The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สุขฤทัย พรหมรับ-ดุษฎีนิพนธ์-ฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by man Wee, 2022-08-03 12:27:54

สุขฤทัย พรหมรับ-ดุษฎีนิพนธ์-ฉบับสมบูรณ์

สุขฤทัย พรหมรับ-ดุษฎีนิพนธ์-ฉบับสมบูรณ์

90

พจิ ารณาการตอบสนองของนกั เรียนต่อรายการการประเมนิ ตนเองดจิ ิทลั และในสว่ นท่สี องจะรายงาน
ผลการทดสอบความรู้ทักษะดจิ ิทัล 10 ข้อ ดงั น้ี

ตอนท่ี 1 การประเมินทักษะดิจิทัลของนักเรียนด้วยตนเอง (Student’s Self-
assessment of Digital Skills)

1. การใช้เครอื ข่ายสงั คมออนไลน์ (Social Networking)
2. การใช้โทรศพั ทม์ ือถอื (Smartphone/Cellphone Email)
3. การใช้อนิ เทอรเ์ น็ต (Internet)
4. การใช้อีเมล (E-mail)
5. การคน้ หาข้อมูลในวกิ ิพีเดีย (Wiki)
6. การใช้มลั ติมีเดียเสยี งและภาพยนตร์ (Multimedia (Audio & Film))
7. การใชโ้ ปรแกรมทชี่ ว่ ยในการประมวลผลคำ (Word Processing)
8. การใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ มีลกั ษณะเปน็ ตาราง (Spreadsheet)
9. แกไ้ ขกราฟกิ และรปู ภาพ (Graphic & Photo Editing)
10. การใชโ้ ปรแกรมท่ชี ่วยในการนำเสนอ (Presentation Software)
11. เกมส์คอมพวิ เตอร์ (Computer Games)
12. การดาวนโ์ หลดและติดต้งั โปรแกรม (Download & Install Programs)
13. ข้อความสนทนา (Text Chatting)
14. การรกั ษาความปลอดภัยของซอฟตแ์ วร์ (Security Software)
15. การประชมุ ทางวดิ ีโอ (Video Conferencing)
16. การสนทนาออนไลน์หรือที่ประชุมสำหรับการอภิปราย (Online Discussions or
Forums)
17. การแบง่ ปนั ไฟล์ (File Sharing Services)
18. ฐานข้อมลู (Database)
19. การเกบ็ ข้อมลู ในรปู แบบออนไลน์ (Cloud Computing)
20. การบนั ทึกบทความของตนเองลงบนเวบ็ ไซต์ (Blogging)
21. ออกแบบเวบ็ ไซต์ (Website Design)
ตอนที่ 2 การประเมินตนเองของนักเรียนเกีย่ วกับความสามารถในการใชด้ ิจิทัลต่อไปน้ี
(Students’ Self-assessment of their ability to complete the following digital tasks)
1. คณุ สามารถเปดิ และปดิ เครือ่ งคอมพิวเตอร์ได้อย่างถกู ต้องหรือไม่ (Can You Properly
Turn on and Shut Down a Computer?)
2. คุณสามารถสร้างเอกสารในโปรแกรมที่ใช้สำหรบั การพิมพ์รายงาน (Microsoft Word)
พื้นฐานไดห้ รอื ไม่ (Can You Create a Basic Microsoft Word Document?)
3. คุณสามารถย่อเล็กสุด ขยาย และย้ายหน้าต่างบนเดสก์ท็อปได้หรือไม่ (Can You
Minimize, Maximize and Move Windows on the Desktop?)
4. คุณสามารถเริ่ม และออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ (Can You Start and
Exit a Computer Program?)

91

5. คุณสามารถพิมพ์เอกสารโดยใช้เครื่องพิมพ์ได้หรือไม่ (Can You Print a Document
Using a Printer?)

6. คุณสามารถคัดลอก ตัด และวางในเอกสารได้หรือไม่ (Can You Copy, Cut and
Paste Inside a Document?)

7. คุณสามารถเปลยี่ นรปู แบบตวั อกั ษรและขนาดในเอกสารไดห้ รือไม่ (Can You Change
the Font Style and Size In a Document?)

8. คุณสามารถสร้างกระดาษคำนวณโดยใช้โปรแกรมทางด้านตารางคำนวณ (Excel)
พ้นื ฐานไดห้ รอื ไม่ (Can You Create a Basic Excel Spreadsheet?)

9. คุณสามารถทำการจัดการไฟล์รวมถึงการลบและเปลี่ยนชื่อไฟล์ ฯลฯ ได้หรือไม่ (Can
You Perform File Management Including Deleting and Renaming Files, etc.?)

10. คณุ สามารถส่งและรับส่ิงทแี่ นบมาผา่ นข้อความอีเมลได้หรือไม่ (Can You Send and
Receive Attachments Through Email Messages?)

11. คุณสามารถเปลี่ยนความสว่างและความคมชัดของจอภาพได้หรือไม่ (Can You
Change Monitor Brightness and Contrast?)

12. คุณสามารถสร้างงานนำเสนออย่างง่ายโดยใช้โปรแกรมสำหรับการจัดสร้างงาน
นำเสนอข้อมูล (PowerPoint) ได้หรือไม่ (Can You Create a Simple Presentation Using
PowerPoint?)

13. คณุ สามารถปรับขนาดภาพถา่ ยได้ไหม (Can You Resize a Photograph?)
14. คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์ได้หรือไม่ (Can You Install a Software
Program?)
15. คุณสามารถย้ายไฟล์จากอุปกรณ์ที่บันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์(Hard Drive) ไปยัง
อุปกรณ์ที่บันทึกข้อมูลแบบพกพา (USB Drive) ได้หรือไม่ (Can You Move a File From a Hard
Drive to a USB Drive?)
16. คุณสามารถเขียนไฟล์ลงบนแผ่นซดี ีไดห้ รอื ไม่ (Can You Write Files Onto a CD?)
17. คุณสามารถตดิ ตง้ั โปรแกรมเครื่องพิมพ์ไดห้ รอื ไม่ (Can You Install a Printer?)
18. คุณสามารถสแกนไวรัสในดิสก์หรือไฟล์ได้หรือไม่ (Can You Scan a Disk or File
for Viruses?)
19. คณุ สามารถบนั ทึกและแก้ไขเสียงได้หรือไม่ (Can You Record and Edit Sounds?)
20. คุณสามารถแปลงไฟล์ Microsoft Word เป็น PDF ไดห้ รอื ไม่ (Can You Convert a
Microsoft Word File to a PDF?)
21. คุณสามารถสร้างฐานข้อมูลอย่างง่าย เช่น ใช้ Access (Are You able to Create a
Simple Database (E.G. Using Access))
22. คุณสามารถใช้ตัวแก้ไขวิธีการป้อนข้อมูล (Input Method Editor) ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพหรอื ไม่ (Are You Able To Useห Input Method Editor (IME) Effectively?)
23. คุณสามารถสร้างหน้าเว็บแบบง่ายได้หรือไม่ (Can You Create a Simple Web
Page?)

92

ตอนท่ี 3 การประเมนิ ตนเองของนักเรียนเก่ียวกับความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมท่ี
เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตดังต่อไปนี้ (Students’ Self-Assessment of Their Ability to
Fulfill the Following Internet-Related Tasks)

1. คุณสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตได้หรือไม่ (Are You Able to
Connect Your Computer to the Internet?)

2. คุณสามารถป้อน URL ในแถบที่อยู่ได้อย่างถูกต้องหรือไม่ (Are You Able to
Correctly Enter a URL In the Address Bar?)

3. คุณสามารถดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต และบันทึกได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ เชน่
JPEG ห ร ื อ PDF ( Are You Able to Download a File From the Internet and Save It
Appropriately? (E.G. JPEG or PDF))

4. คุณสามารถทำการประชุมทางวิดีโอออนไลน์ได้หรือไม่ (Are You Able to Conduct
Video Meetings Online?)

5. คุณสามารถสร้างบัญชีบนเว็บไซต์ที่ต้องการ ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านได้หรือไม่
เชน่ Twitter Gmail หรอื Facebook (Are You Able to Create An Account on Websites That
Require a Username and Password? (E.G. Twitter, Gmail or Facebook))

6. คุณสามารถเพม่ิ เวบ็ เพจในรายการบ๊คุ มารค์ ของคุณได้หรอื ไม่ (Are You Able To Add
a Webpage to Your List Of Bookmarks?)

ตอนท่ี 4 การประเมินตนเองของนักเรียนเกี่ยวกับความสามารถในการปฏิบัติกิจกรรมท่ี
เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ตดังต่อไปน้ี (Students’ Self-Assessment of Their Ability to
Fulfill the Following Internet-Related Tasks)

1. เครือข่ายสังคมเป็นรูปแบบของเว็บไซต์ เช่น Twitter, Mixi หรือ Facebook (Social
Networks (E.G. Twitter, Mixi, Or Facebook))

2. การเก็บข้อมูลในรูปแบบออนไลน์ เช่น Dropbox หรือ Google Drive (Cloud
Computing (E.G. Dropbox or Google Drive))

3. บริการคนั่ หน้าออนไลน์ (Social Bookmarking)
4. การนำเอาไฟล์เสียงดิจิทลั มาออนไลน์ ในรูปแบบรายการวทิ ยุ (Podcasting)
5. ซอฟต์แวร์ใช้ในการแตง่ เพลงออนไลน์ เช่น Open Office Google Documents และ
Microsoft Office (Online Composition Software (E.G. Open Office, Google Documents
and Microsoft Office))
6. ระบบปฏิบัติการที่ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทั้งหมด เช่น Ubuntu, Gentoo,
BSD และ Unix (Operating Systems (E.G. Ubuntu, Gentoo, BSD and Unix))
7. โทรศัพท์มอื ถือ (Smartphone)
ตอนท่ี 5 ผลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (General Computer Knowledge
Results)
1. โฟลเดอร์คอื อะไร (What Is a Folder?)

93

2. จำนวนตัวอักษรที่มากที่สุด ในการส่งข้อความแบบสั้น (How Many Characters are
Allowed for a Tweet?)

3. ทีอ่ ยเู่ ว็บ (URL) คืออะไร (What Is a URL?)
4. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เครื่องมือค้นหา (Which of the Following Is Not a Search
Engine?)
5. สมองหลกั ของคอมพิวเตอรค์ ืออะไร (What Is the Main Brain of the Computer?)
6. ฟังก์ชันหลักของเซิร์ฟเวอร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์คืออะไร (What Is the Main
Function of a Server In a Networked Environment?)
7. โปรแกรมประเภทใดที่ใช้แก้ไขไฟล์รูปแบบการเก็บแฟ้มข้อมูลที่มีภาพ (GIF) หรือไฟล์
รูปแบบการบีบอัดแฟ้มภาพ (JPEG) (What Kind of Program Is Used to Edit a GIF File or a
JPEG File?)
8. ข้อมูลที่เหมาะกับซีดีและดีวีดีเป็นอย่างไร (How Much Information Fits on a CD
and a DVD?)
9. ข้อใดต่อไปนี้ถือว่าเป็นมารยาทที่ไม่ดีในการใช้อีเมล (Which of the Following Is
Considered Poor Email Etiquette?)
ตวั อย่างไฟล์เสยี งมาตรฐาน (WAV) และตวั แปลงไฟล์ออนไลน์ (AIFF) คอื อะไร (What are
WAV and AIFF Files Examples of?)
Cote & Milliner (2018) ได้พัฒนาเครื่องมือแบบสอบถาม เพื่อสำรวจความรู้ทางดิจิทัล
ของครูภาษาอังกฤษ 42 คนที่ทำงานในมหาวิทยาลัยเอกชนญี่ปุ่น โดยดัดแปลงแบบสอบถามมาจาก
Son, Robb & Charismiadji ปี 2011 พิจารณาสิทธข์ิ องการใช้ และการเข้าถึงคอมพิวเตอรท์ ่สี ามารถ
ในการปฏิบัติงานทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และการฝึกอบรม
คอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนภาษา (CALL) และความเข้าใจคอมพิวเตอร์ช่วยการเรียนภาษา (CALL)
ในการศึกษานี้พบว่าครูในโปรแกรมภาษาอังกฤษนี้มีความมั่นใจมากโดยใช้เทคโนโลยีดิจิ ทัล
เพ่อื สนบั สนนุ การสอนท้ังในและนอกห้องเรียน นอกจากน้ีครูผ้สู อนยังตระหนักถงึ ความสำคัญของการ
พัฒนาความรู้ทางดิจิทัล และก็กำลังศึกษาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เครื่องมือการ
ประเมินผลสำเร็จจากการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (Assessment of Digital Literacy Skills)
มขี ้อคำถามในประเดน็ ตา่ ง ๆ ดังนี้
ตอนที่ 1 การประเมินการใช้ทักษะดิจิทัลของตนเอง (Self-Assessment of Digital
Skills)
1. ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ของคุณอยู่ในระดับใดต่อไปนี้ (How Would You Rate
Your Computer Skills on the Following?)

1.1 การใช้อีเมล (E-Mail)
1.2 การใชอ้ ินเทอร์เน็ต (Internet)
1.3 การใชโ้ ปรแกรมท่ีช่วยในการประมวลผลคำ (Word Processing)
1.4 การใช้อเี มลในโทรศพั ทม์ ือถือ (E-Mail (Mobile)
1.5 การใช้โปรแกรมท่ชี ่วยในการนำเสนอ (Presentation Software)

94

1.6 การใชโ้ ปรแกรมทชี่ ว่ ยในการค้นหาข้อมลู (Web Search Engines)
1.7 การดาวนโ์ หลดและติดตงั้ โปรแกรม (Downloading and Installing Programs)
1.8 การใช้เครอื ขา่ ยสังคมออนไลน์ (Social Networking)
2. การใชแ้ อพพลิเคช่นั ดา้ นการสื่อสารด้วยเสยี ง (Communications applications)
3. การใชแ้ ชทออนไลน์ (Online Chat)
4. ความปลอดภยั ทางอินเทอร์เน็ต (Internet Security)
5. การใชแ้ อพพลิเคชนั่ มัลตมิ เี ดยี (Multimedia Applications)
6. การประชุมทางวิดโี อออนไลน์ (Online Video Conferencing)
7. การสนทนาออนไลน์ (Online Discussions)
8. การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลกั ษณะเปน็ ตาราง (Spreadsheet)
9. การคน้ หาข้อมลู ในวิกพิ เี ดีย (Wiki)
10. ฐานข้อมูล (Database)
11. การใชแ้ อพพลเิ คชนั่ บลอ็ ก (Blog Applications)
12. การเกบ็ ข้อมลู ในรปู แบบออนไลน์ (Cloud Computing)
13. ออกแบบเวบ็ ไซต์ (Website Design)
14. เกมสค์ อมพิวเตอร์ (Computer Games)
ตอนที่ 2 การเข้าถึงที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และคำถามการใช้งาน (Computer-
Related Access and Usage Questions)
1. คุณมีคอมพิวเตอร์ที่เช่ือมต่ออินเทอร์เน็ตที่บ้านหรือไม่ (Do You Have a Computer
Connected to the Internet at Home?)
2. คุณมีบัญชีอีเมลนอกจากสมาร์ทโฟนหรือบัญชีมหาวิทยาลัยของคุณหรือไม่ (Do You
Have an Email Account Outside Your Smartphone or University Account?)
3. คุณใชบ้ รกิ ารเวบ็ เมลหรอื ไม่ (Do You Use A Webmail Service?)
4. คุณมีหน้าแรกของเว็บไซต์(Homepage)ส่วนตัวหรือไม่ (Do You Have a Personal
Homepage?)
5. คุณเข้าใจฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานของส่วนประกอบฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์หรือไม่
(เช่น CPU และฮารด์ ดสิ ก)์ (Do You Understand the Basic Functions of Computer Hardware
Components? (E.G. CPU and Hard Disk))
6. คุณใช้แป้นพิมพ์ลัดหรอื ไม่ (Do You Use Keyboard Shortcuts?)
7. คุณใช้คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มหาวิทยาลัยหรือไม่ (Do You Use a
Computer Connected to the Internet at University?)
8. คุณใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการสอนหรือไม่ (Do You Use a Computer for Teaching
Purposes?)
9. คุณจะพบว่ามันง่ายที่จะเรียนรู้อะไรในการอ่านได้จากหนา้ จอคอมพิวเตอร์หรือไม่ (Do
You Find It Easy to Learn Something By Reading It From a Computer Screen?)

