(๒๐๓)
ปรากฏผลเปนบวก (สีมวง) ผลการตรวจพบสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในปสสาวะ
จึงมีการจับกุมตัวและดําเนินคดีอาญาสงพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรรือเสาะ ตอมา
หลังจากน้ันผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ผูบังคับการตํารวจภูธรจังหวัดนราธิวาส) มีคําส่ังแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยตอผูฟองคดี ตอมา ระหวางการสอบสวนวินัย ผูถูกฟองคดีท่ี ๑
มีคําส่ังลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ สั่งใหผูฟองคดีออกจากราชการไวกอน เพื่อรอฟงผล
การสอบสวนวินัย ผูฟองคดีจึงมีหนังสืออุทธรณคําส่ังดังกลาวแตผูถูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการ
ขาราชการตํารวจ (ก.ตร.)) ไดพิจารณายกอุทธรณ คณะกรรมการสอบสวนวินัยพิจารณาแลวเห็นวา
ผูฟองคดีมีพฤติกรรมเก่ียวของกับยาเสพติดและมีการตรวจปสสาวะพบสารเสพติดประเภท
เมทแอมเฟตามีนหรือยาบา จึงเปนความผิดวินัยอยางรายแรง จึงมีมติใหลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ แตคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ เห็นวา
ตามแนวทางการลงโทษวินัยที่ ก.ตร. กําหนดไว คือปลดออก เห็นควรลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงมีคําสั่งลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๘ ลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผูฟองคดีอุทธรณคําสั่งดังกลาว ตอมา อนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการอุทธรณ
ทําการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ไดพิจารณา แลวเห็นวา พยานหลักฐานฟงไดวาผูฟองคดีกระทําผิด
ตามที่ถูกกลาวหา พฤติการณและการกระทําเปนการกระทําอันไดชื่อวาเปนผูประพฤติช่ัว
อยางรายแรง อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําสั่งลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการยังไมถูกตองเหมาะสม อุทธรณฟงไมขึ้น จึงมีมติใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ เพ่ิมโทษ
จากลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการเปนลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการใหเปนการ
ถูกตองเหมาะสมตอไป ตอมา ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงมีคําส่ังลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
เปลี่ยนแปลงคําส่ังลงโทษ โดยใหยกเลิกคําส่ังลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการเปนใหลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ผูฟองคดีเห็นวา คําสั่งดังกลาวไมชอบ
ดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังใหเพิกถอนคําส่ังลงวันที่
๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ท่ีใหผูฟองคดีออกจากราชการไวกอน รวมถึงคําวินิจฉัยอุทธรณของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ท่ีมีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี และใหเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๘ ที่ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ รวมถึงคําวินิจฉัยของ
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ที่มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดีและเพิ่มโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
และใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ รับผูฟองคดีกลับเขารับราชการและคืนสิทธิประโยชนตามกฎหมาย
ใหแ กผูฟอ งคดี
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เม่ือพิจารณาขอเท็จจริงประกอบกับผลการตรวจพิสูจน
ตัวอยางปสสาวะของผูฟองคดีในเบื้องตนของสถานีตํารวจภูธรรือเสาะและผลการตรวจพิสูจน
ตวั อยางปสสาวะของผูฟองคดีของโรงพยาบาลรือเสาะ อีกทั้ง ศาลจังหวัดนราธิวาสไดมีคําส่ังใหสงตัว
ผูฟองคดีไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจนการเสพหรือติดยาเสพติด ซ่ึงคณะอนุกรรมการฟนฟู
สมรรถภาพผูติดยาเสพติดจังหวัดนราธิวาสไดมีคําวินิจฉัยวาผูฟองคดีเปนผูติดยาเสพติด และไดสงตัว
ผูฟองคดีเขาทําการฟนฟูสมรรถภาพผูติดยาเสพติดแบบไมควบคุมตัว กรณียอมรับฟงไดวา
แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๐๔)
ผูฟองคดีไดเสพยาเสพติดใหโทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ตามท่ีถูกกลาวหาจริง ดังนั้น
เม่ือผูฟองคดีเปนขาราชการตํารวจมีหนาท่ีปองกันและปราบปรามผูกระทําความผิดตามกฎหมาย
แตผูฟองคดีกลับเปนผูกระทําผิดกฎหมายในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเสียเอง พฤติการณ
และการกระทําของผูฟองคดียอมถือไดวาเปนผูประพฤติช่ัวอยางรายแรง ตามมาตรา ๗๙ (๕)
แหง พ.ร.บ. ตํารวจแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และตามแนวทางการลงโทษวินัยอยางรายแรงของ ก.ตร.
ขอ ๑๖.๑.๑ เก่ียวกับการเสพหรือติดยาเสพติด กรณีผูบังคับบัญชาสืบสวนพบหรือตรวจพบวา
กระทําความผิดฐานเสพยาเสพติด กําหนดระดับการลงโทษ คือ ไลออกจากราชการ การท่ี
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ โดยอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการอุทธรณ ในการประชุม เม่ือวันที่
๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ มีมติใหเพิ่มโทษผูฟองคดีจากปลดออกจากราชการเปนไลออกจากราชการ
และการที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําสั่งลงวันท่ี ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจาก
ราชการตามมติดังกลาว จงึ เปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมายแลว ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษา
ยกฟอ ง นน้ั ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พองดว ย
พพิ ากษายนื
วินยั ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา
คําพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ.๓๑๗/๒๕๖๓
ผฟู อ งคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีรับราชการเปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ตาํ แหนง ครู ค.ศ. ๒ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร ไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการกระทําของ
ผูถูกฟองคดีท้ังสอง (คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ท่ี ๑, ศึกษาธิการ
จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู (สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๙ เดิม) ท่ี ๒) มูลเหตุเกิดจาก
มีผูรองเรียนนาย ว. เมื่อครั้งดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร กับพวกรวม ๑๒ คน
(รวมท้งั ผูฟองคดีดวย) ตอผูถูกฟองคดีที่ ๑ ซึ่งผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไดแตงต้ังคณะอนุกรรมการไตสวน
เพ่ือพิจารณาหาขอเท็จจริงตามขอกลาวหาแลวไดขอสรุปเก่ียวกับการกระทําของผูฟองคดีวา ผูฟองคดี
กระทําผิดเกี่ยวกับกรณีการสอบราคาจางตอเติมอาคารเรียนอันเปนเท็จ โดยมีความผิดอาญา
ฐานเปนเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด
หรือปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีโดยทุจริต ตามมาตรา ๑๕๗ แหงประมวลกฎหมายอาญา
และมีความผิดฐานเปนเจาหนาที่ในหนวยงานของรัฐผูใดซ่ึงมีอํานาจหรือหนาท่ีในการอนุมัติ
การพิจารณาหรือการดําเนินการใดๆ ที่เกี่ยวของกับการเสนอราคาคร้ังใด รูหรือมีพฤติการณปรากฏ
แจงชัดวาควรรูวาการเสนอราคาในครั้งน้ันมีการกระทําความผิดตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเก่ียวกับ
การเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ละเวนไมดําเนินการเพื่อใหมีการยกเลิกการดําเนินการ
เก่ียวกับการเสนอราคาในครั้งน้ัน และมีความผิดฐานเปนเจาหนาที่ในหนวยงานของรัฐผูใดกระทําความผิด
ตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือกระทําการใดๆ
โดยมงุ หมายมิใหม กี ารแขง ขันราคาอยา งเปน ธรรม เพ่อื เอื้ออํานวยแกผูเขาทําการเสนอราคารายใด
แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๐๕)
ใหเปน ผมู ีสิทธทิ ําสัญญากับหนวยงานของรัฐ ตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ แหง พ.ร.บ. วาดวย
ความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากน้ันยังมีความผิดฐานปฏิบัติ
หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบ เพ่ือใหตนเองหรือผูอื่นไดรับประโยชนที่มิควรได
อนั เปนการทจุ ริตตอ หนาที่ราชการ รวมทั้งมีความผิดฐานกระทําการอ่ืนใดอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติชั่ว
อยางรายแรง ตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม และมาตรา ๙๔ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครู
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ผูถ กู ฟองคดที ่ี ๑ ในการประชมุ เม่ือวนั ที่ ๘ กมุ ภาพันธ ๒๕๕๔
ไดพ จิ ารณาเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนกุ รรมการไตส วน จงึ ไดช ้ีมูลความผดิ ทางวินัยอยางรายแรง
และสงรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผูถูกฟอ งคดีท่ี ๒ เพ่อื พจิ ารณาโทษทางวินัยแกผูฟองคดี
ตามฐานความผิดขางตน จากนั้นผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ อุทธรณคําส่ังดังกลาว
แตคณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดี
เห็นวาการชี้มูลความผิดของผูถูกฟองคดีที่ ๑ และคําสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการของ
ผูถูกฟองคดที ่ี ๒ ไมถูกตองและไมช อบดว ยกฎหมาย จงึ นําคดมี าฟองขอใหศ าลมีคําพิพากษาหรือคําส่ัง
เพิกถอนมติของผถู กู ฟองคดที ี่ ๑ ที่ชีม้ ูลวา ผูฟอ งคดกี ระทาํ ผดิ ฐานทจุ ริตตอหนาท่ีราชการ และฐาน
ประพฤติช่ัวอยางรายแรง เพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ท่ีสั่งไลผูฟองคดีออกจากราชการ
และใหผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ส่ังใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการ และพิจารณาโทษวินัยไมรายแรงใหเหมาะสม
แกก รณีตอ ไป พรอ มคนื สิทธิประโยชนท ้ังปวงที่ผูฟองคดีเสียไป เห็นวา อํานาจหนาท่ีของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ตามมาตรา ๒๕๐ วรรคหน่ึง (๓) ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แลว
ไมปรากฏวามีบทบัญญัติในมาตราใดใหอํานาจผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการช้ีมูลความผิดทางวินัย
มีเพียงมาตรา ๑๙ (๓) มาตรา ๙๑ (๑) และมาตรา ๙๒ วรรคหน่ึง แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกัน
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่ีบัญญัติถึงกรณีดังกลาวไว ซ่ึงฐานอํานาจที่นําไปสู
การปฏิบัติหนาท่ีของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการวินิจฉัยรับความผิดของผูฟองคดีมาจาก พ.ร.ป.
วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีมติชี้มูลความผิด
ของผูฟองคดีวาเปนความผิดวินัย เปนเพียงการช้ีมูลความผิดทางวินัยท่ีจะตองมีการพิจารณาสั่งลงโทษ
ทางวินัยตอไปโดยผูบังคับบัญชาอันเปนการใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ
มิใชเปนการวินิจฉัยช้ีขาดขององคกรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเปนการใชอํานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ
อนั จะเปน ขอยกเวน ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
และเมื่อคดนี ้ีผูฟอ งคดีฟอ งขอใหศ าลพิพากษาเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ที่ลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ ศาลปกครองจึงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได เม่ือในขณะที่ผูฟองคดีรับราชการ
เปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหนงครู ค.ศ. ๒ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร นาย ว.
ผูอํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคารไดมีคําส่ังลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘ แตงต้ังคณะครู
ใหปฏบิ ัติหนา ทีใ่ นกลุมงานบริหารงบประมาณ ซ่งึ ผฟู องคดีไดรับแตง ตั้งผูฟอ งคดีใหเปนหัวหนางานพัสดุ
มีหนาที่ดําเนินการจัดซื้อ จัดจาง ลงทะเบียนคุมและจัดเก็บรักษา จําหนายพัสดุครุภัณฑของโรงเรียน
ใหเปนไปตามระเบียบขอบังคับของกฎหมาย ซ่ึงรวมถึงการปฏิบัติหนาที่เก่ียวกับกรณีการจางตอเติม
แนวคําวนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๐๖)
อาคารเรียนในคดีนี้ดวย โดยผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไดรับเร่ืองกลาวหารองเรียนนาย ว. เมื่อครั้งดํารง
ตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร กับพวก (รวมท้ังผูฟองคดีดวย) วาไมปฏิบัติ
ตามระเบยี บสาํ นกั นายกรฐั มนตรวี า ดว ยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และท่ีแกไขเพ่ิมเติม กรณีสอบราคาจาง
ตอเติมอาคารเรยี นอนั เปนเทจ็ ผถู กู ฟองคดีที่ ๑ โดยคณะอนุกรรมการไตสวนขอเท็จจริงจึงทําการสอบสวน
ขอเท็จจริงในเร่ืองดังกลาว จากการไตสวนขอเท็จจริงปรากฏวา ผูฟองคดีทราบวากระบวนการ
และขนั้ ตอนในการจดั ซอ้ื จัดจา งตอ เติมชนั้ ลา งของอาคาร ๖ โรงเรยี นหนองบัวพทิ ยาคาร ตามคําส่ัง
ของนาย ว. ผอู าํ นวยการโรงเรียนดังกลาวเปนไปโดยไมชอบ และทราบวา ในขณะท่ีนาย ว. มอบหมายให
ผูฟองคดีไปดําเนินการจัดทําเอกสารเก่ียวกับการสอบราคาจัดซื้อจัดจางดังกลาวน้ันชางกอสราง
ไดเขาดําเนินการกอสรางอยูแลว และผูฟองคดีรูหรือมีพฤติการณปรากฏแจงชัดวาควรรูวาการเสนอราคา
ในคร้ังนั้นมีการกระทําความผิดตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ แตละเวนไมดําเนินการเพื่อใหมีการยกเลิกการดําเนินการเก่ียวกับการเสนอราคา
ในครั้งน้ันอันเปนการเอ้ืออํานวยใหหางหุนสวนจํากัด ห. ไดเขาทําสัญญากับหนวยงานของรัฐ
เปนการชวยทําใหผูอื่นไดรับประโยชนอันมิควรไดโดยชอบดวยกฎหมาย โดยผูฟองคดีมีสวนดําเนินการ
จัดทําเอกสารเกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจางดังกลาวเพื่อเปนหลักฐานใหเห็นวาไดมีการดําเนินการเปนไป
ตามกระบวนการสอบราคา ทั้งท่ีมิไดมีการสอบราคากันจริง การกระทําของผูฟองคดีจึงเปนการปฏิบัติ
หรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดประโยชนที่มิควรได
เปนการทุจริตตอหนาท่ีราชการ ตามนัยมาตรา ๘๔ วรรคสาม แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปนความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ราชการท่ีอยูในอํานาจ
การชี้มูลความผดิ ของผถู ูกฟองคดีที่ ๑ ซ่ึงมีผลผูกพันใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงต้ังถอดถอน
ผูถูกกลาวหามีอํานาจพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีมติโดยไมตองแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก และโดยที่ความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอยางรายแรงในกรณีนี้น้ัน
เปนการพิจารณาจากพฤติการณการกระทําของผูฟองคดีในเรื่องเดียวกันหรือสืบเน่ืองมาจากความผิดวินัย
ฐานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดประโยชนที่มิควรได
เปนการทจุ รติ ตอหนา ทรี่ าชการ พฤติการณดังกลาวของผูฟองคดีจึงเขาลักษณะเปนการกระทําความผิด
ฐานประพฤติชั่วอยางรายแรง อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ตามมาตรา ๙๔ วรรคสอง
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ดวย โดยผูถูกฟองคดีที่ ๒
ไมจําตองกลับไปแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผูฟองคดีในความผิดฐานนี้อีกแตอยางใด
แมขอกลาวอางของผูฟองคดีท่ีวาไมไดรับประโยชนตอบแทนจากการกระทําดังกลาวจะเปนจริง
แตการทผี่ อู ื่นไดรบั ประโยชนโดยมิชอบจากการกระทําของผูฟ อ งคดียอ มเขาองคป ระกอบเปนการกระทํา
อันไดชื่อวาเปนการทุจริตตอหนาท่ีราชการตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติดังกลาว
สวนที่ผูฟองอางวามีการจัดสงประกาศสอบราคาไปยังหนวยงานที่เกี่ยวของและปดประกาศสอบราคา
ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ แลวน้ัน ก็เปนเพียงการกระทํา
เพ่ือเปนหลักฐานใหเห็นวาผูฟองคดีไดดําเนินการเปนไปตามกระบวนการสอบราคาตามระเบียบแลว
เทา นัน้ แตข อ เท็จจริงมิไดม กี ารสอบราคากันจริงแตอยางใด สําหรับกรณีที่ผูฟองคดีอางวา ราคาที่จาง
แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๐๗)
ตอเติมช้ันลางอาคาร ๖ ตํ่ากวาราคาประเมิน ดังน้ัน การกระทําของผูฟองคดีจึงไมไดทําให
ทางราชการเสียหาย นั้น ราคาคาเสียหายที่ทางราชการไดรับมิใชองคประกอบในการพิจารณาวา
กรณีเปน ความผิดฐานทุจริตตอ หนาทีร่ าชการหรือไม ประกอบกับความเสียหายทท่ี างราชการไดรับ
ไมไดจํากัดอยูเพียงเฉพาะความเสียหายท่ีเปนตัวเงินเทาน้ัน สวนกรณีท่ีผูฟองคดีอางวา ผูฟองคดี
ไดทําหนังสือทักทวงการสอบราคาตอเติมช้ันลางอาคาร ๖ ไปยังนาย ว. แลว นั้น ไมอาจถือไดวา
เปนการเปนการกระทําการใดๆ เพื่อยับยั้งหรืองดเวนมิใหมีการดําเนินการอันเล็งเห็นผลวาจะเกิด
ความเสียหายหรือจะเปนการไมรักษาประโยชนของทางราชการซ่ึงเปนไปตามนัยมาตรา ๑๐
แหง พ.ร.บ. วาดว ยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ สวนความประพฤติ
และคุณงามความดขี องผูฟองคดีตลอดระยะเวลาท่ีรับราชการมา เปนเพียงเรื่องท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒
จะนําไปประกอบการพิจารณาใชดุลพินิจในการส่ังลงโทษทางวินัยแกผูฟองคดีตามที่กฎหมายกําหนด
เทา นั้น หาไดเปนขอท่ีจะนํามากลาวอางเพ่ือหักลางวาผูฟองคดีมิไดกระทําการตามที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑
ไดช้ีมูลความผิดทางวินัยผูฟองคดีแตอยางใด เม่ือพฤติการณการกระทําของผูฟองคดีดังกลาว
เปน ความผิดวนิ ัยอยา งรายแรง ฐานปฏิบัตหิ รอื ละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเอง
หรือผูอื่นไดประโยชนท่ีมิควรได อันเปนการทุจริตตอหนาที่ราชการ และฐานประพฤติช่ัวอยางรายแรง
ตามนัยมาตรา ๘๔ วรรคสาม และมาตรา ๙๔ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบยี บขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ยอมมีอํานาจท่ีจะสั่งลงโทษปลดออก หรือไลผูฟองคดี
ออกจากราชการไดตามความรายแรงแหงกรณี ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา ๙๙ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว
ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งแจงตามหนังสือสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันท่ี
๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ กําหนดใหการลงโทษผูกระทําผิดวินัยฐานทุจริตตอหนาที่ราชการ เปนความผิดวินัย
อยางรายแรง ควรลงโทษไลออกจากราชการ ดังน้ัน การท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีคําสั่งลงวันที่
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ น้ัน จึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบ
และเปนการกระทําทช่ี อบดว ยกฎหมายแลว ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง นั้น ศาลปกครองสูงสุด
เห็นพอ งดวย
พิพากษายนื
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๔๖๑-๔๖๒/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เร่ือง เง่ือนไขการฟองคดี
หนา ๖๙
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อบ.๑/๒๕๖๓
ผฟู อ งคดีฟองวา ขณะผฟู องคดดี ํารงตําแหนง ผอู าํ นวยการโรงเรยี นสวุ รรณาคารสงเคราะห
ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจาการที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร
(ผูอํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ เดิม) ไดมีคําส่ังลงวันท่ี
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ลงโทษลดข้ันเงินเดือนผูฟองคดี จํานวน ๑ ขั้น จากไดรับเงินเดือนในอันดับ
ค.ศ.๓ ข้ัน ๕๓,๐๘๐ บาท เปนรับเงินเดือนในอันดับ ค.ศ. ๓ ข้ัน ๕๒,๐๖๐ บาท เนื่องจากกระทํา
แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๐๘)
ผิดวินัยไมรายแรง กรณีถูกกลาวหาวา ใชสิทธิเบิกเงินคาเชาบานจากทางราชการเปนเท็จ
จัดทําบันทึกการประชุมเท็จใชจายเงินบริจาคของโรงเรียนไมเปนไปตามวัตถุประสงค ผูฟองคดี
จึงอุทธรณคําสั่งดังกลาว แตผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร (อ.ก.ค.ศ.
