๓๘
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานักวิชาการหลายท่านได้กาการศึกษาและกาหนดอายุ
ประติมากรรมสกุลช่างศรีเทพไว้ค่อนข้างมาก โดยในส่วนน้ีเพื่อความเข้าใจในภาพรวมของการศึกษา
ประติมากรรมเทวรูปที่เมืองศรีเทพ ผู้วิจัยจึงขอแบ่งการศึกษาท่ีผ่านมาของเทวรูปที่เมืองศรีเทพ
ออกเป็น ๔ กลุ่ม คือ กลุ่มพระวิษณุ-พระกฤษณะ กลุ่มประติมากรรมเทวรูปพระสุริยะ กลุ่ม
พระพุทธรูปและกลุม่ พระโพธสิ ัตวต์ ามลาดับ โดยเรียกชอ่ื ประติมากรรมองคต์ ่าง ๆ ตามด้วยหมายเลข
ตามทไี่ ดไ้ ล่เรยี งไว้ ดงั ต่อไปน้ี
๑. เทวรูปประทับยืนเอียงกายแบบตริภังค์ มี ๔ กร สวมหมวกทรงกระบอก นุ่งสมพตสั้น
บางแนบเน้ือ โดยพระกรทง้ั ๔ ท่แี นกออกจากลาตัวหักหายไป จึงไม่สามารถกล่าวได้วา่ ของทถ่ี ืออยู่ใน
พระหัตถ์ทั้ง ๔ มีส่ิงมดบ้าง (๒) กระนั้นลักษณะของภาพพระวิษณุบนแผ่นทอง ดุนนูน ซึ่งปัจจุบันถูก
เก็บรักษาไว้ท่ีพิพิธภัณฑ์นอร์ตัน ไซมอน ประเทศสหรัญอเมริกา (๓) ก็ช่วยกาหนดดว่าเทวรูปองค์นี้
น่าจะเป็นพระวิษณุ เนื่องจากภาพในแผ่นทองปรากฏเป็นเทวรูป ๔ กร สวมหมวกทรงประบอก พระ
หัตถ์ท้ัง ๔ ถือ จักร สังข์ คฑา และดอกบัว อีกทั้งยังแสดงอาการยืนตริภังค์ (เอียงสะโพก) ลักษณธ
เดียวกับเทวรูปองค์ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เว้นแต่ลักษณะของผ้านุ่ง เครื่องประดับและผ้า
ที่คาดพระโสณีท่ีคาดเฉียงผูกเป็นปมมีชายห้อยที่ปรากฏทางด้านซ้าย ท่ีไม่ปรากฏบนเทวรูปองค์น้ี
อย่างไรก็ดีจากลกั ษณะโดยรวมจงึ กลา่ วได้ว่าเทวรปู องค์นเี้ ปน็ เทวรปู พระวิษณุ
แผนภาพท่ี ๒.๒ พระวษิ ณุ ๔ กรท่เี มืองศรเี ทพ พิพธิ ภัณฑสถานแหง่ ชาตพิ ระนคร
๓๙
แผนภาพท่ี ๒.๓ ภาพพระวิษณบุ นแผน่ ทองคาดุนนูน
เทวรูปประทับยืนตริภังค์ มี ๔ กร กรท้ัง ๔ หักหายไป สวมหมวกทรงกระบอกกลม เทวรู
ปองค์นี้ชารุดมาก โดยลาตัวฝ่ังซ้ายหักหายไปทั้งส่วน แต่จากลักษณะโดยรวมใกล้เคียงกับเทวรูปพระ
วิษณอุ งค์ที่ ๑ (ดู ๒) ฉะนั้นเทวรูปองคน์ ี้คงจะเป็นพระวิษณุเชน่ เดียวกัน (๓)
แผนภาพท่ี ๒.๔ ภาพพระวิษณบุ นแผน่ ทองคาดุนนนู
๔๐
เทวรูปประทับยืนแบบตริภังค์ สวมหมวกทรงกระบอกแปดเหล่ียม นุ่งผ้าสมพต ส้ันบาง
แนบเน้ือมี ๒ กร พระกรทั้ง ๒ หักหาย (๖) แต่การท่ีลักษณะไหล่ซ้ายยกนิ้วขึ้นเกือบชิด พระเศียร
เทียบได้กับเทวรูปพระกฤษณะโควรรธนตากวัดเกาะ ศิลปะแบบพมนดา ยกเว้นการสวมหมวก
กระบอก ไม่ปรากฏในพระกฤษณะท่วี ัดเกาะ ประเทศกัมพชู า
แผนภาพท่ี ๒.๕ ภาพประตมิ ากรรมพระกฤษณะโควรรธนะเมืองศรีเทพ
ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้า สุภัทรดิศ ดิศกุล มีความเห็นว่าประติมากรรมองค์น้ีน่าจะ
หมายถึง พระวิษณุ เน่ืองจากลกั ษณะท่าทางในการยืนและหมวดทรงกระบอกท่ีสวมมลี ักษณะเดียวกัน
กบั เทวรปู พระวิษณุทีพ่ บในแหล่งเดียวกัน๔๑
อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ กาหนดเทวรูปองค์น้ีให้เป็ นเทวรูป
พระกฤษณะโควรรธน โดยเทียบเคียงเร่ืองการวางท่าทางกับเทวรูปพระกฤษณะจากวัดเกาะ ประเทศ
กัมพูชา ในศิลปะแบบพนมดา ซ่งึ ประเด็นในการสวมหมวกทรงกระบอกน้นั ท่านไดต้ ั้งข้อคิดเหน็ วา่ อาจ
เป็นการแสดงให้เห็นถงึ ว่าเป็นอวตารหนึ่งของพระวิษณุ๔๒
๔๑ จิตรปรีดี อุณหะสุวรรณ์, “เทวรูปจากเมืองศรีเทพ”, สารนิพนธ์ปริญญา สาขาวิชาโบราณคดี,
(บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๒๔), หน้า ๑๑.
๔๒ Piriya Krairiksh, The scared image sculptures from Thailand, (Koln: Museum der
Stadt Koln, 1979-1981), pp. 118.
๔๑
๒.๒.๓ โบราณสถานสาคญั ของเมอื งศรเี ทพศรีเทพ
เป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่และมีอายุอยู่ยาวนานถึงประมาณ ๗๑๑ ปีทาให้พบซาก
โบราณสถานมากกว่า ๑๑๑ แห่งกระจายอยู่ภายในเมืองเช่นโบราณสถานเขาคลังในโบราณสถาน
ปรางค์ศรีเทพและโบราณสถานปรางค์สองพ่ีน้องเป็นต้นและนอกเมืองศรีเทพทางทิศเหนือเช่น
โบราณสถานเขาคลงั นอกและโบราณสถานปรางค์ฤาษีนอกจากน้ียงั มโี บราณสถานท่ีมีความสมั พันธ์กับ
เมืองศรีเทพแต่มีท่ีต้ังอยู่ห่างไกลออกไปจากเมืองศรีเทพในรัศมี ๒๑ กิโลเมตร ได้แก่ โบราณสถานถ้า
เขาถมอรัตน์และโบราณสถานเขาคลังเกาะแกว้ เปน็ ต้น
โบราณสถานท่ีมีความสัมพันธ์กับเมืองศรีเทพเหล่านี้ส่วนใหญ่ก่อสร้างฐานด้วยศิลาแลง
เนื่องจากเป็นวัสดทุ ี่หาได้ง่ายในบริเวณนี้ท้ังภายในเมืองศรีเทพเองและพื้นที่ใกล้เคยี งสว่ นตัวอาคารมัก
ก่อสร้างด้วยอิฐมีเคร่ืองประดับตกแต่งท่ีทาด้วยหินทรายและปูนป้ันโบราณสถานที่พบทุกแห่งเป็นศา
สนสถานหรืออาคารที่ก่อสร้างขึ้นเพ่ือใช้ประโยชน์ในทางศาสนาสามารถแบ่งตามรูปแบบศิลปะได้ ๒
สมัยคือศิลปะทวารวดีท่ีมีอายุประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๖ เป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธและ
ศิลปะเขมรโบราณหรือศิลปะลพบรุ ีที่มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ซง่ึ พบว่าเป็นศาสนสถาน
ท้งั ในศาสนาพุทธและฮินดูโดยมโี บราณสถานสาคัญดังนี้
๑. ศาสนสถานศลิ ปะทวารวดี ไดแ้ ก่
- โบราณสถานเขาคลังใน
- โบราณสถานเขาคลังนอก
- โบราณสถานถ้าเขาถมอรตั น์
๒. ศาสนสถานศลิ ปะเขมรโบราณหรอื ลพบรุ ี ไดแ้ ก่
- โบราณสถานปรางค์ศรเี ทพ
- โบราณสถานปรางคส์ องพนี่ อ้ ง
- โบราณสถานปรางค์ฤาษี
๑. ศาสนสถานศิลปะทวารวดี
วัฒนธรรมทวารวดีเป็นวัฒนธรรมแห่งลุ่มน้าเจ้าพระยามีศูนย์กลางบริเวณภาคกลางของ
ประเทศไทยแถบจังหวัดนครปฐมหรือจังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งยังไม่เป็นข้อยุติถือเป็นวัฒนธรรมภายใต้
ความเชื่อทางพระพุทธศาสนาท่ีมีพื้นฐานมาจากอารยธรรมอินเดียท่ีได้รับการถ่ายทอดจากอินเดีย
โดยตรงหรืออาจผ่านมาทางศรีลังกาได้อีกทางหน่ึงวัฒนธรรมทวารวดีเจริญอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษท่ี
๑๑ หรือ ๑๒-๑๖ แพร่ไปยังเกือบทั้งภูมิภาคของดินแดนท่ีเป็นประเทศไทยในปัจจุบันเช่นภูพระบาท
จังหวดั อดุ รธานเี มอื งฟา้ แดดสงยางจังหวัดกาฬสินธุ์เมืองโบราณยะรังจังหวัดปตั ตานีและเมืองหริภญุ ชัย
จงั หวัดลาพนู เป็นตน้ ได้แก่
๔๒
๑) โบราณสถานเขาคลงั ใน
โบราณสถานเขาคลังในเป็นศาสนสถานในศาสนาพุทธเช่ือว่าสร้างข้ึนในราวพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๒ ตั้งอยู่เกือบก่ึงกลางใจเมืองศรเี ทพส่วนในจากขนาดและตาแหนง่ ที่ต้งั ของโบราณสถาน
แห่งนี้ทาให้กล่าวได้ว่าเขาคลังในเป็นศาสนสถานสาคัญประจาเมืองศรีเทพในช่วงท่ีเมืองนี้เจริญอยู่
ภายใตว้ ัฒนธรรมทวารวดี
ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเมืองศรีเทพเรียกโบราณสถานแห่งนี้ว่า “เขาคลังใน”
เน่ืองจากสภาพก่อนการขุดค้นโบราณสถานแห่งนี้มีดินและต้นไม้ปกคลุมคล้ายกับเป็นภูเขาส่วนคาว่า
“คลัง” มาจากความเช่ือของชาวบา้ นท่ีว่าสถานที่แห่งนี้เป็นที่เก็บสิ่งของมีค่าหรือเป็นคลังอาวธุ ในสมัย
โบราณส่วนคาว่า “ใน” มาจากการที่มีซากโบราณสถานลักษณะเดียวกันน้ีอีกองค์หนึ่งต้ังอยู่ค้านนอก
เมืองทางทิศเหนอื จึงเรียกโบราณสถานแห่งนี้ซ่ึงอยู่ในเมืองว่า “เขาคลังใน” และเรียกโบราณสถานอีก
องคห์ นึง่ วา่ “เขาคลังนอก”
โบราณสถานเขาคลังในประกอบด้วยอาคารหลายหลังปจั จุบันเหลือเฉพาะสว่ นฐาน
ส่วนใหญ่ก่อด้วยศิลาแลงสถาปัตยกรรมประธานเป็นสถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ปัจจุบันส่วนฐานขนาดกว้าง
๒๔ เมตรยาว ๔๔ เมตรสูงประมาณ ๑๒ เมตรแผนผังเป็นรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้าท่ีมีบันไดทางขึ้นทางทิศ
ตะวันออกด้านบนฐานอาคารแห่งน้ีปัจจุบันยังมีร่องรอยปูนฉาบพื้นอยู่ทางด้านหน้า (ทางทิศ
ตะวันออก) ส่วนด้านหลังมีหลุมลักลอบขุดขนาดใหญ่เช่ือว่าฐานอาคารขนาดใหญ่แห่งน้ีน่าจะรองรับ
อาคารประธานประเภทสถูปเจดีย์ซึ่งเป็นท่ีประดิษฐานส่ิงเคารพต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกด้านหน้าเป็ น
ลานกว้างเพ่ือประกอบพิธีกรรมหรือเป็นลานบูชาท่ีริมขอบลานทางด้านขวามีร่องรอยของฐาน
สิ่งก่อสร้างทาด้วยอิฐซึ่งอาจเป็นฐานของสถูปหรือวิหารขนาดเล็กเหลืออยู่ ๑ แห่งแต่ขอบลานทาง
ด้านซา้ ยไมป่ รากฏอาจจะเคยมีอยู่แต่พังทลายไป๔๓
ส่วนฐานอาคารเท่าท่ีเหลืออยู่น้ีหากเปรียบเทียบกับโบราณสถานในรูปแบบศิลปะ
ทวารวดีแล้วมีลักษณะคล้ายคลึงกับโบราณสถานหมายเลข ๑๔ วัดโขลงสุวรรณคีรีเมืองคูบัวจังหวัด
ราชบุรีที่มีการประดับผนังเป็นแบบช่วงเสาเว้นเป็นระยะ ๆ ฉาบปูนและประดับลวดลายปูนปั้นเป็น
แถวยาวในแต่ละช้นั เชน่ แถวลายก้านขดแถวช่องส่ีเหลี่ยมตามแนวยาวท่ีมรี ปู คนแคระสิงห์ลิงควายและ
ช้างทาท่าแบกประดับเรยี งเป็นแถวและยังพบลายประดับอื่น ๆ ตามแบบศิลปะทวารวดีเช่นลายกรอบ
ส่ีเหล่ียมเลก็ ๆ เรียงกนั เป็นแถวลักษณะการเจาะช่องมีประตมิ ากรรมรูปคนแคระคาฐานโบราณสถาน
ดังกล่าวมีปรากฏที่โบราณสถานหลายแห่งในสมัยทวารวดีเช่นโบราณสถานวัดโขลงสุวรรณคีรีเมืองคู
๔๓ กรมศลิ ปากร, อุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรเี ทพ, หนา้ ๘๓.
๔๓
บัวจังหวัดราชบุรีโบราณสถานวัดนครโกษาจังหวัดลพบุรีโบราณสถานท่ีเมืองโบราณโคกไม้เดนจังหวัด
นครสวรรค์โบราณสถานที่เมืองอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีและโบราณสถานที่เจดีย์จุลประโทนเมือง
นครปฐมเป็นต้น๔๔ นอกจากสถาปัตยกรรมประธานแล้วภายในบริเวณซง่ึ ล้อมรอบด้วยกาแพงศิลาแลง
ยังมสี ่งิ ก่อสรา้ งขนาดเล็กไดแ้ ก่วหิ ารเจดยี ์รายและอาคารประกอบพิธกี รรมต่าง ๆ อย่โู ดยรอบ
จากการศึกษารูปแบบทางศิลปะของลวดลายปูนป้ันที่ตกแต่งโบราณสถานแห่งนี้
โบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นโบราณสถานเช่นพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์สาริดและหลักฐาน ทาง
โบราณคดีอ่ืน ๆ ทาให้เชื่อว่าเขาคลังในถูกสร้างข้ึนเม่ือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ซึ่งคงจะเป็นระยะ
เดียวกับการก่อต้ังเมืองศรีเทพโดยในระยะแรกอาจจะสร้างขน้ึ เพอ่ื เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบ
หินยานหรือเถรวาทตามที่นิยมนับถือกันในสังคมวัฒนธรรมทวารวดีในระยะแรกต่อมาในร าวพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๔ จึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นพุทธศาสนามหายานซึ่งเป็นลักษณะเช่นเดียวกันกับเมืองท่ี
เจริญอยู่ภายใตว้ ัฒนธรรมทวารวดใี นชว่ งสมยั น้นั
โบราณสถานเขาคลังในยังคงอยู่เป็นศาสนสถานของชุมชนเรื่อยมาจนกระทั่งเมือง
ศรีเทพปรากฏอิทธิพลวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณซึ่งนับถือศาสนาฮินดูอย่างเด่นชัดแล้วในราว
พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ ดังที่ได้มีการค้นพบพระพุทธรูปที่เขาคลังในซึ่งมีลักษณะอิทธิพลเขมรสมัย
บาปวนและนครวัดอาจเป็นไปได้ว่าโบราณสถานเขาคลังในคงจะมีบทบาทต่อชุมชนควบคู่มากับเมือง
ศรเี ทพตัง้ แต่แรกเร่มิ จนกระท่ังถูกทงิ้ รา้ งไปพร้อม ๆ กนั ในราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๘
๒) โบราณสถานเขาคลงั นอก
เขาคลังนอกต้ังอยู่ทางทิศเหนือของเมืองศรีเทพโดยห่างออกมาประมาณ ๒
กิโลเมตรในพ้ืนท่ีบ้านสระปรือตาบลศรีเทพอาเภอศรีเทพแต่เดิมโบราณสถานแห่งนี้มีลักษณะเป็นเนิน
ดินขนาดใหญ่มีต้นไม้ปกคลุมอยู่ท่ัวไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้ดาเนินการขุดค้นโบราณสถาน
แหง่ นใี้ นปี พ.ศ. ๒๕๕๑ พบวา่ เปน็ สถูปเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในวัฒนธรรมทวารวดแี ละมสี ภาพของฐาน
ทส่ี มบรู ณ์ทส่ี ุดจงึ เป็นโบราณสถานท่ีมีความสาคัญมากแห่งหนง่ึ ของประเทศไทย
องค์สถูปประธานของโบราณสถานเขาคลังนอกป ระกอบด้วยส่วนฐาน มีผังรู ป
ส่ีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดกว้าง-ยาวด้านละ ๖๔ เมตรก่อด้วยศิลาแลงไม่ฉาบปูนและไม่มีลวดลายปูนปั้น
ประดับมีลักษณะเป็นฐานสองชั้นซ้อนลดหลั่นประดับด้วยชุคลวกบัวเรียบง่ายที่แสดงให้เห็นลักษณะ
ของศิลปะทวารวดีที่มุมแต่ละช้ันน่าจะประดับด้วยเจดีย์ประจามุมโดยรอบฐานแต่ละช้ันมีก ารยก
กระเปาะหรือยกเก็จเป็นระยะเรียงรายโดยตกแต่งด้วยรูปอาคารจาลองนับเป็นลักษณะพิเศษและ
๔๔ กรมศิลปากร, อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ, หน้า ๘๔.
๔๔
เดน่ ชดั สามารถนามาใชใ้ นการสันนษิ ฐานรูปแบบและกาหนดอายโุ บราณสถานแหง่ น้ีได้๔๕ ฐานอาคารมี
บันไดท้ัง ๔ ทิศที่บริเวณก่ึงกลางของแต่ละด้านลักษณะบันไดมีผนังสูงซ่ึงสามารถศึกษารูปแบบที่
สมบูรณ์ได้ จากบันไดทางทิศเหนือหลักฐานจากการขุดค้นพบว่าในระยะท้ายสุดใช้บันไดทางทิศ
ตะวันตกเป็นทางขึ้นไปสู่องค์สถูปเจดีย์ท่ีอยู่ด้านบนส่วนบันไดด้านอนื่ ถูกก่อปิดทับเป็นผนังสูงซงึ่ อาจมี
พระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้านหน้าผนังดังกล่าวลักษณะของฐานอาคารแห่งน้ีมีการทาซุ้ มอาคาร
จาลองขนาดลดหลั่นกันไปในแต่ละด้าน ส่วนองค์เจดีย์ท่ีอยู่บนฐานข้างต้นมีสภาพปรักหักพังเหลือ
เพียงฐานสี่เหล่ียมก่อด้วยอิฐมีหลุมเสาอยู่โดยรอบคล้ายกับเป็นเสาหลังคาคลุมลานล้อมรอบองค์เจดีย์
ลักษณะเจดีย์อิฐองค์น้ีน่าจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมดังท่ีเทียบเคียงได้จากลักษณ ะของรูปอาคารจาลองท่ี
ประดบั ทฐ่ี านศลิ าแลงแตส่ ว่ นยอดจะเป็นรูปทรงใกนั้นยงั ไม่สามารถบ่งชไี้ ด้อย่างชดั เจน
จากการขดุ ค้นทบ่ี ริเวณข้างฐานด้านทศิ ตะวันตกขององค์เจดีย์อิฐได้พบพระพุทธรูป
ศิลาศิลปะทวารวดีประทับยืนแสดงปางแสดงธรรม (วิตรรกะมุทรา) ทง้ั ๒ พระหัตถ์ขนาดพระพุทธรูป
สูงประมาณ ๖๑ เซนติเมตรพระเศียรมีขมวดพระเกศาขดเป็นรูปก้นหอยและมีประภามณฑลอยู่
ด้านหลังพระเศียรพระพุทธรูปองค์น้ีน่าจะถูกเคล่ือนย้ายไปจากที่เดิมและนาไปต้ังไว้บริเวณข้างฐาน
เจดีย์ในระดับพื้นภายในซุ้มที่ก่อข้ึนสมัยหลังเพราะพระพุทธรูปมีสภาพชารุดท่ีพระบาทและมีร่ องรอย
การซ่อมแซมที่นิ้วพระหัตถ์ด้านซ้ายโดยแต่เดิมเป็นการแสดงวิตรรกะมุทราที่มีน้ิวตั้งข้ึน ๓ น้ิวแต่น้ิว
เหล่านั้นน่าจะหักหายไปจึงได้คัดแปลงซ่อมแซมให้เป็นการงอนิ้วท้ัง ๓ ลงมาซึ่งแท้จริงแล้วในศิลปะ
ทวารวดีได้มีการสร้างพระพุทธรูปแสดงปางวิตรรกะแบบงอน้ิวเช่นกันดั งเช่นพระพุทธรูปยืนพบที่
จังหวดั นครปฐมปจั จุบันจดั แสดงอยู่ทพ่ี ิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดียแ์ ละพระพุทธรูปพบท่ีเขา
สมอคอนปัจจบุ ันจดั แสดงอยูใ่ นพิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติพระนครแตพ่ ระพุทธรปู ทั้ง ๒ องคน์ แ้ี สดงปาง
วิตรรกะแบบงอนิ้วทั้ง ๒ พระหัตถ์ (ยังไม่เคยพบพระพุทธรูปแสดงปางวติ รรกะแบบตั้งนิ้วข้างหนึ่งและ
งอน้ิวข้างหนึ่ง) ดังน้นั พระพุทธรูปท่ีพบที่โบราณสถานเขาคลังนอกจงึ มีลักษณะผิดปกตขิ องการแสดงวิ
ตรรกะมุทราแบบงอนิ้วที่พระหัตถ์ค้านซ้ายเพียงด้านเดียวแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าช่างผู้ทาการคัด
แปลงแก้ไขพระพทุ ธรปู องค์ดังกล่าวได้เคยพบเห็นลักษณะการทาวิตรรกะแบบงอน้ิวมาก่อนแล้วซ่ึงเช่ือ
ว่าการแสดงปางเช่นนี้น่าจะมีพัฒนาการมาจากมุทราของพระพุทธรูปในศิลปะอินเดียสมัยอมราวดี
๔๕ สันติ เล็กสุขุม, “รูปแบบสันนิษฐาน: เจดีย์เขาคลังนอก อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเพชรบูรณ์”,
ศลิ ปากร, ปีที่ ๕๒ ฉบับท่ี ๖ (พฤศจกิ ายน-ธันวาคม ๒๕๕๒): ๒๕.