95

10. คุณใช้ซีดีรอมเพื่อเสริมการเรียนการสอนหรือไม่ (Do You Use CD-ROMs to
Supplement Your Teaching?)

11. คุณใช้เว็บไซต์เพื่อเสริมการสอนของคุณหรือไม่ (Do You Use Websites to
Supplement Your Teaching?)

ตอนท่ี 3 คำถามทีเ่ กีย่ วข้องกับทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ (Computer Related Skills
Questions)

1. คุณสามารถเปิดและปิดคอมพวิ เตอร์ได้อย่างถูกต้องหรือไม่ (Can You Properly Turn
on and Shutdown a Computer?)

2. คุณสามารถเริ่มและออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่ (Can You Start and
Exit a Computer Program?)

3. คุณสามารถพิมพ์เอกสารโดยใช้เครื่องพิมพ์ได้หรือไม่ (Can You Print a Document
Using a Printer?)

4. คุณสามารถสร้างเอกสาร Microsoft Word พื้นฐานได้หรือไม่ (Can You Create a
Basic Microsoft Word Document?)

5. คุณสามารถส่งและรับสิ่งที่แนบมาผ่านข้อความอีเมลได้หรือไม่ (Can You Send and
Receive Attachments Through Email Messages?)

6. คุณสามารถคน้ หาข้อมลู โดยใช้การใชโ้ ปรแกรมที่ช่วยในการคน้ หาข้อมลู ได้หรือไม่ (Can
You Search For Information Using a Web Search Engine?)

7. คุณสามารถย้ายไฟล์จากอุปกรณ์ที่บันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์(Hard Drive) ไปยัง
อุปกรณ์ที่บันทึกข้อมูลแบบพกพา(USB Drive) ได้หรือไม่ (Can You Move a File From a Hard
Drive to a USB Drive?)

8. คุณสามารถดาวน์โหลดและบันทึกไฟล์จากเว็บได้หรือไม่ (Can You Download and
Save Files From the Web?)

9. คุณสามารถเปล่ียนรูปแบบตัวอกั ษรและขนาดในเอกสารไดห้ รือไม่ (Can You Change
the Font Style and Size In a Document?)

10. คุณสามารถเปลี่ยนความสว่างและความคมชัดของจอภาพได้หรือไม่ (Can You
Change Monitor Brightness and Contrast?)

11. คุณสามารถย่อเล็กสุดขยายและย้ายหน้าต่างบนเดสก์ท็อปได้หรือไม่ (Can You
Minimize, Maximize and Move Windows on the Desktop?)

12. คณุ สามารถทำการจัดการไฟล์รวมถึงการลบและเปลย่ี นชื่อไฟล์ ฯลฯ ไดห้ รอื ไม่ (Can
You Perform File Management Including Deleting and Renaming Files, etc.?)

13. คณุ สามารถคัดลอก ตดั ข้อความ และวางในเอกสารได้หรือไม่ (Can You Copy, Cut
and Paste Inside a Document?)

14. คุณสามารถสร้างงานนำเสนออย่างง่ายโดยใช้โปรแกรมสำหรับการจัดสร้างงาน
นำเสนอข้อมูล (PowerPoint) ได้หรือไม่ (Can You Create a Simple Presentation Using
PowerPoint?)

96

15. คุณสามารถติดตั้งโปรแกรมซอฟต์แวร์ได้หรือไม่ (Can You Install a Software
Program?)

16. คณุ สามารถเขยี นไฟล์ลงบนแผน่ ซดี ีไดห้ รือไม่ (Can You Write Files Onto a CD?)
17. คณุ สามารถปรบั ขนาดภาพถ่ายไดไ้ หม (Can You Resize a Photograph?)
18. คุณสามารถสร้างกระดาษคำนวณโดยใช้โปรแกรมทางด้านตารางคำนวณ (Excel)
พ้ืนฐานได้หรือไม่ (Can You Create a Basic Excel Spreadsheet?)
19. คุณสามารถสแกนไวรัสในดิสก์หรือไฟล์ได้หรือไม่ (Can You Scan a Disk or File
for Viruses?)
20. คณุ สามารถใช้เครื่องมือการประชุมทางวดิ ีโอบนเวบ็ ได้ไหม (Can You Use a Video
Conferencing Tool on the Web?)
21. คณุ สามารถบนั ทกึ และแก้ไขเสยี งไดห้ รือไม่ (Can You Record and Edit Sounds?)
22. คุณสามารถสร้างฐานข้อมูลอย่างง่ายโดยใช้โปรแกรมในการจัดการระบบฐานข้อมูล
(Access) หรือใช้โปรแกรมทางด้านตารางคำนวณ (Excel) ได้หรือไม่ (Can You Create a Simple
Database Using Access or Excel?)
23. คุณสามารถสร้างหน้าเว็บแบบง่ายได้หรือไม่ (Can You Create a Simple Web
Page?)
24. โฟลเดอร์คืออะไร (What Is a Folder?)
25. ขอ้ มลู ที่เหมาะกับซีดีและดวี ดี ีเป็นอย่างไร (How Much Information Fits on a CD
and a DVD?)
26. โปรแกรมประเภทใดทใี่ ชแ้ ก้ไขไฟล์รูปแบบการเก็บแฟ้มข้อมลู ทม่ี ีภาพ (GIF) หรือไฟล์
รูปแบบการบีบอัดแฟ้มภาพ (JPEG) (What Kind of Program Is Used to Edit a GIF File or a
JPEG File?)
27. สมองหลกั ของคอมพวิ เตอรค์ ืออะไร (What Is the Main Brain of the Computer?)
28. ฟังก์ชันหลักของเซิร์ฟเวอร์ในเครือข่ายสังคมออนไลน์คืออะไร (What Is the Main
Function of a Server In a Networked Environment?)
29. ตัวอยา่ งไฟลเ์ สียงมาตรฐาน (WAV) และตวั แปลงไฟลอ์ อนไลน์ (AIFF) คอื อะไร (What
are WAV and AIFF Files Examples of?)
30. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่เครื่องมือค้นหา (Which of the Following Is Not a Search
Engine?)
31. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่อุปกรณ์ส่งออก (Which of the Following Is not an Output
Device?)
32. ทีอ่ ยูเ่ ว็บ(URL) คอื อะไร (What Is a URL?)
ตอนท่ี 4 การรับรู้เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ของครู (Teacher Perceptions of
Computers)
1. ฉนั สนกุ กับการใช้คอมพวิ เตอร์ (I Enjoy Using Computers)
2. ฉนั รู้สกึ สะดวกสบายในการใชค้ อมพวิ เตอร์ (I Feel Comfortable Using Computers)

97

3. ฉันยินดีที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (I’m Willing to Learn More
About Computers)

4. ฉนั คดิ วา่ คอมพวิ เตอร์ใช้งานยาก (I Think Computers are Difficult to Use)
5. ฉันรู้สึกถูกคุกคามเมื่อคนอื่นพูดถึงคอมพิวเตอร์ (I Feel Threatened When Others
Talk About Computers)
6. ฉันเชื่อว่าการเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับฉัน (I Believe That It Is
Important for Me to Learn How to Use Computers)
7. ฉันต้องการที่จะใช้คอมพิวเตอร์ในห้องเรียน (I Would Like to Use Computers In
the Classroom)
8. ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถพัฒนาการสอนของฉันได้โดยใช้คอมพิวเตอร์ (I Feel That My
Teaching Could Be Improved by Using Computers)
9. ฉันคิดว่าคอมพิวเตอร์สามารถทำให้การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่น่าสนใจมากขึ้น (I
Think That Computers Can Make Foreign Language Learning More Interesting)
10. ฉันเชื่อว่าการฝึกอบรมในการเรียนรู้ภาษาโดยใช้คอมพิวเตอร์ควรรวมอยู่ในการสอน
ของครูภาษา (I Believe That Training In Computer Assisted Language Learning Should Be
Included In Language Teacher Education)
กล่าวโดยสรุป จากนิยามของทักษะการรู้ดิจิทัล (Digital Literacy Skills) หมายถึง การ
เรียนรู้ที่ใช้ทักษะทางเทคโนโลยีและทักษะความรู้พื้นฐานหลากหลายรวมกัน ทั้งการอ่าน การเขียน
การเขา้ ใจ การวิเคราะห์ การประมวลผล และการสอื่ สารข้อมูล เป็นตน้ การรู้ดิจทิ ลั เป็นส่วนหน่ึงของ
การเรียนรูเ้ ท่าทันสื่อ ทั้งสองอย่างนี้ คือการรวบรวมข้อมูลการเรยี นรู้ ต้องการความรู้ทั้งหลักปฏิบัตทิ ี่
จำเป็นพื้นฐานและหลักทางจริยธรรมในการเรียนรู้ ซึ่งทักษะการรู้ดิจิทัลเป็นการใชค้ วามสามารถทาง
เทคโนโลยีเพื่อค้นหา อธิบาย ประเมิน รับรู้ เข้าใจ เข้าถึง การนำไปใช้ การสร้างข้อมูล การถอดรหัส
การโยกย้ายข้อมลู ออกแบบการส่ือสาร รวมถึงการสื่อสารและแบง่ ปนั ข้อมลู อย่างเหมาะสม จะต้องมี
วัฒนธรรมที่ดีในการเรียนรู้ มีจริยธรรมและรับผิดชอบต่อสังคมผ่านทางระบบเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น
อินเตอร์เน็ต สังคมออนไลน์ และโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และจากการศึกษาลักษณะที่แสดงถึงทักษะ
การรู้ดิจิทัล จากทัศนะของ British Columbia Website (n.d.) Quizlet Website (n.d.) Media
Smarts Website (n.d.) Heick (2015) Wiki UBC Website (n.d.) และ Teaching Adults Website
(n.d.) และจากผลจากการศึกษาแนวคิดการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล จากทัศนะของ Covello
(2010) Rodríguez-de-Dios, Igartua & González-Vázquez (2016) Cote & Milliner (2017)
และ Cote & Milliner (2018) ได้กำหนดทักษะเพื่อการประเมินผลจากการพัฒนาทักษะการรู้ดิจทิ ลั
8 ทักษะ แต่ละทักษะมีนิยามศัพทเ์ ฉพาะดงั นี้
1. ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจทิ ัล หมายถึง การมีความสนุกในการใช้คอมพิวเตอร์ อยาก
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างเอกสารในโปรแกรม Microsoft Word พื้นฐานได้
อย่างถูกต้อง สามารถเริ่มและออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง
สามารถพิมพ์เอกสารโดยใชเ้ ครื่องพิมพ์ได้อย่างถูกต้อง สามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ต
ได้ สามารถป้อน URL ในแถบที่อยู่ได้อย่างถูกต้อง สามารถดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต และ

98

บันทึกได้อย่างเหมาะสม สามารถสร้างบัญชีบนเว็บไซต์ที่ต้องการ ชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านได้ เช่น Line
Gmail หรือ Facebook และเขา้ ใจฟังกช์ นั การใช้งานพน้ื ฐานของสว่ นประกอบฮารด์ แวร์คอมพิวเตอร์

2. พฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้สื่อดิจิทัล หมายถึง การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ บน
เครือข่ายสังคมออนไลน์ ใช้โทรศัพท์มือถือในการใช้งานบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เล่นเกมส์
คอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม มีข้อความสนทนาออนไลน์ และมีการแบ่งปันไฟล์งาน
และส่ือต่าง ๆ บนสงั คมออนไลน์

3. การปฏิบัติตนและมารยาทในการใช้สื่อดิจิทัล หมายถึง การรู้จักการแบ่งเวลาในการ
ใช้สือ่ ดจิ ิทลั อยา่ งเหมาะสม สามารถประเมนิ และเลือกแหล่งข้อมูลเว็บไซต์ที่สร้างสรรค์ และเหมาะสม
กับตนเอง สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ข้อมูล ก่อนที่จะส่งหรือแชร์ข้อมูล ไปให้ผู้อื่น สามารถเลือกใช้
คำศัพท์ ไอคอน สัญลักษณ์ รูปภาพ และเครื่องหมายต่าง ๆ ที่สุภาพและเหมาะสม สามารถเลือกใช้
อุปกรณ์เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา และรู้ถึงความเหมาะสมของการโพสต์ ภาพ
ขอ้ ความ คลปิ ตา่ ง ๆ ในส่ือดิจิทลั

4. ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี หมายถึง การมีความรู้ความ
เข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เลือกและฝึกการใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ในเครื่องมือ
ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถค้นคว้าและแก้ไขข้อมูลผ่านเครื่องมือดิจิทัลได้ถูกต้องและ
เหมาะสม และรู้ถึงการใชอ้ ปุ กรณส์ ่อื เทคโนโลยแี ละใช้อยา่ งถูกวธิ ี

5. ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร ความร่วมมือ สร้างสรรค์ และนวัตกรรม
หมายถึง การใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารและการติดต่อปฏิสัมพันธ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการ
เรียนรู้ สื่อสารข้อมูลและความคิดโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลที่หลากหลายบนโลกดิจิทัลได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอีเมลหรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line)
เฟซบุ๊ก (Facebook) โดยใช้เครื่องมือดิจิทัล และใช้ความรู้ด้านดิจิทัลสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้
เครอื่ งมือดจิ ทิ ลั บนโลกสังคมออนไลน์ได้อยา่ งเหมาะสมและคล่องแคลว่

6. ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ หมายถึง การใช้เครื่องมือดิจิทัล
เพื่อค้นหา วเิ คราะห์ ประเมินผล สังเคราะห์ข้อมลู จากแหล่งข้อมลู ทหี่ ลากหลายและเหมาะสมกับตน
ประเมิน เปรียบเทียบและเลือกแหล่งข้อมูล และเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับตน และเปรียบเทียบ
แหล่งขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพ่อื ตัดสินใจว่าข้อมลู น้นั นา่ เชอื่ ถือเปน็ จรงิ หรอื ไม่

7. ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความเปน็ พลเมืองดิจิทัล หมายถึง การรถู้ งึ ความเป็นพลเมือง
ดิจิทัล สิทธิของตนในสงั คมออนไลน์ รู้ถงึ ผลของการดาวน์โหลดเพลง และภาพยนตรท์ ผี่ ดิ กฎหมาย วา่
ควรกระทำการใดที่ไม่ละเมิดสทิ ธิของผู้อ่ืนในสังคมออนไลน์ มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อส่วนบุคคลในการใช้
สื่อเทคโนโลยบี นสื่อสงั คมออนไลน์ และการสร้างและเขียนข้อความบนสังคมออนไลน์โดยเคารพสิทธิ
ของผอู้ นื่ กฎหมายลิขสทิ ธิ์และทรพั ยส์ ินทางปัญญา

8. ทกั ษะการใชด้ จิ ทิ ัลเพ่ือการป้องกันและความปลอดภัยทางโลกดจิ ิทลั หมายถงึ การรู้
การใช้งานฟังก์ชันแสดงตำแหน่งที่ตั้งบนแอพพลิเคชัน เช่น เฟซบุ๊กใช้การตั้งค่าการแชร์ของโซเชียล
มีเดีย เพื่อเลือกสิ่งที่คนอื่นเห็นเกี่ยวกับตนเองได้อย่างเหมาะสม รู้ถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่
เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตนในสื่อสังคมออนไลน์ และติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและมี
การอปั เดตอย่างสมำ่ เสมอ

99

จากนิยามศพั ท์เฉพาะของประเด็นหลกั เพ่ือการประเมินทักษะการรดู้ ิจิทลั ดังกล่าว ผู้วจิ ยั ได้
นำมาใช้เป็นแนวในการสร้างข้อคำถามในแบบประเมินผลการบรรลุความคาดหวังจากการพัฒนาใน
ลักษณะเป็นแบบประเมินตนเอง (Self-Assessment) แบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale)
5 ระดับ โดย 5 หมายถึง มีลักษณะตามข้อคำถามนั้นในระดบั มากที่สดุ 4 หมายถึง มีลักษณะตามข้อ
คำถามนั้นในระดับมาก 3 หมายถึง มีลักษณะตามข้อคำถามนั้นในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มี
ลักษณะตามข้อคำถามนั้นในระดับน้อย และ 1 หมายถึง มีลักษณะตามข้อคำถามนั้นในระดับน้อย
ท่ีสดุ ดงั นี้

ลักษณะที่แสดงถงึ ทกั ษะการรดู้ จิ ิทัล ระดับความเห็นของท่าน
5 43 2 1
ทกั ษะการใช้เทคโนโลยีดจิ ทิ ัล
1. ฉนั มคี วามสนุกในการใชค้ อมพวิ เตอร์
2. ฉนั อยากเรียนรูเ้ พมิ่ เติมเกย่ี วกับคอมพิวเตอร์
3. ฉันสามารถสรา้ งเอกสารในโปรแกรม Microsoft Word พนื้ ฐานได้อย่าง
ถกู ตอ้ ง
4. ฉันสามารถเริม่ และออกจากโปรแกรมคอมพวิ เตอร์และใช้โปรแกรมต่าง ๆ ได้
อยา่ งถกู ต้อง
5. ฉันสามารถพิมพ์เอกสารโดยใช้เครอื่ งพิมพไ์ ดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
6. ฉันสามารถเช่ือมต่อคอมพวิ เตอร์กับอินเทอรเ์ น็ตได้
7. ฉันสามารถป้อน URL ในแถบทอี่ ยไู่ ด้อย่างถกู ต้อง
8. ฉันสามารถดาวนโ์ หลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ต และบนั ทกึ ได้อย่างเหมาะสม
9. ฉนั สามารถสร้างบัญชบี นเว็บไซต์ท่ตี อ้ งการ ช่อื ผู้ใช้ และรหสั ผา่ นได้ เช่น
Line Gmail หรอื Facebook
10. ฉนั เขา้ ใจฟงั กช์ นั การใชง้ านพ้ืนฐานของส่วนประกอบฮารด์ แวรค์ อมพวิ เตอร์
พฤติกรรมการเข้าถงึ และการใช้สอ่ื ดิจทิ ลั
11. ฉันมีการใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ บนเครือข่ายสงั คมออนไลน์
12. ฉนั ใชโ้ ทรศพั ท์มอื ถอื ในการใช้งานบนเครือขา่ ยสังคมออนไลน์
13. ฉนั เล่นเกมสค์ อมพวิ เตอร์
14. ฉันดาวน์โหลดและตดิ ตัง้ โปรแกรม
15. ฉันมีข้อความสนทนาออนไลน์
16. ฉนั มีการแบง่ ปันไฟล์งาน และสื่อตา่ ง ๆ บนสังคมออนไลน์
การปฏิบัตติ นและมารยาทในการใชส้ ่อื ดจิ ทิ ลั
17. ฉนั รู้จกั การแบง่ เวลาในการใชส้ อื่ ดจิ ทิ ลั อยา่ งเหมาะสม
18. ฉนั สามารถประเมนิ และเลือกแหลง่ ข้อมูลเวบ็ ไซตท์ สี่ ร้างสรรค์ และ
เหมาะสมกับตนเอง
19. ฉนั สามารถแยกแยะ วเิ คราะห์ขอ้ มูล กอ่ นที่จะส่งหรอื แชร์ขอ้ มลู ไป
ใหผ้ ู้อื่น
20. ฉนั สามารถเลือกใช้คำศัพท์ ไอคอน สญั ลักษณ์ รปู ภาพ และ
เคร่อื งหมายตา่ ง ๆ ทสี่ ุภาพและเหมาะสม

ลักษณะท่แี สดงถึงทกั ษะการร้ดู ิจทิ ลั 100

21. ฉันสามารถเลือกใชอ้ ปุ กรณเ์ คร่ืองมอื ดิจิทัลไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ถกู ท่ีถูก ระดบั ความเหน็ ของทา่ น
เวลา 5 43 2 1
22. ฉนั รถู้ งึ ความเหมาะสมของการโพสต์ ภาพ ข้อความ คลิปตา่ ง ๆ ในสอื่
ดจิ ทิ ัล
ทักษะการใชด้ ิจิทลั เพ่อื การดำเนินงานดา้ นเทคโนโลยี
23. ฉันมีความรคู้ วามเขา้ ใจและใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ทิ ลั อยา่ งเหมาะสม
24. ฉนั เลอื กและฝกึ การใชแ้ อพพลเิ คชันตา่ ง ๆ ในเครือ่ งมอื ดจิ ิทัลได้อยา่ ง
มีประสิทธภิ าพ
25. ฉันสามารถคน้ ควา้ และแกไ้ ขขอ้ มลู ผา่ นเครอื่ งมือดจิ ิทัลได้ถกู ตอ้ งและ
เหมาะสม
26. ฉนั รถู้ งึ การใช้อปุ กรณ์สื่อเทคโนโลยแี ละใช้อย่างถกู วธิ ี
ทักษะการใชด้ ิจทิ ลั เพอ่ื การสอ่ื สาร ความร่วมมอื สร้างสรรค์ และ
นวตั กรรม
27. ฉนั ใชส้ อื่ ดจิ ทิ ลั ในการส่ือสารและการติดตอ่ ปฏสิ มั พนั ธ์ การทำงาน
รว่ มกบั ผ้อู ่นื และการเรยี นรู้
28. ฉันสื่อสารขอ้ มลู และความคดิ โดยใชเ้ ครื่องมอื ดจิ ทิ ัลท่ีหลากหลายบน
โลกดิจทิ ลั ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
29. ฉันสามารถรบั -ส่งข้อมูลข่าวสารผา่ นอีเมลหรือแอพพลเิ คชันตา่ ง ๆ
เชน่ ไลน์ (Line) เฟซบ๊กุ (Facebook) โดยใชเ้ ครื่องมือดจิ ิทลั
30. ฉันใช้ความรดู้ ้านดิจิทลั สรา้ งสรรคผ์ ลงานโดยใช้เคร่ืองมอื ดจิ ิทลั บน
โลกสังคมออนไลนไ์ ดอ้ ยา่ งเหมาะสมและคล่องแคลว่
ทกั ษะการใช้ดจิ ทิ ัลเพอ่ื สบื คน้ ขอ้ มูลและสารสนเทศ
31. ฉนั ใชเ้ ครอ่ื งมือดิจทิ ลั เพ่อื คน้ หา วิเคราะห์ ประเมนิ ผล สังเคราะห์
ขอ้ มูล จากแหล่งขอ้ มลู ทห่ี ลากหลายและเหมาะสมกบั ตน
32. ฉนั ประเมิน เปรียบเทียบและเลือกแหลง่ ข้อมลู และเครอื่ งมอื ดิจทิ ัลท่ี
เหมาะสมกบั ตน
33. ฉนั เปรยี บเทยี บแหลง่ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพ่อื ตัดสนิ ใจวา่ ขอ้ มลู นัน้ น่าเชอื่ ถือ
เป็นจริงหรอื ไม่
ทกั ษะการใชด้ จิ ิทัลเพื่อความเปน็ พลเมอื งดจิ ทิ ลั
34. ฉันรู้ถงึ ความเปน็ พลเมอื งดจิ ิทัล สิทธขิ องตนในสังคมออนไลน์
35. ฉันรถู้ งึ ผลของการดาวนโ์ หลดเพลง และภาพยนตร์ทีผ่ ิดกฎหมาย
36. ฉันรวู้ า่ ควรกระทำการใดท่ไี มล่ ะเมิดสทิ ธขิ องผอู้ ่ืนในสังคมออนไลน์
37. ฉนั มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ส่วนบคุ คลในการใช้สื่อเทคโนโลยีบนสอ่ื สังคม
ออนไลน์
38. ฉนั จักการสรา้ งและเขียนขอ้ ความบนสังคมออนไลน์โดยเคารพสทิ ธิ
ของผูอ้ ืน่ กฎหมายลขิ สิทธ์ิและทรพั ย์สินทางปญั ญา
ทกั ษะการใช้ดจิ ทิ ัลเพอื่ การป้องกนั และความปลอดภยั
ทางโลกดจิ ทิ ัล

ลกั ษณะทแ่ี สดงถงึ ทกั ษะการรูด้ จิ ิทลั 101

39. ฉันร้กู ารใช้งานฟงั กช์ นั แสดงตำแหน่งทตี่ ั้งบนแอพพลเิ คชนั เชน่ เฟซบกุ๊ ระดบั ความเหน็ ของทา่ น
40. ฉนั ใชก้ ารต้งั คา่ การแชรข์ องโซเชียลมเี ดยี เพือ่ เลือกส่งิ ทีค่ นอ่ืนเหน็ 5 43 2 1
เกี่ยวกบั ตนเองไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
41. ฉันร้ถู งึ การเปดิ เผยขอ้ มลู ส่วนตวั ทเ่ี หมาะสมเพื่อความปลอดภยั ของ
ตนในสื่อสงั คมออนไลน์
42. ฉันติดตั้งโปรแกรมปอ้ งกันไวรสั และมีการอัปเดตอยา่ งสมำ่ เสมอ

2.4 บรบิ ทโรงเรยี นขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ : ประชากร (Population) ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายใน
การนำผลการวจิ ัยไปใช้

2.4.1 ความเปน็ มาและความสำคัญการจัดการศกึ ษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร
การศึกษาในความหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 นั้น
เป็น กระบวนการเรียนรูเพ่ือความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถา่ ยทอดความรู การฝึก
การอบรม การสืบสาน ทางวฒั นธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหนา้ ทางวชิ าการ การสรา้ งองค์
ความรูอันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรียนรูและปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรูอย่าง
ต่อเนื่องตลอดชีวิต ในกระบวนการเรียนรูนั้น ตองมุ่งปลูกจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการ
ปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รูจักรักษาและส่งเสริมสิทธิ์
หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมาย ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจ
ในความเป็นไทย รูจัก รักษาผลประโยชนสวนรวมและของประเทศชาติ การกีฬา ภูมิปัญญาท้องถ่ิน
ภูมิปัญญาไทยและความรู อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สรา้ งสรรคม์ คี วามสามารถในการประกอบอาชีพ รจู กั พ่งึ ตนเอง มีความรเิ ริม่ สรา้ งสรรค์ ใฝ่รแู ละเรียนรู
ด้วยตนเองอย่างต่อเน่ือง ดังน้นั การศกึ ษาจงึ ควรมีการจดั การศึกษา เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่
สมบูรณทั้ง ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการ
ดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ในการจัดการศึกษา ปัจจุบันมีสถานศึกษาท้ัง
ภาครัฐและเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่ หรือมี วัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติ
ดงั กลา่ วเป็นจำนวนมาก
การจดั การศึกษาของไทยในปจั จุบัน มี 3 รปู แบบ ดังน้ี
1. การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมายวิธีการศึกษา หลักสูตร
ระยะเวลา ของการศึกษาการจัดและประเมินผล มเี งอื่ นไขของการสำเรจ็ การศึกษาที่แน่นอน
2. การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาท่มี คี วามยดื หยุนในการกำหนดจดุ มุ่งหมาย รูปแบบ
วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษาการวัดและประเมินผล มีเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จ
การศกึ ษา โดยเนือ้ หาและหลักสูตร จะตองมคี วามเหมาะสมสอดคลองกบั สภาพปญหา และความตอง
การของบุคคล แตล่ ะกลุม

102

3. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ใหผู้เรียนได้เรียนรูด้วยตนเองตามความสนใจ
ศักยภาพ ความพรอม และโอกาสโดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณสังคม สภาพแวดลอม สื่อหรือ
แหลง่ ความรูอนื่ ๆ

สำหรบั การศึกษาในระบบนน้ัน มี 2 ระดบั คือ
1. การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยการศึกษาซึ่งจัดไม่นอยกวาสิบสองปกอนระดับ
อุดมศึกษา โดยที่การจัดการศึกษานั้น ตองจัดใหบุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษา
ขั้นพื้นฐานไม่นอยกวาสิบสองปที่รัฐตองจัดใหอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บคาใชจ่ายการจัด
การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน ใหจดั ในสถานศึกษาดงั นี้

1.1 สถานพัฒนาเด็กกอนปฐมวัย ได้แก่ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนา
เด็กก่อนเกณฑของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็กซึ่งมี
ความตองการพเิ ศษหรอื สถานพัฒนาเด็กปฐมวยั ทเ่ี รยี กชอื่ อยา่ งอ่ืน

1.2 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนของรัฐโรงเรียนเอกชน และโรงเรียนที่สังกัด สถาบันพุทธ
ศาสนาหรือศาสนาอ่ืน

1.3 ศูนย์การเรียน ได้แก สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล
ครอบครัว ชุมชน องคกร์ชุมชน องคกรปกครองสวนทองถิ่น องคกร เอกชน องคกรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบนั ทางการแพทยส์ ถานสงเคราะห์และสถานบนั สงั คมอื่น
เป็นผู้จดั

2. การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบงเป็น 2 ระดับ คือระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและระดับ
ปรญิ ญาตรี การจัดการศึกษาระดับอดุ มศึกษาใหจดั ในมหาวิทยาลัย สถาบนั วิทยาลยั หรือหนว่ ยงานที่
เรียกชื่ออย่างอื่นตามกฎหมายเกี่ยวกับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา การจัดการอาชีวศึกษาการฝก
อบรมวิชาชีพ ใหจัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาเอกชน สถานประกอบการหรือโดยร่วมมือ
ระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการนั้น การจัดการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอก
ระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเนนความสำคัญทั้งความรูคุณธรรม กระบวนการเรียนรูและ
บูรณาการตามความเหมาะสมของแตล่ ะละระดับการศึกษาในเรื่องตอ่ ไปนี้