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ เดิม)) มีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีไมเห็นดวย
กับคําสั่งและคําวินิจฉัยดังกลาว จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําส่ังลงวันที่
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ ของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ท่ีลงโทษลดขั้นเงินเดือนผูฟองคดี จํานวน ๑ ข้ัน
และเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ลงวันท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ใหยกอุทธรณของผูฟองคดี
เห็นวา กรณีกลาวหาวา ผูฟองคดีใชสิทธิเบิกคาเชาบานจากทางราชการเปนเท็จ ขอเท็จจริงรับฟงไดวา
ในขณะที่ผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนบานพระแกว อําเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร
ผูฟองคดีไดย่ืนคําขอรับคาเชาบาน ตามแบบ ๖๐๐๕ (แบบ ๗๒ ก เดิม) ลงวันท่ี ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖
ตอผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร เขต ๓ (เดิม) กรณีใชสิทธินําหลักฐานการชําระ
ราคาบาน บานเลขที่ ๒๗๙ หมูท่ี ๘ ซอยบานโคกมะกะ ตําบลกังแอน อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
ทต่ี นมสี ิทธิไดร ับคา เชาบา นขาราชการในทองท่ีเดิมท่ีอําเภอปราสาท มาขอเบิกคาเชาบานจากทาง
ราชการในทองที่ใหม ซึง่ สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสุรินทร เขต ๓ ไดอนุมัติใหผูฟองคดีเบิกคาเชาบาน
จากทางราชการไดต้ังแตวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ ตอมา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร เขต ๓
มีคําส่ังลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ยายผูฟองคดีไปดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนบานระมาดคอ
อําเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนการสั่งใหไปประจําสํานักงานใหมในตางทองที่โดยผูฟองคดี
มิไดย่ืนคาํ ขอ ผูฟองคดีจึงยอ มมสี ทิ ธไิ ดรับคา เชาบานขา ราชการ และสามารถนําหลักฐานการชําระ
ราคาบานเลขที่ ๒๗๙ หมูที่ ๘ ซอยบานโคกมะกะ ตําบลกังแอน ที่ตนมีสิทธิไดรับคาเชาบาน
ในทองท่ีเดิมที่อําเภอปราสาทมาเบิกคาเชาบานจากทางราชการในทองท่ีใหมได ตามมาตรา ๗
วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา ๑๘ แหง พ.ร.ฎ. คาเชาบานขาราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ แตเน่ืองจาก
ปรากฏผลการสอบสวนทางวนิ ัยผฟู อ งคดตี ามกรณพี ิพาทวา นบั ตัง้ แตสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
สุรินทร เขต ๓ มีคําสั่งลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ยายผูฟองคดีไปดํารงตําแหนงผูอํานวยการ
โรงเรียนบานระมาดคอ ผูฟองคดีไดเขาพักอาศัยอยูที่บานพักครูของโรงเรียนตั้งแตยายมาปฏิบัติ
ราชการ โดยเขาพักอาศัยเปนคร้ังคราว การที่ผูฟองคดีซึ่งดํารงตําแหนงผูอํานวยการสถานศึกษา
และไดรับมอบอํานาจในการจัดขาราชการเขาพักอาศัยในบานพักของสถานศึกษา ไดเขาพักอาศัย
ในบานพักครูของโรงเรียนบานระมาดคอ แมจะฟงวาการเขาพักในบานพักหลังดังกลาว ผูฟองคดี
จะพักอาศัยเพียงครั้งคราว แตการที่ผูฟองคดีใชบานพักครูเพ่ือเก็บของใชสวนตัวยอมเปนการ
ตัดโอกาสไมใหขาราชการรายอ่ืนเขาพักอาศัยในบานหลังดังกลาว ถือไดวาผูฟองคดีไดใชอํานาจ
ในฐานะผูอํานวยการโรงเรียนจัดตนเองเขาพักอาศัยในบานพักของทางราชการแลวโดยปริยาย
และยอมมีผลทําใหผูฟองคดีไมมีสิทธิไดรับคาเชาบานขาราชการตามมาตรา ๗ วรรคหน่ึง (๑)
แหงพระราชกฤษฎีกาดังกลาว การท่ีผูฟองคดีซึ่งดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียน เปนผูรับราชการ
และดํารงตําแหนงผูบริหารสถานศึกษามานาน ตองทราบดีวาการที่ตนเขาพักอาศัยอยูในบานพัก
ของทางราชการเชนนี้ ยอมมีผลตามกฎหมายใหถูกระงับสิทธิในการเบิกคาเชาบานจาก
แนวคาํ วินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๐๙)
ทางราชการ แตผูฟองคดีกลับนําหลักฐานการผอนชําระราคาบานตามคําอนุมัติ แบบ ๖๐๐๕
(แบบ ๗๒ ก เดิม) เลขท่ี ๑๐๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ ท่ีเคยไดรับอนุมัติจาก
ผูอํานวยการสาํ นักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาสุรนิ ทร เขต ๓ มาใชประกอบแบบขอเบิกเงินคาเชาบาน
(แบบ ๖๐๐๖) และทาํ เรอื่ งใชสิทธิขอเบิกคาเชาบานจากทางราชการต้ังแตเดือนกุมภาพันธ ๒๕๕๑
เปน ตน มา จงึ เปนการใชสิทธิโดยไมชอบดวยกฎหมายพฤติการณของผูฟองคดีดังกลาว จึงเปนการ
ไมปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการและ
หนวยงานการศึกษาตามมาตรา ๘๕ วรรคหน่ึง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปนความผิดวินัยไมรายแรง สวนกรณีกลาวหาวา ผูฟองคดีจัดทํา
บันทึกการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานโรงเรียนบานระมาดคอ เม่ือวันที่
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เปนเท็จ เพ่ือนําไปใชในการอนุมัติและใชจายเงินงบประมาณ
ตามแผนปฏิบตั ิการประจําป นั้น ขอเท็จจริงรับฟงไดสอดคลองกันจากการใหถอยคําของผูฟองคดี
การใหถอยคําของพยานบุคคล ประกอบกับเอกสารพยานหลักฐานตามผลการสอบสวนทางวินัย
ผูฟองคดีวา โรงเรียนบานระมาดคอโดยผูฟองคดีไดกําหนดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา
ในวันท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ปรากฏวามีกรรมการมารวมประชุมเพียง ๖ คน ไมครบองคประชุม
ตามท่ีมาตรา ๒๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กําหนดไว ผูฟองคดีจึงไดสั่งการใหขาราชการครู
ทีอ่ ยูใตบ งั คับบญั ชาจัดทําบนั ทึกการประชมุ ตามถอยคําทีผ่ ูฟองคดีกําหนด ทง้ั ท่มี ิไดมีการประชุมกันจริง
ยอมถือวาเปนกรณีท่ีผูฟองคดีใชใหผูอ่ืนทําบันทึกการประชุมซ่ึงเปนเอกสารราชการอันเปนเท็จ
และการท่ีผูฟองคดีนําบันทึกการประชุมดังกลาวแจงไปยังสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ เพ่ือรายงานความตองการขาราชการครูวิชาเอกที่ขาดแคลน จึงเปน
การใชเอกสารราชการอันเปนเท็จรายงานตอผูบังคับบัญชา แตเม่ือพิจารณาเจตนาตามการใหถอยคํา
ของผูฟองคดีท่ีกลาวอางวา จําตองดําเนินการดังกลาวเนื่องจากสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสรุ ินทร เขต ๓ มีหนงั สอื ดว นทส่ี ุดแจง ใหโ รงเรียนสาํ รวจความตองการครูตามวิชาเอก
ที่ขาดแคลนตามความจําเปนของสถานศึกษาและใหรายงานเสนอความตองการตอสํานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ โดยเร็ว และแมรายวิชาท่ีขาดแคลนจะมีความ
แตกตางกันอยูบาง แตเมื่อพิจารณาผลของการกระทําของผูฟองคดีดังกลาวจากสํานวนการ
สอบสวนทางวินยั ผูฟองคดแี ลว เห็นวา เอกสารหลกั ฐานตางๆ ประกอบกับขอกลาวอางของคูกรณี
ในคดนี ้ี ไมปรากฏขอ เท็จจริงวา การทีผ่ ูฟ อ งคดสี งั่ การใหครูผูใตบังคับบัญชาดําเนินการจัดทําบันทึกน้ัน
ก็เพื่อประโยชนของตนเองหรือผูอื่นโดยมิชอบหรือสอไปในทางทุจริตใดๆ รวมทั้งไมปรากฏ
พฤตกิ ารณที่แสดงวา ทางราชการไดรับความเสียหายประการใด พฤติการณของผูฟองคดีดังกลาว
จึงเปนการไมปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ
และหนวยงานการศึกษาตามมาตรา ๘๕ วรรคหน่ึง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปนความผิดวินัยไมรายแรง ผูฟองคดีจึงไมไดกระทําผิด
วินัยอยางรายแรง สําหรับกรณีกลาวหาวา ผูฟองคดีใชจายเงินบริจาคของโรงเรียนไมเปนไปตาม
แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๐)
วัตถุประสงค น้ัน เมื่อขอเท็จจริงรับฟงไดวา คณะศิษยเกาและผูปกครองในเขตบริการโรงเรียน
บา นระมาดคอ ไดร วมกันทอดผาปา สามัคคใี นวนั ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ มีวัตถุประสงคเพื่อสมทบ
ทุนสรางลานกีฬาตานยาเสพติด ปรับปรุงหองเรียนพิเศษ และสรางประตูโรงเรียน ไดรับเงิน
บริจาคจํานวนท้ังสิ้น ๑๑๖,๗๕๔ บาท โรงเรียนไดนําเงินดังกลาวฝากเขาบัญชีเงินฝากช่ือบัญชี
“ผาปาโรงเรียนบานระมาดคอ” ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณการเกษตร สาขายอยบัวเชด
เลขที่บัญชี ๑๒๖-๒-๕๕๕๕๔-๔ ในวันท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ กําหนดใหการเบิกจายเงินอยูในรูป
คณะกรรมการเบิกถอนเงิน เง่ือนไขการเบิกถอนเงิน ๔ ใน ๕ คน สําหรับการใชจายเงินในบัญชี
ดังกลาว โดยปรากฏขอเท็จจริงวาระหวางวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓
ไดม กี ารเบิกถอนเงินออกจากบัญชีรวม ๓ ครั้ง คือ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ จํานวน ๓๒,๕๘๕
บาท วนั ท่ี ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ จํานวน ๓๐,๔๕๒ บาท และวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จํานวน
๖๗,๐๐๐ บาท รวมเปนเงินที่ถอนออกทั้งส้ิน ๑๓๐,๐๓๗ บาท โดยไมมีหลักฐานการใชจายเงิน
ใหตรวจสอบวา โรงเรียนไดนําเงินดังกลาวไปใชเพ่ือการใด อันเปนการไมดําเนินการใหเปนไปตาม
ขอ ๑๑ ของระเบียบกระทรวงการคลัง วาดวยการรับเงินหรือทรัพยสินท่ีมีผูบริจาคใหทางราชการ
พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยปรากฏเพียงบันทึกการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ครั้งท่ี ๑/๒๕๕๒
เม่ือวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ ท่ีมีมติใหนําเงินที่ไดจากการจัดผาปาสามัคคีไปใชในการกอสราง
เวทีคนเกง และบันทึกการประชุมตัวแทนชุมชนและคณะกรรมการผาปา คร้ังที่ ๒/๒๕๕๒
เม่อื วนั ท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ท่ีมีมติใหย ืมเงินผา ปา จาํ นวน ๔๐,๐๐๐ บาท เพื่อใชในการสรางเวที
คนเกง ซ่ึงจะดําเนินการชดใชเงินคืนในภายหลัง ซ่ึงแสดงใหเห็นวา ในการประชุมตัวแทนชุมชน
และคณะกรรมการผาปา คร้ังที่ ๒/๒๕๕๒ คณะกรรมการผาปาฯ มีมติเพียงอนุมัติใหโรงเรียน
ยมื เงินผาปา เพอ่ื ใชเฉพาะการนําไปสรางเวทีคนเกงเทานั้น และทางโรงเรียนจะตองนําเงินมาชดใช
คืนในภายหลัง โดยมิไดมีมติในการเปล่ียนแปลงวัตถุประสงคของการบริจาคเงินผาปาท่ีตองการ
สมทบทุนสรางลานกีฬาตานยาเสพติด ปรับปรุงหองเรียนพิเศษ และสรางประตูโรงเรียน แตอยางใด
เมื่อความปรากฏตอมาวา มีการนําฝากเขาบัญชีคืนจํานวน ๒ ครั้ง คือ วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒
จํานวน ๑๓,๒๗๐ บาท และวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ จํานวน ๕๗,๙๘๐ บาท รวมเปนเงิน
๗๑,๒๕๐ บาท หลังจากนั้น มิไดมีการนําเงินฝากเขาบัญชีคืนอีก จึงมีความเสียหายของเงินท่ีรับ
บรจิ าคเปนเงินจาํ นวน ๕๘,๗๘๗ บาท การท่ีผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียน มีหนาท่ี
ควบคุม กํากับดูแลการใชจาย การบริหารเงินบริจาคใหเปนไปตามกฎหมายและระเบียบของ
ทางราชการตามขอ ๙ ของระเบียบดังกลาว แมผูฟองคดีจะมิไดเปนกรรมการในคณะกรรมการ
เก็บรักษาเงินบริจาคก็ตาม แตหากจะมีการนําเงินบริจาคดังกลาวไปใชในกิจการใด ยอมตอง
ขออนุมัติจากผูฟองคดีเสมอ และหากกรณีเปนการขออนุมัตินําเงินบริจาคไปใชจายในการอื่น
นอกเหนือจากวัตถุประสงคของผูบริจาค ผูฟองคดีก็ชอบที่จะทักทวงเพ่ือปองกันมิใหมีการนําเงิน
บรจิ าคไปใชผิดวัตถุประสงค อันเปนการดําเนินการที่ขัดตอขอ ๘ วรรคหนึ่ง ของระเบียบเดียวกัน
พฤติการณของผูฟองคดีในกรณีน้ีจึงเปนการละเลย ไมควบคุม กํากับดูแล บริหารการใชจายเงิน
บรจิ าคใหเ ปนไปตามวัตถปุ ระสงคและถูกตองตามระเบียบของทางราชการ รวมถึงไดส่ังการอนุมัติ
แนวคําวนิ ิจฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๑)
ใหน าํ เงินไปใชจ ายนอกเหนอื วตั ถุประสงคข องเงินบริจาค จึงเปนการปฏบิ ตั หิ นาที่ราชการไมเปนไป
ตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหนวยงานการศึกษา อยางไรก็ตาม
เมื่อพิจารณาเงินบริจาคจากการทอดผาปามีวัตถุประสงคเพ่ือสมทบสรางลานกีฬาตานยาเสพติด
ปรับปรุงหองเรียนพิเศษ และสรางประตูโรงเรียน อันเปนไปเพื่อประโยชนตอการปรับปรุงและ
พัฒนาโรงเรียน การที่ผูฟองคดีนําเงินบริจาคไปใชในการสรางเวทีคนเกงเพ่ือเสริมสรางการ
แสดงออกของนักเรยี นและปรบั ปรุงโรงอาหารของโรงเรียน ยอมเปนไปเพ่ือประโยชนของโรงเรียน
และนักเรียนเชนเดียวกัน การกระทําของผูฟองคดีในสวนน้ีแมจะไมปฏิบัติตามระเบียบ
กระทรวงการคลัง วาดวยการรับเงินหรือทรัพยสินท่ีมีผูบริจาคใหทางราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖
และระเบียบของทางราชการท่ีเก่ียวของ แตก็เปนการดําเนินการเพ่ือประโยชนแกโรงเรียน
เปนสําคัญ การกระทําของผูฟองคดีจึงไมไดกอใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ และแมจะ
ไมปรากฏวามีการจัดซ้ือจัดจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕
แตก็ยังไมปรากฏขอเท็จจริงอื่นใดท่ีแสดงใหเห็นวา มีการกระทําท่ีสอไปในทางทุจริตในการ
ใชจายเงินดังกลาว ดังน้ัน พฤติการณของผูฟองคดีจึงเปนการไมปฏิบัติหนาที่ใหเปนไป
ตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหนวยงานการศึกษาตามมาตรา ๘๕
วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปน
ความผิดวินัยไมรายแรง ดวยเหตุดังที่ไดวินิจฉัยขางตน การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีคําส่ังลงวันท่ี
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ลงโทษลดขน้ั เงนิ เดือนผูฟองคดีจํานวน ๑ ข้ัน จึงชอบดวยกฎหมาย และเม่ือ
ไดวินิจฉัยแลววา คําส่ังของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ดังกลาวชอบดวยกฎหมาย การท่ีตอมาผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ไดพิจารณาอุทธรณของผูฟองคดีแลวมีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี จึงชอบดวยกฎหมายแลว
เชนกนั ที่ศาลปกครองชั้นตน พิพากษายกฟอง น้นั ศาลปกครองสงู สดุ เหน็ พองดว ยในผล
พพิ ากษายนื
คําสงั่ ศาลปกครองสงู สุดท่ี อบ.๒๕/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส (ผูอํานวยการ
สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ เดิม)) มีคําสั่งสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ ลงวันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ลงโทษลดข้ันเงินเดือน
ผฟู อ งคดี ๑ ข้ัน ผฟู อ งคดีไดอุทธรณคําสั่งลงโทษดังกลาวตอประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ และผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส
(คณะอนุกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
นราธิวาส เขต ๒ เดิม)) ในการประชุมเมื่อวันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ไดพิจารณาใหยกอุทธรณ
ผูฟ องคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศ าลมคี ําพิพากษาหรือคําสง่ั เพกิ ถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการ
ประชุมเม่ือวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ท่ีใหยกอุทธรณของผูฟองคดี และเพิกถอนคําสั่งสํานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ลงโทษลดข้ันเงินเดือน
ผูฟองคดี ๑ ขั้น ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง ผูฟองคดีอุทธรณคําพิพากษาดังกลาว เห็นวา
แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๒)
เม่ือขอเท็จจริงปรากฏวา ระหวางการดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด สํานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ ไดดําเนินการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ
เก่ยี วกบั วนิ ยั และการออกจากราชการ ทําการแทน ก.ค.ศ. โดยมีคําส่ังเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ในการประชุมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ และมีคําสั่งลงวันท่ี ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ เพิกถอน
คําสั่งลงวันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ลงโทษลดขั้นเงินเดือนผูฟองคดี ๑ ข้ัน ต้ังแตวันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖
เปนตนไป ดังน้ัน คําสั่งอันเปนเหตุแหงการฟองคดีและการอุทธรณจึงหมดส้ินไป ศาลไมจําตอง
พจิ ารณาพิพากษาคดีนีอ้ กี ตอ ไป
จึงมีคําส่งั จาํ หนายคดีออกจากสารบบความ
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อบ.๕๐/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เมื่อครั้งท่ีผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนรอดโพธิ์ทอง
วิทยาสรรค สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต ๑ ถูกรองเรียนวา
มีพฤติกรรมไปด่ืมสุราที่รานขาวตมหนาประตู ๑ หนาคายพระยอดเมืองขวาง ตั้งแตเวลา
๑๒ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒ นาฬิกา เปนประจํา และในการจัดจางกอสรางถนนภายในโรงเรียน
มีการนําเอาดินท่ีไถออกเพื่อสรางถนนใหมไปถมที่หนารานขาวตมดังกลาว อันเปนการปฏิบัติ
หนาท่ีโดยมิชอบ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม (ผูอํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต ๑ เดิม)) จึงมีคําสั่งลงวันท่ี ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ แตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดี ตอมา คณะกรรมการฯ ไดรายงานผลการ
สอบสวนตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ วาการกระทําของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยฐานไมรักษาชื่อเสียง
ของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตําแหนงหนาท่ีราชการมิใหเสื่อมเสีย เปนการกระทําอันไดช่ือวา
เปนผูประพฤติชั่ว และเปนความผิดวินัย ฐานไมปฏิบัติหนาท่ีราชการใหเปนไปตามกฎหมาย
ระเบียบแบบแผนของทางราชการ สรางความเสียหายแกทางราชการ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงมีคําสั่ง
ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน ผูฟองคดีเห็นวา
คําสั่งลงโทษผูฟองคดีไมชอบดวยกฎหมาย เนื่องจากพฤติกรรมตามหนังสือรองเรียนเปนเพียง
การกระทําที่ไมเหมาะสม แตไมเขาขายเปนความผิดวินัย และการดําเนินการสอบสวนทางวินัย
ไมชอบดวยกฎหมาย ผูถูกฟองคดีที่ ๒ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน) ในฐานะ
หนวยงานตนสังกัดจึงตองรวมรับผิดชอบ จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ัง
เพิกถอนคําส่ังลงวันท่ี ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ที่ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน
และใหผ ถู ูกฟองคดีท้ังสองรว มกนั หรือแทนกนั ชดใชคาสินไหมทดแทนเปนเงินจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
พรอมดอกเบ้ีย เหน็ วา แมกฎ ก.ค.ศ. วา ดว ยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ จะไมมีบทบัญญัติ
หามมิใหกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงเปนกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง แตโดยท่ีคําสั่ง
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน เปนการใชอํานาจตามกฎหมายของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ที่มีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิของผูฟองคดี จึงเปนคําส่ังทางปกครอง
ตามมาตรา ๕ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙การแตงต้ังคณะกรรมการ
แนวคําวินจิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๓)
สอบสวนวินัยอยางรายแรงและการดําเนินการสอบสวนวินัย อันเปนการเตรียมการและ
การดําเนินการของเจาหนาท่ีเพ่ือจัดใหมีคําส่ังลงโทษทางวินัยดังกลาว จึงเปนการพิจารณา
ทางปกครอง ซึ่งบุคคลที่จะไดรับการแตงตั้งเปนกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงนอกจาก
จะตองเปนเจาหนาที่ท่ีกฎหมายใหอํานาจกระทําการแลว เจาหนาที่น้ันจะตองปฏิบัติหนาที่
ดวยความเปน กลาง การที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําส่ังลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ แตงต้ังคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดี ซึ่งกรรมการสอบสวนวินัย จํานวน ๔ คน เปนกรรมการ
สืบสวนขอเท็จจริงมากอน มีเพียงนาย ช. ซึ่งเปนประธานกรรมการสอบสวนวินัยเพียงคนเดียว
เทาน้ันที่ไมไดเปนกรรมการสืบสวนขอเท็จจริง เมื่อกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงท้ังสี่คน
เปน ผูรวบรวมขอ เท็จจริงและพยานหลกั ฐานเบ้ืองตน แลวพิจารณาใหความเห็นวา พฤติการณของ
ผูฟองคดีมีมูลวา กระทําผิดวินัยกรณีดื่มสุราในเวลาราชการและนําดินออกนอกบริเวณโรงเรียน
และในชั้นสอบสวนวินัย กรรมการทั้งสี่คนดังกลาวไดทําการแสวงหาพยานหลักฐาน
รับฟงพยานหลักฐาน คําช้ีแจง หรือความเห็นของผูถูกกลาวหา และพยานบุคคล เพ่ือท่ีจะพิสูจน
ใหทราบวาผูฟองคดีไดกระทําผิดตามที่ถูกกลาวหา เม่ือกรรมการสอบสวนวินัยซึ่งมีจํานวน ๕ คน
แตมีกรรมการที่เปนกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงถึง ๔ คน ยอมคาดหมายไดวา ผลการสอบสวน
ทางวินัยจะไมแตกตางจากผลการสืบสวนขอเท็จจริง และจากขอเท็จจริงตามรายงานผลการสอบสวน
(แบบ สว. ๖) คณะกรรมการสอบสวนวินัยไดเสนอความเห็นเหมือนกับรายงานการสืบสวน
ขอเท็จจริงวา การกระทําของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยกรณีไมรักษาชื่อเสียงของตนและ
รักษาเกียรติศักดิ์ของตําแหนงหนาที่ราชการของตนมิใหเสื่อมเสีย โดยกระทําการอันไดช่ือวา
ประพฤติช่ัว และเปนความผิดวินัยกรณีไมปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ
แบบแผนของทางราชการ สรางความเสียหายแกทางราชการ เมื่อพิจารณากฎ ก.ค.ศ. วาดวย
การสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ แลว ปรากฏวา มิไดมีการกําหนดหลักเกณฑและวิธีการในการ
แตงต้ังคณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงเปนคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไวโดยเฉพาะ
จึงมีหลักเกณฑท่ีประกันความเปนธรรมตํ่ากวาหลักเกณฑท่ีกําหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงตองเปนไปตามหลักเกณฑท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติ
ดังกลาว เม่ือการดําเนินการสอบสวนวินัยผูฟองคดีโดยกรรมการสอบสวนวินัยท้ังสี่คน ถือไดวา
มีเหตุซึ่งมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลางตามมาตรา ๑๖
แหงพระราชบัญญัตเิ ดยี วกัน กรรมการสอบสวนวินัยทั้งสี่คนจะทําการสอบสวนวินัยผูฟองคดีไมได
และในกรณีน้ี ไมไดมีความจําเปนเรงดวน หรือหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะเสียหายตอประโยชน
สาธารณะ หรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยมิอาจแกไขได หรือไมมีเจาหนาที่อื่นทําแทนได
ตามมาตรา ๑๘ แหงพระราชบัญญัติขางตน เม่ือผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไมไดเปล่ียนตัวกรรมการ
สอบสวนวินัยทั้งส่ีคนและไดดําเนินการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดีไปจนแลวเสร็จ
จึงเปนการดําเนินการทางวินัยที่ไมชอบดวยกฎหมาย และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๑ นําขอเท็จจริง
ที่ไดจากการดําเนินการทางวินัยที่ไมชอบดวยกฎหมายมารับฟงและมีคําสั่งลงวันที่ ๑๙ กันยายน
๒๕๕๕ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน จึงเปนการออกคําสั่งที่ไมชอบ
แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๔)
ดวยกฎหมาย และมีผลใหการพิจารณาอุทธรณของ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
นครพนม เขต ๑ ในการประชุมเมื่อวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี
ไมชอบดวยกฎหมายเชนกัน ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง นั้น ศาลปกครองสูงสุด
ไมเห็นพองดวย
พิพากษากลับ เปนเพิกถอนคําสั่งลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ท่ีลงโทษ
ตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน โดยใหมีผลยอนหลังไปถึงวันที่มีคําส่ังดังกลาว
คําขออื่นนอกจากนี้ใหยก โดยมีขอสังเกตเก่ียวกับแนวทางหรือวิธีการดําเนินการเพ่ือใหเปนไป
ตามคําพิพากษาของศาล โดยใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไปดําเนินการสอบสวนทางวินัยผูฟองคดีใหม
ใหถูกตองตามหลักเกณฑหรือเงื่อนไขท่ีกฎหมายหรือระเบียบในเรื่องดังกลาวกําหนด ทั้งนี้
ภายในเกาสบิ วนั นับแตว นั ทค่ี ดถี งึ ท่สี ดุ
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ. ๗๘/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เร่ือง เขตอํานาจศาล
หนา ๑
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ. ๗๙/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เม่ือคร้ังผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนอนุบาล
อรุณรังษี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต ๑ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ (ศึกษาธิการ
จังหวัดหนองคาย (ผูอํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต ๑ เดิม))
ไดมีคําสั่งแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดี กรณีถูกกลาวหาวา
ผูฟองคดีไดนําไมที่ไดจากการร้ือถอนอาคารบานพักครูและโรงฝกงานไปใชเพื่อประโยชนสวนตัว
ตอมา อ.ก.ค.ศ. เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาหนองคาย เขต ๑ ไดมีมติใหลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผถู ูกฟอ งคดีที่ ๒ จึงมคี ําสง่ั ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ และไดรายงาน
การดาํ เนินการทางวินัยดังกลาวใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ พิจารณา แตผูถูกฟองคดีที่ ๑ (คณะกรรมการ
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)) ไดมีมติใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากโทษปลดออก
จากราชการเปนโทษไลออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงมีคําส่ังเพ่ิมโทษดังกลาว ผูฟองคดี
จึงไดอุทธรณคําส่ังดังกลาว ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ในการประชุมเม่ือวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖
พิจารณาแลวเห็นวา ผูฟองคดีขาดเจตนาทุจริตท่ีจะแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบเพื่อตนเอง
