The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by teawakanphai, 2021-10-20 03:30:00

วิจัย อ.นรุณ กุลผาย

อ.นรุณ กุลผาย

๘๘

ในปัจจุบันได้ให้ความสาคัญ ต่อโบราณ สถาน ส่ิงที่มีคุณ ค่าทางสถาปัตยกรรม
ประวัติศาสตร์ในฐานะที่เป็นของหายากและเป็นสมบัติล้าค่าของชาติ ซ่ึงถึงแม้ว่าสภาพสังคมใน
ปจั จุบันจะมอี ิทธิพลผลกั ดันในดา้ นผลของการเรง่ รัดพัฒนาให้ทันสมัยขึ้น แต่การพัฒนาดังกล่าวก็ต้อง
ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์อย่างได้ดุลยภาพให้เข้ากับชีวิตในสังคมปัจจุบันและส่ิงแวดล้อมสมัยใหม่ โดย
ต้องไม่ทาให้สูญเสยี เอกลกั ษณข์ องสิ่งเหลา่ น้นั ไปอย่างนา่ เสียดาย

๒.๕ แนวคดิ ทฤษฎเี ก่ยี วกับการพัฒนาพืน้ ที่ทางประวัติศาสตร์

๒.๕.๑ ทม่ี าและความสาคญั ของพนื้ ทีท่ างประวัตศิ าสตร์

Feilden๑๑๔ กล่าวถึง ความสาคัญของพ้ืนท่ีทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นศูนย์กลางเมืองเก่า
ที่ได้รับการรักษาไว้อย่างดี เป็นข้อได้เปรียบสาหรับประชาชน ทาให้ประชาชนมีความคุ้นเคยและมี
กิจกรรมท่ีหลากหลาย เมื่อเทียบกับเมืองท่ีพ่ึงได้รับการวางแผนสาหรับการอยู่อาศัย มีบริการ
สาธารณะในขนาดท่ีเหมาะสม รวมทั้งการจับจ่ายและการสันทนาการเมือง มักมีศูนย์กลางอยู่รอบ
อาคารท่ีสาคัญ เช่น โบสถ์ วิหาร สุเหร่า หรือลานเมืองและองค์ประกอบทางการตลาด ทางเดินเท้า
ตรอก ซอย คลองและสะพาน พ้ืนท่ีเมืองเหล่านี้สร้างความน่าสนใจให้ประชาชนท่ีรับรู้ประวัติศาสตร์
ของพื้นท่ี จะรู้จักสานึกถึงคุณค่าในการมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์และความมีเอกลักษณ์ ซึ่งเมือง
ประวัติศาสตร์เป็นระบบที่มีหลายหน้าท่ี มีกิจกรรมที่อยู่อาศัย สังคม การเมืองและเศรษฐกิจ ดังน้ัน
พ้ืนท่ีประวัติศาสตร์ควรได้รับการนัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างย่ิงการอนุรักษ์อาคารและ
กิจกรรมทางสังคม เพื่อเป็นการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ แต่ใจปัจจุบันเมืองประวัติศาสตร์มักถูกคุกคาม
เสมอ

๒.๕.๒ ความหมายของการพัฒนาการท่องเทยี่ ว

โศรยา สิ่งชูววศ์๑๑๕ กล่าวว่า การพัฒนาการท่องเท่ียว คือ การดาเนินงานท่ีจะให้ทิศ
ทางการท่องเท่ียวเป็นไปในทิศทางที่จะก่อให้เกิดความพึงพอใจของนักท่องเท่ียว รักษาทรัพยากรให้คง
ความดึงดูดใจและพัฒนาให้เกิดการขยายตัว ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซ่ึงอาจแบ่งได้เป็นการ
พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยทั่วไปในประเทศไทย ดึงดูดใจและพัฒนาให้เกิดการขยายตัวของ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และส่งเสริมการท่องเท่ียวการพัฒนาการท่องเท่ียวโดยท่ัวไปในประเทศ

๑๑๔ Feilden, (1998), p. 79, อา้ งถึงใน เรื่องเดียวกัน, หนา้ ๑๑ – ๑๑.
๑๑๕ โศรยา ส่งิ ชูวงศ์, “ววิ ัฒนาการแหล่งท่องเท่ียวกรณี เกาะชา้ ง จงั หวดั ตราด”, วิทยานพิ นธป์ ริญญา
สงั คมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าสิง่ แวดลอ้ ม, (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๖), หนา้ ๔๔.

๘๙

ไทยได้กาหนดวัตถุประสงค์เพ่ือ ช่วยแก้ไขการขาดดุลการชาระเงิน ให้การท่องเที่ยวเป็นฐานทาง
เศรษฐกจิ ในส่วนภูมภิ าค ที่จะกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การลงทนุ ในอุตสาหกรรมและพานิชยกรรมท่ตี ่อเน่ือง เป็น
แหล่งสร้างงาน กระจายรายได้และความเจริญไปสู่ภูมิภาค เพื่ออนุรักษ์และฟ้ืนฟูทรัพยากรธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี โบราณสถานทางประวัติศาสตร์อันเป็น
ประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านสังคม การดาเนินงานการพัฒนาการท่องเที่ยว มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา
ทรัพยากรท่องเท่ียว ควบคู่ไปกับการชักจูง แนะนาและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเท่ียว ให้ประสาน
กลมกลืน หากในแหล่งท่องเท่ียวใดการพัฒนาขาดความสมดุลระหว่างองค์ประกอบทั้ง ๒ ส่วนแล้ว
ย่อมก่อให้เกิด ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวได้ การพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาการท่องเที่ยวอาจ
ดาเนินการโดยอิสระ แบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แบบมีแผนเฉพาะตัวและแบบมีแผนผสมผสาน
เช่ือมโยงกันในระดับทกี่ ว้างขวางข้ึน ทั้งนี้ขน้ึ อยู่กับขนาดและความสาคญั ของแหล่งท่องเท่ียว ปริมาณ
และรูปแบบการท่องเท่ียวลักษณะขององค์กรท่ีรับผิดชอบและผลกระทบท่ีเกิดข้ึนต่อระบบสังคม ส่ิง
ส า คั ญ ที่ จ ะ ป ร ะ กั น ค ว าม ส า เร็จ ข อ งก าร พั ฒ น า ก า รท่ อ งเที่ ย ว คื อ ก า ร ป ระ ส าน ส อ ด ค ล้ อ ง กั น ใน
องค์ประกอบของการท่องเที่ยว ความเช่ือมโยงระหว่างพื้นท่ีและการกระจายตัวของผลประโยชน์จาก
การพัฒนา

สรุปได้ว่า ความหมายของการพัฒนาการท่องเที่ยว คือการดาเนินงานพัฒนาสภาพชุมชน
ด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่ิงอานวยความสะดวกหรือโครงสร้างพ้ืนฐาน โดยมีการวางแผนการจัดการ
จากภาครัฐ ทั้งน้ีเพ่ือให้เกิดความพึงพอใจของนักท่องเท่ียวอันจะทาให้เกิดการขยายตัวของ
อตุ สาหกรรมการท่องเที่ยว ซง่ึ จะควบคู่ไปกับการรักษาทรัทรยากรให้คงความดึงดูดใจ ท้งั นจี้ าเป็นต้อง
สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของชุมชนและเกิดการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาการ
ทอ่ งเท่ยี วอยา่ งเปน็ ธรรม

บุญเลิศ จิตต้ังวัฒนา ได้กล่าวถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวไว้ว่าเป็นการดาเนินงานอย่าง
ตอ่ เนื่องในประปรับปรุงและเสริมแต่งแหล่งท่องเท่ียว จากสภาพเดิมไปสู่สภาพใหม่ที่ดีกว่า ตามความ
ต้องการของนกั ทอ่ งเท่ยี ว๑๑๖

สรุปได้ว่า การพัฒนาการท่องเท่ียว คือ กระบวนการหรือวิธีการในการปรับปรุงหรือท้าให้
สถานท่ีท่องเที่ยวหรือแหลง่ ท่องเที่ยวนั้น ๆ มีการเปล่ียนแปลงในด้านต่าง ๆ ไปในทิศทางท่ีดขี ึ้นเจริญ

๑๑๖ บญุ เลิศ จิตต้งั วัฒนา, การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยัง่ ยนื , (กรุงเทพมหานคร: เพรส แอนด์ ดีไซน์,
๒๕๔๘), หน้า ๕๖.

๙๐

ขึ้น เกิดความสะดวกสบายในการเดิมทางมาท่องเท่ียว และสามารถสร้างแรงจุงในให้นักท่องเที่ยว
เดนิ ทางมาทอ่ งเทย่ี วยังแหลง่ ท่องเทย่ี วนน้ั

โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์๑๑๗ กล่าวว่า การพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวเป็นการนาเอาทรัพยากรที่มี
อยูม่ าใชป้ ระโยชน์ และแบ่งพ้ืนที่ทางการท่องเทีย่ วออกเป็น ๓ พื้นทีเ่ พื่อประโยชน์ในการจัดการ ดงั นั้น
พ้ืนท่ีท่องเที่ยวท่ีติดตลาดแล้วจาทาการพัฒนาได้โดยอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐที่
เกยี่ วข้อง จัดการทาแผนการใช้ประโยชนข์ องพ้ืนท่ีโดยไม่เกิดความสามารถในการรบั รองของพ้ืนที่และ
ความร่วมมือในระดับท้องถิ่น พ้ืนที่ท่ีมีศักยภาพทางการท่องเท่ียวระหว่างประเทศ เช่น เชียงใหม่ ที่
เป็นพ้ืนท่ีท่ีมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวและต้องพยายามพัฒนาพื้นที่ใกล้เคียงด้วย เช่น เชียงราย
ลาปาง ลาพูน เพื่อการกระจายผลประโยชน์ของการพัฒนาท่องเที่ยวไปยังจังหวัดใกล้เคียงอย่าง
กว้างขวาง พื้นทส่ี าหรับการท่องเท่ียวภายในจังหวดั เป็นพืน้ ท่ีในจังหวัดหรอื ระหว่างจังหวัดใกล้ ๆ กัน
คณะกรรมธิการการท่องเท่ยี วและการศึกษาวฒุ สภาท่ไี ด้กลา่ วถงึ การพัฒนาแหล่งท่องเท่ยี ว

สรุปได้ว่า เป็นการบริหารและการจัดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยงแต่ละแห่งให้มีเอกลักษณ์
เฉพาะตัว เหมาะกับสภาพทรัพยากรมีความหลากหลายด้านจุดประสงค์ทางการศกึ ษาเรียนรู้เป็นหลัก
และไม่ส่งผลกระทบให้ส่ิงแวดล้อมโทรมลง ซึ่งจะมีการดาเนินงาน ๓ ด้าน คือ ๑) ด้านนโยบาย ๒)
ด้านการจัดการ ได้แก่ การจัดการพ้ืนที่ท่องเที่ยง การให้การศึกษาและสื่อความหมาย การจัดการการ
ท่องเท่ียวและการจัดการสิง่ แวดลอ้ ม

๒.๖ แนวคดิ ทฤษฎีเกี่ยวกบั การทอ่ งเทย่ี วทางประวัติศาสตร์และวฒั นธรรม

๒.๖.๑ ทมี่ าและความหมายของการท่องเทย่ี วทางประวตั ศิ าสตรแ์ ละวฒั นธรรม

การท่องเท่ยี วทางประวตั ศิ าสตร์

บุญเลิศ จิตต้ังวัฒนา๑๑๘ กล่าวว่า การท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์เป็นการท่องเที่ยว
ประเภทหน่ึงท่ีเน้นการเดินทางท่องเท่ียวไปยังแหล่งท่องเท่ียวทางสภาพประวัติศาสตร์และโบราณคดี
เพอ่ื ชื่นชมและเพลิดเพลินในสถานท่ที ่องเทยี่ ว ไดค้ วามรู้ มีความเข้าในต่อประวัตศิ าสตรแ์ ละโบราณคดี
ในท้องถิ่นบนพื้นฐานความรับผิดชอบแลมีจิตสานึกต่อการรักษามรดกทางวัฒนธรรมและคุณค่าของ
สิง่ แวดล้อม

๑๑๗ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์, ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาชนบท, (กรุงเทพมหานคร: สานักงาน
คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ๒๕๓๓), หน้า ๔๔.

๑๑๘ บุญเลศิ จิตตงั้ วัฒนา, การพัฒนาการทอ่ งเทย่ี วแบบย่งั ยืน, หนา้ ๖๖.

๙๑

ธนกร สุวุฒิกุล๑๑๙ กล่าวว่า ประเทศไทยน้ันมีสถานที่ท่องเที่ยวท่ีมีความเกี่ยวข้องทาง
ประวัติศาสตร์อยู่หลายแห่ง มีความโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของในแต่ละท้องถ่ิน ซ่ึงถือ
เปน็ ปจั จยั ดึงดดู ที่ที่สาคญั ดา้ นการทอ่ งเท่ยี ว

สรุปไดว้ ่า การท่องเท่ยี งทางประวัติศาสตร์เป็นการท่องเที่ยวท่ีเน้นไปยังแหลง่ ท่องเท่ยี วท่ีมี
คุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคม เพื่อช่ืนชมและเรียนรู้ต่อประวัติศาสตร์แ ละ
โบราณสถานในแหล่งท่องเท่ียวน้ัน บนพื้นฐานความรับผิดชอบและมีจิตสานึกต่อการรักษามรดกทาง
วัฒนธรรม โดยชมุ ชนมีส่วนรว่ มในการบริหารจัดการการท่องเทย่ี วนน้ั

การทอ่ งเท่ียวทางวฒั นธรรม

วาลิกา แสนคา๑๒๐ ได้สรุปว่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเป็นการเคล่ือนไหวของผู้คนที่
เกิดขึ้นจากปัจจัยกระตุ้นทางวัฒนธรรม เช่น การเดินทางท่องเที่ยวเพ่ือการศึกษา การเดินทาง
ท่องเท่ียวเพื่อชื่นชมศิลปวัฒนธรรมประเพณี เทศกาล การเข้าเยี่ยมชมอนุสรณ์สถาน การเดินทางเพื่อ
ศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อท่ีสบื ทอดติดต่อกันมาของชุมชน ท้องถ่ิน ตลอดจนความเช่ือ
ทางศาสนา

ชนัญ วงษ์วิภาค๑๒๑ กล่าวว่า การท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมมีประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ
คือ ผลการดาเนินการท่องเท่ียวก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อเงนิ ตราต่างประเทศท่ีไดร้ ับจากหน่วยงานต่าง ๆ
และทางสังคมและวัฒนธรรม ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ของท้องถ่ินในเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ทั้ง
ภายในประเทศและนอกประเทศ

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ๑๒๒ กล่าวว่า การท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมเป็นวิธีการศึกษา
ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านการเดินทางท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวท่ีเน้นการพัฒนาด้านภูมิ
ปัญญาสร้างสรรค์ เคารพสิ่งแวดล้อม ศักด์ิศรีและวิถีชีวิตผู้คน หรือสามารถกล่าวได้อีกนัยว่า การ

๑๑๙ ธนกร สวุ ุฒกิ ลุ , การทอ่ งเท่ยี วเชงิ ประวัตศิ าสตร,์ หน้า ๑๑.
๑๒๐ วาลิกา แสนคา, การพัฒนาการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมบ้านเปียงหลวง อาเภอเวียงแหง
จังหวดั เชยี งใหม่, (เชียงใหม:่ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่, ๒๕๔๕), หนา้ ๔๔.
๑๒๑ ชนัญ วงษ์วิภาค, การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมเพ่ือการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, (กรุงเทพมหา-
นคร: คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๔๕), หนา้ ๗๗.
๑๒๒ ชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ, การท่องเทีย่ วทางวฒั นธรรม, (กรุงเทพมหานคร: สานกั งานกองทุนสนบั สนุน
วจิ ัย, ๒๕๔๑), หนา้ ๘๘.

๙๒

ทอ่ งเท่ียววัฒนธรรม คือการท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้ผอู้ ่ืนและย้อนกลับมามองตนเองอย่างเข้าใจความ
เกยี่ วพันของสิง่ ตา่ ง ๆ ในโลกที่มคี วามเกยี่ วโยงพ่งึ พา ไม่สามารถแยกออกจากกนั ได้

สรุปได้ว่าการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม คือ การศึกษาความรู้ในพ้ืนท่ีหรือบริเวณที่มี
ลักษณะสาคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีการบอกเล่าเรื่องราวในการพัฒนาทางสังคมและ
มนุษย์ผ่านทางประวัติศาสตร์อันเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรม องค์ความรู้และการให้คุณค่าของสังคมหรือ
การเดินทางท่องเที่ยว เพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมในแหล่งต่าง ๆ ที่มีความหลากหลายและความ
แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม ประเพณีหรือเทศกาลต่าง ๆ ของแต่ละท้องถ่ิน เพ่ือให้ได้มาซ่ึง
ความรู้ความเพลิดเพลนิ และเปน็ สว่ นหนงึ่ ในการถา่ ยทอดวัฒนธรรมให้คงอย่ตู ่อไป

๒.๖.๒ รูปแบบการทอ่ งเท่ียวของพ้นื ที่ทางประวัตศิ าสตรแ์ ละวัฒนธรรม

รปู แบบการท่องเท่ียวทางประวัตศิ าสตร์

วิฑูรย์ เหลียวรุ่งเรือง๑๒๓ กล่าวว่า การท่องเท่ียวในเชิงประวัติศาสตร์เป็นรูปแบบการ
ทอ่ งเท่ียวประเภทหนง่ึ ท่ไี ดร้ บั ความนิยมสูงในปัจจุบัน นอกจากเมอื งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนี้จะ
ได้รับการวางแผนด้านการจัดการการอนุรักษ์ทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีการพัฒนาให้เกิดกิจกรราที่
หลากหลายขึ้น เช่น การจัดนิทรรศการ เทศกาล การจัดแสดงแสงสี เพ่ือเพิ่มความสนในแก่
นักทอ่ งเที่ยว ส่งิ ทีน่ ักท่องเที่ยวให้ความสนใจท่องเที่ยวทางประวัตศิ าสตร์ ได้แก่

รูปแบบทางวัฒนธรรม ความเช่ือ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ (Distinctive Cultural Pattern)
รวมไปถึงธรรมเนียม ประเพณี การแต่งกาย ระเบียบแบบแผนในการดานงชีวิต การได้เข้าไปมีส่วน
ร่วมในวิถีชีวิตของท้องถิ่นเป็นสิ่งท่ีสิ่งท่ีนักท่องเท่ียวให้ความสนใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามก็จะต้อง
คานึงถึงผลกระทบทีป่ ระชาชนในท้องถนิ่ ทไ่ี ด้รบั เปน็ พเิ ศษ

ความสนใจในศิลปะท้องถิ่น (Arts and Handicrafts) เช่น ดนตรี การละเล่น การฟ้อนรา
และศิลปะหัตกรรมท่ีผลิตข้ึน เช่น ภาพวาด ประติมากรรม เคร่ืองใช้ ซึ่งเมืองท่ีได้รับการพัฒนาเป็น
ศูนย์กลางทางศิลปะมีจุดมุ่งหมายลาดับแรก คือ ตอบสนองต่อนักท่องเที่ยวและผลตอบแทนทาง
รายได้

ความสนใจต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Economic Activities) จากการศึกษาด้านการ
ท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ประสบความสาเร็จ มีผลกิจกรรม

๑๒๓ วิฑูรย์ เหลียวรุ่งเรือง, เส้นทางท่องเที่ยวสถาปัตยกรรมเชิงประวัติศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร:
สานกั งานคณะกรรมการวิจยั แห่งชาต,ิ ๒๕๔๗), หนา้ ๓๑ – ๓๒.

๙๓

ทางเศรษฐกิจท่ีนา่ สนใจของแหลง่ ท่องเที่ยวนั้น ๆ เช่น เทศกาล งานแสดงสินคา้ เกษตรกรรม ซ่ึงขึ้นอยุ่
กับเทคนิคในการจดั การแหล่งท่องเทย่ี วนน้ั ๆ

จากการศึกษาด้านการท่องเท่ียว พบว่า การท่องเท่ียวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท่ี
ประสบความสาเร็จ มีผลกิจกรรมทางเศรษฐกิจท่ีน่าสนใจของแหล่งท่องเทย่ี วนั้น ๆ เช่น เทศกาล งาน
แสดงสินค้าเกษตรกรรม ซ่ึงขึ้นอยู่กับเทคนิคในการจัดการแหล่งท่องเท่ียวนั้น ๆ การเที่ยวชม
อุตสาหกรรมทอ้ งถ่ิน ตลาดชุมชน ได้รับความสนใจจากนักท่องเท่ียวมากและเป็นกิจกรรมหน่ึงที่ถกู จัด
อยู่ในโปรแกรมท่องเท่ียวสถานท่ีจัดรูปแบบทางวัฒนธรรม (Museums and Other cultural) ความ
น่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ สามารถบอกเล่าเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์ อารยธรรม ชาติพันธ์วิทยา งาน
ศลิ ปะท้องถิ่น แม้กระท้ังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วัตถุประสงค์หลกั ของพิพิธภัณฑ์ เพ่ือให้บริการ
ความรู้แก่ประชาชนและดึงดดู นักทอ่ งเที่ยวต่างชาติ นอกจากจะแสดงเรื่องรางทางประวัตศิ าสตร์ บาง
แห่งยังจัดงานแสดงร่วมสมัย นาเสนอเรื่องราวโดยวิธีการต่าง ๆ ศูนย์วัฒนธรรม หอศิลปะ ร้านขาย
ของท่ีระลึกก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากเช่นกัน ประเพณีเทศกาลท้องถิ่น (Cultural
Festivals) ความเชื่อและค่านมยมในท้องถิ่นหรอื อทิ ธิพลทางศาสนา ความเป็นมิตรของผคู้ นในท้องถิ่น
(Friendliness of Resident) อาจไม่ใช่ส่งิ ดึกดูดหลกั ของการทอ่ งเท่ยี ว แต่ความเปน็ มิตรความซื่อสัตย์
ของคนในท้องถ่ินช่วยสร้างบรรยากาศและความประทบั ใจท่ดี แี ก่นักท่องเทีย่ วในเมืองทอ่ งเทย่ี วน้นั

รูปแบบการท่องเทยี่ วเชงิ วฒั นธรรม
พจนา สวนศรี๑๒๔ กล่าวว่า การท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมเป็นกิจกรรมที่นาวัฒนธรรม
ท้องถิ่นมาใช้เพื่อเป็นทรัพยากรเพื่อการท่องเท่ียว โดยเริ่มต้นจากการพิจารณาความเป็นไปได้ในการ
พฒั นาชุมชนเปน็ แหล่งท่องเท่ยี วของชมุ ชนไว้ ดงั ต่อไปนี้
๑. ความสนใจ ความระตอื รอื ร้น และการมีสว่ นรว่ มของชุมชนตอ่ การจดั การการท่องเทยี่ ว
๒. ความเหมาะสมของชมุ ชนในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทง้ั ด้านธรราชาตแิ ละวัฒนธรรม
๓. ความเสี่ยงตอ่ ผลกระทบท่ียากตอ่ การควบคมุ และจดั การ
๔. ความตัง้ ใจจรงิ ความสามารถขององคก์ รท่มี าเป็นพีเ่ ล้ยี ง

๒.๖.๓ องค์ประกอบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเชิงวัฒนธรรมองค์ประกอบ
การทอ่ งเท่ียวเชิงประวตั ศิ าสตร์

๑๒๔ พจนา สงวนศรี, คูม่ ือการจดั การท่องเที่ยวโดยชุมชน, (กรุงเทพมหานคร: โครงการท่องเที่ยวเพื่อ
ชวี ติ และธรรมชาติ, ๒๕๔๖), หน้า ๕๕.

๙๔

ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์๑๒๕ กล่าวว่า องค์ประกอบในการท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์
อนรุ ักษแ์ ละวิชาการ ประกอบด้วย ๓As ได้แก่

ส่ิงดึงดูดใจ (Attractions) เกิดสถานที่ (site) เช่น พิพิธภัณฑ์โบราณสถาน หมู่บ้าน
ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมหรือสิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างข้ึนและเหตุการณ์ (Events) ท่ีน่า
ประทับใจ การประกวด การแข่งขนั กฬี า เทศกาล การแสดง เป็นต้น

ส่ิงอานวยความนะดวก (Amenities) ความสะดวกสบาย ทาให้นักท่องเท่ียวไปถึงสถานที่
ได้รวดเร็วและปลอดภัยโดยมีโครงสร้างพ้ืนฐาน เช่น ระบบขนส่ง ระบบสื่อสาร ระบบสาธารณูปโภค
ไฟฟา้ ทานเดนิ เท้า หอ้ งนา้ หอ้ งอาหาร รา้ นขายของที่ระลึก โทรศพั ท์ มคั คเุ ทศก์ เปน็ ตน้

การเข้าถึง (Accessibility) ระบบการขนส่งประกอบด้วย เส้นทาง พาหนะ สถานีและ
ผปู้ ระกอบการ การขนส่งมีวัตถุประสงคใ์ นการลาเลียงคนและสิ่งของไปยังจุดหมายปลายทางโดยผ่าน
เสน้ ทางองค์ประกอบการทอ่ งเท่ยี วเชิงวัฒนธรรม

บุญเลิศ จิตตั้งพัฒนา๑๒๖ กล่าวว่า องค์ประกอบด้านแหล่งท่องเท่ียวทางวัฒนธรรมที่มี
เอกลักษณ์เฉพาะถิ่น อนั ประกอบด้วยสง่ิ ดงึ ดูดในอยู่ ๑๐ ประกอบ คอื

๑. ประวัตศิ าสตร์และรอ่ งรอยทางประวตั ศิ าสตรท์ ี่ยงั ปรากฏใหเ้ หน็
๒. โบราณคดแี ละพพิ ธิ ภัณฑส์ ถานต่าง ๆ
๓. งานสถาปัตยกรรมเก่าแกด่ ัง้ เดิมในท้องถ่นิ และส่ิงปลูกสร้าง ผังเมอื ง
๔. ศิลปะ หตั ถกรรม ประตมิ ากรรม ภาพวาด รปู ป้นั และแกะสลัก
๕. ศาสนา รวมถึงพิธีกรรมตา่ ง ๆ ทางศาสนา
๖. ดนตรี การแสดงละคร ภาพยนตร์ มหรสพต่าง ๆ
๗. ภาษาและวรรณกรรม รวมถึงระบบกากรศกึ ษา
๘. วถิ ชี วี ติ การแตง่ กาย อาหาร ธรรมเนยี มการรบั ประทานอาหาร
๙. ประเพณี วฒั นธรรมพน้ื บา้ น ขนบธรรมเนยี มและเทศกาลตา่ ง ๆ
๑๐. ลักษณะงานหรอื เทคโนโลยตี ่าง ๆ ท่ีมกี ารนามาใชเ้ ฉพาะท้องถิน่

๑๒๕ ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์, การวางแผนการพัฒนาการท่องเท่ียว, (เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
๒๕๓๗), หน้า ๓๔.