2.1 ความรูเร่อื งเกย่ี วกบั ตนเองและความสัมพนั ธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก ครอบครัว
ชุมชน ชาติและสังคมโลก รวมถึงความรูเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทยและระบบ
การเมืองการปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข

2.2 ความรูและทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้งความรูความเขาใจและ
ประสบการณเรื่องการจัดการการบำรุงรักษาและการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิง
แวดลอม อย่างสมดลุ ยั่งยนื

2.3 ความรูเก่ียวกับศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม การกฬี า ภูมปิ ญั ญาไทยและการประยุกต
ใชภมู ิปญั ญา

2.4 ความรูและทักษะด้านคณิตศาสตร์และด้านภาษา เนนการใชภาษาไทยอย่างถูกต
อง ความรูแ้ ละทักษะในการประกอบอาชพี และการดำรงชวี ิตอย่างมีความสุข

2. โครงสร้างของกระทรวงศึกษาธกิ าร

103

กระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางประเภทกระทรวงของไทย มีหน้าที่
ส่งเสริมการศึกษาให้กับประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สร้างความเสมอภาคและโอกาสทางการ
ศึกษา ส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมทางการศึกษา ส่งเสริมการศึกษาวิชาชีพ ให้เอกชนมี
ส่วนร่วมในการศึกษา เน้นให้นิสิตนักศึกษามีโอกาสศึกษาต่อสูงขึ้นทั้งในท้องถ่ินและสถาบันเปิด
เนน้ การเรียนรู้ตลอดชีวติ ใหบ้ ริการแกส่ งั คม พัฒนาบุคลากรทางการศกึ ษา ส่งเสริมผู้ทม่ี ีความสามารถ
พเิ ศษให้ไดเ้ รียนและแสดงออกในทางที่เหมาะสม การดำเนินการจัดการศึกษาของไทย ในทุกระดับช้ัน
การศึกษาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตามมติคณะกรรมการอํานวยการศึกษาได้
จดั ทำโครงสร้างดงั นีค้ ือ จากโครงสรา้ ง

สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดและสงเสริมการศึกษา
ในระดับก่อนประถมศึกษา จนถึงระดับกอนอุดมศึกษา คืออยู่ในกลุมอายุ 3-5 ป จนถึง กลุมอายุ 15-
17 ปี

สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดและสงเสริมการอาชีวศึกษา
และฝกอบรมวิชาชีพ โดยคำนึงถึงคณุ ภาพและความเป็นเลิศทางวชิ าชพี ซง่ึ จดั อยู่ในกลุมอายุ 15-20 ปี

2.1 สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธกิ าร มหี นยงานรบั ผดิ ชอบ ดงั นี้
2.1.1 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน (สพฐ.) มหี นาท่รี ับผิดชอบ จัด

การศกึ ษาระดับพ้ืนฐาน โดยมกี ารรวม 3 หนยงานเดมิ รวมเขาไวในสงั กดั ได้แก่
-กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (สศ.) รับผิดชอบจัดการศึกษาในสถานศึกษา

ของรัฐ ประเภทสามัญ ต้ังแต่ระดบั มธั ยมศกึ ษา ปที่ 1-6
-สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ (สปช.) รับผิดชอบจัดการศึกษา

ตงั้ แต่ละดบั กอนประถมศึกษาถงึ ระดับประถมศกึ ษา
-สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) มหี นาทีค่ วบคุมดูแลการจดั การศึกษา

ของโรงเรยี นเอกชน ทงั้ 2 ประเภท ไดแ้ ก ประเภทสามัญศึกษา (กส.สช.) ซึ่งเปิดสอนต้ังแต่ ระดับอนุบาล
จนถึงมธั ยมศึกษาปที่ 6 และประเภทอาชีวศึกษา (กอ.สช.) เปิดสอนต้ังแต่ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ปวช.) และประกาศนียบัตรวชิ าชีพชัน้ สูง (ปวส.)

2.1.2 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หรือกรมอาชีวศึกษาเดิม
(อศ.) เป็นหน่วยงานขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ มีหนาที่จัดการศึกษาในสถานศึกษาของรัฐ ในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
(ปวส.) (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542)

3. ความเป็นมาและการจัดการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(สพฐ.)

สำนักงานคณะการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Office of the Basic Education Commission :
OBEC) จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2546 ซึ่งเป็นผลจากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับโครงสร้าง
การบริหารราชการเป็นไปตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ
ที่ 2) พ.ศ. 2545 และพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546
(พระราชบญั ญัติ ระเบยี บ บริหารราชการกระทรวงศกึ ษาธิการ, 2546)

104

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพื้นฐาน มีเลขาธกิ ารคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานเป็นหัวหน้าสว่ นราชการและข้ึนตรง
ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีหน้าที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาในระดับพื้นฐานตั้งแต่
ระดับปฐมวัย จนถงึ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยแบง่ ออกเป็น 3 ระดบั ดังนี้ (กฎกระทรวงว่าด้วยการ
แบ่งระดบั และประเภทของการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน, 2546)

1. การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา โดยปกติเป็นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีอายุสามปี
ถึงหกปี เพื่อเป็นการวางรากฐานชีวิตและเตรียมความพร้อมของเด็กทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา
อารมณ์ บคุ ลกิ ภาพ และการอยูร่ ว่ มในสังคม

2. การรศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาที่มุ่งวางรากฐานเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนา
คณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ ทง้ั ในดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม ความรู้และความสามารถขนั้ พื้นฐาน โดยปกติใช้
เวลาเรยี นหกปี

การศกึ ษาระดับมธั ยมศึกษา แบง่ เปน็ 2 ระดับ ดังนี้
-การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการศึกษาที่มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ในด้านต่าง ๆ ต่อจากระดับประถมศึกษา เพื่อให้รู้ความต้องการ ความสนใจและความถนัดของ
ตนเองเองทั้งในด้านวิชาการและวิชาชีพ ตลอดจนความสามารถในการประกอบการงานและอาชีพ ตาม
ควรแก่วัย โดยปกติใช้เวลาเรยี นสามปี
-การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาตาม
ความถนัดและความสนใจ เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ รวมทั้งการ
พัฒนาคุณธรรม จริยธรรมและทกั ษะทางสงั คมที่จำเป็น โดยปกตใิ ช้เวลาเรยี นสามปี

3.1 การจัดการศกึ ษาในระดบั ประถมศึกษา
ซึ่งการศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาพื้นฐาน ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้สามารถ
พัฒนาคุณภาพชีวิตให้พร้อมที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคม ตามบทบาทและหน้าที่ของตน ในฐานะ
พลเมืองดีตามระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขโดยให้ผู้เรียน มี
ความรู้ และทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิต ทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและ
จติ ใจ ทำงานเปน็ และครองชวี ิตอยา่ งสงบสุข (ศิรวิ รรณ วงั คำดน, 2559)
หลักการของการประถมศึกษา เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อปวงชนเป็นการศึกษา ที่มุ่ง
ให้ผู้เรียน นำประสบการณ์ที่ได้จากการเรียน ไปใช้ประโยชน์ ในการดำรงชีวิตเป็นการศึกษา ที่มุ่งสร้าง
เอกภาพของชาติ โดยมีเป้าหมายหลักร่วมกัน แต่ให้ท้องถิ่น มีโอกาส พัฒนาหลักสูตรบางส่วนให้
เหมาะสมกบั สภาพ และความต้องการได้ ในการจัดการศึกษา ตามหลักสตู รน้ี จะตอ้ งมุ่งปลูกฝังให้ผู้เรียน
มคี ุณลกั ษณะ ดังต่อไปน้ี
1. มีทกั ษะพน้ื ฐานในการเรยี นรู้ คงสภาพ อา่ นออก เขียนได้ และคิดคำนวณได้
2. มีความรู้ ความเข้าใจ เกย่ี วกบั ตนเอง ธรรมชาติแวดล้อม และการเปล่ียนแปลงของสังคม
3. สามารถปฏบิ ตั ิตน ในการรกั ษาสุขภาพ อนามัย ของตนเอง และครอบครัว
4. สามารถวิเคราะห์สาเหตุ และเสนอแนวทาง แก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นกับตนเอง และ
ครอบครวั ได้อยา่ งมีเหตุผล ดว้ ยทกั ษะ กระบวนการ ทางวทิ ยาศาสตร์

105

5. มีความภูมิใจ ในความเป็นไทย มีนิสัย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และอยู่รวม
กับผอู้ ่นื ได้อย่างมีความสุข

6. มนี ิสัยรกั ารอา่ น และใฝ่หาความรู้ อยู่เสมอ
7. มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน ในการทำงาน มีนิสัยรักการทำงาน และสามารถทำงาน
รว่ มกบั ผูอ้ ื่นได้
8. มีความรู้ ความเข้าใจ เกีย่ วกับสภาพ และการเปล่ียนแปลงของสังคม ในบ้านและชุมชน
สามารถปฏบิ ัตติ น ตามบทบาทและหนา้ ที่ ในฐานะสมาชิกท่ีดีของบ้านและชุมชน ตลอดจน อนรุ กั ษ์ และ
พัฒนา สิ่งแวดลอ้ ม ศาสนา ศลิ ปะ วัฒนธรรม ในชมุ ชน รอบ ๆ บ้าน
ประถมศึกษาเป็นการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานโดยท่ัวไปแลว้ การศึกษาในระดับ
ประถมศึกษาจะมีระยะเวลาในการเรียนประมาณ 5-8 ปี ขึ้นอยู่กับการวางแผนจัดการศึกษาของแต่ละ
ประเทศ สำหรับประเทศไทยมีจัดการเรียนการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปี ตั้งแต่ในระดับ
ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6 โดยผู้เข้าศึกษาในระดับประถมศึกษามักจะมีอายุประมาณ
6-7 ปี โดยท่ปี ระถมศึกษาเป็นลำดับการศึกษาข้ันท่ี 2 ถัดจากการศึกษาปฐมวยั แบ่งเป็น 2 ชว่ งช้ัน คือ
1. ประถมศึกษาตอนตน้ คือ ช่วงประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 3 (มักเรียกโดย
ยอ่ ว่า ป.ตน้ ) เทยี บเท่ากับ grade 1-3
2. ประถมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ ช่วงประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงประถมศึกษาปีที่ 6
(มกั เรียกโดยว่า ป.ปลาย) เทียบเทา่ กับ grade 4-6 (วกิ ิพีเดยี สารานุกรมเสร,ี 2563)
3.2 การจดั การศกึ ษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา หมายถึง สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตั้งแต่
ระดับชั้นอนุบาล จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2550)
โครงการขยายโอกาสทางการศึกษา เปนแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนาและเพิ่มพูนความรูพื้นฐาน
ของประชาชนใหสูงขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตไดอยางเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย
ตามรายงานการประเมนิ ผลหนง่ึ ทศวรรษโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาของสาํ นักงานคณะกรรมการ
การประถมศึกษาแหงชาติ ท่ีไดสรปุ วาเปนการจัดการศึกษาใหแกกลุมนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ที่ดอยโอกาสทางการศึกษาไดมีโอกาสศึกษาตอในชั้นมัธยมศึกษาตอนตน โดยใชชื่อวาโครงการนํารอง
ขยายการศึกษาภาคบังคับและปจจุบันเรียกว่า โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งสํานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห งชาติ
ไดดําเนินการตั้งแต่ ปการศึกษา 2533 เปนต้นมา (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหงชาติ,
2543)
เพ่ือให้หน่วยงานทีเ่ ก่ียวข้องร่วมมือรณรงค์ให้เด็กท่ีเรียนจบในระดับช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 ทุก
คนได้เรียนตอในระดับมัธยมศึกษาตอนตน ซึ่งเปนการศึกษาภาคบังคับ กระทรวงศึกษาธิการจึงไดกำหนด
ระเบยี บวาด้วยการขยายช้ันเรยี นในสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พ.ศ.2550 เพือ่ ใหสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
วางแผนการจัดการศึกษาในภาพรวมของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพ่ือรองรับการจัดการศึกษาภาค
บังคับ และการศึกษาขั้นพื้นฐานใหเพียงพอกับประชากรวัยเรียนไดอยางเหมาะสม เสมอภาค เปนธรรม คุ
มคา ประหยัดงบประมาณ ใหคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาจากองคประกอบตาง ๆ คือ

106

สถานศึกษาต้องผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาคารสถานท่ี
เหมาะสม เพียงพอและเอื้อตอการจัดการเรียนการสอน จํานวนนักเรียนที่จะเขาศึกษาในระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1 ไมนอยกวา 40 คน มีครูที่มีคุณวุฒิความรูความสามารถตรงกับงานที่รับผิดชอบ มี
ความสามารถในการจดการเรียนการสอนอยางมีประสิทธิภาพ และมีครูเพียงพอในกลุมสาระการเรียนรู
หลักและมศี ักยภาพ พร้อมท่ีจะรองรบั การจัดการศึกษาตลอดหลักสูตร (กระทรวงศึกษาธิการ, 2550)

โรงเรียนส ั งกั ดสำน ั กงานคณะกรรมการการศึ กษาขั้ นพ้ื นฐานท่ี ตั ้ งอยู ในชนบทห างไกล
ไมมีความพร้อมตามระเบียบวาด้วยการขยายชัน้ เรียนในสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พ.ศ. 2550 แตตองขยาย
ชั้นเรียนเพื่อรองรับประชากรในวัยเรียนให้ไดเ้ รยี นในระดับการศึกษาภาคบังคับ จึงตองขยายชั้นเรียนใน
สถานศึกษาในพื้นที่พิเศษ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกําหนดไววา พื้นที่ที่มีลักษณะ
พิเศษ ไดแ้ ก่ พืน้ ที่กนั ดาร หางไกลการคมนาคมไมสะดวก ขาดสาธารณูปโภคปจจัยพ้ืนฐาน พน้ื ที่เส่ียงภัย
ตะเข็บชายแดน ชายขอบ พื้นที่ยังคงมีโรคติดตอชุกชุม พื้นที่สูงที่ไมมีถนนติดต่อกับภายนอก บนเกาะ
และพื้นที่ตามประกาศกระทรวงการคลังสํานักงานในพื้นที่พิเศษ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พน้ื ฐาน, 2547)

3.3 สปี ระจำสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
สปี ระจำสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พื้นฐาน มาจากสปี ระจำสามกรมเดมิ ได้แก่
สเี ขียว เปน็ สขี องสำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
สีแสด เป็นสขี องกรมสามญั ศึกษา
สีเทา เป็นสีของกรมวิชาการ
3.4 ตราสัญลกั ษณ์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน

ภาพที่ 2.4 ตราสัญลกั ษณ์ของสำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน

จากภาพที่ 2.4 คือตราสัญลักษณ์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ประกอบด้วยอักษรย่อ สพฐ. ล้อมรอบด้วยลายบัวผูกเป็นวงรีบนพื้นสีเขียวภายใต้รูปเสมาธรรมจักร
หมายถึง หน่วยราชการขึ้นตรงกับกระทรวงศึกษาธิการ เบื้องล่างเป็นแถบชื่อเต็มของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อักษรทอง และขลิบข้างแถบทองพื้นเขียวอันเป็นสีประจำ
กระทรวงศึกษาธิการ สีลายของบัวดอกขาวปลายกลีบชมพูใบเขียวบนพื้นสีส้ม ดอกบัว หมายถึง ความ
เจริญทางพุทธิปญั ญาและความงอกงามทางการศึกษา อนั หมายถงึ สีประจำวันพฤหัส ซ่งึ โบราณถือว่าเป็น
วันครู ผู้ประสิทธิ์วิทยาการให้แก่ศิษย์ ทั้งเป็นผู้วางรากฐานทางการศึกษาให้ถูกต้องและมีคุณธรรม

107
ท้งั หมดท่เี ป็นสีทอง หมายถงึ ความเจรญิ รงุ่ เรืองในด้านการศึกษายังผลของการศึกษาน้ัน สู่การมีบุคลากร
ที่ดี มคี วามรู้ มีคุณธรรม ในการพัฒนาประเทศใหเ้ จริญ

3.5 โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ัน
พ้นื ฐาน

ภาพท่ี 2.5 โครงสร้างการแบ่งสว่ นราชการของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน
3.6 นโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ พ.ศ.

