The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teawakanphai, 2021-10-20 03:30:00

วิจัย อ.นรุณ กุลผาย

อ.นรุณ กุลผาย

ร า ย ง า น ก า ร วิ จั ย

การมีส่วนร่วม
ของวัดและชุมชนใน
การอนุรักษ์โบราณ
สถานพื้ นที่อุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรีเทพ

จังหวัดเพชรบูรณ์

นายนรุณ กุลผาย
อาจารย์ประจำสาขาวิชาพระพุ ทธศาสนา



รายงานการวจิ ัย

เร่ือง
การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยาน

ประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
The Participation of Temple and Community for Preservation of Acient

Remains of Is Thep Historical Park, Phetchabun Province

โดย

นายนรุณ กลุ ผาย
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลยั สงฆพ์ ่อขนุ ผาเมอื ง เพชรบรู ณ์

พ.ศ. ๒๕๖๑

ไดร้ ับทุนอุดหนุนการวจิ ัยจากมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
MCU RS 610761188



รายงานการวจิ ัย

เรอื่ ง
การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยาน

ประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
The Participation of Temple and Community for Preservation of Acient

Remains of Is Thep Historical Park, Phetchabun Province

โดย

นายนรุณ กุลผาย
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วทิ ยาลัยสงฆพ์ ่อขนุ ผาเมอื ง เพชรบรู ณ์

พ.ศ. ๒๕๖๑

ไดร้ ับทนุ อดุ หนนุ การวจิ ยั จากมหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
MCU RS 610761188

(ลขิ สทิ ธ์เิ ปน็ ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั )



Research Report

The Participation of Temple and Community for Preservation of Acient
Remains of Is Thep Historical Park, Phetchabun Province

BY

Mr. Narun Kulpay
Mahulalongkornrajavidyalaya University
Phokhunphamuang Buddhist College

B.E. 2561

Research Project Funded by Mahachulalongkornrajavidyalaya University
MCU RS 610761188

(Copyright Mahachulalongkornrajavidyalaya University)



ชอื่ รายงานการวิจัย: การมีส่วนรว่ มของวัดและชุมชนในการอนุรกั ษโ์ บราณสถานพื้นท่ีอทุ ยาน
ประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์
ผ้วู ิจยั : นายนรุณ กุลผาย
ส่วนงาน: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
วิทยาลยั สงฆ์พ่อขุนผาเมือง เพชรบรู ณ์
ปงี บประมาณ: ๒๕๖๑
ทนุ อดุ หนุนการวิจยั : มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั

บทคดั ยอ่

การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ คือ ๑) เพ่ือศึกษาแนวคิดการมีส่วนร่วม และอนุรักษ์
โบราณสถานพน้ื ท่ีอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์ ๒) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของวัด
และชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และ ๓)
เพ่ือนาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลจากการ
สัมภาษณ์ ซึ่งได้ทาการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย ๓ กลุ่ม ได้แก่ ๑) ตัวแทนของวัดในชุมชน ๒) ผู้นา
ชุมชน ๓) ผู้นาด้านวัฒนธรรม รวมท้ังส้ิน ๓๑ รูป/คน นาเสนอผลการศึกษาโดยใช้วิธีพรรณนา
วเิ คราะหจ์ ากการสมั ภาษณ์

ผลการวิจยั พบวา่

การอนุรักษ์โบราณสถาน เป็นหน้าท่ีภาครัฐโดยร่วมมือกันของวัดและชุมชนท่ีจะต้องทา
ตามหลกั นโยบาย ไดแ้ ก่ ๑) การอนุรักษ์เปน็ ไปเพ่ือการเก็บรักษาส่วนที่ดีให้มากท่ีสุด และ มสี อดคล้อง
กับของ เก่าท่ีเหลืออยู่ ๒) การอนุรักษ์ส่ิงก่อสร้างท่ีใกล้เคียงจะต้องร่วมอนุรักษ์ไปในแนวทางเดียวกัน
หรือให้คงอยู่อย่างเดิมให้มากที่สุด ๓) จะต้องแน่ใจแล้วว่าในการอนุรักษ์นั้นมีความสาคัญมีคุณค่า
อย่างแท้จริงถงึ จะเร่ิมลงมืออนุรักษ์ และรว่ มรับผิดชอบตัดสินใจการดาเนินการทุกคร้ังเพื่อสร้างความ
สานึกรกั ในโบราณสถานของตนเองด้วยเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ จากช่างกรมศิลปกรเป็นผู้แนะนาซึ่ง
การอนุรักษ์โบราณสถานท่ีกล่าวมามีความสอดคล้องถูกต้องกับตามหลักวิชาการและการอนุรักษ์ท่ี
กรมศิลปากรดาเนินการอยู่

การมีส่วนร่วมของวัดและชมุ ชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรี
เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีแนวทาง ๓ แนวทาง คือ ๑) แนวทางการอนรุ ักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดี
ในระดับนโยบาย ได้แก่ รัฐจะต้องเป็นผู้ที่ให้ข้อมูลความรู้ท่ีเก่ียวข้องในแหล่งโบราณคดีแก่พระสงฆ์



และชาวบ้าน ๒) แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีระดับวดั และชุมชน ๓) แนวทางการ
อนุรักษแ์ ละพัฒนาแหลง่ โบราณคดรี ะดับจังหวดั และองคก์ รทางด้านวัฒนธรรม

รูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
ได้แก่ ๑) การให้ความรู้การอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ๒) การจัดการ
อนุรักษ์โบราณสถานพื้นท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วน
เกี่ยวข้องในการจัดการ ดาเนินงาน และพัฒนาเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง การส่งเสริมการมีส่วนร่วม
จึงจาเป็นต้องให้ความสาคัญกับลาดับและข้ันตอน และความเช่ือมโยง และ ๓) การสร้างเครือข่าย
อนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพภาครัฐเป็นเครือข่ายนา โดยการกาหนด
แนวทางให้เครือข่ายวัด และชุมชนทาหน้าท่ีอย่างมีขอบเขตที่จากัด เครือข่ายวัด เป็นเครือข่ายทา
เน้นกระบวนการลงมือทางานด้วยขอบเขต และข้อบังคับทม่ี อี ยา่ งจากดั



Research Title: The Participation of Temple and Community for Preservation of

Acient Remains of Is Thep Historical Park, Phetchabun Province

Researchers: Mr. Narun Kulpay

Department: Mahachulalongkornrajavidyalaya University

Phokhunphamuang Buddhist College

Fiscal Year: B.E. 2561

Research Scholarship Sponsor: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

ABSTRACT

This research aims to study the cooperative management of network
culture, ecology, culture and ethnic groups in the province of Phetchabun.To study
the social and cultural impact on ecological sustainability culture in Phetchabun
province. To create a model to enhance network management, ecology, culture,
according to Buddhism.

A cause of idolatry It became a tradition and values that must be upheld
annually. The year did not perform to make people in the village or in the
community feel uncomfortable. At the designated time, everyone in the village will
work together to do willingly. To achieve a pass or a good community. Which may be
introduced or guiding the collaboration of clergy and government
agencies. Especially Tambon Administration Organization, which is closer to most
communities. Need to build knowledge about the correct management of natural
resources and the environment to the community. The villagers live with nature in a
sustainable forever.

Result of the study found that:

Culture, ecology, management of networks, cultural and ethnic groups. In
Phetchabun Province Such behavior was involved. Whether it is personal or
collective behavior that affect the ecological sustainability culture. Because each
ethnic group depend primarily forest. Since the settlement housing. Living with the
forest. The planting of vegetation until a faith that regards nature, or something



superhuman power that dwells in it. A cause of idolatry It became a tradition and
values that must be upheld annually. The year did not perform to make people in
the village or in the community feel uncomfortable. At the designated time,
everyone in the village will work together to do willingly. To achieve a pass or a
good community. Which may be introduced or guiding the collaboration of clergy
and government agencies. Especially Tambon Administration Organization, which is
closer to most communities. Need to build knowledge about the correct
management of natural resources and the environment to the community. The
villagers live with nature in a sustainable forever.

Feedback should be studied in depth on the innovative conservation
that. Look like? There is something new and innovative to help conserve
them. Study, conservation and environment affect the development of local
ecosystems. Learn to create a network for the conservation of natural resources as
the basis for the preparation of local development master plan should be done.
Studies of indigenous ethnic groups in conservation of nature and environment. To
be able to convey the techniques, methods and procedures should be put into
strengthening the core of Buddhist ethnic network of nature conservation and
environmental sustainability, ecological culture in Phetchabun province.



กติ ติกรรมประกาศ

วิจัยเล่มน้ีสาเร็จลลุ ่วงไปได้ด้วยดีเนื่องจากได้รับความร่วมมือจากกลุม่ ตัวอย่างซึ่งประกอบ
ไปด้วย กลุ่มตัวแทนของวัดในชุมชน เจ้าคณะอาเภอศรีเทพ เจ้าคณะตาบลศรีเทพ เจ้าอาวาส ผู้นา
ด้านพระสงฆ์ กานันตาบลศรีเทพ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตาบลศรี
เทพ ผู้นาด้านวัฒนธรรมประกอบด้วย หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ปราชญ์ชาวบ้านที่ได้
เสียสละเวลาใหก้ ับผู้วิจัยได้ขอสมั ภาษณ์เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยความเต็มใจ รวมทั้งคณะทีมผู้ช่วย
นักวิจัยทุกท่าน ท่ีเสียสละเวลาลงพ้ืนที่เพ่ือช่วยนักวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูลจนทาให้งานวิจัยน้ี
สาเรจ็ ลลุ ว่ งลงได้ดว้ ยดี ทาให้งานวจิ ยั เลม่ นสี้ มบูรณ์ ผู้วิจยั ขอขอบคณุ เป็นอย่างยงิ่ ไว้ ณ ทนี่ ี้ด้วย

ขอขอบคุณสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่ี
สนับสนุนงบประมาณการวิจัย ขอขอบคุณประธานและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านทีได้กรณุ า
ช่วยตรวจสอบเครื่องมือแบบสอบถามงานวิจัยและประชาชนทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทางาน
วิจัยให้สาเร็จลุล่วงไปด้วยดี พระปริยัติพัชราภรณ์, ดร. ผู้อานวยการวิทยาลัยสงฆ์พ่อขุนผาเมือง
เพชรบูรณ์ ผศ.สุพล ศิริ รักษาการผู้อานวยการสานักงานวิทยาลัย ผศ.ปัญญา กันภัย รักษาการ
ผอู้ านวยการนานักงานวิชาการ คณะผู้บริหาร คณาจารย์และนิสิต ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์พอ่ ขุนผาเมือง เพชรบูรณ์ ทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือและอานวย
ความสะดวกแก่ผู้วจิ ยั ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลในการทาวจิ ัยในครง้ั นี้

ประโยชน์อันพึงมีจากงานวิจัยเล่มน้ีขอบูชาคุณบิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์
ปราชญ์บณั ฑิตทงั้ หลายและผู้มีพระคุณทุก ๆ ท่าน ท่ไี ดอ้ บรม สั่งสอน แนะนา เป็นที่ปรึกษาให้ความรู้
มาจนถงึ ปัจจบุ ันนี้

นายนรณุ กลุ ผาย
๒๔ เมษายน ๒๕๖๓



สารบัญ

บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ...................................................................................................................ก
บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ..............................................................................................................ค
กิตตกิ รรมประกาศ ....................................................................................................................จ
สารบญั ................................................................................................................................ฉ
สารบัญภาพ............................................................................................................................. ซ
คาอธบิ ายสัญลกั ษณแ์ ละคาย่อ.................................................................................................ฌ
บทท่ี ๑ บทนา..............................................................................................................................๑

๑.๑ ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา ....................................................................๑
๑.๒ วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย...........................................................................................๓
๑.๓ ปัญหาทีต่ อ้ งการทราบ ...............................................................................................๓
๑.๔ ขอบเขตของการวิจยั .................................................................................................๓
๑.๕ กรอบแนวคิดงานวิจยั ................................................................................................๖
๑.๖ นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั ...............................................................................๗
๑.๗ ประโยชน์ท่ไี ดร้ บั จากงานวิจยั ....................................................................................๘
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ........................................................................๙
๒.๑ ความเปน็ มาและพัฒนาการของเมืองศรเี ทพ..............................................................๙
๒.๒ ข้อมูลเกย่ี วกับอุทยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์................................ ๓๔
๒.๓ แนวคดิ ทฤษฎเี กีย่ วกับการมสี ว่ นรว่ ม ...................................................................... ๖๑
๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎีเก่ียวกับการอนุรักษ์โบราณสถาน...................................................... ๗๑
๒.๕ แนวคดิ ทฤษฎีเกีย่ วกบั การพฒั นาพืน้ ทท่ี างประวัตศิ าสตร์ ....................................... ๘๘
๒.๖ แนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกับการทอ่ งเที่ยวทางประวตั ิศาสตรแ์ ละวฒั นธรรม.................... ๙๐
๒.๗ หลกั พทุ ธธรรมในการสง่ เสรมิ การอนรุ ักษโ์ บราณสถาน ........................................... ๙๕
๒.๘ งานวิจัยท่เี กี่ยวขอ้ ง.............................................................................................. ๑๐๙
บทที่ ๓ ระเบียบวธิ ีวจิ ัย.......................................................................................................... ๑๔๐
๓.๑ รูปแบบการวจิ ัย................................................................................................... ๑๔๐
๓.๒ ผู้ใหข้ ้อมลู สาคญั (Key Informant)..................................................................... ๑๔๑
๓.๓ เคร่อื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย ...................................................................................... ๑๔๓



๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมลู ......................................................................................... ๑๔๔
๓.๕ การวเิ คราะหข์ ้อมลู .............................................................................................. ๑๔๕
๓.๖ การนาเสนอผลการศกึ ษาวจิ ัย.............................................................................. ๑๔๕
บทท่ี ๔ ผลการวจิ ัย................................................................................................................ ๑๔๗
๔.๑ แนวคดิ การมีส่วนรว่ ม และอนรุ ักษ์โบราณสถานพน้ื ทีอ่ ทุ ยานประวตั ศิ าสตร์ศรีเทพ

จงั หวดั เพชรบรู ณ์................................................................................................. ๑๔๗
๔.๒ การมีสว่ นรว่ มของวดั และชมุ ชนในการอนรุ ักษ์โบราณสถานพ้ืนทีอ่ ทุ ยาน

ประวัติศาสตร์ศรเี ทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์ .............................................................. ๑๕๔
๔.๓ รูปแบบการมสี ว่ นรว่ มของวัดและชุมชนในการจัดการพ้นื ทอ่ี ุทยาน

ประวัติศาสตร์ศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ .............................................................. ๑๖๔
๔.๔ องค์ความรู้ที่ไดจ้ ากการวิจัย................................................................................. ๑๘๒
บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.......................................................................... ๑๘๕
๕.๑ สรปุ ผลการวจิ ยั ................................................................................................... ๑๘๕
๕.๒ อภิปรายผล ......................................................................................................... ๑๙๐
๕.๓ ขอ้ เสนอแนะ........................................................................................................ ๑๙๓
บรรณานุกรม ........................................................................................................................... ๑๙๗
ภาคผนวก................................................................................................................................ ๒๐๕
ภาคผนวก ก แบบสอบถามเพ่ือการวจิ ัย..................................................................... ๒๐๖
ภาคผนวก ข หนงั สือขอความอนเุ คราะห์สมั ภาษณ์งานวิจัย ....................................... ๒๐๘
ภาคผนวก ค ประมวลภาพการสัมภาษณง์ านวจิ ยั ...................................................... ๒๑๓
ภาคผนวก ง รายชือ่ ผูใ้ ห้ขอ้ มูลเพื่อการวิจัย ................................................................ ๒๑๙
ภาคผนวก จ การรบั รองการนาวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ .................................................... ๒๒๒
ภาคผนวก ฉ ผลลัพธ์ ผลผลติ และผลกระทบจากงานวจิ ัย

(Output/Outcome/Impact)............................................................. ๒๒๔
ภาคผนวก ช แบบสรปุ โครงการวิจยั ........................................................................... ๒๒๖
ภาคผนวก ซ บทความวิจัย......................................................................................... ๒๒๙
ประวตั ิผู้วิจยั ............................................................................................................................ ๒๕๐



สารบญั ภาพ

แผนภาพที่ หน้า

๑.๑ กรอบแนวคิดในการวจิ ัย ................................................................................................๖

๒.๑ แผนท่อี ุทยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ ............................................................................ ๓๕

๒.๒ พระวิษณุ ๔ กรทเี่ มืองศรเี ทพ พพิ ิธภัณฑสถานแหง่ ชาติพระนคร................................ ๓๘

๒.๓ ภาพพระวิษณบุ นแผ่นทองคาดนุ นูน ........................................................................... ๓๙

๒.๔ ภาพพระวษิ ณุบนแผน่ ทองคาดุนนนู ........................................................................... ๓๙

๒.๕ ภาพประตมิ ากรรมพระกฤษณะโควรรธนะเมืองศรเี ทพ............................................... ๔๐

๔.๑ ภาพองคค์ วามรู้ที่ไดจ้ ากการวิจัย.............................................................................. ๑๘๒



คาอธิบายสญั ลักษณ์และคาย่อ

ก. คาย่อชื่อคัมภีรพ์ ระไตรปิฎก

พระวินัยปิฎก

คายอ่ = วินยั ปิฎก ช่ือคมั ภีร์ ภาษา
วิ.ม. (ไทย) มหาวรรค (ภาษาไทย)

พระสตุ ตนั ตปิฎก ภาษา
(ภาษาไทย)
คาย่อ = สุตตนั ตปิฎก ชื่อคมั ภีร์ (ภาษาไทย)
ท.ี ม. (ไทย) = สตุ ตนั ตปิฎก ทฆี นิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย)
ข.ุ ธ. (ไทย) = สตุ ตนั ตปฎิ ก ขุททกนิกาย ธรรมบท
ขุ.อิติ. (ไทย) ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ภาษา
(ภาษาไทย)
อรรถกถาพระสตุ ตนั ตปิฎก

คาย่อ = ทีฆนกิ าย ชอ่ื คัมภีร์
ท.ี ม.อ. (ไทย) สุมงั คลวิลาสินี มหาวรรคอรรถกถา



บทที่ ๑

บทนา

๑.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา

โบราณสถาน ความหมายโดยทั่วไป หมายถึง อาคารหรือสิ่งก่อสร้างท่ีมนุษย์สร้างขึ้น ท่ีมี
ความเก่าแก่ มีประวัติความเป็นมาท่ีเป็นประโยชน์ทางด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี
นอกจากนี้ยังรวมถึงสถานที่หรือเนินดินที่มีความสาคัญทางประวัติศาสตร์หรือมีร่องรอยกิจกรรมของ
มนุษย์ปรากฏอยู่ เช่น วัดไชยวัฒนาราม แห่งประวัติศาสตร์ทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แห่งภาพเขียนสีผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี อุทยาน
ประวตั ศิ าสตรส์ ุโขทัย จงั หวดั สุโขทัย เปน็ ต้น๑

ในประเทศไทยมโี บราณคดี เชน่ เจดียสถาน และวตั ถตุ ่าง ๆ ซ่งึ สมเดจ็ พระเจ้าแผ่นดินและ
ชา่ งผู้ชานาญศิลปศาสตร์ ได้สร้างไว้แต่ปางก่อนเป็นอันมาก โบราณสถานดังกล่าวย่อมเป็นหลกั ฐานใน
พงศวดารและเป็นเครื่องมืออุปกรณ์การตรวจหาความร้โู บราณคดีตา่ ง ๆ อันจะเกิดประโยชน์และเป็น
เกียรติยศของบ้านเมือง เพราะฉะนัน้ ประเทศต่าง ๆ จงึ ถือว่าเป็นหน้าทีข่ องรัฐบาล จะต้องดาเนินการ
ตรวจตรารักษาโบราณสถานอันมีอยู่ในประเทศของตน ต่างพยายามแข่งขันและส่งเสริมให้ประชาชน
คนในชาติของตนได้รับการเรียนรู้ ด้วยการส่งเสริมการเรียนการสอนการศึกษาค้นคว้าทุกรูปแบบ ใน
ประเทศไทยเกิดระบบการศึกษานอกโรงเรียนเป็นมหาวิทยาลัยชาวบ้าน เกิดล้านนาคดีศึกษาวัดวา
อาราม เข้ามาเก่ียวข้องด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ทาให้วัดที่มีโบราณสถานท่ีมีความสาคัญมี
ช่ือเสียง จึงกลายเป็นแหล่งท่ีคนสนใจ เป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยว นักศึกษา ครู อาจารย์ ได้แวะเวียน
เข้าไปในวัด เพ่ือศึกษาและเย่ียมชมโบราณสถาน ศิลปวัตถุท่ีสวยงามอยู่เสมอ วัดที่มีช่ือเสียงเรื่อง
โบราณสถาน โบราณวัตถุ ท่ีสาคัญในท้องถ่ินทุกแห่งถือวา่ เป็นของดีของบ้านเมือง ถ้ารจู้ ักจัดการด้าน
การบริหารย่อมจะได้รับประโยชน์มากมายนานัปประการ เช่นถ้าวัดรู้จักดูแลรักษาโบราณสถานไม่ให้

๑ ภัททิรา นวลปลอด, การอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมทางโบราณสถาน-โบราณวัตถุ : กรณีศึกษาความ
คิดเหน็ ของเยาวชนในจงั หวัดปราจนี บรุ ี, (กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร,์ ๒๕๕๓), หนา้ ๑๒๓.