๔๕
ตอนปลาย-ศรีลังกาสมัยอนุราธปุระ๔๖ แบบท่ีเรียกว่ากฎกมุทราซ่ึงหมายถึงการหันฝ่าพระหัตถ์ออก
ดา้ นนอกโดยมีนิ้วโป้งชี้ข้ึนส่วนอีกสี่น้ิวงอเป็นวงกลมหรือวงแหวนโดยอาจใช้ประโยชน์เพื่อการจับชาย
จวี รหรอื ใชเ้ พ่อื ถือสงิ่ ของ๔๗
นอกจากองค์สถูปประธานที่กล่าวมาแล้วยังสารวจพบซากโบราณสถานท่ีอยู่ใน
องค์ประกอบรวมของโบราณสถานเขาคลังนอกอาจเป็นโคปุระหรือโบราณสถานบรวิ ารโดยมีตาแหน่ง
อยู่ก่ึงกลางด้านทั้ง ๔ ทิศจานวนประมาณ ๒-๓ องคเ์ รียงกนั ในแต่ละด้านโดยห่างออกไปแต่ละองคเ์ ป็น
ระยะประมาณ ๒๕ เมตรซง่ึ ต้องทาการขดุ คน้ เพ่มิ เติมต่อไปในอนาคต
ดร.สันติ เล็กสุขุม ศาสตราจารย์ประจาภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะคณะ
โบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากรเชื่อว่าโบราณสถานเขาคลังนอกน่าจะมีอายุราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-
๑๒ และได้สันนิษฐานรูปแบบองค์สถูปประธานไว้ว่า ".....ฐานก่อศิลาแลงเป็นสองจานซ้อนลดหล่ัน
ประดับผนังของฐานด้วยรูปปราสาทจาลองใหญ่น้อยเรียงรายพนักของบันไดทางขึ้นทั้งส่ีด้านของฐาน
ท้ังสองคงเคยมีหลังคามากกว่าเปิดโล่งและเคยมีเจดีย์ขนาดเล็กประดับเหนือสันหลังคาอน่ึงย่อมเคยมี
เจดีย์ขนาดเล็กประดับมุมทั้งส่ีของฐานซ้อนลดหล่ันด้วยเจดีย์ขนาดเล็กเหล่าน้ีรวมเรียกว่าเจดีย์บริวาร
โดยมีเจดีย์ประธานซึ่งเด่นอยู่กลางล้อมด้วยระเบียงคดรูปทรงและรูปแบบ" ครรภธาตุ "ของเจดีย์
ประธานคงเปน็ แมแ่ บบของเจดยี ์บริวารคือรปู ภาชนะทรงหม้อน้า......๔๘
ข้อสันนิษฐานดังกล่าวถึงแม้จะมีนักวิชาการมีความเห็นแย้งโดยเฉพาะอย่างย่ิงใน
ส่วนของหลงั คาบนั ไดทางข้ึนซึ่งบางทา่ นเชือ่ ว่าอาจไม่มหี ลังคาเมอื่ เปรียบเทียบจากลักษณะท่ีปรากฏท่ี
อาคารจาลองตกแต่งรอบฐานและรูปทรงของเจดีย์อิฐบนฐานศิลาแลงซ่ึงยังไม่สามารถหาข้อ ยุติได้
อย่างไรก็ตามสามารถใช้เป็นแนวทางเพอ่ื สันนษิ ฐานรูปแบบท่ีแทจ้ ริงของโบราณสถานแห่งนี้ต่อไปไดใ้ น
อนาคต
๔๖ เชษฐ์ ตงิ สัญชลี, “การวิเคราะห์การแสดงวิตรรกะมุทราสองพระหัตถ์ของพระพุทธรูปในศลิ ปะทวาร
วดี”, ๒๕๔๔ หน้า ๕๔-๕๕, อา้ งใน บณั ฑติ ลิว่ ชัยชาญ และคณะ, “การประดษิ ฐานพระพทุ ธศาสนาจากลงั กาทวปี ใน
ดินแดนประเทศไทยสมยั วัฒนธรรมทวารวดี”, รายงานการวิจัย, (๒๕๕๑).
๔๗ บัณฑิต ล่ิวชัยชาญ และคณะ, “การประดิษฐานพระพุทธศาสนาจากลังกาทวีปในดินแดนประเทศ
ไทยสมยั วัฒนธรรมทวารวดี”, รายงานการวจิ ัย, (๒๕๕๓), หน้า ๑๗๑.
๔๘ สันติ เล็กสุขุม, “รูปแบบสันนิษฐาน: เจดีย์เขาคลังนอกอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพเพชรบูรณ์”,
ศลิ ปากร, ปที ่ี ๕๒ ฉบับที่ ๖ (พฤศจิกายน-ธนั วาคม ๒๕๕๒): ๓๑.
๔๖
๓) โบราณสถานถา้ เขาถมอรัตน์
เขาถมอรัตน์เป็นภูเขาขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองศรีเทพโดย
ห่างออกไปราว ๒๑ กิโลเมตร (ห่างออกไปในแนวตรง ๑๕ กิโลเมตร) อยู่ในพ้ืนท่ีตาบลโคกสะอาด
อาเภอศรีเทพบนเขาแห่งนี้มีถ้าอยู่แห่งหน่ึงถูกดัดแปลงให้เป็นศาสนสถานของพระพุทธศาสนาภายใน
ถ้ามีแกนหินขนาดใหญ่สามารถเดินรอบแกนหินน้ีได้ท่ีแกนหินน้ีมีภาพสลักนูนต่าเป็นพระพุทธรูปและ
พระโพธิสัตว์เป็นสาคัญพระพุทธรูปองค์ใหญ่ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นประธานของศาสนสถานแห่งน้ีเป็น
พระพุทธรูปประทับยืนยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างสูงราว ๒.๕๑ เมตร แต่พระหัตถ์และพระเศียรถูกสกัด
ออกไปสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปยืนปางปฐมเทศนาประทับยืนบนฐานกลีบบัวขนาดใหญ่กับมี
พระพุทธรูปประทับยืนขนาดรองลงมาและพระพุทธรูปน่ังปางสมาธิถัดลึกเข้าไปภายในถ้ารวมท้ังหมด
๑๑ องค์นอกจากภาพจาหลักรูปพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปแล้วยังมีภาพจาหลักเป็นรูปสถูปเจดีย์
และธรรมจักรอยู่ด้วยภาพจาหลักเหล่าน้ีสร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายานมีลักษณะของศิลปะ
ทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ เศียรของประติมากรรมเหล่าน้ีถูกลักลอบตัดออกไปแต่ต่อมาได้
ตามกลับมาได้และเก็บรกั ษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร๔๙ และจากการสอบถามชาวบ้านท่ี
อยู่ในบริเวณน้ันทราบว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนมีผู้พยายาม ระเบิดภายในถ้าเพื่อหาทรัพย์สมบัติซึ่งจาก
การสารวจอย่างละเอียดภายในถ้ายังพบร่องรอยการสกัดเป็นหลุมขนาดเล็กตามผนังถ้าเพื่อใช้ฝัง
ระเบิดอยู่บ้างนอกจากนย้ี ังพบว่ามีภาพสลักอกี หลายจดุ ที่ถกู ทาลายไปแล้วบางบรเิ วณเหลือเฉพาะฐาน
กลบี บวั เพยี งเลก็ นอ้ ย
ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ได้กล่าวถึงภาพสลักที่เขาถมอรัตน์ว่า
เป็นภาพสลักลงบนแกนหินท่ีแต่เดิมอาจมีรักหรือปูนป้ันประกอบภาพเหล่าน้ีสะท้อนให้เห็นคติใน
ศาสนาพุทธแบบมหายานภาพสลักเหล่านี้คล้ายคลึงกับศิลปะทวารวดีในแถบจังหวัดบุรีรัมย์เช่นที่
อาเภอประโคนชัยอาเภอลาปลายมาศเป็นต้นโดยศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสภุ ัทรดิศ ดิศกุลได้สรุปไว้ใน
เบ้ืองต้นว่าสาหรับพระพุทธรูปน้ันได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะทวารวดีแต่สาหรับพระโพธิสัตว์ได้รับ
อทิ ธพิ ลมาจากศิลปะขอมสมัยก่อนเมอื งพระนคร๕๐
ส ภ า พ ท า งภู มิ ศ า ส ต ร์ บ ริ เว ณ เมื อ ง ศ รี เท พ แ ล ะ ห ลั ก ฐ า น ท าง โบ ร า ณ ค ดี ท า ให้
นักวิชาการเช่ือว่าเมืองศรีเทพเป็นจุคระหว่างเครือข่ายทางการค้าและทางวัฒนธรรมระหว่างเมือง
โบราณในแถบล่มุ น้าเจ้าพระยาลุ่มน้าลพบุรี-ปา่ สักและบรเิ วณทรี่ าบสูงโคราชโดยสามารถเช่ือมโยงไปสู่
๔๙ กรมศลิ ปากร, อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ, หนา้ ๑๒๕.
๕๐ สภุ ัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า, “ความรู้เพิ่มเตมิ เกี่ยวกบั ถ้าพระโพธสิ ัตวอ์ าเภอแก่งคอย
จงั หวดั สระบุรี” เมืองโบราณ, ปที ี่ ๒๑ ฉบับท่ี ๔ (ตลุ าคม-ธันวาคม ๒๕๓๗): ๕๘.
๔๗
เขมรและจาปาสักได้ทาให้เมืองศรีเทพได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมท่ีหลากหลายนอกจากวัฒนธรรม
ทวารวดีที่ได้แพร่มายังเมืองศรีเทพในช่วงยุคต้นประวัติศาสตร์ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ดังท่ีได้
กล่าวมาแล้วข้างต้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นไปวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณได้แพร่
เข้ามาแทนที่ซึ่งพบอาคารรูปแบบปราสาทขอมตามเส้นทางติดต่อระหว่างเมืองศรีเทพและเมืองอื่น ๆ
หลายแห่งเชน่ เมืองละโว้หรือลพบุรีทางตะวนั ตกเฉียงใต้ของเมืองศรีเทพและปรางค์นางผมหอมอาเภอ
ลาสนธิจงั หวดั ลพบุรีทางตะวันออกของเมืองศรีเทพเปน็ ตน้
การรับอิทธิพลวัฒนธรรมขอมในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ ก่อให้เกิดการเปลี่ยน
แปลงทางวัฒนธรรมหลายอย่างท่ีเมืองศรีเทพโดยเฉพาะอย่างยิ่งค้านที่เก่ียวเน่ืองกับศาสนาเพราะ
หลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมเขมรโบราณในช่วงเวลาน้ันได้นาศาสนาฮินดูเขา้ มาสู่
เมืองศรเี ทพอีกครั้งหน่ึงหลังจากที่ปรากฏเทวรูปฮินดูในเมืองศรีเทพมาก่อนแล้วในช่วงเวลาท่ีร่วมสมัย
กับวัฒนธรรมทวารวดีและมีข้อน่าสังเกตว่าโบราณสถานประเภทปราสาทขอมท่ีสร้างภายในเมืองศรี
เทพนั้นไม่ได้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกตามปกตแิ ตก่ ลับหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งอาจสันนิษฐาน
ได้ว่าเป็นการหันหน้าเข้าหาเขาถมอรัตน์ซ่ึงตั้งตระหง่านอยู่ในทิศทางนี้โดยสมมุติว่าเขาถมอรัตน์เป็น
สญั ลกั ษณข์ องเขาไกรลาสถึงแมว้ ่าโบราณสถานบนตัวเขาก่อนหน้าน้จี ะเป็นแบบทวารวดีก็ตาม๕๑
๒. ศาสนสถานศิลปะเขมรโบราณหรอื ลพบุรี ไดแ้ ก่
๑) โบราณสถานปรางค์ศรีเทพ
ปรางค์ศรีเทพเป็นศาสนสถานแบบปราสาทในศิลปะขอมตั้งอยู่ทางด้านหลังใน
แนวแกนเดียวกับปรางค์สองพ่นี ้ององค์ปรางค์ประธานเป็นปราสาทอิฐขนาดใหญต่ ั้งอยู่บนฐานศิลาแลง
ซึ่งต้ังอยู่บนฐานท่ียกพ้ืนสูงข้ึนมาจากระดับผิวดินเดิม (ฐานไพที) โดยการก่อศิลาแลงเป็นกรอบ
ส่ีเหล่ียมจัตุรัสสูงข้ึนมาจากพื้นดินเดิมราว ๑ เมตรแล้วถมอัดดินลงไปในกรอบศิลาแลงปรับระดับให้
เรียบเปน็ ลานกว้างรองรับปราสาท องค์ปรางค์ปราสาทประกอบดว้ ยฐานศิลาแลงแบบฐานบัวลกู ฟัก ๒
ชนั้ มีมขุ ทงั้ ๔ ด้านส่วนเรือนธาตุและเครอื่ งบนก่อด้วยอิฐท่ีฝนขัดจนเรียบสนทิ และไมส่ อปูนองคป์ รางค์
หรือปราสาทมีความสูงเท่าท่ีเหลืออยู่ประมาณ ๑๓ เมตรไม่พบการก่อมุขยื่นออกมาทางด้านหน้า
ปรางค์พบเพียงร่องรอยหลมุ เสากลมขนาดใหญจ่ านวน ๕ หลมุ เรยี งอย่ทู ่ีฐานศิลาแลงชั้นลา่ งสุคบริเวณ
ด้านหน้าทางขึ้นและพบชิ้นส่วนซากไม้เสียบย่ืนออกมาจากองค์ปรางคด์ ้านหน้ารวมท้ังพบกระเบ้ืองมุง
๕๑ อนุวิทย์ เจริญศุภกุล, “โครงการอทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพการศึกษาค้านสถาปตั ยกรรมเพื่อการ
อนุรักษ์สรปุ ผลการสารวจและแนวความคิดเบอ้ื งตน้ ”, เมืองโบราณ, ปีท่ี ๑๓ ฉบับท่ี ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๑):
๑๓.
๔๘
หลังคาชนิดกระเบื้องโค้งหรือกระเบื้องกาบกล้วยท่ีเรียกว่ากาบูจานวนมากซึ่งอาจจะแสดงให้เห็นถึง
ร่องรอยของหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องท่ีเคยคลุมอยู่บริเวณด้านหน้าปรางค์ซึ่งหันหน้าไปทางทิศ
ตะวันตกลักษณะแผนผังของปรางค์ศรีเทพนี้เป็นสถาปัตยกรรมในช่วงสมัยบาปวนตอนปลายดังที่พบ
หลายแห่งในประเทศไทยเช่นปราสาทบ้านพลวงจังหวัดสุรินทร์และ พระธาตุนารายณ์เจงเวง จังหวัด
สกลนคร เป็นต้น๕๒
ภายในผนังเรือนธาตุของปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพี่น้องด้วยเช่นกันมีลักษณะ
พิเศษจากโบราณสถานแบบปรางค์ขอมในสมัยเดียวกันคือมีการก่ออิฐเป็นซุ้มจระนาที่ก่ึงกลางผนังท้ัง
๕ ด้านซึ่งเป็นลักษณะท่ีพบเฉพาะในสถาปัตยกรรมเขมรโบราณและจามในระยะต้นเท่าน้ัน
สถาปัตยกรรมเขมรสมัยพระนครหลวงไม่เคยทาซุ้มจระนาภายในเช่นน้ีเลย ด้านหน้าของปรางค์
ประธานทั้งด้านซ้ายและขวามีฐานอาคารศลิ าแลงหลังเล็ก ๆ จานวน ๒ หลังอาคารท้ังสองหลังน้ีคงจะ
มีหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องเช่นเดียวกันเน่ืองจากพบร่องรอยหลุมเสาบนฐานอาคารด้านหน้า
ของโคปุระหรือประตูทางเข้ามีฐานอาคารและทางเดินยกพื้นรูปกากบาทท่ีปลายสุดพบโกลนพญานาค
แผพ่ ังพานตกอยใู่ นบริเวณน้นั แต่เดมิ คงจะเป็นเศียรของพญานาคปูนปน้ั ท่ีมโี กลนศิลาแลงอยภู่ ายในแผ่
พังพานอยู่บรเิ วณปลาย ๒ ข้างของทางเดนิ ท่ีเรียกว่าสะพานนาคโดยมีลาตัวพญานาคทอดยาวเป็นราว
สะพานตามความนิยมในศิลปะเขมรด้านซ้ายของสะพานนาคมีทางเดินปศิลาแลงสู่ฐานอาคารรูป
ส่ีเหลี่ยมผืนผ้าท่ีทอดยาวขนานกับสะพานนาคถัดมาทางทิศตะวันออกใกล้กับฐานไพท่ีมีอาคารรูป
สเี่ หลี่ยมขนาดเล็กก่อด้วยศลิ าแลงอีก ๑ หลงั ขณะขุดค้นโบราณสถานไดพ้ บประติมากรรมหินทรายรูป
เทพชมั ภละหรือกเุ วรซ่ึงเปน็ เทพแหง่ ความมั่งคัง่ อยู่ใกล้ ๆ กบั อาคารหลังนสี้ ว่ นทางด้านหนา้ โคปุระก็ได้
พบประติมากรรมหินทรายเช่นเดียวกันเป็นประติมากรรมรูปทวารบาลซึ่งน่าจะเป็นทวารบาลคู่
เดียวกันกับทวารบาลจากเมืองศรีเทพท่ีปัจจุบันเก็บรักษาไว้ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครซึ่ง
กาหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘๕๓ สันนิษฐานว่าปรางค์ศรีเทพน่าจะสร้างข้ึนในราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ เป็นศิลปะแบบบาปวนต่อนครวัดเน่ืองจากได้พบทับหลังท่ีสามารถกาหนดอายุได้
ในช่วงสมัยดังกล่าวโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างเพื่อเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูแต่ต่อมามีการ
เตรียมการก่อสร้างหรอื ซอ่ มแซมศาสนสถานแต่ยงั ไม่แล้วเสร็จโดยพบโกลนหินรูปกลีบขนุนทีใ่ ช้ประดับ
บนช้ันหลังคาปรางค์ถูกสลักท้ิงค้างไว้ใกล้ฐานปรางค์โดยยังไม่ได้สลักภาพลงไปซึ่งอาจจะแสดงให้เห็น
ถึงการพยายามซ่อมแปลงแก้ไขศาสนสถานโดยปรับเปล่ียนจากศาสนสถานในศาสนาฮินดูเป็นศาสน
๕๒ อนวุ ิทย์ เจรญิ ศุภกุล, “โครงการอทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพการศึกษาค้านสถาปัตยกรรมเพ่ือการ
อนรุ กั ษ์สรปุ ผลการสารวจและแนวความคดิ เบ้ืองต้น”,: ๑๒.
๕๓ กรมศิลปากร, อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ, หน้า ๑๑๙.
๔๙
สถานในศาสนาพุทธแบบมหายานซ่ึงเป็นความนิยมในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ในช่วงต้นถึง
กลางพทุ ธศตวรรษที่ ๑๘ แต่ยังไม่ทนั สาเร็จ
นอกจากโบราณสถานทปี่ รากฏอยบู่ นผิวดินแล้วในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้มี
การบูรณะปรางค์ศรีเทพและมีการขุดตรวจทางโบราณคดีบริเวณโดยรอบฐานปรางค์เพื่อหาข้อมูล
เพิ่มเติมในการบูรณะได้พบข้อมูลหลักฐานใหม่ท่ีช้ีให้เห็นว่าก่อนท่ีจะมีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมรุ่น
หลังสุดดังที่ปรากฏในปัจจุบันน้ันได้มีการก่อสร้างสถาปัตยกรรมรุ่นเก่ากว่ามาก่อนแล้วโดย
สถาปัตยกรรมในรุ่นนั้นถูกสร้างซ้อนทับอยู่ข้างใต้อย่างน้อย ๒-๓ รุ่นโดยมีการใช้พื้นที่ในบริเวณ
เดียวกันน้ีต้งั แต่ในชว่ งท่ศี รีเทพอยู่ภายใตอ้ ิทธิพลวฒั นธรรมทวารวดี
ร่องรอยสิ่งก่อสร้างในพื้นท่ีเดียวกันน้ีพบว่ามีการซ่อมแซมเปล่ียนแปลงอยู่เสมอใน
ห้วงเวลาหลายศตวรรษ ได้แก่ อาคารขนาดใหญ่ (หมายเลข ๑.๑) ฐานก่อด้วยศิลาแลงอยู่ในตาแหน่ง
เดียวกันกับปรางค์ศรีเทพด้านหน้าอาคารหลังนี้มีฐานอาคารศิลาแลงผังรูปสี่เหล่ียมผืนผ้า (หมายเลข
๕) และสระน้ารูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสลักษณะสอบแคบลงสู่ก้นบ่อ (หมายเลข ๗) กรุด้วยศิลาแลงขนาด
กวา้ งยาวด้านละ ๖ เมตรลกึ ประมาณ ๕ เมตรและพบซากอาคารอื่นอกี หลายแห่ง
ต่อมาได้ร้ืออาคารหมายเลข ๑.๑ และสร้างปรางค์ศรีเทพไว้แทนที่โดยในระยะต้น
(ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗) ได้มีการถมปรับพ้ืนที่โดยรอบปรางค์ศรีเทพให้สูงข้ึนประมาณ ๕๑
เซนติเมตรและปรับรูปแบบอาคารหมายเลข ๖ ซึ่งอยู่ด้านหน้าปรางค์ศรีเทพให้เป็นอาคารที่มีปีกยื่น
ออกทงั้ ทางดา้ นซา้ ยและขวามีการต่อเติมทางเดินด้านหนา้ อาคารหมายเลข ๕ (คืออาคารหมายเลข ๖)
และตอ่ เตมิ ขอบสระใหส้ งู ขนึ้ ตามระดับดนิ ที่ถมใหม่รวมท้ังได้กอ่ สร้างอาคาร (อาจเป็นบรรณาลัย) หลัง
ที่อยู่ทางทศิ เหนือ (หมายเลข ๒) และหลงั ที่อยู่ทางทิศใต้ (หมายเลข ๓)
ในระยะสุดท้ายได้ปรับปรุงอีกคร้ังโดยถมดินสูงขึ้นอีกราว ๓๑ เซนติเมตรกลบทับ
อาคารประกอบทั้งหลายที่อยู่ด้านหน้าองค์ปรางค์ประธานรวมท้ังสระน้าแต่ยังคงเหลือเฉพาะอาคาร
บรรณาลัยทั้ง ๒ หลังที่ได้ก่อฐานใหม่ทับลงบนตาแหน่งเดิมและได้ก่อสร้างทางเดินเช่ือมต่อจากซุ้ม
ประตูทางเข้าด้านหน้าทับอยู่บนอาคารหมายเลข ๕ เดิมซ่ึงเชื่อว่าการปรับปรุงคร้ังหลังสุดน้ีน่าจะเป็น
การปรับเปลย่ี นอาคารหลงั น้จี ากเทวสถานในศาสนาฮินดใู หเ้ ป็นวัดในคติพระพุทธศาสนาแบบมหายาน
ในชว่ งราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ ดังท่ีได้พบหลักฐานหลายอย่างท่แี สดงให้เห็นถงึ การเปล่ยี นแปลงภายใน
เมอื งศรเี ทพในครง้ั นั้นเชน่ ชนิ้ ส่วนประดับสถาปัตยกรรมที่ยงั คงทาไมแ่ ล้วเสร็จเปน็ ต้น๕๔
๕๔ กรมศิลปากร, อทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, หนา้ ๑๑๖.
๕๐
๒) โบราณสถานปรางคส์ องพี่นอ้ ง
เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ในกลุ่มศาสนสถานกลางเมืองเช่นเดียวกับโบราณสถาน
เขาคลังในสร้างข้ึนเน่ืองในศาสนาฮินดูในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก
เช่นเดียวกันกับปรางค์ศรีเทพรูปแบบการก่อสร้างเป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมรโบราณหรือลพบุรีชื่อ
ปรางค์สองพ่ีน้องเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกเช่นเดียวกันเนื่องจากมีปรางค์ ๒ องค์ต้ังอยู่เคียงข้างกันองค์
หน่ึงมีขนาดใหญก่ วา่ มากอกี องคห์ นง่ึ มีขนาดเล็กกวา่ จงึ เรยี กว่าปรางคส์ องพ่นี ้อง
ปรางคป์ ราสาทองคใ์ หญ่ตั้งอยู่บนฐานปัทม์ก่อดว้ ยศิลาแลงซอ้ นกนั ๓ ชั้นองค์เรือน
ธาตุก่อด้วยอฐิ ไม่สอปูนแตพ่ บรอ่ งรอยการฉาบปูนที่ภายนอกมีมุขย่ืนออกมาทั้ง ๔ ทศิ ค้านทิศตะวันตก
ทามุขยื่นออกมาเป็นห้องยาวเช่ือมต่อกับมณฑปด้านหน้าเป็นช่องทางเข้าสู่ภายในปราสาทได้ลักษณะ
เช่นน้ีปรากฏในปรางค์แบบบาปวนเชื่อมต่อนครวัดพบท่ัวไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีก ๓ ด้าน
เป็นมุขส้ันติดกับตัวปราสาททาเป็นช่องประตูหลอกส่วนชั้นหลังคาปัจจุบันพังทลายจนไม่เห็นรูปทรง
แต่คงมีลักษณะเช่นเดียวกันกบั ปราสาทขอมองค์อืน่ ๆ ในสมัยเดียวกันคือประกอบด้วยช้ันเชิงบาตรซ่ึง
โดยปกติแล้วมักจะมีจานวน ๕ ชั้นซ้อนลดหล่ันกันข้ึนไปบนยอดสุดนักประคับด้วยกลศคือหม้อน้า
ศักดิ์สิทธ์ิปักด้วยตรีศูลหรือปัญจศีลหล่อด้วยโลหะบนชั้นเชิงบาตรแต่ละชั้นประดับด้วยกลีบขนุนเรียง
รายเป็นระยะในแต่ละด้านและท่ีมุมหลักท้ังสี่ของชั้นเชิงบาตรแต่ละช้ันประดับกลบี ขนุนรูปสามเหลีย่ ม
ซง่ึ เรียกวา่ นาคบักหลังคาปราสาทจงึ มีลักษณะสอบเข้าคล้ายรูปพุ่มอย่างเช่นหลังคาปราสาทหินพิมาย
และปราสาทพนมรุ้ง ลักษณะแผนผังของปราสาทอยู่ในรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมด้านนอกทั้ง ๔ ด้าน
องค์ปราสาทค่อนขา้ งสงู เท่าที่เหลืออยู่สงู ประมาณ ๗ เมตรผนงั ห้องภายในทั้งสามดา้ นคอื ด้านทิศเหนือ
ตะวันออกและทิศใต้เจาะเป็นช่องซุ้มจระนายอดซุ้มเป็นรูปสามเหล่ียมเช่นเดียวกับ ปรางค์ศรีเทพ
อาจจะใช้เป็นท่ีประดิษฐานรูปเคารพหรือเคร่ืองบูชาหรือเคร่ืองให้แสงสว่างอย่างใดอย่างหนึ่งภายใน
ปราสาทมีแท่นศิลาแลงสาหรับประดิษฐานรูปเคารพโดยตรงกลางแท่นเจาะเป็นรเู พื่อใช้เสียบยึดเดือย
ฐานรูปเคารพใหม้ ่นั คง๕๕
มุขปราสาทด้านหน้ายาวประมาณ ๑๑ เมตรฐานก่อด้วยศิลาแลงเป็นชุดของฐาน
ปัทม์เช่นเดียวกันผนังมุขปราสาทก่อด้วยอิฐจากการขุดค้นโบราณสถานได้พบลูกมะหวดและกรอบ
หน้าต่างทาด้วยหินทรายตกอยู่ใต้ผนังมุขปราสาทด้านทิศใต้จึงสันนิษฐานว่าผนังด้านทิศใต้และน่าจะ
รวมถึงผนังด้านทิศเหนือด้วยคงจะเจาะผนังเป็นช่องหน้าต่างและมีซ่ีกรงลูกมะหวดประดับสา หรับ
หลังคามุขปราสาทซ่ึงสูญหายไปหมดแล้วน้ันคงจะก่อด้วยอิฐซ้อนเหล่ือมเข้าหากันเป็นรูปโค้ง
๕๕ อนุวิทย์ เจริญศุภกุล, “การกาหนดอายุปรางค์ท่ีเมืองศรีเทพ”, เมืองโบราณ, ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๔
(เมษายน-พฤษภาคม ๒๕๒๒): ๙๔.