2564-2565 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน, 2563)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน มุ่งมั่นในการพัฒนาการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน

ให้เป็น “การศึกษาขั้นพื้นฐานวิธีใหม่ วิธีคุณภาพ” มุ่งเน้นความปลอดภัยในสถานศึกษา ส่งเสริม
โอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และบริหารจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ จึง
กำหนดนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-
2565 ดังน้ี

3.6.1. ด้านความปลอดภัย

108

พัฒนาระบบและกลไกในการดูแลความปลอดภัยให้กับนักเรียน ครู และบุคลากร
ทางการศึกษา และสถานศึกษา จากภัยพิบัติและภัยคุกคามรูปแบบ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่
เออื้ ตอ่ การมีสขุ ภาพท่ีดีสามารถปรับตวั ตอ่ โรคอบุ ัตใิ หม่และโรคอบุ ตั ซิ ้ำ

3.6.2. ดา้ นโอกาส
1) สนับสนุนให้เด็กปฐมวัยให้เข้าเรียนทุกคน มีพัฒนาการที่ดี ทั้งร่างกาย จิตใจ

วนิ ัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ใหส้ มกบั วัย
2) ดำเนนิ การใหเ้ ดก็ และเยาวชนได้รับการศึกษาจนจบการศึกษาขั้นพน้ื ฐานอย่าง

มีคุณภาพตามมาตรฐาน วางรากฐานการศึกษาเพื่ออาชีพ สามารถวิเคราะห์ตนเองเพื่อการศึกษาต่อ
และประกอบอาชีพตรงตามศักยภาพและความถนัดของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนที่มี
ความสามารถพเิ ศษสู่ความเปน็ เลิศ เพือ่ เพิม่ ขดี ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ

3) พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
เพื่อป้องกันไม่ให้ออกจากระบบการศึกษา รวมทั้งช่วยเหลือเดก็ ตกหล่นและเด็กออกกลางคนั ให้ได้รับ
การศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐานอย่างเท่าเทียม

4) ส่งเสริมให้เด็กพิการและผู้ด้อยโอกาส ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มี
คุณภาพมีทักษะในการดำเนินชีวิต มีพื้นฐานในการประกอบอาชีพ พึ่งตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีความ
เปน็ มนุษย์ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

3.6.3. ดา้ นคุณภาพ
1) ส่งเสริมการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะการเรียนรู้และทักษะท่ี

จำเป็นของโลกในศตวรรษที่ 21 อย่างครบถว้ น เป็นคนดี มีวนิ ัย มคี วามรกั ในสถาบนั หลักของชาติ ยึด
มั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อ
บา้ นเมอื ง

2) พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะและทักษะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ การคิดข้ัน
สูง นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัล และภาษาต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน
การแขง่ ขนั และการเลือกศึกษาตอ่ เพอ่ื การมงี านทำ

3) ปรับหลักสูตรเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นการพัฒนาสมรรถนะหลักท่ี
จำเป็นในแต่ละระดับ จัดกระบวนการเรียนรูแ้ บบลงมือปฏิบัติจริง รวมทั้งส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ท่ี
สร้างสมดุลทกุ ดา้ นสง่ เสริมการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาพหุปญั ญา พฒั นาระบบการวัดและประเมินผล
ผเู้ รยี นทกุ ระดับ

4) พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้เป็นครูยุคใหม่ มีศักยภาพในการ
จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ มีทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ได้ดี มีความรู้
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีการพัฒนาตนเองทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีจิต
วิญญาณความเป็นครู

3.6.4 ด้านประสทิ ธิภาพ
1) พัฒนาระบบบริหารจัดการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน มีนวัตกรรมเป็นกลไกหลัก ใน

การขับเคลอื่ นบนฐานขอ้ มูลสารสนเทศทถี่ ูกตอ้ ง ทนั สมัย และการมีส่วนรว่ มของทกุ ภาคสว่ น

109

2) พัฒนาโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง โรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนขนาด
เล็ก และโรงเรียนที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีคุณภาพ (Standard Alone) ให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน
สอดคล้องกับบรบิ ทของพ้นื ท่ี

3) บริหารจัดการโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่มีจำนวนนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 น้อยกว่า 20 คน ให้ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับนโยบาย
โรงเรียนคณุ ภาพของชุมชน

4) สง่ เสรมิ การจัดการศึกษาทม่ี คี ุณภาพในสถานศึกษาท่ีมวี ัตถปุ ระสงคเ์ ฉพาะและ
สถานศกึ ษาท่ตี ง้ั ในพื้นที่ลกั ษณะพิเศษ

5) สนับสนุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้เป็นต้นแบบการพัฒนานวัตกรรม
การศกึ ษา และการเพิม่ ความคลอ่ งตวั ในการบรหิ ารและการจัดการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน

6) เพ่มิ ประสิทธภิ าพการนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมนิ ผลการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน
3.7 สถานศกึ ษาในสงั กัดคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มีหนว่ ยงานสว่ นกลางประจำภูมิภาคต่าง
ทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 183 เขตพื้นที่การศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 42 เขตพ้ืนที่การศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้นั พื้นฐาน, 2563)
ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน
29,628 แห่ง ซึ่งรวมทั้งสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 27,270 แห่ง
และสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 2,358 แห่ง (ศูนย์กลางข้อมูลด้าน
การศกึ ษาสำหรับประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ, 2563)
สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) จำนวน 183 เขต
ตามภูมิภาค ดงั ตารางที่ 2.1

ตารางท่ี 2.1 สถานศึกษาสงั กดั สำนกั งานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาแบ่งตามภมู ิภาค

ภาค สำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษา สถานศึกษา
ประถมศึกษา
ภาคเหนอื 3,079
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 25 12,209
61 1,553
ภาคตะวนั ตก 14 5,215
ภาคกลาง 41 1,392
ภาคตะวันออก 12 3,822
ภาคใต้ 30 27,270 โรงเรียน
183 เขต
รวม

110

2.5 บรบิ ทโรงเรยี นบา้ นหนองแวงบวรวิทย์ อำเภอเมืองขอนแกน่ จงั หวดั ขอนแก่น :
พนื้ ที่ทดลอง (Experimental Area) ในการวิจยั

1. สภาพทว่ั ไปของสถานศกึ ษา
โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ ตั้งอยู่ หมู่ท่ี 17 ต.ท่าพระ อ.เมืองขอนแก่น
จังหวัดขอนแก่น สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 สำนักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร ผู้บรหิ ารโรงเรยี น คือ นายศุภชยั ดวงอัน
โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เปิดสอนเป็น
3 ระดับ ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีท่ี 2-3 ระดับประถมศึกษาปีท่ี 1-6 และระดับมัธยมศึกษา
ปีท่ี 1-3 โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวทิ ย์ เดิมชื่อวา่ โรงเรยี นบา้ นหนองแวง เขตพืน้ ทบี่ รกิ ารการศึกษา
โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ รับผิดชอบจัดการศึกษาในพื้นที่เขตบริการ ดังนี้
บ้านหนองแวง ตำบลทา่ พระ อำเภอเมอื ง จงั หวัดขอนแก่น หมู่ที่ 8, 12, 17 และ 21
ปัจจุบันปีการศึกษา 2563 มีข้าราชการครู 15 คน บุคลากรทางการศึกษา 2 คน นักการ
ภารโรง 2 คน ปัจจุบนั โรงเรยี นบ้านหนองแวงบวรวทิ ย์ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนเป็น 3 ระดับ
ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1-2 ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 1-3 และ
มีนักเรียน 153 คน ดังตางรางท่ี 2.2 (ข้อมูล ณ วันที่ 10 ธันวาคม 2563 : โรงเรียนบ้านหนองแวง
บวรวทิ ย์, 2563 )

ตารางที่ 2.2 ขอ้ มูลนกั เรยี นของโรงเรยี นบ้านหนองแวงบวรวิทย์ ปีการศึกษา 2563

ระดับชั้นเรยี น จำนวนห้อง เพศ รวม
ชาย หญิง
ระดับชัน้ อนุบาล 2 -
อนบุ าล 1 - -- 17
อนบุ าล 2 1 10 7 20
อนบุ าล 3 1 12 8 37
2 22 15
รวม 6 18
ระดับชน้ั ประถมศึกษา 1 10 8 17
ประถมศึกษาปีท่ี 1 1 10 7 17
ประถมศกึ ษาปีที่ 2 1 7 10 16
ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 1 88 17
ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 1 98 9
ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 1 63 94
ประถมศึกษาปที ่ี 6 6 50 44

รวม

ตารางที่ 2.2 (ต่อ)

111

ระดบั ชัน้ เรยี น จำนวนหอ้ ง เพศ รวม
ชาย หญงิ
ระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษา 3 7
มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 1 52 7
มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 1 61 8
มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 1 53 22
3 16 6 153
รวม 11 88 65
รวมทั้งสิ้น

2. วิสยั ทัศน์ พนั ธกจิ เป้าหมาย อัตลกั ษณ์ เอกลกั ษณ์
วสิ ยั ทศั น์ (Vision)

นักเรียนมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานปฐมวัย และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเรียนรู้
อย่างมคี วามสุข สืบสานวฒั นธรรม ก้าวทนั เทคโนโลยี นอ้ มนำหลกั ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง

พันธกจิ (Mission)
1. จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาปฐมวยั และการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน
2. สร้างความเข้มแข็งในการจัดการเรียนรู้
3. สบื สานวัฒนธรรม ประเพณที ้องถน่ิ
4. สง่ เสริมใช้เทคโนโลยี
5. จัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
เปา้ หมาย (Goal)
1. ผูเ้ รยี นมคี ุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยและการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน
2. ผู้เรยี นเรยี นรู้อย่างมคี วามสขุ
3. ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีในชีวติ ประจำวันได้
4. ผู้เรยี นดำเนนิ ชวี ติ ตามแนวทางหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
อตั ลักษณ์
“รกั ษ์สง่ิ แวดลอ้ ม”
เอกลักษณ์
“โรงเรียนโครงการเศรษฐกจิ พอเพียง”
3. รูปแบบ (Model) /แนวคดิ /หลักการ /กระบวนการ ทใี่ ช้ในการบริหารการศกึ ษา
การพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของโรงเรียนเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง และปรับปรุง
การศึกษาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ปกครอง ชุมชน
และสงั คม โดยทุกฝา่ ยมีส่วนรว่ มและรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ครเู ป็นมืออาชีพ การพฒั นาครูสู่การเรียนรู้ใน
ศตวรรษท่ี 21
4. ขอ้ มลู ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของผเู้ รยี น

112

4.1 ผลการทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการอ่านชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
(Reading Test : RT) ยอ้ นหลงั 3 ปี (ปกี ารศึกษา 2560-2562)

ตารางที่ 2.3 ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบเพื่อประเมินความสามารถในการอ่าน (Reading Test : RT)
ระดบั ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1

ปีการศกึ ษา 2560 ปกี ารศึกษา 2561 ปีการศกึ ษา 2562
56.92 43.35 76.83

4.2 ผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (NATIONAL
TEST: NT) ปกี ารศึกษา 2560-2562

ตารางที่ 2.4 ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (NATIONAL TEST:
NT) ระดับช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 3

รายวชิ า ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562

ความสามารถด้านภาษา /ความสามารถทางด้านภาษาไทย 47.30 41.30 38.75
ความสามารถด้านคำนวณ/ความสามารถทางดา้ นคณิตศาสตร์ 30.15 28.79 45.56
ความสามารถด้านเหตผุ ล 36.82 39.78

4.3 ผลการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติ (O-NET)
4.3.1 ระดับชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6

ตารางที่ 2.5 ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6

รายวิชา ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562

วิชาภาษาไทย 38.53 51.21 33.32
วิชาภาษาอังกฤษ 25.94 35.36 24.29
วชิ าคณิตศาสตร์ 29.38 35.00 20.00
วิชาวทิ ยาศาสตร์ 30.88 34.43 28.04

4.3.2 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3

113

ตารางที่ 2.6 ค่าเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3

รายวิชา ปี 2560 ปี 2561 ปี 2562

วิชาภาษาไทย 45.40 36.33 46.14
วชิ าภาษาองั กฤษ 24.20 24.00 26.86
วชิ าคณิตศาสตร์ 20.27 24.00 20.57
วิชาวิทยาศาสตร์ 28.40 24.00 27.14

5. ผลการประเมินตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
มาตรฐานท่ี 1 คุณภาพของผู้เรียน
1. ระดบั คุณภาพ : ดีเลศิ
2. วธิ กี ารพัฒนา
สถานศึกษามีกระบวนการพัฒนาผู้เรียนด้วยวธิ กี ารที่หลากหลายครูจัดการเรียนร้ใู ห้

เปน็ ไปตามศักยภาพของผเู้ รยี น และเปน็ ไปตามมาตรฐานและตัวชวี ดั ของหลักสตู ร มกี ารออกแบบการ
จัดการเรียนร้ทู เี่ หมาะสมกับผ้เู รยี นโดยมีการจดั การเรียนรู้ทัง้ รปู แบบการระดมสมอง แบบลงมอื ปฏิบัติ
จริงแบบร่วมมือกันเรียนรู้ แบบการระดมสมอง แบบลงมือปฏิบัติจริงแบบร่วมมือกันเรียนรู้ แบบใช้
กระบวนการคิด กระบวนการใช้ปัญหาเป็นหลัก และเน้นการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียน เป็นเรื่อง
สำคญั ทส่ี ุดโดยมุ่งพัฒนาให้ผ้เู รยี นทกุ คนอ่านออกเขยี นได้ ตง้ั แตร่ ะดับชนั้ ป.1-ป.6 พัฒนาครูทุกคนให้
มีความสามรถในการนำเทคนิควิธีสอนให้ตรงตามศักยภาพผู้เรียนใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรยี น
การสอน มีแหล่งเรียนรู้ และแหล่งสืบค้นข้อมูล ได้แก่ ห้องสมุดมีชีวิต กำหนดแผนการจัดการเรียนรู้
การวัดและประเมินผล แบบบูรณาการ ครูเน้นการใช้คำถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน
นอกจากนี้สถานศึกษาได้ดำเนินการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของผู้เรียน เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมี
ความสุขให้มีความก้าวหน้าทางการเรียนตามหลักสูตรสถานศึกษา รวมทั้ง มีความก้าวหน้าในผลการ
ทดสอบระดับชาติหรือผลการทดสอบอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยมีโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียน โดยยกระดับผลการทดสอบ NT ยกระดับผลการทดสอบ O-NET ป.6 และ ม.3 โครงการ
ยกระดบั การทดสอบข้อสอบกลาง พร้อมทัง้ ได้จดั หาข้อสอบ แนวสอบตลอดจนเทคนิคการทำข้อสอบ
มาให้นกั เรยี นได้ฝึกคิดฝกึ ทำ และนำผลมาใช้ในการประเมนิ ผลการเรียนรขู้ องนกั เรียน และโรงเรยี นได้
ปลูกฝังเจตคติท่ีดีเตรยี มความพร้อมในการศึกษาตอ่ ของนักเรียน ป.6 และม.3 ผ่านกิจกรรมแนะแนว
และทักษะในการทำงานหรือการประกอบอาชีพทางโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ เลี้ยงไก่ไข่และอิ่มสุข
ปลูกอนาคตกับบริษัท CPF เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้พื้นฐานในการประกอบอาชีพของนักเรียน
ระดบั ชั้น ม. 1-3

