที่ทาให้ไม่เกิด
ความสาเร็จ และเสนอแนวทางหรือวิธีการพัฒนาที่มองเห็นเพิ่มเติม โดย
ประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเองตามเกณฑ์ที่นักเรียนได้ตั้งไว้ รวมท้ัง
ประเมนิ ความรู้ และความคิดสรา้ งสรรค์ ดว้ ยวิธกี ารท่เี หมาะสม

3.2.3 นาร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 เสนอผู้เช่ียวชาญพิจารณาความถูกต้อง
และให้ขอ้ เสนอแนะ แลว้ ปรบั ปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ในดา้ นการปรับรายละเอยี ดแนวทางใน การ
พฒั นาความคดิ สร้างสรรค์ในขัน้ ตอนการจัดการเรียนร้แู ละการเขยี นนยิ ามศัพท์ในแตล่ ะข้นั ให้ชดั เจน

3.2.4 นาร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft

112

PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เสนอผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน
โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ (Connoisseurship) ตรวจสอบความถูกต้อง ความเป็นไปได้ของ
รูปแบบ การจัดการเรียนรู้และให้ข้อเสนอแนะ และปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ปรากฏดังตาราง
ที่ 3.6

ตารางที่ 3.6 รายละเอียดของการปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามคาแนะนาของผเู้ ชย่ี วชาญ

ข้อวิพำกษ์ รำยกำรเดมิ รำยกำรปรับปรุง

ทฤษฎี และแนวคดิ พืน้ ฐาน ทฤษฎพี ฒั นารปู แบบการจัดการ ผวู้ จิ ัยปรับปรุงแกไ้ ขตามข้อแนะนา

- ให้ปรับลดทฤษฎีท่คี ล้ายคลึง เรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ทสี่ ง่ เสริม โดยสังเคราะหท์ ฤษฎเี พิ่มเติม และ

กันและทฤษฎที เ่ี ก่ียวข้องกบั ความคิดสร้างสรรค์ มีดังน้ี ปรับลดบางทฤษฎีท่ีเก่ยี วข้องนอ้ ย

รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ทไ่ี ม่ 1. ทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต์ ออกไป ได้ทฤษฎพี ฒั นารูปแบบการ

ชัดเจนออก 2. แนวคดิ สบื เสาะความรู้ จดั การเรยี นรู้ CREATE Model

- เพ่ิมความสมั พันธข์ องทฤษฎี 3. แนวคดิ จติ วิทยาเกสตลั ท์ เพื่อสง่ เสริมความคิดสร้างสรรค์

กบั องค์ประกอบของรูปแบบการ 4. แนวคิดการเรียนร้แู บบคน้ พบ เร่อื ง การสร้างงานนาเสนอด้วย

จดั การเรยี นรูใ้ หม้ ากข้ึน 5. รปู แบบการสอนแบบ โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์

- ควรเพ่ิมทฤษฎี หรือแนวคดิ สรา้ งสรรคเ์ ปน็ ฐาน พอยต์ 2016 (Microsoft

ท่ีส่งเสรมิ หรือพัฒนาความคิด PowerPoint 2016) สาหรบั

สร้างสรรค์ เพ่ือเป็นตวั หลักใน นกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5

การพฒั นาความคิดสร้างสรรค์ ดังน้ี

1. ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์

(Constructivism)

2. แนวคิดการคิดนอกกรอบ

(Lateral Thinking)

3. แนวคิดสืบเสาะความรู้ (Inquiry

Approach)

4. รูปแบบการสอนแบบ

สร้างสรรคเ์ ปน็ ฐาน Creative

Based Learning)

113

ตารางที่ 3.6 (ต่อ)

ข้อวิพำกษ์ รำยกำรเดิม รำยกำรปรับปรุง

- ปรบั นยิ ามของความคิด 1. ความคิดคล่อง (Fluency) 1. ความคิดคล่อง (Fluency)

สรา้ งสรรค์ 4 องคป์ ระกอบให้ หมายถงึ ความสามารถคดิ และ หมายถงึ ความสามารถในการระบุ

ชดั เจน ระบุปัญหารวมทัง้ หาวิธกี าร ข้อมูลหรือองคป์ ระกอบปจั จยั

- ปรับเกณฑ์การประเมิน แก้ปญั หาหรือคาตอบที่มเี หตุผล เงื่อนไขทมี่ ีเหตุผลเป็นไปได้ในบริบท

ความคดิ สร้างสรรค์ใหม่ เขียนให้ เป็นไปได้จากสถานการณ์หน่งึ ๆ หรือสถานการณท์ ่ีกาหนดหนึ่ง ๆ ได้

ชัดเจนมุง่ ไปท่ีประเด็นปญั หา อย่างรวดเรว็ และหลากหลาย ถูกต้อง หลากหลายและรวดเร็ว

2. ความคิดยดื หย่นุ เน้นปรมิ าณการคิดคาตอบท่ี

(Flexibility) หมายถึง เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลา

ความสามารถในการคดิ ระบุ กาหนด

และค้นหาวธิ ีการแก้ปญั หาหรือ 2. ความคิดยดื หยุน่ (Flexibility)

คาตอบอย่างหลากหลายแง่มุม หมายถงึ ความสามารถในการ

จากสถานการณ์หนง่ึ ๆ สามารถระบุความคิดปรบั เปลี่ยน

3. ความคิดรเิ รม่ิ (Originality) เงือ่ นไข ดา้ นคุณลักษณะ

หมายถึง ความคดิ ริเริ่มหมายถึง ความสาคัญหรือประโยชน์ของ

ความสามารถในการคิดแปลก เหตุการณห์ รือส่งิ ของท่ีปรากฏใน

ใหมใ่ นการหาวธิ กี ารแก้ปญั หา บริบทสถานการณ์ใหม่ไดห้ ลาย

หรือคาตอบแตกตา่ งไปจาก แงม่ ุม และแตกต่างกัน

บุคคลอ่นื หรือเปน็ ความคดิ ที่ 3. ความคดิ ริเริม่ (Originality)

ประยุกตด์ ัดแปลงใหเ้ ป็น หมายถึง ความสามารถในการ

ความคิดใหม่ สังเคราะหห์ รือออกแบบวิธกี าร

4. ความคดิ ละเอียดลออ หรือกระบวนการ ผลผลติ หรอื

(Elaboration) หมายถงึ ผลงานชิ้นใหม่ที่แตกตา่ งจากเดมิ

ความสามารถในการคดิ หรือไม่เคยปฏบิ ัติในลักษณะน้ีมา

ไตรต่ รองใคร่ครวญในการค้นหา กอ่ น หรือไม่ซ้ากับคนอ่นื เปน็

คาตอบโดยใชค้ วามรูท้ าง ความคดิ ใหม่ มีประโยชน์และ

วิทยาศาสตรไ์ ปเชื่อมโยง มีคณุ คา่ มากข้นึ

ความสัมพันธห์ รืออธบิ าย

ความคดิ ในรายละเอียดท่ีชดั เจน

114

ตารางที่ 3.6 (ต่อ)