หรือผูอ่ืน จึงมีมติใหลดโทษใหแกผูฟองคดีจากโทษไลออกจากราชการเปนโทษปลดออกจากราชการ
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จึงมีคําสั่งลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลดโทษผูฟองคดีเปนโทษปลดออกจากราชการ
ผูฟองคดีเห็นวา คําสั่งดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือ
คําสั่งเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ เม่ือวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ท่ีใหลดโทษผูฟองคดี
จากโทษไลออกจากราชการเปน โทษปลดออกจากราชการ และเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลดโทษผูฟองคดีจากโทษไลออกจากราชการเปนโทษปลดออกจาก
ราชการ และใหค นื สิทธทิ กุ อยางใหกับผฟู องคดี
แนวคําวนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๕)
ศาลปกครองสูงสุดวนิ จิ ฉยั วา เมือ่ การดําเนินการของคณะกรรมการสอบสวนไดให
โอกาสผูฟองคดีไดทราบขอกลาวหาและใหถอยคําแกขอกลาวหา โดยมิไดหลงขอตอสู รวมท้ังไดมี
โอกาสนําพยานหลักฐานเขาสืบแกขอกลาวหาตอคณะกรรมการสอบสวน จึงเปนกรณีที่
คณะกรรมการสอบสวนไดใหผูฟองคดีมีโอกาสไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอ และมีโอกาส
ไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตนตามหลักเกณฑท่ีกําหนดตามขอ ๑๐ วรรคหน่ึง ขอ ๒๓
วรรคหน่ึง วรรคสอง ขอ ๒๔ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของกฎ ก.ค.ศ. วาดวย
การสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ แลว และเมื่อตามบันทึกถอยคําของผูถูกกลาวหาปรากฏวา
มีลายมือชื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดีครบทั้งสามคน ซ่ึงหากผูฟองคดี
เห็นวาคณะกรรมการสอบสวนมาสอบปากคําผูฟองคดีไมครบองคประชุม หรือมีการปฏิบัติอ่ืนใด
ที่ไมถูกตอง ผูฟองคดีก็ชอบที่จะโตแยงคัดคานในขณะน้ันหรือปฏิเสธที่จะลงลายมือชื่อของตน
ทายบันทึกการสอบสวนดังกลาวได แตผูฟองคดีหาไดโตแยงคัดคานหรือปฏิเสธท่ีจะลงลายมือช่ือ
ในบันทึกดังกลาวแตอยางใด กรณีจึงตองฟงวา คณะกรรมการสอบสวนไดเขาทําการสอบสวน
ผูฟองคดีครบท้ังหมดตามขอ ๒๗ ของกฎดังกลาว ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดเสนอรายงาน
การสอบสวนแลว ตองถือวาการสอบสวนแลวเสร็จ ตามขอ ๓๙ วรรคสามของกฎเดียวกัน
และเปนขั้นตอนภายหลังจากคณะกรรมการสอบสวนไดใหผูฟองคดีมีโอกาสไดทราบขอเท็จจริง
อยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตนแลว ดังนั้น เม่ือการปกปด
รายช่ือพยานบุคคลเกิดขึ้นภายหลังจากผูฟองคดีใชสิทธิตาม พ.ร.บ. ขอมูลขาวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ ในการขอขอมูลดังกลาว เพื่อประกอบการใชสิทธิอุทธรณคําส่ังลงโทษทางวินัย
จึงหาใชกรณีท่ีทําใหผูฟองคดีไมอาจทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอในการช้ีแจงแกขอกลาวหา
ตอคณะกรรมการสอบสวนแตอยางใด ประกอบกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยมีอํานาจหนาที่
ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและทําความเห็นเบ้ืองตนเพ่ือเสนอใหผูมีอํานาจพิจารณา
ซ่ึงการรวบรวมประวัติและความประพฤติของผูฟองคดีวาเคยกระทําความผิดทางวินัยมากอน
หรือไม ถือเปนสวนหนึ่งของการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวน
ตามขอ ๑๔ วรรคสอง ประกอบขอ ๓๘ วรรคหน่ึง ของกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสอบสวนพิจารณา
พ.ศ. ๒๕๕๐ สวนอํานาจในการพิจารณาวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยหรือไมและจะใชดุลพินิจ
สั่งลงโทษผูฟองคดีสถานใดน้ัน เปนอํานาจของผูถูกฟองคดีท้ังสองในฐานะองคกรผูมีอํานาจ
และผูบังคับบัญชาของผูฟองคดีท่ีจะพิจารณาตามกฎหมายตอไป การรับฟงพยานหลักฐาน
หรือช่ังนํ้าหนักพยานหลักฐาน ตลอดจนความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง
ผูฟองคดี จงึ หาไดเปนความเห็นที่เสร็จเด็ดขาดและผูกพันผูมีอํานาจพิจารณาส่ังลงโทษแตอยางใดไม
และเมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ผูฟองคดีในฐานะผูอํานวยการโรงเรียนอนุบาลอรุณรังษีไดมีคําสั่ง
แตงตั้งคณะกรรมการร้ือถอนและควบคุมการใชวัสดุเพื่อดําเนินการรื้อถอนอาคารบานพักครู
และโรงฝกงาน โดยมีผูฟองคดีเปนประธานกรรมการ และคณะกรรมการดังกลาวมีอํานาจ
ดําเนินการพิจารณาปฏิบัติการรื้อถอนและควบคุมการใชวัสดุ ดังน้ัน วัสดุที่ไดจากการรื้อถอน
ทั้งหมดจึงอยูในความรับผิดชอบของคณะกรรมการร้ือถอนและควบคุมการใชวัสดุ และหาก
แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๖)
มีการยืมวัสดุที่ไดจากการรื้อถอนไปใชประโยชนจะตองไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการดังกลาว
โดยคํานึงถึงประโยชนของทางราชการเปนสําคัญ แตปรากฏวาผูฟองคดีไดนําไมที่ไดจากการ
รื้อถอนอาคารบานพักครูและโรงฝกงานของโรงเรียนออกไปใชจริง ประกอบกับการนําไมดังกลาว
ไปทํานั่งรานเพื่อชวยเหลือคนงานที่ข้ึนไปซอมหลังคาบานของผูฟองคดีถือเปนประโยชนสวนตัว
ของผูฟองคดี มิไดเกี่ยวของกับประโยชนของทางราชการหรือประโยชนสวนรวม สวนกรณี
การนําไมออกไปใชทําแบบสําหรับเทคานร้ัวบานเพ่ือปองกันน้ําหลากเขาทวมบานของผูฟองคดี
และชาวชุมชนกุดแห แมจะถือวาเปนประโยชนแกสวนรวมอยูบาง แตประโยชนดังกลาวก็เปน
เพียงผลพลอยไดจากการใชไมเพื่อประโยชนสวนตัวของผูฟองคดี ท้ังน้ี หากมีเหตุจําเปนเรงดวน
ในการกอสรางผนังกั้นนํ้าเพื่อประโยชนของชาวชุมชนกุดแหจริง ผูฟองคดียอมตองไดรับอนุญาต
จากคณะกรรมการรอ้ื ถอนและควบคุมการใชวสั ดกุ อน และในกรณีที่ไมอาจขออนุญาตได ผูฟองคดี
หรือวิญูชนทั่วไปอาจใหผูนําชุมชน หรือผูมีหนาที่เกี่ยวของไดรับทราบเปนลายลักษอักษร
และตองกระทําการโดยเปดเผย รวมทั้งมีการตรวจนับจํานวนไมท่ีประสงคจะยืมใหชัดเจน
ลําพังเพียงการโทรศัพทแจงใหกรรมการบางคนทราบ หรือกรรมการบางคนรับรูการกระทํา
ดังกลาวของผูฟองคดี จึงยังหาไดเพียงพอไม สวนกรณีจะเปนการยืมวัสดุใชคงรูป และผูฟองคดี
ไดนําสงไมคืนในสภาพเดิมหรือไม ก็มิไดทําใหผลของการกระทําเปล่ียนแปลงไป ประกอบกับ
การยืมไมของผูฟองคดี ยังมิใชเหตุภัยพิบัติรายแรงถึงขนาดท่ีมีความจําเปนตองใชวัสดุของ
ทางราชการโดยไมตองดําเนินการตามข้ันตอนและวิธีการที่กฎหมายกําหนดแตอยางใด เม่ือผูฟองคดี
ในฐานะผูอํานวยการโรงเรียนอนุบาลอรุณรังสี และเปนประธานกรรมการรื้อถอนและควบคุม
การใชวัสดุซ่ึงมีหนาท่ีในการดูแลเก็บรักษาไมท่ีไดจากการรื้อถอนท่ีเก็บไวในอาคารอเนกประสงค
ของโรงเรียน ยอมตองพึงระมัดระวังในการนําไมท่ีอยูในความดูแลของตนไปใชประโยชนอยางอ่ืน
นอกเหนือจากประโยชนของทางราชการ หรือนําไปใชในสิ่งท่ีตนอาจไดรับประโยชนสวนตัว
รวมอยูดวย จากพฤติการณและการกระทําดังกลาวของผูฟองคดีที่ใชอํานาจหนาท่ีของตนนําไมที่ได
จากการรื้อถอนอาคารบานพักครูและโรงฝกงานของโรงเรียนไปใชประโยชนสวนตัว แมผูฟองคดี
ไดน าํ ไมส ง คืนภายหลังจากท่ีใชงานเสร็จแลวก็ตาม แตก็ไมอาจทราบจํานวนไมท่ียืมและไมท่ีสงคืน
ไดอยางชัดเจน จึงมิไดทําใหผลของการกระทําของผูฟองคดีเปล่ียนแปลงไปเชนกัน อีกท้ัง
การกระทําของผฟู องคดีดงั กลาวยงั หมนิ่ เหมตอการทุจริตตอหนาท่ีราชการอีกดวย ท้ังมีผลกระทบ
ตอช่ือเสียงและเกียรติศักดิ์ของตําแหนงหนาท่ีราชการ ท่ีตองประพฤติตนใหเปนที่เลื่อมใสศรัทธา
หรือใหเปน ทีเ่ ชื่อถอื ของประชาชนและสังคมทว่ั ไป ถือวาเปนการประพฤติชั่วอยางรายแรง อันเปน
ความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ การท่ี อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเก่ียวกับการอุทธรณและการรองทุกข
ที่ทําการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการประชุมเม่ือวันท่ี ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ไดมีมติใหลดโทษ
ผูฟองคดีจากไลออกราชการ เปนปลดออกจากราชการ ตามมาตรา ๙๙ แหงพระราชบัญญัติ
ดังกลาว จึงเปนการกระทําท่ีชอบดวยกฎหมายแลว ดังนั้น การท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ไดมีคําสั่งลงวันท่ี
๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลดโทษผูฟองคดีเปนโทษปลดออกจากราชการตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๑
แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๗)
ดงั กลา ว จึงเปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมายเชนกัน ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง น้ัน
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพอ งดวย
พพิ ากษายืน
คาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อบ.๑๘๗/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เม่ือครั้งผูฟองคดีเปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ตาํ แหนงครู วทิ ยฐานะครูชํานาญการ โรงเรยี น พ. สงั กดั สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎรธานี
เขต ๒ มีหนาที่สอนวิชาวอลเลยบอล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๒ ถูกกลาวหาโดยการรองเรียนวา
ผฟู อ งคดไี ดก ระทาํ อนาจารดว ยการหอมแกม จับแกม จับหนาอก จบั กนและพดู ขอรว มประเวณีกับ
เด็กหญิง ท. ในหองประชาสัมพันธ หลังจากเลิกซอมวอลเลยบอล นอกจากนี้ ยังมีความสนิทสนมกับ
เด็กหญิง จ. เกินสมควร โดยอยูเพียงลําพังสองคนกับเด็กหญิง จ. ในหองประชาสัมพันธดังกลาว
หลังจากนั้น ไดมีการต้ังคณะกรรมการสืบหาขอเท็จจริง ซ่ึงคณะกรรมการสืบหาขอเท็จจริง
สืบสวนแลวกรณีมีมูลเห็นควรใหสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาสุราษฎรธานีเขต ๒ แตงต้ัง
คณะกรรมการสอบสวนทางวินยั ผฟู อ งคดี ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนฯ ไดดําเนินการสอบสวนแลว
เห็นวา ผูฟองคดีไดกระทําการตามที่ถูกกลาวหา อันเปนความผิดวินัยไมรายแรง กรณีกระทําการ
อันไดช่ือวาเปนผูประพฤติช่ัว และไมประพฤติตนเปนแบบอยางท่ีดีแกผูเรียน ตอมา ผูถูกฟองคดีที่ ๒
(ศกึ ษาธิการจงั หวดั สรุ าษฎรธานี (ผูอาํ นวยการสํานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๑ เดิม))
จึงมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ลงโทษลดข้ันเงินเดือนหนึ่งขั้น และรายงานการดําเนินการ
ทางวินัยตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางศึกษา) หลังจากนั้น
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีหนังสือแจงผูถูกฟองคดีท่ี ๒ วา ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีมติใหเพ่ิมโทษจากลดขั้นเงินเดือน
หนึ่งข้ันเปนไลออกจากราชการ เพราะเห็นวา พฤติการณของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
ตามที่ผูบ ังคับบญั ชาสัง่ ลงโทษลดขัน้ เงนิ เดือนหน่ึงข้ันยังไมเหมาะสมกับกรณีความผิด ผูถูกฟองคดีที่ ๒
จึงมีคําสั่งลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เพ่ิมโทษผูฟองคดีตามมติดังกลาว ผูฟองคดีไดรับทราบคําสั่งแลว
มีหนังสืออุทธรณคําส่ังลงโทษตอผูถูกฟองคดีที่ ๑ ซ่ึงผูถูกฟองคดีท่ี ๑ พิจารณาแลวเห็นวา
ขอเท็จจริงไมอาจรับฟงไดชัดเจนวา ผูฟองคดีมีความสัมพันธถึงขั้นไดเสียกับผูเสียหาย ซึ่งกรณีครูชาย
กระทําอนาจารศิษยหรือผูเยาวโดยกระทําตออวัยวะสําคัญทางเพศ แนวทางพิจารณาโทษของ
ก.ค.ศ. กําหนดใหเปนความผิดวินัยอยางรายแรง การลงโทษไลออกจากราชการ น้ัน หนักเกินกวา
กรณีความผิด อุทธรณฟงข้ึนบางสวน จึงมีมติเปนเอกฉันทใหผูบังคับบัญชามีคําสั่งลดโทษใหแก
ผูฟองคดีจากไลออกจากราชการเปนปลดออกจากราชการ และมีหนังสือลงวันท่ี ๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
แจง การพจิ ารณาอุทธรณใ หผ ูฟ อ งคดที ราบ ผูฟองคดีเห็นวา การพิจารณาอุทธรณของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ไมไดต้ังคณะกรรมการเพื่อสอบสวนพยานหลักฐานเพ่ิมเติมท้ังฝายผูฟองคดีและผูเสียหาย และ
ยังปรากฏวามีการเพ่ิมขอหารายแรงวา ผูฟองคดีมีความสัมพันธถึงขั้นรวมประเวณีกับผูเสียหายจริง
ซ่ึงผูเสียหายแลวยืนยันวา ไมมีการรวมประเวณี ทําใหผูฟองคดีและผูเสียหาย รวมถึงวงศตระกูล
ไดรับความเส่ือมเสีย เพราะขอกลาวหาดังกลาวไมไดรับการพิสูจน จึงนําคดีมาฟองตอศาลขอให
แนวคําวนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๘)
ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ตามคําสั่งลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓
และเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ท่ีลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ แจงตามหนังสือ
ลงวนั ที่ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๕๔ และใหผ ฟู อ งคดีกลับเขา รับราชการตามเดิม ตอมา ในระหวางการพิจารณา
ของศาลปกครองช้ันตน ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๒๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ ลดโทษผูฟองคดี
จากไลออกจากราชการเปนปลดออกจากราชการ โดยไดมีหนังสือลงวันท่ี ๒๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๕
แจง คําส่ังดงั กลา วใหผูฟองคดที ราบ
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา ขอเท็จจริงปรากฏวา เมื่อคณะกรรมการฯ ไดรายงาน
ตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ วา ขอเท็จจริงมีมูลตามขอกลาวหา เห็นควรดําเนินการสอบสวนทางวินัย
ผูฟองคดีตอไป ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จึงมีคําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนผูฟองคดีวากระทําผิดวินัย
อยางรา ยแรง ตามคาํ ส่ังสาํ นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต ๒ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๒
ตอมา คณะกรรมการสอบสวนไดรายงานผลการสอบสวนตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ วา การกระทําของ
ผูฟองคดีทั้งสองกรณี เปนความผิดวินัยตามมาตรา ๘๘ วรรคหน่ึง ฐานไมประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี
แกผ เู รยี น และฐานกระทําการอันไดช ่ือวาเปน ผปู ระพฤตชิ ่ัวตามมาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ.
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ควรลดขั้นเงินเดือนหน่ึงขั้น
ผถู กู ฟอ งคดีที่ ๒ จงึ มีคําสั่งลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ลงโทษลดข้ันเงินเดือนผูฟองคดีหน่ึงขั้น
และไดมีหนังสือลงวันท่ี ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ รายงานการสอบสวนตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ และ
อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ที่การศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต ๒ ซ่ึง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ
ทาํ การแทนผูถกู ฟอ งคดีท่ี ๑ เหน็ วา โทษดังกลาวยังไมเหมาะสมกับกรณีความผิด จึงมีมติเปนเอกฉันท
ใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากลดขั้นเงินเดือนเปนไลออกจากราชการตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม
แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงมีคําส่ังลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ ลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ และไดรายงานการดําเนินการทางวินัยไปยังผูถูกฟองคดีที่ ๑
ตามขอเท็จจรงิ ขา งตน เห็นวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดรายงานการดําเนินการทางวินัยใหผูถูกฟองคดีที่ ๑
และ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเก่ียวกับวินัยและการออกจากราชการ ทําการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการ
ประชุมเมื่อวันท่ี ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ มีมติใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากลดขั้นเงินเดือนเปนไลออกจากราชการ
ผถู ูกฟอ งคดีท่ี ๒ จงึ มคี ําสัง่ ลงวนั ท่ี ๒ สงิ หาคม ๒๕๕๓ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมติ
ดังกลาวขางตน การรายงานการลงโทษดังกลาวเปนการดําเนินการตามมาตรา ๑๐๔ วรรคหน่ึง (๒)
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับ ขอ ๘
ของระเบียบ ก.ค.ศ. วาดวยการรายงานเกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัยและการออกจากราชการ
ของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ซ่ึงเปนสวนหนึ่งของกระบวนการพิจารณา
ลงโทษทางวนิ ยั เมือ่ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ
ซึ่งเปนองคกรท่ีพิจารณาการลงโทษข้ันสุดทายไดพิจารณาจากสํานวนการสอบสวนแลวเห็นวา
การดําเนินการทางวินัยแกผูฟองคดีไดมีการสอบสวนโดยชอบแลว พฤติการณการกระทําของ
ผูฟองคดีเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสอง และวรรคสาม แหง พ.ร.บ.
ระเบยี บขา ราชการครูและบคุ คลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ แตโทษท่ีผูฟองคดีไดรับไมเหมาะสมกับ
แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๑๙)
พฤติกรรมและการกระทําของผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ก็ยอมมีอํานาจที่จะเพ่ิมโทษผูฟองคดีได
โดยไมจาํ ตอ งตงั้ คณะกรรมการสอบสวนใหมแตอยางใด ดังน้ัน เม่ือ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัย
และการออกจากราชการ ทําการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ พิจารณาสํานวนการสอบสวนและพยานหลักฐาน
ในสาํ นวนแลวเหน็ วา การกระทําของผฟู อ งคดีเปน ความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม
แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงมีมติเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากลดขั้นเงินเดือนเปนไลออกจากราชการ
จึงเปนการกระทําทช่ี อบดวยกฎหมายแลว อยางไรก็ตาม ในช้ันการพิจารณาอุทธรณ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ
เกี่ยวกับการอุทธรณและการรองทุกข ทําการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไดพิจารณาจากคําใหการของ
ผูเสียหาย ประกอบกับถอยคําของเพื่อนนักเรียนท่ีใหการสอดคลองกันถึงลักษณะการกระทําของ
ผูฟองคดี เวลาและสถานที่เกิดเหตุ และยืนยันขอเท็จจริงวา ผูฟองคดีกระทําอนาจารนักเรียน
ตั้งแตในชั้นสืบสวนและในช้ันสอบสวน โดยพยานดังกลาวมีความสนิทสนมกับผูฟองคดีและไมมี
สาเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดีมากอน แตผูเสียหายและพยานมิไดใหการถึงขนาดวาผูฟองคดี
มีเพศสัมพันธกับผูเสียหาย จึงเห็นวา พฤติการณของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
กรณีกระทําการลวงละเมิดทางเพศตอผูเรียน ไมวาจะอยูในความปกครองดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม
ตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม แหง พระราชบัญญตั ิดังกลา ว ซ่งึ กรณคี รชู ายกระทาํ อนาจารตอศิษยหรือ
ผูเยาว แนวทางการพิจารณาโทษของผูถูกฟองคดีที่ ๑ กําหนดใหเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
โดยมีระดับโทษปลดออกจากราชการ จึงมีมติใหผูบังคับบัญชามีคําส่ังลดโทษใหแกผูฟองคดีจาก
โทษไลออกจากราชการเปนโทษปลดออกจากราชการ กรณีจึงฟงไดวา การที่ผูฟองคดีถูกลงโทษ
ปลดออกจากราชการตามคําสั่งลงวันท่ี ๒๑ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๕ เปน การลงโทษท่ีชอบดวยกฎหมาย
และเหมาะสมแกความผิดแลว ที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง น้ัน ศาลปกครองสูงสุด
เห็นพองดว ย
พิพากษายนื
วินัยขาราชการสว นทองถ่นิ
คําพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี ฟ.๕/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เมื่อป พ.ศ. ๒๕๔๘ ขณะที่ผูฟองคดีปฏิบัติหนาท่ีเปนทองถิ่น
อาํ เภอคาํ มว ง จังหวัดกาฬสินธุ องคการบริหารสวนตําบลทุงคลอง ดําเนินการสอบแขงขันบรรจุบุคคล
เขารับราชการและแตงต้ังเปนพนักงานสวนตําบลทุงคลอง วันท่ี ๒๑ ถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ตอมา ไดมีผูรองเรียนตอจังหวัดกาฬสินธุวา มีการทุจริตในการจัดสอบแขงขันบรรจุบุคคล
เขารับราชการและแตงตั้งเปนพนักงานสวนตําบลทุงคลองดังกลาว จังหวัดกาฬสินธุจึงสงเร่ืองให
ผูถูกฟองคดีที่ ๓ (คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ) ดําเนินการไตสวนและ
ชี้มูลความผิด ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ จึงมีคําสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ ๒๕๕๐
แตงต้ังคณะอนุกรรมการไตสวนเพ่ือดําเนินการไตสวนขอเท็จจริง และตอมาผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติวา
ผฟู อ งคดมี ีความผดิ ฐานกระทาํ การเรียกรับเงินจากผูเขาสอบและผูเก่ียวของซ่ึงจายเงินแทนผูเขาสอบ
แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๐)
ถือวา ผฟู อ งคดีมีสว นรว มกระทําความผดิ จึงมมี ลู ความผิดทางอาญาฐานเปน ผสู นบั สนุนตามมาตรา ๑๔๙
มาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖ แหงประมวลกฎหมายอาญา และมีความผิดทางวินัยฐานกระทําการ
อันไดชื่อวาเปนผูประพฤติชั่วอยางรายแรง เปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขา ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีหนังสือแจงใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑
(อธิบดีกรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน) ซ่ึงเปนผูบังคับบัญชาดําเนินการตามอํานาจหนาที่ ตอมา
คณะอนุกรรมการขาราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน มีมติเม่ือวันท่ี
๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ใหลงโทษปลดผฟู อ งคดีออกจากราชการตามคําส่ังกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
ลงวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผูฟองคดีทราบคําส่ังดังกลาวเม่ือวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ภายหลัง
อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย มีมติเม่ือวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีเปนไลออกจากราชการ
ตามคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผูฟองคดีอุทธรณคําส่ังดังกลาว
ตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม) เม่ือวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และวันท่ี
๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ตามลําดับ ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ มีคําวินิจฉัย ลงวันท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
ใหยกอทุ ธรณข องผูฟองคดี ผูฟองคดีเห็นวา คําส่ังลงโทษทางวินัย และคําวินิจฉัยของผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ไมช อบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําวินิจฉัย ลงวันที่
๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ยกเลิกหรือเพิกถอนมติคณะอนุกรรมการขาราชการพลเรือน
ของกระทรวงมหาดไทย เม่ือวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๕๓ และคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
ลงวันที่ ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๓ ยกเลิกหรือเพกิ ถอนมตคิ ณะอนุกรรมการขา ราชการพลเรอื นของกรมสงเสริม
การปกครองทองถ่ิน เม่ือวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และคําส่ังกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ลงวันที่
๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เห็นวา ขอเท็จจริงรับฟงไดวา ผูฟองคดีมีพฤติการณเรียกรับเงินจากผูเขาสอบ
และชวยเหลือใหแกผูเขาสอบทั้งสามรายสอบเขาเปนพนักงานสวนตําบลไดจริง โดยผูฟองคดีไดรับ
มอบหมายใหปฏิบัติหนาท่ีผูอํานวยการสนามสอบโรงเรียนกาฬสินธุพิทยาสรรพ (โรงเรียนเทศบาล ๑)
มีหนาที่ควบคุมการดําเนินการสอบในสนามสอบนั้นและสงมอบกระดาษคําตอบแกคณะกรรมการ
ดําเนนิ การสอบทีโ่ รงเรยี นเซนตยอแซฟ ผูฟองคดีจึงเปนเจาหนาท่ีผูสนับสนุนการสอบพนักงานแขงขัน
พนักงานสวนตําบลในครั้งน้ี และเปนสาเหตุใหผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เห็นวา การกระทําของผูฟองคดี
มีมูลความผิดทางวินัยฐานกระทําการอันไดชื่อวาประพฤติชั่วอยางรายแรงเปนความผิดวินัย
อยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ซึ่งใชบังคับในขณะน้ัน
แตอยางไรก็ตาม การที่ผูฟองคดีกระทําการเรียกรับเงินจากผูเขาสอบและผูท่ีเกี่ยวของ เพ่ือชวยเหลือ
ใหผูเขาสอบท้ังสามรายผานขอเขียน ถือวาผูฟองคดีอาศัยอํานาจหนาท่ีราชการของตนไมวาจะ
โดยทางตรงหรอื ทางออ มหาประโยชนใ หแกตนเอง ซึ่งการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีราชการ
โดยมิชอบ เพ่ือใหตนเองไดประโยชนที่มิควรได เปนการทุจริตตอหนาที่ราชการและเปนความผิดวินัย
อยางรายแรงตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ซ่ึงใชบังคับในขณะน้ัน อีกทั้ง
พฤติการณดังกลาวถือเปนเร่ืองรายแรงทําใหเสียหายแกชื่อเสียงของทางราชการอยางย่ิง การกระทํา
ของผูฟองคดีจึงมีมูลความผิดทางวินัยฐานกระทําการอันไดช่ือวาประพฤติช่ัวอยางรายแรง
ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหง พระราชบัญญตั เิ ดียวกัน มติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ที่ช้ีมูลความผิดวา
แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๑)
การกระทําของผูฟอ งคดีทม่ี ีสว นในการเรียกรบั เงนิ จากผูเขาสอบและผเู ก่ียวของเพื่อแลกเปล่ียนกับ
การชวยเหลือใหผูเขาสอบเปนผูสอบผานขอเขียน มีมูลเปนความผิดวินัยอยางรายแรงฐานกระทําการ
อนั ไดช ่อื วาเปนผปู ระพฤติช่ัวอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน
จงึ เปนการชม้ี ลู ท่ยี งั ไมค รบถวน
สวนท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๓ โตแยงวา การรับฟงขอเท็จจริงเปนดุลพินิจโดยแทของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๓ และการวินิจฉัยช้ีมูลความผิดของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในฐานะองคกรตามรัฐธรรมนูญ
เปนการใชอาํ นาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ผูฟองคดถี ูกผบู ังคับบัญชาลงโทษตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓
ไมอาจฟองตอศาลปกครองขอใหเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ และคําสั่งของผูบังคับบัญชา
ที่ลงโทษทางวินยั ตามมติของผถู ูกฟอ งคดที ่ี ๒ เพราะเปนการดําเนินการตามมาตรา ๙๒ วรรคหน่ึง
แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เห็นวา การใชอํานาจ
ขององคกรตามรัฐธรรมนูญท่ีไมอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓
วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นอกจากตองเปนการใชอํานาจ
โดยตรงตามรัฐธรรมนูญแลว ยังตองเปนการใชอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดปญหาตามรัฐธรรมนูญ
โดยตรงอีกดวย เมื่อผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เปนคณะบุคคลท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดใหเปนองคกรอิสระ
ตามรัฐธรรมนูญและยังเปนการบุคคลที่มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติใหอํานาจในการออกกฎ
คําสง่ั หรือมติใดๆ ท่ีมีผลกระทบตอสถานภาพหรือสิทธิของบุคคล จึงมีฐานะเปนเจาหนาท่ีของรัฐดวย
ซ่ึงการใชอํานาจของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในการไตสวนและช้ีมูลความผิดของผูถูกกลาวหา นั้น
ไมมีบทบัญญัติจํากัดสิทธิของบุคคลผูถูกลงโทษทางวินัยในการฟองคดีตอศาลปกครอง และกรณี
ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ช้ีมูลความผิดทางอาญา แมกฎหมายใหถือวารายงานของผูถูกฟองคดีที่ ๓
เปนสํานวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและใหศาลประทับฟอง
โดยไมตองไตสวนมูลฟอง แตกอนการลงโทษทางอาญาก็ตองอยูภายใตการพิจารณาพิพากษาคดี
ของศาลยุติธรรมอันเปนหลักประกันความเปนธรรมของผูถูกกลาวหาหรือจําเลย ดังน้ัน การที่
ผถู กู ฟองคดีที่ ๓ มีมติช้ีมูลความผิดของผูฟองคดีวาเปนความผิดวินัย จึงมิไดเปนการวินิจฉัยช้ีขาด
ขององคกรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเปนการใชอํานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององคกรตามรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งใชบังคับ
ในขณะนนั้ ขอ โตแยงของผถู ูกฟองคดีที่ ๓ ในประเด็นนี้จึงไมอาจรับฟง ได
เมือ่ ขอเท็จจริงปรากฏวา ผูถูกฟองคดีที่ ๓ พิจารณาแลวมีมติวา การกระทําของผูฟองคดี
มีสวนรวมในการเรียกรับเงินมีมูลความผิดทางวินัยฐานกระทําการอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติชั่ว
อยางรา ยแรงเปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการ
พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งใชบังคับในขณะน้ัน จึงสงรายงานเอกสารพรอมท้ังความเห็นมายัง
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติ โดยไมตอง
แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก และในการพิจารณาโทษทางวินัยใหถือวารายงานเอกสาร
และความเห็นของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เปนสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ทั้งนี้ ตามมาตรา ๙๒ แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ผูถูกฟองคดีที่ ๑
แนวคําวนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๒)
ซ่ึงเปนผูบังคับบัญชาท่ีมีอํานาจส่ังบรรจุตามมาตรา ๕๗ แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑ สง เรื่องท่ผี ถู กู ฟองคดที ี่ ๓ ชม้ี ลู ความผดิ วนิ ยั ผฟู องคดี ใหคณะอนุกรรมการขาราชการพลเรือน
(อ.ก.พ.) กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่นพิจารณา โดย อ.ก.พ. กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ใหลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
ผูถูกฟอ งคดที ่ี ๑ จึงอาศัยอํานาจตามมาตรา ๙๗ ประกอบมาตรา ๑๓๓ แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑ มีคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ลงวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ลงโทษปลด
ผฟู องคดอี อกจากราชการ ต้ังแตวันที่ออกคําส่ังดังกลาว แตตอมาเม่ือผูถูกฟองคดีท่ี ๑ รายงานตอ
อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ซ่ึง อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย พิจารณาแลวมีมติในการประชุม
เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ใหเพิ่มโทษผูฟองคดีจากปลดออกเปนไลออกจากราชการตามฐาน
ความผิดตามมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ซึ่งผูถูกฟองคดีท่ี ๑ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓
วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และขอ ๖ (๔) ของระเบียบ ก.พ. วาดวย
วันออกจากราชการของขาราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบมาตรา ๑๓๓
แหง พระราชบัญญตั ิเดียวกัน เพ่ิมโทษเปนไลออกจากราชการ จากขอเท็จจรงิ ดงั กลาว เม่ือนาํ มาพิจารณา
กับบทบัญญัติเกี่ยวกับอํานาจหนาท่ีในการไตสวนขอเท็จจริงและช้ีมูลความผิดทางวินัยของผูถูกฟองคดีที่ ๓แลว
จะเห็นไดวา ขอกลาวหาท่ีอยูในอํานาจไตสวนและพิจารณาของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ หมายถึง เฉพาะ
ขอกลาวหาที่เกี่ยวกับการกระทําผิดฐานทุจริตตอหนาที่ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการ
หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรมเทาน้ัน และโดยท่ีประมวลกฎหมายอาญา
บัญญัติถึงองคประกอบและโทษเก่ียวกับความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการไวในภาค ๒ ลักษณะ ๒
หมวด ๒ มาตรา ๑๔๗ ถึงมาตรา ๑๖๖ และบัญญัติถึงองคประกอบและโทษเกี่ยวกับความผิด
ตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรมไวในลักษณะ ๓ หมวด ๒ มาตรา ๒๐๐ ถึงมาตรา ๒๐๕ ดังนั้น
ความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการและความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรม จึงเปนมูล
ความผิดทางอาญา สวนความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ถือเปนมูลความผิดทางวินัย นอกจาก
สามกรณีดังกลาวแลว ผูถูกฟองคดีที่ ๓ ไมมีอํานาจในการไตสวนขอเท็จจริง โดยผูถูกฟองคดีท่ี ๓
มีอํานาจหนาที่ในการไตสวนขอเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผูฟองคดีเฉพาะความผิด
ฐานทุจริตตอหนาท่ีราชการเทาน้ัน การที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ มีมติช้ีมูลความผิดทางวินัยผูฟองคดี
ในความผดิ ฐานอื่น จึงเปนการกระทําท่ีไมมีอํานาจตามกฎหมายและไมผูกพันผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ซึ่งเปน
ผูบังคับบัญชาของผูฟองคดี รวมท้ังไมอาจถือรายงานเอกสารและความเห็นของผูถูกฟองคดีท่ี ๓
ในฐานความผิดดังกลาวมาเปนสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ได
ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ตองแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นเพ่ือทําการสอบสวนผูฟองคดี
ในกรณีที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยในขอหาดังกลาวตามมาตรา ๑๐๒
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อใหผูฟองคดีรับทราบขอกลาวหา
และมีโอกาสช้ีแจงหรือนําสืบแกขอกลาวหาตามขั้นตอนและวิธีการที่กําหนดไวตามกฎหมาย
หรือระเบียบหรือขอบังคับวาดวยการบริหารงานบุคคลของผูฟองคดี อันเปนข้ันตอนหรือวิธีการ
แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๓)
อันเปนสาระสําคัญในการลงโทษทางวินัยอยางรายแรงแกขาราชการพลเรือน ดังนั้น การท่ี
ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ นํารายงานเอกสารและความเห็นของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ มาพิจารณาและมีคําส่ัง
กรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน ลงวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
ตอมา มีคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ลงวันท่ี ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ เพิ่มโทษผูฟองคดี
จากปลดออกเปนไลออกจากราชการ ตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ในความผิดฐาน
กระทําการอนั ไดชื่อวาเปน ผปู ระพฤติชั่วอยางรายแรงตามที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติช้ีมูลความผิดนั้น
จงึ เปนคาํ สงั่ ทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีคําวินิจฉัย ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
ใหย กอุทธรณข องผฟู อ งคดี จึงไมชอบดว ยกฎหมายเชนกัน
พิพากษาเพิกถอนคําวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ลงวันท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
ทีใ่ หยกอทุ ธรณข องผูฟอ งคดี และคาํ สั่งกรมสงเสรมิ การปกครองทอ งถน่ิ ลงวันท่ี ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เพ่มิ โทษเปนไลผฟู อ งคดอี อกจากราชการ โดยใหม ีผลยอ นหลังไปตั้งแตวันที่คําส่ังมีผลใชบังคับเปนตนไป
แตทั้งนี้ไมตัดอํานาจของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ที่จะดําเนินการทางวินัยผูฟองคดีเสียใหมใหถูกตอง
คําขออื่นนอกจากนใ้ี หยก
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ.๑๘๑/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ขณะท่ีผูฟองคดีดํารงตําแหนงปลัดเทศบาลตําบลกุงเกา
อําเภอทาคันโท จังหวัดกาฬสินธุ ผูถูกฟองคดีที่ ๕ (นายกเทศมนตรีตําบลกุงเกา) มีคําส่ังลงวันที่
๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ กรณีกระทําผิดวินัย โดยถูกกลาวหาวา
เมอ่ื คร้ังผฟู อ งคดดี ํารงตาํ แหนงปลดั องคก ารบริหารสวนตาํ บลนางิ้ว อําเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ไดเบิกจายเงินในโครงการกอสรางถนนลูกรังเขาสูพื้นท่ีทางการเกษตรบานนางิ้ว วงเงินจํานวน
๗๓๐,๐๐๐ บาท และโครงการกอสรางและปรับปรุงระบบประปาบานดงปาเปลือย วงเงินจํานวน
๑๕๘,๐๐๐ บาท ใหผูรับจางกอนงานแลวเสร็จ อันเปนการเบิกจายเงินโดยไมปรากฏหลักฐาน
ใบตรวจรับงานจาง รายงานการควบคุมงานของชางควบคุมงาน และภาพถายกอนและหลังการ
ทํางาน ทําใหราชการไดรับความเสียหายเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรงฐานทุจริตตอหนาที่
ราชการตามขอ ๓ ของมาตรฐานทั่วไปเก่ียวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย
ซ่ึงผูถูกฟองคดีที่ ๓ (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ) ในการประชุมเมื่อวันท่ี
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ไดมีมติใหลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีมีหนังสือลงวันท่ี
๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ อุทธรณคําสั่งดังกลาวตอผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ตอมาผูถูกฟองคดีท่ี ๒
(ผูวาราชการจังหวัดกาฬสินธุ) ไดมีหนังสือลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ แจงผลการพิจารณา
อุทธรณว า ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ผูฟองคดีเห็นวาคําสั่งดังกลาวไมชอบ
ดว ยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังใหเพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีที่ ๕
ลงวันท่ี ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ที่ลงโทษทางวินัยไลผูฟองคดีออกจากราชการ เห็นวา กอนที่
จะมกี ารดาํ เนนิ การทางวนิ ัยกบั ผฟู อ งคดีในกรณีที่ถกู รองเรยี นดังกลา ว อําเภอสังคมซ่ึงเปนหนวยงาน
ท่ีกํากับดูแลองคการบริหารสวนตําบลนางิ้วไดดําเนินการตามหลักเกณฑที่กําหนดไวในขอ ๒๐
แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๔)
ขอ ๒๓ ขอ ๔๔ และขอ ๔๕ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดกาฬสินธุ
เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ
การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซ่ึงบังคับใชในขณะดําเนินกระบวนการ
สอบสวนวินัยผูฟองคดี โดยมีการแจงใหผูฟองคดีทราบขอเท็จจริงพรอมทั้งใหโอกาสโตแยงแสดง
พยานหลกั ฐานแลว เมอื่ รบั ฟง ไดวา ขณะเกิดเหตพุ ิพาท ผูฟองคดดี ํารงตําแหนงปลัดองคการบริหาร
สวนตําบล สังกัดองคการบริหารสวนตําบลนาง้ิว ซ่ึงเปนหัวหนางานบริหารภายในองคการบริหาร
สว นตําบลนางิว้ และไดรบั การแตงต้ังใหเปนคณะกรรมการตรวจการจางตามคําส่ังองคการบริหาร
สวนตําบลนางิ้ว ลงวันท่ี ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ ผูฟองคดีจึงมีหนาท่ีตามขอ ๔๘ ของระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการพัสดุขององคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๘ แตผูฟองคดี
มิไดตรวจสอบ ติดตาม ควบคุมและดูแลการปฏิบัติหนาที่ของผูใตบังคับบัญชาอยางใกลชิด อีกท้ัง
ไดลงนามในเอกสารการเบิกจายเงินโดยมิไดกล่ันกรองพิจารณาใหรอบคอบกอนการอนุมัติ
เบิกจายเงินใหแกผูรับจาง และปลอยปละละเลยใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติหนาท่ีโดยไมชอบ
ดวยกฎหมาย โดยผูฟองคดีไดใหถอยคําในช้ันการสอบสวนทางวินัยวา ไดตรวจเอกสาร
ประกอบดว ย หนา ฎกี า เชค็ เบิกจายเงนิ ขณะลงนามในฎกี าไมมีรายงานบันทึกควบคุมงานของชาง
และใบตรวจรับงานจาง อีกท้ังในฐานะคณะกรรมการตรวจรับงานจาง ผูฟองคดีรับวาลงนาม
ในเอกสารใบตรวจรับงานจางไวลวงหนาโดยไมไดไปดูสถานที่กอสรางจริง จึงเห็นไดวา ผูฟองคดี
ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจางและปลัดองคการบริหารสวนตําบล ผูบังคับบัญชาชั้นตน
ซึ่งมีหนาท่ีตรวจสอบกล่ันกรองเอกสารการเบิกจายเงินใหเปนไปตามระเบียบและกฎหมายที่
เกย่ี วขอ งกอ นทีจ่ ะนําเสนอผูบังคับบัญชาในลําดับตอไป แตการที่ผูฟองคดีละเลยมิไดปฏิบัติหนาท่ี
ราชการตามท่ีมีระเบียบและกฎหมายกําหนดไวแลวดังกลาว จึงถือวาผูฟองคดีจงใจไมปฏิบัติ
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดว ยการรับเงนิ การเบิกจา ยเงนิ การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน
และการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอ ๔๘ (๓) ขอ ๖๐ (๔) และ
ขอ ๖๓ จนเปนเหตุใหองคการบริหารสวนตําบลนางิ้วไดรับความเสียหายเปนเงินจํานวน
๒๙๖,๗๓๐ บาท อันเปนกรณีที่ถือวาทําใหราชการเสียหายอยางรายแรง เปนความผิดวินัย
อยางรายแรงตามขอ ๖ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ
เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ
การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันท่ี ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๔ ดังนั้น การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๕
ซึ่งเปนผูบังคับบัญชา ไดมีคําส่ังลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
ตามมติของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ ในการประชุมเมื่อวันท่ี
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบดวยขอ ๒๙ ประกอบกับขอ ๗๐
ของประกาศดังกลาวแลว ที่ศาลปกครองชน้ั ตนพพิ ากษายกฟอ ง นนั้ ศาลปกครองสูงสุดเหน็ พองดวย
พพิ ากษายนื
แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๕)
คําพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ.๒๗๐/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีเปนขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตําแหนง
เจาพนักงานปกครอง ๗ หัวหนาฝายปกครอง สํานักงานเขตลาดกระบัง ถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัย
อยางรายแรง กรณีเม่ือคร้ังผูฟองคดีดํารงตําแหนงเจาพนักงานปกครอง ๗ หัวหนาฝายทะเบียน
สํานักงานเขตบางกะป ไดใหความชวยเหลือผูแอบอางชื่อนาย บ. มีบัตรประจําตัวประชาชน
โดยมิชอบ ซ่ึงผูฟองคดีเปนผูอนุมัติทําบัตรประจําตัวประชาชน พฤติการณของผูฟองคดี
เปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบ
เพื่อใหต นเองหรือผูอ ืน่ ไดประโยชนท ี่มคิ วรไดเ ปนการทุจรติ ตอหนา ทร่ี าชการ และกระทําการอันได
ช่ือวาเปนผูประพฤติชั่วอยางรายแรง ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ปลัดกรุงเทพมหานคร) จึงมีคําส่ัง
กรุงเทพมหานคร ลงวันท่ี ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ แกไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่
๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีไดย่ืนอุทธรณคําส่ังลงโทษดังกลาว
ตอมา ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร) ในการประชุมเมื่อวันท่ี
๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ รับทราบมติ อ.ก.ก. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและการอุทธรณ
ท่ีใหยกอุทธรณของผูฟองคดี และเสนอผูถูกฟองคดีที่ ๓ (รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย)
ในฐานะผูใชอํานาจนายกรัฐมนตรีพิจารณา ซ่ึงผูถูกฟองคดีท่ี ๓ พิจารณาแลวมีคําสั่งใหยกอุทธรณ
ของผูฟองคดีตามมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ผูฟองคดีไดรับแจงผลการพิจารณาอุทธรณ เมื่อวันท่ี
๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ แลว จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอน
คําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ แกไขเพ่ิมเติมโดยคําส่ังกรุงเทพมหานคร
ลงวนั ที่ ๑ มนี าคม ๒๕๔๙ ที่ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ เพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๒
เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ เพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ที่ยกอุทธรณของผูฟองคดี
และใหผูถ กู ฟองคดที ้ังสามรว มกนั หรือแทนกนั ชดใชเ งินจํานวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พรอมคาฤชาธรรมเนยี ม
ใหแกผูฟองคดี เห็นวา การขอมีบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. เปนการยื่นคําขอ
มีบัตรประจําตวั ประชาชนคร้ังแรกขณะที่นาย บ. มีอายุเกินกวา ๑๖ ป ซ่ึงเอกสารประกอบคํารอง
ของนาย บ. มีขอพิรุธหลายประการ กลาวคือ สูติบัตรเลขที่ ๑๗๔๐/๒๙ มกราคม ๒๕๑๘
ไมปรากฏลายมือชื่อนายทะเบียนผูรับแจง อีกท้ัง ขอเท็จจริงปรากฏวา นาย ช. เจาหนาท่ี
ฝายทะเบียน สํานักงานเขตบางกอกนอย ไมอาจยืนยันความถูกตองของสูติบัตรดังกลาวได และ
ไมปรากฏวามีการเขียนคํารองขอคัดสําเนาสูติบัตรดังกลาว จึงรับฟงไมไดวา สูติบัตรของนาย บ.
เปนเอกสารท่ีออกโดยชอบแลวได นอกจากน้ัน ใบสําคัญประจําตัวคนตางดาวของบิดาและมารดา
นาย บ. ยังมีรองรอยการแกไข ที่สามารถสังเกตเห็นไดอยางชัดเจน อีกท้ัง หนังสือสมาคม ฮ.
ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ก็ไมไดเปนเอกสารที่ออกโดยสวนราชการ จึงเห็นไดวา เอกสาร
ประกอบการขอมีบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. มีขอพิรุธท่ีแสดงใหเห็นวา ผูฟองคดี
ไมอาจอนุมัติใหทําบัตรประจําตัวประชาชนไดอยางชัดแจง แตผูฟองคดีซ่ึงเปนผูมีอํานาจอนุมัติ
ออกบัตรประจําตัวประชาชนกลับเพิกเฉยไมตรวจสอบความถูกตองของเอกสารประกอบคําขอ
ทง้ั ทข่ี อพิรธุ ของเอกสารนนั้ สามารถเหน็ ไดอยางชดั เจน จงึ ถือไดวา ผูฟองคดีกระทําการโดยไมชอบ
แนวคําวนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๖)
ดวยกฎหมายเพื่อชว ยเหลอื ใหน าย บ. ไดร บั บตั รประจําตวั ประชาชน การอนุมตั อิ อกบัตรประจําตัว
ประชาชนใหแกนาย บ. เม่ือวันท่ี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๔ จึงเปนการกระทําท่ีไมชอบดวยกฎหมาย
ตามขอ ๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) ขอ ๑๑ วรรคหนึ่ง ขอ ๑๒ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของระเบียบ
กรมการปกครอง วาดวยการจัดทําบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๓๘ สวนการอนุมัติ
บัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. ครั้งที่ ๒ กรณีบัตรประจําตัวประชาชนถูกทําลาย
เมื่อวันท่ี ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๕ นั้น เมื่อขอเท็จจริงรับฟงไดวา นาย ส. เจาหนาท่ีผูตรวจสอบ
การยื่นคําขอมีบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. กรณีนาย บ. เปล่ียนแปลงท่ีอยู ณ สํานักงาน
เขตตลิ่งชัน ไดโทรศัพทแจงผูฟองคดีวา การทําบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. ณ สํานักงาน
เขตบางกะป นาจะมีการทุจริต จึงไดระงับการทําบัตรประจําตัวประชาชนใหแกนาย บ. และ
ไดหมายเหตุยกเลิกการทําบัตรประจําตัวประชาชนในฐานขอมูลวา หลักฐานไมชัดเจน
การที่ผูฟองคดีอนุมัติบัตรประจําตัวประชาชนใหแกนาย บ. ทั้งที่ทราบดีวามีการตรวจสอบ
การขอมีบตั รประจําตวั ประชาชนของนาย บ. ซ่ึงผูฟองคดีจะตองระมัดระวังเปนพิเศษ กรณีจึงถือไดวา
ผูฟองคดีมีพฤติการณปฏิบัติหนาท่ีโดยมิชอบเพื่อชวยเหลือใหนาย บ. ไดรับบัตรประจําตัวประชาชน
แทนบัตรประจําตัวประชาชนเดิมท่ีถูกทําลาย การที่ผูฟองคดีออกบัตรประจําตัวประชาชนใหแก
นาย บ. เม่ือวันท่ี ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๕ จึงไมชอบดวยกฎหมาย และเม่ือผูฟองคดีอนุมัติ
บัตรประจําตัวประชาชนใหแกผูที่แอบอางตัวเปนนาย บ. โดยไมชอบดวยกฎหมาย ยอมเปน
การกระทาํ ท่ที าํ ใหตนเองหรอื ผูอื่นไดรบั ประโยชนทม่ี ิควรได มาตรา ๘๒ วรรคสาม และมาตรา ๙๘
วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีคําสั่ง
กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ แกไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันท่ี
๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ และผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีคําสั่งยกอุทธรณ
ของผูฟองคดี จึงชอบดวยกฎหมาย และมิไดเปนการกระทําละเมิดตอผูฟองคดี ท่ีศาลปกครองชั้นตน
มีคาํ พิพากษายกฟอง นั้น ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พอ งดว ย
พพิ ากษายนื
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๕๗๔/๒๕๖๓
ผฟู องคดีฟองวา เดิมผฟู อ งคดีดํารงตาํ แหนงบคุ ลากร ๓ เทศบาลตําบลยางชุมนอย
จังหวัดศรีสะเกษ ไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (นายกเทศมนตรี
ตําบลยางชุมนอย) รายงานผลการสอบสวนทางวินัยของผูฟองคดีตอนายอําเภอยางชุมนอย
โดยเสนอความเห็นใหไลผูฟองคดีออกจากราชการ ตอมา นายอําเภอยางชุมนอยไดรายงานผล
การสอบสวนวินัยและความเห็นดังกลาวตอผูถูกฟองคดีท่ี ๔ (ผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษ)
ในฐานะประธานของผูถูกฟองคดที ี่ ๓ (คณะกรรมการพนกั งานเทศบาลจังหวัดศรีสะเกษ) ซ่ึงตอมา
ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ไดมีมติใหไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงออกคําส่ังลงวันท่ี
๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ใหไลผฟู องคดอี อกจากราชการ ผูฟองคดีไดมีหนังสือลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒
อทุ ธรณค าํ ส่งั ดังกลา ว และไดรับแจง จากผูถูกฟองคดีท่ี ๔ ตามหนังสือลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๒
แนวคาํ วนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๗)
วาผถู กู ฟอ งคดที ี่ ๓ มมี ตใิ หยกอทุ ธรณของผฟู องคดี โดยไมไดแ จง สทิ ธกิ ารฟองคดีในหนังสือแจงผล
การพิจารณาอุทธรณดังกลาว ผูฟองคดีไมเห็นดวยกับคําส่ังลงโทษไลออกจากราชการและ
คําวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เน่ืองจากการท่ีผูฟองคดีขาดงานเปนเพราะผูฟองคดี
เจ็บปวย ซ่ึงแพทยโรงพยาบาลยางชุมนอยไดออกใบรับรองแพทย ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑
ใหความเห็นวาผูฟองคดีควรหยุดงานเพ่ือรักษาอยางนอย ๒ สัปดาห ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟอง
ขอใหศาลมีคําพพิ ากษาหรอื คําสงั่ ใหเ พิกถอนคําสั่งลงวันท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ท่ีลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ ใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ (เทศบาลตําบลยางชุมนอย) คืนเงินเดือน คาครองชีพ
และดําเนินการเล่ือนขั้นเงินเดือนใหแกผูฟองคดีตามสิทธิที่ควรไดรับตามระเบียบของทางราชการ
และใหรว มกันชําระคา สินไหมทดแทนความเสียหายใหแ กผฟู อ งคดีเปนเงินจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา จากการตรวจสอบสําเนาใบรับรองแพทยท่ีผูฟองคดี
อางในคําฟองวาไดย่ืนประกอบใบลาปวย เห็นวา มีขอความไมตรงกับสําเนาใบรับรองแพทย
ที่ปรากฏตอคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริง โดยสําเนาใบรับรองแพทยท่ีปรากฏตอคณะกรรมการ
สอบสวนขอ เท็จจริงในชอ งความเห็นแพทยม ีขอความวา มอี าการ ปวดศรี ษะ มึนงง คิดมาก เครียด
เปนภาวะของโรควิตกกังวล ไดเขารับการรักษาและรับยาประจําท่ีโรงพยาบาลยางชุมนอย
และในชองลายมือช่ือผูรับการตรวจไมมีการลงลายมือชื่อของผูฟองคดี แตสําเนาใบรับรองแพทย
ที่ผูฟองคดีอางประกอบคําฟองมีขอความวา มีอาการปวดศีรษะ มึนงง คิดมาก เครียด เปนภาวะ
ของโรควิตกกังวล ไดเขารับการรักษาและรับยาประจําที่โรงพยาบาลยางชุมนอย และสมควร
หยุดงานเพ่ือรักษาตัวอยางนอย ๒ สัปดาห และปรากฏลายมือชื่อของผูฟองคดีในชองลายมือช่ือ
ผูรับการตรวจ อันแสดงใหเห็นวาสําเนาใบรับรองแพทยที่ผูฟองคดีอางในคําฟองเปนใบรับรองแพทย
ที่มีการแตงเติมแกไขในสาระสําคัญ โดยใบรับรองแพทยดังกลาวเปนใบรับรองแพทยที่ออก
เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่รับรองวาผูฟองคดีไดรับการตรวจในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ซ่ึงเปนการออกใบรับรองแพทยยอนหลัง ทั้งยังปรากฏวาผูฟองคดีไมไดเปนผูขอออกใบรับรองแพทย
ดังกลาวดวยตนเอง แตมนี าง น. มารดาของผูฟองคดีเปนผูขอ และการรักษาพยาบาลครั้งดังกลาว
แพทยไ ดจ ายยามูลคา ๕๐ บาท แตผ ูฟอ งคดกี ลับขาดราชการไป ๓๗ วัน โดยไมปรากฏประวัติการรักษา
ในระหวางวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ การหยุดงานดังกลาวจึงไมได
สัดสวนกับอาการปวยของผูฟองคดีและวิธีการรักษา อยางไรก็ดี หากแพทยอนุญาตใหหยุดงาน
๒ สัปดาห ตามท่ีผูฟองคดีกลาวอางจริง ผูฟองคดีก็ควรจะตองหยุดต้ังแตวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ถึงวันท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ แตผูฟองคดีไดหยุดงานจริงถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ เม่ือนับเวลา