นอกจากน้ี สถานศึกษาได้มีการเพื่อพัฒนาทักษะชีวิตของผู้เรียนเพื่ออยู่ในสังคมได้อย่างมี
ความสุข เน้นการพัฒนาด้านคุณธรรม จริยธรรมที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนและตามนโยบายของ
สถานศึกษา ให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่โครงการคุณธรรมนำความสุข เสริมสร้าง
คา่ นยิ ม 12 ประการอยา่ งย่งั ยืน สมาธสิ รา้ งปัญญา ธนาคารบุญ โรงเรยี นปลอดขยะ โครงการวนั สำคญั

114

ตา่ ง ๆ เชน่ วนั สำคญั ทางศาสนา ฯลฯ โรงเรียนได้ส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รยี นมสี ว่ นร่วม ในการอนรุ ักษ์วฒั นธรรม

ประเพณีไทยด้วยการแต่งกายผ้าไทยสีเหลืองในวันศุกร์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีจิตสาธารณะช่วยเหลือ

เข้าใจและเห็นใจผ้อู ื่น รวมทงั้ ปฏิบตั ติ นต่อผอู้ ่นื ดว้ ยความเอื้อเฟ่ือเผ่อื แผ่เสียสละเพื่อสว่ นรวม อกี ท้ังยัง

ส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถดูแลรักษาสุขภาพกายสุขภาพจิตของตนเองอยู่เสมอ โดยโรงเรียนได้มี

โครงการโรงเรยี นส่งเสริมสขุ ภาพ เพื่อให้ผู้เรียนได้ห่างไกลยาเสพติดชนิดต่าง ๆ สภาวะเสี่ยงต่อความ

รุนแรงและปัญหาการถูกละเมิดทางเพศเพ่ือการอย่รู ว่ มกันในสงั คมอยา่ งมีความสขุ

3. แผนการพัฒนาคณุ ภาพเพอ่ื ยกระดบั ใหส้ ูงขึ้น

จดุ เดน่ จุดที่ควรพฒั นา

1) ผู้เรยี นอ่านหนงั สอื ออกและอ่านคลอ่ ง 1) นักเรียน ป.1 - ป.6 ควรพัฒนาในด้านการ

รวมทัง้ สามารถเขียนเพ่ือการสื่อสารไดท้ ุก นำเสนอ, การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้, การอภปิ ราย

คน และทกั ษะการแกไ้ ขปญั หาตามสถานการณใ์ น

2) ผเู้ รียนสามารถใชเ้ ทคโนโลยใี นการ แตล่ ะระดับชัน้ และพฒั นาความสามารถการ

แสวงหาความรไู้ ด้ด้วยตนเองและใช้การ ใช้เทคโนโลยี

สือ่ สารได้อยา่ งเหมาะสมทุกคน 2) ส่วนนกั เรียน ม.1-3 ต้องไดร้ บั การสง่ เสริมใน

3) ผเู้ รียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นดขี ึ้น ดา้ นความเปน็ ไทยไม่หลงใหลกบั คา่ นิยม

พัฒนาขึ้นจากปีท่ผี ่านมาอย่างเห็นไดช้ ดั ตา่ งชาติจนเกดิ การเลยี นแบบ จนทำให้ลืม

4) ผเู้ รียนมีสขุ ภาพร่างกายแข็งแรง มี วัฒนธรรมอันดงี ามของไทย

สมรรถภาพทางร่างกายมนี ้ำหนกั ส่วนสงู 3) พฒั นาความสามารถทางภาษาอังกฤษให้กับ

ตามเกณฑ์ ผเู้ รยี น

5) ผู้เรียนมรี ะเบยี บวินยั เคารพกฎกติกา 4) สง่ เสรมิ และพัฒนาครูให้มีแผนจดั การเรยี นรู้

มารยาทของสังคม แบบ Active Learning ที่เน้นทักษะการคดิ

คดิ ขน้ั สูง

3.1 ควรสง่ เสริมและพฒั นาครูใหม้ ีแผนการจดั การเรยี นร้แู บบ Active Learning
ทเี่ น้นทกั ษะการคดิ คิดข้นั สงู ทุกสาระวิชา

3.2 ควรส่งเสริมให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมมากที่สุด ฝึกให้เด็กกล้าแสดงออก
เช่นการนำเสนอผลงานหน้าชัน้ เรียน การแลกเปล่ยี นเรียนรู้ตลอดจนการรว่ มอภิปราย กลา้ แสดงความ
คิดเหน็ ใหม้ ากยง่ิ ข้ึน

3.3 จัดหาสือ่ และเทคโนโลยีให้เพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการของผู้เรียน
3.4 ควรพฒั นาความสามรถทางภาษาองั กฤษใหก้ ับผูเ้ รียนมากขึ้นทกุ ระดบั

115

มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบรหิ ารและการจดั การ

1. ระดับคุณภาพ : ดเี ลิศ

2. วธิ กี ารพฒั นา

ผลที่เกิดจากการพฒั นาเพ่ือใหบ้ รรลุตามกระบวนการบรหิ ารและการจัดการคุณภาพ

ของสถานศึกษาในโรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ ได้ดำเนินการวิเคราะห์สภาพปัญหาผลการจัด

การศึกษาที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลฐานในการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธกิจอย่างชัดเจน

ในการดำเนินการพัฒนาวิชาการที่เน้นคุณภาพผู้เรียนรอบด้าน ตามหลักสูตรสถานศึกษาทุก

กลุ่มเป้าหมายเชื่อมโยงกับชีวิตจริง จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา ดำเนินงานพัฒนาครู

และบุคลากรให้มีความชำนาญ เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพ ตามความต้องการของครู และสถานศึกษาจัด

สภาพแวดล้อมทางกายภาพ และสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพมีการพัฒนา

และปรับปรุงอาคารเรียนให้น่าอยู่น่าเรียนมีบริเวณที่สะอาดร่มรื่น และการจัดระบบทางเทคโนโลยี

สารสนเทศ เพื่อสนับสนุนให้การบริหารจัดการ และการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาพของโรงเรียนบา้ น

หนองแวงบวรวทิ ย์

3. แผนการพฒั นาคุณภาพเพอ่ื ยกระดับให้สูงขึน้

จุดเดน่ จุดท่คี วรพัฒนา

1) โรงเรียนมีเปา้ หมาย วสิ ยั ทัศน์ พนั ธกจิ ท่ี 1) โรงเรยี นควรจัดให้มอี าคารและ

กำหนดไวช้ ดั เจนสอดคล้องกับบริบทของ หอ้ งปฏบิ ตั กิ ารอย่างเพียงพอและเหมาะสม

โรงเรียน ตามความตอ้ งการของชมุ ชน ตอ่ การจดั การ มกี ารนเิ ทศ ติดตาม ท่ชี ดั เจน

3.1 ควรพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในการ
จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) และพัฒนาครูให้มีความรู้
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยมี ากข้นึ

3.2 ควรมีการนิเทศ ติดตามผลการดำเนนิ งานอย่างต่อเนื่อง
มาตรฐานท่ี 3 กระบวนการจัดการเรยี นการสอนทเ่ี น้นผู้เรยี นเปน็ สำคญั

1. ระดบั คุณภาพ : ดเี ลศิ
2. วธิ ีการพฒั นา
โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวทิ ย์ ให้ครูได้จัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผูเ้ รียน
เป็นสำคัญ โดยการดำเนนิ งากนจัดกิจกรรมอย่างหลากหลายไดแ้ ก่ งานปรับปรุงหลักสตู รสถานศึกษา
ตามมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด ส่งเสริมให้ครูจัดการเรียนการสอน เน้นการปฏิบัติจริง (Active
Learning) ใหผ้ ้เู รยี นผา่ นกระบวนการคิด ปฏบิ ัตจิ ริง เพอื่ นำไปสกู้ ารเรียนรู้ที่คงทนตามมาตรฐานและ
ตัวชี้วัดของสถานศึกษา ให้นักเรียนมีส่วนร่วม ครูรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ดำเนินการตรวจสอบ
และประเมนิ ผูเ้ รียนอยา่ งเป็นระบบและนำผลมาพัฒนาผเู้ รยี น นำผลทไี่ ดม้ าปรบั ปรงุ และจดั การเรียนรู้
ครมู แี ผนการจดั การเรียนรู้ทีส่ ามารถนำไปใช้วัดกิจกรรมได้จรงิ ครูใช้สอ่ื และแหลง่ เรียนรู้ มีการบริหาร
จัดการชั้นเรียนเพื่อให้ผู้เรียนรักการเรียนให้เหมาะสม และยังปรับโครงสร้างรายวิชาหนว่ ยการเรยี นรู้
ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ และสัดส่วนคะแนนแต่ละหน่วย กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ท่ี
สอดคล้องกับสนับสนุนให้ครูจัดการเรียนรู้ ที่สร้างโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วม ได้ลงมือปฏิบัติ

116

จริงจนสรุปความรู้ได้ด้วยตนเองจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดเช่น จัดการเรียนรู้ด้วย

โครงงานครูมีการมอบหมายหน้าที่ให้นักเรียนจัดป้ายนิเทศ และบรรยากาศตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้ง

ภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ครูใช้สื่อการเรียนการสอน นวัตกรรมและเทคโนโลยี ภูมิปัญญา

ท้องถิ่น มีการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของสื่อการสอนที่ใช้ครูทุกคนทำวิจัยในช้ันเรียนปี

การศกึ ษาละ 1 เรอื่ ง

3. แผนการพัฒนาคณุ ภาพเพื่อยกระดับให้สูงขึ้น

จดุ เดน่ จดุ ทคี่ วรพัฒนา

1) ครมู ีความตงั้ ใจ มุ่งมนั่ การพัฒนาการสอน 1) ควรนำภมู ิปญั ญาท้องถนิ่ ใหเ้ ข้ามามสี ว่ นร่วม

โดยจัดกิจกรรมใหน้ ักเรียนได้เรยี นรู้สรา้ ง ในการจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้เรยี นรแู้ ละ

โอกาสให้ผ้เู รียนทุกคนมสี ่วนร่วมได้อยา่ ง การให้ข้อมลู ย้อนกลับแก่นกั เรียนทนั ที เพ่ือ

หลากหลาย นักเรยี นนำไปใช้พฒั นาตนเอง

2) นักเรยี นมีสว่ นรว่ มในการจดั บรรยากาศ 2) ควรส่งเสริมและจดั หาสื่อเทคโนโลยใี ห้

สภาพแวดลอ้ มท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมและเพยี งพอ เพ่ือให้เกดิ การ

3) นักเรียนแสวงหาความรจู้ ากสือ่ เทคโนโลยี เรียนรอู้ ย่างต่อเนอื่ ง

ดว้ ยตนเองอย่างต่อเนื่อง

3.1 ควรนำภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ให้เข้ามามสี ่วนรว่ มในการจัดกจิ กรรมใหน้ ักเรียนได้
เรียนรูม้ ากขึน้

3.2 ควรจัดหาสือ่ และเทคโนโลยี เข้าส่หู อ้ งเรยี นให้เพียงพอต่อความต้องการของ
ผ้เู รียน

จากข้อมูลที่แสดงถึงบริบทของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ได้กำหนดนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ถึง 2565
โดยมงุ่ มัน่ ในการพัฒนาการศึกษาขัน้ พื้นฐานใหเ้ ป็น“การศึกษาขั้นพน้ื ฐานวิธีใหม่ วธิ คี ุณภาพ” มุ่งเน้น
ความปลอดภยั ในสถานศึกษา ส่งเสรมิ โอกาสทางการศึกษาที่มีคณุ ภาพอย่างเทา่ เทยี ม และบริหารจดั
การศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความรู้ มีทักษะการเรียนรู้และ
ทักษะที่จำเป็นของโลกในศตวรรษท่ี 21 อย่างครบถ้วน เป็นคนดี มีวินัย มีความรักในสถาบันหลัก
ของชาติ ยึดม่ันการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข มีทัศนคติท่ี
ถูกต้องต่อบ้านเมือง พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะและทักษะด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ การคิดขั้นสูง
นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดิจิทัล และภาษาต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการ
แข่งขัน และการเลือกศึกษาต่อเพื่อการมีงานทำ พัฒนาระบบบริหารจัดการโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน
มนี วัตกรรมเป็นกลไกหลัก ในการขับเคลอื่ นบนฐานข้อมูลสารสนเทศทถ่ี ูกต้อง ทันสมยั และการมีส่วน
ร่วมของทุกภาคส่วน พัฒนา โรงเรียนคุณภาพของชุมชน โรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนที่สามารถ
ดำรงอยูไ่ ด้อย่างมีคุณภาพ (Standard Alone) ใหม้ ีคณุ ภาพอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทของพ้ืนที่
เม่ือพจิ ารณาความสำคัญของการจดั การศึกษาข้ันพื้นฐาน ด้านนโยบาย ดา้ นหลกั สตู ร ดา้ นการบริหาร
และการจัดการ ด้านมาตรฐานคุณภาพการศึกษา และการจัดกระบวนการเรียนรู้ในระดับ

117

ประถมศึกษา ทักษะการรู้ดิจิทลั จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนานกั เรียนให้มีความรู้
ความเข้าใจและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้มี
ประสทิ ธิภาพและก้าวทันเทคโนโลยีในยคุ ดจิ ิทัล ผู้วิจัยจงึ เหน็ ความสำคัญท่จี ะพัฒนาเสริมสร้างทักษะ
การรู้ดิจิทัลของนักเรียนประถมในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
จงึ ทำวิจัยและพฒั นาโปรแกรมออนไลน์เพ่ือพัฒนาความรคู้ วามสามารถเก่ียวกับทักษะการรู้ดิจิทัลของ
ครูเพื่อนำไปสู่การพัฒนานักเรียน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาครูสู่ครูมืออาชีพครูยุคใหม่ยุคดิจิทัล
และเสริมสร้างทักษะให้นักเรียนเพ่ือพฒั นาตนเองให้เกดิ การเรยี นร้อู ย่างมีประสิทธภิ าพต่อไป