ขอ้ วิพำกษ์ รำยกำรเดมิ รำยกำรปรบั ปรุง

และเป็นไปได้อยา่ งสมเหตุสมผล 4. ความคดิ ละเอียดลออ

(Elaboration) หมายถงึ ความ

สามารถในการเชอื่ มโยง สังเคราะห์

ผสมผสานความรหู้ รือส่ิงทีม่ ีอยกู่ บั

เงอ่ื นไขปัจจัยอื่น เพอ่ื ปรับเปลี่ยน

คณุ ลกั ษณะหรือบทบาท ให้อยใู่ น

บรบิ ทคุณสมบัตติ ามเงื่อนไขอื่น ๆ

และขยายรายละเอียดใหช้ ดั เจน

ครอบคลุมและสมบูรณ์

3.2.5 ปรับปรุงแกไ้ ขตามคาแนะนาของผเู้ ชี่ยวชาญแลว้ นารปู แบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการ
เรยี นรู้ โดยใช้แบบประเมนิ ชนดิ มาตราสว่ นประมาณค่า ตามวธิ ีของลิเคอร์ท (Likert) ซงึ่ มี 5 ระดบั ซ่งึ
ต้องได้ค่าเฉล่ยี 3.51 ถึง 5.00 จึงถือวา่ รปู แบบการจัดการเรยี นรู้นั้นมีความเหมาะสมเป็นไปตามเกณฑ์
ท่นี าไปใช้ โดยใช้เกณฑ์ดังนี้ (บุญชม ศรสี ะอาด. 2556 : 121)

4.51-5.00 หมายความวา่ เหมาะสมมากทส่ี ดุ
3.51-4.50 หมายความว่า เหมาะสมมาก
2.51-3.50 หมายความวา่ เหมาะสมปานกลาง
1.51-2.50 หมายความวา่ เหมาะสมน้อย
1.00-1.50 หมายความว่า เหมาะสมน้อยที่สุด
ผลการประเมินคณุ ภาพและความเหมาะสมของรปู แบบการจัดการเรยี นรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5 พบวา่

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีพัฒนาข้ึนมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด ( X = 4.57, SD.= 0.49

รายละเอียดในภาคผนวก ค หน้า 232)

115

3.2.6 ปรับปรุงแก้ไขตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญในด้านการเขียนนิยามศัพท์
ข้ันตอนของรูปแบบให้ชัดเจน และกิจกรรมในขั้นตอนเป็นตัวหลักกากับไว้เพ่ือออกแบบกิจกรรมตาม
แผน แล้วจัดพิมพ์เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5 เพอ่ื นาไปเก็บรวบรวมข้อมูลตอ่ ไป

ขั้นตอนที่ 2 สร้างและตรวจสอบคุณภาพของเอกสารคู่มือและเครื่องมือประกอบการใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 5

1. กลุ่มผใู้ หข้ ้อมูล ประชากรและกล่มุ ตวั อย่างแบ่งกลุม่ ผู้ให้ข้อมลู ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
ตามขั้นตอนการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์
เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ดงั น้ี

1.1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล เป็นผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคุณภาพ ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา
(Content Validity) ความเหมาะสม ความเป็นไปไดข้ องเอกสารคู่มือ การใชร้ ูปแบบการจดั การเรียนรู้
จานวน 5 ท่าน ได้มาจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)

1.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์
พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 5 ดงั น้ี

1.2.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียน
เทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562
จานวน 2 ห้อง จานวนนกั เรยี นท้งั หมด 43 คน

1.2.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียน
เทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562
จานวนนักเรียน 22 คน ซ่ึงได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ทดลองใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5

2. เครอ่ื งมือท่ใี นการวิจัย ได้แก่
2.1 คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการ

จัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วย

116

โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5

2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นแบบ
เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 40 ขอ้

2.3 แบบทดสอบวดั ความคดิ สร้างสรรค์ เป็นแบบเขยี นตอบโดยใช้สถานการณ์ ครอบคลุม
กรอบความคิดสร้างสรรค์ท้ัง 4 ดา้ น ให้คะแนนโดยเงื่อนไขรูบรคิ (Rubric Scoring) ด้านละ 4 คะแนน

2.4 แบบทดสอบวัดความพึงพอใจเป็นแบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า ตามวิธี
ของลิเคอรท์ (Likert)

3. การสร้างและหาคุณภาพของเคร่ืองมือ
3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model

เพือ่ สง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค์ เร่อื ง การสรา้ งงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5

3.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ.2560) ในรายวิชาเพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา
เทคโนโลยีสารสนเทศ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016 คู่มือการจัดการเรียนรู้ และเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือทาความเข้าใจ
สาระ และผลการเรยี นรู้

3.1.2 ศึกษาหลักการและวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากเอกสาร และตารา
เพ่ือวางแผนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ที่เหมาะสม และสัมพันธ์กัน
ระหวา่ งเน้อื หาสาระการเรยี นรู้

3.1.3 วเิ คราะห์ความสมั พนั ธ์ระหว่างแผนการจัดการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ ผลการ
เรยี นรู้ และเวลาท่ใี ช้ในการจัดการเรียนรู้ ปรากฏดังตารางท่ี 3.7

117

ตารางท่ี 3.7 วิเคราะห์ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งแผนการจดั การเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรแู้ ละ
เวลาท่ใี ช้ในการจดั การเรยี นรู้

แผนกำรจดั สำระกำรเรียนรู้ จุดประสงค์กำรเรยี นรู้ จำนวน
กำรเรียนรู้ที่ ช่วั โมง

1 1. โปรแกรม Microsoft 1. นกั เรียนสามารถเปิด-ปิด โปรแกรม 2

PowerPoint 2016 Microsoft PowerPoint 2016 ไดถ้ ูกต้อง (K)

2. การเปดิ - ปดิ โปรแกรม 2. นักเรียนสามารถอธิบายสว่ นประกอบตา่ ง ๆ

Microsoft PowerPoint ของโปรแกรม Microsoft PowerPoint 2016

2016 ได้ถูกต้อง (P)

3. ส่วนประกอบของ 3. นักเรียนสามารถใช้แถบคาสง่ั ต่าง ๆ ได้อย่าง

โปรแกรม Microsoft ถูกต้อง (P)

PowerPoint 2016 4. นักเรยี นมีความคิดสรา้ งสรรค์ในวางแผน

4. เมนแู ถบเครื่องมือ ออกแบบ ตกแต่งชน้ิ งานของตนเอง (P)

5. นกั เรยี นมวี ินัย ใฝ่เรยี นรู้ มงุ่ มัน่ ในการทางาน

(A)

6. นกั เรียนมีความสามารถในการส่อื สาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การ ใชเ้ ทคโนโลยี (C)

