The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือแนวคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด ฉบับ Day to Day ปี 2563 เรื่องวินัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นคร เจือจันทร์, 2022-02-23 02:06:39

วินัย

หนังสือแนวคำวินิจฉัยศาลปกครองสูงสุด ฉบับ Day to Day ปี 2563 เรื่องวินัย

(๒๐๓)
ปรากฏผลเปนบวก (สีมวง) ผลการตรวจพบสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในปสสาวะ
จึงมีการจับกุมตัวและดําเนินคดีอาญาสงพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธรรือเสาะ ตอมา
หลังจากน้ันผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ผูบังคับการตํารวจภูธรจังหวัดนราธิวาส) มีคําส่ังแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยตอผูฟองคดี ตอมา ระหวางการสอบสวนวินัย ผูถูกฟองคดีท่ี ๑
มีคําส่ังลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ สั่งใหผูฟองคดีออกจากราชการไวกอน เพื่อรอฟงผล
การสอบสวนวินัย ผูฟองคดีจึงมีหนังสืออุทธรณคําส่ังดังกลาวแตผูถูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการ
ขาราชการตํารวจ (ก.ตร.)) ไดพิจารณายกอุทธรณ คณะกรรมการสอบสวนวินัยพิจารณาแลวเห็นวา
ผูฟองคดีมีพฤติกรรมเก่ียวของกับยาเสพติดและมีการตรวจปสสาวะพบสารเสพติดประเภท
เมทแอมเฟตามีนหรือยาบา จึงเปนความผิดวินัยอยางรายแรง จึงมีมติใหลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ แตคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการพิจารณาสั่งลงโทษ เห็นวา
ตามแนวทางการลงโทษวินัยที่ ก.ตร. กําหนดไว คือปลดออก เห็นควรลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงมีคําสั่งลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๘ ลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผูฟองคดีอุทธรณคําสั่งดังกลาว ตอมา อนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการอุทธรณ
ทําการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ไดพิจารณา แลวเห็นวา พยานหลักฐานฟงไดวาผูฟองคดีกระทําผิด
ตามที่ถูกกลาวหา พฤติการณและการกระทําเปนการกระทําอันไดชื่อวาเปนผูประพฤติช่ัว
อยางรายแรง อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําสั่งลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการยังไมถูกตองเหมาะสม อุทธรณฟงไมขึ้น จึงมีมติใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ เพ่ิมโทษ
จากลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการเปนลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการใหเปนการ
ถูกตองเหมาะสมตอไป ตอมา ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงมีคําส่ังลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙
เปลี่ยนแปลงคําส่ังลงโทษ โดยใหยกเลิกคําส่ังลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการเปนใหลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ผูฟองคดีเห็นวา คําสั่งดังกลาวไมชอบ
ดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังใหเพิกถอนคําส่ังลงวันที่
๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ท่ีใหผูฟองคดีออกจากราชการไวกอน รวมถึงคําวินิจฉัยอุทธรณของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ท่ีมีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี และใหเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๕๘ ที่ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ รวมถึงคําวินิจฉัยของ
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ที่มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดีและเพิ่มโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
และใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ รับผูฟองคดีกลับเขารับราชการและคืนสิทธิประโยชนตามกฎหมาย
ใหแ กผูฟอ งคดี

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เม่ือพิจารณาขอเท็จจริงประกอบกับผลการตรวจพิสูจน
ตัวอยางปสสาวะของผูฟองคดีในเบื้องตนของสถานีตํารวจภูธรรือเสาะและผลการตรวจพิสูจน
ตวั อยางปสสาวะของผูฟองคดีของโรงพยาบาลรือเสาะ อีกทั้ง ศาลจังหวัดนราธิวาสไดมีคําส่ังใหสงตัว
ผูฟองคดีไปควบคุมเพื่อตรวจพิสูจนการเสพหรือติดยาเสพติด ซ่ึงคณะอนุกรรมการฟนฟู
สมรรถภาพผูติดยาเสพติดจังหวัดนราธิวาสไดมีคําวินิจฉัยวาผูฟองคดีเปนผูติดยาเสพติด และไดสงตัว
ผูฟองคดีเขาทําการฟนฟูสมรรถภาพผูติดยาเสพติดแบบไมควบคุมตัว กรณียอมรับฟงไดวา

แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๐๔)
ผูฟองคดีไดเสพยาเสพติดใหโทษประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ตามท่ีถูกกลาวหาจริง ดังนั้น
เม่ือผูฟองคดีเปนขาราชการตํารวจมีหนาท่ีปองกันและปราบปรามผูกระทําความผิดตามกฎหมาย
แตผูฟองคดีกลับเปนผูกระทําผิดกฎหมายในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเสียเอง พฤติการณ
และการกระทําของผูฟองคดียอมถือไดวาเปนผูประพฤติช่ัวอยางรายแรง ตามมาตรา ๗๙ (๕)
แหง พ.ร.บ. ตํารวจแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ และตามแนวทางการลงโทษวินัยอยางรายแรงของ ก.ตร.
ขอ ๑๖.๑.๑ เก่ียวกับการเสพหรือติดยาเสพติด กรณีผูบังคับบัญชาสืบสวนพบหรือตรวจพบวา
กระทําความผิดฐานเสพยาเสพติด กําหนดระดับการลงโทษ คือ ไลออกจากราชการ การท่ี
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ โดยอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการอุทธรณ ในการประชุม เม่ือวันที่
๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๙ มีมติใหเพิ่มโทษผูฟองคดีจากปลดออกจากราชการเปนไลออกจากราชการ
และการที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําสั่งลงวันท่ี ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจาก
ราชการตามมติดังกลาว จงึ เปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมายแลว ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษา
ยกฟอ ง นน้ั ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พองดว ย

พพิ ากษายนื

วินยั ขา ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา

คําพพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อ.๓๑๗/๒๕๖๓
ผฟู อ งคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีรับราชการเปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ตาํ แหนง ครู ค.ศ. ๒ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร ไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการกระทําของ
ผูถูกฟองคดีท้ังสอง (คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ท่ี ๑, ศึกษาธิการ
จงั หวดั หนองบวั ลาํ ภู (สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๙ เดิม) ท่ี ๒) มูลเหตุเกิดจาก
มีผูรองเรียนนาย ว. เมื่อครั้งดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร กับพวกรวม ๑๒ คน
(รวมท้งั ผูฟองคดีดวย) ตอผูถูกฟองคดีที่ ๑ ซึ่งผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไดแตงต้ังคณะอนุกรรมการไตสวน
เพ่ือพิจารณาหาขอเท็จจริงตามขอกลาวหาแลวไดขอสรุปเก่ียวกับการกระทําของผูฟองคดีวา ผูฟองคดี
กระทําผิดเกี่ยวกับกรณีการสอบราคาจางตอเติมอาคารเรียนอันเปนเท็จ โดยมีความผิดอาญา
ฐานเปนเจาพนักงานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่โดยมิชอบเพื่อใหเกิดความเสียหายแกผูหนึ่งผูใด
หรือปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีโดยทุจริต ตามมาตรา ๑๕๗ แหงประมวลกฎหมายอาญา
และมีความผิดฐานเปนเจาหนาที่ในหนวยงานของรัฐผูใดซ่ึงมีอํานาจหรือหนาท่ีในการอนุมัติ
การพิจารณาหรือการดําเนินการใดๆ ที่เกี่ยวของกับการเสนอราคาคร้ังใด รูหรือมีพฤติการณปรากฏ
แจงชัดวาควรรูวาการเสนอราคาในครั้งน้ันมีการกระทําความผิดตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเก่ียวกับ
การเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ ละเวนไมดําเนินการเพื่อใหมีการยกเลิกการดําเนินการ
เก่ียวกับการเสนอราคาในครั้งน้ัน และมีความผิดฐานเปนเจาหนาที่ในหนวยงานของรัฐผูใดกระทําความผิด
ตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือกระทําการใดๆ
โดยมงุ หมายมิใหม กี ารแขง ขันราคาอยา งเปน ธรรม เพ่อื เอื้ออํานวยแกผูเขาทําการเสนอราคารายใด

แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๐๕)
ใหเปน ผมู ีสิทธทิ ําสัญญากับหนวยงานของรัฐ ตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๒ แหง พ.ร.บ. วาดวย
ความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ นอกจากน้ันยังมีความผิดฐานปฏิบัติ
หรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบ เพ่ือใหตนเองหรือผูอื่นไดรับประโยชนที่มิควรได
อนั เปนการทจุ ริตตอ หนาที่ราชการ รวมทั้งมีความผิดฐานกระทําการอ่ืนใดอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติชั่ว
อยางรายแรง ตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม และมาตรา ๙๔ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครู
และบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ผูถ กู ฟองคดที ่ี ๑ ในการประชมุ เม่ือวนั ที่ ๘ กมุ ภาพันธ ๒๕๕๔
ไดพ จิ ารณาเห็นชอบตามความเห็นของคณะอนกุ รรมการไตส วน จงึ ไดช ้ีมูลความผดิ ทางวินัยอยางรายแรง
และสงรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผูถูกฟอ งคดีท่ี ๒ เพ่อื พจิ ารณาโทษทางวินัยแกผูฟองคดี
ตามฐานความผิดขางตน จากนั้นผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๔ อุทธรณคําส่ังดังกลาว
แตคณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดี
เห็นวาการชี้มูลความผิดของผูถูกฟองคดีที่ ๑ และคําสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการของ
ผูถูกฟองคดที ่ี ๒ ไมถูกตองและไมช อบดว ยกฎหมาย จงึ นําคดมี าฟองขอใหศ าลมีคําพิพากษาหรือคําส่ัง
เพิกถอนมติของผถู กู ฟองคดที ี่ ๑ ที่ชีม้ ูลวา ผูฟอ งคดกี ระทาํ ผดิ ฐานทจุ ริตตอหนาท่ีราชการ และฐาน
ประพฤติช่ัวอยางรายแรง เพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ท่ีสั่งไลผูฟองคดีออกจากราชการ
และใหผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ส่ังใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการ และพิจารณาโทษวินัยไมรายแรงใหเหมาะสม
แกก รณีตอ ไป พรอ มคนื สิทธิประโยชนท ้ังปวงที่ผูฟองคดีเสียไป เห็นวา อํานาจหนาท่ีของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ตามมาตรา ๒๕๐ วรรคหน่ึง (๓) ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ แลว
ไมปรากฏวามีบทบัญญัติในมาตราใดใหอํานาจผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการช้ีมูลความผิดทางวินัย
มีเพียงมาตรา ๑๙ (๓) มาตรา ๙๑ (๑) และมาตรา ๙๒ วรรคหน่ึง แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกัน
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่ีบัญญัติถึงกรณีดังกลาวไว ซ่ึงฐานอํานาจที่นําไปสู
การปฏิบัติหนาท่ีของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการวินิจฉัยรับความผิดของผูฟองคดีมาจาก พ.ร.ป.
วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีมติชี้มูลความผิด
ของผูฟองคดีวาเปนความผิดวินัย เปนเพียงการช้ีมูลความผิดทางวินัยท่ีจะตองมีการพิจารณาสั่งลงโทษ
ทางวินัยตอไปโดยผูบังคับบัญชาอันเปนการใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ
มิใชเปนการวินิจฉัยช้ีขาดขององคกรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเปนการใชอํานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ
อนั จะเปน ขอยกเวน ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐
และเมื่อคดนี ้ีผูฟอ งคดีฟอ งขอใหศ าลพิพากษาเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ที่ลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ ศาลปกครองจึงมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได เม่ือในขณะที่ผูฟองคดีรับราชการ
เปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตําแหนงครู ค.ศ. ๒ โรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร นาย ว.
ผูอํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคารไดมีคําส่ังลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๘ แตงต้ังคณะครู
ใหปฏบิ ัติหนา ทีใ่ นกลุมงานบริหารงบประมาณ ซ่งึ ผฟู องคดีไดรับแตง ตั้งผูฟอ งคดีใหเปนหัวหนางานพัสดุ
มีหนาที่ดําเนินการจัดซื้อ จัดจาง ลงทะเบียนคุมและจัดเก็บรักษา จําหนายพัสดุครุภัณฑของโรงเรียน
ใหเปนไปตามระเบียบขอบังคับของกฎหมาย ซ่ึงรวมถึงการปฏิบัติหนาที่เก่ียวกับกรณีการจางตอเติม

แนวคําวนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๐๖)
อาคารเรียนในคดีนี้ดวย โดยผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไดรับเร่ืองกลาวหารองเรียนนาย ว. เมื่อครั้งดํารง
ตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนหนองบัวพิทยาคาร กับพวก (รวมท้ังผูฟองคดีดวย) วาไมปฏิบัติ
ตามระเบยี บสาํ นกั นายกรฐั มนตรวี า ดว ยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และท่ีแกไขเพ่ิมเติม กรณีสอบราคาจาง
ตอเติมอาคารเรยี นอนั เปนเทจ็ ผถู กู ฟองคดีที่ ๑ โดยคณะอนุกรรมการไตสวนขอเท็จจริงจึงทําการสอบสวน
ขอเท็จจริงในเร่ืองดังกลาว จากการไตสวนขอเท็จจริงปรากฏวา ผูฟองคดีทราบวากระบวนการ
และขนั้ ตอนในการจดั ซอ้ื จัดจา งตอ เติมชนั้ ลา งของอาคาร ๖ โรงเรยี นหนองบัวพทิ ยาคาร ตามคําส่ัง
ของนาย ว. ผอู าํ นวยการโรงเรียนดังกลาวเปนไปโดยไมชอบ และทราบวา ในขณะท่ีนาย ว. มอบหมายให
ผูฟองคดีไปดําเนินการจัดทําเอกสารเก่ียวกับการสอบราคาจัดซื้อจัดจางดังกลาวน้ันชางกอสราง
ไดเขาดําเนินการกอสรางอยูแลว และผูฟองคดีรูหรือมีพฤติการณปรากฏแจงชัดวาควรรูวาการเสนอราคา
ในคร้ังนั้นมีการกระทําความผิดตาม พ.ร.บ. วาดวยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ แตละเวนไมดําเนินการเพื่อใหมีการยกเลิกการดําเนินการเก่ียวกับการเสนอราคา
ในครั้งน้ันอันเปนการเอ้ืออํานวยใหหางหุนสวนจํากัด ห. ไดเขาทําสัญญากับหนวยงานของรัฐ
เปนการชวยทําใหผูอื่นไดรับประโยชนอันมิควรไดโดยชอบดวยกฎหมาย โดยผูฟองคดีมีสวนดําเนินการ
จัดทําเอกสารเกี่ยวกับการจัดซ้ือจัดจางดังกลาวเพื่อเปนหลักฐานใหเห็นวาไดมีการดําเนินการเปนไป
ตามกระบวนการสอบราคา ทั้งท่ีมิไดมีการสอบราคากันจริง การกระทําของผูฟองคดีจึงเปนการปฏิบัติ
หรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดประโยชนที่มิควรได
เปนการทุจริตตอหนาท่ีราชการ ตามนัยมาตรา ๘๔ วรรคสาม แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปนความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ราชการท่ีอยูในอํานาจ
การชี้มูลความผดิ ของผถู ูกฟองคดีที่ ๑ ซ่ึงมีผลผูกพันใหผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจแตงต้ังถอดถอน
ผูถูกกลาวหามีอํานาจพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีมติโดยไมตองแตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก และโดยที่ความผิดวินัยฐานประพฤติชั่วอยางรายแรงในกรณีนี้น้ัน
เปนการพิจารณาจากพฤติการณการกระทําของผูฟองคดีในเรื่องเดียวกันหรือสืบเน่ืองมาจากความผิดวินัย
ฐานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดประโยชนที่มิควรได
เปนการทจุ รติ ตอหนา ทรี่ าชการ พฤติการณดังกลาวของผูฟองคดีจึงเขาลักษณะเปนการกระทําความผิด
ฐานประพฤติชั่วอยางรายแรง อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ตามมาตรา ๙๔ วรรคสอง
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ดวย โดยผูถูกฟองคดีที่ ๒
ไมจําตองกลับไปแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยผูฟองคดีในความผิดฐานนี้อีกแตอยางใด
แมขอกลาวอางของผูฟองคดีท่ีวาไมไดรับประโยชนตอบแทนจากการกระทําดังกลาวจะเปนจริง
แตการทผี่ อู ื่นไดรบั ประโยชนโดยมิชอบจากการกระทําของผูฟ อ งคดียอ มเขาองคป ระกอบเปนการกระทํา
อันไดชื่อวาเปนการทุจริตตอหนาท่ีราชการตามมาตรา ๘๔ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติดังกลาว
สวนที่ผูฟองอางวามีการจัดสงประกาศสอบราคาไปยังหนวยงานที่เกี่ยวของและปดประกาศสอบราคา
ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีวาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ แลวน้ัน ก็เปนเพียงการกระทํา
เพ่ือเปนหลักฐานใหเห็นวาผูฟองคดีไดดําเนินการเปนไปตามกระบวนการสอบราคาตามระเบียบแลว
เทา นัน้ แตข อ เท็จจริงมิไดม กี ารสอบราคากันจริงแตอยางใด สําหรับกรณีที่ผูฟองคดีอางวา ราคาที่จาง

แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๐๗)
ตอเติมช้ันลางอาคาร ๖ ตํ่ากวาราคาประเมิน ดังน้ัน การกระทําของผูฟองคดีจึงไมไดทําให
ทางราชการเสียหาย นั้น ราคาคาเสียหายที่ทางราชการไดรับมิใชองคประกอบในการพิจารณาวา
กรณีเปน ความผิดฐานทุจริตตอ หนาทีร่ าชการหรือไม ประกอบกับความเสียหายทท่ี างราชการไดรับ
ไมไดจํากัดอยูเพียงเฉพาะความเสียหายท่ีเปนตัวเงินเทาน้ัน สวนกรณีท่ีผูฟองคดีอางวา ผูฟองคดี
ไดทําหนังสือทักทวงการสอบราคาตอเติมช้ันลางอาคาร ๖ ไปยังนาย ว. แลว นั้น ไมอาจถือไดวา
เปนการเปนการกระทําการใดๆ เพื่อยับยั้งหรืองดเวนมิใหมีการดําเนินการอันเล็งเห็นผลวาจะเกิด
ความเสียหายหรือจะเปนการไมรักษาประโยชนของทางราชการซ่ึงเปนไปตามนัยมาตรา ๑๐
แหง พ.ร.บ. วาดว ยความผิดเก่ียวกับการเสนอราคาตอหนวยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ สวนความประพฤติ
และคุณงามความดขี องผูฟองคดีตลอดระยะเวลาท่ีรับราชการมา เปนเพียงเรื่องท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒
จะนําไปประกอบการพิจารณาใชดุลพินิจในการส่ังลงโทษทางวินัยแกผูฟองคดีตามที่กฎหมายกําหนด
เทา นั้น หาไดเปนขอท่ีจะนํามากลาวอางเพ่ือหักลางวาผูฟองคดีมิไดกระทําการตามที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑
ไดช้ีมูลความผิดทางวินัยผูฟองคดีแตอยางใด เม่ือพฤติการณการกระทําของผูฟองคดีดังกลาว
เปน ความผิดวนิ ัยอยา งรายแรง ฐานปฏิบัตหิ รอื ละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเอง
หรือผูอื่นไดประโยชนท่ีมิควรได อันเปนการทุจริตตอหนาที่ราชการ และฐานประพฤติช่ัวอยางรายแรง
ตามนัยมาตรา ๘๔ วรรคสาม และมาตรา ๙๔ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบยี บขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ยอมมีอํานาจท่ีจะสั่งลงโทษปลดออก หรือไลผูฟองคดี
ออกจากราชการไดตามความรายแรงแหงกรณี ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา ๙๙ แหงพระราชบัญญัติดังกลาว
ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งแจงตามหนังสือสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันท่ี
๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ กําหนดใหการลงโทษผูกระทําผิดวินัยฐานทุจริตตอหนาที่ราชการ เปนความผิดวินัย
อยางรายแรง ควรลงโทษไลออกจากราชการ ดังน้ัน การท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีคําสั่งลงวันที่
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๔ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ น้ัน จึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบ
และเปนการกระทําทช่ี อบดว ยกฎหมายแลว ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง นั้น ศาลปกครองสูงสุด
เห็นพอ งดวย

พิพากษายนื

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๔๖๑-๔๖๒/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เร่ือง เง่ือนไขการฟองคดี
หนา ๖๙

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อบ.๑/๒๕๖๓
ผฟู อ งคดีฟองวา ขณะผฟู องคดดี ํารงตําแหนง ผอู าํ นวยการโรงเรยี นสวุ รรณาคารสงเคราะห

ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจาการที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร
(ผูอํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ เดิม) ไดมีคําส่ังลงวันท่ี
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ลงโทษลดข้ันเงินเดือนผูฟองคดี จํานวน ๑ ขั้น จากไดรับเงินเดือนในอันดับ
ค.ศ.๓ ข้ัน ๕๓,๐๘๐ บาท เปนรับเงินเดือนในอันดับ ค.ศ. ๓ ข้ัน ๕๒,๐๖๐ บาท เนื่องจากกระทํา

แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๐๘)
ผิดวินัยไมรายแรง กรณีถูกกลาวหาวา ใชสิทธิเบิกเงินคาเชาบานจากทางราชการเปนเท็จ
จัดทําบันทึกการประชุมเท็จใชจายเงินบริจาคของโรงเรียนไมเปนไปตามวัตถุประสงค ผูฟองคดี
จึงอุทธรณคําสั่งดังกลาว แตผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร (อ.ก.ค.ศ.
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ เดิม)) มีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีไมเห็นดวย
กับคําสั่งและคําวินิจฉัยดังกลาว จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําส่ังลงวันที่
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘ ของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ท่ีลงโทษลดขั้นเงินเดือนผูฟองคดี จํานวน ๑ ข้ัน
และเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ลงวันท่ี ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ใหยกอุทธรณของผูฟองคดี
เห็นวา กรณีกลาวหาวา ผูฟองคดีใชสิทธิเบิกคาเชาบานจากทางราชการเปนเท็จ ขอเท็จจริงรับฟงไดวา
ในขณะที่ผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนบานพระแกว อําเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร
ผูฟองคดีไดย่ืนคําขอรับคาเชาบาน ตามแบบ ๖๐๐๕ (แบบ ๗๒ ก เดิม) ลงวันท่ี ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖
ตอผูอํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร เขต ๓ (เดิม) กรณีใชสิทธินําหลักฐานการชําระ
ราคาบาน บานเลขที่ ๒๗๙ หมูท่ี ๘ ซอยบานโคกมะกะ ตําบลกังแอน อําเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร
ทต่ี นมสี ิทธิไดร ับคา เชาบา นขาราชการในทองท่ีเดิมท่ีอําเภอปราสาท มาขอเบิกคาเชาบานจากทาง
ราชการในทองที่ใหม ซึง่ สํานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาสุรินทร เขต ๓ ไดอนุมัติใหผูฟองคดีเบิกคาเชาบาน
จากทางราชการไดต้ังแตวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ ตอมา สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร เขต ๓
มีคําส่ังลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ยายผูฟองคดีไปดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนบานระมาดคอ
อําเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร ซึ่งเปนการสั่งใหไปประจําสํานักงานใหมในตางทองที่โดยผูฟองคดี
มิไดย่ืนคาํ ขอ ผูฟองคดีจึงยอ มมสี ทิ ธไิ ดรับคา เชาบานขา ราชการ และสามารถนําหลักฐานการชําระ
ราคาบานเลขที่ ๒๗๙ หมูที่ ๘ ซอยบานโคกมะกะ ตําบลกังแอน ที่ตนมีสิทธิไดรับคาเชาบาน
ในทองท่ีเดิมที่อําเภอปราสาทมาเบิกคาเชาบานจากทางราชการในทองท่ีใหมได ตามมาตรา ๗
วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา ๑๘ แหง พ.ร.ฎ. คาเชาบานขาราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗ แตเน่ืองจาก
ปรากฏผลการสอบสวนทางวนิ ัยผฟู อ งคดตี ามกรณพี ิพาทวา นบั ตัง้ แตสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
สุรินทร เขต ๓ มีคําสั่งลงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๑ ยายผูฟองคดีไปดํารงตําแหนงผูอํานวยการ
โรงเรียนบานระมาดคอ ผูฟองคดีไดเขาพักอาศัยอยูที่บานพักครูของโรงเรียนตั้งแตยายมาปฏิบัติ
ราชการ โดยเขาพักอาศัยเปนคร้ังคราว การที่ผูฟองคดีซึ่งดํารงตําแหนงผูอํานวยการสถานศึกษา
และไดรับมอบอํานาจในการจัดขาราชการเขาพักอาศัยในบานพักของสถานศึกษา ไดเขาพักอาศัย
ในบานพักครูของโรงเรียนบานระมาดคอ แมจะฟงวาการเขาพักในบานพักหลังดังกลาว ผูฟองคดี
จะพักอาศัยเพียงครั้งคราว แตการที่ผูฟองคดีใชบานพักครูเพ่ือเก็บของใชสวนตัวยอมเปนการ
ตัดโอกาสไมใหขาราชการรายอ่ืนเขาพักอาศัยในบานหลังดังกลาว ถือไดวาผูฟองคดีไดใชอํานาจ
ในฐานะผูอํานวยการโรงเรียนจัดตนเองเขาพักอาศัยในบานพักของทางราชการแลวโดยปริยาย
และยอมมีผลทําใหผูฟองคดีไมมีสิทธิไดรับคาเชาบานขาราชการตามมาตรา ๗ วรรคหน่ึง (๑)
แหงพระราชกฤษฎีกาดังกลาว การท่ีผูฟองคดีซึ่งดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียน เปนผูรับราชการ
และดํารงตําแหนงผูบริหารสถานศึกษามานาน ตองทราบดีวาการที่ตนเขาพักอาศัยอยูในบานพัก
ของทางราชการเชนนี้ ยอมมีผลตามกฎหมายใหถูกระงับสิทธิในการเบิกคาเชาบานจาก

แนวคาํ วินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๐๙)
ทางราชการ แตผูฟองคดีกลับนําหลักฐานการผอนชําระราคาบานตามคําอนุมัติ แบบ ๖๐๐๕
(แบบ ๗๒ ก เดิม) เลขท่ี ๑๐๗/๒๕๔๗ ลงวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๖ ท่ีเคยไดรับอนุมัติจาก
ผูอํานวยการสาํ นักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาสุรนิ ทร เขต ๓ มาใชประกอบแบบขอเบิกเงินคาเชาบาน
(แบบ ๖๐๐๖) และทาํ เรอื่ งใชสิทธิขอเบิกคาเชาบานจากทางราชการต้ังแตเดือนกุมภาพันธ ๒๕๕๑
เปน ตน มา จงึ เปนการใชสิทธิโดยไมชอบดวยกฎหมายพฤติการณของผูฟองคดีดังกลาว จึงเปนการ
ไมปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการและ
หนวยงานการศึกษาตามมาตรา ๘๕ วรรคหน่ึง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปนความผิดวินัยไมรายแรง สวนกรณีกลาวหาวา ผูฟองคดีจัดทํา
บันทึกการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐานโรงเรียนบานระมาดคอ เม่ือวันที่
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เปนเท็จ เพ่ือนําไปใชในการอนุมัติและใชจายเงินงบประมาณ
ตามแผนปฏิบตั ิการประจําป นั้น ขอเท็จจริงรับฟงไดสอดคลองกันจากการใหถอยคําของผูฟองคดี
การใหถอยคําของพยานบุคคล ประกอบกับเอกสารพยานหลักฐานตามผลการสอบสวนทางวินัย
ผูฟองคดีวา โรงเรียนบานระมาดคอโดยผูฟองคดีไดกําหนดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา
ในวันท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ปรากฏวามีกรรมการมารวมประชุมเพียง ๖ คน ไมครบองคประชุม
ตามท่ีมาตรา ๒๖ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กําหนดไว ผูฟองคดีจึงไดสั่งการใหขาราชการครู
ทีอ่ ยูใตบ งั คับบญั ชาจัดทําบนั ทึกการประชมุ ตามถอยคําทีผ่ ูฟองคดีกําหนด ทง้ั ท่มี ิไดมีการประชุมกันจริง
ยอมถือวาเปนกรณีท่ีผูฟองคดีใชใหผูอ่ืนทําบันทึกการประชุมซ่ึงเปนเอกสารราชการอันเปนเท็จ
และการท่ีผูฟองคดีนําบันทึกการประชุมดังกลาวแจงไปยังสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ เพ่ือรายงานความตองการขาราชการครูวิชาเอกที่ขาดแคลน จึงเปน
การใชเอกสารราชการอันเปนเท็จรายงานตอผูบังคับบัญชา แตเม่ือพิจารณาเจตนาตามการใหถอยคํา
ของผูฟองคดีท่ีกลาวอางวา จําตองดําเนินการดังกลาวเนื่องจากสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาสรุ ินทร เขต ๓ มีหนงั สอื ดว นทส่ี ุดแจง ใหโ รงเรียนสาํ รวจความตองการครูตามวิชาเอก
ที่ขาดแคลนตามความจําเปนของสถานศึกษาและใหรายงานเสนอความตองการตอสํานักงาน
เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาสุรินทร เขต ๓ โดยเร็ว และแมรายวิชาท่ีขาดแคลนจะมีความ
แตกตางกันอยูบาง แตเมื่อพิจารณาผลของการกระทําของผูฟองคดีดังกลาวจากสํานวนการ
สอบสวนทางวินยั ผูฟองคดแี ลว เห็นวา เอกสารหลกั ฐานตางๆ ประกอบกับขอกลาวอางของคูกรณี
ในคดนี ้ี ไมปรากฏขอ เท็จจริงวา การทีผ่ ูฟ อ งคดสี งั่ การใหครูผูใตบังคับบัญชาดําเนินการจัดทําบันทึกน้ัน
ก็เพื่อประโยชนของตนเองหรือผูอื่นโดยมิชอบหรือสอไปในทางทุจริตใดๆ รวมทั้งไมปรากฏ
พฤตกิ ารณที่แสดงวา ทางราชการไดรับความเสียหายประการใด พฤติการณของผูฟองคดีดังกลาว
จึงเปนการไมปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของทางราชการ
และหนวยงานการศึกษาตามมาตรา ๘๕ วรรคหน่ึง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปนความผิดวินัยไมรายแรง ผูฟองคดีจึงไมไดกระทําผิด
วินัยอยางรายแรง สําหรับกรณีกลาวหาวา ผูฟองคดีใชจายเงินบริจาคของโรงเรียนไมเปนไปตาม

แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๐)
วัตถุประสงค น้ัน เมื่อขอเท็จจริงรับฟงไดวา คณะศิษยเกาและผูปกครองในเขตบริการโรงเรียน
บา นระมาดคอ ไดร วมกันทอดผาปา สามัคคใี นวนั ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ มีวัตถุประสงคเพื่อสมทบ
ทุนสรางลานกีฬาตานยาเสพติด ปรับปรุงหองเรียนพิเศษ และสรางประตูโรงเรียน ไดรับเงิน
บริจาคจํานวนท้ังสิ้น ๑๑๖,๗๕๔ บาท โรงเรียนไดนําเงินดังกลาวฝากเขาบัญชีเงินฝากช่ือบัญชี
“ผาปาโรงเรียนบานระมาดคอ” ธนาคารเพ่ือการเกษตรและสหกรณการเกษตร สาขายอยบัวเชด
เลขที่บัญชี ๑๒๖-๒-๕๕๕๕๔-๔ ในวันท่ี ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ กําหนดใหการเบิกจายเงินอยูในรูป
คณะกรรมการเบิกถอนเงิน เง่ือนไขการเบิกถอนเงิน ๔ ใน ๕ คน สําหรับการใชจายเงินในบัญชี
ดังกลาว โดยปรากฏขอเท็จจริงวาระหวางวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓
ไดม กี ารเบิกถอนเงินออกจากบัญชีรวม ๓ ครั้ง คือ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ จํานวน ๓๒,๕๘๕
บาท วนั ท่ี ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๒ จํานวน ๓๐,๔๕๒ บาท และวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๓ จํานวน
๖๗,๐๐๐ บาท รวมเปนเงินที่ถอนออกทั้งส้ิน ๑๓๐,๐๓๗ บาท โดยไมมีหลักฐานการใชจายเงิน
ใหตรวจสอบวา โรงเรียนไดนําเงินดังกลาวไปใชเพ่ือการใด อันเปนการไมดําเนินการใหเปนไปตาม
ขอ ๑๑ ของระเบียบกระทรวงการคลัง วาดวยการรับเงินหรือทรัพยสินท่ีมีผูบริจาคใหทางราชการ
พ.ศ. ๒๕๒๖ โดยปรากฏเพียงบันทึกการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา ครั้งท่ี ๑/๒๕๕๒
เม่ือวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ ท่ีมีมติใหนําเงินที่ไดจากการจัดผาปาสามัคคีไปใชในการกอสราง
เวทีคนเกง และบันทึกการประชุมตัวแทนชุมชนและคณะกรรมการผาปา คร้ังที่ ๒/๒๕๕๒
เม่อื วนั ท่ี ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ท่ีมีมติใหย ืมเงินผา ปา จาํ นวน ๔๐,๐๐๐ บาท เพื่อใชในการสรางเวที
คนเกง ซ่ึงจะดําเนินการชดใชเงินคืนในภายหลัง ซ่ึงแสดงใหเห็นวา ในการประชุมตัวแทนชุมชน
และคณะกรรมการผาปา คร้ังที่ ๒/๒๕๕๒ คณะกรรมการผาปาฯ มีมติเพียงอนุมัติใหโรงเรียน
ยมื เงินผาปา เพอ่ื ใชเฉพาะการนําไปสรางเวทีคนเกงเทานั้น และทางโรงเรียนจะตองนําเงินมาชดใช
คืนในภายหลัง โดยมิไดมีมติในการเปล่ียนแปลงวัตถุประสงคของการบริจาคเงินผาปาท่ีตองการ
สมทบทุนสรางลานกีฬาตานยาเสพติด ปรับปรุงหองเรียนพิเศษ และสรางประตูโรงเรียน แตอยางใด
เมื่อความปรากฏตอมาวา มีการนําฝากเขาบัญชีคืนจํานวน ๒ ครั้ง คือ วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒
จํานวน ๑๓,๒๗๐ บาท และวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ จํานวน ๕๗,๙๘๐ บาท รวมเปนเงิน
๗๑,๒๕๐ บาท หลังจากนั้น มิไดมีการนําเงินฝากเขาบัญชีคืนอีก จึงมีความเสียหายของเงินท่ีรับ
บรจิ าคเปนเงินจาํ นวน ๕๘,๗๘๗ บาท การท่ีผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียน มีหนาท่ี
ควบคุม กํากับดูแลการใชจาย การบริหารเงินบริจาคใหเปนไปตามกฎหมายและระเบียบของ
ทางราชการตามขอ ๙ ของระเบียบดังกลาว แมผูฟองคดีจะมิไดเปนกรรมการในคณะกรรมการ
เก็บรักษาเงินบริจาคก็ตาม แตหากจะมีการนําเงินบริจาคดังกลาวไปใชในกิจการใด ยอมตอง
ขออนุมัติจากผูฟองคดีเสมอ และหากกรณีเปนการขออนุมัตินําเงินบริจาคไปใชจายในการอื่น
นอกเหนือจากวัตถุประสงคของผูบริจาค ผูฟองคดีก็ชอบที่จะทักทวงเพ่ือปองกันมิใหมีการนําเงิน
บรจิ าคไปใชผิดวัตถุประสงค อันเปนการดําเนินการที่ขัดตอขอ ๘ วรรคหนึ่ง ของระเบียบเดียวกัน
พฤติการณของผูฟองคดีในกรณีน้ีจึงเปนการละเลย ไมควบคุม กํากับดูแล บริหารการใชจายเงิน
บรจิ าคใหเ ปนไปตามวัตถปุ ระสงคและถูกตองตามระเบียบของทางราชการ รวมถึงไดส่ังการอนุมัติ

แนวคําวนิ ิจฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๑)
ใหน าํ เงินไปใชจ ายนอกเหนอื วตั ถุประสงคข องเงินบริจาค จึงเปนการปฏบิ ตั หิ นาที่ราชการไมเปนไป
ตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหนวยงานการศึกษา อยางไรก็ตาม
เมื่อพิจารณาเงินบริจาคจากการทอดผาปามีวัตถุประสงคเพ่ือสมทบสรางลานกีฬาตานยาเสพติด
ปรับปรุงหองเรียนพิเศษ และสรางประตูโรงเรียน อันเปนไปเพื่อประโยชนตอการปรับปรุงและ
พัฒนาโรงเรียน การที่ผูฟองคดีนําเงินบริจาคไปใชในการสรางเวทีคนเกงเพ่ือเสริมสรางการ
แสดงออกของนักเรยี นและปรบั ปรุงโรงอาหารของโรงเรียน ยอมเปนไปเพ่ือประโยชนของโรงเรียน
และนักเรียนเชนเดียวกัน การกระทําของผูฟองคดีในสวนน้ีแมจะไมปฏิบัติตามระเบียบ
กระทรวงการคลัง วาดวยการรับเงินหรือทรัพยสินท่ีมีผูบริจาคใหทางราชการ พ.ศ. ๒๕๒๖
และระเบียบของทางราชการท่ีเก่ียวของ แตก็เปนการดําเนินการเพ่ือประโยชนแกโรงเรียน
เปนสําคัญ การกระทําของผูฟองคดีจึงไมไดกอใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ และแมจะ
ไมปรากฏวามีการจัดซ้ือจัดจางตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี วาดวยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕
แตก็ยังไมปรากฏขอเท็จจริงอื่นใดท่ีแสดงใหเห็นวา มีการกระทําท่ีสอไปในทางทุจริตในการ
ใชจายเงินดังกลาว ดังน้ัน พฤติการณของผูฟองคดีจึงเปนการไมปฏิบัติหนาที่ใหเปนไป
ตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการและหนวยงานการศึกษาตามมาตรา ๘๕
วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ อันเปน
ความผิดวินัยไมรายแรง ดวยเหตุดังที่ไดวินิจฉัยขางตน การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีคําส่ังลงวันท่ี
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗ ลงโทษลดขน้ั เงนิ เดือนผูฟองคดีจํานวน ๑ ข้ัน จึงชอบดวยกฎหมาย และเม่ือ
ไดวินิจฉัยแลววา คําส่ังของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ดังกลาวชอบดวยกฎหมาย การท่ีตอมาผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ไดพิจารณาอุทธรณของผูฟองคดีแลวมีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี จึงชอบดวยกฎหมายแลว
เชนกนั ที่ศาลปกครองชั้นตน พิพากษายกฟอง น้นั ศาลปกครองสงู สดุ เหน็ พองดว ยในผล

พพิ ากษายนื

คําสงั่ ศาลปกครองสงู สุดท่ี อบ.๒๕/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (ศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส (ผูอํานวยการ

สํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ เดิม)) มีคําสั่งสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ ลงวันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ลงโทษลดข้ันเงินเดือน
ผฟู อ งคดี ๑ ข้ัน ผฟู อ งคดีไดอุทธรณคําสั่งลงโทษดังกลาวตอประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ และผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส
(คณะอนุกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
นราธิวาส เขต ๒ เดิม)) ในการประชุมเมื่อวันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ไดพิจารณาใหยกอุทธรณ
ผูฟ องคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศ าลมคี ําพิพากษาหรือคําสง่ั เพกิ ถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการ
ประชุมเม่ือวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ ท่ีใหยกอุทธรณของผูฟองคดี และเพิกถอนคําสั่งสํานักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ลงโทษลดข้ันเงินเดือน
ผูฟองคดี ๑ ขั้น ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง ผูฟองคดีอุทธรณคําพิพากษาดังกลาว เห็นวา

แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๒)
เม่ือขอเท็จจริงปรากฏวา ระหวางการดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด สํานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต ๒ ไดดําเนินการตามมติของ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ
เก่ยี วกบั วนิ ยั และการออกจากราชการ ทําการแทน ก.ค.ศ. โดยมีคําส่ังเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ในการประชุมเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ และมีคําสั่งลงวันท่ี ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๒ เพิกถอน
คําสั่งลงวันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖ ที่ลงโทษลดขั้นเงินเดือนผูฟองคดี ๑ ข้ัน ต้ังแตวันท่ี ๓ มิถุนายน ๒๕๕๖
เปนตนไป ดังน้ัน คําสั่งอันเปนเหตุแหงการฟองคดีและการอุทธรณจึงหมดส้ินไป ศาลไมจําตอง
พจิ ารณาพิพากษาคดีนีอ้ กี ตอ ไป

จึงมีคําส่งั จาํ หนายคดีออกจากสารบบความ

คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อบ.๕๐/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เมื่อครั้งท่ีผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนรอดโพธิ์ทอง

วิทยาสรรค สังกัดสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต ๑ ถูกรองเรียนวา
มีพฤติกรรมไปด่ืมสุราที่รานขาวตมหนาประตู ๑ หนาคายพระยอดเมืองขวาง ตั้งแตเวลา
๑๒ นาฬิกา ถึงเวลา ๒๒ นาฬิกา เปนประจํา และในการจัดจางกอสรางถนนภายในโรงเรียน
มีการนําเอาดินท่ีไถออกเพื่อสรางถนนใหมไปถมที่หนารานขาวตมดังกลาว อันเปนการปฏิบัติ
หนาท่ีโดยมิชอบ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ศึกษาธิการจังหวัดนครพนม (ผูอํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต ๑ เดิม)) จึงมีคําสั่งลงวันท่ี ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ แตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดี ตอมา คณะกรรมการฯ ไดรายงานผลการ
สอบสวนตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ วาการกระทําของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยฐานไมรักษาชื่อเสียง
ของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตําแหนงหนาท่ีราชการมิใหเสื่อมเสีย เปนการกระทําอันไดช่ือวา
เปนผูประพฤติชั่ว และเปนความผิดวินัย ฐานไมปฏิบัติหนาท่ีราชการใหเปนไปตามกฎหมาย
ระเบียบแบบแผนของทางราชการ สรางความเสียหายแกทางราชการ ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงมีคําสั่ง
ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน ผูฟองคดีเห็นวา
คําสั่งลงโทษผูฟองคดีไมชอบดวยกฎหมาย เนื่องจากพฤติกรรมตามหนังสือรองเรียนเปนเพียง
การกระทําที่ไมเหมาะสม แตไมเขาขายเปนความผิดวินัย และการดําเนินการสอบสวนทางวินัย
ไมชอบดวยกฎหมาย ผูถูกฟองคดีที่ ๒ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน) ในฐานะ
หนวยงานตนสังกัดจึงตองรวมรับผิดชอบ จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ัง
เพิกถอนคําส่ังลงวันท่ี ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ที่ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน
และใหผ ถู ูกฟองคดีท้ังสองรว มกนั หรือแทนกนั ชดใชคาสินไหมทดแทนเปนเงินจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
พรอมดอกเบ้ีย เหน็ วา แมกฎ ก.ค.ศ. วา ดว ยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ จะไมมีบทบัญญัติ
หามมิใหกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงเปนกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง แตโดยท่ีคําสั่ง
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน เปนการใชอํานาจตามกฎหมายของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ที่มีผลกระทบตอสถานภาพของสิทธิของผูฟองคดี จึงเปนคําส่ังทางปกครอง
ตามมาตรา ๕ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙การแตงต้ังคณะกรรมการ

แนวคําวินจิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๓)
สอบสวนวินัยอยางรายแรงและการดําเนินการสอบสวนวินัย อันเปนการเตรียมการและ
การดําเนินการของเจาหนาท่ีเพ่ือจัดใหมีคําส่ังลงโทษทางวินัยดังกลาว จึงเปนการพิจารณา
ทางปกครอง ซึ่งบุคคลที่จะไดรับการแตงตั้งเปนกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงนอกจาก
จะตองเปนเจาหนาที่ท่ีกฎหมายใหอํานาจกระทําการแลว เจาหนาที่น้ันจะตองปฏิบัติหนาที่
ดวยความเปน กลาง การที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําส่ังลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ แตงต้ังคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดี ซึ่งกรรมการสอบสวนวินัย จํานวน ๔ คน เปนกรรมการ
สืบสวนขอเท็จจริงมากอน มีเพียงนาย ช. ซึ่งเปนประธานกรรมการสอบสวนวินัยเพียงคนเดียว
เทาน้ันที่ไมไดเปนกรรมการสืบสวนขอเท็จจริง เมื่อกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงท้ังสี่คน
เปน ผูรวบรวมขอ เท็จจริงและพยานหลกั ฐานเบ้ืองตน แลวพิจารณาใหความเห็นวา พฤติการณของ
ผูฟองคดีมีมูลวา กระทําผิดวินัยกรณีดื่มสุราในเวลาราชการและนําดินออกนอกบริเวณโรงเรียน
และในชั้นสอบสวนวินัย กรรมการทั้งสี่คนดังกลาวไดทําการแสวงหาพยานหลักฐาน
รับฟงพยานหลักฐาน คําช้ีแจง หรือความเห็นของผูถูกกลาวหา และพยานบุคคล เพ่ือท่ีจะพิสูจน
ใหทราบวาผูฟองคดีไดกระทําผิดตามที่ถูกกลาวหา เม่ือกรรมการสอบสวนวินัยซึ่งมีจํานวน ๕ คน
แตมีกรรมการที่เปนกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงถึง ๔ คน ยอมคาดหมายไดวา ผลการสอบสวน
ทางวินัยจะไมแตกตางจากผลการสืบสวนขอเท็จจริง และจากขอเท็จจริงตามรายงานผลการสอบสวน
(แบบ สว. ๖) คณะกรรมการสอบสวนวินัยไดเสนอความเห็นเหมือนกับรายงานการสืบสวน
ขอเท็จจริงวา การกระทําของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยกรณีไมรักษาชื่อเสียงของตนและ
รักษาเกียรติศักดิ์ของตําแหนงหนาที่ราชการของตนมิใหเสื่อมเสีย โดยกระทําการอันไดช่ือวา
ประพฤติช่ัว และเปนความผิดวินัยกรณีไมปฏิบัติหนาที่ราชการใหเปนไปตามกฎหมาย ระเบียบ
แบบแผนของทางราชการ สรางความเสียหายแกทางราชการ เมื่อพิจารณากฎ ก.ค.ศ. วาดวย
การสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ แลว ปรากฏวา มิไดมีการกําหนดหลักเกณฑและวิธีการในการ
แตงต้ังคณะกรรมการสืบสวนขอเท็จจริงเปนคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไวโดยเฉพาะ
จึงมีหลักเกณฑท่ีประกันความเปนธรรมตํ่ากวาหลักเกณฑท่ีกําหนดใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ กรณีจึงตองเปนไปตามหลักเกณฑท่ีบัญญัติไวในพระราชบัญญัติ
ดังกลาว เม่ือการดําเนินการสอบสวนวินัยผูฟองคดีโดยกรรมการสอบสวนวินัยท้ังสี่คน ถือไดวา
มีเหตุซึ่งมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลางตามมาตรา ๑๖
แหงพระราชบัญญัตเิ ดยี วกัน กรรมการสอบสวนวินัยทั้งสี่คนจะทําการสอบสวนวินัยผูฟองคดีไมได
และในกรณีน้ี ไมไดมีความจําเปนเรงดวน หรือหากปลอยใหเนิ่นชาไปจะเสียหายตอประโยชน
สาธารณะ หรือสิทธิของบุคคลจะเสียหายโดยมิอาจแกไขได หรือไมมีเจาหนาที่อื่นทําแทนได
ตามมาตรา ๑๘ แหงพระราชบัญญัติขางตน เม่ือผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไมไดเปล่ียนตัวกรรมการ
สอบสวนวินัยทั้งส่ีคนและไดดําเนินการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดีไปจนแลวเสร็จ
จึงเปนการดําเนินการทางวินัยที่ไมชอบดวยกฎหมาย และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๑ นําขอเท็จจริง
ที่ไดจากการดําเนินการทางวินัยที่ไมชอบดวยกฎหมายมารับฟงและมีคําสั่งลงวันที่ ๑๙ กันยายน
๒๕๕๕ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน จึงเปนการออกคําสั่งที่ไมชอบ

แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๔)
ดวยกฎหมาย และมีผลใหการพิจารณาอุทธรณของ อ.ก.ค.ศ. เขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษา
นครพนม เขต ๑ ในการประชุมเมื่อวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ที่มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี
ไมชอบดวยกฎหมายเชนกัน ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง นั้น ศาลปกครองสูงสุด
ไมเห็นพองดวย

พิพากษากลับ เปนเพิกถอนคําสั่งลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๕ ท่ีลงโทษ
ตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสองเดือน โดยใหมีผลยอนหลังไปถึงวันที่มีคําส่ังดังกลาว
คําขออื่นนอกจากนี้ใหยก โดยมีขอสังเกตเก่ียวกับแนวทางหรือวิธีการดําเนินการเพ่ือใหเปนไป
ตามคําพิพากษาของศาล โดยใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไปดําเนินการสอบสวนทางวินัยผูฟองคดีใหม
ใหถูกตองตามหลักเกณฑหรือเงื่อนไขท่ีกฎหมายหรือระเบียบในเรื่องดังกลาวกําหนด ทั้งนี้
ภายในเกาสบิ วนั นับแตว นั ทค่ี ดถี งึ ท่สี ดุ

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ. ๗๘/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เร่ือง เขตอํานาจศาล
หนา ๑

คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ. ๗๙/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เม่ือคร้ังผูฟองคดีดํารงตําแหนงผูอํานวยการโรงเรียนอนุบาล

อรุณรังษี สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาหนองคาย เขต ๑ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ (ศึกษาธิการ
จังหวัดหนองคาย (ผูอํานวยการสํานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต ๑ เดิม))
ไดมีคําสั่งแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดี กรณีถูกกลาวหาวา
ผูฟองคดีไดนําไมที่ไดจากการร้ือถอนอาคารบานพักครูและโรงฝกงานไปใชเพื่อประโยชนสวนตัว
ตอมา อ.ก.ค.ศ. เขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศึกษาหนองคาย เขต ๑ ไดมีมติใหลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผถู ูกฟอ งคดีที่ ๒ จึงมคี ําสง่ั ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ และไดรายงาน
การดาํ เนินการทางวินัยดังกลาวใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑ พิจารณา แตผูถูกฟองคดีที่ ๑ (คณะกรรมการ
ขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.)) ไดมีมติใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากโทษปลดออก
จากราชการเปนโทษไลออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงมีคําส่ังเพ่ิมโทษดังกลาว ผูฟองคดี
จึงไดอุทธรณคําส่ังดังกลาว ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ในการประชุมเม่ือวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖
พิจารณาแลวเห็นวา ผูฟองคดีขาดเจตนาทุจริตท่ีจะแสวงหาประโยชนที่มิควรไดโดยชอบเพื่อตนเอง
หรือผูอ่ืน จึงมีมติใหลดโทษใหแกผูฟองคดีจากโทษไลออกจากราชการเปนโทษปลดออกจากราชการ
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จึงมีคําสั่งลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลดโทษผูฟองคดีเปนโทษปลดออกจากราชการ
ผูฟองคดีเห็นวา คําสั่งดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือ
คําสั่งเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ เม่ือวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ท่ีใหลดโทษผูฟองคดี
จากโทษไลออกจากราชการเปน โทษปลดออกจากราชการ และเพิกถอนคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลดโทษผูฟองคดีจากโทษไลออกจากราชการเปนโทษปลดออกจาก
ราชการ และใหค นื สิทธทิ กุ อยางใหกับผฟู องคดี

แนวคําวนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๕)
ศาลปกครองสูงสุดวนิ จิ ฉยั วา เมือ่ การดําเนินการของคณะกรรมการสอบสวนไดให
โอกาสผูฟองคดีไดทราบขอกลาวหาและใหถอยคําแกขอกลาวหา โดยมิไดหลงขอตอสู รวมท้ังไดมี
โอกาสนําพยานหลักฐานเขาสืบแกขอกลาวหาตอคณะกรรมการสอบสวน จึงเปนกรณีที่
คณะกรรมการสอบสวนไดใหผูฟองคดีมีโอกาสไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอ และมีโอกาส
ไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตนตามหลักเกณฑท่ีกําหนดตามขอ ๑๐ วรรคหน่ึง ขอ ๒๓
วรรคหน่ึง วรรคสอง ขอ ๒๔ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของกฎ ก.ค.ศ. วาดวย
การสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ แลว และเมื่อตามบันทึกถอยคําของผูถูกกลาวหาปรากฏวา
มีลายมือชื่อคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงผูฟองคดีครบทั้งสามคน ซ่ึงหากผูฟองคดี
เห็นวาคณะกรรมการสอบสวนมาสอบปากคําผูฟองคดีไมครบองคประชุม หรือมีการปฏิบัติอ่ืนใด
ที่ไมถูกตอง ผูฟองคดีก็ชอบที่จะโตแยงคัดคานในขณะน้ันหรือปฏิเสธที่จะลงลายมือชื่อของตน
ทายบันทึกการสอบสวนดังกลาวได แตผูฟองคดีหาไดโตแยงคัดคานหรือปฏิเสธท่ีจะลงลายมือช่ือ
ในบันทึกดังกลาวแตอยางใด กรณีจึงตองฟงวา คณะกรรมการสอบสวนไดเขาทําการสอบสวน
ผูฟองคดีครบท้ังหมดตามขอ ๒๗ ของกฎดังกลาว ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการสอบสวนไดเสนอรายงาน
การสอบสวนแลว ตองถือวาการสอบสวนแลวเสร็จ ตามขอ ๓๙ วรรคสามของกฎเดียวกัน
และเปนขั้นตอนภายหลังจากคณะกรรมการสอบสวนไดใหผูฟองคดีมีโอกาสไดทราบขอเท็จจริง
อยางเพียงพอ และมีโอกาสไดโตแยงและแสดงพยานหลักฐานของตนแลว ดังนั้น เม่ือการปกปด
รายช่ือพยานบุคคลเกิดขึ้นภายหลังจากผูฟองคดีใชสิทธิตาม พ.ร.บ. ขอมูลขาวสารของราชการ
พ.ศ. ๒๕๔๐ ในการขอขอมูลดังกลาว เพื่อประกอบการใชสิทธิอุทธรณคําส่ังลงโทษทางวินัย
จึงหาใชกรณีท่ีทําใหผูฟองคดีไมอาจทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอในการช้ีแจงแกขอกลาวหา
ตอคณะกรรมการสอบสวนแตอยางใด ประกอบกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยมีอํานาจหนาที่
ในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและทําความเห็นเบ้ืองตนเพ่ือเสนอใหผูมีอํานาจพิจารณา
ซ่ึงการรวบรวมประวัติและความประพฤติของผูฟองคดีวาเคยกระทําความผิดทางวินัยมากอน
หรือไม ถือเปนสวนหนึ่งของการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของคณะกรรมการสอบสวน
ตามขอ ๑๔ วรรคสอง ประกอบขอ ๓๘ วรรคหน่ึง ของกฎ ก.ค.ศ. วาดวยการสอบสวนพิจารณา
พ.ศ. ๒๕๕๐ สวนอํานาจในการพิจารณาวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยหรือไมและจะใชดุลพินิจ
สั่งลงโทษผูฟองคดีสถานใดน้ัน เปนอํานาจของผูถูกฟองคดีท้ังสองในฐานะองคกรผูมีอํานาจ
และผูบังคับบัญชาของผูฟองคดีท่ีจะพิจารณาตามกฎหมายตอไป การรับฟงพยานหลักฐาน
หรือช่ังนํ้าหนักพยานหลักฐาน ตลอดจนความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง
ผูฟองคดี จงึ หาไดเปนความเห็นที่เสร็จเด็ดขาดและผูกพันผูมีอํานาจพิจารณาส่ังลงโทษแตอยางใดไม
และเมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ผูฟองคดีในฐานะผูอํานวยการโรงเรียนอนุบาลอรุณรังษีไดมีคําสั่ง
แตงตั้งคณะกรรมการร้ือถอนและควบคุมการใชวัสดุเพื่อดําเนินการรื้อถอนอาคารบานพักครู
และโรงฝกงาน โดยมีผูฟองคดีเปนประธานกรรมการ และคณะกรรมการดังกลาวมีอํานาจ
ดําเนินการพิจารณาปฏิบัติการรื้อถอนและควบคุมการใชวัสดุ ดังน้ัน วัสดุที่ไดจากการรื้อถอน
ทั้งหมดจึงอยูในความรับผิดชอบของคณะกรรมการร้ือถอนและควบคุมการใชวัสดุ และหาก

แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๖)
มีการยืมวัสดุที่ไดจากการรื้อถอนไปใชประโยชนจะตองไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการดังกลาว
โดยคํานึงถึงประโยชนของทางราชการเปนสําคัญ แตปรากฏวาผูฟองคดีไดนําไมที่ไดจากการ
รื้อถอนอาคารบานพักครูและโรงฝกงานของโรงเรียนออกไปใชจริง ประกอบกับการนําไมดังกลาว
ไปทํานั่งรานเพื่อชวยเหลือคนงานที่ข้ึนไปซอมหลังคาบานของผูฟองคดีถือเปนประโยชนสวนตัว
ของผูฟองคดี มิไดเกี่ยวของกับประโยชนของทางราชการหรือประโยชนสวนรวม สวนกรณี
การนําไมออกไปใชทําแบบสําหรับเทคานร้ัวบานเพ่ือปองกันน้ําหลากเขาทวมบานของผูฟองคดี
และชาวชุมชนกุดแห แมจะถือวาเปนประโยชนแกสวนรวมอยูบาง แตประโยชนดังกลาวก็เปน
เพียงผลพลอยไดจากการใชไมเพื่อประโยชนสวนตัวของผูฟองคดี ท้ังน้ี หากมีเหตุจําเปนเรงดวน
ในการกอสรางผนังกั้นนํ้าเพื่อประโยชนของชาวชุมชนกุดแหจริง ผูฟองคดียอมตองไดรับอนุญาต
จากคณะกรรมการรอ้ื ถอนและควบคุมการใชวสั ดกุ อน และในกรณีที่ไมอาจขออนุญาตได ผูฟองคดี
หรือวิญูชนทั่วไปอาจใหผูนําชุมชน หรือผูมีหนาที่เกี่ยวของไดรับทราบเปนลายลักษอักษร
และตองกระทําการโดยเปดเผย รวมทั้งมีการตรวจนับจํานวนไมท่ีประสงคจะยืมใหชัดเจน
ลําพังเพียงการโทรศัพทแจงใหกรรมการบางคนทราบ หรือกรรมการบางคนรับรูการกระทํา
ดังกลาวของผูฟองคดี จึงยังหาไดเพียงพอไม สวนกรณีจะเปนการยืมวัสดุใชคงรูป และผูฟองคดี
ไดนําสงไมคืนในสภาพเดิมหรือไม ก็มิไดทําใหผลของการกระทําเปล่ียนแปลงไป ประกอบกับ
การยืมไมของผูฟองคดี ยังมิใชเหตุภัยพิบัติรายแรงถึงขนาดท่ีมีความจําเปนตองใชวัสดุของ
ทางราชการโดยไมตองดําเนินการตามข้ันตอนและวิธีการที่กฎหมายกําหนดแตอยางใด เม่ือผูฟองคดี
ในฐานะผูอํานวยการโรงเรียนอนุบาลอรุณรังสี และเปนประธานกรรมการรื้อถอนและควบคุม
การใชวัสดุซ่ึงมีหนาท่ีในการดูแลเก็บรักษาไมท่ีไดจากการรื้อถอนท่ีเก็บไวในอาคารอเนกประสงค
ของโรงเรียน ยอมตองพึงระมัดระวังในการนําไมท่ีอยูในความดูแลของตนไปใชประโยชนอยางอ่ืน
นอกเหนือจากประโยชนของทางราชการ หรือนําไปใชในสิ่งท่ีตนอาจไดรับประโยชนสวนตัว
รวมอยูดวย จากพฤติการณและการกระทําดังกลาวของผูฟองคดีที่ใชอํานาจหนาท่ีของตนนําไมที่ได
จากการรื้อถอนอาคารบานพักครูและโรงฝกงานของโรงเรียนไปใชประโยชนสวนตัว แมผูฟองคดี
ไดน าํ ไมส ง คืนภายหลังจากท่ีใชงานเสร็จแลวก็ตาม แตก็ไมอาจทราบจํานวนไมท่ียืมและไมท่ีสงคืน
ไดอยางชัดเจน จึงมิไดทําใหผลของการกระทําของผูฟองคดีเปล่ียนแปลงไปเชนกัน อีกท้ัง
การกระทําของผฟู องคดีดงั กลาวยงั หมนิ่ เหมตอการทุจริตตอหนาท่ีราชการอีกดวย ท้ังมีผลกระทบ
ตอช่ือเสียงและเกียรติศักดิ์ของตําแหนงหนาท่ีราชการ ท่ีตองประพฤติตนใหเปนที่เลื่อมใสศรัทธา
หรือใหเปน ทีเ่ ชื่อถอื ของประชาชนและสังคมทว่ั ไป ถือวาเปนการประพฤติชั่วอยางรายแรง อันเปน
ความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและ
บุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ การท่ี อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเก่ียวกับการอุทธรณและการรองทุกข
ที่ทําการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการประชุมเม่ือวันท่ี ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ไดมีมติใหลดโทษ
ผูฟองคดีจากไลออกราชการ เปนปลดออกจากราชการ ตามมาตรา ๙๙ แหงพระราชบัญญัติ
ดังกลาว จึงเปนการกระทําท่ีชอบดวยกฎหมายแลว ดังนั้น การท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ไดมีคําสั่งลงวันท่ี
๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๖ ลดโทษผูฟองคดีเปนโทษปลดออกจากราชการตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๑

แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๗)
ดงั กลา ว จึงเปนการกระทําที่ชอบดวยกฎหมายเชนกัน ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง น้ัน
ศาลปกครองสูงสุดเห็นพอ งดวย

พพิ ากษายืน

คาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี อบ.๑๘๗/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เม่ือครั้งผูฟองคดีเปนขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ตาํ แหนงครู วทิ ยฐานะครูชํานาญการ โรงเรยี น พ. สงั กดั สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎรธานี
เขต ๒ มีหนาที่สอนวิชาวอลเลยบอล ระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ ๒ ถูกกลาวหาโดยการรองเรียนวา
ผฟู อ งคดไี ดก ระทาํ อนาจารดว ยการหอมแกม จับแกม จับหนาอก จบั กนและพดู ขอรว มประเวณีกับ
เด็กหญิง ท. ในหองประชาสัมพันธ หลังจากเลิกซอมวอลเลยบอล นอกจากนี้ ยังมีความสนิทสนมกับ
เด็กหญิง จ. เกินสมควร โดยอยูเพียงลําพังสองคนกับเด็กหญิง จ. ในหองประชาสัมพันธดังกลาว
หลังจากนั้น ไดมีการต้ังคณะกรรมการสืบหาขอเท็จจริง ซ่ึงคณะกรรมการสืบหาขอเท็จจริง
สืบสวนแลวกรณีมีมูลเห็นควรใหสํานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาสุราษฎรธานีเขต ๒ แตงต้ัง
คณะกรรมการสอบสวนทางวินยั ผฟู อ งคดี ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนฯ ไดดําเนินการสอบสวนแลว
เห็นวา ผูฟองคดีไดกระทําการตามที่ถูกกลาวหา อันเปนความผิดวินัยไมรายแรง กรณีกระทําการ
อันไดช่ือวาเปนผูประพฤติช่ัว และไมประพฤติตนเปนแบบอยางท่ีดีแกผูเรียน ตอมา ผูถูกฟองคดีที่ ๒
(ศกึ ษาธิการจงั หวดั สรุ าษฎรธานี (ผูอาํ นวยการสํานักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๑ เดิม))
จึงมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ลงโทษลดข้ันเงินเดือนหนึ่งขั้น และรายงานการดําเนินการ
ทางวินัยตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (คณะกรรมการขาราชการครูและบุคลากรทางศึกษา) หลังจากนั้น
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดมีหนังสือแจงผูถูกฟองคดีท่ี ๒ วา ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีมติใหเพ่ิมโทษจากลดขั้นเงินเดือน
หนึ่งข้ันเปนไลออกจากราชการ เพราะเห็นวา พฤติการณของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
ตามที่ผูบ ังคับบญั ชาสัง่ ลงโทษลดขัน้ เงนิ เดือนหน่ึงข้ันยังไมเหมาะสมกับกรณีความผิด ผูถูกฟองคดีที่ ๒
จึงมีคําสั่งลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ เพ่ิมโทษผูฟองคดีตามมติดังกลาว ผูฟองคดีไดรับทราบคําสั่งแลว
มีหนังสืออุทธรณคําส่ังลงโทษตอผูถูกฟองคดีที่ ๑ ซ่ึงผูถูกฟองคดีท่ี ๑ พิจารณาแลวเห็นวา
ขอเท็จจริงไมอาจรับฟงไดชัดเจนวา ผูฟองคดีมีความสัมพันธถึงขั้นไดเสียกับผูเสียหาย ซึ่งกรณีครูชาย
กระทําอนาจารศิษยหรือผูเยาวโดยกระทําตออวัยวะสําคัญทางเพศ แนวทางพิจารณาโทษของ
ก.ค.ศ. กําหนดใหเปนความผิดวินัยอยางรายแรง การลงโทษไลออกจากราชการ น้ัน หนักเกินกวา
กรณีความผิด อุทธรณฟงข้ึนบางสวน จึงมีมติเปนเอกฉันทใหผูบังคับบัญชามีคําสั่งลดโทษใหแก
ผูฟองคดีจากไลออกจากราชการเปนปลดออกจากราชการ และมีหนังสือลงวันท่ี ๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
แจง การพจิ ารณาอุทธรณใ หผ ูฟ อ งคดที ราบ ผูฟองคดีเห็นวา การพิจารณาอุทธรณของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ไมไดต้ังคณะกรรมการเพื่อสอบสวนพยานหลักฐานเพ่ิมเติมท้ังฝายผูฟองคดีและผูเสียหาย และ
ยังปรากฏวามีการเพ่ิมขอหารายแรงวา ผูฟองคดีมีความสัมพันธถึงขั้นรวมประเวณีกับผูเสียหายจริง
ซ่ึงผูเสียหายแลวยืนยันวา ไมมีการรวมประเวณี ทําใหผูฟองคดีและผูเสียหาย รวมถึงวงศตระกูล
ไดรับความเส่ือมเสีย เพราะขอกลาวหาดังกลาวไมไดรับการพิสูจน จึงนําคดีมาฟองตอศาลขอให

แนวคําวนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๘)
ศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ตามคําสั่งลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓
และเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ท่ีลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ แจงตามหนังสือ
ลงวนั ที่ ๘ มถิ นุ ายน ๒๕๕๔ และใหผ ฟู อ งคดีกลับเขา รับราชการตามเดิม ตอมา ในระหวางการพิจารณา
ของศาลปกครองช้ันตน ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๒๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ ลดโทษผูฟองคดี
จากไลออกจากราชการเปนปลดออกจากราชการ โดยไดมีหนังสือลงวันท่ี ๒๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๕
แจง คําส่ังดงั กลา วใหผูฟองคดที ราบ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา ขอเท็จจริงปรากฏวา เมื่อคณะกรรมการฯ ไดรายงาน
ตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ วา ขอเท็จจริงมีมูลตามขอกลาวหา เห็นควรดําเนินการสอบสวนทางวินัย
ผูฟองคดีตอไป ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จึงมีคําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนผูฟองคดีวากระทําผิดวินัย
อยางรา ยแรง ตามคาํ ส่ังสาํ นกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต ๒ ลงวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๕๒
ตอมา คณะกรรมการสอบสวนไดรายงานผลการสอบสวนตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ วา การกระทําของ
ผูฟองคดีทั้งสองกรณี เปนความผิดวินัยตามมาตรา ๘๘ วรรคหน่ึง ฐานไมประพฤติตนเปนแบบอยางที่ดี
แกผ เู รยี น และฐานกระทําการอันไดช ่ือวาเปน ผปู ระพฤตชิ ่ัวตามมาตรา ๙๔ วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.บ.
ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ควรลดขั้นเงินเดือนหน่ึงขั้น
ผถู กู ฟอ งคดีที่ ๒ จงึ มีคําสั่งลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ลงโทษลดข้ันเงินเดือนผูฟองคดีหน่ึงขั้น
และไดมีหนังสือลงวันท่ี ๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ รายงานการสอบสวนตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ และ
อ.ก.ค.ศ. เขตพืน้ ที่การศกึ ษาสรุ าษฎรธานี เขต ๒ ซ่ึง อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ
ทาํ การแทนผูถกู ฟอ งคดีท่ี ๑ เหน็ วา โทษดังกลาวยังไมเหมาะสมกับกรณีความผิด จึงมีมติเปนเอกฉันท
ใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากลดขั้นเงินเดือนเปนไลออกจากราชการตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม
แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ผูถูกฟองคดีที่ ๒ จึงมีคําส่ังลงวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๓ ลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ และไดรายงานการดําเนินการทางวินัยไปยังผูถูกฟองคดีที่ ๑
ตามขอเท็จจรงิ ขา งตน เห็นวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดรายงานการดําเนินการทางวินัยใหผูถูกฟองคดีที่ ๑
และ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเก่ียวกับวินัยและการออกจากราชการ ทําการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ ในการ
ประชุมเมื่อวันท่ี ๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ มีมติใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากลดขั้นเงินเดือนเปนไลออกจากราชการ
ผถู ูกฟอ งคดีท่ี ๒ จงึ มคี ําสัง่ ลงวนั ท่ี ๒ สงิ หาคม ๒๕๕๓ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมติ
ดังกลาวขางตน การรายงานการลงโทษดังกลาวเปนการดําเนินการตามมาตรา ๑๐๔ วรรคหน่ึง (๒)
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ประกอบกับ ขอ ๘
ของระเบียบ ก.ค.ศ. วาดวยการรายงานเกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัยและการออกจากราชการ
ของขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๑ ซ่ึงเปนสวนหนึ่งของกระบวนการพิจารณา
ลงโทษทางวนิ ยั เมือ่ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ
ซึ่งเปนองคกรท่ีพิจารณาการลงโทษข้ันสุดทายไดพิจารณาจากสํานวนการสอบสวนแลวเห็นวา
การดําเนินการทางวินัยแกผูฟองคดีไดมีการสอบสวนโดยชอบแลว พฤติการณการกระทําของ
ผูฟองคดีเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสอง และวรรคสาม แหง พ.ร.บ.
ระเบยี บขา ราชการครูและบคุ คลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ แตโทษท่ีผูฟองคดีไดรับไมเหมาะสมกับ

แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๑๙)
พฤติกรรมและการกระทําของผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ก็ยอมมีอํานาจที่จะเพ่ิมโทษผูฟองคดีได
โดยไมจาํ ตอ งตงั้ คณะกรรมการสอบสวนใหมแตอยางใด ดังน้ัน เม่ือ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับวินัย
และการออกจากราชการ ทําการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ พิจารณาสํานวนการสอบสวนและพยานหลักฐาน
ในสาํ นวนแลวเหน็ วา การกระทําของผฟู อ งคดีเปน ความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม
แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงมีมติเพ่ิมโทษผูฟองคดีจากลดขั้นเงินเดือนเปนไลออกจากราชการ
จึงเปนการกระทําทช่ี อบดวยกฎหมายแลว อยางไรก็ตาม ในช้ันการพิจารณาอุทธรณ อ.ก.ค.ศ. วิสามัญ
เกี่ยวกับการอุทธรณและการรองทุกข ทําการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ไดพิจารณาจากคําใหการของ
ผูเสียหาย ประกอบกับถอยคําของเพื่อนนักเรียนท่ีใหการสอดคลองกันถึงลักษณะการกระทําของ
ผูฟองคดี เวลาและสถานที่เกิดเหตุ และยืนยันขอเท็จจริงวา ผูฟองคดีกระทําอนาจารนักเรียน
ตั้งแตในชั้นสืบสวนและในช้ันสอบสวน โดยพยานดังกลาวมีความสนิทสนมกับผูฟองคดีและไมมี
สาเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดีมากอน แตผูเสียหายและพยานมิไดใหการถึงขนาดวาผูฟองคดี
มีเพศสัมพันธกับผูเสียหาย จึงเห็นวา พฤติการณของผูฟองคดีเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
กรณีกระทําการลวงละเมิดทางเพศตอผูเรียน ไมวาจะอยูในความปกครองดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม
ตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม แหง พระราชบัญญตั ิดังกลา ว ซ่งึ กรณคี รชู ายกระทาํ อนาจารตอศิษยหรือ
ผูเยาว แนวทางการพิจารณาโทษของผูถูกฟองคดีที่ ๑ กําหนดใหเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
โดยมีระดับโทษปลดออกจากราชการ จึงมีมติใหผูบังคับบัญชามีคําส่ังลดโทษใหแกผูฟองคดีจาก
โทษไลออกจากราชการเปนโทษปลดออกจากราชการ กรณีจึงฟงไดวา การที่ผูฟองคดีถูกลงโทษ
ปลดออกจากราชการตามคําสั่งลงวันท่ี ๒๑ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๕ เปน การลงโทษท่ีชอบดวยกฎหมาย
และเหมาะสมแกความผิดแลว ที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษายกฟอง น้ัน ศาลปกครองสูงสุด
เห็นพองดว ย

พิพากษายนื

วินัยขาราชการสว นทองถ่นิ

คําพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ท่ี ฟ.๕/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เมื่อป พ.ศ. ๒๕๔๘ ขณะที่ผูฟองคดีปฏิบัติหนาท่ีเปนทองถิ่น

อาํ เภอคาํ มว ง จังหวัดกาฬสินธุ องคการบริหารสวนตําบลทุงคลอง ดําเนินการสอบแขงขันบรรจุบุคคล
เขารับราชการและแตงต้ังเปนพนักงานสวนตําบลทุงคลอง วันท่ี ๒๑ ถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๘
ตอมา ไดมีผูรองเรียนตอจังหวัดกาฬสินธุวา มีการทุจริตในการจัดสอบแขงขันบรรจุบุคคล
เขารับราชการและแตงตั้งเปนพนักงานสวนตําบลทุงคลองดังกลาว จังหวัดกาฬสินธุจึงสงเร่ืองให
ผูถูกฟองคดีที่ ๓ (คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ) ดําเนินการไตสวนและ
ชี้มูลความผิด ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ จึงมีคําสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงวันที่ ๖ กุมภาพันธ ๒๕๕๐
แตงต้ังคณะอนุกรรมการไตสวนเพ่ือดําเนินการไตสวนขอเท็จจริง และตอมาผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติวา
ผฟู อ งคดมี ีความผดิ ฐานกระทาํ การเรียกรับเงินจากผูเขาสอบและผูเก่ียวของซ่ึงจายเงินแทนผูเขาสอบ

แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๐)
ถือวา ผฟู อ งคดีมีสว นรว มกระทําความผดิ จึงมมี ลู ความผิดทางอาญาฐานเปน ผสู นบั สนุนตามมาตรา ๑๔๙
มาตรา ๑๕๗ ประกอบมาตรา ๘๖ แหงประมวลกฎหมายอาญา และมีความผิดทางวินัยฐานกระทําการ
อันไดชื่อวาเปนผูประพฤติชั่วอยางรายแรง เปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขา ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๕ ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีหนังสือแจงใหผูถูกฟองคดีท่ี ๑
(อธิบดีกรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน) ซ่ึงเปนผูบังคับบัญชาดําเนินการตามอํานาจหนาที่ ตอมา
คณะอนุกรรมการขาราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน มีมติเม่ือวันท่ี
๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ใหลงโทษปลดผฟู อ งคดีออกจากราชการตามคําส่ังกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
ลงวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผูฟองคดีทราบคําส่ังดังกลาวเม่ือวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๓ ภายหลัง
อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย มีมติเม่ือวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีเปนไลออกจากราชการ
ตามคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน ลงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ ผูฟองคดีอุทธรณคําส่ังดังกลาว
ตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรม) เม่ือวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๓ และวันท่ี
๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ตามลําดับ ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ มีคําวินิจฉัย ลงวันท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
ใหยกอทุ ธรณข องผูฟองคดี ผูฟองคดีเห็นวา คําส่ังลงโทษทางวินัย และคําวินิจฉัยของผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ไมช อบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําวินิจฉัย ลงวันที่
๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ยกเลิกหรือเพิกถอนมติคณะอนุกรรมการขาราชการพลเรือน
ของกระทรวงมหาดไทย เม่ือวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๕๓ และคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
ลงวันที่ ๖ ตลุ าคม ๒๕๕๓ ยกเลิกหรือเพกิ ถอนมตคิ ณะอนุกรรมการขา ราชการพลเรอื นของกรมสงเสริม
การปกครองทองถ่ิน เม่ือวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ และคําส่ังกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ลงวันที่
๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เห็นวา ขอเท็จจริงรับฟงไดวา ผูฟองคดีมีพฤติการณเรียกรับเงินจากผูเขาสอบ
และชวยเหลือใหแกผูเขาสอบทั้งสามรายสอบเขาเปนพนักงานสวนตําบลไดจริง โดยผูฟองคดีไดรับ
มอบหมายใหปฏิบัติหนาท่ีผูอํานวยการสนามสอบโรงเรียนกาฬสินธุพิทยาสรรพ (โรงเรียนเทศบาล ๑)
มีหนาที่ควบคุมการดําเนินการสอบในสนามสอบนั้นและสงมอบกระดาษคําตอบแกคณะกรรมการ
ดําเนนิ การสอบทีโ่ รงเรยี นเซนตยอแซฟ ผูฟองคดีจึงเปนเจาหนาท่ีผูสนับสนุนการสอบพนักงานแขงขัน
พนักงานสวนตําบลในครั้งน้ี และเปนสาเหตุใหผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เห็นวา การกระทําของผูฟองคดี
มีมูลความผิดทางวินัยฐานกระทําการอันไดชื่อวาประพฤติชั่วอยางรายแรงเปนความผิดวินัย
อยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ซึ่งใชบังคับในขณะน้ัน
แตอยางไรก็ตาม การที่ผูฟองคดีกระทําการเรียกรับเงินจากผูเขาสอบและผูท่ีเกี่ยวของ เพ่ือชวยเหลือ
ใหผูเขาสอบท้ังสามรายผานขอเขียน ถือวาผูฟองคดีอาศัยอํานาจหนาท่ีราชการของตนไมวาจะ
โดยทางตรงหรอื ทางออ มหาประโยชนใ หแกตนเอง ซึ่งการปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีราชการ
โดยมิชอบ เพ่ือใหตนเองไดประโยชนที่มิควรได เปนการทุจริตตอหนาที่ราชการและเปนความผิดวินัย
อยางรายแรงตามมาตรา ๘๒ วรรคสาม แหงพระราชบัญญัติดังกลาว ซ่ึงใชบังคับในขณะน้ัน อีกทั้ง
พฤติการณดังกลาวถือเปนเร่ืองรายแรงทําใหเสียหายแกชื่อเสียงของทางราชการอยางย่ิง การกระทํา
ของผูฟองคดีจึงมีมูลความผิดทางวินัยฐานกระทําการอันไดช่ือวาประพฤติช่ัวอยางรายแรง
ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหง พระราชบัญญตั เิ ดียวกัน มติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ที่ช้ีมูลความผิดวา

แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๑)
การกระทําของผูฟอ งคดีทม่ี ีสว นในการเรียกรบั เงนิ จากผูเขาสอบและผเู ก่ียวของเพื่อแลกเปล่ียนกับ
การชวยเหลือใหผูเขาสอบเปนผูสอบผานขอเขียน มีมูลเปนความผิดวินัยอยางรายแรงฐานกระทําการ
อนั ไดช ่อื วาเปนผปู ระพฤติช่ัวอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติเดียวกัน
จงึ เปนการชม้ี ลู ท่ยี งั ไมค รบถวน

สวนท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๓ โตแยงวา การรับฟงขอเท็จจริงเปนดุลพินิจโดยแทของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๓ และการวินิจฉัยช้ีมูลความผิดของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในฐานะองคกรตามรัฐธรรมนูญ
เปนการใชอาํ นาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ผูฟองคดถี ูกผบู ังคับบัญชาลงโทษตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓
ไมอาจฟองตอศาลปกครองขอใหเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ และคําสั่งของผูบังคับบัญชา
ที่ลงโทษทางวินยั ตามมติของผถู ูกฟอ งคดที ่ี ๒ เพราะเปนการดําเนินการตามมาตรา ๙๒ วรรคหน่ึง
แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ นั้น เห็นวา การใชอํานาจ
ขององคกรตามรัฐธรรมนูญท่ีไมอยูในอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองตามมาตรา ๒๒๓
วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ นอกจากตองเปนการใชอํานาจ
โดยตรงตามรัฐธรรมนูญแลว ยังตองเปนการใชอํานาจวินิจฉัยชี้ขาดปญหาตามรัฐธรรมนูญ
โดยตรงอีกดวย เมื่อผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เปนคณะบุคคลท่ีรัฐธรรมนูญกําหนดใหเปนองคกรอิสระ
ตามรัฐธรรมนูญและยังเปนการบุคคลที่มีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติใหอํานาจในการออกกฎ
คําสง่ั หรือมติใดๆ ท่ีมีผลกระทบตอสถานภาพหรือสิทธิของบุคคล จึงมีฐานะเปนเจาหนาท่ีของรัฐดวย
ซ่ึงการใชอํานาจของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในการไตสวนและช้ีมูลความผิดของผูถูกกลาวหา นั้น
ไมมีบทบัญญัติจํากัดสิทธิของบุคคลผูถูกลงโทษทางวินัยในการฟองคดีตอศาลปกครอง และกรณี
ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ช้ีมูลความผิดทางอาญา แมกฎหมายใหถือวารายงานของผูถูกฟองคดีที่ ๓
เปนสํานวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและใหศาลประทับฟอง
โดยไมตองไตสวนมูลฟอง แตกอนการลงโทษทางอาญาก็ตองอยูภายใตการพิจารณาพิพากษาคดี
ของศาลยุติธรรมอันเปนหลักประกันความเปนธรรมของผูถูกกลาวหาหรือจําเลย ดังน้ัน การที่
ผถู กู ฟองคดีที่ ๓ มีมติช้ีมูลความผิดของผูฟองคดีวาเปนความผิดวินัย จึงมิไดเปนการวินิจฉัยช้ีขาด
ขององคกรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเปนการใชอํานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององคกรตามรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งใชบังคับ
ในขณะนนั้ ขอ โตแยงของผถู ูกฟองคดีที่ ๓ ในประเด็นนี้จึงไมอาจรับฟง ได

เมือ่ ขอเท็จจริงปรากฏวา ผูถูกฟองคดีที่ ๓ พิจารณาแลวมีมติวา การกระทําของผูฟองคดี
มีสวนรวมในการเรียกรับเงินมีมูลความผิดทางวินัยฐานกระทําการอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติชั่ว
อยางรา ยแรงเปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการ
พลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งใชบังคับในขณะน้ัน จึงสงรายงานเอกสารพรอมท้ังความเห็นมายัง
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติ โดยไมตอง
แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก และในการพิจารณาโทษทางวินัยใหถือวารายงานเอกสาร
และความเห็นของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เปนสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ทั้งนี้ ตามมาตรา ๙๒ แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ผูถูกฟองคดีที่ ๑

แนวคําวนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๒)
ซ่ึงเปนผูบังคับบัญชาท่ีมีอํานาจส่ังบรรจุตามมาตรา ๕๗ แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑ สง เรื่องท่ผี ถู กู ฟองคดที ี่ ๓ ชม้ี ลู ความผดิ วนิ ยั ผฟู องคดี ใหคณะอนุกรรมการขาราชการพลเรือน
(อ.ก.พ.) กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่นพิจารณา โดย อ.ก.พ. กรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น
มีมติเห็นชอบในการประชุมเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ใหลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
ผูถูกฟอ งคดที ่ี ๑ จึงอาศัยอํานาจตามมาตรา ๙๗ ประกอบมาตรา ๑๓๓ แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน
พ.ศ. ๒๕๕๑ มีคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ลงวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ลงโทษปลด
ผฟู องคดอี อกจากราชการ ต้ังแตวันที่ออกคําส่ังดังกลาว แตตอมาเม่ือผูถูกฟองคดีท่ี ๑ รายงานตอ
อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ซ่ึง อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย พิจารณาแลวมีมติในการประชุม
เมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๓ ใหเพิ่มโทษผูฟองคดีจากปลดออกเปนไลออกจากราชการตามฐาน
ความผิดตามมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ซึ่งผูถูกฟองคดีท่ี ๑ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๐๓
วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ และขอ ๖ (๔) ของระเบียบ ก.พ. วาดวย
วันออกจากราชการของขาราชการพลเรือนสามัญ พ.ศ. ๒๕๓๕ ประกอบมาตรา ๑๓๓
แหง พระราชบัญญตั ิเดียวกัน เพ่ิมโทษเปนไลออกจากราชการ จากขอเท็จจรงิ ดงั กลาว เม่ือนาํ มาพิจารณา
กับบทบัญญัติเกี่ยวกับอํานาจหนาท่ีในการไตสวนขอเท็จจริงและช้ีมูลความผิดทางวินัยของผูถูกฟองคดีที่ ๓แลว
จะเห็นไดวา ขอกลาวหาท่ีอยูในอํานาจไตสวนและพิจารณาของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ หมายถึง เฉพาะ
ขอกลาวหาที่เกี่ยวกับการกระทําผิดฐานทุจริตตอหนาที่ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการ
หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรมเทาน้ัน และโดยท่ีประมวลกฎหมายอาญา
บัญญัติถึงองคประกอบและโทษเก่ียวกับความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการไวในภาค ๒ ลักษณะ ๒
หมวด ๒ มาตรา ๑๔๗ ถึงมาตรา ๑๖๖ และบัญญัติถึงองคประกอบและโทษเกี่ยวกับความผิด
ตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรมไวในลักษณะ ๓ หมวด ๒ มาตรา ๒๐๐ ถึงมาตรา ๒๐๕ ดังนั้น
ความผิดตอตําแหนงหนาท่ีราชการและความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรม จึงเปนมูล
ความผิดทางอาญา สวนความผิดฐานทุจริตตอหนาที่ถือเปนมูลความผิดทางวินัย นอกจาก
สามกรณีดังกลาวแลว ผูถูกฟองคดีที่ ๓ ไมมีอํานาจในการไตสวนขอเท็จจริง โดยผูถูกฟองคดีท่ี ๓
มีอํานาจหนาที่ในการไตสวนขอเท็จจริงและชี้มูลความผิดทางวินัยผูฟองคดีเฉพาะความผิด
ฐานทุจริตตอหนาท่ีราชการเทาน้ัน การที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ มีมติช้ีมูลความผิดทางวินัยผูฟองคดี
ในความผดิ ฐานอื่น จึงเปนการกระทําท่ีไมมีอํานาจตามกฎหมายและไมผูกพันผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ซึ่งเปน
ผูบังคับบัญชาของผูฟองคดี รวมท้ังไมอาจถือรายงานเอกสารและความเห็นของผูถูกฟองคดีท่ี ๓
ในฐานความผิดดังกลาวมาเปนสํานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง แหง พ.ร.ป. วาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ได
ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ตองแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยขึ้นเพ่ือทําการสอบสวนผูฟองคดี
ในกรณีที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยในขอหาดังกลาวตามมาตรา ๑๐๒
แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อใหผูฟองคดีรับทราบขอกลาวหา
และมีโอกาสช้ีแจงหรือนําสืบแกขอกลาวหาตามขั้นตอนและวิธีการที่กําหนดไวตามกฎหมาย
หรือระเบียบหรือขอบังคับวาดวยการบริหารงานบุคคลของผูฟองคดี อันเปนข้ันตอนหรือวิธีการ

แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๓)
อันเปนสาระสําคัญในการลงโทษทางวินัยอยางรายแรงแกขาราชการพลเรือน ดังนั้น การท่ี
ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ นํารายงานเอกสารและความเห็นของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ มาพิจารณาและมีคําส่ัง
กรมสงเสริมการปกครองทองถ่ิน ลงวันท่ี ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
ตอมา มีคําสั่งกรมสงเสริมการปกครองทองถิ่น ลงวันท่ี ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ เพิ่มโทษผูฟองคดี
จากปลดออกเปนไลออกจากราชการ ตามมติของ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย ในความผิดฐาน
กระทําการอนั ไดชื่อวาเปน ผปู ระพฤติชั่วอยางรายแรงตามที่ผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีมติช้ีมูลความผิดนั้น
จงึ เปนคาํ สงั่ ทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีคําวินิจฉัย ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
ใหย กอุทธรณข องผฟู อ งคดี จึงไมชอบดว ยกฎหมายเชนกัน

พิพากษาเพิกถอนคําวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ลงวันท่ี ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔
ทีใ่ หยกอทุ ธรณข องผูฟอ งคดี และคาํ สั่งกรมสงเสรมิ การปกครองทอ งถน่ิ ลงวันท่ี ๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เพ่มิ โทษเปนไลผฟู อ งคดอี อกจากราชการ โดยใหม ีผลยอ นหลังไปตั้งแตวันที่คําส่ังมีผลใชบังคับเปนตนไป
แตทั้งนี้ไมตัดอํานาจของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ที่จะดําเนินการทางวินัยผูฟองคดีเสียใหมใหถูกตอง
คําขออื่นนอกจากนใ้ี หยก

คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อ.๑๘๑/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ขณะท่ีผูฟองคดีดํารงตําแหนงปลัดเทศบาลตําบลกุงเกา

อําเภอทาคันโท จังหวัดกาฬสินธุ ผูถูกฟองคดีที่ ๕ (นายกเทศมนตรีตําบลกุงเกา) มีคําส่ังลงวันที่
๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ กรณีกระทําผิดวินัย โดยถูกกลาวหาวา
เมอ่ื คร้ังผฟู อ งคดดี ํารงตาํ แหนงปลดั องคก ารบริหารสวนตาํ บลนางิ้ว อําเภอสังคม จังหวัดหนองคาย
ไดเบิกจายเงินในโครงการกอสรางถนนลูกรังเขาสูพื้นท่ีทางการเกษตรบานนางิ้ว วงเงินจํานวน
๗๓๐,๐๐๐ บาท และโครงการกอสรางและปรับปรุงระบบประปาบานดงปาเปลือย วงเงินจํานวน
๑๕๘,๐๐๐ บาท ใหผูรับจางกอนงานแลวเสร็จ อันเปนการเบิกจายเงินโดยไมปรากฏหลักฐาน
ใบตรวจรับงานจาง รายงานการควบคุมงานของชางควบคุมงาน และภาพถายกอนและหลังการ
ทํางาน ทําใหราชการไดรับความเสียหายเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรงฐานทุจริตตอหนาที่
ราชการตามขอ ๓ ของมาตรฐานทั่วไปเก่ียวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย
ซ่ึงผูถูกฟองคดีที่ ๓ (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ) ในการประชุมเมื่อวันท่ี
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ไดมีมติใหลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีมีหนังสือลงวันท่ี
๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ อุทธรณคําสั่งดังกลาวตอผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ตอมาผูถูกฟองคดีท่ี ๒
(ผูวาราชการจังหวัดกาฬสินธุ) ไดมีหนังสือลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔ แจงผลการพิจารณา
อุทธรณว า ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ผูฟองคดีเห็นวาคําสั่งดังกลาวไมชอบ
ดว ยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังใหเพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีที่ ๕
ลงวันท่ี ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ที่ลงโทษทางวินัยไลผูฟองคดีออกจากราชการ เห็นวา กอนที่
จะมกี ารดาํ เนนิ การทางวนิ ัยกบั ผฟู อ งคดีในกรณีที่ถกู รองเรยี นดังกลา ว อําเภอสังคมซ่ึงเปนหนวยงาน
ท่ีกํากับดูแลองคการบริหารสวนตําบลนางิ้วไดดําเนินการตามหลักเกณฑที่กําหนดไวในขอ ๒๐

แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๔)
ขอ ๒๓ ขอ ๔๔ และขอ ๔๕ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดกาฬสินธุ
เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ
การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซ่ึงบังคับใชในขณะดําเนินกระบวนการ
สอบสวนวินัยผูฟองคดี โดยมีการแจงใหผูฟองคดีทราบขอเท็จจริงพรอมทั้งใหโอกาสโตแยงแสดง
พยานหลกั ฐานแลว เมอื่ รบั ฟง ไดวา ขณะเกิดเหตพุ ิพาท ผูฟองคดดี ํารงตําแหนงปลัดองคการบริหาร
สวนตําบล สังกัดองคการบริหารสวนตําบลนาง้ิว ซ่ึงเปนหัวหนางานบริหารภายในองคการบริหาร
สว นตําบลนางิว้ และไดรบั การแตงต้ังใหเปนคณะกรรมการตรวจการจางตามคําส่ังองคการบริหาร
สวนตําบลนางิ้ว ลงวันท่ี ๓๑ มกราคม ๒๕๔๘ ผูฟองคดีจึงมีหนาท่ีตามขอ ๔๘ ของระเบียบ
กระทรวงมหาดไทย วาดวยการพัสดุขององคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๘ แตผูฟองคดี
มิไดตรวจสอบ ติดตาม ควบคุมและดูแลการปฏิบัติหนาที่ของผูใตบังคับบัญชาอยางใกลชิด อีกท้ัง
ไดลงนามในเอกสารการเบิกจายเงินโดยมิไดกล่ันกรองพิจารณาใหรอบคอบกอนการอนุมัติ
เบิกจายเงินใหแกผูรับจาง และปลอยปละละเลยใหผูใตบังคับบัญชาปฏิบัติหนาท่ีโดยไมชอบ
ดวยกฎหมาย โดยผูฟองคดีไดใหถอยคําในช้ันการสอบสวนทางวินัยวา ไดตรวจเอกสาร
ประกอบดว ย หนา ฎกี า เชค็ เบิกจายเงนิ ขณะลงนามในฎกี าไมมีรายงานบันทึกควบคุมงานของชาง
และใบตรวจรับงานจาง อีกท้ังในฐานะคณะกรรมการตรวจรับงานจาง ผูฟองคดีรับวาลงนาม
ในเอกสารใบตรวจรับงานจางไวลวงหนาโดยไมไดไปดูสถานที่กอสรางจริง จึงเห็นไดวา ผูฟองคดี
ในฐานะคณะกรรมการตรวจการจางและปลัดองคการบริหารสวนตําบล ผูบังคับบัญชาชั้นตน
ซึ่งมีหนาท่ีตรวจสอบกล่ันกรองเอกสารการเบิกจายเงินใหเปนไปตามระเบียบและกฎหมายที่
เกย่ี วขอ งกอ นทีจ่ ะนําเสนอผูบังคับบัญชาในลําดับตอไป แตการที่ผูฟองคดีละเลยมิไดปฏิบัติหนาท่ี
ราชการตามท่ีมีระเบียบและกฎหมายกําหนดไวแลวดังกลาว จึงถือวาผูฟองคดีจงใจไมปฏิบัติ
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย วาดว ยการรับเงนิ การเบิกจา ยเงนิ การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน
และการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ ขอ ๔๘ (๓) ขอ ๖๐ (๔) และ
ขอ ๖๓ จนเปนเหตุใหองคการบริหารสวนตําบลนางิ้วไดรับความเสียหายเปนเงินจํานวน
๒๙๖,๗๓๐ บาท อันเปนกรณีที่ถือวาทําใหราชการเสียหายอยางรายแรง เปนความผิดวินัย
อยางรายแรงตามขอ ๖ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ
เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ
การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันท่ี ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๔ ดังนั้น การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๕
ซึ่งเปนผูบังคับบัญชา ไดมีคําส่ังลงวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๔ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
ตามมติของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดกาฬสินธุ ในการประชุมเมื่อวันท่ี
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ จึงเปนการใชดุลพินิจโดยชอบดวยขอ ๒๙ ประกอบกับขอ ๗๐
ของประกาศดังกลาวแลว ที่ศาลปกครองชน้ั ตนพพิ ากษายกฟอ ง นนั้ ศาลปกครองสูงสุดเหน็ พองดวย

พพิ ากษายนื

แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๕)
คําพพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ.๒๗๐/๒๕๖๓

ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีเปนขาราชการกรุงเทพมหานครสามัญ ตําแหนง
เจาพนักงานปกครอง ๗ หัวหนาฝายปกครอง สํานักงานเขตลาดกระบัง ถูกกลาวหาวากระทําผิดวินัย
อยางรายแรง กรณีเม่ือคร้ังผูฟองคดีดํารงตําแหนงเจาพนักงานปกครอง ๗ หัวหนาฝายทะเบียน
สํานักงานเขตบางกะป ไดใหความชวยเหลือผูแอบอางชื่อนาย บ. มีบัตรประจําตัวประชาชน
โดยมิชอบ ซ่ึงผูฟองคดีเปนผูอนุมัติทําบัตรประจําตัวประชาชน พฤติการณของผูฟองคดี
เปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบ
เพื่อใหต นเองหรือผูอ ืน่ ไดประโยชนท ี่มคิ วรไดเ ปนการทุจรติ ตอหนา ทร่ี าชการ และกระทําการอันได
ช่ือวาเปนผูประพฤติชั่วอยางรายแรง ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (ปลัดกรุงเทพมหานคร) จึงมีคําส่ัง
กรุงเทพมหานคร ลงวันท่ี ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ แกไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่
๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีไดย่ืนอุทธรณคําส่ังลงโทษดังกลาว
ตอมา ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการขาราชการกรุงเทพมหานคร) ในการประชุมเมื่อวันท่ี
๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ รับทราบมติ อ.ก.ก. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและการอุทธรณ
ท่ีใหยกอุทธรณของผูฟองคดี และเสนอผูถูกฟองคดีที่ ๓ (รัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย)
ในฐานะผูใชอํานาจนายกรัฐมนตรีพิจารณา ซ่ึงผูถูกฟองคดีท่ี ๓ พิจารณาแลวมีคําสั่งใหยกอุทธรณ
ของผูฟองคดีตามมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ผูฟองคดีไดรับแจงผลการพิจารณาอุทธรณ เมื่อวันท่ี
๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ แลว จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอน
คําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ แกไขเพ่ิมเติมโดยคําส่ังกรุงเทพมหานคร
ลงวนั ที่ ๑ มนี าคม ๒๕๔๙ ที่ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ เพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๒
เมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๙ เพิกถอนคําส่ังของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ที่ยกอุทธรณของผูฟองคดี
และใหผูถ กู ฟองคดที ้ังสามรว มกนั หรือแทนกนั ชดใชเ งินจํานวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พรอมคาฤชาธรรมเนยี ม
ใหแกผูฟองคดี เห็นวา การขอมีบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. เปนการยื่นคําขอ
มีบัตรประจําตวั ประชาชนคร้ังแรกขณะที่นาย บ. มีอายุเกินกวา ๑๖ ป ซ่ึงเอกสารประกอบคํารอง
ของนาย บ. มีขอพิรุธหลายประการ กลาวคือ สูติบัตรเลขที่ ๑๗๔๐/๒๙ มกราคม ๒๕๑๘
ไมปรากฏลายมือชื่อนายทะเบียนผูรับแจง อีกท้ัง ขอเท็จจริงปรากฏวา นาย ช. เจาหนาท่ี
ฝายทะเบียน สํานักงานเขตบางกอกนอย ไมอาจยืนยันความถูกตองของสูติบัตรดังกลาวได และ
ไมปรากฏวามีการเขียนคํารองขอคัดสําเนาสูติบัตรดังกลาว จึงรับฟงไมไดวา สูติบัตรของนาย บ.
เปนเอกสารท่ีออกโดยชอบแลวได นอกจากน้ัน ใบสําคัญประจําตัวคนตางดาวของบิดาและมารดา
นาย บ. ยังมีรองรอยการแกไข ที่สามารถสังเกตเห็นไดอยางชัดเจน อีกท้ัง หนังสือสมาคม ฮ.
ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ก็ไมไดเปนเอกสารที่ออกโดยสวนราชการ จึงเห็นไดวา เอกสาร
ประกอบการขอมีบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. มีขอพิรุธท่ีแสดงใหเห็นวา ผูฟองคดี
ไมอาจอนุมัติใหทําบัตรประจําตัวประชาชนไดอยางชัดแจง แตผูฟองคดีซ่ึงเปนผูมีอํานาจอนุมัติ
ออกบัตรประจําตัวประชาชนกลับเพิกเฉยไมตรวจสอบความถูกตองของเอกสารประกอบคําขอ
ทง้ั ทข่ี อพิรธุ ของเอกสารนนั้ สามารถเหน็ ไดอยางชดั เจน จงึ ถือไดวา ผูฟองคดีกระทําการโดยไมชอบ

แนวคําวนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๖)
ดวยกฎหมายเพื่อชว ยเหลอื ใหน าย บ. ไดร บั บตั รประจําตวั ประชาชน การอนุมตั อิ อกบัตรประจําตัว
ประชาชนใหแกนาย บ. เม่ือวันท่ี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๔๔ จึงเปนการกระทําท่ีไมชอบดวยกฎหมาย
ตามขอ ๑๐ วรรคหนึ่ง (๑) ขอ ๑๑ วรรคหนึ่ง ขอ ๑๒ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของระเบียบ
กรมการปกครอง วาดวยการจัดทําบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ. ๒๕๓๘ สวนการอนุมัติ
บัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. ครั้งที่ ๒ กรณีบัตรประจําตัวประชาชนถูกทําลาย
เมื่อวันท่ี ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๕ นั้น เมื่อขอเท็จจริงรับฟงไดวา นาย ส. เจาหนาท่ีผูตรวจสอบ
การยื่นคําขอมีบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. กรณีนาย บ. เปล่ียนแปลงท่ีอยู ณ สํานักงาน
เขตตลิ่งชัน ไดโทรศัพทแจงผูฟองคดีวา การทําบัตรประจําตัวประชาชนของนาย บ. ณ สํานักงาน
เขตบางกะป นาจะมีการทุจริต จึงไดระงับการทําบัตรประจําตัวประชาชนใหแกนาย บ. และ
ไดหมายเหตุยกเลิกการทําบัตรประจําตัวประชาชนในฐานขอมูลวา หลักฐานไมชัดเจน
การที่ผูฟองคดีอนุมัติบัตรประจําตัวประชาชนใหแกนาย บ. ทั้งที่ทราบดีวามีการตรวจสอบ
การขอมีบตั รประจําตวั ประชาชนของนาย บ. ซ่ึงผูฟองคดีจะตองระมัดระวังเปนพิเศษ กรณีจึงถือไดวา
ผูฟองคดีมีพฤติการณปฏิบัติหนาท่ีโดยมิชอบเพื่อชวยเหลือใหนาย บ. ไดรับบัตรประจําตัวประชาชน
แทนบัตรประจําตัวประชาชนเดิมท่ีถูกทําลาย การที่ผูฟองคดีออกบัตรประจําตัวประชาชนใหแก
นาย บ. เม่ือวันท่ี ๑๐ มีนาคม ๒๕๔๕ จึงไมชอบดวยกฎหมาย และเม่ือผูฟองคดีอนุมัติ
บัตรประจําตัวประชาชนใหแกผูที่แอบอางตัวเปนนาย บ. โดยไมชอบดวยกฎหมาย ยอมเปน
การกระทาํ ท่ที าํ ใหตนเองหรอื ผูอื่นไดรบั ประโยชนทม่ี ิควรได มาตรา ๘๒ วรรคสาม และมาตรา ๙๘
วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ มีคําสั่ง
กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๘ แกไขเพิ่มเติมโดยคําสั่งกรุงเทพมหานคร ลงวันท่ี
๑ มีนาคม ๒๕๔๙ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ และผูถูกฟองคดีที่ ๓ มีคําสั่งยกอุทธรณ
ของผูฟองคดี จึงชอบดวยกฎหมาย และมิไดเปนการกระทําละเมิดตอผูฟองคดี ท่ีศาลปกครองชั้นตน
มีคาํ พิพากษายกฟอง นั้น ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พอ งดว ย

พพิ ากษายนื

คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ อ. ๕๗๔/๒๕๖๓
ผฟู องคดีฟองวา เดิมผฟู อ งคดีดํารงตาํ แหนงบคุ ลากร ๓ เทศบาลตําบลยางชุมนอย

จังหวัดศรีสะเกษ ไดรับความเดือดรอนเสียหายจากการท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (นายกเทศมนตรี
ตําบลยางชุมนอย) รายงานผลการสอบสวนทางวินัยของผูฟองคดีตอนายอําเภอยางชุมนอย
โดยเสนอความเห็นใหไลผูฟองคดีออกจากราชการ ตอมา นายอําเภอยางชุมนอยไดรายงานผล
การสอบสวนวินัยและความเห็นดังกลาวตอผูถูกฟองคดีท่ี ๔ (ผูวาราชการจังหวัดศรีสะเกษ)
ในฐานะประธานของผูถูกฟองคดที ี่ ๓ (คณะกรรมการพนกั งานเทศบาลจังหวัดศรีสะเกษ) ซ่ึงตอมา
ผูถูกฟองคดีท่ี ๓ ไดมีมติใหไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงออกคําส่ังลงวันท่ี
๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ใหไลผฟู องคดอี อกจากราชการ ผูฟองคดีไดมีหนังสือลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๒
อทุ ธรณค าํ ส่งั ดังกลา ว และไดรับแจง จากผูถูกฟองคดีท่ี ๔ ตามหนังสือลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๒

แนวคาํ วนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๗)
วาผถู กู ฟอ งคดที ี่ ๓ มมี ตใิ หยกอทุ ธรณของผฟู องคดี โดยไมไดแ จง สทิ ธกิ ารฟองคดีในหนังสือแจงผล
การพิจารณาอุทธรณดังกลาว ผูฟองคดีไมเห็นดวยกับคําส่ังลงโทษไลออกจากราชการและ
คําวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีท่ี ๓ เน่ืองจากการท่ีผูฟองคดีขาดงานเปนเพราะผูฟองคดี
เจ็บปวย ซ่ึงแพทยโรงพยาบาลยางชุมนอยไดออกใบรับรองแพทย ลงวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑
ใหความเห็นวาผูฟองคดีควรหยุดงานเพ่ือรักษาอยางนอย ๒ สัปดาห ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟอง
ขอใหศาลมีคําพพิ ากษาหรอื คําสงั่ ใหเ พิกถอนคําสั่งลงวันท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ท่ีลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ ใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ (เทศบาลตําบลยางชุมนอย) คืนเงินเดือน คาครองชีพ
และดําเนินการเล่ือนขั้นเงินเดือนใหแกผูฟองคดีตามสิทธิที่ควรไดรับตามระเบียบของทางราชการ
และใหรว มกันชําระคา สินไหมทดแทนความเสียหายใหแ กผฟู อ งคดีเปนเงินจํานวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา จากการตรวจสอบสําเนาใบรับรองแพทยท่ีผูฟองคดี
อางในคําฟองวาไดย่ืนประกอบใบลาปวย เห็นวา มีขอความไมตรงกับสําเนาใบรับรองแพทย
ที่ปรากฏตอคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริง โดยสําเนาใบรับรองแพทยท่ีปรากฏตอคณะกรรมการ
สอบสวนขอ เท็จจริงในชอ งความเห็นแพทยม ีขอความวา มอี าการ ปวดศรี ษะ มึนงง คิดมาก เครียด
เปนภาวะของโรควิตกกังวล ไดเขารับการรักษาและรับยาประจําท่ีโรงพยาบาลยางชุมนอย
และในชองลายมือช่ือผูรับการตรวจไมมีการลงลายมือชื่อของผูฟองคดี แตสําเนาใบรับรองแพทย
ที่ผูฟองคดีอางประกอบคําฟองมีขอความวา มีอาการปวดศีรษะ มึนงง คิดมาก เครียด เปนภาวะ
ของโรควิตกกังวล ไดเขารับการรักษาและรับยาประจําที่โรงพยาบาลยางชุมนอย และสมควร
หยุดงานเพ่ือรักษาตัวอยางนอย ๒ สัปดาห และปรากฏลายมือชื่อของผูฟองคดีในชองลายมือช่ือ
ผูรับการตรวจ อันแสดงใหเห็นวาสําเนาใบรับรองแพทยที่ผูฟองคดีอางในคําฟองเปนใบรับรองแพทย
ที่มีการแตงเติมแกไขในสาระสําคัญ โดยใบรับรองแพทยดังกลาวเปนใบรับรองแพทยที่ออก
เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ที่รับรองวาผูฟองคดีไดรับการตรวจในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ซ่ึงเปนการออกใบรับรองแพทยยอนหลัง ทั้งยังปรากฏวาผูฟองคดีไมไดเปนผูขอออกใบรับรองแพทย
ดังกลาวดวยตนเอง แตมนี าง น. มารดาของผูฟองคดีเปนผูขอ และการรักษาพยาบาลครั้งดังกลาว
แพทยไ ดจ ายยามูลคา ๕๐ บาท แตผ ูฟอ งคดกี ลับขาดราชการไป ๓๗ วัน โดยไมปรากฏประวัติการรักษา
ในระหวางวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ การหยุดงานดังกลาวจึงไมได
สัดสวนกับอาการปวยของผูฟองคดีและวิธีการรักษา อยางไรก็ดี หากแพทยอนุญาตใหหยุดงาน
๒ สัปดาห ตามท่ีผูฟองคดีกลาวอางจริง ผูฟองคดีก็ควรจะตองหยุดต้ังแตวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ถึงวันท่ี ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ แตผูฟองคดีไดหยุดงานจริงถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ เม่ือนับเวลา
ต้ังแตวันท่ี ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ถึงวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ ผูฟองคดีจึงหยุดงานเกินกวา
๒ สปั ดาห ตามที่แพทยส่งั เปน เวลา ๒๔ วนั กรณีจึงถือไดวาผฟู อ งคดีขาดราชการติดตอกันเกินกวา
๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร พฤติการณดังกลาวของผูฟองคดีจึงถือไดวา ผูฟองคดี
ขาดราชการอันเปนการละท้ิงหนาท่ีราชการติดตอในคราวเดียวกันรวม ๓๗ วัน ซ่ึงเปนเวลาเกิน
กวาสิบหาวันโดยไมมีเหตุผลอันสมควร จึงเห็นไดวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ไดสืบสวนขอเท็จจริง
แลวเห็นวาพฤติการณของผูฟองคดีเปนการละท้ิงหนาท่ีราชการติดตอในคราวเดียวกันเปนเวลา

แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๘)
เกินกวา ๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณชัดแจงวาจงใจไมปฏิบัติตามระเบียบ
ของทางราชการ จึงเปน ความผดิ วนิ ยั อยางรา ยแรงตามขอ ๑๓ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานเทศบาล จงั หวัดศรษี ะเกษ เร่อื ง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย
การใหอ อกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวนั ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๕ ผูถูกฟองคดีที่ ๑
จึงมีอํานาจตามขอ ๓๑ (๒) ประกอบกับขอ ๗๐ วรรคหน่ึง และวรรคสองของประกาศดังกลาว
ที่จะสั่งลงโทษผูฟองคดีโดยปลดออกหรือไลออกจากราชการไดตามความรายแรงแหงกรณี
โดยจะไมสอบสวนหรืองดการสอบสวนก็ได แตหามมิใหลดโทษลงต่ํากวาปลดออก ประกอบกับ
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ เคยมีคําสั่งลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๑ แตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนผูฟองคดี
กรณีถูกกลาวหาวากระทําผดิ วนิ ยั หลายกรณรี วมถึงกรณีขาดราชการเปน ประจํา ซึ่งปรากฏตามรายงาน
การสอบสวนวาในชวงเวลาระหวางวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๐ ถึงวันท่ี ๓๐ เมษายน ๒๕๕๑ ผูฟองคดี
มาปฏบิ ัตริ าชการจริง ๓๑ วนั จาก ๑๑๔ วัน ผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงมีคาํ ส่งั ลงวนั ท่ี ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ลงโทษลดข้ันเงินเดือนผูฟองคดี ๑ ขั้น แตปรากฏวาผูฟองคดียังคงมีพฤติการณเชนเดิมคือ
ละท้ิงหนาที่ราชการอีกในคดีนี้ติดตอกันถึง ๓๗ วัน คือ ตั้งแตวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๑
ถึงวันท่ี ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๑ โดยไมมีเหตุผลอันสมควร และเปนการจงใจไมปฏิบัติตามระเบียบ
ของทางราชการซํ้าอีก กรณีจึงเห็นวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัยอยางรายแรงโดยไมมีเหตุอันควร
ลดหยอนโทษจากไลออกจากราชการเปนปลดออกจากราชการ สวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ แจงตามหนังสือสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีลงวันท่ี ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖
ใหปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๐๓ เก่ียวกับการลงโทษทางวินัยขาราชการ
ผูกระทําผิดวินัยอยางรายแรง กรณีละท้ิงหนาที่ราชการติดตอในคราวเดียวกันเปนเวลาเกินกวา
๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควรและไมกลับมาปฏิบัติราชการอีกเลย ใหไลออกจากราชการนั้น
มติคณะรัฐมนตรีดังกลาวเปนเพียงการกําหนดแนวทางปฏิบัติในการใชดุลพินิจของผูบังคับบัญชา
ที่จะสั่งลงโทษขาราชการผูกระทําผิดทางวินัยอยางรายแรงฐานละทิ้งหนาท่ีราชการ หากเปน
การละท้ิงหนาท่ีราชการติดตอในคราวเดียวกนั เปนเวลาเกินกวา ๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร
และไมไดกลับมาปฏิบัติราชการอีกเลยใหลงโทษไลออกจากราชการเทาน้ัน ไมไดหมายความวา
หากขาราชการผูน้ันไดกลับมาปฏิบัติราชการอีกผูบังคับบัญชาจะตองส่ังลงโทษปลดออกจาก
ราชการ เพราะกรณีการสัง่ ลงโทษน้นั เปนดลุ พินิจของผูมีอํานาจสั่งลงโทษที่จะใชดุลพินิจส่ังลงโทษ
ปลดออกหรือไลออกจากราชการตามขอเท็จจริงและตามความรายแรงแหงกรณี โดยหาก
ไมมีเหตุอันควรใหลดหยอนโทษลงเปนปลดออกจากราชการ ผูมีอํานาจส่ังลงโทษยอมมีอํานาจ
ท่จี ะสง่ั ลงโทษเปน โทษไลออกจากราชการได เม่ือขอเท็จจริงปรากฏวาในกรณีน้ีไมมีเหตุที่จะนํามา
ลดหยอ นโทษลงเปนปลดออกจากราชการได การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ใชดุลพินิจสั่งลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการจึงเปน การใชด ุลพินิจโดยชอบดวยกฎหมายแลว ดังนั้น คําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑
ตามคําสั่งลงวันท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ท่ีส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการฐานละท้ิงหนาที่
ราชการติดตอในคราวเดียวกันเกินกวา ๑๕ วัน โดยไมมีเหตุผลอันสมควร ตั้งแตวันท่ี ๑ กุมภาพันธ
๒๕๕๒ เปนตนไป จึงเปนคําส่ังท่ีชอบดวยกฎหมาย ท่ีศาลปกครองชั้นตนพิพากษาเพิกถอนคําสั่ง

แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๒๙)
ของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ตามคําส่ังลงวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๕๒ ที่ส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
โดยใหมีผลยอนหลังไปต้ังแตวันท่ี ๑ กุมภาพันธ ๒๕๕๒ และยกฟองในขอหาที่สอง โดยมีขอสังเกต
เกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดําเนินการใหเปนไปตามคําพิพากษา ดังน้ี ใหผูถูกฟองคดีที่ ๑
ดําเนินการออกคําส่ังใหมใหถูกตองตามมติคณะรัฐมนตรีแจงตามหนังสือสํานักเลขาธิการ
คณะรัฐมนตรี ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ และกฎหมายที่เกี่ยวของตอไป ทั้งน้ี ใหดําเนินการ
ใหแ ลวเสรจ็ ภายใน ๓๐ วนั นับแตว ันทคี่ ดีถึงทสี่ ุด นั้น ศาลปกครองสูงสุดไมเ หน็ พอ งดวย

พพิ ากษากลับ เปน ใหย กฟอ ง

คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อ. ๖๐๕/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนพนักงานเทศบาล ตําแหนงผูอํานวยการกองชาง

ระดับ ๘ (นักบริหารงานชาง ๘) สังกัดผูถูกฟองคดีที่ ๑ (เทศบาลเมืองควนลัง) ไดรับความเดือดรอน
เสยี หายจากการทีผ่ ถู ูกฟอ งคดที ี่ ๑ โดยนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง ไดมีคําส่ังลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๕๔
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลา ๓ เดือน ต้ังแตเดือนกันยายน ๒๕๕๔ เปนตนไป
เนอ่ื งมาจากกรณีประชาชนมกี ารเรียกรอ งวา ผูฟองคดีไมไ ดม าปฏบิ ัตหิ นา ทใี่ นชวงเหตุการณน้ําทวม
และไมอยปู ฏบิ ตั หิ นาท่ที ส่ี าํ นักงานเปนประจํา ผูฟองคดีจึงไดมีหนังสือลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔
อุทธรณคําสั่งดังกลาว แตผูถูกฟองคดีที่ ๓ (คณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดสงขลา)
ในคราวประชุมเม่ือวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ไดมีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟอง
ขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในคราวประชุม ลงวันท่ี
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ เพิกถอนคําส่ังลงโทษตัดเงินเดือน ลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๕๔ และให
ผูถูกฟอ งคดที ี่ ๑ ชดใชคาเสียหายจากการกระทําละเมิด

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ โดยนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง
ไดส่ังการใหพนักงานเทศบาลและพนักงานจางในสังกัดของผูถูกฟองคดีที่ ๑ ทุกคนมาปฏิบัติราชการ
หามลาและขาด เพื่อเตรียมการชวยเหลือประชาชนผูประสบอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นอยางฉับพลัน
ตามบันทึกขอความสํานักปลัดเทศบาล ลงวันท่ี ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เปนคําส่ังที่ชอบดวยกฎหมาย
ตามมาตรา ๕๐ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๑๒) พ.ศ. ๒๕๔๖
และมาตรา ๕๓ แหง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๗
ประกอบกับมาตรา ๑๖ (๒๙) แหง พ.ร.บ. กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจใหแก
องคกรปกครองสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่งและ
วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ผูฟองคดีดํารงตําแหนง
ผูอํานวยการกองชาง ระดับ ๘ (นักบริหารงานชาง ๘) สังกัดผูถูกฟองคดีท่ี ๑ และไดรับแตงต้ังใหเปน
ประธานและกรรมการฝายตางๆ หลายคณะ และมีหนาที่ตองรับผิดชอบประจําศูนยเฉพาะกิจ
เตรียมการชวยเหลือประชาชนผูประสบอุทกภัย แตผูฟองคดีไมไดมาอยูประจําศูนยเฉพาะกิจฯ
ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ซ่ึงปรากฏขอเท็จจริงตอมาวา ผูฟองคดีไดย่ืนใบลาพักผอน
เพ่ือขอลาพักผอนในวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แตยังไมไดรับอนุญาตใหลาพักผอนจาก

แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๐)
ผูบังคับบัญชาหรือผูมีอํานาจอนุญาต จึงเปนกรณีท่ีผูฟองคดีมีเจตนาท่ีจะขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง
ท่ีจะปฏิบัติตามคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ซึ่งกระทําการแทนโดยนายกเทศมนตรีเมืองควนลัง
ซึ่งเปนผูบังคับบัญชาของผูฟองคดีท่ีไดส่ังในหนาที่ราชการโดยชอบดวยกฎหมายและระเบียบของ
ทางราชการ ตามขอ ๙ วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จังหวัดสงขลา
เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ
และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ดังนั้น เม่ือผูฟองคดีไมมาปฏิบัติราชการ
ในวันท่ี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โดยท่ีไมไดรับอนุญาตใหลาพักผอนจากผูบังคับบัญชาหรือ
ผูมีอํานาจอนุญาต กรณีจึงเปนการลาพักผอนที่ไมชอบดวยขอ ๓๖๐ ของประกาศคณะกรรมการ
พนกั งานเทศบาล จงั หวดั สงขลา เร่ือง หลักเกณฑและเง่ือนไขเก่ียวกับการบริหารงานบุคคลของเทศบาล
ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๔๕ ซ่ึงเปนการกระทําผิดวินัย อันเปนความผิดวินัยอยางไมรายแรง
ฐานไมป ฏบิ ัตติ ามคาํ ส่งั ของผูบังคบั บญั ชาซง่ึ ส่ังในหนาที่ราชการโดยชอบดว ยกฎหมายและระเบียบ
ของทางราชการตามขอ ๙ วรรคหนงึ่ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล จังหวัดสงขลา
เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ
และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ซึ่งการลงโทษตัดเงินเดือน ๕% เปนเวลา ๓ เดือน
อยใู นดุลพนิ จิ ของผูถูกฟอ งคดที ่ี ๑ ทีม่ อี ํานาจส่ังการได ตามขอ ๒๑ วรรคสอง (๒) ประกอบกับขอ ๖๙
วรรคหน่ึง (๑) ของประกาศดังกลาว การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ออกคําส่ังลงวันท่ี ๕ กันยายน ๒๕๕๔
ตามมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในการประชุม ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๕๔ ใหลงโทษตัดเงินเดือน
ผูฟองคดี ๕% เปนเวลา ๓ เดือน ต้ังแตเดือนกันยายน ๒๕๕๔ เปนตนไป จึงเปนการใชดุลพินิจ
ในการออกคําส่ังดังกลาวโดยชอบดวยกฎหมาย ตามขอ ๘๑ วรรคหา ขอ ๑๑๔ และขอ ๑๓๐
วรรคหนึ่ง (๑) ของประกาศดังกลาว ประกอบมาตรา ๑๕ วรรคหน่ึง และมาตรา ๒๓ วรรคหก
แหง พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารงานบุคคลสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ แลว ดังน้ัน การลงโทษผูฟองคดี
โดยใหตัดเงินเดือน ๕% เปนเวลา ๓ เดือน จึงเปนโทษท่ีเหมาะสมกับความผิดแลว คําสั่งลงวันท่ี
๕ กันยายน ๒๕๕๔ จึงเปนคําส่ังท่ีชอบดวยกฎหมาย และมติของผูถูกฟองคดีที่ ๓ ในการประชุม
เมอ่ื วนั ที่ ๒๘ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๔ ท่ีใหยกอุทธรณของผูฟองคดี จึงเปนคําส่ังท่ีชอบดวยกฎหมายเชนกัน
กรณจี ึงไมเปน การกระทาํ ละเมิดตอ ผฟู องคดี ดงั นน้ั ผถู ูกฟองคดีที่ ๑ จึงไมตองชดใชคาเสียหายใหแก
ผฟู องคดแี ตอ ยา งใด ท่ีศาลปกครองช้ันตนพพิ ากษายกฟอง นน้ั ศาลปกครองสงู สุดเห็นพองดวย

พพิ ากษายนื

คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อ.๖๕๙/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีเคยนําคดีมาฟองตอศาลปกครองชั้นตน

(ศาลปกครองขอนแกน) เปนคดีหมายเลขดําที่ ๓๕/๒๕๔๘ วา เม่ือวันท่ี ๖ กันยายน ๒๕๔๕
นาย อ. ผูจัดการหางหุนสวนจํากัด อ. ไดแจงความรองทุกขตอสถานีตํารวจภูธรหนองเรือ
จังหวัดขอนแกน วานาย อ. ทํางานแลวเสร็จและตรวจรับงานจางแลว จึงขอรับเงินคาจาง แตนาย ส.
ประธานกรรมการบริหารองคก ารบริหารสวนตําบลบานกงไดบอกใหนําเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท

แนวคําวนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๑)
มาจายใหกอนจึงจะจายคาจางให ซ่ึงเจาหนาท่ีตํารวจสถานีตํารวจภูธรหนองเรือไดเขาตรวจคน
สํานักงานองคการบริหารสวนตําบลบานกง และพบเงินสดจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท ที่โตะทํางาน
ของนาย ส. ซ่ึงอยูหองเดียวกับผูฟองคดี จึงแจงขอหาวานาย ส. และผูฟองคดีรวมกันเรียกรับ
หรอื ยอมรับวา จะรบั ทรัพยสินหรือประโยชนอน่ื ใดสําหรับตนเองหรอื ผอู น่ื โดยมิชอบเพ่ือกระทําการ
หรอื ไมก ระทําการอยา งใดอยางหนึง่ ในตาํ แหนง ไมวาการนน้ั จะชอบหรือไมชอบดวยหนาทีโ่ ดยผิดกฎหมาย
จากนั้น ประธานกรรมการบริหารองคก ารบรหิ ารสว นตําบลบานกงไดมีคําส่ังลงวันท่ี ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๖
แตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนผูฟองคดี ตอมา นายกองคการบริหารสวนตําบลบานกงไดมีคําสั่ง
ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากการเปนพนักงานสวนตําบล ตั้งแตวันท่ี
๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เปนตนไป ผูฟองคดีจึงอุทธรณคําสั่งดังกลาว แต ก.อบต. จังหวัดขอนแกน
มีความเห็นใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ผูฟองคดีจึงขอใหศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําสั่งของ
ผูถูกฟองคดีดงั กลาว ตอมา ศาลปกครองขอนแกน ไดมีคําพิพากษาท่ี ๓๘๕/๒๕๔๘ วา การดําเนินการ
ทางวินยั ผูฟ องคดีคณะกรรมการสอบสวนไมปฏิบัติตามขอ ๔๕ และขอ ๔๖ ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย
การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓ เมษายน ๒๕๔๕ จึงไมชอบดวยกฎหมาย
คําสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการจึงเปนคําสั่งทางปกครองท่ีไมชอบดวยกฎหมาย
ใหเพิกถอนคําส่ังดังกลาว โดยใหมีผลยอนหลังไปถึงวันที่ออกคําส่ัง และไมตัดอํานาจผูถูกฟองคดี
ท่ีจะดําเนินการตามอํานาจหนาที่ตามท่ีกําหนดในประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบล
จังหวัดขอนแกนดังกลาวใหถูกตองใหม ผูถูกฟองคดีไดอุทธรณคําพิพากษาดังกลาว คดีอยูระหวาง
การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุดเปนคดีหมายเลขดําที่ อ. ๗๘๐/๒๕๔๘ ตอมา ผูถูกฟองคดี
ไดป ฏบิ ัติตามคาํ พิพากษาศาลปกครองชัน้ ตน โดยมีคําสั่งใหค ณะกรรมการสอบสวนทางวนิ ยั ชุดเดิม
ดําเนินการสอบสวนทางวินัยผูฟองคดีใหม ผูฟองคดีจึงคัดคานตอคณะกรรมการสอบสวนวาเปน
การกระทําโดยไมชอบดวยกฎหมาย แตคณะกรรมการสอบสวนแจงวามีอํานาจดําเนินการสอบสวนได
พรอ มทงั้ มบี นั ทึกการแจงและรับทราบขอกลาวหา และสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหา
(แบบ สว. ๓) ลงวันท่ี ๒๒ ธนั วาคม ๒๕๔๙ ตามขอ ๔๕ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบล
จังหวัดขอนแกนดังกลาวใหผูฟองคดีทราบและใหยื่นคําช้ีแจงแกขอกลาวหาเปนหนังสือตอ
คณะกรรมการสอบสวนภายใน ๑๕ วัน นับแตวันรับทราบขอกลา วหา หรอื ในกรณีท่ีไมป ระสงคจ ะชีแ้ จง
เปนหนังสือ ใหไปพบคณะกรรมการสอบสวนเพ่ือใหถอยคําแกขอกลาวหา รวมทั้งไดมีบันทึก
การแจงและรับทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐาน (เพิ่มเติม) ท่ีสนับสนุนขอกลาวหา
(แบบ สว. ๓) ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๐ และลงวันท่ี ๑๗ กันยายน ๒๕๕๐ ใหผูฟองคดีทราบ
พรอมแจงใหผูฟองคดีไปพบคณะกรรมการสอบสวนเพ่ือใหถอยคําเพ่ิมเติมภายใน ๑๕ วัน นับแต
วันที่รับทราบขอกลาวหา ผูฟองคดีไมไดแกขอกลาวหา เนื่องจากเห็นวาการดําเนินการทางวินัย
ไมช อบดวยกฎหมาย แตผ ูถกู ฟอ งคดยี งั คงดําเนนิ การสอบสวนทางวนิ ัยอยางรายแรงผฟู อ งคดีตอไป
จนกระทั่ง ก.อบต. จังหวัดขอนแกน มีมติในการประชุมเม่ือวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ใหลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ และนายกองคการบริหารสวนตําบลบานกงไดมีคําส่ังลงวันท่ี

แนวคาํ วินจิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๒)
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ตั้งแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
เปนตนไป พรอ มกบั ใหเ พิกถอนคาํ สงั่ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ตามคําพิพากษาศาลปกครองขอนแกน
ท่ี ๓๘๕/๒๕๔๘ ผูฟองคดีจึงอุทธรณคําสั่งดังกลาวตอ ก.อบต. จังหวัดขอนแกน แตมิไดรับแจง
ผลการพิจารณาอุทธรณ ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองตอศาลขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ัง
เพิกถอนคําสั่งลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ท่ีลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ นับแตวันที่
ออกคําส่ังดังกลาว ใหผูถูกฟองคดีชดใชคาเสียหายใหแกผูฟองคดี รวมเปนเงินคาเสียหายทั้งสิ้น
๑,๕๖๔,๖๔๑ บาท พรอมท้ังใหชาํ ระดอกเบ้ียในอตั รารอ ยละ ๗.๕ ตอป ของตนเงิน ๑,๓๘๙,๙๑๕ บาท
นับจากวันฟองจนกวาจะชําระแลวเสร็จ และใหผูถูกฟองคดีเลื่อนระดับผูฟองคดีใหสูงข้ึนในตําแหนง
ปลัดองคก ารบริหารสว นตาํ บลบานกง ระดับ ๖ รับเงนิ เดอื น ๑๒,๐๘๐ บาท ต้ังแตว นั ท่ี ๙ มกราคม ๒๕๔๖

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา จากขอเท็จจริงเห็นไดวา ในการดําเนินการทางวินัย
อยางรายแรงแกผูฟองคดีกอนที่ผูถูกฟองคดีจะมีคําส่ังลงวันท่ี ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ น้ัน
ผูถูกฟองคดีไดเคยดําเนินการทางวินัยอยางรายแรงแกผูฟองคดีมากอนแลวตั้งแตขณะผูฟองคดี
มีสถานภาพเปนพนักงานสวนตําบล ในตําแหนงปลัดองคการบริหารสวนตําบลบานกง และเม่ือ
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงตามคําส่ังลงวันท่ี ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ ไดดําเนินการ
สอบสวนทางวินัยแกผูฟองคดีแลวเสร็จ และ ก.อบต. จังหวัดขอนแกน ไดมีมติใหไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีจึงไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ตั้งแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
แตเน่ืองจากตอมาเม่ือผูฟองคดีไดนําคดีมาฟองตอศาล ศาลปกครองช้ันตนไดมีคําพิพากษา
ใหเพิกถอนคําส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการดังกลาวต้ังแตวันที่มีคําสั่ง เนื่องจาก คณะกรรมการ
สอบสวนมิไดใหโอกาสผูฟองคดีในการท่ีจะใหถอยคําเพ่ิมเติม รวมท้ังนําสืบแกขอกลาวหา
และการนําพยานหลักฐานมาสืบแกขอกลาวหา ดังน้ัน เหตุแหงความไมชอบดวยกฎหมาย
ของคําส่ังลงโทษทางวินัยผูฟองคดีตามคําพิพากษาของศาลปกครองชั้นตนดังกลาว จึงเปนเร่ือง
ของความไมชอบดวยกฎหมายในสวนของข้ันตอนการสอบสวนทางวินัยเทาน้ัน การที่ผูถูกฟองคดี
ไดส่งั การใหคณะกรรมการสอบสวนชดุ เดิมดําเนนิ การสอบสวนทางวนิ ยั ผฟู อ งคดใี หม ในสวนท่ียังบกพรอง
ดังกลาว โดยคณะกรรมการสอบสวนก็ไดดําเนินการแจงสรุปพยานหลักฐานที่ไดจากการสอบสวนเพ่ิมเติม
ใหผูฟองคดีทราบ และไดใหโอกาสผูฟองคดีในการที่จะใหถอยคําเพ่ิมเติม รวมทั้งนําสืบ
แกขอกลาวหาแลว จึงมิไดทําใหผูฟองคดีไมไดรับความเปนธรรมจากการดําเนินการดังกลาว
แตอยางใด และถือเปนการแกไขขอบกพรองของสํานวนการสอบสวนตามขอ ๖๕ และขอ ๖๖
ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไข
ในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอทุ ธรณและการรองทุกข ลงวันที่
๓ เมษายน ๒๕๔๕ จึงไมตองเร่ิมดําเนินการใหมต้ังแตข้ันตอนการแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวน
การดําเนินการของผูถูกฟองคดีดังกลาวจึงเปนการกระทําโดยถูกตองตามขั้นตอนหรือวิธีการ
อันเปนสาระสําคัญท่ีกฎหมายกําหนดไวสําหรับการสอบสวนทางวินัยแลว และแมวาในขณะที่
ผูถูกฟองคดีไดดําเนินการดังกลาว ขอพิพาทตามคําส่ังลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ ท่ีลงโทษ
ไลผูฟองคดีออกจากราชการ ยังอยูในระหวางการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งยอมมีผลทํา

แนวคาํ วินจิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๓)
ใหคําสั่งลงโทษทางวินัยผูฟองคดียังคงมีผลใชบังคับอยูก็ตาม แตเมื่อผูฟองคดีไดถูกส่ังพักราชการ
เพื่อรอฟงผลการสอบสวนพิจารณา ต้ังแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ เปนตนไป ตามคําส่ังลงวันท่ี
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๔๖ อีกท้ังการดําเนินการทางวินัยดังกลาวเปนเรื่องตอเน่ืองกันมาจาก
ท่ีเคยดําเนินการไวแลว ประกอบกับขอเท็จจริงก็ปรากฏตอมาวา คําส่ังลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗
ดังกลาว ศาลปกครองไดมีคําพิพากษาใหเพิกถอนคําส่ังต้ังแตวันที่มีคําสั่ง คดีถึงที่สุดตามคําพิพากษา
ศาลปกครองสูงสุด ท่ี อ. ๒๑๐/๒๕๕๒ กรณีจึงถือไดวา ผูฟองคดีมีสถานภาพเปนพนักงานสวนตําบล
สังกัดผูถูกฟองคดียอนหลังไปในขณะที่ผูถูกฟองคดีไดสั่งการใหคณะกรรมการสอบสวนชุดเดิม
ดําเนินการสอบสวนทางวินัยผูฟองคดีใหม สวนกรณีที่ผูฟองคดีอุทธรณวาเปนการดําเนินการซํ้า
ในเร่ืองเดียวกัน นั้น เห็นวา เมื่อการดําเนินการทางวินัยอยางรายแรงแกผูฟองคดีดังกลาว
เปนการดําเนินการทางวินัยที่ตอเนื่องกันมาจากที่เคยดําเนินการไวแลว และกรณีที่ผูฟองคดี
เคยถูกลงโทษไลออกจากราชการตามคําสั่งลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ น้ัน ปรากฏวา คําส่ังดังกลาว
เปนคําส่ังท่ีไมชอบดวยกฎหมาย และไดถูกเพิกถอนต้ังแตวันที่มีคําส่ัง โดยผลของคําพิพากษา
ของศาลปกครองสูงสุด ท่ี อ. ๒๑๐/๒๕๕๒ แลว การดําเนินการทางวินัยแกผูฟองคดีตามการส่ังการ
ของผูถ กู ฟองคดีดงั กลา ว จงึ หาไดเ ปนการดําเนินการซ้ําในเร่ืองเดียวกัน ผูถูกฟองคดีจึงไมตองออกคําส่ัง
เพื่อเพิกถอนคําส่งั ลงวันท่ี ๑๕ กนั ยายน ๒๕๔๗ โดยอาศัยอํานาจตามมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐
แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ อีกตามท่ีผูฟองคดีอุทธรณ ดังนั้น
การท่ีผูถูกฟองคดีโดยนายกองคการบริหารสวนตําบลบานกงอาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๕
และมาตรา ๒๕ แหง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถ่ิน พ.ศ. ๒๕๔๒ และขอ ๗๐
ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไข
ในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี
๓ เมษายน ๒๕๔๕ มีคําสั่งลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
ตัง้ แตวนั ท่ี ๑ สงิ หาคม ๒๕๔๖ เปน ตนไป โดยใหย กเลกิ คาํ สั่งลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ และให
ใชค ําส่งั นแ้ี ทน จงึ หาไดเปนการกระทําท่ีไมช อบดว ยกฎหมายแตอ ยา งใดไม

เม่ือขอเท็จจริงจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบขอเท็จจริงของอําเภอหนองเรือ
และจากการสอบสวนทางวินัยของผูถูกฟองคดี รับฟงเปนท่ียุติไดวา เม่ือวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕
ผูฟองคดไี ดรับซองใสธนบัตรจากนาย ป. ตวั แทนของนาย อ. ผูจัดการหางหุนสวนจํากัด อ. ซึ่งเปน
คูสัญญากับผูถูกฟองคดีในการปรับปรุงถนนลูกรังสายบานกงเกา – หวยผักหนาม และผูฟองคดี
ไดเปดซองนับธนบัตร รวมเปนเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท แลวใสซองมอบใหนาย ส. ประธาน
กรรมการบรหิ ารองคการบริหารสว นตาํ บลบานกงในขณะน้ัน และนาย ส. ไดนําเงินเก็บไวในลิ้นชัก
โตะทํางานของนาย ส. ธนบัตรทุกฉบับตรงกับสําเนาที่นาย อ. ไดถายเอกสารและลงบันทึกประจําวันไว
ตอเจาหนาที่ตํารวจสถานีตํารวจภูธรหนองเรือ ซึ่งสอดคลองกับถอยคําของนาย อ. และนาย ป.
รวมทั้งถอยคําของนาย ด. สมาชิกสภาองคการบริหารสวนตําบลบานกง ท่ีไดใหถอยคําสอดคลองกันวา
นาย ด. ไดไปพบนาย อ. ท่ีบานพักในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๕ โดยมีการพูดคุยกันเร่ืองการเบิกจายเงิน
คาจางทํางาน กรณีจึงเชื่อไดวา เงินจํานวนดังกลาว เปนเงินที่นาย ส. ไดเรียกจากนาย อ. เพ่ือแลกกับ

แนวคาํ วนิ ิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๔)
เงินคาจา งปรับปรงุ ถนน และแมขอเท็จจรงิ ในสํานวนคดจี ะไมป รากฏวา นาย ส. หรือมีพยานบุคคลรายใด
ไดใหถอยคําวาผูฟองคดีมีสวนรวมกับนาย ส. ในการกระทําการดังกลาวก็ตาม แตโดยท่ีผูฟองคดี
ในฐานะปลัดองคการบริหารสวนตําบลบานกง ซึ่งมีความเกี่ยวของกับการจัดจางปรับปรุงถนนลูกรัง
สายบานกงเกา – หวยผักหนามโดยตรง โดยผูฟองคดีเปนกรรมการตรวจการจาง และไดลงนาม
ในใบตรวจรับงานจางเม่ือวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๕ และเปนผูขออนุมัติใหเบิกจายเงินแกผูรับจาง
ตอนาย ส. เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๕ อีกทั้งผูฟองคดียังเปนผูลงนามในฎีกาเบิกจายเงินดังกลาว
และไดม ีการจายเงนิ คาจา งในวันเดยี วกนั กับทนี่ ายประดับไดนําเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท สงมอบ
ใหผูฟองคดีนําไปตรวจนับ อันเปนเหตุการณท่ีเกิดขึ้นตอเน่ืองกันมา ประกอบกับนาย ส.
และผูฟองคดีมีโตะทํางานอยูในหองเดียวกัน และอยูดวยกันในขณะที่นาย ป. ไดถือซองบรรจุเงิน
มายืน่ ใหนาย ส. การที่ผูฟอ งคดีไดเ ปดซองนับธนบัตรดังกลาว แมจะอางวาปฏิบัติไปตามคําสั่งของ
นาย ส. ซึ่งเปนผูบังคับบัญชาท่ีสั่งใหผูฟองคดีนับในทันทีก็ตาม แตเหตุการณดังกลาวก็หาได
เปนการพน วิสยั ทีผ่ ฟู อ งคดจี ะทกั ทวงหรือสอบถามนาย ป. และนาย ส. เพ่ือใหไดขอเท็จจริงวา เงินจํานวน
ดงั กลา วเปนเงนิ อะไร และมอบใหน าย ส. หรือเปนเรื่องเฉพาะหนาท่ีจะทําใหผูฟองคดีไมอาจลวงรู
ไดเลยวาเงินจํานวน ๒๐,๐๐๐ บาท เปนเงินที่นาย ส. ไดเรียกจากนาย อ. เพื่อแลกกับเงินคาจาง
ปรับปรุงถนน ซ่ึงพฤติการณเชนวาน้ี ยอมเพียงพอท่ีจะบงชี้ไดวาผูฟองคดีรูอยูแลววาเงินจํานวน
ดงั กลา วเปน เงินทน่ี าย ส. ไดเรียกจากนาย อ. เพ่ือแลกกับเงินคาจางปรับปรุงถนนลูกรังสายบานกงเกา
– หว ยผักหนาม อนั เปน ประโยชนทีม่ ิควรไดโดยชอบดวยกฎหมาย อีกทั้งผลคดีอาญา ศาลจังหวัดขอนแกน
ไดมคี าํ พพิ ากษาท่ี ๒๐๓๖/๒๕๕๔ เมื่อวนั ท่ี ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔ วา พฤติการณบงชี้ชัดวา จําเลยท่ี ๒
(ผูฟองคดี) มีสวนรวมกับจําเลยที่ ๑ (นาย ส.) ในการเรียกเงินจากผูเสียหายกอนจะอนุมัติเบิกเงิน
คาจางใหผูเสียหาย จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๘ ประกอบมาตรา ๘๓
ลงโทษจําคุกจําเลยที่ ๑ และจําเลยที่ ๒ คนละ ๕ ป พฤติการณของผูฟองคดีในฐานะปลัด
องคการบริหารสวนตําบลบานกง ที่มีหนาท่ีตองปฏิบัติราชการเพ่ือรักษาผลประโยชนของทางราชการ
เปนสําคัญ แตกลับมีสวนรูเห็นในการรับเงินหรือประโยชนอ่ืนใดสําหรับผูอื่นโดยไมชอบดวยกฎหมาย
จึงเปนการปฏิบัติหรือละเวน การปฏบิ ตั ิหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพ่ือใหต นเองหรือผูอน่ื ไดประโยชน
ที่มิควรได อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามขอ ๓ วรรคสาม ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดขอนแกน เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย
การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี ๓ เมษายน ๒๕๔๕ และโดยท่ี
ขอ ๗๐ วรรคหน่ึง ของประกาศดังกลาว กําหนดวา ภายใตบังคับวรรคสอง พนักงานสวนตําบล
ผูใดกระทําผดิ วินัยอยา งรา ยแรง ใหประธานกรรมการบริหารองคการบริหารสวนตําบลสั่งลงโทษปลดออก
หรือไลออก ตามความรายแรงแหงกรณี ถามีเหตุอันควรลดหยอนจะนํามาประกอบการพิจารณา
ลดโทษก็ได แตหามมิใหลดโทษลงตํ่ากวาปลดออก ดังน้ัน การที่ผูถูกฟองคดีไดมีคําสั่งลงวันที่
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการต้ังแตวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖
เปนตนไปตามมติของ ก.อบต. จังหวัดขอนแกน ในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
จงึ เปน การกระทาํ ทช่ี อบดว ยกฎหมายแลว ทีศ่ าลปกครองชนั้ ตนพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งลงวันที่