ทรุดโทรม ก่อสร้างถาวรวัตถุอย่างเป็นระเบียบและมีศิลปะเป็นเอกลักษณ์ จัดการทาความสะอาด
บริเวณวัดสะอาดอยู่สม่าเสมอ ปลูกต้นไม้สวยงามร่มรื่นเป็นระเบียบ จัดเจ้าหน้าที่คอยอานวยความ
สะดวกต่าง ๆ แต่ผู้เดินทางเข้ามาในวัดก็จะเป็นการดึงดูดให้ผู้คนสนใจการอนุรักษ์โบราณสถานมาก
ย่ิงขึ้น ปัจจุบันมีกองอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรม สานักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม
ทาหน้าที่ในการเสนอนโยบายและโครงการด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ศิลปกรรม กาหนดแนวทางแผนปฏิบัติการมาตรฐานในการควบคุม ป้องกันและแก้ไขปัญหาการ
อนุรกั ษ์ รวมท้ังวางแผนการอนุรกั ษ์เฉพาะพนื้ ท่ี

ศรีเทพเป็นแหล่งโบราณคดีท่ีสาคัญแห่งหน่ึงในลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสัก ต้ังอยู่ในตาบลศรีเทพ
อาเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ บริเวณดังกล่าวปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของผู้คนมาต้ังแต่ รวม
๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว โดยมีการพบโครงกระดูกมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ต่อเนื่องมาถึง
หลักฐานในวฒั นธรรมทวารวดีและขอมโบราณตามลาดับ แล้วถูกทิง้ ร้างไปในราวปลายพทุ ธศตวรรษที่
๒๘ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๙ อันเป็นช่วงเวลาก่อนท่ีสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาจะเจริญขึ้นมาแทนที่
โดยนักโบราณคดีมีข้อสันนิษฐานว่า อาจเกิดจากโรคระบาดร้ายแรงหรือปัญหาภัยแล้ง ประการใด
ประการหนึ่งหรือทั้งสองประการ ไม่ว่าท่ีนี่จะร่วงโรยลงไปด้วยสาเหตุใด แต่ก็ได้ทิ้งร่องรอยความ
รุ่งเรืองไว้มากมายให้ได้ศึกษาอย่างเข้มข้น๒ เมืองโบราณแห่งน้ีมีแผนผังเป็นเมืองแฝด รูปร่างคล้าย
ส่ีเหล่ียมมุมมน ประกอบด้วย “เมืองใน” ซึ่งถูกสร้างขึ้นก่อนและ “เมืองนอก” อันเป็นพื้นที่ซ่ึง
สันนิษฐานกันว่าถูกขยายไปทางทิศตะวันออกในภายหลัง ภายในเมืองแฝดนี้ ปรากฏซาก
สถาปัตยกรรมหลายแห่งซึ่งได้รับการข้ึนทะเบียนเป็นโบราณสถานตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ อาทิ เขาคลังใน ปรางค์ศรีเทพ ปรางค์สองพี่น้อง รวมถึงโบราณสถานนอกเมือง
อย่างปรางค์ฤาษีและเขาคลังนอก อันเป็นสถูปขนาดใหญ่ที่สันนิษฐานว่าเป็น “มหาสถูป” ใน
วฒั นธรรมทวารวดีท่ีมีความสาคัญเคียงคู่กนั กบั เขาคลงั ใน นอกจากน้ียงั พบโบราณวตั ถุมากมายที่สร้าง
ขึ้นเนื่องในศาสนาต่าง ๆ ซึ่งปรากฏอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นธรรมจักรขนาดใหญ่ตามความเชื่อในพุทธ
ศาสนา รวมถึงเทวรูปและทับหลงั จากหลักภาพเทพในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่น ประติมากรรมพระ
สุริยเทพ และทับหลับหลังภาพอุมามเหศวร เป็นต้น ที่สาคัญยังมีจารึกหลายหลักที่จดจารถ้อยคาอัน
เนน้ ยา้ ถึงการยอมรับนับถือศาสนาในแต่ละชว่ งเวลา โดยมคี วามสอดคล้องกับวัตถุพยานอ่นื ๆ ทีพ่ บใน
อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพอีกด้วย

๒ เอกสารนาชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จัดทาโดย ฝ่ายงานวิชาการ อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรีเทพ
สานกั ศิลปากรท่ี ๔ ลพบุรี กรมศลิ ปากร กระทรวงวัฒนธรรม. (ไมป่ รากฏปีท่ีพิมพ)์ .



การอนุรกั ษ์โบราณสถานจาเป็นต้องคานึงถึงหลักวิธกี าร อย่างถูกวิธอี ีกด้วย มิฉะน้ันความ
พยายามในการอนุรักษ์ก็จะเป็นการทาลาย หากพระสงฆ์ซ่ึงเป็นผู้มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลและไม่
เห็นถึงความสาคัญหรือไม่เข้าใจในหลักการ อาจทาให้โบราณสถานแห่งน้ีเสื่อมสภาพลงเร็วกว่า
เท่าท่ีควร แต่หากพระสงฆ์และชุมชนให้ความสาคัญของปัญหาดังกล่าวก็จะช่วยกันรักษาและคอยให้
ความรู้ช้ีแนะกับชาวบ้านให้เห็นความสาคัญของโบราณสถาน และสร้างจิตสานึกว่าโบราณสถานเป็น
สมบัติส่วนรวมของชาติ ท่ีจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ให้โบราณสถานเหล่านี้มีอายุยืนยาวเพ่ือให้ชนรุ่นหลัง
รับรู้

จากเหตุผลท่ีกล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยซ่ึงเป็นผู้อยู่ในพ้ืนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เล็งเห็น
ความสาคัญจากประเด็นดังกล่าวจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการ
อนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพ่ือเป็นข้อมูลเบื้องต้นใน
การเสริมสร้างการมสี ่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานให้ทรงคุณค่าและคงอยู่ตลอดไปควบคกู่ ับการ
พฒั นาประเทศดา้ นอื่น ๆ ตอ่ ไป

๑.๒ วัตถปุ ระสงค์ของการวิจยั

๑.๒.๑ เพื่อศึกษาแนวคิดการมีส่วนร่วม และอนุรักษ์โบราณสถาน พ้ืนที่อุทยาน
ประวตั ศิ าสตรศ์ รีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์

๑.๒.๒ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่
อทุ ยานประวตั ศิ าสตรศ์ รีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์

๑.๒.๓ เพ่ือนาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นที่อุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรเี ทพ จงั หวัดเพชรบรู ณ์

๑.๓ ปัญหาที่ตอ้ งการทราบ

๑.๓.๑ แนวคิดการมีส่วนร่วม และอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรี
เทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอยา่ งไร

๑.๓.๒ การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพื้นท่ีอุทยาน
ประวตั ิศาสตรศ์ รเี ทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ เปน็ อยา่ งไร

๑.๓.๓ นาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นท่ีอุทยาน
ประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพ เปน็ อย่างไร

๑.๔ ขอบเขตของการวจิ ยั

การศึกษาวจิ ัยคร้ังน้ี คณะผ้วู ิจัยได้กาหนดขอบเขตการวิจัย ดังน้ี



๑.๔.๑ ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาการอนุรักษ์โบราณสถาน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนใน
การอนุรักษ์โบราณสถาน และนาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพ้ืนท่ี
อุทยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ

๑.๔.๒ ขอบเขตดา้ นพื้นที่ ประชากร และกลุม่ ตวั อย่าง
การศึกษาน้ีเป็นการศึกษาในเชิงประยุกต์ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและ
การศึกษาในภาคสนามเพื่อวิเคราะห์การอนุรักษ์โบสถาน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนใน
การอนุรักษ์โบราณสถาน และนาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพ้ืนท่ี
อุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รเี ทพ โดยแบง่ กลุ่มประชากรตวั อย่างออกเป็น ๓ กลมุ่ รวม ๓๑ รูป/คน ไดแ้ ก่
๑) ตวั แทนของวดั ในชุมชน จานวน ๗ รปู ไดแ้ ก่

๑. พระครูถาวรพชั รโสภณ เจ้าคณะอาเภอศรีเทพ อาเภอศรีเทพ จังหวดั เพชรบรู ณ์
๒. พระครสู ลี พชั โรภาส เจ้าอาวาสวัดบึงศรีเทพรตั นาราม ตาบลศรีเทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวดั เพชรบรู ณ์
๓. พระปลัดประยรู ธมฺมธโร วดั ศริ มิ งคล ตาบลโคกสะอาด อาเภอศรีเทพ

จงั หวัดเพชรบูรณ์
๔. เจ้าอธิการรังสรรค์ โกสโล เจ้าคณะตาบลหนองย่างทอย เขต ๒ อาเภอศรีเทพ

จงั หวัดเพชรบรู ณ์
๕. พระพจน์ สุทธฺ จิตฺโต วัดเนินถาวร ตาบลนาสนุ่น อาเภอศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์
๖. พระสาเนา นรสิ ฺสโร สานักสงฆบ์ า้ นทา่ เลียง ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรเี ทพ

จังหวดั เพชรบูรณ์
๗. พระไพโรจน์ มหานาโม วัดเนนิ อเี กง้ิ ตาบลนาสน่นุ อาเภอศรีเทพ

จังหวัดเพชรบูรณ์
๒) ผ้นู าชมุ ชน จานวน ๒๒ คน ได้แก่

๑. นางนภัสสร เซ็นต์นอก ผ้ใู หญบ่ า้ น หมู่ ๑ ตาบลศรีเทพ อาเภอศรเี ทพ
จงั หวดั เพชรบูรณ์

๒. นายทวิ า ศรไี พร ผูใ้ หญบ่ า้ น หมู่ ๒ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ
จังหวดั เพชรบรู ณ์

๓. นายประเวศ ตะกรดุ จนั ทร์ ผูใ้ หญบ่ า้ น หมู่ ๓ ตาบลศรีเทพ อาเภอศรเี ทพ
จงั หวัดเพชรบูรณ์

๔. นายสากล บุญศรี ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๔ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ



จังหวัดเพชรบรู ณ์
๕. นางสริ าวรรณ พนั ธ์ทอง ผ้ใู หญบ่ ้าน ๕ หมู่ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรเี ทพ

จังหวัดเพชรบรู ณ์
๖. นางแตว๋ ลณุ วงศ์ ผ้ใู หญบ่ ้าน หมู่ ๖ ตาบลศรีเทพ อาเภอศรเี ทพ

จงั หวัดเพชรบูรณ์
๗. นายสมอง ป้ันแตง ผ้ใู หญ่บา้ น หมู่ ๗ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวัดเพชรบรู ณ์
๘. นายอ็อด โตมนิตย์ ผู้ใหญบ่ ้าน หมู่ ๘ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ

จังหวดั เพชรบรู ณ์
๙. นายอานาจ โพธทิ์ อง ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๙ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวัดเพชรบรู ณ์
๑๐. นายประสิทธิ์ กลิ่นเทศ ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๑๐ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวดั เพชรบรู ณ์
๑๑. นายสรุ ะพล ขนั หล่อ ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๑๑ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวัดเพชรบูรณ์
๑๒. นายสถติ ย์ ปานสีทอง ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๑๒ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรเี ทพ

จังหวัดเพชรบรู ณ์
๑๓. นางสาวกัญจนณ์ ัฏฐ์ ภารฤทธ์ิ กานันตาบลศรีเทพ อาเภอศรีเทพ

จังหวดั เพชรบูรณ์
๑๔. นายวีระ หมเี งนิ ผ้ใู หญ่บ้าน หมู่ ๑๔ ตาบลศรีเทพ อาเภอศรีเทพ

จังหวดั เพชรบรู ณ์
๑๕. นายไพบลู ย์ ตะกรุดโฉม ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๑๕ ตาบลศรีเทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวัดเพชรบรู ณ์
๑๖. นายพทิ ักษ์ จนั ทร์ดษิ ฐ์ ผู้ใหญ่บา้ น หมู่ ๑๖ ตาบลศรีเทพ อาเภอศรเี ทพ

จังหวดั เพชรบรู ณ์
๑๗. นายประคอง แสงใส ผชู้ ่วยผู้ใหญบ่ า้ น หมู่ ๘ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ

จงั หวดั เพชรบรู ณ์
๑๘. นายประนอม ไทยเท่ียง ผ้ชู ่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ ๙ ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรเี ทพ

จงั หวดั เพชรบูรณ์
๑๙. นายสาเหร็จ สุขพ่อค้า นายกองคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาบลศรีเทพ



๒๐. นางสมพร ตะกรุดสงฆ์ สารวตั รกานนั ตาบลศรีเทพ อาเภอศรเี ทพ
จังหวัดเพชรบรู ณ์

๒๑. นายประพนั ธ์ งามเลศิ สารวัตรกานัน ตาบลศรีเทพ อาเภอศรีเทพ
จงั หวัดเพชรบูรณ์

๒๒. นายประนอม ไทยเท่ียง แพทย์ประจาตาบล ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรีเทพ
จงั หวดั เพชรบรู ณ์

๓) ผู้นาดา้ นวฒั นธรรมและสิ่งแวดล้อม จานวน ๒ คน ได้แก่
๑. นางสรุ ิยา สุดสวาท หวั หนา้ อุทยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ
๒. นายเลาะ กลิน่ เทศ ปราชญ์ชาวบ้าน ตาบลศรเี ทพ อาเภอศรเี ทพ
จังหวัดเพชรบรู ณ์

๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นเวลา
ผู้วิจัยกาหนดขอบเขตด้านเวลาโดยเร่ิมดาเนินการวิจัยต้ังแต่ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ ถึง
กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๖๑ (ประจาปีงบประมาณ ๒๕๖๑)

๑.๕ กรอบแนวคดิ งานวจิ ัย

แผนภาพที่ ๑.๑ กรอบแนวคิดการมสี ว่ นร่วมของวดั และชุมชนในการอนุรักษโ์ บราณสถาน พน้ื ที่
อุทยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ จังหวดั เพชรบูรณ์



๑.๖ นิยามศพั ท์เฉพาะท่ีใชใ้ นการวิจัย

การมีส่วนรว่ ม หมายถึง ผลมาจากการเห็นพ้องกันในเรื่องของความ ต้องการและทิศทาง
ของการเปล่ียนแปลงและความเห็นพ้องต้องกัน จะต้องมีมากจนเกิด ความคิดริเริ่มโครงการเพ่ือการ
ปฏิบัติ เหตุผลเบื้องแรก ของการที่มีคนมารวมกันได้ควร จะต้องมีการตระหนักว่าปฏิบัติการทิ้งหมด
หรือการกระทาทั้งหมด ท่ีทาโดยกลมุ่ หรือใน นามกล่มุ นนั้ กระทาผา่ นองค์การ (organization) ดังน้ัน
องค์การจะตอ้ งเป็นเสมอื นตัวนาให้บรรลุถึงความเปลยี่ นแปลงได้

การอนุรักษ์ หมายถึง รักษาและใช้ให้เป็นประโยชน์มากท่ีสุดและนานท่ีสุดหรืออีก
ความหมายหนงึ่ หมายถึงการรกั ษาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิม หากมกี ารเปล่ียนแปลงก็เปล่ียนแปลงไปตาม
สภาพธรรมชาติ หรือสภาวะแวดล้อมโดยท่ีไม่ใช่คนไปทาให้เกิดการเปล่ียนแปลงโบราณสถาน
หมายถึง สถานที่ต้ังของอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่และเป็นสถานท่ีช้ีให้เห็นความเจริญรุ่งเรือง
และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีตของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และควรได้รับการหวงแหนปก
ปักษ์รกั ษาไว้ให้เป็นมรดกของชาติสืบไป

อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ หมายถึง เป็นโบราณสถานสาคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด
เพชรบูรณ์ อุทยานมีพื้นที่ครอบคลุมโบราณสถานในเมืองเก่าศรีเทพ ศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่อยู่ใน
ท้องที่อาเภอศรีเทพ เดิมมีช่ือว่า "เมืองอภัยสาลี" ถูกค้นพบเม่ือสมเด็จกรมพระยาดารงราชานุภาพ
เสด็จไปตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์ และได้ทรงเรียกเมืองนี้เสียใหม่ว่า “เมืองศรีเทพ” เม่ือปี พ.ศ.
๒๔๔๗-๒๔๔๘ เมืองโบราณศรีเทพน้ีมีลักษณะเป็นเมืองซ้อนเมืองขนาดใหญ่ ที่ต้ังของเมืองอยู่ในชุม
ทาง ท่สี ามารถติดต่อกบั ภาคอ่ืน ๆ ได้สะดวก ดังนั้นจึงได้รับอทิ ธิพลทางศิลปวฒั นธรรมจากอาณาจักร
ข้างเคียง มาผสมผสาน เช่น ศิลปะทวารวดี ศิลปะขอม เป็นต้น เมืองศรีเทพสร้างข้ึนในยุคของขอม
เรืองอานาจ ซ่งึ คาดวา่ มีอายไุ ม่ตา่ กวา่ ๒,๐๐๐ ปี

โบราณสถาน หมายถึง อสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นส่ิงก่อสร้างเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์และมี
ความสาคัญเป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ที่อยู่ภายในเขตอุทยาน
ประวัติศาสตรศ์ รีเทพ

รับผิดชอบ หมายถึง มีความเสียสละในการกระทากิจกรรมต่างๆ เพื่อการถนอมดูแล
รักษา อนุรักษ์อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีอายุเก่าแก่และเป็นสถานท่ีชี้ให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองและชีวิต
ความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีต และควรได้รับการหวงแหนปกปักษ์รักษาไว้ให้เป็นมรดกของชาติสืบ
ต่อไป ซ่ึงการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถานมีใน ๔ ลักษณะคือ ร่วมค้นหาสาเหตุของปัญหา
รว่ มหาวธิ ีการเพอ่ื แก้ไขปญั หา รว่ มปฏิบตั งิ าน ร่วมติดตาม ประเมนิ ผล และบารุงรักษา



๑.๗ ประโยชน์ท่ีได้รับจากงานวิจัย

๑.๗.๑ ไดท้ ราบถึงแนวคิดการมีส่วนรว่ ม และการอนุรกั ษ์โบราณสถาน
๑.๗.๒ ได้ทราบผลการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ี
อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบูรณ์
๑.๗.๓ นาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นที่อุทยาน
ประวตั ิศาสตรศ์ รเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์
๑.๗.๔ นาผลทไ่ี ดจ้ ากการศึกษาไปเผยแพรใ่ นรปู แบบต่างๆ เช่นการนาเสนอบทความการ
วิจัย การแลกเปล่ียนเรียนรู้กับกลุ่มนักวิชาการ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในมิติที่
หลากหลาย



บทที่ ๒

แนวคิด ทฤษฏี และงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้อง

การศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์” ผู้วิจัยได้ศึกษาจากเอกสาร ตารา หนังสือ และ
งานวิจัยที่เกย่ี วข้อง เพือ่ เป็นพ้ืนฐานของการศกึ ษาในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

๒.๑ ความเปน็ มาและพฒั นาการของเมืองศรีเทพ
๒.๒ ขอ้ มลู ทวั่ ไปเก่ียวกบั อทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวดั เพชรบูรณ์
๒.๓ แนวคดิ ทฤษฎีเกยี่ วกับการมีส่วนร่วม
๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ียวกับการอนรุ ักษโ์ บราณสถาน
๒.๕ แนวคดิ เก่ียวกบั การจัดการพ้นื ที่ทางประวัติศาสตร์
๒.๖ แนวคดิ เกี่ยวกบั การท่องเทย่ี วตามประวัติศาสตร์
๒.๗ หลักพทุ ธธรรมในการสง่ เสริมการอนุรกั ษ์โบราณสถาน
๒.๘ งานวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง

๒.๑ ความเป็นมาและพฒั นาการของเมอื งศรเี ทพ

เมืองศรีเทพเป็นเมืองโบราณที่สาคัญแห่งหนึ่งในลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสัก ปัจจุบันตั้งอยู่ในพ้ืนท่ี
ตาบลศรีเทพอาเภอศรีเทพจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยทาเลท่ีต้ังอันเหมาะสมและองค์ประกอบอน่ื ๆ ทาให้
เมืองน้ีเจริญอยู่กว่า ๗๑๑ ปีจากหลักฐานทางโบราณคดีสามารถบ่งบอกได้ว่าเมืองโบราณแห่งนี้มี
พัฒนาการมายาวนานโดยเร่ิมต้ังแต่การเป็นเพียงชุมชนในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงช่วง
การพัฒนาข้ึนมาเป็นเมืองภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรโบราณตามลาดับและเป็น
เมืองท่ีมีความสัมพันธ์กับเมืองโบราณอ่ืน ๆ ท้ังในภูมิภาคแถบภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของประเทศไทยดังปรากฏหลักฐานด้านศิลาจารึกท่ีแสดงให้เห็นว่าเมืองศรีเทพมีความสาคัญมาก
ในช่วงประวัตศิ าสตร์ยคุ ต้น ไดแ้ ก่ ความตอนหน่ึงในจารึกบ้านวังไผ่ซง่ึ พบใกลก้ ับเมอื งศรเี ทพมีอายุราว
พุทธศตวรรษท่ี ๑๑ เป็นอักษรปัลลวะภาษาสันสกฤตท่ีกล่าวไว้ว่า“ ในรัชสมัยแห่งศักราช-อันเป็นวัน
ขึ้น ๘ คา่ พระเจ้าแผ่นดินพระองคใ์ ดผู้เปน็ พระราชนัดดาของพระเจ้าจักรพรรดผิ ู้เป็นพระราชโอรสของ
พระเจ้าปฤถวีนทรวรมันผู้เป็นใหญ่เสมอกับพระเจ้าศรีภววรมันพระเจ้าแผ่นดินพระองค์น้ันเป็นผู้มี

๑๐

คุณธรรมแผ่ไปทุกทิศผู้มีปัญญาอันฝึกอบรมมาดีแล้วผู้มีความยินดีผู้มีเกียรติยศแผ่ไปในทุกทิศผู้มี
อานาจอันเป็นที่เกรงกลัวของศัตรูเมืองใกล้เคียงทั้งหลายได้สร้างจารึกไว้ในโอกาสท่ีข้ึนครองราชย์ของ
พระองค์...”๑ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเมืองศรีเทพมีความใกล้ชิดกับเมืองเขมรสมัยก่อนเมืองพระ
นคร

ศรีเทพได้รับความเจริญทั้งทางด้านเทคโนโลยีและความเจริญทางวัฒนธรรมเช่นศาสนา
และคติความเชื่อท่ีแพร่มาจากในเขตภาคกลางและท่ีราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือไ ว้ด้วยกันจน
กล่าวได้ว่าศรีเทพน่าจะอยู่ในเส้นทางผ่านของวัฒนธรรมทั้งสองแห่งคือในเขตวัฒนธรรมทวารวดีท่ีนับ
ถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทและวัฒนธรรมของผู้คนท่ีใช้ภาษาเขมรและนับถือศาสนาพุทธแบบ
มหายานและศาสนาฮินดูดังนั้นคติความเช่ือภายในเมืองศรีเทพจึงแสดงออกอย่างปะปนกันท้ัง แบบ
ฮินดูพุทธแบบมหายานและเถรวาทดังที่พบหลักฐานเช่นเทวรูปและพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย
พระพุทธรูปธรรมจักรและศาสนสถานหลายแหง่ ๒