2 1. การสร้างงานนาเสนอ 1. นักเรียนสามารถสรา้ ง Slide นาเสนอข้อมูล 2

จาก Slide เปลา่ ในรปู แบบต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้อง (K)

2. การสรา้ งงานนาเสนอ 2. นกั เรียนสามารถเพม่ิ ลบ และแทรก Slide

จากแมแ่ บบออกแบบ ไดถ้ ูกตอ้ ง (P)

3. การสร้างงานนาเสนอ 3. นกั เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผน

ดว้ ยตวั ช่วยสร้างเน้อื หา ออกแบบ ตกแตง่ ชิ้นงานของตนเอง (P)

อัตโนมัติ 4. นกั เรียนมีวินยั ใฝเ่ รยี นรู้ มุง่ มั่นในการทางาน

4. การเพม่ิ ลบ และแทรก (A)

Slide 5. นักเรยี นมคี วามสามารถในการส่ือสาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การใช้เทคโนโลยี (C)

118

ตารางที่ 3.7 (ต่อ)

แผนกำรจดั สำระกำรเรียนรู้ จดุ ประสงคก์ ำรเรยี นรู้ จำนวน
กำรเรียนรทู้ ี่ ชว่ั โมง

3 1. Text ในรปู แบบตา่ ง ๆ 1. นักเรียนสามารถใส่ Text ใน Slide ใน 2

2. ขอ้ ความศิลป์ รปู แบบต่าง ๆ ได้ถูกต้อง (K)

2. นกั เรียนสามารถใส่ข้อความศลิ ปใ์ น Slide

ได้ถูกต้อง (P)

3. นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ในวางแผน

ออกแบบ ตกแตง่ ชนิ้ งานของตนเอง (P)

4. นกั เรยี นมีวนิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ ม่ันในการทางาน

(A)

5. นกั เรียนมีความสามารถในการสอ่ื สาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การ ใชเ้ ทคโนโลยี (C)

4 1. การใส่สี 1. นักเรียนสามารถใส่สีในรูปแบบต่าง ๆ ได้ 2
2. ชดุ สี
3. แสงเงา ถกู ตอ้ ง (K)

2. นักเรียนสามารถใส่ชุดสีในรูปแบบต่าง ๆ ได้

ถกู ตอ้ ง (P)

3. นักเรียนสามารถใส่แสงเงาในรูปแบบต่าง ๆ

ได้ถูกตอ้ ง (P)

4. นักเรียนมคี วามคิดสรา้ งสรรคใ์ นวางแผน

ออกแบบ ตกแตง่ ช้ินงานของตนเอง (P)

5. นกั เรียนมีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งมั่นในการทางาน

(A)

6. นักเรียนมีความสามารถในการสื่อสาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การ ใชเ้ ทคโนโลยี (C)

119

ตารางที่ 3.7 (ต่อ)

แผนกำรจัด สำระกำรเรยี นรู้ จุดประสงคก์ ำรเรียนรู้ จำนวน
กำรเรียนรู้ท่ี ชว่ั โมง

5 1. ตัวอักษรประดิษฐ์ 1. นักเรียนสามารถเปล่ียนตัวอักษรประดิษฐใ์ น 2

2. แทรกรปู ภาพ รูปแบบตา่ ง ๆ ได้ถกู ต้อง (K)

2. นักเรียนสามารถแทรกรูปภาพในรปู แบบต่าง

ๆ ได้ถกู ตอ้ ง (K)

3. นกั เรยี นมีความคิดสรา้ งสรรคใ์ นวางแผน

ออกแบบ ตกแต่งชิน้ งานของตนเอง (P)

4. นกั เรยี นมีวนิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ มุ่งมั่นในการทางาน

(A)

5. นักเรียนมีความสามารถในการส่ือสาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การใช้เทคโนโลยี (C)

6 1. การเปลยี่ น Slide 1. นกั เรยี นสามารถใส่เอฟเฟ็คต์ (Effect) ให้ 2

2. เสียงประกอบในขณะ เนื้อหาได้ถกู ต้อง (K)

เปล่ียน Slide 2. นกั เรียนมีความคิดสรา้ งสรรค์ในวางแผน

3. การต้ังเวลาในขณะ ออกแบบ ตกแตง่ ชิน้ งานของตนเอง (P)

เปล่ยี น Slide 3. นกั เรยี นมวี นิ ยั ใฝเ่ รยี นรู้ มงุ่ มนั่ ในการทางาน

(A)

4. นกั เรียนมคี วามสามารถในการสอื่ สาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การใช้เทคโนโลยี (C)

120

ตารางที่ 3.7 (ต่อ)

แผนกำรจดั สำระกำรเรยี นรู้ จดุ ประสงค์กำรเรียนรู้ จำนวน
กำรเรยี นรทู้ ี่ ช่วั โมง

7 1. การเปลย่ี น Slide 1. นักเรียนสามารถใช้การเปล่ียน Slide ใน 2

2. เสยี งประกอบในขณะ รูปแบบตา่ ง ๆ ไดถ้ ูกต้อง (K)

เปล่ยี น Slide 2. นักเรียนสามารถใช้เสียงประกอบในขณะ

3. การตั้งเวลาในขณะ เปลยี่ น Slide ไดถ้ ูกตอ้ ง (P)

เปลี่ยน Slide 3. นักเรียนสามารถต้ังเวลาในขณะเปล่ียน

4. การเช่ือมโยง Slide Slide ได้ถูกตอ้ ง (P)

4. นักเรียนสามารถเชื่อมโยง Slide ในรูปแบบ

ต่าง ๆ ได้ถูกต้อง (P)

5. นกั เรยี นมีความคิดสร้างสรรคใ์ นวางแผน

ออกแบบ ตกแตง่ ช้ินงานของตนเอง (P)

6. นักเรยี นมีวนิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ มงุ่ มน่ั ในการทางาน

(A)

7. นกั เรียนมคี วามสามารถในการสอ่ื สาร

ความสามารถในการคิด และความสามารถใน

การใชเ้ ทคโนโลยี (C)

3.1.4 ดาเนินการเขยี นแผนการจดั การการเรียนรูต้ ามขน้ั ตอนของรูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชนั้ ประถมศึกษา
ปที ี่ 5 ซง่ึ แตล่ ะแผนมรี ายละเอยี ดดงั น้ี

1) สาระสาคญั
2) ผลการเรียนรู้
3) สาระการเรยี นรู้
4) กระบวนการเรียนรู้

4.1) ขนั้ ท่ี 1 ตระหนกั รู้ (Cognition)
4.2) ขน้ั ท่ี 2 สะท้อนความคิด (Reflection)
4.3) ขนั้ ท่ี 3 คิดสรา้ งสรรคผ์ ลงาน (Elaborate To Create)

