๒๓๘
ผลการวจิ ยั
๑. แนวคิดการมีส่วนร่วม และอนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัด
เพชรบรู ณ์
การอนุรักษ์โบราณสถาน ถือเป็นหน้าท่ีของวัดและชุมชนที่จะต้องทาตามหลักพระธรรมวินัย และ
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยแนวทางในการอนุรักษ์น้ันสามารถทาได้ด้วยการดูแลรักษารวมท้ังการให้
ความรู้ในการอนุรักษ์โบราณสถานแก่ประชาชน การให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ โบราณสถานกับ
หนว่ ยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ปจั จุบนั แนวทางการอนุรกั ษ์โบราณสถานพ้ืนทอี่ ุทยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ มี
ลาดับขั้นตอน คือ ขั้นที่ ๑ ในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพน้ัน หากมีสิ่งใด
ชารดุ เสียหาย หรอื เป็นสิ่งที่ควรซอ่ มแซมจะต้องแจง้ แก่ผดู้ ูแลเป็นสาคญั ข้ันที่ ๒ ในการอนรุ ักษ์จะต้องดารง
รักษาส่วนที่ดีเด่นสาคัญ เมื่อสร้างส่วนใหม่จะต้องให้สอดคล้องกับของเก่าให้ดีข้ึน โดยทางอนุรักษ์
โบราณสถานพื้นที่อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ นั้นมีหลกั การสาคญั ท่ีเป็นนโยบายว่า ๑) การอนุรกั ษ์เป็นไป
เพื่อการเก็บรักษาส่วนที่ดีให้มากที่สุด และ มีสอดคล้องกับของ เก่าท่ีเหลืออยู่ ๒) การอนุรักษ์ส่ิงก่อสร้างที่
ใกล้เคียงจะต้องร่วมอนุรักษ์ไปในแนวทางเดียวกันหรอื ให้คงอย่อู ย่างเดิมให้มากที่สุด ๓) จะต้องแน่ใจแล้วว่า
ในการอนุรกั ษ์น้ันมีความสาคัญมีคุณค่าอยา่ งแทจ้ ริงถึงจะเริ่มลงมืออนุรกั ษ์ และรว่ มรับผิดชอบตัดสินใจการ
ดาเนินการทุกครั้งเพ่ือสร้างความสานึกรักในโบราณสถานของตนเองด้วยเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ จากช่าง
กรมศลิ ปกรเป็นผู้แนะนาซ่ึงการอนุรักษโ์ บราณสถานที่กล่าวมามีความสอดคล้องถูกต้องกับตามหลกั วิชาการ
และการอนุรักษท์ ี่กรมศลิ ปากรดาเนนิ การอยู่
๒. การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรี
เทพ จังหวดั เพชรบูรณ์
การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
จังหวัดเพชรบูรณ์ สรุปได้ว่า จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเป็นการอันสมควรที่ชาวบ้านในชุมชน
และหนว่ ยงานต่าง ๆ ที่เก่ยี วขอ้ ง ควรตระหนกั ถึงความสาคัญและรว่ มหาแนวทางในการแก้ไขสภาพปัญหาท่ี
เกิดข้นึ นี้ต่อไป ผู้วจิ ัยจึงแยกแนวอนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่อุทยานประวัตศิ าสตรศ์ รเี ทพเป็น ๓ แนวทาง คือ
แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีในระดับนโยบาย แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่ง
โบราณคดีโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีขององค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ
๑. แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีในระดับนโยบาย ได้แก่ รัฐจะต้องเป็นผู้ท่ีให้
ขอ้ มูลความรู้ทเ่ี กี่ยวข้องในแหลง่ โบราณคดีแก่พระสงฆ์และชาวบ้าน รฐั โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ควรมีนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้มีมัคคุเทศก์ท้องถ่ินเพิ่มมากข้ึน และหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการควบคุม
บังคับใช้กฎหมาย ควรนากฎหมายที่เกี่ยวกบั การอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุ มาบงั คับใช้อย่างเด็ดขาด
ตลอดจนตราขอ้ บญั ญตั ิทอ้ งถิน่ เพิม่ เติมในการอนุรักษ์ โบราณสถานพื้นที่อทุ ยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ
๒. แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีระดับวัดและชุมชน จากผลการสารวจท่ีพบ
ภายในชุมชนหลายแห่งท่ีมีแหล่งโบราณคดี มีสภาพปัญหาในรูปแบบท่ีใกล้เคียงกัน เน่ืองจากขาดความรู้
๒๓๙
ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตรโ์ บราณคดีแห่งนัน้ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร ผนู้ าท่จี ะเข้ามาดแู ลจาก
เหตุผลที่กล่าวมาในข้างต้นน้ันถือได้ว่าเป็นปัญหาหลักสาคัญที่ทาคนให้ในชุมชนควรร่วมมือและจัดหา
แนวทางที่ใช้การแก้ปัญหาร่วมกัน ควรมีการปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์และจิตสาธารณะต่อการรักษา
โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ภายในชุมชนของคนที่อยู่ใกล้กับโบราณสถานพื้นท่ีอุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรีเทพ ส่วนใหญ่มีความคิดเห็นที่ตรงกันในเร่ืองที่ควรให้เด็กหรือเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมใน
การอนุรกั ษเ์ พ่ือที่จะปลกู ฝังจิตสานกึ ให้กับเดก็ หรือเยาวชนเหลา่ นม้ี าทาการพัฒนาตอ่ ๆไปในอนาคต ควรจะมี
การจัดอบรมให้ความรู้แก่คนในชุมชน เพ่ือส่งผลท่ีจะช่วยในการเสริมสร้างถึงจิตสานึกของคนในชุมชนให้มี
การอนุรักษ์ดูแลรักษาแหล่งโบราณคดีแห่งน้ีให้มากข้ึนและอยู่คู่ชุมชนนั้น ๆ ต่อไป มีการจัดทาหนังสือหรือ
ส่อื ภาพเคล่ือนไหว โดยให้เดก็ นักเรียนหรอื เยาวชนที่ไดร้ ับการเรียนการสอนจากโรงเรียนเขา้ มาร่วมสร้าง เวบ็
บอรด์ หรอื เวบ็ ไซต์แนะนาสถานทีท่ อ่ งเท่ยี วแหล่งโบราณคดีทางท่ีอย่ใู นชมุ ชนนน้ั ๆ
ภายในชุมชนควรท่ีจะต้องมีการต้ังผู้นาหรือการต้ังตัวแทนข้ึนมาเพ่ือเป็นผู้ท่ี คอยบังคับควบคุมให้
ชาวชุมชนร่วมกันสอดส่องดูแลความเรียบร้อยของแหล่งโบราณคดี ส่ิงที่ผู้นา พระสงฆ์และชาวบ้านต้องทา
ภายในชมุ ชน ต้องมีร่วมกนั จัดกิจกรรมหรอื เพณีในลกั ษณะเชงิ ทอ่ งเที่ยวเพ่อื ดงึ ดดู ให้บคุ คลทั้งในและนอกเข้า
มา มีการใหค้ วามรเู้ กีย่ วแหลง่ โบราณคดี และคอยเป็นหูเปน็ ตา ให้กับรัฐในการสอดสอ่ งดแู ลแหลง่ โบราณคดี