2.6 กรอบแนวคิดเพ่ือการวจิ ยั

ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในการวิจัยน้ี คือ วิจัยและพัฒนา (Research and Development :
R&D) เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยกระบวนการวิจัย และพัฒนามีจุดมุ่งหมาย - เพื่อนำไปใช้พัฒนา
บุคลากรสู่การพัฒนาคุณภาพของงานทีม่ ีปรากฏการณ์ หรือข้อมูลเชงิ ประจักษแ์ สดงให้เห็นว่ามีความ
จำเป็นเกดิ ขน้ึ เชน่ เปน็ ผลสบื เน่ืองจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ท่ที ้าทายของหนว่ ยงาน หรือการ
เปลย่ี นแปลงในกระบวนทัศน์การทำงานจากเกา่ สู่ใหม่ ท่บี ุคลากรขาดความรู้ความเขา้ ใจและทักษะใน
กระบวนทัศน์ใหม่ และในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการบริหาร
การศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ที่คาดหวังว่าหากบุคลากรทางการศึกษามีความรู้ (Knowledge)
แล้วกระตุ้นให้พวกเขานำความรู้เหล่านี้สู่การปฏิบัติ (Action) ก็จะก่อให้เกิดพลัง (Power) ให้การ
ปฏิบัติงานในหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ตามแนวคิด “Knowledge +
Action = Power” หรือตามคำกล่าวที่ว่า “Make Them Know What To Do, Then Encourage
Them Do What They Know” หรือ “Link To On-The-Job Application” และด้วยแนวคิดท่วี ่า
การศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้องในบทที่ 2 ถือเปน็ จุดเร่ิมต้นท่ีสำคญั ของการวิจัยและพัฒนา
เพราะจะทำให้ได้โปรแกรมออนไลนเ์ พ่ือเสรมิ พลงั การเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลของ
นักเรียนที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาความรู้แก่
ครูผู้สอน มีคู่มือประกอบโครงการจำนวน 6 ชุด คือ (1) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกบั นิยามของทักษะ
การรู้ดิจิทลั (2) คมู่ อื เพือ่ การเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้ดจิ ิทลั (3) คูม่ อื เพ่ือการเรียนรู้
เกย่ี วกบั ลกั ษณะทแ่ี สดงถงึ ทกั ษะการรดู้ จิ ิทัล (4) คูม่ ือเพอ่ื การเรียนรู้เก่ยี วกบั แนวการพฒั นาทักษะการ
รู้ดิจิทัล (5) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้ดิจทิ ัล (6) คู่มือเพื่อการเรียนรู้
เกี่ยวกับการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล และ 2) โครงการครูผู้สอนนำความรู้สู่การพัฒนานักเรียน
มีคู่มือประกอบโครงการจำนวน 1 ชุด คือ (1) คู่มือเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับ
นักเรยี น

ในการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทท่ี 2 ผู้วิจัยได้ศึกษาหลักการ แนวคิด
และทฤษฎีจากทศั นะของนักวิชาการหรือหน่วยงานท่ีจะเป็นประโยชนต์ ่อการพฒั นาทักษะการรู้ดิจิทัล
ของนักเรยี นใน 6 ประเด็น คอื

118

1. นิยามของทกั ษะการร้ดู ิจทิ ลั ศึกษาจาก 8 แหล่ง คอื Loveless (2019) Lynch (2017)
Heitin (2016) Heick (2015) Western Sydney University Website (2018) Wikipedia Website
(2018) Common Sense Media Website (n.d.) และ Renaissance Website (n.d.)

2. ความสำคญั ของทักษะการรู้ดจิ ิทัล ศึกษาจาก 7 แหลง่ คอื Levy (2018) Teach Your
Kids Code Website (2018) Living Medicareful Website (2018) National Library Website
(n.d.) Gov Connection Website (n.d.) Purposeful Technology Weebly Website (n.d.) และ
Speed Matters Website (n.d.)

3. ลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล ศึกษาจาก 6 แหล่ง คือ Heick (2015) British
Columbia Website (n.d.) Quizlet Website (n.d.) Media Smarts Website (n.d.) Wiki UBC
Website (n.d.) และTeaching Adults Website (n.d.)

4. แนวทางการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล ศึกษาจาก 9 แหล่ง คือ Ruesink (2014)
Pappas (2017) Devaney (2016) Lakin (2017) Stenger (2018) Webwise Ie Website (n.d.)
Teaching Adults Website (n.d.) National Library Website (n.d.) และ Applied Educational
System Website (n.d.)

5. ขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล ศึกษาจาก 7 แหล่ง คือ Killen, Beetham and
Knight ( 2017) Stenger ( 2018) Ruesink ( 2014) Roscorla ( 2020) Murphy
(2019) Spencer (2018) และ Equip Team Website (2019)

6. การประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล ศึกษาจาก 4 แหล่ง คือ Covello (2010) Rodríguez-
de-Dios, Igartua & González-Vázquez (2016) Cote & Milliner (2017) และ Cote & Milliner
(2018)

จากทัศนะของนักวิชาการหรือหน่วยงานเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แบบชี้นำ
ตนเอง ใน 6 ประเดน็ ดงั กล่าวข้างตน้ ผู้วจิ ัยได้นำเอาข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาที่เปน็ หลักการ /
แนวคิด / เทคนคิ / วธิ กี าร / กิจกรรม มากำหนดเป็นปจั จัยป้อนเข้า (Input) และนำเอาข้อเสนอแนะ
แนวทางการพัฒนาที่เป็นขั้นตอน (Step Model) มากำหนดเป็นกระบวนการ (Process) รวมท้ัง
นำเอาลกั ษณะท่ีคาดหวังจากผลการพฒั นามากำหนดเป็นปจั จัยป้อนออก (Output) เพ่ือแสดงให้เห็น
ถึงแนวคิดเชิงระบบ (System Approach) ของข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายในเชิงวิชาการหรือ
ทฤษฎี (Academic or theoretical Alternative Offerings) ที่ได้จากการศึกษาวรรณกรรมที่
เกี่ยวข้องของผู้วิจัย เป็นข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายที่คาดหวังว่าหลังจากโครงการพัฒนาครูแล้ว
ครูจะเลือกนำเอาทางเลือกที่แต่ละคนเห็นว่าเหมาะสม เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ และสอดคล้องกับ
บรบิ ทของตัวนกั เรยี น กบั ระยะเวลา กับสถานที่ หรอื กบั ระดบั ชน้ั เรียน อยา่ งทบทวนไปมาในข้อเสนอ
ทางเลือกทีห่ ลากหลายเหลา่ นี้ เพ่อื เพิม่ โอกาสเลือกทางเลือกทหี่ ลากหลายมากข้นึ อย่างสมำ่ เสมอและ
อย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาของการนำความรู้ของครูสู่การพัฒนานักเรียน ถือเป็นกรอบแนวคิด
เพ่อื การวิจยั (Conceptual Framework) ในการวิจยั คร้ังนี้ ดังแสดงในตารางที่ 2.7

ตารางที่ 2.7 แนวคิดเชิงระบบของข้อเสนอทางเลือกที่หลากหลายในเชิงวิชาการหร

วรรณกรรมทเ่ี กยี่ วข้องของผูว้ ิจัย : กรอบแนวคิดในการวิจยั

ขอ้ เสนอแนะที่เปน็ ปจั จยั ป้อนเข้า (Input) ขอ้ เสนอแนะที่เป

หลกั การ / แนวคดิ / เทคนคิ / วิธกี าร / กิจกรรม / ขั้นตอนทาง

ทางเลอื กทหี่ ลากหลายเพ่ือการพัฒนาทักษะการร้ดู ิจทิ ลั เพ่อื การพัฒน

Ruesink (2014) Killen, Beetham and Kn

1. ทักษะคอมพิวเตอรข์ ้ันพ้นื ฐาน (Basic computer skills) 1. วสิ ยั ทศั น์และความตั้งใจ (

2. ทักษะคอมพิวเตอร์ / เทคโนโลยีขั้นสงู (Advanced 2. ออกแบบและสรา้ ง (Desig

computer/tech skills) 3. สำรวจและกำหนดบริบท (

3. ความปลอดภัยในระบบออนไลน์ (Online safety) 4. สนับสนุนและรวบรวม (Su

4. การประเมินผลเน้ือหา (Content evaluation) Stenger (2018)

5. คน้ หางานออนไลน์ (Online job search) 1. ความสำคญั ของการคิดอย

Pappas (2017) 2. (Emphasize the Import

1. ส่งเสรมิ การสำรวจดว้ ยตนเอง (Encourage Self-Exploration) 3. ใช้ส่อื สังคมเพื่อการเรยี นร

2. สร้างคูม่ อื ทรัพยากรออนไลน์ (Create an Online Resource 4. Social Media for Learni

Guide) 5. คำแนะนำเก่ยี วกบั วธิ ีหลกี

3. ตงั้ กฎพ้ืนฐานบางอยา่ ง (Set Some Ground Rules) Guidance on how to avo

4. ประเมนิ ผลกลยุทธ์ e-Learning ปัจจบุ นั (Evaluate Your 6. สอนใหน้ ักเรียนจัดการขอ้ ม

Current eLearning Strategy) (Teach Students to mana

5. รวมการจำลองการรู้ดิจทิ ลั (Include Digital Literacy 7. การจดั การสงิ่ รบกวนทางด

Simulations) Digital Distractions)

8. จดั เตรยี มสภาพแวดลอ้ มส

6. สนับสนุนเน้ือหา e-Learning ที่สร้างโดยผเู้ รียน (Encourage Authentic Contexts for Pr

Learner-Generated eLearning Content) 9. นำนักเรยี นออกจากพ้ืนท่ีป

7. จดั ทำกจิ กรรมสด (Host A Live Event) their Comfort Zone)

119

รือทฤษฎี (Academic or theoretical Alternative Offerings) ที่ได้จากการศึกษา

ปน็ กระบวนการ (Process) ขอ้ เสนอแนะท่ีเปน็ ผลลพั ธ์ (Output)
งเลือกทห่ี ลากหลาย
นาทกั ษะการร้ดู จิ ิทลั ลกั ษณะของทักษะการรูด้ ิจทิ ลั ทค่ี าดหวงั ใหเ้ กิดข้ึนกบั
night (2017) นกั เรยี น
(Vision and Intent)
gn and Construct) เวบ็ ไซตข์ อง British Columbia (n.d.)
(Explore and Contextualize) 1. การค้นควา้ ข้อมูลและการรู้สารสนเทศ (Research and
upport and Consolidate ) Information Literacy) : ใช้เครอื่ งมอื ดจิ ทิ ัลเพื่อรวบรวม
ประเมินผลและข้อมูลการใช้งาน (apply digital tools to
ย่างมวี จิ ารณญาณ gather, evaluate, and use information)
tance of Critical Thinking) 2. การวิจารณ์ความคิด การแก้ปญั หา และการตดั สนิ ใจ
รู้และการทำงานรว่ มกัน (Use (Critical Thinking, Problem Solving, and Decision
ing and Collaborating) Making)
กเลยี่ งการลอกเลยี นแบบ (Provide 3. ความคดิ สร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and
oid Plagiarism) Innovation)
อมลู ประจำตัวออนไลน์ของนกั เรียน 4. พลเมอื งดจิ ทิ ลั (Digital Citizenship)
age their Online Identity) 5. การส่อื สารและการทำงานรว่ มกัน (Communication
ดจิ ทิ ลั (Help Students manage and Collaboration)
6. การดำเนินงานและแนวคิดด้านเทคโนโลยี
(Technology Operations and Concepts)

สำหรบั การปฏิบตั ิที่แท้จริง (Provide
ractice)
ปลอดภัย (Guide Students out of

ตารางท่ี 2.7 (ต่อ)

ข้อเสนอแนะที่เปน็ ปจั จยั ป้อนเขา้ (Input) ข้อเสนอแนะที่เป
หลกั การ / แนวคดิ / เทคนคิ / วิธีการ / กิจกรรม / ขั้นตอนทาง
ทางเลือกทห่ี ลากหลายเพื่อการพัฒนาทักษะการรดู้ จิ ทิ ลั เพอื่ การพัฒน

เวบ็ ไซต์ของ Webwise Ie (n.d.) Ruesink (2014)
1. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) 1. ทักษะคอมพิวเตอร์ขนั้ พื้น
2. ทักษะความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Skills) 2. ทักษะคอมพวิ เตอร/์ เทคโน
3. วฒั นธรรมดจิ ทิ ลั (Digital Culture) Computer/Tech Skills)
4. การทำงานร่วมกันและความคดิ สรา้ งสรรค์ (Collaboration and 3. ระบบความปลอดภัยในออ
Creativity) 4. การประเมนิ เนื้อหา (Cont
5. การค้นหาข้อมูล (Finding Information) 5. การหางานออนไลน์ (Onlin
6. การสือ่ สารและมารยาทในการส่อื สาร (Communication and Roscorla (2020)
Netiquette) 1. จัดทำแผนที่ทรัพยากรท่มี
7. ทักษะการใช้งาน (Functional Skills) เล็กน้อย (Map Existing Com
เวบ็ ไซต์ของ Teaching Adults (n.d.) Small Grants)
1. ความรูด้ จิ ิทัลเป็นความรู้เฉพาะทาง (Tutor Knowledge) 2. สนับสนุนเครือข่ายโป
2. การวางแผนล่วงหนา้ และการปรับตวั (Advance Planning and ระดับประเทศ (Support
Adaptability) Learning Programs)
3. รูปแบบการสอนท่ีเหมาะสม (Appropriate Teaching Style) 3. สร้างกลุ่มเยาวชนด้านด
เวบ็ ไซต์ของ National Library (n.d.) Digital and Media Literacy
1. มคี วามเข้าใจเนื้อหาดิจทิ ัล (Digital content) 4. สร้างการเช่ือมโยงการศึกษ
2. การรวบรวมเนื้อหา (Curating content) (Build Interdisciplinary Bri
3. คำนงึ ถึงลขิ สิทธิ์และครีเอทีฟคอมมอนส์ (Copyright and 5. สรา้ งการดำเนินการระดบั ท
Creative Commons) Initiatives)

120

ปน็ กระบวนการ (Process) ขอ้ เสนอแนะท่ีเป็นผลลพั ธ์ (Output)

งเลอื กท่ีหลากหลาย ลกั ษณะของทกั ษะการร้ดู ิจิทัลทคี่ าดหวังให้เกดิ ข้ึนกบั

นาทกั ษะการร้ดู ิจิทลั นักเรยี น

เวบ็ ไซตข์ อง Quizlet (n.d.)