121

4.4) ข้นั ที่ 4 ประเมินคุณคา่ (Assessment)
4.5) ข้นั ที่ 5 คิดเช่ือมโยง (Thinking)
4.6) ขน้ั ที่ 6 แสดงผลงาน (Exhibition
5) สอ่ื การเรียนรู/้ แหลง่ เรยี นรู้
6) การวดั และประเมินผล
3.1.5 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เช่ียวชาญ เพื่อประเมินความ
เป็นไปได้ในการนาไปใช้ ตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบการเขียน แผนการจัดการเรียนรู้และ
ความเหมาะสมในด้านจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้และ
การวดั ผลและประเมนิ ผล ในแต่ละแผนการจัดการเรยี นรู้ และให้ขอ้ เสนอแนะเพ่ือปรบั ปรงุ แก้ไข
3.1.6 นาแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีปรับปรุงแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน
เพื่อประเมินคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยประเมินความเหมาะสมของสาระสาคัญ
จุดประสงค์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล
ประกอบการเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแกไ้ ข
3.1.7 นาผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หา
ค่าเฉล่ีย ซ่ึงต้องได้ค่าเฉลี่ย 3.51 ถึง 5.00 จึงถือว่าแผนการจัดการเรียนรู้นั้นมีความเหมาะสม ใช้สอน
ได้ โดยใช้เกณฑ์ดงั นี้ (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2556 : 121)
4.51-5.00 หมายความว่า เหมาะสมมากท่สี ุด
3.51-4.50 หมายความวา่ เหมาะสมมาก
2.51-3.50 หมายความว่า เหมาะสมปานกลาง
1.51-2.50 หมายความว่า เหมาะสมน้อย
1.00-1.50 หมายความว่า เหมาะสมน้อยทสี่ ุด
ผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เช่ียวชาญท้ัง 5 ท่านประเมิน พบว่าได้
แผนการจดั การเรียนรทู้ สี่ รา้ งข้ึนมคี วามเหมาะสมระดับมากทส่ี ดุ ( X = 4.84 SD.= 0.24 รายละเอียด
ในภาคผนวก ง หนา้ 239)
3.1.8 นาแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงตาม
คาแนะนาแล้ว มาทดลองใช้เพอ่ื หาประสทิ ธิภาพ ดังน้ี
1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 แบบรายบุคคล (Individual Tryout) โดยทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5/1
โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2561

122

ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 3 คน ท่ีมีระดับความสามารถ เก่ง ปานกลาง และอ่อน อย่างละ 1 คน
เพ่ือตรวจสอบสานวนภาษาและลาดับของเนื้อหาให้เหมาะสม เช่น ใช้คาไม่เหมาะสม แล้วนามา
ปรับปรงุ แก้ไข ไดค้ า่ E1/ E2 เท่ากบั 68.57/71.68 (รายละเอยี ดในภาคผนวก ซ หนา้ 271)

2) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 โดยทดลองใช้กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอ
เมือง จังหวัดตรัง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จานวน 9 คน ท่ีมีระดับ
ความสามารถ เก่ง ปานกลาง และออ่ น อยา่ งละ 3 คน เพือ่ ตรวจในด้านระยะเวลา ผลปรากฏวา่ เวลา
เรียนน้อยเกินไป และเวลาในการทาใบกิจกรรมน้อยเกินไป แล้วนามาปรับปรุงแก้ไข ได้ค่า E1/ E2
เท่ากบั 73.02/77.50 (รายละเอียดในภาคผนวก ซ หนา้ 272)

3) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 5 โดยทดลองใช้กับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5/2 โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอ
เมือง จังหวัดตรัง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา2562 แบบภาคสนาม (Field Tryout) นาไปใช้กับ
กลุ่มตัวอย่าง จานวน 22 คน โดยนาผลจากการทาแบบทดสอบระหว่างเรียน และแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน มาตรวจสอบหาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ตามเกณฑ์ 80/80 ได้ค่า E1/E2 เท่ากบั 85.00/83.18 (รายละเอียดในภาคผนวก ซ หน้า 274)

3.1.9 นาแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพื่อสง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ เรอ่ื ง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ไปใช้จริงกับกลุ่ม
ตวั อย่างตอ่ ไป

3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอรพ์ อยต์ 2016 ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 มีขนั้ ตอนการสร้าง ดังนี้

3.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พ.ศ.2560) ในรายวิชาเพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชา
เทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) คมู่ ือการวดั และประเมินผล สาระการเรยี นรู้ และผลการเรียนรู้

3.2.2 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หลักการวัดและ
ประเมินผลการศึกษา เพ่อื เปน็ แนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

123

3.2.3 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสาระการเรียนรู้กับจุดประสงค์การเรียนรู้
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพ่ือกาหนดจานวนข้อสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ท่ีเขียนทั้งหมด จานวน
60 ข้อ ตอ้ งการใชจ้ ริง 40 ข้อ ปรากฏดังตารางที่ 3.8

ตารางที่ 3.8 การวเิ คราะห์สาระการเรยี นรู้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรแู้ ละจานวนขอ้ สอบทต่ี ้องการ

เน้ือหำ จดุ ประสงคก์ ำรเรียนรู้ จำนวนข้อสอบ
1. รจู้ ักกบั โปรแกรมไมโครซอฟต์ ท้งั หมด ตอ้ งกำร
พาวเวอร์พอยต์ 2016
1. นักเรียนสามารถเข้า - ออก 10 6
2. การสร้างและจดั การสไลด์
โปรแกรม Microsoft PowerPoint
3. การจัดการกับข้อความ
4. การตกแตง่ แผน่ งาน ไดถ้ ูกต้อง

2. นกั เรยี นสามารถอธบิ าย

สว่ นประกอบตา่ ง ๆ ของโปรแกรม

Microsoft PowerPoint ได้ถูกตอ้ ง

3. นักเรยี นสามารถใช้แถบคาส่ังตา่ ง ๆ

ไดถ้ ูกตอ้ ง

1. นกั เรยี นสามารถสร้าง Slide 10 4

นาเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ได้

ถูกต้อง

2. นกั เรียนสามารถเพม่ิ ลบ และแทรก

Slide ไดถ้ กู ต้อง

1. นักเรียนสามารถใส่ Text ใน Slide 10 4

ในรูปแบบต่าง ๆ ไดถ้ ูกตอ้ ง

2. นักเรยี นสามารถใส่ข้อความศลิ ป์ ใน

Slide ไดถ้ ูกต้อง

1. นักเรยี นสามารถใสส่ ใี นรปู แบบตา่ ง 10 6

ๆ ได้ถูกต้อง

2. นกั เรียนสามารถใส่ชุดสใี นรปู แบบ

ต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้อง

3. นกั เรยี นสามารถใส่แสงเงาใน

รูปแบบตา่ ง ๆ ได้ถูกต้อง

124

ตารางที่ 3.8 (ตอ่ )

เนือ้ หำ จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้ จำนวนขอ้ สอบ
ท้ังหมด ตอ้ งกำร