ซ่งึ เป็นมรดกของชาติ ท่ีเสมอื นแหล่งเรียนรู้ท่ีสาคัญให้ไว้ชนรุน่ หลังได้ศึกษา วัดและชุมชนต้องรว่ มมือกันทา
การอนุรักษ์แหลง่ โบราณคดขี ัน้ พนื้ ฐาน ซึ่งสามารถดาเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เพ่ือหยุดหรือบรรเทาเหตุแห่ง
การเส่ือมสภาพของโบราณสถาน โดยการดาเนินการนั้นไม่มีผลให้ลักษณะทางกายภาพของโบราณสถาน
เปลยี่ นแปลงไปจากเดมิ เพอ่ื รอการดาเนินการอนุรกั ษข์ น้ั สงู ทเี่ หมาะสมในลาดบั ตอ่ ไป
๓. แนวทางการอนรุ ักษ์และพฒั นาแหล่งโบราณคดีระดบั จังหวดั และองคก์ รทางด้านวฒั นธรรม จาก
ขอ้ มูลซึ่งเป็นผลที่สามารถสรุปได้จากการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสาหรับแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนา
แหล่งโบราณคดีระดับจังหวัดและองค์กรทางด้านวัฒนธรรมอย่างที่ควรจะเป็น เพราะแหล่งโบราณคดีทาง
พระพทุ ธศาสนานับว่ามคี วามสาคัญในการพัฒนาท้องถนิ่ ในหลายด้าน ตลอดจนเป็นสถานท่ีพกั ผ่อนหยอ่ นใจ
ท่ีสืบทอดวัฒนธรรมและประเพณี เสริมสร้างภูมิทัศน์ให้แก่ชุมชน นอกจากนี้แหล่งโบราณคดียังเป็นแหล่ง
รวมของศลิ ปวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณวี ถิ ีชีวติ ท่ีส่ังสมสบื ทอดต่อกันมาจากชมุ ชนทต่ี ั้งถ่ินฐานมาแต่
โบราณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนน้ันๆ และมีคุณค่าอย่างย่ิง จึง
จาเป็นท่ีหน่วยงานราชการระดับจังหวัดและองคก์ รทางดา้ นวฒั นธรรมจะตอ้ งเข้ามามบี ทบาทและรับผิดชอบ
โดยตรง เช่นหน่วยงานราชการต้องมีส่วนสนับสนุนการช่วยดูแลและเป็นหูเป็นตาให้กับแหล่งโบราณคดีโดย
ร่วมมือและประสานงานกับสานักศิลปากร คอยประสานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซ่ึงมีศักยภาพ
สามารถช่วยดูแลถากถางวชั พชื ท่ีปกคลุมโบราณสถานให้สะอาด เรียบรอ้ ยพฒั นาภูมิทัศน์ และอืน่ ๆ ได้ ผ้วู ่า
ราชการจังหวัดและองคก์ รทางด้านวัฒนธรรมระดับจังหวัดควรกาหนดแนวทางการอนุรกั ษ์และพัฒนาแหล่ง
โบราณคดีที่อยู่ในเขตพ้ืนท่ีรับผิดชอบเป็นวิสัยทัศน์ในการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีอย่างต่อเนื่อง
เพ่ือจะได้เกดิ การอนุรกั ษ์และพฒั นาอยา่ งตอ่ เน่อื งและเป็นระบบต่อไป
๒๔๐
ฝา่ ยปกครองท้องถน่ิ และฝ่ายปกครองท้องท่ีควรเขา้ มามีส่วนรว่ มอยา่ งเข็มแข็งและเป็นไปในทศิ ทาง
เดียวกัน ทั้งเทศบาลหรอื องค์การบริหารส่วนตาบล ตลอดจนสภาวัฒนธรรมตาบลและสภาวัฒนธรรมอาเภอ
ควรขยายเครือขา่ ยในการอนุรักษแ์ ละพัฒนาแหล่งโบราณคดีเพ่ิมมากข้ึน และนาเครอื ข่ายเหล่านน้ั มาร่วมใน
การอนุรกั ษ์โบราณสถานพื้นที่อทุ ยานประวตั ิศาสตร์ศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ควร
นาแหลง่ โบราณคดีมาเป็นทุนทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแล้วนามารับใช้ชมุ ชนท้องถนิ่ โดยการพัฒนา
ส่งเสรมิ อาชีพ เพม่ิ รายไดจ้ ากส่งิ ท่ีมีอยู่
๓. รูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
จังหวัดเพชรบรู ณ์
จากการศึกษาการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
จังหวัดเพชรบูรณ์ ผู้วิจัยนาเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นท่ีอุทยาน
ประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ ดังนี้
๑. การอนรุ ักษ์โบราณสถานที่จะประสบความสาเร็จไดด้ ีน้ัน ควรเริม่ ต้นการให้ความรู้ท่ีการปลูกฝัง
คนรุ่นใหมใ่ ห้มคี วามรักในศลิ ปวัฒนธรรม และประเพณีของชาติ ท้ังน้ีผู้วิจยั มองวา่ การปลูกฝงั ใหป้ ระชาชนมี
ความรักศิลปวัฒนธรรม ประเพณีของท้องถ่ินเป็นแรงจูงใจสาคัญท่ีสามารถนามาใช้ในการอนุรักษ์
โบราณสถาน เพราะจะทาให้ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชานได้เข้ามีบทบาทในการดาเนินการอนุรักษ์
โบราณสถาน มาตรการสร้างแรงจูงใจ น้ีในหลายประเทศได้นามาใช้สนับสนุนให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วน
ร่วมในการอนุรักษ์โบราณสถาน ผู้วิจัยมองวา่ ในอุทยานประวัตศิ าสตร์ศรเี ทพ ซึ่งมีโบราณสถานอยู่มากมาย
หน่วยงานของรัฐ ยังไม่เคยมีการกาหนดมาตรการสร้างจูงใจในลักษณะของการให้ความช่ วยเหลือ แก่
ประชาชนผู้อยู่ในเขตพ้ืนที่โบราณสถานซึ่งอาจถูกโยกย้ายออกจากเขตพ้ืนท่ีโบราณสถานด้วยข้อบังคับทาง
กฎหมาย หรอื การสนบั สนุนเงนิ งบประมาณแกป่ ระชาชนผู้มที ี่ดนิ ซึง่ มีโบราณสถานอยูใ่ นทดี่ นิ ของตน หรือวัด
ที่มีโบราณสถานอยู่ในเขตพ้ืนท่ีของวัด โดยผู้เป็นเจ้าของหรือครอบครองโบราณสถานจะต้องเป็นผู้จัดหา
งบประมาณค่าใชจ้ ่าย ในการบูรณะซอ่ มแซมโบราณสถานน้นั ๆ ดว้ ยตนเอง
ท้ังนี้เพราะหน่วยงานของรัฐมักอ้างอยู่เสมอว่ามิใช่หน้าที่ของรัฐท่ีจะต้องให้เงินช่วยเหลือแก่
ภาคเอกชนในการซ่อมแซมและดูแลรักษาอาคารหรือส่ิงก่อสร้างท่ีเป็นกรรมสิทธ์ิของเอกชน แต่หากว่า
โบราณสถานนนั้ ๆ มีคุณค่าในเชิงมดกทางวัฒนธรรม หรอื มีคณุ คา่ ในทางประวัตศิ าสตร์คือเป็นโบราณสถาน
แล้ว ถือว่าสิ่งก่อสร้างนั้นมิใช่สมบัติเฉพาะของเจ้าของเท่าน้ัน แต่เป็นสมบัติของมนุษยชาติด้วย ดังน้ัน
เจ้าของโบราณสถานจึงไม่สมควรท่ีจะต้องรับผิดชอบภาระในการซ่อมแซมและบารุงรักษาโบราณสถานน้ัน
แต่เพียงผู้เดียว แตห่ น่วยงานของรัฐจะตอ้ งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซม
ดงั นัน้ การให้ความรเู้ พอ่ื การสร้างแรงจงู ใจให้ประชาชนได้เหน็ ว่าโบราณสถานน้นั ไมว่ ่าจะอยใู่ นเขตกรรมสทิ ธ์ิ
ของตนก็ตาม แต่คุณค่าประวัติศาสตร์ หรอื คุณค่าทางมรดกวฒั นธรรมมิไดจ้ ากัดอยู่เฉพาะของบคุ คลใดบคุ คล
หน่ึงเท่านั้น แต่มันเป็นสมบัติของคนร่วมกันเมื่อเป็นสมบัติของส่วนรวม คนอ่ืนก็มิสิทธ์ิในการที่จะปกป้อง