๕๑
เลียนแบบเครื่องไม้มีหน้าบันชั้นลดเช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมเขมรโดยท่ัวไป๕๖ ท่ีด้านข้างของมุข
ปราสาทด้านหน้าน้ีพบทับหลังชิ้นหน่ึงท่ีมีรูปแบบศิลปะเขมรในช่วงบาปวนต่อนครวัดกล่าว คือมี
องค์ประกอบโดยรวมตามแบบศิลปะบาปวนใช้รูปประธานเป็นพระอิศวรอุ้มพระอุมาทรงโค (ปางอมุ า
มเหศวร) อยู่บนแท่นบัลลังก์ใต้แท่นลงไปเป็นรูปหน้ากาลตวัดมือจับเศียรพญาอนันตนาคราชท่ีใช้เป็น
ตน้ ลายของลายท่อนมาลยั แต่ลักษณะเศยี รนาคเปน็ อทิ ธิพลศิลปะนครวัด
ด้านหน้าติดกับมุขปราสาทออกมาน้ันมีฐานอาคารรูปกากบาทก่อด้วยศิลาแลงซ่ึง
อาจเป็นมณฑปด้านหน้าปราสาทซึ่งมักจะพบเสมอในสถาปัตยกรรมเขมรมณฑปนี้คงมีผนังก่อด้วยอิฐ
และหลังคาก่ออิฐเป็นรูปโค้งเลียนแบบหลังคาเคร่ืองไม้เช่นเดียวกับมุขปราสาทมีช่องหน้าต่างประคับ
ลูกมะหวดเช่นเดียวกันและมีช่องประตูทางเข้าและหน้าบันประกอบโดยรอบทางด้านทิศเหนือใต้และ
ตะวันตกโดยปกติมณฑปน้ีสร้างข้ึนเพ่ือให้ทับหลังประดับโบราณสถานปรางค์สองพี่น้องประชาชน
ท่ัวไปได้เข้าไปภายในเพื่อประกอบ A decorative stone (intel from Prang Song Phi Nong
monumen พธิ ีกรรมทางศาสนาส่วนองค์ปรางค์หรอื ปราสาทซ่ึงเรียกว่า "วิมาน" น้ันเปน็ ท่ีประดิษฐาน
ศิวลึงค์หรือรูปเคารพเป็นสถานท่ีศักด์ิสิทธ์ิสงวนไว้เฉพาะแต่พราหมณ์หรือนักบวชท่ีสามารถเข้าไป
ประกอบพิธีกรรมภายในครรภคฤหะคือห้องภายในปราสาทได้เพียงพวกเคียวภายในมณฑปนั้นถ้าเป็น
ลัทธิไศวนิกายก็อาจจะเป็นทต่ี ั้งรูปโคนนทิหมอบซ่ึงมีความหมายถงึ พาหนะของพระศิวะหรือพระอิศวร
ก็ได้
ทางด้านทิศใต้ของปราสาทประธานมีปราสาทขนาดเล็กอีก ๑ องค์แต่เดิมเหลือ
เพียงส่วนของเรือนธาตุช่วงล่างต่อมาได้ซ่อมแซมบูรณะต่อเติมข้ึนไปจากเดิมอีกเล็กน้อยเพ่ือติดต้ังทับ
หลังท่ีตกอยู่ในบริเวณเดียวกัน ฐานช้ันล่างสุดของปราสาทหรือปรางค์องค์เล็กเป็นฐานปัทม์ก่อด้วย
ศิลาแลงเชื่อมตอ่ เป็นฐานเดียวกันกับฐานช้ันแรกขององค์ใหญ่ถดั ข้ึนมาเป็นส่วนขององค์ปรางคก์ ่อด้วย
อิฐลักษณะการก่ออิฐเป็นแบบเดียวกับปรางค์องค์ใหญ่แผนผังภายนอกขององค์ปรางค์ก็เป็นรูป
สี่เหล่ียมจัตุรัสเพ่ิมมุมเช่นเดียวกันทางด้านหน้าคือทางด้านทิศตะวันตกมีประตูทางเข้าสู่ครรภคฤหะ
หรือห้องภายในองค์ปรางค์ส่วนอกี ๓ ค้านคือด้านทิศเหนือทิศตะวนั ออกและทิศใต้ทาเป็นประตูหลอก
รูปทรงส่วนบนขององค์ปรางค์คงจะมีลักษณะเช่นเดียวกับปรางค์องค์ใหญ่๕๗ นอกจากปรางค์ ๒ องค์
และฐานมณฑปด้านหน้าปรางค์แล้วยังพบทางเดินและอาคารเล็ก ๆ อีกหลายหลังซ่ึงคงจะใช้เป็นท่ี
ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา
๕๖ อนุวิทย์ เจรญิ ศภุ กลุ , “การกาหนดอายปุ รางคท์ ีเ่ มอื งศรีเทพ”,: ๕๔.
๕๗ กรมศลิ ปากร, อทุ ยานประวัติศาสตร์ศรเี ทพ, หน้า ๑๑๑.
๕๒
จากการขุดค้นโบราณสถานได้พบหลักฐานช้ินส่วนประกอบสถาปัตยกรรมท่ีสาคัญ
หลายสว่ นทส่ี ามารถบอกอายุสมยั การก่อสร้างได้เช่นทับหลงั และเสาประดบั กรอบประตูซึง่ กาหนดอายุ
ได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และจากเรื่องราวที่ปรากฏบนทับหลังซึ่งสลักเรื่องราวเก่ียวกับพระศิวะ
ประกอบกับได้พบช้ินส่วนศิวลึงค์ฐานโยนและโคนนที่ในบริเวณโบราณสถานจึงสันนิษฐานว่าเมื่อแรก
สร้างโบราณสถานแห่งนี้คงจะเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดลู ัทธิไศวนิกายซึ่งสร้างข้ึนในราวพทุ ธศตวรรษ
ท่ี ๑๗ แต่ทว่าศิวลึงค์ฐานโยนและโคนนทิท่ีพบนั้นปรากฏว่าถูกฝังไว้ในพื้นดินในระดบั ใต้ฐานอาคารจึง
สันนิษฐานว่าเทวสถานแห่งน้ีคงจะถูกเปล่ียนแปลงเป็นวัดในพุทธศาสนามหายานตามกระแสความ
นิยมท่ีแพร่มาจากเขมรในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันท่ี ๗ ในระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๑ และ
โบราณสถานแหง่ นีก้ ็คงจะถกู ทิ้งรา้ งไปพร้อม ๆ กบั เมืองศรเี ทพในช่วงระยะเวลาใกลเ้ คยี งกนั น้ี
นอกจากหลักฐานดังกลา่ วแลว้ ยงั มีหลักฐานอีกช้ินหนึ่งทีน่ ่าสนใจและอาจก่อให้เกิด
ความสับสนในการตีความทางประวัติศาสตร์ได้นั่นคือการค้นพบเทวรูปพระอาทิตย์หรือสุริยเทพที่
บริเวณทางเดินรูปกากบาทซ่ึงเป็นทางเดินเข้าด้านหน้าโบราณสถานแห่งนี้เทวรูปพระอาทิตย์หรือสุริย
เทพนี้กาหนดอายุได้ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งเป็นอายุที่มีความเก่าแก่กว่าตัวโบราณสถานมากจึง
อาจเป็นไปได้ว่าเทวรูปองค์นี้อาจจะถูกเคล่ือนย้ายมาในสมัยหลังเช่นเดียวกับอัฒจันทร์ศิลารูป ครึ่ง
วงกลมซึ่งสลักเป็นรูปดอกบัวครึ่งวงกลมท่ีอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าสู่ห้องครรภคฤหะของปรางค์องค์
ใหญ่ซึ่งเป็นลักษณะของอัฒจันทร์ศิลาท่ีนิยมกันอยู่ในสมัยทวารวดีจึงอาจเป็นไปได้ว่าอาจจะมีการ
เคล่ือนย้ายมาในสมัยหลังเช่นเดียวกันแต่ถ้าเป็นรูปเคารพที่อยู่ท่ีน่ีมาแต่เดิมก็อาจเป็นไปได้เช่นกันว่า
อาจจะมโี บราณสถานที่มีอายุรนุ่ เดยี วกับรปู เคารพดังกล่าวถูกโบราณสถานรุ่นหลังสร้างซ้อนทบั อยู่ข้าง
ใต้
๓) โบราณสถานปรางค์ฤาษี
นกั วิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าปรางค์ฤาษีเป็นปราสาทแบบเขมรหรือปรางค์ท่ีเก่าที่สุด
ที่เมืองศรีเทพตง้ั อยู่นอกเมืองออกไปทางทิศเหนือในเขตวัดป่าสระแก้ว บ้านนาน้าโครม ตาบลนาสนุ่น
อาเภอศรีเทพ โบราณสถานหลังน้ีหันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งแตกต่างจากโบราณสถานในศิลปะ
เขมรหรือลพบุรีที่อยู่ภายในเมืองศรีเทพที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตก โบราณสถานแห่งน้ีกรมศิลปากร
ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๘๑ ตอนท่ี ๒๙ ลงวันท่ี
๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ หน้า ๘๕๙๕๘ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพได้ดาเนินการขุดค้นโบราณสถาน
แห่งนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยสภาพก่อนการขุดค้นโบราณสถานมีเพียงองค์ปราสาทประธานเพียงหลัง
๕๘ อุทยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ, “รายงานการปฏิบตั ิงานทางโบราณคดีปรางค์ฤๅษี”, หนา้ ๘.
๕๓
เดียวแต่ภายหลังการขุดค้นโบราณสถานทั้งบริเวณพบปรางค์ปราสาทหมายเลข ๒ และอาคาร
ประกอบต่าง ๆ ของโบราณสถานกลุม่ น้ี
ปราสาทหมายเลข ๑
มลี ักษณะเป็นปราสาทแบบเขมรกอ่ ดว้ ยอฐิ ต้ังอย่บู นฐานศิลาแลงโดยจานศลิ าแลงน้ี
มีลักษณะเต้ียแตกต่างจากฐานปรางค์ศรีเทพและปรางค์สองพ่ีน้องอย่างชัดเจนฐานน้ีมีแผนผังเป็ นรูป
สเี่ หลี่ยมจัตรุ ัสขนาดกว้าง-ยาวดา้ นละประมาณ ๗.๕๑ เมตรส่วนตัวปรางค์ปราสาทท่กี ่อด้วยอิฐท่ีต้ังอยู่
บนฐานนั้นมีแผนผังรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสเพิ่มมุมไม้ยี่สิบขนาดกว้าง-ยาวด้านละ ๔.๑๑ เมตรเม่ือพิจารณา
องค์ประกอบของปรางค์ปราสาทจากส่วนล่างข้ึนสู่ส่วนบนจะประกอบด้วย ชั้นบัวเชิงเรือนธาตุบัวรัด
เกล้าชั้นบัวหงายและเรือนชั้นลคชั้นที่ ๑ ตามลาดับส่วนท่ีอยู่ต่อเนื่องข้ึนไปได้รับการต่อเติม
เปล่ียนแปลงไปแล้วน่าจะประกอบด้วยเรือนช้ันลดซ้อนลดหล่ันกันข้ึนไปอีกประมาณ ๕ ช้ันรับส่วน
ยอดปราสาทท่ีน่าจะเป็นรูปทรงวงกลมผ่าคร่ึงแกะสลักด้วยศิลาทรายสีเทาที่จากการขุดค้นได้พบอยู่
บรเิ วณด้านทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนือของปราสาทหลังน้ี๕๙
องค์ปราสาทมีช่องประตูเข้าออกอยู่ทางด้านตะวันออกอีกสามค้านทาเป็นประตู
หลอกท่ีมีลักษณะเลียนแบบบานประตูจริงเช่นเดียวกับปรางค์ปราสาทโดยทั่วไปเหนือกรอบประตทู ั้งส่ี
ค้านมีกรอบหน้าบันลักษณะเป็นวงโค้งสูงคล้ายคลึงกับลักษณะศิลปะขอมแบบสมโบร์ไพรกุกในราว
พ.ศ. ๑๑๕๑-๑๒๑๑ ส่วนเสาแปดเหลี่ยมประดับกรอบประตูไม่มีการสลักลวดลายใด ๆ และติดต้ังอยู่
เฉพาะช่องประตูด้านหนา้ (ทศิ ตะวันออก) ซึ่งจากการศึกษาดา้ นประวัติศาสตร์ศิลปะพบว่าเสาประดับ
กรอบประตูแปดเหล่ียมนั้นเป็นรูปแบบที่เริ่มมีข้ึนในศิลปะขอมแบบกุเลนราว พ.ศ. ๑๓๗๑-๑๔๒๑
นอกจากน้ีจากการศึกษาลักษณะรูปทรงโดยรวมของปราสาทท่ีสร้างด้วยอิฐบนฐานเต้ียมีลักษณะ
คล้ายคลึงกับปราสาทเขาน้อยหลังกลางจังหวัดสระแก้วซึ่งสันนิษฐานว่าเริ่มสร้างขึ้นในราวพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๒ ในระหว่างการขุดค้นโบราณสถานไดพ้ บชน้ิ ส่วนองค์ประกอบสถาปัตยกรรมทาจากหิน
ทรายมีปรมิ าณน้อยกวา่ ทพ่ี บจากปราสาทหมายเลข ๒ สันนิษฐานวา่ เปน็ วสั ดุประดบั ส่วนมมุ ตามเรอื น
ชั้นที่ลดหล่ันกันข้ึนไปของปราสาทมีลักษณะบางประการท่ีเหมือนกับงานประดับในศิลปะจามท่ีนิยม
ประดับตกแต่งส่วนเรอื นธาตุและสว่ นยอดด้วยการใช้วสั ดทุ ี่เป็นหินทรายแม้ว่าตัวปราสาทสรา้ งด้วยอิฐ
กต็ าม๖๐
ลักษณะอาคารก่อสร้างฐานด้วยศิลาแลงซึ่งมีลักษณะเต้ียกว่าปรางค์ศรีเทพและ
ปรางค์สองพ่ีน้องตัวเรือนธาตุก่อด้วยอิฐมีประตูทางเข้าด้านหน้าทางทิศตะวันออกผนังอีก ๒ ค้านทา
๕๙ อุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ, “รายงานการปฏิบตั งิ านทางโบราณคดีปรางค์ฤๅษี”, หน้า ๑๓๑.
๖๐ เร่อื งเดยี วกนั , หน้า ๑๓๓.
๕๔
เป็นประตูหลอกพ้ืนท่ีเหนือกรอบประตูและหน้าบันมีลักษณะแคบมากแตกต่างจากอาคารศิลปะเขมร
โด ย ทั่ ว ไป โด ย ส ร้ า งเป็ น ว งโค้ งก ล ม ไว้ ถ้ าพิ จ าร ณ าใน ภ าพ ร ว ม ทั้ งห ม ด จ ะ มี ส่ ว น ล ะ ม้ าย กั บ แ บ บ
สถาปัตยกรรมของจามอยู่บ้างส่วนแผนผังจะย่อไม้สิบสองธรรมดา บัวหัวเสาใช้เชิงแบบบัวคว่า-บัว
หงายถึงแม้ว่าบัวคว่าจะไม่ค่อยชัดเจนนักก็ตามแต่ก็เห็นการเพ่ิมส่วนขององค์ประกอบทั้งส่วนบน-ล่าง
ของบวั หวั เสา๖๑ สว่ นชัน้ หลงั คาลดหลั่นกนั ขึ้นไปแตพ่ ังทลายเป็นสว่ นใหญ่
มีกลุ่มโบราณสถานอยู่ทางด้านหน้าปรางค์ประธานเช่ือว่าเป็นอาคารประเภทโคปุ
ระและบรรณาลัยกอ่ ด้วยศลิ าแลงอาคารท้ังหมดในกลุม่ น้ีล้อมรอบด้วยกาแพงศิลาแลง พบโบราณวัตถุ
ในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายหลายช้ินเช่นฐานโยนิซ่ึงพบด้านข้างองค์ปรางค์ประธานทางทิศเหนือศิว
ลึงคแ์ ละชนิ้ สว่ นโคนนทพิ บบริเวณด้านหนา้ อาคารประธานในส่วนที่เชอ่ื วา่ เปน็ โคปุระ
ปราสาทหมายเลข ๒
นอกจากปราสาทหมายเลข ๑ ยังมีปราสาทก่ออิฐท่ีมีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อยต้ังอยู่
ทางทิศใต้โดยมีกาแพงแก้วล้อมรอบแยกส่วนออกมาจากปราสาทหมายเลข ๑ จากการศึกษาเทคนิค
การก่อสร้างในการเตรียมพื้นฐานรากของอาคารพบว่ามีเทคนิคท่ีแตกต่างจากการเตรียมฐานรากของ
ปรางค์ฤาษีและยังได้พบจารึกอักษรขอมอายุราวพุทธศตวรรษท่ีท่ีปราสาทหลังนี้ด้วยปราสาทหลังนี้มี
สภาพพังทลายมากเหลือเฉพาะส่วนฐานมีลักษณะเป็นปราสาทอิฐเพ่ิมมุมไม้ย่ีสิบขนาดกว้าง-ยาวด้าน
ละประมาณ ๔ เมตรตงั้ อยูบ่ นฐานเต้ียที่ก่อด้วยศิลาแลงในผงั รูปสี่เหล่ียมจัตุรัสขนาดกวา้ ง-ยาวด้านละ
ประมาณ ๕.๒๑ เมตรสามารถทาการศึกษาได้เฉพาะส่วนของบัวเชิงที่อยู่ด้านทิศใต้เท่าน้ันมีลักษณะ
ของการขัดเกลาอิจจนเรียบสนิทและตกแต่งเป็นส่วนของลวดบัวและเส้นลวดต่าง ๆ ประดับส่วนบัว
เชิงบนฐานเต้ียที่สร้างด้วยศิลาแลงเหมือนกับเทคนิคที่พบในงานก่อเรียงและตกแต่งอิฐท่ีพบจาก
ปราสาทเมืองต่าจังหวัดบุรีรัมย์ปราสาทศรีขรภูมิจังหวัดสุรินทร์และปราสาททองอาเภอบ้านกรวด
จังหวัดบุรีรัมย์๖๒
สาหรับลักษณะรูปทรงสันนิษฐานน่าจะเหมือนกับตัวปราสาทหมายเลข ๑
เน่ืองจากในระหว่างการขุดค้นโบราณสถานยังได้พบช้ินส่วนองค์ประกอบสถาปัตยกรรมประดับส่วน
มมุ ทาด้วยหินทรายมีขนาดแตกต่างกันตามส่วนของเรือนธาตุชนั้ ลดทซี่ ้อนลดหล่ันกนั ข้ึนไปและพบเป็น
จานวนมากกว่าท่พี บจากปราสาทหมายเลข ๑ ประเด็นทนี่ ่าสังเกตคือจานวนของชิ้นส่วนองค์ประกอบ
๖๑ อนุวิทย์ เจริญศุภกุล, “โครงการอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมเพื่อ
การอนุรกั ษ์สรุปผลการสารวจและแนวความคดิ เบื้องต้น”, หนา้ ๑๓๓.
๖๒ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, “รายงานการปฏิบัติงานทางโบราณคดี ปรางค์ฤาษี (ST '18:
PRS)”, (๒๕๕๑), หน้า ๑๓๓, เอกสารยงั ไม่ตีพมิ พ์.
๕๕
สถาปัตยกรรมประดับส่วนมุมท่ีทาด้วยหินทรายนั้นมีจานวนน้อยมากเม่ือเทียบกับจานวนเพิ่มมุมของ
ปราสาทท้ังสองหลังรวมกันอาจแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนย้ายช้ินส่วนเหล่านั้นออกไปยังบริเวณพื้นที่
ส่วนอื่นในภายหลังส่วนรูปแบบรายละเอียดในการทาส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ช้ันของบัวเชิงท่ี
ปรากฏหลักฐานน้ัน มีความแตกต่างกันออกไป อาจแสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างในระยะเวลาที่ต่างกัน
จากปราสาทหมายเลข ๑๖๓
จากรูปแบบสถาปัตยกรรมของปรางค์ฤาษีและจารึกท่ีพบบริเวณปราสาทอีกหลัง
หน่งึ สันนิษฐานไดว้ า่ โบราณสถานปรางค์ฤาษนี ่าจะสร้างในช่วงศลิ ปะเขมรแบบแปรรูปจนถงึ เกลย่ี งหรือ
ระหวา่ งชว่ งปลายพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๕ จนถงึ ชว่ งตน้ พทุ ธศตวรรษที่ ๑๖๖๔
๔) ประตมิ ากรรมในกลุม่ เทวรูปรุ่นเกา่
โบราณสถานและโบราณวตั ถุเกยี่ วเนื่องกับศาสนาท่ีพบในเมืองศรเี ทพแสดงให้เห็น
ว่าศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูผลัดกันรุ่งเรืองที่เมืองโบราณแห่งนี้จึงเช่ือได้ว่าชาวเมืองศรีเทพในสมัย
นั้นคงสร้างประติมากรรมรูปเคารพที่เกี่ยวเนื่องกับสองศาสนานี้ ได้แก่ พระพุทธรูปและเทวรูปไว้เป็น
จานวนมากจากคาบอกเล่าของชาวบ้านในท้องถน่ิ ทเี่ คยเห็นเมืองศรเี ทพเมอื่ ราว ๕๑ ปีท่ีแล้วเลา่ ว่าเคย
พบเทวรูปสลกั จากศิลาอยู่ตามใต้ต้นไม้และเนินดินเป็นจานวนมากจนกระท่ังในบางครั้งสามารถนามา
ตั้งเรียงกันในหนองน้าเป็นขอบบ่อชั่วคราวเพื่อวิดน้าจับปลาได้แต่เป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างย่ิงท่ี
เทวรูปเหล่านนั้ ได้ถูกเคล่ือนย้ายและนาเข้าสู่วงจรการค้าขายโบราณวัตถุโดยฝีมือของชาวบ้านเองกลุ่ม
คนลักลอบขุดหาโบราณวัตถุท่ีเคลื่อนย้ายมาจากพ้ืนท่ีอื่นชาวต่างชาติและพ่อค้าโบราณวัตถุจาก
กรุงเทพมหานครเมืองศรีเทพจึงถกู ลกั ลอบขดุ ทาลายต้งั แต่ราว พ.ศ. ๒๕๑๑ หรอื ก่อนหน้านั้นเล็กนอ้ ย
เปน็ ตน้ มาโดยมีการลักลอบขดุ อย่างหนักในชว่ งระหวา่ ง พ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๑๕ ในปจั จบุ ันประติมากรรม
รูปเคารพขนาดใหญ่จากเมืองศรเี ทพท่ีอยูใ่ นความครอบครองของกรมศิลปากรมีเพียงเทวรปู ทถ่ี ูกนาไป
เก็บรักษาไว้ที่พระนครในคราวท่ีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาดารงราชานุภาพได้เสด็จมาสารวจเมืองศรี
เทพใน พ.ศ. ๒๔๔๗ และท่ีพบจากการขุดค้นในสมัยหลังนอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรูปเคารพอีก
จานวนหนึ่งท่ีอยู่ในความครอบครองของพิพิธภัณฑสถานในต่างประเทศซึ่งเป็นที่น่าเสียดายท่ีไม่
สามารถหาหลักฐานบ่งชี้ได้ว่าโบราณวัตถุเหล่านั้นเคยอยู่ท่ีเมืองศรีเทพมาก่อน และถูกนาออกนอก
ประเทศไปเมอ่ื ใด
๖๓ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ, “รายงานการปฏิบัติงานทางโบราณคดี ปรางค์ฤาษี (ST '18:
PRS)”, หนา้ ๑๓๔.
๖๔ อนวุ ทิ ย์ เจริญศุภกลุ , การกาหนดอายปุ รางคท์ ่เี มอื งศรีเทพ, หนา้ ๑๑.