5. การแทรกรูปภาพและอักษร 1. นกั เรยี นสามารถเปล่ียนตัวอักษร 10 4

ประดิษฐ์ ประดษิ ฐ์ในรูปแบบตา่ ง ๆ ได้ถูกต้อง

2. นักเรียนสามารถแทรกรูปภาพใน

รปู แบบต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้อง

6. การใสเ่ อฟเฟ็คตใ์ หเ้ นื้อหา 1. นักเรียนสามารถใส่เอฟเฟ็คต์ 10 8

(Effect) ใหเ้ นื้อหาได้ถูกต้อง (K)

2. นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ใน

วางแผน ออกแบบ ตกแตง่ ชน้ิ งานของ

ตนเอง (P)

7. การกาหนดการนาเสนอและ 1. นกั เรยี นสามารถใช้ Transitionใน 10 8

เช่อื มสไลด์ รปู แบบต่าง ๆ ได้ถูกต้อง

2. นักเรยี นสามารถใชเ้ สยี งประกอบ

ในขณะเปล่ียน Slide ไดถ้ ูกต้อง

3. นกั เรยี นสามารถตง้ั เวลาในขณะ

เปลยี่ น Slide ไดถ้ ูกต้อง

4. นกั เรียนสามารถเชื่อมโยง Slide ใน

รปู แบบต่าง ๆ ได้ถกู ต้อง

รวมท้ังสิ้น 70 40

3.2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เป็นชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จานวน 70 ขอ้ ตามสาระการเรยี นรู้และจดุ ประสงคก์ ารเรียนรูท้ ่กี าหนด

3.2.5 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเสนอต่อผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ
ความเหมาะสมของข้อคาถามและตัวเลือก รวมท้ังตรวจสอบความถูกต้องของภาษาที่ใช้ แล้วนา
แบบทดสอบมาปรับปรงุ ตามข้อเสนอแนะ

3.2.6 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีผ่านการปรับปรุงเสนอต่อ
ผู้เชี่ยวชาญจานวน 5 ท่าน เพ่ือพิจารณาตรวจสอบความเท่ียงตรงเชิงเนื้อหา โดยประเมินความ
สอดคล้องระหว่างข้อคาถามกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยใชเ้ กณฑ์การประเมินผลดงั นี้

125

ให้คะแนน + 1 เม่ือแน่ใจวา่ ขอ้ คาถามนนั้ วัดไดต้ รงตามจุดประสงค์
ใหค้ ะแนน 0 เมื่อไม่แนใ่ จว่าข้อคาถามน้นั วดั ได้ตรงตามจุดประสงค์
ใหค้ ะแนน - 1 เมื่อแนใ่ จว่าข้อคาถามนนั้ วัดไม่ตรงตามจดุ ประสงค์
3.2.7 นาผลการประเมินมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item
Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งจะต้อง ได้ค่าตั้งแต่
0.60 ถึง 1.00 จึงจะถือว่าข้อสอบขอ้ นนั้ อยูใ่ นเกณฑ์ความเทยี่ งตรงเชงิ เนื้อหาท่ีใช้ได้ (สมนึก ภัททยิ ธนี.
2553 : 220) พบวา่ ขอ้ สอบทัง้ 70 ข้อ มคี ่า IOC ตงั้ แต่ 0.60 ถงึ 1.00 ผ่านเกณฑท์ กุ ข้อ
(รายละเอยี ดในภาคผนวก จ หน้า 252)
3.2.8 นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
และปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เช่ียวชาญแล้ว ไปทดลองใช้ (Try-Out) กับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 5/1 โรงเรยี นเทศบาล 3 (บ้านนาตาลว่ ง) อาเภอเมอื ง จงั หวดั ตรัง ในภาคเรยี นท่ี 1 ปี
การศึกษา 2561 ท่ไี มใ่ ชก่ ลุม่ ตวั อยา่ ง จานวน 29 คน
3.2.9 นากระดาษคาตอบมาให้คะแนน ดงั น้ี ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผดิ ไมต่ อบ
หรือเลอื กตอบเกนิ 1 ข้อ ให้ 0 คะแนน หลงั จากน้ันนามาหาค่าความยากตั้งแต่ 0.30 ถงึ 0.67 และ
ค่าอานาจจาแนกตั้งแต่ 0.22 ถงึ 0.70 และได้ค่าความเช่ือมั่น ไดเ้ ทา่ กับ 0.91 (รายละเอยี ดใน
ภาคผนวก จ หนา้ 256)
3.2.10 นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นท่ีคดั ไว้ จานวน 40 ข้อ จัดพิมพ์
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเป็นฉบับจรงิ เพอ่ื นาไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูลกบั นักเรยี นกลุม่
ตวั อย่างตอ่ ไป
3.3 แบบทดสอบวัดความคดิ สร้างสรรค์
3.3.1 ศึกษาวเิ คราะห์หลักสตู ร หลักการ ทฤษฎี งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วขอ้ งในการวัดระดับ
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และเกณฑ์ในการให้คะแนนตามแนวคิดของ Guilford ที่ประกอบด้วย
ความคิดริเร่ิม ความคิดคล่องตัว ความคิดยืดหยุ่น และความคิดละเอียดลออ เพ่ือใช้เป็นแนวทางใน
การสร้างแบบทดสอบวัด ให้สอดคล้องกับกรอบ/ขอบข่ายของความคิดสร้างสรรค์ และในรายวิชา
เพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เร่ือง การสร้าง
งานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ช้ัน
ประถมศกึ ษาปีที่ 5
3.3.2 วเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะห์ข้อมูลที่ศึกษา เพือ่ นาไปออกแบบแบบประเมนิ ทักษะ
ความคดิ สรา้ งสรรค์

126

3.3.3 ออกแบบแบบประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับขอบข่าย
ทักษะความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค
(scoring rubrics) ให้ซึ่งครอบคลมุ เนื้อหาสาระรายวชิ าเพิ่มเติม กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์
พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน
แสดงผลดงั ตารางท่ี 3.9

ตารางที่ 3.9 เกณฑ์การให้คะแนนทักษะความคิดสร้างสรรคร์ ายวิชาเพิม่ เติม กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี วชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศ เรอ่ื ง การสร้างงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรม
ไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5

สำระสำคัญ จำนวนเกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน
สรำ้ ง (ข้อ) ใชจ้ รงิ (ข้อ)
1. ความคดิ ริเริ่ม
2. ความคดิ คล่องแคลว่ 54
3. ความคิดยดื หยนุ่ 64
4. ความคดิ ละเอียดลออ 54
54

3.3.4 พัฒนาแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบ
รบู ริคให้สอดคลอ้ งและเหมาะสมกับเนอื้ หา จานวน 16 ขอ้ แบง่ ออกเปน็ 4 ดา้ น ๆ ละ 4 ขอ้

