โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลงั การเรยี นรูข้ องครู
สูก่ ารพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ิทัลของนักเรยี น
สุขฤทยั พรหมรบั
ดษุ ฎีนพิ นธน์ เ้ี ปน็ สว่ นหน่งึ ของการศึกษาตามหลักสูตรศกึ ษาศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
พทุ ธศกั ราช 2565
โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลงั การเรยี นรูข้ องครู
สูก่ ารพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ิทัลของนักเรยี น
สุขฤทยั พรหมรบั
ดษุ ฎีนพิ นธน์ เ้ี ปน็ สว่ นหน่งึ ของการศึกษาตามหลักสูตรศกึ ษาศาสตรดษุ ฎีบณั ฑติ
สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั
พทุ ธศกั ราช 2565
ONLINE PROGRAM TO EMPOWER TEACHER LEARNING TO
DEVELOP STUDENTS’ DIGITAL LITERACY SKILLS
SUKRUTHAI PROMRUB
A DISSERTATION SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS
FOR THE DOCTOR DEGREE OF EDUCATION
PROGRAM IN EDUCATIONAL ADMINISTRATION
FACULTY OF EDUCATION
MAHAMAKUT BUDDHIST UNIVERSITY
2022
ง
บทคัดยอ่
หวั ข้อดษุ ฎนี ิพนธ์ : โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครู สู่การพัฒนาทักษะ
การร้ดู ิจิทลั ของนกั เรยี น
ชื่อนักศึกษา
ช่อื ปรญิ ญา : สขุ ฤทัย พรหมรับ
สาขาวชิ า : ศกึ ษาศาสตรดุษฎีบัณฑติ
ปีพทุ ธศกั ราช : การบรหิ ารการศึกษา
อาจารย์ที่ปรึกษา : 2565
: รองศาสตราจารย์ ดร.วโิ รจน์ สารรตั นะ
การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา “โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครู สู่
การพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ิทัลของนักเรยี น” โดยระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้วยแนวคิด พัฒนา
ครูให้มีความรู้แล้วกระตุ้นให้นำความรู้เหล่านั้นสู่การปฏิบัติก็จะก่อให้เกิดพลัง ให้การปฏิบัติงานใน
หน้าท่ีเปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพและประสิทธิผล ประกอบดว้ ยโครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครู
และโครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียน จากผลการดำเนินงานขั้นตอน R1&D1 ถึง
R4&D4 ทำให้ได้ค่มู ือเพ่ือการเรียนรู้ของครู 6 ชดุ และคมู่ ือเชิงปฏิบัตกิ ารเพ่ือครนู ำผลการเรียนรู้สู่การ
พัฒนานักเรียน 1 ชุด และจากผลการทดลองใช้คู่มือในขั้นตอน R5&D5 กับครู 10 รายและนักเรียน
60 ราย โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองดีไซน์การทดสอบก่อนและหลังการพัฒนา ในโรงเรียนที่มี
ลักษณะเป็นตัวแทนของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า คู่มือที่
พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามสมมติฐานการวิจัย คือ ครูมีผลการทดสอบความรู้เป็นไปตาม เกณฑ์
มาตรฐาน 90/90 ครูมีคะแนนเฉลี่ยจากผลการทดสอบความรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยจากผลการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล หลังการ
พัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งแสดงให้เห็นวา่ คู่มือเพื่อการเรยี นรู้และเพ่ือ
การนำไปปฏบิ ตั ขิ องครูประกอบโครงการในโปรแกรมออนไลน์ท่พี ัฒนาข้นึ มีประสิทธภิ าพท่สี ามารถจะ
นำไปเผยแพร่เพื่อใช้ประโยชน์กับประชากรที่เป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้น
พื้นฐานไดท้ กุ โรงท่วั ประเทศ
คำสำคัญ : ทักษะการรู้ดิจิทลั , โปรแกรมออนไลน์, การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง, การวจิ ัยและพัฒนา
จ
ABSTRACT
Dissertation Topic : Online Program to Empower Teacher Learning to Develop
Students’ Digital Literacy Skills
Student’s Name
Degree Sought : Sukruthai Promrub
Department : Doctor of Education
Anno Domini : Educational Administration
Advisor : 2022
: Assoc. Prof. Dr. Wirot Sanrattana
This study aimed at employing Research and Development Methodology (R&D) to
create an “Online Program to Empower Teacher Learning to Develop Students’ Digital Literacy
Skills,” which was based on the notions that “Knowledge and Action are Power” and
“Students are the Ultimate Goal of Any Educational Management.” The study consisted of
projects focusing on Teacher learning development and a project, in which teachers could
use learning outcomes to help the students to make progress. As a result of the R1 & D1 to
R4 & D4 stages, six sets of teacher learning manuals and one workshop manual were created
so that the instructors could apply learning outcomes to student development. The results
were obtained from experimenting with manuals in the R5 & D5 stage with 10 teachers and
60 students using a one group pre-test/post-test design experimental research in schools that
are representative of educational opportunity expansion schools under the Office of the Basic
Education Commission. It was found that the developed manuals had been effective
according to the research hypothesis : 1) the Teachers had test results of learning outcomes
that had met the standard criteria of 90/90, 2) the Teachers’ post-test results had been
significantly higher than the pre-test results, and 3) the students’ post-test results had been
significantly higher than the pre-test results. These factors demonstrated that the manuals for
learning and implementation for the teachers in the developed online program had been
effective and could be disseminated across the country for the benefit of the population of
educational opportunity expansion schools under the Office of the Basic Education Commission.
Keywords : Digital literacy skills, Online program, Self-learning module, Research and development
กิตติกรรมประกาศ
ดษุ ฎีนิพนธเ์ ลม่ น้ี ประสบความสำเร็จลุล่วงได้ดว้ ยดี ด้วยความกรุณาอย่างยิ่งจากท่านอาจารย์
ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร. วิโรจน์ สารรัตนะ ที่ให้คำปรึกษาแนะนำ และอบรมสั่งสอนความรู้อันมี
คา่ ยิง่ อทุ ศิ เวลาอนั มีค่าให้กับศิษย์ ช่วยเหลอื ทุกข้ันตอนของการทำวิจยั ต้ังแต่เร่ิมจนกระทั่งสำเร็จ ผู้วิจัย
รสู้ กึ ซาบซง้ึ และกราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่านอาจารยเ์ ป็นอย่างสูง
ผู้วิจัยขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันที่ประสิทธิประสาทความรู้ คุณธรรม
จริยธรรม ด้านสาขาวิชาการบริหารการศึกษาระดับปริญญาเอก ความสำเร็จในการศึกษาระดับปริญญา
เอกในครงั้ น้ี ผ้วู จิ ยั ขอกราบขอบพระคุณคณาจารย์ทุกท่าน พระครสู ุธีจริยวฒั น์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.
พระครูธรรมาภิสมัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พระมหาศุภชัย สุภกิจฺโจ, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. และ
ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วิทลู ทาชา ทเ่ี ปน็ แรงบันดาลใจจุดประกายแนวคิดในการศึกษา พรอ้ มทั้งคอยให้
กําลังใจ ให้คำแนะนํา สนับสนุนส่งเสริม และผลักดันแม้ในยามท้อแท้ให้ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวง ผู้วิจัย
ขอขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพศาล สุวรรณน้อย ที่กรุณาเป็นประธานคณะกรรมการสอบ ให้
ความอนุเคราะห์เมตตาให้คำปรึกษาตลอดจนตรวจสอบข้อบกพร่องต่าง ๆ ในการปรุงแก้ไขเนื้อหา
งานวิจัย ขอบคุณบุคลากรทุกท่าน เจ้าหน้าที่งานบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
วิทยาเขตอสี าน ทค่ี อยดแู ล ใหค้ ำแนะนำและชว่ ยเหลือตลอดระยะเวลาท่ศี ึกษาทีม่ หาวทิ ยาลัยแหง่ นี้
งานวิจัยนี้จะสำเร็จมิได้หากมิได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและ
คณะครูผู้ทรงเกยี รตทิ ุกท่านทเ่ี ข้ารว่ มทุกกิจกรรมการตรวจสอบเครื่องมือวจิ ัย ทช่ี ว่ ยสะทอ้ นและชี้แนะใน
การปรับปรุงจนได้เครื่องมือที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู
โรงเรยี นบ้านหนองแวงบวรวิทย์ทุกท่านท่ีได้อำนวยความสะดวก และเสยี สละเวลาให้ความร่วมมือในการ
เกบ็ รวบรวมข้อมูลเปน็ อย่างดีย่ิง ขอบคุณมิตรภาพจากเพ่ือนรว่ มรุ่นสาขาวชิ าการบริหารการศึกษา รุ่นที่
6 ทุกท่าน เป็นกัลยาณมิตรทั้งยามทุกข์และยามสุขตลอดการเรียนในหลักสูตร และกัลยาณมิตรพี่น้อง
ท่านอ่ืนท่มี ิได้เอย่ นามทงั้ หมดที่ให้กำลังใจ ชว่ ยเหลือทุกอย่างดว้ ยดีตลอดมา
ทา้ ยท่สี ุดนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ผ้ใู หก้ ำเนดิ และญาติพน่ี ้องครอบครัวพรหมรับ
ทุกคน ผู้มอบโอกาสทางการศึกษา เป็นกำลังใจสำคัญในการดำเนินชีวิตและการศึกษาต่อจนถึงระดับ
ดุษฎีบัณฑิตจนประสบความสำเร็จ หากดุษฎีนิพนธ์เล่มนี้ก่อให้เกิดคุณประโยชน์ คุณงามความดีทั้งปวง
ผวู้ จิ ยั ขอมอบแดผ่ มู้ พี ระคุณทุกทา่ น
สุขฤทัย พรหมรับ
สารบัญ
หน้า
บทคดั ยอ่ ภาษาไทย............................................................................................. ง
บทคัดยอ่ ภาษาองั กฤษ........................................................................................ จ
กติ ติกรรมประกาศ.............................................................................................. ฉ
สารบัญ............................................................................................................... ช
สารบัญตาราง..................................................................................................... ญ
สารบัญภาพ........................................................................................................ ฏ
บทท่ี
1 บทนำ........................................................................................................ 1
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา………………………………..….……………….. 1
1.2 คำถามการวจิ ยั ................................................................................................... 6
1.3 วัตถุประสงค์การวจิ ยั .......................................................................................... 7
1.4 สมมติฐานการวจิ ยั ............................................................................................. 7
1.5 กรอบแนวคดิ ของการวิจัยในสาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา……………………….. 8
1.6 ขอบเขตการวจิ ัย................................................................................................ 10
1.7 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ................................................................................................ 10
1.8 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั .................................................................................. 12
2 เอกสาร และงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้อง................................................................ 14
2.1 หลกั ธรรมเพ่ือคณุ ภาพและความสำเรจ็ ของงานวิจยั …………………………….…….. 14
2.2 การวิจัยและพฒั นา : แนวคดิ และแนวปฏบิ ัติเพื่อการวิจัย...…………………..……. 23
2.3 แนวคิดเชงิ ทฤษฎีเกีย่ วกบั ทักษะการรู้ดจิ ิทัล…………………………………………..…. 28
2.4 บริบทโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศกึ ษา สังกดั สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร: ประชากร (Population)
ที่เปน็ กลมุ่ เปา้ หมายในการนำผลการวิจัยไปใช้………………………...……………….. 101
2.5 บรบิ ทโรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวทิ ยอ์ ำเภอเมอื งขอนแก่น
จงั หวัดขอนแก่น: พ้นื ท่ที ดลอง (Experimental Area) ในการวจิ ัย……………… 110
2.6 กรอบแนวคดิ เพอ่ื การวิจัย................................................................................. 117
3 วิธดี ำเนนิ การวิจยั ………………………………………………………………..…………… 124
3.1 ข้ันตอนท่ี 1 การจัดทำคมู่ ือประกอบโครงการ................................................... 125
3.2 ขัน้ ตอนที่ 2 การตรวจสอบคณุ ภาพของคมู่ อื และการปรบั ปรุงแกไ้ ข................. 127
3.3 ขน้ั ตอนที่ 3 การสรา้ งเครอื่ งมอื เพอื่ การทดลองในภาคสนาม............................ 128
3.4 ขน้ั ตอนที่ 4 การทดลองในภาคสนาม (Trial)…………………………………………….. 136
ซ
สารบัญ (ตอ่ )
บทที่ หน้า
3.5 ขั้นตอนท่ี 5 การเขียนรายงานผลการวจิ ัยและการเผยแพรผ่ ลงานวิจัย............. 139
3.6 แผนดำเนินการวจิ ัยโดยภาพรวม……………………………………………………………… 140
4 ผลการดำเนนิ การวิจัยและการวิเคราะห์ข้อมูล …………………………….……… 141
4.1 ขั้นตอนที่ 1 ผลการจดั ทำคมู่ ือประกอบโครงการ.............................................. 141
4.2 ขน้ั ตอนที่ 2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของคมู่ ือและการปรับปรุงแก้ไข............ 144
4.3 ขั้นตอนท่ี 3 ผลการสรา้ งเครอ่ื งมือเพื่อการทดลองในภาคสนาม....................... 148
4.4 ขน้ั ตอนที่ 4 ผลการทดลองในภาคสนาม (Trial)............................................... 161
5 โปรแกรมออนไลนเ์ พอ่ื เสรมิ พลงั การเรยี นรูข้ องครูสู่การพฒั นาทักษะ
การรู้ดิจิทัลของนักเรยี น : นวัตกรรมจากการวิจยั และพฒั นา...................... 191
5.1 คู่มือชดุ ท่ี 1 ทัศนะเกี่ยวกบั นิยามของทักษะการรู้ดิจทิ ัล................................... 195
5.2 คมู่ ือชุดที่ 2 ทัศนะเกย่ี วกบั ความสำคัญของทักษะการรู้ดิจทิ ลั .......................... 203
5.3 คมู่ อื ชดุ ที่ 3 ทัศนะเกีย่ วกบั ลกั ษณะท่ีแสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทลั ……….............. 210
5.4 คู่มือชดุ ท่ี 4 ทัศนะเกีย่ วกบั แนวทางการพัฒนาทกั ษะการรู้ดจิ ทิ ลั ……............... 217
5.5 คู่มอื ชุดท่ี 5 ทัศนะเกี่ยวกับข้ันตอนการพฒั นาทักษะการรู้ดจิ ิทัล...................... 227
5.6 คูม่ อื ชุดท่ี 6 ทัศนะเก่ยี วกับการประเมินทักษะการรู้ดิจิทลั …….......................... 234
5.7 คมู่ ือประกอบโครงการครผู ูส้ อนนำความรสู้ กู่ ารพฒั นานกั เรียน........................ 252
6 สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ.............................................................. 263
6.1 สรุปผลการวิจัย................................................................................................. 264
6.2 อภิปรายผล…….................................................................................................. 269
6.3 ข้อเสนอแนะ……………….................................................................................... 273
บรรณานุกรม............................................................................................ 276
ภาคผนวก................................................................................................ 284
ภาคผนวก ก รายชอื่ และสถานภาพของครทู ี่เปน็ กล่มุ เป้าหมายในการตรวจ
ค่มู ือ ครงั้ ที่ 1.................................................................................................... 285
ภาคผนวก ข หนงั สือของบัณฑติ วทิ ยาลยั เพอื่ ขอความร่วมมอื จากครู
ทเี่ ป็นกลมุ่ เป้าหมายในการตรวจคมู่ อื คร้งั ท่ี 1.................................................. 287
ภาคผนวก ค รายชื่อและสถานภาพของครูท่ีเป็นกลมุ่ เปา้ หมายในการตรวจ
คมู่ ือ ครงั้ ท่ี 2..................................................................................................... 290
ภาคผนวก ง หนงั สือของบัณฑติ วทิ ยาลยั เพ่ือขอความรว่ มมอื จากครทู ี่เป็น
กลุ่มเปา้ หมายในการตรวจคู่มือ ครง้ั ที่ 2............................................................ 292
ภาคผนวก จ รายชื่อและสถานภาพของผู้ทรงคุณวฒุ ใิ นการตรวจสอบความสอดคลอ้ ง
ของขอ้ คำถามกบั วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ในแบบทดสอบผลการเรยี นรขู้ องครู.......... 297
ฌ
สารบัญ (ตอ่ )
บทที่ หน้า
ภาคผนวก ฉ หนงั สือของบณั ฑิตวิทยาลัยเพ่ือขอความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวฒุ ิ
เพื่อตรวจสอบความสอดคลอ้ งของขอ้ สอบกับวตั ถุประสงค์การเรยี นรใู้ น
แบบทดสอบผลการเรียนรขู้ องครู...................................................................... 299
ภาคผนวก ช แบบตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบกับวตั ถุประสงค์การ
เรยี นรู้ในแบบทดสอบผลการเรียนร้คู รู............................................................... 301
ภาคผนวก ซ แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครทู ่ีเปน็ Google Form.................... 316
ภาคผนวก ฌ หนังสอื จากบัณฑติ วทิ ยาลัยถงึ โรงเรียนเพือ่ ขออนญุ าตทดลองใช้
แบบทดสอบผลการเรียนรขู้ องครกู ับครูในโรงเรียน............................................ 326
ภาคผนวก ญ รายช่ือและสถานภาพของผทู้ รงคุณวฒุ ิในการตรวจสอบความ
สอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงคก์ ารพฒั นาในแบบประเมนิ ทักษะ
การรู้ดจิ ิทัลของนักเรยี น..................................................................................... 330
ภาคผนวก ฎ หนงั สอื ของบัณฑิตวทิ ยาลัยเพ่ือขอความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ
เพอื่ ตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวตั ถุประสงคก์ ารพฒั นาใน
แบบประเมินทักษะการรู้ดิจทิ ัลของนักเรยี น...................................................... 332
ภาคผนวก ฏ แบบตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกบั วตั ถุประสงค์การ
พัฒนาในแบบประเมินทักษะการรู้ดจิ ทิ ลั ของนักเรยี น....................................... 334
ภาคผนวก ฐ แบบประเมนิ ตนเองของนักเรียนท่ีเป็นกลมุ่ เป้าหมายในการพฒั นา
Google Form.................................................................................................. 340
ภาคผนวก ฑ หนังสือของบณั ฑติ วิทยาลยั เพ่ือขอความรว่ มมือจากสถานศึกษา
เพอื่ การทดลองใชแ้ บบประเมินทักษะทักษะการรู้ดิจิทลั ของนกั เรยี น................ 348
ภาคผนวก ฒ ผลการวิเคราะหค์ ่าสมั ประสทิ ธิ์สหสมั พันธข์ องความเช่ือม่นั
โดยใช้วิธีของครอนบาคของแบบประเมินทักษะการรู้ดิจทิ ัลของนักเรียน........... 350
ภาคผนวก ณ หนงั สือของบัณฑติ วทิ ยาลยั เพ่ือขอความร่วมมอื จากสถานศึกษา
ท่เี ป็นพื้นท่ีในการวิจยั เชงิ ทดลอง....................................................................... 354
ภาคผนวก ด รายช่ือและสถานภาพของครูท่ีเปน็ กลมุ่ ทดลอง.................................. 356
ภาคผนวก ต ผลการวเิ คราะห์เปรยี บเทยี บผลการทดสอบผลการเรียนรูข้ องครู
ทีเ่ ป็นกลุ่มทดลองก่อนและหลังการพัฒนาโดยใช้การทดสอบที (t-test)........... 358
ภาคผนวก ถ ผลการวเิ คราะห์เปรียบเทียบผลการประเมนิ ทักษะการรู้
ดจิ ทิ ัลของนักเรยี นก่อนและหลังการพฒั นาโดยใช้การทดสอบที (t-test)........... 360
ประวตั ิผูว้ ิจยั .............................................................................................. 362
สารบัญตาราง
ตารางท่ี หนา้
2.1 สถานศึกษาสังกดั สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาแบ่งตามภูมภิ าค............. 109
2.2 ขอ้ มูลนักเรยี นของโรงเรยี นบา้ นหนองแวงบวรวิทย์ ปีการศึกษา 2563........................ 110
2.3 ค่าเฉล่ียผลการทดสอบเพ่ือประเมินความสามารถในการอ่าน (Reading Test :
RT) ระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1.................................................................................. 112
2.4 ค่าเฉลยี่ ผลการทดสอบความสามารถพืน้ ฐานของผ้เู รียนระดับชาติ (NATIONAL
TEST : NT) ระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3..................................................................... 112
2.5 ค่าเฉลยี่ ผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติขน้ั พืน้ ฐาน (O-NET) ปีการศึกษา
2562 ระดบั ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6.............................................................................. 112
2.6 คา่ เฉล่ยี ผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาตขิ ้ันพนื้ ฐาน (O-NET) ปกี ารศึกษา
2562 ระดับชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3................................................................................. 113
2.7 แนวคดิ เชงิ ระบบของขอ้ เสนอทางเลอื กท่ีหลากหลายในเชงิ วชิ าการหรอื ทฤษฎี
(Academic or theoretical Alternative Offerings) ท่ไี ด้จากการศึกษา
วรรณกรรมทีเ่ กยี่ วขอ้ งของผูว้ จิ ยั : กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ........................................ 119
3.1 เกณฑ์การพจิ ารณาคา่ ความยากง่าย (p) ของข้อสอบ.................................................. 131
3.2 เกณฑ์การพิจารณาคา่ อำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบ.................................................. 132
3.3 แสดงกจิ กรรมและระยะเวลาในโครงการพัฒนาครูผสู้ อน.............................................. 137
3.4 แสดงกจิ กรรมและระยะเวลาในโครงการครนู ำผลการเรยี นรู้สกู่ ารพัฒนานักเรียน........ 138
4.1 ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบกับวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ใน
แบบทดสอบผลการเรียนรขู้ องครู................................................................................. 150
4.2 คะแนนจากการทดลองใช้ (Try-Out) แบบทดสอบผลการเรียนรูข้ องครกู บั ครู
ท่เี ปน็ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย เพอื่ วเิ คราะห์ความยากง่าย การกระจาย
ความเชือ่ มน่ั ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ และค่าสัมประสิทธ์ิความเชื่อมนั่
ด้วยวิธีการของ Kuder-Richardson………………………………………………………………….. 152