๕๖
ประติมากรรมรูปเคารพขนาดใหญ่ท่ีสลักจากศิลาที่พบในเมืองศรีเทพแสดงให้เห็น
ว่าช่างฝีมือชาวศรีเทพมีความสามารถสูงในการประสมประสานรูปแบบศิลปกรรมท่ีถ่ายทอดมาจาก
ภายนอกให้เข้ากันได้ดีและมีเอกลักษณ์ในลักษณะของศิลปกรรมสกุลช่างศรีเทพประติ มากรรมกลุ่มนี้
เห็นได้ชัดเจนว่ามีลักษณะท่ีบ่งบอกถึงการได้รับอิทธิพลจากภายนอกเช่นอินเดยี และเขมรโบราณแต่ได้
สร้างสรรค์จนมีลักษณะเฉพาะท่ีไม่สามารถจัดอยู่ในรูปแบบศิลปะแบบใดแบบหน่ึงได้ศาสตราจารย์
หม่อมเจา้ สุภัทรดิศดศิ กุลจึงจดั ประติมากรรมกลุ่มนีใ้ ห้อยู่ในกลุ่มเทวรูปรุ่นเกา่ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่
๑๒-๑๓ ที่มักพบในเมืองท่าการค้าหรือเมืองโบราณท่ีเจริญอยู่ในช่วงต้นสมัยประวัติศาสตร์ที่มีการ
ตดิ ต่อกับชุมชนภายนอกได้โดยสะดวกท้ังในบริเวณชายฝง่ั ทะเลทางภาคใตข้ องไทยเมืองโบราณในภาค
กลางและภาคตะวนั ออกเปน็ ต้น
ศาสตราจารย์บวส เซอริเย่ มีความเห็นว่าบรรดางานประติมากรรมของสกุลช่าง
ศรีเทพนั้นได้รวมเอาแบบศิลปะของทวารวดีศรีวิชัยและเขมรโบราณหรือลพบุรีเข้าด้วยกันซ่ึงเป็น
แนวทางให้แปลงเป็นสกุลช่างลพบุรีในภายหลังอย่างไรก็ตามยังไม่อาจชี้ได้อย่างชัดเจนว่าศิลปกรรม
สกุลช่างใดให้อิทธิพลท่ีแท้จริงแก่ศิลปกรรมสกุลช่างศรีเทพเพราะศิลปกรรมสกุลช่างต่าง ๆ เหล่าน้ี
ลว้ นรับอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียจึงมีความคล้ายคลึงกันในหลายประเด็นส่ิงที่ปรากฏอย่างชัดเจนที่
บ่งบอกให้เห็นถึงความสามารถของศิลปินในสกุลช่างศรีเทพคือการเนรมิตรูปสลักหินที่มีลักษณะอ่อน
ช้อยยืนลอยตัวอย่างมีอาการเคล่ือนไหวและมีลักษณะพิเศษบางอย่างท่ีจะพบในประติมากรรมสาริด
เท่าน้ันฉะน้ันจึงอาจกล่าวได้ว่าการสร้างประติมากรรมศิลาในลักษณะนี้ไม่มีสกุลช่างใดจะทาได้ดีกว่า
สกุลช่างศรีเทพและคงจะเป็นรูปประติมากรรมที่บรรลุถึงข้ันสุดยอดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่ีมี
ความงดงามกว่าเทวรูปรุ่นเก่าท่ีพบ ณ แหลมมลายูหรือแม้แต่ท่ีคงศรีมหาโพธิ์ในภาคตะวันออกของ
ประเทศไทยเอง๖๕
ในเอกสารน้ีจะได้นาเสนอประติมากรรมรูปเคารพที่อยู่ในกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่าซึ่ง
สามารถกาหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ หรือก่อนหนา้ นั้นเล็กน้อย๖๖ ได้แก่ พระวิษณุ
พระกฤษณะโควรรธนะและพระสรุ ิยเทพเน่ืองจากประตมิ ากรรมกลุ่มนี้เป็นผลงานชิ้นเอกท่ีช้ีให้เห็นถึง
การมีฝีมือช่างช้ันสูงของช่างชาวเมืองศรีเทพโบราณท่ีสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่มีเอกลักษณ์ไม่แพ้
สกุลช่างอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาเดียวกันและยังแสดงให้เห็นถึงการติดต่อและรับ
อิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอกของเมืองศรเี ทพซ่งึ หลกั ฐานกลุ่มนี้มีส่วนชว่ ยสนบั สนุนเมืองศรีเทพ
๖๕ อนุวิทย์ เจรญิ ศุภกุล, การกาหนดอายุปรางคท์ ีเ่ มอื งศรีเทพ, หน้า ๘๗.
๖๖ สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า, “โบราณวัตถุที่ถูกลักลอบจากเมืองศรีเทพ”, เมือง
โบราณ, ปที ่ี ๖ ฉบบั ที่ ๑ (ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๒๒): หนา้ ๔๑.
๕๗
ในฐานะเมืองสาคัญท่ีอยู่ระหว่างเส้นทางการค้าและแลกเปล่ียนวัฒนธรรมและเทคโนโลยีของบรรดา
เมืองโบราณในระยะตน้ สมัยประวัตศิ าสตรข์ องดินแดนท่เี ป็นประเทศไทยในปัจจบุ ัน
๔.๑) พระวษิ ณุ
พ ร ะ วิ ษ ณุ ท่ี พ บ จ า ก เมื อ ง ศ รี เท พ ปั จ จุ บั น เก็ บ รั ก ษ า แ ล ะ จั ด แ ส ด ง อ ยู่ ท่ี
พพิ ธิ ภณั ฑสถานแห่งชาตพิ ระนครจานวน ๒ องคด์ ังนี้
(๑) พระวิษณุ ประทับยืนเอียงกายแบบตริภังค์มี ๕ กรสวมหมวก
ทรงกระบอกทรงผ้าสมพต (ผ้าโจงกระเบนสนั้ ) สลกั อย่างคร่าว ๆ เป็นเส้นบางไมม่ รี ิวพระกรทัง้ ๔ ของ
เทวรูปหักหายไปจึงไม่สามารถทราบได้ว่าถือวัตถุใด ในมือซ่ึงเป็นสัญลักษณ์ขององค์เทพแต่อย่างไรก็
ตามจากลักษณะการสวมหมวกทรงกระบอกหรือกีรภูมงกุฎประกอบกับการเปรียบเทียบกับลักษณะ
ภาพพระวิษณุบนแผ่นทองคนุ ซึ่งปจั จุบันจัดแสดงไว้ท่พี ิพิธภณั ฑสถานนอรต์ ันไซมอนสหรัฐอเมริกาโดย
มีคาอธิบายว่าพบที่เมืองศรีเทพในแผ่นทองคุนเป็นภาพเทวรูป ๔ กรสวมหมวกทรงกระบอกนุ่งผ้า
สมพตในมือถือจักรสังข์คทาและดอกบัวอันเป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุรวมทั้งการจัดวางท่ายืนแบบ
ตริภังค์ (เอียงกาย) ในลักษณะเดียวกันจึงอาจกล่าวได้ว่าเทวรูปองค์น้ีคือพระวิษณุ๖๗ โดยลักษณะของ
พระวิษณุองค์น้ีมีความใกล้เคยี งกับศิลปะเขมรสมยั กอ่ นเมืองพระนครคือศิลปะพนมดาทม่ี ีอายุราวพทุ ธ
ศตวรรษที่ ๑๑-๑๒๖๘
(๒) พระวิษณุ ประทับยืนเอียงกายแบบตริภังค์ แต่พระวรกายส่วนล่างได้
หักหายไปคงเหลือเฉพาะพระบาท ๒ ข้างติดอยู่กับฐานมี ๔ กรซึ่งหักหายไป ๒ กรโดยเหลือ ๒ กร
ทางขวาที่ไม่สมบูรณส์ วมหมวกทรงกระบอกเทวรูปองค์นีช้ ารดุ มากแตจ่ ากลกั ษณะของเทวรูปใกลเ้ คยี ง
กับพระวิษณหุ มายเลข ๑ จงึ สนั นิษฐานว่าคอื พระวษิ ณุเช่นเดียวกัน๖๙
ลักษณะของพระวิษณุท้ัง ๒ องค์นี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ทางรูปแบบ
ศิลปะกับศิลปะพนมดา (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒) ซึ่งเป็นศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครคือมี
ลักษณะทางกายภาพที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติรวมถึงการทาสันคมที่บริเวณพระชงฆ์และการนุ่งผ้าส้ัน
นอกจากนี้ยังปรากฏอิทธิพลศิลปะคุปตะของอินเดีย (ราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓) คือการประทับยนื ตริ
ภังค์แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงการมีลักษณะเฉพาะตัวคือไม่มีเครื่องยึดส่วนต่าง ๆ เพื่อเพิ่ม
ความแขง็ แรงขององค์ประติมากรรมลอยตัวดังทมี่ ักพบในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครทห่ี มวกไม่
๖๗ กรมศลิ ปากร, อุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ, ๒๕๕๑, หน้า ๑๔๖.
๖๘ งามพรรณ เทพทา, “การศกึ ษาร่องรอยการนบั ถอื ศาสนาพราหมณ์ ณ เมอื งโบราณศรีเทพในช่วง
พุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘”, ๒๕๕๒, หน้า ๑๖๖.
๖๙ กรมศลิ ปากร, อุทยานประวตั ิศาสตรศ์ รเี ทพ, หนา้ ๑๔๗.
๕๘
มีการประดับลวดลายตามแบบศิลปะคุปตะจึงสันนิษฐานว่าพระวิษณุกลุ่มนี้น่าจะมีอายุราวพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๑-๑๒๗๐
๔.๒) พระกฤษณะโควรรธนะ
พระกฤษณะโควรรธนะศิลาขนาดใกล้เคยี งบุคคลจริงที่พบจากเมืองศรีเทพมี
จานวน ๒ องค์ปจั จบุ นั จัดแสดงอย่ทู ่พี ิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติพระนครดังน้ี
(๑) พระกฤษณะโควรรธนะ เป็นเทวรูปประทับยืนเอียงกายแบบตริภังค์
พระเกศาขมวดเป็นวงคล้ายก้นหอยยาวประพระอังสามี ๒ กรกรทั้ง ๒ หักหายไปแต่จากลักษณะไหล่
ซ้ายท่ียกสูงขึ้นเกือบชิดศีรษะแสดงว่ากรข้างซ้ายจะต้องยกสูงขึ้นด้วยซึ่งลักษณะนี้เทียบได้กับ
ประติมากรรมรูปพระกฤษณะโควรรธนะศิลปะเขมรแบบพนมดาพบท่ีวัดเกาะประเทศกัมพูชาซึ่งมี
จารึกยืนยันเรียกว่า "กฤษณะโควรรธนสวามิน " นอกจากนั้นลักษณะการนุ่งผ้าสั้นและไม่มี
เครื่องประดับตกแต่งร่างกายท่อนบนก็ยังคงเป็นไปในทานองเดียวกันซ่ึงสันนิษฐานได้ว่าเทวรูปองค์นี้
คือพระกฤษณะโควรรธนะจากลักษณะโดยท่ัวไปนอกจากจะเทียบได้กับศลิ ปะเขมรก่อนเมืองพระนคร
แล้วยังอาจเทยี บไดก้ บั ศิลปะอนิ เดียแบบคุปตะได้เช่นกัน๗๑
(๒) พระกฤษณะโควรรธนะ เป็นเทวรูปประทับยืนเอียงกายแบบตริภังค์
สวมหมวกทรงกระบอกแปดเหลี่ยมพระเกศาท่ียาวออกมาจากหมวกท่ีด้านหลังมีลักษณะถักเป็นเส้น
คล้ายกับประติมากรรมรูปพระวิษณุบางองค์ในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมืองพระนครนุ่งผ้าสมพตมี ๒ กร
กรท้ังสองหักหายไปไหล่ซ้ายยกขึ้นเหมือนกับพระกฤษณะโควรรธนะหมายเลข ๑ เทวรูปองค์นี้มี
ลักษณะท่าทางการยืนและไหล่ซ้ายที่ยกขึ้นเหมือนกับพระกฤษณะโควรรธนะจากวัดเกาะประเทศ
กัมพูชาดังกล่าวแล้วข้างต้นแต่จากลักษณะท่าทางที่ยืนและหมวกที่สวมเป็นหมวกทรงกระบอก
เช่นเดียวกับเทวรูปพระวิษณุหมายเลข ๑ และ ๒ ท่ีพบในกลุ่มเดียวกันศาสตราจารย์หม่อมเทสุ
ภทั รดิศดิศกุลจึงสันนิษฐานว่าเป็นเทวรูปพระวิษณในขณะที่นักวิชาการบางท่านเช่นคร.พิรยิ ะไกรฤกษ์
มีความเห็นว่าน่าจะเป็นเทวรูปพระกฤษณะโควรรธนะส่วนหมวกทรงกระบอกท่ีสวมอยู่ซึ่งเป็น
สญั ลักษณ์ของพระวิษณุนนั้ อธบิ ายได้วา่ เป็นการแสดงใหเ้ หน็ ว่าพระกฤษณะโควรรธนะเป็นอวตารปาง
หนึง่ ของพระวิษณุ
จากลักษณะโดยรวมของพระกฤษณะโควรรธนะกลุ่มนี้พบว่ามีลักษณะบาง
ประการคลา้ ยคลึงกับประติมากรรมในศิลปะเขมรสมัยก่อนเมอื งพระนครเช่นลกั ษณะการถกั พระเกศา
๗๐ กรมศลิ ปากร, อทุ ยานประวัตศิ าสตรศ์ รีเทพ, หน้า ๑๔๖-๑๔๗.
๗๑ งามพรรณ เทพทา, การศึกษาร่องรอยการนับถือศาสนาพราหมณ์ ณ เมอื งโบราณศรีเทพในช่วง
พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๒-๒๘, หนา้ ๑๔๘.
๕๙
เป็นเส้นการนั่งสมพตส้ันหรือการมีพระเกศายาวขมวดเป็นวงคล้ายก้นหอยซึ่งลักษณะพระเกศาแบบน้ี
พบในรปู เคารพสมัยคปุ ตะสกลุ ช่างมถุราด้วยเชน่ กันแต่มีลักษณะท่ีแตกต่างจากประตมิ ากรรมในศิลปะ
เขมรสมัยก่อนเมืองพระนครในแง่เทคนิคการสร้างเพราะประติมากรรมที่พบในเมืองศรีเทพมีลักษณะ
การสลักแบบลอยตัวอย่างแท้จริงซึ่งแตกต่างจากที่พบในเขมรอย่างชัดเจนจากการศึกษารูปแบบ
พระกฤษณะโควรรธนะทาใหส้ นั นิษฐานวา่ นา่ จะมอี ายุในราวพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๒
๔.๓) พระสรุ ยิ เทพ
การบูชาพระสุริยเทพที่เมืองศรีเทพนนั้ ยังเป็นสิ่งท่ตี ้องศึกษากนั ต่อไปว่าลัทธิ
น้ีแพร่มายังเมืองศรีเทพได้อย่างไรนักวิชาการส่วนใหญ่เช่ือว่าคงได้รับอิทธิพลมาจากเขมรก่อนเมือง
พระนครหรือเจนละเน่ืองจากพบพระสุริยเทพท่ีพนมบาเถศิลปะไพรกเมงซ่ึงคงได้รับอิทธิพลมาจาก
อินเดียอีกทอดหนึ่งเป็นท่ีน่าสังเกตว่าเมืองศรีเทพเป็นเมืองโบราณเพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่มี
การบูชาพระสุริยเทพอย่างชัดเจนโดยพบเทวรูปพระสุริยเทพท่ีปัจจุบันจัดแสดงอยู่ท่ีพิพิธภัณฑสถาน
แหง่ ชาติพระนครจานวน ๓ องค์อีกองค์หน่ึงจัดแสดงอยู่ท่พี ิพิธภัณฑสถานนอร์ตันไซมอนสหรัฐอเมรกิ า
และยังพบว่ามีประติมากรรมศิลาอีกองค์หน่ึงซึ่งมีสภาพชารุดมากสันนิษฐานว่าเป็นพระสุริยเทพเก็บ
รกั ษาอยู่ที่พพิ ธิ ภณั สถานแหง่ ชาติสมเด็จพระนารายณ์จังหวดั ลพบรุ ี
(๑) พระสุริยเทพ ลักษณะเป็นประติมากรรมลอยตัวรูปบุรุษมีหนวดเครา
พระพักตร์อวบอ้วนสวมตุ้มหูประทับยืนตรงสวมเสื้อคลุมยาวเหนือเข่าบางแนบเนื้องอศอกยกแขนขึ้น
ระดับอกแต่กรทั้งสองหักหายไปสวมหมวกทรงกระบอกแปดเหลี่ยมด้านหน้าหมวกมีเคร่ืองประดั บ
เพชรพลอยรูปไขอ่ ยู่ตรงกลางมีรัศมีขดเป็นวงแฉกอยู่รอบ ๆ คล้ายดอกไม้ดา้ นหลังพระเศียรมแี ผ่นรศั มี
หรือประภามณฑลรูปกลมที่พระศอมีกรองศอประดับลวดลายในกรองศอมีลายวงขคแผ่กระจายออก
จากรูปเหล่ียมต่อจากลายวงขคมีลายเส้นตรงสามเส้นค่ันลายเกลียวเชือกพระกรที่หักหายไปน้ันคงจะ
ถือดอกบวั ระดับพระอุระ (อก) จากรูปลักษณะทัง้ หมดท่ีกลา่ วมาน้ีเทียบไดก้ ับเทวรูปพระอาทติ ยห์ รอื สุ
รยิ เทพที่พนมบาเถศิลปะเขมรแบบไพรกเมง (อายุราว พ.ศ. ๑๑๘๕-๑๒๕๑)๗๒
(๒) พระสุริยเทพ เป็นเทวรูปประทับยืนตรงสวมหมวกทรงกระบอกซ่ึง
ด้านหน้านูนออกมาเล็กน้อยมีลวดลายประดับอยู่สามค้านสวมตุ้มหูมีแผ่นประภามณฑลอยู่ด้านหลัง
เทวรูปองค์นี้อยู่ในสภาพที่ชารุดมากแต่จากลักษณะทั่วไปใกล้เคียงกับพระสุริยเทพหมายเลข ๑ จึง
น่าจะเปน็ เทวรปู พระอาทิตยห์ รอื สรุ ิยเทพเชน่ เดยี วกนั
๗๒ กรมศิลปากร, อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ, หนา้ ๑๕๑.
๖๐
(๓) พระพระสุริยเทพ เป็นประติมากรรมรูปชายมีหนวดเคราซ่ึงลักษณะ
ของการมีเคราน้ีน่าจะเป็นอทิ ธิพลของชาวอิหร่านหรือเปอร์เซยี ๗๓ ใบหน้าอวบอว้ นประทับยนื ตรงสวม
เส้ือคลุมบางแนบเน้ือยาวจนถึงพระชานุที่น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากอินโด-ซิเถียน จากอินเดียเหนือ
สวมหมวกทรงกระบอกตรงมลี วดลายประดบั อยู่ ๓ ด้านสวมตมุ้ หมู ีแผ่นประภามณฑลอย่ดู ้านหลังสวม
กรองศอเป็นลายดอกไม้อยู่ตรงกลางสองข้างเป็นลายก้านขดบริเวณอุทรมลายนูนโค้งลงมาเบ้ืองล่าง
ข้างชารุดหายไปลายเส้นนูนคล้ายเส้นเชือกนี้แต่เดิมคงจะเป็นส่วนของก้านบัวซึ่งพระกรท้ังสองข้างท่ี
หักหายไปนั้นคงจะถือดอกบัวอยู่ในระดับอกเทวรูปองค์น้ีพบจากการขุดค้นโบราณสถานบริเวณ
ทางเดนิ รูปกากบาททางเขา้ ด้านหน้าโบราณสถานปรางค์สองพ่ีน้องเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕
นอกจากนี้ยังมีพระสุริยเทพศิลาจากเมืองศรีเทพบางองค์ท่ีจัดแสดงอยู่ใน
พิพิธภัณฑ์ต่างประเทศด้วยได้แก่เทวรูปพระสุริยเทพซ่ึงมีลักษณะใกล้เคียงกับองค์ที่เก็บรักษาไว้ใน
ประเทศไทยเปน็ ประติมากรรมทมี่ ีใบหน้าสลกั แสดงอาการย้มิ อย่างงดงามสวมหมวกแปดเหล่ียมมียอด
สูงข้ึนไปเป็นชั้น ๆ แบบเดียวกับประติมากรรมรูปพระนารายณ์หลายองค์ซ่ึงค้นพบที่เมืองศรีเทพสวม
หมวกซึ่งมีขอบอย่เู บื้องลา่ งและมีลวดลายคล้ายลายใบไม้ประดับอยู่สามคา้ นตรงกลางมีขนาดใหญท่ สี่ ุด
สวมตุ้มหูรูปกลมมีลายดอกไม้หกกลีบสลักอยู่ภายในมีประภามณฑลอยู่เบื้องหลังและมีผมสยายเป็น
ลวดลายอยู่เบ้ืองหลังเศียรบนประภามณฑลนั้นด้วยเข้าใจว่าเศียรคงจะถูกลักลอบออกไปก่อนเพราะ
ปรากฏรูปอยู่ในหนังสือชื่อ "ประติมากรรมขอมสมัยโบราณ (Ancient Cambodian Sculpture)"
ของนายเซอร์มันลี (Sherman E.Lee) ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ศิลปะแหง่ เมืองคลีฟแลนด์ (Cleveland)
สหรัฐอเมริกาซึ่งตีพิมพ์ขึ้นเม่ือ พ.ศ. ๒๕๑๒ ในการแสดงประติมากรรมขอมท่ีพิพิธภัณฑ์เอเชียเฮาส์
(Asia House Gallery) ในนครนิวยอร์คในหนังสือเล่มนี้นายลีได้เขียนไว้ว่าประติมากรรมชิ้นนี้เป็นชิ้น
ท่ีมลี ักษณะของตนเองท่ีสดุ และงามทีส่ ดุ ช้นิ หน่ึงในภมู ิภาคเอเชียอาคเนย์สมัยโบราณเขาได้กาหนดอายุ
ไว้ระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๑-๑๒ และได้บอกด้วยว่ามาจากเมืองศรีเทพภายในประเทศไทยเป็นของ
นายและนางเบนเฮลเลอร์ (Ben Heller) ซง่ึ พานักอยู่ทนี่ ครนิวยอร์คในหนังสือเล่มน้ีนายลีกล่าววา่ เป็น
เศียรของพระสุริยเทพอีกรูปหน่ึงซ่ึงค้นพบจากเมืองศรีเทพและปัจจุบันรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถาน
แห่งชาติพระนครน่ันเอง๗๔ ด้วยเหตุนี้จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าเศียรได้ถูกลักลอบนาออกไปก่อนต่อมา
ส่วนองค์จึงได้ถูกลักลอบนาออกไปภายหลังและพิพิธภัณฑสถานนอร์ตันไซมอน ได้ซื้อไว้ทั้งสองชิ้นใน
๗๓ งามพรรณ เทพทา, การศึกษาร่องรอยการนับถอื ศาสนาพราหมณ์ ณ เมืองโบราณศรีเทพในช่วง
พทุ ธศตวรรษที่ ๒๒-๒๘, หน้า ๑๙๑.
๗๔ สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตราจารย์หม่อมเจ้า, “โบราณวัตถุที่ถูกลักลอบจากเมืองศรีเทพ”, เมือง
โบราณ, ปที ี่ ๖ ฉบบั ท่ี ๑ (ตุลาคม-พฤศจิกายน ๒๕๒๒): หน้า ๔๒-๔๓.
๖๑
ปัจจุบันจึงได้นามาต่อกันและรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งนั้นจากองค์จะเห็นว่าเทวรปู องค์น้ียืนด้วย
อาการตริภังค์ (เอียงคน) และนุ่งผ้าโจงกระเบนสั้นแบบพระวิษณุที่เมืองศรีเทพไม่ได้สวมเสื้อคลุมยาว
แบบพระสุริยเทพในพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติพระนครหรือยนื ตรงแบบเทวรปู พระสุริยเทพองค์น้นั ดว้ ย
ร่องรอยการแตกท่ีบ่าก็อาจแสดงว่าเดิมมี ๔ กร ถ้าเทวรูปองค์นี้แต่เดิมมี ๔ กรจริงก็คงเป็นรูปพระ
วษิ ณอุ ย่างแน่นอนและไม่ได้ถือดอกบัว ๒ คอกแบบเทวรปู พระสุริยเทพ
พระสุริยเทพท่ีพบจากเมืองศรีเทพนี้หากวิเคราะห์ทางด้านประวัติศา สตร์
ศิลปะจะเห็นได้ว่าลักษณะหลายประการของพระสุริยเทพน่าจะมีอิทธิพลมาจากศิลปะอินเดียแบบคุป
ตะเช่นมีพระพกั ตร์อม่ิ เอบิ มีพระเกศายาวม้วนเปน็ ขมวดปรกพระองั สาการสลกั เปน็ องค์ลอยตัวประทับ
ยืนสมดังค์ (ยืนตรง) สวมหมวกทรงกระบอกมีการประดับลายใบไม้ที่บริเวณด้านหน้าและด้านข้าง
หมวกท้ัง ๒ ด้านคล้ายกับลายกนกผักกูดใส่กุณฑลทรงกลมขนาดใหญ่นุ่งผ้าบางแนบพระวรกายสวม
เส้ือคลุมยาวถึงบริเวณต้นพระชงฆ์ส่วนลวดลายท่ีประดับกรองศอน้ันมีความคล้ายคลึงกับสายรัด
พระองค์ของพระโพธิสัตวจ์ ากราชเคียในศิลปะไพรกเมงในประเทศกัมพูชา๗๕ เม่ือเปรียบเทียบกับพระ
สุริยเทพองค์อื่น ๆ ท่ีพบในกัมพูชา เช่น พระสุริยเทพที่พนมบาเถศิลปะไพรกเมงมีลักษณะคล้ายกับ
พระสุริยเทพท่ีเมืองศรีเทพด้วยเช่นกันคือสวมหมวกทรงกระบอกแปดเหลี่ยมและสวมเส้ือคลุมยาวลง
มาถึงพระชานุนอกจากน้ีลวดลายที่ประดับเครื่องประดับเช่นศิราภรณ์และกรองศอยังแสดงให้เห็น
ความสัมพันธ์กับศิลปะทวารวดีด้วยจึงน่าจะเป็นประติมากรรมที่สร้างขึ้นโดยช่างชาวพ้ืนเมืองและมี
อายอุ ยูใ่ นราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓๗๖
๒.๓ แนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสว่ นรว่ ม
๒.๓.๑ ความหมายของการมสี ว่ นรว่ ม
การมีส่วนร่วมน้ีเกิดได้ในหลายลักษณะ หลายรูปแบบ หลายวิธีการ หลายกิจกรรมและ
หลายวัตถุประสงค์ ความแตกต่างเช่นนี้มีผลให้ไม่สามารถนยิ ามความหมายของการมีส่วนร่วมได้อย่าง
ครอบคลุมครบถ้วนและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป นอกจากน้ีขอบข่ายเน้ือหาสาระของการมีส่วนร่วมยัง
๗๕ สุริยวฒุ ิ สุขสวัสด์ิ, ม.ร.ว., ปราสาทหินและทบั หลัง, ๒๕๔๒, หน้า ๔๑๑, อา้ งใน งามพรรณ เทพทา,
การศึกษาร่องรอยการนับถอื ศาสนาพราหมณ์ ณ เมอื งโบราณศรเี ทพในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๒-๒๘, หนา้ ๑๘๘.