ดูแลรักษา หรือแม้กระท่ังสิทธิ์ในการที่จะได้รับ ผลประโยชน์จากโบราณสถานนั้น ๆ ด้วย โดยเฉพาะผู้นา
ชุมชนนัน้ มีส่วนสาคัญมากในการส่งเสริมการอนุรกั ษ์โบราณสถาน ควรให้ผู้นาชุมชนหรือประชาชนมีความรู้
๒๔๑
มีความรักในแหล่งโบราณสถานส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้าใจเหมือนกับในต่างประเทศเช่นแหล่ง
โบราณสถานต่าง ๆ เหมือนกับประเทศตา่ ง ๆ ทางยุโรป ซึ่งสง่ เสรมิ ให้ประชาชนเขา้ ใจความสาคญั ของศิลปะ
ต่าง ๆ ในปัจจุบันประเทศไทยเพ่ิงจะมีการส่งเสริมให้ประชาชนรักศิลปะแหล่ง โบราณสถาน ต่าง ๆ ดังนั้น
บทบาทของผู้นาชุมชนและสมาชิกในชุมชนที่มีต่อการอนุรักษ์โบราณสถานคือการส่งเสริมองค์ความรู้ที่
ถูกต้องให้กับชุมชน เช่น การอนุรักษ์ต้องไม่เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของวัสดุท่ีใช้ในการซ่อมแซมแหล่ง
โบราณสถานนั้น ควรใช้วัสดุแบบเดิมให้มากที่สุดจึงจะเป็นการอนุรักษ์ที่แท้จริง และควรส่งเสริมการสร้าง
อาคารต่าง ๆ ในปัจจุบันท่ีจะพัฒนาไปสู่การเป็นโบราณสถานเป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ และชาติพันธ์
ของบรรพบุรุษในคนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน มากกว่าท่ีจะไปทุ่มเทอนุรักษ์แหล่งโบราณสถานในอดีตซึ่งไม่คุ้มค่า
รัฐควรส่งเสริมการศึกษาด้านการอนรุ ักษป์ ระเพณี วฒั นธรรม การอนุรกั ษ์ การรกั ษาแหล่งโบราณสถานใหแ้ ก่
ประชาชน ดงั น้ันการที่ประชาชนไม่มสี ว่ นร่วมในการทะนุบารงุ รกั ษาแหลง่ โบราณสถานจึงไม่ใชค่ วามผดิ ของ
ประชาชน
๒. การมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการ ดาเนินงาน
และพัฒนาเป็นกระบวนการท่ีต่อเนื่อง การสง่ เสริมการมีส่วนร่วมจึงจาเป็นต้องให้ความสาคัญกับลาดับและ
ขั้นตอน และความเช่ือมโยง การจัดการที่ต้องดาเนินการไปตามลาดับหรือขั้นตอนจากระดับหน่ึงไปสู่อีก
ระดับหน่งึ โดยต้องสร้างความพร้อมด้านตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การทป่ี ระชาชน ชุมชน สามารถเข้าไปมีสว่ น
ในการจัดการในการกาหนดนโยบายพัฒนาท้องถิน่ และมีสว่ นร่วมในการรบั ประโยชน์จากการจัดการรวมท้ัง
มสี ่วนในการควบคมุ ประเมินผลโครงการต่าง ๆ ของท้องถิ่น การมสี ว่ นร่วมในลักษณะที่เป็นกระบวนการของ
การพฒั นาโดยใหป้ ระชาชนมีสว่ นรว่ ม ในการจัดการต้งั แตเ่ รมิ่ ตน้ จนกระทั่งสน้ิ สดุ เหน็ ได้ว่าแนวคิดและวิธี
ปฏบิ ตั ิในการจดั การทรพั ยากรทางโบราณคดใี นประเทศไทยดังกล่าวจะดเู หมอื นว่าเป็นแบบแผนการจัดการที่
ยังให้ความสาคัญต่อการอนุรักษ์สงวนทรัพยากรเอาไว้มิให้เสียหายหรือสูญหายไปแต่ก็มีการประยุกต์ใช้
ประโยชน์ของโบราณสถานและแหล่งโบราณคดีในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว
มากขึ้นซ่ึงเป็นการเปล่ียนแปลงแบบแผนในการจัดการอย่างรวดเร็วแต่แท้จริงแล้วส่วนท่ียังไม่มีการ
เปลย่ี นแปลงเลยในระยะหลายสบิ ปีทผี่ า่ นมากค็ ือยังเป็นการจัดการแบบรวมศูนย์โดยหนว่ ยราชการส่วนกลาง
ท่มี อี านาจตามกฎหมายที่ไม่ได้ให้ความสาคญั กบั การมีส่วนร่วมของหน่วยงานอื่นองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน
และประชาชนทอ่ี าศัยอยใู่ นพน้ื ทีท่ ่โี บราณสถานหรอื แหลง่ โบราณคดีนั้นตัง้ อยู่มากนัก
๓. การสร้างเครือข่ายอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพภาครฐั เป็นเครือข่าย
นา โดยการกาหนดแนวทางให้เครือข่ายวัด และชุมชนทาหน้าที่อย่างมีขอบเขตที่จากัด เครือข่ายวัด เป็น
เครือข่ายทา เน้นกระบวนการลงมือทางานด้วยขอบเขต และข้อบังคับท่ีมีอย่างจากัด ส่วนเครือข่ายภาครัฐ
เป็นเครือข่ายสนับสนุนการการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามบทบาทแต่ละด้าน เช่นบทบาทด้านวัฒนธรรม บทบาทด้าน
วิชาการ ในแต่ละด้านน้ันเป็นบทบาทปกติแต่มีความเก่ียวข้องท่ีต้องทางานร่วมกันกับภาครัฐ คือ บางส่วน
อาจจะต้องขออนุญาตจากทางภาครัฐในการท่ีจะทาหน้าท่ีของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี แม้ว่าเมือ่ บทบาทเหล่าน้ี
๒๔๒
คอื วิถีชวี ิตปกติแตเ่ มือ่ มกี ฎ ขอ้ บงั คับย่อมทาใหง้ านและบทบาทน้ันลา่ ชา้ ลง บางสว่ นกต็ ้องการกาลังเสรมิ จาก
ภาคประชาสังคม
องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย รูปแบบการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพื้นท่ีอุทยาน
ประวตั ิศาสตรศ์ รีเทพ จงั หวดั เพชรบรู ณ์ ซึง่ อธบิ ายในรายละเอยี ด ดงั น้ี
ดา้ นการศึกษาแนวคดิ เกี่ยวกบั การส่งเสรมิ การอนุรกั ษ์โบราณสถาน พบวา่
๑) ต้องมีการให้ความรู้ส่งเสรมิ การค้นควา้ วิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทย
ในด้านต่าง ๆ ของท้องถิ่นจังหวัด ภูมิภาค และประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาท่ีเป็นภูมิปัญญาของ
ท้องถิ่น มุ่งศึกษาให้รู้ความเป็นมาในอดีต และสภาพการณ์ในปัจจุบัน กล่าวคือการขาดบุคลากรที่มีความรู้
ความสามารถที่จะเข้ามาอนุรักษ์โบราณสถาน ท้ังนเ้ี พราะหน่วยงานของรัฐทม่ี ีหน้าท่ีรบั ผิดชอบโดยตรง เช่น
กรมศิลปากร เป็นต้น มีบุคลากรน้อย จึงส่งผลต่อการลงมาดูแลโบราณโดยรวม และก่อให้เกิดปัญหาอ่ืน ๆ
ตามมา เช่นการบกุ รุกพื้นที่เขตโบราณสถานของประชาชน เป็นต้น ปัญหาที่สาคญั ประการหนึ่งคอื บุคลากรที่
เกี่ยวข้องกับโบราณสถานขาดองค์ความรู้ท่ีถูกต้องในการอนุรักษ์ ปัญหาท่ีเกิดจากการบุกรุกพ้ืนท่ีของ
ประชาชนอนั เป็นที่มาของปัญหาอ่นื ๆ ตามมา เช่น ปัญหาเรอ่ื งขยะมลู ฝอยเป็นตน้ นอกจากน้ัน นโยบายการ
พฒั นาของหน่วยงานปกครองทอ้ งถิ่น เช่นการก่อสรา้ งสาธารณูปโภคเป็นต้นรุกล้าเขา้ ไปในเขตโบราณสถาน
ก็เป็นการทาลายโบราณสถานโดยอ้อม รวมท้ังการออกเอกสารสิทธิ์ท่ีดินทับซ้อนเขตพ้ืนที่โบราณสถานอีก