3.3.5 นาแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์และเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริคท่ี
สรา้ งขึ้นเสนอผ้เู ชย่ี วชาญ 5 ท่าน เพอื่ พิจารณาความถกู ตอ้ งและเหมาะสม

3.3.6 ปรบั ปรงุ แก้ไขแบบประเมินความคิดสรา้ งสรรค์และเกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบ
รบู รคิ ตามข้อเสนอแนะของผเู้ ช่ียวชาญ

3.3.7 ตรวจสอบคณุ ภาพแบบประเมนิ ความคิดสรา้ งสรรค์เพ่ือหาความเหมาะสมของ
เกณฑ์การให้คะแนน โดยผูเ้ ชย่ี วชาญ จานวน 5 ท่าน

ซ่ึงผู้เช่ียวชาญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับแบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ว่าโดยรวมมี

ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากท่ีสุด ( X = 4.83 SD.= 0.29 รายละเอียดในภาคผนวก ฉ หน้า 262)

โดยมีข้อเสนอแนะให้ปรับเกณฑ์การพิจารณาให้คะแนนทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับ
เน้ือหาในรายวชิ าเพิ่มเติม วชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เรอื่ ง การสรา้ งงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint

127

2016) ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 และครอบคลมุ ทง้ั 4 ขอบข่ายทกั ษะความคิดสร้างสรรคต์ ามแนวคิดของ

กลิ ฟอร์ด

3.3.8 แก้ไข ปรับปรุงแบบประเมินความคิดสรา้ งสรรค์และเกณฑ์การใหค้ ะแนนตาม

คาแนะนา ข้อเสนอแนะของผู้เชย่ี วชาญ แกไ้ ขปรับปรงุ แลว้ นาไปเก็บขอ้ มลู การวจิ ยั ตอ่ ไป

3.4 แบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีต่อการจัดการเรียนด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้

CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม

ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษา

ปีท่ี 5 มขี นั้ ตอนการสร้างดงั น้ี

3.4.1 ศกึ ษาการสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจตามวิธีของเบสท์ (Best. 1986 :

181 – 182)

3.4.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist)

แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ สอบถามความพึงพอใจ 4 ตอน ด้านครูผู้สอน

2 ข้อ ด้านเนื้อหา 3 ข้อ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 3 ข้อ และด้านการวัดผลและประเมินผล

3 ข้อ โดยกาหนดค่าระดับความพึงพอใจ แต่ละช่วงคะแนนและความหมายดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด.

2559 : 41)

ระดับคะแนน ระดับควำมเหมำะสม

5 เหมาะสมในระดบั มากที่สดุ

4 เหมาะสมในระดับมาก

3 เหมาะสมในระดบั ปานกลาง

2 เหมาะสมในระดับน้อย

1 เหมาะสมในระดับน้อยทส่ี ดุ

คำ่ เฉล่ีย แปลควำมหมำย

4.51-5.00 เหมาะสมในระดบั มากที่สุด

3.51-4.50 เหมาะสมในระดบั มาก

2.51-3.50 เหมาะสมในระดับปานกลาง

1.51-2.50 เหมาะสมในระดบั น้อย

1.00-1.50 เหมาะสมในระดับน้อยท่สี ุด

3.4.3 จัดทาแบบประเมินความเหมาะสมของแบบสอบถามความพึงพอใจของ

นักเรียนท่ีมีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การ

สร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)

128

สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โดยให้ผู้เชี่ยวชาญจานวน 5 ท่านประเมินความเหมาะสมของ
แบบวดั ความพึงพอใจทงั้ 20 ข้อ

3.4.4 นาผลการประเมินความพึงพอใจมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง
(Index of Item Objective Congruence: IOC) ระหว่างข้อคาถามกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ซึ่ง
จะต้อง ได้ค่าตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00 จึงจะถือว่าข้อสอบข้อนั้นอยู่ในเกณฑ์ความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาท่ี
ใช้ได้ (สมนึก ภัททิยธนี. 2553 : 220) พบว่า ข้อสอบทั้ง 20 ข้อ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1.00 ผ่าน
เกณฑ์ทุกข้อ (รายละเอียดในภาคผนวก ช หนา้ 267)

3.4.5 นาแบบสอบถามความพึงพอใจไปสอบถามนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5/1
โรงเรียนเทศบาล 3 (บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา
2561 จานวนนักเรียน 29 คน ท่ีไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 (รายละเอียดใน
ภาคผนวก ช หน้า 268)

3.4.7 จดั พมิ พแ์ บบสอบถามความพึงพอใจเพื่อนาไปใชก้ ับกลุ่มตัวอยา่ งตอ่ ไป
ข้ันตอนท่ี 3 การประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือ
ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5
เมื่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การ
สร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016)
สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 ได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้เช่ียวชาญและมีแล้ว ผู้วิจัยนาไปใช้
กบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 เพอ่ื หาประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง

1.1 ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จานวน
2 ห้อง จานวนนักเรยี นทง้ั หมด 43 คน

1.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใชใ้ นการวิจยั คือ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จานวนนักเรียน
22 คน ซง่ึ ไดม้ าโดยการสมุ่ แบบเปน็ กลุม่ (Cluster Random Sampling)

2. เครอื่ งมือทใี่ ช้
2.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรยี นรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสรมิ

ความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5

129

2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5

2.3 แบบทดสอบวัดความคดิ สรา้ งสรรค์
3. การดาเนินการจดั เก็บข้อมูล

3.1 ทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model
เพื่อสง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรค์ เรอ่ื ง การสร้างงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อตรวจสอบความ
เป็นไปได้ของรูปแบบ โดยผู้วิจัยได้ทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 จานวนนักเรียน
22 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้เวลา 14 ช่ัวโมง
ดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามกรอบของรูปแบบกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง และจัดเก็บข้อมูลผลการใช้
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยจัดเก็บคะแนนระหว่างเรียน เพ่ือนามาวิเคราะห์ประสิทธิภาพของ
กระบวนการจัดการเรียนรู้ และจัดเก็บคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เพื่อนามาวิเคราะห์
ประสทิ ธภิ าพของรปู แบบการจดั การเรยี นรู้

3.2 นาคะแนนผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มาหาประสิทธิภาพของรูปแบบการ
จัดการเรียนรู้ (E1/E2) และปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องในประเด็นที่พบให้สมบูรณ์ พบว่า ประสิทธิภาพ
ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่า (E1/E2) เท่ากับ 85.00/83.18 (รายละเอียดในภาคผนวก ซ หน้า
274)

130

ระยะที่ 3 เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบกำรจัดกำรเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริม
ควำมคิดสร้ำงสรรค์ เร่ือง กำรสร้ำงงำนนำเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พำวเวอร์พอยต์ 2016
(Microsoft PowerPoint 2016) สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษำปที ี่ 5