ด้วยความสาคัญของเมืองศรีเทพกรมศิลปากรจึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาประจาในพื้นท่ี
เพ่ืออนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณแห่งนี้ให้เป็นอุทยานประวัติศาสตร์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา
จนกระทั่งปัจจุบันได้ดาเนินการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองโบราณแห่งนี้เพื่อให้เป็นแหล่งการเรียนรู้และ
แหล่งทอ่ งเทย่ี วทีม่ ีศักยภาพมากแหง่ หน่งึ ของประเทศไทย

๒.๑.๑ สภาพภมู ศิ าสตรข์ องเมอื งศรีเทพ
เมือ งศ รีเท พ ตั้งอยู่ ใน พ้ื น ท่ี ที่ มี ลั ก ษ ณ ะเป็ น ที่ ราบ ล อ น ลู กคลื่ น มีค วาม ล าด เท จ ากทิ ศ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือไปทางทศิ ตะวันตกเฉยี งใตห้ ่างจากแม่น้าป่าสกั ประมาณ ๕ กิโลเมตรพืน้ ที่เมอื งศรี
เทพมีขนาดประมาณ ๒,๘๘๙ ไร่หรือประมาณ ๔.๗ ตารางกิโลเมตร๓ มีคูน้าและคันดินล้อมรอบแบ่ง
ออกเป็น ๒ ส่วนคือเมืองในและเมืองนอก (เป็นการขยายพื้นท่ีเมืองจากเดิมที่มีอาณาเขตเฉพาะเมือง
ใน) พื้นท่ีเมืองในมีรูปร่างกลมล้อมรอบด้วยคูน้าและคันดินมีพื้นท่ีประมาณ ๑,๓๑๑ ไร่ต่อมาได้ขยาย
พ้ืนท่ีออกไปทางทิศตะวันออกเป็นพ้ืนท่ีท่ีเรียกว่าเมืองนอกมีพื้นท่ีประมาณ ๑,๘๘๙ ไร่มีคูน้าคันดิน
ลอ้ มรอบเชน่ กนั ยกเว้นในด้านที่เชอ่ื มติดกับเมอื งในท่ีมีคนู ้าและคันดนิ ของเมืองในอยูแ่ ลว้ ตามเดิมทาให้
เมืองศรีเทพมีรูปร่างเป็นส่ีเหลี่ยมมุมมน ภายในเขตเมืองในมีโบราณสถานที่สาคัญและมีขนาดใหญ่อยู่
๓ แห่งคือโบราณสถานเขาคลังในโบราณสถานปรางค์ศรีเทพและโบราณสถานปรางค์สองพี่น้อง

๑ กรมศลิ ปากร, จารกึ ที่เมอื งศรีเทพ, (๒๕๓๔), หนา้ ๕๗.
๒ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “ถมอรัตน์เขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองศรีเทพ”, เมืองโบราณ, ปีท่ี ๒๕ ฉบับที่ ๒
(กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๒): ๒๖.
๓ กรมศิลปากร, อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ, (๒๕๕๑), หนา้ ๑๙.

๑๑

นอกจากน้ียงั มีโบราณสถานขนาดเล็กกระจัดกระจายอยู่อีกราว ๔๕ แห่งและมีสระน้าและหนองน้าอยู่
โดยทั่วไปราว ๗๑ สระ ในปัจจุบันพ้ืนท่ีในเขตเมืองในได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาแล้วเป็นพื้นที่ท่ีเปิด
ให้นกั เรยี นนกั ศึกษาและนกั ท่องเทยี่ วได้เท่ียวชม

เขตเมืองนอกพบโบราณสถานขนาดเล็กราว ๖๔ แห่ง๔ ดาเนินการขุดค้นและเสริมความ
ม่ันคงแล้วประมาณ ๑๑ แห่งมีสระน้าขนาดใหญ่อยู่กลางเมืองค่อนไปทางทิศเหนือพื้นท่ีบางส่วน
ชาวบา้ นยังใช้เป็นพ้ืนท่ีเกษตรกรรมแต่ไม่มีบา้ นเรือนที่อยู่อาศยั นอกจากน้ีในพื้นท่ี นอกเมืองศรีเทพยัง
มีโบราณสถานกระจายอยู่อีกราว ๕๑ แห่งโดยเฉพาะอย่างย่ิงทางทิศเหนือของเมืองท่ีสาคัญคือ
โบราณสถานเขาคลงั นอกและปรางค์ฤาษีเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ตั้งอยู่ที่บ้านสระปรือและบ้านนา
น้าโครมตามลาดับห่างจากเมืองศรีเทพไปทางทิศเหนือราว ๒ กิโลเมตรและโบราณสถานท่ีถ้าเขาถมอ
รัตน์ซ่งึ เป็นโบราณสถานที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเมืองศรีเทพตง้ั อยู่บนภเู ขาสูงห่างจากตัวเมอื ง
ไปทางทศิ ตะวันตกราว ๒๑ กิโลเมตร

๒.๑.๒ การค้นพบเมอื งศรีเทพ
ศรเี ทพเดิมเป็นเมืองร้างไม่มีผูใ้ ดทราบประวัติและชื่อทแี่ ท้จริงของเมืองน้ีในราวสมัยรัชกาล
ที่ ๕ ชาวบ้านในท้องถ่ินเรียกชื่อเมืองนี้ตามคาบอกเล่าของพระธุดงค์ว่า "เมืองอภัยสาลี" จนกระท่ังใน
พ.ศ. ๒๔๔๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพได้เสด็จตรวจราชการมณฑล
เพชรบูรณ์ในฐานะทที่ รงดารงตาแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแตน่ อกเหนอื ไปจากพระราชภารกิจ
ในตาแหน่งหน้าท่ีแล้วพระองค์ได้ทรงต้ังพระทัยสืบหาเมืองโบราณแห่งหน่ึงที่มีชื่อว่า "เมืองศรีเทพ”
เนื่องจากพระองค์เคยพบทาเนียบเก่าบอกรายช่ือหัวเมืองที่มีชื่อเมืองศรีเทพปรากฏอยู่แต่ในช่วงเวลา
น้ันไม่มีผู้ใดรู้จักเมืองนี้แล้วต่อมาทรงพบสมุดคาเล่มหนึ่งซึ่งเป็นเอกสารฉบับร่างเพื่อบอกเสน้ ทางให้คน
เชิญสารตราไปบอกข่าวการส้ินพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัยรัชกาลท่ี ๒ ตาม
หัวเมืองต่าง ๆ ซ่ึงเป็นเส้นทางหน่ึงไปยังเมืองสระบุรีเมืองชัยบาดาลเมืองศรีเทพและเมืองเพชรบูรณ์
พระองค์จึงทรงต้ังสมมุติฐานว่าเมืองศรีเทพคงอยู่ทางลาน้าป่าสักระหว่างเมืองชัยบาดาลกับเมือง
เพชรบูรณ์คร้ันเมื่อเสด็จมาถึงเมืองเพชรบูรณแ์ ล้วก็ทรงสืบคน้ หาแตไ่ มม่ ีผู้ใดรู้จักต่อมามคี นกราบทูลว่า
มเี มืองโบราณขนาดใหญเ่ มืองหนึง่ ชื่อว่า" เมืองอภยั สาลี "อยใู่ นป่าแคงใกลก้ ับเมอื งวเิ ชียรบุรีพระองคจ์ ึง
เสด็จมาเมืองวิเชียรบุรีโดยล่องเรือลงมาทางแม่น้าป่าสักเม่ือถึงเมืองวิเชียรบุรีได้ทรงแวะเยี่ ยมพระยา
ประเสริฐสงครามอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดซ่ึงออกจากราชการนานมาแล้วทรงไต่ถามพระยาประเสริฐ
สงครามถึงเร่ือง "เมืองศรีเทพ" ได้ความว่าเมืองวิเชียรบุรีนั้นแต่เดิมมีช่ือเรียกเป็น ๒ อย่างคือเมืองท่า

๔ กรมศลิ ปากร, อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, หนา้ ๑๙.

๑๒

โรงและเมอื งศรีเทพตาแหนง่ ผวู้ ่าราชการจงั หวัดเป็นที่ "พระศรีถมอรตั น"์ (ตามชอื่ ภเู ขาซง่ึ เปน็ สิ่งสาคัญ
ของเมืองนี้) จนกระท่ังถึงสมัยรัชกาลที่ ๓ เม่ือคร้ังปราบกบฏเวียงจันทน์พระศรีถมอรัตน์มีความชอบ
มากจึงโปรดฯ ให้ยกศักดิ์เมืองศรีเทพข้ึนเป็นเมืองตรีและเปลี่ยนนามเมืองเป็นวิเชียรบุรีโดยเอา
ความหมายของถมอรัตน์คือเขาแก้วมาเป็นมงคลนามและเปลี่ยนนามผู้ว่าราชการจังหวัดจากพระศรี
ถมอรัตน์เป็นพระยาประเสรฐิ สงครามตงั้ แต่นั้นมา๕

ต่อมาพระองค์ได้เดินทางไปสารวจเมืองโบราณท่ีเรียกว่าเมืองอภัยสาลีจากสภาพเมือง
โบราณสถานและโบราณวัตถุท่ีพบภายในเมืองทรงสันนิษฐานเป็น ๒ ประเด็นคือประเด็นแรกเมือง
โบราณแห่งนี้พวกพราหมณ์จะเรยี กช่ือว่าอย่างไรก็ตามช่อื นนั้ กค็ งเป็นต้นเค้าของช่ือเมอื งศรีเทพซ่ึงเป็น
ช่ือเก่าของเมอื งวเิ ชียรบุรีประเด็นที่สองสมัยเมื่อคร้ังขอมแผอ่ านาจมาปกครองพื้นที่แถบน้ีเมอื งศรีเทพ
คงเป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่งเช่นเดียวกับเมืองศรีมหาโพธ์ิจังหวัดปราจีนบุรี) และเมืองสุโขทัยในสมัยนั้น
คงจะทาไรน่ าได้ผลดที าใหเ้ มอื งอุดมสมบรู ณ์มีพลเมืองมากจึงสามารถสรา้ งเมืองใหญโ่ ตขนาดนี้

จากพระวินิจฉัยของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพที่ทรงเห็นว่า
ชอ่ื เดมิ ของเมืองโบราณแห่งน้ีน่าจะเป็นต้นเคา้ ที่มาของชอื่ เมืองศรีเทพซง่ึ เปน็ ชอ่ื เดมิ ของเมืองวิเชียรบุรี
กรมศิลปากรจึงเรียกช่ือเมอื งโบราณแห่งนี้วา่ “ เมืองศรีเทพ "ไปก่อนหากมีการค้นพบหลักฐานท่ียนื ยัน
ช่ือท่ีแท้จริงของเมืองโบราณแห่งนี้ก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงกลับไปใช้ชื่อเดิมท่ีถูกต้องหรือถ้ามีการ
ค้นพบหลักฐานที่ยนื ยันถึงชอ่ื ดง้ั เดิมวา่ คือเมืองศรีเทพมาแต่เมื่อแรกต้ังช่ือนี้ก็จะคงอยู่คู่กับเมืองโบราณ
แห่งนี้ตลอดไป

๒.๑.๓ พฒั นาการทางสงั คมและวัฒนธรรมของเมืองศรีเทพ
ในประเด็นเรื่องพัฒนาการของเมืองศรีเทพนั้นจากการศึกษาทางโบราณคดีทาให้ทราบว่า
ภายในพ้ืนที่เมืองศรีเทพมีชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนป ลายเข้ามาต้ังถ่ินฐานอยู่แล้วต้ังแต่
ประมาณ ๒,๑๑๑ ปีท่ีผ่านมาหรือราวพุทธศตวรรษที่ ๕-๑๑ โดยหลักฐานทางโบราณคดีท่ีพบคอื โครง
กระดกู มนุษยท์ ี่ฝงั อยใู่ นพน้ื ทีเ่ ดียวกนั ในลักษณะแหล่งฝงั ศพพบเครอ่ื งประดับและเครอื่ งมอื เคร่ืองใช้ฝัง
ร่วมกันกับโครงกระดูกเหล่าน้ันเช่นภาชนะดินเผาเครื่องมือสาริดและเหล็กเครื่องประดับสาริดลูกปัด
แก้วและลกู ปัดหินเปน็ ตน้ ชมุ ชนโบราณแหง่ น้ตี อ่ มาได้พัฒนาข้ึนเป็น
สงั คมเมอื งโดยรบั วัฒนธรรมจากภายนอก ได้แก่ วัฒนธรรมทวารวดี (พุทธศตวรรษท่ี ๑๒-
๑๖) และวัฒนธรรมเขมรโบราณ (พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘) ในช่วงท่ีเมืองศรีเทพอยู่ภายในวัฒนธรรม
ทวารวดีนั้นได้ขุดสระน้าและคนรอบเมืองเพื่อกักเก็บน้าไว้ใช้ในฤดูแล้งและได้ก่อสร้างศาสนสถาน

๕ กรมศลิ ปากร, อทุ ยานประวัตศิ าสตรศ์ รีเทพ, หนา้ ๒๔.

๑๓

หลายแห่งโดยมีศาสนสถานหลักคือโบราณสถานเขาคลังในท่ีตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางใจเมืองและ
โบราณสถานเขาคลังนอกอยู่ห่างจากเมืองศรีเทพไปทางทิศเหนือประมาณ ๒ กิโลเมตรโบราณสถาน
สาคัญอีกแห่งคือถ้าเขาถมอรัตน์ซ่ึงอยู่ห่างจากเมืองศรีเทพในแนวตรงประมาณ ๑๕ กิโลเมตรมี
ลักษณะเป็นถ้าธรรมชาติที่ถูกดัดแปลงให้เป็นศาสนสถานโดยสลักภาพพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์
บนผนังหินภายในถ้าโบราณสถานท้ังหมดเป็นศิลปะแบบทวารวดีซ่ึงได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะอิ นเดีย
ทั้งสถาปัตยกรรมและลวดลายประดับสถาปัตยกรรมดังเช่นภาพปูนปั้นรูปคนแคระช้างลิงสิงห์ควาย
และลายพรรณพฤกษาท่ีประดับโบราณสถานเขาคลังในแสดงให้เห็นฝีมือช่างชั้นสูงของเมืองศรีเทพ
นอกจากโบราณสถานแล้วยังพบโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่นพระพุทธรูปพระโพธิสัตว์และจารึกท่ีแสดงให้
เห็นว่าในช่วงที่รบั วัฒนธรรมทวารวดีชาวเมืองศรีเทพนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักอย่างไรก็ตาม
ได้พบเทวรูปศิลาท่ีแสดงให้เห็นอิทธิพลของศิลปะอินเดียท่ีมีลักษณะแตกต่างไปจากศิลปะทวารวดีอยู่
ร่วมสมัยในเวลาน้ันด้วยเช่นกันเทวรูปในศาสนาฮินดูเหล่าน้ัน ได้แก่ พระวิษณุพระกฤษณะและพระสุ
ริยเทพลักษณะเช่นน้ีเป็นการเสริมคุณค่าทางวชิ าการของเมืองศรีเทพในประเด็นท่ีมีความหลากหลาย
ทางวฒั นธรรมด้วยเช่นกนั

ภายหลังจากการเสอื่ มสลายของวฒั นธรรมทวารวดีในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เมืองศรีเทพ
จึงรับเอาวัฒนธรรมเขมรโบราณเข้ามาแทนท่ีในช่วงเวลานั้นได้มีการก่อสร้างเทวสถานสาคัญ ๒ กลุ่ม
ด้วยกันภายในเมืองศรีเทพ ได้แก่ โบราณสถานปรางค์ศรีเทพและโบราณสถานปรางค์สองพ่ีน้องซึ่ง
โบราณสถานทั้ง ๒ แห่งน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๗ หลักฐานท่ีพบจากการขุดค้นโบราณสถาน
แสดงให้เห็นว่าเทวสถานเหล่าน้ีได้ถูกดัดแปลงให้เป็นวัดในศาสนาพุท ธในระยะหลังอย่างไรก็ตาม
โบราณสถานอีกแห่งหนึ่งท่ีต้ังอยู่นอกเมืองศรีเทพโดยห่างออกไปประมาณ ๒ กิโลเมตรมีช่ือเรียกว่า
ปรางค์ฤาษีเป็นเทวสถานท่ีจากหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีอายุเก่าแก่กว่าโบราณสถานปรางค์ศรี
เทพและปรางค์สองพ่ีนอ้ งโดยน่าจะมีอายรุ ่วมสมยั กับช่วงปลายวัฒนธรรมทวารวดีสิง่ นี้เป็นอีกประเด็น
หนึ่งในเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่เมืองศรีเทพซ่ึงต้องอาศัยการศึกษาวิจัยต่อไปในอนาคต
เพ่อื ความกระจา่ งชดั ของพฒั นาการทางวัฒนธรรมทเี่ มืองโบราณแหง่ น้ี

เมืองศรีเทพเจริญอยู่ได้ราว ๗๑๑ ปีจึงล่มสลายไปเม่ือประมาณปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๘
ซงึ่ ปัจจุบนั นักวิชาการยงั ไม่สามารถหาคาตอบของการล่มสลายทแ่ี ท้จริงไดข้ อ้ สันนษิ ฐานส่วนใหญจ่ ะให้
ความสนใจในเร่ืองการเกิดโรคระบาดท้ังนี้เนื่องจากเมืองโบราณแห่งน้ีเป็นศูนย์กลางทางการค้าจึงมี
ผู้คนมากมายผ่านไปมาซ่ึงอาจนาโรคระบาดมาแพร่สู่เมืองทาให้ผู้คนต้องอพยพเค ลื่อนย้ายไปตั้งหลัก
แหล่งในพ้ืนที่แห่งใหม่เป็นชุมชนเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองศรีเทพนักจึงพบว่ามีชุมชนขนาดเล็ก
จานวนมากที่เกิดขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ กระจัดกระจายใน
บรเิ วณแถบนัน้

๑๔

ปั จ จุ บั น ได้ มี ก ลุ่ ม ค น อ พ ย พ ม าจ าก พื้ น ที่ อื่ น เข้ าม าอ ยู่ อ าศั ย โด ย ร อ บ เมื อ งศ รี เท พ เมื่ อ
ประมาณ ๖๑-๗๑ ปีท่ีผ่านมาโดยกลุ่มคนเหล่านี้มีความผูกพันและมีความร้สู ึกต่อเมืองศรีเทพในฐานะ
เมืองโบราณที่ยังคงมีจิตวิญญาณของคนในอดีตถึงแม้ว่าจะมิใช่บรรพบุรุษของเขาเหล่านั้นโดยตรงก็
ตามนอกจากน้ีประชาชนในท้องถ่ินยังคงเชอื่ ในเร่ืองพลังอานาจของส่งิ ศักดิ์สิทธิ์และเทพท่ีปกปักรกั ษา
เมืองศรีเทพดังเห็นได้จากการเคารพนับถือ "เจ้าพ่อศรีเทพ" ซ่ึงประชาชนในท้องถ่ินเชื่อว่าเป็นผู้ครอง
เมืองศรีเทพในอดีตความเชื่อน้ีได้แพร่ไปสู่ผู้คนภายนอกพื้นท่ีด้วยเช่นกันในวันข้ึน ๓ ค่าเดือน ๓ ของ
ทุกปีจะมีพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อศรีเทพโดยประชาชนจากที่ต่าง ๆ นาเคร่ืองสักการะประกอบด้วยอาหาร
หวานคาวผลไม้และบายศรีมาบวงสรวงนอกจากนี้ยังมีประชาชนหลายกลุ่มท่ีให้ความเคารพ
โบราณสถานภายในเมืองศรีเทพเน่ืองจากเห็นว่าโบราณสถานเหล่านั้นยังคงเป็นศาสนสถานและยังคง
ความศักด์ิสิทธิ์ทั้งที่เป็นศาสนาพุทธและฮินดูสิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ยังฝังรากลึกอยู่ในกลุ่มคนที่มี
ความผกู พันกับเมืองศรเี ทพ

๒.๑.๔ คุณคา่ และความสาคัญทางวัฒนธรรมของเมืองศรเี ทพ
การประเมินคุณค่าและความสาคัญของโบราณสถานถือเป็นสิ่งสาคัญที่สุดในกระบวนการ
อนุรักษ์และบริหารจัดการโบราณสถานเพราะตามหลักการแล้วการอนุรักษ์โบราณสถานจาเป็นต้อง
รกั ษาไว้ซ่งึ คุณค่าและความสาคัญด้านต่าง ๆ ของโบราณสถานแห่งนั้นทมี่ ีต่อประชาชนจงึ สง่ ผลตอ่ การ
กาหนดนโยบายในการบรหิ ารจัดการโบราณสถานที่สามารถจัดการในด้านการอนุรักษ์ที่สามารถรักษา
คณุ ค่าของโบราณสถานไว้ได้และสามารถจัดการค้านการพัฒนาท่ีไม่มีผลกระทบทางลบต่อคุณค่าและ
ความสาคัญของโบราณสถานดังนั้นจึงจาเป็นต้องทราบคุณค่าและความสาคัญทางวัฒนธรรมของ
โบราณสถานแห่งนั้น ๆ เป็นเบ้ืองต้นก่อนที่จะดาเนินการในข้ันตอนอ่ืนตามกระบวนการบริหารจัดการ
โบราณสถานต่อไปเมืองศรีเทพก็เช่นกันจาเป็นต้องศึกษาและประเมินคุณค่าและความสาคัญทาง
วัฒนธรรม (cultural significance) เพ่ือใช้ประกอบการพิจารณาเพื่อดาเนินการด้านการอนุรักษ์และ
พัฒนาเพ่ือที่จะได้นโยบายและแนวทางในการดาเนินงานที่เหมาะสมและยังใช้ข้อมูลเหล่าน้ีเพ่ือจัดทา
รายละเอียดประกอบการเสนอชื่อขึ้นเป็นมรดกโลกได้อีกด้วยจากข้อมูลทางวิชาการและการสารวจ
ความตอ้ งการและความรูส้ ึกของประชาชนท่ีมตี ่อเมืองศรเี ทพสามารถประเมินคุณค่าได้ดังนี้
๑. คุณค่าทางสุนทรียภาพ คุณคา่ ด้านนพ้ี บในประเดน็ คือตัวโบราณสถานลวดลายตกแต่ง
โบราณสถานและลักษณะภูมิประเทศในส่วนของโบราณสถานนั้นแม้ว่าเข าคลังในปรางค์ศรีเทพและ
ปรางค์สองพ่ีน้องจะไม่ได้แสดงคุณค่าด้านนี้ในระดับสูงเมื่อเปรียบเทียบโบราณสถานในรูปแบบ
เดียวกันจากท่ีอื่นทั้งน้ีเน่ืองจากโบราณสถานเหล่าน้ีมีสภาพไม่สมบูรณ์และวัสดุหลักในการก่อสร้างคือ
ศิลาแลงและอิฐจึงผุพังเส่ือมสลายได้ง่ายและส่งผลให้ลวดลายประดับตกแต่งหลุดร่วงลงเสียเป็นส่วน
ใหญ่อย่างไรก็ตามแนวคิดเก่ียวกับ "ความงามในเชิงซากปรักหักพัง" ท่ีมีอิทธพิ ลมาจากชาติตะวันตกได้