4.3 เกณฑ์การพจิ ารณาค่าความยากงา่ ย (p) ของข้อสอบ.................................................. 154
4.4 เกณฑ์การพิจารณาคา่ อำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบ.................................................. 154
4.5 แสดงค่าความยากงา่ ย (p) คา่ อำนาจจำแนก (r) และผลการพจิ ารณาคณุ ภาพ
ของขอ้ สอบรายข้อ....................................................................................................... 155
4.6 ผลการตรวจสอบความสอดคลอ้ งของข้อคำถามกับวตั ถปุ ระสงค์การพัฒนา
ในแบบประเมนิ ทักษะการรู้ดิจิทลั ของนักเรียน............................................................ 158
4.7 ผลการวิเคราะห์คา่ สัมประสทิ ธแ์ิ อลฟาของความเชื่อมน่ั ของแบบประเมินทักษะ
การรดู้ ิจิทลั ของนักเรียนจำแนกเปน็ รายดา้ นและโดยรวม............................................ 160
ฎ
สารบญั ตาราง (ตอ่ )
ตารางที่ หนา้
4.8 ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครทู ่ีเป็นกล่มุ ทดลองกอ่ นการพฒั นา (Pre-test)......... 163
4.9 ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูท่ีเป็นกลมุ่ ทดลองหลังการพัฒนา (Post-test)....... 166
4.10 ผลการทดสอบคา่ ที (t-test) เปรียบเทียบความแตกตา่ งอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ
ระหว่างคะแนน “ก่อน” และ “หลงั ” การพฒั นาเพ่ือการเรียนรขู้ องครู...................... 168
4.11 ผลการวิเคราะหผ์ ลการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครูตามเกณฑม์ าตรฐาน 90/90....... 170
4.12 ค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
จากผลการประเมินทักษะการรู้ดจิ ิทลั ของนักเรียนก่อนการพัฒนา (Pre-test).................... 172
4.13 ผลการประเมนิ ตนเองของครูทเี่ ปน็ กลุม่ ทดลองในการนำข้อเสนอทางเลอื กที่เปน็
หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วธิ ีการ / กิจกรรมไปใช้ในการพัฒนาทักษะการรู้
ดจิ ิทัลใหก้ ับนกั เรียน..................................................................................................... 178
4.14 ผลการประเมนิ ตนเองของครูทีเ่ ป็นกลุม่ ทดลองในการนำข้อเสนอทางเลือกทเี่ ป็น
ขนั้ ตอนการพฒั นาไปใชใ้ นการพัฒนาทักษะการร้ดู ิจิทลั ให้กับนักเรียน........................ 181
4.15 ค่าเฉล่ีย (Mean : ) และค่าสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
จากผลการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนหลังการพัฒนา (Post-test).................. 186
4.16 ผลการทดสอบคา่ ที (t-test) เปรียบเทยี บความแตกตา่ งอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิ
ระหว่างคะแนน “ก่อน” และ “หลงั ” การพัฒนา........................................................ 188
สารบัญภาพ
ภาพท่ี หน้า
2.1 หลกั ธรรมเพอื่ คุณภาพและความสำเรจ็ ของงานวิจยั ........................................................... 23
2.2 แนวคดิ และขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาตามทศั นะของวโิ รจน์ สารรัตนะ............................ 24
2.3 ขั้นตอนเชิงกลยทุ ธ์ส่คู วามสามารถดา้ นดจิ ิทัลขององคก์ ร……………..................................... 67
2.4 ตราสัญลักษณ์ของสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน………………………………… 106
2.5 โครงสรา้ งการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน…………. 107
3.1 ข้นั ตอนของการวจิ ยั และพฒั นาในงานวจิ ัย.......................................................................... 125
3.2 กรอบแนวคิดในการจดั ทำคู่มือเพ่ือพฒั นาทกั ษะการรู้ดิจิทัล………...................................... 127
4.1 แสดงคู่มือโปรแกรมออนไลน์และปกของค่มู ือประกอบโครงการพัฒนาเพ่ือการเรียนรู้
ของครเู กีย่ วกบั การพฒั นาทักษะการรู้ดจิ ิทัล....................................................................... 143
4.2 แสดงปกของค่มู ือประกอบโครงการครูนำผลการเรยี นรู้สู่การเสริมสรา้ งทกั ษะการรู้
ดิจทิ ัลใหแ้ กน่ ักเรยี น............................................................................................................ 144
4.3 การตรวจสอบคุณภาพของคมู่ ือและการปรบั ปรุงแกไ้ ข ณ โรงเรยี นบา้ นสรา้ งแป้นดอน
นาแพง............................................................................................................................. ... 145
4.4 การตรวจสอบคุณภาพของคู่มือและการปรับปรุงแก้ไข ณ โรงเรียนสวนมอนไคร่นุ่นวงั หนิ ..... 147
4.5 การตรวจสอบคุณภาพของคูม่ ือและการปรบั ปรงุ แกไ้ ข ณ โรงเรียนชมุ ชนบา้ นไผ่
ยิง่ ยงอทุ ิศ............................................................................................................................ 147
4.6 การประชมุ ช้ีแจงรายละเอยี ดโครงการวิจัย และการทดสอบผลการเรียนร้ขู องครู
ทีเ่ ป็นกลมุ่ ทดลองกอ่ นการพัฒนา (Pre-test) ณ โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวทิ ย์.............. 162
4.7 ครทู เี่ ปน็ กลุ่มทดลองศกึ ษาคมู่ อื ประกอบโครงการทง้ั สองโครงการโดยหลักการเรยี นรู้
ด้วยตนเอง (Self-Learning) ............................................................................................. 164
4.8 การประชุมชี้แจงระเบยี บวธิ ีวิจัยให้กับครูที่เป็นกลุ่มทดลอง............................................... 172
4.9 ครูท่เี ป็นกลุ่มทดลองนำผลการเรยี นรสู้ ู่การพฒั นานักเรียน................................................. 177
บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา
ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลนั้นได้เข้ามาเปลี่ยนแปลง
การทำงานและหลายอุตสาหกรรมต้องเผชิญสภาวะการพลิกผันทางดิจิทัล (Digital Disruption)
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ ในโลกยุคปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ
แต่ละประเทศจึงมีการเรียนรู้ เพื่อปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
และเตรียมพรอ้ มทจี่ ะเผชิญต่อปญั หาต่าง ๆ ทจ่ี ะส่งผลต่อคณุ ภาพของมนุษย์ และวงการการศึกษาเอง
ก็ย่อมเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ๆ
เขา้ มาใชใ้ นโรงเรยี น บทบาทของเทคโนโลยีดิจทิ ัลได้เปล่ยี นแปลงวิธีการที่ผูค้ นสามารถเรยี นรสู้ ง่ิ ต่าง ๆ
ได้อย่างมากมาย เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการการศึกษา และมีความก้าวกระโดด
อย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร การโต้ตอบ และการทำงานของประชากร
โดยที่เทคโนโลยียังได้เปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ในเยาวชน การเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมี
รูปแบบที่เป็นที่รู้จัก คือ การเรียนการสอนออนไลน์ และการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
(e-Learning) ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้จากการถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งมีศักยภาพในการปรับปรุงการเรียนรู้ในระยะยาวอีกด้วย (Loveless, 2019) และเปน็ สิง่ สำคัญท่ีสุด
สำหรับนักเรียนในอนาคตการทำงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เราจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้ข้อมูลให้ถูก
หลัก สร้างความคิดเห็นกับสิ่งใหม่ ๆ และเทคโนโลยีดิจิทัลจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
และรวดเร็ว (Western Sydney University, 2018) นอกจากนี้การเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล
(Digital Literacy) จะช่วยเพิ่มทักษะที่หลากหลาย และมีจำเป็นต่อความก้าวหน้า ในอนาคต
การทำงานจะใช้งานเทคโนโลยดี ิจิทัลเพ่ิมมากขนึ้ เม่อื สอ่ื สิ่งพมิ พเ์ ริ่มหายไป ทำใหก้ ารเข้าถึงข้อมูลทาง
ออนไลน์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักเรียนที่ขาดทักษะความรู้ด้านดิจิทัล อาจจะพบว่าตัวเอง
จะตอ้ งเสยี เปรยี บคนอนื่ ๆ เปรยี บเสมือนกบั ผู้ทไ่ี มส่ ามารถอา่ นออก เขยี นได้ (Lynch, 2017)
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิม่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 เนื่องจากแผนการศึกษา
แห่งชาติฉบับเดิมได้สิ้นสุดลง กระทรวงศึกษาธิการจึงได้จัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ปีพุทธศักราช
2560-2579 และเพื่อให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579)
โดยได้ศึกษาสภาวการณ์ และบริบทแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศ
ซึ่งมียุทธศาสตร์ท่ี 4 เป็นยุทธศาสตร์ที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความ
เท่าเทียมทางการศึกษา ให้แก่คนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ และทุกระดับการศึกษาในการเข้าถึง
การศึกษา และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง รวมทั้งระบบข้อมูล
รายบคุ คลและสารสนเทศทางการศึกษาทีค่ รอบคลมุ ถกู ต้อง เปน็ ปจั จุบนั เพือ่ การวางแผนการบริหาร
จัดการศึกษา การติดตามประเมิน และรายงานผล และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลแบบ
2
ก้าวกระโดดที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งความจำเป็นในการจัดทำแผน
การศึกษาแห่งชาติ คือ ความท้าทายที่เป็นพลวัตของโลกศตวรรษท่ี 21 ทั้งในส่วนที่เป็นแรงกดดัน
ภายนอก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของบริบทเศรษฐกิจและสังคมโลก อันเนื่องจากการปฏิวัติดิจิทัล
(Digital Revolution) นวัตกรรมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลอยา่ งก้าวกระโดด ก่อให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างฉับพลัน (Disruptive Technology) ซึ่งนอกจากจะส่งผลกระทบ
ต่อระบบเศรษฐกจิ แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในประเทศตา่ ง ๆ ทว่ั โลกท่ีต้อง
เผชิญกับเทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันมากมาย ทั้งด้านการเรียนการสอนในสถานศึกษา
เทคโนโลยีสารสนเทศจึงเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ดังนั้น เยาวชนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้
และเข้าใจเก่ียวกับเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้รูเ้ ท่าทนั และนำไปใช้ให้เกิดประโยชนต์ ่อตนเอง สังคมและ
ประเทศต่อไป ซึง่ เป็นบทบาทของการศึกษาทต่ี ้องพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีทกั ษะและความรูใ้ นเรื่อง
ดังกล่าว ถือเป็นความท้าทายต่อระบบการศึกษา การจัดการเรียนการสอนและกระบวนการเรียนรู้
ตลอดชีวิตที่ต้องปรับให้อยู่บนฐานของนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งเอื้อต่อคนทุกกลุ่มให้
สามารถเข้าถงึ ส่อื การเรยี นร้ทู ีห่ ลากหลาย ในสภาวการณ์ปัจจบุ ันของประเทศไทย การผลิตและพฒั นา
กำลังคนในภาคการศึกษายังคงเป็นไปตามศักยภาพ และความพร้อมของแต่ละสถาบันการศึกษา
มุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพผู้เรียน และผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดทักษะที่สำคัญจำเป็น
เช่น ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และทักษะดิจิทัล (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2560)
จากความสำคัญที่ได้กล่าวถึงในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงได้
นำเสนอวิธีการ เพื่อเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลรูปแบบการเรียนการสอนด้วยสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ผสมผสาน กับการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์ เพื่อช่วยแก้ไขต้นตอ
สาเหตุของปัญหาการศึกษาไทย คุณภาพการศึกษา และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีสาเหตุ
ส่วนหนึ่งจากการจำกัดความรู้อยู่ที่หนังสือตำราเรียน ที่ยังขาดการสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ
ด้วยแพลตฟอร์มเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะพลิกโฉมการจัดการศึกษา ยกระดับคุณภาพ ลดความ
เหลือ่ มล้ำและสร้างความสามารถ พฒั นาการศึกษาใหไ้ ดม้ าตรฐานสากลและสามารถแขง่ ขนั ได้
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 12 พ.ศ. 2560-2564 และแนวคิด
ประเทศไทย 4.0 เป็นโมเดลขับเคลื่อนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ได้มีการกล่าวถึงการ
นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
การใช้นวัตกรรม การปฏิรูปกระบวนการทางธุรกิจ การผลิต การค้า และการบริการ การปรับปรุง
ประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน (สำนักงาน
คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560) ดังนั้น เพื่อพัฒนาคนตอบสนอง
กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่การศึกษา ซึ่งงานวิจัยนี้ได้นำเอา
เทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์และเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียน
การสอน
ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีนโยบายและจดุ เน้น เพื่อให้ส่วนราชการ
ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยึดเป็นกรอบการดำเนินงานในการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่าย
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 พร้อมทั้งขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการศึกษาให้มีคุณภาพ
ประสิทธิภาพในทุกมิติ โดยใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า เพื่อมุ่งเป้าหมาย คือ ผู้เรียนทุกช่วงวัย
3
โดยการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ทำการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจทิ ัลเพ่ือการเรียนรู้
และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ให้ผู้เรียน นโยบายด้านการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่ม
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยใช้ทักษะดิจิทัล เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ
การให้บริการและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการเรียนรู้
แก่ผู้เรียนทกุ ระดับการจัดการศึกษา เป็นมาตรการในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยดี ิจิทัล ในการส่งเสรมิ
สนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ตามความต้องการและความถนัดของผู้เรียน
สามารถสร้างสังคมฐานความรู้ (Knowledge-Based Society) ของตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้
อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ, 2563) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยนี้ที่ได้นำเสนอ
การพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นสื่อ เพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ และงานวิจัยนี้ยังแสดงให้เห็นประสิทธิภาพ และประโยชน์ในการนำเอา
เทคโนโลยีดิจทิ ลั มาใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอน
การศกึ ษาเปน็ ปัจจัยทส่ี ำคญั ในการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์ทีม่ ีคณุ ค่ายง่ิ คุณภาพของมนุษย์
นั้นในสิ่งที่มีบทบาทต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีทรัพยากร
อันจำกัด หากแต่มีพลเมืองที่มีคุณภาพประเทศน้นั ย่อมจะเจริญก้าวหนา้ ได้อย่างรวดเร็ว ท้ังนี้คุณภาพ
ของมนุษย์ย่อมขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา ซึ่งโลกแห่งยุคในปัจจุบันนั้นได้มีความ
เจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศไปอยา่ งรวดเรว็ แต่ละประเทศกม็ ีการปรับกลยุทธ์เพื่อพัฒนา
ให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทาย
การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ทำให้ศักยภาพที่มีในตัวบุคคลนั้นได้รับการพัฒนาอย่าง
เต็มที่ รู้จักคิด วิเคราะห์แก้ปัญหา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถท่ี
จะปรับตัวให้ทันสมัยกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพึ่งตนเอง มีคุณธรรมจริยธรรม
และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
สำนักนายกรัฐมนตรี, 2542) การดูแลเยาวชนและให้การศึกษาที่ทันสมัยรวมไปถึงการเสริมสร้าง
ทักษะทางด้านการใช้งานเทคโนโลยีที่เหมาะสมนั้น ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเตรียมตัวสู่โลกยุคดิจิทัล
โดยทุกวันนี้เด็กและเยาวชนในยุคปัจจุบัน เป็นกลุ่มคนที่เติบโตและใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล แม้ว่า
เทคโนโลยีดิจิทัลมากมายไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีอนิ เทอร์เนต็ เทคโนโลยกี ารสอ่ื สารเปน็ ส่งิ ที่เด็กทุกคน
สามารถเรียนรู้และใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว แต่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ต้องใช้อย่างรู้เท่าทัน
และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเตรียมความพร้อมทักษะที่จะใช้ในการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัล
เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการมุ่งไปสู่การเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีต่อไป (นิตยา วงศ์ใหญ่, 2561) ซึ่งใน
บรบิ ททเี่ ทคโนโลยสี ารสนเทศมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเรว็ และในยุคท่รี ัฐบาลไทยให้ความสำคัญ
กับสภาพแวดล้อมดิจิทลั ซึ่งการเรียนรูด้ ิจิทลั จึงเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากประเทศไทยยังไม่ปรากฏ
มาตรฐานการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลที่ชัดเจนที่จะสามารถนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการศึกษา
และการสอนในระดับต่าง ๆ (พรชนิตว์ ลีนาราช, 2560) นอกจากนี้สถานการณ์การใช้สื่อดิจิทัลของ
เด็กและเยาวชนในประเทศไทยมีการใช้งานเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่มีการใช้ประโยชน์สื่อดิจิทัล
เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านการสื่อสาร ด้านการศึกษา ด้านความบันเทิง และด้านอื่น ๆ แต่หาก
ผู้ใช้งานไม่รู้เท่าทัน (Illiteracy) หรือขาดทักษะการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัล อาจก่อให้เกิดปัญหาทาง
สังคมต่าง ๆ ตามมา จึงควรมีการสอนทักษะดิจิทัลสำหรับเด็กในยุคดิจิทัล (พีรวิชญ์ คำเจริญ,
4
วีรพงษ์ พลนิกรกิจ 2561) ซึ่งการเรียนรู้เทคโนโลยีดิจิทัลจึงมีความจำเป็นมาก เนื่องจากต้องชี้ให้เห็น
ถึงประโยชน์ แตถ่ ้าขาดทกั ษะการเรียนรดู้ จิ ทิ ลั อาจเป็นการเพ่ิมระดับความเลื่อมลำ้ และปัญหาสังคม
จ า ก ก า ร ศ ึ ก ษ า ท ั ศ น ะ ข อ ง Levy ( 2018) , Speed Matters Website ( n. d. ) ,
Living Medicareful Website (2018), Teach Your Kids Code Website (2018), Purposeful
Technology Weebly Website (n.d.), Gov Connection Website (n.d.), และ National Library
Website (n.d.) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของบุคคลที่มีทักษะการรู้ดิจิทัล ว่าเป็นทักษะที่ช่วยเพิ่ม
ความสามารถในการทำงานของแต่ละอาชีพนั้นให้มีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประหยัดเงินและเวลา
ซึ่งประโยชน์ของการรู้ดิจิทัลสำหรับเด็กนักเรียน คุณครู และโรงเรียน คือ การรู้ดิจิทัลช่วยเพ่ิม
ประสิทธิภาพการเรียน โดยมีความสามารถในการสร้าง การจดจำ การเข้าใจและนำไปใช้ เพื่อให้งาน
นั้นมีประสิทธิภาพ การรู้ดิจิทัลช่วยให้นักเรียนโดดเด่นจากการแข่งขัน ซึ่งนักเรียนสามารถแสดง
ความสามารถในการเรียนรู้ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เป็นการ
พิสูจน์ความสามารถของตนเอง และการรู้ดิจิทัลทำให้โรงเรียนแข่งขันได้มากขึ้น สร้างโอกาสในการ
แขง่ ขัน และความเทา่ เทยี มในการแข่งขัน ปิดความเหลือ่ มลำ้ ครทู ี่มีความรทู้ างดิจทิ ลั จะสนับสนุนการ
เปลี่ยนแปลงและแสวงหาแนวทางวิธีแก้ปัญหาของนวัตกรรม ครูสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้
นักเรียนใช้เทคโนโลยีและขยายโอกาสทางการเรียนรู้ ครูสามารถใช้ความรูท้ างดิจิทัลนั้น เพื่อผลักดนั
เทคโนโลยีที่จะปลดล็อคศักยภาพการสอนใหม่ สามารถสนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับนักเรียน
ในบริบทวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของนักเรียน และครูที่เชี่ยวชาญการรู้ดิจิทัลด้วยบทเรียน
สามารถทำงานร่วมกับเพื่อน เพื่อแบ่งปันเทคโนโลยีและทำงาน เพื่อปรับปรุงผลการเรียนรู้สำหรับ
นกั เรยี น สามารถพัฒนาการเรียนการสอนท่ีลกึ ขึน้
จากผลการศึกษาแนวการพัฒนาเครื่องมือแบบสอบถาม เพื่อสำรวจความรู้ทางดิจิทัลของ
ครูภาษาอังกฤษ 42 คน ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเอกชนญี่ปุ่น โดยดัดแปลงแบบสอบถามมาจาก
Son, Robb & Charismiadji ปี 2011 พิจารณาสทิ ธข์ิ องการใช้ และการเข้าถงึ คอมพิวเตอร์ท่ีสามารถ
ในการปฏิบัติงานทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และการฝึกอบรม
คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนภาษา (CALL) และความเข้าใจคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนภาษา (CALL)
จากทัศนะของ Cote & Milliner (2018) พบว่า จากการประเมินผลสำเร็จจากการพัฒนาทักษะ
การรู้ดิจิทัล (Assessment of Digital Literacy Skills) ของครูในโปรแกรมภาษาอังกฤษนี้มี
ความมั่นใจมากที่จะใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน นอกจากน้ี
ครูผู้สอนยังตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาความรู้ทางดิจิทัล และก็กำลังศึกษาทักษะการใช้
เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง และจากผลการศึกษาแนวการพัฒนาแบบสำรวจ และตรวจสอบความถูกต้อง
ของปัจจัยในการเรียนรู้ดิจิทัล เพื่อประเมินการเรียนรู้ดิจิทัลในวัยรุ่น การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ
จากทัศนะของ Rodríguez-de-Dios Igartua & González-Vázquez (2016) พบว่า ปัจจัยหลัก ๆ
ในการเรียนรู้ดิจิทัล มีทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะความปลอดภัยส่วนบุคคล ทักษะด้าน
ความปลอดภยั ของอปุ กรณ์ ทักษะดา้ นข้อมูล และทกั ษะการส่อื สาร
นอกจากน้ัน จากการศึกษาแนวทางการพัฒนาทักษะการรดู้ ิจิทัล (Digital Literacy Skills) จาก
ทัศนะของ Ruesink (2014), Pappas (2017), Lakin (2017), Devaney (2016), Stenger (2018),
Webwise le Website (n.d.), Teaching Adults Website (n.d.), National Library Website (n.d.)