ดว้ ย ต้องมีการจัดการสง่ เสริมการอนรุ ักษ์ โดยการปลุกจิตสานกึ ใหค้ นในทอ้ งถ่นิ ตระหนักถงึ คณุ ค่าแก่นสาระ
และความสาคัญของภูมิปัญญาท้องถ่ิน ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ
สร้างจิตสานึกของความเปน็ คนท้องถ่ินนน้ั ๆ ที่จะต้องรว่ มกันอนรุ ักษ์ภูมปิ ัญญาท่ีเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น
รวมทั้งสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถ่ินหรือพิพิธภัณฑ์ชุมชนข้ึน เพ่ือแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของ
ชมุ ชน อนั จะสร้างความร้แู ละความภูมิใจในชุมชนท้องถิน่ ดว้ ย
๒) ปัญหาด้านการจัดการงบประมาณ หรือกล่าวได้ว่า ปัญหาด้านการบริหารงบประมาณ เป็น
ปัญหาท่ีสาคัญประการหน่ึงที่จะขับเคล่ือนงานอนุรักษ์โบราณสถานในท่ีต่าง ๆ ให้ดาเนินไปได้ การขาด
งบประมาณ เน่ืองจากว่าในประเทศไทยมีแหล่งโบราณสถานอยู่มากมาย การท่ีหน่วยงานผู้ท่ีมีความ
รับผิดชอบโดยตรงจะจัดสรรงบประมาณลงมา เพ่ือใช้ในการอนุรักษ์โบราณสถานได้อย่างทั่วถึง เป็นเร่ืองที่
เป็นไปได้ยาก ทั้งน้ี เพราะหากมีการจัดสรรงบประมาณโดยมองไปที่ความสาคัญของโบราณสถาน เช่น
โบราณสถานที่ผูร้ บั ผดิ ชอบคิดว่ามีความสาคญั ในอนั ดับตน้ ๆ กอ็ าจได้รบั การจดั สรรงบประมาณลงไปดแู ลได้
อย่างท่ัวถึง แต่ในทางตรงกันข้าม หากแหล่งโบราณสถานน้ัน หน่วยงานของรัฐมองว่าไม่ค่อยมีความสาคัญ
ในทางประวัติศาสตร์มากนัก หรอื อยหู่ ่างไกลออกไป กอ็ าจไดร้ ับการจัดสรรงบประมาณในจานวนน้อย หรือ
ไม่ได้รบั การจัดสรรเลยก็เป็นได้ เม่ือเป็นเชน่ น้ัน โบราณสถานดังกล่าวนี้ ก็อาจทรุดโทรมไปก่อนเวลาอันควร
หรือหากมีการจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อการฟ้ืนฟู ก็อาจสายเกินไปแล้ว เพราะโบราณสถานเหล่าน้ันอาจ
ถกู ทาลายจนไมเ่ หลือความเป็นโบราณสถานและยากท่ีจะฟื้นฟูขนึ้ มาได้
๓) ต้องมีการส่งเสริมกิจกรรม โดยการสง่ เสรมิ และสนับสนนุ ใหเ้ กิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนา
ภมู ิปัญญาของชุมชนต่าง ๆ เพื่อจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและภมู ิปัญญาท้องถ่ินอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริม
๒๔๓
การเสรมิ สร้างปราชญ์ท้องถิ่นโดยการส่งเสริมและสนบั สนนุ การพัฒนาศกั ยภาพของชาวบ้าน ผูด้ าเนินงานให้
มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านภูมิปัญญา ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ มีการยกย่องประกาศเกียรติคุณใน
ลกั ษณะต่าง
อภปิ รายผล
๑) แนวคิดการมีส่วนร่วม และอนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัด
เพชรบูรณ์ องค์กรจะต้องรวบรวมข้อมูลของปัจจัยที่เกี่ยวข้องท่ีเหมาะสมกับโครงสร้างองค์กรในการดาเนิน
กิจกรรมให้มีความคล่องตัว การบริหารบุคคลพบว่า การเสาะแสวงหาเพ่ือทาหน้าท่ีในการดูแลปกป้องการ
อานวยการพบว่าพระสงั ฆาธิการจะต้องมีความรู้และขอ้ มูลอยา่ งลึกซ้ึง ท่ีสามารถนาไปกาหนดการวินิจฉัยส่ัง
การท่ีรวดเร็วแม่นยา และการควบคุมพบว่า การใช้ระเบียบและระบบท่ีจัดวางข้ึน พระสังฆาธิการจะต้อง
พัฒนาระบบของจิตสานึก มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อพระศาสนาสาหรับการบูรณาการหลักพุทธ สอดคล้อง
กับงานวิจัยของ พระครูวัชรสวรรณาทร ธมฺมโชโต (ลูกชุบ เกตุเขียว) ศึกษาเร่ือง “การประยุกต์ใช้อิทธิ
บาทธรรมเพื่อส่งเสริมกลยทุ ธ์การอนุรักษ์โบราณสถานของพระสังฆาธกิ ารในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๕”
ท่ีจะต้องทาให้พระสังฆาธิการมีฉันทะใส่ใจในการอนุรักษ์อยู่เสมอและมุ่งม่ัน มีวิริยะความขยันหม่ันเพียรใน
การอนุรักษ์โบราณสถาน ความพยายามอดทน มีจิตตะความต้ังใจในการอนุรักษ์โบราณสถาน มีควา ม
กระตือรือร้น พระสังฆาธกิ ารจะตอ้ งมีความรแู้ ละข้อมูลอยา่ งลึกซ้ึงที่สามารถนาไปกาหนดการวนิ ิจฉยั สง่ั การ
ทร่ี วดเรว็ แม่นยา และการควบคมุ พบว่า การใชร้ ะเบียบและระบบทีจ่ ัดวางข้นึ พระสังฆาธิการจะตอ้ งพัฒนา
ระบบของจิตสานึก มีความรับผิดชอบต่อพระศาสนา สาหรับการบรู ณาการหลักพุทธธรรมจะตอ้ งทาให้พระ
สังฆาธิการมีฉันทะใส่ใจในการอนุรักษ์อยู่เสมอและมุ่งมั่น มีวิริยะความขยันหม่ันเพียรในการอนุรักษ์
โบราณสถาน ความพยายามอดทน มีจติ ตะความตง้ั จิตในการอนุรกั ษ์โบราณสถาน มีความกระตือรือร้นและ
มีวมิ ังสาใช้สติปัญญาพจิ ารณาใครค่ รวญตรอบสอบหาสาเหตุเพ่ือแก้ไขปรับปรุงให้ดขี น้ึ ๓
๒) การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการใช้และจัดการทรัพยากรทั้งท่ีเป็นธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างฉลาด
ตลอดจนการวางแผนอย่างรอบคอบสาหรับทรพั ยากรเหล่านั้น เพ่ือบรรลคุ วามต้องการในอนาคตและหมาย
รวมถึงการป้องกัน การดแู ล การรักษา เพ่ือใหค้ งคุณค่าไว้ การสงวน และการปฏสิ ังขรณ์และการบูรณะด้วย
การสงวนรักษา การดูแลรกั ษาไว้ตามสภาพเดมิ เทา่ ท่ีเป็นอยู่ และป้องกนั มใิ หเ้ สยี หายต่อไป ความมงุ่ หมายใน
การอนุรกั ษโ์ บราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ จาเปน็ ต้องมกี ารพจิ ารณาเชิงแนวคิด เพราะความคิดจะ
เป็นแกนนาไปสกู่ ารปฏิบตั เิ ทคนิควธิ ที ี่เหมาะสม การอนรุ กั ษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศลิ ปวตั ถใุ หไ้ ดน้ ้ัน
๓ พระครวู ัชรสุวรรณาทร ธมฺมโชโต (ลูกชุบ), “การประยุกต์ใช้อิทธิบาทธรรมเพ่ือส่งเสริมกลยุทธ์การ
อนรุ ักษโ์ บราณสถานของพระสังฆาธิการสนเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๕”, วทิ ยานิพนธ์พทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑิต,
(บณั ฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘), หนา้ บทคดั ย่อ.