๑๕

แสดงให้เห็นว่าโบราณสถานเหล่าน้ีมีความงามในเชิงซากปรักหักพังในระดับสูง มีเพียงโบราณสถาน
เขาคลังนอกเท่านั้นท่ีมีคุณค่าสูงในทางสุนทรียภาพเมื่อเปรียบกับโบราณสถานในศิลปะทวารวดีแห่ง
อื่นท้ังในแง่ความสมบูรณ์รูปแบบและความงามในเชิงซากปรักหักพังของโบราณสถานเช่นเดียวกันกับ
ภาพปูนป้ันประดับโบราณสถานเขาคลังในที่มีคุณค่าทางสุนทรียภาพในระดับสูงนอกจากน้ีภาพสลัก
บนทับหลังจากโบราณสถานปรางค์สองพ่ีน้องและภาพสลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์บนแกนหิน
ภายในถา้ เขาถมอรัตน์ยังสามารถประเมนิ ได้ว่ามีคุณค่าทางสุนทรียภาพด้วยเช่นกันสาหรับลักษณะภูมิ
ประเทศนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นความงามและคุณค่าในด้านน้ีลักษณะภูมิประเทศของ
เมืองศรีเทพทม่ี ีลักษณะเป็นลอนลกู คลื่นประกอบด้วยพืชพันธ์ุไม้และตาแหน่งที่ต้ังของโบราณสถานทา
ให้องค์ประกอบทางภูมทิ ศั น์มีความงดงามแสดงใหเ้ ห็นคุณค่าทางสนุ ทรยี ภาพอยา่ งชดั เจน

๒. คุณค่าทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเมืองศรีเทพเป็นเมืองร้างมาเป็นเวลายาวนานจึง
ทาให้ไม่สามารถสืบค้นหาประวัติความเป็นมาได้ชัดเจนยิ่งไปกว่านั้นการที่โบราณสถานส่วนใหญ่มี
สภาพไม่สมบรู ณ์จึงทาให้คุณค่าทางประวัติศาสตรล์ ดน้อยลงจากการดาเนินการศึกษาทางโบราณคดีที่
ผ่านมาเพียงแค่ได้ข้อมูลท่ีแสดงถึงลาดับพัฒนาการทางวัฒนธรรมของเมืองนี้ต้ังแต่สมัยก่อน
ประวัตศิ าสตรต์ อนปลายช่วงท่ีรบั วัฒนธรรมทวารวดีและเขมรโบราณตามลาดบั แตข่ ้อมูลเหลา่ นี้ก็เพยี ง
พอท่ีจะทาให้เมืองน้ีมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีพัฒนาการ
ตามลาดับและมีการใช้พื้นท่ีอย่างต่อเนื่องโดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคารและดัดแปลง
ประโยชน์ใชส้ อยของอาคารโบราณสถานตลอดชว่ งเวลาอันยาวนาน

๓. คุณค่าทางวิชาการ เมืองศรีเทพได้รับการประเมินคุณค่าทางวิชาการในระดับสูง
เน่ืองจากเมืองโบราณแห่งน้ีมีพัฒนาการท่ียาวนานจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (ประมาณ
๒,๑๑๑ ปีท่ีผา่ นมา) ช่วงท่ีรบั วัฒนธรรมทวารวดแี ละเขมรโบราณจนกระท่ังถูกทง้ิ ร้างในราวปลายพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๘ จึงเป็นโบราณสถานที่มีศักยภาพสูงในการให้ข้อมลู ดา้ นพัฒนาการของชมุ ชนในแถบลุ่ม
แม่น้าลพบุรี-ปา่ สักโบราณสถานทั้งภายในเมืองและภายนอกเมอื งและโบราณวัตถุทพ่ี บเช่นเทวรูปพระ
วิษณุพระกฤษณะและพระสุริยเทพแสดงให้เห็นถึงการมีคุณค่าสูงทางวิชาการท้ังในด้านวัสดุรูปแบบ
ศิลปกรรมเทคโนโลยีและฝีมือช่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งประติมากรรมพระสุริยเทพซ่ึงแสดงให้เห็นคติ
ความเชื่อในการบูชาพระอาทิตย์ท่ีพบน้อยมากในประเทศไทยนอกจากนี้เมืองศรีเทพยังแสดงให้เห็น
คุณลักษณะอ่ืนท่ีสะท้อนถึงคุณค่าทางวิชาการในฐานะท่ีเป็นสถานที่ซึ่งมีคนเคยอยู่อาศัยและทิ้ง
หลักฐานของการอยู่อาศัยไว้เป็นสถานที่ซ่ึงมีการทับถมกันของหลักฐานทางโบราณคดีท่ีสามารถบ่ง
บอกถึงประวัติของคนในอดีตเหตุการณ์เทคโนโลยีหรือวิถีชีวิตและเป็นสถานท่ีมีคุณค่าในทางวิชาการ
หลายแขนงเช่นโบราณคดีวัฒนธรรมวิศวกรรมสถาปัตยกรรมและช่างฝีมือคุณลักษณะเหล่านี้แสดงใ ห้
เหน็ จากสภาพความสมบูรณ์ของเมอื งที่มีขอบเขตชัดเจนประกอบด้วยศาสนสถานและโบราณวัตถุเป็น

๑๖

จานวนมากมผี ลงานดา้ นสถาปัตยกรรมและเครื่องประดับตกแตง่ สถาปัตยกรรมท่ีแสดงให้เห็นฝีมือชา่ ง
ช้นั สงู

๔. คุณค่าทางสังคม จากผลการสัมภาษณ์ชุมชนโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
ประชาชนในพ้ืนท่ียังคงเช่ือว่าในเมืองศรีเทพยังคงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพปกปักรักษาอยู่ประชาชนทั้ง
ในพื้นที่เมืองศรีเทพและจากพ้ืนที่อื่นยังคงต้องการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการ
บวงสรวงบูชาส่ิงศักดิ์สิทธ์หิ รือเทพตามความนับถือของตนเชน่ พระสุริยเทพพระศิวะเป็นต้นนอกจากนี้
เมืองศรีเทพยังคงมีความสาคัญต่อชุมชนในด้านเศรษฐกิจและการดารงชีพโดยใช้เมืองศรเี ทพเปน็ แหล่ง
อาหารตามธรรมชาติเช่นปลากุ้งหอยตลอดจนผักต่าง ๆ เช่นผักบุ้งหน่อไม้แคป่ากระโคนเป็นต้นท้ัง
สาหรับบริโภคในครัวเรือนและจาหน่ายในชุมชนและเนื่องจากอทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรีเทพเป็นแหล่ง
ท่องเท่ียวยังสามารถนารายไดม้ าสู่ท้องถิ่นทั้งจากการจาหน่ายอาหารเคร่ืองดม่ื และของท่ีระลึกเป็นต้น
อยา่ งไรกต็ ามความสาคญั ในด้านน้ถี ือว่าไมใ่ ชค่ ุณคา่ ทางวฒั นธรรมแต่ควรนามาพิจารณาในการกาหนด
แนวทางการบริหารจัดการดว้ ย

เน่ืองจากเก่ียวข้องกับการใช้ประโยชน์จากโบราณสถานเนื่องจากสรุปความสาคัญทาง
วัฒนธรรมต้องมีความกระชับและชัดเจนดังน้ันจึงต้องประมวลคุณค่าดังท่ีกล่าวไว้ข้างต้นเป็นสรุป
ความสาคัญทางวัฒนธรรม (Statement of Significance) สาหรับเมืองโบราณศรีเทพเป็นเมือง
โบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ท่ีพบไม่มากนักและยังคงความสมบูรณ์ทางกายภาพเป็นตัวแทนของ
เมืองโบราณในลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องจากสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
(ประมาณ ๒,๑๑๑ ปีมาแล้ว) มาสู่ช่วงท่ีรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมท่ีถ่ายทอดมาจากอินเดียอันได้แก่
วัฒนธรรมทวารวดีและเขมรโบราณตามลาดับจนกระท่ังถูกทิ้งร้างไปในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘
องค์ประกอบต่าง ๆ ของเมืองโบราณแห่งน้ีจึงมคี ุณค่าสูงในทางวิชาการ เมืองโบราณแห่งน้ีมีสภาพภูมิ
ประเทศที่งดงามและมีลักษณะเฉพาะประกอบด้วยชากโบราณสถานที่มีความงดงามทางสุนทรียภาพ
โบราณสถานบางแห่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "เขาคลังนอก" เปน็ ตัวแทนของโบราณสถานในสมยั ทวารวดีที่
มีความสมบูรณ์ความงดงามและมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยโบราณสถานมีการประดับตกแต่งที่
งดงามเช่นภาพปูนป้ันประดับโบราณสถานเขาคลังในอีกทั้งโบราณวัตถุที่ค้นพบเช่นพระสุริยเทพไม่
เพยี งจะแสดงให้เห็นถงึ คณุ ค่าทางด้านการศึกษาวิจยั ในเรื่องวัสดุรปู แบบศลิ ปกรรมเทคโนโลยีและฝีมือ
ช่างแตย่ ังคงเปน็ สง่ิ ท่หี าไดย้ ากในประเทศไทย

เมืองศรีเทพมิได้มีความสาคัญเฉพาะในแง่มุมของด้านวิชาการค้านสุนทรียภาพและ
ประวัติศาสตร์แต่ยังมีความสาคัญต่อผู้คนทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมซ่ึงรวมถึงด้านจิตวิญญาณ
ของสถานท่ีทีย่ ังคงมีความผูกพันตอ่ ความเชื่อของคนในทอ้ งถ่นิ อย่างลกึ ซ้งึ เมืองศรีเทพในข้างต้นพบว่า
ยังมีประเด็นท่ีน่าสนใจอีกหลายประเด็นที่สามารถนามาเผยแพร่เพ่ือความเข้าใจเรื่องราวของเมือง

๑๗

โบราณแห่งน้ีเช่นพัฒนาการทางวัฒนธรรมในลุ่มน้าป่าสักโดยภาพรวมปัจจัยพ้ืนฐานที่ก่อให้เกิดการ
ก่อตั้งเมืองศรีเทพและการเจริญอยู่ของเมืองศรีเทพในช่วงเวลาน้ันประกอบกับโบราณสถานและ
โบราณวัตถชุ น้ิ สาคัญของเมอื งศรเี ทพ เป็นต้น

๒.๑.๕ เมืองศรเี ทพกับการพัฒนาการทางวฒั นธรรมในล่มุ น้าป่าสกั
แม่น้าป่าสักนับว่าเป็นแหล่งต้นกาเนิดวัฒนธรรมท่ีสาคัญแหล่งหน่ึงของประเทศแม่นา้ สาย
น้มี ีตน้ นา้ มาจากเทอื กเขาเพชรบูรณ์บรเิ วณภผู าลาในเขตพื้นท่ีอาเภอด่านซา้ ยจังหวดั เลยไหลลงมาทาง
ทิศใต้ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์แล้วเข้าเขตจังหวัดลพบุรีผ่านเข่ือนป่าสักชลสิทธ์ิไปยังจังหวัดสระบุรีโดย
ไหลรวมเป็นแม่น้าเจ้าพระยาท่ีบรเิ วณป้อมเพชรจังหวดั พระนครศรอี ยุธยา๖ จึงนับเป็นลานา้ สาขาหนึ่ง
ของแม่น้าเจ้าพระยา ในพื้นที่ลุ่มน้าป่าสักซ่ึงครอบคลุมพื้นท่ีจังหวัดเพชรบูรณ์ลพบุรีและสระบุรีเป็น
สาคัญและเป็นลุ่มน้าอันเป็นที่ตั้งของเมืองศรีเทพพบแหล่งโบราณคดีหลายแห่งที่มีอายุตั้งแต่สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์หรือประมาณ ๒,๑๑๑-๓,๑๑๑ ปีเป็นต้นมาโดยพบทั้งแหล่งที่เป็นที่อยู่อาศัยแหล่งผลิต
เคร่ืองมือและเคร่ืองประดับท่ีทาจากหินและแหล่งฝังศพเป็นต้นแหล่งโบราณคดีเหล่านี้เป็นชุมชน
โบราณทีบ่ างแหง่ มีพัฒนาการตอ่ มาเป็นเมืองโบราณในสมยั ทวารวดดี งั เช่นเมืองศรเี ทพ
หากจะสรุปภาพรวมพัฒนาการทางวัฒนธรรมในลุ่มน้าป่าสักจากข้อมูลทางวิชาการใน
ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าในบริเวณตอนบนของลุ่มน้าป่าสักมีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
กระจัดกระจายอยู่บ้างแต่ไม่มากนักเท่าที่สารวจพบมีอยู่ในเขตอาเภอเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ เช่น
แหล่งโบราณคดีบ้านห้วยใหญ่ใต้แหลง่ โบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่พบในพ้ืนท่ีตอนล่าง
ของจังหวัดเพชรบูรณ์ในเขตพื้นที่อาเภอบึงสามพันอาเภอวิเชยี รบุรีและอาเภอศรีเทพแหล่งโบราณคดี
กลมุ่ น้ีเชน่ แหล่งโบราณคดีบ้านหนองหมูแหลง่ โบราณคดีบา้ นหนองแดงและแหลง่ โบราณคดีบ้านกุดตา
แร้วอาเภอศรีเทพเป็นต้นมีอายุราว ๑,๕๑๑-๒,๕๑๑ ปีมาแล้วซึ่งมีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีใน
แถบลุ่มน้าลพบุรีในพื้นที่ของจังหวัดลพบุรีเช่นอาเภอเมืองอาเภอโคกสาโรงอาเภอชัยบาดาลและ
อาเภอท่าหลวงเป็นต้นและยังอาจมคี วามสมั พนั ธก์ บั แหลง่ โบราณคดสี มัยกอ่ นประวัติศาสตร์ตอนปลาย
ในเขตพื้นท่ีอาเภอภักดีชุมพลจังหวัดชัยภูมิและลาสนธิจังหวัดลพบุรีเช่นแหล่งโบราณคดีไร่ครูชุมพล
อาเภอภักดชี มุ พลและแหล่งโบราณคดีบ้านกดุ ตาเพชรแหลง่ โบราณคดีถ้าพระอาเภอลาสนธิเปน็ ตน้
จากการสารวจพบแหลง่ โบราณคดขี ้างต้นและแหล่งโบราณคดใี นพนื้ ท่ีอืน่ ๆ สามารถกลา่ ว
ได้ ว่าพั ฒ น าก ารท างวัฒ น ธรรม ใน ลุ่ ม น้ าป่ าสัก ไม่ ได้ ยึด อยู่ ต าม แ น วแ ม่ น้ าป่ าสั ก เท่ าน้ั น แ ต่ ยังมี

๖ คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
เอกลกั ษณแ์ ละภมู ิปญั ญา จังหวดั เพชรบรู ณ,์ (๒๕๔๓), หน้า ๒.

๑๘

ความสัมพันธ์กับพื้นท่ีแถบภาคกลางของประเทศไทยในบริเวณลุ่มน้าลพบุรีและลาน้าสาขาต่าง ๆ ใน
พื้นที่เก่ียวเน่ืองกันซึ่งครอบคลุมพื้นที่แถบจังหวัดนครสวรรค์ลพบุรีและสระบุรีเป็นต้นและยังมี
ความสัมพันธเ์ ชือ่ มโยงไปทางตะวนั ออกสู่แหล่งวัฒนธรรมบริเวณที่ราบสูงโคราชรวมถึงลุ่มน้าชแี ละน้า
พองหากพิจารณาประกอบกับบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเลโบราณของอ่าวไทยต้ังแต่จังหวัดนครปฐม
ราชบุรีสุพรรณบุรีจนลึกข้ึนไปถึงพื้นท่ีบางส่วนของจังหวัดลพบุรีสระบุรีปราจีนบุรีและนครนายกจะ
เห็นได้ว่าบริเวณลุ่มน้าป่าสักเป็นได้ทั้งเมืองท่าการคา้ และเมืองชุมทางท่ีจะเชื่อมโยงกับอารยธรรมจาก
แหล่งอ่ืน ๆ๗

แท้จริงแล้วพัฒนาการทางวัฒนธรรมของภูมิภาคน้ีมีลักษณะเช่นเดียวกันกับพื้นท่ีอื่นโดย
หากจะมองภาพกว้างในภูมิภาคแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบหลักฐานทางโบราณคดีท่ี
แสดงให้เห็นว่าเมื่อประมาณ ๑, ๕๑๑-๒,๕๑๑ ปีมาแล้วไดม้ ีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์กระจายอยู่
มากมายในภูมิภาคน้ีโดยในช่วงเวลานั้นได้มีการเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรมสาคัญหลายอย่างเกิดขึ้น
เช่นรูปแบบการต้ังถิ่นฐานตลอดจนวิถีชีวิตแบบแผนการยังชีพและการจัดระเบียบทางสังคมและ
การเมือง๘ ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับพัฒนาการทางวัฒนธรรมในพ้ืนที่ ลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสัก
เช่นกันในลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักได้พบร่องรอยของชุมชนโบราณในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย
หลายแห่งตามบรเิ วณท่ีลาดเชิงเขาและบริเวณที่ราบล่มุ รมิ แม่น้าต้งั แต่เขตจังหวดั สระบุรลี พบุรเี รือ่ ยขึ้น
ไปจนถึงนครสวรรค์และเพชรบูรณ์แหล่งโบราณคดีที่พบมักเป็นเนินดินฝังศพ (burial site) โดยพบ
หลกั ฐานทางโบราณคดีเช่นโครงกระดกู มนษุ ย์เครอ่ื งมอื เครื่องใช้และเคร่ืองประดบั ท่ีทาด้วยโลหะสาริด
และเหล็ก) แก้วและหินเป็นต้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องประดับประเภทลูกปัดท่ีทาด้วยแก้วและหินมี
คา่ ท่ีพบเป็นจานวนมากในแหล่งโบราณคดตี ่าง ๆ ทาให้แหล่งโบราณคดีเหล่านมี้ ักถกู ลกั ลอบขุดเพื่อหา
ลูกปัดท่ีกาลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่นักสะสมลูกปัดโบราณโบราณวัตถุประเภทลูกปัดนี้
นับ เป็ นห ลักฐาน สาคัญป ระเภ ทหน่ึ งท่ีแสดงให้เห็น ถึงการติด ต่อกับ ชุมชน ภ ายน อกโ ด ยท่ัวไปแล้ ว
นักวิชาการมีความเห็นว่าลูกปัดเหล่าน้ีนาเข้ามาจากอินเดียแต่ผลการวิเคราะห์ลูกปัดแก้วและลูกปัด
หินก่ึงอัญมณีจากแหล่งโบราณคดียุคเหล็กในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือแสดงว่าอาจจะ
มาจากแหล่งผลิตอืน่ ๆ ที่ไม่ใช่อินเดยี เท่านั้นเช่นอาจมาจากศรีลังกา เปน็ ต้น

๗ ธวัชชัย รามนัฏ, “ลูกปัดและเคร่ืองประดับโบราณ-ลุ่มน้าป่าสัก”, มติชนสุดสัปดาห์, (ฉบับวันพุธที่
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓).

๘ สว่าง เลิศฤทธิ์, “ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลาง ของประเทศไทย: หลักฐานจากลุ่มแม่
น้าป่าสกั ตอนล่างและท่สี ูงทางตะวันออก", เมืองโบราณ, ปีท่ี ๒๙ ฉบับท่ี ๒ (เมษายน-มิถนุ ายน ๒๕๔๖): ๗๒.