แนวคาํ วนิ จิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๕)
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ท่ีส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ โดยใหมีผลยอนหลังไปตั้งแต
วันที่ออกคําส่ังดังกลาว คําขออื่นนอกจากน้ีใหยก โดยมีขอสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการ
ดําเนินการใหเปนไปตามคําพิพากษา ตามมาตรา ๖๙ (๘) แหง พ.ร.บ. จัดต้ังศาลปกครองฯ วา
การที่ศาลมีคําพิพากษาเพิกถอนคําส่ังไลออกโดยเห็นวาผูฟองคดียังเปนผูกระทําผิดทางวินัย
อยางรายแรงอยู ผูถูกฟองคดีจึงไมอาจลงโทษผูฟองคดีใหมเกินกวาโทษปลดออกจากราชการ
โดยใหม ีผลยอนหลังไปตัง้ แตวนั ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๖ นั้น ศาลปกครองสงู สุดไมเ ห็นพองดว ย

พิพากษากลับ เปนใหยกฟอง

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ.๒๒/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เร่ือง เขตอํานาจศาล
หนา ๓๑

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ.๕๘/๒๕๖๓ อางแลวในประเด็น เรื่อง วิธีพิจารณาคดีปกครอง
หนา ๑๐๐

คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.๗๐/๒๕๖๓
ผฟู องคดีฟอ งวา ผูฟอ งคดเี ปนพนักงานสวนตําบล ตําแหนงหัวหนาสวนโยธา ระดับ ๖

สังกัดองคการบริหารสวนตําบลโนนกลาง อําเภอสําโรง จังหวัดอุบลราชธานี ผูถูกฟองคดีที่ ๑
(นายกองคการบริหารสวนตําบลโนนกลาง) ไดมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
กรณมี กี ารกลาวหาวา ปลดั องคก ารบรหิ ารสวนตําบลโนนกลางและผูฟองคดีดําเนินการเบิกจายเงิน
โครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง หมูที่ ๑๐ ตําบลโนนกลาง โดยไมมีการกอสรางจริง
ผลการสอบสวนสรุปวา ไมมกี ารดําเนนิ โครงการกอสรา งโครงการดงั กลาว และไดมกี ารเบิกจายเงิน
โครงการจํานวน ๒๘๕,๓๐๘.๔๑ บาท การกระทําของผูฟองคดีซ่ึงเปนหัวหนาสวนโยธาและ
รกั ษาราชการแทนตําแหนง เจาหนา ท่ีพัสดุขณะน้ัน ในฐานะเปนเจาหนาที่ท่ีเก่ียวของในการดําเนิน
โครงการกอสรางและเปนผูรับผิดชอบใหมีการเบิกจายเงินเปนการกระทําท่ีมีเจตนาโดยจงใจ
และทําใหเกิดความเสียหายแกทางราชการ จึงมีความผิดฐานปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพื่อใหตนเอง
หรือผูอื่นไดประโยชนมิควรไดและเปนความผิดวินัยอยางรายแรง เห็นสมควรใหปลดออกจากราชการ
ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (คณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดอุบลราชธานี) พิจารณาแลวมีมติเห็นชอบ
ตอมา ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ มีคําส่ังลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีย่ืนอุทธรณคําส่ังดังกลาว
และไดรับแจงผลการพิจารณาอุทธรณจากผูถูกฟองคดีที่ ๒ ท่ีใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีไมเห็นดวย
จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําสั่งลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๔
เร่ือง ลงโทษใหปลดออกจากราชการ และผูฟองคดีขอเขารับราชการตามเดิมและใหองคการ
บริหารสว นตาํ บลโนนกลางคนื สิทธติ างๆ ทีผ่ ฟู องคดีสมควรไดร บั ตามสทิ ธิ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เม่ือขอเท็จจริงจากรายงานการสอบสวน (แบบ สว.๖)
ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ ปรากฏวา โครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง หมูที่ ๑๐

แนวคาํ วินจิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๖)
ตําบลโนนกลาง ซึ่งเปนโครงการกอสรางตามงบประมาณรายจายประจําป พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยมีสมาชิก
สภาองคการบริหารสว นตําบล หมูที่ ๑๐ เปนผเู สนอโครงการและชี้จุดดําเนินการกอสรางจากทิศเหนือ
ของสระใหญไปบานดอนมวง โดยมีผูฟองคดีซ่ึงเปนหัวหนาสวนโยธา เปนผูประมาณการราคา สํารวจ
ออกแบบและควบคุมงานดังกลาว กลับเปนการกอสรางถนนดินจากทิศตะวันตกของสระใหญไปหนองหวา
ซึ่งเปน พื้นทข่ี องหมูที่ ๗ บานโคกสวาง อนั เปน โครงการกอ สรางที่ดําเนินการแลวเม่ือปงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๕๑ นอกจากนั้น ยังพบโครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง หมูที่ ๑๐
ตําบลโนนกลางปรากฏในรายการประมาณการถนนดิน ของขอบัญญัติงบประมาณรายจายประจําป
พ.ศ. ๒๕๕๓ ซง่ึ เปน โครงการทซ่ี าํ้ ซอนกัน กรณีจึงรบั ฟง ไดวา โครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิว
จราจรลูกรงั หมทู ี่ ๑๐ ตาํ บลโนนกลาง ในปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ ไมมีการกอสรางจริง เมื่อผูฟองคดี
ไดเ บิกจายเงินจํานวน ๒๘๕,๓๐๘.๔๑ บาท ตามโครงการกอสรางถนนดินยกระดับผิวจราจรลูกรัง
หมูท่ี ๑๐ ตําบลโนนกลาง ในปงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยไมมีการกอสรางจริง ผูฟองคดีซ่ึงเปน
หัวหนาสวนโยธาและรักษาราชการแทนตําแหนงเจาหนาท่ีพัสดุขณะนั้น ในฐานะเจาหนาท่ีท่ีเกี่ยวของ
กับการดําเนินโครงการกอสรางโดยตรงและเปนผูรับผิดชอบใหมีการเบิกจายเงินจึงมีความผิด
ฐานปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยมิชอบเพ่ือใหตนเองหรือผูอ่ืนไดประโยชนมิควรไดอันเปนการทุจริต
ตอหนาที่ราชการและเปนความผิดวินัยอยางรายแรงตามขอ ๓ วรรคสาม ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดอุบลราชธานี เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษ
ทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันท่ี ๑๖ มกราคม ๒๕๔๕ การที่
ผถู กู ฟองคดที ่ี ๑ มคี ําส่งั องคการบริหารสว นตําบลโนนกลาง ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
จงึ เปนการใชด ลุ พนิ ิจโดยชอบตามขอ ๒๕ ประกอบกับขอ ๗๐ วรรคหนึ่ง ของประกาศดังกลาวแลว
ทศี่ าลปกครองชนั้ ตน พิพากษายกฟอ ง นน้ั ศาลปกครองสูงสุดเห็นพองดว ย

พิพากษายืน

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสุดท่ี อบ.๙๒/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ขณะทผ่ี ูฟอ งคดีดํารงตําแหนงปลัดองคการบริหารสวนตําบลทับหมัน

นายกองคการบริหารสวนตําบลทับหมัน ไมพอใจการปฏิบัติหนาท่ีของผูฟองคดีโดยเฉพาะเรื่อง
เก่ียวกับการพัสดุ ท่ีตองการใหผูฟองคดีลงนามเบิกจายเงินใหแกผูรับจางท้ังที่เอกสารยังไมครบถวน
และไมถ กู ตอ ง ผูฟอ งคดีจงึ ปฏิเสธทีจ่ ะลงนามพรอมท้ังอธิบายวา จะเบิกจายเมื่อไดดําเนินการใหถูกตอง
ตามระเบียบที่กําหนดเสียกอน โดยเม่ือหัวหนาสวนโยธาและหัวหนาสวนการคลังไดแกไขเพ่ิมเติม
รายละเอียดแลว ผฟู องคดจี ึงลงนามในหลักฐานการเบิกจายเงินตามโครงการและฎีกาที่ตรวจสอบ
แตนายกองคการบรหิ ารสว นตําบลทบั หมนั ไดร ายงานตอผถู ูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการพนักงาน
สวนตําบลจังหวัดพิจิตร) วา ผูฟองคดีมีความขัดแยงกับผูบริหาร และกลาวหาวา ผูฟองคดีไมลงนาม
ในฎีกาเบิกจายเงนิ คา จา งพนสารเคมีกําจัดยุงลาย และฎีกาเบิกจายเงินคาจางเหมาซอมแซมไฟฟา
สาธารณภายในหมูบาน ทําใหการเบิกจายเงินแกผูรับจางลาชา นายกองคการบริหารสวนตําบลทับหมัน
ไดออกคําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางไมรายแรงผูฟองคดี โดยคณะกรรมการสอบสวนฯ

แนวคําวินจิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๗)
ไดรายงานผลการสอบสวนเสนอตอนายกองคการบริหารสวนตําบลทับหมันวา ผูฟองคดีบกพรอง
ในการปฏิบัติหนาที่ควรลงโทษภาคทัณฑ แตเน่ืองจากเปนการกระทําผิดวินัยครั้งแรก จึงควรงดโทษ
โดยใหว ากลา วตักเตือน แตผ ถู กู ฟอ งคดีที่ ๒ มีมติในการประชุมเม่ือวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
เพ่ิมโทษผูฟองคดีเปนใหลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (องคการบริหารสวนตําบลทาขมิ้น)
จึงออกคําสั่งลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ ลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดี ผูฟองคดีย่ืนอุทธรณคําส่ัง
ตอผูถูกฟองคดีท่ี ๒ และไดรับแจงผลการพิจารณาในการประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๘
ใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําสั่งของ
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ ท่ีลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดีเพิกถอนหนังสือผูถูกฟองคดีที่ ๒ ใหยกอุทธรณของ
ผูฟองคดี ขอใหแกไขมติผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จากภาคทัณฑเปนผูฟองคดีไมมีความผิดวินัย และให
ผถู ูกฟอ งคดีที่ ๑ และท่ี ๒ รว มกันชดใชคา เสยี หาย เปน จํานวนเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท พรอมดอกเบี้ย

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เมื่อขอเท็จจริงรับฟงไดวา การที่ผูฟองคดีเบิกจายเงินลาชา
มีสาเหตมุ าจากผถู ูกฟองคดที ่ี ๑ ตองการใหผูฟองคดีลงนามเบิกจายเงินใหแกผูรับจางทั้งที่เอกสาร
ยังไมครบถวนและไมถูกตอง ผูฟองคดีจึงปฏิเสธท่ีจะลงนาม ตามขอ ๖๐ วรรคหนึ่ง ประกอบขอ ๖๔
ของระเบยี บกระทรวงมหาดไทย วา ดวยการรับเงิน การเบิกจายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน
และการตรวจเงินขององคกรปกครองสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ ฉะน้ัน การเบิกจายเงินท่ีลาชาไป
๑๕ วัน โดยผูรับจางไมติดใจในความเสียหาย จึงยังฟงไมไดวาเปนเพราะผูฟองคดีเพิกเฉยละเลย
การปฏิบัติหนาท่ีแตประการใด ผูฟองคดีจึงมิไดกระทําผิดวินัยตามขอกลาวหา ดังนั้น คําส่ัง
องคการบริหารสวนตําบลทาขมิ้น ลงวันท่ี ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ ของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ท่ีส่ังลงโทษ
ภาคทัณฑผูฟองคดี ตามมติของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ในการประชุมเม่ือวันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
จงึ เปน คําสงั่ ทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย การที่ศาลปกครองช้ันตนพิพากษาใหเพิกถอนมติผูถูกฟองคดีท่ี ๒
ในการประชุมเมื่อวันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ที่ใหเพ่ิมโทษผูฟองคดีเปนภาคทัณฑ และคําสั่ง
ของผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ตามคําส่ังองคการบริหารสวนตําบลทาขมิ้น ลงวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๔
ท่ีสั่งลงโทษภาคทัณฑผูฟองคดี ตามมติผูถูกฟองคดีท่ี ๒ โดยใหมีผลยอนหลังไปตั้งแตวันที่
๑๒ มกราคม ๒๕๕๔ ซ่ึงเปนวันที่ออกคําสั่ง รวมท้ังคําวินิจฉัยอุทธรณของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ ในการ
ประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔ ที่ใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ท้ังน้ี ภายใน ๓๐ วันนับแต
วนั ทีค่ ดถี งึ ทีส่ ดุ คาํ ขออื่นนอกจากน้ี ใหย ก น้ัน ศาลปกครองสูงสดุ เหน็ พอ งดว ย

พิพากษายนื

คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อบ.๑๖๑/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนขาราชการสังกัดผูถูกฟองคดีที่ ๑ (องคการบริหาร

สวนจังหวัดปทุมธานี) ตําแหนง หัวหนาฝายบัญชี (นักบริหารงานการคลัง ๗) สํานักกองคลัง
ไดรับความเดือดรอนหรือเสียหายจากการที่ผูถูกฟองคดีท่ี ๒ (นายกองคการบริหารสวนจังหวัด
ปทมุ ธานี) มีคําสง่ั ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ลงโทษตดั เงนิ เดอื นผฟู องคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน
เนื่องจากผูฟองคดีถูกกลาวหาวา กระทําผิดวินัยอยางไมรายแรง กรณีเปนกรรมการดําเนินการ

แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๘)
ประมูลซื้อท่ีดิน ขนาดไมตํ่ากวา ๒๐ ไร ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส โดยเอ้ือประโยชนแกผูขายที่ดิน
ซ่งึ ไมม คี ณุ สมบัติ และซือ้ ท่ดี นิ ที่มภี าระผูกพันโดยการรอนสิทธิ เปน การพิจารณาคณุ สมบตั ิผเู สนอราคา
ที่ขาดคุณสมบัติ โดยฝาฝนตอระเบียบกระทรวงมหาดไทย เปนเหตุใหราชการเกิดความเสียหาย
เปนการกระทําความผิดวินัยอยางไมรายแรง ฐานปฏิบัติหนาท่ีราชการโดยจงใจไมปฏิบัติ
ตามกฎหมาย ผูฟองคดีเห็นวา คําส่ังตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน เปนคําส่ังที่
ไมถ ูกตอ งตามกฎหมาย เปนการกระทํานอกเหนืออํานาจ ไมเปนธรรม ไมเปนกลาง ไมไดใชขอมูล
จากหลกั ฐานทง้ั หมดลงความเหน็ และไมไ ดช ้ีขาดตามขอ เท็จจรงิ ผูฟองคดจี ึงมหี นังสอื อุทธรณคําสั่ง
ดังกลาว ตอมา คณะกรรมการขาราชการองคการบริหารสวนจังหวัดปทุมธานี พิจารณาแลว
มีมติใหยกอุทธรณของผูฟองคดี ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่ง
เพิกถอนคําสั่งลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน และคืนสิทธิอันพึงมีพึงได
ตามกฎหมายท้งั หมดใหแกผ ฟู องคดี

ศาลปกครองสูงสดุ วนิ ิจฉยั วา เม่ือท่ีดินที่นาย ช. นํามาเสนอราคาจํานวน ๘ แปลง
รวมเน้ือท่ี ๒๐ ไร ๖๒ ตารางวา นั้น นาย ช. เปนเจาของกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพียง ๔ แปลง
สว นทีด่ ินแปลงทีเ่ หลอื มนี าง น. นาง จ. ท่ีบุคคลอ่ืนเปนเจาของกรรมสิทธ์ิเนื้อที่ ๘ ไร กรณีจึงเห็นไดวา
ที่ดินที่นาย ช. นํามาเสนอราคาจํานวน ๘ แปลง นั้น มิใชท่ีดินท่ีนาย ช. เปนเจาของกรรมสิทธิ์
หรือเจาของกรรมสิทธ์ิรวมในที่ดินทั้ง ๘ แปลง แมวานาย ช. เปนผูไดรับมอบอํานาจจากเจาของ
กรรมสิทธทิ์ ีด่ นิ รายอืน่ แตก ารรับมอบอํานาจใหเสนอราคาท่ีดินตามประกาศฉบับดังกลาวตองเปนกรณี
ผูเสนอราคาเปนเจาของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและไดรับมอบอํานาจจากเจาของกรรมสิทธ์ิรวมรายอื่น
ใหทําการเสนอราคาได นาย ช. จึงมิใชผูที่มีคุณสมบัติเปนผูมีสิทธิเสนอราคาตามประกาศองคการ
บริหารสวนจังหวัดปทุมธานี เรื่อง ประมูลซ้ือดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จัดซ้ือที่ดินขนาดไมตํ่ากวา
๒๐ ไร (ครง้ั ที่ ๒) ลงวนั ที่ ๓๑ มนี าคม ๒๕๕๑ สวนการท่ีที่ดินท่ีเสนอขายตองไมมีภาระผูกพันใดๆ
นอกจากจะตองพิจารณาถึงสิทธิตางๆ ในทรัพยสินของเอกชนตามประมวลกฎหมายแพง
และพาณชิ ยแ ลว ยังจะตอ งคาํ นึงถงึ กรณีการถูกบังคบั เวนคืนโดยรฐั ตามกฎหมายวา ดวยการเวนคืน
อสังหาริมทรัพย ประกอบดวยเพราะเหตุภาระผูกพันทั้งสองกรณีดังกลาวเม่ือเกิดขึ้นแลว
จะมีผลทําใหไมอาจใชประโยชนในท่ีดินท่ีจัดซ้ือไดสมตามเจตนารมณของการประกาศประมูลซ้ือท่ีดิน
ดังกลาว เมื่อขอเท็จจริงในคดีนี้รับฟงไดตามหนังสือกรมทางหลวงชนบท วา ท่ีดินโฉนดที่ดินที่นาย ช.
ขายตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ บางสวนจํานวนเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร ๒ งาน ๙๙.๓๑ ตารางวา
อยูในแนวเขตเวนคืนโครงการกอสรางถนนเช่ือมตอถนนราชพฤกษ-ถนนกาญจนาภิเษก
ตาม พ.ร.ฎ. ท่ีจะเวนคืนในทองที่ดังกลาว ซ่ึงมีการกําหนดแนวเขตเวนคืนท่ีดินไวโดยชัดเจนแลว
อันมใิ ชเรื่องในอนาคต ผูฟองคดียอมตองทราบอยูแลววา ที่ดินท่ีนาย ช. เสนอขายตอผูถูกฟองคดีที่ ๑
เปน ทดี่ ินติดภาระผกู พนั แมจะติดภาระผกู พันบางสว นก็ไมตรงตามประกาศเดียวกัน ที่ดินดังกลาว
จึงเปนท่ีดินท่ีมีรายละเอียดและลักษณะไมตรงตามขอ ๔ และขอ ๗ ของประกาศ จึงเห็นไดวา
แมผูฟองคดีในฐานะกรรมการดําเนินการประมูลการจัดซ้ือที่ดินดวยระบบอิเล็กทรอนิกสฯ
จะไดลวงรูถึงภาระผูกพันในท่ีดินของผูชนะการประมูล เม่ือพนข้ันตอนการคัดเลือกผูชนะการประมูล

แนวคาํ วินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๓๙)
การสรุปผลการประมลู เสนอหัวหนา สว นราชการ และการประกาศรายชื่อผูชนะการประมูลตามขอ ๑๖
วรรคหนึ่ง และขอ ๒๓ ของประกาศกระทรวงการคลัง เร่ือง หลักเกณฑการซ้ือและการจาง
โดยการประมูลดวยระบบอิเล็กทรอนิกส ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๘ แลวก็ตาม ผูฟองคดี
ยอมตองทราบแลววา ที่ดินที่นาย ช. เสนอขายตอผูถูกฟองคดีท่ี ๑ เปนท่ีดินท่ีมีรายละเอียด
และคุณลักษณะไมตรงตามขอ ๔ ของประกาศองคการบริหารสวนจังหวัดปทุมธานี เรื่อง ประมูลซ้ือ
ดวยระบบอิเล็กทรอนิกส จัดซ้ือที่ดินขนาดไมตํ่ากวา ๒๐ ไร (ครั้งที่ ๒) ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม
๒๕๕๑ เนื่องจากติดภาระผูกพัน และเปนกรณีที่ยังไมมีการทําสัญญาขายที่ดินดังกลาว รวมทั้ง
ยังไมมีการโอนเงินคาซ้ือที่ดิน ผูฟองคดีจึงชอบท่ีจะเปล่ียนแปลงความเห็นเดิมที่ใหนาย ช.
เปนผูชนะการประมูล ซึ่งสามารถกระทําการดังกลาวไดเพ่ือไมใหประโยชนของทางราชการ
ตองเสียหายจากการไมไดใชประโยชนท่ีดินท่ีจัดซ้ือ โดยเฉพาะอยางยิ่ง กรณีนี้เปนการจัดซื้อที่ดิน
โดยมีเจตนารมณเพื่อนําท่ีดินไปกอสรางอาคารสํานักงานผูถูกฟองคดีที่ ๑ แหงใหมและใชเปน
สถานท่ีจัดเก็บเครื่องจักรกล ซึ่งหากตอมาการกอสรางอาคารสถานที่ดังกลาวแลวเสร็จ แตกลับ
ถูกเวนคืนที่ดินในภายหลัง ยอมคาดหมายไดวาจะเกิดความเสียหายแกทางราชการอยางมาก
จึงสมควรปองกันปญหาท่ีจะเกิดขึ้นดวยการยุติการจัดซ้ือที่ดินที่มีภาระผูกพันดังกลาวเสียแตแรก
แตผูฟองคดีซึ่งรวมเปนคณะกรรมการดําเนินการจัดซื้อที่ดินดวยระบบอิเล็กทรอนิกสฯ
กลับมีความเห็นใหจัดซื้อที่ดินของนาย ช. กับพวกตอไป ทั้งๆ ท่ีรูอยูแลววาท่ีดินดังกลาว
มีรายละเอียดและคุณลักษณะไมเปนไปตามประกาศ อันแสดงถึงพฤติกรรมของผูฟองคดี
ที่พิจารณาผลการประมูลโดยฝาฝน ตอประกาศดงั กลา ว และเปน การปฏิบัติหนาที่ราชการโดยจงใจ
ไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการเปนเหตุใหเกิดความเสียหายแกราชการ
อันเปนความผิดวินัยอยางไมรายแรงตามขอ ๖ วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการขาราชการ
องคการบริหารสวนจังหวัด จังหวัดปทุมธานี เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน
การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันที่
๑๒ กุมภาพันธ ๒๕๔๕ ดังน้ัน การท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๕
แหง พ.ร.บ. ระเบยี บบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ออกคําส่ังลงวันท่ี ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๔
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕% เปนเวลาสามเดือน จึงชอบดวยกฎหมายแลว ที่ศาลปกครองช้ันตน
พพิ ากษายกฟอง นัน้ ศาลปกครองสงู สุดเหน็ พอ งดวย

พพิ ากษายืน

คําพิพากษาศาลปกครองสงู สุดที่ อบ.๑๖๔/๒๕๖๓
ผูฟ อ งคดีฟองวา เดิมผูฟองคดดี าํ รงตําแหนง ปลดั เทศบาลตาํ บลวงั เหนือ อาํ เภอวังเหนือ

จังหวัดลําปาง ถูกกลาวหาวากระทําผิดทางวินัยอยางรายแรง ผูถูกฟองคดี (นายกเทศมนตรีตําบลวังเหนือ)
ไดม คี าํ สั่งลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง โดยมีกรรมการ
สอบสวนบางรายเปนพวกพองใกลชิดกับผูถูกฟองคดีท่ีเคยมีอคติและมีเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดี
ซง่ึ คณะกรรมการสอบสวนฯ มคี วามเห็นวา ผูฟอ งคดีมคี วามผดิ ตามขอ ๓ วรรคสองและวรรคสาม ขอ ๖

แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๐)
วรรคสอง ขอ ๑๑ วรรคสอง และขอ ๑๙ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
จงั หวดั ลําปาง เร่อื ง หลักเกณฑและเงอื่ นไขในการสอบสวน การลงโทษทางวนิ ัย การใหออกจากราชการ
การอทุ ธรณและการรอ งทกุ ข ลงวนั ท่ี ๓ มกราคม ๒๕๔๕ ตอมาผูถูกฟองคดีไดอาศัยผลการสอบสวน
ดังกลาว มีคําส่ังลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูฟองคดีเห็นวา
คาํ สง่ั ดงั กลาวไมชอบดว ยกฎหมาย ผฟู อ งคดีจึงไดมหี นังสืออุทธรณคําสั่งดังกลาวตอคณะกรรมการ
พนักงานเทศบาลจังหวดั ลําปาง แตไ มไดรับการวนิ จิ ฉยั ภายในระยะเวลาอันสมควร จึงย่ืนฟองคดีน้ี
เพื่อขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําส่ังลงวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ลงโทษไลผูฟองคดี
ออกจากราชการ

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา กรณีคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง
ซ่ึงมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง รายนาย ช. ที่ผูฟองคดีอางวา
นาย ช. เปน ผูม ีสวนเก่ียวของเก่ียวกับเร่ืองที่ผูฟองคดีไดรองทุกขดําเนินคดีอาญาตอพนักงานสอบสวน
และตอ ป.ป.ช. และกรณีการทุจริตตอโครงการกอสรางของเทศบาลตําบลวังเหนือ ซึ่งในระหวาง
การปฏิบัติหนาที่ราชการของนาย ช. ก็ไมปรากฏวาผูฟองคดีมีการรองเรียนหรือดําเนินการทางวินัย
หรือการรองทุกขกลาวโทษนาย ช. หรือดําเนินคดีอาญาตอนาย ช. ปรากฏเพียงการดําเนินคดีอาญา
นาย ย. ซึ่งขณะน้ันดาํ รงตําแหนงผถู ูกฟองคดี ซึ่งผลของคดีปรากฏตามคําพิพากษาของศาลจังหวัดลําปาง
คดีหมายเลขแดงท่ี ๑๔๓๙/๒๕๕๓ โดยมีเทศบาลตําบลวังเหนือ และผูฟองคดี เปนโจทก นาย ย.
เปนจําเลย ศาลจังหวัดลําปางมีคําพิพากษาเมื่อวันท่ี ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ยกฟอง และคําพิพากษา
ของศาลจังหวัดลําปางในคดีหมายเลขแดงที่ ๒๑๖๗/๒๕๕๖ โดยมีพนักงานอัยการจังหวัดลําปาง
เปนโจทก นาย ย. เปนจําเลย ศาลจังหวัดลําปางมีคําพิพากษาเมื่อวันท่ี ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๖ วา
โทษจําคุกจําเลยใหรอการลงโทษไวมีกําหนด ๒ ป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖
ไมชําระคา ปรบั ใหจ ดั การตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ นาย ช. จึงไมมี
สวนเก่ียวของท่ีตองรับโทษทางวินัยและโทษทางคดีอาญาในคดีของนาย ย. แตอยางใด นาย ช.
จึงไมมีเหตุคัดคานที่จะไมไดรับแตงตั้งเปนกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๘ (๓) ของประกาศพนักงาน
เทศบาลจังหวัดลําปาง เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให
ออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันท่ี ๓ มกราคม ๒๕๔๕ สวนคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยอยางรายแรง รายนาย พ. น้ัน เห็นวา ไมปรากฏขอเท็จจริงวานาย พ. ถูกดําเนินการ
ทางวินัยและทางอาญา ในระหวางท่ีผูฟองคดีอยูในฐานะผูบังคับบัญชาของนาย พ. อีกทั้งนาย พ.
ก็ไมมีสาเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดี และนาย พ. เปนเพียงญาติทางภรรยาของผูถูกฟองคดี
ซึง่ เกยี่ วพนั กบั ผูถูกฟอ งคดีเน่ืองมาจากการแตงงาน ประกอบกับนาย พ. ก็ไมใชผูกลาวหาผูฟองคดี
ในกรณีถูกกลาวหาวากระทําผิดวินยั อยางรายแรง ท่ีจะตองพิจารณาตามขอ ๓๘ (๔) ของประกาศ
ดังกลา ว นาย พ. จงึ ไมม เี หตคุ ดั คา นท่จี ะไมไ ดรบั แตงตั้งเปนกรรมการสอบสวนตามขอ ๓๘ (๓) และ (๔)
ของประกาศเดียวกัน ดังนั้น คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง รายนาย ช. และนาย พ.
จึงไมมีเหตุโกรธเคืองกับผูฟองคดีมากอนอันมีสภาพรายแรงอาจทําใหการพิจารณาทางปกครอง

แนวคาํ วนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๑)
ไมเปนกลาง การที่ผูถูกฟองคดีมีคําวินิจฉัยคําคัดคานของผูฟองคดีวาไมมีเหตุผลท่ีจะรับฟงได
และใหยกคาํ คัดคานดงั กลาว จงึ เปน การใชด ุลพนิ ิจโดยชอบ

สวนกรณีคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง มีสภาพรายแรงอันอาจทําให
การพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง นั้น เห็นวา เมื่อพิเคราะหพฤติการณและการกระทําของ
ผูฟองคดีและกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน และ
ผูแทนเลขานุการคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง ไมปรากฏขอเท็จจริงวากรรมการ
ในคณะกรรมการพนกั งานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน และผูแทนเลขานุการคณะกรรมการ
พนักงานเทศบาลจังหวัดลําปางมีเหตุขัดแยงหรือทะเลาะวิวาทกับผูฟองคดี คงมีแตผูฟองคดี
เพียงฝายเดียวท่ีรองทุกขกลาวโทษคดีอาญาแกกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
จังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน และผูแทนเลขานุการคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
โดยไมปรากฏวาบุคคลดังกลาวไดมีการกระทําใดๆ ที่มีลักษณะเปนการโตตอบหรือทะเลาะเบาะแวง
กบั ผฟู องคดี อีกทงั้ การทค่ี ณะกรรมการพนักงานเทศบาลจงั หวัดลาํ ปางมมี ติใหส่ังพักราชการผูฟองคดี
ก็เปนไปตามอํานาจหนาที่ตามขอ ๙๔ ของประกาศพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง เร่ือง หลักเกณฑ
และเง่อื นไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข
ลงวันท่ี ๓ มกราคม ๒๕๔๕ จงึ ยังฟง ไมไ ดวา กรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
จาํ นวน ๑๘ คน และผูแทนเลขานกุ ารคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปางเปนเจาหนาที่
หรือกรรมการในคณะกรรมการทม่ี ีอํานาจพิจารณาทางปกครองที่มีเหตุอันมีสภาพรายแรง อันอาจ
ทําใหก ารพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง ท่ีจะตองหามมิใหทําการพิจารณาทางปกครองในการ
ออกคําส่ังลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการตามมาตรา ๑๖ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเม่ือกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
จํานวน ๑๘ คน ท่ีถูกคัดคาน ไมมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง
แตอยางใด การพิจารณาของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๔ คน ท่ีไมถูกคัดคาน
ก็ไมจําเปนตองใหโอกาสกรรมการในคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง จํานวน ๑๘ คน
ที่ถูกคัดคาน ช้ีแจงขอเท็จจริงและตอบขอซักถามเพ่ือไหไดขอเท็จจริงอยางเพียงพอกอนออกจาก
ท่ีประชุม การพิจารณาและลงมติท่ีประชุมของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง
เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ ๒๕๕๕ จึงชอบดวยกฎหมาย โดยมิตองรับฟงคําคัดคานของผูฟองคดี
ดังนนั้ การพจิ ารณาของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรงและคณะกรรมการพนักงานเทศบาล
จังหวดั ลาํ ปางจึงไมมีสภาพรายแรงอันอาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลางและเปนมติ
ทไ่ี มชอบดวยกฎหมาย

เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ขณะผูฟองคดีดํารงตําแหนงปลัดเทศบาลตําบลวังเหนือ
มีกรณีถกู กลา วหาวากระทาํ ผิดวนิ ยั อยา งรา ยแรง รวม ๓ กรณี คือ ขอกลาวหาท่ี ๑ สืบเน่ืองจากนาง ส.
(ผูฟองคดี) ไดฟองเทศบาลตําบลวังเหนือ (ผูถูกฟองคดี) ตอศาลปกครองเชียงใหม ผูฟองคดี
เปนผูรับมอบอํานาจจากนาง ส. และในขณะเดียวกันผูฟองคดีในฐานะปลัดเทศบาลตําบลวังเหนือ
และปฏิบัติหนาที่แทนผูถูกฟองคดีทําคําใหการ ยอมรับวาเทศบาลตําบลวังเหนือใชดุลยพินิจเลิกจาง

แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๒)
โดยไมชอบและทําคําใหการเพิ่มเติมวาเทศบาลตําบลวังเหนือยินยอมชดใชคาเสียหายเปนเงิน
๒๖๕,๘๗๕ บาท และเพิ่มเติมคําฟองเปน ๒๙๐,๒๓๕ บาท ใหแกนาง ส. ทั้งที่ผูฟองคดีทราบผล
การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตําบลวังเหนือแลววาอยูระหวางการประกาศผลการเลือกต้ังของ
คณะกรรมการการเลือกตัง้ (กกต.) ซึ่ง กกต. ไดมีประกาศผลการเลือกต้ัง เม่ือวันท่ี ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑
แตผ ฟู อ งคดยี ังทาํ คําใหก ารตอ ศาลปกครองเชยี งใหม โดยรูวาการปฏิบัติหนาที่ในฐานะผูถูกฟองคดี
ของตนตองส้ินสุดลง เม่ือมีประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแลว ตอมา ศาลปกครองเชียงใหมได
มีหมายแจงวา กรณีดังกลาวอาจมีผลกระทบตอราชการ จึงใหเทศบาลตําบลวังเหนือ
แจงตอศาลปกครองเชียงใหมวาประสงคจะยืนยันตามคําใหการดังกลาว หรือไม อยางไร ผูฟองคดี
ไดทําหนังสือใหผูถูกฟองคดียืนยันตามคําใหการเดิม โดยต้ังใจปกปดเอกสารขอเท็จจริง
ตามคําใหก ารฉบับดงั กลา วและคาํ ฟอ งของผฟู อ งคดี เปน เหตุใหผูถูกฟองคดีไดยืนยันตามคําใหการ
ขอ กลา วหาที่ ๒ ผฟู อ งคดจี ดั ทาํ รายงานการประชมุ คณะกรรมการกลั่นกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของพนกั งานเทศบาลและลูกจางประจําและพนักงานจาง ครั้งที่ ๒/๒๕๕๓ ประจําป พ.ศ. ๒๕๕๓
(ครง่ึ ปหลงั ) โดยไมม ีผูถ ูกฟองคดเี ปนประธานกรรมการเขารวมในการประชุม และนํารายงานการประชุม
ที่ทําขึ้นเสนอผูถูกฟองคดีลงนาม และขอกลาวหาท่ี ๓ ผูฟองคดีขออนุญาตไปราชการอันเปนเท็จ
ใชรถยนตของราชการในกิจการสวนตัว และลาราชการอันเปนเท็จ โดยอางขออนุญาตไปราชการ
จังหวดั เชียงใหม ในวนั ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ แตข อ เท็จจริงเปนการเดินทางไปทาอากาศยานเชียงใหม
เพื่อทองเทีย่ วประเทศเกาหลี และในวันท่ี ๕ กุมภาพันธ ๒๕๕๔ ขออนุญาตไปราชการจังหวัดเชียงใหม
แตข อ เทจ็ จริงเปน การเดินทางกลับจากทาอากาศยานเชียงใหมหลังเสร็จสิ้นการทองเที่ยวประเทศเกาหลี
การรายงานเท็จดังกลาวมีเจตนาเพื่อใหสามารถใชรถยนตพรอมพนักงานขับรถราชการไปรับ –
สงผูฟองคดใี นภารกจิ ทองเทย่ี วสว นตัว เหน็ ไดวา ขอ กลาวหาที่ ๑ ผูฟองคดีเปนท้ังผูรับมอบอํานาจ
จากนาง ส. และในขณะเดียวกันผูฟองคดียังปฏิบัติหนาท่ีแทนผูถูกฟองคดีทําคําใหการยื่น
ตอศาลปกครองเชียงใหม ยอมรับวาเทศบาลตําบลวังเหนือใชดุลยพินิจเลิกจางโดยไมชอบและ
ทําคําใหการเพ่ิมเติมวาเทศบาลตําบลวังเหนือยินยอมชดใชคาเสียหายเปนเงิน ๒๖๕,๘๗๕ บาท
และเพ่ิมเติมคําฟองเปน ๒๙๐,๒๓๕ บาท ใหแกนาง ส. ทั้งที่ผูฟองคดีก็ทราบผลการเลือกต้ัง
นายกเทศมนตรีตําบลวังเหนือแลววาอยูระหวางการประกาศผลการเลือกตั้งของคณะกรรมการ
การเลือกตั้ง (กกต.) และ กกต. ไดมีประกาศผลการเลือกต้ัง เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๑
แตผูฟองคดีก็ยังทําคําใหการตอศาลปกครองเชียงใหม ซ่ึงโดยพฤติการณแลวเห็นวา ผูฟองคดี
ชอบที่จะขอขยายระยะเวลายื่นคําใหการตอศาลปกครองเชียงใหมแลวใหผูถูกฟองคดีที่เขารับ
ตําแหนงใหมเปนผูจัดทําคําใหการ และเมื่อศาลปกครองเชียงใหมไดมีหมายแจงคําส่ังใหเทศบาล
ตําบลวังเหนือ แจงตอศาลปกครองเชียงใหมวาประสงคจะยืนยันตามคําใหการฉบับเดิม หรือไม อยางไร
ผูฟองคดียังไดทําหนังสือใหผูถูกฟองคดียืนยันตามคําใหการ ผูถูกฟองคดีจึงมีหนังสือใหผูฟองคดี
ชี้แจงขอ เท็จจริงเก่ยี วกับกรณีดังกลาว แตผูฟองคดีกลับไมไดช้ีแจงถึงรายละเอียดการทําคําใหการ
และคําฟองของผูฟองคดีตามท่ีผูถูกฟองคดีตองการใหช้ีแจง ท้ังที่เอกสารก็เปนเอกสารท่ีผูฟองคดี
ไดจัดทําขึ้น จึงไมยุงยากท่ีผูฟองคดีจะชี้แจงรายละเอียดการทําคําใหการและคําฟองของผูฟองคดี

แนวคาํ วินจิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๓)
ผูฟองคดีจึงต้ังใจที่จะปกปดเอกสารดังกลาว ทําใหผูถูกฟองคดีตองมีหนังสือแจงการยกเลิก
หนังสือยืนยันคําใหการฉบับดังกลาว และประสงคจะทําคําใหการฉบับใหมตอศาลปกครองเชียงใหม
ขอ กลา วหาท่ี ๒ ผูฟ อ งคดีจัดทาํ รายงานการประชมุ คณะกรรมการกล่ันกรองการประเมินผลการปฏิบัติงาน
ของพนักงานเทศบาลและลูกจางประจําและพนักงานจาง ครั้งท่ี ๒/๒๕๕๓ ประจําป พ.ศ. ๒๕๕๓
(ครึ่งปหลัง) โดยไมมีผูถูกฟองคดีเปนประธานกรรมการเขารวมในการประชุม และนํารายงาน
การประชุมท่ีทําขึ้นเสนอผูถูกฟองคดีลงนาม นั้น เห็นวา ผูฟองคดีในฐานะปลัดเทศบาลตําบลวังเหนือ
สามารถจัดประชุมเองได และในกรณีที่ผูถูกฟองคดีติดราชการก็ตองมีหมายเหตุแจงไวในรายงาน
การประชุม ไมใชจัดทํารายงานประชุมวาผูถูกฟองคดีเปนประธานกรรมการเขารวมประชุม แลวเสนอ
ใหล งลายมือชอ่ื จึงเปนการจัดทํารายงานการประชุมอันเปนเท็จตอผูบังคับบัญชา และขอกลาวหาที่ ๓
เห็นวา ผูฟองคดีมีเจตนาจะใชรถยนตของเทศบาลตําบลวังเหนือไปรับตนเองและครอบครัว
ท่ีสนามบินเชียงใหม จากการกระทําดังกลาวเปนเหตุใหเทศบาลตําบลวังเหนือมีคาใชจายนํ้ามัน
เช้ือเพลิง รวมเปนเงินจํานวนทั้งสิ้น ๑,๖๐๐ บาท ผูฟองคดีจึงขออนุญาตไปราชการอันเปนเท็จ
ใชรถยนตของราชการในกิจการสวนตัว และลาราชการอันเปนเท็จ จากพยานหลักฐานดังกลาว
จึงเชอื่ ไดว า พฤตกิ ารณและการกระทําของผฟู องคดีไดกระทาํ ความผดิ ฐานอาศัยหรือยอมใหผูอ่ืนอาศัย
อํานาจหนาท่ีราชการของตนไมวาจะโดยทางตรงหรือทางออม หาประโยชนใหแกตนเองหรือผูอื่น
ปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติหนาที่ราชการ โดยมิชอบเพื่อใหตนเองหรือผูอื่นไดประโยชนที่มิควร
เปนการทุจริตตอหนาท่ีราชการ ฐานปฏิบัติหนาที่ราชการโดยจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ
ของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการ
อยางรายแรง ฐานรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา อันเปนเหตุใหเสียหายแกราชการอยางรายแรง
และกระทําการอื่นใดอันไดช่ือวาเปนผูประพฤติช่ัวอยางรายแรง อันเปนความผิดวินัยอยางรายแรง
ตามขอ ๓ วรรคสอง และวรรคสาม ขอ ๖ วรรคสอง ขอ ๑๑ วรรคสอง และขอ ๑๙ วรรคสอง
ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง เรื่อง หลักเกณฑและเงื่อนไขการสอบสวน
การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณและการรองทุกข ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๕
ผูถูกฟองคดีจึงมีความเห็นใหไลผูฟองคดีออกจากราชการ และไดเสนอไปยังคณะกรรมการพนักงาน
เทศบาลจังหวัดลําปาง เพอ่ื พจิ ารณาใหความเห็นชอบในการลงโทษผฟู อ งคดีตามขอ ๗๐ วรรคสอง
ของประกาศดังกลาว ซ่ึงที่ประชุมเห็นวาพฤติการณการกระทําของผูฟองคดีเปนความผิดวินัย
อยางรา ยแรง จึงมมี ตใิ หลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ผูถูกฟองคดีจึงอาศัยอํานาจตามมาตรา ๑๕
และมาตรา ๒๓ แหง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบขอ ๗๐
วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดลําปาง เร่ือง หลักเกณฑและเงื่อนไข
การสอบสวนฯ ลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๕ มีคําสั่งลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ดังนั้น
การที่ผูถูกฟองคดีมีคําสั่งลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ จึงเปน
คําสั่งท่ีชอบดวยกฎหมาย การที่ศาลปกครองชั้นตนพิพากษาใหเพิกถอนคําสั่งเทศบาลตําบลวังเหนือ
ลงวันท่ี ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ ท่ีลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการโดยใหมีผลนับแตวันท่ีมีคําสั่ง

แนวคาํ วินิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๔)
และใหผูถูกฟองคดีดําเนินการพิจารณาทางปกครองเสียใหมใหเปนไปโดยถูกตองตามกฎหมาย น้ัน
ศาลปกครองสงู สุดไมเหน็ พองดว ย

พพิ ากษากลับ เปน ใหย กฟอง

คาํ พพิ ากษาศาลปกครองสูงสดุ ท่ี อบ.๑๘๘/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ขณะผูฟองคดีรับราชการในตําแหนงเจาหนาท่ีบริหารงานทั่วไป

ระดับ ๓ สังกัดองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด อําเภอทาใหม จังหวัดจันทบุรี ผูถูกฟองคดี
(นายกองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด) ไดมีคําสั่งลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยอยางไมรายแรงผูฟองคดี กรณีถูกกลาวหาวาประพฤติตนไมเหมาะสมกับตําแหนง
หนาทร่ี าชการในเรื่องมพี ฤติกรรมท่ีไมส ุภาพเรยี บรอ ย ไมรกั ษาความสามัคคี ไมชวยเหลือในการปฏิบัติ
หนาทีร่ าชการ สรางความแตกแยกในองคกร คร้ันคณะกรรมการสอบสวนฯ ไดสอบสวนเสร็จสิ้นแลว
ผูถูกฟองคดีไดพิจารณาแลวเห็นวา ผูฟองคดีกระทําผิดวินัยอยางไมรายแรงฐานประพฤติตน
ไมสุภาพเรียบรอยตามขอ ๑๔ ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดําเนินการ
ทางวินัย สมควรลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี จํานวน ๕ % เปนเวลาสามเดือน จึงมีคําสั่งลงวันท่ี
๓ กันยายน ๒๕๕๖ ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕ % เปนเวลาสามเดือน ผูฟองคดีจึงมีหนังสือ
ลงวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ อุทธรณคําส่ังดังกลาวตอประธานกรรมการพนักงานสวนตําบล
จังหวัดจันทบุรี แตยังไมไดรับแจงผลการพิจารณาอุทธรณ ผูฟองคดีเห็นวา คําส่ังลงโทษผูฟองคดี
ดังกลาวไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาลมีคําพิพากษาหรือคําสั่งเพิกถอนคําส่ังลงวันที่
๓ กนั ยายน ๒๕๕๖ ท่ลี งโทษตดั เงินเดอื นผูฟอ งคดี ๕ % เปนเวลาสามเดอื น

ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยวา เมื่อขอเท็จจริงท่ีเปนเหตุในการแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนฯ เพือ่ ดําเนินการทางวนิ ยั แกผูฟองคดี ผูถูกฟองคดีไดระบุไวโดยชัดแจงตามคําสั่งลงวันท่ี ๒๒
พฤษภาคม ๒๕๕๖ ซ่ึงมีสองประการ คือ ประการแรก เม่ือวันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๕๖ ผูฟองคดีได
แสดงกิริยากาวราวตอปลัดองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด และไมใหเกียรติผูบังคับบัญชา
ประการที่สอง เม่ือวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ผูฟองคดีแจกหนังสือใหสมาชิกสภาองคการบริหาร
สวนตําบลคลองขุด เลาเหตุการณตางๆ ในองคการบริหารสวนตําบลคลองขุด ในเชิงใสรายปายสี
เสียดสี พาดพิงถึงบุคคลอ่ืน แตเมื่อพิจารณาจากเหตุผลที่คณะกรรมการสอบสวนฯ สรุปไวใน
รายงานการสอบสวนกลับเปนเรื่องท่ีระบุวา ผูฟองคดีมีพฤติกรรมที่คอยจับผิดพนักงานดวยกันเอง
มาเปนระยะเวลาตอเนื่อง ขาดความรวมมือในการปฏิบัติงานรวมกันในองคกร ขาดความสามัคคี
และมีการทาทายอํานาจผูบริหารและผูบังคับบัญชา และปฏิบัติหนาท่ีโดยไมมีอํานาจหนาที่
และไมใชอํานาจหนาท่ี จึงเห็นไดวา ความเห็นของคณะกรรมการสอบสวนฯ และของผูถูกฟองคดี
เปน คนละเหตุกับการมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ผูฟองคดี เปนการพิจารณาขอเท็จจริงอื่น
และอางเหตุผลอ่ืนนอกเหนือจากที่ไดแจงใหผูฟองคดีทราบ แมผูถูกฟองคดีจะอางวากรณีพิพาท
ผูถูกฟองคดีใชอํานาจตามขอ ๒๓ วรรคสอง ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัด
จันทบุรี เร่ือง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ

แนวคาํ วินิจฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๕)
การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๔ ซ่ึงผูถูกฟองคดีอาจใหดําเนินการ
สอบสวนตามวิธีการท่ีเห็นสมควร และการสอบสวนตามรูปแบบที่กําหนดเปนเพียงการปองกันการ
คัดคานและการโตแยงของผูฟองคดีเทาน้ันก็ตาม แตเม่ือผูถูกฟองคดีไดแตงตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนฯ เพื่อดําเนินการสอบสวนผูฟองคดีแลว การท่ีผูถูกฟองคดีระบุสาเหตุที่แตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อจะพิจารณาโทษทางวินัยแกผูฟองคดียอมเปนการแจงใหผูฟองคดี
ทราบถึงพฤติการณหรือการกระทําของผูฟองคดีท่ีเปนเหตุใหผูฟองคดีตองถูกตั้งคณะกรรมการ
สอบสวนฯ เพ่ือพจิ ารณาวา ผฟู อ งคดมี คี วามผิดทางวินัยหรือไม อยางไร การท่ีผูถูกฟองคดีพิจารณา
ขอเท็จจริงอื่นและอางเหตุผลอ่ืนนอกเหนือจากท่ีไดแจงใหผูฟองคดีทราบทําใหผูฟองคดีอาจ
หลงตอ สใู นประเด็นทต่ี นถกู กลา วหา และไมม ีโอกาสไดท ราบขอเทจ็ จริงทีใ่ ชพิจารณาลงโทษตนเอง
อยางเพียงพอและไมมีโอกาสโตแยงแสดงพยานหลักฐานเพื่อหักลางความเห็นของผูถูกฟองคดีได
ดังนั้น การนําขอเท็จจริงอื่นท่ีไมใชขอเท็จจริงท่ีรับฟงไดโดยชอบตามกระบวนการสอบสวนทาง
วินัยมาใชในการออกคําส่ังลงโทษผูฟองคดี จึงไมเปนไปตามขอ ๒๓ วรรคหนึ่ง ของประกาศ
คณะกรรมการพนกั งานสวนตาํ บลจงั หวัดจนั ทบุรีดงั กลา ว แตอยา งไรก็ตามเมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา
ผูฟองคดีกระทําความผิดอาญาจนตองคําพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาของศาลจังหวัดจันทบุรี
ซ่ึงมีคําพิพากษาเม่ือวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๖ วา ผูฟองคดีกระทําผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๒๖ จําคุก ๒ เดือน ปรับ ๖,๐๐๐ บาท โทษจําคุกใหรอการลงโทษไวมีกําหนด ๒ ป
ในความผิดฐานหมิ่นประมาท สืบเน่ืองจากกรณีที่ผูฟองคดีไดแจกเอกสารใหแกสมาชิก
สภาองคการบริหารสวนตําบลคลองขุดเม่ือวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ จนเปนเหตุใหนาย พ.
ซ่ึงเปนพนักงานสวนตําบลเดียวกันกับผูฟองคดี รองทุกขดําเนินคดีอาญากับผูฟองคดี และ
พนักงานอัยการไดฟองคดีอาญาในขอหาหม่ินประมาทกับผูฟองคดีตอศาลจังหวัดจันทบุรี
ซ่ึงคําพิพากษาในคดีดังกลาวเก่ียวเน่ืองกับเรื่องที่เปนเหตุในการแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ
ผูฟองคดี แมคณะกรรมการสอบสวนฯ จะไมไดกลาวถึงคําพิพากษาขางตนไวในรายงานการ
สอบสวนกส็ บื เนอ่ื งมาจากศาลจังหวัดจันทบุรีมีคําพิพากษาเม่ือวันท่ี ๒ กันยายน ๒๕๕๖ ซึ่งเปนเวลา
ภายหลังจากที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ไดรายงานผลการสอบสวนใหผูถูกฟองคดีทราบแลว
ผูถูกฟองคดีจึงมีความเห็นถึงเร่ืองดังกลาวตอทายรายงานการสอบสวนในเร่ืองนี้ได และเม่ือเปน
ความผิดที่ปรากฏชัดแจง ผูถูกฟองคดีจึงมีอํานาจท่ีจะส่ังลงโทษทางวินัยไดโดยไมตองสอบสวนกอน ทั้งนี้
ตามขอ ๓๐ ของประกาศคณะกรรมการพนักงานสวนตําบลจังหวัดจันทบุรีฉบับเดียวกัน การท่ี
ผูถูกฟองคดีใชดุลพินิจส่ังลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕ % เปนเวลาสามเดือน จึงเปนการใช
ดลุ พินิจภายในขอบเขตอาํ นาจของผูถูกฟองคดีตามขอ ๖๙ วรรคหน่ึง ของประกาศคณะกรรมการ
พนักงานสวนตําบลจังหวัดจันทบุรี เรื่อง หลักเกณฑและเง่ือนไขในการสอบสวน การลงโทษทาง
วินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ และการรองทุกข ลงวันท่ี ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๔ ดังนั้น
คําส่ังลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๖ ที่ใหลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี ๕ % เปนเวลาสามเดือน จึงชอบ
ดว ยกฎหมาย ทศี่ าลปกครองชั้นตนพพิ ากษายกฟอ ง นน้ั ศาลปกครองสงู สดุ เห็นพอ งดวยในผล

พิพากษายนื

แนวคําวนิ จิ ฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๖)

วินยั ขา ราชการพลเรอื นในสถาบนั อดุ มศึกษาหรอื พนักงานมหาวทิ ยาลัย
คาํ พิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๗๔๔/๒๕๖๓

ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเคยเปนอาจารย ระดับ ๖ ประจําคณะวิทยาการจัดการ
สงั กดั ผถู ูกฟอ งคดี (มหาวิทยาลยั ราชภัฏเลย) ตอ มาผูถูกฟอ งคดีโดยอธิบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
ไดมีคําสั่งลงวันท่ี ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ปลดผูฟองคดีออกจากราชการ กลาวหาวาผูฟองคดี
กระทําความผิดวินัยอยางรายแรง ในกรณีทําหนังสือรองเรียนตอผูถูกฟองคดีใหตรวจสอบ
การกระทาํ ของขาราชการพลเรอื นในมหาวทิ ยาลัย วาเปนผูยุยงสงเสริมใหนักศึกษาเอาใบแสดงผล
การเรียน (Transcript) และใบรับรองคุณวุฒิไปสมัครสอบและสมัครงานกอน ท้ังที่สภามหาวิทยาลัย
ยังไมไดอ นุมตั ิและผสู อนประจําวิชายังไมไดต ัดเกรด ซ่งึ ขอรองเรียนดังกลาวปราศจากมูลความจริง
และทาํ รายงานเทจ็ ตอผูบ งั คบั บญั ชาโดยทํารายงานเพ่อื ขอเบกิ เงินคาใชจายเพื่อเดินทางไปราชการ
โดยไมไดไปราชการจริง ผูฟองคดีเห็นวาเปนคําสั่งไมชอบดวยกฎหมาย จึงนําคดีมาฟองขอใหศาล
มีคําพิพากษาหรือคําสั่งใหยกเลิกคําส่ังลงโทษปลดออกจากราชการ ใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการ
เชนเดิมและไดรับเงินเดือนในตําแหนงเดิม รวมถึงสิทธิสวัสดิการตางๆ ที่ขาราชการพึงไดรับ
และใหนาํ เรือ่ งการยกเลกิ ปลดออกจากราชการไปรายงานในสภามหาวิทยาลัยราชภฏั เลยใหทราบ

ศาลปกครองสูงสดุ วินจิ ฉัยวา ผถู ูกฟองคดีไดม คี าํ สง่ั แตง ตงั้ คณะกรรมการสอบสวน
วินัยผูฟองคดีกรณีท่ีคณะวิทยาการจัดการมีหนังสือรายงานผูถูกฟองคดีวา ผูฟองคดีเบิกคาใชจาย
ในการไปราชการไมตรงตามท่ีขอไว กรณีที่ผูฟองคดีรองเรียนกลาวหาอาคาร ส. วารวมกับ
เจา หนาที่ชวยเหลอื และยยุ งหนกั ศึกษาใหไดรับใบแสดงผลการเรียน (Transcript) เพ่ือนําไปสมัคร
สอบและสมัครงานกอนที่ผูฟองคดีซ่ึงเปนอาจารยผูสอนจะไดสงผลการสอบ ซึ่งไดขอเท็จจริงวา
กรณีรองเรียนกลาวหาอาจารย ส. นั้นไมเปนความจริง สวนกรณีผูฟองคดีขออนุญาตไปอบรม
ในหลักสูตรพัฒนาบุคลากรในรานขายยา ปรากฏขอเท็จจริงวาไมมีการจัดการอบรมหลักสูตร
พัฒนาบุคลากรในรานขายยาตามท่ีขออนุญาต แสดงวาผูฟองคดีไมไดไปเขารับการอบรมตามท่ี
ไดขออนุญาต การที่ผฟู อ งคดีทาํ เอกสารใบเบิกคา ใชจา ยในการเดนิ ทางไปราชการ ลงชื่อขอเบิกเงิน
แนบหลักฐานการจายเงิน เพื่อเบิกจายเงินไปราชการและคืนเงินยืมทดรองจายที่ไดยืมเงินไปกอนแลว
จงึ เปน การรายงานเท็จตอผบู ังคับบัญชาเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ซ่ึงขั้นตอนการดําเนินการ
ทางวินัยนั้น ปรากฏวาหลังจากที่ผูถูกฟองคดีไดมีคําส่ังแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ขาราชการผูฟองคดีแลว ผูถูกฟองคดีไดมีหนังสือลงวันท่ี ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เชิญใหผูฟองคดี
รับทราบคําส่ังแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการ ในวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒
เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ผูฟองคดีไดรับหนังสือเชิญแลวแตไมไดไปรับทราบคําสั่งตามเวลาท่ี
ผูถูกฟองคดีกําหนด ผูถูกฟองคดีโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยไดมีหนังสือลงวันท่ี
๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ สงสําเนาคําสั่งแตงต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการใหผูฟองคดี
ทางไปรษณียลงทะเบียนไปยังท่ีอยูตามภูมิลําเนาตามทะเบียนบานตามหลักฐานของทางราชการ

แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสงู สดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๗)
โดยมีนาง ท. รับหนังสือไวแทนผูฟองคดี ซ่ึงตามหนังสือดังกลาวไดแจงสิทธิในการคัดคาน
กรรมการใหผูฟองคดีทราบดวยแลวนั้น การกระทําของผูถูกฟองคดีจึงเปนการดําเนินการ
ตามขอบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย วาดวยการดําเนินการทางวินัย การสอบสวนพิจารณา
การลงโทษ การออกจากราชการ การสั่งพักหรือส่ังใหออกจากราชการไวกอน การอุทธรณและ
การรองทุกข พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แลว หลังจากน้ันคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ไดดําเนินการทางวินัย โดยมีหนังสือลงวันท่ี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ เชิญใหผูฟองคดีรับทราบขอกลาวหา
แตผูฟองคดีไมไดไปรับทราบขอกลาวหา ประธานคณะกรรมการสอบสวนจึงมีหนังสือลงวันที่
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจงใหผูฟองคดีมารับทราบขอกลาวหาพรอมท้ังสงบันทึกการแจง
และรบั ทราบขอ กลาวหา (แบบ สว.๒) ลงวันที่ ๑๓ ตลุ าคม ๒๕๕๒ จาํ นวน ๒ ฉบบั โดยสงทางไปรษณีย
ลงทะเบียนใหผูฟองคดี โดยมีนาย ย. รับหนังสือดังกลาวไวแทนผูฟองคดี แตเม่ือพนกําหนด
สิบหาวันแลวผูฟองคดีไมไดดําเนินการใดๆ คณะกรรมการสอบสวนวินัยจึงดําเนินการสอบสวน
ขอเท็จจริงตอไป และไดมีหนังสือลงวันท่ี ๔ มกราคม ๒๕๕๓ แจงใหผูฟองคดีเขาพบ
คณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการเพ่ือรับทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐาน
ที่สนับสนุนขอกลาวหาในวันท่ี ๗ มกราคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ถึง ๑๐.๐๐ นาฬิกา
แตผูฟองคดีเพิกเฉย คณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการจึงไดมีหนังสือลงวันท่ี ๗ มกราคม
๒๕๕๓ แจงขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหาตามแบบ สว.๓ ลงวันที่
๗ มกราคม ๒๕๕๓ จํานวน ๒ ฉบับ และกําหนดใหผูฟองคดีเก็บไวหน่ึงฉบับ ลงลายมือช่ือและ
วันเดือนปท่ีรับทราบสงกลับคืนใหกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการหน่ึงฉบับ พรอมกับ
มีหนังสือแจงผูฟองคดีใหติดตอใหถอยคํา ช้ีแจง หรือนําสืบแกขอกลาวหา หรือสงมอบเอกสาร
ท่ีเก่ียวของตางๆ ภายใน ๑๕ วัน นับแตวันท่ีผูฟองคดีไดรับหนังสือดังกลาว โดยสงทางไปรษณีย
ลงทะเบียนตอบรับ EMS ภายในประเทศไปยังผูฟองคดี ณ ภูมิลําเนา ปรากฏวามีผูรับไวแทน
ผูฟองคดี แตเม่ือลวงพนสิบหาวันแลวปรากฏวาไมไดรับแบบ สว.๓ คืนจากผูฟองคดี จึงเห็นไดวา
กอนท่ีผูถูกฟองคดีจะมีคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ
ไดใหโอกาสผูฟองคดีไดทราบขอเท็จจริงอยางเพียงพอและมีโอกาสไดโตแยงและแสดง
พยานหลักฐานของตนตามท่ีกําหนดในมาตรา ๓๐ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ แลว อีกทั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยยังไดปฏิบัติตามขอบังคับมหาวิทยาลัยราช
ภัฏเลย วาดวยการดําเนินการทางวินัย การสอบสวนพิจารณาการลงโทษ การออกจากราชการ
การสั่งพักหรือส่ังใหออกจากราชการไวกอน การอุทธรณและการรองทุกข พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอ ๒๑
วรรคหน่ึง โดยเรียกผูฟองคดีมาพบเพ่ือแจงขอกลาวหาแลว แตผูฟองคดีเพิกเฉย คณะกรรมการ
สอบสวนวนิ ยั ไดดําเนินการตามขอ ๒๑ วรรคหา ของขอบังคับดังกลาว โดยสงบันทึกมีสาระสําคัญ
ตามแบบ สว.๓ ทางไปรษณียลงทะเบียนตอบรับไปใหผูฟองคดี ณ ท่ีอยูของผูฟองคดีท่ีใหไวกับ
ทางราชการ จึงถือวาผูฟองคดีไดทราบขอกลาวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนขอกลาวหา
โดยชอบแลวแตไมประสงคจะแกขอกลาวหา ซึ่งกรณีเชนน้ีคณะกรรมการสอบสวนจะไมสอบสวน
ตอไปก็ได ดังน้ัน การท่ีคณะกรรมการสอบสวนวินัยขาราชการจัดทํารายงานการสอบสวน

แนวคาํ วนิ จิ ฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๘)
พรอมความเห็นเสนอผูแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยที่ผูฟองคดีมิไดใหถอยคําช้ีแจง
นําสืบแกขอกลา วหา หรือแสดงพยานหลักฐานของตนน้ัน ถือไดวาผูถูกฟองคดีและคณะกรรมการ
สอบสวนวินัยไดดําเนินการตามข้ันตอน หรือวิธีการอันเปนสาระสําคัญตามที่กฎหมายกําหนด
โดยชอบ กอนที่จะมีคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ แลว แมตอมาผูฟองคดีย่ืนอุทธรณคําสั่ง
ดังกลาว ซึ่งคณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ไดพิจารณาอุทธรณ
ของผูฟองคดีแลวเห็นวากรณีผูฟองคดีทําหนังสือลงวันท่ี ๑๕ กันยายน ๒๕๕๑ รองเรียนกลาวหา
อาจารย ส. วารวมกับเจาหนาที่ฝายทะเบียนและประมวลผล ชวยเหลือและยุยงนักศึกษาใหไดรับ
ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) เพ่ือนําไปสอบเขารับราชการกอนที่ผูฟองคดีซึ่งเปนอาจารย
ประจําวิชาการพัฒนาองคการจะไดสงผลการสอบของนักศึกษาใหฝายทะเบียนและประมวลผล
ไมเปนความผิดวินัยตามท่ีมีคําส่ังลงโทษ จึงมีมติใหแกไขเปลี่ยนแปลงขอความในคําส่ังใหถูกตอง
เหมาะสมกับความผิด ดังน้ัน แมผูฟองคดีไมผิดวินัยกรณีรองเรียนขอใหผูถูกฟองคดีตรวจสอบ
การกระทําของอาจารย ส. แตผ ฟู อ งคดียงั คงผิดวนิ ัยกรณีขออนุญาตไปราชการเพ่ืออบรมหลักสูตร
พัฒนาบุคลากรในรานขายยา แตไมไดไปอบรมตามท่ีขออนุญาต กลับทํารายงานการเดินทาง
เพ่ือขอเบิกคาใชจายในการเดินทางไปราชการ อันเปนความผิดฐานรายงานเท็จตอผูบังคับบัญชา
ซ่ึงเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ผูถูกฟองคดีจึงตองแกไขเปลี่ยนแปลงขอความในคําสั่งลงโทษ
ใหถูกตองตามมติดังกลาว ซ่ึงการแกไขคําส่ังดังกลาวไมไดมีการเพ่ิมเติมขอเท็จจริงใดๆ
นอกเหนือไปจากขอเท็จจริงที่ไดตามการสอบสวนเดิม การท่ีผูถูกฟองคดีมีคําสั่งลงวันที่
๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ แกไขคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดี
ออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมายแลว สําหรับระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณไมเกินเกาสิบวัน
ตามมาตรา ๖๒ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ นั้น เปนเพียงระยะเวลาเรงรัดกระบวนการพิจารณาอุทธรณใหแลวเสร็จโดยเร็ว
เทาน้ัน ไมไดมีขอกําหนดใดกําหนดใหการพิจารณาอุทธรณท่ีมิไดดําเนินการภายในกําหนด
ระยะเวลาตอ งเสยี ไปหรือไมชอบดว ยกฎหมายแตอยางใด การท่ีคณะกรรมการขาราชการพลเรือน
ในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ไมไดพิจารณาอุทธรณใหแลวเสร็จภายในเวลาเกาสิบวันจึงไมมีผล
ใหคําส่ังของผูถูกฟองคดีตามคําส่ังลงวันท่ี ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ท่ีแกไขคําสั่งลงวันท่ี
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการตามมติคณะกรรมการขาราชการ
พลเรอื นในสถาบันอดุ มศึกษา (ก.พ.อ.) ไมชอบดวยกฎหมาย ทศี่ าลปกครองชัน้ ตน พิพากษายกฟอง
นนั้ ศาลปกครองสงู สดุ เหน็ พอ งดว ย

พพิ ากษายนื

คาํ พิพากษาศาลปกครองสงู สุดท่ี อบ.๓๗/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา ผูฟองคดีเปนพนักงานมหาวิทยาลัย ตําแหนงรองศาสตราจารย

สังกัดคณะเศรษฐศาสตรและบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ ไดรับความเดือดรอนเสียหายจาก
การท่ีผูถูกฟองคดี (อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ) ไดมีคําส่ังลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙

แนวคําวนิ ิจฉัยศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๔๙)
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดีรอยละหาเปนเวลาสองเดือน โดยอางวาผูฟองคดีกระทําผิดวินัย
กรณีไมสงคาระดับข้ันภายในเวลาที่กําหนด โดยจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ขอบังคับ ระเบียบ
หรือนโยบายของมหาวทิ ยาลัย ตอมา ผฟู อ งคดีไดย ่ืนหนงั สือลงวันท่ี ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๙ อุทธรณคําส่ัง
ลงโทษทางวินัยดังกลาวตอคณะกรรมการอุทธรณและรองทุกขประจํามหาวิทยาลัย แตไมได
รับแจงผลการพิจารณาอุทธรณภายในเวลาที่กฎหมายกําหนด ผูฟองคดีจึงนําคดีมาฟองขอใหศาล
มีคําพิพากษาหรือคําส่ังเพิกถอนคําสั่งลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙ ท่ีลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดี
เหน็ วา เมอ่ื ขอเท็จจรงิ ปรากฏวา ผูฟ องคดีจัดสงคาระดับข้ันในรายวิชาท่ีผูฟองคดีเปนผูสอนลาชากวา
ทกี่ ําหนดไวในปฏิทินการศกึ ษาเปน เวลาถึงสองเดือน ทําใหนสิ ติ ชั้นปท่ี ๔ ท่ีลงทะเบียนเรียนในรายวิชา
ทผี่ ฟู องคดเี ปนผูสอนไมส ามารถสําเรจ็ การศกึ ษาภายในเวลาตามปกติและเกิดความเสียหายตอมหาวิทยาลัย
เปน การจงใจไมปฏิบัติตามกฎหมาย ขอบังคับ ระเบียบหรือนโยบายของมหาวิทยาลัย ตามท่ีกําหนดไวใน
ขอ ๑๘ ของขอบงั คบั มหาวทิ ยาลัยทักษณิ วา ดว ยการศึกษาระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๕๒ และไมปฏิบัติ
ตามคําส่ังของผูบังคับบัญชาซ่ึงส่ังในหนาท่ีโดยชอบดวยกฎหมายตามประกาศคณะกรรมการนโยบาย
การบริหารทรัพยากรบุคคล เรื่อง กําหนดหลักเกณฑและวิธีการเก่ียวกับวินัย การรักษาวินัย
การดําเนินการทางวินัย การอุทธรณ และการรองทุกขของพนักงานมหาวิทยาลัยและลูกจางของมหาวิทยาลัย
ลงวนั ท่ี ๒๕ สงิ หาคม ๒๕๕๒ แตเนื่องจากการกระทําดังกลาวไมไดกอใหเกิดความเสียหายอยางรายแรง
ตอมหาวิทยาลัย จึงเปนการกระทาํ ผดิ วนิ ัยไมรายแรง ผถู ูกฟอ งคดยี อมมอี ํานาจตามขอ ๑๕ ของประกาศ
ดังกลาว ท่ีจะใชดุลพินิจพิจารณาส่ังลงโทษตามมาตรฐานการลงโทษ โดยอาจสั่งลงโทษภาคทัณฑ
ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน แลวแตกรณี ดังนั้น การท่ีผูถูกฟองคดีไดพิจารณา แลวมีคําสั่งให
ลงโทษตัดเงินเดือนผูฟองคดีรอยละหาเปนเวลาสองเดือน และเมื่อไมปรากฏวาเปนการใชดุลพินิจ
โดยไมส ุจรติ หรอื ไมมขี อเทจ็ จรงิ หรือเหตุผลสนับสนนุ ตามสมควรแลว ยอมเปนการใชดุลพินิจโดยชอบ
จึงเปนการลงโทษทางวินัยที่เหมาะสมแกกรณีความผิดแลว ดังนั้น คําสั่งลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๙
ทล่ี งโทษตดั เงินเดอื นผฟู อ งคดีรอ ยละหาเปนเวลาสองเดือน จึงชอบดวยกฎหมายแลว ท่ีศาลปกครองช้ันตน
พิพากษายกฟอ ง นัน้ ศาลปกครองสงู สุดเห็นพองดวย

พิพากษายืน

คําพิพากษาศาลปกครองสงู สดุ ที่ อบ.๖๑/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีรับราชการเปนขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

ตําแหนงอาจารย ระดับ ๗ คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ถูกลงโทษปลดออกจาก
ราชการเนื่องจากกระทําผดิ วินยั กรณมี คี วามสัมพันธฉ นั ชสู าวกบั นกั ศึกษา ผฟู องคดีจึงมีหนังสืออุทธรณ
คําสั่งลงโทษไปยังผูถูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.))
แตผูถูกฟองคดีท่ี ๒ มีมติใหยกอุทธรณ ผูฟองคดีไมพอใจ จึงนําคดีมาฟองขอใหเพิกถอนคําส่ังลงโทษ
ปลดออกจากราชการ และมีคําส่ังใหผูฟองคดีกลับเขารับราชการโดยไดรับสิทธิตามกฎหมาย รวมทั้ง
เพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณของผูฟองคดี เห็นวา โดยที่ผูฟองคดีโตแยง
การดําเนินการสอบสวนทางวินัยในประเด็นเร่ืองคุณสมบัติของนาย อ. ผูชวยเลขานุการของ

แนวคําวินิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๕๐)
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอยางรายแรง เน่ืองจากนาย อ. เปนพนักงานมหาวิทยาลัย แตไมไดเปน
ขาราชการพลเรือน จึงขัดกับขอ ๓ วรรคสอง ของ กฎ ก.พ. ฉบับท่ี ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ออกตามความใน
พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ วาดวยการสอบสวนพิจารณา ซ่ึงกําหนดใหกรณีที่มี
ความจําเปน จะใหมีผูชวยเลขานุการซึ่งเปนขาราชการพลเรือนดวยก็ได จึงมีประเด็นท่ีตองวินิจฉัย
เบื้องตนตามขอโตแยงของผูฟองคดีวา การสอบสวนทางวินัยอยางรายแรงผูฟองคดีเสียไปเพราะเหตุ
ที่นาย อ. ไมไดเปนขาราชการพลเรือน หรือไม เห็นวา ผูชวยเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวน
วินัยอยางรายแรงมีหนาที่ทํางานทางธุรการใหกับคณะกรรมการฯ เทานั้น ไมมีอํานาจรวมพิจารณา
และลงมติเชนเดียวกับกรรมการตามมาตรา ๘๒ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังน้ัน แมจะรับฟงขอเท็จจริงไดวานาย อ. ไมไดเปนขาราชการพลเรือน ก็ไมใช
ความบกพรองท่ีเปนสาระสําคัญถึงขนาดท่ีจะทําใหการสอบสวนเสียไป สวนการท่ีผูฟองคดี
โตแยงวา การประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ครั้งที่ ๗/๒๕๕๔ ระเบียบวาระที่ ๖.๒
รายงานผลการดําเนินการและพิจารณาโทษขาราชการพลเรือนฯ ตามคําส่ังที่ ๒๐๔๕/๒๕๕๓
ไมชอบดวยกฎหมาย ขัดกับมาตรา ๑๖ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
เนอ่ื งจากการประชุมและพจิ ารณา มคี ณะกรรมการสอบสวนความผดิ ทางวนิ ัยรายแรงสองทาน คือ
ผูชวยศาสตราจารย ส. และนาย ศ. รวมประชุมดวย และมีคณะกรรมการสอบสวนขอเท็จจริง
คือ นาย ณ. เขารวมประชุมดวย น้ัน เม่ือคดีน้ีการประชุมในวาระดังกลาวเปนเพียงการรายงาน
ตอสภามหาวทิ ยาลยั ใหท ราบผลการดําเนินการทางวินัยแกผูฟองคดีเทาน้ัน โดยไมไดมีการวินิจฉัย
ในเรื่องการกระทําผิดวินัยของผูฟองคดี อันอาจทําใหกรรมการดังกลาวมีความโนมเอียงท่ีจะมี
มติไปตามความเห็นเดิมของตนที่ไดเคยพิจารณาไปแลว อันจะถือวาเปนเหตุที่มีสภาพรายแรง
ที่อาจทําใหการพิจารณาทางปกครองไมเปนกลาง กรณีจึงไมขัดตอมาตรา ๑๖ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ สวนท่ีผูฟองคดีอุทธรณวา ผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไมไดปฏิบัติใหเปนไป
ตามมาตรา ๖๒ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
แกไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเปนกฎหมายที่ใชบังคับในขณะนั้น ซ่ึงกําหนดให
ผถู ูกฟองคดที ี่ ๒ พจิ ารณาอทุ ธรณใหแลว เสรจ็ ภายในระยะเวลาที่กําหนดไวใ นขอบงั คับของ ก.พ.อ.
ซ่ึงตองไมเ กินเกาสิบวัน เม่ือผูถูกฟองคดีที่ ๒ ใชเวลาในการพิจารณาอุทธรณของผูฟองคดีเกินกวา
เกาสิบวัน การสอบสวนของผูถูกฟองคดีท่ี ๒ จึงไมชอบดวยกฎหมาย น้ัน โดยท่ีกฎหมายวาดวย
ระเบียบขาราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และขอบังคับของ ก.พ.อ. ดังกลาว
ไมมีบทบัญญัติหรือขอกําหนดใดบังคับไววา การสอบสวนที่ลวงพนกําหนดระยะเวลา เปนอันใช
ไมไดหรือตองเสียไป ระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ พิจารณาอุทธรณภายใน
๙๐ วันน้ัน จึงเปนเพียงระยะเวลาเรงรัดใหผูถูกฟองคดีที่ ๒ ดําเนินการพิจารณาอุทธรณใหเสร็จ
ภายในกําหนดระยะเวลาเทานั้น การไมดําเนินการภายในกรอบระยะเวลาดังกลาวจึงไมสงผลให
การพิจารณาอุทธรณแ ละคาํ วนิ ิจฉยั อุทธรณไ มชอบดวยกฎหมายหรอื เสียไป

เมื่อขอเท็จจริงปรากฏวา ผูฟองคดีใหการยอมรับวาใหผูกลาวหาไปชวยงาน
ท่ีบานพักในยามวิกาลและพักคางคืนท่ีบานพักของผูฟองคดีในบางครั้ง โดยมีพยานบุคคลยืนยัน

แนวคาํ วนิ ิจฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๕๑)
ตอคณะกรรมการสอบสวนวาเห็นผูกลาวหาเขาไปพักอาศัยท่ีบานพักของผูฟองคดีบอยครั้ง
สวนพยานทีผ่ ูฟองคดีอางเปนพยาน ไดแก นางสาว น. ซ่ึงใหถอยคําวา หากผูกลาวหาไมอยูหอพัก
ก็มักจะอยูที่บานผูฟองคดี อีกทั้ง ยังมีพยานหลายปากยืนยันวา ผูกลาวหาพักคางคืนอยูที่บานพัก
ของผูฟองคดีและพบผูกลาวหาในเวลาเชาตรูท่ีบานพักดังกลาว ทั้งในเวลาเดียวกันพยานก็เห็น
ผูฟองคดีเดินลงจากบานพักแลวหลบออกไปบริเวณปาดานหลังบานพัก ซึ่งผูฟองคดีก็
ใหการยอมรับวาผูกลาวหาอยูท่ีบานพักของผูฟองคดี แตผูฟองคดีไมอยูในบานในขณะน้ัน
ตลอดจนพยานท่ีอาศัยอยูบานพักขางเคียงหลายปากก็เห็นวามีนักศึกษาหญิงเขาออกบานพัก
ของผูฟ อ งคดีอยูเ ปน ประจาํ แมในเวลากลางคืน ตลอดจนเม่ือพิจารณาจากพฤติกรรมการติดตอกัน
ระหวางผูฟองคดีและผูกลาวหา ไมวาจะเปนทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส (อีเมล) ซึ่งใชถอยคํา
ท่ีแสดงถึงความสนิทสนมในเชิงชูสาวเกินกวาความสัมพันธฉันศิษยอาจารย หรือขอความ
ทางโทรศพั ทท่ีผูกลา วหาสง ใหผูฟองคดี และเมื่อเกิดปญหาขึ้นผูกลาวหานัดผูฟองคดีออกไปพูดคุย
และเรียกเงินจากผูฟองคดีเปนจํานวนมากเพ่ือแลกกับการไมไปแจงความจับผูฟองคดี สะทอนให
เห็นถึงความสนิทสนมของบุคคลทั้งสองเกินกวาปกติวิสัยของอาจารยกับลูกศิษยเชนกัน ตลอดจน
เมื่อพิจารณาพฤติการณของผูฟองคดีภายหลังการรองเรียนและไดรับคําส่ังพักราชการแลว
ปรากฏวาผูฟองคดีไดพยายามติดตอผูกลาวหาและญาติสองครั้ง พรอมท้ังเสนอประโยชน
ใหโดยถามผูกลาวหาวา อยากไดอะไร ประกอบกับผูฟองคดีใหความชวยเหลือทางการเงิน
แกผูกลาวหาหลายคร้ัง อันแสดงถึงความสนิทสนมเปนพิเศษระหวางผูฟองคดีและผูกลาวหา
แมผูฟองคดีจะอางวาทําไปเนื่องจากไดรับการรองขอจากญาติของผูกลาวหาใหชวยเปนธุระ
คอยดูแลแทน หรือทําดวยศีลธรรมจรรยาในฐานะศิษยอาจารยก็ตาม แตก็เปนการชวยเหลือ
ที่มากเกินกวาวิสัยหรือเกินกวาปกติที่อาจารยจะพึงชวยเหลือลูกศิษยโดยทั่วไป ดังนั้น
แมผูฟองคดีจะอางวาสนิทสนมกับผูกลาวหาเนื่องจากผูฟองคดีไดรับความไวเน้ือเชื่อใจจาก
ผูปกครองของผูกลาวหาท่ีฝากฝงใหดูแล แตเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมของผูฟองคดี ผูกลาวหา
และพยานหลักฐานอ่ืนท่ีเก่ียวของประกอบกัน นาเชื่อวาผูฟองคดีมีความสัมพันธทางเพศกับ
นักศึกษาผกู ลา วหาซงึ่ มิใชคูสมรสของตนจริง จึงเปนการกระทําผิดจรรยาบรรณของขาราชการพลเรือน
ในสถาบันอุดมศึกษาและพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาอยางรายแรง ตามขอ ๔ (๒) ของประกาศ
ก.พ.อ. เร่อื ง มาตรฐานของจรรยาบรรณที่พึงมีในสถาบันอุดมศึกษา ลงวันท่ี ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๑
เมื่อการกระทําของผฟู องคดีเปน การผิดจรรยาบรรณอยา งรายแรง ไมรักษาชื่อเสยี ง ไมรักษาเกียรติ
ศักดิ์ของตําแหนงหนาที่ราชการของตน จึงนับวาเปนการกระทําการอันไดชื่อวาเปนผูประพฤติชั่ว
อยางรายแรง จึงเปนความผิดวินัยอยางรายแรง ตามมาตรา ๔๔ แหง พ.ร.บ. ระเบียบขาราชการ
พลเรอื นในสถาบนั อุดมศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ผูถ ูกฟอ งคดีท่ี ๑ จึงมีอํานาจตามมาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง
แหงพระราชบญั ญตั ดิ งั กลาว ท่จี ะส่ังลงโทษปลดออกหรอื ไลผูฟองคดีออกจากราชการได แลวแตกรณี
ดังน้ัน การที่ผูถูกฟองคดีที่ ๑ (อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี) มีคําส่ังลงโทษ
ปลดผูฟองคดีออกจากราชการจึงชอบดวยกฎหมายแลว และการท่ีผูถูกฟองคดีที่ ๒ มีมติในการ
ประชุมเม่ือวันท่ี ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕ ใหยกอุทธรณของผูฟองคดีโดยอาศัยเหตุผลเดียวกัน

แนวคําวินจิ ฉยั ศาลปกครองสูงสดุ ฉบับ Day to Day ป ๒๕๖๓

(๒๕๒)
จึงชอบดวยกฎหมายเชนกนั สว นประเดน็ ทีผ่ ูฟองคดีโตแยงวา เม่ือศาลปกครองสูงสุดไดมีคําพิพากษา
ในคดีหมายเลขแดงที่ อ. ๖๕๑/๒๕๖๑ ใหเพิกถอนมติของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
ในการประชุมเม่ือวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ท่ีแตงตั้งนาย ป. เปนผูรักษาราชการแทน
ผูถูกฟองคดีที่ ๑ นับแตวันที่มีมติ ดังน้ัน คําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เรื่อง แตงตั้ง
คณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ และคําสั่งมหาวิทยาลัยราชภัฏ
กาญจนบุรี ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ ที่ลงนาม
โดยนาย ป. ในฐานะผูถูกฟองคดีที่ ๑ จึงไมชอบดวยกฎหมาย น้ัน คดีน้ีแมจะปรากฏภายหลังวา
การแตงตั้งนาย ป. เปนผูรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จะไมชอบดวยกฎหมาย อันเปน
เหตุใหตองพนจากตําแหนงผูรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีท่ี ๑ ยอนหลังไปถึงวันท่ีผูถูกฟองคดีท่ี ๒
มีมติแตงต้ังก็ตาม แตก็ไมกระทบกระเทือนถึงการใดท่ีนาย ป. ไดปฏิบัติไปตามอํานาจหนาที่
ในฐานะรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ รวมถึงการออกคําสั่งแตงตั้งคณะกรรมการสอบสวน
วินัยผูฟองคดี และคําสั่งลงโทษปลดผูฟองคดีออกจากราชการ ท่ีไดกระทําลงกอนวันท่ี ๙
กรกฎาคม ๒๕๖๑ ซึ่งเปน วนั ท่ีศาลปกครองสูงสุดมีคําพิพากษาใหเพิกถอนมติของผูถูกฟองคดีที่ ๒
ท่ีแตงต้ังผูรักษาราชการแทนผูถูกฟองคดีที่ ๑ หรือมีผลใหคําสั่งท้ังสองคําส่ังดังกลาวเปนคําส่ังที่
ไมชอบดวยกฎหมาย ทั้งนี้ ตามมาตรา ๑๙ แหง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
การที่ศาลปกครองชัน้ ตน พิพากษายกฟอ ง นั้น ศาลปกครองสูงสดุ เห็นพอ งดวย

พิพากษายนื

วินัยขา ราชการในกระบวนการยตุ ิธรรม

คําพิพากษาศาลปกครองสูงสดุ ที่ ฟ.๑๘/๒๕๖๓
ผูฟองคดีฟองวา เดิมผูฟองคดีรับราชการตําแหนงนักวิชาการอบรมและฝกอาชีพ

๖ ว ทัณฑสถานหญิงกลาง กรมราชทัณฑ ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ (กรมราชทัณฑ โดยอธิบดี
กรมราชทัณฑ) มีคําสั่งลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ
ฐานประพฤติช่ัวอยางรายแรง กรณีถูกกลาวหาวาชักชวนใหผูอ่ืนหลายรายสั่งซื้อทองคํารูปพรรณ
เมื่อไดรับเงินจากผูซื้อแลวไมไดนําทองคํารูปพรรณมามอบใหแกผูสั่งซ้ือและไมไดคืนเงินใหแก
ผูส่ังซ้ือ จนถูกดําเนินคดีอาญาขอหาฉอโกง ตอมา อ.ก.พ. กรมราชทัณฑในการประชุมเมื่อวันท่ี
๓๑ มีนาคม ๒๕๕๓ ไดมีมติใหยกเลิกคําสั่งดังกลาว เนื่องจากออกโดยไมชอบดวยกฎหมาย
ผูถูกฟองคดีท่ี ๑ จึงไดมีคําส่ังลงวันท่ี ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ยกเลิกคําสั่งดังกลาวและมีคําสั่งให
ลงโทษไลผูฟองคดีออกจากราชการ ฐานกระทําการอันไดชื่อวาเปนผูประพฤติช่ัวอยางรายแรง
อันเปนการกระทําผิดวินัยอยางรายแรง ตามมาตรา ๙๘ วรรคสอง แหง พ.ร.บ. ระเบียบ
ขาราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยใหมีผลยอนหลังต้ังแตวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๒ ผูฟองคดี
อทุ ธรณค าํ ส่ังของผถู กู ฟอ งคดที ่ี ๑ ทง้ั สองคาํ สัง่ ดังกลาวตอผูถูกฟองคดีที่ ๒ (คณะกรรมการพิทักษ
ระบบคุณธรรม) ซึ่งผูถูกฟองคดีที่ ๒ ไดพิจารณาแลวเห็นชอบดวยกับคําสั่งของผูถูกฟองคดีท่ี ๑

แนวคําวนิ ิจฉัยศาลปกครองสงู สดุ ฉบบั Day to Day ป ๒๕๖๓


Click to View FlipBook Version