๒๔๔
จาต้องมีการกาหนดจุดมุ่งหมายในการดาเนินงานร่วมกัน คือ ๑) การอนุรักษ์เป็นการสงวนไว้ซึ่งงาน
สถาปัตยกรรมท่ีมีคุณค่าอย่างมาก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ๒) งานสถาปัตยกรรมเก่าแก่บางช้ิน
เป็นสิงท่ีบรรพบุรุษได้ก่อสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีของบรรพบุรุษ เราก็จะต้องอนุรักษ์ไว้
เป็นต้น ส่วนมรดกทางวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่ ๑) วัฒนธรรมทางจิตใจ ได้แก่ มรดกทาง
วัฒนธรรมที่ตกทอดมา ที่เป็นนามธรรมซ่งึ แสดงออกให้เห็นผ่านทางดา้ นจริยธรรม ค่านิยม ปรชั ญา ประเพณี
ต่าง ของสังคม ๒) มรดกทางวัตถุได้แก่ ผลผลิตที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น โบราณสถาน
โบราณวัตถุศิลปวัตถุ สอดคล้องกับงานวิจัยของ ธานินทร์ ไชยเยชน์ และคณะ ได้ทาการวิจัยเร่ือง “การ
ทานุบารุงศาสนสถานและโบราณสถาน : อานาจและวิธีการ” ผลการวิจัยพบว่า ศาสนสถานและ
โบราณสถานมีทั้งที่เป็นโบราณสถานร้างและเป็นที่เป็นปัจจุบันยังใช้งานอยู่ ส่วนที่มักเกิดปัญหาการดูแล
รักษา คือโบราณสถานท่ีเป็นศาสนสถานท่ียังใช้งานกับโบราณสถานที่ร้างท่ีต้ังอยู่ในเขตศาสนสถานที่ยังใช้
งานอยู่ ผู้ดูแลโบราณสถานคือ กรมศิลปากรส่วนศาสนสถานซ่ึงส่วนใหญ่ คือ วัดในพุทธศาสนาน้ันปัจจุบัน
ผูด้ แู ลคอื สานกั งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การทานุบารุงโบราณสถาน และศาสนสถานโดยรวมแล้วไมเ่ กดิ
เป็นปัญหามากนัก เพราะท้ัง ๒ หน่วยงานมีอานาจหน้าที่ ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ต่างหน่วยก็มี
พระราชบัญญตั ิ หรอื ระเบียบตา่ งกัน ส่วนทมี ีปญั หาคอื ความขัดแย้งเรอื่ งของการพฒั นา กับการอนุรกั ษ์ท่ีไม่
เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทาให้เกิดความไม่เหมาะสมต่อศาสนา การทาลายโบราณสถาน๔ และหลักฐาน
ทางประวัติศาสตร์ทั่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และบางคร้ังก็เกิดข้ึนโดยเจตนาการทานุบารุงรักษาในส่วนของ
กรมศิลปากรมีปัญหาเร่ืองการขาดกาลงั คนทางดา้ นการอนุรักษ์ตามหลัดวิชาการ และขาดงบประมาณ และ
ที่เป็นปัญหามากและหลายฝ่ายได้ต้ังข้อสังเกต คือ เร่ืองความเหมาะสมและความถูกต้องตามหลักวิชาการ
สว่ นปญั หาของทางวดั คอื ความต้องการใช้โบราณสถานและพื้นทใ่ี นการพฒั นาวัด ทัง้ เพือ่ การใชส้ อยและเพ่ือ
การหาปัจจัยในการทานุบารุงวัด และส่วนหนึ่งยังอาจเป็นปัจจัยในเชิงพุทธพานิชย์ และสอดคล้องกับ
งานวิจัยของ สณุ ีย์ บริสุทธิ์ ไดศ้ กึ ษาวจิ ยั เรื่อง “การส่งเสรมิ ความตระหนักของชุมชนเชยี งแสนต่อคณุ คา่ ดา้ น
โบราณสถานเมืองเชียงแสน” ผลการวิจัยพบว่า ๑) กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจลึกซึ้งถึงคุณค่าของ
โบราณสถานเมืองเชียงแสนว่าเปน็ แหล่งโบราณคดีครั้งสมัยกอ่ นประวัติศาสตร์ และสมัยประวตั ศิ าสตร์ มกี าร
รวมตัวกัน จัดกิจกรรมอนุรักษ์โบราณสถาน และเล็งเห็นแนวทางการจัดกิจกรรมเพ่ือเสริมสร้างรายได้แก่
ชมุ ชน โดยยึดแนวทางการธารงรกั ษาไว้ซ่งึ สิ่งมีคา่ ทางประวัติศาสตรอ์ ย่างยงั่ ยืน ๒) อาเภอเชียงแสนต้ังอยใู่ น
จดุ ยุทธศาสตร์ทาการท่องเท่ียวชอื่ ว่าสามเหลี่ยมมรกตโดยมีเสน้ ทาง R๓A เชือ่ มระหว่างไทย ลาว เมยี นมาร์
ท่ีได้ดาเนินไปการมากแล้ว และกาลังเป็นรูปธรรมในเร็ววัน มีแม่น้าโขงเป็นทางสัญจรหลักไปสู่เมืองสาคัญ
ของประเทศเพ่ือนบ้าน ๓) ผู้นาชุมชนและประชาชนสามารถรวมตัวกันจัดกิจกรรมท่ีก่อให้เกิดการสร้าง
๔ ธานินทร์ ไชยเยชน์ และคณะ, “โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอาเภอปางมะผ้า จังหวัด
แม่ฮ่องสอนระยะท่ีสอง”, รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์, (สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ๒๕๕๐),
หน้า บทคดั ย่อ.