ต้ังแตวันท่ี ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ ผูฟองคดีจึงหยุดงานเกินกวา
๒ สปั ดาห ตามที่แพทยส่งั เปน เวลา ๒๔ วนั กรณีจึงถือไดวาผฟู อ งคดีขาดราชการติดตอกันเกินกวา
๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร พฤติการณดังกลาวของผูฟองคดีจึงถือไดวา ผูฟองคดี
ขาดราชการอันเปนการละท้ิงหนาท่ีราชการติดตอในคราวเดียวกันรวม ๓๗ วัน ซ่ึงเปนเวลาเกิน
กวาสิบหาวันโดยไมมีเหตุผลอันสมควร จึงเห็นไดวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดสืบสวนขอเท็จจริง
แลวเห็นวาพฤติการณของผูฟองคดีเปนการละท้ิงหนาท่ีราชการติดตอในคราวเดียวกันเปนเวลา
แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๘)
เกินกวา ๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณชัดแจงวาจงใจไมปฏิบัติตามระเบียบ
ของทางราชการ จึงเปน ความผดิ วนิ ยั อยางรา ยแรงตามขอ ๑๓ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานเทศบาล จงั หวัดศรษี ะเกษ เร่อื ง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย
การใหอ อกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวนั ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๕ ผูถูกฟองคดีที่ ๑
จึงมีอํานาจตามขอ ๓๑ (๒) ประกอบกับขอ ๗๐ วรรคหน่ึง และวรรคสองของประกาศดังกลาว
ที่จะสั่งลงโทษผูฟองคดีโดยปลดออกหรือไลออกจากราชการไดตามความรายแรงแหงกรณี
โดยจะไมสอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได แตหามมิใหลดโทษลงต่ํากวาปลดออก ประกอบกับ
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ เคยมีคําสั่งลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๑ แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนผูฟองคดี
กรณีถูกกลาวหาวากระทําผดิ วนิ ยั หลายกรณรี วมถึงกรณีขาดราชการเปน ประจํา ซึ่งปรากฏตามรายงาน
การสอบสวนวาในชวงเวลาระหวางวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ถึงวันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑ ผูฟองคดี
มาปฏบิ ัตริ าชการจริง ๓๑ วนั จาก ๑๑๔ วัน ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงมีคาํ ส่งั ลงวนั ท่ี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ลงโทษลดข้ันเงินเดือนผูฟองคดี ๑ ขั้น แตปรากฏวาผูฟองคดียังคงมีพฤติการณเชนเดิมคือ
ละท้ิงหนาที่ราชการอีกในคดีนี้ติดตอกันถึง ๓๗ วัน คือ ตั้งแตวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ถึงวันท่ี ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยไมมีเหตุผลอันสมควร และเปนการจงใจไมปฏิบัติตามระเบียบ
ของทางราชการซํ้าอีก กรณีจึงเห็นวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยอยางรายแรงโดยไมมีเหตุอันควร
ลดหยอนโทษจากไลออกจากราชการเปนปลดออกจากราชการ สวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ แจงตามหนังสือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันท่ี ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖
ใหปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๓ เก่ียวกับการลงโทษทางวินัยขาราชการ
ผูกระทําผิดวินัยอยางรายแรง กรณีละท้ิงหนาที่ราชการติดตอในคราวเดียวกันเปนเวลาเกินกวา
๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควรและไมกลับมาปฏิบัติราชการอีกเลย ใหไลออกจากราชการนั้น
มติคณะรัฐมนตรีดังกลาวเปนเพียงการกําหนดแนวทางปฏิบัติในการใชดุลพินิจของผูบังคับบัญชา
ที่จะสั่งลงโทษขาราชการผูกระทําผิดทางวินัยอยางรายแรงฐานละทิ้งหนาท่ีราชการ หากเปน
การละท้ิงหนาท่ีราชการติดตอในคราวเดียวกนั เปนเวลาเกินกวา ๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร
และไมไดกลับมาปฏิบัติราชการอีกเลยใหลงโทษไลออกจากราชการเทาน้ัน ไมไดหมายความวา
หากขาราชการผูน้ันไดกลับมาปฏิบัติราชการอีกผูบังคับบัญชาจะตองส่ังลงโทษปลดออกจาก
ราชการ เพราะกรณีการสัง่ ลงโทษน้นั เปนดลุ พินิจของผูมีอํานาจสั่งลงโทษที่จะใชดุลพินิจส่ังลงโทษ
ปลดออกหรือไลออกจากราชการตามขอเท็จจริงและตามความรายแรงแหงกรณี โดยหาก
ไมมีเหตุอันควรใหลดหยอนโทษลงเปนปลดออกจากราชการ ผูมีอํานาจส่ังลงโทษยอมมีอํานาจ
ท่จี ะสง่ั ลงโทษเปน โทษไลออกจากราชการได เม่ือขอเท็จจริงปรากฏวาในกรณีน้ีไมมีเหตุที่จะนํามา
ลดหยอ นโทษลงเปนปลดออกจากราชการได การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ใชดุลพินิจสั่งลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการจึงเปน การใชด ุลพินิจโดยชอบดวยกฎหมายแลว ดังนั้น คําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ตามคําสั่งลงวันท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ท่ีส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการฐานละท้ิงหนาที่
ราชการติดตอในคราวเดียวกันเกินกวา ๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร ตั้งแตวันท่ี ๑ กุมภาพันธ
๒๕๕๒ เปนตนไป จึงเปนคําส่ังท่ีชอบดวยกฎหมาย ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษาเพิกถอนคําสั่ง
แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๒๙)
ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ตามคําส่ังลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ที่ส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
โดยใหมีผลยอนหลังไปต้ังแตวันท่ี ๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ และยกฟองในขอหาที่สอง โดยมีขอสังเกต
เกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดําเนินการใหเปนไปตามคําพิพากษา ดังน้ี ใหผูถูกฟองคดีที่ ๑
ดําเนินการออกคําส่ังใหมใหถูกตองตามมติคณะรัฐมนตรีแจงตามหนังสือสํานักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ และกฎหมายที่เกี่ยวของตอไป ทั้งน้ี ใหดําเนินการ
ใหแ ลวเสรจ็ ภายใน ๓๐ วนั นับแตว ันทคี่ ดีถึงทสี่ ุด นั้น ศาลปกครองสูงสุดไมเ หน็ พอ งดวย
พพิ ากษากลับ เปน ใหย กฟอ ง
คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๖๐๕/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนพนักงานเทศบาล ตําแหนงผูอํานวยการกองชาง
ระดับ ๘ (นักบริหารงานชาง ๘) สังกัดผูถูกฟองคดีที่ ๑ (เทศบาลเมืองควนลัง) ไดรับความเดือดรอน
เสยี หายจากการทีผ่ ถู ูกฟอ งคดที ี่ ๑ โดยนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง ไดมีคําส่ังลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๕๔
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลา ๓ เดือน ต้ังแตเดือนกันยายน ๒๕๕๔ เปนตนไป
เนอ่ื งมาจากกรณีประชาชนมกี ารเรียกรอ งวา ผูฟองคดีไมไ ดม าปฏบิ ัตหิ นา ทใี่ นชวงเหตุการณน้ําทวม
และไมอยปู ฏบิ ตั หิ นาท่ที ส่ี าํ นักงานเปนประจํา ผูฟองคดีจึงไดมีหนังสือลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔
อุทธรณคําสั่งดังกลาว แตผูถูกฟองคดีที่ ๓ (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสงขลา)
ในคราวประชุมเม่ือวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ไดมีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟอง
ขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในคราวประชุม ลงวันท่ี
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เพิกถอนคําส่ังลงโทษตัดเงินเดือน ลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๕๔ และให
ผูถูกฟอ งคดที ี่ ๑ ชดใชคาเสียหายจากการกระทําละเมิด
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ โดยนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง
ไดส่ังการใหพนักงานเทศบาลและพนักงานจางในสังกัดของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ทุกคนมาปฏิบัติราชการ
หามลาและขาด เพื่อเตรียมการชวยเหลือประชาชนผูประสบอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอยางฉับพลัน
ตามบันทึกขอความสํานักปลัดเทศบาล ลงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เปนคําส่ังที่ชอบดวยกฎหมาย
ตามมาตรา ๕๐ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖
และมาตรา ๕๓ แหง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๗
ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒๙) แหง พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจใหแก
องคกรปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่งและ
วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ผูฟองคดีดํารงตําแหนง
ผูอํานวยการกองชาง ระดับ ๘ (นักบริหารงานชาง ๘) สังกัดผูถูกฟองคดีท่ี ๑ และไดรับแตงต้ังใหเปน
ประธานและกรรมการฝายตางๆ หลายคณะ และมีหนาที่ตองรับผิดชอบประจําศูนยเฉพาะกิจ
เตรียมการชวยเหลือประชาชนผูประสบอุทกภัย แตผูฟองคดีไมไดมาอยูประจําศูนยเฉพาะกิจฯ
ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ซ่ึงปรากฏขอเท็จจริงตอมาวา ผูฟองคดีไดย่ืนใบลาพักผอน
เพ่ือขอลาพักผอนในวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แตยังไมไดรับอนุญาตใหลาพักผอนจาก
แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๐)
ผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจอนุญาต จึงเปนกรณีท่ีผูฟองคดีมีเจตนาท่ีจะขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง
ท่ีจะปฏิบัติตามคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ซึ่งกระทําการแทนโดยนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง
ซึ่งเปนผูบังคับบัญชาของผูฟองคดีท่ีไดส่ังในหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมายและระเบียบของ
ทางราชการ ตามขอ ๙ วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จังหวัดสงขลา
เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ
และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ดังนั้น เม่ือผูฟองคดีไมมาปฏิบัติราชการ
ในวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยท่ีไมไดรับอนุญาตใหลาพักผอนจากผูบังคับบัญชาหรือ
ผูมีอํานาจอนุญาต กรณีจึงเปนการลาพักผอนที่ไมชอบดวยขอ ๓๖๐ ของประกาศคณะกรรมการ
พนกั งานเทศบาล จงั หวดั สงขลา เร่ือง หลักเกณฑและเง่ือนไขเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล
ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ ซ่ึงเปนการกระทําผิดวินัย อันเปนความผิดวินัยอยางไมรายแรง
ฐานไมป ฏบิ ัตติ ามคาํ ส่งั ของผูบังคบั บญั ชาซง่ึ ส่ังในหนาที่ราชการโดยชอบดว ยกฎหมายและระเบียบ
ของทางราชการตามขอ ๙ วรรคหนงึ่ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จังหวัดสงขลา
เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ
และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ซึ่งการลงโทษตัดเงินเดือน ๕% เปนเวลา ๓ เดือน
อยใู นดุลพนิ จิ ของผูถูกฟอ งคดที ่ี ๑ ทีม่ อี ํานาจส่ังการได ตามขอ ๒๑ วรรคสอง (๒) ประกอบกับขอ ๖๙
วรรคหน่ึง (๑) ของประกาศดังกลาว การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ออกคําส่ังลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๕๔
ตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในการประชุม ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ ใหลงโทษตัดเงินเดือน
ผูฟองคดี ๕% เปนเวลา ๓ เดือน ต้ังแตเดือนกันยายน ๒๕๕๔ เปนตนไป จึงเปนการใชดุลพินิจ
ในการออกคําส่ังดังกลาวโดยชอบดวยกฎหมาย ตามขอ ๘๑ วรรคหา ขอ ๑๑๔ และขอ ๑๓๐
วรรคหนึ่ง (๑) ของประกาศดังกลาว ประกอบมาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง และมาตรา ๒๓ วรรคหก
แหง พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารงานบุคคลสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ แลว ดังน้ัน การลงโทษผูฟองคดี
โดยใหตัดเงินเดือน ๕% เปนเวลา ๓ เดือน จึงเปนโทษท่ีเหมาะสมกับความผิดแลว คําสั่งลงวันท่ี
๕ กันยายน ๒๕๕๔ จึงเปนคําส่ังท่ีชอบดวยกฎหมาย และมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในการประชุม
เมอ่ื วนั ที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๔ ท่ีใหยกอุทธรณของผูฟองคดี จึงเปนคําส่ังท่ีชอบดวยกฎหมายเชนกัน
กรณจี ึงไมเปน การกระทาํ ละเมิดตอ ผฟู องคดี ดงั นน้ั ผถู ูกฟองคดีที่ ๑ จึงไมตองชดใชคาเสียหายใหแก
ผฟู องคดแี ตอ ยา งใด ท่ีศาลปกครองช้ันตนพพิ ากษายกฟอง นน้ั ศาลปกครองสงู สุดเห็นพองดวย
พพิ ากษายนื
คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ.๖๕๙/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีเคยนําคดีมาฟองตอศาลปกครองชั้นตน
(ศาลปกครองขอนแกน) เปนคดีหมายเลขดําที่ ๓๕/๒๕๔๘ วา เม่ือวันท่ี ๖ กันยายน ๒๕๔๕
นาย อ. ผูจัดการหางหุนสวนจํากัด อ. ไดแจงความรองทุกขตอสถานีตํารวจภูธรหนองเรือ
จังหวัดขอนแกน วานาย อ. ทํางานแลวเสร็จและตรวจรับงานจางแลว จึงขอรับเงินคาจาง แตนาย ส.
ประธานกรรมการบริหารองคก ารบริหารสวนตําบลบานกงไดบอกใหนําเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท
แนวคําวนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๑)
มาจายใหกอนจึงจะจายคาจางให ซ่ึงเจาหนาท่ีตํารวจสถานีตํารวจภูธรหนองเรือไดเขาตรวจคน
สํานักงานองคการบริหารสวนตําบลบานกง และพบเงินสดจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท ที่โตะทํางาน
ของนาย ส. ซ่ึงอยูหองเดียวกับผูฟองคดี จึงแจงขอหาวานาย ส. และผูฟองคดีรวมกันเรียกรับ
หรอื ยอมรับวา จะรบั ทรัพยสินหรือประโยชนอน่ื ใดสําหรับตนเองหรอื ผอู น่ื โดยมิชอบเพ่ือกระทําการ
หรอื ไมก ระทําการอยา งใดอยางหนึง่ ในตาํ แหนง ไมวาการนน้ั จะชอบหรือไมชอบดวยหนาทีโ่ ดยผิดกฎหมาย
จากนั้น ประธานกรรมการบริหารองคก ารบรหิ ารสว นตําบลบานกงไดมีคําส่ังลงวันท่ี ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๖
แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนผูฟองคดี ตอมา นายกองคการบริหารสวนตําบลบานกงไดมีคําสั่ง
ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากการเปนพนักงานสวนตําบล ตั้งแตวันท่ี
๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เปนตนไป ผูฟองคดีจึงอุทธรณคําสั่งดังกลาว แต ก.อบต. จังหวัดขอนแกน
มีความเห็นใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ผูฟองคดีจึงขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําสั่งของ
ผูถูกฟองคดีดงั กลาว ตอมา ศาลปกครองขอนแกน ไดมีคําพิพากษาท่ี ๓๘๕/๒๕๔๘ วา การดําเนินการ
ทางวินยั ผูฟ องคดีคณะกรรมการสอบสวนไมปฏิบัติตามขอ ๔๕ และขอ ๔๖ ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย
การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓ เมษายน ๒๕๔๕ จึงไมชอบดวยกฎหมาย
คําสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการจึงเปนคําสั่งทางปกครองท่ีไมชอบดวยกฎหมาย
ใหเพิกถอนคําส่ังดังกลาว โดยใหมีผลยอนหลังไปถึงวันที่ออกคําส่ัง และไมตัดอํานาจผูถูกฟองคดี
ท่ีจะดําเนินการตามอํานาจหนาที่ตามท่ีกําหนดในประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบล
จังหวัดขอนแกนดังกลาวใหถูกตองใหม ผูถูกฟองคดีไดอุทธรณคําพิพากษาดังกลาว คดีอยูระหวาง
การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเปนคดีหมายเลขดําที่ อ. ๗๘๐/๒๕๔๘ ตอมา ผูถูกฟองคดี
ไดป ฏบิ ัติตามคาํ พิพากษาศาลปกครองชัน้ ตน โดยมีคําสั่งใหค ณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั ชุดเดิม
ดําเนินการสอบสวนทางวินัยผูฟองคดีใหม ผูฟองคดีจึงคัดคานตอคณะกรรมการสอบสวนวาเปน
การกระทําโดยไมชอบดวยกฎหมาย แตคณะกรรมการสอบสวนแจงวามีอํานาจดําเนินการสอบสวนได
พรอ มทงั้ มบี นั ทึกการแจงและรับทราบขอกลาวหา และสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหา
(แบบ สว. ๓) ลงวันท่ี ๒๒ ธนั วาคม ๒๕๔๙ ตามขอ ๔๕ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบล
จังหวัดขอนแกนดังกลาวใหผูฟองคดีทราบและใหยื่นคําช้ีแจงแกขอกลาวหาเปนหนังสือตอ
คณะกรรมการสอบสวนภายใน ๑๕ วัน นับแตวันรับทราบขอกลา วหา หรอื ในกรณีท่ีไมป ระสงคจ ะชีแ้ จง
เปนหนังสือ ใหไปพบคณะกรรมการสอบสวนเพ่ือใหถอยคําแกขอกลาวหา รวมทั้งไดมีบันทึก
การแจงและรับทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐาน (เพิ่มเติม) ท่ีสนับสนุนขอกลาวหา
(แบบ สว. ๓) ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๐ และลงวันท่ี ๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ ใหผูฟองคดีทราบ
พรอมแจงใหผูฟองคดีไปพบคณะกรรมการสอบสวนเพ่ือใหถอยคําเพ่ิมเติมภายใน ๑๕ วัน นับแต
วันที่รับทราบขอกลาวหา ผูฟองคดีไมไดแกขอกลาวหา เนื่องจากเห็นวาการดําเนินการทางวินัย
ไมช อบดวยกฎหมาย แตผ ูถกู ฟอ งคดยี งั คงดําเนนิ การสอบสวนทางวนิ ัยอยางรายแรงผฟู อ งคดีตอไป
จนกระทั่ง ก.อบต. จังหวัดขอนแกน มีมติในการประชุมเม่ือวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ใหลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ และนายกองคการบริหารสวนตําบลบานกงไดมีคําส่ังลงวันท่ี
แนวคาํ วินจิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๒)
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ตั้งแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
เปนตนไป พรอ มกบั ใหเ พิกถอนคาํ สงั่ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ตามคําพิพากษาศาลปกครองขอนแกน
ท่ี ๓๘๕/๒๕๔๘ ผูฟองคดีจึงอุทธรณคําสั่งดังกลาวตอ ก.อบต. จังหวัดขอนแกน แตมิไดรับแจง
ผลการพิจารณาอุทธรณ ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองตอศาลขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ัง
เพิกถอนคําสั่งลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ท่ีลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ นับแตวันที่
ออกคําส่ังดังกลาว ใหผูถูกฟองคดีชดใชคาเสียหายใหแกผูฟองคดี รวมเปนเงินคาเสียหายทั้งสิ้น
๑,๕๖๔,๖๔๑ บาท พรอมท้ังใหชาํ ระดอกเบ้ียในอตั รารอ ยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงิน ๑,๓๘๙,๙๑๕ บาท
นับจากวันฟองจนกวาจะชําระแลวเสร็จ และใหผูถูกฟองคดีเลื่อนระดับผูฟองคดีใหสูงข้ึนในตําแหนง
ปลัดองคก ารบริหารสว นตาํ บลบานกง ระดับ ๖ รับเงนิ เดอื น ๑๒,๐๘๐ บาท ต้ังแตว นั ท่ี ๙ มกราคม ๒๕๔๖
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา จากขอเท็จจริงเห็นไดวา ในการดําเนินการทางวินัย
อยางรายแรงแกผูฟองคดีกอนที่ผูถูกฟองคดีจะมีคําส่ังลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ น้ัน
ผูถูกฟองคดีไดเคยดําเนินการทางวินัยอยางรายแรงแกผูฟองคดีมากอนแลวตั้งแตขณะผูฟองคดี
มีสถานภาพเปนพนักงานสวนตําบล ในตําแหนงปลัดองคการบริหารสวนตําบลบานกง และเม่ือ
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงตามคําส่ังลงวันท่ี ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ไดดําเนินการ
สอบสวนทางวินัยแกผูฟองคดีแลวเสร็จ และ ก.อบต. จังหวัดขอนแกน ไดมีมติใหไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีจึงไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ตั้งแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
แตเน่ืองจากตอมาเม่ือผูฟองคดีไดนําคดีมาฟองตอศาล ศาลปกครองช้ันตนไดมีคําพิพากษา
ใหเพิกถอนคําส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการดังกลาวต้ังแตวันที่มีคําสั่ง เนื่องจาก คณะกรรมการ
สอบสวนมิไดใหโอกาสผูฟองคดีในการท่ีจะใหถอยคําเพ่ิมเติม รวมท้ังนําสืบแกขอกลาวหา
และการนําพยานหลักฐานมาสืบแกขอกลาวหา ดังน้ัน เหตุแหงความไมชอบดวยกฎหมาย
ของคําส่ังลงโทษทางวินัยผูฟองคดีตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนดังกลาว จึงเปนเร่ือง
ของความไมชอบดวยกฎหมายในสวนของข้ันตอนการสอบสวนทางวินัยเทาน้ัน การที่ผูถูกฟองคดี
ไดส่งั การใหคณะกรรมการสอบสวนชดุ เดิมดําเนนิ การสอบสวนทางวนิ ยั ผฟู อ งคดใี หม ในสวนท่ียังบกพรอง
ดังกลาว โดยคณะกรรมการสอบสวนก็ไดดําเนินการแจงสรุปพยานหลักฐานที่ไดจากการสอบสวนเพ่ิมเติม
ใหผูฟองคดีทราบ และไดใหโอกาสผูฟองคดีในการที่จะใหถอยคําเพ่ิมเติม รวมทั้งนําสืบ
แกขอกลาวหาแลว จึงมิไดทําใหผูฟองคดีไมไดรับความเปนธรรมจากการดําเนินการดังกลาว
แตอยางใด และถือเปนการแกไขขอบกพรองของสํานวนการสอบสวนตามขอ ๖๕ และขอ ๖๖
ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไข
ในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอทุ ธรณและการรองทุกข ลงวันที่
๓ เมษายน ๒๕๔๕ จึงไมตองเร่ิมดําเนินการใหมต้ังแตข้ันตอนการแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวน
การดําเนินการของผูถูกฟองคดีดังกลาวจึงเปนการกระทําโดยถูกตองตามขั้นตอนหรือวิธีการ
อันเปนสาระสําคัญท่ีกฎหมายกําหนดไวสําหรับการสอบสวนทางวินัยแลว และแมวาในขณะที่
ผูถูกฟองคดีไดดําเนินการดังกลาว ขอพิพาทตามคําส่ังลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ท่ีลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ ยังอยูในระหวางการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยอมมีผลทํา
แนวคาํ วินจิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๓)
ใหคําสั่งลงโทษทางวินัยผูฟองคดียังคงมีผลใชบังคับอยูก็ตาม แตเมื่อผูฟองคดีไดถูกส่ังพักราชการ
เพื่อรอฟงผลการสอบสวนพิจารณา ต้ังแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เปนตนไป ตามคําส่ังลงวันท่ี
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ อีกท้ังการดําเนินการทางวินัยดังกลาวเปนเรื่องตอเน่ืองกันมาจาก
ท่ีเคยดําเนินการไวแลว ประกอบกับขอเท็จจริงก็ปรากฏตอมาวา คําส่ังลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗
ดังกลาว ศาลปกครองไดมีคําพิพากษาใหเพิกถอนคําส่ังต้ังแตวันที่มีคําสั่ง คดีถึงที่สุดตามคําพิพากษา
ศาลปกครองสูงสุด ท่ี อ. ๒๑๐/๒๕๕๒ กรณีจึงถือไดวา ผูฟองคดีมีสถานภาพเปนพนักงานสวนตําบล
สังกัดผูถูกฟองคดียอนหลังไปในขณะที่ผูถูกฟองคดีไดสั่งการใหคณะกรรมการสอบสวนชุดเดิม
ดําเนินการสอบสวนทางวินัยผูฟองคดีใหม สวนกรณีที่ผูฟองคดีอุทธรณวาเปนการดําเนินการซํ้า
ในเร่ืองเดียวกัน นั้น เห็นวา เมื่อการดําเนินการทางวินัยอยางรายแรงแกผูฟองคดีดังกลาว
เปนการดําเนินการทางวินัยที่ตอเนื่องกันมาจากที่เคยดําเนินการไวแลว และกรณีที่ผูฟองคดี
เคยถูกลงโทษไลออกจากราชการตามคําสั่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ น้ัน ปรากฏวา คําส่ังดังกลาว
เปนคําส่ังท่ีไมชอบดวยกฎหมาย และไดถูกเพิกถอนต้ังแตวันที่มีคําส่ัง โดยผลของคําพิพากษา
ของศาลปกครองสูงสุด ท่ี อ. ๒๑๐/๒๕๕๒ แลว การดําเนินการทางวินัยแกผูฟองคดีตามการส่ังการ
ของผูถ กู ฟองคดีดงั กลา ว จงึ หาไดเ ปนการดําเนินการซ้ําในเร่ืองเดียวกัน ผูถูกฟองคดีจึงไมตองออกคําส่ัง
เพื่อเพิกถอนคําส่งั ลงวันท่ี ๑๕ กนั ยายน ๒๕๔๗ โดยอาศัยอํานาจตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐
แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ อีกตามท่ีผูฟองคดีอุทธรณ ดังนั้น
การท่ีผูถูกฟองคดีโดยนายกองคการบริหารสวนตําบลบานกงอาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๕
และมาตรา ๒๕ แหง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และขอ ๗๐
ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไข
ในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี
๓ เมษายน ๒๕๔๕ มีคําสั่งลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
ตัง้ แตวนั ท่ี ๑ สงิ หาคม ๒๕๔๖ เปน ตนไป โดยใหย กเลกิ คาํ สั่งลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ และให
ใชค ําส่งั นแ้ี ทน จงึ หาไดเปนการกระทําท่ีไมช อบดว ยกฎหมายแตอ ยา งใดไม
เม่ือขอเท็จจริงจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงของอําเภอหนองเรือ
และจากการสอบสวนทางวินัยของผูถูกฟองคดี รับฟงเปนท่ียุติไดวา เม่ือวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕
ผูฟองคดไี ดรับซองใสธนบัตรจากนาย ป. ตวั แทนของนาย อ. ผูจัดการหางหุนสวนจํากัด อ. ซึ่งเปน
คูสัญญากับผูถูกฟองคดีในการปรับปรุงถนนลูกรังสายบานกงเกา – หวยผักหนาม และผูฟองคดี
ไดเปดซองนับธนบัตร รวมเปนเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท แลวใสซองมอบใหนาย ส. ประธาน
กรรมการบรหิ ารองคการบริหารสว นตาํ บลบานกงในขณะน้ัน และนาย ส. ไดนําเงินเก็บไวในลิ้นชัก
โตะทํางานของนาย ส. ธนบัตรทุกฉบับตรงกับสําเนาที่นาย อ. ไดถายเอกสารและลงบันทึกประจําวันไว
ตอเจาหนาที่ตํารวจสถานีตํารวจภูธรหนองเรือ ซึ่งสอดคลองกับถอยคําของนาย อ. และนาย ป.
รวมทั้งถอยคําของนาย ด. สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลบานกง ท่ีไดใหถอยคําสอดคลองกันวา
นาย ด. ไดไปพบนาย อ. ท่ีบานพักในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๕ โดยมีการพูดคุยกันเร่ืองการเบิกจายเงิน
คาจางทํางาน กรณีจึงเชื่อไดวา เงินจํานวนดังกลาว เปนเงินที่นาย ส. ไดเรียกจากนาย อ. เพ่ือแลกกับ
แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๔)
เงินคาจา งปรับปรงุ ถนน และแมขอเท็จจรงิ ในสํานวนคดจี ะไมป รากฏวา นาย ส. หรือมีพยานบุคคลรายใด
ไดใหถอยคําวาผูฟองคดีมีสวนรวมกับนาย ส. ในการกระทําการดังกลาวก็ตาม แตโดยท่ีผูฟองคดี
ในฐานะปลัดองคการบริหารสวนตําบลบานกง ซึ่งมีความเกี่ยวของกับการจัดจางปรับปรุงถนนลูกรัง
สายบานกงเกา – หวยผักหนามโดยตรง โดยผูฟองคดีเปนกรรมการตรวจการจาง และไดลงนาม
ในใบตรวจรับงานจางเม่ือวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๕ และเปนผูขออนุมัติใหเบิกจายเงินแกผูรับจาง
ตอนาย ส. เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ อีกทั้งผูฟองคดียังเปนผูลงนามในฎีกาเบิกจายเงินดังกลาว
และไดม ีการจายเงนิ คาจา งในวันเดยี วกนั กับทนี่ ายประดับไดนําเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท สงมอบ
ใหผูฟองคดีนําไปตรวจนับ อันเปนเหตุการณท่ีเกิดขึ้นตอเน่ืองกันมา ประกอบกับนาย ส.