๗๖ วรลักษณ์ ผอ่ งสุขสวัสดิ์, คติเรอื่ งพระสุริยเทพในงานศิลปกรรมทีพ่ บในประเทศไทยช่วงก่อนพุทธ
ศตวรรษท่ี ๑๙, ๒๕๔๙, หน้า ๔๓, อ้างใน งามพรรณ เทพทา, การศึกษาร่องรอยการนับถือศาสนาพราหมณ์ ณ
เมอื งโบราณศรีเทพในช่วงพุทธศตวรรษท่ี ๒๒-๒๘, หนา้ ๑๙๑.
๖๒
มิได้กระจ่างชัดอีกด้วย อย่างไรก็ดี นักวิชาการหลายท่านได้แสดงทัศนะเก่ียวกับความหมายของการมี
ส่วนร่วมไวด้ ังต่อไปน้ี
ดเี ลน (Dulen) ไดใ้ ห้ความหมายของการมีส่วนร่วมไวว้ ่า คือ การแบง่ อานาจในการกาหนด
นโยบายและตัดสินใจในการกาหนดหรือจัดสรรทรัพยากร ซ่ึงจะไม่สามารถทาได้โดยขาดความเข้าใจ
ร่วมกันได้ จิตสานึกและประสานงานกัน โดยการร่วมมือกับบุคคลส่วนใหญ่ท่ีแสดงออกโดยผ่านกลุ่ม
ตัวแทน ในการกาหนดและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซ่ึงจะทาให้บุคคลและกลุ่มบุคคล
สามารถตัดสนิ ใจในสิง่ ทก่ี ระทบต่อชวี ิตเขา โดยเฉพาะผลประโยชนท์ ่ีเขาควรไดร้ ับจากบริการตา่ ง ๆ๗๗
เฮน และอัฟฮอฟ (Cohen $ Uphoff) ได้กล่าวว่าการมีส่วนร่วมโดยท่ัวไปแล้วหมายถึง
การมีส่วนร่วมในการตัดสินใน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการตัดสินใจแต่เพียงอย่างเดียว ยังใช้
การจดั สินในควบคู่ไปกับการดาเนินงานด้วยและการตัดสินในยังมีความเกี่ยวขอ้ งกับประชาชนในเรื่อง
ผลประโยชน์และการประเมินผลในกิจกรรมพัฒนาด้วย ซึ่งจะเห็นว่าการตัดสินใจน้ันเกี่ยวข้องกัน
โดยตรงกับการดาเนินงาน ท้ังยงั เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และการประเมินผลด้วยเหมือนกัน กลา่ วคือ
ผลประโยชน์นั้นเป็นผลมาจากการดาเนินงานและผลประโยชน์ก็จะมาเป็นตัวกาหนดใหญ่ท่ีมีการ
ประเมินผล ซ่ึงต่างก็ได้รับผลมาจากขั้นตอนการตัดสินใจแล้วทั้งสิ้นนั้นเอง นอกจากน้ีก็มีผลสะท้อน
กลับจากการประเมินผลและการดาเนนิ งานกลบั ไปสูก่ ารตดั สินในอกี ดว้ ย๗๘
นงเยาว์ หลีพันธุ์ สรุปได้ว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การเปิดโอกาส
ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเร่ิม การพิจารณาตัดสินใจ การร่วมกันรับผิดชอบในเร่ืองต่าง ๆ
อันมีผลกระทบมาถึงประชาชนเอง การท่ีจะสามารถทาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชนบท
เพื่อแก้ไขปัญหาและนามาซึ่งสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนท่ีดีข้ึนได้นั้น ผู้กระทาการเปล่ียนแปลง
จะต้องยอมรับในปรัชญาทางการพัฒนาชมุ ชน ท่ีมนษุ ยท์ ุกคนต่างมีความปรารถนาท่ีจะอยรู่ ่วมกับผ้อู ่ืน
อย่างเป็นสุข ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นและพร้อมที่จะอุทิศตนเพ่ือ
๗๗ Delen, Corazan Alma G, People Participation, ( Philippine Encyclopedia of Social
Works, 1977), pp. 231-236.
๗๘ Cohen, J.L. & Arato, A, Civil Society and political theory, (M.I.T. Press, U.S.A, 1997),
pp. 7-9.
๖๓
กิจกรรมชุมชน ขณะเดียวกันจะต้องยอมรับด้วยความบริสุทธ์ิใจว่ามนุษย์นั้นสามารถพัฒนาได้ ถ้ามี
โอกาสและการช้แี นะทถ่ี ูกตอ้ ง๗๙
อุดม แย้มชื่นพงศ์ สรุปได้ว่า ความหมายของการมีส่วนร่วม หมายถึง การมีส่วนร่วมใน
การทางานของคณะกรรมการสภาตาบลกับประชาชน กลุ่มประชาชน เจ้าหน้าที่ที่เก่ียวข้อง รวมท้ัง
องค์กรของรัฐบาลและเอกชนท้ังโดยตรงและโดยอ้อมในการอนุรักษ์แหล่งน้าแม่น้าท่าจีนใน ๕
ลักษณะ คอื รว่ มศกึ ษาปัญหา รว่ มวางแผน ร่วมปฏบิ ตั ิ รว่ มตดิ ตามและรว่ มบารงุ รกั ษา๘๐
สุเมธ ทรายแก้ว ได้ให้ความหมายกรณีการมีส่วนร่วมว่า การท่ีปัจจเจกบุคคลหรอื กลุ่มคน
เขา้ มาการมสี ่วนรว่ มเกี่ยวขอ้ ง ร่วมมือและรับผดิ ชอบในกจิ กรรมการพฒั นาท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมใน
ขั้นตอนต่าง ๆ ของการดาเนินกิจกรรมนั้น ๆ โดยมีกลุ่มหรือองค์กรรองรับ ประชาชนท่ีเข้าร่วม มีการ
พัฒนาภูมิปัญญาและการรับรูป สามารถคิดวิเคราะห์และตัดสินใจเพ่ือกาหนดการดาเนินชีวิตได้ด้วย
ตนเอง๘๑
สุรางค์รัตน์ จาเนียรพล ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมว่าเป็นการร่วมมือ ร่วมปฏิบัติและร่วม
รับผิดชอบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นของปัจเจกบุคคลหรือของกลุ่ม ทั้งน้ีเพ่ือให้เกิดการดาเนินการพัฒนา
และการเปลี่ยนแปลงในทิศทางท่ีต้องการเพื่อบรรลุเป้าหมายท่ีกาหนด เป็นการเปิดโอกาสให้
ประชาชนได้มสี ว่ นร่วมในการคิดริเริ่ม การพจิ ารณา ตดั สินใจ ร่วมปฏบิ ตั แิ ละร่วมกันรับผดิ ชอบในเร่อื ง
ตา่ ง ๆ ด้วยตนเอง๘๒
พร พูนขวัญ ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้ว่า หมายถึง ความร่วมมือของประชาชน
ไม่วา่ ของปัจเจกบุคคล หรือกลมุ่ คนทีเ่ หน็ พ้องต้องกันและเข้ารว่ มรบั ผิดชอบหรือเขา้ ร่วมกิจกรรมท่ีเป็น
๗๙ นงเยาว์ หลีพันธ์ุ, “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทาโครงการพัฒนาแหล่งน้าขนาดเล็กใน
จังหวดั จันทบุรี”, วทิ ยานพิ นธ์สังคมศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหดิ ล ๒๕๔๗), หนา้ ๒๔.
๘๐ อดุ ม แยม้ ช่ืนพงษ์, “การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสภาตาบลในการอนุรักษ์แหล่งน้าทา่ จนี ศึกษา
เฉพาะกรณีแม่น้าท่าจีน เขตอาเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม”, วิทยานิพนธ์สังคมศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๗), หน้า ๑๗.
๘๑ สุเมธ ทรายแก้ว, “ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต้อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทรัพยากรธรรมชาติ
ศึกษาเฉพาะรายกรณีหมู่บ้านชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านดีเด่นระดับจังหวัดนครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์สังคม
ศาสตรมหาบณั ฑติ , (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๗), หน้า ๑๕.
๘๒ สุรางค์รัตน์ จาเนียรพล, “การสร้างประชาสังคมโดยรัฐ : การปรับตัวของรัฐไทย” วิทยานิพนธ์
รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๑๙.
๖๔
ประโยชน์ต่อสังคม เพื่อดาเนินการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีต้องการ โดยการกระทาผ่าน
กลมุ่ คนหรือองคก์ ร เพอ่ื ให้บรรลถุ ึงการเปล่ยี นแปลงท่พี งึ ประสงค์๘๓
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง ประชาชนทั้งท่ีเป็นบุคคลหรือกลุ่มคนร่วมมือกัน
รบั ผิดชอบและร่วมเสียสละในการกราทากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาและอนุรกั ษ์ส่ิงท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
สังคม เช่น ร่วมค้นหาสาเหตุของปัญหา ร่วมหาวิธีเพ่ือแก้ไขปัญหาร่วมปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายที่กาหนดและร่วมในการติดตามประเมินผลและบารุงรักษาสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดย
ส่วนรว่ ม
๒.๓.๒ รูปแบบการมสี ว่ นร่วม
องคก์ ารสหประชาชาติ๘๔ ไดร้ วบรวมรปู แบบของการมีส่วนร่วมได้ ดังต่อไปนี้
๑) การมีส่วนร่วมแบบเป็นไปเอง เป็นไปโดยการอาสาสมัครหรือการรวมตัวกันข้ึนเองเพ่ือ
แก้ไขปัญหาในกลุ่มของตนเอง โดยไม่ตอ้ งการความชว่ ยเหลอื จากภายนอก มีรปู แบบทเ่ี ป็นเปา้ หมาย
๒) การมีส่วนร่วมแบบชักนา เป็นการเข้าร่วมโดยไม่ต้องการความเห็นชอบหรือการ
สนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งเป็นรูปแบบโดยท่ัวไปในประเทศที่กาลังพัฒนาการมีส่วนร่วมแบบบังคับ ซึ่ง
เป็นผู้มีส่วนร่วมภายใต้การดาเนินนโยบายของรัฐบาลภายใต้การดาเนินงานจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือ
บงั คับโดยตรง รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่ผู้ดาเนินการได้รับผลทันที แต่ไม่ได้รบั ผลระยะยาวและมีผลเสีย
คือ ไม่ไดร้ ับการสนับสนนุ จากประชาชน
ถวิลวดี บรุ กี ุล๘๕ ได้สรุปรปู แบบการมสี ว่ นร่วมของประชาชนไว้ ๓ ดา้ น ดงั นี้
๑) ต้องมีวัตถุประสงค์หรือจุดหมายที่ชัดเจน การให้ประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมหนึ่ง ๆ
จะต้องมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นไปเพื่ออะไร ผู้เข้าร่วมจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเข้า
รว่ มหรือไม่
๘๓ เอ้ือมพร พูนขวัญ, “การมีส่วนร่วมของประชาชนท้องถ่ินในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมองค์
พระปฐมเจดีย์” วทิ ยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๔๓), หนา้ ๑๘.
๘๔ United Nation, Popular Participation in Decision Making for Development, ( New
York: United Notwess Publication, 1998) อ้างถึงใน สิริพัฒน์ สาภจิตร, “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีส่วน
ร่วมของประชาชนในการสนับสนุน การบริหารงานองค์การบริหารส่วนตาบล อาเภอ วารินชาราบ จั งหวัดอุบล
ราชานี”, วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาตรมหาบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์, (บัณฑิต
วิทยาลยั : จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑), หนา้ ๓๑.
๘๕ ถวลิ บรุ กี ุล, การมสี ่วนร่วม แนวคิด ทฤษฎีและกระบวนการ, หน้า ๔.
๖๕
๒) ต้องมีกิจกรรมเป้าหมาย การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมต้องระบุลักษณะของ
กจิ กรรมว่ามีรปู แบบและลักษณะอยา่ งไร เพื่อท่ีประชาชนจะไดต้ ดั สินใจวา่ ควรเขา้ ร่วมหรอื ไม่
๓) ต้องมีบุคคลหรือกลุ่มเป้าหมาย การให้ประชาชนมีส่วนร่วมจะต้องระบุกลุ่มเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปกลุ่มเป้าหมายมักถูกจากัดโดยกิจกรรมและวัตถุประสงค์ของการมีส่วนร่วมอยู่
แล้วโดยพ้ืนฐาน
เมือ่ พิจารณาจากความเหน็ ท่ีองค์การระหว่างประเทศนักวิชาการและผู้ท่ที าวิจัยไดก้ ล่าวถึง
รูปแบบของการมีส่วนรว่ มขา้ งตน้ แล้วเหน็ วา่ การมสี ่วนร่วมของประชาชนน้นั แบง่ ออกเปน็
การท่ีประชาชนเขา้ ไปมีส่วนร่วมโดยตรงสมคั รใจและรว่ มเข้าไปแกป้ ญั หาตนเอง
การเข้าไปมีส่วนร่วม โดยมีบุคคลอ่ืนมาชักจูงบังคับ แล้วจึงจะเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะ
เปน็ การเข้าไปมสี ว่ นร่วมโดยตรงหรือผา่ นองคก์ รผูแ้ ทนหรอื กรรมการกลุ่มหรือชุมชน
๒.๓.๓ ข้ันตอนของการมสี ว่ นร่วมของประชาชน
ธีระพงษ์ แก้วหาวงษ์ กล่าวถึงขั้นตอนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกันเข้ามา
แก้ปัญหาของชุมชน มดี งั น้ี
๑) การมีสว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจ มีการกาหนดความต้องการและจัดลาดับความสาคัญ
๒) การมีส่วนร่วมในการดาเนินการ
๓) การมีส่วนรว่ มในการรบั ผลประโยชน์
๔) การมสี ว่ นรว่ มในการติดตามและประเมนิ ผลงาน๘๖
ไพรัตน์ เตชะรินทร์๘๗ กล่าวถึงขั้นตอนการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานให้บรรลุตาม
วัตถุประสงคแ์ ละนโยบายพัฒนาท่กี าหนดไว้ ๗ ประการ คือ
๑) ร่วมทาการศึกษาค้นควา้ ปญั หาและสาเหตขุ องปัญหาทีเ่ กิดขึ้นในองค์การ
๒) ร่วมคิดหรือสร้างรูปแบบวิธีการพัฒนา เพ่ือแก้ไขและลดปัญหาขององค์การหรือเพื่อ
สรา้ งสรรคส์ ิ่งใหม่ทีเ่ ป็นประโยชน์ต่อองคก์ รหรือสนองความต้องการ
๘๖ ธีระพงษ์ ก้าหาวงษ์, กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ประชาคม ประชาสังคม, (ขอนแก่น:
โครงการจัดต้ังมูลนิธิเสรมิ สร้างความเข้มแข็ง ชมรมนักวชิ าการสาธารณสขุ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ๒๕๔๓), หน้า
๑๔๙ - ๑๖๓.
๘๗ ไพรัตน์ เตชะรินทร์, ทบทวนการพัฒนาชนบทไทย, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ดีแอนด์เอส,
๒๕๒๕), หนา้ ๗.
๖๖
๓) ร่วมวางนโยบายหรือแผนงานหรือโครงการหรือกจิ กรรม เพ่ือกาจัดหรือแกไ้ ขและสนอง
ความตอ้ งการขององคก์ าร
๔) รว่ มตัดสนิ ใจการใช้ทรพั ยากรที่มีจากัดให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
๕) รว่ มจดั หรือปรับปรุงระบบบรหิ ารงานพฒั นาใหม้ ีประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธิผล
๖) ร่วมการลงทนุ โครงการชมุ ชนตามขีดความสามารถของตนเองและหนว่ ยงาน
๗) ร่วมปฏิบัติตามนโยบายแผนงาน โครงการและกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ร่วม
ควบคุม ติดตาม ประเมินผล และร่วมบารุงรักษาโครงการและกิจกรรมที่ทาให้ทั้งภาครัฐและเอกชนให้
เกดิ ประโยชน์ตลอดไป
อคิน ระพีพัฒน์๘๘ ได้แบ่งข้ันตอนในการเข้ามาร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหาชุมชน
ออกเป็น ๔ ขั้นตอนดังนี้ คอื
๑. การค้นหาปญั หา สาเหตุของปญั หา ตลอดจนแนวทางแกไ้ ข
๒. การตัดสนิ ใจเลือกแนวทางและวางแผนพัฒนาแก้ไขปัญหา
๓. การปฏิบตั ิงานในกิจกรรมการพฒั นา
๔. การประเมินผลงานกจิ กรรมการพัฒนา
ดังน้ัน สรุปได้ว่า ข้ันตอนการมีส่วนร่วม เริ่มตั้งแต่การเข้ามาร่วมคิดค้นหาสาเหตุของ
ปัญหาท่ีเกดิ ข้ึนกบั ชมุ ชนของตนเอง วิเคราะห์สภาพปญั หารว่ มกัน หาวิธกี ารแก้ไขปญั หา เข้าร่วมแกไ้ ข
ปัญหาท่ีตามโครงการที่กาหนดได้ และติดตามประเมินผลงานท่ีเกิดข้ึน แล้วนามาปรับปรุงแก้ไขให้ดี
ข้นึ
๒.๓.๔ กระบวนการมีส่วนรว่ ม
นักวิชาการและผู้ที่เคยทาการศึกษาวิจัยเรื่องการมีส่วนร่วม ได้กล่าวถึงกระบวนการของ
การมสี ่วนรว่ ม ดังน้ี
Who and Uncef๘๙ ได้เสนอกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดาเนินการ
กจิ กรรมได้ ๔ ขน้ั ตอน ดงั นี้
๘๘ อคิน ระพีพัฒน์, การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: ศูนย์การศึกษา
นโยบายสาธารณสขุ , ๒๕๔๗), หนา้ ๓๒๑.
๘๙ WHO and UNICEF, Report of the international conference on primary health care,
(New York: N.P.Press, 1978), p. 41.
๖๗
๑) การวางแผน ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา จัดลาดับความสาคัญ
ตั้งเป้าหมายกาหนดการใช้ทรพั ยากร กาหนดวิธีการติดตาม ประเมินผลและการตัดสินใจด้วยตนเอง
๒) การดาเนินงาน ประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินการบริหารการใช้
ทรัพยากรและความมีความรับผดิ ชอบในการควบคุมจัดสรรการเงนิ
๓) การใช้ประโยชน์ ประชาชนตอ้ งนาเอาหลกั ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนม์ ากท่ีสดุ ซง่ึ เป็นการเพิ่ม
ระดับของการพึง่ พาตนเองและการควบคมุ ทางสงั คม
๔) การไดร้ ับประโยชน์ ประชาชนตอ้ งได้รับการแจกจ่ายผลประโยชน์จากชุมชนในพื้นฐาน
ท่เี ท่าเทยี มกัน ซง่ึ เป็นผลประโยชนส์ ว่ นตัว หรือสังคมหรอื ในรปู วตั ถกุ ไ็ ด้
อรทัย ก๊กผล๙๐ เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเงื่อนไขแห่งความสาเร็จ
ปัจจัยแห่งความสาเร็จท่ีควรยึดถือไว้ในการออกแบบหรือบิหารจัดการ โครงการและมีส่วนร่วมของ
ประชาชน ประกอบดว้ ย 4S คือ
๑) Starting Early กระบวนการส่วนร่วมของประชาชนจะต้องดาเนินการก่อนการ
ตัดสินใจ ทผี่ ่านมาความล้มเหลวของการมีส่วนรว่ มของประชาชนเกิดจากภาครัฐ เริ่มกระบวนการการ
มีส่วนร่วมล่าช้า หลังมีการตัดสินใจเรียบร้อยแล้วหรือมีข้อผูกมัดอ่ืน ๆ จนเปล่ียนแปลงไม่ได้หรือ
หลังจากเกิดความขัดแย้งข้ึน อย่างไรก็ตาม การจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนการตัดสินใจมิได้
หมายความหมายว่าก่อนการตัดสินใจไม่ก่ีวัน ควรให้มีเวลา เพียงพอในการรับฟังความคิดเห็นอย่าง
กวา้ งขวาง เพ่อื ให้การตัดสินใจสะทอ้ นความคิดเห็นของชมุ ชน
๒) Stakeholders ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายไม่ว่าโดยตรงหรือ
ทางอ้อม ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ควรมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วม สาหรับกลุ่มท่ีได้รับ
ผลกระทบโดยตรงอาจต้องได้รับฟังข้อมูลหรือปรึกษาเป็นกลุ่ม ๆ หน่วยงานท่ีรับผิดชอบต้องให้
ความสาคัญในการระบุผู้มีส่วนได้เสียส่วนเสีย ระวังไม่ให้เกิดการผิดกลุ่มเป้าหมาย ต้องตระหนักว่า
ประชาชนแต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบจากประเด็นการตัดสินใจไม่เท่ากัน บ่อยครั้งที่เรามักคิดว่า
ประชาชนเป็นกลุ่มเดียวกัน ในความจรงิ ผทู้ ่ีได้รับผลกระทบมีหลากหลายกลุ่ม การบริหาร การจัดการ
มีส่วนร่วมต้องม้ันใจว่ากลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ท่ีสาคัญทุกกลุ่มมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม และแต่ละ
กลมุ่ อาจมีรูปแบบการมีส่วนรว่ มที่แตกตา่ งกนั เพอ่ื อานวยใหก้ ลุ่มผทู้ ่ีมีสว่ นได้ส่วนเสีย เข้ามามสี ว่ นรว่ ม
เช่น กาหนดเวลาการรบั ฟังความคดิ เห็นที่ชาวบ้านมารว่ มได้หรอื การใช้ภาษาท้องถน่ิ รวมท้ังการอานวย
๙๐ อรทัย ก๊กผล, การบริหารปกครองสาธารณะ : การบริหารรัฐกิจในศตวรรษที่ ๒๑, พิมพ์ครั้ง ๒,
(ปทมุ ธาน:ี โรงพมิ พ์มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ศนู ย์รงั สติ , ๒๕๕๖), หนา้ ๙๘ - ๑๑๑.