๑๒๖ บญุ เลิศ จติ ต้ังวฒั นา, การพัฒนาการท่องเท่ียวแบบยั่งยืน, (กรุงเทพมหานคร: เพรส แอนด์ดีไซน์,
๒๕๔๘), หน้า ๗๗.

๙๕

๒.๗ หลกั พุทธธรรมในการสง่ เสรมิ การอนุรกั ษ์โบราณสถาน

๒.๗.๑ หลักพทุ ธธรรมในการส่งเสรมิ การอนรุ ักษ์ทางพระพทุ ธศาสนา
พระพุทธศาสนาอบุ ัตขิ ึน้ เป็นเวลา ๒๕๑๑ ปีกว่าล่วงมาแล้ว เดิมท่ีเดยี วน้นั พระพทุ ธศาสนา
เกย่ี วข้องกบั การแสวงหาวิธกี าจดั ทุกข์ของมนุษย์ จึงไม่ได้เนน้ โดยตรงเรอ่ื งแนวปฏิบัตติ ่อธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม เพราะปัญหาทางส่ิงแวดล้อมเป็นปัญหายุคปัจจุบัน สมัยพุทธกาลไม่มีปัญหานี้ธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ้ มยังบริสุทธิ์ สะอาด ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ อุดมสมบูรณพ์ ระพทุ ธเจ้าและพระสาวก
ทั้งหลายใช้ชวี ิตใกล้ชดิ กับธรรมชาติอย่างแนบแน่นเปน็ อันหนง่ึ อันเดยี วกันไมเ่ คยปรากฏหลักฐานใด ๆ
ว่าเบียดเบียนช่วงชิงทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์มาสร้างประโยชน์ในทางวัตถุ เพ่ือตนเองหรือ
เพื่อพระศาสนาเลย ในทางตรงกันข้ามกลบั อาศัยใช้สอยทรพั ยากรธรรมชาตเิ หล่านน้ั ด้วยความซาบซ้ึง
ในคุณค่าและมีจิตใจในการถนอมรักษาอย่างสูงส่ง ถึงกระนั้นก็ตามในฐานะพระพุทธศาสนาเป็น
ปรัชญาชีวิตที่สมบูรณ์แบบท่ีสะท้อนในแง่มุมต่าง ๆ ของประสบการณ์จึงเป็นไปได้ท่ีจะค้นหาหลักคา
สอนเพ่ือทาความเขา้ ใจและอนุรกั ษ์ ธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม พระพุทธศาสนามีปรัชญาและคาสอนที่
เน้นความตระหนักและมีความเมตตาต่อชีวิตท้ังมวลแต่ที่ผ่านมาชีวิตสัตว์พืชพรรณ ทรัพยากรทาง
ธรรมชาติ เป็นต้น ถูกทาลายลงอย่างรวดเร็วอันเป็นผลมาจากความโง่เขลา ความโลภ และการขาด
ความเคารพต่อโลก วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่เราเผชิญอยู่ทุกวันน้ี ต้องการความช่วยเหลือที่
เร่งด่วน แต่การมุ่งเน้นคุณค่าด้านจิตวิญญาณของมนุษย์มิได้หมายความว่าจะละเลยบทบาทของ
วิทยาศาสตร์ แตว่ ทิ ยาศาสตรม์ ีขอบเขตอย่กู บั สภาพของโลก
ในขณะทพี่ ุทธศาสนาเป็นแหลง่ คุณค่าของมนุษยแ์ ละทกุ วนั น้ี ประชาชนจานวนมากรู้สกึ ว่า
นอกเสียจากปัจเจกชนและค่านิยมทางสังคมจะได้รับการกระตนุ้ เมื่อนนั้ เราจึงจะเริ่มแก้ปัญหาท่ีกาลัง
เผชญิ อยู่ไดใ้ นวิถที างทม่ี ีผลตอ่ ชวี ติ บนโลกทัง้ ปจั จบุ นั และอนาคต๑๒๗
๒.๗.๒ หลกั พุทธธรรมในการสง่ เสรมิ การมสี ่วนร่วมของประชาชน
ในยุคทโ่ี ลกมีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ศิลปวฒั นธรรมในระดับชุมชนยงั คงมอี ยใู่ นทกุ
ชุมชนท้งั ศลิ ปวัฒนธรรมท่จี บั ตอ้ งไดแ้ ละจับต้องไม่ได้ เพียงแตล่ ะชมุ ชนยงั ขาดแนวทาง
และองค์ความรู้

๑๒๗ ประเวศ อินทองปาน, พระพทุ ธศาสนากบั การอนุรักษ์ธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม, (กรงุ เทพมหา-
นคร: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๕๖), หนา้ ๑.

๙๖

ในการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม การอนุรักษ์ฟื้นฟูและการถ่ายทอดศิลปวัฒนธรรมที่มี
อยู่อย่างหลากหลาย ให้มีความเข้าใจ และเห็นถงึ ความสาคัญในการอนุรักษส์ ืบทอดและถ่ายทอดไปยัง
คนรุ่นต่อไป ยูเนสโก (UNESCO) เป็นองค์กรระดับนานาชาติท่ีมีบทบาทสาคัญในการสนับสนุนและ
ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมท่ีมีอยู่ในชุมชนในประเทศไทย นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน วัดถือเป็นศูนย์กลางของ
ชมุ ชนและศิลปวัฒนธรรม อีกท้ังเป็นแหล่งรวบรวมจัดเก็บศิลปวัฒนธรรมท้องถ่ินทั้งจับต้องได้และจับ
ต้องไม่ได้ รวมท้ังการเชื่อมโยงความเป็นมาของวัฒนธรรมกับชุมชน รวมถึงพุทธประวัติ ส่ิงเหล่านี้เป็น
มรดกทางวัฒนธรรมอันมีคุณค่ายิ่ง และเป็นเสมือนเอกลักษณ์ของความเป็นไทยนอกจากน้ี วัดยังเป็น
แหลง่ ท่องเท่ยี วทส่ี าคัญประจาท้องถน่ิ ในทุกยุคทุกสมัย และเป็นแหลง่ ท่ีสอนธรรมะอกี ดว้ ย

ภายหลังจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๑ ท่ีได้บัญญัติรับรองให้บุคคล
ชมุ ชนและรัฐมสี ทิ ธแิ ละหน้าที่ ในการคุ้มครองและบารุงรักษาศลิ ปวัฒนธรรมของชาติ ให้ชุมชนท้องถ่ิน
มีสิทธิอนุรักษ์ หรือฟื้นฟู จารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นศิลปวัฒนธรรมอันดี รวมทั้งสืบสาน
ศิลปวัฒนธรรมของชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมไปถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมในท้องถ่ิน ท้ังนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษา
วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (National Commission for UNESCO) ขึ้นเพ่ือให้
ประเทศไทยสามารถดาเนินไปตามกฎระเบียบของยูเนสโกได้อย่างถูกต้อง การทางานวัฒนธรรมของ
ชุมชนจึงจาเป็นต้องสร้างความร่วมมือของสถาบันหลักในชุมชน ได้แก่ วัด บ้าน โรงเรียน และสมาชิก
ในชุมชน เพื่อกาหนดแนวทางการพัฒนางานศิลปวัฒนธรรมในชุมชนร่วมกัน ซ่ึงการนาสถาบันสาคัญ
ในชุมชนมาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาขั้นต่าง ๆ นั้นก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมแบบ “มนตรี
บวร” ได้แก่สถาบันการปกครอง (บ = บ้าน) สถาบันศาสนา (ว = วัด) สถาบันการศึกษา (ร =
โรงเรียน) ท่ีต่างให้ความสาคัญต่อกันในการตัดสินใจและแก้ปัญหาของชุมชนอีกท้ังเป็นแกนกลางใน
การบรหิ ารชุมชนในทุกดา้ น๑๒๘

ประเทศไทยส่วนมาก ประชาชนภายในประเทศจะนับถือศาสนา พุทธชาวพุทธคือผู้ที่มี
ศรัทธาเลื่อมใสและนับถือพระพุทธศาสนา เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชาวพุทธที่ดีต้องน้อมนาเอาหลักคา
สอนของพระพุทธศาสนาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ตลอดจนต้องปฏิบัติตามแบบ

๑๒๘ วกิ ิชอร์ช, “เอกสารราชการ รัฐธรรมนูญแห่งราช”, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา: http://www.th.wiki
source.org/wiki [๑๘ เมษายน ๒๕๖๓].

๙๗

แผนประเพณี และพธิ ีกรรมทางศาสนาดว้ ย เพ่อื เปน็ การแสดงถึงความศรทั ธาต่อพระพุทธศาสนา และ
สง่ เสริมใหพ้ ระพุทธศาสนาเจรญิ รงุ่ เรอื งสบื ไป๑๒๙

หน้าท่ีของชาวพุทธท่ีสาคัญคือ การศึกษาหลักธรรมการปฏิบัติตามหลักธรรมการบารุง
พระพุทธศาสนา เป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา โดยปฏิบัติได้ เช่น การเข้าร่วมพิธีกรรมทาง
พระพุทธศาสนา การอุปสมบท บริจาคทรัพย์เป็นทานเป็นต้น จะเห็นว่าการร่วมพิธีกรรมหรือการร่วม
ทากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา กถ็ ือได้ว่าเป็นสว่ นหนึง่ ในหน้าที่ของชาวพทุ ธที่ดีด้วยเช่นกัน ที่จะชว่ ย
ทะนุบารุงพระพุทธศาสนาได้อีกทางหนึ่ง เพียงแค่เรามีส่วนร่วมในพิธีกรรม หรือเข้าไปเป็นแกนนาใน
การทากิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ก็ถือได้ว่าเรามีส่วนร่วมในการทะนุบารุงพระพุทธศาสนาอีกด้วย
และพิธีกรรมก็จะทาให้เราเข้าถึงหลักธรรมอันจะทาให้เกิดศรัทธาในศาสนา เกิดการประพฤติตนเป็น
คนดี ละเว้นจากการทาความช่ัว นอกจากน้ี ยังทาให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงหลักธรรมคาสั่งสอนได้
เป็นอย่างดี ทั้งยงั ชว่ ยลดอาชญากรรมและปญั หาต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ข้นึ ในสังคม หากเร่ิมใหก้ ารสนับสนนุ การ
มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาของประชาชนในชมุ ชน ซ่ึงถอื เป็นหนว่ ยที่เล็กท่ีสุดของการปกครอง ก็
จะสามารถช่วยลดภาระหนา้ ทข่ี องภาครัฐในการสง่ เสรมิ พทุ ธศาสนาลงได้๑๓๐

๒.๗.๓ หลกั พุทธธรรมในการสง่ เสรมิ การปลกู จติ สานกึ

หลักการมสี ่วนร่วมของประชาชนตามหลักพุทธศาสนามอี ยู่คือการปลูกจิตสานึกและการมี
สว่ นรว่ มในสงั คมพุทธพระพุทธศาสนากับสังคมไทยการปลูกจติ สานึกและการมีสว่ นรว่ มในสงั คมพุทธ

การปลูกจิตสานึก

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงการปลุกจิตสานึกของสังคมพุทธ ความว่า ตาม
หลกั พระพทุ ธศาสนา พทุ ธศาสนกิ ชนจะต้องมองกวา้ ง คดิ ไกล ใฝ่สูง โดยมคี าอธิบายดงั ต่อไปนี้

๑. มองกว้าง พระพุทธศาสนาสอนให้เรา มองกวา้ ง กลา่ วคอื ไมใ่ ห้มองแคต่ ัวเอง ไม่ให้มอง
แคส่ ังคมของเรา แตใ่ ห้มองท้ังโลก ให้มปี ัญญามองเห็นระบบความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัยในสรรพส่ิงใน
ธรรมชาติท้งั หมด เรามองวา่ ธรรมชาติทง้ั หมดน้ีเปน็ ระบบแห่งปจั จัยสัมพันธ์ สิ่งทั้งหลายในจักรวาลน้ีมี
ความสัมพันธ์ พ่ึงพาอิงอาศัยและส่งผลกระทบต่อกันท้ังสิ้น และให้มีเมตตากรุณาดาเนินชีวิตและ
บาเพ็ญกิจต่าง ๆ มองกว้างนั้น ถ้ายังมองออกไปไม่ถึงท้ังโลกหรือถึงอารยธรรมของมนุษยชาติ ก็ขอให้
มีจิตสานึกทางสังคม ในระดับประเทศชาติของตัวเองก่อน เป็นการค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ พัฒนากันไป

๑๒๙ สมทรง ปญุ ญฤทธ,ิ์ มารยาทชาวพทุ ธ, (กรุงเทพมหานคร: ธรรมสภา, ๒๕๔๕), หน้า ๒๘.
๑๓๐ ประชิด สกณุ ะพัฒน์, ศาสนพธิ ี, (กรงุ เทพมหานคร: สานักพมิ พ์แสงดาว, ๒๕๔๘), หนา้ ๑๒.

๙๘

ขยายทัศนะออกไป ไม่ใชม่ องอยแู่ ค่ตัวเองและผลประโยชนข์ องตัวหรอื เอาแตก่ ลมุ่ แต่พวกของตัวแลว้ ก็
กระทบกนั ไป กระแทกกันมาอยู่แค่น้ัน จิตสานึกทางสังคมน้ัน ตอนแรกเอาแค่ให้มีความรักบ้านเมืองมี
ความซาบซ้ึงภูมิใจในความดีงามของชุมชนหรือสงั คมของตน ซ่ึงจะแสดงออกมาในจิตใจ เช่น เม่อื เห็น
คนต่างประเทศเข้ามาในบา้ นเมืองของตน ก็คิดนึกวา่ ถา้ คนต่างชาติเหลา่ นั้นเดินทางไปในประเทศของ
เรา ได้เห็นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด ทิวทัศน์ธรรมชาติท่ีสวยงามในบ้านเมืองของเรา
และประชาชนที่อยดู่ ีมสี ขุ มีน้าใจ เขากค็ งจะชื่นชม๑๓๑

แม้แต่ไม่เห็นคนต่างชาติเหล่าน้ัน แต่ตนเองเดินทางไปในบ้านเมืองของตัว มองเห็นความ
เป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาด ทัศนียภาพในธรรมชาติแวดล้อมท่ียังคงอยู่ในสภาพอันดี และ
ประชาชนมีคุณภาพชีวิตท่ีดี แล้วเกิดความรู้สึกช่ืนใจ อยากให้คนต่างบ้านต่างเมืองมาเห็น และนึกว่า
ถ้าเขามาเห็นแล้ว เขาก็จะชื่นชม เม่ือนึกไปและทาให้เป็นไปจริงได้อย่างนี้แล้ว ก็เกิดความปีติ เอิบอิ่ม
ปลาบปล้ืมใจ ภูมิใจในประเทศชาติบ้านเมือง ความรู้สึกนึกคิดอย่างน้ี ถ้ามีขึ้นเกิดข้ึนเสมอ ๆ ก็จะชัก
นาจิตใจและความคิดไปในทางที่ดีงาม และสร้างสรรค์ จะทาให้ชีวิตและสังคมเจริญพัฒนาไปในทางท่ี
ดีงามถูกต้อง

๒. คิดไกล พระพุทธศาสนาสอนให้ คิดไกล ไปข้างหน้าจนกว่าจะถึงจุดหมายสูงสุด ให้มี
ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน โดยมีปัญญาสืบค้นหย่ังรู้เหตุปัจจัยยาวไกลในอดีต และมีความไม่ประมาทที่จะ
ป้องกนั ความเสอ่ื มและสรา้ งสรรค์เหตุปัจจยั ให้พร้อมท่จี ะนาไปสูค่ วามเจริญงอกงามในอนาคต บนฐาน

แห่งชีวิตที่อย่กู ับปัจจุบนั ท่จี ัดการกบั ปจั จุบันใหด้ ีท่สี ดุ ดว้ ยการพัฒนาตนกา้ วไปข้างหนา้
ตลอดเวลาให้ชวี ิตงอกงามสมบูรณ์จนถงึ พระนิพพาน น่ีคือคิดไกลอยา่ งย่ิง

๓. ใฝ่สูง ก็คือใฝ่ธรรมมุ่งแสวงหาความรู้ให้เข้าถึงความจริงแท้ ปรารถนาจะสร้างสรรค์
ความดีงาม บาเพ็ญประโยชน์สุขแก่สังคม ให้ชีวิตและสังคมบรรลุความดีงามประเสริฐเลิศด้วยธรรม
เหมือนดงั พระโพธิสตั วท์ ่ีตั้งปณิธานใฝป่ รารถนาโพธิญาณ มีใจเดด็ เด่ียว มงุ่ หวังบรมธรรม อย่างนจ้ี ึงจะ
เรียกว่าใฝ่สูง ความใฝ่สูง คือใฝ่ธรรม ที่เป็นหลักการใหญ่ประจาใจของคนทั้งสังคม คือ การถือธรรม
เปน็ ใหญ่ เคารพธรรม บชู าธรรม คนในสังคมนี้จะตอ้ งเชิดชบู ูชาความจรงิ ความถูกต้อง ความดีงามยึด
เอาธรรม คือ ความจรงิ ความถูกตอ้ ง ความดีงามน้ันเปน็ บรรทดั ฐาน ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมแหง่ ความ

๑๓๑ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), “การปลูกจิตสานึกและการมสี ว่ นรว่ มในสังคมพทุ ธพระพุทธศาสนา
กบั สังคมไทย”, [ออนไลน]์ , แหล่งทม่ี า: http://chaiwat211149.blogspot.com [๒๑ เมษายน ๒๕๖๓].

๙๙

ใฝ่ธรรมได้อยา่ งน้ี ก็ถงึ ข้ันท่ีเรียกไดว้ ่าเป็นสังคมท่ีมีอุดมธรรม ถ้าคนไทยมีอุดมธรรมแล้ว ปัญหาต่าง ๆ
ที่เลวรา้ ยท้งั หลายจะหมดไป และความเจรญิ พฒั นาทีแ่ ทจ้ รงิ อนั พึงปรารถนากจ็ ะตามมา๑๓๒

การมีส่วนร่วมในสังคมพุทธ คือ การท่ีพุทธศาสนิกชนจะต้องส่วนเข้ามาช่วยเหลือสังคมท่ี
ตนเองอาศัยอยู่ให้มีความสงบสุข ดังนั้นการเข้ามามีส่วนร่วมจะต้องเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม ซ่ึงพระ
ธรรมปิฎกกล่าวว่า

๑. คนมีคุณแก่ส่วนรวม สมาชิกที่ดีของสังคมจะเป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์สังคม มีธรรม คือ
หลกั ความประพฤติ ดังนี้

๑.๑ มีหลักพรหมวิหาร คือ ธรรมประจาใจของผู้ประเสริฐหรือผู้มีจิตใจย่ิงใหญ่
กว้างขวางดุจพระพรหม ๔ อย่างคือ มีเมตตา คือความรักความปรารถนาดี มีไมตรีจิตที่ดี ต้องการ
ช่วยเหลือให้ทุกคนประสบประโยชน์และความสุข มีความกรุณา คือความสงสาร อยากช่วยเหลือผู้อื่น
ให้พ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะปลดเปลื้องบาบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนและสัตว์ทั้งปวง มี
มทุ ิตา คือความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเหน็ ผู้อ่ืนอยู่ดีมีสุข ก็มีใจแช่มช่ืนเบิกบาน เม่ือเห็นเขาทาดีงาม
ประสบความสาเร็จก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป ก็พลอยยินดีบันเทิงใจด้วยพร้อมท่ีจะช่วยส่งเสรมิ สนับสนุน และ
มอี เุ บกขา คอื ความมีใจเป็นกลาง มองตามความเปน็ จริงไม่เอนเอียง หรือมอี คติ เปน็ ตน้

๑.๒ บาเพ็ญการสงเคราะห์ คือ ปฏิบัติตามหลัการสงเคราะห์ หรือธรรมเครื่องยึด
เหนี่ยวใจคน และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ที่เรียกว่า สังคหวัตถุ ๔ อย่าง คือ ทาน คือ การให้
ความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือสงเคราะห์ ด้วยปัจจัยสี่ ทุน หรือทรัพย์สินสิ่งของ
ตลอดจนให้ความรู้ความเข้าใจ และศิลปวิทยา แก่เพื่อนร่วมสังคม ปิยวาจา คือ เจรจาอ่อนหวาน พูด
คาที่สุภาพ อ่อนโยนและเป็นคาที่มีประโยชน์ท่ีผู้ฟังได้ฟังแล้วช่ืนใจ สบายใจเห็นประโยชนใ์ นคาพูดน้ัน
พูดให้กาลังใจ เป็นต้น อัตถจริยา คือ การบาเพ็ญตนให้เป็นคนมีประโยชน์ต่อผู้อ่ืน ได้แก่ การไม่สร้าง
ความเดอื ดร้อนให้แก่เพื่อนมนุษย์ และไมน่ ่ิงดูดายเมอ่ื ผ้อู น่ื ขอความช่วยเหลือ การสนบั สนุนในสิ่งทเ่ี ห็น
ว่าถูกต้องดีงาม เป็นประโยชน์ต่อเพ่ือนมนุษย์ในสังคม และ สมานัตตตา คือ การปฏิบัติตนสม่าเสมอ
ไม่ถือตัว ไม่หยิ่งจองหองในเม่ือได้ดีมีฐานะซ่ึงได้แก่ การให้ความนับถือเพื่อนมนุษย์ ผู้มีฐานะศักด์ิศรี
เทา่ เทยี มกบั ตน ไม่ดูหม่ินเหยยี ดหยามบคุ คลท่ีดอ้ ยกว่าตน เป็นตน้

๒. คนผู้เป็นส่วนร่วมที่ดีของหมู่ชนคนผู้เป็นส่วนร่วมที่ดีของหมู่ชน ซึ่งจะช่วยให้หมู่ชนอยู่
ร่วมกันดว้ ยดี มีธรรม คือหลักความประพฤติ ดังนี้

๑๓๒ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), “การปลกู จิตสานึกและการมีส่วนร่วมในสังคมพุทธพระพทุ ธศาสนา
กับสงั คมไทย”, [ออนไลน]์ , แหล่งทมี่ า: http://chaiwat211149.blogspot.com [๒๑ เมษายน ๒๕๖๓].

๑๐๐

๒.๑ พึ่งตนเองได้ คือทาตนให้เปน็ ทพ่ี งึ่ ของตนได้ พร้อมทีจ่ ะรับผดิ ชอบตนเอง ไม่ทาตัว
ให้เป็นปญั หาหรอื เปน็ ภาระถ่วงหมคู่ ณะ หรอื หมูญ่ าติ ด้วนการประพฤตธิ รรมสาหรบั สรา้ งท่พี ึง่ ตนเอง
เรียกวา่ นาถกรณธรรม ๑๑ ประการคือ มีศลี คือประพฤตดิ ีมวี ินัย มีพหสุ จั จะ คือมีการศึกษาเล่าเรียน
มาก มีกัลยาณมิตตตา คือรูจ้ ักคบคนดี มโี สวจัสสตา คอื เปน็ คนพูดงา่ ย ไม่กระด้างดอ้ื รนั้ มกี ิงกรณีเยสุ
ทกั ขตา คือ เอาใจใสช่ ว่ ยเหลอื กจิ การของหมู่คณะ มธี รรมกามตาคอื เปน็ ผูใ้ ฝ่ศึกษาหลักธรรม สงิ่ ดีงาม
ท้งั หลาย มีวริ ยิ ารัมภะ คือมคี วามขยันหม่นั เพียร ไม่เกียจครา้ น มสี นั ตฏุ ฐี คือ มคี วามร้จู ักพอ ไม่โลภ
มาก มสี ติ คือมสี ตมิ ั่นคง มีความรู้สกึ ตวั อยตู่ ลอดเวลา และมปี ญั ญา คือเป็นผู้เขา้ ใจถงึ เหตผุ ล รูด้ รี ้ชู วั่
เปน็ ต้น

๒.๒ อยู่ร่วมในหมู่ด้วยดี ในด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นท่ีเป็นเพ่ือนร่วมงาน ร่วมกิจการ
หรือร่วมชุมชน ตลอดจนพ่ีน้องร่วมครอบครัว พึงปฏิบัติหลักการอยู่ร่วมกัน ที่เรียกว่า สาราณียธรรม
(ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน) มี ๖ ประการคือ มีเมตตากายกรรม ได้แก่ การเข้าไปต้ังกายกรรม
ประกอบด้วย เมตตา นั่นคือ การอยดู่ ้วยกันด้วยการกระทาดีต่อกัน ไมเ่ บียดเบียนทาร้ายกัน แตม่ ุ่งเน้น
การสร้างความรว่ มมอื กนั เพื่อความผาสกุ รว่ มกัน เปน็ ตน้ มีเมตตาวจีกรรมได้แก่ การเขา้ ไปตง้ั วจกี รรม
ประกอบด้วยเมตตา คือใช้หลักการทูต โดยการเจรจาให้เข้าใจกันไม่กล่าวร้ายเสียดสีกัน เป็นต้น มี
เมตตามโนธรรม ได้แก่ การเข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา คือการไม่คิดทาร้ายซ่ึงกันและกัน
มีความซื่อสัตย์เคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีจิตเมตตาต่อกัน เป็นต้น แบ่งปันผลประโยชน์ท่ี
ได้มาด้วยความชอบธรรมแกเ่ พื่อร่วมสังคมได้แก่ การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทั้งในดา้ นอาหาร
เครือ่ งอุปโภคบริโภคเครอื่ งมอื การเกษตร ตลอดจนวิทยาการความรู้ต่าง ๆ ให้แก่เพ่ือนรว่ มสงั คม รวม
ตลอดถึงการรู้จักใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน ไม่ทาลายระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิด
ผลกระทบมวลมนุษย์เป็นต้น รักษาความประพฤติ(ศีล) เสมอกัน ได้แก่ การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติ
ซึ่งกันและกัน มีความเสมอภาคกัน และ มีความเห็นร่วมกัน ไม่วิวาทเพราะมีความเห็นผิดกัน ได้แก่
การอยู่ร่วมกันจะตอ้ งยอมรับในกฎกตกิ าทางสงั คมท่ีกาหนดไว้ ไม่กระทาตนเสมือนวา่ เปน็ การฝา่ ฝนื มติ
ของสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบกันหรือข่มเหงกีดกันผู้อน่ื มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและ
สงั คมทตี่ นอาศัยอยู่ดว้ ย