5
และ Applied Educational System Website (n.d.) ไดก้ ล่าวถึงแนวทางในการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล
สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม 3 กลุ่มดังนี้ คือ 1) แนวการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลของตนเองด้วยการจัดการ
เปลี่ยนแปลงและการสร้างเสริมทักษะ 2) แนวทางการส่งเสริมทักษะการรู้ดิจิทัลในการเรียนรู้ผ่านสื่อ
อเิ ล็กทรอนิกส์ (e-Learning) ทม่ี ีประสิทธิภาพ และ 3) แนวการพัฒนาวิธีการสอนและวธิ ีการปรับปรุงการ
รดู้ จิ ิทลั ดงั มรี ายละเอียดนำเสนอไว้ในบทที่ 2
จากสภาพปัญหาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่กำลังประสบปัญหา
การขาดแคลนครูที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง และจำนวนครูไม่ครบชั้นเรียน เนื่องจากสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดสัดส่วนครู 1 คน ต่อนักเรียน 20 คน ซึ่งสัดส่วน
ดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาในการจัดสรรครูแก่นักเรียนบางแห่งที่มีจำนวนนักเรียนน้อย ยกตัวอย่าง
เช่น โรงเรียนประถมท่ีจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และมีนักเรียนศึกษาอยู่
จำนวน 80 คน หากยึดตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน (สพฐ.) โรงเรียน
แห่งนี้จะได้รับการจัดสรรครูเพียง 4 คนเท่านั้น ซึ่งไม่พอดีกับจำนวนชั้นเรียนที่เปิดสอน
ดังนั้น โรงเรียนดังกล่าวจึงประสบปัญหาครูไม่ครบชั้นเรียน และครูไม่ครบทุกสาขารายวิชา
งบประมาณไม่เพียงพอสำหรับใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ขาดทั้งอุปกรณ์ สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย
เพื่อการศึกษา ทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนการสอนลดลง ปัญหาเกี่ยวกับการขาดแคลน
การกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึง โดยเฉพาะท้องถิ่นห่างไกล ประกอบกับนักเรียนส่วนใหญ่
มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ผู้ปกครองไม่สามารถส่งเสริมสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาให้
บุตรหลานได้ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ส่งผลให้โรงเรียนประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาส
ทางการศึกษาขาดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา นักเรียนขาดโอกาสในการได้รับการศึกษา
อย่างมคี ุณภาพ (สุริยา ฆอ้ งเสนาะ, 2558)
จากปัญหาและความสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจงานวิจัยและพัฒนา
โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียน โดยใช้
ระเบียบวธิ ีวจิ ัยและพฒั นา (Research and Development : R&D) ตามทัศนะของวิโรจน์ สารรตั นะ
(2561) ที่เห็นว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยกระบวนการวิจัยและพัฒนามีจุดมุ่งหมาย
เพื่อนำไปใช้พัฒนาบุคลากรสู่การพัฒนาคุณภาพของงานที่มีปรากฏการณ์ หรือข้อมูลเชิงประจักษ์
แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้น เช่น เป็นผลสืบเนื่องจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ท่ีท้าทาย
ของหน่วยงาน หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การทำงานจากเก่าสู่ใหม่ที่บุคลากรขาดความรู้
ความเข้าใจ และทักษะในกระบวนทัศน์ใหม่ และในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ถือเป็น
นวัตกรรมใหม่ทางการบริหารการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ที่คาดหวังว่าหากบุคลากรทางการศึกษามี
ความรู้ (Knowledge) แล้วกระตุ้นให้พวกเขานำ-ความรู้เหล่านี้สู่การปฏิบัติ (Action) ก็จะก่อให้เกิด
พลัง (Power) ให้การปฏิบัติงานในหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ตาม
แนวคดิ “Knowledge + Action = Power” หรือตามคำกล่าวท่วี ่า “Make Them Know What to Do,
Then Encourage Them Do What They Know” หรอื “Link To On-The-Job Application”
จากลักษณะสำคัญของการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว ผู้วิจัยเชื่อว่าจะสามารถตอบสนอง
ต่อความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาดังกล่าวข้างต้น เพราะการวิจัยและพัฒนาจะช่วยพัฒนา
นวัตกรรมเพอ่ื การเรียนรแู้ บบออนไลน์ในยุคสังคมดิจทิ ัลให้เกิดการเรยี นรู้และการนำไปปฏิบัติได้อย่าง
6
มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในยุคสมัยดิจิทัลในปัจจุบัน มีความสำคัญจำเป็นมากและเป็นเรื่องใหม่
ทคี่ รผู ู้สอน (Teachers) จะต้องเรียนรูแ้ ละทำความเข้าใจเก่ยี วกับทักษะการรู้ดิจทิ ัล (Digital Literacy
Skills) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญทักษะหนึ่งสำหรับการศึกษาในศตวรรษท่ี 21 เพื่อนำไปสู่การพัฒนา
นักเรียน (Students) ซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย (Ultimate Goal) ของการจัดการศึกษาได้
อย่างมีประสิทธิภาพเพราะโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสูก่ ารพัฒนาทักษะการรู้
ดิจิทัลของนักเรียนที่เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาจาก “กลุ่มทดลอง” ที่ใช้ในการวิจัย คือ โรงเรียน
บ้านหนองแวงบวรวิทย์ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทาง
การศึกษา สังกดั สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน สามารถจะนำไปเผยแพร่ เพ่อื ใชใ้ ห้เกิด
ประโยชน์ในกลุ่มประชากร (Population) ซึ่งเป็นเป้าหมายอ้างอิงในการนำผลการวิจัยไปเผยแพร่
เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์หลังการวิจัยและพัฒนา คือ โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “ทุกโรงทั่วประเทศ” ได้ ตามหลักการของการ
วิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ที่วิจัยและพัฒนานวัตกรรมใด ๆ ขึ้นมา
แล้วนำนวัตกรรมนั้นไปทดลองใช้ในพื้นที่ทดลองแห่งใดแห่งหนึ่ง ที่มีคุณลักษณะเป็นตัวแทนของ
ประชากร เมื่อผลจากการทดลอง พบว่า นวัตกรรมนั้นมีคุณภาพหรือมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ท่ี
กำหนด ก็แสดงว่า สามารถเผยแพร่เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์กับประชากรที่เป็นกลุ่มอ้างอิงในการ
วิจัยได้ และยิ่งเป็นโปรแกรมแบบออนไลน์ (Online Program) ที่พัฒนาขึ้นตามยุคสมัยดิจิทัลแบบ
ใหม่ ไม่เป็นโปรแกรมแบบเอกสาร (Document Based Program) แบบยุคสมัยการพมิ พ์แบบด้งั เดิม
จะยง่ิ ทวีความเป็นประโยชนต์ ่อการนำนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปเผยแพร่เพื่อใช้ประโยชน์ของประชากร
ท่ีเป็นกลุ่มอ้างอิงในการวิจัยได้อย่างกว้างขวาง อย่างประหยัด อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิด
ประสทิ ธิผลได้มากกว่า
1.2 คำถามการวิจัย
โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลของ
นักเรียน (Online Program to Empower Teacher Learning to Develop Students’ Digital
Literacy Skills) ท่ีพัฒนาขึน้ โดยกระบวนการวจิ ัยและพฒั นาดว้ ยแนวคิด “Knowledge + Action =
Power” ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ คือ 1) โครงการพฒั นาเพ่ือการเรยี นรู้ของครเู ก่ียวกับการ
พัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล 2) โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลให้กับ
นักเรียน มีคู่มือประกอบแต่ละโครงการที่มีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง และหลังการใช้คู่มือประกอบแต่ละ
โครงการในภาคสนามด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงทดลอง ครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการดำเนินงานใน
โครงการแรกได้คะแนนจากการทดสอบความรู้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 หรือไม่ และมีผล
การเรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ ผลการประเมิน
ทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนหลังการดำเนินงานในโครงการที่สองมีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการ
พัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ และมีข้อเสนอแนะจากครูที่เป็นกลุ่ม
ทดลองเพอื่ การปรับปรุงแก้ไขเนอ้ื หาสาระในค่มู ืออะไรอีก
7
1.3 วัตถุประสงคก์ ารวจิ ัย
การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อวิจัยและพัฒนาโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการ
เรยี นรูข้ องครูสกู่ ารพัฒนาทกั ษะการร้ดู ิจทิ ลั ของนักเรยี น มวี ัตถปุ ระสงค์ ดังน้ี
1.3.1 เพื่อพัฒนาโปรแกรมออนไลน์ตามแนวคิด “Knowledge + Action = Power”
ที่ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรูข้ องครูเกี่ยวกับการพัฒนา
ทักษะการรู้ดิจิทัล 2) โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลให้กับนักเรียน
โดยมีคู่มือประกอบแต่ละโครงการ
1.3.2 เพื่อประเมินความมีประสิทธิภาพของโปรแกรมออนไลน์จากผลการวิจัยเชิงทดลอง
ในภาคสนาม 2 ระยะ คือ การพัฒนาครู และครูพฒั นานกั เรยี น
1.3.3 เพื่อระดมสมองของครูที่เป็นกลุ่มทดลองให้ทราบถึงข้อเสนอแนะ เพื่อการปรับปรุง
แก้ไขโปรแกรมออนไลน์
1.4 สมมตฐิ านการวจิ ยั
การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒน าทักษะ
การรู้ดิจิทัลของนักเรียน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D)
ตามทัศนะของวิโรจน์ สารรัตนะ (2561) ที่เห็นว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น โดยกระบวนการวิจัยและ
พัฒนามีจุดมุ่งหมาย เพื่อนำไปใช้พัฒนาบุคลากรสู่การพัฒนาคุณภาพของงานที่มีปรากฏการณ์หรือ
ข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้น เช่น เป็นผลสืบเนื่องจากการกำหนดความ
คาดหวังใหม่ท่ีท้าทายของหน่วยงาน หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทศั นก์ ารทำงานจากเก่าสู่ใหม่ที่
บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจและทักษะในกระบวนทัศน์ใหม่ และในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด
ทฤษฎีที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการบริหารการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ที่คาดหวังว่าหากบุคลากร
ทางการศึกษามีความรู้ (Knowledge) แล้วกระตุ้นให้พวกเขานำความรู้เหล่านี้สู่การปฏิบัติ (Action)
ก็จะก่อให้เกิดพลัง (Power) ให้การปฏิบัติงานในหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ยง่ิ ข้นึ ตามแนวคดิ “Knowledge + Action = Power” หรือตามคำกลา่ วทีว่ ่า “Make Them Know
What To Do, Then Encourage Them Do What They Know”หรือ “Link To On-The-Job
Application” และด้วยแนวคิดที่ว่าการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ถือเป็นจุดเริ่มต้น
ทีส่ ำคัญของการวิจัยและพัฒนา เพราะจะทำให้ไดโ้ ปรแกรมออนไลน์เพ่ือเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่
การพฒั นาทกั ษะการรู้ดจิ ทิ ัลของนกั เรียน ทม่ี คี ุณภาพและประสิทธภิ าพ
ผลจากการศึกษาเอกสารและงายวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิด
เพื่อพัฒนาครูสู่การเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนที่ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ
คอื คอื 1) โครงการพัฒนาเพ่อื การเรยี นร้ขู องครูเกยี่ วกับการพฒั นาทกั ษะการรดู้ ิจิทลั และ 2) โครงการ
ครนู ำผลการเรยี นรู้สกู่ ารเสรมิ สรา้ งทกั ษะการรู้ดจิ ทิ ลั ให้กบั นกั เรียน
ในการดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดทำโครงการ จัดทำคู่มือ ตรวจสอบคุณภาพ
ของคู่มือ สร้างเครื่องมือ เพื่อใช้ในการวิจัย และทดลองในภาคสนาม จากขั้นตอนตา่ ง ๆ ของการวิจยั
คือ ขั้นตอนการจัดทำคู่มือประกอบโครงการ ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพคู่มือและการปรับปรุง
แก้ไข 2 ระยะ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือเพื่อการทดลอง และขั้นตอนการทดลองในภาคสนาม
8
ซ่ึงเปน็ ขนั้ ตอนการวจิ ัยท่ีเชื่อว่าจะทำใหไ้ ด้ผลการวิจยั ที่มคี ุณภาพ ดงั นน้ั จึงกำหนดสมมติฐานการวิจัย
วา่ โปรแกรมออนไลนเ์ พ่ือเสริมพลังการเรยี นรู้ของครูสู่การพัฒนาทกั ษะการรดู้ จิ ิทัลของนักเรียนที่ผ่าน
การทดลองในภาคสนามแล้วจะมีประสิทธิภาพจากผลการประเมิน 2 กรณี ดังน้ี
1.4.1 ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการดำเนินงานใน
โครงการพฒั นาเพื่อการเรยี นรู้ของครูเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน
90/90 และมีผลการเรียนรู้หลังการพฒั นาสงู กว่าก่อนการพฒั นาอยา่ งมนี ยั สำคัญทางสถติ ิหรือไม่
1.4.2 ผลการประเมินทักษะการรู้ดิจิทลั ของนักเรียนตามโครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่
การเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลให้กับนักเรียนมีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อน
การพฒั นาอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติ
1.5 กรอบแนวคิดของการวจิ ัยในสาขาวิชาการบริหารการศกึ ษา
การวิจัยเรื่อง โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้
ดิจิทัลของนักเรียน (Online Program Empower Teachers to Develop Students’ Digital
Literacy Skills) นี้เป็นการวิจัยในหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and
Development: R&D) มีจดุ มงุ่ หมายเพ่ือให้ไดน้ วัตกรรมทางการศึกษาที่เป็นโปรแกรมอบรมออนไลน์
ดว้ ยตนเองที่ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาเพ่ือการเรียนรขู้ องครู และ 2) โครงการ
ครูนำผลการเรียนสู่การพัฒนาผู้เรียน โครงการแรกมีคู่มือเพื่อการอบรมด้วยตนเอง (Self-Training)
ของครู โครงการที่สองมีคู่มือเชิงปฏิบัติการเพื่อครูนำไปใช้เป็นแนวการพัฒนาผู้เรียน โดยคาดหวังว่า
นวัตกรรมทางการศึกษานี้ เมื่อผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาหลายขั้นตอน (Ri&Di) แล้วนำไป
ทดลองใชใ้ นพื้นท่ีท่ีเป็นตวั แทนของประชากร เมื่อผลการทดลองพบว่านวัตกรรมน้ันมีประสทิ ธิภาพ ก็
สามารถนำไปเผยแพร่ให้กับประชากรที่เป็นพื้นที่เป้าหมายได้ใช้ประโยชน์ในวงกว้างได้อย่างมี
ผลการวิจยั รองรบั ดังนน้ั การวิจัยน้มี ีกรอบแนวคดิ ของการวิจยั ในสาขาวชิ าการบริหารการศึกษา ดังน้ี
1.5.1 ในเชงิ วชิ าการ มีหลายประการ แตข่ อนำมากล่าวถึงทส่ี ำคัญ ดงั น้ี
1.5.1.1 งานวิจัยนี้ให้ความสำคัญกบั การศึกษาศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความสำคัญเพราะ
เป็นสิ่งท้าทายต่อการบริหารการศึกษาในศตวรรษใหม่นี้ อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในกระบวน
ทศั นท์ างการศกึ ษาท่แี ตกต่างจากศตวรรษท่ี 20 ทกุ ดา้ น ทง้ั ดา้ นศาสตรก์ ารสอน หลกั สตู ร ทักษะการ
เรียนรู้ ทักษะของครู ทักษะที่คาดหวังให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ลักษระของชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
บริบทของสถานศึกษา บริบทของห้องเรียน และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ บทบาทหน้าที่และภาวะ
ผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา (Churches, 2008; Driscoll, 2022;
and Kashyap, n.d.)
1.5.1.2 งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับสถานศึกษา ที่นักวิชาการให้
ความเหน็ วา่ การบริหารการศึกษาเกดิ ขึ้นในระดับต่าง ๆ ตัง้ แต่ส่วนกลางถึงระดับสถานศึกษา แต่การ
บริหารการศึกษาระดับสถานศึกษา (คือ โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือชื่อเรียกอื่นๆ) มี
ความสำคัญเพราะเป็นฐานปฏิบัติที่จะทำให้การระดมทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรวัตถุ ให้เกิด
9
ประโยชน์ที่ใช้งานได้จริง เป็นฐานปฏิบัติที่จะช่วยเสริมสร้างการสอนและการเรียนรู้ที่จะส่งผลให้
นักเรียนได้รับการศึกษาที่ถูกต้องจากครูที่ถูกต้อง และเป็นฐานปฏิบัติที่จะสร้างอิทธิพลที่ส่งผลต่อ
นักเรียนให้เติบโตไปสู่เป้าหมายที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Kashyap, n.d.)
สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management: SBM) ซ่ึง
เป็นรูปแบบการกระจายอำนาจให้โรงเรียนทเ่ี ป็นหนว่ ยหลกั ในการจัดการศึกษา (Edge, 2000)
1.5.1.3 การวิจัยน้ีใช้หลักการ “พัฒนาครู แล้วครูนำผลที่ได้รับไปพัฒนาที่ส่งผลต่อ
ผู้เรียน” ถือเป็นหลักการที่เป็นจุดเน้นของการบริหารการศึกษา คือ การเสริมสร้างการสอนและการ
เรียนรู้ (The Focus of Educational Administration is the Enhancement of Teaching and
Learning) (Amadi, 2008) เปน็ กระบวนการช่วยให้นักเรียนไดร้ ับการศึกษาที่ถูกต้องจากครูที่ถูกต้อง
( Enables the Right Pupils to Receive the Right Education from the Right Teachers)
(Dhammei, 2022) เป็นการกระตุ้นการพัฒนาโปรแกรมที่เหมาะสมสำหรับการสอนและการเรียนรู้
(Bamte, n.d.) เป็นไปตามหน้าที่ของการบริหารการศึกษาตามทัศนะของ Amadi (2008) ที่กล่าวถึง
หน้าที่เกี่ยวกับหลักสูตร/การสอน (The Curriculum/Instructional Functions) หน้าที่เกี่ยวกับ
บุคลากร (The Staff Personnel Functions) และหน้าที่เกี่ยวกับนักเรียน (The Student
Personnel Functions) และเป็นไปตามวตั ถปุ ระสงค์ของการบริหารการศึกษา คือ เพื่อใหก้ ารศึกษา
ทเี่ หมาะสมแกน่ ักเรียน (To Provide Proper Education to Students) เพอื่ ให้แนใ่ จว่ามกี ารพัฒนา
วิชาชีพของครู (To Ensure Professional Development among Teachers) และเพื่อความมั่นใจ
ในการพัฒนาคุณภ าพ การศึกษา ( To Ensure Qualitative Improvement of Education)
(Kashyap, n.d.) อันเนื่องจากหลักการ “พัฒนาครู แล้วครูนำผลที่ได้รับไปพัฒนาที่ส่งผลต่อผู้เรียน”
เป็นหลักการส่งเสริมบทบาทการเป็นผู้นำทางการศึกษาให้กับครูตามทัศนะของ Speck (1999) และ
Seyfarth (1999) ส่งเสริมต่อการทำหน้าที่ของผู้บริหารการศึกษาที่จะต้องสนับสนุนคณะครูด้วยการ
ฝึกอบรมและให้คำแนะนำตามทัศนะของ University of Bridgeport (2022) และ Target Jobs
(n.d.) และส่งเสริมต่อแนวคิดพัฒนาวิชาชีพของครูที่ให้คำนึงถึงการส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรยี นซึ่งเปน็
เป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal) ของการศึกษาตามทัศนะของ Gusky (2000) และ Hoy and
Miskel (2001)
1.5.2 ในเชิงวิชาชีพ การวิจัยนี้คำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาและ
ผู้บริหารการศึกษาที่คุรุสภากำหนดตามมาตรฐานด้านความรู้ ในกรณีสามารถพัฒนาครูและบุคลากร
ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎี
ไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์สังเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการการศึกษา
สามารถนำกระบวนการทางการวิจัย การวัดและประเมินผล ไปใช้ในการบริหารจัดการการศึกษาได้
สามารถสง่ เสรมิ สนบั สนนุ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา และสามารถบรหิ ารจดั การข้อมูล
ข่าวสารไปสู่ผู้เรยี น ครู และบุคลากรในสถานศึกษา และตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ในกรณีปฏิบัติ
โดยคำนงึ ถึงผลท่จี ะเกิดขึ้นกับการพัฒนาของบุคลากร ผเู้ รียน และชุมชน พัฒนาผรู้ ่วมงานให้สามารถ
ปฏิบัติงานไดเ้ ตม็ ศักยภาพ พัฒนาและใช้นวัตกรรมการบริหารจนเกิดผลงานที่มีคณุ ภาพสงู และสร้าง
โอกาสการพฒั นาได้ทกุ สถานการณ์ (The Teachers Council of Thailand, n.d.)
10
1.6 ขอบเขตการวจิ ัย
ดงั กล่าวในตอนต้นว่าโปรแกรมออนไลน์ท่ีเปน็ ผลจากการวิจยั และพัฒนาจากกลุ่มทดลองท่ี
ใช้ในการวิจัยสามารถจะนำไปเผยแพร่เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ในกลุ่มประชากรเป้าหมาย (Target
Population) ได้ทั่วประเทศ ตามหลักการของการวิจัยและพัฒนาที่วิจัยและพัฒนานวัตกรรมใด ๆ
ข้ึนมา แลว้ นำนวัตกรรมนน้ั ไปทดลองใช้ในพน้ื ทท่ี ดลองแหง่ ใดแห่งหนึ่งทม่ี ีคุณลักษณะเปน็ ตัวแทนของ
กลุ่มประชากรเป้าหมายในการเผยแพรน่ วตั กรรม เม่ือผลจากการทดลองพบว่านวัตกรรมนนั้ มีคุณภาพ
หรือมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็แสดงว่า สามารถนำนวัตกรรมนั้นไปเผยแพร่เพื่อการ
นำไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มประชากรเป้าหมายเพื่อการเผยแพร่ได้ ดังนั้น ในการวิจัยนี้จึงกำหนด
ขอบเขตของการวจิ ัย ดงั นี้
1.6.1 พื้นที่ทดลอง (Experimental Area) ในการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมออนไลน์
เพ่ือเสริมพลงั การเรียนรู้ของครสู ่กู ารพัฒนาทักษะการรูด้ จิ ิทลั ของนักเรียน คอื โรงเรียนบ้านหนองแวง
บวรวิทย์ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดสอนในระดับอนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา
ตอนต้น ในการวิจัยนี้กำหนดโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นครูระดับชั้น
ประถมศึกษา (ชว่ งชน้ั ท่ี 2) จำนวน 5 คน และครรู ะดับชั้นมัธยมศึกษาจำนวน 5 คน รวม 10 คน เป็น
กลุ่มทดลอง (Experimental Group) มีนักเรียนที่เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเปน็ ระดับประถมศกึ ษา
(ช่วงชั้นที่ 2) จำนวน 45 คน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 15 คน รวม 60 คน
ระยะเวลาดำเนนิ การทดลองในภาคสนาม คือ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
1.6.2 พื้นที่ของประชากรเป้าหมายเพื่อการเผยแพร่นวัตกรรมจากการวิจัย (Target
Population for Dissemination of Research Innovation) ซึ่งเป็นเป้าหมายอ้างอิงในการนำ
ผลการวิจัยไปเผยแพร่ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์หลังการวิจัยและพัฒนา คือ โรงเรียนขยายโอกาสทาง
การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน ที่เปิดสอนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ี่
1-3 ทุกโรงท่ัวประเทศ
1.7 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
1.7.1 โปรแกรมออนไลน์ หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม
(Social Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์
โดยนำเอาคู่มือประกอบโครงการพัฒนาความรู้ 2 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาความรู้ของครู
เกย่ี วกบั การพฒั นาทักษะการรู้ดจิ ิทลั 2) โครงการครนู ำความร้สู ู่การเสริมสร้างทักษะการรูด้ ิจิทัลให้กับ
นกั เรยี น ลงเว็บไซตเ์ พ่ือใหง้ า่ ยตอ่ การเขา้ ถงึ คมู่ อื ประกอบโครงการ
1.7.2 ทักษะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy Skills) หมายถึง การเรียนรู้ที่ใช้ทักษะทาง
เทคโนโลยีและทักษะความรู้พื้นฐานหลากหลายรวมกัน ทั้งการอ่าน การเขียน การเข้าใจ การ
วิเคราะห์ การประมวลผล และการสื่อสารข้อมูล เป็นต้น การรู้ดิจิทัลเปน็ ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่า
ทันสื่อ ทั้งสองอย่างนี้ คือการรวบรวมขอ้ มูลการเรียนรู้ ต้องการความรูท้ ัง้ หลักปฏิบัติที่จำเป็นพ้นื ฐาน
และหลักทางจริยธรรมในการเรียนรู้ ซึ่งทักษะการรู้ดิจทิ ัลเป็นการใชค้ วามสามารถทางเทคโนโลยีเพ่ือ
ค้นหา อธิบาย ประเมิน รับรู้ เข้าใจ เข้าถึง การนำไปใช้ การสร้างข้อมูล การถอดรหัส การโยกย้าย
11
ข้อมูล ออกแบบการสื่อสาร รวมถึงการสื่อสารและแบง่ ปันข้อมลู อย่างเหมาะสม จะต้องมีวัฒนธรรมท่ี
ดีในการเรียนรู้ มีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อสังคมผ่านทางระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น อินเตอร์เน็ต
สังคมออนไลน์ และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ในงานวิจัยนี้ได้กำหนดทักษะเพื่อการประเมินผลจากการ
พฒั นา 8 ทกั ษะ แตล่ ะทักษะมนี ยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะดงั นี้
1.7.2.1 ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง การมีความสนุกในการใช้คอมพิวเตอร์
อยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างเอกสารในโปรแกรม Microsoft Word
พื้นฐานได้อย่างถูกต้อง สามารถเริ่มและออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรมต่าง ๆ ได้
อย่างถกู ตอ้ ง สามารถพิมพเ์ อกสารโดยใชเ้ ครื่องพิมพ์ไดอ้ ย่างถูกต้อง สามารถเชอื่ มต่อคอมพิวเตอร์กับ
อินเทอร์เน็ตได้ สามารถป้อน URL ในแถบที่อยู่ได้อย่างถูกต้อง สามารถดาวน์โหลดไฟล์จาก
อินเทอร์เน็ต และบันทึกได้อย่างเหมาะสม สามารถสร้างบัญชีบนเว็บไซต์ที่ต้องการ ชื่อผู้ใช้ และ
รหสั ผ่านได้ เชน่ Line Gmail หรือ Facebook และเขา้ ใจฟงั ก์ชันการใชง้ านพน้ื ฐานของส่วนประกอบ
ฮาร์ดแวรค์ อมพวิ เตอร์
1.7.2.2 พฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้สื่อดิจิทัล หมายถึง การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ
บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ใช้โทรศัพท์มือถือในการใช้งานบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เล่นเกมส์
คอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม มีข้อความสนทนาออนไลน์ และมีการแบ่งปันไฟล์งาน
และสอ่ื ต่าง ๆ บนสังคมออนไลน์
1.7.2.3 การปฏบิ ัติตนและมารยาทในการใชส้ อื่ ดจิ ิทัล หมายถึง การรจู้ กั การแบ่งเวลาใน
การใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม สามารถประเมินและเลือกแหล่งข้อมูลเว็บไซต์ที่สร้างสรรค์ และ
เหมาะสมกับตนเอง สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ข้อมูล กอ่ นทีจ่ ะส่งหรือแชร์ข้อมูล ไปใหผ้ ู้อน่ื สามารถ
เลือกใช้คำศัพท์ ไอคอน สัญลักษณ์ รูปภาพ และเครื่องหมายต่าง ๆ ที่สุภาพและเหมาะสม สามารถ
เลือกใช้อปุ กรณ์เครื่องมือดจิ ิทลั ได้อย่างเหมาะสม ถกู ท่ถี กู เวลา และรู้ถึงความเหมาะสมของการโพสต์
ภาพ ขอ้ ความ คลปิ ตา่ ง ๆ ในสือ่ ดิจิทัล
1.7.2.4 ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี หมายถึง การมีความรู้
ความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เลือกและฝึกการใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ใน
เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถค้นควา้ และแก้ไขข้อมลู ผา่ นเครื่องมือดิจิทัลได้ถูกต้อง
และเหมาะสม และรูถ้ ึงการใชอ้ ปุ กรณ์ส่อื เทคโนโลยีและใช้อยา่ งถกู วธิ ี
1.7.2.5 ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร ความร่วมมือ สร้างสรรค์ และนวัตกรรม
หมายถึง การใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารและการติดต่อปฏิสัมพันธ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการ
เรียนรู้ สื่อสารข้อมูลและความคิดโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลที่หลากหลายบนโลกดิจิทัลได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอีเมลหรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line)
เฟซบุ๊ก (Facebook) โดยใช้เครื่องมือดิจิทัล และใช้ความรู้ด้านดิจิทัลสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้
เคร่อื งมอื ดจิ ิทัลบนโลกสังคมออนไลน์ได้อยา่ งเหมาะสมและคล่องแคล่ว
1.7.2.6 ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ หมายถึง การใช้เครื่องมือ
ดิจทิ ลั เพ่อื ค้นหา วิเคราะห์ ประเมนิ ผล สงั เคราะห์ข้อมลู จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและเหมาะสม
กับตน ประเมิน เปรียบเทียบและเลือกแหล่งข้อมูล และเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับตน และ
เปรียบเทียบแหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เพอื่ ตัดสินใจว่าข้อมลู น้นั นา่ เชื่อถือเป็นจรงิ หรอื ไม่
12
1.7.2.7 ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความเป็นพลเมืองดิจิทัล หมายถึง การรู้ถึงความเป็น
พลเมืองดิจิทัล สิทธิของตนในสังคมออนไลน์ รู้ถึงผลของการดาวน์โหลดเพลง และภาพยนตร์ที่ผิด
กฎหมาย ว่าควรกระทำการใดที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นในสังคมออนไลน์ มีความรับผิดชอบต่อส่วน
บุคคลในการใช้สื่อเทคโนโลยีบนสื่อสังคมออนไลน์ และการสร้างและเขียนข้อความบนสังคมออนไลน์
โดยเคารพสิทธิของผอู้ ืน่ กฎหมายลิขสทิ ธแิ์ ละทรัพยส์ นิ ทางปญั ญา
1.7.2.8 ทักษะการใช้ดิจิทลั เพ่ือการป้องกันและความปลอดภัยทางโลกดิจิทัล หมายถึง
การรู้การใช้งานฟังก์ชันแสดงตำแหน่งที่ตั้งบนแอพพลิเคชัน เช่น เฟซบุ๊กใช้การตั้งค่าการแชร์ของ
โซเชยี ลมีเดีย เพือ่ เลือกสิ่งที่คนอนื่ เห็นเก่ยี วกับตนเองได้อย่างเหมาะสม รู้ถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว
ที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตนในสื่อสังคมออนไลน์ และติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและมี
การอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ
1.7.3 คู่มอื ประกอบโครงการ หมายถงึ ชดุ ของข้อมูลทม่ี ีองค์ประกอบต่าง ๆ ดงั น้ี คือ ช่ือ
ของคู่มือ คำแนะนำการใช้คู่มือ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวังจากคู่มือ เนื้อหาที่นำเสนอใน
รูปแบบเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) แบ่งเนื้อหาเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงมีกิจกรรมให้
ทบทวน เช่น การตั้งคำถามใหต้ อบ การให้ระบุข้อสังเกต การให้ระบุคำแนะนำเพื่อการปรบั ปรุงแก้ไข
เปน็ ต้น สรุปแบบประเมนิ ผลตนเองท้ายชดุ และรายชื่อเอกสารอ้างองิ
1.7.4 คมู่ ือประกอบโครงการพัฒนาความรู้ของครเู กย่ี วกบั การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล
หมายถึง ชุดของข้อมูลที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับนิยาม ความสำคัญ ลักษณะ และแนวการพัฒนา
ทักษะการรดู้ ิจทิ ัล โดยมชี อ่ื ของคู่มือ คำแนะนำการใชค้ ู่มือ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ท่ีคาดหวังจากคู่มือ
เนื้อหาที่นำเสนอในรูปแบบเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) แบ่งเนื้อหาเป็นช่วง ๆ
แตล่ ะชว่ งมกี ิจกรรมให้ทบทวน เช่น การตั้งคำถามให้ตอบ การให้ระบุข้อสังเกต การให้ระบุคำแนะนำ
เพอ่ื การปรบั ปรงุ แก้ไข มีแบบประเมินผลตนเองท้ายชุด และรายช่ือเอกสารอ้างอิง เป็นตน้
1.7.5 คู่มือประกอบโครงการครูนำความรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลให้กับ
นกั เรียน หมายถงึ ชุดของข้อมูลที่เสนอเน้ือหาเก่ยี วกบั คำแนะนำ และการกำหนดงานให้กับครูในการ
นำความรู้เกี่ยวกับนิยาม ความสำคัญ ลักษณะ และแนวการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล สู่การพัฒนา
ทกั ษะการรู้ดิจทิ ัลให้กับนกั เรยี นประถมศึกษา
1.7.6 เกณฑ์มาตรฐาน 90/90 (The 90/90 Standard) หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้วัดความ
มีประสิทธิภาพของคู่มือต่อการเสริมสร้างความรู้ในโครงการพัฒนาความรู้ให้กับครูที่เปน็ กลุ่มทดลอง
โดย 90 ตวั แรก หมายถงึ ร้อยละของคะแนนเฉลย่ี ของผเู้ รียนทั้งกลุม่ ที่ได้จากการวัดด้วยแบบทดสอบ
วัดความรอบรู้หลังจากเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบลง 90 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของจำนวน
ผู้เรียนที่สามารถทำแบบทดสอบ (วัดความรอบรู้หลังการเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบลง) โดย
สามารถทำแบบทดสอบไดผ้ ่านตามเกณฑว์ ตั ถุประสงค์ทุกวัตถุประสงค์
1.8 ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะได้รบั
1.8.1 การวิจัยนี้ส่งเสริมต่อแนวคิดการเป็นแผนงานวิจัยและชุดโครงการวิจัย
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน มีนโยบายส่งเสริมการทำวิทยานิพนธ์ของ
นักศกึ ษาในหลกั สตู รศึกษาศาสตรดุษฎีบณั ฑิตสาขาวิชาการบรหิ ารการศึกษา ภายใต้ร่มหรอื กรอบของ
แผนงาน “การศึกษาศตวรรษที่ 21 (21St Century Education)” โดยประยุกต์ใช้แนวคิดของการ
13
จดั ทำแผนงานวิจัยหรือชดุ โครงการวิจัยมาใชเ้ ป็นการภายในของหลักสูตร โดยเชอ่ื วา่ “การส่งเสริมให้
ทำงานวิจัยเปน็ แผนงานวิจยั หรือชดุ โครงการวิจัย จะมปี ระโยชนต์ ่อการพัฒนาทางวิชาการหรือต่อการ
นำไปปฏิบตั ิทด่ี ีกว่าการทำงานวจิ ยั ในลักษณะเป็นโครงการเด่ียว” ซ่ึงจะกอ่ ให้เกิดประโยชน์ดงั คำกล่าว
ของ โยธิน แสวงดี (ม.ป.ป.) อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ว่า
ชุดโครงการวิจัยเป็นการกลุ่มรวมของโครงการวิจัยย่อยที่ค้นหาองค์ความรู้ในสิ่งที่เอื้อต่อกันและกัน
สามารถนำไปใช้ในการผลักดันให้เกิดสิ่งทีต่ ้องการให้เกิดข้ึนได้ เป็นชุดความรูร้ วมทั้งหมดที่เมือ่ บูรณา
การกันแล้วจะสามารถได้ความรู้เป็นองคร์ วม (Holistic) ที่นำไปใช้เป็นพื้นฐานในการคิดและประดษิ ฐ์
ตามเป้าหมาย เพราะหากทำโครงการเดี่ยว โครงการเดียวอาจได้แต่ความรู้โดด ๆ นำไปพัฒนาหรือ
ประดิษฐ์ไม่ได้ เพราะขาดองค์ความรู้บางอย่างบางตอนที่ไม่ทราบเพราะไม่ได้ตรวจสอบหรือทำวิจัย
ดงั นัน้ งานวจิ ัยน้ีจึงให้ความสำคัญกบั ประเดน็ หรือทักษะของการศึกษาศตวรรษที่ 21 ท่ีมีนักศึกษาคน
อื่นๆในหลักสูตรได้ทำกันในลักษณะ 1 นักศึกษาต่อ 1 ทักษะศตวรรษที่ 21 หรือต่อ 1 ประเด็น
การศึกษาศตวรรษที่ 21
1.8.2 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ส่งเสริมต่อแนวคิดของแผนงานวิจัยหรือชุด
โครงการวิจัย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังทัศนะของ โยธิน แสวงดี (ม.ป.ป.) ที่กล่าวว่าการทำวิจัย
แบบแผนงานวิจัยหรือชุดโครงการวิจัยส่วนมากจะเป็นการวิจัยและพัฒนา ( Research and
Development) เพราะต้องมีการค้นหาชุดความรู้และการวัดสถานะการเบื้องต้น (Formative
Evaluation) ที่มีตัวชี้วัดยืนยัน มีการพัฒนา การสร้าง การทดลองใช้ การวัดและการติดตาม การ
สังเกตการเปลี่ยนแปลงในตัวชี้วัด และมีการประเมินผล (Summative Evaluation) ตามตัวชี้วัด
นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (แตกต่าง เช่น ใช้ t-test เปรียบเทียบ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเม่ือ
เปรียบเทียบก่อนและหลงั การปฏบิ ตั ิงาน
1.8.3 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ให้สำคัญต่อแนวคิดการพัฒนาและประยุกต์
(Development) ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ดังทัศนะของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ
(2563) ที่กล่าวถึงงานวิจัยพัฒนาและประยุกต์ว่า เป็นการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาความรู้ใหม่ๆ และมี
วัตถุประสงค์เพอื่ นำความรู้น้ันไปใช้อย่างใดอยา่ งหนึ่ง หรือเป็นการนำเอาความรู้และวธิ กี ารต่างๆ ที่ได้
จากการวิจัยขั้นพื้นฐานมาประยุกต์อีกต่อหนึ่ง หรือหาวิธีใหม่ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ได้ระบุไว้แน่ชัด
ล่วงหน้า เพื่อสร้างวัสดุ ผลิตภัณฑ์และเครื่องมือใหม่ เพ่ือติดตั้งกระบวนการ ระบบและบริการใหม่
หรือเพื่อการปรับปรุงสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้ดีขึ้น และตอบสนองต่อแนวคิดการขยายผลงานวิจัย
(Implementation) ที่หมายถึงการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การปฏิบัติ ให้สามารถประยุกต์
กบั งานหรอื ขยายผลได้อยา่ งเหมาะสม
1.8.4 การวิจัยนี้จะก่อประโยชน์กับการวิจัยในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา ดังนี้
1) ในเชิงวิชาการ คือ ให้ความสำคัญกับประเด็นที่เป็นการศึกษาศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาในระดับสถานศึกษา และใช้หลักการ “พัฒนาครู แล้วครูนำผลที่ได้รับไปพัฒนาผู้เรียน”
2) ในเชิงวิชาชีพ คำนึงถึงมาตรฐานวิชาชพี ของผูบ้ ริหารสถานศึกษาและผูบ้ ริหารการศึกษาที่คุรุสภา
กำหนดตามมาตรฐานด้านความรู้และตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ดังมีรายละเอียดกล่าวไว้ในหัวขอ้
1.5 ของบทท่ี 1 น้ี
บทท่ี 2
เอกสาร และงานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
การวิจัยเรื่องโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้
ดิจิทัลของนักเรียน (Online Program to Empower Teacher Learning to Develop Students’
Digital Literacy Skills) น้ี มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมออนไลน์ตามแนวคิด
“Knowledge + Action = Power” ทปี่ ระกอบดว้ ยโครงการและคู่มือประกอบโครงการ 2) ประเมิน
ความมีประสิทธิผลของโปรแกรมออนไลน์จากผลการวิจัยเชิงทดลองในภาคสนาม 2 ระยะ คือ การ
พฒั นาครู และครพู ฒั นานักเรียน และการถอดบทเรียนให้ทราบถึงข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข
โปรแกรมออนไลน์ ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยและพัฒนาการวิจัย
ผู้วิจยั ได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้องตามลำดับ ดังน้ี
2.1 หลกั ธรรมเพือ่ คณุ ภาพและความสำเร็จของงานวิจัย
2.2 การวิจยั และพฒั นา: แนวคดิ และแนวปฏบิ ตั เิ พ่อื การวิจัย
2.3 แนวคิดเชิงทฤษฎเี กีย่ วกบั ทักษะการรดู้ ิจิทัล
2.4 บริบทของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา : พน้ื ที่ประชากรเปา้ หมายในการ
เผยแพรน่ วัตกรรมที่ได้จากการวิจัย
2.5 โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในโรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ : พื้นท่ีทดลอง
ในการวจิ ยั
2.6 กรอบแนวคดิ เพ่ือการวิจัย
2.1 หลกั ธรรมเพ่อื คณุ ภาพและความสำเร็จของงานวิจยั
ตามที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ได้กำหนดปรัชญาของมหาวิทยาลัยไว้ว่า
“ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา” (Academic Excellence based on
Buddhism) และเนื่องจากในงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่ใช้การวิจัยและพัฒนา (Research and
Development: R&D) มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานวัตกรรม โดยนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีจุดมุ่งหมาย
เพื่อนำไปใช้พัฒนาคนสู่การพัฒนาคุณภาพของงาน มีกระบวนการในรูปแบบ
R1D1..R2D2..R3D3..RiDi มีขั้นตอนสุดท้ายเป็นการวิจัยเชิงทดลองในภาคสนามจริง มีจุดมุ่งหมาย
หลักเพื่อทดสอบคุณภาพของนวัตกรรมในลักษณะ If X…Then Y และเพื่อการปรับปรุงแก้ไข
ข้อบกพร่องของนวัตกรรมนั้นด้วย ดังนั้น ในการดำเนินการวิจัยนี้ ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีหลกั ธรรมทีเ่ ปน็
ขอ้ คิดเตอื นใจตลอดระยะเวลาในการดำเนนิ งานวจิ ัย โดยเชื่อวา่ การนำหลกั ธรรมที่จะกล่าวถึงมาใช้จะ
ช่วยตอบสนองต่อปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยดังกล่าวข้างต้น และช่วยเสริมสร้าง
ให้การดำเนินงานวิจัยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและบรรลุผลสำเร็จ จึงขอนำหลักธรรมที่จะเป็นข้อคิด
เตอื นใจเพอ่ื การวิจัยมากลา่ วถึงดงั น้ี
18
2.1.1 อทิ ธิบาท 4
พุทธทาสภิกขุ (2549) ได้กล่าวถึง อิทธิบาท แปลว่า บาทฐานแห่งความสำเร็จ หมายถึง
สิ่งซึ่งมีคุณธรรมเครื่องให้ลุถึงความสำเร็จตามที่ตนประสงค์ ผู้หวังความสำเร็จในสิ่งใด ต้องทำตนให้
สมบูรณ์ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า อิทธิบาท ซึ่งจำแนกไว้เป็น 4 ประการคือ 1) ฉันทะ หมายถึง ความรัก
และความพอใจในสิ่งนั้น ๆ คือ เมื่อทำสิ่งใดก็ทำด้วยความพึงพอใจ ด้วยความรักในสิ่งนั้น ทำสิ่งน้ัน
ดว้ ยความเต็มใจไมเ่ บื่อหนา่ ยในกิจท่ีทำ (การเต็มใจ) 2) วิริยะ หมายถงึ ความเพยี รในการกระทำสง่ิ นั้น ๆ
คอื เมือ่ ทำสงิ่ ใดก็ทำดว้ ยความขยนั หม่นั เพียร ดว้ ยความพยายาม และมมี านะอตุ สาหะ ไม่ทอดทิ้งกิจท่ี
ทำนั้น (การแข็งใจ) 3) จิตตะ หมายถึง ความเอาใจใส่ ความเอาใจจดจ่อนิส่งที่ทำ ไม่วางธุระ
ในสิ่งนั้น ๆ คือ เมื่อทำสิ่งใดก็ทำด้วยความรู้จักไตร่ตรอง ทำด้วยปัญญา รู้จักพิจารณาใคร่ครวญ
ตรวจหาเหตุด้วยความรอบคอบ (การเข้าถึง) 4) วิมังสา หมายถึง การใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง
ตรวจสอบในสิ่งนั้น ๆ คือ เมื่อทำสิ่งใดก็ทำด้วยความรู้จักไตร่ตรองทำด้วยปัญญา รู้จักพิจารณา
ใครค่ รวญ รจู้ กั พนิ จิ พเิ คราะห์ ตรวจหาสาเหตดุ ว้ ยความรอบคอบ (การเขา้ ใจ)
ในงานวิจัยน้ี ผู้วิจัยได้ใช้หลักของอิทธิบาท 4 ดังกล่าวข้างต้น มาช่วยเป็นข้อคิดเตือนใจ
เพอื่ ให้งานวิจยั นี้มีคุณภาพและประสบความสำเร็จ ดังน้ี 1) เม่ือทำงานวิจยั มคี วามพอใจในการทำงาน
เป็นที่ตั้ง ทำด้วยความเต็มใจไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายในการทำงาน เวลาทำงานทำด้วยความเต็มใจ
พอใจในการรับคำแนะนำสั่งสอนจากท่านอาจารย์ ทำให้การทำงานวิจัยทุกครั้งมีความสุข 2) เมื่อได้
แนวทางในการทำวิจัยจากท่านอาจารย์ทำด้วยตั้งใจ ค้นคว้างานด้วยความขยันหมั่นเพียร ทำด้วย