๑๙

หลักฐานทางโบราณคดีอีกประเภทหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นการติดต่อกับชุมชนภายนอกใน
ช่วงเวลาน้ัน ได้แก่ เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ที่ทาจากโลหะนักวิชาการสันนิษฐานว่าโบราณวัตถุเหล่าน้ีที่พบ
ในพ้ืนท่ีจังหวัดลพบุรีเช่นเบ้าหลอมโลหะจากแหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาวตาบลห้วยขุนรามอาเภ อ
พัฒนานคิ มและตะกรันหรือขี้แร่ (slag) จากเมืองซับจาปาอาเภอท่าหลวงช้ีให้เหน็ ว่าการผลติ เครือ่ งมือ
โลหะอาจจะทาที่แหล่งโบราณคดเี หล่านีแ้ ต่วัตถุดบิ นา่ จะได้มาจากการแลกเปลยี่ นกบั ชุมชนท่ีผลิตก้อน
โลหะ (ingot) ระดับอตุ สาหกรรมจากพ้ืนทีใ่ นเขตเขาวงพระจนั ทร์ใกล้กับตวั จงั หวดั ลพบุรี

การศึกษาทางโบราณคดีในพ้ืนที่ราบลุ่มแม่น้าลพบุรี-ป่าสักแสดงให้เห็นว่ามีการติดต่อ
แลกเปล่ยี นระหวา่ งชมุ ชนในเขตพื้นที่นีแ้ ละเขตทร่ี าบสงู ทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนืออย่างเข้มขน้ และ
ต่อเนื่องต้ังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยแรกเร่ิมประวัติศาสตร์หลั กฐานทาง
โบราณคดีช้ีชัดว่าชุมชนแถบนี้ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวผู้คนในพื้นที่ลุ่มแม่น้าลพบุรี -ป่าสักมีการติดต่อ
แลกเปลี่ยนค้าขายกันทั้งในระดับชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง (intra-region) และระหว่างภูมิภาค (inter-
region)๙ และผลจากการติดต่อแลกเปลี่ยนท้ังทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมน้ีอาจนาไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองจนเกิดการจัดระเบียบทางสังคมใหม่แล้วพัฒนามาเป็นสงั คมแบบ
รฐั ในสมยั หลงั การมีพฒั นาการอยา่ งต่อเนอ่ื งของชุมชนโบราณในบรเิ วณน้นี ่าจะเป็นสิ่งท่ีมีความสมั พันธ์
กับบริเวณที่เป็นป่าเขาอุดมไปด้วยของป่าและแร่ธาตุเช่นเหล็กและทองแดงซ่ึงเป็นทรัพยากรท่ีจาเป็น
แก่ทกุ ชุมชนทงั้ ภายในและภายนอกท้องถน่ิ พบแหล่งชุมชนที่มีการถลงุ เหล็กหลายแหง่ เชน่ ท่ีบา้ นพรหม
ทินใต้ตาบลหลุมข้าวอาเภอโคกสาโรงและท่ีบ้านดีลังอาเภอพัฒนานิคมจังหวัดลพบุรีส่วนทองแดงนั้น
พบแหล่งถลุงขนาดใหญ่เขตบ้านท่าแคอาเภอเมืองจังหวัดลพบุรีผชู้ ่วยศาสตราจารย์ดร.พรชัยสุจิตต์ทา
การขุดค้นทางโบราณคดีท่ีบ้านดีลังพบวา่ การถลุงเหลก็ ในชมุ ชนแหง่ นี้มีมาแล้วราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑
และเป็นบริเวณท่ีนอกจากมีลักษณะเป็นดินแดนภายในให้แก่ชุมชนในท่ีราบลุ่มแม่น้าทางซีกตะวันตก
แล้วยงั เป็นเขตแคนท่ีติดต่อไปยงั ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรอื ภาคอีสานซง่ึ เป็นบริเวณที่เปน็ บ้านเมอื ง
และมีประชากรหนาแนน่ ท่ีสุดความสัมพันธข์ องลุ่มน้าเจ้าพระยากับภาคอสี านจึงมีท้ังในด้านเศรษฐกิจ
สงั คมการเมืองและวัฒนธรรมในด้านเศรษฐกิจท้ังทางลุ่มนา้ เจ้าพระยาอาจต้องการของปา่ หรอื ของทไ่ี ม่
มีในท้องถ่ินโดยเฉพาะเกลืออีสานเป็นแหล่งการทาเกลือที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้นมีร่องรอยมาแต่สมัยก่อน
ประวัติศาสตร์จนปัจจุบันส่วนทางอีสานเองก็ต้องการทรัพยากรบางอย่างเช่นแร่ธาตุจากลุ่มน้า
เจ้าพระยาหรือผ่านทางลุ่มน้าเจ้าพระยาเข้ามาภาควิชามานุษยวิทยามหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทาการ

๙ สว่าง เลิศฤทธิ์, “ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลาง ของประเทศไทย: หลักฐานจากลุ่มแม่
นา้ ป่าสกั ตอนลา่ งและที่สงู ทางตะวันออก", หนา้ ๔๑.

๒๐

สารวจพบแหล่งถลุงโลหะตามชุมชนโบราณต่าง ๆ ในบรเิ วณแอง่ โคราชกวา่ ๕๑๑ แห่งส่วนใหญ่น่าจะ
เปน็ การถลุงเหลก็ ๑๐

การศึกษาวจิ ยั ทางโบราณคดีในปัจจุบนั สามารถยืนยนั ได้อย่างชัดเจนวา่ ชุมชนในเขตท่ีราบ
สงู ทางภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ท่มี ีความสัมพันธ์อยา่ งใกลช้ ิดกับชุมชนโบราณในลุ่มน้าลพบุรีป่าสักคือ
ชุมชนโบราณในบริเวณต้นลาน้ามูลในเขตจังหวัดนครราชสีมาและชุมชนในพ้ืนที่ตอนล่างของจังหวัด
ชยั ภมู ิซึ่งจากการสารวจเส้นทางโบราณพบว่าพ้ืนที่เหล่านม้ี ีเส้นทางเช่อื มต่อกนั ไดค้ วามสมั พันธ์ระหวา่ ง
สองภูมิภาคนี้น่าจะดาเนินเร่ือยมาอย่างต่อเนื่องหลักฐานทางโบราณคดีปร ะเภทหน่ึงท่ีใช้สนับสนุน
แนวคิดนี้ได้ดีคือการแพร่กระจายของภาชนะดินเผาชนิดหนึ่งมีสีดาขัดมันมีลายเส้นเป็นร้ิว ๆ วนเป็น
แนวส่วนใหญเ่ ป็นภาชนะประเภทชามนักวชิ าการเรียกภาชนะดนิ เผากลมุ่ นี้วา่ ภาชนะดนิ เผาแบบพมิ าย
คา (Phimai Black) ท่ีมักจะพบอยู่ในชั้นหินทางวัฒนธรรมในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (ยุค
เหล็ก) และสืบเน่ืองมาจนถึงยุคทวารวดีซึ่งน่าจะมีอายุประมาณ ๒,๑๑๑ ปีตามหลักฐานท่ีได้มีการขุด
ค้นแหล่งโบราณคดีบางแห่งในเขตพ้ืนที่จังหวัดนครราชสีมาเช่นแหล่งโบราณคดีบ้านปราสาทในเขต
อาเภอโนนสูงและแหลง่ โบราณคดีในเขตอาเภอพมิ ายเป็นตน้

ในพ้ืนท่ีลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักได้พบเศษช้ินส่วนของภาชนะดินเผาแบบพิมายคาในบริเวณ
เมืองศรีเทพจังหวัดเพชรบูรณ์และเมืองซับจาปาอาเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีอันเป็นชุมชนโบราณที่มี
มาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และพัฒนาข้ึนเป็นชุมชนเมืองในสมัยทวารวดีเช่นเดียวกันนอกจากนี้ยัง
พบเศษภาชนะแบบพิมายคาที่เมืองพรหมทิน (แหล่งโบราณคดีบ้านพรหมทินใต้) ตาบลหลุมข้าว
อาเภอโคกสาโรงจังหวัดลพบุรีซ่ึงน่าจะนามาจากเขาทับควายซ่ึงเป็นแหล่งแร่เหล็กที่อยู่ใกล้ ๆ เมือง
พรหมทินนั่นเองตัวเมืองพรหมทินนั้นเป็นชุมชนโบราณท่ีมีคูน้าคันดินล้อมรอบต้ังอยู่ใกล้กับลาน้า ซึ่ง
เป็นต้นน้าลพบุรีที่มีแหล่งต้นน้ามาจากท่ีสูงในเขตอาเภอโคกสาโรงเชื่อมต่อเขตอาเภอชัยบาดาลผ่าน
เขตอาเภอโคกสาโรงและอาเภอบ้านหม่ีไปสู่ที่ราบลุ่มน้าท่วมถึงกลายเป็นลาน้าบางชันไหลผา่ นวัดไลย์
และเขาสมอคอนไปยงั หน้าเมืองลพบุรีทงั้ หมดนี้ล้วนยนื ยันความสัมพนั ธ์กนั ระหว่างชุมชนมนุษย์ในแอ่ง
โคราชกบั ลมุ่ น้าลพบรุ ี-ปา่ สักอยา่ งนอ้ ยก็ต่อเนื่องเหน็ ได้ชัดมาจนถึงราว ๒,๑๑๑ ปีลงมา๑๑

จากการติดต่อกันระหว่างชุมชนโบราณในพ้ืนที่ลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักกับชุมชนโบราณในที่
ราบสูงโคราชต้งั แต่ราว ๒, ๑๑๑ ปมี าแล้วนั้นในระยะต่อมาดินแดนลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักจึงได้รบั อทิ ธิพล

๑๐ ศรศี ักร วลั ลโิ ภคม, “ความก้าวหน้าและข้อคิดเหน็ ใหม่ในการศกึ ษาโบราณคดลี ุ่มแม่น้าเจ้าพระยา”,
เมอื งโบราณ, ปีที่ ๑๑ ฉบับท่ี ๔ (ตุลาคม-ธนั วาคม ๒๕๒๗): ๑๑-๑๒.

๑๑ ศรีศักร วัลลิโภคม, “ลุ่มลพบุรี-ป่าสัก: ภาพรวมสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ถึงทวารวดี”, เมืองโบราณ,
ปีที่ ๒๒ ฉบบั ที่ ๒ (เมษายน-มถิ ุนายน ๒๕๓๓): ๓๓.

๒๑

ทางวัฒนธรรมและทางการเมืองจากภูมิภาคดังกล่าวที่มีหลักฐานอย่างชัดเจนคือในเม่ือประมาณพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ เป็นต้นมาเปน็ ช่วงเวลาท่ีอิทธิพลวฒั นธรรมเนื่องในศาสนาฮินดูแพร่เขา้ มาบริเวณนี้
มีการสร้างเทวสถานรูปเคารพและศิลาจารึกภาษาสันสกฤตจากศิลาจารึกที่ประกาศพระนามของพระ
เจ้าภววรมันและพระเจ้าจิตรเสนว่าได้ทรงสร้างศิวลึงค์ไว้ ณ คนแคนที่ทรงปราบปรามได้ซ่ึงพบตั้งแต่
บรเิ วณปากแมน่ า้ มลู ในเขตอาเภอโขงเจียมจังหวดั อุบลราชธานีและในลมุ่ น้ามูล-ซีทาใหท้ ราบวา่ บรรดา
บ้านเมืองในแอ่งโคราชเกือบท้ังหมดตกอยู่ใต้อิทธิพลการปกครองของกษัตริย์แห่งเมืองเศรษฐปุระซึ่ง
ต้ังอยู่ริมแม่น้าโขงในบริเวณท่ีเรียกว่าเมืองจาปาสักของประเทศลาวในปัจจุบันรัฐนี้ในจดหมายเหตุจีน
เรียกว่าเช้ินลาหรือที่เรียกขานในหมู่นักวิชาการไทยวา่ เจนละซ่ึงในสมัยหลังได้เคล่ือนลงไปปราบปราม
และยึดรัฐฟูนันที่อยู่บริเวณปากแม่น้าโขงแล้วสร้างศูนย์การปกครองข้ึนใหม่ในบริเวณรอบ ๆ
ทะเลสาบเขมรจนกลายเปน็ อาณาจกั รกมั พูชาต่อมา๑๒

สาหรับเมืองศรีเทพ จากหลักฐานทางโบราณวัตถุท่ีพบในเมืองศรีเทพเช่นจารึกบ้านวังไผ่
อักษรปัลลวะภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๒ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติของ
กษัตริย์เขมรผู้มีพระนามว่าพระเจ้าปฤถวีนทรวรมันกับกษัตริย์ผู้ครองเมืองศรีเทพซ่ึงมีความเก่ียวข้อง
เชอื่ มโยงกับพระเจ้าภววรมันด้วยเชน่ กันถึงแมว้ ่าปัจจุบันยังไม่สามารถสรปุ ไดอ้ ยา่ งแนน่ อนว่ากษตั รยิ ์ผู้
ครองเมืองศรีเทพทกี่ ล่าวถึงนนั้ เป็นกษัตริย์พระองคใ์ ดและมีความเก่ียวข้องกันอยา่ งไรกับพระเจ้าภววร
มันแต่หลักฐานชิ้นนี้สอดคล้องกับเทวรูปในกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า ได้แก่ พระสุริยเทพ (พระอาทิตย์)
พระกฤษณะโควรรธนะและพระนารายณ์หรือพระวิษณุณที่พบในเมืองศรีเทพซ่ึงศาสตราจารย์หม่อม
เจ้าสุภัทรดิศดิศกุลได้กาหนดอายุไว้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓๑๓ และมีรูปแบบทางศิลปกรรมที่มี
เอกลักษณ์จงึ มนี กั วิชาการบางทา่ นสนั นษิ ฐานว่าเทวรปู กลุ่มนไ้ี ด้รับอิทธพิ ลมาจากเจนละหรอื เขมรกอ่ น
เมืองพระนคร

เป็นทน่ี ่าสังเกตว่าในช่วงเวลาเดียวกันนี้อิทธิพลวฒั นธรรมทวารวดีจากลุ่มน้าเจ้าพระยาได้
แพร่มาส่ลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักเช่นกันก่อให้เกิดพัฒนาการทางสังคมและการเมืองของชุมชนคือการเกิด
ของชุมชนเมืองท่ีมีคูน้าและคันดินล้อมรอบเป็นสิ่งท่ีกาหนดขอบเขตความสาคัญของตาแหน่งที่เป็น
ชุมชนในระดับเมืองและนครท่ีเป็นศูนย์กลางในการปกครองของท้องถ่ินและใช้คูเมืองหรือคน้าในการ
ระบายน้าชกั นา้ เข้ามาใช้ในชุมชนและกักน้าไวใ้ นยามขาดแคลนเราเพราะฉะนนั้ คนา้ และคันดินรวมทั้ง

๑๒ ศรีศักร วัลลิโภคม, “การค้ากับการเกิดของรัฐในประเทศไทย”, เมืองโบราณ ปีท่ี ๑๑ ฉบับที่ ๒
(เมษายน-มิถุนายน ๒๕๒๗): ๑๑.

๑๓ สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า, “โบราณวัตถุท่ีถูกลักลอบจากเมืองศรีเทพ”, เมือง
โบราณ, ปีที่ ๖ ฉบบั ท่ี ๑ (ตุลาคม-พฤศจกิ ายน ๒๕๒๒): ๔๑.

๒๒

สระน้าจึงเป็นสง่ิ กอ่ สร้างทางสาธารณะทีจ่ าเป็นของชมุ ชนต้องใช้กาลังคนจานวนมากในการดาเนินการ
ซ่งึ นอกจากจะสะทอ้ นให้เห็นถึงจานวนประชากรแลว้ ยังสามารถแสดงให้เห็นว่าสังคมหรือชุมชนนั้น ๆ
มกี ารจดั รูปแบบการปกครองและการบริหารที่เป็นระเบยี บและมโี ครงสรา้ งท่ีซับซอ้ น

ในช่วงปลายวัฒนธรรมทวารวดีลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมขอมหรือ
เขมรโบราณอีกระลอกหน่ึงในช่วงเวลาตัง้ แต่พทุ ธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ เป็นตน้ มามกี ารเปลี่ยนแปลงทาง
วัฒนธรรมตามชุมชนหรือเมืองโบราณต่าง ๆ ในช่วงเวลาน้ันเห็นได้จากมีการสร้างศาสนสถานและศา
ส น วั ต ถุ ภ า ย ใต้ ศ า ส น า ฮิ น ดู ที่ เป็ น ศิ ล ป ะ แ บ บ ล พ บุ รี อั น ได้ รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ม อ ย่ า ง
แพร่หลายศาสนสถานท่ีสาคัญได้แก่อาคารประเภทเทวาลยั เชน่ ปรางคน์ างผมหอมในเขตอาเภอลาสนธิ
จังหวัดลพบุรีปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องในเมืองศรีเทพปรางค์แขกท่ีเมืองลพบุรีเป็นต้น
โบราณสถานเหล่านม้ี ีอายใุ นราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๖๑๔

อาจอธิบายพัฒนาการของชุมชนในแถบลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักได้ว่าสิ่งท่ีกระตุ้นให้เกิดการ
รวมตัวของกลุ่มชนจนพัฒนาขึ้นเป็นเมืองหรือรัฐตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัย
ประวัติศาสตร์น้ันคือการติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอกทั้งในภูมิภาคเดียวกันและภูมิภาคท่ีอยู่
ห่างไกลออกไปโดยเฉพาะอย่างย่ิงจากอารยธรรมแหล่งใหญ่ของเอเชียคืออารยธรรมอินเดียแหล่ง
โบราณคดีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายซ่ึงส่วนใหญ่เป็นแหล่งฝังศพได้ลดน้อยลงตามลาดับ
เพราะชุมชนเหล่าน้ีรับเอาประเพณีการเผาศพตามแบบวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาแทนบริเวณที่เป็นป่า
ช้าหรอื เนินดินฝังศพแต่เดิมถกู เปลยี่ นมาเป็นศาสนสถานทางพุทธศาสนาหรือศาสนาฮินดูอย่างใดอยา่ ง
หนึ่งโดยมีการสร้างสิง่ กอ่ สร้างขึ้นซ่ึงอาจเป็นสถปู เจดียอ์ าคารสาหรับประดิษฐานรูปเคารพหรือสถานที่
เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ในส่วนท่ีเป็นชุมชนระดับเมืองน้ันมีการขุดคูน้าและถมเป็นคันดิน
ล้อมรอบเมืองเพ่ือใช้ในการกาหนดขอบเขตใช้กักเก็บน้าสาหรับการอุปโภคบริโภคหรือใช้สาหรับการ
ป้องกันศัตรูผู้รุกรานโดยรูปร่างของเมืองมักเป็นรูปคล้ายวงกลมหรือส่ีเหล่ียมมุมมนเนื่ องจากง่ายต่อ
การขุดและเป็นการปรับให้เข้ากบั สภาพพ้ืนท่ีจึงไม่มีกฎเกณฑ์คติหรือแบบแผนท่ีตายตัวและลักษณะที่
พบบ่อยคือคูน้าคันดินท่ีแบ่งออกเป็นสองตอนคือตอนในและตอนนอกซึ่งพบหลายแห่งในแอ่งโคราช
โดยเฉพาะท่ีบ้านตาดทองจังหวัดยโสธรส่วนในเขตภาคกลางพบที่เมืองศรีเทพจังหวัด เพชรบูรณ์เมือง
บนเมืองทัพชุมพลเมืองดงแม่นางเมืองจังหวัดนครสวรรค์และเมืองบึงคอกช้างจังหวัดอุทัยธานีเป็น

๑๔ ศรีศักร วัลลิโภดม, “ความก้าวหน้าและข้อคิดเห็นใหมใ่ นการศกึ ษาโบราณคดีลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา",
เมอื งโบราณ, ปีที่ ๑๑ ฉบบั ท่ี ๔ (ตุลาคม-ธนั วาคม ๒๕๒๗): ๑๓.

๒๓

ต้น๑๕ โดยเช่ือว่าลักษณะเมืองสองตอนน้ีเกิดจากการขยายพื้นที่เมืองออกไปทางด้านใดด้านหนึ่งและ
บคุ คนู ้าและคนั ดินลอ้ มรอบเช่นกัน

ลักษณะของชุมชนมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพดังเช่นการขุดคูน้าและคันดินล้อมรอบ
และมีความสลบั ซับซ้อนทางสังคมตลอดจนมีการขยายตัวไปในท่ีต่าง ๆ แสดงให้เหน็ วา่ ในประการแรก
ต้องมีการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและประการท่ี
สองมีจานวนประชากรหนาแน่นขึ้นดังเห็นได้จากการแพร่กระจายของชุมชนท้ังท่ีมีคูน้าและไม่มีคูน้า
ล้อมรอบไปตามพ้ืนที่ต่าง ๆ และสิ่งสาคัญอันเป็นผลเนื่องมาจากเหตุท้ังสองประการท่ีกล่าวมาน้ีก็คือ
ลักษณะท่แี สดงให้เห็นถึงลาดับความสาคัญของชุมชนขึ้น (hierarchical order) คือชุมชนบางชุมชนมี
ก าร ข ย าย ตั ว ให ญ่ โต บ างแ ห่ งมี คั น ดิ น เช่ื อ ม โย งไป ยั งชุ ม ช น ท่ี มี คู น้ าแ ล ะ ไม่ มี คู น้ าท่ี อ ยู่ ใน บ ริ เว ณ
ใกล้เคียง๑๖ก่อให้เกิดความสัมพันธ์และการสรา้ งเครือขา่ ยเชื่อมโยงระหว่างเมืองในกลุ่มหรือในภูมิภาค
เดยี วกัน

๒.๑.๖ ปัจจยั ท่สี นบั สนุนการก่อตงั้ เมอื งศรีเทพ
ประเด็นท่ีน่าสนใจประเด็นตสาหรับเมืองศรีเทพคือเพราะเหตุใดเมืองศรีเทพจึงได้กาเนิด
ขนึ้ และเจริญรงุ่ เรอื งอยู่ถงึ ราว ๗๑๑ ปีทั้งนี้หากนาแนวคิดเก่ยี วกับพัฒนาการทางวฒั นธรรมของชุมชน
ในล่มุ น้าลพบุรี-ป่าสักตั้งแต่สมยั ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจนถึงสมัยต้นประวัติศาสตร์ดงั ที่กล่าวไว้
กอ่ นหน้าน้ีมาพิจารณาแล้วในพ้ืนท่ีนี้มีลกั ษณะของชมุ ชนท่ีอาศยั อยู่ในพื้นท่ีเดิมต่อเน่ืองกันมาหลายช่ัว
อายุคนและหลายกลุ่มตั้งแต่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ซ่ึงต่อมาในภายหลังได้มีการรวมกลุ่มกันเป็น
ชุมชนใหญ่ขึ้นโดยเลือกพื้นที่การต้ังถ่ินฐานเชิงยุทธวิธีมากกว่าที่จะเลือกตามลักษณะท่ีกาหนดโดย
สภาพภูมิศาสตร์เช่นการเลือกพื้นท่ีที่อยู่ระหว่างเส้นทางของการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายทางไกล
ระหว่างชุมชนซ่ึงอาจมีปัจจัยด้านอ่ืนมาสนับสนุนเชน่ มีแหล่งทรัพยากรมากพอที่จะใชป้ ระโยชนใ์ นการ
ดารงชีพของชุมชนและเชิงการค้าและอยู่ในชัยภูมิท่ีสามารถป้องกันผู้รุกรานได้โดยให้ความสาคัญกับ
ปัจจัยด้านอื่นน้อยกว่าเช่นความไม่สะดวกในการเดินทางติดต่อกันโดยทางน้าซึ่งเช่ือว่าเป็นเส้นทาง
คมนาคมหลกั ของคนในสมัยนั้นแตก่ ็สามารถใชเ้ สน้ ทางบกทดแทนได้๑๗

๑๕ ศรศี ักร วัลลิโภคม, “ลุ่มลพบุรี-ป่าสัก: ภาพรวมสมัยก่อนประวตั ิศาสตร์ถึงทวารวดีตอนต้น ", เมือง
โบราณ, ปที ี่ ๒๒ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถนุ ายน ๒๕๓๓): ๒๘.