๓. คนมสี ่วนรว่ มในการปกครองทด่ี ี

สมาชิกของรัฐผู้มีส่วนรว่ มให้เกิดการปกครองท่ีดี โดยเฉพาะคนในสังคมประชาธิปไตย พึง
รหู้ ลกั และปฏิบตั ดิ งั น้ี

๓.๑ รู้หลักอธิปไตย คือ รู้หลักความเป็นใหญ่ท่ีเรียกว่า อธิปไตย ๓ ประการคือ
อัตตาธิปไตย ถือตนเป็นใหญ่ คือ ถือเอาตนเอง ฐานะ ศักด์ิศรี เกียรติภูมิ ของตนเป็นใหญ่ ฝ่ายที่เป็น
กุศลในด้านน้ีคือ การเว้นจากการทาความชั่ว มุ่งทาความดีด้วยการเคารพตนเองโลกาธิปไตย ถือโลก

๑๐๑

เป็นใหญ่ คือ ถือความนิยมของชาวโลกเป็นใหญ่ หว่ันไหวไปตามเสียงนินทาสรรเสริญ เป็นต้น ฝ่ายที่
เป็นกุศลได้แก่ เวน้ จากการทาช่ัว มุ่งทาความดีดว้ ยการเคารพเสียงของชนหมู่มาก และ ธรรมาธิปไตย
ถือธรรมเป็นใหญ่ คือ ถือหลักการ ความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม เหตุผลเป็นใหญ่ กระทาด้วย
การคานึงถึงสิ่งที่ได้ศึกษา ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การรู้จัก
พิจารณาอย่างถ่องแท้ ตามกาลังสติปัญญา และมุ่งคิดพิจารณาด้วยความบริสุทธ์ิใจ เป็นไปโดยชอบ
ธรรม และเพ่ือความดีงาม ตามหลักโดยทั่วไปได้แก่ การรู้จักเคารพหลักการ กฎ ระเบียบ กติกา และ
ขอ้ บังคับทางสังคมหรอื องค์กรน้ัน ๆดังนั้นหากเราต้องการถอื เอาความถกู ต้องเปน็ ใหญ่ จะต้องยึดหลัก
ของธรรมาธิปไตย โดยมไิ ดถ้ อื ตนหรอื ถือโลกเปน็ ใหญ่

๓.๒ มีส่วนในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลักการมีส่วนร่วมรับผิดชอบท่ีจะช่วย
ปอ้ งกนั ความเสื่อม นาไปสูค่ วามเจรญิ รงุ่ เรืองโดยส่วนเดยี ว ท่ีเรยี กว่า อปรหิ านิยธรรม คือ หมั่นประชุม
กนั เนืองนติ ย์ พร้อมเพรยี งกันประชมุ ไม่ทาตามอาเภอใจตนเอง ใหเ้ กียรติผู้รู้ผมู้ ีประสบการณใ์ ห้เกยี รติ
และคุ้มครองสตรี เคารพสักการะโบราณสถาน และดูแลรักษาผู้ทรงศีล๑๓๓และหลักธรรมในทาง
พระพุทธศาสนาเป็นหลักธรรมทมี่ ีคุณค่า มีประโยชน์ ตามบริบทที่ว่าสังคมไทยเป็นสังคมเมืองพทุ ธ ซ่ึง
มีท้งั หลักธรรมทใี่ ช้สาหรบั ประพฤติปฏิบัตขิ องแต่ละบุคคลหลักธรรมในการปกครอง หลกั ธรรมสาหรับ
การบรหิ าร และหลักธรรมที่ใช้สาหรับการอยู่ร่วมกนั ของกลุ่มคนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข
โดยเฉพาะหลักอปริหานิยธรรมซึ่งเป็นธรรมสาหรับการปกครองท่ีจะช่วยป้องกันความเส่ือมนาไปสู่
ความเจริญรุ่งเรืองของหมู่คณะ องค์กร หน่วยงานต่าง ๆรวมถึงการปกครองระดับประเทศ ผู้วิจัยเห็น
ว่ า ก า ร ส่ ง เส ริ ม ก า ร มี ส่ ว น ร่ ว ม ข อ ง ป ร ะ ช า ช น ใน ชุ ม ช น ต่ อ ก า ร ป ก ค ร อ ง ท้ อ ง ถิ่ น รู ป แ บ บ พิ เศ ษ
กรุงเทพมหานคร ตามระบอบประชาธปิ ไตย ที่ทุกคนในองค์การปกครองส่วนท้องถ่ินต้องเข้ามามีส่วน
รว่ ม โดยนาหลกั ธรรมเกีย่ วกับการมีส่วนรว่ ม มารว่ มบูรณาในการส่งเสริมการมีสว่ นร่วมของผนู้ าชมุ ชน
เพ่อื บรหิ ารชุมชนตอ่ กรงุ เทพมหานคร ในดา้ นการมีสว่ นร่วมในการ

๑) ตัดสนิ ใจ
๒) การมสี ่วนร่วมในการปฏิบัติการ
๓) การมสี ว่ นรว่ มในผลประโยชน์
๔) การมสี ่วนร่วมในการประเมินผลเก่ียวกับ ด้านการศกึ ษา ดา้ นปญั หายาเสพตดิ ดา้ น
สุขภาพและสวัสดิการชุมชน และ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม อปริหานิยธรรมน้ีเป็น

๑๓๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), “การปลกู จิตสานึกและการมีส่วนร่วมในสังคมพุทธพระพุทธศาสนา
กบั สงั คมไทย”, [ออนไลน์], แหลง่ ท่มี า: http://chaiwat211149.blogspot.com [๒๑ เมษายน ๒๕๖๓].

๑๐๒

หลักธรรมสาหรับการมีส่วนในการปกครอง ซึ่งเหมาะสมอย่างย่ิงในสังคมปัจจุบันท่ีมุ่งเน้นการมีส่วน
ร่วม ร่วมรับผิดชอบต่อการกระทาในชมุ ชนที่อยู่รว่ มกนั

๒.๗.๔ หลกั คาสอนเร่ืองอปริหานิยธรรมในพระพุทธศาสนา
ในหัวขอ้ น้เี ป็นการศึกษาเกี่ยวกับความร้ขู องหลกั อปริหานิยธรรม ไดแ้ ก่ ความหมาย ความ
เปน็ และสาระสาคญั ของหลักอปริหานยิ ธรรม มรี ายละเอยี ด ดงั นี้
๑. ความหมายของอปริหานยิ ธรรม
การท่ีมนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมและดารงชีวิตเพ่ือความอยู่รอดนั้น ย่อมมีความรักความ
สามัคคตี ่อกันและจะต้องมีปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งกัน ซึ่งในบางคร้ังความสัมพันธร์ ะหวา่ งมนุษย์มิได้ดาเนิน
ไปอย่างราบรื่นหรือเป็นระเบียบแบบแผน เนื่องมาจากความแตกต่างในด้านสภาพแวดล้อมการศึกษา
และพื้นฐานทางความคิด๑๓๔ ดังนั้น จึงต้องมีระเบียบวินัยอันดีงามเพื่อเชื่อมโยงความสามัคคีพร้อม
เพรียงของมวลมนุษย์๑๓๕ เช่นเดียวกับความหมายของอปริหานิยธรรม ท่ีกล่าวไว้ในคัมภีร์ใน
พระพทุ ธศาสนา และนักปราชญ์ไดน้ ยิ ามไว้ ดงั น้ี
อรรถกถาทีฆนิกาย มหาวรรค ได้ระบุความหมายของหลักอปริหานิยธรรมว่าธรรมท่ีเป็น
เหตุให้เกิดความเจริญโดยส่วนเดียว ไม่มีความเสื่อม มี ๒ ประเภท คือ ราชอปริหานิยธรรม และภิกขุ
อปริหานยิ ธรรม๑๓๖
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาวโรรส ได้ให้ความหมายเกีย่ วกับอปรหิ านิย
ธรรม ว่าเป็นธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพ่ือความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิย
ธรรม๑๓๗

๑๓๔ ดวงเด่น นุเรมรัมย์, “พุทธจริยศาสตร์กับแนวคิดเร่ืองสงครามท่ีเป็นธรรม”, วิทยานิพนธป์ ริญญา
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ๒๕๔๕), หนา้ ๑๓.

๑๓๕ พระมหาอดุลย์ คนแรง, “การศึกษาเชิงวิเคราะห์มงั คลัตถทีปนี”, วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญาศิลปศาสต
รมหาบณั ฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๔๑), หน้า ๖๓.

๑๓๖ ท.ี ม.อ. (ไทย) ๒/๑๓๔-๑๓๖/๑๑๖-๑๒๘.
๑๓๗ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาวโรรส, สารานุกรมพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๒,
(กรงุ เทพมหานคร: มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), หน้า ๓๑.

๑๐๓

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต) ไดใ้ ห้ความหมายของอปริหานยิ ธรรม ว่า “เปน็ ธรรม
อันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สาหรับหมู่ชนหรือผู้บริหาร
บ้านเมือง”๑๓๘ คือการถือธรรมเป็นใหญ่ ธรรมที่เป็นไปเพ่ือความเจริญถา่ ยเดยี ว ไม่มเี สือ่ มเลย๑๓๙

พระทวีป กลฺยาณธมฺโม (เล็กบัณฑิตย์) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับหลักปริหานิยธรรมว่า
“เป็นที่ต้งั แห่งความไม่เส่ือม ๗ ประการ ซึ่งธรรมทั้ง ๗ ประการน้ีเป็นเพื่อความเจริญทั้งฝา่ ยบ้านเมือง
และสงฆ๑์ ๔๐

จากความหมายข้างต้น สรุปหลักปริหานิยธรรมได้ว่า เป็นธรรมท่ีเป็นไปเพื่อความเจริญ
ฝ่ายเดียว ไม่มีความเส่ือม หลักอปริหานิยธรรมอีกข้อหนึ่งท่ีครอบคลุมการปฏิบัติสามัคคีธรรมทั้งทาง
กาย วาจาและทางจิตใจได้อย่างดีที่สุดประการหนึ่ง ดังนั้น แนวความคิดและคุณลักษณะเรื่องความ
สามัคคีน้ันต้องเป็นไปในลักษณะท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ท้ังแก่ตน คนอื่น รวมท้ังส่วนรวมอันมีชาติ
บ้านเมืองเป็นที่หลัก ลักษณะของความสามัคคีต้องสอดประสานกันระหว่างการกระทาทางกายและ
จิตใจ กล่าวคือ การกระทาทางกายต้องถูกต้อง ดีงาม การกล่าววาจาทางปากต้องอ่อนหวาน ถูกต้อง
ไพเราะ และการนึกคิดทางปัญญา ต้องอยู่ในลักษณะที่ถูกต้องดีงาม เป็นสัมมาทิฏฐิเพ่ือให้เกิ ด
ประโยชนท์ ั้งแก่ตน คนอื่นและสังคมส่วนรวมได้

๒. หลกั อปริหานยิ ธรรมในคมั ภรี พ์ ระพุทธศาสนา

จากการศึกษาความหมายของอปริหานิยธรรมแล้ว ประเด็นนี้เป็นการศึกษาถึงท่ี ปรากฏ
ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา อปริหานิยธรรม ๗ หมายถึง ธรรมเป็นที่ต้ังแห่งความไม่เสื่อม ๗
ประการ ผู้ปฏิบตั ธิ รรมนี้จะเปน็ ไปเพ่อื ความเจริญทัง้ ฝา่ ยรัฐและฝ่ายสงฆ์มรี ายละเอยี ด ดงั น้ี

ก) หลักอปริหานิยธรรมสาหรบั ฝ่ายสงฆ์
จากการที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นบรรพชิตมีจานวนเพ่ิม
มากข้ึนตามลาดับ และได้จาริกกระจายกันออกไปอยู่ตามสถานท่ีต่างๆ ท่ัวท้ังชมพูทวีป มีท้ังแบบท่ี

๑๓๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่
๒๙, (กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์บริษัท สหธรรมกิ จากดั , ๒๕๕๔), หน้า ๒๑๑.

๑๓๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรมฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑,
(กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๒๕๗, ๔๔๗-๘๘๕.

๑๔๐ พระทวีป กลฺยาณธมฺโม (เล็กบัณฑิตย์), “การศึกษาวิเคราะห์หลักกัลยาณธรรมสาหรับการ
ดารงชีวติ ทีป่ รากฏในคัมภรี ์พระพทุ ธศาสนา”, วิทยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรมหาบณั ฑิต, (บัณฑติ วทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๒), หนา้ ๙๒-๙๓.

๑๐๔

ปลีกวิเวกอยู่เพียงลาพังผู้เดียวและแบบที่อยู่รวมกันเป็นหมู่เป็นคณะ เพราะฉะน้ัน เพื่อความเป็น
ระเบียบเรียบร้อยและความสงบสขุ ของหมู่คณะ พระพุทธเจา้ จึงทรงกาหนดให้พระสงฆ์สาวกซึ่งอยู่กัน
เป็นหมู่เป็นคณะนน้ั ต่างก็มหี นา้ ที่ร่วมกันรับผิดชอบ โดยการพิจารณาตามคุณสมบัตแิ ละความสามารถ
ของแต่ละบุคคลว่ามีความเหมาะสมกับหน้าทอ่ี ะไร เชน่ อปุ ัชฌาย์ อาจารย์ ซึ่งเปน็ การแบ่งเบาภาระใน
การปกครองดูแลคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากหน้าท่ีและคุณสมบัติของผู้ทา
หน้าท่ีต่าง ๆ นั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้เพ่ือประโยชน์และความสงบสุขของคณะสงฆ์
เพราะฉะน้ัน ในการปกครองของคณะสงฆ์จึงต้องมีการกระจายหนา้ ทไ่ี ปยังพระสงฆ์สาวกตา่ งๆ เพื่อให้
ร่วมกันรบั ผิดชอบปกครองดูแลกนั ได้อย่างทัว่ ถงึ

สาหรับสังคมสงฆ์ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ให้กาเนิดมานี้ เป็นสังคมที่รวมผู้คนซึ่งมาจาก
ภูมิหลังท่ีแตกต่างกันท้ังทางด้านฐานะ ชาติตระกูล ชนช้ันวรรณะ ความเชื่อและการศึกษา และส่ิงท่ี
ช่วยให้สงั คมสงฆ์ดารงอยู่ได้น้ัน นอกจากจะต้องดาเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบแห่งพระธรรมวินัย
แล้วก็คอื ความสามัคคีของสมาชิกในสังคมสงฆ์ และหลักการปฏบิ ัติท่ีมุ่งให้เกิดความสามัคคีน้กี ็คืออปริ
หานิยธรรม ซ่ึงพระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสสอนภิกษุท้ังหลายไว้เช่นเดียวกับหลักการปกครองของแควน้ วชั ชี
เม่ือคร้ังพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ได้ตรัสกับภิกษุท้ังหลายว่า
ความว่า ๑. ภิกษุทั้งหลายหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง
ความเส่ือมเลยเพียงน้ัน...๒. ภิกษทุ ั้งหลายเม่อื ประชุมก็พร้อมเพรยี งกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พรอ้ ม
เพรียงกันเลิก จักพร้อมเพรียงช่วยกันทากิจท่ีสงฆ์พึงทาเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึง
หวังความเส่ือมเลยเพียงน้ัน…๓. ภิกษุท้ังหลายจักไม่บัญญัติสิ่งท่ียังไม่ได้บัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่
บัญญัติแล้ว จักประพฤติม่ันในสิกขาบทตามท่ีบัญญัติไว้แล้วเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่
พงึ หวังความเสื่อมเลยเพียงน้ัน…๔. ภิกษุท้ังหลายยังสักการะ เคารพ นบั ถือ บูชา ท่านผู้เปน็ เถระ เป็น
รัตตัญญู บวชมานานเป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก และจักสาคัญถ้อยคาแห่งท่านเหล่าน้ัน ว่าเป็น
ถ้อยคาอันตนพึงเช่ือฟังเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเส่ือมเลยเพียงน้ัน ๕.
ภิกษุทั้งหลายไม่ตกอยู่ในอานาจตัณหาที่เกิดขึ้นแล้ว อันเป็นเหตุให้เกิดในภพ ต่อไปเพียงใด พึงหวัง
ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวงั ความเสื่อมเลยเพียงน้ัน…๖. ภิกษุท้ังหลายจักพอใจอยู่ในเสนาสนะป่า
เพยี งใด พงึ หวังความเจริญได้แนน่ อน ไมพ่ ึงหวังความเสื่อมเลยเพยี งน้ัน…๗. ภิกษุท้ังหลายจกั เข้าไปตั้ง
ความระลึกถึงเฉพาะตนได้ว่า ไฉนหนอ เพ่ือนพรหมจรรย์ ผู้มีศีลเป็นท่รี กั ทย่ี ังไม่มาขอจงมา และ ทมี่ า
แล้วพึงอยู่เป็นสุขเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลยเพียงนั้น…อปริหานิย

๑๐๕

ธรรม ๗ ประการนี้ จักต้ังอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏในอปริหานิยธรรม ๗
ประการนี้เพียงใด ภกิ ษุท้ังหลายพึงหวังความเจริญไดแ้ น่นอน ไม่พึงหวงั ความเสอ่ื มเลยเพียงนั้น”๑๔๑

จากข้อความเบื้องต้น เห็นได้ว่าผลท่ีเกิดขึ้นจากความสามัคคีของคณะสงฆ์ก็คือความสุข
ดังพุทธดารัสของพระพุทธเจ้าซึ่งตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายไว้ว่า “ความสามัคคีของหมู่ เป็นเหตุนาสุขมา
ให้”๑๔๒ ด้วยเหตุน้ีพระองค์จึงทรงสรรเสริญสามัคคีธรรมว่าเกิดขึ้นเพ่ือเกื้อกูล เพื่อความสุข และเพ่ือ
ประโยชน์แก่คนหมู่มากเพราะฉะน้ัน ในการปกครองของคณะสงฆ์ หากพระสงฆ์สามัคคีกัน ความ
ขัดแย้งแตกแยกกันก็จะไม่เกิดข้ึน และความสามัคคียังทาให้คนท่ียังไม่เล่ือมใสในสงฆ์ ก็เล่ือมใส ส่วน
คนท่ีเลื่อมใสแล้ว ก็เลื่อมใสยิ่ง ๆ ข้นึ ไป๑๔๓ และไดต้ รัสเปน็ คาถาประพนั ธ์ไว้ว่า “ความสามัคคีแหง่ สงฆ์
เปน็ เหตุใหเ้ กดิ สุขและบุคคลผู้อนเุ คราะหส์ งฆ์ผู้สามัคคกี ันแล้ว ผู้ยนิ ดีในความสามัคคกี ัน ตั้งอยู่ในธรรม
ยอ่ มไม่พลาดจากธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ ย่อมบันเทงิ ในสวรรค์ตลอดกัป เพราะสมานสงฆ์ให้
สามัคคีกนั ”๑๔๔

อย่างไรก็ตาม ภิกขุอปริหานิยธรรม เป็นหลักธรรมคาสอนซ่ึงเป็นหลักการด้านประพฤติ
ปฏิบัติของภิกษุสงฆ์นั้น พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้มากมายเช่นเดียวกัน ผู้วิจัยจึงนาหลักการด้าน
คุณธรรมและจริยธรรมของภิกษุสงฆ์ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมสงฆ์ ซ่ึงเป็นธรรมเพื่อความดีงาม
ในฐานะเป็นภิกษุ การเปน็ ภิกษุสงฆ์ในพระพทุ ธศาสนา ในแง่ของปจั เจกบคุ คล พระพุทธเจา้ ก็ตรสั สอน
ให้ภิกษุสงฆ์รักษาและดารงตนให้เหมาะสมกับความเป็นสมณะหรือนักบวชด้วยหลกั การด้านคุณธรรม
และจริยธรรม

ข) หลักอปริหานิยธรรมสาหรับฝ่ายรฐั
ในมหาปรินิพพาสูตร กล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยพุทธกาล เม่ือรัฐวัชชีถือว่าเป็นรัฐท่ีมี
อานาจมาก รฐั อื่นๆ ยากที่จะเอาชนะไดจ้ ะทราบได้จากคราวท่ีพระพุทธเจ้าทรงประทับอย่ทู ี่ภูเขาคิชฌ
กูฏในเขตปกครองของกรุงราชคฤห์ ในสมัยน้ันพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นเจ้าปกครองแคว้นมคธ มีพระ
ราชประสงค์จะเสด็จไปปราบแควน้ วัชชี จงึ ทรงรับสง่ั ว่า “เราจะโค่นลม้ พวกวัชชีผูม้ ีฤทธม์ิ ากอย่างน้ี มี
อานุภาพมากอย่างน้ี ให้พินาศย่อยยับ”๑๔๕ พระองค์รับส่ังให้วัสสการพราหมณ์มหาอามาตย์เข้าเฝ้า

๑๔๑ ที.ม. (ไทย) ๑๙/๑๓๖/๘๒-๘๓.
๑๔๒ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๙๔/๙๓.
๑๔๓ ขุ.อิต.ิ (ไทย) ๒๕/๙/๓๖๒-๓๖๓.
๑๔๔ ข.ุ อิติ. (ไทย) ๒๕/๙/๓๖๓.
๑๔๕ ท.ี ม. (ไทย) ๑๙/๑๓๑/๗๗.

๑๐๖

แลว้ รบั ส่ังใหไ้ ปทลู ถามถึงความประสงคท์ ี่พระองค์จะเสด็จไปปราบพวกวัชชีวา่ จะสาเร็จไหมกับพระผู้
มีพระภาคเจ้า เพราะพระองค์ทรงเช่ือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ตรัสคาเท็จ พระพุทธเจ้าตรัสว่า๑๔๖
จากนนั้ พระผู้มีพระภาครับส่งั เรยี กพระอานนทม์ าตรัสถามเร่ือง อปริหานิยธรรมทง้ั ๗ ข้อ คอื ๑) เจ้าวัชชี
หมัน่ ประชมุ กันเนืองนิตย์ ๒) เจา้ วัชชีพร้อมเพรยี งกันประชุม พร้อมเพรียงกนั เลิกประชุม พรอ้ มเพรยี ง
กันทากิจที่พึงกระทา ๓) เจ้าวัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ๔) เจ้าวัชชี
เคารพนับถือผู้ใหญ่ในแคว้นวัชชี ๕) เจ้าวัชชีไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรีหรือกุลกุมารี ๖) เจ้าวัชชีสักการ
เคารพนับถือบูชาเจดีย์ในแคว้นวัชชี และ ๗) เจ้าวัชชีจัดการรักษาคุ้มครอง ป้องกันพระอรหันต์
ท้ังหลายด้วยความชอบธรรมตราบใดท่ีพวกวัชชีรักษาราชอปริยหานิยธรรมทั้ง ๗ ข้อน้ี เจ้าวัชชีพึงได้
แตเ่ จริญอย่างเดียว ไม่มคี วามเสอื่ มเลย๑๔๗

ดังน้ัน พระเจ้าอชาตศัตรูจึงไม่ควรทาสงครามกับพวกเจ้าวัชชี นอกจากจะใช้วิธีปรองดอง
ทางการทูต หรือไม่ก็ทาให้แตกสามัคคีกัน๑๔๘ การปกครองแบบสาธารณะรัฐนี้ มีจุดสาคัญอยู่ที่ความ
พร้อมเพรียงกันและความสามัคคีกันของคณะผู้บริหารน่ันเอง โดยคณะผู้บริหารจะต้องประชุม
ปรึกษาหารือกนั เก่ียวกับปัญหาตา่ งๆ ท่ีเกิดขึ้นกบั รัฐอย่างสมา่ เสมอ โดยฟังมติเสียงข้างมากเป็นสาคัญ
แล้วจะมีการเสนอนโยบายต่างๆ ของรัฐออกไป เหมือนกับในคราวที่พระอานนท์ไปแจ้งข่าวการเสด็จ
ดับขันธ์ปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่เจ้ามัลละซ่ึงกาลังทาการประชุมกันด้วยพระกรณียกิจ
บางอย่างในสันฐาคาร และกษัตริย์มัลละท้ังหลายก็ได้ประชุมปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการจัดการกับ
พระสรีระศพของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซ่ึงเป็นเคร่ืองแสดงให้เห็นว่า การปกครองแบบสาธารณะรัฐนี้มี
สว่ นคล้ายคลึงกับการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะมกี ารบริหารงานโดยการปรึกษาหารือกับสภา
ซง่ึ ประกอบด้วยสมาชิกแห่งราชวงศ์ต่างๆ ซึ่งรวมเข้ากันเป็นคณะผู้ปกครอง อาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบ
ประชาธิปไตยแบบโบราณก็ได้

กล่าวได้ว่า อปริหานิยธรรม เป็นแนวทางการหลักปฏิบัติ ซึ่งได้แก่ความไม่เสื่อม หรือ
ความเจริญก้าวหน้านั่นเองท่ีเป็นลักษณะของอปริหานิยธรรมความเจริญก้าวหน้าหรือความไม่เสื่อม
ถอย” ท่ีมีความเกี่ยวข้องกับการดาเนินงานน้ีสามารถอธิบายได้ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาว่า
การดาเนินงานที่จะมีความเจริญและกา้ วหน้าไม่เส่ือมถอยน้ัน จะต้องประกอบไปด้วยคุณลักษณะของ
ผู้ปกครองที่ดี เพราะผู้ปกครองนั้นไม่ว่าจะเป็นการปกครองในรูปแบบใด ๆ ก็ตาม หากผู้ปกครองไม่มี

๑๔๖ ที.ม. (ไทย) ๑๙/๑๓๕/๘๑.
๑๔๗ ที.ม. (ไทย) ๑๙/๑๓๔-๑๓๕/๗๘.
๑๔๘ ท.ี ม. (ไทย) ๑๙/๑๓๕/๘๑.