๖๘
ความสะดวกให้ชาวบ้านในการเดินทางไปร่วม การพยายามเข้าหากลุ่มท่ีด้อยโอกาสในสังคม เช่น คน
ยากจน ผู้หญงิ คนชราและเดก็
๓) Sincerity การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการท่ีมีความละเอียดอ่อนและความสัมพันธ์
ระหว่างหน่วยงานท่รี ับผิดชอบ ในการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมและประชาชนถือว่ามี ความสาคญั ใน
การบริหารการมีส่วนร่วมให้ประสบความสาเร็จ หน่วยงานของรัฐเป็นเจ้าของโครงการ หรือมีอานาจ
อนุมัติการจัดกระบวนการอย่างจริงจัง เปิดเผย ซ่ือสัตย์ปราศจากอคติให้เกียรติซ่ึงกันและกัน มีการ
สื่อสารสองทางตลอดเวลา โดยเฉพาะให้ข้อมูลท่ีถูกต้องเพียงพอ ตอบสนองต่อความสงสัยของผู้ที่มี
ส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งแจ้งความก้าวหน้าหรือเปล่ียนแปลงของโครงการอย่างต่อเนื่อง และอธิบาย
กระบวนการได้อย่างชัดเจน ลดปัญหาขอ้ สงสัยท่อี าจก่อให้เกิดข่าวลอื ใหป้ ระชาชนเขา้ มามีส่วนร่วมใน
ระยะเริ่มต้น ขณะเดียวกันตั้งใจรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นและนาไปเป็นข้อมูลสาหรับการตัดสินใจ
ซ่ึงข้อมูลเหล่านี้เป็นพ้ืนฐานของความน่าเช่ือถือและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันนามาสู่ความ
รว่ มมือร่วมใจและการสอ่ื สารทด่ี ขี ้ึน
๔) Suitability การเลือกเทคนิคหรือรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนต้องพิจารณา
จากประเภทและขนาดของโครงการ โดยคานึงถึงความเหมาะสมความ ความหลากหลายและลักษณะ
ท่ีแตกต่างกันของที่และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดจนความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมสังคม และ
ค่านิยม ระดับความสนใจของชุมชนในประเด็นหรือโครงการความสามารถหรือความพร้อมรวมท้ัง
รวมท้ังข้อจากัดของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดกระบวนการมีส่วนร่วม เช่น ด้านระยะเวลา
บุคลากรและงบประมาณ ความสาเร็จของการมีส่วนร่วมอยู่ท่ีความสามารถในการวิเคราะห์
สถานการณ์และเลือกกระบวนการมีส่วนร่วมทีเ่ หมาะสม การมีสว่ นร่วมทส่ี ร้างสรรค์ต้องประกอบด้วย
กระบวนการย่อยหลายรูปแบบ ท้ังท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ นอกจากน้ันยังต้องตระหนักว่า
การให้ข้อมูลข่าวสารและข้อเท็จจริงเปน็ องค์ประกอบท่ีขาดไม่ไดข้ องการปรึกษาหารือที่มีประสทิ ธิผล
กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่มีวิธีท่ีดีที่สุด จาเป็นต้องปรับตามสถานการณ์ ซ่ึง
ประกอบไปด้วยตัวแปรหลากหลาย เช่น ประเด็นสาธารณะท่ีต้องนาสู่กระบวนการมีส่วนร่วม เทคนิค
การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมท้ังกลุ่มเป้าหมายหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ควรเข้าสู่กระบวนการมี
ส่วนร่วม รวมท้ังปทัสถาน วัฒนธรรม ชุมชน และบริบททางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีผลต่อ
กระบวนการมสี ่วนร่วมของประชาชนทั้งส้นิ
๖๙
๒.๓.๕ การประยกุ ต์ใช้เพ่อื ส่งเสรมิ การมสี ่วนรว่ ม
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ได้เสนอหลักการสาคัญของการส่งเสริม
การมีสว่ นรว่ มของประชาชนทีท่ าใหเ้ กดิ ความสาเร็จ ๕ ประการ ดงั น้ี๙๑
๑) ภาวะผ้นู าที่จะสร้างความเชื่อม่นั ศรทั ธาและความร่วมมือรว่ มใจในการทางานท่มี ีความ
สอดคลอ้ งกัน ซึง่ ต้องมวี สิ ัยทศั นใ์ นเชงิ กลยทุ ธ์ความซ่ือสัตย์สจุ ริตและเสยี สละเพอ่ื ประโยชน์สว่ นรวม
๒) การสร้างค่านิยมในการทางานกันอย่างเหนียวแน่น จึงจะทาให้เกิดความสัมพันธ์ที่เป็น
มิตรภาพอย่างแทจ้ รงิ
๓) การพัฒนาปรับปรุงการทางานอย่างสม่าเสมอเพ่ือให้เกิดการปรับกระบวนการทางาน
อย่างตอ่ เนื่อง
๔) การจดั ทาฐานข้อมูลสมาชิกเครือข่ายเพ่ือใช้ในการติดตอ่ ประสานงานและมปี ฏิสมั พันธ์
ระหว่างกัน
๕) การสร้างช่องทางในการติดตอ่ สอื่ สารและแลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ะหว่างกนั
การส่งเสริมการมีสว่ นรว่ มของประชาชนไว้ ๒ ประเดน็ คอื
๑) การจดั กระบวนการเรยี นร้สู ามารถทาไดด้ ังน้ี
๑.๑ จัดเวทีวิเคราะห์สถานการณ์ของประชาชนเพ่ือทาความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกัน
ในเรอื่ งระเบียบตา่ ง ๆ
๑.๒ จัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์หรือจัดทัศนศึกษาภายในชุมชนและ
ระหวา่ งองคก์ รตา่ ง ๆ กับประชาชน
๑.๓ จัดอบรมทกั ษะเฉพาะด้านต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาทกั ษะ
๑.๔ ลงมือปฏิบตั ิจรงิ
๑.๕ สรุปบทเรียนและถ่ายทอดประสบการณ์ท่ีจะนาไปสู่การปรับปรุง กระบวนการ
ทางานทีเ่ หมาะสม
๒.๓.๖ เงื่อนไขการมีส่วนร่วม
ลักษณะการมีส่วนร่วมจากความเก่ียวข้องทางด้านเหตุผล โดยการเปิดโอกาสให้สังคม
องค์กรต่าง ๆ ในชุมชน ประชาชนมีบทบาทหลัก ตามสิทธิหน้าที่ ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ดาเนินงาน ตัง้ แตก่ ารคิดรเิ ร่ิม การพิจารณาตัดสินใจ วางแผน การร่วมมือปฏิบตั ิและการรบั ผดิ ชอบใน
๙๑ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ, “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ พ.ศ.
๒๕๕๑-๒๕๕๕”, หนา้ ๒๓.
๗๐
ผลกระทบท่ีเกิดข้ึน รวมท้ังส่งเสริม ชักนา สนับสนุนให้การดาเนินงานเกิดผลประโยชน์ต่อชุมชน ตาม
จุดมุ่งหมายที่กาหนดด้วยความสมัครใจ ลักษณะการมีส่วนร่วมจากความเก่ียวข้องทางด้านจิตใจเป็น
เคร่ืองช้ีนาตนเอง ให้เข้ามามสี ่วนร่วมแสดงความคดิ รเิ ร่มิ สร้างสรรค์การกระทาให้บรรลุวัตถุประสงค์ท่ี
กาหนดไว้ ทาให้ผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วม เกิดความผูกพัน มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อกิจกรรมท่ีดาเนินงาน
ด้วยความสมัครใจ
จากแนวคิดและทัศนะท่ีได้กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด สามารถแยกประเด็นสรุปได้ว่าการมี
ส่วนร่วมของประชาชนเกิดขึ้นจาก เป้าหมายท่ีต้องการ ค่านิยม ความเช่ือ วัฒนธรรมประเพณี ความ
ผูกพัน การเสริมแรง โอกาส ความสามารถ การสนับสนุน ความคาดหมายในส่ิงที่ต้องการ โดยมี
พื้นฐานของการมีส่วนร่วม แต่การทากิจกรรมต่าง ๆ นั้นต้องมีเง่ือนไขที่จะต้องทาและปฏิบัติร่วมกัน
ดงั น้ี
นริ นั ดร์ จงวุฒเิ วศย์๙๒ กลา่ วถงึ เงื่อนไขการมสี ่วนร่วมไว้ ๓ ประการ ดงั น้ี
๑) ประชาชนตอ้ งมอี ิสระจะมสี ว่ นร่วม
๒) ประชาชนต้องเต็มใจท่จี ะมสี ว่ นรว่ ม
๓) ประชาชนต้องสามารถท่ีจะมีส่วนร่วมนอกจากน้ีความสาเร็จของการมีส่วนร่วมยัง
ขึน้ อยกู่ บั เง่อื นไข ดังตอ่ ไปน้ี
๓.๑ ประชาชนตอ้ งมเี วลาทจี่ ะมสี ่วนร่วมในกิจกรรม
๓.๒ ประชาชนต้องไม่เสียเงนิ ทองค่าใชจ้ ่ายในการมสี ่วนร่วมมากเกินกว่าท่ีเขาประเมิน
ถึงผลตอบแทนที่จะไดร้ ับ
๓.๓ ประชาชนตอ้ งมีความสนใจทส่ี มั พันธ์สอดคลอ้ งกบั การมสี ่วนร่วม
๓.๔ ประชาชนต้องสามารถส่ือสารรู้เรื่องกับท้ังสองฝ่าย และประชาชนต้องไม่รู้สึก
กระทบกระเทอื นต่อตาแหนง่ หนา้ ทห่ี รือสถานภาพทางสงั คมหากจะมีส่วนรว่ ม
๒.๓.๗ วตั ถุประสงค์ของการให้ประชาชนมสี ่วนร่วม
การทางานรว่ มกันนั้นต้องมวี ัตถุประสงคค์ ือข้อกาหนดท่เี ราต้ังขึ้นมาวา่ เราทาส่ิงนัน้ ๆ เพ่ือ
อะไร เป้าหมายและวัตถุประสงค์จะต้องสอดคล้องกันและเป็นไปได้ในเชิงหลักการทางวิทยาศาสตร์
เช่นเมอ่ื ไดต้ ามเป้าหมายท่ตี ้งั ไวแ้ ลว้ กจ็ ะนามาซ่ึงวตั ถุประสงค์ทีจ่ ะทาร่วมกนั
๙๒ นริ นั ดร์ จงวฒุ เิ วศย์, กลวิธีแนวทางการส่งเสรมิ การมสี ่วนร่วมของประชาชนในงานพฒั นาชุมชน,
(กรุงเทพมหานคร: ศักดโ์ิ สภาการพมิ พ์, ๒๕๔๓), หนา้ ๑๘๗.
๗๑
นฤนาท พุทไธสง๙๓ ได้สรุปว่าวัตถุประสงค์ของการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในโครงการ
พฒั นาตา่ ง ๆ มีดังนี้
๑) เมือ่ ไดร้ ับข้อมลู ข่าวสาร ความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับโครงการหรือกิจการและผลกระทบ
ท่ีอาจเกดิ ข้ึน
๒) เพ่ือชว่ ยในการช้ีประเด็นปญั หาและคุณค่าตา่ ง ๆ ของสง่ิ แวดลอ้ ม
๓) เพือ่ แสดงความคดิ เห็นอันอาจเปน็ ประโยชน์ในการแก้ปัญหา
สรุปว่าการมีส่วนร่วม คือ เป็นผลมาจากการเห็นพ้องกันในเร่ืองของความต้องการและ
ทศิ ทางของการเปล่ยี นแปลงและความเหน็ พ้องต้องกัน จะต้องมมี ากจนเกิดความคิดริเร่ิมโครงการเพ่ือ
การปฏิบัติ เหตุผลเบ้ืองแรก ของการที่มีคนมารวมกันได้ควรจะต้องมี การตระหนักว่าปฏิบัติการ
ท้ังหมดหรือการกระทาทั้งหมด ท่ีทาโดยกลุ่มหรือในนามกลุ่มน้ัน การทาผ่านองค์การ ดังนั้นองค์การ
จะต้องเป็นเสมอื นตวั นาใหบ้ รรลุถึงความเปล่ียนแปลงได้
๒.๔ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการอนรุ กั ษ์โบราณสถาน
๒.๔.๑ ที่มาและความสาคญั ของโบราณสถาน
สายณั ห์ ไพรชาญจิตร๙๔ กล่าวว่า โบราณสถาน โบราณวัตถุและศิลปวตั ถุ เป็นทรพั ยากร
ทางวัฒนธรรมประเภทจับตอ้ งได้มฐี านะเป็น “ทรพั ย์สินของแผ่นดิน” ประเทศหนึ่งและในทางวิชาการ
เรียบรวม ๆ ว่า ทรัพยากรทางโบราณคดี ซึ่งหมายถึง สถานที่ ส่ิงก่อสร้าง รวมทั้งวัตถุสิ่งของที่
เกย่ี วข้องกับมนษุ ย์และวัฒนธรรมในอดตี ทุกยุคทกุ สมัยและเปน็ สงิ่ ทีม่ ีคุณคา่ ความสาคัญสามารถนามา
จัดการให้เป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันและส่งไปให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป ได้ใช้
ประโยชนใ์ นอนาคตได้
๙๓ นฤนาท พุทไธสง, พ.ต.ต., “ความคิดเห็นของประชาชนในท้องถิ่นต่อการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
สภาพแวดล้อมโบราณสถาน : ศึกษาเฉพาะกรณีโบราณสถานในบริเวณเกาะเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”,
วิทยานพิ นธส์ งั คมศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๔๑), หนา้ ๒๑.
๙๔ สายนั ต ไพรชาญจิตร, การจัดการโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถาน โดย
องคก์ รการปกครองทอ้ งถิน่ , (นนทบรุ ี: สถาบนั พระปกเกล้า, ๒๕๔๘), หนา้ ๒๓.
๗๒
๒.๔.๒ ความหมายของโบราณคดี
พระราชบัญญัตโิ บราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (มาตรา
๔)๙๕ ได้ให้ความหมายว่า “โบราณสถาน” คือ อสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะอายุหรือลักษณะแห่งการ
ก่อสร้างหรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของ อสังหาริมทรัพย์น้ันเป็นประโยชน์ทางศิลป์
ประวัติศาสตร์หรือโบราณคดี ท้ังนี้ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี ประวัติศาสตร์และอุทยาน
ประวัติศาสตร์ ซึ่งจาแนกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ตามหลักสากลได้ดังน้ี อนุสาวรีย์ ประติมากรรมขนาด
ให ญ่ รูป เค ารพ (ฺNation Statues) อ าค ารสั ญ ลั ก ษ ณ์ ป ระจ าเมื อ ง (Nation Landmarks)
สถาปัตยกรรมแห่งชาติ (Nation Architecture) ย่านประวัติศาสตร์หรือหมู่บ้านประวัติศาสตร์
(National Histirical District or Villages) อทุ ยานประวตั ศิ าสตร์(Nation Historพักical Park)
ส่วน “โบราณวัตถุ” หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของโบราณ ไม่ว่าจะเป็น
สิ่งประดิษฐ์หรือเป็นส่ิงท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือที่เป็นส่วนหน่ึงส่วนใดของโบราณสถาน ซาก
มนุษย์หรือซากสัตว์ซึ่งโดยอายุโดยลักษณะแห่งการประดิษฐ์หรือโดยหลักฐานเก่ียวกับประวัตขิ องอสัง
หาทรัพย์น้ันเป็นประโยชน์ทางศิลป์ ประวัติศาสตร์หรอื โบราณคดีและ “ศิลปวัตถุ” หมายความวา่ ส่ิง
ทท่ี าด้วยฝีมืออย่างประณีตและมีคุณค่าสงู ในทางศลิ ป์
โบราณสถาน หมายถึง ส่ิงกอ่ สร้าง ที่เกดิ จากคนทาข้ึนโดยใชว้ สั ดุต่าง ๆ ที่คงทนถาวร เช่น
หิน ดนิ เผาไฟและวสั ดทุ ผี่ ุสลายได้ง่าย เช่น ไม้ไผ่ ไมจ่ ริง ดินเหนยี ว สถานที่ธรรมชาติ ประเภทถ้าและ
เพิงผา ที่คนสมัยโบราณและดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมเป็นอาคาร โรงเรือนเพ่ือใช้ประโยชน์เป็น
บา้ นเรอื นที่อยู่
๒.๔.๓ ประเภทของโบราณสถาน
พระราชบัญญัติโบราณ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒)๙๖
ฉบบั พเิ ศษของโบราณแยกได้ ๒ วิธดี ังนี้
๑) แบ่งแยกโดยพจิ ารณาตามหลักกรรมสิทธิ์ คืน แบ่งเปน็
๑.๑ โบราณสถานทีม่ เี จา้ ของหรอื ผคู้ รอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
๙๕ พระราชบัญญัติบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๔
แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒),
๒๕๓๕.
๙๖ อ้างถึงแล้ว.
๗๓
๑.๒ โบราณสถานทไี่ มม่ เี จา้ ของหรอื ผคู้ รอบครองโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
๒) แบ่งโดยพิจารณาหลกั การขึ้นทะเบียน คือ แบง่ เป็น
๒.๑ โบราณสถานที่ขึ้นทะเบยี น
๒.๒ โบราณสถานทไี่ ม่ได้ข้ึนทะเบยี น
อย่างไรก็ตาม ในบางครั้ง กรมศิลปากร ยังไม่ได้ใช้เงื่อนไขอื้น ๆ อีก เพ่ือให้สอดคล้องกับ
การบริหารจัดการโบราณสถาน ดังนี้
๑) แบง่ ตามคุณคา่ และความสาคัญ
๑.๑ โบราณสถานระดับชาติ ได้แก่ โบราณท่ีมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และ
โบราณคดศี ิลปะ สถาปัตยกรรม วชิ าการ สงั คมหรอื กลมุ่ ชาตพิ ันธ์ุ ซึ่งมีความสาคัญต่อชมุ ชนใดคนหนึ่ง
ที่มี ประวัติความเป็นมาเก่ียวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และราชสานัก โดยมีหลักฐานบ่งชี้อย่าง
ชัดเจน โบราณสถานซ่ึงมีลักษณะเด่น เป็นตัวแทนขององคป์ ระกอบทางสถาปัตยกรรม หรอื ศลิ ปกรรม
ท่ีมีคุณค่าทางสุนทรียภาพ หรือสามารถบ่งชี้ได้ถึงพัฒนาการทางศิลปะ สถาปัตยกรรมโบราณที่มี
ลักษณะหาได้ยาก และมีเหลืออยู่น้อยแหล่ง เป็นตัวแทนของรูปแบบใด ๆ ท่ีมีลักษณะเฉพาะโบราณ
สถานท่ียังไม่ได้มีการสารวจ ดาเนินการขุดค้น ขุดแต่ทางโบราณคดีหรือข้ึนทะเบียนโบราณสถาน ซ่ึง
เป็นโบราณสถานร้าง ที่มีความเก่าแก่และไม่มีการใช้งานในลักษณะที่สืบเนื่องจากประโยชน์ใช้สอย
ดงั้ เดิมของโบราณสถาน
๑.๒ โบราณสถานระดับท้องถิ่น ได้แก่ โบราณสถานท่ีมีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์
โบราณคดี ศิลปะ สถาปัตยกรรม วิชาการ สังคมหรือกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีความสาคัญเฉพาะโดยต่อ
ชุมชนในท้องถ่ินในท้องถิ่นหน่ึงเท่านั้น โบราณสถานที่มีลักษณะที่นอกเหนือไปจากที่บ่งช้ีถึงความเป็น
โบราณสถานระดับชาติ
๒. แบ่งตามลักษณะปรากฏ
๒.๑ โบราณสถานทเ่ี ห็นรูปทรงชัดเจน
๒.๒ ซากโบราณสถาน คือ ส่ิงก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมท่ีเคยเป็นรูปทรงและใช้
ประโยชน์มาแต่อดีต แต่ปัจจุบันเสื่อมสภาพลงจนเห็นรูปทรงท่ีชัดเจน แต่ยังมีคุณค่าในฐานะที่เป็น
มรดกทางวฒั นธรรมทส่ี าคญั
๓. แบ่งตามวัสดกุ ่อสร้าง
๓.๑ โบราณสถานที่สร้างด้วยหิน
๓.๒ โบราณสถานทส่ี ร้างดว้ ยอฐิ
๓.๓ โบราณสถานที่สรา้ งด้วยหนิ หรอื ศลิ าแลง
๗๔
๓.๔ โบราณสถานที่สร้างดว้ ยต้นไม้
๔. แบง่ ตามประโยชนใช้สอย
๔.๑ โบราณสถานร้าง (Dead Monument) หมายถึง ส่ิงก่อสร้าง อาคาร สถาปัตย-
กรรมท่ีเป็นโบราณสถานท่ีปัจจุบันถูกทิ้งร้าง ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามหน้าที่ใช้งานด้ังเดิมในอดีต จน
กลายเปน็ หลักฐานทางโบราณคดี
๔.๒ โบราณสถานที่ยังใช้ประโยชน์ (Dead Monument) หมายถึง โบราณสถานที่
ยังคงมีการใช้ประโยชนม์ าจนถงึ ปจั จบุ ันนี้
๒.๔.๔ แนวคิดกระบวนการและขน้ั ตอนการจัดการโบราณสถาน
กรมศิลปากร๙๗ กล่าวว่า การดาเนินการจัดการโบราณสถานให้คงอยู่นั้น เป็นขั้นตอนท่ี
ประกอบดว้ ยกระบวนการต่าง ๆ มากมาย ท้ังการดาเนินการวิชาการ ตลอดจนวิธีการปฏิบัตงิ านที่ตอ้ ง
ใช้เทคนิคเฉพาะ ดงั น้ี
ขั้นการสารวจศึกษาและวจิ ัย การสารวจโบราณสถาน ทั้งจานวน องค์ประกอบ สภาพของ
โบราณสถาน และจาเป็นต้องศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของโบราณสถาน
ลกั ษณะคณุ ค่าทางศิลปกรรม สถาปตั ยกรรม ประวัตศิ าสตร์และโบราณคดีของโบราณสถานน้นั ๆ
ขั้นการพิทักษ์รักษา เป็นข้ันตอนการควบคุมดูแลโบราณสถานให้คงสภาพเดิม โดยมี
มาตรการข้ันพ้ืนฐานในการพิทักษ์รักษาโบราณสถาน คือมาตรการป้องกัน เป็นการกาหนดแนวทาง
และวิธีปฏิบัติไม่ให้โบราณถูกทาลาย มาตรการในการปราบปราม เป็นการลงโทษผู้กระทาความผิดใน
เร่ืองทาลายโบราณสถาน อาจจะออกมาในรปู แบบการบังคับใช้กฎหมายมาตรการในการอนุรักษ์ เป็น
กระบวนการใหญ่ท่ีใช้ในการจัดการโบราณสถานให้คงอยู่และเป็นกลไกลทางการบริหารจัดการเข้า
คมุ้ ครอง เพอื่ ไมใ่ หเ้ กิดการแกไ้ ขหรือทาลายหลกั ฐานน้นั
ขั้นตอนการใช้ประโยชน์ เป็นกระบวนการในการบริการจัดการโบราณสถานให้เกิ ด
ประโยชนใ์ นด้านตา่ ง ๆ ดงั น้ี
๑) ประโยชนท์ างการศกึ ษา
๒) ประโยชนท์ างสังคม
๓) ประโยชนท์ างดา้ นเศรษฐกิจและการท่องเท่ยี ว
๔) ประโยชน์ทางการเมอื ง
๙๗ กรมศิลปากร, ระเบียบกรมศลิ ปากรว่าดว้ ยการอนรุ กั ษ์โบราณสถาน, หน้า ๔๙ - ๕๑.
๗๕
กรมศิลปากร๙๘ กล่าวว่า การอนุรักษ์โบราณสถานเป็นกระบวนการใหญ่ในการจัดการ
โบราณสถาน เพื่อให้คงอยู่และสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมต่อไป
ซ่ึงมวี ธิ ีดาเนินการอนุรกั ษ์โบราณสถานอยา่ งครบกระบวนการและถูกวิธนี ัน้ มขี น้ั ตอนดงั ตอ่ ไปนี้
๑) ขั้นการปอ้ งกันการเสื่อมสภาพ
๒) ขน้ั การรักษาสภาพ
๓) ข้ันการเสรมิ ความแข็งแรง
๔) ขั้นการบูรณะ
๕) ขน้ั แบบจาลอง
๖) ขั้นการสรา้ งขึ้นใหม่
๗) ข้ันการประยกุ ต์ใชส้ อย
ดังน้ัน สรุปได้ว่ากระบวนการและขั้นตอนการจัดการโบราณสถานน้ัน เพื่อต้องการให้
โบราณสถานคงอยู่คู่กับสถานที่ท่องเที่ยวน้ัน โดยอาศัยทุกคนในการอนุรักษ์และพัฒนาตามข้ันตอน
เพอื่ ใหเ้ กิดรปู ธรรมและเปน็ ประโยชนม์ ากทส่ี ุด
๒.๔.๕ แนวคิดการอนรุ ักษโ์ บราณสถาน
ตามระเบียบกรมศิลปากรว่าด้วยการอนุรักษ์โบราณสถาน พ. ศ. ๒๕๒๘๙๙ การอนุรักษ์
หมายความว่า การดูแล รักษา เพ่ือให้คงคุณค่าไว้และให้หมายรวมถึงการป้องกัน รักษา การสงวน
การปฏิสังขรณ์ และการบูรณะด้วยการสงวนรักษา หมายถึง รักษาไว้ตามสภาพของเดิมอย่างที่เคย
เป็นมา การบูรณะ หมายถึง การซ่อมแชมและปรับปรุงทรงลักษณะกลมกลืนเหมือนของเดิมมากที่สุด
เท่าที่จะมากได้ แตต่ อ้ งแสดงความแตกต่างของสิง่ ทีม่ ีอยเู่ ดมิ และส่ิงที่ทาข้ึนใหม่
สิทธิพร ภริ มย์ร่ืน๑๐๐ เสนอวา่ แรงจูงใจหลายประการท่ีผลักดันและนาไปสู่การดาเนินการ
ในการอนรุ ักษ์ ไดแ้ ก่
๑) เพอื่ พิทักษ์มรดกของสังคม คือ การอนรุ ักษ์เพอ่ื เป็นการพิทกั ษ์มรดกทไ่ี ด้รับมาจากอดีต
ไว้ใหผ้ ู้คนในปจั จุบนั และอนาคตไดช้ นื่ ชมกับมรดกทบ่ี รรพบุรุษของเราไดส้ รา้ งไว้
๙๘ กรมศิลปากร, ระเบยี บกรมศิลปากรว่าด้วยการอนรุ ักษโ์ บราณสถาน, หน้า ๙๗ – ๙๘.
๙๙ เร่อื งเดียวกัน, หนา้ ๕๑.
๑๐๐ สิทธิพร ภิรมย์รื่น, การอนุรักษ์ชุมชนเมืองและสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม:แนวคิดหลักการ
และผลปฏิบัติการ, หนา้ ๔๒.