๑๖ ศรีศักร วัลลิโภดม, “การค้ากับการเกิดของรัฐในประเทศไทย”, เมืองโบราณ, ปีท่ี ๑๑ ฉบับที่ ๒
(เมษายน-มิถุนายน ๒๕๒๗): ๙.

๑๗ สว่าง เลิศฤทธ์ิ, “ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในภาคกลางของประเทศไทย: หลักฐานจากลุ่มแม่
นา้ ปา่ สักตอนล่างและทสี่ ูงทางตะวนั ออก”, เมืองโบราณ, ปีที่ ๒๙ ฉบบั ที่ ๒ (เมษายน-มถิ ุนายน ๒๕๔๖): ๘๑.

๒๔

การเลือกทาเลท่ีต้ังเมืองต้องอาศัยภูมิประเทศที่เอื้ออานวยเป็นประการสาคัญโดยต้องอยู่
ในพ้ืนที่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกและเล้ียงสัตว์และต้องปลอดภัยจากอทุ กภัยลักษณะภูมิ
ประเทศของบริเวณลมุ่ น้าลพบรุ ี-ป่าสกั สว่ นใหญเ่ ป็นพ้ืนที่สงู มีท้ังท่ีราบรปู พัด (fan) และท่รี าบขน้ั บนั ได
(terrace) ที่มีท้ังขั้นสูงข้ันกลางและข้ันต่าทางตะวันตกมีพื้นที่แผ่กระจายต่อเน่ืองกับที่ราบสูงโคราช
บริเวณดังกล่าวน้ีมีท้ังเนินเขาและภูเขาสลับซับซ้อนจนมีลักษณะเป็นเหมือนหุบเขาอยู่ในตัวเองแบ่ง
ออกได้เป็น ๒ บริเวณคือบริเวณภายในหุบเขาเพชรบูรณ์อันเป็นท่ีซ่ึงลาน้าป่าสักไหลมาหล่อเล้ียงจาก
เหนือจรดใต้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์และส่วนตะวันออกของจังหวัดลพบุรี และบริเวณที่สูง
ทางภาคตะวนั ตกที่อยู่นอกหบุ เขาและลาดลงสู่บรเิ วณทร่ี าบน้าท่วมถึงท่ีมีลาน้าเจา้ พระยาไหลผ่านซึ่งมี
ลาน้าลพบรุ แี ละสาขาหลอ่ เลย้ี ง๑๘

บรรดาภูเขาท่ีเกดิ ข้นึ ในลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักน้มี ีความแตกต่างกันคือภูเขาท่ีอยู่บริเวณดา้ นใน
มลี ักษณะเป็นเทือกเขาหินทรายท่ีก้ันและยกบริเวณที่ราบสูงโคราชออกจากภาคกลาง แต่บรรคาภูเขา
ท่ีอยู่ทางด้านนอกหรือทางฝ่งั ตะวันตกของแม่นา้ ป่าสกั นั้นไม่จับกลุ่มกันเปน็ เทือก แต่เป็นหย่อม ๆ ท่ีมี
ช่องเขาผ่านเข้าไปในลมุ่ น้าป่าสักได้จนกระทง่ั ถึงเขตจังหวดั สระบรุ แี ละนครนายกกลายเปน็ เทือกเขาคง
พญาเย็นที่ไปต่อกับเทือกเขาพนมดงเด็กในเขตจังหวัดปราจีนบุรีบรรดาภูเขาทางด้านตะวันตกของลา
น้าป่าสักรวมท้งั เทือกเขาดงพญาเย็นล้วนเป็นภูเขาหินปนู และซ่ึงหลายแห่งมีแร่ธาตุโดยเฉพาะอย่างย่ิง
แร่เหล็กและทองแดงเป็นจานวนมากจึงนับเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีความสาคัญกับมนุษย์
ต้ังแต่สมัยก่อนประวตั ิศาสตร์เป็นต้นมาโดยเฉพาะเขตจังหวดั ลพบุรีไปจนถงึ นครสวรรค์น้ันมักพบภูเขา
ท่อี ดุ มไปด้วยแร่ธาตเุ หล่าน้ีมากกวา่ ทอ่ี ื่น ๆ

จากสภาพภูมิประเทศดังกล่าวข้างต้นทาให้พื้นท่ีบริเวณตอนล่างและทางตะวันออกของ
จงั หวดั เพชรบูรณซ์ ่ึงจัดอยู่ในกลมุ่ ลมุ่ น้าป่าสักตอนล่างเป็นอกี พื้นที่หน่ึงท่ีเหมาะสมในการต้ังหลักแหล่ง
ที่อยู่อาศัยเพราะมีลักษณะเป็นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขามีลาน้าไหลผ่านมีท้ังพ้ืนท่ีราบที่ปลอดภัย
จากน้าท่วมและพ้ืนที่ราบท่ีรับน้าหลากในฤดูฝนทาให้พ้ืนที่มีความอุดมสมบูรณ์สามารถทาการเกษตร
ได้ดีและยังสามารถใชเ้ ส้นทางน้าผสมผสานกับเส้นทางบกในการคมนาคมติดต่อระหว่างกัน ดังจะเห็น
ได้จากบริเวณท่ีตั้งของเมืองศรีเทพที่อยู่ในพ้ืนที่สูงน้าท่วมไม่ถึงมีพื้นท่ีราบที่สามารถปลูกพืชและเลี้ยง
สัตว์พอเพียงสามารถเดินทางติดต่อโดยใช้แม่น้าป่าสักและเส้นทางบกและอยู่ในตาแหน่งที่สามารถกัก
เก็บน้าที่ไหลจากเทือกเขามาสู่แม่น้าป่าสักไว้ใช้อุปโภคบริโภคภายในเมืองได้นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกล
จากแนวเทือกเขาท่ีสามารถหาของป่าและลา่ สตั วม์ าเป็นอาหารการสารวจพนื้ ที่และการศึกษาภาพถ่าย

๑๘ ศรศี ักร วัลลิโภคม, “ลุ่มลพบุรี-ป่าสกั : ภาพรวมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงทวารวดีตอนต้น ", เมือง
โบราณ, ปที ่ี ๒๒ ฉบับที่ ๒ (เมษายน-มิถุนายน ๒๕๓๓): ๒๗.

๒๕

ทางอากาศพบว่าได้มีการทาคันดินกั้นน้าเพ่ือให้น้าไหลเข้าสู่คูเมืองศรีเทพในทางทิศตะวันออกและทิศ
เหนือถึงแม้ว่าหลักฐานเหล่าน้ีจะถูกทาลายไปแล้วในปัจจุบันเนื่องจากการปรับพื้นที่เพ่ือการเกษตร
และการสร้างถนน

ด้วยความเหมาะสมของทาเลที่ตั้งในด้านการดารงชีพทาให้บริเวณน้ีมีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย
อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมาแท้จริงแล้วในพ้ืนท่ีใกล้เคียงเมืองศรีเทพในรัศมี
๑๕ กิโลเมตรมีชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเป็นจานวนมากแต่มีเพียงชุมชนในพื้นท่ีเมือง
ศรีเทพเท่าน้นั ท่ีพัฒนาต่อมาเป็นเมืองในสมยั ประวัติศาสตร์ยุคต้นเนื่องจากมีทาเลทต่ี ั้งท่ีเหมาะสมท่ีสุด
และเมื่อเข้าสู่ยุคท่ีมีการตดิ ต่อกับชุมชนภายนอกที่ห่างไกลออกไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งชมุ ชนทอี่ ยู่ในแอ่ง
โคราชทาให้ปัจจัยด้านเส้นทางการเดินทางเข้ามามีบทบาทเพ่ิมข้ึนจากการสารวจพบว่าตาแหน่งท่ีต้ัง
ของเมืองศรีเทพอยู่ในจุดที่สามารถเดินทางติดต่อไปยังภูมิภาคอื่นได้โดยสะดวกโดยจะได้กล่าวถึงใน
ลาดับต่อไป

๑. ชุมชนสมยั ก่อนประวตั ิศาสตร์ตอนปลาย
ดงั ท่ีได้กล่าวแล้วว่าเนื่องจากการมีภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการอยู่อาศยั ในบริเวณลุ่มน้า
ลพบุรี-ป่าสักก่อนหน้าการก่อต้ังเมืองศรีเทพจึงมีการต้ังถ่ินฐานของมนุษย์ค่อนข้างหนาแน่นตั้งแต่
สมัยกอ่ นประวัติศาสตร์จนกระทั่งได้พฒั นาเป็นเมอื งหรอื รัฐในสมัยทวารวดเี มือ่ ราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๒
ชุมชนในล่มุ น้าลพบุรี-ป่าสกั ต้ังอยู่ในพนื้ ท่ีราบลอนลกู คลื่นทางฝ่งั ตะวันออกของแม่น้าเจา้ พระยาในเขต
ภาคกลางมีแม่น้าลพบุรีและลาน้าสาขาตลอดจนแม่น้าป่าสักและลาน้าสายส้ัน ๆ มากมายหล่อเล้ียง
สลับกับกลุ่มเทือกเขาและภูเขาที่มีทรัพยากรธรรมชาติเช่นแร่ทองแดงแร่ตะก่ัวและแร่เหล็กอันเป็น
พ้ืนฐานของความเจริญทางสังคมของผู้คนในสมัยนั้นทาให้เขตลุ่มน้าลพบุรี -ป่าสักเป็นพ้ืนที่ซ่ึงอยู่ใน
เส้นทางคมนาคมที่เป็นเครือข่ายของการแลกเปล่ียนสินค้าหรือการค้าขายมีการติดต่อสัมพันธ์กับ
ชุมชนท่ีอยู่ห่างไกลทั้งในเขตดินแคนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันและแหล่งอารยธรรมท่ีอยู่ห่างไกล
ออกไป มีหลักฐานการพบเครื่องประดับประเภทลูกปัดหินและรัตนชาติเช่นคารเ์ นเลียนลูกปัดโบราณ
ทีพ่ บตามแหล่งโบราณคดีและอาร์เกตท่นี ่าจะเป็นสินค้าท่ีนามาจากอินเดียสมยั ก่อนประวัตศิ าสตร์และ
ต้นสมัยประวัติศาสตร์หรอที่มีอายุประมาณ ๒,๑๑๑-๓,๑๑๑ ปีที่ผ่านมาหรือแม้กระท่ังพบกลอง
มโหระทึกสาริดที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายท่ีมีเครือข่ายเชื่อมโยงไปสู่จีนตอนใต้หรือเวียดนาม
จนเม่ือราว ๒,๕๑๑ ปีมาแล้วชุมชนต่าง ๆ ในเขตนี้ทวีความหนาแน่นขึ้นจนน่าจะเร่ิมมีการจัดระเบียบ
สังคมขนาดใหญ่ในระดับเมืองหรือรัฐแรกเริ่มก่อนท่ีจะมีการรับพุทธศาสนาและสร้างบูรณาการให้มี
การนับถือศาสนาภาษาและศิลปวทิ ยาการในรูปแบบเดียวกนั จนกลายเป็นเมอื งและนครรัฐในทสี่ ุด
ในเมืองศรีเทพและบริเวณใกล้เคียงพบหลักฐานแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ท่ี
ชใี้ ห้เห็นว่ามกี ลุ่มชนที่มรี ากฐานทางวฒั นธรรมที่ม่ันคงอาศยั อยแู่ ล้วก่อนการเข้ามาของวฒั นธรรมทวาร

๒๖

วดีจากการขุดค้นภายในเมืองศรีเทพที่พบโครงกระดูกมนุษย์ฝังอยู่ในเนินดินที่มีโบราณสถานในสมัย
ต่อมาสร้างอยู่ส่ิงของที่ฝังร่วมกับโครงกระดูกเหล่านั้น ได้แก่ ภาชนะดินเผาเคร่ืองประดับสาริด
เครอื่ งมือเหล็กลูกปัดหินอาร์เกตและคาร์เนเลยี นและลูกปดั แก้ว นอกจากน้ีการขุดค้นทางโบราณคดีที่
บ้านหนองแดงตาบลสระกรวดนอกเมืองศรีเทพห่างไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว ๑๒ กิโลเมตรและการ
ลักลอบขุคหาโบราณวัตถุท่ีแหล่งโบราณคดีบ้านกุดตาแร้วริมแม่น้าป่าสั กใกล้เมืองศรีเทพพบว่าเป็น
แหล่งฝังศพท่ีมีรูปแบบเดียวกับการฝังศพทั่วไปสิ่งของเครื่องใช้ท่ีอุทิศให้ศพ ได้แก่ ภาชนะดินเผา
เครอื่ งมือเหล็กเครื่องมือสารดิ และเครอ่ื งประดับประเภทลกู ปดั แก้วและหนิ เป็นตน้

นอกจากแหล่งโบราณ คดีข้างต้นจากการสารวจในพื้ นที่ใกล้เคียงเมืองศรี เทพในรัศมี
ประมาณ ๑๕ กิโลเมตรยังพบแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายและสมัยหัวเลี้ยว
หวั ตอ่ ประวัตศิ าสตร์ที่มีอายุประมาณ ๑, ๕๑๑-๒,๑๑๑ ปีอกี หลายแห่งเชน่ แหล่งโบราณคดีบา้ นวงั ขาม
ซ่ึ ง พ บ ลู ก ปั ด เป็ น จ า น ว น ม า ก แ ล ะ แ ห ล่ ง โบ ร า ณ ค ดี บ้ า น กุ ด ต า แ ร้ ว เป็ น แ ห ล่ งฝั งศ พ ส มั ย ก่ อ น
ประวัติศาสตร์ตอนปลายอีกแห่งหนึ่งที่พบในพื้นที่อาเภอศรีเทพเป็นต้นชุมชนก่อนเมืองศรีเทพเหล่าน้ี
สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงยุคโลหะตอนปลายหรืออยู่ในสังคมเกษตรกรรมท่ีมีการใช้
เคร่ืองมือเหล็กแล้วเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก่อนการเข้าสู่สังคมแบบรัฐสมัยทวารวดีในเวลาต่ อมาโดยจะ
เห็นได้ว่าชุมชนโบราณที่อยู่บริเวณเมืองศรีเทพมีความเป็นปึกแผ่นและมั่นคงท่ีสุดในบริเวณน้ีจึง
สามารถพัฒนาขึน้ เปน็ เมืองขนาดใหญ่ภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีในขณะที่ชุมชนอนื่ ๆ ได้เสื่อมสลายไป
หรืออาจอพยพเคล่ือนย้ายไปอยู่รวมกันทีเ่ มืองศรเี ทพอันเปน็ พ้ืนที่ที่เหมาะสมกบั การอยู่อาศัยและการ
ตดิ ตอ่ คา้ ขายกับชมุ ชนภายนอกมากกวา่

นอกจากน้ใี นระยะทางห่างออกไปยังมีแหลง่ โบราณคดีสาคัญอีกหลายแห่งในลุ่มน้าลพบุรี-
ปา่ สกั ทอี่ ยใู่ กล้เคียงกบั เขตศรีเทพเช่นกลุม่ ชนโบราณในเขตอาเภอโคกเจริญบ้างยางโทนและสระโบสถ์
ในบริเวณพื้นที่สูงทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขาถมอรัตน์ซ่ึงมีการอยู่อาศัยมาก่อนอย่างหนาแน่นและ
ยาวนานกว่าชุมชนในเขตศรีเทพและลุ่มป่าสักส่วนทางด้านทิศใต้ในเขตเขาหางตลาดเขาสมโภชน์ใน
อาเภอชัยบาดาลเรื่อยไปจนถึงบ้านวังก้านเหลืองซ่ึงอยู่ในลุ่มน้าเดียวกันก็มีชุมชนที่มีอยู่ร่วมสมัยและ
ความคลา้ ยคลงึ กับชุมชนกอ่ นเมืองศรเี ทพอย่หู ลายแหง่ และบางแห่งเห็นได้ชดั ว่าเริ่มมีการเปล่ยี นแปลง
ทางวัฒนธรรมในชุมชนโดยรับอิทธิพลบางอย่างจากพุทธศาสนาอยู่ในช่วงยุคสมัยที่แรกรับวัฒนธรรม
แบบทวารวดี๑๙

๑๙ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “ถมอรัตน์เขาศักด์ิสิทธิ์ของเมืองศรีเทพ”, เมืองโบราณ, ปีท่ี ๒๕ ฉบับที่ ๒
(กรกฎาคม-กนั ยายน ๒๕๕๒): ๒๖.

๒๗

อาจกลา่ วโดยสรุปได้ว่า ศรีเทพเป็นชมุ ชนที่อยชู่ ายขอบของลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสกั ซึ่งมีสนั เขา
รวกและเทือกเขาพงั เหยก้ันระหว่างขอบที่ราบยกตัวของท่ีราบสูงโคราชและพ้ืนที่ราบลอนลูกคล่นื ของ
ภาคกลางอันเป็นรอยต่อระหว่างเขตอารยธรรมสองแห่งนั่นคือแอ่งที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งรวมเอาเขตวัฒนธรรมในแอ่งโคราชและแอ่งสกลนครไว้ด้วยกันและเขตท่ีราบลอนลูกคล่ืนในภาค
กลางซ่ึงชุมชนท้ังสองเขตนี้มีปฏิสัมพันธ์กันมาต้ังแต่ระยะแรกเริ่มจนเม่ือเข้าสู่ยุคสมัยของการรับพุทธ
ศาสนาและศาสนาฮินดูมีหลักฐานทางโบราณคดีจานวนมากที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างสองภูมิภาค
เช่นสิ่งของเครื่องใชเ้ นื่องในพธิ ีกรรมการฝังศพเช่นภาชนะดินเผาเคร่ืองมือโลหะและเคร่ืองประดับที่ทา
ด้วยแก้วและหินเป็นต้นนอกจากนี้ยังพบวัตถุดิบที่ใช้การผลิตโลหะประเภทสาริดและเหล็กตลอดจน
หลักฐานทางด้านจารึกท่ีพบในสมัยหลังด้วยเหตุน้ีศรีเทพจึงเป็นชุมชนในเส้นทางการเดินทางระหว่าง
สองเขตวัฒนธรรมต้งั แต่สมัยกอ่ นประวัติศาสตรต์ อนปลายเป็นต้นมาจนเข้าสู่สมัยประวตั ศิ าสตร์

๒. เส้นทางการติดตอ่ กับชมุ ชนภายนอก
ในประเด็นเรื่องความเจริญของเมืองศรีเทพในฐานะศูนย์กลางเครือข่ายการแลกเปลี่ยน
สินคา้ และวฒั นธรรมจาเปน็ ต้องพจิ ารณาเสน้ ทางการเดินทางติดต่อระหวา่ งภูมิภาคทีผ่ ่านมายังเมอื งศรี
เทพจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ในแถบน้ีพบว่าเมืองโบราณศรีเทพตั้งอยู่ในทาเลท่ีเปรียบเสมือนประตู
ระหว่างคนแคนดา้ นทิศตะวนั ออกของท่ีราบล่มุ ภาคกลางและท่ีราบสงู ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื จึงเป็น
เหตุผลหน่ึงที่ทาให้เมืองโบราณศรีเทพน่าจะได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมมาจากท่ีราบภาค
กลางและที่ราบสูงโคราชนอกจากน้ียังทาให้มีการติดต่อและการเดินทางของผู้คนในเมืองศรีเทพ
โบราณกับผู้คนในดินแดนต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาโดย
ตลอดนักวิชาการหลายท่านมีความเห็นว่าสภาพที่ต้ังของเมืองศรีเทพบ่งบอกให้ทราบว่าเมืองโบราณ
แห่งนี้เป็นเมืองปากทางบนคงพญากลางแห่งเดียวที่คลุมลุ่มน้าป่าสักอันเป็นแหล่งรับและส่งต่อ
วัฒนธรรมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคกลางท่ีมีเทือกเขาเพชรบูรณ์ขวางก้ันอยู่ในช่วง
พทุ ธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๕๒๐ นอกจากนพี้ ้ืนท่ีบริเวณเมืองศรีเทพยังสามารถติดต่อกับเส้นทางทะเลได้อีก
ดว้ ย
ธิดา สาระยา”๒๑ ได้เสนอความเห็นว่าพื้นที่แถบลุ่มน้าป่าสักตอนล่างสามารถติดต่อกับ
ชุมชนภายนอกทางทะเลได้ ๒ ทางคือทางลาน้าเจ้าพระยาผ่านเข้าเขตจังหวัดนครสรรรค์ท่ีอาเภอท่า
ตะโกสอู่ าเภอชยั บาดาลผา่ นชอ่ งเขาเพชรบรู ณเ์ ข้าเขตลมุ่ น้าป่าสักหรือจากลาน้าเจา้ พระยาผ่านจังหวัด

๒๐ ธิดา สาระยา, รัฐโบราณในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : กาเนิดและพัฒนาการ, (๒๕๓๗),
หน้า ๑๔๘.

๒๑ เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๑๓๔.