๑๐๗

ธรรมในการปกครอง การปกครองน้ันก็เป็นการปกครองท่ีไม่ดี เป็นการปกครองที่นาประเทศชาติหรือ
องค์กรต่าง ๆ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินไปสู่ความเส่ือมถอยได้ในที่สุด ฉะน้ัน สาระสาคัญของ
ความเจริญความไม่เสื่อมถอยในสังคม ประกอบด้วยหลักสาคัญ ๒ อย่าง คือ ๑) ผู้นาเป็นผู้มีธรรมใน
การดาเนินงานจะตอ้ งมีหลักธรรม หรือข้อปฏิบัติในการเป็นผู้นา ๒) ผู้ตามหรือประชาชนเป็นผู้มีธรรม
ในการอย่รู ่วมกนั ในการประพฤติและปฏิบัติตนในสังคมและชุมชน

ผู้วิจัยมีความคิดเห็นเก่ียวกับหลักภิกขุอปริหานิยธรรม ๗ ว่า เป็นหลักธรรมอันที่จะนามา
ซึง่ ความสงบสุขของสังคม และเป็นหลักธรรมแหง่ การอย่รู ่วมกันอย่างสงบสุข ซงึ่ มคี วามจาเป็นอย่างย่ิง
เพราะเป็นหลักธรรมท่ีเกี่ยวเนื่องกับการดารงชีวิตและเอื้อประโยชนต์ ่อบุคคลรอบข้างดว้ ยหลกั ธรรมน้ี
จะสามารถนาไปสู่วิถีทางแห่งการแก้ปัญหาอุปสรรคที่เกิดข้ึนในชุมชนได้ถ้าหากทุกคนมีส่วนร่วมกัน
ก่อนทปี่ ญั หาจะสะสมปัญหาจนกระทั่งเป็นปัญหาระดับชาติต่อไป

สรุปได้ว่า อปริหานิยธรรม เป็นหลักปฏิบัติท่ีเป็นไปเพ่ือความไม่เส่ือม และเกิดความ
เจริญก้าวหน้า สาหรบั ลกั ษณะของอปรหิ านิยธรรมท่ที าใหม้ คี วามเจรญิ โดยท่ไี ม่มีทางเส่ือมนน้ั จะต้อง

ประกอบด้วยส่ิงสาคัญ ๓ ประการ ได้แก่ ผู้นาเป็นผู้มีธรรมผู้ตามหรือประชาชนเป็นผู้มี
ธรรมและมีหลักวิธีการบริหารการปกครองท่ีดี และการดาเนินงานตามหลักธรรมดังกล่าวนี้ เป็น
หลักธรรมที่ประชาชนหรือสมาชิกในสังคม หรือองค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ควรยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ
และเป็นหลักธรรมที่สอนให้ดาเนินชีวิตอย่างมคี วามรับผิดชอบทัง้ ต่อตนเองและตอ่ สังคมโดยรวมทาให้
สามารถรู้วิธีการหรือหลักการที่จะดาเนินงานให้บรรลุถึงจุดประสงค์เพราะการเป็นบุคคลท่ีดีในสังคม
ย่อมต้องอาศัย ความประพฤติ ทางกาย วาจา ใจ อยู่ในความเหมาะสมมีความมุ่งหมาย มีจุดหมาย
รู้จักผลประโยชน์ขององค์กร ชุมชน และกลุ่มในสังคมท่ีตนดูแลอยู่ ทาให้เกิดผลสาเร็จได้อย่างมี
ประสิทธิภาพรู้จักตนเองและประเมินตนตามความเหมาะสมกับหน้าที่เกิดผลสาเร็จได้อย่างมี
ประสิทธิภาพท่ีรู้จักประมาณในการบริหารต่าง ๆ ทั้งของตน ผู้ร่วมงาน และองค์กรเกิดผลสาเร็จได้
อย่างมีประสิทธิภาพรู้จักเวลาจังหวะความเหมาะสมในการดาเนินงานก่อให้เกิดความสาเร็จได้อย่างมี
ประสิทธิภาพรู้จักชุมชนและการจัดระบบของสังคมให้ดีทาให้สามารถเข้าใจและรู้จักบุคคลในชุมชน
ของตนเอง ตลอดทั้งบุคคลท่ัวไปที่ผู้นาเข้าไปเกี่ยวข้อง มาใช้ในชุมชนทาให้เกิดคุณค่าและประโยชน์
อย่างย่ิง ต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติ ตลอดจนการดารงชีวิตของตนสามารถอยู่ในครอบครัว
องค์กร สังคม และประเทศชาติอย่างมีความสุขจากคุณค่า และคุณประโยชน์ของอปริหานิยธรรม
สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพ้ืนที่อุทยาน
ประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์เพราะสามารถทาให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนใน
ชุมชนกับการดาเนินงานของการมีส่วนร่วมของวัดและชุมชนในการจัดการพ้ืนท่ีอุทยานประวัติศาสตร์

๑๐๘

ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ได้ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน ลดภาระหน่วยงานของจงั หวัดเพชรบูรณ์
ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน เช่น ฝ่ายส่ิงแวดล้อม ฝ่ายพัฒนาชุมชน สามารถแก้ปัญหาในชุมชนได้จริง เพราะ
แต่ละชุมชนมีสภาพพื้นที่วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ท่ีแตกต่างกัน และมีลักษณะพิเศษที่เป็นจุดเด่นของ
แต่ละชุมชนแตกต่างกนั หลกั อปริหานิยธรรมจึงสอดคลอ้ งกับการนามาใช้ประยุกต์ในการส่งเสริมการมี
สว่ นรว่ ม ใหช้ มุ ชนเกดิ ประโยชน์สขุ และความเจรญิ แกค่ นในสงั คมได้

๒.๗.๕ หลกั พุทธธรรมในการส่งเสรมิ การอนรุ ักษด์ ้านการมีจติ สานึกสาธารณะ
ปฏิบัติแนวคิดเร่ืองจิตสาธารณะเป็นแนวคิดที่มีการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในสังคม
ปัจจบุ ัน เพราะสภาพสังคมในปจั จุบนั เต็มไปดว้ ยปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
จิตสาธารณะจึงเป็นเหมือนยารักษาโรคท่ีเกิดจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ “จิตสาธารณะ” ในมิติ
ของคาสอนทางพระพุทธศาสนาทาให้เห็นว่าคานี้ได้สะท้อนถึงภาพท่ีชัดเจนของ ”ความเป็นพุทธ
ศาสนา”เพราะเป็นหน้าที่หลักของพระพุทธศาสนา กล่าวคือ เป็นภารกิจที่ต้องช่วยเหลือสังคม เพื่อน
มนุษย์ ดังพุทธดารัสท่ีตรัสไว้ว่าภิกษุท้ังหลายพวกเธอจงจาริกไป เพ่ือประโยชน์สุข แก่ชนจานวนมาก
เพอื่ อนุเคราะห์ชาวโลก เพือ่ ประโยชน์เกื้อกูล และประโยชนส์ ขุ แก่ทวยเทพ และมนุษย์ อยา่ ไปโดยทาง
เดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบ้ืองต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในท่ีสุด
จงประกาศพรหมจรรย์ พรอ้ มทัง้ อรรถและพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน สัตว์ทั้งหลายท่ีมีธุลีใน
ตาน้อย มีอยู่ย่อมเสอื่ มเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้ร้ธู รรม ภิกษุท้ังหลาย แม้เราก็จะไปยังตาบลอุรเุ วลา
เสนานิคมเพอ่ื แสดงธรรม๑๔๙
พุทธดารัสข้างต้นนี้เป็นปฐมโอวาทที่ได้ตรัสกับพระอรหันต์ชุดแรก ๖๑ องค์ ที่ทรงส่งออก
เพ่ือไปบาเพ็ญประโยชน์ตามแนวจิตสาธารณะแก่ชาวโลก หลักจากพระอรหันต์เหล่านั้นพัฒนาตน ถึง
ความสมบูรณ์พร้อมแล้ว ถือว่าเป็นพระดารัสอย่างเป็นทางการในการรับส่ังให้พระอรหันต์ชุดดังกล่าว
ออกไปบาเพ็ญประโยชน์บนฐานแนวคิดเร่ืองจิตสาธารณะ และสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการดาเนิน
ชีวิตของชาวพุทธท่ีเป็นไปเพ่ือผู้อื่นอย่างแท้จริงเมื่อพระองค์ได้ส่งพระสาวกไปทาหน้าท่ีบาเพ็ญ
ประโยชน์แก่งสังคมแล้ว พระองค์ก็ทรงเร่ิมโปรดสัตว์โลกด้วยธรรมคาสอนที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่
สัตว์โลก ภารกจิ บนฐานแนวคดิ จิตสาธารณะ นี้ถอื ได้วา่ เป็นพันธสญั ญาของพระองคก์ ็วา่ ได้

๑๔๙ วิ.ม. (ไทย) ๔/๓๒/๔๙.

๑๐๙

๒.๘ งานวิจัยทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

วรพรต ลือเลิศ ศึกษาเรอื่ ง การส่งเสริมการอนุรักษ์โบราณสถาน ตาบลเวยี ง อาเภอเชียง
แสน จงั หวัดเชยี งราย ตามหลักพุทธบูรณาการ” ผลการวิจัยพบว่า ทฤษฎที ี่ใช้ในการวจิ ัยนี้ คือ ทฤษฎี
การอนุรักษ์โบราณสถาน ทฤษฎีเก่ียวกับการมีส่วนร่วม และทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการมรดกโลก การ
ส่งเสริมการอนุรักษ์โบราณสถาน มีปัญหาอุปสรรคท่ีสาคัญ ๓ ด้าน คือ ๑) ปัญหาด้านบุคลากร ๒)
ปัญหาด้านงบประมาณ ๓) ปัญหาด้านการบริหารจัดการ โดยมีหลักพุทธธรรมท่ีสามารถนามาบูรณา
การในการส่งเสริมการอนุรักษ์โบราณสถานประกอบด้วย หลักอปริหานิยธรรม ในข้อประชุมกัน
เนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ให้เคารพนับถือบูชาพระเจดีย์ท้ังหลาย
ท้ังภายในและภายนอกเมือง และไม่บั่นทอนผลประโยชน์ที่เคยอุปถัมภ์บารุงพระเจดีย์เหล่านั้น
หลักสัปปุริสธรรม ในข้ออัตตัญญุตา คือรู้จักตัวเองอันรวมถึงความสานึกรู้คุณค่าประวัติศาสตร์
โบราณวัตถุโบราณสถาน และ ปริสัญญุตา รู้จักชุมชน อันรวมถึงการรจู้ ักประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่
บ่งถึงความเป็นมาของชุมชนของตนเอง และหลักสัมมัปปธาน ๔ คือ สังวรปธาน เพียรระวังมิให้ความ
เสียหายที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดข้ึน ปหานปธาน เพียรกาจัดความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว ภาวนาปธาน
เพียรหาวิธีการอนุรักษ์โบราณสถานท่ียังไม่มี ให้เกิดมีขึ้น อนุรักขนาปธาน เพียรรักษา คือ เพียรดารง
วิธีการอนุรักษ์โบราณสถานที่เกิดขึ้นแล้ว ให้คงอยู่และให้ดียิ่งขึ้น แนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์
โบราณสถานน้ีเรียกว่า PPC MODEL อันประกอบด้วย Pหมายถึง การส่งเสริม (Promotion) P
หมายถงึ จิตสานกึ สาธารณะ (Public Mind) และ C หมายถงึ การอนรุ กั ษ์ (Conservation)๑๕๐

ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ได้วิจัยเรื่อง “การทานุบารุงศาสนสถานและโบราณสถาน: อานาจและ
วธิ ีการ” ผลการวิจัยพบว่า กรมศิลปากรและสานักงานพระพุทธศาสนา เป็น ๒ หน่วยงานในการทานุ
บารุงรักษาโบราณสถานโบราณวัตถุ โดยรวมแล้วไม่เกิดเป็นปัญหามากนัก เพราะท้ัง ๒ หน่วยงาน มี
อานาจหน้าทแี่ ละความรับผิดชอบรว่ มกัน ตา่ งหน่วยงานก็มีพระราชบัญญัติ หรือระเบียบในการปฏบิ ัติ
ในส่วนที่มีปัญหาท่ีเกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ ความขัดแย้งกันเร่ืองของการพัฒนา กับการอนุรักษ์ที่ไม่
เป็นไปในทศิ ทางเดียวกันทาให้เกดิ ความไม่เหมาะสมต่อศาสนา การทาลายโบราณสถาน และหลกั ฐาน
ทางประวัติศาสตร์ ทั้งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และบางคร้ังก็เกิดขึ้น โดยเจตนา การทานุบารุงรักษาใน
ส่วนของกรมศิลปากรมีปัญหาเรื่องการขาดกาลังคนทางด้านการอนุรักษ์ ตามหลักวิชา และขาด

๑๕๐ วรพรต ลือเลิศ, “การส่งเสริมการอนุรักษ์โบราณสถาน ตาบลเวียง อาเภอเชียงแสน จังหวัด
เชยี งราย ตามหลักพทุ ธบูรณาการ”, วิทยานพิ นธ์พทุ ธศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ , (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจฬุ า
ลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๖๑), บทคดั ยอ่ .

๑๑๐

งบประมาณ เพราะการอนุรักษ์ตามกรรมวิธีโบราณนั้น ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูงมาก ต้องมีช่าง
ชานาญการเฉพาะทาง และต้องใช้เวลา ท่ีเป็นปัญหามากและหลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกต คือ เร่ืองของ
ความเหมาะสมและความถูกต้องตามหลักวิชา ได้แก่ การใช้บริษัทรับเหมาในการบูรณะโบราณสถาน
และอาจมีผลประโยชน์ที่ตามมาจากการรับเหมา ส่วนปัญหาของทางวัด คือ ความต้องการใช้
โบราณสถานและพ้ืนท่ีในการพัฒนาวัด ทั้งเพื่อการใช้สอย และเพื่อการหาปัจจัยในการทานุบารุงวัด
และส่วนหนึ่งยังอาจเป็นปัจจัยในเชิงพุทธพาณิชย์ ทางออกของปัญหาก็คือ ทั้ง ๒ ฝ่ายควรมีความ
เข้าใจรว่ มกัน และเหน็ ความสาคัญของความเป็นโบราณสถานอันเปน็ มรดกทางวฒั นธรรม ไม่ใช่สมบัติ
ของผู้ใดผู้หน่ึงทุกฝ่ายควรเคารพในกฎระเบียบท่ีควรปฏิบัติกรมศิลปากรควรมีการพัฒนาบุคล ากร
ทางด้านกากรอนุรักษ์ ควรปรับระบบการทางานในการประสานงานด้านต่าง ๆ สร้างความรู้ความ
เข้าใจกับวัดและชุมชนให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นคุณค่าของโบราณสถานอันเป็นสมบัติของส่วยรวม ไม่ใช่
สมบัติของกรมศิลปากรในส่วนของวัด พระสงฆ์ยังขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายด้านการอนุรักษ์
และคามรู้ความเข้าใจทางด้านศิลปกรรม ทั้งกรมศิลปากรและสานักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ควร
ร่วมกันสร้างความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้ และประเด็นสาคัญต้องละท้ิงผลประโยชน์ทั้งหลายที่จะเกิด
จากโบราณสถาน ศาสนสถานมาเห็นแก่ความสาคัญ ความเป็นมรดกของส่วนรวมและร่วมกันดูแล
รกั ษาให้คงอยสู่ ืบไป๑๕๑

ณัฐพงษ์ ถือดา และคณะ ได้ทาการวิจัยเร่ือง “การจัดระบบพิพิธภัณฑ์ สถาน เคหสถาน
ให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวทางวัฒนธรรมอย่างย่ังยืน” ผลการวจิ ัยพบวา่ ยุทธศาสตร์การจัดการพิพธิ ภัณฑ์
โบราณสถานและเคหสถานในจงั หวดั ภเู ก็ต พงั งา และกระบี่ควรประกอบดว้ ยยทธุ ศาสตร์อย่างนอ้ ย ๒
ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์พัฒนาทรัพยากรและบริการด้านการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและ
ยทุ ธศาสตรก์ ารจัดแบบบูรณาการระบบการจัดการพิพิธภัณฑ์โบราณสถานและศาสนาในจังหวัดภเู ก็ต
พังงา กระบ่ี มีดังนี้ พิพิธภัณฑ์ต้องจัดให้มีอาคารจัดแสดงที่มีเอกลักษณ์ มีภูมิทัศน์ท่ีสวยงาม มีห้องน้า
มีที่น่ังพัก มีสถานท่ีบริการอาหารและเครื่องดื่ม บุคลากรของพิพิธภัณฑ์ต้องให้ภาษาอังกฤษในการ
สอ่ื สารได้ มีบุคลกิ ท่ีดีและมคี วามร้เู รอื่ งโบราณวัตถุทีจ่ ดั แสดงเป็นอยา่ งดี การบรหิ ารจัดการองค์กรตอ้ ง
ยึดแบบเอกชน การจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ต้องมีชีวิต สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้มีข้อความบรรยายเป็น
ภาษาอังกฤษ มีจุดขายท่ีชัดเจนและต้องประชาสัมพันธ์เพิ่มข้ึนท้ังทางตรงและทางอ้อม เปิดโอกาสให้
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในท้องถ่ินเข้ามามีส่วนร่วม โบราณสถานต้องจัดให้มอี าคาร

๑๕๑ ศกั ด์ิชัย สายสิงห์, “การทานุบารุงศาสนสถานและโบราณสถาน: อานาจและวิธีการ”, รายงานการ
วิจัย, (ศนู ย์พุทธศาสน์ศึกษา: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๔), บทคัดย่อ.

๑๑๑

สานักงาน อาคารจัดนิทรรศการความเป็นมา และความสาคัญของโบราณสถาน มีห้องน้าไว้ให้บริการ
นักท่องเท่ียว ปรับภูมิทัศน์บริเวณท่ีไม่มีก่อสร้างต้องระบุจุดเด่นของโบราณสถานแต่ละแห่งให้ชัดเจน
ประชาสัมพันธ์โบราณสถานเพิ่มขึ้นให้กับชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษา จัดให้เป็นแหล่ง
เรียนรู้และส่วนสาธารณะของชุมชน ศาสนาสถานต้องจัดให้มีภูมิทัศน์ท่ีสวยงาม มีสถานที่จอดรถ
เพียงพอ มีห้องน้าสะอาดและเพียงพอ ปราศจากแมว สุนัข รบกวน มีที่น่ังพัก มีศาสนมงคลที่เป็น
จดุ เด่นชดั เจน มสี ถานทสี่ าหรับกราบนมัสการพระสนทนาธรรมและประพรหมนา้ พุทธมนต์เปน็ สดั สว่ น
มเี อกสารแนะนาการใช้ภาษาในการสนทนาธรรมกับพระ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินควรจัดบุคลากร
เป็นประชาสัมพันธ์ของศาสนสถาน และจัดให้มีกิจกรรมเพื่อชุมชนไดเ้ ข้ามามีส่วนร่วมจัดสรา้ งเว็บไซต์
ของวัดเพือ่ ให้ข้อมลู แก่นักท่องเทีย่ ว๑๕๒

กฤษฎา พิณศรี และคณะ ได้ทา การวิจัยเร่ือง “โครงการศึกษาศักยภาพแหล่ง
โบราณสถานวัฒนธรรมลา้ นช้างในอีสานใต้เพ่ือการท่องเท่ียวเชิงวฒั นธรรม” ผลจากการศึกษา ไดพ้ บ
แหลง่ โบราณสถานวัฒนธรรมลา้ นช้างทีอ่ าจพฒั นาเป็นแหล่งทอ่ งเท่ียวเชิงวฒั นธรรม จานวนท้ังสน้ิ ๑๙
แห่ง ส่วนใหญ่มีศกั ยภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง และเมื่อแยกพิจารณาเปน็ รายขอ้ ได้พบว่า
ข้อที่มีศักยภาพค่อนข้างสูงส่วนใหญ่เป็นด้านที่เกี่ยวกับความสาคัญของโบราณสถาน เช่น มีรูปแบบ
ทางศลิ ปะ ฝีมอื งานช่าง แสดงความเปน็ เอกลกั ษณ์ของท้องถ่ิน มีประวัติศาสตรอ์ นั ยาวนานเป็นแหล่งที่
เก่ียวข้องกับเหตุการณ์ท่ีสาคัญในอดีต หรือมีความเก่ียวข้องกับประเพณี วัฒนธรรม หรือวันสาคัญใน
ท้องถิ่น ส่วนข้อท่ีมีศักยภาพค่อนข้างน้อยส่วนใหญ่เป็นด้านท่ีเกี่ยวกับส่ิงอานวยความสะดวกสาหรับ
นักท่องเท่ียวและการประชาสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่าโดยสภาพและความสาคัญของตัวโบราณสถาน
รวมท้ังประเพณีวัฒนธรรม หรือวันสาคัญในท้องถ่ินท่ีเกี่ยวข้องกับโบราณสถานน้ั นสามารถที่จะ
นามาใช้เป็นจุดขายสาหรับการท่องเที่ยวเชงิ วัฒนธรรมได้หากแต่ตอ้ งมีการพัฒนาปรับปรุงเพ่ือส่งเสริม
ให้โบราณสถานมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เช่น การปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคการเผยแพร่
ประชาสัมพันธ์การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ของแหล่งและบูรณะโบราณสถานให้อยู่ในสภาพดี การบูร

๑๕๒ ณัฐพงษ์ ถือดา และคณะ, “การจัดระบบพิพิธภัณฑ์สถาน เคหสถานให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวทาง
วัฒนธรรมอย่างย่ังยืน”, รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์, (สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.), ๒๕๕๑),
บทคัดยอ่ .

๑๑๒

ณาการการท่องเท่ียวกับประเทศเพอ่ื นบ้าน รวมท้ังการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีอันดงี าม
ของทอ้ งถิ่นไว้ เพ่อื ใหเ้ กดิ การท่องเท่ียวทางวฒั นธรรมในท้องถน่ิ ท่ีย่งั ยนื ต่อไป๑๕๓

ธานินทร์ ไชยเยชน์ และคณะ ได้ทาการวิจัยเรื่อง “การทานุบารุงศาสนสถานและ
โบราณสถาน : อานาจและวิธีการ” ผลการวิจัยพบว่า ศาสนสถานและโบราณสถานมีทั้งท่ีเป็น
โบราณสถานร้างและเป็นท่ีเป็นปัจจุบันยังใช้งานอยู่ ส่วนท่ีมักเกิดปัญหาการดูแลรักษา คือโบราณ
สถานทเ่ี ปน็ ศาสนสถานท่ียังใชง้ านกบั โบราณสถานท่รี า้ งที่ตงั้ อยู่ในเขตศาสนสถานทย่ี ังใชง้ านอยู่ ผู้ดแู ล
โบราณสถานคือ กรมศิลปากรส่วนศาสนสถานซ่ึงส่วนใหญ่ คือ วัดในพุทธศาสนานั้นปัจจุบันผู้ดูแลคือ
สานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การทานุบารุงโบราณสถาน และศาสนสถานโดยรวมแล้วไม่เกิด
เป็นปัญหามากนัก เพราะทั้ง ๒ หน่วยงานมีอานาจหน้าท่ี ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ต่างหน่วยก็มี
พระราชบัญญัติ หรือระเบียบต่างกัน ส่วนทีมีปัญหาคือ ความขัดแย้งเรื่องของการพัฒนา กับการ
อนุรักษ์ที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทาให้เกิดความไม่เหมาะสมต่อศาสนา การทาลายโบราณสถาน
และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และบางคร้ังก็เกิดขึ้นโดยเจตนาการทา นุ
บารุงรักษาในส่วนของกรมศิลปากรมีปัญหาเรื่องการขาดกาลังคนทางด้านการอนุรักษ์ตามหลัด
วิชาการ และขาดงบประมาณ และท่ีเป็นปัญหามากและหลายฝ่ายได้ต้ังข้อสังเกต คือ เร่ืองความ
เหมาะสมและความถูกต้องตามหลักวิชาการ ส่วนปัญหาของทางวัด คือความต้องการใช้โบราณสถาน
และพื้นที่ในการพฒั นาวัด ทั้งเพอื่ การใช้สอยและเพือ่ การหาปจั จัยในการทานุบารุงวดั และส่วนหนงึ่ ยัง
อาจเป็นปจั จัยในเชงิ พทุ ธพานิชย์๑๕๔

รัศมี ชูทรงเดช และคณะ ได้ทาการวิจัยเรื่อง “โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอาเภอ
ปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระยะที่สอง” ผลการวิจัยพบว่า ๑) วิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดีที่
ได้จากการสารวจและขุดค้นด้วยเทคนิควิธีของแต่ละศาสตร์ ๒) ได้สร้างองค์ความรู้ใหม่เก่ียวกับ
ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของคนบนพื้นท่ีสูงในอาเภอปางมะผ้า ว่ามีการอยู่อาศัยในพื้นที่ตั้งแต่สมัย
ไพลสโตซีนตอนปลาย ประมาณ ๓๒,๓๘๑ ปีมาแลว้ จนกระท่ังปัจจุบนั แสดงให้เห็นว่าพัฒนาการทาง
สังคมและวัฒนธรรมมีความต่อเนื่อง และยังได้พัฒนาแนวคิดทฤษฎีทางโบราณคดี ตลอดจน

๑๕๓ กฤษฎา พิณศรี และคณะ, “โครงการศกึ ษาศักยภาพแหลง่ โบราณสถานวัฒนธรรมลา้ นชา้ งในอีสาน
ใต้เพื่อการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม”, รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์, (สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.),
๒๕๕๑), บทคดั ยอ่ .

๑๕๔ ศักดิ์ชัย สายสิงห์ และคณะ, “การทานุบารุงศาสนสถานและโบราณสถาน: อานาจและวิธีการ”
รายงานการวิจยั พทุ ธศาสนศ์ ึกษา, (ศนู ย์พุทธศาสนศ์ กึ ษา: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๕๔), บทคดั ยอ่ .