๒๔๕
คุณค่าของโบราณสถาน เช่น กิจกรรม walk Rally ไหว้ศาล ๙ โบราณสถาน งานบวงสรวงเจ้าพ่อประตูป่า
สัก และเจ้าแม่นางเซิ้ง๔) รวบรวมเก่ียวกับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะ ความเชื่อ พิธีธรรม
กลุ่มปัญญาที่เป็นอัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ของเชียงแสนสมัยก่อนท่ีสูญหายไป และที่ยังคงอยู่จากผู้สูงอายุ
๕) กลุม่ เชยี งแสนการท่องเทีย่ วสามารถเปน็ แกนนาในการจัดนาเทยี่ วและมรี ายไดจ้ ากการท่องเท่ยี ว๕
๓) เพื่อนาเสนอรปู แบบการมสี ว่ นร่วมของวัดและชมุ ชนในการจัดการพ้นื ที่อุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รี
เทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ ตรงกบั นโยบายของหน่วยงานต่าง ๆ ตอ้ งการใหส้ ถาบันการศึกษาองค์กรต่าง ๆ และ
ชมุ ชนมีส่วนร่วมในการอนรุ ักษ์ ฟ้นื ฟู มรดกทางศลิ ปวัฒนธรรมทอ้ งถิน่ โดยใหจ้ ดั กระบวนการเรยี นร้ใู นชมุ ชน
ส่วนนักเรียนและบุคคลที่เกี่ยวข้องมีความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรท้องถ่ินเรื่องการอนุรักษ์
โบราณสถานโบราณวตั ถตุ ่าง ๆ สอดคล้องกับงานวจิ ัยของมยรุ ี สภุ งั คนาช ได้ศึกษาวจิ ัยเร่ือง “การศึกษาเพื่อ
เสนอแนวทางการอนุรักษ์วัดในชุมชนรมิ คลองอ้อม จังหวัดนนทบุรี” พบว่า ความสาคัญของโบราณสถานที่
ทาการศึกษาอยู่ในระดับท่ีค่อนข้างมากและส่วนใหญ่ได้รับการปฏิสังขรณ์แล้ว แต่คนในชุมชนเองไม่ได้มี
บทบาทหรือมีส่วนรว่ มในการกาหนดแนวทางการอนรุ ักษ์โบราณสถานของตนเอง รวมไปถึงการที่ชุมชนส่วน
ใหญ่ยังไม่ตระหนักในการเป็นเจ้าของ ดังนัน้ จึงเสนอแนะให้แนวทางสาหรับการอนุรักษ์โบราณถานนนั้ ควร
ให้ความสาคัญกับคนในชุมชนด้วย เพ่ือเป็นการสร้างจิตสานึกสร้างความสามารถเบื้องต้นในการดูแลรักษา
กายภาพของโบราณสถานและการเปิดโอกาสใหค้ นในชมุ ชน ไดเ้ ข้ามามสี ว่ นร่วมกาหนดแนวทางการอนุรักษ์
โบราณสถานในระดับชุมชนของตนเอง๖ และศิวาภรณ์ รัตนพันธ์ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การศึกษาเพื่อ
เสนอแนะแนวทางการพัฒนาและอนุรักษ์วัดในกรุงเทพมหานคร ” จากการศึกษาพบว่าวัดใน
กรงุ เทพมหานครประสบปัญหาการถูกทาลายสภาพภูมทิ ศั น์ อนั เน่อื งมาจากกิจกรรมการใช้ทีด่ ินในบริเวณวัด
ท่มี ีลักษณะไม่เหมาะสม ทาให้ขาดความสงบและขัดต่อบทบาทในการเป็นศาสนสถาน การเพิ่มบทบาทของ
วัดในด้านการท่องเที่ยวที่ขาดการวางแผนอย่างระมัดระวังเป็นส่วยทาลายเอกลักษณ์ของวัด สภาพความ
เสื่อมโทรมของศิลปโบราณสถาน ซึ่งขาดการทานุบารุงอย่างถูกต้อง และผลกระทบจากสภาวะเป็นพิษของ
ส่ิงแวดล้อมเมือง รวมไปถึงสภาพความแออัดทรุดโทรมของชุมชนแวดล้อมวัดมีส่วนทาให้วัดขาดความงาม
บทบาทของวัดที่เคยมีต่อชุมชนในลักษณะสร้างสรรค์มีความสาคัญลดน้อยลง โดยมีสถาบันอ่ืนมารับหน้าที่
แทน เชน่ โรงเรยี น สภาสงั คมสงเคราะห์และบทบาทท่เี พม่ิ ข้ึนในปัจจุบันคอื การใช้วดั เปน็ สถานที่จอดรถและ
การให้บรกิ ารทางด้านการฌาปนกิจ จึงกล่าวไดว้ า่ วัดมีกจิ กรรมทางเศรษฐกิจเพ่ิมข้ึนและทาให้เกดิ ความพรุก
พร่าน สับสนภายในบริเวณวัด นอกจากน้ีความประพฤติอันไม่เหมาะสมของสงฆ์มีส่วนทาลายภาพพจน์ที่ดี
๕ สณุ ยี ์ บรสิ ุทธิ์, “การสง่ เสริมความตระหนักของชมุ ชนเชยี งแสนตอ่ คณุ ค่าด้านโบราณสถานเมืองเชียง
แสน”, วารสาร FEU ACADEMIC REVIEW มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทร์น, ปีท่ี ๒ ฉบับที่ ๒ (ธันวาคม ๒๕๕๑-
พฤษภาคม ๒๕๕๒): หน้า ๕๗.
๖ มยุรี สุภังคนาช, “การศึกษาเพ่ือเสนอแนวทางการอนุรักษ์วัดในชุมชนริมคลองอ้อม จังหวัด
นนทบุรี”, วทิ ยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบณั ฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลัย: มหาวทิ ยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๔), หน้า
๑๑๗.
๒๔๖
ของวัดที่มีต่อประชาชน การศึกษานี้จงึ เป็นการศึกษาปัญหาของวดั และชุมชน และได้ให้ข้อเสนอแนะในการ
แก้ปัญหาดังกล่าว โดยจัดระดับปัญหาเป็น ๒ ระดับคือปัญหาในระดับวัดและปัญหาในระดับชุมชน เสนอให้
ปรบั ปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ โดยเน้นการอนุรักษ์สภาพโบราณสถานสาคัญ และเสนอให้มีกิจกรรม
เพมิ่ เตมิ ทางศลิ ปวฒั นธรรมไปถึงการพัฒนาชมุ ชน เพ่ิงส่งเสริมความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งวดั และชุมชน นอกจากน้ี
ยังเสนอแนะแนวทางให้ภาครัฐเหน็ ความสาคญั ในการอนุรักษ์มรดกของชาติ และเขา้ มามสี ่วนช่วยสนับสนุน
อยา่ งจริงจัง เพอ่ื ให้การปฏบิ ตั ิไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพมากขน้ึ ๗
ข้อเสนอแนะ
เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดสาหรบั การมีสว่ นร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรกั ษ์โบราณสถานพ้ืนท่ี
อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์และสังคมโดยส่วนรวม สาหรับการนาข้อมูลท่ีได้จากการ
ศกึ ษาวิจยั ไปประยุกต์ใช้ คณะผู้วจิ ัยจึงแบ่งข้อเสนอแนะออกเป็น ๒ ส่วน คือ นาเสนอข้อเสนอแนะต่างๆ ใน
การนาผลการวจิ ยั ไปปฏบิ ตั สิ าหรับผเู้ กีย่ วขอ้ ง และข้อเสนอแนะสาหรบั การทาวิจยั ครงั้ ต่อไป
๑. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปปฏิบัติสาหรบั ผูเ้ ก่ยี วข้อง
คณะผู้วิจัยมีความเห็นเก่ียวกับข้อเสนอแนะในการนาผลจากการวิจัยไปปฏิบัติสาหรับผู้เก่ียวข้อง
เปน็ ๓ ส่วน
ส่วนแรก เป็นข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายสาหรับหน่วยงานหรือการสนับสนุนจากภายนอกชุมชน
ซ่ึงเป็นหน่วยงานภาครัฐท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง ซ่ึงมีความจาเป็นที่หน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวข้องจะต้องสนับสนุน
และเปน็ ผูท้ ีใ่ ห้ข้อมูลความร้ทู ่เี กย่ี วข้องกับแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ พทุ ธศิลป์ และ
กฎหมายทเี่ กยี่ วขอ้ งแกช่ าวบ้าน มกี ารผสานงานกับหนว่ ยงานหลายฝ่ายและทุกครงั้ ท่ีจัดอบรม เปิดโอกาสให้
ชาวบ้านแสดงความคิดเห็นเพื่อให้รัฐมีส่วนร่วมเพื่อหาทางออกให้กับประชาชน มีการจัดสิ่งอานวยความ
สะดวกและสาธารณูปโภคต่างๆ ให้ท่ัวถึง เช่น ถนนหนทาง แสงสว่าง ป้ายข้อมูล ป้ายบอกทาง การซ่อม
บารุงหรือบูรณะ เป็นต้น ควรมีการจัดทุนหมุนเวียนที่เกิดจากภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาช่วยเหลือ ในการ
ถวายพระสงฆ์สามเณรหรอื จ้างชาวบ้านเข้ามาดแู ลความสะอาด รกั ษาความปลอดภัยใหแ้ ก่นักทอ่ งเที่ยวตาม
แหล่งโบราณคดี และสนับสนุนงบในการจัดอบรมยุวมัคคุเทศก์ หรือสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยเพื่อการ
พัฒนาที่ย่ังยืนแก่ชุมชน ขอความร่วมมือกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่นานักท่องเท่ียวมาเท่ียวชมโดยให้อธิบาย
ความรแู้ ละความสาคญั ของโบราณสถานพืน้ ท่ีอุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรเี ทพอยา่ งครบถ้วนเพื่อแสดงให้เหน็ ถึง
ความสาคัญทางประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์ของแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาท่ีมีต่อท้องถ่ิน และที่
สาคัญคือ กระทรวงศึกษาธิการควรส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาในชุมชนจัดทาหลักสูตรประวัติศาสตร์
๗ ศิวาภรณ์ รัตนพันธ์, “การศึกษาเพื่อเสนอแนวแนวทางการพัฒ นาและอนุรักษ์วัดใน
กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการวางแผนเมือง, (บัณฑิตวิทยาลัย:
จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๕), หนา้ ๑๐๗.