ผู้วิจัยนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 และดาเนินการวิเคราะห์ผลการใช้รูปแบบการจัดการ
เรยี นรู้ ปรากฏดงั ตารางท่ี 3.10

ตารางท่ี 3.10 ข้นั ตอนการดาเนินการวจิ ยั ในระยะท่ี 3

ขน้ั ตอน วตั ถปุ ระสงค์ วธิ กี ำร เครือ่ งมอื แหล่งข้อมลู
การประเมนิ 1. เปรยี บเทียบ - นกั เรียนชั้น
ประสิทธผิ ลของ ผลสัมฤทธ์ิทางการ - ดาเนนิ การตาม - รปู แบบ ประถมศึกษาปี
รปู แบบการ เรยี นของนักเรียน ที่ 5 ภาคเรียนท่ี 1
จัดการเรยี นรู้ ชัน้ ประถมศึกษาปี กรอบของรปู แบบ การจัดการเรยี นรู้ ปกี ารศกึ ษา 2562
ท่ี 5 ที่ไดร้ บั การจัด จานวน 1 หอ้ ง
การเรยี นรู้ด้วย การจดั การเรียนรู้ - แบบทดสอบวดั 22 คน จาก
รูปแบบการจดั การ โรงเรียนเทศบาล 3
เรยี นรู้ท่ผี ู้วิจัยสร้าง รปู แบบการ ผลสัมฤทธ์ิ (บ้านนาตาล่วง)
ขึ้นระหวา่ งก่อน
เรียนและหลงั เรียน จัดการเรยี นรู้ ทางการเรียน
2. ศึกษาความคิด
สร้างสรรคข์ อง CREATE Model - แบบประเมนิ
นักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 และแผนการ ความคดิ
ท่ีได้รับการจัดการ
เรียนรดู้ ้วยรูปแบบ จดั การเรยี นรู้ท่ี สรา้ งสรรค์
การจดั การเรยี นรทู้ ี่
ผู้วจิ ัยสรา้ งขนึ้ หลัง ไดร้ บั การ - แบบประเมนิ
เรียน
ปรบั ปรงุ แล้ว ความพึงพอใจ

131

หลังจากผวู้ จิ ยั ทาการพัฒนารปู แบบการจัดการเรยี นรู้ CREATE Model เพอ่ื สง่ เสริมความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 และนาไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่ม
ตัวอย่าง ในลกั ษณะวจิ ยั เชิงทดลองดังนี้

1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
1.1 ประชากรท่ีใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3

(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 จานวน 2 ห้อง
จานวนนักเรียนทงั้ หมด 43 คน

1.2 กลุ่มตวั อย่างทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั คือ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จานวนนักเรียน
22 คน ซง่ึ ไดม้ าโดยการส่มุ แบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

2. การดาเนินการจดั เกบ็ ข้อมูล
2.1 วางแผนการนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด

สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยผู้วิจัยจัดเก็บรวบรวมคะแนน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และคะแนนความคิดสรา้ งสรรค์ ก่อนเรียนของนักเรียนเพื่อนาไปใชว้ ิเคราะห์
รายงานผลการวจิ ยั ต่อไป

2.2 ดาเนนิ การจัดการเรียนรู้ตามกรอบของรูปแบบกับนักเรยี นกลุ่มตวั อย่างตามเง่ือนไขท่ี
ระบุไว้ข้างต้นด้วยตนเอง รวมเวลา 14 ช่ัวโมง และจัดเก็บข้อมูลผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
โดยจดั เก็บคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คะแนนความคิดสร้างสรรค์ คะแนนความพงึ พอใจหลังการ
จัดการเรียนรูข้ องนักเรยี น เพือ่ นามาวิเคราะหผ์ ลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยต่อไป

2.3 ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การพัฒนา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โดยดาเนินการวิเคราะหข์ ้อมลู ดงั น้ี

2.3.1 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปี
ท่ี 5 กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น ด้วยสถิติ t-test (Dependent Samples)

2.3.2 วิเคราะห์ระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 หลัง
เรียน ตามแนวคิดของกิลฟอร์ด (สมศักด์ิ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2541) โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบ
รบู รคิ (scoring rubrics)

132

2.3.3 วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรม
ไมโครซอฟตพ์ าวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศึกษา
ปีท่ี 5 โดยนาผลท่ีไดเ้ ทยี บกับเกณฑ์การประเมิน

133

ระยะท่ี 4 เพอ่ื ขยำยผลรปู แบบกำรจดั กำรเรยี นรู้ CREATE Model เพ่อื สง่ เสริมควำมคดิ สร้ำงสรรค์
เรื่อง กำรสร้ำงงำนนำเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พำวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษำปีท่ี 5

ผู้วิจัยนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง
การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint
2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และดาเนินการวิเคราะห์ผลการใช้รูปแบบการจัดการ
เรียนรูป้ รากฏดงั ตารางที่ 3.11

ตารางท่ี 3.11 ขั้นตอนการดาเนินการวจิ ัยในระยะที่ 4

ขั้นตอน วตั ถปุ ระสงค์ วิธีกำร เครอ่ื งมอื แหล่งข้อมูล
การประเมิน 1. เปรียบเทียบ - นักเรียนชนั้
ประสิทธิผลของ ผลสมั ฤทธิ์ทางการ - ดาเนนิ การตาม - รปู แบบ ประถมศึกษาปี
รูปแบบการ เรียนของนักเรียน ที่ 5 ภาคเรียนที่ 1
จดั การเรียนรู้ ช้ันประถมศึกษาปี กรอบของรูปแบบ การจดั การเรยี นรู้ ปกี ารศึกษา 2563
ที่ 5 ทีไ่ ดร้ ับการจดั จานวน 1 ห้อง
การเรียนร้ดู ว้ ย การจัดการเรยี นรู้ - แบบทดสอบวดั 17 คน จาก
รปู แบบการจัดการ โรงเรยี นเทศบาล 3
เรยี นร้ทู ่ผี ู้วิจัยสรา้ ง รูปแบบการ ผลสัมฤทธิ์ (บา้ นนาตาลว่ ง)
ขึ้นระหวา่ งก่อน
เรียนและหลงั เรียน จัดการเรียนรู้ ทางการเรียน
2. ศึกษาความคดิ
สรา้ งสรรคข์ อง CREATE Model - แบบประเมิน
นักเรยี นชน้ั
ประถมศกึ ษาปีที่ 5 และแผนการ ความคดิ
ทไี่ ด้รับการจัดการ
เรียนรดู้ ้วยรูปแบบ จัดการเรยี นรู้ที่ สรา้ งสรรค์
การจัดการเรยี นรู้ท่ี
ผ้วู จิ ัยสร้างขน้ึ ได้รบั การ - แบบประเมิน
ระหวา่ งก่อนเรียน
และหลงั เรียน ปรับปรงุ แลว้ ความพงึ พอใจ