๑๑๓

ประยุกต์ใช้เคร่ืองมือทางการแพทย์ในการวิเคราะห์งานด้านมานุษยวิทยากายภาพ ซ่ึงยังไม่เคยมีการ
ทามาก่อนในวงการโบราณคดีในประเทศไทย ๓) ทาให้บูรณาการองค์ความรู้เก่ียวกับเรื่องของคน
สังคม วัฒนธรรมและส่ิงแวดล้อมโบราณ ๔) ทาให้ทราบว่าวัฒนธรรมด้ังเดิมในสมัยไพลสโตซีนตอน
ปลาย คือ วัฒนธรรมหินกะเทาะ ความหลากหลายทางวฒั นธรรมเรม่ิ ปรากฏในสมัยโฮโลซีนตอนปลาย
คือวัฒนธรรมโลงไม้และสมัยต่อมา ๕) ทาให้ทราบว่ามีการเปล่ียนแปลงของส่ิงแวดล้อมโบราณตั้งแต่
สมัยไพลสโตซีนตอนปลาย จนถึงปัจจุบัน ซ่ึงเกิดโดยปัจจัยทางธรรมชาติและมนุษย์ นอกจากนี้ยัง
ทราบว่าการเคล่ือนย้ายไปมาภายในพ้ืนท่ีน้ีมีมาแล้วตั้งแต่ในอดีต ซึ่งก็ทาให้เกิดการผสมผสานทาง
วัฒนธรรมและชาติพันธุ์เกิดข้ึน ๖) ผลของงานวิจัยได้นาไปเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในแง่การสร้าง
ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและพัฒนาแหล่งโบราณคดีเพ่ือการท่องเทย่ี วอย่างย่ังยืน๑๕๕

สุณีย์ บริสุทธิ์ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การส่งเสริมความตระหนักของชุมชนเชียงแสนต่อ
คุณค่าด้านโบราณสถานเมืองเชียงแสน” ผลการวิจัยพบว่า ๑) กลุ่มตัวอย่างมีความเข้าใจลึกซ้ึงถึง
คุณค่าของโบราณสถานเมืองเชียงแสนว่าเป็นแหล่งโบราณคดีครั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัย
ประวัติศาสตร์ มีการรวมตัวกนั จัดกิจกรรมอนุรักษ์โบราณสถาน และเลง็ เห็นแนวทางการจัดกิจกรรม
เพ่ือเสริมสร้างรายได้แก่ชุมชน โดยยึดแนวทางการธารงรักษาไว้ซึ่งสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์อย่าง
ย่งั ยืน ๒) อาเภอเชยี งแสนต้งั อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ทาการทอ่ งเทีย่ วช่อื ว่าสามเหลย่ี มมรกตโดยมเี ส้นทาง
R๓A เช่ือมระหว่างไทย ลาว เมียนมาร์ ที่ได้ดาเนินไปการมากแล้ว และกาลังเป็นรูปธรรมในเร็ววัน มี
แม่น้าโขงเป็นทางสัญจรหลักไปสู่เมืองสาคัญของประเทศเพ่ือนบ้าน๓) ผู้นาชุมชนและประชาชน
สามารถรวมตัวกันจัดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าของโบราณสถาน เช่น กิจกรรม walk Rally
ไหว้ศาล ๙ โบราณสถาน งานบวงสรวงเจ้าพ่อประตูป่าสัก และเจ้าแม่นางเซ้ิง๔) รวบรวมเกี่ยวกับ
ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ศิลปะ ความเชื่อ พิธีธรรมกลุ่มปัญญาท่ีเป็นอัตลักษณ์ และ
เอกลักษณ์ของเชียงแสนสมัยก่อนที่สูญหายไป และท่ียังคงอยู่จากผู้สูงอายุ ๕) กลุ่มเชียงแสนการ
ทอ่ งเท่ียวสามารถเปน็ แกนนาในการจดั นาเทย่ี วและมรี ายได้จากการท่องเทย่ี ว๑๕๖

๑๕๕ รศั มี ชูทรงเดช และคณะ, “โครงการโบราณคดีบนพื้นทีส่ ูงในอาเภอปางมะผ้า จังหวดั แม่ฮ่องสอน
ระยะท่ีสอง”, รายงานการวจิ ัยฉบับสมบรู ณ์, (สานักงานกองทุนสนบั สนุนการวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๑), บทคดั ย่อ.

๑๕๖ สุณีย์ บริสุทธ์ิ, “การส่งเสริมความตระหนักของชุมชนเชียงแสนต่อคุณค่าด้านโบราณสถานเมือง
เชียงแสน”, วารสาร FEU ACADEMIC REVIEW มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทร์น, ปีท่ี ๒ ฉบับที่ ๒ (ธันวาคม ๒๕๕๑-
พฤษภาคม ๒๕๕๒): ๕๗.

๑๑๔

พระมหานิพนธ์ นิปโก (เกินสกุล) ได้กลา่ ววา่ การอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และ
ศิลปวัตถุ เป็นการใช้และจัดการทรัพยากรทั้งที่เป็นธรรมชาติ และที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างฉลาด
ตลอดจนการวางแผนอย่างรอบคอบสาหรับทรพั ยากรเหล่าน้ัน เพื่อบรรลคุ วามต้องการในอนาคตและ
หมายรวมถงึ การปอ้ งกัน การดูแล การรักษา เพ่ือใหค้ งคณุ ค่าไว้ การสงวน และการปฏิสังขรณ์และการ
บูรณะดว้ ย การสงวนรกั ษา การดแู ลรักษาไว้ตามสภาพเดิมเท่าท่ีเป็นอยู่ และปอ้ งกันมใิ ห้เสียหายต่อไป
ความมุ่งหมายในการอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ จาเป็นต้องมีการพิจารณาเชิง
แนวคิด เพราะความคิดจะเป็นแกนนาไปสู่การปฏิบัติเทคนิควิธีที่เหมาะสม การอนุรักษ์โบราณสถาน
โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุให้ได้นั้น จาต้องมีการกาหนดจุดมุ่งหมายในการดาเนินงานร่วมกัน คือ ๑)
การอนุรักษเ์ ป็นการสงวนไวซ้ ่ึงงานสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าอย่างมาก เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมของชาติ
๒) งานสถาปัตยกรรมเก่าแก่บางช้ิน เป็นสิงท่ีบรรพบุรุษได้ก่อสร้างไว้เพ่ือเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงาม
ความดีของบรรพบุรุษ เราก็จะต้องอนุรักษ์ไว้เป็นต้น ส่วนมรดกทางวัฒนธรรมแบ่งออกเป็น ๒
ลักษณะ ได้แก่ ๑) วัฒนธรรมทางจิตใจ ได้แก่ มรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมา ที่เป็นนามธรรมซึ่ง
แสดงออกให้เห็นผ่านทางด้านจริยธรรม ค่านิยม ปรัชญา ประเพณีต่าง ของสังคม ๒)มรดกทางวัตถุ
ได้แก่ ผลผลิตที่มนุษย์ได้สร้างข้ึนให้เห็นเป็นรูปธรรม เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุศิลปวัตถุ งาน
หตั ถกรรมพื้นบ้านเป็นต้น๑๕๗

พนิชพงศ์ พลับผล ได้กล่าวถึงการอนุรักษ์และบูรณะโบราณสถาน และแหล่งที่ตั้ง (The
Venice Charter ๑๙๖๔) ได้แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดในการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพ่ือ
อนุรักษ์โบราณสถานไว้ว่า “โบราณสถานของมนุษย์หลายช่ัวคนยังคงอยู่จนทุกวันน้ีในฐานะพยานท่ีมี
ชีวิตของประเพณีโบราณแห่งยุคของมัน ประชาชนทั้งหลายได้ตระนักถึงคุณค่าของมนุษย์ชาติอย่างมี
เอกภาพขึน้ ทุกขณะ และเห็นว่าโบราณสถานเป็นมรดกของคนทกุ คนในชาตกิ ารรับผิดชอบร่วมกันเพ่ือ
ปกป้องรักษาเพื่อชนรุ่นใหม่ในอนาคต ได้เป็นท่ียอมรับว่าเป็นหน้าท่ีของพวกเรา ที่จะส่งมันต่อไปสู่
อนาคตในสภาพท่เี ตม็ พร้อมความเปน็ แท้ของมันเอง๑๕๘

๑๕๗ พระมหานิพนธ์ นิปโก (เกินสกุล), “รปู แบบการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา
ของพระสงฆ์ในจังหวัดปทุมธานี”, วารสารบัณฑิตศกึ ษาปริทรรศน์, ปที ี่ ๑๓ ฉบับพิเศษ เลม่ ๓ (มถิ ุนายน ๒๕๖๑):
๙๕.

๑๕๘ พนิชพงศ์ พลับผล, “กฎหมายการอนุรกั ษ์โบราณสถานในประเทศไทย”, วิทยานพิ นธป์ ริญญานิติ
ศาสตรมหาบณั ฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒), หน้า ๙๑.

๑๑๕

พระครูวัชรสวรรณาทร ธมฺมโชโต (ลูกชุบ เกตุเขียว) ศึกษาเร่ือง “การประยุกต์ใช้อิทธิ
บาทธรรมเพ่ือส่งเสริมกลยุทธ์การอนุรักษ์โบราณสถานของพระสังฆาธิการในเขตปกครองคณะสงฆ์
ภาค ๑๕” ผลการวิจัยพบว่า พระสังฆาธิการต้องวางแผนให้ชัดเจน การจัดตั้งองค์กรพบว่า องค์กร
จะต้องรวบรวมข้อมูลของปัจจัยที่เก่ียวข้องที่เหมาะสมกับโครงสร้างองค์กรในการดาเนินกิจ กรรมให้มี
ความคล่องตัว การบริหารบุคคลพบว่า การเสาะแสวงหาเพื่อทาหน้าที่ในการดูแลปกป้องการ
อานวยการพบว่าพระสังฆาธิการจะต้องมีความรู้และข้อมูลอย่างลึกซึ้ง ท่ีสามารถนาไปกาหนดการ
วินิจฉัยสั่งการท่ีรวดเร็วแม่นยา และการควบคุมพบว่า การใช้ระเบียบและระบบที่จัดวางขึ้น พ ระ
สังฆาธิการจะต้องพัฒนาระบบของจิตสานึก มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อพระศาสนาสาหรับการบูรณา
การหลักพุทธ จะต้องทาให้พระสังฆาธิการมีฉันทะใส่ใจในการอนุรักษ์อยู่เสมอและมุ่งมั่น มีวิริยะความ
ขยันหมั่นเพียรในการอนุรักษ์โบราณสถาน ความพยายามอดทน มีจิตตะความตั้งใจในการอนุรักษ์
โบราณสถาน มีความกระตือรือร้น พระสังฆาธิการจะต้องมีความรู้และข้อมูลอย่างลึกซึ้งที่สามารถ
นาไปกาหนดการวนิ จิ ฉัยส่ังการที่รวดเร็วแม่นยา และการควบคมุ พบวา่ การใช้ระเบียบและระบบที่จัด
วางข้ึน พระสังฆาธิการจะต้องพัฒนาระบบของจิตสานึก มีความรับผิดชอบต่อพระศาสนา สาหรับ
การบูรณาการหลักพุทธธรรมจะต้องทาให้พระสังฆาธิการมีฉันทะใส่ใจในการอนุรักษ์อยู่เสมอและ
มุ่งม่ัน มีวิริยะความขยันหม่ันเพียรในการอนุรักษ์โบราณสถาน ความพยายามอดทน มีจิตตะความต้ัง
จิตในการอนุรักษ์โบราณสถาน มีความระตือรือร้นและมีวิมังสาใช้สติปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรอบ
สอบหาสาเหตุเพื่อแกไ้ ขปรับปรุงให้ดขี น้ึ ๑๕๙

พระมหาเสถียร ถาวรธมฺโม (เกศาชาติ) ศึกษาเร่ือง “การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
โบราณสถานของพระสังฆาธกิ ารจังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ผลการวิจัยพบวา่ สาเหตุของปญั หาไดแ้ ก่
เขตโบราณสถานให้ชัดเจน ออกกฎหมายไม่ให้ประชาชนบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน ด้านร่วมหาวิธีการ
แก้ไขปญั หา ปัญหาดังกล่าวได้แก่ เจ้าหน้าท่ีมีส่วนในการทาลายโบราณสถาน เพราะเห็นแก่เงินท่ีไดร้ ับ
ในการท่ีได้รับในการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนโบราณสถาน ข้อเสนอแนะ ได้แก่ กาหนดบทลงโทษ
เจ้าหน้าท่ีท่ีทุจริตอย่างรุนแรง ด้านร่วมปฏิบัติงาน ปัญหาได้แก่ ขาดความรู้ความเข้าใจในการบูรณะ
ขาดการประสานงานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ข้อเสนอแนะได้แก่ ควรจัดหาผู้ท่ีมีความรู้ความ
เช่ียวชาญในการบูรณะและหน่วยงานท่ีรับผิดชอบดูแล ควรมีการประสานงานกับวัดอย่างสม่าเสมอ

๑๕๙ พระครวู ชั รสุวรรณาทร ธมมฺ โชโต (ลูกชุบ), “การประยกุ ต์ใช้อิทธิบาทธรรมเพื่อสง่ เสรมิ กลยทุ ธ์การ
อนุรกั ษโ์ บราณสถานของพระสังฆาธกิ ารสนเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค ๑๕”, วิทยานิพนธ์พทุ ธศาสตรดุษฎีบัณฑิต,
(บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๘), บทคดั ยอ่ .

๑๑๖

ด้านร่วมติดตามประเมินผลและบารุงรักษา ปัญหา ได้แก่ ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าท่ีจาเป็น ขาด
ความรู้ความเข้าใจ ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควรจะเป็น ขาดความรู้ความเข้าใจทางหลักวิชาการ
และบโยบายท่ีชัดเจนในการบารุงรักษาข้อเสนอแนะ ได้แก่รัฐบาลควรให้การสนับสนุนงบประมาณให้
ทวั่ ถงึ หนว่ ยงานราชการควรมนี โยบายทีช่ ัดเจนในการบารงุ รักษาตามสภาพปัจจบุ นั ท่ีเกดิ ข้นึ ๑๖๐

ชีวิรันต์ สาล่ีประเสริฐ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการอนุรักษ์
โบราณสถานวัตถุ อาเภออู่ทอง สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๑” พบว่า นโยบายของหน่วยงาน
ต่าง ๆ ต้องการใหส้ ถาบนั การศกึ ษาองค์กรต่าง ๆ และชมุ ชนมสี ่วนร่วมในการอนรุ กั ษ์ ฟน้ื ฟู มรดกทาง
ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยให้จัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ส่วนนักเรียนและบุคคลท่ีเกี่ยวข้องมี
ความตอ้ งการในการพฒั นาหลกั สูตรทอ้ งถน่ิ เรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวตั ถุตา่ ง ๆ๑๖๑

มยุรี สุภังคนาช ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การศึกษาเพ่ือเสนอแนวทางการอนุรักษ์วัดในชุมชน
ริมคลองอ้อม จังหวัดนนทบุรี” พบว่า ความสาคัญของโบราณสถานที่ทาการศึกษาอยู่ในระดับท่ี
ค่อนขา้ งมากและส่วนใหญ่ได้รับการปฏสิ งั ขรณแ์ ล้ว แต่คนในชุมชนเองไม่ไดม้ ีบทบาทหรือมสี ่วนร่วมใน
การกาหนดแนงทางการอนุรักษ์โบราณสถานของตนเอง รวมไปถึงการที่ชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนัก
ในการเป็นเจ้าของ ดังน้ัน จึงเสนอแนะให้แนวทางสาหรับการอนุรักษ์โบราณถานนั้น ควรให้
ความสาคัญกับคนในชุมชนด้วย เพ่ือเป็นการสร้างจิตสานึกสร้างความสามารถเบ้ืองต้นในการดูแล
รักษากายภาพของโบราณสถานและการเปิดโอกาสให้คนในชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมกาหนดแนว
ทางการอนรุ กั ษโ์ บราณสถานในระดับชุมชมของตนเอง๑๖๒

ศิวาภรณ์ รัตนพันธ์ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การศึกษาเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและ
อนุรักษ์วัดในกรุงเทพมหานคร” จากการศึกษาพบว่าวัดในกรุงเทพมหานครประสบปัญหาการถูก
ทาลายสภาพภูมิทัศน์ อันเนื่องมาจากกิจกรรมการใช้ที่ดินในบริเวณวัดท่ีมีลักษณะไม่เหมาะสม ทาให้

๑๖๐ พระมหาเสถยี ร ถาวรธมโฺ ม (เกศาชาต)ิ , “การมีส่วนร่วมในการอนุรักษโ์ บราณสถานของพระสงั ฆาธิ
การจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”, วิทยานิพนธพ์ ุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลยั มหาจุฬาลง
กรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕), บทคดั ยอ่ .

๑๖๑ ชีวรัตน์ สาล่ีประเสริฐ, “การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถานโบราณวัตถุ
อาเภออู่ทองหาหรับนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี ๑”, วิทยานิพนธ์ศึกษามหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการนิเทศ,
(บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยศลิ ปากร, ๒๕๔๕), หนา้ ๑๑๖.

๑๖๒ มยุรี สุภังคนาช, “การศึกษาเพ่ือเสนอแนวทางการอนุรักษ์วัดในชุมชนริมคลองอ้อม จังหวัด
นนทบุรี”, วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๕), หน้า
๑๑๗.

๑๑๗

ขาดความสงบและขัดต่อบทบาทในการเป็นศาสนสถาน การเพิ่มบทบาทของวัดในดา้ นการท่องเท่ียวที่
ขาดการวางแผนอย่างระมัดระวังเป็นส่วยทาลายเอกลักษณ์ของวัด สภาพความเสื่อมโทรมของศิลป
โบราณสถาน ซึ่งขาดการทานุบารุงอย่างถูกต้อง และผลกระทบจากสภาวะเป็นพิษของสิ่งแวดล้อม
เมือง รวมไปถึงสภาพความแออัดทรุดโทรมของชุมชนแวดล้อมวัดมีส่วนทาให้วัดขาดความงาม
บทบาทของวัดที่เคยมีต่อชุมชนในลักษณะสร้างสรรค์มีความสาคัญลดน้อยลง โดยมีสถาบันอื่นมารับ
หน้าท่ีแทน เช่น โรงเรียน สภาสังคมสงเคราะห์และบทบาทที่เพ่ิมขึ้นในปัจจุบันคือการใช้วัดเป็น
สถานที่จอดรถและการให้บริการทางด้านการฌาปนกิจ จึงกล่าวได้ว่าวัดมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
เพิ่มขึ้นและทาให้เกิดความพรุกพร่าน สับสนภายในบริเวณวัด นอกจากนี้ความประพฤติอันไม่
เหมาะสมของสงฆ์มีส่วนทาลายภาพพจน์ท่ีดีของวัดที่มีต่อประชาชน การศึกษาน้ีจึงเป็นการศึกษา
ปัญหาของวัดและชุมชน และไดให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยจัดระดับปัญหาเป็น ๒
ระดับคือปัญหาในระดับวัดและปัญหาในระดับชุมชน เสนอให้ปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ
โดยเน้นการอนุรกั ษ์สภาพโบราณสถานสาคัญ และเสนอให้มีกจิ กรรมเพิ่มเติมทางศิลปวัฒนธรรมไปถึง
การพัฒนาชุมชน เพิ่งส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างวัดและชุมชน นอกจากน้ียังเสนอแนะแนวทางให้
ภาครัฐเห็นความสาคัญในการอนุรักษ์มรดกของชาติ และเข้ามามีส่วนช่วยสนับสนุนอย่างจริงจัง
เพอ่ื ใหก้ ารปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพมากข้ึน๑๖๓

ชาญ เล่ียวเส็ง ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ศึกษาบทบาทของวัดในการอนุรักษ์พุทธศิลป์เพื่อการ
ท่องเท่ียว” พบว่า หลักคาสอนที่เก่ียวข้องกับการสร้างงานพุทธศิลป์ มีหมวดธรรมว่าด้วยเร่ือง บูชา
ไตรสิกขา บุญกิริยาวัตถุ ไตรลักษณ์ เจติยะ อปายุ อุโบสถศีลและทศบารมี วัดเกิดขึ้นมาต้ังแต่คร้ัง
พุทธกาล ผู้สร้างได้ถวายเพื่อเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ และเป็นท่ีอยู่ของพระสงฆ์ วัดได้พัฒนา
รูปแบบจากสิ่งก่อสร้างท่ีมุ่งประโยชน์ให้เป็นสถานที่อันร่ืนรมณ์และเป็นพระอารามที่มีความอลังการ
เพื่อเป็นพุทธบูชา วัดจึงกลายเป็นท่ีรวมของฝีมือเชิงช่าง และมรดกทางวัฒนธรรมในกาลต่อมา ดังน้ัน
การมาเท่ยี วชมพุทธศิลป์จงึ ไดค้ ณุ คา่ ท้ังด้านการพักผอ่ น การแสวงหาความร้แู ละการแสวงบุญ วัดท่เี ข้า
ไปศึกษามีพุทธศิลป์ ท่ีมคี ุณค่าโดดเด่นแตกตา่ งกันออกไป มีประโยชน์ทางการใช้สอยเพอ่ื กิจกรรมทาง
พระพุทธศาสนาเป็นหลัก ทุกวัดได้ดูแลรักษาพุทธศิลป์ในวัดให้คงอยู่ในสภาพเดิมหรือใกล้เคียง
กลมกลืนกับสภาพเดิมมากท่ีสุด พระสงฆ์ที่มีหน้าท่ีดูแลรับผิดชอบในวัดท่ีเข้าไปศึกษา มีความรู้ความ

๑๖๓ ศิวาภรณ์ รัตนพันธ์, “การศึกษาเพื่อเสนอแนวแนวทางการพัฒ นาและอนุรักษ์วัดใน
กรุงเทพมหานคร”, วิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการวางแผนเมือง, (บัณฑิตวิทยาลัย:
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๕), หนา้ ๑๑๗.

๑๑๘

เขา้ ใจเร่ืองการอนุรรักษ์พุทธศิลป์ตรงกนั กับนักวิชาการศิลปะและนักวชิ าการศิลปะเหล่านั้นเห็นวา่ วัด
ต้องใช้พทุ ธศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางธรรมปฏิบัตแิ ก่ผ้มู าเทยี่ วชมให้มากที่สุดโดยไมไ่ ดใ้ ห้ความสาคญั ในเชิง
เศรษฐกิจใด ๆ จากการสารวจภาคสนามพบว่า สิ่งที่วัดควรปรับปรุงมากที่สุดคือการจัดทาเอกสาร
แนะนาวัด (ร้อยละ ๓๔) และปรับปรุงความสะอาดบริเวณวัด (ร้อยละ ๓๑) กรมศิลปากรและ
หน่วยงานที่เก่ียวข้อง การท่องเท่ียวควรให้การสนับสนุนและแนวทางในการปรับปรุงวัดเพื่อรอบรับ
การท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่สูญเสียเอกลักษณ์ของความเป็นศาสนสถานท่ีศักดิ์สิทธ์ิ
ตอ่ ไป๑๖๔

กฤษฎา พิณศรี๑๖๕ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การศึกษาศักยภาพแหล่งโบราณสถานวัฒนธรรม
ล้านช้างในอีสานใต้เพ่ือการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม” การวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือ สารวจและศึกษา
ศักยภาพด้านการท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรมของแหล่งโบราณสถานวัฒนธรรมล้านช้างในเขตอีสานใต้
รวมท้ังแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาและจัดการท่องเท่ียวเชิงพ้ืนที่กลุ่มอีสานใต้สู่
ความยั่งยืน ผลจากการศึกษา ได้พบแหล่งโบราณสถานวัฒนธรรมล้านช้างท่ีอาจพัฒนาเป็นแหล่ง
ทอ่ งเท่ยี วเชงิ วฒั นธรรม จานวนท้ังส้ิน ๑๙ แหง่ ส่วนใหญม่ ศี กั ยภาพโดยภาพรวมอย่ใู นระดับปานกลาง
และเมื่อแยกพิจารณาเป็นรายข้อได้พบว่าข้อที่มีศักยภาพค้อนข้างสูงส่วนใหญ่เป็นด้านที่เกี่ยวกับ
ความสาคัญของโบราณสถาน เช่น มีรูปแบบทางศิลปะ ฝีมืองานช้าง แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ
ท้องถิ่น มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นแหล่งท่ีเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ท่ีสาคัญในอดีต หรือมีความ
เกย่ี วขอ้ งกับประเพณี วัฒนธรรม หรือวันสาคญั ในท้องถิน่ ส่วนข้อท่ีมีศักยภาพค้อน ข้างน้อยสว่ นใหญ่
เป็นด้านท่ีเก่ียวกับสิ่งอานวยความสะดวกสาหรับนักท่องเท่ียวและการประชาสัมพันธ์ แสดงให้เห็นว่า
โดยสภาพและความสาคัญของตัวโบราณสถาน รวมท้ังประเพณี วัฒนธรรม หรือวันสาคัญในท้องถิ่นท่ี
เกี่ยวข้องกับโบราณสถานนั้น สามารถท่ีจานามาใช้เป็นจุดขายสาหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้
หากแต่ตอ้ งมีการพัฒนาปรับปรุงเพ่ือส่งเสริมให้โบราณสถานมีศักยภาพเพ่ิมมากขึ้น เช่น การปรับปรุง
ระบบสาธารณูปโภค การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์ของแหล่งและบูรณะ
โบราณสถานให้อยู่ในสภาพดี การบูรณาการการท่องเที่ยวกับประเทศเพ่ือนบ้าน รวมทั้งการอนุรักษ์
ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณีอันดีงามของท้องถ่ินไว้ เพ่ือให้เกิดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใน
ทอ้ งถ่ินที่ยงั่ ยนื ตอ่ ไป

๑๖๔ ชาญ เลี่ยวเส็ง, “ศึกษาบทบาทของวัดในการอนุรักษ์พุทธศิลป์เพ่ือการท่องเท่ียว”, วิทยานิพนธ์
อกั ษรศาสตรมหาบัณฑติ สาขาศาสนาเปรียบเทียบ, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๕๔), หน้า ๑๑๓.

๑๖๕ กฤษฎา พิณศรี และคณะ, “การศึกษาศักยภาพแหล่งโบราณสถานวัฒนธรรมล้านช้างในอีสานใต้
เพอื่ การท่องเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรม”, รายงานการวจิ ัยฉบับสมบรู ณ์, (มหาวิทยาลยั ราชภฏั สุรินทร์, ๒๕๕๑), บทคัดยอ่ .