และผูฟองคดีมีโตะทํางานอยูในหองเดียวกัน และอยูดวยกันในขณะที่นาย ป. ไดถือซองบรรจุเงิน
มายืน่ ใหนาย ส. การที่ผูฟอ งคดีไดเ ปดซองนับธนบัตรดังกลาว แมจะอางวาปฏิบัติไปตามคําสั่งของ
นาย ส. ซึ่งเปนผูบังคับบัญชาท่ีสั่งใหผูฟองคดีนับในทันทีก็ตาม แตเหตุการณดังกลาวก็หาได
เปนการพน วิสยั ทีผ่ ฟู อ งคดจี ะทกั ทวงหรือสอบถามนาย ป. และนาย ส. เพ่ือใหไดขอเท็จจริงวา เงินจํานวน
ดงั กลา วเปนเงนิ อะไร และมอบใหน าย ส. หรือเปนเรื่องเฉพาะหนาท่ีจะทําใหผูฟองคดีไมอาจลวงรู
ไดเลยวาเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท เปนเงินที่นาย ส. ไดเรียกจากนาย อ. เพื่อแลกกับเงินคาจาง
ปรับปรุงถนน ซ่ึงพฤติการณเชนวาน้ี ยอมเพียงพอท่ีจะบงชี้ไดวาผูฟองคดีรูอยูแลววาเงินจํานวน
ดงั กลา วเปน เงินทน่ี าย ส. ไดเรียกจากนาย อ. เพ่ือแลกกับเงินคาจางปรับปรุงถนนลูกรังสายบานกงเกา
– หว ยผักหนาม อนั เปน ประโยชนทีม่ ิควรไดโดยชอบดวยกฎหมาย อีกทั้งผลคดีอาญา ศาลจังหวัดขอนแกน
ไดมคี าํ พพิ ากษาท่ี ๒๐๓๖/๒๕๕๔ เมื่อวนั ท่ี ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ วา พฤติการณบงชี้ชัดวา จําเลยท่ี ๒
(ผูฟองคดี) มีสวนรวมกับจําเลยที่ ๑ (นาย ส.) ในการเรียกเงินจากผูเสียหายกอนจะอนุมัติเบิกเงิน
คาจางใหผูเสียหาย จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ประกอบมาตรา ๘๓
ลงโทษจําคุกจําเลยที่ ๑ และจําเลยที่ ๒ คนละ ๕ ป พฤติการณของผูฟองคดีในฐานะปลัด
องคการบริหารสวนตําบลบานกง ที่มีหนาท่ีตองปฏิบัติราชการเพ่ือรักษาผลประโยชนของทางราชการ
เปนสําคัญ แตกลับมีสวนรูเห็นในการรับเงินหรือประโยชนอ่ืนใดสําหรับผูอื่นโดยไมชอบดวยกฎหมาย
จึงเปนการปฏิบัติหรือละเวน การปฏบิ ตั ิหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพ่ือใหต นเองหรือผูอน่ื ไดประโยชน
ที่มิควรได อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามขอ ๓ วรรคสาม ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย
การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓ เมษายน ๒๕๔๕ และโดยท่ี
ขอ ๗๐ วรรคหน่ึง ของประกาศดังกลาว กําหนดวา ภายใตบังคับวรรคสอง พนักงานสวนตําบล
ผูใดกระทําผดิ วินัยอยา งรา ยแรง ใหประธานกรรมการบริหารองคการบริหารสวนตําบลสั่งลงโทษปลดออก
หรือไลออก ตามความรายแรงแหงกรณี ถามีเหตุอันควรลดหยอนจะนํามาประกอบการพิจารณา
ลดโทษก็ได แตหามมิใหลดโทษลงตํ่ากวาปลดออก ดังน้ัน การที่ผูถูกฟองคดีไดมีคําสั่งลงวันที่
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการต้ังแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
เปนตนไปตามมติของ ก.อบต. จังหวัดขอนแกน ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
จงึ เปน การกระทาํ ทช่ี อบดว ยกฎหมายแลว ทีศ่ าลปกครองชนั้ ตนพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งลงวันที่
แนวคาํ วนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๕)
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ท่ีส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ โดยใหมีผลยอนหลังไปตั้งแต
วันที่ออกคําส่ังดังกลาว คําขออื่นนอกจากน้ีใหยก โดยมีขอสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการ
ดําเนินการใหเปนไปตามคําพิพากษา ตามมาตรา ๖๙ (๘) แหง พ.ร.บ. จัดต้ังศาลปกครองฯ วา
การที่ศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําส่ังไลออกโดยเห็นวาผูฟองคดียังเปนผูกระทําผิดทางวินัย
อยางรายแรงอยู ผูถูกฟองคดีจึงไมอาจลงโทษผูฟองคดีใหมเกินกวาโทษปลดออกจากราชการ
โดยใหม ีผลยอนหลังไปตัง้ แตวนั ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ นั้น ศาลปกครองสงู สุดไมเ ห็นพองดว ย
พิพากษากลับ เปนใหยกฟอง
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ.๒๒/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เร่ือง เขตอํานาจศาล
หนา ๓๑
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ.๕๘/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เรื่อง วิธีพิจารณาคดีปกครอง
หนา ๑๐๐
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.๗๐/๒๕๖๓
ผฟู องคดีฟอ งวา ผูฟอ งคดเี ปนพนักงานสวนตําบล ตําแหนงหัวหนาสวนโยธา ระดับ ๖
สังกัดองคการบริหารสวนตําบลโนนกลาง อําเภอสําโรง จังหวัดอุบลราชธานี ผูถูกฟองคดีที่ ๑
(นายกองคการบริหารสวนตําบลโนนกลาง) ไดมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
กรณมี กี ารกลาวหาวา ปลดั องคก ารบรหิ ารสวนตําบลโนนกลางและผูฟองคดีดําเนินการเบิกจายเงิน
โครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง หมูที่ ๑๐ ตําบลโนนกลาง โดยไมมีการกอสรางจริง
ผลการสอบสวนสรุปวา ไมมกี ารดําเนนิ โครงการกอสรา งโครงการดงั กลาว และไดมกี ารเบิกจายเงิน
โครงการจํานวน ๒๘๕,๓๐๘.๔๑ บาท การกระทําของผูฟองคดีซ่ึงเปนหัวหนาสวนโยธาและ
รกั ษาราชการแทนตําแหนง เจาหนา ท่ีพัสดุขณะน้ัน ในฐานะเปนเจาหนาที่ท่ีเก่ียวของในการดําเนิน
โครงการกอสรางและเปนผูรับผิดชอบใหมีการเบิกจายเงินเปนการกระทําท่ีมีเจตนาโดยจงใจ
และทําใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ จึงมีความผิดฐานปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเอง
หรือผูอื่นไดประโยชนมิควรไดและเปนความผิดวินัยอยางรายแรง เห็นสมควรใหปลดออกจากราชการ
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดอุบลราชธานี) พิจารณาแลวมีมติเห็นชอบ
ตอมา ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําส่ังลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีย่ืนอุทธรณคําส่ังดังกลาว
และไดรับแจงผลการพิจารณาอุทธรณจากผูถูกฟองคดีที่ ๒ ท่ีใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีไมเห็นดวย
จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําสั่งลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
เร่ือง ลงโทษใหปลดออกจากราชการ และผูฟองคดีขอเขารับราชการตามเดิมและใหองคการ
บริหารสว นตาํ บลโนนกลางคนื สิทธติ างๆ ทีผ่ ฟู องคดีสมควรไดร บั ตามสทิ ธิ
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เม่ือขอเท็จจริงจากรายงานการสอบสวน (แบบ สว.๖)
ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ ปรากฏวา โครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง หมูที่ ๑๐
แนวคาํ วินจิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๖)
ตําบลโนนกลาง ซึ่งเปนโครงการกอสรางตามงบประมาณรายจายประจําป พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยมีสมาชิก
สภาองคการบริหารสว นตําบล หมูที่ ๑๐ เปนผเู สนอโครงการและชี้จุดดําเนินการกอสรางจากทิศเหนือ
ของสระใหญไปบานดอนมวง โดยมีผูฟองคดีซ่ึงเปนหัวหนาสวนโยธา เปนผูประมาณการราคา สํารวจ
ออกแบบและควบคุมงานดังกลาว กลับเปนการกอสรางถนนดินจากทิศตะวันตกของสระใหญไปหนองหวา
ซึ่งเปน พื้นทข่ี องหมูที่ ๗ บานโคกสวาง อนั เปน โครงการกอ สรางที่ดําเนินการแลวเม่ือปงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๕๑ นอกจากนั้น ยังพบโครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง หมูที่ ๑๐
ตําบลโนนกลางปรากฏในรายการประมาณการถนนดิน ของขอบัญญัติงบประมาณรายจายประจําป
พ.ศ. ๒๕๕๓ ซง่ึ เปน โครงการทซ่ี าํ้ ซอนกัน กรณีจึงรบั ฟง ไดวา โครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิว
จราจรลูกรงั หมทู ี่ ๑๐ ตาํ บลโนนกลาง ในปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ไมมีการกอสรางจริง เมื่อผูฟองคดี
ไดเ บิกจายเงินจํานวน ๒๘๕,๓๐๘.๔๑ บาท ตามโครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง
หมูท่ี ๑๐ ตําบลโนนกลาง ในปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยไมมีการกอสรางจริง ผูฟองคดีซ่ึงเปน
หัวหนาสวนโยธาและรักษาราชการแทนตําแหนงเจาหนาท่ีพัสดุขณะนั้น ในฐานะเจาหนาท่ีท่ีเกี่ยวของ
กับการดําเนินโครงการกอสรางโดยตรงและเปนผูรับผิดชอบใหมีการเบิกจายเงินจึงมีความผิด
ฐานปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพ่ือใหตนเองหรือผูอ่ืนไดประโยชนมิควรไดอันเปนการทุจริต
ตอหนาที่ราชการและเปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามขอ ๓ วรรคสาม ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดอุบลราชธานี เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษ
ทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๔๕ การที่
ผถู กู ฟองคดที ่ี ๑ มคี ําส่งั องคการบริหารสว นตําบลโนนกลาง ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
จงึ เปนการใชด ลุ พนิ ิจโดยชอบตามขอ ๒๕ ประกอบกับขอ ๗๐ วรรคหนึ่ง ของประกาศดังกลาวแลว
ทศี่ าลปกครองชนั้ ตน พิพากษายกฟอ ง นน้ั ศาลปกครองสูงสุดเห็นพองดว ย
พิพากษายืน
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ.๙๒/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ขณะทผ่ี ูฟอ งคดีดํารงตําแหนงปลัดองคการบริหารสวนตําบลทับหมัน
นายกองคการบริหารสวนตําบลทับหมัน ไมพอใจการปฏิบัติหนาท่ีของผูฟองคดีโดยเฉพาะเรื่อง
เก่ียวกับการพัสดุ ท่ีตองการใหผูฟองคดีลงนามเบิกจายเงินใหแกผูรับจางท้ังที่เอกสารยังไมครบถวน
และไมถ กู ตอ ง ผูฟอ งคดีจงึ ปฏิเสธทีจ่ ะลงนามพรอมท้ังอธิบายวา จะเบิกจายเมื่อไดดําเนินการใหถูกตอง
ตามระเบียบที่กําหนดเสียกอน โดยเม่ือหัวหนาสวนโยธาและหัวหนาสวนการคลังไดแกไขเพ่ิมเติม
รายละเอียดแลว ผฟู องคดจี ึงลงนามในหลักฐานการเบิกจายเงินตามโครงการและฎีกาที่ตรวจสอบ
แตนายกองคการบรหิ ารสว นตําบลทบั หมนั ไดร ายงานตอผถู ูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการพนักงาน
สวนตําบลจังหวัดพิจิตร) วา ผูฟองคดีมีความขัดแยงกับผูบริหาร และกลาวหาวา ผูฟองคดีไมลงนาม
ในฎีกาเบิกจายเงนิ คา จา งพนสารเคมีกําจัดยุงลาย และฎีกาเบิกจายเงินคาจางเหมาซอมแซมไฟฟา
สาธารณภายในหมูบาน ทําใหการเบิกจายเงินแกผูรับจางลาชา นายกองคการบริหารสวนตําบลทับหมัน
ไดออกคําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางไมรายแรงผูฟองคดี โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ
แนวคําวินจิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๗)
ไดรายงานผลการสอบสวนเสนอตอนายกองคการบริหารสวนตําบลทับหมันวา ผูฟองคดีบกพรอง
ในการปฏิบัติหนาที่ควรลงโทษภาคทัณฑ แตเน่ืองจากเปนการกระทําผิดวินัยครั้งแรก จึงควรงดโทษ
โดยใหว ากลา วตักเตือน แตผ ถู กู ฟอ งคดีที่ ๒ มีมติในการประชุมเม่ือวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
เพ่ิมโทษผูฟองคดีเปนใหลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (องคการบริหารสวนตําบลทาขมิ้น)
จึงออกคําสั่งลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ ลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดี ผูฟองคดีย่ืนอุทธรณคําส่ัง
ตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ และไดรับแจงผลการพิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๘
ใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําสั่งของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ท่ีลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดีเพิกถอนหนังสือผูถูกฟองคดีที่ ๒ ใหยกอุทธรณของ
ผูฟองคดี ขอใหแกไขมติผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จากภาคทัณฑเปนผูฟองคดีไมมีความผิดวินัย และให
ผถู ูกฟอ งคดีที่ ๑ และท่ี ๒ รว มกันชดใชคา เสยี หาย เปน จํานวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ย
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เมื่อขอเท็จจริงรับฟงไดวา การที่ผูฟองคดีเบิกจายเงินลาชา
มีสาเหตมุ าจากผถู ูกฟองคดที ่ี ๑ ตองการใหผูฟองคดีลงนามเบิกจายเงินใหแกผูรับจางทั้งที่เอกสาร
ยังไมครบถวนและไมถูกตอง ผูฟองคดีจึงปฏิเสธท่ีจะลงนาม ตามขอ ๖๐ วรรคหนึ่ง ประกอบขอ ๖๔
ของระเบยี บกระทรวงมหาดไทย วา ดวยการรับเงิน การเบิกจายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน
และการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ ฉะน้ัน การเบิกจายเงินท่ีลาชาไป
๑๕ วัน โดยผูรับจางไมติดใจในความเสียหาย จึงยังฟงไมไดวาเปนเพราะผูฟองคดีเพิกเฉยละเลย
การปฏิบัติหนาท่ีแตประการใด ผูฟองคดีจึงมิไดกระทําผิดวินัยตามขอกลาวหา ดังนั้น คําส่ัง
องคการบริหารสวนตําบลทาขมิ้น ลงวันท่ี ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ ของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ท่ีส่ังลงโทษ
ภาคทัณฑผูฟองคดี ตามมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ในการประชุมเม่ือวันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
จงึ เปน คําสงั่ ทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย การที่ศาลปกครองช้ันตนพิพากษาใหเพิกถอนมติผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ในการประชุมเมื่อวันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีเปนภาคทัณฑ และคําสั่ง
ของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ตามคําส่ังองคการบริหารสวนตําบลทาขมิ้น ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔
ท่ีสั่งลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดี ตามมติผูถูกฟองคดีท่ี ๒ โดยใหมีผลยอนหลังไปตั้งแตวันที่
๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ ซ่ึงเปนวันที่ออกคําสั่ง รวมท้ังคําวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ในการ
ประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ท้ังน้ี ภายใน ๓๐ วันนับแต
วนั ทีค่ ดถี งึ ทีส่ ดุ คาํ ขออื่นนอกจากน้ี ใหย ก น้ัน ศาลปกครองสูงสดุ เหน็ พอ งดว ย
พิพากษายนื
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.๑๖๑/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนขาราชการสังกัดผูถูกฟองคดีที่ ๑ (องคการบริหาร
สวนจังหวัดปทุมธานี) ตําแหนง หัวหนาฝายบัญชี (นักบริหารงานการคลัง ๗) สํานักกองคลัง
ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจากการที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (นายกองคการบริหารสวนจังหวัด
ปทมุ ธานี) มีคําสง่ั ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ลงโทษตดั เงนิ เดอื นผฟู องคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน
เนื่องจากผูฟองคดีถูกกลาวหาวา กระทําผิดวินัยอยางไมรายแรง กรณีเปนกรรมการดําเนินการ
แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๘)
ประมูลซื้อท่ีดิน ขนาดไมตํ่ากวา ๒๐ ไร ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส โดยเอ้ือประโยชนแกผูขายที่ดิน
ซ่งึ ไมม คี ณุ สมบัติ และซือ้ ท่ดี นิ ที่มภี าระผูกพันโดยการรอนสิทธิ เปน การพิจารณาคณุ สมบตั ิผเู สนอราคา
ที่ขาดคุณสมบัติ โดยฝาฝนตอระเบียบกระทรวงมหาดไทย เปนเหตุใหราชการเกิดความเสียหาย
เปนการกระทําความผิดวินัยอยางไมรายแรง ฐานปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยจงใจไมปฏิบัติ
ตามกฎหมาย ผูฟองคดีเห็นวา คําส่ังตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน เปนคําส่ังที่
ไมถ ูกตอ งตามกฎหมาย เปนการกระทํานอกเหนืออํานาจ ไมเปนธรรม ไมเปนกลาง ไมไดใชขอมูล
จากหลกั ฐานทง้ั หมดลงความเหน็ และไมไ ดช ้ีขาดตามขอ เท็จจรงิ ผูฟองคดจี ึงมหี นังสอื อุทธรณคําสั่ง
ดังกลาว ตอมา คณะกรรมการขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดปทุมธานี พิจารณาแลว
มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง
เพิกถอนคําสั่งลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน และคืนสิทธิอันพึงมีพึงได
ตามกฎหมายท้งั หมดใหแกผ ฟู องคดี
ศาลปกครองสูงสดุ วนิ ิจฉยั วา เม่ือท่ีดินที่นาย ช. นํามาเสนอราคาจํานวน ๘ แปลง
รวมเน้ือท่ี ๒๐ ไร ๖๒ ตารางวา นั้น นาย ช. เปนเจาของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียง ๔ แปลง
สว นทีด่ ินแปลงทีเ่ หลอื มนี าง น. นาง จ. ท่ีบุคคลอ่ืนเปนเจาของกรรมสิทธ์ิเนื้อที่ ๘ ไร กรณีจึงเห็นไดวา
ที่ดินที่นาย ช. นํามาเสนอราคาจํานวน ๘ แปลง นั้น มิใชท่ีดินท่ีนาย ช. เปนเจาของกรรมสิทธิ์
หรือเจาของกรรมสิทธ์ิรวมในที่ดินทั้ง ๘ แปลง แมวานาย ช. เปนผูไดรับมอบอํานาจจากเจาของ
กรรมสิทธทิ์ ีด่ นิ รายอืน่ แตก ารรับมอบอํานาจใหเสนอราคาท่ีดินตามประกาศฉบับดังกลาวตองเปนกรณี
ผูเสนอราคาเปนเจาของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและไดรับมอบอํานาจจากเจาของกรรมสิทธ์ิรวมรายอื่น
ใหทําการเสนอราคาได นาย ช. จึงมิใชผูที่มีคุณสมบัติเปนผูมีสิทธิเสนอราคาตามประกาศองคการ
บริหารสวนจังหวัดปทุมธานี เรื่อง ประมูลซ้ือดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จัดซ้ือที่ดินขนาดไมตํ่ากวา
๒๐ ไร (ครง้ั ที่ ๒) ลงวนั ที่ ๓๑ มนี าคม ๒๕๕๑ สวนการท่ีที่ดินท่ีเสนอขายตองไมมีภาระผูกพันใดๆ
นอกจากจะตองพิจารณาถึงสิทธิตางๆ ในทรัพยสินของเอกชนตามประมวลกฎหมายแพง
และพาณชิ ยแ ลว ยังจะตอ งคาํ นึงถงึ กรณีการถูกบังคบั เวนคืนโดยรฐั ตามกฎหมายวา ดวยการเวนคืน
อสังหาริมทรัพย ประกอบดวยเพราะเหตุภาระผูกพันทั้งสองกรณีดังกลาวเม่ือเกิดขึ้นแลว
จะมีผลทําใหไมอาจใชประโยชนในท่ีดินท่ีจัดซ้ือไดสมตามเจตนารมณของการประกาศประมูลซ้ือท่ีดิน
ดังกลาว เมื่อขอเท็จจริงในคดีนี้รับฟงไดตามหนังสือกรมทางหลวงชนบท วา ท่ีดินโฉนดที่ดินที่นาย ช.
ขายตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ บางสวนจํานวนเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร ๒ งาน ๙๙.๓๑ ตารางวา
อยูในแนวเขตเวนคืนโครงการกอสรางถนนเช่ือมตอถนนราชพฤกษ-ถนนกาญจนาภิเษก
ตาม พ.ร.ฎ. ท่ีจะเวนคืนในทองที่ดังกลาว ซ่ึงมีการกําหนดแนวเขตเวนคืนท่ีดินไวโดยชัดเจนแลว
อันมใิ ชเรื่องในอนาคต ผูฟองคดียอมตองทราบอยูแลววา ที่ดินท่ีนาย ช. เสนอขายตอผูถูกฟองคดีที่ ๑
เปน ทดี่ ินติดภาระผกู พนั แมจะติดภาระผกู พันบางสว นก็ไมตรงตามประกาศเดียวกัน ที่ดินดังกลาว
จึงเปนท่ีดินท่ีมีรายละเอียดและลักษณะไมตรงตามขอ ๔ และขอ ๗ ของประกาศ จึงเห็นไดวา
แมผูฟองคดีในฐานะกรรมการดําเนินการประมูลการจัดซ้ือที่ดินดวยระบบอิเล็กทรอนิกสฯ
จะไดลวงรูถึงภาระผูกพันในท่ีดินของผูชนะการประมูล เม่ือพนข้ันตอนการคัดเลือกผูชนะการประมูล
แนวคาํ วินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๓๙)
การสรุปผลการประมลู เสนอหัวหนา สว นราชการ และการประกาศรายชื่อผูชนะการประมูลตามขอ ๑๖
วรรคหนึ่ง และขอ ๒๓ ของประกาศกระทรวงการคลัง เร่ือง หลักเกณฑการซ้ือและการจาง
โดยการประมูลดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๘ แลวก็ตาม ผูฟองคดี
ยอมตองทราบแลววา ที่ดินที่นาย ช. เสนอขายตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ เปนท่ีดินท่ีมีรายละเอียด
และคุณลักษณะไมตรงตามขอ ๔ ของประกาศองคการบริหารสวนจังหวัดปทุมธานี เรื่อง ประมูลซ้ือ
ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จัดซ้ือที่ดินขนาดไมตํ่ากวา ๒๐ ไร (ครั้งที่ ๒) ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม
๒๕๕๑ เนื่องจากติดภาระผูกพัน และเปนกรณีที่ยังไมมีการทําสัญญาขายที่ดินดังกลาว รวมทั้ง
ยังไมมีการโอนเงินคาซ้ือที่ดิน ผูฟองคดีจึงชอบท่ีจะเปล่ียนแปลงความเห็นเดิมที่ใหนาย ช.
เปนผูชนะการประมูล ซึ่งสามารถกระทําการดังกลาวไดเพ่ือไมใหประโยชนของทางราชการ
ตองเสียหายจากการไมไดใชประโยชนท่ีดินท่ีจัดซ้ือ โดยเฉพาะอยางยิ่ง กรณีนี้เปนการจัดซื้อที่ดิน
โดยมีเจตนารมณเพื่อนําท่ีดินไปกอสรางอาคารสํานักงานผูถูกฟองคดีที่ ๑ แหงใหมและใชเปน
สถานท่ีจัดเก็บเครื่องจักรกล ซึ่งหากตอมาการกอสรางอาคารสถานที่ดังกลาวแลวเสร็จ แตกลับ
ถูกเวนคืนที่ดินในภายหลัง ยอมคาดหมายไดวาจะเกิดความเสียหายแกทางราชการอยางมาก
จึงสมควรปองกันปญหาท่ีจะเกิดขึ้นดวยการยุติการจัดซ้ือที่ดินที่มีภาระผูกพันดังกลาวเสียแตแรก
แตผูฟองคดีซึ่งรวมเปนคณะกรรมการดําเนินการจัดซื้อที่ดินดวยระบบอิเล็กทรอนิกสฯ
กลับมีความเห็นใหจัดซื้อที่ดินของนาย ช. กับพวกตอไป ทั้งๆ ท่ีรูอยูแลววาท่ีดินดังกลาว
มีรายละเอียดและคุณลักษณะไมเปนไปตามประกาศ อันแสดงถึงพฤติกรรมของผูฟองคดี
ที่พิจารณาผลการประมูลโดยฝาฝน ตอประกาศดงั กลา ว และเปน การปฏิบัติหนาที่ราชการโดยจงใจ
ไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกราชการ
อันเปนความผิดวินัยอยางไมรายแรงตามขอ ๖ วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการขาราชการ
องคการบริหารสวนจังหวัด จังหวัดปทุมธานี เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน
การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันที่
๑๒ กุมภาพันธ ๒๕๔๕ ดังน้ัน การท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๕
แหง พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ออกคําส่ังลงวันท่ี ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน จึงชอบดวยกฎหมายแลว ที่ศาลปกครองช้ันตน
พพิ ากษายกฟอง นัน้ ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พอ งดวย
พพิ ากษายืน
คําพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อบ.๑๖๔/๒๕๖๓
ผูฟ อ งคดีฟองวา เดิมผูฟองคดดี าํ รงตําแหนง ปลดั เทศบาลตาํ บลวงั เหนือ อาํ เภอวังเหนือ
จังหวัดลําปาง ถูกกลาวหาวากระทําผิดทางวินัยอยางรายแรง ผูถูกฟองคดี (นายกเทศมนตรีตําบลวังเหนือ)
ไดม คี าํ สั่งลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง โดยมีกรรมการ
สอบสวนบางรายเปนพวกพองใกลชิดกับผูถูกฟองคดีท่ีเคยมีอคติและมีเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดี
ซง่ึ คณะกรรมการสอบสวนฯ มคี วามเห็นวา ผูฟอ งคดีมคี วามผดิ ตามขอ ๓ วรรคสองและวรรคสาม ขอ ๖
แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๐)
วรรคสอง ขอ ๑๑ วรรคสอง และขอ ๑๙ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
จงั หวดั ลําปาง เร่อื ง หลักเกณฑและเงอื่ นไขในการสอบสวน การลงโทษทางวนิ ัย การใหออกจากราชการ
การอทุ ธรณและการรอ งทกุ ข ลงวนั ท่ี ๓ มกราคม ๒๕๔๕ ตอมาผูถูกฟองคดีไดอาศัยผลการสอบสวน
ดังกลาว มีคําส่ังลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีเห็นวา
คาํ สง่ั ดงั กลาวไมชอบดว ยกฎหมาย ผฟู อ งคดีจึงไดมหี นังสืออุทธรณคําสั่งดังกลาวตอคณะกรรมการ
พนักงานเทศบาลจังหวดั ลําปาง แตไ มไดรับการวนิ จิ ฉยั ภายในระยะเวลาอันสมควร จึงย่ืนฟองคดีน้ี
เพื่อขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําส่ังลงวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา กรณีคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง
ซ่ึงมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง รายนาย ช. ที่ผูฟองคดีอางวา
นาย ช. เปน ผูม ีสวนเก่ียวของเก่ียวกับเร่ืองที่ผูฟองคดีไดรองทุกขดําเนินคดีอาญาตอพนักงานสอบสวน
และตอ ป.ป.ช. และกรณีการทุจริตตอโครงการกอสรางของเทศบาลตําบลวังเหนือ ซึ่งในระหวาง
การปฏิบัติหนาที่ราชการของนาย ช. ก็ไมปรากฏวาผูฟองคดีมีการรองเรียนหรือดําเนินการทางวินัย
หรือการรองทุกขกลาวโทษนาย ช. หรือดําเนินคดีอาญาตอนาย ช. ปรากฏเพียงการดําเนินคดีอาญา
นาย ย. ซึ่งขณะน้ันดาํ รงตําแหนงผถู ูกฟองคดี ซึ่งผลของคดีปรากฏตามคําพิพากษาของศาลจังหวัดลําปาง
คดีหมายเลขแดงท่ี ๑๔๓๙/๒๕๕๓ โดยมีเทศบาลตําบลวังเหนือ และผูฟองคดี เปนโจทก นาย ย.
เปนจําเลย ศาลจังหวัดลําปางมีคําพิพากษาเมื่อวันท่ี ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ยกฟอง และคําพิพากษา
ของศาลจังหวัดลําปางในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๖๗/๒๕๕๖ โดยมีพนักงานอัยการจังหวัดลําปาง
เปนโจทก นาย ย. เปนจําเลย ศาลจังหวัดลําปางมีคําพิพากษาเมื่อวันท่ี ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๖ วา
โทษจําคุกจําเลยใหรอการลงโทษไวมีกําหนด ๒ ป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖
ไมชําระคา ปรบั ใหจ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ นาย ช. จึงไมมี
สวนเก่ียวของท่ีตองรับโทษทางวินัยและโทษทางคดีอาญาในคดีของนาย ย. แตอยางใด นาย ช.