๗๖
๒) เพ่ือสร้างความหลากหลายมีชีวิตชีวาให้เกิดข้ึนในเมือง คือ ชุมชนที่มีสภาพแวดล้อมท่ี
หลากหลายท้ังเก่าและใหม่ท่ีผสมผสานกันอย่างมีสมย่อมมีชีวิตชีวาน่าอยู่อาศัยมากกว่าชุมชนท่ีสร้าง
ข้ึนใหมท่ ้งั หมด
๓) เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ คือ การอนุรักษ์มักจะให้ผลตอบแทนทางด้าน
เศรษฐกิจในรูปแบบที่หลากหลาย ผลตอบแทนเหล่าน้ันมักจะมาจากกิจกรรม พาณิชยกรรมและการ
ท่องเทยี่ วท่ีเกดิ ขน้ึ ภายหลังการอนุรกั ษ์
๔) เพ่ือเป็นสัญลักษณ์ คือ การอนุรักษ์เป็นการรักษาส่ิงท่ีเคยมีในอดีตไว้เป็นสัญลักษณ์
หรอื ตวั แทน เพอ่ื ให้คนรนุ่ หลังไดร้ จู้ กั รบั ทราบและเกิดความภาคภูมใิ จ
ดังนั้น การอนุรักษ์โบราณสถาน ในการศึกษายังหมายรวมถึงท่าทีหรือความคิดของผู้ใด
หรอื หน่วยงานใดที่มีเจตนาในการอนุรักษ์โบราณสถาน ตามความเข้าใจและวิธีการของสังคมในแต่ละ
สมัย
๒.๔.๖ ลกั ษณะของเมืองและยา่ นประวตั ศิ าสตร์
ลักษณะของเมืองประวัติศาสตร์น้ัน มีอายุช่วง (Life span) อยู่ในช่วงใดช่วงหน่ึงหรือ
หลายช่วงเวลาในอดีต หรือตั้งแต่ช่วงเวลาในอดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เมืองเหล่าน้ันมีหลายลักษณะ
แตกต่างกนั ตามขนาด เนื้อหาทางวัฒนธรรม การตัง้ ถนิ่ ฐานและการใชป้ ระโยชน์ของเมืองน้ัน การแบ่ง
ตามชว่ งอายุของเมือง สามารถแบ่งไดเ้ ป็น ๔ ประเภท คือ๑๐๑
๑) เมืองร้าง (Abandoned/Dead Ancient/Historic city) เป็นเมืองท่ีมีความเจริญ
รุง่ เรืองอยู่ในช่วงเวลาหน่ึงหรือหลายช่วง ก่อนทจ่ี ะถกู ท้งิ ร้างไปจนถึงปัจจุบัน อาจเนอ่ื งจากภัยสงคราม
หรือภัยพิบัติต่าง ๆ เมืองลักษณะนี้สามารถคงอยู่ต่อไปได้เร่ือย ๆ ยกเว้น วัสดุและโครงสร้างโบราณ
สถานที่อาจเส่ือมโทรมไปตามกาลเวลา แต่เน่ืองจากไม่มีการใช้งานเข้าแทรกแซง เมืองลักษณะน้ีจึงไม่
เส่ียงอันตรายมากนกั และตอ้ งการเพยี งแผนงานเพ่ือการอนุรักษ์ การนาเสนอและการบารงุ รกั ษา
๒) เมืองโบราณที่ถูกท้ิงร้างและนากลับมาใช้ใหม่ในปัจจุบัน เน่ืองจากพื้นท่ีในการต้ังถิ่น
ฐานในปัจจุบันถูกจากัดขึ้น จึงมีการกลับไปตั้งถ่ินฐานที่เดิมและการไปตั้งถ่ินฐานแบบน้ีจะไปทาลาย
หลักฐานของเมืองโบราณเดิมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นปรากฏการณ์ของการขยายตัวของประชากร
โดยเฉพาะในประเทศท่ีกาลังพัฒนา โดยจะเห็นได้จากการบุกรุกเมืองและทาลายโบราณสถานซ่ึงเป็น
องค์ประกอบและเนื้อหาของเมืองเพื่อการสร้างอาคารใหม่ ๆ ประกอบกับความจาเป็นในการเพ่ิม
๑๐๑ ธาดา สุทธิธรรม, ทฤษฎีและแนวปฏิบัติการอนุรักษ์อนุสรณ์สถานและแหล่งโบราณคดี,
(กรุงเทพมหานคร: บริษทั หริ ัญพฒั น์ จากดั , ๒๕๕๓), หน้า ๑๔๒.
๗๗
ปริมาณของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ซึ่งหากไม่คานึงถึงแผนผังเมืองโบราณจะมีผลทา
ให้ สัดส่วน ขนาด รูปแบบการใช้สอย และบรรยากาศของเมืองเปล่ียนแปลงไปจากอดีตอย่างส้ินเชิง
ฉะนั้นสิ่งสาคัญของมาตรการการการอนุรักษ์ คือการพิจารณาปรับใช้ให้เข้ากับกิจกรรมใหม่ ๆ ของ
เมอื งอยา่ งรอบคอบ โดยการทอ่ งเทย่ี วอาจมีผลในการชว่ ยเหลือทางเศรษฐกิจและจูงใจให้มีการอนรุ ักษ์
แต่อาจส่งผลในทางบวกและทางลบในเวลาเดียวกัน ซ่ึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนท่ีจะต้อง
ดาเนนิ การเพือ่ ความอยู่รอดของเมือง
๓) เมืองที่มีการพัฒนามาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน (Living Ancient/Historic City) เป็น
เมืองโบราณหรือเมืองประวัติศาสตร์ ที่มีการใช้งานสืบเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน แสดงถึงความ
เจริญรุ่งเรอื งตกต่า การฟื้นฟูและชีวติ ของเมือง ซงึ่ พัฒนาการมาตามกาลเวลา มักจะเผชิญกับการเส่ือม
โทรมหรือทาลายเน้ือเมืองในหลายลักษณะ อาทิ การขายการจัดการทางเศรษฐกิจท่ีเหมาะสมหรือ
ระบบเศรษฐกิจที่คล่องจนเกินไป การปรับใช้ประโยชน์ใหม่ ๆ หรอื การเพ่ิมปริมาณของสาธารณูปการ
และสาธารณูปโภค ล้วนสง่ ผลให้รปู แบบลกั ษณะและบรรยากาศของเมืองเปลี่ยนแปลงไป
๔) เมืองที่ถูกทิ้งร้านไปในช่วงระยะเวลาหน่ึง และถกู นากลับมาใชใ้ หม่ยคุ ประวัติศาสตร์ถึง
ปัจจุบัน เมืองลักษณะน้ีมีหลักฐานของช่วงพัฒนาของเมืองในยุคโบราณแล้วหยุดไป ต่อมามีการกลับ
เข้าไปต้ังถ่ินฐานใหม่ในยุคประวัติศาสตร์ และทาให้เมืองการพัฒนาการจากยุคประวัติศาสตร์มาถึงยุค
ปัจจุบัน การกลับเข้าไปตง้ั ถิ่นฐานใหม่อาจจะโดยคนกลุ่มใหมห่ รืออารยธรรมใหม่
ย่านประวัติศาสตร์ หมายถึง พื้นที่เมืองหรือชนบทที่กาหนดขอบเขตการศึกษาภูมิศาสตร์
ซึ่งเป็นแหล่งสาคัญที่รวมเชื่อมโยงหรือแสดงความต่อเน่ืองของท่ีตั้ง โครงสร้างหรือวัตถุท่ีมีความเป็น
อันหนึ่งอันเดียวกันในแง่ประวัติศาสตร์หรือสุนทรียภาพ อันเกิดจากการวางแผนหรือพัฒนาทาง
กายภาพ กฎบัตรสากลว่าด้วยการอนุรักษ์เมืองประวัติศาสตร์และย่านประวัติศาสตร์ในเมือง
(Internation Charter for the Conservation of Historic Town and Urban Area) มีใจความ
สาคญั ดงั นี้
๑) ทุกชมุ ชนเมือง ไมว่ ่าชุมชนน้ันจะค่อย ๆ พัฒนาตามกาลเวลาหรือจงใจที่จะสร้างข้ึนมา
ลว้ นเป็นการแสดงใหเ้ หน็ ถงึ สงั คมท่แี ตกตา่ งกนั ไปตามประวัตศิ าสตร์ของชุมชนนนั้
๒) กฎบัตรน้ีจะเก่ียวพันถึงย่านประวัติศาสตร์ต่อพ้ืนท่ีในเมือง ท้ังเมืองเล็กและเมืองใหญ่
และย่านประวัตศิ าสตร์ใจกลางเมือง หรือเพียงส่วนหน่ึงของเมืองที่รวมกับพื้นท่ีแวดล้อมโดยธรรมชาติ
และมนุษยส์ ร้างขน้ึ ซ่ึงใหค้ ุณค่าทางวฒั นธรรมของชมุ ชนหรือเมอื งด้วย
ไฟล์เดล (Feiledn) กลา่ วถึง ความสาคัญของพนื้ ทีป่ ระวัตศิ าสตร์ว่าศูนยก์ ลางเมืองเก่าทีไ่ ด้
รักการรักษาไว้อย่างดี เป็นข้อได้เปรียบสาหรับประชาชน คือทาให้ประชาชนมีความคุ้นเคยและมี
กจิ กรรมท่ีหลากหลายเมอ่ื เทียบกับเมืองพ่ีพงึ่ ไดร้ ับการวางแผนเมืองเก่าความสะดวกสบายสาหรับการ
๗๘
อยู่อาศัย มีบริการสาธารณะในขนาดท่ีเหมาะสม รวมท้ังการจับจ่ายและการสันทนาการ เมืองงมักมี
ศูนย์กลางอยู่รอบอาคารสาคัญ เช่น โบสถวิหาร สุเหร่าหรือลาน เมือง (Town Hall) และมี
องค์ประกอบของตลาด (Market Square) ทางเดินเท้า ตรอกซอย คลองและสะพาน พ้ืนท่ีเมือง
เหล่าน้ี สร้างความน่าสนใจ ประชาชนที่รับรู้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่จะรู้สึกถึงคุณค่าในการมีส่วนร่วม
ในประวัติศาสตร์และความมีเอกลักษณ์ ซ่ึงเมืองประวัติศาสตร์เป็นระบบท่ีมีหลายหน้าท่ี มีกิจกรรมท่ี
อยู่อาศัย สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ดังนั้นพื้นท่ีประวัติศาสตร์ควรได้รับการจัดอย่างเหมาะสม
โดยเฉพาะอย่างย่ิงการอนุรักษ์อาคารและกิจกรรมทางสังคม เพื่อเป็นการสง่ เสรมิ ทางเศรษฐกิจ แต่ใน
ปัจจุบันเมอื งประวตั ิศาสตรม์ กั ถูกคุกคามเสมอ โดยเฉพาะในประเทศที่กาลงั พฒั นา
๒.๔.๗ ขอบเขตการอนรุ กั ษ์ (Edge of preservation Action)
การกาหนดขอบเขตพ้ืนท่ีทางประวัติศาสตร์ต้องให้เกิดความแน่ชัดเพื่อประโยชน์ในการ
บริหารพื้นท่ีในการควบคุม การอนุรักษ์ การนากลับมาใช้ประโยชน์และการบารุงรักษาท่ีตั้งของพื้นที่
ทางประวัติศาสตร์หรือองค์ประกอบของพ้ืนที่ท่ีปรากฏให้เห็นเด่นชัด แต่การกาหนดว่าพ้ืนท่ีนั้นจะ
ครอบคลุมเพียงใดต้องอาศัยการตัดสินใจ จากลักษณะทางกายภาพของหลักฐานท่ีปรากฏ ประกอบ
กับปัจจัยด้านอื่น ๆ คือ ปัจจัยทางธรรมชาติ ปัจจัยทางการเมือง ปัจจัยทางประวัติศาสตร์และปัจจัย
ทางวัฒนธรรม การบริหารและการควบคุมสภาพแวดล้อมสามารถตัดทอนพ้ืนที่ออกมาตามความ
เหมาะสมได้ตามต้องการ บ่อยคร้ังกาแพงเมือง ซ่ึงเป็นขอบเขตทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยังคง
หลงเหลืออยู่ แต่เราไม่สามารถกาหนดให้พื้นที่ท้ังหมดภายในกาแพงเมืองนั้นเป็นเขตพ้ืนที่ทาง
ประวัติศาสตร์ได้ เนื่องจากอาคารทางประวัติศาสตร์ภายในได้ถูกทาลายไปหมด หรือกระจัดกระจาย
จนไม่อาจกาหนดเป็นเขตพ้นื ทแ่ี ต่ก็มีบอ่ ยคร้งั ท่ีสามารถกาหนดเขตได้โดยใช้กาแพงเมือง คูเมือง คลอง
เป็นเส้นขอบเขตหรืออาจขยายพื้นท่ีให้เกินขอบเขตเหล่านั้น เนื่องจากการปกป้องส่ิงแวดล้อมรอบมา
เปน็ สิง่ จาเป็น
เนื้อแท้ของการปฏิบัติการอนุรักษ์ น้ันเป็นการยากท่ีจะสามารถบ่งบอกได้ว่าจะมีขอบเขต
ของการอนุรักษ์ที่แน่นอน การกาหนดขอบเขตหรือพ้ืนท่ีใดที่หนึ่งสาหรับการอนุรักษ์ก็เป็นอันตราย
เน่ืองจากจะไปจากัดการโตของเมืองและประชากรที่อยู่ในเมืองและการอนุรัก ษ์บางพ้ืนท่ีจาเป็นต้อง
อนุรักษ์ทั้งเมืองจึงประสบผลสาเร็จ (Workerr)๑๐๒ ได้กล่าวไว้ใน Character of town ไว้ว่าการ
๑๐๒ ณวรรธน์ สายเชื้อ, “แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาท้องถิ่น กรณีศึกษาเมืองสงขลา ”,
วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการวางแผนภาคและเมือง, (บัณฑิตวิทยาลัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,
๒๕๔๑), หน้า ๔๒.
๗๙
อนุรักษ์เราไม่สามารถอนุรักษ์เก็บหรือรักษาทุกส่ิงทุกอย่างไว้ได้ทั้งหมด เพราะมัวแต่ละเมือง แต่ละ
ชุมชน ล้วนมีข้อจากัดที่แตกต่างกันไป ท้ังในทางเศรษฐกิจ สังคมการเมือง ฯลฯ ซึ่งควบคู่ไปกับการ
พัฒนาและวิวัฒนาการของเมืองท่ีไม่หยุดน่ิง จะต้องยอมให้เมืองและชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงบ้าง
เพ่ือความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ดังน้ันการคัดเลือกอาคาร ย่าน หรือที่ท่ีเหมาะสมสาหรับการเป็น
ตัวแทนหรือเอกลักษณ์ของเมืองน้ันสามารถแทนได้เช่นกัน ดังนั้นการกาหนดของเขตของการอนุรักษ์
นนั้ ก็น่าจะมีความยึดหยุ่นได้บ้าง โดยเฉพาะศึกษาตามลักษณะเฉพาะของเมืองแต่ละเมอื ง แต่อย่างไร
ก็ตามการกาหนดขอบเขตก็เป็นเรื่องสาคัญ Caranese ได้ให้แนวทางในการเลือกขอบเขตของการ
อนุรกั ษ์ ใหเ้ หมาะสมกับเมอื งโดยสอดคลอ้ งกับการพัฒนา โดยแบง่ กลุ่มไว้ ๗ กลมุ่ ดว้ ยกัน ดงั นี้
๑) Fragment ช้ินส่วนซ่ึงเคยเป็นส่วนหน่ึงของสถาปัตยกรรมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ใน
ขณะที่องค์ประกอบใหญ่ได้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา หรือถูกทาลายเหลือเพียงสถาปัตยกรรม
บางส่วนรวมทั้งปฏิมากรรม เช่น ช้ินส่วนของอาคาร โบราณสถานประตูเมือง (City Gate) กาแพง
เมอื ง (City Wall)
๒) Building คอื อาคารทงั้ หลัง เช่น บ้าน โบสถ์ วดั โรงละคร
๓) Street Space เป็นการเก็บรักษาถนนทั้งสาย เพื่อรกั ษา side Walk แต่ภายในอาคาร
จะเปล่ียนหน้าท่ีใช้สอยเพื่อรักษาภูมิทัศน์ของถนนท้ังสาย ให้มีความต่อเน่ืองกัน ของรูปแบบอาคารท่ี
อาจจะร่วมสมยั กัน ใช้วัสดคุ ลา้ ยกนั มรี ปู แบบอาคารเหมอื นกนั เปน็ ต้น
๔) Neighbor Hoods คือชุมชนท่ีมีกิจกรรม มีวิถีชีวิตดาเนินอยู่ร่วมกับชุมชนน้ันมาอย่าง
ตอ่ เนื่อง ตง้ั แตอ่ ดีตในชว่ งเวลาใดเวลาหน่งึ สืบเนือ่ งมาจนถงึ ปัจจุบัน
๕) District คือย่านท่ีมีเอกลักษณ์ของตัวเอง หรือย่านท่ีมีกิจกรรมแตกต่างไปจากย่านอื่น
เชน่ ย่านเยาวราช
๖) Skyline การรักษาเส้นขอบฟ้า ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาย่านท้ังย่านได้ เหลือเพียง
อาคารเด่ียวโดด ๆ จึงต้องรักษาแนวเสน้ ของฟ้าเดิมได้โดยรอบ ไม่ให้เกิดอาคารและส่ิงปลกู สร้างอื่นมา
บดบงั อาคารเดิม ทาใหเ้ สียเสน้ ขอบฟ้าของอาคารนนั้
๗) Village $ town เป็นการรักษาเมอื งท้งั เมือง เชน่ เกาะรตั นโกสินทร์ อยุธยา วธิ ีที่ยมใน
การกาหนดเขตอนุรักษ์ โดยเฉพาะเมืองเก่าท่ีมีอยู่ในปัจจุบันมักจะเริ่มประกาศเขตอนุรักษ์ในใจกลาง
และบริเวณโดยรอบส่วนของเมืองท่ีมีค่าสูงสุด มีแนวโน้มที่ผู้คนส่วนใหญ่จะเห็นความสาคัญท่ีต้อง
อนุรักษไ์ ดแ้ ลว้ จงึ ค่อย ๆ ขยายพื้นท่ีไปยังรอบนอกเพิม่ ออกไปเรื่อย ๆ จนสุดขอบเขต ท่ีสมควรอนรุ ักษ์
๘๐
ในวงกว้างออกไปถึงเขตรอบนอกคูเมือง หรือกว้างกว่านั้นก็ได้ ถ้าหากพื้นท่ีนั้นมีคุณค่าต่อการ
อนรุ ักษ๑์ ๐๓
สรุปว่า ผังเมืองเป็นเครื่องมือทางเทคนิคที่ตอบโจทย์การอนุรักษ์และการพัฒนา เป็นการ
ทาประโยชนเ์ พอ่ื สว่ นรวม ฉะนนั้ จงึ ต้องดใู ห้ดวี ่า การจะทาผังเมืองให้ทุกคนมีความสุขจะสามารถทาได้
อย่างไร ทั้งนี้ การมีสว่ นรว่ มจึงเป็นเรอ่ื งที่สาคญั และเป็นเร่ืองยากท่ีจะทาให้คนที่พดู ภาษาผังเมอื ง และ
คนทั่วไปเข้าใจกันได้ “ถ้ามีผังเมืองแล้วก็ไม่ควรมีการเสี่ยงภัย อย่างอยุธยา ท่ีเคยเป็นอู่ข้าวอู่น้าก็
กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม เปน็ การกาหนดพ้นื ที่ลงไปโดยไม่คานึงถงึ ความเหมาะสมแบบนี้ไม่เรียกว่า
เป็นผังเมือง เพราะหากมีผังเมืองแล้วต้องไม่เกิดปัญหา การท่ีคนในพื้นท่ีได้รังความเดือดร้อน มีสาเหตุ
มาจากการไม่ได้รังการป้องกันท่ีถูกต้อง ซ่ึงต้องกลับมาคิดว่า เป็นความผิดของใคร” ผังเมืองมี
ความสาคัญต่อความอยู่รอดของประเทศชาติและต้องให้ความสาคัญ ซึ่งในประเทศไทยมีการพัฒนา
ประชาธิปไตย คนในพ้ืนที่จะต้องมีส่วนร่วมในการจัดการร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนเล็ก ๆ หรือพ้ืนท่ี
ขนาดใหญ่ การมีส่วนร่วมก็ควรมีกาหนดที่ชัดเจน ทั้งน้ี ในเรื่องการบริหารการเส่ียงภัยต้องมองต้ังแต่
การป้องกนั ก่อนการเกิด รวมถงึ การเผชญิ ภัยเม่ือมปี ญั หา สุดท้ายจึงเป็นเรือ่ งของการแกไ้ ขไม่ไดเ้ กดิ ข้ึน
อกี “ผังเมืองอยู่ในขั้นตอนแรกว่า การเตรียมการอย่างไรเพ่ือป้องกันส่ิงที่คาดว่าจะเกิดไม่ให้เกิดข้ึนมา
แต่ต้องคิดด้วยว่า หากเกิดข้ึนแล้ว ตะมีการบรรเทาและจัดการปัญหาได้อย่างไร นอกจากน้ียังมีเร่ือง
ของความเช่ือมโยงในการจดั การ การทาเร่อื งนตี้ อ้ งทาให้เหน็ ภาพรวมและกระบวนการทีช่ ัดเจน” ท้งั นี้
ในการจัดการเรื่องสาธารณเพื่อประโยชน์ต้ังมีระบบที่ชัดเจน อีกสิ่งหน่ึงที่สาคัญมากคือต้องจัดการ
ความขดั แย้งในพ้ืนที่รอยตอ่ ใหช้ ดั เจน ใหม้ ีความสอดคล้องและกลมกลืนกนั ไดท้ ั้งประเทศ
๒.๔.๘ หลักสาคญั ของการอนรุ กั ษ์เมอื งและยา่ นประวัติศาสตรท์ ยี่ ง่ั ยนื
เมืองประวัติศาสตร์ หมายถึง เขต หรือพื้นท่ีที่เป็นชุมชนบริเวณหน่ึง ประกอบด้วยอาคาร
สิ่งก่อสร้างในการดาเนินชีวิต และสภาพแวดล้อม มีการปกครอง มีผู้ปกครอง มีการจัดการและการ
บริหารอยา่ งมีระบบ
ย่านประวัตศิ าสตร์ หมายถงึ พ้ืนที่ส่วนใดสว่ นหน่ึงของเมือง ย่านประวัติศาสตร์คือด้านท่ีมี
ความสาคญั หรือมคี ุณคา่ ทางประวตั ิศาสตร์หรอื โบราณคดี
๑๐๓ อัจฉรี ชาญประโคน, อ้างถึงใน ณวรรธน์ สายเชื้อ, “แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาท้องถ่ิน
กรณีศึกษาเมืองสงขลา”, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการวางแผนภาคและเมือง, (บัณฑิตวิทยาลัย:
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั , ๒๕๔๑), หนา้ ๔๕.
๘๑
อุทยานประวัติศาสตร์ หมายถึง สวนสาธารณะหรือส่วนหนึ่งของเมืองที่มีส่วนประกอบ ๓
ดา้ น คือ โบราณสถาน สิ่งแวดล้อมโบราณสถาน และการผสมผสานกันระหวา่ งการก่อสรา้ งของมนุษย์
และธรรมชาติแวดล้อม
รอย เวอสเก็ต (Roy Worskett) ได้กล่าวถึงเป้าหมายและหลกั การของการอนุรกั ษ์ไว้อยา่ ง
น่าสนใจว่าการอนุรักษ์กับการเปล่ียนแปลงเป็นสิ่งที่ต้องดาเนินควบคู่กันไป เราไม่สามารถท่ีจะปฏิเสธ
การเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนในยุคสมัยต่าง ๆ ได้ สภาพสังคมที่เปล่ียนแปลงไปจะเป็นแรงผลักดันให้เกิด
ความต้องการการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพไปด้วย และหากการอนุรักษ์เป็นสิ่งที่มี
คุณค่าแล้ว เราจะต้องผสมผสานระหว่างการเปลี่ยนแปลงใหม่กับโครงสร้างเก่าของเมือง เพราะโดย
ขอ้ จากัดทางเศรษฐกิจเราไมอ่ าจสร้างเมืองใหมท่ ั้งเมืองได้ เราจะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงอยางใหม่ท่ี
ไม่ทาลายคณุ ค่าของอาคารเกา่ ตลอดจนเอกลักษณ์ของเมืองประวตั ศิ าสตรท์ ต่ี ้องอนุรักษ์ไว้
นอกจากนั้นการอนุรักษ์จะต้องมีความสัมพันธ์กับชีวิตในสังคมไทย กล่าวคือ การอนุรักษ์
ไม่ใช่การปรับปรุงตัดแปลงอาคารข้ึนมาเพ่ือดึกดูดการท่องเที่ยวเท่าน้ัน แต่หากประวัดศาสตร์จะมี
ความหมายต่อโลกปัจจุบันและให้มีความต่อเน่ืองกันอดีตแล้ว การอนุรักษ์จะต้องมองถึงการรักษา
สภาพแวดล้อมและการมีชีวิตท่ีดีของเมืองด้วย เพ่ือเป็นการปลุกอดีตของเมืองให้ตื่นข้ึนมาอีกครั้ง ซ่ึง
Robert Mcnulty๑๐๔ เห็นวา่ การทาลายความหวงแหนทางวัฒนธรรมโดยความก้าวหน้าเป็นความจริง
ท่ีเกิดขึ้น การสงวนวัฒนธรรมเป็นงานสาคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาและความเจริฐทางเทคโนโลยี
การเปดิ วฒั นธรรมท้องถิ่นเพ่ือการพัฒนาการท่องเที่ยว ก็เท่ากับเปน็ การเร่ิมต้นกระบวนการแตกสลาย
ทางวฒั นธรรม ซง่ึ หลักการสาคัญของการอนรุ ักษ์เมืองและยา่ นประวัติศาสตร์อย่างยั่งยนื น้ัน มีดังนี้๑๐๕
เคารพต่อธรรมชาติท่ีไม่หยุดน่ิงของเมืองและย่านประวัติศาสตร์ โดยคงไว้ซ่ึงความต่อเน่ืองของชีวิต
วัฒนธรรมและการตั้งถ่ินฐาน ให้ความสาคัญต่อสิทธิของประชาชนในท้องถิ่นและเน้นการมีส่วนร่วม
ของประชาชนต้ังแต่ต้น เคารพต่อเอกลักษณ์และคุณค่าของย่านเมืองประวัติศาสตร์ ความงอกงาม
ตลอดจนความสมดุลทางสังคมที่มีอยู่เดิม ซึ่งต้องมีการศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียด ชัดเจนและ
ถูกต้องตามหลักวิชาการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเมืองและย่านประวัติศาสตร์ ตลอดจนเผยแพร่
ความรู้ดา้ นการอนุรักษ์แต่ประชาชน ทาไดโ้ ดยให้ความรู้และการศึกษาทง้ั ในโรงเรยี นและนอกระบบ มี
การฝึกอบรมไปถึงการประชาสัมพันธ์ จัดทาแนวทางหรือคู่มือการพัฒนาเมืองและย่านประวัติศาสตร์
๑๐๔ Robert Mcnulty, “ Cultural Tourism: Opportunities of Conservation Economic
development”, in Conservation and Tourism, (London: heritage trust, 1985), p. 37.