๑๑๙

กมลทิพย์ ประสิทธ์ินราพันธ์ุ๑๖๖ ได้ศึกษาวิจัย “พฤติกรรมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศใน
อุทยานแห่งชาติเอราวัณของนักท่องเที่ยวชาวไทย จังหวัดกาญจนบุรี” มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษา
พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และปัจจัยที่ ส่งผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของ
นักท่องเท่ียวชาวไทยที่เดินทางไปเยอื นอทุ ยานแห่งชาติเอราวัณ จังหวัดกาญจนบุรี ผลการศึกษาพบว่า
นักท่องเที่ยวชาวไทยท่ีตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิง โดยส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๒๑-๒๕ ปี
สถานภาพโสด สาเร็จการศึกษาระดับอนุปริญญา ปวช. ปวส. ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชนมี
รายได้อยู่ระหว่าง ๕,๑๑๑-๑๑,๑๑๑ บาท นักท่องเที่ยวชาวไทยมีพฤติกรรมการท่องเท่ียวเชิงนิเวศท่ี
ถกู ตอ้ งในระดับมาก สาหรบั ปจั จัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการทอ่ งเที่ยวเชิงนิเวศของนักท่องเที่ยวชาวไทย
ในอุทยานแห่งชาตเิ อราวัณ คือ เพศ อายุ รายไดเ้ ฉล่ียต่อเดอื น และการเข้าร่วมกิจกรรมทเ่ี ก่ยี วกับการ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และสมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในขณะที่ สถานภาพ
สมรส ระดับการศึกษา อาชีพ กลุ่มบุคคลท่ีรว่ มเดินทางท่องเที่ยว ขนาดของกลุ่มเดินทาง และการเข้า
ร่วมกิจกรรม ท่ีเก่ียวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่มูลนิธิกรีนพีช และมูลนิธิโลกสีเขียว ไม่มีผลต่อ
พฤติกรรมการทอ่ งเทย่ี วเชิงนเิ วศของนักท่องเท่ียวชาวไทยในอุทยาน

กรณี ย์ ถนอมกุล๑๖๗ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของ
นกั ท่องเทยี่ วท่ีมาเที่ยวในจังหวัดสกลนคร” มวี ัตถุประสงค์การวิจยั เพ่ือศึกษาลกั ษณะประชากรศาสตร์
การรับรู้ข่าวสารและรูปแบบการดารงชีวิตที่มีผลต่อพฤติกรรมการท่องเท่ียวเชิงพุทธของนักท่องเที่ยว
ทมี่ าเที่ยวในจังหวัดสกลนคร ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอยา่ งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุ
๕๑–๖๑ ปี สมรส รายไดต้ ่อเดอื นน้อยกว่า ๕,๑๑๑–๑๑,๑๑๑ บาท และมีจุดประสงค์การเดินทาง คือ
การท่องเท่ียว มีรูปแบบการดารงชีวิตส่วนใหญ่ งานอดิเรกคือการท่องเท่ียว กิจกรรมทาบุญตามวัดใช้
บ้านเป็นสถานท่ีพักผ่อน ชอบอาหารไทย ศึกษาธรรมะด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ ความคิดว่าตนเอง
เป็นคนรักสงบ เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาเพ่ือทาให้จิตใจสงบ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการทาบุญ
บริจาคทานเพ่ือช่วยเหลือสังคม ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของจังหวัดสกลนคร
เหมาะสาหรับการปฏิบัติธรรม เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ระยะเวลาท่องเท่ียวในจังหวดั สกลนคร ๑-

๑๖๖ กมลทิพย์ ประสิทธ์ินราพันธ์ุ, “พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอุทยานแห่งชาติเอราวัณของ
นักท่องเท่ียวชาวไทย จังหวัดกาญจนบุรี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยราชภฏั สวนดุสิต, ๒๕๓๓), บทคัดย่อ.

๑๖๗ กรณีย์ ถนอมกุล, “พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธของนักท่องเที่ยวที่มาเท่ียวในจังหวัด
สกลนคร”, วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ๒๕๔๗),
บทคดั ย่อ.

๑๒๐

๒ วัน พักแรมที่บ้านญาติ เดินทางมาท่องเท่ียวจังหวัดสกลนคร ๑ คร้ัง เดินทางมาจังหวัดสกลนคร
นครพนมหนองคาย มุกดาหาร เลอื กวัดพระธาตเุ ชงิ ชุมวรวหิ ารเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากท่ีสุด และกราบ
สักการะพระพุทธรูปเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่มากที่สุด เพศอายุ สถานภาพสมรส ระดับ
การศึกษา จุดประสงค์การเดินทางมาท่องเทยี่ วท่ีแตกตา่ งกันมีผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวในจังหวัด
สกลนครท่ีแตกต่างกนั การรบั รขู้ ้อมูลขา่ วสารกิจกรรม ความสนใจ และความคดิ ของนักทอ่ งเท่ียวท่ีมา
เท่ียวในจังหวัดสกลนครมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธในจังหวัดสกลนคร ได้แก่
รูปแบบการเดินทาง สถานที่พักแรมจังหวัดท่ีเดินทาง การเลือกแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธ และรูปแบบ
การทอ่ งเทย่ี วเชงิ พทุ ธในจังหวัดสกลนคร

กาญจนา กันภัย และคณะ๑๖๘ ได้ศึกษาเรื่อง “พฤติกรรมนักท่องเที่ยว กรณีศึกษาตลาด
น้าอัมพวา” มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเท่ียวที่มาเลือกซ้ือสินค้าในตลาดน้าอัมพวา
และศึกษาจานวนนักท่องเท่ียวชมตลาดน้าอัมพวา ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ
๒๑-๓๑ ปี ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่จะมีสถานภาพโลด มีอาชีพเป็นนักเรียน/นักศึกษา
รายไดต้ ่อเดือน ๑๑,๑๑๑-๓๑,๑๑๑ สว่ นใหญ่มีภูมิลาเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ/ ปริมณฑล นกั ท่องเที่ยวส่วน
ใหญ่เลือกท่ีจะมาท่องเที่ยวตลาดน้าอัมพวาเพ่ือซ้ือสินค้า อาหารอร่อย ตามเพื่อน ชอบมากเป็นเมือง
เล็กๆแต่น่ารัก มีหนุ่มหน้าตาดี เป็นสถานท่ีท่องเท่ียว ใกล้ที่พัก การจัดแต่งร้าน ย้อนยุค และต้องการ
มาดูแลและชมลักษณะกจิ กรรมในการรวมตัวมาเป็นตลาดน้า เคยมาเที่ยวที่ตลาดอมั พวา ๑-๕ คร้ัง/ปี
โดยรถยนต์ส่วนตัว มาเที่ยวท่ีตลาดน้าอัมพวาเพ่ือท่องเท่ียว/พักผ่อน นักท่องเท่ียวส่วนใหญ่มา
ท่องเท่ียวในวันอาทิตย์ นักท่องเท่ียวส่วนใหญ่มาท่องเท่ียวตลาดน้าอัมพวาจะไม่ค้างคืนค่าใช้จ่ายใน
การท่องเที่ยว ๒,๕๑๑ บาทข้ึนไป กิจกรรมที่นักท่องเท่ียวทาเม่ือมาท่องเที่ยวตลาดน้าอัมพวาคือ
รบั ประทานอาหาร อาหารที่นักท่องเที่ยวทานมากท่ีสุดคือ ผัดไทยกุ้งสด ขนมท่ีนักท่องเที่ยวชอบทาน
มากที่สุดคือทองหยิบ/ทองหยอด นักท่องเท่ียวส่วนใหญ่จะไม่น่ังเรือชมหิ่งห้อย สินค้าท่ีซ้ือไปเป็นของ
ฝากเสื้อที่มีโลโก้อัมพวา เป็นประโยคคาว่า อัมพวา สถานท่ีท่องเท่ียวในจังหวัดสมุทรสงครามที่
นักท่องเที่ยวเคยไปคือ ตลาดน้าแม่กลอง ผลการศึกษาข้อมูลทางการตลาด พฤติกรรมการเลือกซ้ือ
สินค้าและใช้บริการท่ีตลาดน้าอัมพวา ด้านผลิตภัณฑ์ คือการท่ีนักท่องเท่ียวได้สัมผัสกับบรรยากาศ
ดง้ั เดมิ ภายในรา้ นค้าต่างๆ ด้านราคา คือ อาหารและ เคร่ืองดม่ื มีราคาท่ีเหมาะสม ดา้ นช่องทางการจัด

๑๖๘ กาญจนา กันภัย และคณะ, “พฤติกรรมนักท่องเที่ยว กรณีศึกษาตลาดน้าอัมพวัน”, วิทยานิพนธ์
ปรญิ ญาบรหิ ารธุรกิจมหาบณั ฑติ , (บัณฑติ วิทยาลัย: มหาวทิยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, ๒๕๕๑), บทคดั ยอ่ .

๑๒๑

จาหน่าย คือ ตลาดน้าอัมพวามชี ่ือเสียงและเปน็ อันดบั ๑ ของตลาดน้า และด้านการส่งเสริมการตลาด
คือ ใหบ้ รกิ ารใส่บาตรตอนเชา้ จากโครงการทต่ี ลาดน้าอัมพวาได้จัดทาขน้ึ

จรัสนนั ท์ สิทธิเจริญ๑๖๙ ได้ศกึ ษาถงึ พฤติกรรมการทอ่ งเท่ียวในภาคเหนอื ของนกั ท่องเที่ยว
ชาวไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการท่องเท่ียวในภาคเหนือของนักท่อง เที่ยวชาวไท ย
เพื่อให้ทราบพฤติกรรมการท่องเท่ียวและปัญหาที่นักท่องเท่ียวประสบในการเดินทางท่องเที่ยวใน
ภาคเหนือ ผลการศึกษาพบวา่ ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งเพศชายและเพศหญิงมีจานวนใกล้เคยี งกัน สว่ น
ใหญ่มีอายุ ๒๑ – ๔๑ ปี สถานภาพโสด มีการศึกษาระดับปริญญาตรีประกอบอาชีพพนักงานบริษัท/
รฐั วิสาหกิจ มีรายได้น้อยกว่า ๒๑,๑๑๑ บาทต่อเดือน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เดินทางท่องเที่ยว
เพื่อการพักผ่อนเป็นวตั ถุประสงค์หลัก จานวนวันทีใ่ ช้ในการเดินทางท่องเท่ียวส่วนใหญ่มากกว่า ๓ วัน
และนิยมเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดตามเทศกาลต่างๆ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผู้ ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่ทราบข้อมูลแหล่งท่องเท่ียวจากบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ ญาติพ่ีน้อง และบุคคลใน
ครอบครัว บุคคลท่ีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวได้แก่ ตัวของ ผู้ตอบแบบสอบถามเอง
นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามนิยมเดินทางท่องเที่ยวร่วมกับบุคคลในครอบครัว และการเดินทาง
ท่องเที่ยวนิยมเดินทางเป็นกลุ่มตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป โดยจัดโปรแกรมการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง
ผู้ตอบแบบสอบถามนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่มากท่ีสุดรองลง มาได้แก่ เชียงราย
พิษณโุ ลก ลาปาง และสโุ ขทัยตามลาดับ และสนใจการทอ่ งเท่ยี วเชิงวฒั นธรรมมากกว่ารปู แบบอืน่ โดย
แหล่งทอ่ งเทยี่ วเชงิ วัฒนธรรมทีส่ นใจมากท่สี ุดไดแ้ ก่ วดั พระธาตุ และศาสนสถาน

จารุวรรณ แสงจันทร์๑๗๐ ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของนักท่องเท่ียวเพื่อส่งเสริมการ
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในชุมชนเกาะเกร็ด อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
พฤติกรรม ปัจจัยท่ีมีผลต่อพฤติกรรม ของนักท่องเท่ียวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในชุมชน
เกาะเกร็ด อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี รวมท้ังศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรคที่เกิดจากการ
ท่องเท่ียว และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมพัฒนาการท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ในชุมชนเกาะเกร็ด อาเภอ
ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการท่องเท่ียวเพื่อการส่งเสริม

๑๖๙ จรัสนันท์ สิทธิเจริญ, “พฤติกรรมการท่องเท่ียวในภาคเหนือของนักท่องเที่ยวชาวไทย”,
วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญาบรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวิทยาลัย: มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, ๒๕๕๑), บทคัดยอ่ .

๑๗๐ จารวุ รรณ แสงจนั ทร์, “พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเพอื่ ส่งเสรมิ การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ในชมุ ชน
เกาะเกร็ด อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลยั มหดิ ล, ๒๕๔๕), บทคดั ยอ่ .

๑๒๒

การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ในระดับสูง และปัจจัยที่มีผล ต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการ
ทอ่ งเที่ยวเชงิ อนุรักษ์ในชุมชนเกาะเกรด็ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี คอื การรับรู้ข่าวสารเก่ยี วกับ
การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ มีผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ ๑.๑๑๑ วัตถุประสงค์หลักการเดินทาง ความรู้เกี่ยวกับ
การท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ มีพฤติรกรมการท่องเท่ียวเพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์แตกต่างกัน
อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ ๑.๑๕ นอกจากนี้ยังพบว่า อายุ และรายได้เฉล่ียต่อเดือน มี
ความสัมพนั ธ์เชงิ บวกกับพฤติกรรมการท่องเท่ียวเพื่อส่งเสริมการท่องเท่ียวเชิงอนรุ ักษ์ ปัญหาอุปสรรค
เกี่ยวกับการท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ในชุมชน คือนักท่องเที่ยว มีโอกาสเลือกใช้บริการธุรกิจท่องเท่ียว
และมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือโครงการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมน้อย นักท่องเที่ยวบางคนขาดจิตสานึกใน
การร่วมรักษาสิง่ แวดล้อม ชุมชนขาดงบประมาณและบุคลากรในการดูแลสภาพแวดล้อมบรเิ วณแหล่ง
ท่องเที่ยว นอกจากน้ีเจ้าหน้าท่ีและประชาชนในชุมชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดการ
ท่องเท่ียว เชิงอนุรักษ์ จึงทาให้ขาดข้อมูลที่เป็นประโยชน์สาหรับนักท่องเที่ยว สาหรับข้อเสนอแนะใน
การวิจัยครง้ั นี้คือ ชุมชนควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการธุรกิจ ประชาชนในท้องถิ่น นักท่องเที่ยวร่วมกัน
รักษาสภาพแวดล้อมจัดการท่องเที่ยวให้เป็น พ้ืนที่ปราศจากมลพิษ สง่ เสริมการใช้วัสดุธรรมชาติ ควร
จดั กิจกรรมหรือโครงการอนุรักษ์ ส่ิงแวดลอ้ มโดยใหน้ ักท่องเที่ยวและชุมชนมีส่วนร่วมโดยตรง ควรจัด
ฝึกอบรมเจ้าหน้าท่ี หรือมัคคุเทศก์ท้องถ่ินให้เข้าใจเก่ียวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และสามารถให้
ข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์แก่นักท่องเที่ยว และมีศูนย์ข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ประกอบการจัดทา
ส่ือที่เข้าใจและพบเห็นได้งา่ ย นอกจากน้ีควรจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว เชงิ อนุรักษ์ที่หลากหลายเพื่อให้
นักท่องเท่ยี วมโี อกาสเลือกใช้บริการได้มากยง่ิ ข้นึ

ชัยวัฒน์ สืบหย่ิว๑๗๑ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการท่องเที่ยวภายในประเทศของ
ท่องเที่ยวชาวไทย กรณีศึกษาในเขตอาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ” การวิจัยคร้ังนี้มี
วัตถุประสงคท์ ี่สาคัญ ๓ ประการ คือ เพ่ือศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยว
ในเขตอาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรขี ันธ์ เพื่อศึกษาความต้องการของนักท่องเท่ียวชาวไทย ในการ
เดินทางมาท่องเท่ียวในเขตอาเภอหัวหินในอนาคต และเพ่ือศึกษาถึงความคิดเห็นเก่ียวกับสิ่งอา นวย
ความสะดวก ปัญหาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวในเขตอาเภอหัวหิน ผลการวิจัย

๑๗๑ ชัยวัฒน์ สืบหย่ิว , “พฤติกรรมการท่องเท่ียวภายในประเทศของนักท่องเที่ยวชาวไทยกรณีศึกษา
ในเขตอาเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”, วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช, ๒๕๔๖), บทคดั ยอ่ .

๑๒๓

พบว่า นักท่องเที่ยวท่ีเดินทางไปทอ่ งเที่ยวอาเภอหัวหิน จงั หวดั ประจวบคีรีขนั ธ์ ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย
กลุ่มอายุระหว่าง ๑๕ - ๒๙ ปี ระดับการศึกษาช้ันปริญญาตรีสถานภาพการทางานเป็นข้าราชการ
รัฐวิสาหกิจและลูกจ้างบริษทั มีรายได้ระหว่าง ๖,๑๑๑–๑๔,๙๙๙ บาท มีภูมลิ าเนาอยใู่ นเขตภาคกลาง
(เว้นกรุงเทพมหานคร) มีวัตถุประสงค์ในการมาเที่ยวเพื่อการพักผ่อน โดยแหล่งท่องเท่ียวท่ีเป็น
แรงจูงใจในการเดินทางมาท่องเที่ยว คือทะเลและเกาะมีมูลเหตุจูงใจในการเดินทางมาท่องเท่ียวจาก
คาชักชวนจากเพ่ือนหรือญาติ ในการเดินทางนยิ มใช้เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัวกับกลุ่มครอบครวั และ
ญาติ นิยมรับประทานอาหารตามร้านอาหารธรรมดา และจะพักค้างคืนพักค้างคืน ประมาณ ๒ คืน
นักท่องเที่ยวเคยมาท่องเท่ียวในเขตหัวหินในรอบปีถึง ๒ ครั้งและจะกลับมาเที่ยวอีกโดยสถานท่ีท่ี
ต้องการที่จะไปเท่ียวในอนาคต คือ ทะเลและหาดหัวหิน นักท่องเที่ยวต้องการให้มีการปรับปรุงถนน
และสถานที่จอดรถ การจัดระเบียบจราจรให้มีความคล่องตัว และการรักษาความสะอาดแหล่ง
ทอ่ งเท่ียวตา่ งๆ โดยเฉพาะชายหาดหวั หนิ

ณัทธีร์ ศรีดี และคณะ๑๗๒ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเที่ยว
ทางพระพุทธศาสนาในภาคกลาง : กระบวนการจดั การพุทธศิลป์ถ่ินสยามเพ่ือความงามของจิตใจและ
ปัญญา” วัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ ๑) เพ่ือศึกษารูปแบบ กิจกรรมอัตลักษณ์และกระบวนการ
ทอ่ งเที่ยววัดในภาคกลาง ๒)เพ่อื ศึกษาพฤติกรรม ความคิดเหน็ และความพึงพอใจของนกั ท่องเท่ียวที่มี
ต่อกระบวนการจัดการพุทธศิลป์ถ่ินสยามเพื่อความงามของจิตใจและปัญญา ๓) เพ่ือศึกษาเส้นทาง
และประเมินทรัพยากรการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาเพ่ือความงามของจิตใจและปัญญา และ ๔)
เพ่ือศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและผลกระทบของการท่องเท่ียวท่ีมีต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาของวัดในภาคกลาง ผลการศกึ ษาพบว่า

๑. รปู แบบอัตลักษณ์และกระบวนการการจัดการท่องเทยี่ วในวดั ในเขตภาคกลางประกอบ
ไปด้วย ๑) รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรม/พุทธศิลป์ ๒) รูปแบบการท่องเท่ียวเชิงเชิง
ประวัติศาสตร์ ๓) รปู แบบการท่องเท่ยี วเชิงวฒั นธรรมและประเพณี ๔) รูปแบบการทอ่ งเทยี่ วเพือ่ เยยี่ ม
ชมกราบไหว้พระเกจิและพระศักด์ิสิทธ์ิ ๕) รูปแบบการท่องเท่ียวเชิงการปฏิบัติธรรม โดยมุ่งเน้น
กิจกรรมการปฏิบัติธรรมของประชาชนเป็นพ้ืนฐาน ๖) รูปแบบการท่องเที่ยวอันเกิดจากสายสัมพันธ์
ทางสังคมและการพัฒนาชุมชน โดยวัดท่องเท่ียวในเขตภาคกลาง มีอัตลักษณ์ท่ีมีความโดดเด่นเฉพาะ

๑๗๒ ณัทธีร์ ศรีดี และคณะ, “รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาในภาค
กลาง : กระบวนการจัดการพุทธศิลป์ถิ่นสยามเพ่ือความงามของจิตใจและปัญญา”, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์,
(กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.),
๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .

๑๒๔

ตนเอง โดยจาแนกตามอิริยาบถของพระพุทธรูปในลักษณะปางตา่ ง ๆ ได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัย
ปางสมาธิปางประทับยืน ปางไสยาสน์มีขนาดใหญ่โดดเด่นเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป
นอกจากนยี้ ังมอี ตั ลักษณเ์ ฉพาะตามลักษณะของสอื่ พทุ ธศิลปท์ ม่ี ิใช่พระพุทธรูป ได้แก่ เจดีย์ต้นโพธิ์รอย
พระพุทธบาท อีกทงั้ ยังมุง่ เน้นไปที่การปฏิบตั ธิ รรมโดยเฉพาะ และกระบวนการการจัดการทอ่ งเที่ยวใน
วัด ในลักษณะเป็นระบบโดยมีการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อการรักษาและส่งเสริมความ
หลากหลายของธรรมชาติสังคมและวัฒนธรรม พร้อมกับการสร้างเครือข่ายพัฒนาการท่องเท่ียว
ร่วมกับท้องถ่ิน ประสานแผนการพัฒนาการท่องเท่ียว โดยมีประชุมและปรึกษากับผู้เก่ียวข้องที่มี
บทบาทการจัดการท่องเท่ียว ตลอดจนถึงการพัฒนาบุคลากร จัดเตรียมข้อมูลบริการข่าวสารการ
ทอ่ งเท่ยี ว

๒. นักท่องเท่ียวมีพฤติกรรมการท่องเที่ยววัดในเขตภาคกลางกล่าวคือ จะเดินทางมา
ท่องเท่ียวกับครอบครัว โดยใช้รถยนต์ส่วนตัว มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการมาท่องเท่ียวและพักผ่อน ซ่ึง
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาเคยมาท่องเที่ยวที่วัดนั้นมาก่อน การเดินทางมาท่องเท่ียวจะมุ่งเน้นแบบ
เช้าไปเย็นกลับ หรือ One-Day Trip โดยจะทราบข้อมูลเก่ียวกับการท่องเที่ยวมาจากเว็บไซต์การ
ท่องเท่ียว เพ่ือนหรือญาติของตนเอง มีค่าใช้จ่าย ไม่เกิน ๑,๑๑๑ บาทต่อคนต่อคร้ัง และจะเดินทาง
ต่อไปยังสถานท่ีท่องเที่ยวอื่นตอ่ ไป นอกจากน้ีนักท่องเท่ียวมคี วามเห็นว่า วัดท่องเที่ยวในเขตภาคกลาง
ส่วนใหญ่เป็นวัดที่สาคัญ มีชื่อเสียงเป็นท่ียอมรับ มีคุณค่าต่อจิตใจอย่างมาก ส่วนใหญ่ต้ังของโบราณ
สถานท่ีสาคัญ โดยวัดเหล่านั้นมีพระพุทธรูปศักด์ิสิทธิ์ประดิษฐานอยู่ ซ่ึงเป็นสื่อพุทธศิลป์ที่มีความ
งดงาม มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณีที่สามารถสืบค้นได้และเป็นท่ียึดเหนี่ยว
จิตใจในฐานะชาวพุทธ ซ่ึงประดิษฐานคูบ่ ้านคู่เมืองมายาวนาน เป็นท่ีพ่ึงทางจติ ใจของประชาชนทั่วไป
ท้ังในยามปกติหรือเม่ือมีความเดือดร้อน และในขณะที่ต้องการประสบความสาเร็จซึ่งเมื่อได้มากราบ
ไหว้พระพุทธรูปที่วัดแล้ว นักท่องเท่ียวจะมีความรู้สึกทาให้มีความมั่นใจในการดาเนินชีวิตมากข้ึน มี
กาลังใจในการฟนั ฝ่าอุปสรรคและผ่านพ้นไปได้เพราะเม่อื มีสติมากข้ึน ก็จะทาให้ทางานได้ดีขึน้ ประสบ
ความสาเร็จมากข้ึน จิตใจท่ีฟุ้งซ่านก็สงบลง และมีสติมากขึ้น รู้สึกมีความสุขมากขึ้นโดยมีการตั้งความ
ปรารถนาขอให้ช่วยดลบันดาลใหป้ ระสบความสาเร็จตามทอี่ ธษิ ฐานขอพร, ขอให้สาเรจ็ ในการประกอบ
อาชีพและการดาเนินชีวิต ตลอดจนถึงโชคลาภ และต้องการทาบุญไหว้พระ ทาให้มีแนวทางในการ
ดาเนินชีวิตหลังจากได้กราบไหว้กล่าวคือ ได้ทาความดีละเว้นความช่ัว ทาจิตใจให้บริสุทธ์ิทาให้ไม่
ประมาทในชวี ิต และไดด้ าเนินชีวติ ดว้ ยความมีสติ

๓. จากการสอบถามความคิดเห็นและความพึงพอใจนักท่องเท่ียวท้ังชาวไทยและชาว
ต่างประเทศต่อวัดท่องเท่ียวในเขตภาคกลาง สาหรับนักท่องเท่ียวชาวไทย พบว่า นักท่องเที่ยวส่วน
ใหญ่เป็นผู้หญิงมีอายุอยู่ในระหว่าง ๒๑-๓๑ ปีมีการศึกษาในระดับปริญญาตรีโดยยังเป็นนักเรียน/

๑๒๕

นกั ศึกษาอยู่ มาท่องเที่ยวเนอ่ื งจากไปพักผ่อนกับครอบครวั เพ่อื น เพ่ือศึกษาหาความรทู้ างพุทธศาสนา
และช่ืนชอมในกิจกรรมทางพุทธศาสนาคือการไหวพ้ ระ - สวดมนตโ์ ดยมคี วามคดิ เห็นต่อการท่องเท่ียว
วดั ในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อพุทธศิลป์หรือพระพุทธรปู ท่สี าคัญในวัด โดยรวมอยใู่ นระดับ
มาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดมี ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านการจดั การท่องเท่ียว และด้านการประชาสัมพันธ์
และด้านที่มีค่าเฉล่ียรองลงมาได้แก่ด้านการต้อนรับ ด้านสิ่งอานวยความสะดวก ด้านสิ่งดึงดูดใจ และ
ด้านการขนส่งตามลาดับ และนักท่องเที่ยวชาวไทยมีความพึงพอใจต่อการท่องเท่ียววัดในเขตภาค
กลาง โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุดมี ๓ ด้าน ได้แก่ ดา้ นส่งิ อานวยสะดวกในการ
เข้าถึงด้านส่ิงอานวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว ด้านสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและด้านที่มี
ค่าเฉลี่ยรองลงมาได้แก่ด้านการจัดการและด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ตามลาดับ สาหรับนักท่องเที่ยว
ชาวต่างประเทศ พบว่า นักท่องเท่ียวส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงมีอายุอยู่ในระหว่าง ๒๑-๓๑ ปีจบการศึกษา
ในระดับปริญญาตรีประกอบอาชีพธุรกิจสว่ นตัว เดินทางมาทอ่ งเท่ยี วเนือ่ งจากเดนิ ทางมาประชุม ทศั น
ศึกษาแล้วแวะเท่ียวชมสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะวัดในบริเวณใกล้เคียง เพื่อเท่ียวชมความงามของวัด
และพทุ ธศิลปะ โดยช่นื ชอบในกิจกรรมทางพุทธศาสนาได้แก่การเข้าร่วมกจิ กรรมตามประเพณีที่สาคัญ
โดยมีความคิดเห็นต่อการท่องเท่ียววัดในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่ือพุทธศิลป์หรือ
พระพุทธรูปท่ีสาคัญในวัด โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางโดยด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุด ได้แก่ด้านการ
ต้อนรับ และด้านท่ีมีค่าเฉลี่ยรองลงมาได้แก่ด้านการจัดการท่องเท่ียว ด้านการขนส่ง ด้านสิ่งดึงดูดใจ
ด้านสิ่งอานวยความสะดวก และด้านการประชาสัมพันธ์ตามลาดับและนักท่องเท่ียวชาวต่างประเทศมี
ความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยววัดในเขตภาคกลางโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ย
สูงสุด ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการ รองลงมาได้แก่ ด้านการจัดการ ด้านส่ิงอานวยสะดวกในการ
เข้าถึง ด้านสถานท่ีประดิษฐานพระพุทธรูป และด้านส่ิงอานวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว
ตามลาดับเม่ือเปรียบเทียบความคิดเห็นและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาว
ต่างประเทศจะพบว่า นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นและความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยววัดในเขตภาค
กลาง แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ี .๑๕ โดยนักท่องเท่ียวชาวไทยจะมีความเห็นและความ
พึงพอใจในระดบั ทีส่ งู กว่านักท่องเท่ยี วชาวต่างประเทศทงั้ โดยรวมและในรายด้าน