จึงไมมีเหตุคัดคานที่จะไมไดรับแตงตั้งเปนกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๘ (๓) ของประกาศพนักงาน
เทศบาลจังหวัดลําปาง เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให
ออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันท่ี ๓ มกราคม ๒๕๔๕ สวนคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยอยางรายแรง รายนาย พ. น้ัน เห็นวา ไมปรากฏขอเท็จจริงวานาย พ. ถูกดําเนินการ
ทางวินัยและทางอาญา ในระหวางท่ีผูฟองคดีอยูในฐานะผูบังคับบัญชาของนาย พ. อีกทั้งนาย พ.
ก็ไมมีสาเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดี และนาย พ. เปนเพียงญาติทางภรรยาของผูถูกฟองคดี
ซึง่ เกยี่ วพนั กบั ผูถูกฟอ งคดีเน่ืองมาจากการแตงงาน ประกอบกับนาย พ. ก็ไมใชผูกลาวหาผูฟองคดี
ในกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินยั อยางรายแรง ท่ีจะตองพิจารณาตามขอ ๓๘ (๔) ของประกาศ
ดังกลา ว นาย พ. จงึ ไมม เี หตคุ ดั คา นท่จี ะไมไ ดรบั แตงตั้งเปนกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๘ (๓) และ (๔)
ของประกาศเดียวกัน ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง รายนาย ช. และนาย พ.
จึงไมมีเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดีมากอนอันมีสภาพรายแรงอาจทําใหการพิจารณาทางปกครอง
แนวคาํ วนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๑)
ไมเปนกลาง การที่ผูถูกฟองคดีมีคําวินิจฉัยคําคัดคานของผูฟองคดีวาไมมีเหตุผลท่ีจะรับฟงได
และใหยกคาํ คัดคานดงั กลาว จงึ เปน การใชด ุลพนิ ิจโดยชอบ
สวนกรณีคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง มีสภาพรายแรงอันอาจทําให
การพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง นั้น เห็นวา เมื่อพิเคราะหพฤติการณและการกระทําของ
ผูฟองคดีและกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน และ
ผูแทนเลขานุการคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง ไมปรากฏขอเท็จจริงวากรรมการ
ในคณะกรรมการพนกั งานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน และผูแทนเลขานุการคณะกรรมการ
พนักงานเทศบาลจังหวัดลําปางมีเหตุขัดแยงหรือทะเลาะวิวาทกับผูฟองคดี คงมีแตผูฟองคดี
เพียงฝายเดียวท่ีรองทุกขกลาวโทษคดีอาญาแกกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
จังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน และผูแทนเลขานุการคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
โดยไมปรากฏวาบุคคลดังกลาวไดมีการกระทําใดๆ ที่มีลักษณะเปนการโตตอบหรือทะเลาะเบาะแวง
กบั ผฟู องคดี อีกทงั้ การทค่ี ณะกรรมการพนักงานเทศบาลจงั หวัดลาํ ปางมมี ติใหส่ังพักราชการผูฟองคดี
ก็เปนไปตามอํานาจหนาที่ตามขอ ๙๔ ของประกาศพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง เร่ือง หลักเกณฑ
และเง่อื นไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข
ลงวันท่ี ๓ มกราคม ๒๕๔๕ จงึ ยังฟง ไมไ ดวา กรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
จาํ นวน ๑๘ คน และผูแทนเลขานกุ ารคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปางเปนเจาหนาที่
หรือกรรมการในคณะกรรมการทม่ี ีอํานาจพิจารณาทางปกครองที่มีเหตุอันมีสภาพรายแรง อันอาจ
ทําใหก ารพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง ท่ีจะตองหามมิใหทําการพิจารณาทางปกครองในการ
ออกคําส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมาตรา ๑๖ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเม่ือกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
จํานวน ๑๘ คน ท่ีถูกคัดคาน ไมมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง
แตอยางใด การพิจารณาของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๔ คน ท่ีไมถูกคัดคาน
ก็ไมจําเปนตองใหโอกาสกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน
ที่ถูกคัดคาน ช้ีแจงขอเท็จจริงและตอบขอซักถามเพ่ือไหไดขอเท็จจริงอยางเพียงพอกอนออกจาก
ท่ีประชุม การพิจารณาและลงมติท่ีประชุมของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ จึงชอบดวยกฎหมาย โดยมิตองรับฟงคําคัดคานของผูฟองคดี
ดังนนั้ การพจิ ารณาของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงและคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
จังหวดั ลาํ ปางจึงไมมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลางและเปนมติ
ทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย
เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ขณะผูฟองคดีดํารงตําแหนงปลัดเทศบาลตําบลวังเหนือ
มีกรณีถกู กลา วหาวากระทาํ ผิดวนิ ยั อยา งรา ยแรง รวม ๓ กรณี คือ ขอกลาวหาท่ี ๑ สืบเน่ืองจากนาง ส.
(ผูฟองคดี) ไดฟองเทศบาลตําบลวังเหนือ (ผูถูกฟองคดี) ตอศาลปกครองเชียงใหม ผูฟองคดี
เปนผูรับมอบอํานาจจากนาง ส. และในขณะเดียวกันผูฟองคดีในฐานะปลัดเทศบาลตําบลวังเหนือ
และปฏิบัติหนาที่แทนผูถูกฟองคดีทําคําใหการ ยอมรับวาเทศบาลตําบลวังเหนือใชดุลยพินิจเลิกจาง
แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๒)
โดยไมชอบและทําคําใหการเพิ่มเติมวาเทศบาลตําบลวังเหนือยินยอมชดใชคาเสียหายเปนเงิน
๒๖๕,๘๗๕ บาท และเพิ่มเติมคําฟองเปน ๒๙๐,๒๓๕ บาท ใหแกนาง ส. ทั้งที่ผูฟองคดีทราบผล
การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตําบลวังเหนือแลววาอยูระหวางการประกาศผลการเลือกต้ังของ
คณะกรรมการการเลือกตัง้ (กกต.) ซึ่ง กกต. ไดมีประกาศผลการเลือกต้ัง เม่ือวันท่ี ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑
แตผ ฟู อ งคดยี ังทาํ คําใหก ารตอ ศาลปกครองเชยี งใหม โดยรูวาการปฏิบัติหนาที่ในฐานะผูถูกฟองคดี
ของตนตองส้ินสุดลง เม่ือมีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแลว ตอมา ศาลปกครองเชียงใหมได
มีหมายแจงวา กรณีดังกลาวอาจมีผลกระทบตอราชการ จึงใหเทศบาลตําบลวังเหนือ
แจงตอศาลปกครองเชียงใหมวาประสงคจะยืนยันตามคําใหการดังกลาว หรือไม อยางไร ผูฟองคดี
ไดทําหนังสือใหผูถูกฟองคดียืนยันตามคําใหการเดิม โดยต้ังใจปกปดเอกสารขอเท็จจริง
ตามคําใหก ารฉบับดงั กลา วและคาํ ฟอ งของผฟู อ งคดี เปน เหตุใหผูถูกฟองคดีไดยืนยันตามคําใหการ
ขอ กลา วหาที่ ๒ ผฟู อ งคดจี ดั ทาํ รายงานการประชมุ คณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของพนกั งานเทศบาลและลูกจางประจําและพนักงานจาง ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ ประจําป พ.ศ. ๒๕๕๓
(ครง่ึ ปหลงั ) โดยไมม ีผูถ ูกฟองคดเี ปนประธานกรรมการเขารวมในการประชุม และนํารายงานการประชุม
ที่ทําขึ้นเสนอผูถูกฟองคดีลงนาม และขอกลาวหาท่ี ๓ ผูฟองคดีขออนุญาตไปราชการอันเปนเท็จ
ใชรถยนตของราชการในกิจการสวนตัว และลาราชการอันเปนเท็จ โดยอางขออนุญาตไปราชการ
จังหวดั เชียงใหม ในวนั ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ แตข อ เท็จจริงเปนการเดินทางไปทาอากาศยานเชียงใหม
เพื่อทองเทีย่ วประเทศเกาหลี และในวันท่ี ๕ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ขออนุญาตไปราชการจังหวัดเชียงใหม
แตข อ เทจ็ จริงเปน การเดินทางกลับจากทาอากาศยานเชียงใหมหลังเสร็จสิ้นการทองเที่ยวประเทศเกาหลี
การรายงานเท็จดังกลาวมีเจตนาเพื่อใหสามารถใชรถยนตพรอมพนักงานขับรถราชการไปรับ –
สงผูฟองคดใี นภารกจิ ทองเทย่ี วสว นตัว เหน็ ไดวา ขอ กลาวหาที่ ๑ ผูฟองคดีเปนท้ังผูรับมอบอํานาจ
จากนาง ส. และในขณะเดียวกันผูฟองคดียังปฏิบัติหนาท่ีแทนผูถูกฟองคดีทําคําใหการยื่น
ตอศาลปกครองเชียงใหม ยอมรับวาเทศบาลตําบลวังเหนือใชดุลยพินิจเลิกจางโดยไมชอบและ
ทําคําใหการเพ่ิมเติมวาเทศบาลตําบลวังเหนือยินยอมชดใชคาเสียหายเปนเงิน ๒๖๕,๘๗๕ บาท
และเพ่ิมเติมคําฟองเปน ๒๙๐,๒๓๕ บาท ใหแกนาง ส. ทั้งที่ผูฟองคดีก็ทราบผลการเลือกต้ัง
นายกเทศมนตรีตําบลวังเหนือแลววาอยูระหวางการประกาศผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต. ไดมีประกาศผลการเลือกต้ัง เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑
แตผูฟองคดีก็ยังทําคําใหการตอศาลปกครองเชียงใหม ซ่ึงโดยพฤติการณแลวเห็นวา ผูฟองคดี
ชอบที่จะขอขยายระยะเวลายื่นคําใหการตอศาลปกครองเชียงใหมแลวใหผูถูกฟองคดีที่เขารับ
ตําแหนงใหมเปนผูจัดทําคําใหการ และเมื่อศาลปกครองเชียงใหมไดมีหมายแจงคําส่ังใหเทศบาล
ตําบลวังเหนือ แจงตอศาลปกครองเชียงใหมวาประสงคจะยืนยันตามคําใหการฉบับเดิม หรือไม อยางไร
ผูฟองคดียังไดทําหนังสือใหผูถูกฟองคดียืนยันตามคําใหการ ผูถูกฟองคดีจึงมีหนังสือใหผูฟองคดี
ชี้แจงขอ เท็จจริงเก่ยี วกับกรณีดังกลาว แตผูฟองคดีกลับไมไดช้ีแจงถึงรายละเอียดการทําคําใหการ
และคําฟองของผูฟองคดีตามท่ีผูถูกฟองคดีตองการใหช้ีแจง ท้ังที่เอกสารก็เปนเอกสารท่ีผูฟองคดี
ไดจัดทําขึ้น จึงไมยุงยากท่ีผูฟองคดีจะชี้แจงรายละเอียดการทําคําใหการและคําฟองของผูฟองคดี
แนวคาํ วินจิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๓)
ผูฟองคดีจึงต้ังใจที่จะปกปดเอกสารดังกลาว ทําใหผูถูกฟองคดีตองมีหนังสือแจงการยกเลิก
หนังสือยืนยันคําใหการฉบับดังกลาว และประสงคจะทําคําใหการฉบับใหมตอศาลปกครองเชียงใหม
ขอ กลา วหาท่ี ๒ ผูฟ อ งคดีจัดทาํ รายงานการประชมุ คณะกรรมการกล่ันกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของพนักงานเทศบาลและลูกจางประจําและพนักงานจาง ครั้งท่ี ๒/๒๕๕๓ ประจําป พ.ศ. ๒๕๕๓
(ครึ่งปหลัง) โดยไมมีผูถูกฟองคดีเปนประธานกรรมการเขารวมในการประชุม และนํารายงาน
การประชุมท่ีทําขึ้นเสนอผูถูกฟองคดีลงนาม นั้น เห็นวา ผูฟองคดีในฐานะปลัดเทศบาลตําบลวังเหนือ
สามารถจัดประชุมเองได และในกรณีที่ผูถูกฟองคดีติดราชการก็ตองมีหมายเหตุแจงไวในรายงาน
การประชุม ไมใชจัดทํารายงานประชุมวาผูถูกฟองคดีเปนประธานกรรมการเขารวมประชุม แลวเสนอ
ใหล งลายมือชอ่ื จึงเปนการจัดทํารายงานการประชุมอันเปนเท็จตอผูบังคับบัญชา และขอกลาวหาที่ ๓
เห็นวา ผูฟองคดีมีเจตนาจะใชรถยนตของเทศบาลตําบลวังเหนือไปรับตนเองและครอบครัว
ท่ีสนามบินเชียงใหม จากการกระทําดังกลาวเปนเหตุใหเทศบาลตําบลวังเหนือมีคาใชจายนํ้ามัน
เช้ือเพลิง รวมเปนเงินจํานวนทั้งสิ้น ๑,๖๐๐ บาท ผูฟองคดีจึงขออนุญาตไปราชการอันเปนเท็จ
ใชรถยนตของราชการในกิจการสวนตัว และลาราชการอันเปนเท็จ จากพยานหลักฐานดังกลาว
จึงเชอื่ ไดว า พฤตกิ ารณและการกระทําของผฟู องคดีไดกระทาํ ความผดิ ฐานอาศัยหรือยอมใหผูอ่ืนอาศัย
อํานาจหนาท่ีราชการของตนไมวาจะโดยทางตรงหรือทางออม หาประโยชนใหแกตนเองหรือผูอื่น
ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการ โดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดประโยชนที่มิควร
เปนการทุจริตตอหนาท่ีราชการ ฐานปฏิบัติหนาที่ราชการโดยจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ
ของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการ
อยางรายแรง ฐานรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง
และกระทําการอื่นใดอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติช่ัวอยางรายแรง อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
ตามขอ ๓ วรรคสอง และวรรคสาม ขอ ๖ วรรคสอง ขอ ๑๑ วรรคสอง และขอ ๑๙ วรรคสอง
ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไขการสอบสวน
การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๕
ผูถูกฟองคดีจึงมีความเห็นใหไลผูฟองคดีออกจากราชการ และไดเสนอไปยังคณะกรรมการพนักงาน
เทศบาลจังหวัดลําปาง เพอ่ื พจิ ารณาใหความเห็นชอบในการลงโทษผฟู อ งคดีตามขอ ๗๐ วรรคสอง
ของประกาศดังกลาว ซ่ึงที่ประชุมเห็นวาพฤติการณการกระทําของผูฟองคดีเปนความผิดวินัย
อยางรา ยแรง จึงมมี ตใิ หลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีจึงอาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๕
และมาตรา ๒๓ แหง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบขอ ๗๐
วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไข
การสอบสวนฯ ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๕ มีคําสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ดังนั้น
การที่ผูถูกฟองคดีมีคําสั่งลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ จึงเปน
คําสั่งท่ีชอบดวยกฎหมาย การที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งเทศบาลตําบลวังเหนือ
ลงวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่ีลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการโดยใหมีผลนับแตวันท่ีมีคําสั่ง
แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๔)
และใหผูถูกฟองคดีดําเนินการพิจารณาทางปกครองเสียใหมใหเปนไปโดยถูกตองตามกฎหมาย น้ัน
ศาลปกครองสงู สุดไมเหน็ พองดว ย
พพิ ากษากลับ เปน ใหย กฟอง
คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อบ.๑๘๘/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ขณะผูฟองคดีรับราชการในตําแหนงเจาหนาท่ีบริหารงานทั่วไป
ระดับ ๓ สังกัดองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด อําเภอทาใหม จังหวัดจันทบุรี ผูถูกฟองคดี
(นายกองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด) ไดมีคําสั่งลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยอยางไมรายแรงผูฟองคดี กรณีถูกกลาวหาวาประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนง
หนาทร่ี าชการในเรื่องมพี ฤติกรรมท่ีไมส ุภาพเรยี บรอ ย ไมรกั ษาความสามัคคี ไมชวยเหลือในการปฏิบัติ
หนาทีร่ าชการ สรางความแตกแยกในองคกร คร้ันคณะกรรมการสอบสวนฯ ไดสอบสวนเสร็จสิ้นแลว
ผูถูกฟองคดีไดพิจารณาแลวเห็นวา ผูฟองคดีกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรงฐานประพฤติตน
ไมสุภาพเรียบรอยตามขอ ๑๔ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดําเนินการ
ทางวินัย สมควรลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี จํานวน ๕ % เปนเวลาสามเดือน จึงมีคําสั่งลงวันท่ี
๓ กันยายน ๒๕๕๖ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕ % เปนเวลาสามเดือน ผูฟองคดีจึงมีหนังสือ
ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ อุทธรณคําส่ังดังกลาวตอประธานกรรมการพนักงานสวนตําบล
จังหวัดจันทบุรี แตยังไมไดรับแจงผลการพิจารณาอุทธรณ ผูฟองคดีเห็นวา คําส่ังลงโทษผูฟองคดี
ดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําส่ังลงวันที่
๓ กนั ยายน ๒๕๕๖ ท่ลี งโทษตดั เงินเดอื นผูฟอ งคดี ๕ % เปนเวลาสามเดอื น
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เมื่อขอเท็จจริงท่ีเปนเหตุในการแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนฯ เพือ่ ดําเนินการทางวนิ ยั แกผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีไดระบุไวโดยชัดแจงตามคําสั่งลงวันท่ี ๒๒
พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซ่ึงมีสองประการ คือ ประการแรก เม่ือวันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ ผูฟองคดีได
แสดงกิริยากาวราวตอปลัดองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด และไมใหเกียรติผูบังคับบัญชา
ประการที่สอง เม่ือวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ผูฟองคดีแจกหนังสือใหสมาชิกสภาองคการบริหาร
สวนตําบลคลองขุด เลาเหตุการณตางๆ ในองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด ในเชิงใสรายปายสี
เสียดสี พาดพิงถึงบุคคลอ่ืน แตเมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่คณะกรรมการสอบสวนฯ สรุปไวใน
รายงานการสอบสวนกลับเปนเรื่องท่ีระบุวา ผูฟองคดีมีพฤติกรรมที่คอยจับผิดพนักงานดวยกันเอง
มาเปนระยะเวลาตอเนื่อง ขาดความรวมมือในการปฏิบัติงานรวมกันในองคกร ขาดความสามัคคี
และมีการทาทายอํานาจผูบริหารและผูบังคับบัญชา และปฏิบัติหนาท่ีโดยไมมีอํานาจหนาที่
และไมใชอํานาจหนาท่ี จึงเห็นไดวา ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ และของผูถูกฟองคดี
เปน คนละเหตุกับการมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ผูฟองคดี เปนการพิจารณาขอเท็จจริงอื่น
และอางเหตุผลอ่ืนนอกเหนือจากที่ไดแจงใหผูฟองคดีทราบ แมผูถูกฟองคดีจะอางวากรณีพิพาท
ผูถูกฟองคดีใชอํานาจตามขอ ๒๓ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัด
จันทบุรี เร่ือง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ
แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๕)
การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซ่ึงผูถูกฟองคดีอาจใหดําเนินการ
สอบสวนตามวิธีการท่ีเห็นสมควร และการสอบสวนตามรูปแบบที่กําหนดเปนเพียงการปองกันการ
คัดคานและการโตแยงของผูฟองคดีเทาน้ันก็ตาม แตเม่ือผูถูกฟองคดีไดแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนฯ เพื่อดําเนินการสอบสวนผูฟองคดีแลว การท่ีผูถูกฟองคดีระบุสาเหตุที่แตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อจะพิจารณาโทษทางวินัยแกผูฟองคดียอมเปนการแจงใหผูฟองคดี
ทราบถึงพฤติการณหรือการกระทําของผูฟองคดีท่ีเปนเหตุใหผูฟองคดีตองถูกตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนฯ เพ่ือพจิ ารณาวา ผฟู อ งคดมี คี วามผิดทางวินัยหรือไม อยางไร การท่ีผูถูกฟองคดีพิจารณา
ขอเท็จจริงอื่นและอางเหตุผลอ่ืนนอกเหนือจากท่ีไดแจงใหผูฟองคดีทราบทําใหผูฟองคดีอาจ
หลงตอ สใู นประเด็นทต่ี นถกู กลา วหา และไมม ีโอกาสไดท ราบขอเทจ็ จริงทีใ่ ชพิจารณาลงโทษตนเอง
อยางเพียงพอและไมมีโอกาสโตแยงแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักลางความเห็นของผูถูกฟองคดีได
ดังนั้น การนําขอเท็จจริงอื่นท่ีไมใชขอเท็จจริงท่ีรับฟงไดโดยชอบตามกระบวนการสอบสวนทาง
วินัยมาใชในการออกคําส่ังลงโทษผูฟองคดี จึงไมเปนไปตามขอ ๒๓ วรรคหนึ่ง ของประกาศ
คณะกรรมการพนกั งานสวนตาํ บลจงั หวัดจนั ทบุรีดงั กลา ว แตอยา งไรก็ตามเมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา
ผูฟองคดีกระทําความผิดอาญาจนตองคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาของศาลจังหวัดจันทบุรี
ซ่ึงมีคําพิพากษาเม่ือวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๖ วา ผูฟองคดีกระทําผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒๖ จําคุก ๒ เดือน ปรับ ๖,๐๐๐ บาท โทษจําคุกใหรอการลงโทษไวมีกําหนด ๒ ป
ในความผิดฐานหมิ่นประมาท สืบเน่ืองจากกรณีที่ผูฟองคดีไดแจกเอกสารใหแกสมาชิก
สภาองคการบริหารสวนตําบลคลองขุดเม่ือวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ จนเปนเหตุใหนาย พ.