๑๐๕ Roy Worskett, the Character of town: An Approach to Conservation, pp. 42-56.
๘๒
เผยแพร่การประชาชน โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการการควบคุมการพัฒนา โดยเฉพาะรูปแบบ
อาคารและสิ่งก่อสร้างที่เหมาะสม ประสานและเช่ือมโยงแผยอนุรักษ์เมืองและย่านประวัติศาสตร์ เข้า
กับแผนพัฒนาระดับชาติ ภาคและท้องถนิ่ เช่น ประสานการควบคุมเข้ากบั ผังเมอื งรวม เป็นตน้
สรุปว่า การพัฒนาเมืองเชิงอนุรักษ์เป็นการพัฒนาโดยแยกพ้ืนที่พัฒนาเชิงเศรษฐกิจออก
จากพ้ืนที่ท่ีควรอนุรักษ์ทางศิลปกรรมและธรรมชาติ แต่ยังคงแสดงให้เห็นถึงความเช่ือมต่อของพื้นท่ี
พัฒนาท้ังสองลักษณะ โดยให้เห็นการคล่ีคลายท่ีค่อย ๆ เปลี่ยนแลงจากพ้ืนท่ีอนุรักษ์ไปสู่พื้นท่ีพัฒนา
เชิงเศรษฐกิจ พ้ืนที่อนุรักษ์ต้องปรับปรุงให้องค์ประกอบของชุมชนเมืองเดิมปรากฏอย่างเด่นชัด ท้ัง
รูปแบบอาคาร ผังบริเวณ ส่ิงแวดล้อมและบรรยากาศของท้ังพื้นท่ี ส่วนพื้นท่ีที่พัฒนาเพ่ือเศรษฐกิจ
ตอ้ งให้ห่างจากพ้ืนทีอ่ นุรักษ์ ระยะห่างระหวา่ งสองพื้นท่ีต้องขึ้นอย่กู ับอตั ราความเจรญิ เติบโตของเมือง
แต่ละเมือง ท้ังน้ีต้องไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้ามารบกวนพ้ืนที่อนุรักษ์ ในพ้ืนท่ีอนุรักษ์เม่ือได้รับ
การปรับปรงุ จนอาคาร สถานทแี่ ละส่งิ ที่มีคุณค่าปรากฏจนเห็นเอกลักษณ์ของพนื้ ที่ชดั เจนในระดบั หน่ึง
แล้ว จะต้องมีการจัดการปรับปรุงในรายละเอียดต่าง ๆ และจัดการเพื่อให้ได้บรรยากาศของพ้ืนที่ที่
ได้รับการอนุรักษ์น้ัน ในการปรับปรุงจะต้องระมัดระวังมิให้เน้นการตกแต่งมากเกินไปจนได้รับ
ความรู้สึกแปลก ซึ่งเกิดจากการเปล่ียนแปลงสภาพแวดล้อมเดิม หากเป็นเช่นน้ันจะไม่เรียกว่าการ
พัฒนาเชิงอนุรักษ์ แต่จะเป็นการตกแต่งเมือง การพัฒนาเมืองเก่าในเชิงอนุรักษ์น้ัน นอกจากการ
อนุรักษ์สถาปัตยกรรมสาคัญ อัตลักษณ์ คุณลักษณะเฉพาะ บูรณาภาพและความเป็นของเดิมแท้ของ
เก่าแล้ว จะต้องคานึงถึงระบบนิเวศของเมืองด้วย อาทิ สายน้าหรือแหล่งน้าท่ีหล่อเล้ียงเมือง ระบบ
นเิ วศเกษตรโดยรอบเมอื งเก่าและระบบนิเวศธรรมชาตทิ ่ีมีผลเก่ียวเน่อื งกับเมืองเก่า เพราะระบบนิเทศ
เหล่านี้ย่อมีผลในการทาให้เมืองเก่าสามารถดารงอยู่ได้อย่างย่ังยืน ดังนั้นภาพของการอนุรักษ์และ
พฒั นาเมืองเก่าจงึ มบี ริบทท่ีกวา้ งขวางมากขนึ้
๒.๔.๙ ความหมายของการอนรุ กั ษ์
สานักงานคณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาติ๑๐๖ ไดใ้ ห้ความหมายของการสงวนรักษาและ
การอนรุ กั ษ์ ไวด้ ังนี้
การสงวนรักษา หมายถึง การรักษาไว้ในสภาพเดิมเพ่ือนาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
ตามช่วงเวลาทกี่ าหนดไว้
๑๐๖ สานักงานนโยบายและแผนส่ิงแวดล้อม, แผนการจัดการอนุรักษ์และปรับปรุงสภาพแวดล้อม
เมืองเกา่ พิมาย, (กรุงเทพมหานคร: บริษัท วทิ ยรักษ์ จากัด, ๒๕๔๑), หน้า ๖.
๘๓
การอนุรักษ์ หมายถึง การรักษาความสาคัญและหลักฐานในการเป็นเครื่องช้ีให้เห็น
วิวัฒนาการ ความรุ่งโรจน์ของศิลปวัฒนธรรมไว้ โดยปรับสภาพให้เข้ากับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ
เพ่ือให้ประชาชนในสังคมสามารถสรา้ งสรรคส์ งิ่ ที่มคี ุณคา่ ในดา้ นศลิ ปกรรมในปจั จบุ นั และอนาคตต่อไป
ได้
การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม หมายถึง การสร้งสรรค์ การฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม
ในด้านศิลปกรรมในรูปแบบประสมประสาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและสืบทอดความเป็นชาติ
และเอกลักษณ์ของประชาชนในท้องถิ่น การอนุรักษ์เป็นการรักษาสภาพเดิมของศิลปวัตถุ
สถาปัตยกรรม โบราณสถานหรือส่วนของเมือง รวมท้ังส่ิงแวดล้อมท่ีมีคุณคา่ เพื่อให้มีประโยชน์ใช้สอย
ร่วมกับเราในชวี ติ ประจาวนั
คาร์เตอร์ (Carter)๑๐๗ ได้กล่าวว่าการอนุรักษ์น้ันไม่เพียงแต่การเก็บอาคารเพ่ือการ
“รักษา”เท่าน้ัน หากหมายถึง การถนอมดูแลรกั ษาทกุ ส่ิงจากตัวอาคารถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
และบรรยากาศในจินตภาพอันมีคณุ ค่าทางประวัติศาสตร์โดยเช่ือว่าเมืองไม่ใช่เป็นเพียงผลงานที่แสดง
ในพิพิธภัณฑ์ หากแต่เปน็ ศนู ยก์ ลางของความมีชวี ติ ทดี่ าเนินไป
มิดเดิลตัน (Middleton)๑๐๘ ได้รายงานการฝึกงานเกี่ยวกับ Civie Trust ที่ Royal
Festeval Hall กล่าวว่า เซฟเฟรด์ (Peter Shepherd) ได้ให้หลักการเพื่อการอนุรักษ์ไว้ว่าเพื่อเก็บ
รกั ษาส่วนทด่ี ีของเมืองและสร้างส่วนที่ไม่ดีใหม่ ให้สอดคลอ้ งกับของเกา่ ท่ดี ีข้ึน เพ่ืออนุรักษ์อาคารกลุ่ม
อาคารและบริเวณท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือการคิดหาประโยชน์ใช้สอยใหม่ ๆ ให้กับอาคาร จะต้องพิสูจน์ได้
อย่างแน่ใจว่าที่นั่น ๆ มีความสาคัญควรแก่การอนุรักษ์อย่างไม่ต้องสงสัยจะต้องทาให้ประชาชนหันมา
สนใจสงิ่ น้ันด้วย
ในปัจจุบนั เป็นยุคของการพัฒนาประเทศให้เจริญรดุ หน้าเท่าเทียมกับอารยประเทศนนั้ สิ่ง
สาคัญอย่างยิ่งที่ควรคานึงถึงเป็นหลักการในการพัฒนาโดยไม่ทาลายและต้องพ ยายามท่ีจะรักษาดุลย
ภาพระหวา่ งการอนุรกั ษ์กบั การพัฒนาให้เหมาะสม
๑๐๗ Carter, Larry W, Environmental Impact Assessment, (New York: McGraw-Hill Book
Company, 1972), p. 15.
๑๐๘ Middieton Michale, “Conservation in Action” A Progress Report on What is Being
Done in Britain’s Conservation area, Based on Civic Trust Conference Held at the Royal Festival
Hall, (London: Civic Trust, 1972), p. 8.
๘๔
นิจ หิญชีระนันท์๑๐๙ ได้กล่าวว่า ในการท่ีจะสามารถปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการได้
จาเป็นจะต้องเข้าใจในหลกั การเสียก่อน การอนุรักษ์กับการพฒั นาน้ันไม่ใชส่ ิ่งตรงข้ามอนั แยกออกจาก
กนั แต่จะต้องถือวา่ การพัฒนากับการอนุรักษ์เปน็ ส่วนอันสอดประสานกันดัง “เป็นอันหน่ึงอันเดียวดัง
เกลียวเชือก” ซ่ึงหากยอมรบั ในขอ้ ตกลงคากล่าวน้ีย่อสรปุ เปน็ หลักการได้ คอื
๑) ขจัดความเชอ่ื อย่างผิดเผนิ ท่วี า่ การพัฒนากบั การอนรุ ักษ์เปน็ ส่งิ ขัดกัน
๒) พึงเข้าใจให้ถูกต้องว่า แท้ที่จริงการพัฒนากับการอนุรักษ์น้ันเป็นส่วนประกอบต่อกัน
และกัน
๓) คุณกาหนดว่าไม่มีกระบวนการพัฒนาอันใดท่ีถือได้ว่าสมบูรณ์ หากขาดข้อพิจารณาใน
ด้านการอนุรกั ษ์รวมอยดู่ ว้ ยกันไดอ้ ยา่ งดุลยภาพ
ออวิน (Alin, Bertrand) ได้กล่าวว่า ถ้าเราต้องการสร้างชีวิตจิตใจให้แก่เมืองใด ชุมชน
ใด เราต้องหวนกลับไปศึกษาชีวิตจิตใจในอดีตของเมืองน้ันเสียก่อน คากล่าวน้ีย่อมเป็นเครืองเตือนใจ
แก่นักพัฒนาเมืองทั้งหลายว่า “...ถ้าอยากสร้างให้ดีเท่าใด ก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสริมและอนุรักษ์
โบราณวัตถุ และโบราณสถานใหด้ คี วบคู่ไปกบั การพฒั นาเมอื งดว้ ย”๑๑๐
แซนดายส์ (Sandys) ได้กล่าวว่า การยอมรับในข้อที่ว่ามรดกด้านอารยธรรมท่ีเป็น
สถาปัตยกรรมอันล้าคา่ ของโลก ซงึ่ มนุษยท์ ุกชาติทุกภาษาต่างเป็นเจา้ ของและปกปอ้ งรักษา ฉะนั้นเรา
ทุกคนต้องมีหน้าที่คุ้มครองป้องกนั ส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้ได้รอดพ้นจากอันตรายรา้ ยแรงนานัปการ ซงึ่ ได้แก่
การพังทลายอันเกิดขึ้นจากการละเลยไม่เอาใจใส่ หรือผลพิษในอากาศหรือสาเหตุอ่ืน ๆ อีกมากมาย
โดยเฉพาะการพิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องการร้ือทาลาย เพราะเป็นสิ่งท่ีเกิดขึ้นเมืองมีการพัฒนา
แผนใหม่๑๑๑
๑๐๙ นิจ หิญชีระนันท์, ม.ป.ป.เอกสารการสอนชุด วิชากฎหมายสิ่งแวดล้อม, (กรุงเทพมหานคร:
มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช, ๒๕๒๑), หน้า ๒๑.
๑๑๐ Alvin, Bertrand, Rural Sociology, (New York: McGraw-Hill Book Company, 1958), p.
151.
๑๑๑ Sandys,Ducan, Tourism and Heritage Conservation, (PATA Conference Bangkok:
November, 1979), pp. 4-7.
๘๕
สุภัทรดิศ ดิศกุล ได้กล่าวถึงเรื่องน้ีว่า การท่ีรักษาอาคารเหล่าน้ันอาจมีวิธีการอย่างหนึ่ง
คอื การสร้างอาคารใหมเ่ พ่ือเชิดชูอาคารเก่าให้ชดั เจน โดยตอ้ งข้ึนอยกู่ ับความสามารถของสถาปนิกวา่ มี
ความสามารถเพียงใด๑๑๒
วีรวุฒิ โอตระกูล ได้กล่าวว่า หนทางหนึ่งในการอนุรักษ์ให้ได้ผลนั้น คือการดัดแปลง
นาเอาสถาปัตยกรรมต่าง ๆ และโบราณสถานนามาใช้ในลักษณะการอย่างใหม่วิธีข้ึนกว่าเดิมและเกิด
ความสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน แต่กิจการดังกล่าวจะสาเร็จได้ก็ต่อเมื่อสามารถรักษา
หลักการของการอนุรักษ์ไว้ได้คือผลของการดัดแปลงจะต้องยังคงไว้ซึ่งลักษณะ ส่วนใหญ่และ
รายละเอียดส่วนสาคัญของสถาปัตยกรรมหรือโบราณ สถานนั้นเช่นเดียวกับคนไว้ซ่ึงคุณ ค่า ทาง
สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมและศิลปกรรมคงไว้ซ่ึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและวิชาที่
เกีย่ วขอ้ ง๑๑๓
จากแนวความคิดดังกล่าว สรุปได้ว่าในปัจจุบันแนวความคิดในด้านการอนุรักษ์มิใช่การ
อนุรักษ์ในลักษณะท่ีแตะต้องไม่ได้ แต่จะต้องอนุรักษ์ในลักษณะที่สามารถผสมกลมกลืนกับชีวิตและ
เปน็ สว่ นหน่ึงของกิจกรรมมนษุ ยใ์ นสงั คมปัจจบุ นั
๒.๔.๑๐ การอนรุ กั ษแ์ หล่งโบราณสถานในประเทศไทย
เม่ือวันท่ี ๑๗ มกราคม ๒๕๖๖ ได้มี “ประกาศจัดการตรวจรักษาของโบราณ” โดย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ให้กรมการหอสมุดวชิรญาณสาหรับพระนครเป็นพระ
นกั งานอานวยการตรวจรักษาโบราณสถานวัตถุสถาน โดยมีหลักการและเหตุผลในคาปรารภดังน้ี “ใน
ประเทศสยามนม้ี ีของโบราณสถาน เช่น เจดียสถานและวัตถุตา่ ง ๆ ซ่ึงสมเดจ็ พระเจ้าแผ่นดินและชา่ งผู้
ชานาญศิลปศาสตร์ได้สร้างไว้แต่ปางก่อนเป็นอันมาก ของโบราณสถานเช่นกล่าวมาย่อมเป็นหลักฐาน
ในพงศาวดาร และเป็นเคร่ืองมืออุปกรณ์การตรวจหาความรูปโบราณคดีต่าง ๆ อันจะเกิดประโยชน์
และเกียรติยศของบ้านเมือง เพราะฉะน้ันบรรดาอารยธรรมประเทศจึงถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล
จะต้องเอาเป็นธุระเกื้อกูลการตรวจตรารักษาของโบราณ อันมีอยู่ในประเทศของตน ของโบราณอันมี
ในพระราชอาณาเขตสยามประเทศนี้ที่พนักงานดูแลรักษาอยู่ตามสมควรแล้วก็มีที่ยังทอดท้ิงมิได้มีผู้
๑๑๒ สุภทั รดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า, ศิลปะและโบราณสถานวัตถุในสรุปรายงานการสัมมนาเรื่อง “การ
อนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมด้านศลิ ปกรรมและมรดกทางวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร”, (กรุงเทพมหานคร: ม.ป.พ.), หน้า
๑๕.
๑๑๓ วีรวุฒิ โอตระกูล, “มาอนุรักษ์กันเถิด”, วารสารสถาปนิก, ฉบับ ๒๑๑ ปี กรุงรัตนโกสินทร์,
(๒๕๔๑), หนา้ ๑๓๒.
๘๖
พิทักษ์รักษาก็มี ท่คี วรจะตรวจตราหาความรูปให้เป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นแต่ยังมิได้ตรวจตราก็มาก เพราะ
เหตุยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่จะอานวยการตรวจตราและการรักษาของโบราณ การนั้นจึงยังไม่
เป็นระเบียบเรียบร้อย” ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดต้ัง
ราชบัณฑิตยสถานขึน้ เมอื พ.ศ. ๒๔๖๙ เพื่อทาหน้าทแี่ ผนกกรรมการหอสมุดวชริ ญาณสาหรบั พระนคร
และให้ส่วนงานท้ังหมดของกรรมการหอสมุดวชิรญาณมาเป็นงานของราชบัณฑิตยสถานวิธีการตรวจ
รกั ษาโบราณสถาน วตั ถุสถาน กระทากันอย่างไรน้ันจะทราบได้จากปาฐกถาเร่อื งสงวนของโบราณ ซ่ึง
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ ทรงแสดงต่อท่ีประชุม เทศาภิบาลมณฑล ณ
พิพิธภัณฑ์สาหรับพระนคร เมอ่ื วันท่ี ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ มีความตอนหนึ่งดังน้ี “วีการสงวน
โบราณสถาน การท่ที าเป็น ๓ อย่าง”
อย่างท่ี ๑ คือการค้น ให้รู้ว่ามีโบราณสถานอยู่ที่ไหนบ้าง เช่น ราชบัณฑิตยสถานได้มีตรา
ขอให้เทศาภิบาลตา่ งมณฑลชว่ ยสืบและบอกมาใหท้ ราบเพอ่ื จะทาบัญชีและหมายเลขลงแผนที่ประเทศ
สยามไวเ้ ปน็ สารวจ
อย่างที่ ๒ คือ การตรวจ คือเม่ือรู้ว่าโบราณสถานอยู่ ณ ที่ใดแล้ว แต่งต้ังให้ผู้เชี่ยวชาญ
ออกไปดูยังทีน่ ้ัน เพื่อพิจารณาดูใหร้ ู้ว่าเป็นของอยา่ งไร สร้างในสมัยใดและเป็นของสาคัญเพยี งใด การ
ตรวจนี้บางอย่างต้องขุดหาแนวรากผนัง และค้นลวดลายต้องทามากบ้างน้อยบ้างตามลักษณะสถานท่ี
นน้ั
อย่างท่ี ๓ คือ การรักษา ซึ่งนับว่าเป็นการยากยิ่งกว่าอย่างอ่ืน เพราะโบราณสถานใน
ประเทศน้ีมีมาก ในเวลาน้ียังเหลือกาลังราชบัณฑิตย์สภาท่ีจะต้องจัดการได้ทุกแห่ง จึงคิดจะจัดการ
รักษาแต่ที่เป็นสถานท่ีสาคัญและที่พอจะสามารถรักษาได้เสียก่อน ถึงกระน้ันก็ยังต้องผ่อนผันทาไปที่
ละน้อย เพราะต้องหาเงินสาหรับจ่ายในการรกั ษาน้ัน จาเป็นต้องกาหนดลักษณะการรักษาเป็น ๒ ช้ัน
ชั้นต่าเป็นแตห่ ้ามมใิ ห้ผใู้ ดรือ้ ทาลายของโบราณสถาน มิให้หกั พังลงอีกตอ่ ไป ช้ันสงู คือการปฏิสงั ขรณ์
คืนอย่างเดิม ในเรื่องการปฏิสังขรณ์โบราณ ราชบัณฑิตย์สภาใครจะให้เทศาภิบาลคอยสอดส่องใน
ความ ๓ ข้อ ที่จะกลา่ วตอ่ ไปนี้ คือ
๑. ถา้ ผู้ศรัทธาจะปฏิสังขรณ์โบราณสถานสาคัญ ขอให้แจ้งแก่เขาให้ทาตามแบบอย่างเดิม
อย่างให้เปลยี่ นแปลงรูปรา่ งและลวดลายไปอย่างอ่ืนตามใจชอบ
๒. อยา่ ให้ร้อื ทาลายโบราณสถานท่สี าคัญเพอ่ื จะสร้างของใหม่ขน้ึ แทน
๓. วัดโบราณที่จะทาการปฏิสังขรณ์นั้น มักมีผู้ศรัทธาสร้างส่ิงต่าง ๆ เพิ่มเติมของ
โบราณสถานดังเช่นสร้างเจดีย์ขนาดย่อม ๆ ข้ึนบรรจุอัฐิธาตุของญาติวงศ์เป็นต้น ของที่สร้างเพิ่มเติม
เช่นว่านไ้ี มค่ วรสร้างข้นึ ในอุปจารใกลช้ ิดของโบราณที่ดีงาม ด้วยอาจทาให้ของโบราณเสียสงา่ ราศี
๘๗
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอานันทมหิดลได้มีพระราชบัญญัติว่า
ด้วยโบราณสถานศิลปวัตถุ โบราณวัตถุและการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๔๗๗ ประกาศใช้เม่ือวันท่ี
๗ พฤษภาคม ๒๔๗๓ โดยยกเลิกประกาศจัดการตรวจรกั ษาของโบราณ พ.ศ. ๒๔๖๖ พระราชบัญญัติ
ว่าด้วยโบราณสถาน ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ พ.ศ. ๒๔๗๗ น้ีได้โอนอานาจการ
ควบคุมดูแลจากราชบณั ฑิตยสถานมาเปน็ อานาจ
สรุปจากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและอนุรักษ์โบราณสถาน พบว่า
การมีส่วนร่วมของประชาชนในความหมายกว้างซึ่งมักจะคาบเกี่ยวกับการพัฒนานั้น ก็คือ การให้
โอกาสประชาชนเป็นฝ่ายการตัดสินใจ กาหนดปัญหาความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง เป็นการ
เสริมพลังอานาจให้แก่ประชาชน กลุ่ม องค์กรชุมชนให้สามารถระดมขีดความสามารถในการจัดการ
ทรัพยากร การตัดสินใจและควบคุมดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชนมากกว่าท่ีจะเป็นฝ่ายต้ังรับ สามารถ
กาหนดการดารงชีวิตได้ด้วยตนเองให้มีชีวิตมีความเป็นอยู่ท่ีดีขึ้นตามความจาเป็นอย่างมีศักดิ์ศรีและ
สามารถพัฒนาศักยภาพของประชาชน ชุมชนในด้านภูมิปัญญา ทักษะ ความรู้ความสามารถและการ
จัดการ และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลดได้ และประชาชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมใน
กระบวนการอย่างมีอิสระ การทางานต้อเน้นในรูปกลุ่มหรือองค์กรชุมชนที่มีวัตถุประสงค์ในการเข้า
ร่วมอย่างชัดเจน เน่ืองจากพลังกลุ่มจะเป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้งานพัฒนาต่าง ๆ บรรลุผลสาเร็จตาม
ความมุ่งหมายได้ ท้ังนี้ การจะเกิดสภาพของการมีส่วนร่วมของประชาชนตามความหมายที่กล่าวถึง
ขา้ งต้นนี้จะต้องเกิดสภาพการณ์หรือเงื่อนไขสาคัญ คอื การมีความตระหนักและความเห็นพอ้ งต้องกัน
ของประชาชนท่ีมีจานวนมากพอต่อการรเิ ริ่มโครงการหรือกิจกรรมหนงึ่ กจิ กรรมใดที่เป็นความต้องการ
ของส่วนรว่ ม โดยความร่วมมือของประชาชนไม่ว่าของบุคคลหรือกลุ่มคนที่เห็นพ้องต้องกันและเข้ามา
รับผิดชอบเพื่อการดาเนินการพัฒนา และการเปล่ียนแลปงในทิศทางท่ีต้องการโดยมีลักษณะเป็นการ
ประทาผ่านกลุ่มหรือองค์กรเพ่ือให้บรรลุถึงความเปลี่ยนแปลงท่พี ึงประสงค์เง่ือนไข การมีสว่ นร่วมและ
การวัดการมีสว่ นร่วมน้ัน การทางานในแต่ละอย่างน้ันต้องมีเงื่อนไขหรือขอ้ ตกลงร่วมกันกายทางานแต่
ละช้นิ จึงประสบผลสาเร็จตามเปา้ หมายทีว่ างไว้
การอนรุ ักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุน้ัน มีความสาคญั ต่อประวตั ิศาสตร์ของชาตเิ ปน็ อย่าง
มาก เน่ืองจากแสดงถึงประวัติความเป็นมาของชาติ อันก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในอัจฉริยภาพของ
บรรพบุรุษ ในการสร้างสรรค์ประเทศชาติ ทาให้เกิดความรักชาติ ภูมิใจในความเป็นไทย ก่อให้เกิด
ความรักสามัคคีในชาติและแสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติและอาจก่อให้เกิดรายได้ต่อชุมชน หากมีการ
พฒั นาให้เป็นแหลง่ ท่องเที่ยว ทม่ี คี วามสาคญั เปน็ อยา่ งมากท่จี ะมีการอนรุ ักษ์