๒๔๗
ท้องถิ่น เพ่ือให้ความรู้และปลูกฝังจิตสานึกให้กับนักเรียน อันจะนาไปสู่การเรียน รู้ และการอนุรักษ์และ
พฒั นาอย่างย่งั ยืนไดใ้ นอนาคต
สว่ นทส่ี อง เป็นข้อเสนอแนะสาหรบั ชุมชน ท่ีควรมีการปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์โบราณสถาน
พน้ื ทอ่ี ทุ ยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ใหก้ บั ประชาชน เดก็ หรือเยาวชน มีส่วนร่วมในการการอนุรกั ษแ์ ละพัฒนา
โบราณสถานพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวมีการจัดอบรมให้
ความรูแ้ กค่ นในชุมชน เพ่ือการเสริมสรา้ งความรู้ความเข้าใจทางดา้ นประวัตศิ าสตร์พทุ ธศลิ ป์ วัฒนธรรมและ
สร้างจติ สานึกในการอนุรกั ษ์แหลง่ โบราณคดีหรือแหล่งศลิ ปกรรม มกี ารจัดประชาสมั พันธก์ ารทอ่ งเที่ยวอยา่ ง
จริงจัง จัดสภาพภูมิทัศน์รอบๆ แหล่งโบราณคดีให้เหมาะสม มีการจัดทาหนังสือหรือส่ือภาพเคลื่อนไหว
รวมท้ังเว็บไซต์แนะนาสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง ผู้นาชุมชนเองต้องเป็นผู้นาในการอนุรักษ์และ
พัฒนาโบราณสถานพื้นท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ให้ความรู้ชาวบ้านในการคอยสอดส่องดูแลช่วย
เจ้าหน้าที่ และจดั กิจกรรมในลกั ษณะการท่องเท่ียวและพฒั นาโบราณสถานโดยชมุ ชนรว่ มมอื กนั
ส่วนท่ีสาม เป็นข้อเสนอแนะสาหรับองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ซึ่งควรร่วมมือและประสานงานกับ
กรมศิลปากร ในการเฝ้าระวังการบุกรุกและทาลายแหล่งโบราณคดี ช่วยดูแลถากถางวัชพืชท่ีปกคลุมแหล่ง
โบราณคดีหรือแหล่งศิลปกรรมให้สะอาด เรียบร้อยและพัฒนาภูมิทัศน์ กาหนดวิสัยทัศน์ในโบราณสถาน
พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อย่างชัดเจนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ควรดาเนินการขยายเครือข่ายใน
การเรียนร้ปู ระวัตศิ าสตร์ พทุ ธศิลป์ และการอนรุ ักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดเี พม่ิ มากขึ้น และนาเครือขา่ ย
นั้นมาร่วมมือกันในการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีในท้องถ่ินนามาเป็นทุนทาง ประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรม เพอื่ มารบั ใช้ชมุ ชนท้องถิ่น โดยการพฒั นา ส่งเสรมิ อาชีพ เพมิ่ รายไดจ้ ากส่งิ ท่มี ีอยู่ต่อไป
๒. ข้อเสนอแนะในการทาวิจัยคร้ังตอ่ ไป
ในการศึกษาวิจัยตามโครงการวิจัยเรื่อง “การมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์
โบราณสถานพื้นท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์” ได้สรุปแนวการมีส่วนร่วมของวัดและ
ชมุ ชนในการอนรุ ักษ์โบราณสถานพืน้ ท่ีอทุ ยานประวัติศาสตร์ศรเี ทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ท้ังจากการสมั ภาษณ์
และการประชมุ เชิงปฏิบตั ิการ และการสร้างเครือข่ายวดั และชมุ ชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพื้นที่อุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์น้ัน ชุมชนมีความต้องการท่ีจะให้มีปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์
แหล่งโบราณคดีให้กบั ประชาชน พระสงฆส์ ามเณร เดก็ หรอื เยาวชนใหม้ ีสว่ นรว่ มในการมสี ่วนร่วมของวัดและ
ชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพื้นท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ให้เป็นแหล่งเรียนรู้
และแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอบรมให้ความรู้แก่คนในชุมชน เพ่ือการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ
ทางดา้ นประวตั ศิ าสตร์และสร้างจิตสานกึ ในการอนุรักษแ์ หล่งโบราณคดี
สว่ นแนวทางการมีส่วนร่วมของวดั และชุมชนในการอนุรกั ษโ์ บราณสถานพ้ืนทอ่ี ทุ ยานประวัตศิ าสตร์
ศรีเทพ จงั หวัดเพชรบูรณ์ในเชิงนโยบายและการสนับสนุนจากภายนอก ผลการวิจัยพบว่า หน่วยงานภาครัฐ
ที่เก่ียวข้องควรสนับสนุนงบประมาณในการจัดอบรมยุวมัคคุเทศก์ หรือสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยเพ่ือการ
พัฒนาที่ยั่งยืนแก่ชุมชน และสถาบันการศึกษาในชุมชนควรจัดทาหลักสูตรประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน หรือ
กิจกรรมเสริมหลักสูตรท่ีเกี่ยวข้องกับแหล่งโบราณคดี พระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์ใน
๒๔๘
ท้องถ่ิน เพ่ือให้ความรู้และปลูกฝังจิตสานึกให้กับนักเรียน ซ่ึงสมควรท่ีจะได้รับการศึกษาวิจัยต่อยอดองค์
ความรู้และแนวทางการอนุรักษ์พัฒนาท่ีได้จากการวิจัยในโครงการท่ีผ่านมาเพ่ือให้เกิดประโยชน์ในเชิง
รปู ธรรมหรอื ในเชงิ ปฏบิ ตั อิ ย่างสงู สดุ แกช่ ุมชนทอ้ งถ่ินและประเทศชาติ
ดังน้ัน คณะผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะควรมีการศึกษาวิจัยเก่ียวข้องกับการนาองค์ความรู้และการมี
ส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการอนุรักษ์โบราณสถานพ้ืนท่ีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์
เชิงบูรณาการที่ได้ในเชิงปฏิบัติการมากยิ่งขึ้น โดยให้เข้าถึงชุมชนและกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกาลังสาคัญของ
สงั คมท้องถิ่นต่อไป น่ันก็คือ เยาวชน และควรตอ่ ยอกการศกึ ษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์
ของแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนามาเชื่อมกับการศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของ
ชุมชนรอบๆ แหล่งโบราณคดี ซึ่งจะทาให้เยาวชนอยากเรียนรู้และเข้าใจความเป็นมาของท้องถ่ินตนเองได้
มากยงิ่ ขน้ึ
ด้วยเหตุนี้ หากมีการศึกษาวิจัยต่อไป ควรเป็นการศึกษาวิจัยที่เห็นความสาคัญและความจา เป็น
อยา่ งเร่งด่วนในการศึกษาและปลูกฝังจติ สา นึกในการตระหนักรูเ้ กี่ยวกับการเรยี นรู้ประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์
และการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนา ก่อนที่แหล่งโบราณคดีเหล่านี้จะถูกทาลายโดยการ
กระทาของประชาชนที่ปราศจากความรคู้ วามเข้าใจ โดยดาเนนิ การศึกษารวบรวมองค์ความรู้เกย่ี วกับชุมชน
โบราณและแหล่งโบราณคดี เพ่ือประยุกต์ใช้เสริมหลักสูตรการเรียนการสอนในสถานศึกษา สาหรับนกั เรียน
นักศึกษา เยาวชน ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ได้เกิดความรู้ความเข้าใจและความ
ภาคภูมิใจ นาไปสู่ความร่วมมือร่วมใจที่ลุ่มลึกในการดูแลและอนุรักษ์แหล่งโบราณคดี แหล่งเรียนรู้ทาง
ประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถ่ิน ตลอดจนมรดกทางวัฒนธรรมท่ีบ่งบอกถึงความ
เจรญิ รงุ่ เรอื งของทอ้ งถ่นิ อันจะเป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาด้านตา่ งๆ สบื ตอ่ ไป
ในขณะเดียวกัน ก็ควรมีการศึกษาวิจัยในลักษณะพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ พุทธศิลป์
พระพุทธศาสนา แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีตามพ้ืนท่ีอื่น ๆ ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์
หรือจังหวดั ใกล้เคยี งควบคกู่ ันไปด้วย เพราะแหล่งโบราณคดีอ่ืน ๆ ก็อยูใ่ นสภาพท่ีถกู รกุ ลา้ ทาลายและละเลย
จากประชาชนและหน่วยงานภาครัฐ รวมท้ังการศึกษาค้นคว้าวิจัยข้อมูลเก่ียวกับประวัติศาสตร์ท้องถ่ินของ
ชมุ ชนทอ้ งถ่ินต่างๆ ให้เกิดข้ึน จะได้เป็นการขยายผลการศึกษาและเกิดการกระตุ้นในการอนุรักษแ์ ละพัฒนา
แหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาหรือแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นมรดกทาง
วฒั นธรรมทคี่ วรอนรุ กั ษ์และสบื ทอดใหค้ งอย่คู ทู่ ้องถน่ิ และประเทศชาติสืบไป
เอกสารอา้ งองิ
ธานนิ ทร์ ไชยเยชน์ และคณะ. “โครงการโบราณคดบี นพนื้ ท่สี งู ในอาเภอปางมะผา้ จงั หวดั แม่ฮอ่ งสอนระยะ
ทีส่ อง”. รายงานการวิจัยฉบบั สมบูรณ์. สานกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ัย (สกว.), ๒๕๕๐.
พระครวู ชั รสวุ รรณาทร ธมฺมโชโต (ลูกชุบ). “การประยุกตใ์ ช้อิทธบิ าทธรรมเพอ่ื ส่งเสรมิ กลยทุ ธก์ ารอนรุ ักษ์
โบราณสถานของพระสังฆาธกิ ารสนเขตปกครองคณะสงฆภ์ าค ๑๕”. วทิ ยานิพนธพ์ ุทธศาสตร
ดุษฎบี ณั ฑติ . บณั ฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘.
๒๔๙
ภทั ทิรา นวลปลอด. การอนุรักษส์ ิ่งแวดล้อมทางโบราณสถานโบราณวตั ถุ : กรณีศกึ ษาความคดิ เหน็ ของ
เยาวชนในจงั หวัดปราจีนบุร.ี กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๓.
มยุรี สุภังคนาช. “การศึกษาเพื่อเสนอแนวทางการอนุรักษ์วัดในชุมชนริมคลองอ้อม จังหวัดนนทบุรี”.
วทิ ยานพิ นธ์สถาปตั ยกรรมศาสตรมหาบัณฑติ . บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวิทยาลยั ศิลปากร, ๒๕๔๕.
ศิวาภรณ์ รัตนพันธ์. “การศึกษาเพื่อเสนอแนวแนวทางการพัฒนาและอนุรักษ์วัดใกรุงเทพมหานคร”.
วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการวางแผนเมือง. บัณฑิตวิทยาลัย:
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, ๒๕๔๕.
สุณีย์ บริสุทธ.ิ์ “การสง่ เสรมิ ความตระหนักของชุมชนเชียงแสนต่อคุณค่าด้านโบราณสถานเมืองเชียงแสน”.
วารสาร FEU ACADEMIC REVIEW มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทร์น. ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ (ธันวาคม
๒๕๕๑-พฤษภาคม ๒๕๕๒).
เอกสารนาชมอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ. จัดทาโดย ฝ่ายงานวิชาการ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ
สานักศิลปากรท่ี ๔. ลพบุรี: กรมศลิ ปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๕๙.
๒๕๐
ประวตั ิผวู้ ิจยั
๑. ชอ่ื -นามสกุล
ภาษาไทย นายนรุณ กุลผาย
ภาษาอังกฤษ Mr. Narun Kulpay
๒. หมายเลขบตั รประจาตัวประชาชน ๕-๖๗๐๓-๐๐๐๗๓-๗๗-๗
๓. ตาแหน่งปจั จบุ นั อาจารย์
๔. หนว่ ยงานและสถานทอ่ี ย่ทู ีต่ ิดตอ่ ได้สะดวก
วทิ ยาลัยสงฆ์พอ่ ขนุ ผาเมือง เพชรบรู ณ์เลขที่ ๙๑ ถนนพิทกั ษ์ ตาบลหลม่ สัก อาเภอหล่มสัก
จังหวัดเพชรบรู ณ์ รหสั ไปรษณยี ์ ๖๗๑๑๐ โทรศัพท์ ๐-๕๖๗๐-๒๑๗๒
๕. สถานทอี่ ยู่ท่ตี ิดตอ่ ได้สะดวก
ท่ีอยเู่ ลขที่ ๑/๑ หมทู่ ี่ ๒ ตาบลน้าชนุ อาเภอหลม่ สกั จงั หวดั เพชรบูรณ์ รหสั ไปรษณีย์ ๖๗๑๑๐
๖. ประวตั ิการศึกษา
- น.ธ.เอก (พ.ศ. ๒๕๕๐)
- ปรญิ ญาตรี พุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.)มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั (๒๕๕๐)
- ปรญิ ญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม) มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั
(๒๕๕๕)
๗. สาขาวิชาการทมี่ คี วามชานาญ (แตกต่างจากวฒุ กิ ารศึกษา) ระบุสาขาวชิ าการ
- สาขาวิชาพระพทุ ธศาสนา
๘. ประสบการณท์ ่เี กยี่ วขอ้ งกับการบรหิ ารงานวจิ ัยทัง้ ภายในภายนอกประเทศ
หัวหน้าโครงการวิจยั งานวิจัยทีท่ าเสร็จแล้ว : งานวจิ ยั ที่กาลังทา
วิทยาลัยสงฆ์
พ่ อขุนผาเมือง
เพชรบูรณ์