๒๘

ลพบุรีสู่อาเภอชัยบาดาลแล้วไปตามแนวทางเดียวกันอีกสายหนึ่งเริ่มจากฝั่งทะเลด้านตะวันออกเฉียง
ใต้ผ่านเข้าจังหวัดปราจีนบุรีกบินทร์บุรีข้ามช่องเขาเข้าเขตอาเภอปักธงชัยสู่ท่ีราบลุ่มแม่น้ามูลข้ามทิว
เขาเพชรบูรณ์เข้าสู่ลุ่มน้าป่าสักนอกจากนี้ลุ่มน้าป่าสักยังติดต่อกับลุ่มน้าโขงผ่านลุ่มน้ามูลโดยอาศัยลา
เชียงไกรแล้วออกตามช่องเขาจงั หวัดบรุ รี ัมยส์ กู่ ัมพชู าและหรอื อาจผา่ นลุ่มน้าชีเข้าส่ลู มุ่ น้าโขงได้อีกดว้ ย

หากพิจารณาตาแหน่งที่ตั้งของเมืองศรีเทพเทือกเขาท่ีก้ันระหว่างพื้นท่ีลุ่มน้าป่าสักกับท่ี
ราบสงู โคราชคือเทือกเขาพังเหยที่มีความยาวจากทิศเหนือลงมาทางด้านทิศใต้ต้ังแต่จังหวัดเพชรบูรณ์
จนถึงจังหวัดนครราชสีมาดังน้ันเส้นทางคมนาคมตามช่องเขาของเทือกเขาพังเหยนับว่าเป็นเส้นทางท่ี
สาคัญสาหรับการข้ามผ่านทุกพ้ืนท่ีฝ่ังหน่ึงของเทือกเขาโดยเฉพาะการเดินทางไปมาระหว่างพ้ืนท่ีภาค
กลางกับพ้นื ที่อื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่องเขาท่เี หมาะตอ่ การเดนิ ข้ามยา่ นได้สะดวกกวา่ ชอ่ ง
อ่ืน ๆ ๓ ช่องคือช่องทางปากช่องช่องทางแนวถนนสุรนารายณ์และช่องสระผมซึ่งมีค่านกักสัตว์ของ
กรมปศุสัตวต์ ้ังอยู่สาหรับกักสตั ว์ท่ีต้อนมาจากภาคอสี านซึง่ เดินเลียบลาน้าสนธิเพ่ือเข้าสูด่ ินแดนท่ีราบ
ลมุ่ ภาคกลาง

ข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ มกี ารกลา่ วถึงการใชช้ อ่ งเขาเหล่าน้ีในสมยั ต้นรตั นโกสินทรว์ า่ เป็น
เส้นทางคมนาคมติดต่อกันระหว่างผู้คนในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตัวอย่างเช่นบันทึก
ของสมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพกล่าวไว้ว่าจะต้องเดินทางผ่านช่องเขาช่ือ "เขาเขื่อน" ท่ีกั้น
ตลอดแนวเขตตั้งแต่ทางเหนือของจังหวัดชัยภูมมิ าทางทิศตะวันตกถึงทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัด
นครราชสีมา "เขาเข่ือน" เป็นภูเขาหินปูนท่ีมีพ้ืนที่สว่ นใหญ่เป็นคงทึบอยู่หลายแห่งเช่นคงพระยาไฟดง
พระยากลางคงอจี านเป็นตน้ ๒๒

ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้ดาเนินโครงการสารวจ
เส้นทางโบราณผ่านเทือกเขาเพชรบูรณ์จากเมืองศรีเทพไปยังที่ราบสูงโคราชโดยการจ้างภาควิชา
โบราณคดีคณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรให้เป็นผู้สารวจผลจากการสารวจสามารถสรุปข้อมูล
พ้ืนฐานของช่องทางติดต่อระหว่างท่ีราบภาคกลางกับท่ีราบสูงโคราชโดยมีเมืองโบราณศรี เทพเป็นจุด
เชื่อมโยงไดด้ ังนี้๒๓

๑. ช่องอาเภอวิเชียรบุรี-อาเภอภักดีชุมพล-อาเภอหนองบัวแดงเป็นช่องเขาที่มีท่ีราบ
ขนาดใหญ่สะดวกในการเดินทางแต่ค่อนข้างไกลจากเมืองศรีเทพทางฝ่ังภาคตะวันออกเฉียงเหนือมี
เมอื งโบราณทน่ี า่ สนใจเมืองหนง่ึ คือเมืองโนนง้ิว

๒๒ สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ, เท่ยี วคามทางรถไฟ, (๒๔๙๘), หนา้ ๑๑๗.
๒๓ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, “ศรีเทพ: การศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีงาน
สารวจโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี”, (๒๕๕๒), หน้า ๑๑๔.

๒๙

๒. ชอ่ งเขาขาดและช่องผใู้ หญน่ ุกระยะทางจากเมืองศรเี ทพถงึ ช่องเขาขาดประมาณ ๓๕
กิโลเมตรเป็นช่องทางที่ใกล้เมืองศรีเทพมากท่ีสุดจากการสารวจพบแหล่งโบราณคดีทางฝั่งท่ีราบภาค
กลาง (จากเมืองศรีเทพถึงบริเวณช่องเขา) จานวนมากมีอายุต้ังแตส่ มัยกอ่ นประวัตศิ าสตร์ตอนปลายถึง
สมัยประวัติศาสตร์ (ภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรโบราณ) ที่สัมพันธ์กับเมืองศรีเทพ
เช่นเดียวกับทางฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ีมีเมืองโบราณสมัยทวารวดีท่ีน่าสนใจเช่นเมืองกระทุ่ม
พระอาเภอบาเหน็จณรงค์ (หา่ งจากเมืองศรีเทพประมาณ ๖๕ กิโลเมตร) และเมืองกุกไข่นนุ่ (หามหอก)
อาเภอบ้านเขวา้ (ห่างจากศรีเทพประมาณ ๙๑ กิโลเมตร)

๓. ช่องสาราญระยะทางจากเมืองศรีเทพถึงช่องสาราญประมาณ ๔๒ กิโลเมตรจากการ
สารวจไมพ่ บแหล่งโบราณคดีทางฝง่ั ท่รี าบภาคกลาง (จากเมืองศรีเทพถงึ ช่องเขา)

๔. ช่องสะพานหินระยะทางจากเมืองศรีเทพถึงช่องสะพานหินประมาณ ๕๒ กิโลเมตร
ช่องทางน้ีเป็นช่องทางที่สะดวกอีกช่องทางหนึ่งเนื่องจากเป็นช่องเขาขาดใกล้ช่องเขานี้มีโบราณสถาน
นางผมหอม (อายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๗) เมื่อผ่านช่องเขาไปเป็นอาเภอเทพารักษ์ (เดิมคือ
อาเภอด่านขุนทด) มีแหล่งโบราณคดีบ้านหนองบัวตะเกียคตาบลหนองบัวตะเกียดซ่ึงเป็นแหล่งเกลือ
สินเธาว์ท่ีสาคัญมาแต่อดีต (ระยะทางจากเมืองศรีเทพถึงค่านขุนทดประมาณ ๔๕ กิโลเมตร)
นอกจากนี้จากช่องเขาน้ีก็สามารถเดินทางต่อไปยังเมืองโบราณอื่นๆในท่ีราบสูงโคราชได้อีกเช่นเมือง
เสมา (ซึ่งอยู่ใกล้ช่องท่าหลวง-ค่านขุนทคมากกวา่ ) ระยะทางจากศรีเทพถึงเมืองเสมาประมาณ ๑๓๕
กิโลเมต

๕. ช่องท่าหลวง-ค่านขุนทดระยะทางจากเมืองศรีเทพ-ช่องท่าหลวง-ด่านขุนทดประมาณ
๗๑กิโลเมตร เป็นช่องท่ีพบแหล่งโบราณคดีท่ีน่าสนใจจานวนมากทั้งฝั่งที่ราบภาคกลางและท่ีราบสูง
โคราชมีอายุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายเป็นต้นมาซ่ึงบางแหล่งอาจมีความสัมพันธ์ใน
รูปแบบวัฒนธรรมกับเมืองศรีเทพแต่เน่ืองจากอยู่ไกลจากเมืองศรีเทพการใช้เส้นทางน้ีติดต่อกัน
ระหวา่ งดนิ แคนทง้ั สองคงอยู่ในอนั ดับรอง

จากผลการศึกษาจะเห็นได้ว่าเส้นทางติดต่อระหว่างเมืองโบราณในภาคกลาง (โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งเมืองศรีเทพ) กับเมืองโบราณในภาคอีสานโดยตัดผ่านเทือกเขาเพชรบูรณ์ท่ีเป็นเสมือนกาแพง
ขนาดใหญ่กั้นระหว่างภาคกลางและภาคอีสานนั้นมี ๖ ช่องทางหลักโดยสามารถแบ่งเส้นทางดังกล่าว
ไดเ้ ปน็ ๒ กลมุ่ คอื ๒๔

๒๔ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, “ศรีเทพ: การศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีงาน
สารวจโบราณสถานและแหลง่ โบราณคดี”, หน้า ๑๑๑.

๓๐

กลุ่มท่ี ๑ ได้แก่ ช่องทางที่ ๑ (ช่องอาเภอวิเชียรบุรี-อาเภอภักดีชุมพล-อาเภอหนองบัว
แดง), ช่องท่ี ๒ (ช่องเขาขาดและช่องผู้ใหญ่นุด) และช่องที่ ๒ (ช่องสาราญ) ซึ่งจดั เป็นช่องทางตอนบน
ท่ีน่าจะใช้ติดต่อระหว่างคนแคนภาคกลางตอนบน (เช่นจังหวัดนครสวรรค์จังหวัดเพชรบูรณ์) กับภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื ตอนบน (จังหวัดชัยภมู ิ) ดังจะเหน็ ได้ว่าบริเวณช่องทางเหล่านี้มีแหลง่ โบราณคดีที่
สัมพันธ์กันและ / หรือร่วมสมัยกันอย่างชัดเจนท้ังทางฝั่งภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดย
แหล่งโบราณคดีเหล่านั้นมีทั้งแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงแหล่งโบราณคดีสมัย
ประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอย่างย่ิงแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีเรียงรายกันในแนวตะวันตก -ตะวันออก
ต้ังแต่อาเภอบรรพตพิสัยจังหวัดนครสวรรค์ (เมืองโบราณดงแม่นางเมือง) อาเภอไพศาลี (เมืองโบราณ
ไพศาลี) อาเภอศรีเทพ (เมอื งโบราณศรเี ทพ) อาเภอบาเหนจ็ ณรงค์ (เมืองโบราณบ้านกระท่มุ พระ) และ
เมอื งโบราณไม่ทราบชื่อซ่ึงเปน็ เมืองโบราณสมยั ทวารวดีทใ่ี หญ่ท่ีสดุ บรเิ วณต้นลาน้าชีอาเภอจตั ุรัส (รอย
พระพุทธบาทสมัยทวารวดีที่บ้านหลักศลิ าตาบลหนองบัวบานและเสมาหินสมัยทวารวดีที่บ้านส้มป่อย
ตาบลหนองบัวบาน) อาเภอบ้านเขว้า (เมืองกุกไข่นุ่น) อาเภอคอนสวรรค์ (เมืองโบราณคอนสวรรค์)
อาเภอหนองบวั แดง (บ้านโนนงิว้ ) เปน็ ต้น

ต าม ท่ี ได้ กล่ าวถึงเส้ น ท างข้าม ช่ องเขาที่ อาจ ใช้ เป็ น ช่ องท างติ ด ต่ อระห ว่ างภ าคกล าง
(โดยเฉพาะเมืองศรีเทพ) กับภาคอีสานมาแล้ว ๕ ช่องทางจะเห็นได้ว่าจังหวัดชัยภูมิซึ่งอยู่ทาง
ต ะ วั น อ อ ก ข อ งเมื อ งศ รี เท พ มี แ ห ล่ ง โบ ร า ณ ค ดี ร่ ว ม ส มั ย กั บ เมื อ งโ บ ร า ณ ศ รี เท พ ตั้ ง แ ต่ ส มั ย ก่ อ น
ประวัตศิ าสตร์ตอนปลายสมัยทวารวดีจนถงึ สมัยรบั วฒั นธรรมเขมรจานวนมากจึงมีความเป็นไปได้ที่ทั้ง
สองชอ่ งทางน้นี ่าจะมบี ทบาทสาคัญในการเปน็ ตวั เชื่อมตอ่ สัมพนั ธร์ ะหวา่ ง ๒ ภมู ภิ าคน้ี

กลุ่มที่ ๒ ได้แก่ ช่องทางที่ ๑ (ช่องสะพานหิน) และช่องทางที่ ๕ (ช่องท่าหลวง-ค่านขุน
ทด) เปน็ ช่องทางที่อยู่ห่างจากเมืองศรีเทพลงมาทางใต้แหล่งโบราณคดีที่สารวจพบใกล้ช่องทางท้ังสอง
สว่ นใหญ่มีความสมั พนั ธ์และ / หรือร่วมสมัยกับเมืองศรีเทพในช่วงหลงั (วัฒนธรรมเขมร) ยกเวน้ แหล่ง
โบราณคดีสมัยทวารวดีท่ีสาคัญ ๒ แหล่งคือเมืองโบราณซับจาปาอาเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรี) และ
เมืองเสมา (อาเภอสูงเนินจังหวัดนครราชสีมา) โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมืองเสมาซ่ึงเป็นเมืองโบราณสมัย
ทวารวดีท่ีมีขนาดใหญ่ที่น่าจะมีความสาคัญมากเมืองหน่ึงในขณะเดียวกันหลักฐานทางโบราณคดีท่ี
เมืองเสมาก็แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลางและวัฒนธรรมเขมร
สมยั ก่อนเมืองพระนคร (มีอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๖) คล้ายคลึงกบั เมืองศรเี ทพ (จารกึ ศรีจนาศะ
ที่เมืองเสมากับจารึกท่ีเอ่ยนามพระเจ้าภววรมันที่เมืองศรีเทพ) ซ่ึงจากการศึกษาของนักวิชาการหลาย
ท่านท่ีกล่าวมาแล้วก็ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหน่ึงระหว่างเมือง
เสมากบั เมืองศรเี ทพ

๓๑

ผู้ทาการศึกษาเส้นทางโบราณเหล่าน้ีมีความเห็นว่าช่องทางติดต่อสัมพันธ์ระหว่างเมืองศรี
เทพกับดินแดนที่ราบสูงโคราชที่มคี วามนา่ สนใจหรือมีความสาคัญเปน็ อนั ดับแรกน่าจะเปน็ ชอ่ งเขาขาค
(๒) ซ่ึงอยู่ใกล้ที่สุดและมีแหล่งโบราณคดีท่ีสอดคล้องกันเป็นจานวนมากรองลงมาอาจเป็นช่องสะพาน
หิน (๔) ช่องอาเภอวิเชียรบุรี-อาเภอภกั ดีชมุ พล (๑) และช่องทา่ หลวง-ค่านขนุ ทด (๕) ตามลาดับ๒๕

๓. แนวคดิ เรื่องภเู ขาศักดิ์สทิ ธิ์
ภูเขาศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ท่ีเป็นเขาธรรมชาตนิ ้ันคอื ภูเขาท่ีมีความโดดเด่นแลเห็นได้แต่ไกลจากหลายๆ
มุมโดยมากเขาประเภทน้ีจะมีความสัมพันธ์กับเมืองหรือท้องถ่ินในท้องถ่ินหนึ่งอย่างเช่นในแคว้น
อมราวดีอันเป็นท่ีต้งั ของเมืองยาเกียวและศาสนสถานสาคัญหลายแห่งโดยเฉพาะกล่มุ ของโบราณสถาน
มิซอนก็มีเขารังแมวเป็นภูเขาศักด์ิสิทธ์ิมองเห็นได้อย่างโดดเด่น๒๖ ดังนั้นถึงแม้ว่าแนวคิดเร่ืองภูเขา
ศักด์ิสทิ ธิจ์ ะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตั้งถน่ิ ฐานหรือการก่อต้ังเมืองแตน่ ่าจะเป็นปจั จยั สนบั สนุนท่ีสาคัญที่
เกี่ยวข้องกับความเช่ือของคนในสมัยโบราณแนวคิดเรื่องน้ีจึงน่าจะมีส่วนเก่ียวข้องกับการต้ังเมืองศรี
เทพ
อาจกล่าวได้ว่าบรรดาเมืองโบราณในประเทศไทยที่มีมาต้ังแต่สมัยทวารวดีนั้นถ้าหากไม่
สัมพันธก์ ับภูเขาศกั ด์สิ ทิ ธิท์ ่ีเป็นธรรมชาตกิ ็จะสัมพนั ธก์ บั ภูเขาศักด์ิสทิ ธท์ิ ่สี รา้ งข้ึนมาในรูปของพระสถูป
เจดีย์ท่เี รียกว่าพระมหาธาตุหรือธาตุอันเปน็ ศาสนสถานเน่ืองในพระพุทธศาสนาแต่ถ้าเป็นศาสนสถาน
เนอื่ งในศาสนาฮินดูแลว้ กจ็ ะสรา้ งเทวาลยั ข้ึนในรปู ของปราสาทหรือปรางคแ์ ทน
เมืองศรีเทพนับเป็นเมืองโบราณอีกแห่งหนึ่งท่ีให้ความสาคัญกับภูเขาศักด์ิสิทธิ์อย่างโดด
เด่นไม่ต่างไปจากเมืองโบราณอื่น ๆ เช่นเมืองสุโขทัยที่มีเขาหลวงเป็นภูเขาศักดิ์สิทธ์ิถึงแม้จะไม่มี
หลักฐานประเภทเอกสารโบราณใด ๆ ท่ีกล่าวถึงความสาคัญของภูเขาที่มีชื่อว่า "เขาถมอรัตน์" ที่มีต่อ
เมืองโบราณแห่งน้ีแต่ตาแหน่งท่ีต้ังอันโดดเด่นของเขาถมอรัตน์ซ่ึงอยู่ห่างจากเมืองไปทางตะวันตก
ประมาณ ๑๕ กิโลเมตรเป็นสิ่งที่แสดงให้ผู้สัญจรไปมาในสมัยโบราณได้ใช้ภูเขาลูกน้ีเป็นจุดสังเกตใน
การเดินทางมายังเมืองศรีเทพนอกจากน้ีท่ีส่วนบนของเขาถมอรัตน์เกือบถึงยอดมีถ้าท่ีถูกดัดแป ลงเป็น
โบราณสถานภายใต้วัฒนธรรมทวารวดีโดยมีภาพพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สลักอยู่บนแกนหิน
กลางถ้าย่อมแสดงให้เห็นถึงความสาคญั ของเขาถมอรัตน์ซ่ึงเปรียบเสมือนเขาศักด์สิ ทิ ธ์ิแห่งเมืองศรีเทพ
นนั่ เองการเป็นสัญลกั ษณ์ทางภูมทิ ัศน์ของเขาถมอรัตน์กับเมืองศรีเทพนี้เปรียบเทียบได้กับบรรดาภูเขา

๒๕ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, “ศรีเทพ: การศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีงาน
สารวจโบราณสถานและแหล่งโบราณคดี”, หนา้ ๑๑๖.

๒๖ ศรีศักร วัลลิโภคม, “ภูเขาศักด์ิสิทธ์ิกับความเป็นสากล”, เมืองโบราณ, ปีที่ ๒๕ ฉบับท่ี ๓
(กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๔๒): ๑๗.

๓๒

ศักดิ์สิทธ์ิของพวกจามปาในประเทศเวียดนามซ่ึงเคยเป็นอาณาจักรเก่าแก่ตัวอย่างเช่นความสัมพันธ์
ระหว่างศาสนสถานบนเนินเขาท่ีเรียกว่ามิซอนเมืองยาเก่ียวท่ีอยู่บนท่ีราบลุ่มและภูเขารังแมวท่ีเห็นได้
แตไ่ กล

หลักฐานประการหนึ่งที่สามารถช้ีให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมืองศรีเทพกับเขาถมอ
รัตน์คือความสัมพันธ์ของการวางผังเมืองศรีเทพกับตาแหน่งของเขาถมอรัตน์โดยหากมองจากศาสน
สถานหลักกลางใจเมืองไปทางประตูเมืองด้านตะวันตกหรือประตูแสนงอนซึ่งเป็นทิศทางเก่ียวกับการ
หันหน้าของโบราณ สถานป รางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้ องจะสามา รถมองเห็ นเขาถมอรัตน์ อยู่
กึ่งกลางประตูเมืองและท่ีสาคัญก็คือการท่ีโบราณสถานปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องซึ่งเป็น
ปราสาทอิฐแบบขอมอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ได้หันหน้าไปทางตะวันตกนั้นน่าจะเป็นการหัน
หน้าสู่เขาถมอรัตน์ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีแตกต่างจากปราสาทขอมทั่วไปที่ มักจะหันหน้าไปทางตะวันออกใน
ขณะเดียวกันเขาถมอรัตน์ก็มสี ่ิงที่แสดงให้เหน็ ถึงความศักด์ิสิทธิ์จากการที่มีถ้าอยู่บนยอดเขาภายในถ้า
เป็นศาสนสถานที่มีอายุตั้งแต่สมัยทวารวดีพบพระพุทธรูปประทับยืน แบบทวารวดีสลักนูนสูงบนโขด
หินภายในถ้าและภาพสลักพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยรวมท้ังภาพสลักเจดีย์และธรรมจักรเป็นต้น
จากรูปแบบทางศิลปกรรมอาจคาดคะเนได้ว่าโบราณสถานวัตถุภายในถ้าน่าจะมีอายุต้ังแต่ราวพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๓ อันเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนามหายานแพร่เข้ามาผสมผสานกับพุทธศาสนาใน
วัฒนธรรมทวารวดี

เพราะฉะน้ันการสร้างถ้าศาสนสถานและการให้ความสาคัญแก่เขาถมอรัตน์ในฐานะเขา
ศกั ด์สิ ิทธทิ์ เ่ี ปน็ สัญลักษณ์ทางภูมทิ ัศนแ์ ละการคมนาคมนั้นคงเกิดข้ึนเมอ่ื มีการขยายเสน้ ทางการคา้ ขาย
ท่ีข้ามไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือระยะเวลาน้ียังสัมพันธ์กันกับการเติบโตของเมืองศรีเทพด้วย
เพราะศาสนสถานกลางเมืองซึ่งเรียกกันว่าคลังในที่มีอายุเก่าแก่กว่าปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่
น้องน้ันเม่ือทางกรมศิลปากรขุดค้นโบราณสถานแล้วหลักฐานท่ีพบก็ได้เผยให้เห็นอิทธิพลของศาสน
สถานวัดโขลงเมืองคบู วั จงั หวดั ราชบรุ อี ันเป็นเมอื งที่มีอายตุ ง้ั แต่พทุ ธศตวรรษที่ ๑๓ ลงมา๒๗

เม่ือเปรยี บเทียบกับเขาหลวงของเมืองสุโขทัยเขาถมอรตั น์เปรียบเสมือนที่สถิตแห่งอานาจ
ของเมืองศรีเทพและบรรดาชุมชนบ้านเมืองในท้องถ่ินหรือถ้าหากเมืองศรีเทพเป็นเมืองศูนย์กลางของ
อาณาจักรหรือแว่นแคว้นในลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสักแล้วเขาถมอรัตน์ก็คือที่สถิตของเทพเจา้ ผู้คุ้มครองแว่น
แคว้นน้ีด้วยความสาคัญของเขาถมอรัตน์ในระยะต่อมาถึงแม้ไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนในเรื่อง
ความเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์แต่พบคาว่า “ถมอรัตน์” ถูกนามาเป็นช่ือตาแหน่งของเจ้าเมืองศรีเทพซึ่งเป็น

๒๗ ศรีศกั ร วลั ลโิ ภคม, “ภูเขาศกั ด์สิ ิทธกิ์ ับความเปน็ สากล”, หน้า ๒๑.