๔. เส้นทางท่องเที่ยวสามารถแบ่งออกเป็น ๙ เส้นทางตามลักษณะของความโดดเด่นของ
สื่อพุทธศิลป์ดังน้ีเส้นทางท่ีหนึ่งวัดพระศักด์ิสิทธิ์เส้นทางที่สอง วัดพระนอน (ไสยาสน์) เส้นทางที่สาม
วัดพระนั่งเส้นทางที่สี่พระปราง / เจดีย์ใหญ่เส้นทางที่ห้าเส้นทางที่หกวัดกิจกรรมเส้นทางท่ีเจ็ดพระ
ท่ีมากับสายน้า เส้นทางที่แปดวัดเบญจภาคีเส้นทางที่เก้าวัดหลวงพ่อโตและผลการประเมินศักยภาพ
ของแหล่งท่องเที่ยว พบว่า วัดท่ีเป็นแหล่งท่องเท่ียว จานวน ๓๖ วัด มีศักยภาพมากท่ีสุดจานวน ๒๘
วดั และมีศักยภาพมากจานวน ๘ วดั

๑๒๖

๕. ผลกระทบการท่องเที่ยวท่ีมีต่อวัดและพระพุทธศาสนา มีดังน้ีคือ ๑) ผลกระทบ
ทางบวก คือ ชุมชนมีจติ สานึกเกิดการพัฒนาตนเองพ่ึงพาตนเองคดิ เป็น ทาเป็นมีความพยายามในการ
เรียนรู้พัฒนาเกดิ รายไดเ้ พิ่มขนึ้ มกี ารรวมตวั กนั สร้างความเขม้ แข็งในชุมชนนาไปสู่การพฒั นาที่ยั่งยืนท้ัง
ดา้ นเศรษฐกจิ ดา้ นสังคมวัฒนธรรมและด้านส่ิงแวดล้อมและนาไปสคู่ วามย่งั ยืนคอื การรวบรวมองค์

ความรู้ภูมิปัญญาสืบสานสืบทอดตลอดจนการนาไปใช้ประโยชน์ได้ และ ๒) ผลกระทบ
ด้านลบคือ ทาให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอาทิจานวนขยะท่ีเพ่ิมมากขึ้นจากนักท่องเท่ียวการใช้น้า
ระบบนิเวศธรรมชาติการรับวัฒนธรรมที่เข้ามาอย่างรวดเร็วเกิดกระแสการเลียนแบบมีความขัดแย้ง
ทางความคิดเสยี ความเป็นสว่ นตัวในการท่จี ะตอ้ งรองรับนกั ท่องเท่ียวและที่สาคัญคืออาจถึงกับสูญเสีย
เอกลกั ษณ์ของทอ้ งถน่ิ หากมกี ารตอบสนองความต้องการของนักทอ่ งเทยี่ วมากเกนิ ไป

๖. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการจัดการท่องเท่ียวของวัดในเขตภาคกลางประกอบด้วย
๑) ด้านการบริหารจัดการหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องมีความร่วมมือกันน้อยมาก จึงควรมีการสร้างความ
ร่วมมือกันในการบริหารจัดการเพิ่มมากขึ้น ๒) ด้านแหล่งท่องเท่ียวกับกิจกรรม การดาเนินกิจกรรม
บางชนิดยังส่งผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว ควรกาหนดกิจกรรมให้เหมาะสมกับแหล่งท่องเที่ยว ขีด
ความสามารถในการรองรับ และก่อให้เกิดผลกระทบให้น้อยที่สุด ๓) ด้านการบริการ ยังไม่ได้มุ่งเน้น
เรื่องการให้บริการและยังไม่มีการกากับดูแลด้านมาตรฐานการให้บริการ ควรส่งเสริมสนับสนุนการ
บริหารและให้บริการท่ีมีคุณภาพโดยคานึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เป็นระบบและยั่งยืน ๔)
ดา้ นสิ่งแวดลอ้ มและสภาพภูมทิ ัศนม์ ีการจัดสร้างและต่อเติมส่ิงแปลกปลอมขึน้ โดยมิรตู้ วั ก่อใหเ้ กิดการ
ทาลายภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยว ควรสร้างความสัมพันธ์ของชุมชนในการมีส่วน
ร่วมและจิตสานึกของการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ถ่องแท้ในคุณค่าของทรัพยากรกับกระบวนการการ
พัฒนาการท่องเท่ียว ๕) ด้านนักท่องเที่ยว ยังขาดจิตสานึกและความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์
ทรัพยากรทาให้แหล่งท่องเท่ียวน้ันเสื่อมโทรม ควรสร้างเสริมและเพ่ิมพูนความรู้ความเข้าใจจิตสานึก
ของนักท่องเท่ียวและเจ้าของท้องถ่ิน ให้ความรัก หวงแหน และรับผิดชอบต่อทรัพยากรท่องเที่ยว ๖)
ด้านชุมชนในแหล่งท่องเที่ยว ยังขาดจิตสานึกในการเป็นเจ้าของสถานที่ท่ีดีควรมีการส่งเสริมให้
ประชาชนในท้องถิ่นผเู้ ป็นเจ้าของแหลง่ ทอ่ งเทีย่ วเขา้ มามีส่วนร่วมในกจิ กรรมของวดั เพ่ิมมากข้ึน

๑๒๗

ตันติกร โคตรชารี๑๗๓ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทย ในการ
ทอ่ งเทย่ี วเชิงศาสนาพระธาตปุ ระจาวันเกิด จังหวัดนครพนม” ผลการศึกษาพบวา่ ผตู้ อบแบบสอบถาม
ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มอี ายุ ๑๕ - ๒๔ ปี มีการศกึ ษาอยูใ่ นระดบั ปรญิ ญาตรี ประกอบอาชพี นักเรียน/
นักศึกษา มีรายได้เฉล่ียต่อเดือนน้อยกว่า ๕,๑๑๑ บาท ส่วนใหญ่มีภูมิลาเนา/ท่ีพักอาศัย อยู่ในภาค
ตะวันออก เฉยี งเหนือดา้ นพฤติกรรมในการตัดสินใจท่องเทยี่ ว พบว่า มีวตั ถุประสงค์ในการเดินทางมา
ท่องเท่ียวท่ีพระธาตุประจาวันเกิดเพ่ือนมัสการพระธาตุ พาหนะท่ีใช้ในการเดินทางมายังพระธาตุประ
จาปเี กดิ คือรถยนตส์ ว่ นตวั การเดินทางมาท่องเท่ียวยงั พระธาตุประจาปเี กดิ ส่วนใหญ่มากับเพอ่ื น ไดร้ ับ
ข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวจากญาติ/เพ่ือน ส่วนใหญ่ไม่พักค้างคืน ใช้จ่ายเงินเพื่อการทาบุญซื้อ
เคร่ืองสักการะและเช่าวัตถุมงคล ท่ีพระธาตุประจาวันเกิด น้อยกว่า ๕๑๑ บาท ช่วงเวลาในการ
เดินทางมาท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเดินทางในวันหยุดนักขัตฤกษ์/เทศกาลอ่ืนๆ ส่วนใหญ่ไม่เคยเดินทาง
มายังแหล่งท่องเที่ยวแต่คิดว่าจะเดินทางมาเท่ียวซ้าอีกและจะแนะนาให้เพ่ือนหรือคนรู้จักเดินทางมา
ท่องเที่ยวพระธาตุประจาวันเกดิ ความต้องการในการแก้ไขปรับปรงุ แหล่งทอ่ งเที่ยว ในเร่อื งของข้อมูล
ของแหล่งท่องเที่ยวมากที่สุด พระธาตุประจาวันเกิดที่นิยมเดินทางไปนมัสการมากท่ีสุดคือ พระธาตุ
พนมด้านแรงจูงใจ พบว่า แรงจูงใจทางกายภาพอยู่ในระดับมากม่ีสุด (x = ๔.๓๑) แรงจูงใจทาง
ศาสนาอยู่ในระดบั มาก (x = ๓.๘๖) แรงจูงใจทางระหว่างบคุ คลอยู่ในระดบั มาก (x = ๓.๗๑) แรงจงู ใจ
ดา้ นสถานภาพหรือช่ือเสียงอยู่ในระดับมาก (x = ๓.๖๙) ด้านความพึงพอใจ พบว่า ด้านผลิตภัณฑ์อยู่
ในระดับมาก (x = ๓.๖๙) ด้านราคาอยู่ในระดับมาก (x = ๓.๖๖) ด้านสถานที่อยู่ในระดับมาก (x =
๓.๗๖) ด้านการส่งเสริมการตลาดอยู่ในระดับปานกลาง (x = ๓.๓๙) ด้านบุคคลอยู่ในระดับมาก (x =
๓.๗๖)ด้านกระบวนการอยู่ในระดับมาก (x = ๓.๔๒) ดา้ นส่ิงแวดล้อมทางกายภาพอยู่ในระดับมาก (x
= ๔.๑๕)

เนตรชนก นันที๑๗๔ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม
กรณีศึกษาชุมชนวัดพระบาทห้วยต้ม อาเภอลี้ จังหวัดลาพูน” พบว่าด้านองค์ประกอบของแหล่ง
ท่องเท่ียวของชุมชนวัดพระบาทห้วยต้มในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ท้ัง ๓ ด้าน

๑๗๓ ตันติกร โคตรชารี, “พฤติกรรมนักท่องเทีย่ วชาวไทย ในการท่องเทย่ี วเชิงศาสนาพระธาตปุ ระจาวัน
เกดิ จังหวดั นครพนม”, การศึกษาอิสระปริญญาบริหารธุรกจิ มหาบณั ฑิต, (บัณฑิตวทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั ขอนแก่น
, ๒๕๕๕), บทคัดย่อ.

๑๗๔ เนตรชนก นันที, “การพฒั นาการทอ่ งเที่ยวทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษาชมุ ชนวัดพระบาท ห้วยต้ม
อาเภอล้ี จังหวัดลาพูน”, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,
๒๕๔๔), บทคดั ยอ่ .

๑๒๘

คอื ด้านส่ิงดงึ ดูดใจ ด้านความสะดวกในการเข้าถึง และด้านสิ่งอานวยความสะดวก แต่มีจุดออ่ นอยู่ ๒
จุดในองค์ประกอบส่งิ อานวยความสะดวก คือ การใหบ้ รกิ ารอาหารและเคร่ืองดมื่ ท่ไี ม่หลากหลาย และ
การขาดการให้บริการด้านข้อมูล ส่วนแนวทางการจัดการที่เหมาะสมสาหรับการพัฒนาเป็นแหล่ง
ท่องเทยี่ วทางวัฒนธรรมน้ัน ผู้ใหข้ ้อมูลหลักไดร้ ่วมกนั วางแนวทางการจดั การไว้ ๔ ด้าน คือ การจดั การ
ด้านการจัดการโครงสร้างองค์กรการท่องเท่ียว การจัดการด้านบุคลากร การจัดการระบบการดาเนิน
งานและการจัดรายการนาเท่ยี ว แต่พบว่ามีข้อจากดั คอื ยังไม่มีนกั ท่องเทีย่ วเข้ามาเที่ยวในชุมชนแห่งนี้
เพราะยงั ไมม่ ีการประชาสัมพันธ์เพียงพอสง่ ผลใหช้ มุ ชนยงั ไมม่ โี อกาสฝึกทักษะในการลงมอื ปฏิบัติการ

พระมหาสุทิตย์ อาภากโร และคณะ๑๗๕ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การพัฒนารูปแบบและ
กระบวนการจัดการท่องเทยี่ วทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย” วัตถปุ ระสงคห์ ลกั ของแผนงานวิจัย
๑) เพื่อศึกษารปู แบบ กิจกรรม อตั ลกั ษณ์และกระบวนการจัดการเพ่ือการท่องเที่ยวของวัดทเ่ี ปน็ แหล่ง
ท่องเท่ียวในประเทศไทย ๒) เพ่ือศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเท่ียว ๓) เพ่ือศึกษาสารวจเส้นทางและ
ประเมินทรพั ยากรการท่องเท่ียวของวัดท่ีเป็นแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่างๆ ๔) เพ่ือศึกษาการมีส่วน
ร่วมของชุมชนในการส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา และ ๕) เพ่ือวิเคราะห์ระบบ
ความสัมพันธ์และผลกระทบของการท่องเท่ียวท่ีมีต่อวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา การศึกษาคร้ังนี้
เป็นการวิจัยแบบผสมผสานโดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลท้ังในเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพ จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในสังคมไทยจานวน ๑๕๑ วัด จากกลุ่มตัวอย่าง
พระสงฆ์นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการในแต่ภูมิภาคๆ ละ ๒๕๑ราย แล้วนาข้อมูลมาวิเคราะห์
สังเคราะหเ์ พอื่ ให้เหน็ ทิศทางของการท่องเทยี่ วทางพระพุทธศาสนาและวฒั นธรรมในสังคมไทยดงั นี้

๑. ผลการศึกษาเส้นทางท่องเที่ยวของวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวในสังคมไทย พบว่า มี
เส้นทางการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาที่หลากหลาย ในมิติของความเช่ือทางพระพุทธศาสนา
ประวัติศาสตร์กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรมท้องถ่ิน โดยวัดท่ีมีความงดงามทางด้าน
พทุ ธศิลปกรรมและความเช่ือเร่ือง “พระพุทธรูปศักด์ิสิทธิ์” จะเปน็ เส้นทางทอ่ งเท่ียวท่ีได้รับความนิยม
สูงมาก

๒. ผลการศึกษารูปแบบ กิจกรรม อัตลักษณ์และกระบวนการจัดการเพื่อการท่องเที่ยว
ของวัดท่ีเป็นแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้นพบว่า รูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวจะปรากฏ

๑๗๕ พระมหาสุทติ ย์ อาภากโร, ดร. และคณะ, “การพัฒนารปู แบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียว
ทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย”, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวิจัย
แหง่ ชาติ (วช.) และสานักงานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๖), บทคัดยอ่ .

๑๒๙

ตามอัตลักษณ์ที่สาคัญตามคติความเช่ือของพระพุทธศาสนาและความเช่ือของท้องถิ่นแต่ละภูมิภาค
และมีกระบวนการจัดการที่แตกต่างกันไปตามอัตลักษณ์ของวัดน้ัน โดยมีรูปแบบ กิจกรรม อัตลักษณ์
และกระบวนการจัดการเพ่ือการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันใน ๕
ด้าน คือ ๑) รูปแบบกิจกรรมการท่องเท่ียวตามศรัทธาความเช่ือในพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ๒) รูปแบบ
และกิจกรรมการทอ่ งเท่ียวตามคติความเชื่อทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น ๓)
รูปแบบและกิจกรรมการท่องเท่ียวตามความงดงามของแหล่งพุทธศิลปกรรม ๔) รูปแบบและกิจกรรม
การท่องเที่ยวตามแหล่งประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ของบ้านเมือง และ ๕)
รูปแบบและกจิ กรรมการทอ่ งเที่ยวเพือ่ การปฏบิ ตั ิธรรมและกจิ กรรมทางพระพุทธศาสนา

๓. กระบวนการจัดการท่องเท่ียวของวัดในสังคมไทย พบว่า มีกระบวนการจัดการ
ทรัพยากรการท่องเท่ียวของวัดในมิติท่ีหลากหลายทั้งในเชิงกายภาพ การพัฒนาสังคม การพัฒนา
จรยิ ธรรม การจัดกิจกรรมเชิงพุทธ และการส่งเสรมิ การปฏบิ ตั ธิ รรม

๔. การประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยวของวัดท่ีเป็นแหล่งท่องเที่ยวในสังคมไทย ทั้งใน
ด้านกายภาพ/สภาพแวดล้อม การจัดการพุทธศิลปกรรมภายในวัด การรองรับด้านสังคมและ
วัฒนธรรม การให้คุณค่าทางจิตใจและปัญญาตามหลักพุทธศาสนา การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนและ
การพัฒนาสงั คมพบวา่ วัดท่ีเปน็ แหลง่ ท่องเทยี่ วสว่ นใหญ่มศี กั ยภาพและขีดความสามารถในการรองรับ
ทางการท่องเท่ียวได้ในระดับดีมีเพียงบางวัดท่ีมีความสามารถในการจัดการเชงิ การท่องเท่ียวในระดบั ดี
มาก และก็มีอีกหลายวดั ทย่ี ังมขี อ้ จากดั ในการพัฒนากจิ กรรมเพื่อส่งเสรมิ การท่องเทย่ี ว

๕. การมีส่วนร่วมของชุมชนในการส่งเสริมการทอ่ งเที่ยวทางพระพุทธศาสนา พบว่า มี ๓
ลักษณะ ได้แก่ ๑) การมีสว่ นร่วมและการจัดการในเชิงอานวยการ ๒) การมสี ่วนร่วมและการจดั การใน
เชิงอานาจ และ ๓) การมีส่วนรว่ มและการจัดการในเชงิ การสนบั สนุน

๖. ความสมั พนั ธข์ องการท่องเทยี่ วทางพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม พบวา่ องคก์ รต่างๆ
เข้ามามีส่วนร่วมและมีความสัมพันธ์ในลักษณะของการเก้ือกูลต่อกันในทุกมิติทั้งใน เร่ืองของการใช้
อานาจเชิงกฎหมาย การอานวยการและการสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนากิจกรรมการท่องเท่ียวใน
พ้ืนท่ีตา่ งๆ และการสนบั สนุน โดยมีองคป์ ระกอบทีก่ ่อให้เกิดความสัมพันธ์ตอ่ กนั ของการทอ่ งเท่ียวทาง
พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมท่ีสาคัญ คือ กลุ่มคน สถานท่ีท่องเที่ยว กลไกการตลาด การจัด
กิจกรรมท่องเที่ยว การเสริมสร้างความสัมพันธ์องค์กรการจัดการและผลประโยชน์ซึ่งองค์ประกอบ
ทั้งหมดจะต้องมกี ระบวนการทเี่ ก้อื หนนุ กนั

๗. ผลกระทบของการท่องเท่ียวท่ีมีต่อวัดและวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา พบว่า มี
ผลกระทบท้ังในบวกและทางลบ เช่น การก่อให้เกิดรายได้การแลกเปล่ียนเรียนรู้ส่วนกระทบทางลบ
เช่นการขาดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม การทาลายส่ิงแวดล้อม เป็นต้น โดยมีปัญหา อุปสรรคการ

๑๓๐

จัดการด้านท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาหลายประการ เช่น ปัญหาความเส่ือมโทรมของวัดที่เป็น
แหล่งท่องเท่ียวปัญหาด้านสาธารณูปโภคและสวสั ดิภาพของนักท่องเท่ียว ปัญหาการรกั ษาเอกลักษณ์
ทางวัฒนธรรม ปัญหาด้านการจัดการท่องเท่ยี ว ปญั หานิติบุคคลซ้าซ้อน ปญั หาเรอ่ื งการบริหารจดั การ
ภายในวัดเป็นต้น ดังนั้น วัด ชุมชนและภาคีที่เกี่ยวข้องจะต้องดาเนินการอย่างเหมาะสมเพ่ือความ
ยัง่ ยืนของการเรยี นรู้และการพัฒนาจิตใจและสงั คม

พระใบฎีกาเสน่ห์ ญาณเมธี, ดร. และคณะ๑๗๖ ไดศ้ ึกษาวจิ ัยเรอ่ื ง “การศกึ ษารปู แบบและ
กระบวนการจัดการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาในภาคเหนือ : กระบวนการเรียนรู้สู่การสร้างสรรค์
เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม” การศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียวทาง
พระพุทธศาสนาในภาคเหนือ :กระบวนการเรียนรู้สู่การสร้างสรรค์เชิงประวัตศิ าสตร์และวัฒนธรรม มี
วัตถุประสงค์ ๕ ประการ คือ(๑) เพื่อศึกษารูปแบบ กิจกรรม อัตลักษณ์ และกระบวนการท่องเท่ียว
ทางพระพุทธศาสนาในภาคเหนือ (๒) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวและกระบวนการส่งเสริม
การเรียนรู้ของแหล่งท่องเท่ยี วประเภทวดั ทม่ี คี วามสัมพันธก์ ับประวตั ศิ าสตร์และวฒั นธรรมของท้องถิ่น
ในมิติของการจัดการการท่องเที่ยว (๓) เพ่ือศึกษาเส้นทางและประเมินทรัพยากรการท่องเท่ียวทาง
พระพุทธศาสนาในภาคเหนือ (๔) เพ่ือเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาใน
ภาคเหนือ และ (๕) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการท่องเที่ยวท่ีมีต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทาง
พระพุทธศาสนา และแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวประเภทวัดในภาคเหนือ สรุปผลการวิจัยได้
ดังน้ี

๑. ผลการสารวจรูปแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวของวัดในภาคเหนือ ๔ กลุ่มวัด รวม
ทั้งส้ิน ๔๕ วัด ดังนี้ ๑) กลุ่มวัดที่มีกิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงวัตถุธรรมที่เน้นความเป็นพุทธศิลป์
จานวน ๖ วัด ๒) กลุ่มวัดที่มีกิจกรรมการท่องเท่ียวเชิงคติธรรมที่เน้นกิจกรรมเก่ียวกับความศรัทธา
ความเชื่อ และประเพณวี ัฒนธรรม จานวน ๒๑ วดั ๓) กลุ่มวดั ที่เป็นแหล่งเรยี นร้เู ชงิ ประวัตศิ าสตร์และ
พระพุทธศาสนา จานวน ๑๕ วัด ๔) กลุ่มวัดท่ีเป็นแหล่งเรียนรู้การปฏิบัติธรรมตามหลักวิปัสสนา
กมั มัฏฐาน จานวน ๔ วัด อัตลักษณแ์ ละกระบวนการท่องเท่ียวเชงิ สร้างสรรค์ของวดั ในภาคเหนือ สรุป
กิจกรรมเป็นเปน็ รายจังหวัดได้ดงั นี้

๑) จังหวดั เชยี งใหม่ จัดกจิ กรรมไหว้พระ ๙ วดั นามมงคล ในเขตอาเภอเมืองเชียงใหม่

๑๗๖ พระใบฏีกาเสน่ห์ ญาณเมธี, ดร. และคณะ, “การศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียว
ทางพระพุทธศาสนาในภาคเหนือ : กระบวนการเรียนรู้ส่กู ารสรา้ งสรรค์เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม”, รายงาน
วิจัยฉบับสมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ (วช.) และสานักงานกองทุนสนับสนุน
การวจิ ยั (สกว.), ๒๕๕๖), บทคดั ย่อ.