ความพยายาม มุมานะ ไมท่ อดทงิ้ งาน 3) เมอื่ ทำงานเอาใจจดใจจ่อกบั งานที่ทำ ไมท่ ้ิงงาน ทำงานด้วย
ความเอาใจใส่ทุกขั้นตอนเพื่อให้งานมีคุณภาพ 4) เมื่อทำงานต้องใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรอง
ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นในขณะร่วมทำงานได้ใช้ปัญญาเข้าไปช่วยใน
การแกไ้ ขปญั หา เพื่อใหเ้ กดิ ความสำเรจ็ ในงานวจิ ัย ดังน้ัน ผูว้ ิจยั นำหลกั ธรรมดงั กล่าวมาน้มี าช่วยเสริม
หลักการทำวิจัยของผู้วิจัยให้เป็นด้วยความเพียรพยายาม ทำด้วยความเอาใจใส่ และทำงานด้วย
ความรัก ความเสมอตน้ เสมอปลาย จะสง่ ผลใหง้ านวจิ ยั น้สี ำเรจ็ สมบรู ณแ์ ละมคี ณุ ภาพ
2.1.2 ฆราวาสธรรม 4
พุทธทาสภิกขุ (2523) ได้ให้ความหมายของ ฆราวาสธรรม ออกเป็น 2 ประการ
คือ ประการแรก เป็นธรรมธรรมดาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ ประการที่ 2 เป็นธรรมที่ใช้เป็นหลักใน
การที่จะนำไปสู่ การปฏิบัติธรรมข้ออื่น ๆ ให้สำเร็จ 1. เป็นธรรมธรรมดาที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ
สจั จะ หมายถึง ซอื่ ตรงตอ่ เพ่ือนฝูงซือ่ ตรง ต่อลูกเมยี ซื่อตรงต่อเวลา ซือ่ ตรงตอ่ การงาน ทมะ หมายถึง
ข่มใจ อย่าให้เกิดโทสะ อย่าให้เกิดความรักหรือความเกลียด ขันติ หมายถึง อดทนต่อความร้อน
ความหนาว ความเหนื่อย อดทนต่อคำด่า จาคะ หมายถึง การให้ทาน รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนบ้าน
มิตรสหาย 2. เป็นธรรมที่ใช้เป็นหลักในการที่จะนำไปสู่การปฏิบัติธรรมข้ออื่น ๆ ให้สำเร็จ สัจจะ
หมายถึง ความจริงใจ ความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติในสิง่ นั้น เมื่อจะทำสิ่งใด หรือ ปฏิบัติธรรมข้อใดแล้ว
ก็ควรตั้งใจจริงทำอย่างสุดความสามารถของตน ทำให้ถึงที่สุด ดังเช่น เมื่อพระพุทธเจ้าทำความเพียร
เพื่อตรัสรู้ ก็ได้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า แม้จะเหลือเพียงแต่กระดูก ก็จะไม่ลุกขึ้น จากที่นั่ง ถ้าไม่บรรลุ
สัมมาสัมโพธิญาณ ในการศึกษาเล่าเรียนกเ็ หมือนกันถ้ามีสัจจะหรอื สัจจาธิษฐาน คือ ทำให้มันจริง ๆ
ตั้งใจจริง ๆ ก็จะช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จสมดังที่ตั้งใจ ทมะ หมายถึง บังคับตัวเอง บังคับใจ
19
ตนเอง ไม่ให้หลงไปตามแรงของสิ่งที่มายั่วยุ ซึ่งแม้จะยากเย็นเพียงใดก็ต้องพยายามบังคับให้ได้
ในการบังคับนั้นต้องใช้ไหวพริบและความฉลาย เข้าต่อสู้ เพราะจิตใจเมื่อถูกบังคับก็จะขัดขืนยิ่งกว่า
ช้าง ที่ตกมันเลียอีก ซึ่งการบังคับจิตใจของตนเอง นั่นก็มี 2 วิธีด้วยกัน กรณีแรก คือ การปลอบ
ประโลมจิตใจ ค่อยปลอบโยน กรณีที่สอง คือ การบังคับโดยตรง การตัดใจไม่ให้ทำในสิ่งน้ัน
ซง่ึ ทั้ง 2 วิธีนี้ต้อง เลือกใชใ้ หเ้ หมาะสมกับสถานการณ์ ท่ีเกดิ ข้ึน ขันติ เมือ่ มีทมะแล้วยังต้องใช้ขันติเข้า
รองรับ ต้อง อดทนต่อการปีบคั้นของกิเลสไม่ว่าจะเป็นราคะ โทสะ โมหะ หรืออื่น ๆ ต้องใช้ความ
อดทนอย่าหลงไป ตามสิ่งยั่วยุหรือกิเลส จาคะ หมายถึง บริจาคออกไป สละสิ่งที่ไม่ต้องการที่มีอยู่
ในจิตใจให้หลุด ออกไป ระบายความสับสนวุ่นวายออกไปจากจิตใจ อาจจะโดยการสวดมนต์หรือ
การพักผ่อนให้ถูกวิธี ฆราวาสธรรม คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นี้เป็นเครื่องมือกำจัดมาร
เป็นเครื่องมือที่จะ สร้างสิ่งที่ปรารถนาในทุกกรณี ไม่ใช่เฉพาะเป็นธรรมของฆราวาสเท่านั้น แม้แต่
บรรพชติ ทต่ี ้องการ จะบรรลุมรรคผลนิพพาน กย็ ังตอ้ งใชธ้ รรมขอ้ น้ีดว้ ยเช่นกนั พทุ ธทาสภิกขุ ไดก้ ล่าว
ว่า สัจจะ หมายถึง ความจริงลงไปในสิ่งที่จะกระทำและสัจจา ธิษฐาน คือ ตั้งจิตด้วยสัจจะมั่นลงไป
ในการที่จะทำในการที่จะประพฤติ เพื่อละกิเลส ทมะ หมายถึงการ บังคับตัวเอง เป็นธรรมที่จะใช้
สกัดกลั้นความโกรธในขั้นเริ่มต้นแต่ถ้าบังคับไม่ได้ หรือ บังคับไม่อยู่ก็ใช้ ธรรมะข้ออื่น เช่น ปัญญา
ขันติและอื่น ๆ เข้าช่วย ขันติ หมายถึง ความอดกลั้น ความอดได้รอได้ คอยได้ เป็นเครื่องห้ามความ
ผลุนผัน ความโกรธ ขันติเป็นแกนกลาง ในการประพฤติพรหมจรรย์ ของผู้ บำเพ็ญพรตทั้งหลาย
คนส่วนใหญ่มักไม่ชอบอดกลั้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องเสียเกียรติหรือขี้แพ้ อะไรทำนองน้ัน
แต่ถ้ารู้จักฝึกความอดกลั้น หรือฝึกให้มีขันติได้มาก ๆ ก็จะเป็นคนที่ไม่โกรธง่าย จาคะ หมายถึง
สละการใหท้ าน สละกเิ ลสตาม โอกาสทีต่ อ้ งสละเปน็ รรู ั่วท่ีระบายกิเลสออก
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้หลักของฆราวาสธรรมดังกล่าวข้างต้น มาช่วยเป็นข้อคิดเตือนใจ
เพื่อให้งานวิจัยนี้มีคุณภาพและประสบความสำเร็จ ดังน้ี 1) การทำงานวิจัยต้องใช้ความจริงใจ
ตั้งใจ ไม่โลเล ผัดวันประกันพรุ่งหรือว่าขี้เกียจ ผู้วิจัยกำหนดหรือตั้งสัจจาธิษฐานไว้ในลักษณะว่าจาก
วันนี้ ถึงวันนี้ หัวข้อนี้ บทนี้ต้องเสร็จให้ได้ 2) เมื่อเกิดความเกียจคร้านขึ้นในช่วงเวลาการทำงานวิจัย
กบ็ ังคับตนเอง ขม่ ใจตัวเองให้ไดต้ ามท่ีตงั้ ใจไว้แต่แรก 3) ในการทำงานวจิ ยั ให้มีคุณภาพอย่างหนักแน่น
นอกจากต้องอาศัยการข่มใจซึ่งเป็นเรื่องที่ถือว่ายากนัน้ จะต้องอาศัยความหนักแน่นอดทนอดกล้นั มา
ให้มาก เพื่อระงับอารมณ์ของตนเอง 4) ผู้วิจัยทำงานวิจัยซึ่งเป็นงานที่ทำ เพื่อแก้ปัญหาแต่ขั้นตอน
บางอย่างอาจผิดพลาด ก็ต้องเริ่มขั้นตอนใหม่ วิธีการหรือแนวทางใหม่ ไม่ฝืนเกินไปเป็นการละหรือ
สละแนวทางเก่า เพื่อไปสู่แนวทางใหม่ในการทำงานวิจัย เมื่อทำผลงานสมบูรณ์เรียบร้อยมีคุณภาพ
ก็เผยแพร่ผลงานสู่เวทีวิชาการ บางอย่างต้องสละกิเลสหรือระบายอารมณ์ความกดดันออกมาบ้าง
และลดละเลิกพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานวิจัย ดังนั้น ผู้วิจัยจึงใช้หลักฆราวาสธรรมใน
การส่งเสริมการทำงาน โดยมีสัจจะต่อตนเอง ฝึกตนข่มใจไม่วอกแวกในการทำงาน ใช้ความอดทน
ประคบั ประคอง ให้งานวิจยั ประสบความสำเร็จและมีคณุ ภาพ
2.1.3 สปั ปุริสธรรม 7
พระมหาสมควร ศรีสงคราม (2550) กลา่ วถึง สปั ปรุ ิสธรรม 7 หมายถงึ สัตบุรุษทท่ี ำให้เป็น
สัตบรุ ษุ คอื ความเป็นคนดีท่สี มบูรณ์ เปน็ ธรรมท่ีเหมาะสมต่อการเปน็ ผนู้ ำ โดยเฉพาะอย่างย่ิงผู้ที่เป็น
หัวหน้าคน หรือผู้นำที่ต้องเปน็ ผู้ที่รูจ้ ักเหตุผล รู้จักตนเอง และผู้อื่น รู้จักกาลเทศะโดยเฉพาะอย่างย่ิง
20
ในการรู้จักนิสัยความต้องการ ความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อจะได้มอบหมายงานให้
เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน หลักธรรมนี้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้และถือปฏิบัติ
โดยเฉพาะผู้ที่เป็นหัวหน้าต้องปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา สมควรที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่น
ต้องบังคับจิตใจตนเองให้อยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อประสิทธิภาพใน
การทำงาน อันมีองค์ประกอบคือ 1) ธัมมัญญุตา คือ การรู้จักเหตุ การรู้จักและเข้าใจ ในหลักการ
ระเบียบและกฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต โดยรู้จักว่าตนจะต้อง
ปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่มีอยู่อย่างไร สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ภายใต้เหตุผลอันถูกต้อง
2) อัตถัญญุตา คือ รู้ประโยชน์ การเป็นผู้รู้จักผลหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำ สามารถรู้ถึง
ความมุ่งหมายของธรรมแต่ละอย่างได้ชัดเจน 3) อัตตัญญุตา คือ การรู้จักตน รู้จักประมาณตน
ในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องการเงิน การดำรงชีวิตประจำวัน ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน รวมถึงรู้จัก
สภาพความคิดและจิตใจของตนเอง 4) มัตตัญญุตา คือรู้จักประมาณ การเป็นคนที่รู้จักความพอดี
หรือพอเพียงในทุก ๆ ด้าน ทั้งพอดีในตนเอง พอเพียงในชีวิต รู้จักความพอดีในการพูด การทำงาน
5) กาลัญญุตา คือ การรู้จักเวลา เข้าใจในเวลาอันสมควร และระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำกิจการ
ใด ๆ และพงึ ใช้เวลานนั้ ใหเ้ หมาะสม เชน่ รูว้ ่าเวลาไหนควร เวลาไหนไม่ควร ร้วู า่ เวลาไหนควรทำอะไร
และไม่ควรทำอะไร 6) ปริสัญญุตา คือ รู้จักชุมชน การเป็นผู้รู้จักชุมชน ถิ่นอาศัยของตนเอง รวมถึง
รู้จักชุมชนเหล่าน้ันมีความต้องการอะไร มีความเห็นหรือข้อตกลงในการอยูร่ ่วมกันอย่างไร เมื่อทราบ
แล้วย่อมทำให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข 7) ปุคคลัญญุตา คือ การรู้จักบุคคล
การเป็นผู้รู้จักเลือกคบคน ใครรวบคบหาหรือไม่ควรคบหา รู้จักว่าคนแต่ละคนมีอุปนิสัยใจคือ
ที่แตกต่างกัน มีคุณธรรมต่างกัน มีความประพฤติต่างกัน มีหน้าที่การงานต่างกัน ดังนั้นจึงควรรู้จัก
เลอื กคบหาสมาคมกบั บคุ คลทีค่ วรคบ
ในงานวจิ ัยน้ี ผูว้ จิ ยั ได้ใช้หลกั ของสปั ปรุ ิสธรรม 7 ดังกลา่ วขา้ งต้น มาช่วยเปน็ ข้อคิดเตือนใจ
เพื่อให้งานวิจัยนี้มีคุณภาพและประสบความสำเร็จ ดังนี้คือ 1) นำหลักการการทำงานที่ท่านอาจารย์
แนะนำมาใช้ทำงานให้มีระเบียบแบบแผน ทำให้งานมีความสมบูรณ์และมีคุณภาพ 2) ในการทำวิจัย
ต้องเรียนรู้และเข้าใจผู้อื่นในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 3) ทำอะไรรู้จักประมาณตนให้อยู่ในความพอดี
พอเพียง ในการทำงานทุก ๆ ด้าน ทั้งในเรื่องเวลาคือเมื่อถึงระยะเวลาในการส่งงาน ต้องวางแผนงาน
นั้นให้ส่งทันเวลา เรื่องการเงิน ในการเรียนต้องใช้เงินเป็นอย่างมาก ผู้วิจัยต้องวางแผนการใช้เงิน
เพื่อไม่ให้กระทบต่อการดำเนินชีวิตของครอบครัว 4) การดำรงตำแหน่งในหน้าท่ีการงาน การดำเนิน
ชีวิตในแต่ละวัน รู้จักกาลเทศะ รู้อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ 5) ปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบอันดีงาม
ของสังคมในฐานะที่เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รู้ตนเองอยู่ตลอดเวลา
การนำหลักธรรมดังกล่าวน้ี มาใช้ตลอดระยะเวลาในการทำงานวิจัย จึงส่งผลให้งานวิจัยนี้มีคุณภาพ
และประสบความสำเร็จ
2.1.4 กัลยาณมติ รธรรม 7
พระธรรมปิฎก (2546) ได้ให้ความหมายของ กัลยาณมิตรธรรม 7 คือ องค์คุณของ
กัลยาณมิตร คุณสมบัติของมิตรดีหรือมิตรแท้ คือท่านที่คบหรือเข้าหาแล้วจะเป็นเหตุให้เกิดความดี
งามและความเจริญ ในที่นี้มุ่งเอามิตรประเภทครูหรือพี่เลี้ยงเป็นสำคัญ ดังนี้ 1) ปิโย (น่ารัก) ในฐาน
เป็นที่สบายใจและสนิทสนม ชวนให้อยากเข้าไปปรึกษา ไต่ถาม 2) ครุ (น่าเคารพ) ในฐานประพฤติ
21
สมควรแกฐ่ านะ ให้เกดิ ความรู้สกึ อบอ่นุ ใจ เปน็ ท่พี ึง่ ใจ และปลอดภยั 3) ภาวนีโย (นา่ เจรญิ ใจ) หรือนา่
ยกย่อง ในฐานทรงคุณคือความรู้และภูมิปัญญาแท้จริง ทั้งเป็นผู้ฝึกอบรมและปรับปรุงตนอยู่เสมอ
ควรเอาอย่าง ทำให้ระลึกและเอ่ยอ้างด้วยซาบซึ้งภูมิใจ 4) วัตตา (เป็นผู้รู้จักพูดจา โดยมีเหตุผลและ
หลักการ) รู้จักพูดให้ได้ผล รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ รู้ว่าเมื่อไรควรพูดอะไรอย่างไร คอยให้คำแนะนำว่า
กล่าวตักเตือน เป็นที่ปรึกษาที่ดี 5) วจนักฺขโม (อดทนต่อถ้อยคำ) คือ พร้อมที่จะรับฟังคำปรึกษา
ซักถามคำเสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์ อดทน ฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว 6) คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา
(แถลงเรื่องล้ำลึกได้ สามารถอธิบายเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ให้เข้าใจ และให้เรียนรู้เรื่องราวที่ลึกซึ้ง
ยิ่งขึ้นไป 7) โน จัฏฐาเน นิโยชเย (ไม่ชักนำในอฐาน) คือ ไม่แนะนำในเรื่องเหลวไหล หรือชักจูงไป
ในทางเส่อื มเสีย
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้หลักของกัลยาณมิตรธรรม 7 ดังกล่าวข้างต้น มาช่วยเป็นข้อคิด
เตือนใจเพ่ือใหง้ านวิจยั น้มี ีคุณภาพและประสบความสำเร็จ ดงั น้ี ในการปฏบิ ัตติ นต่อท่านอาจารย์หรือ
เพ่อื นรว่ มรนุ่ ปฏบิ ัติตนเป็นทน่ี า่ รักกับทุกคนอยา่ งดีมาโดยตลอด จึงทำใหเ้ วลาพูดคยุ ดว้ ยแล้วสบายใจ
มีความยิ้มแย้มแจ่มใจ เป็นกันเองกับผู้ร่วมวิจัย ปฏิบัติตัวให้สมควรแก่การเคารพนับถือของผู้อื่น
และเมื่อพูดคุยแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย สามารถเป็นที่พึ่งพาให้กับผู้ร่วมวิจัยได้ ให้กำลังใจผู้อ่ืน
เมื่อเกิดปัญหา รับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมวิจัย สามารถอธิบายชี้แนะด้วยหลักการและเหตุผล
และเป็นที่ปรึกษาที่ดแี ก่ผู้ร่วมวิจัยและเพือ่ นร่วมรุ่นทุกคน ผู้วิจัยนำหลักธรรมนี้มาใช้ตลอดระยะเวลา
การทำวจิ ยั จึงสง่ ผลให้งานวจิ ัยน้มี คี ณุ ภาพและประสบความสำเรจ็
2.1.5 สงั คหวัตถุ 4
พระมหานพดล สีทอง (2554) ได้กล่าวถึงสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 1) ทาน คือ การเผื่อ
แผ่ แบ่งปัน ให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์ทั้งทางทุนทรัพย์สิ่งของ ปัจจัยสี่ที่จำเป็น การให้คำแนะนำ
ให้ความรู้ศิลปวิทยาการ ความรู้ความสามารถที่เรามีอยู่ให้กับเพื่อนร่วมงาน 2) ปิยวาจา คือ การใช้
คำพูดหรือวาจาทไี่ พเราะ ชดั เจน ไมพ่ ดู สอ่ เสยี ด ดถู ูกดแู คลน พูดด้วยคำทีส่ ภุ าพน่มิ นวล จรงิ ใจ การใช้
ถ้อยคำ ที่แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ เข้าใจผู้อื่น 3) อัตถจริยา คือ การทำประโยชน์ให้แก่ผู้อ่ืน
ชว่ ยเหลือตามกำลังแรงกายทต่ี นมีอยู่ ไมไ่ ดถ้ ูกบังคับทำด้วยความเตม็ ใจท่จี ะชว่ ยเหลือผู้อ่ืน ขวนขวาย
ช่วยทำกจิ กรรมตา่ ง ๆ 4) สมานัตตตา คือ การเอาตวั เข้าไปสมาน การวางตวั เสมอตน้ เสมอปลายหนัก
แน่น ให้ความเสมอภาคกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ ร่วมทุกข์ร่วมสุขช่วยเหลือ
เก้ือกูลกันแกป้ ัญหา ชว่ ยกันคดิ ในทางสรา้ งสรรค์
ในงานวิจัยน้ี ผู้วิจัยได้ใช้หลักของสังคหวัตถุ 4 ดังกล่าวข้างต้น มาช่วยเป็นข้อคิดเตือนใจ
เพ่อื ให้งานวจิ ยั นม้ี คี ุณภาพและประสบความสำเร็จ ดงั นี้ 1) เมื่อผู้รว่ มงานวิจยั มีความเดือดร้อนในด้าน
ใด ได้ให้ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ สงเคราะห์ทุกเรื่อง 2) เมื่อมีความเดือดร้อนในการทำงาน
ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการพูดให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ ชี้แจงอย่างถูกต้องกับผู้ร่วมงานวิจัยด้วย
ความสุภาพไพเราะ น่าฟัง เป็นกัลยาณมิตรแก่กันแสดงให้เห็นถึงการเข้าอกเข้าใจเพื่อนร่วมงานวิจัย
3) เมื่อผู้ร่วมงานวิจัยต้องการความช่วยเหลือทางด้านแรงกาย ก็ให้ความสำคัญ ร่วมมือช่วยแก้ไข
ปญั หาภายในการทำงานรว่ มกนั ดว้ ยความเต็มใจ 4) เมือ่ เกิดปญั หาขนึ้ ในขณะรว่ มทำงานได้เข้าไปช่วย
ในการแก้ไขปัญหา ช่วยกันคิดแก้ปัญหาในทางสร้างสรรค์ มีปัญหาเกิดขึ้นก็ฝ่าฟันร่วมกัน และปฏิบัติ
วางตัวกับเพื่อนร่วมงานอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบ เพื่อให้เกิดความสำเร็จใน
22
งานวิจัยร่วมกัน ดังนั้น การนำหลักธรรมดังกล่าวมานี้มาช่วยเสรมิ หลักการทำวิจัยของผูว้ ิจัยให้เป็นไป
ด้วยความสามัคคี ให้กำลังใจและให้คำแนะนำ การช่วยเหลอื เกื้อกูลกันซึ่งกันและกัน และความเสมอ
ตน้ เสมอปลาย จงึ สง่ ผลใหง้ านวิจยั น้ีมีคุณภาพและประสบความสำเร็จ
2.1.6 พรหมวิหาร 4
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ ฺโต) (2551) ให้ความหมายวา่ พรหมวหิ าร 4 หมายถงึ ธรรม
เครื่องอยู่ อย่างประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์ธรรมที่
ต้องมีไว้เปน็ หลักใจกำกับความประพฤติ จึงจะเชือ่ ว่าดำเนินชีวติ หมดจดและปฏิบตั ิตนต่อมนษุ ยส์ ตั ว์
ทงั้ หลายโดยชอบ มดี งั น้ี 1) เมตตา หมายถงึ ความรกั ใคร่ ปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข มีจิตแผ่
ไมตรีและคิด ทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั้งหลาย 2) กรุณา หมายถึง ความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์
ใฝ่ใจอันปลดเปลื้องบำบดั ความทกุ ข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ 3) มุทิตา หมายถึง ความยินดี ในเมื่อ
ผอู้ นื่ อยู่ดมี ีสุข มจี ิตผ่องใสบนั เทิง กอปรด้วยอาการ แชม่ ชน่ื เบกิ บานอยู่เสมอ ต่อสตั ว์ท้ังหลาย ผู้ดำรง
ในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดี มีสุข เจริญ งดงามยิ่งขึ้นไป 4) อุเบกขา หมายถึง ความวางใจ
เปน็ กลาง อนั จะทำใหด้ ำรงอยู่ในธรรมทพี่ ิจารณาเหน็ ด้วยปัญญา คอื มจี ิตเรียบตรงเท่ยี งธรรมดุจตรา
ชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชังพิจารณาเห็นกรรมที่สตั ว์ ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดหี รือชั่ว
สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและ ปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจ
มองในเม่อื ไมม่ กี จิ ควรทำ เพราะเขารบั ผดิ ชอบของตน
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้หลักของพรหมวิหาร 4 ดังกล่าวข้างต้น มาช่วยเป็นขอ้ คิดเตอื นใจ
เพื่อให้งานวิจัยนี้มคี ุณภาพและประสบความสำเร็จ ดังน้ี 1) รู้จักมองแง่ดีของเพื่อนร่วมงานและจดจำ
ไว้เพื่อจะได้ใช้คนให้เหมาะสมกับลักษณะที่ดีของเขา มีความปรารถนาดีต่อผู้ร่วมวิจัย 2) เมื่อมีการ
แสดงความคิดเห็นหรือเมื่อท่านอาจารย์แนะนำ เรียนรู้และเปิดใจกว้างรับฟงั และเมื่อมีปัญหาเกิดขน้ึ
ในการทำวิจัยของเพื่อนร่วมชั้นคิดอยากจะช่วยเหลือผู้อื่นให้เขาพ้นจากความทุกข์กังวลต่าง ๆ 3) มี
ความยินดีกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน เมื่อเห็นเขามีความสุข ใช้คำพูดแสดงความรู้สึกใหเ้ พื่อนร่วมงานรับรู้
ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กัน ทำให้เวลาทำงานร่วมกันมีความจริงใจ มีความสุขในการได้ทำงานร่วมกัน
ส่งเสริมงานซึ่งกันและกนั 4) ผู้วิจัยมใี จเทีย่ งตรง ไม่เอนเอียงต่อการกระทำที่เสี่ยงการตอ่ ความผดิ ทั้ง
เร่ืองคุณธรรมจรยิ ธรรม เช่นการคัดลอกผลงานทางวชิ าการของผู้อ่ืน ใชป้ ัญญาใหเ้ หน็ ชอบในทางธรรม
โดยรู้เท่าทันคนร่วมงานทุกคน เพื่อให้เกิดความสำเร็จในการทำงานวิจัย ดังนั้น การนำหลักธรรม
ดังกล่าวมานี้ มาช่วยเสริมหลกั การทำวิจัยของผู้วจิ ัยให้เปน็ ไปด้วยความมีเมตตากรุณามคี วามจริงใจที่
ดีตอ่ กนั ในการทำงาน และดำรงอยูใ่ นความเป็นธรรมเปน็ กลาง ด้วยความเสมอตน้ เสมอปลาย จงึ ส่งผล
ใหง้ านวิจยั น้มี คี ณุ ภาพและประสบความสำเร็จ
โดยสรุป ในการดำเนินงานวิจัยน้ี ผู้วิจัยได้นำเอา 6 หลักธรรมดังกล่าวข้างต้น มาใช้เป็น
ข้อคิดเครื่องเตือนใจ ตลอดระยะเวลาในการดำเนินงานวจิ ยั ตงั้ แต่จุดเริม่ ต้นของการวิจัย จนถึงสิ้นสุด
การวจิ ัย เพ่อื ใหก้ ารดำเนนิ งานวจิ ัยตามหลักการ แนวคิด และลักษณะของการวจิ ัยเชิงวิจัยและพัฒนา
เป็นไปอย่างมีคุณภาพและบรรลุผลสำเร็จ และเพื่อตอบสนองต่อปรัชญาของมหาวิทยาลัยมหามกุฏ
ราชวิทยาลัยที่ได้กล่าวไว้ข้างตน้ ดงั แสดงภาพประกอบของ 6 หลกั ธรรมในภาพที่ 2.1
23
อทิ ธิบาท 4 กัลยาณมิตรธรรม 7 สงั คหวัตถุ 4
หลักธรรมเพื่อคุณภาพและ
ความสาเร็จของงานวิจยั
ฆราวาสธรรม 4 พรหมวิหาร 4
สปั ปุริสธรรม 7
ภาพท่ี 2.1 หลกั ธรรมเพื่อความมคี ุณภาพและความสำเรจ็ ของงานวจิ ยั
2.2 การวจิ ยั และพัฒนา : แนวคิดและแนวปฏิบัติเพื่อการวจิ ัย
ในการวิจัยนี้ ผู้วิจัยใช้แนวคิด แนวปฏิบัติ และกรณีศึกษา เพื่อการวิจัยและพัฒนา
(Research and Development : R&D) ตามทัศนะของวิโรจน์ สารรัตนะ (2561) โดยเนื้อที่จะ
นำเสนอตอ่ ไปขา้ งลา่ งน้ี ได้รบั อนุญาตจากผเู้ ขียนแลว้ ดังน้ี
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) มีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนา
ผลผลติ (Product) ในทางธุรกิจอาจเรยี กว่า“ผลติ ภัณฑ์”ท่ีเป็นตวั สนิ คา้ ในทางการศึกษาอาจเรียกว่า
“นวัตกรรม” ที่อาจเป็นวัตถุ (Material) หลักการ (Principle) แนวคิด (Concept) หรือทฤษฎี
(Theory) ท่ีสะท้อนให้เหน็ ถงึ เทคนคิ กระบวนการ หรือวธิ กี ารเพอื่ การปฏิบัติ
นวัตกรรมทพ่ี ัฒนาข้ึนโดยกระบวนการวจิ ัยและพฒั นามจี ุดมุ่งหมาย เพอ่ื นำไปใช้พัฒนาคน
สู่การพัฒนาคุณภาพของงาน ที่มีปรากฏการณ์หรือข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็น
(Need) เกิดขึ้น ซึ่งอาจเปน็ ผลสบื เน่ืองจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ท่ีท้าทายของหน่วยงานหรือ
เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การทำงานจากเก่าสู่ใหม่ที่บุคลากรขาดความรู้ความเข้ าใจและ