๓๓

ชื่อเดิมของเมืองวิเชียรบุรีที่มาเปล่ียนเป็นชื่อในสมัยรัชกาลท่ี ๒ พร้อมท้ังเปล่ียนนามเจ้าเมืองจาก
“พระศรีถมอรัตน์” เป็น “พระยาประเสริฐสงคราม”๒๘ ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าเขาถมอรัตน์ยังคงมี
ความสาคญั ในความรู้สกึ ของคนในบรเิ วณน้สี บื เนือ่ งตลอดมา

๔. เมืองศรีเทพในฐานะตัวแทนเมืองโบราณในสมัยทวารวดี
“ทวารวดี” เปน็ กลุ่มวัฒนธรรมแรกในสมัยประวัติศาสตรต์ อนตน้ ในดนิ แดนท่ีเป็นประเทศ
ไทยในปัจจุบันวัฒนธรรมทวารวดีได้เจริญข้ึนในภาคกลางของประเทศไทยในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑
หรือ ๑๒-๑๖ โดยมีพ้ืนฐานมาจากการติดต่อกับผู้คนจากภายนอกโดยเฉพาะอย่างย่ิงจากอินเดียดัง
ปรากฏหลักฐานว่าในราวพุทธศตวรรษท่ี ๒-๕ ซ่ึงตรงกับยุคเหล็กตอนปลายชุมชนโบราณแถบภาค
กลางของประเทศไทยได้มีการติดต่อค้าขายกับผู้คนจากอินเดียกลุ่มประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียนและ
เปอร์เซียเป็นต้นโดยมีศูนย์กลางการค้าในภูมิภาคอยู่แถบบริเวณลุ่มแม่น้าแควน้อยดังปรากฎแหล่ง
โบราณคดีที่สาคัญในพื้นที่แถบนั้นเป็นจานวนมากเช่นแหล่งโบราณคดีบ้านเก่าอาเภอเมืองจังหวัด
กาญจนบุรีและแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชรอาเภอพนมทวนจังหวัดกาญจนบุรีเปน็ ต้นนอกจากน้ี
ยังพบหลักฐานในบริเวณลุ่มแม่น้าลพบุรีท่ีแหล่งโบราณคดีศูนย์กลางทหารปืนใหญ่อาเภอเมืองจังหวัด
ลพบรุ ี
ต่อมาในราวพุทธศตวรรษท่ี ๖-๙ ชุมชนแถบภาคกลางของประเทศไทยได้ติดตอ่ ค้าขายกับ
พ่อค้าที่มาจากชาติทางซีกตะวันตกของแหลมทองเพ่ิมมากข้ึนสินค้าท่ีเป็นที่นิยมในสมัยนั้นเช่น
เคร่ืองประดับลูกปัดแก้วและหินภาชนะแก้วเคร่ืองถ้วยเปอร์เซียเป็นต้นตลอดจนวัตถุต่าง ๆ ท่ี
เก่ียวเน่ืองกับการค้าเช่นตราประทับสลักจากหินแสดงให้เห็นการติดต่อกับพ่อค้าชาวอินเดียและโรมัน
สินค้าที่เลียนแบบสินค้าโรมันได้หลั่งไหลเข้ามายังเมืองท่าการค้าและศูนย์กลางการค้าใหญ่น้อยใน
ภูมิภาคนี้ซ่ึงกระจายอยู่ตามพ้ืนท่ีภาคกลางตอนล่างบริเวณลุ่มน้าแม่กลอง -ท่าจีนลุ่มน้าลพบุรี-ป่าสัก
และลุ่มนา้ บางปะกงทาให้ชุมชนในพน้ื ทเี่ หล่านน้ั มีพฒั นาการทางวัฒนธรรมต่อมา๒๙
หลังจากพุทธศตวรรษท่ี ๙-๑๑ เป็นต้นมาชุมชนในพ้ืนท่ีดังกล่าวได้รับความเจริญทาง
วัฒนธรรมและศิลปวิทยาการจากอินเดียเพ่ิมขึ้นจนกระท่ังมีการจัดระบบการปกครองภายในชุมชน
และพัฒนาข้ึนมาเป็นเมืองภายใต้การปกครองของผู้นาหรือกษัตริย์และท่ีสาคัญคือรับวัฒนธรรมและ
คติความเชื่อทางศาสนาท้ังศาสนาพุทธและฮินดูก่อให้เกิดวัฒนธรรมเฉพาะของภูมิภาคและแพร่ไปสู่

๒๘ กรมศิลปากร, อุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รีเทพ, (๒๕๕๑), หน้า ๒๔.
๒๙ บัณฑิต ลิ่วชัยชาญ และคณะ, “การประดิษฐานพระพุทธศาสนาจากลังกาทวีปในดินประเทศไทย
สมัยวัฒนธรรมทวารวดี”, รายงานการวจิ ัย, (๒๕๕๓), หน้า ๓๕.

๓๔

ภูมิภาคอ่ืนดังเช่นวัฒนธรรมทวารวดีท่ีถือว่าเป็นวัฒนธรรมเน่ืองในพระพุทธศาสนาท่ีได้รับอิทธิพลมา
จากอินเดยี อยา่ งใกล้ชดิ เป็นต้น

ในช่วงที่มเี มืองโบราณท่มี ีคนู ้าคันดินลอ้ มรอบเร่ิมเกิดขน้ึ บริเวณภาคกลางของประเทศไทย
เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ หรือ ๑๒ เมอื งโบราณเหลา่ น้ันเจริญขนึ้ ภายใตว้ ัฒนธรรมทวารวดีโดย
มีพ้ืนฐานมาจากชุมชนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายตัวอย่างเมืองโบราณที่สาคัญในสมัยทวาร
วดีท่ีได้รับการศึกษาในระยะแรก ๆ เช่นเมืองอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีเมืองนครปฐมโบราณเมืองละโว้
(ลพบุรี) เมืองคูบัวจังหวัดราชบุรีและเมืองศรีเทพเป็นต้นเมืองโบราณเหล่าน้ีเกิดจากการเปลี่ยนแปลง
สภาพสังคมเมืองในช่วงเวลานั้นที่ขยายตัวจากสังคมครอบครัวและสังคมหมู่บ้านที่มีชุมชนขนาดเล็ก
ล้อมรอบเป็นสังคมท่ีมีผู้นาหรือหัวหน้าปกครองมีการแบ่งชนช้ันและหน้าท่ีทางสังคมนอกจากนี้ยังมี
การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครองและการสร้างจารีตประเพณีในกลุ่มของตนชุมชนทวารวดี
ได้รับอิทธิพลแนวความเช่ือแบบพุทธศาสนาในลัทธิเถรวาทควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพราหมณ์
หรือฮินดูท้งั ลัทธไิ ศวนิกายและลทั ธิไวษณพนิกายโดยศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูจะแพรห่ ลายใน
หมู่ชนชั้นปกครองในระยะหลังเม่ือเขมรโบราณเข้าสู่สมัยเมืองพระนครเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม
ทวารวดีกถ็ ูกครอบงาโดยเขมรโบราณทาให้ในระยะต่อมาคตคิ วามเชื่อได้เปลย่ี นแปลงไปตามอิทธิพลท่ี
ได้ รับ ม าจาก วัฒ น ธรรมเข มรโบ ราณ ใน ด้ าน เศ รษ ฐกิ จเชื่ อได้ ว่าชุม ชน ท วารวดี มี พื้ น ฐาน ท างก าร
เกษตรกรรมมีการค้าขายแลกเปลย่ี นสนิ ค้าระหว่างเมืองหรอื การค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุนชนภายนอก
จึงมีการติดต่อกับชุมชนหรือเมืองอื่น ๆ ซ่ึงความสัมพันธ์ระหว่างกันน้ีเป็นความสัมพันธ์ทางการค้า
ศาสนาเทคโนโลยีศลิ ปะและวัฒนธรรมเป็นหลกั

๒.๒ ขอ้ มูลเก่ยี วกับอทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์

๒.๒.๑ ประวัติความเปน็ มาของอุทยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ

เมืองศรีเทพ ปัจจุบันต้ังอยู่ในเขตอาเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตังเมืองต้ังอยู่ระหว่าง
บ้านบึงนาจานทางทิศตะวันตกกับบ้านศรีเทพน้อยทางทิศตะวันออกและบ้านส ระปรือทางทิศเหนือ
สภาพพ้ืนทป่ี ัจจุบันเปน็ พื้นที่ ๆ ใช้ในการเกษตรกรรม๓๐ ผังเมืองโบราณศรีเทพมลี ักษณะผังเมอื งขนาด
ใหญ่ เป็นรูปส่ีเหล่ียมมุมมนและมีระบบคูนาคันดินซ้อนเป็นรูปวงกลมอยู่ภายใน จึงทาให้ผังเมือง
โบราณแห่งน้มี ีลักษณะเป็นเมืองแฝด แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ คูน้าคันดินท่ีล้อมรอยทางดา้ นตะวันตก
ซึ่งมีแผนผังเกือบวงกลมเรียกว่าเมืองใน ส่วนคูน้าคันดินที่ต่อขยาย ออกมาทางด้านตะวันออกเป็นว่า
เมอื งนอก (๑)

๓๐ กรมศลิ ปากร, อทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, (กรงุ เทพมหานคร: ศิลปากร, ๒๕๕๑), หนา้ ๑๗.

๓๕

แผนภาพท่ี ๒.๑ แผนท่อี ทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
หลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๕ – ๗ เป็นต้นมา
ได้พบร่องรอยผคู้ นสมัยก่อนประวัติศาสตรต์ อนปลายต้ังถ่ินฐานอยใู่ นบริเวณน้ี ในระยะต่อมาเม่ือเข้าสู่
ช่วงสมยั ประวตั ิศาสตร์หรือชว่ งทวารวดีได้มกี ารสร้างคูนาคันดินของในเมอื ง หลักจากน้ันเมอื่ ประชากร
มีจานวนเพิ่มข้ึน บางท่านสันนิษฐานว่าอยู่ในช่วงที่ได้รับวัฒนธรรมเขมร ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖
เป็นต้นมา จงึ มกี ารสรา้ งเมอื งออกไปทางทศิ ระวนั ออก๓๑
อย่างไรก็ดีการท่ีเมืองโบราณศรีเทพปรากฏและเป็นที่รู้จักน้ันเกดิ ข้ึนหลงั จากที่สมเดจ็ กรม
พระยาดารงราชานุภาพเสด็จออกสารวจเมืองเพชรบูรณ์ และทรงได้ค้นพบเมืองศรีเทพใน พ.ศ.
๒๔๔๘๓๒ ซ่ึงพระองค์ทรงเล่าถึงการเดินทางไปยังเมืองโบราณศรีเทพ โดยอ้างถึงทาเนียบเก่า บอก
รายช่ือหัวเมืองว่า ปรากฏชื่อเมืองศรีเทพเมืองหนึ่ง แต่ตัวเมืองหาไม่มีและสมุดดาอีกเล่มหนึ่งเป็นต้น
ร่างให้คนเชญิ ตามไปบอกข่าวการสิ้นรัชกากรที่ ๒ ตามหวั เมอื งต่าง ๆ ซึ่งปรากฏเมอื งสระบุรี เมอื งไชย
บาดาล เมืองศรีเทพ เมืองเพชรบูรณ์ ก็ได้เค้าว่าเมืองศรีเทพเห็นจะอยู่ทางลาน้าป่าสัก แต่อยู่ตรงไหน
ไมร่ ๓ู้ ๓ จนพระองคไ์ ด้ทราบวา่ มีเมอื งโบราณขนาดใหญแ่ ห่งหนึ่ง มชี ื่อวา่ อภยั สาลี อยู่ใกลก้ บั เมืองวเิ ชียร
บุรีและอยู่ในป่าแดง ซึ่งเป็นเมืองที่พระธุดงค์และชาวบ้านเรียกขานกันตามตานานหรือนิทานพ้ืนบ้าน
คร้ังพระองค์เสด็จเข้าไปสารวจเมืองอภัยสาลี ทรงพบว่ามีโบราณสถานวัตถุอยู่มากมาย และทรง

๓๑ กรมศิลปากร, อุทยานประวัติศาสตรศ์ รเี ทพ, หนา้ ๓๗ – ๔๗.
๓๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพ, นิทานโบราณคดี, พิมพ์คร้ังที่ ๑๕,
(กรุงเทพมหานคร: บรรณาคาร, ๒๕๔๓), หนา้ ๑๒๓ - ๑๔๗.
๓๓ เรอ่ื งเดยี วกนั , หน้า ๑๔๒ - ๑๔๓.

๓๖

สันนิษฐานว่าเมืองโบราณแห่งนี้คงจะเป็นเมอื งศรเี ทพท่ีปรากฏอยู่ในเอกสารดังกลา่ ว๓๔ ซ่ึงก็อาจกล่าว
ได้วา่ สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพทางเรียกช่ือเมืองโบราณแห่งนี้ว่าเมืองศรีเทพเป็นพระองค์
แรก ส่งผลให้มีการเรียกเมืองโบราณดังกล่าวว่าเมือง “ศรีเทพ” ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ในครั้งนั้น
พระองค์ได้พบศาสนสถานวัตถุและพบจากรึก ๑ หลัก โดยปัจจุบันท้ังหมดถูกรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์
สถานแหง่ ชาติ

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ – ๒๔๘๑ นายตรีอมาตยกุล และ ดร.ควดริช เวลส์ (Dr. H. G.
Quaritch Wales) ชาวอังกฤษ ได้เดินทางมายังเมืองศรีเทพ เพ่ือทาการศึกษาและสารวจโดยให้
รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองศรีเทพว่าเป็นเมืองแฝด คือมีเมืองเล็กและเมืองใหญ่ติดกันอยู่ และกล่าวอีก
ว่าจากากรสารวจเมืองใหญ่ไม่ปรากฏว่ามีโบราณสถานแต่อย่างใด มีแต่สระน้าขนาดใหญ่อยู่กลาง
เมือง๓๕ อย่างไรก็ดี ดร.ควดริช เวลส์ (Dr. H. G. Quaritch Wales) ได้ทาการศึกษาและพิมพ์บทคบาม
เกี่ยวกับเมืองโบราณศรีเทพและเสนอความคิดว่าเมืองศรีเทพเป็นเมืองของชาวอินเดีย ที่อยู่ภายใต้
อิทธพิ ลของอาณาจักรฟูนัน๓๖ ประกอบกับผังเมืองกเ็ ป็นแบบอินเดียมาแตเ่ ดิม นอกจากนั้นยังกล่าวถึง
เรืองเส้นทางการค้า ซ่ึงเป็นเส้นทางการค้าขายกับอาณาจักรฟูนัน กล่าวคือ ระหว่างลุ่มแม่น้า
เจ้าพระยาและแม่น้าโขงโดยผ่านศรีเทพและลุ่มน้ามูล๓๗ นอกจากน้ีเวลส์ยังเสนอว่า เมื่ออาณาจักร
ฟูนันเสื่อมลงศรีเทพก็ร้างมาเป็นเวลา ๕๑๑ ปี จนกระทั่งพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ
พระเจา้ ชัยวรมันที่ ๗ เขมรจึงมีอานาจเข้ามายดึ ดินแดนแถบลุ่มแม่น้าป่าสกั ก็ได้การการบูรณะศรเี ทพ
ขนึ้ มาใหม่อกี ครง้ั ๓๘

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้นานักศึกษาโบราณคดี
มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปทางานขุดค้นท่ีตาบลพุเตย อาเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งอยู่ไม่ห่าง

๓๔ สมเด็จฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงประทานความเห็นเกี่ยวกับเมืองศรีเทพเป็น ๒ นัย คือ
ประการแรก เมอื งโบราณนัน้ จะขนานนามช่ือว่ากระไรกต็ าม เป็นมลู ของชอื่ เก่าเมืองวเิ ชยี รท่ี เรยี กว่า “เมอื งศรเี ทพ”
เพราะยังเรียกเป็นช่ือตาบลมาถึงปัจจุบัน ประการที่สอง เมืองศรีเทพคงเป็นเมืองใหญ่มาก่อน แต่เกิดแห้งแล้งด้วย
เหตุใดอย่างหนึ่ง จึงเป็นเมืองเล็กลง แล้วถูกเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น “เมืองวิเชียรบุรี” สมัยรัชกาลท่ี ๓ ดูรายละเอียด
เพ่มิ เติมใน สมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานภุ าพ, นิทานโบราณคดี, หนา้ ๑๔๕.

๓๕ ตรี อมาตยกุล, นิทานโบราณคดีและประวัติศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร: คลังวิทยา, ๒๕๑๔),
หนา้ ๒๗.

๓๖ H. G. Quaritch Wales, The Exploration of Sri Deva, An ancient Indian city in
Indochina, (London: The india society, 1937), p. 26.

๓๗ Ibid., 29.
๓๘ Ibid., 39.

๓๗

จากเมืองศรีเทพเท่าไรนัก และมีบางส่วนได้เดินทางปาดเนินการขุดค้นทางโบราณคดียังเมืองศรีเทพ
จากการขุดค้นได้พบเศียรเทวรูปพระวิษณสวมหมวกทรงกระบอกสลักจากศิลาทราย สูงประมาณ ๓๑
เซนติเมตร แต่มิได้พลองค์ด้วยแต่อย่างใด๓๙ อย่างไรก็ดีเมื่อนากลับมาจึงพบว่า สามารถเข้ากันได้ดีกับ
องค์ที่นามาเกบ็ รักษาไว้ที่พิพิธภณั ฑ์สถานแห่งชาติพระนครที่ได้จากเมอื งศรีเทพในช่วงแรก นอกจากน้ี
ยังพบพระพุทธรูปศิลปะแบบทวารวดีที่ปรากฏจารึกคาถา “เย ธมฺมา” เป็นภาษาบาลี ทาให้พระองค์
ตั้งข้อสันนิษฐานว่าเมืองศรีเทพคงอยู่ใต้อานาจและถูกปกครองโดยอาณาจักรเจนละ (Chen-la) และ
ทวารวดี ท่ีผลัดกันมีอานาจในเมืองศรีเทพ เนื่องจากพบหลักฐานพุทธศิลปแขมรและทวารวดีอยู่
ร่วมกัน๔๐

ในระยะต่อมากรมศิลปากรได้ทาการขุดค้นทางโบราณคดีอีกหลายคร้ัง ประกอบกับในปี
พ.ศ. ๒๗๒๗ – ๒๕๔๙ ได้มีการจัดตั้งเมืองโบราณแห่งน้ีเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ดังนั้นจึงมี
การจัดทาแผนแม่บทโดยมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันสารวจศึกษาในประเดน็ ต่าง ๆ อย่างมากขึ้น
ทาให้ข้อมูลในด้านต่าง ๆ ของเมืองศรีเทพเพ่ิมมากข้ึนด้วย โดยเฉพาะการศึกษารูปแบบศิลปกรรมท่ี
เก่ียวเนื่องในด้านต่าง ๆ ของเมืองศรีเทพเพ่ิมจากข้ึนด้วย โดยเฉพาะการศึกษารูปแบบศิลปกรรมที่
เกี่ยวเนอ่ื งกับวัฒนธรรมเขมร เป็นตน้

๒.๒.๒ ลักษณะโบราณสถานและโบราณวตั ถุของอุทยานประวัตศิ าสตร์ศรีเทพ

๑. กลุ่มประตมิ ากรรม
เมืองโบราณศรีเทพ เป็นแหล่งท่ีค้นพบประติมากรรมเทวรูปศิลาเน่ืองในศาสนาพราหมณ์
เป็นจานวนมาก ซึ่งเทวรูปต่าง ๆ ท่ีพบในเมืองโบราณแห่งน้ีมีลักษณะบางประการท่ีเป็นเอกลักษณ์
เฉพาะตน แตกต่างไปจากเทวรูปที่พบในแหล่งอ่ืน ๆ ทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จึงเรียกรปู แบบทพี่ บในลกั ษณะน้ีว่า “สกลุ ช่างศรเี ทพ”
นอกจากน้ียังพบประติมากรรมเน่ืองในพุทธศาสนา ท้ังพระพุทธรูปและพระโพธ์ิสัตว์อีก
จานวนหน่งึ ซ่ึงปัจจบุ นั ประตมิ ากรรมเทวรูปทพ่ี บทเ่ี มอื งศรีเทพ พระพุทธรูปและพระโพธสิ ัตวส์ ่วนหน่ึง
ถูกเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร อีกส่วนหนึ่งอยู่ในการครอบครอง
สว่ นบุคคลและพิพิธภณั ฑ์ในตา่ งประเทศ

๓๙ ตรี อมาตยกลุ , นิทานโบราณคดีและประวตั ิศาสตร์, หนา้ ๓๗๘.
๔๐ สุภัทรดิส ดิศกุล, หม่อมเจ้า, ศิลปะในประเทศไทย, พิมพ์ครั้งที่ ๑๓, (กรุงเทพมหานคร: มติชน,
๒๕๕๑), หน้า ๖๙ - ๗๑.


Click to View FlipBook Version