ซ่ึงเปนพนักงานสวนตําบลเดียวกันกับผูฟองคดี รองทุกขดําเนินคดีอาญากับผูฟองคดี และ
พนักงานอัยการไดฟองคดีอาญาในขอหาหม่ินประมาทกับผูฟองคดีตอศาลจังหวัดจันทบุรี
ซ่ึงคําพิพากษาในคดีดังกลาวเก่ียวเน่ืองกับเรื่องที่เปนเหตุในการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ
ผูฟองคดี แมคณะกรรมการสอบสวนฯ จะไมไดกลาวถึงคําพิพากษาขางตนไวในรายงานการ
สอบสวนกส็ บื เนอ่ื งมาจากศาลจังหวัดจันทบุรีมีคําพิพากษาเม่ือวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเปนเวลา
ภายหลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ไดรายงานผลการสอบสวนใหผูถูกฟองคดีทราบแลว
ผูถูกฟองคดีจึงมีความเห็นถึงเร่ืองดังกลาวตอทายรายงานการสอบสวนในเร่ืองนี้ได และเม่ือเปน
ความผิดที่ปรากฏชัดแจง ผูถูกฟองคดีจึงมีอํานาจท่ีจะส่ังลงโทษทางวินัยไดโดยไมตองสอบสวนกอน ทั้งนี้
ตามขอ ๓๐ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดจันทบุรีฉบับเดียวกัน การท่ี
ผูถูกฟองคดีใชดุลพินิจส่ังลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕ % เปนเวลาสามเดือน จึงเปนการใช
ดลุ พินิจภายในขอบเขตอาํ นาจของผูถูกฟองคดีตามขอ ๖๙ วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดจันทบุรี เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทาง
วินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๔ ดังนั้น
คําส่ังลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ใหลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕ % เปนเวลาสามเดือน จึงชอบ
ดว ยกฎหมาย ทศี่ าลปกครองชั้นตนพพิ ากษายกฟอ ง นน้ั ศาลปกครองสงู สดุ เห็นพอ งดวยในผล
พิพากษายนื
แนวคําวนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๖)
วินยั ขา ราชการพลเรอื นในสถาบนั อดุ มศึกษาหรอื พนักงานมหาวทิ ยาลัย
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗๔๔/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเคยเปนอาจารย ระดับ ๖ ประจําคณะวิทยาการจัดการ
สงั กดั ผถู ูกฟอ งคดี (มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย) ตอ มาผูถูกฟอ งคดีโดยอธิบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
ไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ปลดผูฟองคดีออกจากราชการ กลาวหาวาผูฟองคดี
กระทําความผิดวินัยอยางรายแรง ในกรณีทําหนังสือรองเรียนตอผูถูกฟองคดีใหตรวจสอบ
การกระทาํ ของขาราชการพลเรอื นในมหาวทิ ยาลัย วาเปนผูยุยงสงเสริมใหนักศึกษาเอาใบแสดงผล
การเรียน (Transcript) และใบรับรองคุณวุฒิไปสมัครสอบและสมัครงานกอน ท้ังที่สภามหาวิทยาลัย
ยังไมไดอ นุมตั ิและผสู อนประจําวิชายังไมไดต ัดเกรด ซ่งึ ขอรองเรียนดังกลาวปราศจากมูลความจริง
และทาํ รายงานเทจ็ ตอผูบ งั คบั บญั ชาโดยทํารายงานเพ่อื ขอเบกิ เงินคาใชจายเพื่อเดินทางไปราชการ
โดยไมไดไปราชการจริง ผูฟองคดีเห็นวาเปนคําสั่งไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาล
มีคําพิพากษาหรือคําสั่งใหยกเลิกคําส่ังลงโทษปลดออกจากราชการ ใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการ
เชนเดิมและไดรับเงินเดือนในตําแหนงเดิม รวมถึงสิทธิสวัสดิการตางๆ ที่ขาราชการพึงไดรับ
และใหนาํ เรือ่ งการยกเลกิ ปลดออกจากราชการไปรายงานในสภามหาวิทยาลัยราชภฏั เลยใหทราบ
ศาลปกครองสูงสดุ วินจิ ฉัยวา ผถู ูกฟองคดีไดม คี าํ สง่ั แตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวน
วินัยผูฟองคดีกรณีท่ีคณะวิทยาการจัดการมีหนังสือรายงานผูถูกฟองคดีวา ผูฟองคดีเบิกคาใชจาย
ในการไปราชการไมตรงตามท่ีขอไว กรณีที่ผูฟองคดีรองเรียนกลาวหาอาคาร ส. วารวมกับ
เจา หนาที่ชวยเหลอื และยยุ งหนกั ศึกษาใหไดรับใบแสดงผลการเรียน (Transcript) เพ่ือนําไปสมัคร
สอบและสมัครงานกอนที่ผูฟองคดีซ่ึงเปนอาจารยผูสอนจะไดสงผลการสอบ ซึ่งไดขอเท็จจริงวา
กรณีรองเรียนกลาวหาอาจารย ส. นั้นไมเปนความจริง สวนกรณีผูฟองคดีขออนุญาตไปอบรม
ในหลักสูตรพัฒนาบุคลากรในรานขายยา ปรากฏขอเท็จจริงวาไมมีการจัดการอบรมหลักสูตร
พัฒนาบุคลากรในรานขายยาตามท่ีขออนุญาต แสดงวาผูฟองคดีไมไดไปเขารับการอบรมตามท่ี
ไดขออนุญาต การที่ผฟู อ งคดีทาํ เอกสารใบเบิกคา ใชจา ยในการเดนิ ทางไปราชการ ลงชื่อขอเบิกเงิน
แนบหลักฐานการจายเงิน เพื่อเบิกจายเงินไปราชการและคืนเงินยืมทดรองจายที่ไดยืมเงินไปกอนแลว
จงึ เปน การรายงานเท็จตอผบู ังคับบัญชาเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ซ่ึงขั้นตอนการดําเนินการ
ทางวินัยนั้น ปรากฏวาหลังจากที่ผูถูกฟองคดีไดมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ขาราชการผูฟองคดีแลว ผูถูกฟองคดีไดมีหนังสือลงวันท่ี ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เชิญใหผูฟองคดี
รับทราบคําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการ ในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒
เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ผูฟองคดีไดรับหนังสือเชิญแลวแตไมไดไปรับทราบคําสั่งตามเวลาท่ี
ผูถูกฟองคดีกําหนด ผูถูกฟองคดีโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยไดมีหนังสือลงวันท่ี
๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ สงสําเนาคําสั่งแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการใหผูฟองคดี
ทางไปรษณียลงทะเบียนไปยังท่ีอยูตามภูมิลําเนาตามทะเบียนบานตามหลักฐานของทางราชการ
แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๗)
โดยมีนาง ท. รับหนังสือไวแทนผูฟองคดี ซ่ึงตามหนังสือดังกลาวไดแจงสิทธิในการคัดคาน
กรรมการใหผูฟองคดีทราบดวยแลวนั้น การกระทําของผูถูกฟองคดีจึงเปนการดําเนินการ
ตามขอบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย วาดวยการดําเนินการทางวินัย การสอบสวนพิจารณา
การลงโทษ การออกจากราชการ การสั่งพักหรือส่ังใหออกจากราชการไวกอน การอุทธรณและ
การรองทุกข พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แลว หลังจากน้ันคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ไดดําเนินการทางวินัย โดยมีหนังสือลงวันท่ี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ เชิญใหผูฟองคดีรับทราบขอกลาวหา
แตผูฟองคดีไมไดไปรับทราบขอกลาวหา ประธานคณะกรรมการสอบสวนจึงมีหนังสือลงวันที่
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจงใหผูฟองคดีมารับทราบขอกลาวหาพรอมท้ังสงบันทึกการแจง
และรบั ทราบขอ กลาวหา (แบบ สว.๒) ลงวันที่ ๑๓ ตลุ าคม ๒๕๕๒ จาํ นวน ๒ ฉบบั โดยสงทางไปรษณีย
ลงทะเบียนใหผูฟองคดี โดยมีนาย ย. รับหนังสือดังกลาวไวแทนผูฟองคดี แตเม่ือพนกําหนด
สิบหาวันแลวผูฟองคดีไมไดดําเนินการใดๆ คณะกรรมการสอบสวนวินัยจึงดําเนินการสอบสวน
ขอเท็จจริงตอไป และไดมีหนังสือลงวันท่ี ๔ มกราคม ๒๕๕๓ แจงใหผูฟองคดีเขาพบ
คณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการเพ่ือรับทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐาน
ที่สนับสนุนขอกลาวหาในวันท่ี ๗ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๐.๐๐ นาฬิกา
แตผูฟองคดีเพิกเฉย คณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการจึงไดมีหนังสือลงวันท่ี ๗ มกราคม
๒๕๕๓ แจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหาตามแบบ สว.๓ ลงวันที่
๗ มกราคม ๒๕๕๓ จํานวน ๒ ฉบับ และกําหนดใหผูฟองคดีเก็บไวหน่ึงฉบับ ลงลายมือช่ือและ
วันเดือนปท่ีรับทราบสงกลับคืนใหกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการหน่ึงฉบับ พรอมกับ
มีหนังสือแจงผูฟองคดีใหติดตอใหถอยคํา ช้ีแจง หรือนําสืบแกขอกลาวหา หรือสงมอบเอกสาร
ท่ีเก่ียวของตางๆ ภายใน ๑๕ วัน นับแตวันท่ีผูฟองคดีไดรับหนังสือดังกลาว โดยสงทางไปรษณีย
ลงทะเบียนตอบรับ EMS ภายในประเทศไปยังผูฟองคดี ณ ภูมิลําเนา ปรากฏวามีผูรับไวแทน
ผูฟองคดี แตเม่ือลวงพนสิบหาวันแลวปรากฏวาไมไดรับแบบ สว.๓ คืนจากผูฟองคดี จึงเห็นไดวา
กอนท่ีผูถูกฟองคดีจะมีคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
ไดใหโอกาสผูฟองคดีไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสไดโตแยงและแสดง
พยานหลักฐานของตนตามท่ีกําหนดในมาตรา ๓๐ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ แลว อีกทั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยยังไดปฏิบัติตามขอบังคับมหาวิทยาลัยราช
ภัฏเลย วาดวยการดําเนินการทางวินัย การสอบสวนพิจารณาการลงโทษ การออกจากราชการ
การสั่งพักหรือส่ังใหออกจากราชการไวกอน การอุทธรณและการรองทุกข พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๒๑
วรรคหน่ึง โดยเรียกผูฟองคดีมาพบเพ่ือแจงขอกลาวหาแลว แตผูฟองคดีเพิกเฉย คณะกรรมการ
สอบสวนวนิ ยั ไดดําเนินการตามขอ ๒๑ วรรคหา ของขอบังคับดังกลาว โดยสงบันทึกมีสาระสําคัญ
ตามแบบ สว.๓ ทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับไปใหผูฟองคดี ณ ท่ีอยูของผูฟองคดีท่ีใหไวกับ
ทางราชการ จึงถือวาผูฟองคดีไดทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหา
โดยชอบแลวแตไมประสงคจะแกขอกลาวหา ซึ่งกรณีเชนน้ีคณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวน
ตอไปก็ได ดังน้ัน การท่ีคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการจัดทํารายงานการสอบสวน
แนวคาํ วนิ จิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๘)
พรอมความเห็นเสนอผูแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยที่ผูฟองคดีมิไดใหถอยคําช้ีแจง
นําสืบแกขอกลา วหา หรือแสดงพยานหลักฐานของตนน้ัน ถือไดวาผูถูกฟองคดีและคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยไดดําเนินการตามข้ันตอน หรือวิธีการอันเปนสาระสําคัญตามที่กฎหมายกําหนด
โดยชอบ กอนที่จะมีคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ แลว แมตอมาผูฟองคดีย่ืนอุทธรณคําสั่ง
ดังกลาว ซึ่งคณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ไดพิจารณาอุทธรณ
ของผูฟองคดีแลวเห็นวากรณีผูฟองคดีทําหนังสือลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ รองเรียนกลาวหา
อาจารย ส. วารวมกับเจาหนาที่ฝายทะเบียนและประมวลผล ชวยเหลือและยุยงนักศึกษาใหไดรับ
ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) เพ่ือนําไปสอบเขารับราชการกอนที่ผูฟองคดีซึ่งเปนอาจารย
ประจําวิชาการพัฒนาองคการจะไดสงผลการสอบของนักศึกษาใหฝายทะเบียนและประมวลผล
ไมเปนความผิดวินัยตามท่ีมีคําส่ังลงโทษ จึงมีมติใหแกไขเปลี่ยนแปลงขอความในคําส่ังใหถูกตอง
เหมาะสมกับความผิด ดังน้ัน แมผูฟองคดีไมผิดวินัยกรณีรองเรียนขอใหผูถูกฟองคดีตรวจสอบ
การกระทําของอาจารย ส. แตผ ฟู อ งคดียงั คงผิดวนิ ัยกรณีขออนุญาตไปราชการเพ่ืออบรมหลักสูตร
พัฒนาบุคลากรในรานขายยา แตไมไดไปอบรมตามท่ีขออนุญาต กลับทํารายงานการเดินทาง
เพ่ือขอเบิกคาใชจายในการเดินทางไปราชการ อันเปนความผิดฐานรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา
ซ่ึงเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ผูถูกฟองคดีจึงตองแกไขเปลี่ยนแปลงขอความในคําสั่งลงโทษ
ใหถูกตองตามมติดังกลาว ซ่ึงการแกไขคําส่ังดังกลาวไมไดมีการเพ่ิมเติมขอเท็จจริงใดๆ
นอกเหนือไปจากขอเท็จจริงที่ไดตามการสอบสวนเดิม การท่ีผูถูกฟองคดีมีคําสั่งลงวันที่
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แกไขคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมายแลว สําหรับระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณไมเกินเกาสิบวัน
ตามมาตรา ๖๒ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ นั้น เปนเพียงระยะเวลาเรงรัดกระบวนการพิจารณาอุทธรณใหแลวเสร็จโดยเร็ว
เทาน้ัน ไมไดมีขอกําหนดใดกําหนดใหการพิจารณาอุทธรณท่ีมิไดดําเนินการภายในกําหนด
ระยะเวลาตอ งเสยี ไปหรือไมชอบดว ยกฎหมายแตอยางใด การท่ีคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
ในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ไมไดพิจารณาอุทธรณใหแลวเสร็จภายในเวลาเกาสิบวันจึงไมมีผล
ใหคําส่ังของผูถูกฟองคดีตามคําส่ังลงวันท่ี ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ท่ีแกไขคําสั่งลงวันท่ี
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการตามมติคณะกรรมการขาราชการ
พลเรอื นในสถาบันอดุ มศึกษา (ก.พ.อ.) ไมชอบดวยกฎหมาย ทศี่ าลปกครองชัน้ ตน พิพากษายกฟอง
นนั้ ศาลปกครองสงู สดุ เหน็ พอ งดว ย
พพิ ากษายนื
คาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี อบ.๓๗/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนพนักงานมหาวิทยาลัย ตําแหนงรองศาสตราจารย
สังกัดคณะเศรษฐศาสตรและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ ไดรับความเดือดรอนเสียหายจาก
การท่ีผูถูกฟองคดี (อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ) ไดมีคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙
แนวคําวนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๔๙)
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดีรอยละหาเปนเวลาสองเดือน โดยอางวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัย
กรณีไมสงคาระดับข้ันภายในเวลาที่กําหนด โดยจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ขอบังคับ ระเบียบ
หรือนโยบายของมหาวทิ ยาลัย ตอมา ผฟู อ งคดีไดย ่ืนหนงั สือลงวันท่ี ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๙ อุทธรณคําส่ัง
ลงโทษทางวินัยดังกลาวตอคณะกรรมการอุทธรณและรองทุกขประจํามหาวิทยาลัย แตไมได
รับแจงผลการพิจารณาอุทธรณภายในเวลาที่กฎหมายกําหนด ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศาล
มีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําสั่งลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙ ท่ีลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี
เหน็ วา เมอ่ื ขอเท็จจรงิ ปรากฏวา ผูฟ องคดีจัดสงคาระดับข้ันในรายวิชาท่ีผูฟองคดีเปนผูสอนลาชากวา
ทกี่ ําหนดไวในปฏิทินการศกึ ษาเปน เวลาถึงสองเดือน ทําใหนสิ ติ ชั้นปท่ี ๔ ท่ีลงทะเบียนเรียนในรายวิชา
ทผี่ ฟู องคดเี ปนผูสอนไมส ามารถสําเรจ็ การศกึ ษาภายในเวลาตามปกติและเกิดความเสียหายตอมหาวิทยาลัย
เปน การจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ขอบังคับ ระเบียบหรือนโยบายของมหาวิทยาลัย ตามท่ีกําหนดไวใน
ขอ ๑๘ ของขอบงั คบั มหาวทิ ยาลัยทักษณิ วา ดว ยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๕๒ และไมปฏิบัติ
ตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาซ่ึงส่ังในหนาท่ีโดยชอบดวยกฎหมายตามประกาศคณะกรรมการนโยบาย
การบริหารทรัพยากรบุคคล เรื่อง กําหนดหลักเกณฑและวิธีการเก่ียวกับวินัย การรักษาวินัย
การดําเนินการทางวินัย การอุทธรณ และการรองทุกขของพนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจางของมหาวิทยาลัย
ลงวนั ท่ี ๒๕ สงิ หาคม ๒๕๕๒ แตเนื่องจากการกระทําดังกลาวไมไดกอใหเกิดความเสียหายอยางรายแรง
ตอมหาวิทยาลัย จึงเปนการกระทาํ ผดิ วนิ ัยไมรายแรง ผถู ูกฟอ งคดยี อมมอี ํานาจตามขอ ๑๕ ของประกาศ
ดังกลาว ท่ีจะใชดุลพินิจพิจารณาส่ังลงโทษตามมาตรฐานการลงโทษ โดยอาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ
ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน แลวแตกรณี ดังนั้น การท่ีผูถูกฟองคดีไดพิจารณา แลวมีคําสั่งให
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดีรอยละหาเปนเวลาสองเดือน และเมื่อไมปรากฏวาเปนการใชดุลพินิจ
โดยไมส ุจรติ หรอื ไมมขี อเทจ็ จรงิ หรือเหตุผลสนับสนนุ ตามสมควรแลว ยอมเปนการใชดุลพินิจโดยชอบ
จึงเปนการลงโทษทางวินัยที่เหมาะสมแกกรณีความผิดแลว ดังนั้น คําสั่งลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙
ทล่ี งโทษตดั เงินเดอื นผฟู อ งคดีรอ ยละหาเปนเวลาสองเดือน จึงชอบดวยกฎหมายแลว ท่ีศาลปกครองช้ันตน
พิพากษายกฟอ ง นัน้ ศาลปกครองสงู สุดเห็นพองดวย
พิพากษายืน
คําพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อบ.๖๑/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีรับราชการเปนขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
ตําแหนงอาจารย ระดับ ๗ คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ถูกลงโทษปลดออกจาก
ราชการเนื่องจากกระทําผดิ วินยั กรณมี คี วามสัมพันธฉ นั ชสู าวกบั นกั ศึกษา ผฟู องคดีจึงมีหนังสืออุทธรณ
คําสั่งลงโทษไปยังผูถูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.))
แตผูถูกฟองคดีท่ี ๒ มีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีไมพอใจ จึงนําคดีมาฟองขอใหเพิกถอนคําส่ังลงโทษ
ปลดออกจากราชการ และมีคําส่ังใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการโดยไดรับสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้ง
เพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณของผูฟองคดี เห็นวา โดยที่ผูฟองคดีโตแยง
การดําเนินการสอบสวนทางวินัยในประเด็นเร่ืองคุณสมบัติของนาย อ. ผูชวยเลขานุการของ
แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๕๐)
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง เน่ืองจากนาย อ. เปนพนักงานมหาวิทยาลัย แตไมไดเปน
ขาราชการพลเรือน จึงขัดกับขอ ๓ วรรคสอง ของ กฎ ก.พ. ฉบับท่ี ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน
พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ วาดวยการสอบสวนพิจารณา ซ่ึงกําหนดใหกรณีที่มี
ความจําเปน จะใหมีผูชวยเลขานุการซึ่งเปนขาราชการพลเรือนดวยก็ได จึงมีประเด็นท่ีตองวินิจฉัย
เบื้องตนตามขอโตแยงของผูฟองคดีวา การสอบสวนทางวินัยอยางรายแรงผูฟองคดีเสียไปเพราะเหตุ
ที่นาย อ. ไมไดเปนขาราชการพลเรือน หรือไม เห็นวา ผูชวยเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวน
วินัยอยางรายแรงมีหนาที่ทํางานทางธุรการใหกับคณะกรรมการฯ เทานั้น ไมมีอํานาจรวมพิจารณา
และลงมติเชนเดียวกับกรรมการตามมาตรา ๘๒ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังน้ัน แมจะรับฟงขอเท็จจริงไดวานาย อ. ไมไดเปนขาราชการพลเรือน ก็ไมใช
ความบกพรองท่ีเปนสาระสําคัญถึงขนาดท่ีจะทําใหการสอบสวนเสียไป สวนการท่ีผูฟองคดี
โตแยงวา การประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ครั้งที่ ๗/๒๕๕๔ ระเบียบวาระที่ ๖.๒
รายงานผลการดําเนินการและพิจารณาโทษขาราชการพลเรือนฯ ตามคําส่ังที่ ๒๐๔๕/๒๕๕๓
ไมชอบดวยกฎหมาย ขัดกับมาตรา ๑๖ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
เนอ่ื งจากการประชุมและพจิ ารณา มคี ณะกรรมการสอบสวนความผดิ ทางวนิ ัยรายแรงสองทาน คือ
ผูชวยศาสตราจารย ส. และนาย ศ. รวมประชุมดวย และมีคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริง
คือ นาย ณ. เขารวมประชุมดวย น้ัน เม่ือคดีน้ีการประชุมในวาระดังกลาวเปนเพียงการรายงาน
ตอสภามหาวทิ ยาลยั ใหท ราบผลการดําเนินการทางวินัยแกผูฟองคดีเทาน้ัน โดยไมไดมีการวินิจฉัย
ในเรื่องการกระทําผิดวินัยของผูฟองคดี อันอาจทําใหกรรมการดังกลาวมีความโนมเอียงท่ีจะมี
มติไปตามความเห็นเดิมของตนที่ไดเคยพิจารณาไปแลว อันจะถือวาเปนเหตุที่มีสภาพรายแรง
ที่อาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง กรณีจึงไมขัดตอมาตรา ๑๖ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ สวนท่ีผูฟองคดีอุทธรณวา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไมไดปฏิบัติใหเปนไป
ตามมาตรา ๖๒ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเปนกฎหมายที่ใชบังคับในขณะนั้น ซ่ึงกําหนดให
ผถู ูกฟองคดที ี่ ๒ พจิ ารณาอทุ ธรณใหแลว เสรจ็ ภายในระยะเวลาที่กําหนดไวใ นขอบงั คับของ ก.พ.อ.
ซ่ึงตองไมเ กินเกาสิบวัน เม่ือผูถูกฟองคดีที่ ๒ ใชเวลาในการพิจารณาอุทธรณของผูฟองคดีเกินกวา
เกาสิบวัน การสอบสวนของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จึงไมชอบดวยกฎหมาย น้ัน โดยท่ีกฎหมายวาดวย
ระเบียบขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และขอบังคับของ ก.พ.อ. ดังกลาว
ไมมีบทบัญญัติหรือขอกําหนดใดบังคับไววา การสอบสวนที่ลวงพนกําหนดระยะเวลา เปนอันใช
ไมไดหรือตองเสียไป ระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณภายใน
๙๐ วันน้ัน จึงเปนเพียงระยะเวลาเรงรัดใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ ดําเนินการพิจารณาอุทธรณใหเสร็จ
ภายในกําหนดระยะเวลาเทานั้น การไมดําเนินการภายในกรอบระยะเวลาดังกลาวจึงไมสงผลให
การพิจารณาอุทธรณแ ละคาํ วนิ ิจฉยั อุทธรณไ มชอบดวยกฎหมายหรอื เสียไป
เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ผูฟองคดีใหการยอมรับวาใหผูกลาวหาไปชวยงาน
ท่ีบานพักในยามวิกาลและพักคางคืนท่ีบานพักของผูฟองคดีในบางครั้ง โดยมีพยานบุคคลยืนยัน
แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๕๑)
ตอคณะกรรมการสอบสวนวาเห็นผูกลาวหาเขาไปพักอาศัยท่ีบานพักของผูฟองคดีบอยครั้ง
สวนพยานทีผ่ ูฟองคดีอางเปนพยาน ไดแก นางสาว น. ซ่ึงใหถอยคําวา หากผูกลาวหาไมอยูหอพัก
ก็มักจะอยูที่บานผูฟองคดี อีกทั้ง ยังมีพยานหลายปากยืนยันวา ผูกลาวหาพักคางคืนอยูที่บานพัก
ของผูฟองคดีและพบผูกลาวหาในเวลาเชาตรูท่ีบานพักดังกลาว ทั้งในเวลาเดียวกันพยานก็เห็น
ผูฟองคดีเดินลงจากบานพักแลวหลบออกไปบริเวณปาดานหลังบานพัก ซึ่งผูฟองคดีก็
ใหการยอมรับวาผูกลาวหาอยูท่ีบานพักของผูฟองคดี แตผูฟองคดีไมอยูในบานในขณะน้ัน
ตลอดจนพยานท่ีอาศัยอยูบานพักขางเคียงหลายปากก็เห็นวามีนักศึกษาหญิงเขาออกบานพัก
ของผูฟ อ งคดีอยูเ ปน ประจาํ แมในเวลากลางคืน ตลอดจนเม่ือพิจารณาจากพฤติกรรมการติดตอกัน
ระหวางผูฟองคดีและผูกลาวหา ไมวาจะเปนทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส (อีเมล) ซึ่งใชถอยคํา
ท่ีแสดงถึงความสนิทสนมในเชิงชูสาวเกินกวาความสัมพันธฉันศิษยอาจารย หรือขอความ
ทางโทรศพั ทท่ีผูกลา วหาสง ใหผูฟองคดี และเมื่อเกิดปญหาขึ้นผูกลาวหานัดผูฟองคดีออกไปพูดคุย
และเรียกเงินจากผูฟองคดีเปนจํานวนมากเพ่ือแลกกับการไมไปแจงความจับผูฟองคดี สะทอนให
เห็นถึงความสนิทสนมของบุคคลทั้งสองเกินกวาปกติวิสัยของอาจารยกับลูกศิษยเชนกัน ตลอดจน
เมื่อพิจารณาพฤติการณของผูฟองคดีภายหลังการรองเรียนและไดรับคําส่ังพักราชการแลว
ปรากฏวาผูฟองคดีไดพยายามติดตอผูกลาวหาและญาติสองครั้ง พรอมท้ังเสนอประโยชน
ใหโดยถามผูกลาวหาวา อยากไดอะไร ประกอบกับผูฟองคดีใหความชวยเหลือทางการเงิน
แกผูกลาวหาหลายคร้ัง อันแสดงถึงความสนิทสนมเปนพิเศษระหวางผูฟองคดีและผูกลาวหา
แมผูฟองคดีจะอางวาทําไปเนื่องจากไดรับการรองขอจากญาติของผูกลาวหาใหชวยเปนธุระ
คอยดูแลแทน หรือทําดวยศีลธรรมจรรยาในฐานะศิษยอาจารยก็ตาม แตก็เปนการชวยเหลือ
ที่มากเกินกวาวิสัยหรือเกินกวาปกติที่อาจารยจะพึงชวยเหลือลูกศิษยโดยทั่วไป ดังนั้น
แมผูฟองคดีจะอางวาสนิทสนมกับผูกลาวหาเนื่องจากผูฟองคดีไดรับความไวเน้ือเชื่อใจจาก
ผูปกครองของผูกลาวหาท่ีฝากฝงใหดูแล แตเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของผูฟองคดี ผูกลาวหา
และพยานหลักฐานอ่ืนท่ีเก่ียวของประกอบกัน นาเชื่อวาผูฟองคดีมีความสัมพันธทางเพศกับ
นักศึกษาผกู ลา วหาซงึ่ มิใชคูสมรสของตนจริง จึงเปนการกระทําผิดจรรยาบรรณของขาราชการพลเรือน
ในสถาบันอุดมศึกษาและพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาอยางรายแรง ตามขอ ๔ (๒) ของประกาศ
ก.พ.อ. เร่อื ง มาตรฐานของจรรยาบรรณที่พึงมีในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑
เมื่อการกระทําของผฟู องคดีเปน การผิดจรรยาบรรณอยา งรายแรง ไมรักษาชื่อเสยี ง ไมรักษาเกียรติ
ศักดิ์ของตําแหนงหนาที่ราชการของตน จึงนับวาเปนการกระทําการอันไดชื่อวาเปนผูประพฤติชั่ว
อยางรายแรง จึงเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ตามมาตรา ๔๔ แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการ
พลเรอื นในสถาบนั อุดมศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ผูถ ูกฟอ งคดีท่ี ๑ จึงมีอํานาจตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง
แหงพระราชบญั ญตั ดิ งั กลาว ท่จี ะส่ังลงโทษปลดออกหรอื ไลผูฟองคดีออกจากราชการได แลวแตกรณี
ดังน้ัน การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี) มีคําส่ังลงโทษ
ปลดผูฟองคดีออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมายแลว และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีมติในการ
ประชุมเม่ือวันท่ี ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕ ใหยกอุทธรณของผูฟองคดีโดยอาศัยเหตุผลเดียวกัน
แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓
(๒๕๒)
จึงชอบดวยกฎหมายเชนกนั สว นประเดน็ ทีผ่ ูฟองคดีโตแยงวา เม่ือศาลปกครองสูงสุดไดมีคําพิพากษา
ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๖๕๑/๒๕๖๑ ใหเพิกถอนมติของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
ในการประชุมเม่ือวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ท่ีแตงตั้งนาย ป. เปนผูรักษาราชการแทน
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ นับแตวันที่มีมติ ดังน้ัน คําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เรื่อง แตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และคําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ
กาญจนบุรี ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ ที่ลงนาม
โดยนาย ป. ในฐานะผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงไมชอบดวยกฎหมาย น้ัน คดีน้ีแมจะปรากฏภายหลังวา
การแตงตั้งนาย ป. เปนผูรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จะไมชอบดวยกฎหมาย อันเปน
เหตุใหตองพนจากตําแหนงผูรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ยอนหลังไปถึงวันท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๒
มีมติแตงต้ังก็ตาม แตก็ไมกระทบกระเทือนถึงการใดท่ีนาย ป. ไดปฏิบัติไปตามอํานาจหนาที่
ในฐานะรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ รวมถึงการออกคําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน
วินัยผูฟองคดี และคําสั่งลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ ท่ีไดกระทําลงกอนวันท่ี ๙
กรกฎาคม ๒๕๖๑ ซึ่งเปน วนั ท่ีศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาใหเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒
ท่ีแตงต้ังผูรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ หรือมีผลใหคําสั่งท้ังสองคําส่ังดังกลาวเปนคําส่ังที่
ไมชอบดวยกฎหมาย ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๙ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
การที่ศาลปกครองชัน้ ตน พิพากษายกฟอ ง นั้น ศาลปกครองสูงสดุ เห็นพอ งดวย
พิพากษายนื
วินัยขา ราชการในกระบวนการยตุ ิธรรม
คําพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ ฟ.๑๘/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีรับราชการตําแหนงนักวิชาการอบรมและฝกอาชีพ
๖ ว ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (กรมราชทัณฑ โดยอธิบดี
กรมราชทัณฑ) มีคําสั่งลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
ฐานประพฤติช่ัวอยางรายแรง กรณีถูกกลาวหาวาชักชวนใหผูอ่ืนหลายรายสั่งซื้อทองคํารูปพรรณ
เมื่อไดรับเงินจากผูซื้อแลวไมไดนําทองคํารูปพรรณมามอบใหแกผูสั่งซ้ือและไมไดคืนเงินใหแก
ผูส่ังซ้ือ จนถูกดําเนินคดีอาญาขอหาฉอโกง ตอมา อ.ก.พ. กรมราชทัณฑในการประชุมเมื่อวันท่ี
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ ไดมีมติใหยกเลิกคําสั่งดังกลาว เนื่องจากออกโดยไมชอบดวยกฎหมาย
ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงไดมีคําส่ังลงวันท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ยกเลิกคําสั่งดังกลาวและมีคําสั่งให
ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ฐานกระทําการอันไดชื่อวาเปนผูประพฤติช่ัวอยางรายแรง
อันเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบ
ขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยใหมีผลยอนหลังต้ังแตวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ ผูฟองคดี
อทุ ธรณค าํ ส่ังของผถู กู ฟอ งคดที ่ี ๑ ทง้ั สองคาํ สัง่ ดังกลาวตอผูถูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการพิทักษ
ระบบคุณธรรม) ซึ่งผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดพิจารณาแลวเห็นชอบดวยกับคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
แนวคําวนิ ิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