ทักษะในกระบวนทัศน์ใหม่ หรือเกิดจากการปฏิบัติงานที่ไม่บรรลุผลสำเร็จตามที่คาดหวังมาอย่าง
ยาวนาน จึงต้องการนวัตกรรมใหม่มาใช้ หรืออาจเปน็ ผลสืบเนือ่ งจากปจั จยั อื่น ๆ แล้วแตก่ รณี
การวิจัยและพัฒนา มกี ระบวนการในรูปแบบ R1D1..R2D2..R3D3..RiDi มีข้ันตอนสุดท้ายเป็นการ
วิจัยก่อนทดลอง (Pre-Experiment) หรือกึ่งทดลอง (Quasi-Experiment) ในภาคสนามจริง มีจุดมุ่งหมาย
หลัก เพือ่ ทดสอบคณุ ภาพของนวัตกรรมในลักษณะ If X…Then Y และเพอื่ การปรบั ปรุงแก้ไขขอ้ บกพร่องของ
นวตั กรรมน้นั ดว้ ย จากนน้ั จงึ นำไปเผยแพร่ในวงกว้างต่อไป โดยนวัตกรรมน้ันผเู้ ขยี นเห็นวา่ อาจเป็นการนำมา
จากท่อี ่ืน (Adopt) หรอื มกี ารปรับมาจากที่อ่ืน (Adapt) หรอื มีการริเรมิ่ สรา้ งสรรค์ขึ้นใหม่ (Create)
แนวคิดและขั้นตอนการวิจัยและพัฒนา
ดังกล่าวข้างต้นว่า การวิจัยและพัฒนามีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนานวัตกรรม มีจุดมุ่งหมาย
เพื่อนำไปใช้พัฒนาคนสู่การพัฒนาคุณภาพของงาน ที่มีปรากฏการณ์หรือข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงให้
เห็นว่ามีความจำเป็น (Need) เกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลสืบเนื่องจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ที่ท้า
ทายของหน่วยงาน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การทำงานจากเก่าสู่ใหม่ หรือเกิดจาก
การปฏิบัติงานที่ไม่บรรลผุ ลสำเร็จตามท่ีคาดหวังมาอย่างยดื เยื้อยาวนาน จึงตอ้ งการนวัตกรรมใหม่มา
24
ใช้ หรืออาจเป็นผลสืบเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ แล้วแต่กรณี ในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ถือ
เปน็ นวัตกรรมใหม่ทางการบริหารการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ที่คาดหวังว่า หากบคุ ลากรทางการศึกษา
มีความรู้ (Knowledge) แล้วกระตุ้นให้พวกเขานำความรู้เหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ (Action) ก็จะ
ก่อให้เกิดพลัง (Power) ให้การปฏิบัติงานในหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตาม
แนวคิด “Knowledge + Action = Power” หรือตามคำกล่าวที่ว่า “Make Them Know What To Do,
Then Encourage Them Do What They Know” หรือ“Link To On-The-Job Application” และด้วย
แนวคิดที่ว่าการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ถือเป็นจุดเริ่มต้นท่ีสำคัญของการวิจัยและพัฒนา
เพราะจะทำให้ได้ “โปรแกรมพัฒนา...” ที่ประกอบด้วยโครงการอย่างน้อย 2 โครงการ คือ โครงการ
พัฒนาความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง และโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติดังนั้น
วิธีดำเนินการวิจัยในบทที่ 3 จึงจะเริ่มต้นด้วยการนำเอา “โปรแกรมพัฒนา...ที่ถือเป็นกรอบแนวคิด
เพื่อการวจิ ยั ” น้นั เปน็ ตวั ตั้งตน้ ตามดว้ ยขน้ั ตอนการวิจยั อ่นื ๆ ดังภาพประกอบข้างล่าง
ขนั้ ตอนที่ โปรแกรมพัฒนา..... ทถี่ ือเปน็ กรอบแนวคดิ เพื่อการวิจยั ที่พฒั นาได้จากบทที่ 2
1
การตรวจสอบ “โปรแกรมพัฒนา..... ทถ่ี ือเปน็ กรอบแนวคิดเพือ่ การวิจัย”
ข้นั ตอนท่ี ที่พฒั นาไดจ้ ากบทท่ี 2 และการปรับปรงุ แก้ไขตามข้อเสนอแนะ
2
การจัดทาํ คูม่ อื ประกอบโปรแกรมใน 2 โครงการ คือ
ข้ันตอนท่ี ▪ คูม่ ือประกอบโครงการพฒั นาความรใู้ ห้กับกลุ่มเปา้ หมายในการทดลอง
3 ▪ คู่มอื ประกอบโครงการนาํ ความรู้ส่กู ารปฏิบัติ
ข้ันตอนท่ี การตรวจสอบคณุ ภาพคู่มอื ประกอบโปรแกรมและการปรับปรงุ แกไ้ ข
4 ▪ การตรวจสอบภาคสนามเบ้อื งตน้ และการปรับปรงุ แก้ไข
▪ การตรวจสอบภาคสนามครงั้ สาํ คญั และการปรับปรุงแกไ้ ข
ขน้ั ตอนที่
5 การสรา้ งเครือ่ งมอื เพื่อการทดลองโปรแกรมในภาคสนามใน 2 โครงการ คือ
▪ เครอ่ื งมือประกอบโครงการพัฒนาความร้ใู หก้ บั กล่มุ เป้าหมายในการทดลอง
ข้นั ตอนที่ ▪ เครอ่ื งมือประกอบโครงการนาํ ความรูส้ ่กู ารปฏบิ ตั ิ
6
การทดลองโปรแกรมในภาคสนาม
▪ โครงการพฒั นาความรู้ใหก้ ับกลุ่มเปา้ หมายในการทดลอง
▪ โครงการนําความรสู้ กู่ ารปฏิบัติ
สรปุ ผลการทดลอง และปรังปรงุ แกไ้ ขโปรแกรมในโครงการทั้งสอง
การเขยี นรายงานการวิจยั
การเผยแพร่ผลการวจิ ัย
ภาพท่ี 2.2 แนวคดิ และขัน้ ตอนการวิจัยและพัฒนาตามทศั นะของวโิ รจน์ สารรตั นะ
คำอธบิ าย
ขั้นตอนที่ 1 การตรวจสอบกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัยและการปรับปรุงแก้ไข อาจใช้
เกณฑ์เพื่อประกอบการพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง เช่น ความสอดคล้อง
(Congruency) ความถูกต้อง (Accuracy) ความเป็นประโยชน์ (Utility) เป็นต้น ประกอบด้วย
2 กจิ กรรมหลกั คอื
1. การตรวจสอบ “โปรแกรมพัฒนา... ที่ถือเป็นกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย” ที่พัฒนาได้
จากบทท่ี 2 อาจดำเนินการโดยวิธีการใดวธิ กี ารหน่ึง หรือหลายวิธผี สมกันตามศกั ยภาพที่จะทำได้ เช่น
1) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งทางวิชาการและทางการปฏิบัติเป็น
25
ใครและจำนวนเท่าไรขึ้นกับเกณฑ์ที่จะกำหนด 2) การอภิปรายกลุ่มเป้าหมาย (Focus Group
Discussion) เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีจุดมุ่งหมายจะนำโปรแกรมไปเผยแพร่และใช้ประโยชน์ 3) การ
วิจัยเชิงสำรวจ (Survey Study) เพื่อสอบถามความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างของประชากรที่เป็น
กลุม่ เป้าหมายท่จี ะนำโปรแกรมไปเผยแพร่และใชป้ ระโยชน์
2. การปรบั ปรุงแก้ไขโปรแกรมตามข้อเสนอแนะทีไ่ ด้รบั
ขัน้ ตอนท่ี 2 การจัดทำคมู่ ือประกอบโปรแกรม ในโครงการอยา่ งน้อย 2 โครงการ คอื
1. คู่มือประกอบโครงการพัฒนาความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในการทดลองเป็นความรู้
เกี่ยวกับ “นวัตกรรม” ที่จะพัฒนาขึ้น และความรู้เกี่ยวกับ “งาน” ที่จะให้ปฏิบัติ จึงเป็นโครงการทีม่ ี
กิจกรรมเกี่ยวกับการฝึกอบรม การสัมมนา การศึกษาดูงานต้นแบบ การศึกษาด้วยตนเอง การศึกษา
เปน็ กลุม่ หรอื อ่นื ๆ
2. คู่มือประกอบโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติของกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง
เป็นคู่มือที่แสดงให้เห็นถึงการวางแผนเพื่อการปฏิบัติไว้ล่วงหน้า มีการกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน
มีกิจกรรมดำเนินงาน มกี ารกำหนดระยะเวลาและขอบเขตของเวลา มีการบริหารจัดการ มีการติดตาม
และประเมนิ ผลทหี่ ลากหลายมติ ิ
ข้นั ตอนนถ้ี ือเปน็ ภาระงานท่ีหนักสำหรบั ผู้วิจัยต้องใชเ้ วลาและความพยายามสูง อย่างน้อย
ก็ประมาณ 1 ภาคเรียน แต่ก็ขึ้นกับผลการทำงานในระยะที่ผ่านมาของผู้วิจัยด้วย หากในบทที่
2 ผูว้ ิจัยได้ศกึ ษาวรรณกรรมท่ีเกย่ี วข้องไวไ้ ด้ดีก็จะทำให้มี “สารสนเทศ/ความรู้” ทจ่ี ะนำมาจัดทำเป็น
คู่มือประกอบโปรแกรมที่เพียงพอ ทั้งในส่วนทีเ่ กี่ยวกับ “นวัตกรรม” และเกี่ยวกับ “งาน” และขอให้
ข้อสังเกตด้วยว่า “คู่มือประกอบโปรแกรม” น้ี อาจเป็นคู่มือที่เป็นเอกสารตามที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป
หรืออาจเป็นคู่มือเพื่อ E-Learning เช่น แผ่นซีดีเพื่อศึกษาจากคอมพิวเตอร์ เป็นต้น หรืออาจผสมกัน
หลากหลายลกั ษณะ
สำหรับรูปแบบการเขียนโครงการ อาจเป็นรูปแบบเหตุผลสัมพันธ์ (Logical Framework)
หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า Log Frame หรืออาจเป็นรูปแบบปกติ (Traditional) ที่ใช้กันโดยทั่วไปใน
หนว่ ยงานราชการ มีหวั ขอ้ เกีย่ วกับหลักการและเหตุผล วัตถุประสงคข์ องโครงการ เปา้ หมาย กจิ กรรม
กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา ทรพั ยากร และอนื่ ๆ
ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบโปรแกรมและการปรับปรุงแก้ไข 2 ระยะ ประกอบด้วย
2 กิจกรรมหลัก ซึ่งไม่ตายตัว ผู้วิจัยอาจปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม โดยยึดจุดมุ่งหมายเพื่อการ
ตรวจสอบและการปรบั ปรงุ แก้ไข
1. การตรวจสอบภาคสนามเบื้องตน้ และการปรบั ปรุงแก้ไข (Preliminary Field Checking
and Revision) กับกลุ่มเป้าหมาย ผู้มีส่วนได้เสียและอื่น ๆ แล้วแต่ความเหมาะสมกับงานวิจัย
จำนวนหนึ่งประมาณ 5-10-15 ราย อาจด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview)
การอภิปรายกลุ่มเป้าหมาย (Focus Group Discussion) หรืออื่น ๆ แล้วแต่ความเหมาะสมมี
จุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบคุณภาพของโปรแกรมที่อาจใช้เกณฑ์ความสอดคล้อง (Congruency)
ความถูกต้อง (Accuracy) ความเป็นประโยชน์ (Utility) เปน็ ตน้
2. การตรวจสอบภาคสนามครั้งสำคัญและการปรับปรุงแก้ไข (Main Field Checking and
Revision) กับกลุม่ เป้าหมาย ผู้มีสว่ นไดเ้ สยี และอ่ืน ๆ แล้วแต่ความเหมาะสมกบั งานวิจัย จำนวนหนึ่งท่ีไม่
26
ซ้ำกับข้อ 1 ประมาณ 10-15-20 ราย อาจด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) การอภิปราย
กลุ่มเป้าหมาย (Focus Group Discussion) หรืออื่น ๆ แล้วแต่ความเหมาะสม มีจุดมุ่งหมายเพ่ือ
ตรวจสอบคุณภาพของโปรแกรม ที่อาจใช้เกณฑ์พิจารณาเช่นเดียวกับข้อ 1 คือ ความสอดคล้อง
(Congruency) ความถกู ตอ้ ง (Accuracy) และความเป็นประโยชน์ (Utility)
ขั้นตอนที่ 4 การสร้างเครื่องมือเพื่อการทดลองโปรแกรมในภาคสนาม ควรมีแบบ
ประเมนิ 6 ประเภท คอื
1. แบบประเมินปฏิกิริยา (Reaction) ของกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง ในช่วงหลังส้นิ สุด
การดำเนนิ งานของโครงการหน่งึ ๆ เพ่อื ดูประสทิ ธิผลของโครงการ และหาข้อบกพรอ่ งในการปรับปรุง
แก้ไข โดยอาจใช้วิธีการสัมภาษณ์ การระดมสมอง การถอดบทเรียน หรืออื่น ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล
สะทอ้ นกลบั (Reflection) ตามความเหมาะสม
2. แบบประเมินความรู้ (Knowledge) หลังการดำเนินงานโครงการพัฒนาความรู้ของ
กลุ่มเป้าหมายในการทดลอง เพื่อให้ทราบว่ามีมากเพียงพอท่ีจะนำไปสู่การปฏิบัติได้ หรือไม่หลังจากมี
การดำเนินงานตามโครงการนี้แล้ว อาจใช้เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เป็นตัวชี้วัดว่าผ่านหรือไม่ผ่าน
โดย 80 แรกหมายถึงบุคคลน้ัน ๆ ทำแบบประเมินความรูผ้ ่าน 80% สว่ น 80 หลังหมายถึงทั้งกลุ่มทำ
แบบประเมินความรผู้ ่าน 80%
3. แบบประเมินการนำความรู้สู่การปฏิบัติ (From Knowledge to Action)
ของกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง ประเมินหลังจากดำเนินงานตามโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติไป
แลว้ ระยะหน่ึง โดยอาจมีการประเมนิ เปน็ ระยะ ๆ หรือเมื่อสิน้ สุดโครงการในตอนทา้ ยของการวิจัย
4. แบบประเมินการเปลี่ยนแปลง (Change) อาจใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์
แบบสังเกต แบบบันทึกข้อมูล ภาพถ่าย หรืออื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ
เช่น การเปลี่ยนแปลงในงานที่ปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศองค์การ การเปลี่ยนแปลงใน
เทคนคิ หรือวธิ กี ารทำงาน และอนื่ ๆ
5. แบบประเมินผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน (Student Learning Outcome) ใน
กรณีที่โปรแกรมน้ัน ส่งผลถึงนักเรียนด้วย อาจเป็นแบบประเมินความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ทัศนคติ
หรืออื่น ๆ รวมทั้งความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการวิจัย แล้วแต่กรณี
แต่หากโปรแกรมนั้นไม่สง่ ผลถงึ นกั เรยี น ก็ไม่ต้องมีแบบการประเมนิ นี้
6. แบบประเมินข้อบกพร่องของนวัตกรรมท่ีพัฒนาข้ึน เพื่อนำผลจากการประเมินไปใช้ใน
การปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมในช่วงท้ายของการวิจัย อาจใช้เครื่องมือที่หลากหลาย เช่น
แบบสัมภาษณ์ แบบสงั เกต แบบบนั ทึก แบบอภิปรายกล่มุ เปน็ ตน้
เหตุผลที่สร้างเครื่องมือในขั้นตอนนี้ ก็เพื่อให้ได้เครื่องมือการประเมินที่มีความตรงเชิง
เนื้อหากับโปรแกรมที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันแล้วจากขั้นตอนท่ี 3 โดยเครื่องมือที่สร้างขึ้นจะต้อง
มีกระบวนการพัฒนาคุณภาพเช่นเดียวกับการวิจัยประเภทอื่นด้วยเช่นกัน เช่น การตรวจสอบความ
ตรงเชิงเนื้อหา โดยการสอบถามความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้ววิเคราะห์หาค่า
IOC รวมทั้งการนำไปทดลองใช้เครอื่ งมอื (Try Out) เพื่อหาค่าความเชื่อมัน่ (Reliability) เป็นต้น
ขัน้ ตอนที่ 5 การทดลองโปรแกรมในภาคสนาม (Trial) มี 2 กจิ กรรมหลัก คอื
27
1. ดำเนินการทดลองใช้โปรแกรมกับกลุ่มเป้าหมายการทดลองในภาคสนาม
เปน็ การวจิ ัยก่อนทดลอง (Pre-Experiment) หรือกง่ึ ทดลอง (Quasi-Experiment) รูปแบบใดรปู แบบ
หนึ่ง เช่น แบบกลุ่มควบคุมไม่ได้สุ่มแต่มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (Nonrandomized
Control-Group Pretest-Posttest Design) แบบวิจัยอนุกรมเวลา (Time Series Design)
แบบอนุกรมเวลามีกลุ่มควบคุม (Control-Group Time Series Design) เป็นต้น แล้วแต่ความ
เหมาะสม ผู้วิจัยก็ควรศึกษาระเบียบวิธีวิจัยของรูปแบบที่เลือกนำมาใช้ และมีการดำเนินงานตาม
ระเบียบวิธีวิจัยนั้นซึ่งการทดลองนวัตกรรมที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นในสาขาบริหารการศึกษา ควรเป็นการ
ทดลองในหน่วยงานหน่วยใดหน่วยหนึ่ง หากเป็นโรงเรียนก็ควรเป็น “โรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง”
เพราะสามารถควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ดีกว่าการทดลองกับกลุ่มเป้าหมายที่กระจายในวง
กว้าง เช่น ครูหรือผู้บริหารโรงเรียนที่กระจายทั้งเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น การทดลองโปรแกรมใน
ภาคสนามนี้ ควรใช้ระยะเวลา 1 ภาคเรียน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอต่อการดำเนินงานในโครงการ
2 ประเภท คอื
-โครงการพัฒนาความรู้ของกลุ่มเป้าหมายในการทดลองในระยะเริ่มแรก ในขั้นตอนนี้
ผู้วิจัยควรคำนึงการใช้รูปแบบการพัฒนาบุคลากรที่หลากหลายวิธี ไม่จำกัดเฉพาะเรื่องการฝึกอบรม
หรือสมั มนาเท่าน้นั เช่น การศกึ ษาด้วยตนเอง การศกึ ษารว่ มกันเปน็ กลุ่ม การระดมสมองการนำเสนอ
และการอภิปราย การเป็นพี่เลี้ยง การศึกษาดูงาน เป็นต้นและควรใชเ้ วลาประมาณ 1 ใน 4 ของเวลา
ใน 1 ภาคเรยี น
-โครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติสืบเนื่องจากโครงการแรก ในอดีตสำหรับศตวรรษที่ 20
ด้วยความเชื่อที่ว่า “Knowledge Is Power” จึงมีอิทธิพลต่อแนวคิดการพัฒนาบุคลากรใน
กระบวนการวจิ ัยและพัฒนาด้วย โดยกระทำในสิง่ ท่ีเรียกวา่ “Train and Hope” มุง่ เน้นใหบ้ คุ ลากรมี
ความรู้อย่างเดียว แล้วหวังว่าพวกเขาจะนำความรู้นั้นไปสู่การปฏิบัติ โดยที่ผลจากการวิจัยพบว่ามี
โอกาสน้อยมากที่จะเป็นเช่นนั้น ดังนั้น การวิจัยและพัฒนาในอดีตและอาจยังมีอยู่บ้างในปัจจุบัน จึง
มักจบลงในระยะการพัฒนาความรู้ของกลุ่มเป้าหมายในการทดลองเท่านั้น แต่ในปัจจุบันสำหรับ
ศตวรรษที่ 21 แนวคิดดังกล่าวได้เปลี่ยนไป จาก “Knowledge Is Power” เป็น “Knowledge +
Action = Power” หรอื “Make Them Know What to Do, Then Encourage Them Do What
They Know” หรือ “Link To On-The-Job Application” ซึ่งส่งผลต่อการกำหนดแนวคิดในการ
วิจัยและพัฒนาให้มีโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติด้วย เป็นโครงการที่ผู้วิจัยจะต้องมี
การวางแผนล่วงหน้า จัดทำคู่มือประกอบล่วงหน้า มีการกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีกิจกรรม
ดำเนินงาน มกี ารบริหารจัดการ มกี ารติดตามและประเมนิ ผลท่ีหลากหลายมติ ิ มีการกำหนดระยะเวลา
และขอบเขตของเวลา โดยเวลาท่ีใช้ควรประมาณ 3 ใน 4 ของเวลาใน 1 ภาคเรียน
2. สรุปผลการทดลอง และปรังปรุงแก้ไขโปรแกรม โดยการสรุปผลนั้น มีจุดมุ่งหมาย
เพอื่ ดวู า่ โปรแกรมที่พฒั นาขน้ึ น้ัน มคี ณุ ภาพสง่ ผลตอ่ การเปล่ียนแปลงท่ีดขี ้ึนตามเกณฑ์ท่ีผู้วิจัยกำหนด
ในมิติต่าง ๆ ตามเครื่องมือการประเมินที่สร้างขึ้นในขั้นตอนท่ี 5 หรือไม่? ในกรณีการปรับปรุงแก้ไข
นั้น เป็นการปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมโดยพิจารณาข้อมูลจากการนำไปปฏิบัติจริง การสังเกต การ
บันทกึ การสมั ภาษณ์ การถอดบทเรยี น และอนื่ ๆ ทผ่ี วู้ ิจัยใช้ในทุกระยะของการดำเนนิ การทดลอง
28
ขั้นตอนที่ 6 การเขียนรายงานการวิจัยและการเผยแพร่ผลงานวิจัย การเขียนรายงาน
ผลการวิจยั (บทท่ี 4) ควรมดี ังนี้
1. ผลการตรวจสอบกรอบแนวคิดเพอื่ การวจิ ัยและการปรบั ปรงุ แก้ไข
2. ผลการจดั ทำคู่มอื ประกอบโปรแกรม
-ค่มู ือประกอบโครงการพฒั นาความรขู้ องกลมุ่ เป้าหมายการทดลอง
-คมู่ ือประกอบโครงการนำความรสู้ ่กู ารปฏิบตั ิ
3. ผลการตรวจสอบโปรแกรมและการปรบั ปรุงแก้ไข
-ผลการตรวจสอบภาคสนามเบ้ืองตน้ และการปรับปรุงแก้ไข
-ผลการตรวจสอบภาคสนามครง้ั สำคัญและการปรับปรงุ แก้ไข
4. ผลการสร้างเครื่องมอื เพือ่ การทดลองในภาคสนาม
-เคร่ืองมอื สำหรับโครงการพัฒนาความร้ขู องกลุ่มเป้าหมายการทดลอง
-เครอื่ งมอื สำหรบั โครงการนำความรสู้ ่กู ารปฏิบัติ
-เคร่ืองมือประเมินข้อบกพร่องของนวตั กรรมทพ่ี ัฒนาข้นึ
5. ผลการทดลองโปรแกรมในภาคสนาม (trial) เป็นการบรรยายถึงเหตุการณ์ทดลองใน
ภาคสนาม แสดงผลจากแบบประเมนิ ตา่ ง ๆ ทใี่ ช้
-ผลการทดลองโครงการพฒั นาความรูข้ องกล่มุ เปา้ หมายการทดลอง
-ผลการทดลองโครงการนำความรสู้ กู่ ารปฏบิ ัติ
-ผลการประเมินข้อบกพร่องของนวัตกรรมท่ีพฒั นาข้ึน
6. ผลผลิตสดุ ทา้ ย (final product) จากการวิจัย คือ นวตั กรรมทเี่ ป็น “โปรแกรมพัฒนา....” ท่ี
ได้รับการปรับปรุงแก้ไขจากผลการประเมินข้อบกพร่องของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น กรณีการเผยแพร่
ผลงานวจิ ยั อาจดำเนินการไดห้ ลายวธิ ี เชน่ การนำเสนอผลงานวจิ ัยในการสัมมนาวิชาการ การตีพิมพ์
ในวารสาร การจดั พิมพ์คู่มือประกอบโปรแกรมเปน็ เอกสารหรอื ตำรา เปน็ ตน้
2.3 แนวคดิ เชงิ ทฤษฎีเกยี่ วกบั ทักษะการร้ดู ิจิทลั
ตามทัศนะของวิโรจน์ สารรัตนะ (2561) ที่นำมากล่าวถึงในข้อ 2.2 กล่าวว่า การวิจัยและ
พัฒนามีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนานวัตกรรม แล้วนำนวัตกรรมนั้นไปพัฒนาคนสู่การพัฒนาคุณภาพของ
งาน ท่ีมปี รากฏการณ์หรือข้อมูลเชิงประจักษ์แสดงใหเ้ ห็นว่ามีความจำเป็น (Need) เกดิ ข้ึน ซง่ึ อาจเป็น
ผลสืบเนื่องจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ที่ท้าทายของหน่วยงาน หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงใน
กระบวนทัศน์การทำงานจากเก่าสู่ใหม่ หรือเกิดจากการปฏิบัติงานที่ไม่บรรลุผลสำเร็จตามที่คาดหวัง
มาอย่างยืดเยื้อยาวนาน จึงต้องการนวัตกรรมใหม่มาใช้ หรืออาจเป็นผลสืบเนื่องจากปัจจัยอื่น ๆ
แล้วแต่กรณี
ในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการบริหารการศึกษา
เกิดขึ้นมากมาย ที่คาดหวังว่า หากบุคลากรทางการศึกษามีความรู้ (Knowledge) แล้วกระตุ้นให้พวก
เขานำความรู้เหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติ (Action) ก็จะก่อให้เกิดพลัง (Power) ให้การปฏิบัติงานในหน้าท่ี
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตามแนวคิด “Knowledge + Action = Power” หรือ
ตามคำกล่าวที่ว่า “Make Them Know What To Do, Then Encourage Them Do What They
29
Know” หรือ Link To On-The-Job Application” และด้วยแนวคิดที่ว่าการศึกษาวรรณกรรมท่ี
เกี่ยวข้องในบทท่ี 2 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการวิจัยและพัฒนาเพราะจะทำให้ได้ “โปรแกรม
พฒั นา” ทปี่ ระกอบด้วยโครงการอยา่ งนอ้ ย 2 โครงการ คอื โครงการพัฒนาความรูใ้ ห้กบั กลุม่ เป้าหมาย
ในการทดลอง และโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติ ด้วยการวิจัยและพัฒนา ซึ่งมีกระบวนการใน
รูปแบบ R1D1..R2D2..R3D3..RIDi มขี น้ั ตอนสุดท้ายเป็นการวจิ ยั แบบก่อนทดลอง (Pre-Experiment)
หรือแบบกึ่งทดลอง (Quasi-Experiment) ในภาคสนามจริง มีจุดมุ่งหมายหลัก เพื่อทดสอบคุณภาพ
ของนวัตกรรมในลักษณะ If X…Then Y และเพื่อการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพรอ่ งของนวัตกรรมน้นั ด้วย
จากน้นั จึงนำไปเผยแพร่ในวงกว้างตอ่ ไป
สำหรับโครงการพัฒนาความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง ผู้วิจัยจะต้องจัดทำคู่มือ