134

หลงั จากผวู้ ิจยั ทาการพฒั นารปู แบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพอื่ ส่งเสรมิ ความคิด
สร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 และนาไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่ม
ขยายผล ในลกั ษณะวิจยั เชิงทดลองดงั นี้

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาล 3

(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่เรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จานวน 2 ห้อง
จานวนนกั เรียนทั้งหมด 34 คน

1.2 กลมุ่ ตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นการวิจัย คอื นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเทศบาล 3
(บ้านนาตาล่วง) อาเภอเมือง จังหวัดตรัง ท่ีเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จานวนนักเรียน
17 คน ซง่ึ ได้มาโดยการสุม่ แบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

2. การดาเนินการจดั เก็บข้อมูล
2.1 วางแผนการนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิด

สร้างสรรค์ เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โดยผู้วิจัยจัดเก็บรวบรวมคะแนน
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และคะแนนความคิดสรา้ งสรรค์ ก่อนเรียนของนักเรียนเพื่อนาไปใชว้ ิเคราะห์
รายงานผลการวจิ ยั ตอ่ ไป

2.2 ดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามกรอบของรูปแบบกับนักเรียนกลุ่มตัวอยา่ งตามเงื่อนไขที่
ระบุไว้ข้างต้นด้วยตนเอง รวมเวลา 14 ช่ัวโมง และจัดเก็บข้อมูลผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้
โดยจัดเก็บคะแนนผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน คะแนนความคิดสร้างสรรค์ คะแนนความพึงพอใจหลังการ
จดั การเรียนรขู้ องนกั เรยี น เพือ่ นามาวิเคราะหผ์ ลตามวัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั ตอ่ ไป

2.3 ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การพัฒนา
รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงาน
นาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยดาเนนิ การวเิ คราะห์ข้อมูล ดงั นี้

2.3.1 วิเคราะห์เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปี
ท่ี 5 กอ่ นเรียนและหลงั เรยี น ด้วยสถติ ิ t-test (Dependent Samples)

2.3.2 วิเคราะห์ระดับความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5
หลังเรียนตามแนวคิดของกิลฟอร์ด (สมศักดิ์ ภู่วิภาดาวรรธน์, 2541) โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบ
รบู ริค (scoring rubrics)

2.3.3 วิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการ
จัดการเรียนรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้างงานนาเสนอด้วย

135

โปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 โดยนาผลท่ีไดเ้ ทยี บกบั เกณฑก์ ารประเมนิ

แบบแผนกำรวิจัย
ในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรยี นรู้ CREATE Model เพ่ือส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์

เร่ือง การสร้างงานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์ 2016 ( Microsoft
PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีการกาหนดแบบแผนการทดลองแบบ
กลุ่มตัวอย่างเดียว มีการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (The One-Group Pretest-Posttest
Design) (มาเรยี ม นิลพนั ธ์.ุ 2555 : 144) ดังนี้

X OX

X หมายถงึ การทดสอบกอ่ นการเรยี นโดยใช้รปู แบบการจัดการเรยี นรู้
O หมายถงึ CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง
X หมายถงึ การสรา้ งงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์
พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 5
การเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ CREATE
Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง การสร้าง
งานนาเสนอด้วยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์พอยต์
2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับนักเรียน
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5
การทดสอบหลังการเรยี นโดยใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนรู้
CREATE Model เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง
การสร้างงานนาเสนอดว้ ยโปรแกรมไมโครซอฟต์พาวเวอร์
พอยต์ 2016 (Microsoft PowerPoint 2016) สาหรับ
นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5

136

สถติ ิท่ใี ช้ในกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มลู

1. สถติ ทิ ี่ใชใ้ นการหาคณุ ภาพเคร่อื งมือ

1.1 แบบทดสอบ

1.1.1 หาค่าความเท่ียงตรงของแบบทดสอบหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง

ขอ้ สอบกบั จุดประสงค์ (IOC) โดยใช้สูตร ดังน้ี (สมนกึ ภัททิยธน.ี 2553 : 220)

IOC  R
N

เม่ือ IOC แทน ดัชนีความสอดคลอ้ งระหวา่ งข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้

 R แทน ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญทัง้ หมด

N แทน จานวนผเู้ ชยี่ วชาญทั้งหมด

1.1.2 หาค่าความยากง่าย (p) และหาค่าอานาจจาแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผล
สมั ฤทธ์ิทางการเรียนใช้เทคนคิ 50 % ในการวเิ คราะหข์ ้อสอบโดยใช้สตู ร (พิชิต ฤทธิ์จรญู . 2551 : 41)

P = PH  PL
2n
PH PL
r = 
n

เมื่อ p แทน คา่ ความยากง่าย
r แทน ค่าอานาจจาแนก
PH แทน จานวนคนท่ีตอบถูกในกลมุ่ สงู
PL แทน จานวนคนท่ีตอบถูกในกล่มุ ต่า
n แทน จานวนคนในกลุม่ สงู หรอื กลุ่มต่า

โดยกาหนดเกณฑ์ค่าความยากง่าย (p) ต้ังแต่ 0.20 – 1.00 และ กาหนดเกณฑ์ค่า
อานาจจาแนก (r) ตั้งแต่ 0.20 –1.00

1.1.3 ความแปรปรวนของคะแนน (กรมวชิ าการ. 2545 : 69)

St2 = NX2 X2

N(N 1)

137

เม่ือ St2 แทน คา่ ความแปรปรวนของคะแนน
N แทน จานวนนกั เรยี น
แทน ผลรวมของคะแนนนักเรยี นแตล่ ะคนยกกาลงั สอง
 X2
X2 แทน กาลังสองของผลรวมของคะแนน

1.1.4 การหาค่าอานาจจาแนกของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรของเบรนแนน
(Brennan) ดังน้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2559 : 105-106)

B  U  L
n1 n2

เม่อื B แทน ค่าอานาจจาแนก
U แทน จานวนผู้รอบรูห้ รือสอบผ่านเกณฑ์ทีต่ อบถกู
L แทน จานวนผ้ไู ม่รอบรหู้ รอื สอบไม่ผา่ นเกณฑ์ที่ตอบถูก
n1 แทน จานวนผรู้ อบรหู้ รอื สอบผา่ นเกณฑ์
n2 แทน จานวนผไู้ ม่รอบรหู้ รอื สอบไม่ผา่ นเกณฑ์

1.1.5 การหาค่าความเช่ือม่ัน (Reliability) ของแบบทดสอบโดยใช้สูตรของโลเวท
(Lovett) ดังน้ี (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2559 : 112-113)

rcc 1  KXi  X 2iC2

K  1Xi 

เม่ือ rcc แทน ความเช่ือมั่นของแบบทดสอบ
K แทน จานวนข้อสอบ
xi แทน คะแนนสอบแตล่ ะคน
C แทน คะแนนเกณฑห์ รือจดุ ตัดของแบบทดสอบ


Click to View FlipBook Version