๑๓๑

๒) จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเส้นทางท่องเที่ยว ๓๖๕ วันอัศจรรย์แห่งขุนเขาไหว้พระ ๙
วัดในเขตตัวเมืองแมฮ่ ่องสอน

๓) จังหวัดลาพูน จัดโครงการจาริกบุญ ไหว้พระ ๙ วัดลาพูน เมืองบุญหลวงแห่ง
ลา้ นนาในเขตตวั เมอื งลาพูน

๔) จังหวัดเชียงราย จัดโครงการธรรมทัศนาจรไหว้พระวัดมงคลนาม ๙ วัด ในเขตตัว
เมืองจังหวัดเชยี งราย

๕) จงั หวัดน่าน จัดกิจกรรมไหวพ้ ระ ๙ วดั ขอพรเสริมสริ มิ งคล ในเขตตวั เมอื งน่าน
๖) จังหวดั พะเยา จัดกิจกรรมไหวพ้ ระ ๙ วัด ในเขตตวั เมอื งพะเยาและอาเภอเชยี งคา
๗) จังหวัดแพร่ จดั โครงการ สบิ น้ิววันทา ไหวส้ า ๙ พระธาตุ ในเขตตัวเมืองและอาเภอ
ตา่ ง ๆ
๘) จังหวัดลาปาง จัดโครงการหมู่บ้านวัฒนธรรมนาเที่ยวไหว้พระ ๙ วัดมีศรี นามเป็น
มงคล ในเขตอาเภอเมืองลาปาง
๙) จังหวัดตาก จัดโครงการไหว้พระ ๙ วัด สร้างบุญเสรมิ บารมี เชื่อมไมตรี ๒ แผ่นดิน
ไทย–เมยี นมารใ์ นเขตอาเภอแม่สอดและเมืองเมียวดี
๑๐) จังหวัดพษิ ณุโลก จดั กิจกรรมไหว้พระ ๙ วดั ดังในเมอื งพิษณโุ ลก
๑๑) จงั หวดั สโุ ขทัย เปิดเส้นทางสกั การะ ๙ มงคล เมืองมรดกโลกสโุ ขทัย
๑๒) จังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรมไหว้พระ ๙ วัด เพ่ือเสริมสิริมงคล ภายใน ๑ วัน ใน
เขตอาเภอเมืองและอาเภอลับแล

๒. ผลการสารวจการเดินทางท่องเที่ยววัดในภาคเหนือของประเทศไทย พบว่า
นักท่องเท่ียวที่มีความพึงพอใจต่อสถานท่ีท่องเที่ยวและการจัดการท่องเที่ยวโดยรวม ระดับมาก
(คา่ เฉล่ีย ๓.๖๖) เรยี งตามลาดบั คือ ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยว ดา้ นส่ิงอานวยความสะดวก ด้านกล
ยทุ ธ์การท่องเที่ยว ดา้ นบุคลากร ระดบั ปานกลาง (คา่ เฉล่ยี ๓.๒๗) และด้านประชาสัมพันธ์ ระดบั ปาน
กลาง (ค่าเฉล่ีย ๒.๘๗) กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ของวัดในภาคเหนือ มีประเด็นสาคัญ ๔
ประเด็น คือ (๑)การจัดการด้านพ้ืนที่ มีการจัดทาผังการใช้สอยพ้ืนที่ของวัดตามบทบาทหน้าท่ี
(๒) การจัดการด้านแผนพัฒนา มีการจัดทาแผนพัฒนาวัดทงั้ ในระยะส้ันและระยะยาว (๓) การจัดการ
ด้านบุคลากร มีกระบวนการจัดการบุคลากร และ (๔) การจัดการด้านระบบการส่ือความหมาย การ
ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิตใจและสังคมของวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และเพ่ือการ
ส่งเสริมการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาจติ ใจและสงั คม มกี ารพฒั นาทางดา้ นระบบส่ือความหมายของวดั

๓. เส้นทางและการประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยวของวัดในภาคเหนือ ๓ เส้นทาง คือ
เส้นทางที่ ๑ เส้นทางการท่องเท่ียวตามรอยตานานพระเจ้าเลียบโลก จานวน ๑๗ วัด เส้นทางท่ี ๒

๑๓๒

เส้นทางการท่องเที่ยวตามรอยคติความเชื่อธาตุ จานวน ๑๒ วัด และ เส้นทางท่ี ๓ เส้นทางการ
ท่องเท่ียวตามรอยวัดสาคัญทางประวตั ิศาสตร์และการท่องเท่ียว จานวน ๒๓ วัด ส่วนผลการประเมิน
ทรัพยากรการท่องเท่ียวของวัดในภาคเหนอื จาแนกได้ ๔ ลักษณะ คือ ๑) ความสามารถในการรองรับ
ด้านเศรษฐกิจ ๒) ความสามารถในการรองรับด้านกายภาพ ๓) ความสามารถในการรองรับด้าน
นิเวศวทิ ยา และ ๔) ความสามารถในการรองรับทางความรู้สึก

๔. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาใน
ภาคเหนือ แบ่งออกเปน็ ๔ กลมุ่ คือ ๑) กลุ่มนักท่องเทย่ี ว ๒) กลุ่มธุรกิจการทอ่ งเท่ียว ๓) รฐั บาล และ
๔) กลมุ่ พระสงฆ์ในวัดและชาวบ้านในชุมชน

๕. ผลกระทบของการท่องเที่ยวทม่ี ีต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของวดั ในภาคเหนือ พบว่า(๑)
ปัญหาความเส่ือมโทรมของวัดท่ีเป็นแหล่งท่องเที่ยวภาคเหนือบางแห่ง (๒) ปัญหาด้านสาธารณูปโภค
และสวัสดิภาพของนักท่องเที่ยว (๓) ปัญหาการรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม (๔)ปัญหาด้านการ
จัดการท่องเท่ยี ว และ (๕) ปัญหาการมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารจดั การโดยท้องถิน่

พระสรวิชญ์ อภิปญฺโญ และคณะ๑๗๗ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “รูปแบบและกระบวนการ
จัดการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภาคใต้: การสื่อสารคุณค่าและการพัฒนาเชิงบูรณาการ มี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ๑) เพื่อศึกษารูปแบบกิจกรรม อัตลักษณ์ และกระบวนการท่องเที่ยวทาง
พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ๒) เพ่อื ศึกษาพฤตกิ รรมของนกั ท่องเทยี่ วและกระบวนการการส่ือสารคุณค่า
ของแหล่งท่องเที่ยวประเภทวัดที่มีความสัมพันธ์ กับการกระบวนการพัฒนาเชิงบูรณาการในมิติของ
การท่องเที่ยวและการสร้างสังคมสมานฉันท์ ๓) เพ่ือศึกษาเส้นทางและประเมินทรัพยากรการ
ท่องเท่ียว ทางพระพุทธศาสนาในภาคใต้ ๔) เพ่ือเสริมสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวทาง
พระพุทธศาสนาในภาคใต้ และ ๕)เพ่ือวิเคราะห์ผลกระทบของการท่องเท่ียวท่ีมีต่อวิถีชีวิตและ
วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา และแนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทวัดในภาคใต้ผล
การศึกษาพบว่าเส้นทางการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภาคใต้มี ๓ รูปแบบได้แก่ ๑) เส้นทาง
พุทธธรรมเชิงบูรณาการ: การท่องเที่ยวตามจารึกประวัติศาสตร์ศรีวิชัย เเละพระธาตุเเดนใต้ ๒)
เส้นทางท่องเท่ียว เชิง ธรรมะ ๓) เส้นทางท่องเที่ยววิถีชีวิตคู่วิถีธรรม: เส้นทางธรรม เเหล่งท่องเท่ียว
ศูนย์รวมจิตใจชุมชน โดยแต่ละเส้นทางมีความโดเด่นและคุณค่าทางพระพุทธสาสนาท่ีสามารถส่อื สาร

๑๗๗ พระสรวิชญ์ อภิปญฺโญ และคณะ, “การศึกษารูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียวทาง
พระพุทธศาสนาในภาคใต้ : การส่ือสารคุณค่าและการพัฒนาเชิงบูรณาการ”, รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์,
(กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.),
๒๕๕๖), บทคัดย่อ.

๑๓๓

หลักธรรม ตลอดจนความโดเด่นเชิงสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรมท้องถ่ินท่ีแตกต่างกันออกไปดังน้ัน
หากภาครัฐและภาคท้องถ่ิน ให้ความสนใจในการพัฒนาความโดดเด่นของแต่ละวัดในเส้นทางการ
ท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในภาคใต้ จนสามารถยกระดับมาตรฐานองค์ความรู้ การบริหารจัดการ
ท่ีเหมาะสมกับสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมท่ีกาลังเปลี่ยนไปของสังคมไทย การท่องเที่ยวลักษณะ
เช่นนี้จะเป็นอีกหน่ึงทางเลือกสาหรับการท่องเท่ียวของไทยในอนาคตสาหรับการประเมินทรัพยากร
การทอ่ งเทีย่ วของวดั ในภาคใต้ จากการศกึ ษาพบว่า

แหล่งท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาในภาคใต้ส่วนใหญ่ มีความพร้อมในการรองรับการ
ท่องเท่ียวในระดับชาติได้ อย่างไรก็ตามท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยไปสู่สังคมอาเซียน
และสังคมนานาชาติในอนาคต มาตรฐานด้านการทาแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในระยะยาว การ
ประชาสัมพันธ์การจัดการสิ่งแวดล้อมตลอดจนการจัดการสิทธิประโยชน์ยังเป็นประเด็นที่ต้องการการ
จัดการอย่างเป็นมาตรฐาน และเน่ืองจากพื้นที่ท่ีเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนานั้นมี
ลักษณะเฉพาะทางกฎหมาย ตลอดจนความสาคัญทางประวัติศาสตร์สังคม วัฒนธรรมและวิถีชีวิต
ความเช่ือของแต่ละท้องถ่ิน การพัฒนาและยกระดับไปสู่มาตรฐานสากล จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่
ภาครฐั ภาคท้องถน่ิ ภาคประชาสงั คมตอ้ งให้ความรว่ มมือรว่ มกนั ในการผลกั ดนั ยุทธศาสตรด์ ังกล่าว

แมช่ กี ฤษณา รกั ษาโฉม๑๗๘ ไดศ้ กึ ษาวจิ ัยเร่ือง “รปู แบบและกระบวนการจัดการท่องเทยี่ ว
ทางพระพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : กระบวนการเปลี่ยนแปลง เส้นทางบุญสู่เส้นทาง
ธรรม”วัตถุประสงค์ของงานวิจัยน้ีเพ่ือ (๑) เพ่ือศึกษารูปแบบ กิจกรรม อัตลักษณ์ และกระบวนการ
ท่องเท่ียวทางพระพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (๒) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเท่ียว
และกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้และการสื่อสารคุณค่าของแหล่งท่องเท่ียวประเภทวัดท่ีมี
ความสัมพันธ์กับกระบวนการเปล่ียนแปลงจากเส้นทางบุญสเู่ ส้นทางธรรม (๓) เพ่ือศึกษาเส้นทางและ
ประเมินทรัพยากรการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมการ
ท่องเท่ียวเพื่อการเรียนรู้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (๔) เพ่ือศึกษาวิเคราะห์สภาพปัญหาและ
ผลกระทบของการท่องเที่ยวท่ีมีต่อวิถีชีวิตและวัฒ น ธรรมทางพระพุทธศาสนาในภ าค
ตะวันออกเฉียงเหนือวิธีการดาเนินการวิจัยประกอบด้วยวิธีวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากหนังสือ

๑๗๘ แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม,ดร.และคณะ, “รูปแบบและกระบวนการจัดการท่องเท่ียวทางพระพุทธ
ศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : กระบวนการเปลี่ยนแปลง เส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรม”, รายงานวิจัยฉบับ
สมบูรณ์, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว.), ๒๕๕๖), บทคัดย่อ.

๑๓๔

ประวัติวัด เอกสารแผ่นพับ จิตรกรรมฝาผนัง การวิจัยเชิงสารวจโดยใช้แบบสอบถามสาหรับเก็บ
รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติจานวน ๓๑๑ ชุด แบบสอบถามและ
สัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าอาวาส พระเถระและผู้เกี่ยวข้องภายในวัดจานวน ๓๑ ชุด/รูป ประชุมเสวนา
วิชาการมีผเู้ ข้าร่วมกว่า ๑๑๑ คน การประชุมกลุ่มย่อยพระสงฆ์และชุมชนจานวนกว่า ๒๑ รูป/คน ซึ่ง
สามารถสรุปผลการวิจัย ไดด้ งั นี้

จากวัดกลุ่มตัวอย่าง ๓๑ วัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทาง
พระพุทธศาสนา พบว่าเส้นทางการท่องเท่ียวมี ๒ รูปแบบ ๓ เส้นทาง ดังน้ี รูปแบบท่ี ๑) เส้นทางบุญ
ซึ่งประกอบด้วย ๒ เส้นทาง คือ เส้นทางตานานองค์พระธาตุและเส้นทางอภิวาทพระพุทธรูปคู่บ้าน
พระอริยสงฆ์คู่เมือง รูปแบบที่ ๒) เส้นทางธรรม คือ เส้นทางรุ่งเรืองในพุทธธรรม แต่ละเส้นทางมีอัต
ลักษณ์และกระบวนการท่องเท่ียว ดังนี้ ๑) เส้นทางตานานองค์พระธาตุ มีพระบรมสารีริกธาตุของ
พระพุทธเจ้าเป็นแหล่งดึงดูดทาให้นักท่องเที่ยวเกิดเป้าหมายในการเดินทางกราบไหว้แสวงบุญ มี
ท้ังหมด ๑๑ พระธาตุ ๒) เส้นทางอภิวาทพระพุทธรูปคู่บ้านพระอริยสงฆ์คู่เมือง มีพระพุทธรูป
ศกั ดส์ิ ทิ ธิ์และพระอริยสงฆ์เป็นแหลง่ ดึงดูด ซึ่งนักท่องเทยี่ วมีความเชื่อวา่ ไหว้พระพทุ ธรปู และทาบุญกับ
พระอริยสงฆ์ได้บุญมาก ได้ช่ือว่าเดินตามรอยพระอริยสงฆ์ และยังมีรูปแบบการปฏิบัติธรรมท่ียังสืบ
ทอดมาจนถึงทุกวันน้ีมีทั้งหมด ๑๑ วัด ๓) เส้นทางรุง่ เรอื งในพุทธธรรม วัตถุประสงคข์ องการไปคือเพ่ือ
ปฏิบัติธรรม หวังเพิ่มบุญส่ังสมความสงบ แสวงหาความจริงของชีวิต ลดความวุ่นวาย หวังการบรรลุ
ธรรม ปฏบิ ัตติ ามแนวทางท่พี ระอริยสงฆป์ ฏบิ ัตไิ ว้เป็นแบบอย่าง

จากการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการเปลี่ยนแปลงจากเส้นทางบุญสู่เส้นทาง
ธรรม พบว่าเส้นทางท่องเท่ียว ๓ เส้นทาง สามารถเปล่ียนแปลงรูปแบบท่องเที่ยวได้ เส้นทางบุญ
สามารถเปล่ียนเป็นเส้นทางธรรมได้ ในทานองเดียวกันเส้นทางธรรมสามารถเปล่ียนกลับเป็นเส้นทาง
บุญได้ เมื่อมีปัจจัยเข้ามากระตุ้น เช่น เส้นทางการไหว้พระธาตุและพระพุทธรูปมีนักท่องเที่ยวจานวน
มาก ทาให้ขาดความสงบทาให้เริ่มมีการจัดการแบ่งพื้นที่ทาบุญกับพื้นที่ปฏิบัติธรรมให้เห็นส่วน
เส้นทางปฏิบัติธรรมและเส้นทางไหว้พระอริยสงฆ์ซ่ึงมีความเงียบสงบ เดิมเคยมีนักท่องเที่ยวเดินทาง
มาทาบุญและปฏบิ ตั ิธรรมจานวนมากครง้ั ที่พระอริยสงฆ์ยังมีชีวิตอยู่ นอกจากนเ้ี สน้ ทางทั้งสองเส้นนี้ มี
การผสมผสานกันสลบั ไปสลับมา อันเนื่องจากกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและกิจกรรมทางประเพณี
ทาให้เกิดเส้นทางบุญสู่เส้นทางธรรมและจากแบบสอบถามพบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนมากเป็น
สุภาพสตรี สถานภาพโสด อายุเฉลี่ย ๒๑-๓๑ ปี การศึกษาส่วนใหญ่ปริญญาตรเี ดินทางท่องเท่ียวเป็น
คณะ ทราบข้อมูลจากญาติและเพื่อน ให้ความสนใจในการไหว้พระธาตุเป็นส่วนมาก นักท่องเที่ยว
ชาวต่างชาติส่วนใหญ่เป็นชาย สถานภาพโสดอายุเฉลี่ย ๒๑-๓๑ ปีการศึกษาระดับปริญญาตรี มา
ท่องเท่ียวกับครอบครัว โดยบริษัทนาเที่ยว เคยมาเมืองไทยมากกว่า ๒ ครั้ง การท่องเท่ียวท่ีมีต่อวิถี

๑๓๕

ชีวิตและวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่าพระสงฆ์มีการต่ืนตัวและ
ปรับปรุงวัดเพ่ือรองรับนักท่องเท่ียว เกิดการสร้างงาน การพัฒนาสาธารณูปโภคภายในวัด ใน
ขณะเดียวกนั ภาระของพระสงฆ์ในการต้อนรับนักทอ่ งเทย่ี วเพ่ิมมากข้ึนรบกวนการปฏบิ ตั ิธรรมและบาง
วัดยังไม่มีการแบ่งพ้ืนที่ระหว่างนักท่องเท่ียวและที่พักพระสงฆ์แม้ว่าการท่องเท่ียวจะนามาซึ่งรายได้
จานวนมากถึงกระน้ันวัดก็ได้กระจายรายได้ไปสู่ชุมชนในรูปแบบการ บาเพ็ญประโยชน์ เช่นมอบ
ทุนการศึกษา นอกจากน้ียังพบว่าชุมชนท้องถิ่นไม่แสดงอัตลักษณ์ทางท่องเท่ียวยกเว้นงานเทศกาล
ประจาปี

ปาริฉัตร อิ้งจะนิล๑๗๙ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมนักท่องเท่ียวชาวไทยต่อการ
ท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ในรูปแบบตลาดเก่า กรณีศึกษาตลาดคลองสวน ๑๑๑ ปี จังหวัดสมุทรปราการ”
ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง ๓๕-๔๔ ปี ระดับการศึกษา
ปริญญาตรี ส่วนใหญ่มีอาชีพพนกั งานเอกชน มรี ายได้ต่อเดือนระหว่าง ๑๑,๑๑๑-๑๕,๑๑๑ บาท และ
สว่ นใหญ่มีภูมิลาเนาที่พักอาศัยอยู่ในกรงุ เทพมหานคร ด้านพฤติกรรมและแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการ
เดินทางท่องเท่ียวพบว่า วัตถุประสงค์ในการเดินทางเพ่ือพักผ่อน / เที่ยวชมตลาด ส่วนใหญ่เดินทาง
โดยรถยนตส์ ่วนตัว เดนิ ทางมากับครอบครวั กลุ่มตัวอย่างไดร้ ับข้อมูลจากญาติ / เพอื่ น สว่ นใหญไ่ ม่พัก
ค้างคืนการใช้จ่ายเงินต่อคร้ังระหว่าง ๕๑๑-๑,๑๑๑ บาท เดินทางท่องเท่ียวในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์
ส่วนใหญ่มาท่องเที่ยวคร้ังแรกและจะเดินทางกลับมาเท่ียวอีกครั้ง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะแนะนาให้
บุคคลอ่ืนเดินทางมาท่องเที่ยวและต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขในเร่ืองของข้อมูลของแหล่งท่องเท่ียวมาก
ทีส่ ุด แรงจูงใจทางกายภาพท่ีมีอิทธพิ ลต่อการเดินทางท่องเท่ียว พบว่า เป็นแหล่งท่องเท่ียวแบบตลาด
เก่าโบราณย้อนยุค แรงจูงใจทางวัฒนธรรม พบว่า เพ่ือศึกษาเรียนรู้วัฒนธรรมและการรักษาเอกรักษ์
ของชุมชน แรงจูงใจระหว่างบุคคล พบว่า เพ่ือเดินทางจากสภาพความเป็นอยู่เดิม และแรงจูงใจ
ทางด้านสถานภาพหรือชื่อเสียง พบว่า เป็นการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาด้านความพึงพอใจต่อ
ส่วนประสมทางการตลาดของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์ ระดับปาน
กลางความพึงพอใจด้านราคา ระดับปานกลาง, ความพึงพอใจด้านสถานที่ระดับปานกลาง, ความพึง
พอใจดา้ นการส่งเสริมการขาย ระดับปานกลาง, ความพึงพอใจด้านบคุ คลระดบั มากความพึงพอใจดา้ น
กระบวนการ ระดบั ปานกลาง, และความพงึ พอใจด้านสิ่งแวดลอ้ มทางกายภาพ ระดับมาก

๑๗๙ ปาริฉัตร อ้ิงจะนิล, “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในรูปแบบตลาด
เก่า กรณีศึกษาตลาดคลองสวน ๑๑๑ ปีจังหวัดสมุทรปราการ”, วิทยานิพนธ์ปริญญานิพนธ์บริหารธุรกิจมหา
บณั ฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , ๒๕๔๕), บทคดั ย่อ.

๑๓๖

ปิยะวดี หิริกมล๑๘๐ (๒๕๔๕) ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมการท่องเท่ียวของนักท่องเท่ียวชาว
ไทยต่อการท่องเท่ียวในจังหวัดสุโขทัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเท่ียวชาวไทย
ต่อการท่องเที่ยวในจังหวัดสุโขทัย และหามูลเหตุจูงใจที่ทาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยไปเที่ยวในจังหวัด
สโุ ขทัย ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตวั อย่างเพศหญิง และเพศชายมสี ัดส่วนใกล้เคียงกนั มีอายุระหว่าง ๒๓
- ๓๑ ปี สว่ นใหญ่เป็นคนโสด การศึกษาระดับมัธยมศกึ ษา และอาชีวศึกษา มีรายไดร้ ะหว่าง ๕,๑๑๑ -
๑๑,๑๑๑ บาท ทางานในบริษัท เอกชน การเดินทางไปจังหวัดสุโขทัยเพื่อศึกษาหาความรู้ทาง
ประวตั ิศาสตรเ์ ปน็ สว่ นใหญไ่ ม่พกั คา้ งคืน ประทับใจในความสวยงาม แต่ตอ้ งการให้ปรบั ปรุงเร่ืองความ
สะอาดของแหล่งท่องเที่ยว และจะกลับไปเท่ียวอีกแน่นอน การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล
พ้ืนฐานของประชากร กับพฤติกรรมการท่องเท่ียว พบว่า อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพมี
ความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .๑๕ สาหรับความสัมพันธ์
ระหว่างข้อมูลพ้ืนฐานของประชากรกับมูลเหตจุ ูงใจใน การตัดสินใจไปท่องเที่ยวท่ีจังหวัดสุโขทัยพบว่า
อายุ และสถานภาพสมรส มีความสัมพนั ธก์ ับมูลเหตุจูงใจ อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิ ท่ีระดับ .๑๕ สว่ น
ความสัมพันธ์ระหว่างมูลเหตุจูงใจในการตัดสินใจไปท่องเที่ยวจังหวัดสุโขทัยกับพฤตกรรมการ
ท่องเท่ียวนั้นพบว่ามูลเหตุจูงใจด้านผลติภัณฑ์มีความสัมพันธ์ พฤติกรรมการพฤติกรรมการท่องเท่ียว
ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .๑๕

มธุรส ปราบไพรี๑๘๑ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว:
กรณีศึกษาชุมชนไทยทรงดา บ้านเขาย้อย ตาบลเขาย้อย อาเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี” พบว่าชาว
ไทยทรงดามีศักยภาพในการจัดการท่องเท่ียว โดยพบว่าศักยภาพของชุมชนคือ การรวมกลุ่มการ
ทางานของสมาชิกโครงการหม่บู ้านทอ่ งเที่ยว โดยมผี ู้นาชุมชนอยา่ งเป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการที่มี
ศักยภาพ ความเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุที่สะท้อนถึงความเป็นชุมชนเดียวกัน ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม
ชุมชนที่สามารถเกิดการสืบทอดและถ่ายทอด โดยเฉพาะระบบอุดมการณ์ของชุมชน การดาเนิน
รูปแบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ และการเปิดโอกาสให้ชุมชนเกิดการมีส่วนร่วม เพ่ือตัดสินใจร่วมกัน
อย่างสมัครใจและยุติธรรม นอกจากน้ีชุมชนยังประกอบไปด้วยศักยภาพด้านลักษณะภูมิประเทศ การ

๑๘๐ ปิยะวดี หิริกมล, “พฤติกรรมการท่องเท่ียวของนักท่องเที่ยวชาวไทยต่อการท่องเที่ยวในจังหวัด
สุโขทัย”, วิทยานิพนธ์ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช,
๒๕๔๕), บทคดั ย่อ.

๑๘๑ มธุรส ปราบไพรี, “ศกั ยภาพของชุมชนในการจัดการแหลง่ ท่องเทีย่ ว : กรณีชมุ ชนไทยทรงดาบา้ น
เขาย้อย ตาบลเขาย้อย อาเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี”, วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วิทยาลยั : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๔๓), บทคดั ยอ่ .

๑๓๗

คมนาคม วัฒนธรรม สิ่งปลูกสร้าง และสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน ที่สามารถพัฒนาให้กลายเป็นแหล่ง
ท่องเที่ยวของชุมชนได้ ส่วนปัจจัยท่ีมีผลในการทาให้ชุมชนเกิดศักยภาพประกอบด้วย ๓ ปัจจัย ได้แก่
(๑) วัฒนธรรมชุมชนท่ีมีความเข้มแข็งโดยได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องและมีผลต่อความเป็นชุมชน
ไทยทรงดาและระบบเครือญาติ (๒) การพ่ึงตนเองของชุนชนโดยการจัดปัจจัยภายในชุมชนท่ีมีอาชีพ
และรายไดโ้ ดยเห็นว่าการท่องเทย่ี วคืออาชพี เสรมิ จึงไม่เกิดการพ่ึงพาการท่องเที่ยว การมีผู้อาวโุ ส ผู้นา
อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการทไี่ ด้รับความเคารพนับถือจากชมุ ชนและเป็นผู้ท่ีมีความรู้ จึงทาให้
ชุมชนตา่ งมีการช่วยเหลือเก้ือกูลกันซึ่งเปน็ ปัจจัยสนบั สนุนการทอ่ งเท่ียวของชุมชน และ (๓) การมสี ว่ น
ร่วมของชุมชนในการจัดการแหล่งท่องเท่ียว ตั้งแต่ระดับของการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร จนถึงการรับ
ประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกโครงการซงึ่ เป็นปัจจัยสนับสนุนทาให้เกิดการยอมรับต่อการพัฒนาชุมชน
ใหเ้ ปน็ แหล่งทอ่ งเทีย่ ว

วศิน ปัญญาวุธตระกูล๑๘๒ ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “การท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์และ
วัฒนธรรมในพ้ืนที่ระเบียงวัฒนธรรม (กาแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ)” การวิจัยนี้มุ่ง
ทาการศึกษาการท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่ระเบียงวัฒนธรรม คือ จังหวัด
กาแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ โดยได้ผลสรุปตามวัตถุประสงค์ดังนี้ คือ ๑. ศึกษา
สารวจข้อมูลอุปสงค์และอุปทานการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม พบว่า ด้าน อุปทาน
การท่องเท่ียวมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งสิ้น ๑๕๔ แห่ง โดยอาจแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มประวัติศาสตร์
๑๑๖ แหล่ง และกลมุ่ ประเพณีวัฒนธรรมและกิจกรรมทีส่ าคัญ ๔๘ แหลง่ ด้านอุปสงค์การท่องเที่ยวมี
ผู้ เยี่ยมเยอื นทง้ั ชาวไทยและชาวต่างประเทศมีโอกาสขยายตัว เนื่องจากการกลับมาเยอื นครั้งที่ ๒ และ
๓ โดยมีความสนใจในวัฒนธรรมท้องถ่ิน แต่ส่วนใหญ่ประสบปัญหาไม่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวใหม่ๆ
ดังน้ันการจัดการท่องเท่ียวแบบใหม่ ท่ีสร้างตลาดท่องเท่ียวในเชิงรุกในรูปแบบ “แหล่งท่องเที่ยว
เช่ือมโยง” ภายใต้จุดขายร่วมกัน ที่มีลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ภายใต้แนวคิด
“แดนตานาน แหล่งวีรกษัตริย์และคนกล้า” ๒. โดยกาหนดมาตรฐานในการคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยว
เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมและจัดลาดับความสาคัญเพ่ือกิจกรรมการท่องเที่ยว ผลการประเมิน
แหล่งท่องเท่ียว สามารถจัดลาดับความสาคัญของแหล่งท่องเที่ยวได้เป็น ๓ กลุ่ม โดยแบ่งเป็นแหล่ง
ท่องเท่ียวในกลุ่มพื้นที่หลัก จานวน ๒๒ แห่ง พื้นท่ีรองจานวน ๔๑ แห่ง และพื้นท่ีเสริมจานวน ๙๒

๑๘๒ วศนิ ปัญญาวธุ ตระกูล, “การท่องเทยี่ วเชงิ ประวัตศิ าสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่ระเบียงวัฒนธรรม
(กาแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์)”, รายงานการวิจัย, (กรุงเทพมหานคร: สานักงานกองทุนการวิจัย
(สกว.), ๒๕๕๑), บทคดั ยอ่ .


Click to View FlipBook Version