ประกอบโครงการขึ้นมาจำนวนหนึ่ง เป็นคู่มือที่นำเสนอความรู้เกี่ยวกับ “นวัตกรรม” ที่จะพัฒนาข้ึน
และความร้เู กย่ี วกับ “งาน” ท่จี ะใหป้ ฏิบัติ รวมท้ังโครงการนำความรู้ส่กู ารปฏิบตั ิของกลุ่มเป้าหมายใน
การทดลอง ผู้วิจัยก็จะต้องจัดทำคู่มือเพื่อเป็นแนวทางให้มีการวางแผนเพื่อการปฏิบัติของ
กลุ่มเป้าหมายในการทดลอง ซงึ่ การจดั ทำคูม่ อื ประกอบโครงการทั้ง 2 โครงการดงั กล่าวนี้ ถอื เป็นภาระ
งานท่หี นกั ทผี่ ้วู จิ ัยจะตอ้ งใชเ้ วลาและความพยายามสูง อยา่ งนอ้ ยก็ประมาณ 1 ภาคเรียน แตห่ ากในบท
ที่ 2 ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาวรรณกรรมท่ีเกย่ี วข้องไว้ได้ดกี ็จะทำใหม้ ี “สารสนเทศ/ความร”ู้ ท่จี ะจัดทำเป็นคู่มือ
ประกอบทเี่ พียงพอ
ดังนั้น การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในหัวข้อน้ี จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ทัศนะของ
นักวิชาการและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถือเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical Perspectives) เกี่ยวกับ
ทักษะดิจิทัลจากหลากหลายทัศนะ อันจะเป็น “สารสนเทศ/ความรู้” ที่จะนำไปสู่การจัดทำ “คู่มือ”
ประกอบโครงการพัฒนาความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายในการทดลอง และโครงการนำความรู้สู่การปฏิบัติ
ได้อย่างมีคุณภาพและอย่างมีประสิทธิผล โดยมีผลการศึกษาแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical
Perspectives) เกีย่ วกับทักษะดจิ ิทัลดังตอ่ ไปนีต้ ามลำดับ
2.3.1 ทัศนะเกยี่ วกบั นยิ ามของทกั ษะการรู้ดิจิทัล
Loveless (2019) ได้กล่าวว่าความก้าวหน้าอยา่ งไม่น่าเชื่อของเทคโนโลยี ได้เปลี่ยนแปลง
วิธีการสอื่ สาร การโต้ตอบ และการทำงานของประชากร และไมใ่ ชเ่ ท่าน้ี เทคโนโลยียังได้เปลี่ยนแปลง
วิธีการเรียนรู้ในเยาวชน การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) หรือที่รู้จักในอีกแบบหนึ่งก็คือการเรียนการ
สอนผา่ นระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ และ E-Learning ซงึ่ เป็นการเรียนรจู้ ากการถา่ ยทอดเนือ้ หาผ่าน
ทางส่ืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ซ่งึ มศี กั ยภาพในการปรับปรุงการเรยี นรูใ้ นระยะยาว
การเรียนรู้ผ่านหลากหลายหลักการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทาง
คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ระบบระยะไกล หรือทั้งหมดน้ี ได้กลายเป็นกระบวนการทักษะการเข้าใจ
และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้นั้น คน ๆ น้ัน
จะต้องมีการพัฒนาและทักษะด้านเทคโนโลยี เรียนรู้ด้านกฎและระเบียบการประพันธ์ อย่างเช่น
ลิขสิทธ์ิ การคัดลอกผลงานหรือความคิด จะต้องเข้าใจข้อมูลของการเชื่อมต่อผ่านระบบ เครือข่าย
อินเทอร์เน็ตได้อย่างไรและเรียนรู้ ความรับผิดชอบต่อสังคมขณะที่กำลังสื่อสารในเครือข่ายเว็บไซต์
สังคม
30
ในขณะที่การเรียนการสอนผ่านเว็บขยายออกไปอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญสำหรับหลักสูตร
K-12 คือการยอมรบั เทคโนโลยีใหม่ ๆ เขา้ มา การคน้ คว้าของ learning.com ตงั้ แตป่ ี 2012 ถงึ 2017
ได้พบวา่ 75% ของนกั เรียนชั้น 5 ถงึ 8 ไม่มคี วามชำนาญในดา้ นเทคโนโลยใี นยุคศตวรรษที่ 21 ยงั ไงก็
แล้วแต่ การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) คือ กุญแจสำคัญของการเรียนการสอนในปัจจุบันนี้
ความสำเร็จในอนาคตของนักเรียนข้นึ อยู่กบั นักเรยี นจะทักษะเข้าใจและใช้เทคโนโลยดี ิจทิ ลั ให้เปน็ นั่น
ก็รวมถึงการพัฒนาความสามารถและความรู้ เพื่อนำไปสู่เส้นทางที่ปลอดภัยและแยกแยะแบบฟอร์ม
ทุกอย่างของดิจิทัลเทคโนโลยี เมื่อรู้จักเทคโนโลยีสารสนเทศนี้แล้ว ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบฉบับ
ดัง้ เดิมด้านนวัตกรรมผ่านการเรียนการสอนที่เปน็ สือ่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์และสือ่ ออนไลน์
การสอนการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ในชั้นประถมและมัธยม คือ การเข้าใจในเยาวชน
ทุกวันนี้ ที่ต้องการจะมีความสามารถหลากหลายรูปแบบและมีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี ซึ่งสามารถ
ให้นกั เรียนคดิ เชิงวิพากษ์วิจารณ์ แบบประเมนิ ผลงานของตัวเองและมีส่วนรว่ มกับชุมชนระดบั โลก
Lynch (2017) เป็นนักเขยี นนักกิจกรรมและคณบดีคณะครศุ าสตร์การศึกษาจิตวิทยาและ
วิทยาการศึกษาและรองศาสตราจารย์ด้านการศึกษาที่ Virginia Union University เมืองริชมอนด์
รัฐเวอร์จิเนีย ได้กล่าวว่า การรู้เรียนดิจิทัลตามคำจำกัดความน้ี จะครอบคลุมทักษะที่หลากหลาย
ทั้งหมดนี้จำเป็นต่อความก้าวหน้าในโลกดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มหายไป ทำให้การ
เข้าถึงข้อมูลทางออนไลน์มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักเรียนที่ขาดทักษะความรู้ด้านดิจิทัลอาจ
พบว่าตวั เองเสยี เปรยี บเทา่ ๆ กับผ้ทู ไ่ี มส่ ามารถอา่ นออก เขียนได้
เนื่องจากการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) เป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักวิชาการ
ศกึ ษามากขึ้น เพื่อสอนนกั เรยี นให้รู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ในหอ้ งเรยี น ในหลาย ๆ วิธีจะคล้ายกัน
กับสิ่งที่นักวิชาการศึกษาได้ทำในการสอนให้นักเรียนอ่าน และเขียน อย่างไรก็ตาม ในวิธีอื่นการรู้
ดิจิทัล (Digital Literacy) จะเป็นทักษะใหม่ล่าสุด นักเรียนส่วนใหญ่ได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น
แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ที่บ้าน นักเรียนหลายคนรู้วิธีการใช้เว็บแล้ว การแบ่งปันภาพ
บนโซเชียลมีเดีย และทำการค้นหาข้อมูลโดย Google อย่างไรก็ตาม การรู้เรียนดิจิทัลที่แท้จริงนั้น
มากกว่าทักษะพ้นื ฐานเหลา่ นี้
หนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) นั้น ไม่ใช่แค่การหา
แตย่ ังรวมถึงการประมวลผลดว้ ย ซ่ึงหมายถงึ การหาคำตอบสำหรบั คำถาม หรือข้อมูลท่จี ำเปน็ เล็กน้อย
แล้วตัดสินว่าแหล่งข้อมูลนั้นเชื่อถือได้หรือไม่ นักวิชาการศึกษาควรสอนนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการหา
ข้อมูลที่ถูกต้องบนอินเทอร์เน็ต โดยที่การแยกข้อมูลที่เป็นเท็จ และค้นหาแหล่งที่เชื่อถือนั้น ได้เป็น
สว่ นสำคญั ของการรดู้ จิ ทิ ัล (Digital Literacy) ซ่ึงจะเป็นทักษะการใช้ชวี ติ ทีส่ ำคญั ในศตวรรษที่ 21
นักวิชาการศึกษาสามารถเริ่มต้นโดยสอนให้นักเรียนทราบถึงวิธีค้นหาข้อมูลผู้แต่ง วันท่ี
เผยแพร่ และขอ้ มลู อน่ื ๆ ทสี่ ามารถเปิดเผยไดใ้ นแหลง่ ขอ้ มลู ออนไลน์ท่ีมีความน่าเชื่อถือ นักเรียนควร
เรียนรู้ที่จะทราบความแตกต่างระหว่างเว็บไซต์ประเภทต่าง ๆ ได้ ตัวอย่างเช่น เว็บไซน์ .com
อาจเชื่อถือได้น้อยกว่าเว็บไซน์ .edu ซึ่งการเข้าใจความแตกต่างเหล่าน้ี จะเป็นตัวอย่างหนึ่งของ
การรูด้ จิ ทิ ัล (Digital Literacy)
ในเว็บไซต์ของ Western Sydney University (2018) ได้กล่าวไว้ว่า การรู้ดิจิทัล (Digital
Literacy) หมายถึง การท่ีเรามีความสามารถทีจ่ ะดำรงชวี ิต เรียนรู้ และทำงานในสังคมที่มีการสื่อสาร
31
ที่เพิ่มมากขึ้น และเข้าถึงระบบข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น อินเทอร์เน็ต สังคมออนไลน์
และโทรศพั ท์มือถอื
การสื่อสาร (Communication) เป็นกุญแจสำคัญของ การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy)
เพราะเวลาท่ีเราจะสื่อสารในภาวะสิ่งแวดล้อมของความเป็นจริง เราจะต้องสามารถที่จะอธิบายความ
คิดเห็น ถามคำถามที่เกี่ยวข้องกัน รักษาความเชื่อมั่นและสร้างความไว้ใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ
เปรยี บเสมอื นเวลาที่เราสอ่ื สารตวั ต่อตัว
เราต้องการความสามารถภาคปฏิบัติ (Practical Skills) ด้วย เพื่อที่จะใช้ในการเข้าถึงการ
บริหาร การจัดการ และการสร้างข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถยืนยันข้อมูลนั้นได้ ซึ่งเป็นระบบ
การเรยี นร้ทู ตี่ ่อเนื่องกนั ไมม่ ีวันหยุด เพราะมีการอัปเดตแอพพลิเคช่ันเป็นประจำ แอพพลิเคชั่นใหม่ ๆ
ออกมาอยู่เรือ่ ย ๆ เราจะขอบคณุ ตวั เราเอง ท่หี ม่นั เรยี นรู้ชีวิตในระบบดิจทิ ลั
ตอนนี้ การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) คือสิ่งสำคัญที่สุด ในขณะที่เราเป็นนักเรียน
และมันก็เป็นสิ่งสำคญั ในอนาคตเวลาเราเข้าทำงานในบริษัท ๆ จะให้เราสื่อสารกบั ลูกค้าโดยใช้ระบบ
ดิจิทัล เราจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้ข้อมูลให้ถูกหลัก สร้างความคิดเห็นกับสิ่งใหม่ ๆ และผลิตร่วมกัน
เหนือสงิ่ อ่ืนใด ในระบบดจิ ิทลั เราจะต้องรกั ษาความเปน็ ตัวตนและคุณภาพชีวติ ของเราไว้ เพราะระบบ
ดิจิทลั เปล่ียนแปลงได้อย่างตอ่ เนอ่ื งและรวดเร็ว
ในเวบ็ ไซตข์ อง Wikipedia (2018) เป็นเว็บไซต์สารานุกรมได้กลา่ วถึง การรู้ดิจิทัล (Digital
Literacy) คือการแบ่งปันฝึกฝนวัฒนธรรมของการเข้าและถอดรหัสในโลกออนไลน์ผ่านหลากหลาย
วิธีการ หรอื การโยกยา้ ยข้อมูลด้วยการใช้ข้อมลู ที่ไดบ้ ันทึกและเก็บไวแ้ ล้วแบบระบบดจิ ิทลั
การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ได้รวบรวมเกร็ดความรู้ความสามารถ ทัศนคติ และการ
ควบคุม อย่างเช่นให้ผู้ที่ได้ร่วมมีโอกาสต่อรอง และ แสดงสถานะในเครือข่ายสังคมออนไลน์ อาจจะ
รวมไปถึงแต่ไม่จำกัด ไวยากรณ์ การแต่งประโยค การเขียน รูปภาพ เสียง วีดีโอ พักแคทซิ่ง รีมิกซ์ซิ่ง
และการออกแบบโดยใชร้ ะบบเทคโนโลยี
การู้ดิจทิ ัล (Digital Literacy) ได้ประกาศเกียรติคุณครัง้ แรกในปี 1997 โดย Paul Gilster
ซึ่งก่อสร้างบนการขยายตัวของการวิจัย การเรียนรู้ในมานุษยวิทยา เช่นเดียวกับ แนวความคิดของ
การเรยี นรทู้ างทัศนะ ทางคอมพวิ เตอร์ และทางข้อมลู
ทั้งหมดน้ี การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ได้แบ่งปันและรวบรวมหลักการและหลักการ
อน่ื ๆ เพ่ือท่ีจะใชใ้ นการดดั แปลงความรู้เพื่อกำหนดหนทางการใช้ และเจาะจงขอบเขตของการเรียนรู้
ซึ่งได้ขยายตัวและเป็นทีน่ ิยมในการศึกษาเบือ้ งต้นและระดับ ปริญญา และได้ใช้เปน็ หลักมาตรฐานใน
ประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเป็นการขยายตัวความหมายของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับด้าน
วัฒนธรรมและด้านประวัติศาสตร์แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมาเป็นตัวแทนการเรียนการสอนแบบเก่า
แต่เป็นการเสรมิ สรา้ งพน้ื ฐานความสามารถในรูปแบบของการเรียนรู้
Heitin (2016) เป็นบรรณาธิการที่ Education Week ที่ดูแลการสอนและการเรียนรู้
ได้กล่าวว่า ในขณะที่คำว่า "Literacy" อย่างเดียวนั้น คือความสามารถในการอ่านและเขียน เมื่อเรา
เอาคำวา่ ดิจิทลั มาวางรวมกัน ความหมายของมันจะตีวงกวา้ งออกไปอย่างมากมาย
ถูกต้องแล้วว่าการอ่านและการเขียนยังเป็นจุดหัวใจสำคัญของการรู้ดิจิทัล (Digital
Literacy) แต่การเกิดสิ่งใหม่ ๆ และ จากที่เราเคยใช้เทคโนโลยีเพื่อรับและสื่อสารข้อมูล ทำให้การรู้
32
ดิจิทัล (Digital Literacy) ขยายความสามารถในวงกว้างมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นจาก Kindle
ถึงการประเมนิ ความถูกต้องของเว็บไซต์หรือการสร้างและแบ่งปนั ในวดี ีโอ YouTube
ความหมายนน้ั อาจจะกว้างเกินไปสำหรับผเู้ ช่ยี วชาญบางคน จนไม่อยากตีความหมายนี้เลย
จึงเลี่ยงที่จะกล่าวถึง การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) แต่จะเน้นตีความหมายในด้านความสามารถ
เฉพาะเจาะจงระหวา่ ง เทคโนโลยีและการเรยี นรู้
คณะทำงานด้านการเรียนรู้ดิจิทัลของหน่วยงาน American Library Association เสนอ
คำจำกัดความน้ี "การรู้ดิจทิ ัล” (Digital Literacy) ว่าเป็นความสามารถในการใช้ข้อมลู และสื่อสารใน
ระบบเทคโนโลยีที่เพื่อค้นหา ประเมิน สร้าง และสื่อสารข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทั้งองค์ความรู้ความ
เข้าใจและการทักษะทางเทคโนโลยี
ศาสตราจารย์ Hiller Spires ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัย
North Carolina State มองว่าการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) มี 3 ข้อดังนี้ 1) การค้นหาและการใช้
เน้ือหาดจิ ทิ ลั 2) การสร้างเนอ้ื หาดิจทิ ัล และ 3) การสือ่ สารหรือแบ่งปันเนอื้ หาดจิ ิทัล
การค้นหาและการนำไปใช้ (Finding and Consuming) ในบางรูปแบบการนำเทคโนโลยี
มาใช้นั้น ดูคล้ายกับการพิมพ์ การอ่าน ซึ่งการอ่านบน E-Reader เป็นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้วิธีเปิด
อปุ กรณ์ และพลิกหนา้ ไปมา แต่นอกจากน้นั มันจะไม่แตกตา่ งจากการอ่านหนังสือ PDF บทความของ
New York Times โดยมีลักษณะเหมือนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ ยกเว้นว่าจะปรากฏบนหน้าจอ
ทักษะเพม่ิ เตมิ ที่จำเป็นสำหรบั การอา่ นประเภทน้ี จะใช้เวลาในการสอนเพียงไม่กี่นาที
ในการเปรียบเทียบ สิ่งที่ Leu เรียกว่า “การอ่านออนไลน์” อ่านผ่านอินเทอร์เน็ตท่ี
ข้อความดิจิทัล ต้องใช้ทักษะการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น ดูของ New York Times ดูบนเว็บ
อาจมีการเชอ่ื มโยงหลายมติ ิ วิดีโอ คลปิ เสียง รปู ภาพ ระบบกราฟกิ แบบอนิ เตอร์แอกทีฟ ปมุ่ แชร์ หรือ
ส่วนความคิดเห็น เป็นลักษณะเฉพาะที่บังคับให้ผู้อ่านหยุด และช่วยตัดสินใจได้มากกว่าเพียงแค่การ
อ่านจากบนลงลา่ ง
ศาสตราจารย์ Troy Hicks ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัย
Central Michigan กลา่ วว่า “ขอ้ ความถูกออกแบบมา เพอื่ ไมใ่ ห้ผู้อ่านสองคนสัมผัสกับมันในรูปแบบ
เดยี วกัน”
ผู้อ่านตัดสินใจ ทุกอย่างทั้งหมดนี้ เมื่อคลิกวิดีโอหรือการเชื่อมโยงหลายมิติ นานแค่ไหนท่ี
จะหลงทางจากข้อความเรม่ิ ต้น และวธิ ีการสง่ ตอ่ ขอ้ มูลไปยงั ผ้อู ่นื
กระบวนการค้นหาเนื้อหาดิจิทัลเพื่ออ่านนั้น จำเป็นต้องใช้ทักษะที่แตกต่างจากการค้นหา
ข้อความที่พิมพ์ ในการค้นหาสื่อสิ่งพิมพ์ นักเรียนอาจอ่านนิตยสาร หรือไปยังห้องสมุดและค้นหา
หนังสอื เรียนรู้ทจี่ ะใชส้ ารบญั และดชั นีเพือ่ คน้ หาขอ้ มลู ในหนังสือ
แต่ส่วนหนึ่งของการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) คือ การเรียนรู้ที่จะค้นหาเนื้อหาในพื้นท่ี
ออนไลน์ นกั เรียนตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งมือค้นหา โดยคน้ หาคำสำคัญ และนำผลเหลา่ นน้ั รวบรวมและประเมิน
ความนา่ เช่อื ถือของผเู้ ขียนและเวบ็ ไซต์โดยเฉพาะ
การสร้างเนื้อหา (Creating Content) การรู้ดิจิทัลยังหมายถึง การสร้างเนื้อหา ซึ่งรวมถึง
การเขียนในรูปแบบดิจิทัล เช่น อีเมล บล็อก และทวีต รวมถึงการสร้างสื่อรูปแบบอื่น ๆ เช่น วิดีโอ
และวทิ ยุออนไลน์ (Podcasts)
33
ศาสตราจารย์ Renee Hobbs เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ที่มหาวิทยาลัย Rhode Island
พดู ถงึ ผลงานดิจิทลั วา่ เปน็ "รปู แบบหนงึ่ ของพลังทางสังคม" ทสี่ ถาบันพัฒนาอาชีพแห่งสัปดาห์ในเรื่อง
ความรู้เกี่ยวกับระบบดิจิทัลที่จัดขึ้นท่ี URI ในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แสดงตัวอย่างของนักกิจกรรม
นักเรียนท่ีแบ่งปันขอ้ ความเกย่ี วกับการเคลื่อนไหวของ Black Lives Matter ผ่านวดิ โี อ YouTube
การสร้างเนื้อหาดิจิทัลเป็น "กระบวนการสร้างสรรค์และความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับ
การทดลองและการเสี่ยง" เธอกล่าวว่า ในการเขียน การพิมพ์มีความเสี่ยงขึ้น เพราะการเขียน
แบบดิจทิ ลั มักจะหมายถึงการแบง่ ปนั ใชร้ ่วมกัน
เว็บไซต์ของ Common Sense Media (n.d.) ได้กล่าวไว้ว่า การรู้ดิจิทัล (Digital
Literacy) เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ทั้งสองอย่างนี้คือการรวบรวม
ข้อมูลการเรียนรู้ ซึ่งสามารถหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพได้ในลักษณะเฉพาะตัว ประมวลผลและ
ใชข้ ้อมลู น้ี การใช้การเรยี นรูด้ ิจิทลั น้ันเนน้ เฉพาะเจาะจงถึงส่อื จากอินเทอรเ์ น็ต โทรศพั ท์มอื ถอื Video
Game และ แหล่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แบบดั้งเดิม การเรียนรู้เท่าทันสื่อนั้นได้รวมไปถึง ความสามารถท่ี
จะแยกแยะสื่อ ข้อความของสื่อ และการรับผิดชอบในการสร้างสื่อ แต่การรู้แบบดิจิทัล (Digital
Literacy) นั้น จะต้องรวบรวมความรู้ทั้งหลักปฏิบัติที่จำเป็นต้องรู้เป็นพื้นฐาน และหลักการ
ทางจรยิ ธรรม
เยาวชนทกุ วนั นี้ได้ใช้อำนาจของสอ่ื ดจิ ิทลั ในการสำรวจ เชอื่ มต่อ สรา้ ง และเรียนรู้ ในแบบ
ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้ เยาวชนมีโอกาสที่ดี และอาจจะทำให้ ติดกับหรือตก
หลุมพรางเพราะชีวิตเยาวชนในระบบดิจิทัลทุกวันนี้ ไม่ได้หยุดการเจริญเติบโตแค่รั้วโรงเรียน
ผลกระทบภายนอกอาจจะส่งผลให้มีการกลั่นแกล้งรังแกกัน การคดโกง และความปลอดภัยในโลก
ออนไลน์ นี่ก็คือเหตุผลท่ี การรู้ดิจทิ ัล (Digital Literacy) เป็นเอกลักษณ์สำคัญส่วนหนึ่งของการเรียน
รู้เทา่ ทันสือ่
กุญแจสำคัญบางส่วนของการรู้แบบดิจิทัล (Digital Literacy) ที่เยาวชนสามารถเรียนได้ท่ี
บ้านและที่โรงเรยี นมดี ังนี้
-การค้นหาอย่างมีประสิทธิภาพ (Searching Effectively) เริ่มตั้งแต่การค้นหารายงานใน
โรงเรียน จนไปถึง การดู MV เยาวชนตอ้ งการท่ีจะ เรียนรู้ ที่จะประเมินผลคุณภาพ ความเชื่อถือและ
ความถกู ต้องของสือ่ และการให้เครดติ กบั แหล่งทม่ี าอย่างเหมาะสม
-ป้องกันข้อมูลความเป็นส่วนตัว (Protecting their and Others' Private Information
Online) ของตัวเองและผู้อื่นในโลกออนไลน์ มีการแบ่งปันข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบวิธี ทำให้
เยาวชนจะตอ้ งเรียนรู้พ้ืนฐานความปลอดภัยของอินเทอร์เนต็ เชน่ การสร้างรหสั ใหแ้ ขง็ แกร่ง ด้วยการ
ใช้การตัง้ ค่าท่ีเปน็ สว่ นตัวและเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น
-ให้เครดิตการใช้ผลงานของคนอื่นอย่างถูกต้องและเหมาะสม (Giving Proper Credit
When Using Other People's Work) ทกุ วันนที้ กุ อย่างสามารถท่จี ะคดั ลอก และอา้ งสิทธิ์ว่าเป็นของ
ตวั เองได้ จึงเป็นสง่ิ ที่สำคญั ทีเ่ ยาวชนจะต้องเรียนรูก้ ารอา้ งอิงแหล่งที่มาได้อย่างถกู ต้อง
-การเข้าใจทางเดินของระบบดิจิทัล (Understanding Digital Footprints) อะไรที่ทำให้
การสื่อสาร ในระบบดิจทิ ัลมีความเทห่ ์ นนั่ กค็ อื การทีเ่ ราสามารถ ตอบโต้และสรา้ งล่ทู างเล็ก ๆ ในเว็บ
34
ขึ้นได้ เยาวชนควรที่จะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาได้สร้างข้อมูลส่วนตัว โพสต์อะไรสักอย่างหรือออกความ
คดิ เหน็ น่ันเป็นการสรา้ งขอ้ มูลส่วนตวั ซง่ึ คนอื่นสามารถเหน็ ได้
-เคารพความคดิ และความคดิ เหน็ ส่วนบุคคลและผู้อื่น (Respecting each Other's Ideas
and Opinions) การทีจ่ ะเป็นผู้เรียนรูร้ ะบบดิจทิ ัลที่ดี เยาวชนจะต้องเขา้ ใจวา่ เพราะอะไรท่ีทำให้พื้นที่
ในเวบ็ น่าอศั จรรย์ นัน่ ก็คือการดำเนินชวี ติ ในโลกของความเป็นจรงิ จะเปน็ ไปได้อย่างถูกต้อง เราจะตอ้ ง
เปน็ ประชากรท่ีดี
ในเว็บไซต์ของ Renaissance (n.d.) ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการศึกษาและด้านธุรกิจ
เทคโนโลยี ดำเนินการโดยเอกชนโดย Francisco Partners บริษัทหลักทรัพย์เอกชนชั้นนำระดับโลก
ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีและบริการที่เปิดใช้งานเทคโนโลยี ได้กล่าวว่า ผู้นำ
โรงเรียน ผู้ชำนาญการเกี่ยวกับสื่อและนักวิชาการศึกษา กำลังให้ความสำคัญกับประโยชน์ของทักษะ
การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy Skills) ในโรงเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในโรงเรียนเพราะทุกวันนี้นักเรียน
มองว่าอินเตอร์เน็ต คือกุญแจสำคัญในการค้นหาข้อมูล นักเรียนที่เรียนรู้ด้านดิจิทัลจะรู้จักการค้นหา
และบริโภคเน้อื หา การสร้าง การสื่อสารและแบง่ ปันเนอื้ หาน้นั ๆ
นักเรียนที่มีความถนัดในการสร้างจะเข้าใจพื้นฐานความปลอดภัยด้านดิจิทัล เช่น การต้ัง
ค่ารหัสทีแ่ ข็งแกร่ง เข้าใจถึงอันตรายของการรังแกกล่ันแกลง้ กันในโลกออนไลน์ และจะหาวิธีหยุดคน
กระทำ และป้องกันไม่ให้คนอื่นกระทำ ทุกวันนี้ในโลกของดิจิทัล ทุกอาชีพจำเป็นต้องใช้การสื่อสาร
แบบดิจิทัล เพราะฉะนั้นการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรียนให้ที่ความสามารถที่มีประสิทธิภาพ
และมีความรับผิดชอบที่จะค้นหา ประเมินผล สื่อสาร และแบ่งปันเนื้อหาออนไลน์ คือกุญแจสำคัญ
สำหรับอนาคตของนกั เรียน
Heick (2015) ได้กล่าวถึง การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) ว่า เมื่อคิดถึงการรู้ดิจิทัล ปกติ
จะคิดถึงการค้นหา วิจัย ประเมินผล และให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม คำว่า “วิจัย”
มีความหมายแอบแฝงอยูใ่ นตวั ของมันเหมอื นกับแหล่งท่ีมาและรูปแบบของส่ือทีม่ ีปริมาณที่แท้จริงใน
อินเตอรเ์ นต็ ซ่ึงทำใหโ้ ดดเด่น
แตเ่ ราอยใู่ นโลกอนิ เทอร์เน็ตทีก่ ำลงั จะหายไปและการเช่ือมต่ออย่างแทจ้ ริงมาแทนท่ี กำลัง
"ออนไลน์ อินเตอร์เน็ต" เวลาเราทวิตหรือไม่ เลื่อนดูผ่าน ๆ ไปใน Flipboard ใหม่ ส่งข้อหมายใหม่
กดปุ่มเลือกและซิงค์ไปที่ Cloud เพื่อที่จะกลับมาดูเมื่อไรก็ได้ Cloud กับ อินเตอร์เน็ต มีความ
เหมือนกนั ใหม่
เมื่ออินเตอร์เน็ตจางหายไปอย่างไม่มีรอยต่อ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีเว็บเบราว์เซอร์ขนาด
ใหญท่ ่ีทำใหม้ องเหน็ ไดง้ า่ ย เราควรท่ีจะปรบั มมุ มองในรูปแบบใหม่
นำไอเดียของคำว่า ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) มาเป็นตัวอย่าง ทักษะการเรียนรู้
สามารถปรับปรุงให้เข้ากันกับความคิด นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่เฉพาะแค่อ่าน แต่เป็นการมอง
การสงั เกต การเขยี น การสร้าง การออกแบบ แต่ละอย่างคือ ทักษะการเรยี นรู้และแตล่ ะอย่างมีความ
เหมาะสมอย่างสอดคลอ้ ง
เทคโนโลยีไม่ได้ปรับปรุงตัวของมันเองแต่ปรับปรุงความสามารถของผู้เรียนรู้ด้วย ให้มี
เอกลักษณ์ วิเคราะห์ ประเมินผล และสร้างสื่อ ในความเป็นจริงแล้วสามารถเพิ่ม ช่องทางการเรียนรู้
35
ได้ใน แอพพลิเคชั่น โทรศัพท์มือถือ การแจ้งเตือน ตาราง กระแสสังคม ข้อมูลที่มองเห็นได้ และทุก
อยา่ งที่เป็น 3 มิติ ของนกั ปรชั ญากรกี ท่ีสอนโดยตรงและคอยแก้ไขปรงุ ปรบั รูปแบบและภาพท่ีคนุ้ เคย
ความหมายของ Digital Literacy
มหาวิทยาลัย Cornell ได้เสนอความหมายที่ใช้ได้ แต่มีความจำกัดและโบราณอยู่บ้าง
ได้กล่าวไว้ว่า การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) คือ ความสามารถในการค้นหา ประเมินผล นำไปใช้
แบ่งปนั และสร้างเนอ้ื หาโดยใช้ข้อมลู ทางเทคโนโลยแี ละอินเทอรเ์ นต็
ไม่ใช่ความผิดอะไรมากมายที่จะเน้นไปทางด้านเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ทักษะการ
เรียนรู้ไม่ใช่แค่รูปแบบ เว้นเสียแต่ว่าเรากำลังพูดถึงรปู รา่ งของทักษะการเรียนรู้เครื่องมอื ดิจิทัลที่มอี ยู่
สำหรับการเข้าถึงการค้นหาข้อมูล แล้วค้นหาข้อมูลที่ดีกว่าการเข้าสังคม การเชื่อมต่อ และการ
สนับสนุนระบบดิจิทัลในชุมชน ที่เราห่วงใย สาระสำคัญของทักษะการเรียนรู้ คือการเข้าใจถึง
แนวความคิด อย่างเช่น เส้นทางและตัวตนของระบบดิจทิ ัล ซึ่งทำให้สะท้อนถึงความซับซ้อนระหว่าง
การเรยี นรูด้ ิจิทลั และ ความเปน็ พลเมอื งดิจิทัล
ถ้าจะให้กำหนดความหมาย มีอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความลึกและกว้างของ
แนวความคดิ ที่ไม่ต้องใชค้ ำอธิบายมากมายหรือยาก การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) คอื ความสามารถ
ที่จะอธิบายและออกแบบการสื่อสารที่เหมาะสมผ่านรูปแบบความเคลื่อนไหวของดิจิทัล (Digital
literacy is the Ability to Interpret and Design Nuanced Communication Across Fluid
Digital Forms)
กล่าวโดยสรุป นิยามของทักษะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy Skills) จากทัศนะดังกล่าว
ข้างต้น หมายถึง การเรียนรู้ที่ใช้ทักษะทางเทคโนโลยีและทักษะความรู้พื้นฐานหลากหลายรวมกัน
ทั้งการอ่าน การเขียน การเข้าใจ การวิเคราะห์ การประมวลผล และการสื่อสารข้อมูล เป็นต้น การรู้
ดจิ ิทัลเปน็ ส่วนหนงึ่ ของการเรียนรู้เทา่ ทันสื่อ ท้ังสองอยา่ งน้ี คอื การรวบรวมข้อมูลการเรียนรู้ ต้องการ
ความรู้ทั้งหลักปฏิบัติที่จำเป็นพื้นฐานและหลักทางจริยธรรมในการเรียนรู้ ซึ่งทักษะการรู้ดิจิทัลเป็น
การใช้ความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อค้นหา อธิบาย ประเมิน รับรู้ เข้าใจ เข้าถึง การนำไปใช้
การสร้างข้อมูล การถอดรหัส การโยกย้ายข้อมูล ออกแบบการสื่อสาร รวมถึงการสื่อสารและแบ่งปัน
ข้อมูลอย่างเหมาะสม จะต้องมีวัฒนธรรมที่ดีในการเรียนรู้ มีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อสังคม
ผา่ นทางระบบเทคโนโลยดี ิจิทลั เชน่ อินเตอร์เนต็ สังคมออนไลน์ และโทรศพั ทม์ อื ถอื เป็นต้น
2.3.2 ทศั นะเก่ยี วกบั ความสำคัญของทกั ษะการรู้ดจิ ิทัล
ในเวบ็ ไซตข์ อง Speed Matters (n.d.) กล่าวถงึ ความสำคัญของทกั ษะการรู้ดจิ ิทัล (Digital
Literacy Skills) ว่า เมื่อมีการให้บริการออนไลน์มากขึ้น แรงงานที่มีความหลากหลายทางดิจทิ ัลมีข้อ
ได้เปรียบที่เพิ่มขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ไปจนถึงอุตสาหกรรมบริการ
ทักษะดิจิทัลนำไปใช้กับและถ่ายโอนในหลาย ๆ อาชีพ และยังช่วยเพิ่มความสามารถของคนงานใน
การสมัครงาน
นกั เรยี นทีม่ คี วามรู้ทางดจิ ิทลั ปรับปรุงคุณภาพงานของโรงเรยี นของพวกเขา โดยการเข้าถึง
แหล่งขอ้ มลู ออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย รวมถงึ วดิ ีโอการบรรยายฐานข้อมูลห้องสมุด และการติดต่อทาง
อเี มลของครูนักเรียน
36
ผู้คนที่มีความรู้ด้านดิจทิ ัลจะประหยัดเวลาและเงิน ด้วยการชำระค่าใช้จ่าย การสมัครงาน
การทำภาษี และการธนาคารผา่ นระบบออนไลน์
เจ้าของคอมพิวเตอร์ที่มีความรู้ทางด้านดิจิทัล มีแนวโน้มที่จะรวมอินเทอร์เน็ตเข้ากับ
กิจวตั รประจำวนั ของพวกเขา และตระหนักถงึ ประโยชนม์ ากมายของบรอดแบนด์ (Broadband)
เมื่อทั้งครอบครัวมีความรู้และเชื่อมต่อกับบรอดแบนด์ (Broadband) เครือข่ายสังคม
ออนไลน์ การประชุมทางวดิ โี อ และการติดต่อทางอเี มล สามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว
ในระยะทางภูมิศาสตร์ท่กี ว้างใหญ่
ในเว็บไซต์ของ Living Medicareful (2018) กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรู้ดิจิทัล
(Digital Literacy Skills) ว่า ในคำจำกัดความทางเทคนิคจาก Cornell มีปัจจัยหนึ่งที่เรายังไม่ได้
กล่าวถึง “การประมวลผล” ในขณะที่ประโยชน์ของผู้อื่น (ค้นหาแบ่งปันและสร้าง) มีความชัดเจนใน
ตัวเอง ซึ่งการประมวลผลอาจเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถปลูกฝังจากการเรียนรู้ทางดิจิทัล
เพราะมนั สอนวธิ ีท่คี ุณควรใช้บางสงิ่ บางอยา่ ง
ข่าวปลอม (Buzzword) มีอยู่ทุกหนทุกแห่งเมื่อเร็ว ๆ นี้และด้วยเหตุผลที่ดี มีการแพร่
ระบาดของข่าวที่ไมจ่ ริงหรอื ทำใหเ้ ข้าใจผิดอย่างแท้จริงเป็นเวลาหลายปีแล้ว แม้ว่าจะเป็นช่วงที่มีการ
เลือกตั้งสูงสุดในปี 2559 ความรู้ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสามารถในการรู้สิ่งที่ทำให้เข้าใจผิด
หรอื เทจ็ และเปน็ แหล่งขอ้ มลู ทดี่ ี
ในขณะเดียวกัน ทักษะการประเมินผลความรู้ดิจิทัล เป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันการ
หลอกลวง หากคุณไม่ทราบเกี่ยวกับการหลอกลวง การปลอมแปลงรหัส คุณต้องเพิ่มความรู้ดิจิทัล
มากขึ้น ความรู้ดิจิทัลยังช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการหลอกลวง โดยรู้ร่องรอยของการหลอกลวง
คณุ อาจจะรบั รู้การหลอกลวงถึงการโจรกรรม
แม้จะมีความสำคัญและประโยชน์ที่ได้รับก็ตาม แต่การสำรวจความคิดเห็นของ
Pew Research Center ในปี 2018 พบวา่ รอ้ ยละ 11 ของชาวอเมรกิ ัน ไมร่ ้ดู จิ ทิ ัล รวมถึงหนึ่งในสาม
ของผู้สูงอายุ และด้วยชาวอเมริกัน 49.2 ล้านคนที่อายุ 65 ปีขึ้นไปในปี 2559 นั่นคือผู้อาวุโสเกือบ
17 ลา้ นคนที่ไมไ่ ดใ้ ช้อนิ เทอร์เนต็
นอกจากน้ี อีกผลสำรวจ (Poll) ของ Pew Research Center พบว่า สาเหตุสำคัญสอง
ประการที่หลายคนไม่มีความรู้คือ ความสนใจและการใช้งาน หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ประโยชน์
ของการเรียนรู้ดิจิทัลสามารถทำให้คุณสนใจ อย่างไรก็ตามกลุ่มการใช้งานน้ันค่อนข้างยากข้ึน
นี่คอื ประชากรที่ร้สู กึ ว่าเขาแก่เกนิ ไปหวาดกลัวหรอื ไม่สามารถเรยี นรู้ได้
ในเว็บไซต์ของ Teach Your Kids Code (2018) กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรู้
ดิจิทัล (Digital Literacy Skills) ว่า ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้
เราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของเรา
เน้นความสำคัญของการรูด้ จิ ิทัล (Digital Literacy ) ไม่เพยี งแต่สำหรบั ผ้ใู หญ่ แต่ยังรวมถึงเดก็ ๆ ด้วย
โลกดิจิทัลมีประโยชน์และประโยชน์มากมายมหาศาลสำหรบั ทุกคน อย่างไรก็ตามหากไม่มีการใช้งาน
และเข้าใจเทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสม โลกดิจทิ ัลสามารถครอบงำและเป็นอันตรายได้
การสอนทักษะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy Skills) สำหรับเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก เด็ก ๆ
ต้องสามารถเข้าใจเทคโนโลยีที่ใช้ เพื่อที่จะสามารถใช้มันได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ การรู้
37
ดิจิทัล (Digital Literacy) ไม่ได้เกี่ยวกับการรู้วิธีถ่ายเซลฟ่ี (Selfie) หรืออัปเดต Facebook เท่านั้น
ความรูท้ างดิจิทัลหมายถึง การเขา้ ใจเทคโนโลยแี ละการใช้อย่างเหมาะสม
ความรู้ดิจิทัลคืออะไรและทำไมสำคญั
เราทกุ คนรูว้ ่าการรู้หนังสือดั้งเดิมหมายถึงอะไร การอ่านออกเขียนได้ คอื ความสามารถใน
การอ่านและเขียน แต่ในโลกดิจิทัลปัจจุบันการรู้หนังสือไม่เพียงพออีกต่อไป มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรบั
เดก็ ที่จะกลายเป็นความรู้แบบดิจทิ ัลเช่นกนั
ความรู้ทางดิจิทัล หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจและใช้เทคโนโลยี มันเกี่ยวข้องกับ
ความสามารถในการค้นหาใช้และสร้างข้อมูลออนไลน์ในวิธีที่เป็นประโยชน์และมีประโยชน์ ความรู้
ทางดจิ ิทัลยงั หมายถงึ การรู้ถงึ ข้อ จำกัด ของเทคโนโลยแี ละทำความเขา้ ใจกบั อนั ตรายและข้อควรระวัง
ที่ต้องการใช้เทคโนโลยี มันแตกต่างจากการใช้คอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าความสามารถในการใช้
คอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของมัน แต่การอ่านออกเขียนได้ในระบบดิจิทัลนั้นลึกกว่าการใช้
คอมพวิ เตอร์อยา่ งงา่ ย
ประโยชน์ของการรูด้ ิจิทลั สำหรับเด็ก
เด็ก ๆ มีความได้เปรียบอย่างมากในความเข้าใจความรู้ด้านดิจิทัล ในโลกที่มีการเชื่อมโยง
กนั เด็ก ๆ เรยี นร้ทู ักษะดิจิทัลต้งั แต่อายุยังน้อย ทกั ษะด้านเทคโนโลยเี หล่านี้มีความสำคัญในห้องเรียน
เดก็ ทีม่ ีความขยันหม่ันเพยี รเกอื บทุกคน เรมิ่ ตน้ อาชพี ของด้วยความรู้ด้านดิจิทัล
โรงเรียนส่วนใหญ่ที่ต้องการโครงการและงานที่ได้รับมอบหมายทางออนไลน์เด็ก ๆ
ก็คาดหวงั วา่ จะมีทกั ษะพืน้ ฐาน เชน่ ความสามารถในการพิมพ์เอกสารการวจิ ัย โดยใช้เคร่ืองมือค้นหา
และสง่ อีเมล รวมถงึ การใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตอยา่ งปลอดภยั
หลักสูตรการเรียนรู้ดิจิทัลตอนนี้มากขึ้นกว่าเดิม และเป็นสิ่งจำเป็นที่ประสบปัญหา คือ
การใช้เทคโนโลยี โดยไม่มีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ เด็ก ๆ ที่ใช้สื่อสังคม ควรเข้าใจว่ามันทำงาน
อยา่ งไร ใครสามารถดูได้ และสง่ิ ทเี่ ขาทิ้งร่องรอยไว้ในดจิ ิทลั
ในเวบ็ ไซตข์ อง Purposeful Technology Weebly (n.d.) กลา่ วถึงความสำคญั ของทักษะ
การร้ดู ิจิทัล (Digital Literacy Skills) วา่ การรูด้ ิจิทัลเปน็ องคป์ ระกอบหน่ึงของผใู้ ชด้ ิจิทลั ทักษะการรู้
หนังสือมีความสำคัญเสมอ ในศตวรรษที่ผ่านมาผู้คนสื่อสารผ่านตัวอักษร จดหมายเหล่านี้กลายเป็น
ข้อความโทรเลขในไม่ช้า จากนั้นเราก้าวเข้าสู่โทรศัพท์อินเทอร์เน็ตแล้วส่งข้อความทางโทรศัพท์
ตวั เลอื กของการส่ือสารในวนั นมี้ ีมากกว่าหน่ึงหรือสองรนุ่ ในอดีต “เด็ก ๆ เรียนรูท้ กั ษะเหล่านี้เป็นส่วน
หนึ่งในชีวิตของพวกเขา เช่น ภาษาที่พวกเขาเรียนรู้ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังเรียนรู้อยู่” (N. Andersen,
สื่อใหม่และการรู้สื่อใหม่: ขอบฟ้ากลายเป็นภูมิประเทศ สื่อใหม่อยู่ที่นี่; รายงานที่ผลิตโดยเคเบิลใน
หอ้ งเรยี น, 2002, หนา้ 30-35) นักเรียนทกุ วนั นี้เรียนรู้ในแบบที่ครูของพวกเขา ไม่สามารถจินตนาการ
ได้หลายสิบปีก่อนเมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน นักเรียนเรียนรู้เทคโนโลยีเหมือนกับที่พวกเขาใช้ภาษา
พูด โดยการทำและในวันนี้มันไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กอายุ 3 ปีที่จะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ
วิธกี ารใชค้ อมพวิ เตอรแ์ ละโหลดเกม วธิ ที ่นี กั เรียนเรียนรู้ และความสามารถในการแสดงการเรยี นรู้ของ
พวกเขาน้นั ผา่ นพน้ ชว่ งเวลาของรายงาน หนงั สือโปสเตอร์ และกลอ่ งรองเท้ามาแล้ว "เราจะไม่สามารถ
บรรลุปัญญาที่ปลดปล่อยและเป็นกลุ่มจนกว่าเราจะประสบความสำเร็จ ในการรู้หนังสือแบบดิจิทัล
และตอนนี้เราอาจมีโอกาส และเทคโนโลยีที่จะช่วยเราในโครงการการสร้าง การเขียนและพัฒนา
38
ตนเองในฐานะผ้สู รา้ งวัฒนธรรมของเราเอง ด้วยเหตนุ เี้ ราต้องสรา้ งเง่ือนไขให้ผ้คู นมคี วามฉลาดในแบบ
ของตนเอง" ความรู้เกี่ยวกับระบบดิจิทัล ความรู้แจ้งที่เฟื่องฟูของมนุษย์และกลุ่มในสังคมแห่งความรู้
วารสารแหง่ ภาษา และการรู้หนังสือของออสเตรเลยี ,19 (2), 20-26
-การรดู้ ิจทิ ัลเปน็ องคป์ ระกอบหนง่ึ ของการเปน็ ผู้ใชด้ จิ ิทลั บคุ คลท่มี ีหน้าที่รบั ผิดชอบในการ
ใชเ้ ทคโนโลยเี พอ่ื โตต้ อบกับโลกรอบตวั พวกเขา
-เทคโนโลยีดิจิทัล ช่วยให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์และสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อน ๆ
เป็นประจำเนอื่ งจาก "ขอ้ จำกัด ทย่ี ุ่งยาก" ของโลกทุกวันนี้
-ไม่เพียง แตง่ านปกขาวเท่านั้นท่ีต้องการความรู้ทางดิจิทลั ในการใชส้ ่ือ เพ่ือนำเสนอบันทึก
และวเิ คราะหข์ ้อมูล แตเ่ พือ่ ใหง้ านปกสนี ้ำเงินท่ีกำลงั มองหาวิธเี พมิ่ ผลผลิต และวิเคราะห์แนวโน้มของ
ตลาดพรอ้ มกบั เพมิ่ ความปลอดภัยในการทำงาน
ในเว็บไซต์ของ Gov Connection (n.d.) กล่าวถึง 5 ประโยชน์ของทักษะการรู้ดิจิทัล
(Digital Literacy Skills) ว่า เมื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และสอนทักษะดิจิทัลให้กับนักเรียนทุก
คนในทกุ วชิ าเอกนักเรยี นจะไดเ้ รียนรู้วธิ ีคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์และแสดงความคิดเห็น
ด้วยวธิ ีการท่นี ่าสนใจ ด้วยทักษะเหลา่ น้ีนกั เรยี นจะประสบความสำเร็จทง้ั ในโรงเรียนและในอาชีพของ
พวกเขา ต่อไปนี้เป็น 5 สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการรู้ดิจิทัลและประโยชน์ที่จะได้รับจากนักเรียนและ
โรงเรียน
-การรู้ดิจิทัลช่วยเพิ่มความผูกพันของนักเรียน (Digital Literacy Boosts Student
Engagement) เมื่อนักเรียนใช้เครื่องมือสร้างเนื้อหาท่ีมีประสิทธิภาพ เช่น Adobe Creative Cloud
สำหรับการมอบหมายและโครงการของนักเรียน นักเรียนจะมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับเนื้อหา
ซึ่งช่วยให้นักเรียนเข้าใจข้อมูลได้ดีขึ้นและสื่อสารความรู้ของนักเรียนในรูปแบบที่ดึงดูดสายตาใน
ขณะเดียวกันคณาจารย์ที่มีทักษะดิจิทัลยังสามารถทำให้เนื้อหาของหลักสูตรน่าสนใจยิ่งขึ้นซึ่งจะช่วย
ใหน้ ักเรียนมีส่วนร่วมเช่นกนั
-การรู้ดิจิทัลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน (Digital Literacy Improves Academic
Performance) อนุกรมวิธานของ Bloom กล่าวว่า การสร้างต้องใช้ความคิดที่สูงกว่ากิจกรรมอื่น ๆ
เช่น การจดจำความเข้าใจและการนำไปใช้ เมื่อนักเรียนใช้เครื่องมือ Creative Cloud เพื่อสร้างงาน
นำเสนอ, อนิ โฟกราฟกิ , ภาพเคลือ่ นไหว, วิดีโอ หรอื E-Portfolios สำหรบั การมอบหมายของนักเรียน
นักเรียนเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น สิ่งนี้ทำให้นักเรียนสามารถสื่อสารความคิด การค้นพบ และข้อ
โต้แยง้ ในรูปแบบทเ่ี ป็นนวตั กรรมมากข้นึ ซง่ึ มักจะเกินความคาดหวังในชนั้ เรียนในทุกสาขาวิชา
-การรู้ดิจทิ ัลช่วยให้นกั เรยี นโดดเดน่ จากการแข่งขันในตลาดงาน (Digital Literacy Helps
Students Stand Out from Their Competition in the Job Market) นักเรียนทม่ี คี วามเช่ียวชาญ
ดา้ นเคร่อื งมือดจิ ิทัลเช่น Creative Cloud สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกระบวนการสมัคร
งานได้ง่ายขึ้น นักเรียนสามารถสร้างประวัติส่วนตั ว ที่มีสื่อสมบูรณ์ และแสดง
แบรนด์ส่วนตัวด้วย E-Porfolios ของผลงานนักเรียน นักเรียนสามารถเข้าสู่การสัมภาษณ์ที่เตรียมไว้
เพื่อแสดงตัวอย่างของบริษัท ทักษะการสื่อสารดิจิทัลที่คาดหวัง และนักเรียนสามารถแสดง
ความสามารถในการเรียนรู้ และใช้ทักษะเทคโนโลยีใหม่ บางทีส่ิงสำคัญที่สุดคือ นักเรียนสามารถ
พิสจู นไ์ ดว้ ่านักเรียนได้พฒั นาความคิดสรา้ งสรรคท์ ีน่ ายจ้างต้องการ
39
-การรู้ดิจิทัลทำให้โรงเรียนแข่งขันได้มากขึ้น (Digital literacy makes your school
more competitive) ผู้ใช้ดิจิทัลในปัจจุบันเป็นผู้สร้างเนื้อหา ไม่ใช่เพียงแค่ผู้บริโภคด้านเนื้อหาด้วย
Creative Cloud ให้กับนักเรียนทุกคน ไม่เพียงแต่วิชาเอกศิลปะและการออกแบบ สามารถสร้าง
ความแตกต่างให้กับสถาบันของผู้สอนตรวจสอบให้แน่ใจว่า นกั เรยี นทกุ คนมคี วามรูท้ างดิจิทัล และรับ
สมัครนักเรียนใหม่ได้สำเร็จ ตัวอย่างเช่น โรงเรียนนวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลน่า
ที่ Chapel Hill, University of Arizona, Clemson University และอื่น ๆ อีกมากมายที่ให้ความรู้
ด้านดิจิทัลและการเข้าถงึ นักเรียนและความเท่าเทียมกนั
-การขับเคลื่อนความรู้ทางดิจิทัลนั้นง่ายกว่าที่คุณคิด (Driving Digital Literacy is Easier
Than You Think) Adobe ทำให้คณาจารย์ในสาขาวิชาใด ๆ สามารถรวม Creative Cloud เข้าไว้
ในหลักสูตรได้อย่างง่ายดาย คณะสามารถค้นพบทุกสิ่งจากโมดูลการเรียนรู้อย่างง่าย ไปจนถึงการ
ฝึกอบรมพัฒนาอาชีพอย่างเต็มรูปแบบบน Adobe Education Exchange นักเรียนสามารถได้รับ
แรงบันดาลใจจากงานและแนวคิดของเพื่อนร่วมงานและนักเรียนสามารถตัง้ ค่าบริการผู้เชี่ยวชาญฟรี
เพื่อเรียนรู้คุณลักษณะแบบใหม่ และขั้นตอนการทำงาน สร้างสรรค์จากผู้เชี่ยวชาญของ Adobe
นอกจากนี้ Adobe ยังมีแหล่งข้อมูลมากมายที่ออกแบบมา เพื่อช่วยให้นักเรียนพัฒนาความรู้ด้าน
ดิจิทัล รวมถึงห้องสมุดท่ีมีความรู้มากมายเกี่ยวกับ Creative Cloud Tutorials รวมถึงโปรแกรมการ
รับรองของ Adobe
ในเว็บไซต์ของ National Library (n.d.) กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรู้ดิจิทัล
(Digital Literacy Skills) ว่า การรู้เท่าทันประโยชน์ต่อการรู้ดว้ ยระบบดิจิทัล นักเรียนที่มีความรู้ทาง
ดจิ ทิ ัล มคี วามมน่ั ใจในการใชเ้ นอ้ื หาดจิ ิทัลและเครอื่ งมือในการเรยี นรู้ ทักษะการร้ดู ิจทิ ัลช่วยให้
-ค้นหาและเข้าถงึ เนือ้ หาดิจทิ ลั ทีเ่ หมาะสมกบั วัตถปุ ระสงค์
-วิเคราะหแ์ ละรวมข้อมูล เพ่อื พฒั นาความเข้าใจของตนเอง
-สร้างและแบ่งปนั เนื้อหาดจิ ิทลั ด้วยวิธีการที่มจี ุดประสงค์
-บทเรียนแบบครั้งเดียวไม่เพียงพอที่จะสร้างความรู้ทางดิจิทัล การเรียนการสอนที่มี
ประสิทธภิ าพสำหรับการพฒั นาความรดู้ ิจิทัลตอ้ งมี
-การสอนซ้ำคำแนะนำและการฝึกนั่งร้านรวมถึงการสร้างทักษะการอ่านออกเขียนได้แบบ
ดิจทิ ลั ในโปรแกรมการสอนในทกุ สาขาการเรยี นรู้
-อาจารย์ผู้สอนเจ้าหน้าที่ห้องสมุดและนักเรียนจำลองทักษะการอ่านออกเขียนได้แบบ
ดิจทิ ลั
-การรหู้ นงั สอื ทางดิจิทลั เป็นประโยชนต์ ่อการเปน็ ผู้ใช้ ประชาชนท่ไี ด้รับการตอบสนองและ
มีความรบั ผดิ ชอบจำเป็นตอ้ งมีทักษะการรูด้ จิ ิทัล เพือ่ มสี ว่ นร่วมในสังคม การเป็นผใู้ ชด้ ิจทิ ัลอาศัยการรู้
ดิจทิ ัล มนั มีคา่ และพฤติกรรมเหลา่ น้ี
-แนวทางทีซ่ ือ่ สัตย์มคี วามรบั ผดิ ชอบ และมจี ริยธรรมในการเข้าถงึ และใช้เนอื้ หาดิจิทัล
-ความเขา้ ใจทางสงั คมในการทำส่งิ ที่เคารพผู้อน่ื และปกปอ้ งความเป็นอยู่ของแต่ละบุคคล
ห้องสมดุ โรงเรยี นและการรู้ดจิ ทิ ลั
ห้องสมดุ โรงเรยี นมีบทบาทสำคัญในการสร้างทักษะการรดู้ ิจทิ ัลของนักเรยี น ห้องสมุดนั้นมี
เจา้ หนา้ ที่ห้องสมุดดแู ลและพื้นที่ทงั้ หมดช่วยพฒั นาทกั ษะเหล่าน้ี