นฐาน (Basic Computer Skills) 1. เทคโนโลยี (Technology) ตอ้ งใช้งานได้ จะตอ้ ง

นโลยีข้ันสงู (Advanced เหมาะสม สามารถใช้งานได้ (It Must Work; It Must Be

Appropriate; Learners Must Be Able to Use It)

อนไลน์ (Online Safety) 2. การเขา้ ถงึ อนิ เทอรเ์ น็ต (Internet Access) ต้องรวดเร็ว

tent Evaluation) พอสำหรับกจิ กรรมในการทำงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ

ne Job Search) (Must Be Fast Enough for the Activity to Work

Effectively)

มีอย่รู ่วมกนั และเสนอทนุ ช่วยเหลอื 3. คำศพั ท์ (Terminology) ภาษาที่ใชจ้ ะต้องเหมาะสมกับ

mmunity Resources and Offer ผเู้ รียน (The Language Used Must Be Appropriate for

the Learners)

ปรแกรมการเรียนรู้ภาคฤดูร้อน 4. รูปแบบการสอน (Teaching Style) รูปแบบการสอนที่

a National Network of Summer สนับสนุนสภาพแวดล้อมการเรียนรทู้ ่ีแตกต่างกัน ทำให้การ

เรียนรู้สามารถเข้าถึงได้ (Use a Teaching Style That Is

ดิจิทัลและการเรียนรู้สื่อ (Create a Supportive of a Different Learning Environment.

y Youth Corps) Make the Learning Accessible)

ษาสหวิทยาการในระดบั อดุ มศึกษา 5. เวลา (Timing)

idges in higher Education) 6. ความรแู้ ละความเชี่ยวชาญด้านการรู้ดจิ ิทัล

บท้องถ่ิน (Create District Level (Knowledge and Expertise - In Digital Literacy)

ตารางที่ 2.7 (ตอ่ )

ขอ้ เสนอแนะท่ีเป็นปจั จัยป้อนเขา้ (Input) ขอ้ เสนอแนะที่เป
หลกั การ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กจิ กรรม / ขน้ั ตอนทาง
ทางเลือกท่หี ลากหลายเพ่ือการพัฒนาทักษะการรดู้ ิจิทลั เพ่อื การพัฒน
Lakin (2017)
1. เข้าใจความสำคญั ของการรู้ดจิ ิทลั (Understand the 6. ความรว่ มมือกับสื่อและบร
Importance of Digital Literacy) and Technology Compan
2. ยอมรับว่าคณุ เป็นศตั รูทเ่ี ลวรา้ ยที่สดุ ของคุณเอง (Recognize 7. พัฒนามาตรฐานการออนไ
That You’re Your Own Worst Enemy) (Develop Online Measure
3. เรมิ่ พนื้ ฐานของการรู้ดิจทิ ลั (Start with the Basics of Digital 8. เรมิ่ โครงการเพ่ือความบนั เ
Literacy) Entertainment Education
4. การสร้างพ้ืนฐาน (Build on the Basics) 9. จัดประกาศการแข่งขันทั่ว
5. ยอมรับการคดิ เชิงวิพากษ์ (Embrace Critical Thinking) ขนึ้ (Host a Statewide, Yo
Devaney (2016) Announcement Competi
1. มสี ว่ นร่วมในการดำเนินการเชิงกลยทุ ธ์ (Engage in Strategic 10. สนบั สนุนการประชุมประ
Implementations) นกั การศกึ ษา (Support an a
2. มุง่ เน้นไปท่ีนักเรียนในฐานะผผู้ ลิต (Focus on Students as Educator Showcase Com
Makers) เวบ็ ไซต์ของ Equip team
3. สร้างความรว่ มมือดา้ นอุตสาหกรรมการศึกษา (Build Industry- 1. ปรับความสนใจวิชาห้อง
Education Partnerships) (Refocus Lab Time with D
4. พัฒนาความร่วมมือท่ีชาญฉลาด (Develop Smart 2. สร้างแบบจำลองการเรียน
Collaborations: Governments) literacy in the Library)
Stenger (2018) 3. ปรับปรุงชั้นเรียนหลักด้ว
1. เน้นความสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ (Emphasise the Classes with Digital Litera
Importance of Critical Thinking) 4. การคดิ แบบมองภาพใหญ่

121

ปน็ กระบวนการ (Process) ข้อเสนอแนะที่เปน็ ผลลพั ธ์ (Output)
งเลือกทีห่ ลากหลาย ลกั ษณะของทักษะการรูด้ ิจทิ ัลที่คาดหวงั ให้เกิดข้ึนกับ
นาทกั ษะการร้ดู ิจทิ ัล นักเรยี น

รษิ ัทเทคโนโลยี (Partner with Media 7. ความรแู้ ละความเช่ียวชาญในการสอน (Knowledge
nies) And Expertise - In Teaching)
ไลน์ของสอ่ื และการเรยี นรู้ดจิ ทิ ลั 8. รู้จกั ผ้เู รียน (Know Your Learners)
es of Media and Digital Literacy) เว็บไซตข์ อง Media Smarts (n.d.)
เทิงด้านการศึกษา (Start an 1. การใช้งาน (Use)
n Initiative)
2. ความเขา้ ใจ (Understand)
วทง้ั รัฐบริการสาธารณะผลิตเยาวชน 3. สรา้ ง (Create)
outh-produced Public Service 4. ส่ือดิจิทัลเป็นเครือขา่ ย (Digital Media are Networked)
ition) 5. สอ่ื ดจิ ทิ ัลเป็นแบบถาวรคน้ หาและแบง่ ปันได(้ Digital
ะจำปีและการแข่งขันแสดงผลงาน Media are Persistent, Searchable and Shareable)
annual Conference and 6. สอ่ื ดจิ ิทลั มผี ู้ชมท่ไี ม่รู้จกั และไม่คาดคิด (Digital Media
mpetition)
have Unknown and Unexpected Audiences)
(2019) 7. ประสบการณ์สื่อดิจิทลั เปน็ เรื่องจริง แตไ่ มไ่ ดร้ สู้ กึ จรงิ
งปฏิบัติการด้วยการรู้เรียนรู้ดิจิทัล เสมอไป (Digital Media Experiences are Real, but
Digital Literacy) don’t Always Feel Real)
นรู้ดิจิทัลในห้องสมุด (Model Digital 8. วธิ ที ีเ่ ราตอบสนองและประพฤตติ นเมื่อใช้สอ่ื ดจิ ิทัล ได้รับ
อทิ ธิพลจาก Platforms ซ่งึ สะท้อนอคตแิ ละสมมติฐานของ
วยการเรียนรู้ดิจิทัล (Enhance Core ผสู้ รา้ ง (How We Respond and Behave When Using
acy) Digital Media Is Influenced by the Architecture of
(Better Yet, Think Big Picture) the Platforms, Which Reflects the Biases and
Assumptions of Their Creators)

ตารางที่ 2.7 (ตอ่ )

ขอ้ เสนอแนะที่เป็นปจั จัยป้อนเข้า (Input) ขอ้ เสนอแนะท่ีเป
หลกั การ / แนวคิด / เทคนิค / วธิ ีการ / กจิ กรรม / ข้ันตอนทาง
ทางเลือกที่หลากหลายเพื่อการพัฒนาทักษะการรูด้ ิจิทลั เพ่ือการพัฒน

2. ใชโ้ ซเชียลมเี ดยี สำหรับการเรยี นรู้และการรว่ มมือ (Use Social Murphy (2019)
Media for Learning and Collaborating) 1. แสดงวิสัยทัศน์ของโปรแก
3. ใหแ้ นวทางในการหลีกเลี่ยงการลอกเลียนแบบ (Provide Program’S Vision)
Guidance on How to Avoid Plagiarism) 2. สร้างรูปแบบการดำเนิน
4. สอนนักเรียนในจดั การตัวตนออนไลนข์ องตน (Teach Students Model)
to Manage Their Online Identity) 3. กำหนดกรอบสำหรับการ
5. ช่วยนักเรียนจดั การการรบกวนแบบดจิ ิทลั (Help Students for Alignment)
Manage Digital Distractions) 4. มีส่วนร่วมกับครูตลอดเริ่ม
6. จัดทำบรบิ ทที่แท้จริงสำหรับการปฏิบัติ (Provide Authentic (Engage Teachers Throug
Contexts for Practice) Beyond )
7. การแนะนำนักเรยี นออกจากความสะดวกสบายของตนเอง Spencer (2018)
(Guide Students out of Their Comfort Zone) 1. การควบคมุ ดูแลซอฟต์แวร
เวบ็ ไซต์ของ Applied Educational System (n.d.) of Whole-School Softwar
1. การรดู้ จิ ิทัลวิธกี าร Roundup จาก Edutopia (Digital Literacy 2. การทำงานรว่ มกันและแบ่ง
Resource Roundup from Edutopia) ออนไลน์ (Collaborate and
2. อินเทอรเ์ นต็ ยอดเยยี่ มจาก Google (Be Internet Awesome 3. นำเอาอปุ กรณ์ไอทสี ว่ นตวั
from Google) 4. การตรวจสอบนโยบาย (Re

122

ปน็ กระบวนการ (Process) ขอ้ เสนอแนะท่ีเปน็ ผลลัพธ์ (Output)
งเลือกท่หี ลากหลาย ลักษณะของทักษะการรดู้ ิจทิ ลั ทค่ี าดหวงั ใหเ้ กดิ ขึ้นกับ
นาทักษะการรู้ดิจิทลั นกั เรียน

Heick (2015)

กรมใหช้ ัดเจน (Articulate The 1. ความเข้าใจ (Comprehension)

2. การพ่ึงพาซึง่ กันและกัน (Interdependence)

นการ (Build an Implementation 3. ปัจจยั ทางสงั คม (Social Factors)

4. การสรา้ งขึน้ ใหม่ (Curation)

รจัดตำแหน่ง (Scope a Framework

เว็บไซตข์ อง Wiki UBC (n.d.)

มดำเนินการโปรแกรมและอ่ืน ๆ 1. การอา่ นและการเขยี น (Reading and Writing)

ghout the Program Launch and 2. การเขา้ ถึงทวั่ โลก (Global Reach)

เว็บไซตข์ อง Teaching Adults (n.d.)

1. ความสามารถ (Ability)

รท์ ้งั โรงเรยี น (Harness the Power 2. ทักษะ (Skills)

re) 3. ความรู้ (Knowledge)

งปันแนวทางปฏบิ ัติท่ีดที สี่ ุดทาง

d Share Best Practice Online)

วมาใช้ (BYOD)

eviewing Policies)

ตารางที่ 2.7 (ตอ่ )

ข้อเสนอแนะที่เป็นปัจจยั ป้อนเขา้ (Input) ข้อเสนอแนะท่ีเป
หลักการ / แนวคิด / เทคนคิ / วธิ ีการ / กิจกรรม / ขั้นตอนทาง
ทางเลือกที่หลากหลายเพื่อการพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ทิ ัล เพอ่ื การพัฒน

3. InCtrl เป็นโปรแกรมใช้งานผา่ นหน้าเวบ็ ไซตท์ ่ีมบี ทเรยี นและ 5. การจัดการเรียนรกู้ ารบูรณ
กิจกรรมทสี่ อนแนวคิดหลักเกีย่ วกับการรดู้ ิจิทลั (InCtrl is a ไดแ้ ก่ วิทยาศาสตร์(S) เทคโน
Website with Lessons and Activities that Teach Key คณติ ศาสตร์ (M): (STEM Clu
Concepts of Digital Literacy) 6. การปรับปรงุ หลกั สตู ร (Up
4. การศกึ ษาทั่วไป (Common Sense Education)
5. ศนู ยธ์ ุรกิจและไอที 21 จากระบบการศึกษาประยุกต์ (Business
& IT Center21 from Applied Educational Systems)

123

ปน็ กระบวนการ (Process) ขอ้ เสนอแนะที่เป็นผลลัพธ์ (Output)
งเลือกทีห่ ลากหลาย ลกั ษณะของทักษะการร้ดู จิ ทิ ัลที่คาดหวงั ให้เกิดขึ้นกับ
นาทักษะการรดู้ จิ ิทลั
นกั เรียน
ณาการระหว่างศาสตรส์ าขาต่าง ๆ
นโลยี (T) วิศวกรรมศาสตร์ (E) และ
ubs)
pdating the Curriculum)

บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ การวิจยั

การวจิ ัยและพัฒนาโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรูข้ องครูสู่การพฒั นาทักษะการรู้
ดิจิทัลของนักเรียนครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ตาม
ทัศนะของวิโรจน์ สารรัตนะ (2561) ที่เห็นว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นโดยกระบวนการวิจัยและพัฒนามี
จุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้พัฒนาบุคลากรสู่การพัฒนาคุณภาพของงานที่มีปรากฏการณ์หรือข้อมูลเชิง
ประจักษ์แสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นเกิดขึ้น เช่น เป็นผลสืบเนื่องจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ที่
ท้าทายของหน่วยงาน หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การทำงานจากเก่าสู่ใหม่ที่บุคลากรขาด
ความรู้ความเข้าใจและทักษะในกระบวนทัศน์ใหม่ และในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ถือเป็น
นวตั กรรมใหม่ทางการบรหิ ารการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ท่คี าดหวงั ว่าหากบคุ ลากรทางการศึกษามีความรู้
(Knowledge) แล้วกระตุ้นใหพ้ วกเขานำความรเู้ หล่านีส้ ู่การปฏิบัติ (Action) ก็จะก่อให้เกดิ พลงั (Power)
ให้การปฏิบัตงิ านในหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น ตามแนวคิด “Knowledge
+ Action = Power” หรือตามคำกล่าวที่ว่า “Make Them Know What To Do, Then Encourage
Them Do What They Know”หรือ “Link To On-The-Job Application” และด้วยแนวคิดที่ว่า
การศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการวิจัยและพัฒนา เพราะจะ
ทำให้ได้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อพัฒนาเป็นโปรแกรมออนไลน์ (Online Program) ที่มีองค์ประกอบสำคัญ
คือ โครงการ (Project) และแต่ละโครงการมีองค์ประกอบท่สี ำคญั คือ คูม่ ือเพอื่ การเรียนรู้ หรือ คู่มือเพ่ือ
การปฏิบัติ (Modules for Learning or Modules for Practice) ที่มีลักษณะเป็นแบบสำเร็จรูปเพ่ือ
การศึกษาดว้ ยตนเอง (Self-Learning)

ผลจากการศึกษาวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องในบทท่ี 2 ผู้วจิ ัยไดก้ ำหนดกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย
ของโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนที่
ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ (1) โครงการพัฒนาความรู้ของครูเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล มี
คู่มือเพื่อการเรียนรู้ประกอบโครงการจำนวน 6 ชุด คือ (1) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับนิยามของทักษะ
การรู้ดิจิทัล (2) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้ดิจิทัล (3) คู่มือเพื่อการเรียนรู้
เกี่ยวกับลักษณะท่ีแสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล (4) คู่มือเพ่ือการเรียนรู้เก่ียวกับแนวการพัฒนาทักษะการรู้
ดิจิทัล (5) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (6) คู่มือเพื่อการเรียนรู้
เก่ยี วกบั การประเมินทักษะการรู้ดิจิทลั และ (2) โครงการครูนำความรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัล
ให้กับนักเรียน มีคู่มือเพื่อการปฏิบัติประกอบโครงการจำนวน 1 ชุด คือ (1) คู่มือเชิงปฏิบัติการเพื่อการ
พัฒนาทักษะดิจิทัลใหก้ บั นักเรียน

โปรแกรมออนไลน์ดังกล่าว ผู้วิจัยได้สร้างเว็บไซต์ แล้วฝากลิงค์ไว้ท่ีเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย
มหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน เพื่อให้ง่าย รวดเร็ว และสะดวกต่อการเข้าถึงคู่มือ คือ เว็บไซต์
http://online.anyflip.com/lwhoe/uqbz/mobile/?fbclid=IwAR1SXOSeU7bhtdSQLrTarprD
XAplJpbAVtUyJbnI-wazBUENEnElZOry6_s ที่ผ้ใู ช้สามารถดาวนโ์ หลดข้อมูลนำไปศึกษาได้ทันที

125

ดังนั้น วิธีดำเนินการวิจัยในบทที่ 3 จึงมีรายละเอียดขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาโปรแกรม
ออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ิทลั ของนักเรียนประกอบด้วยข้ันตอน
ของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เริ่มตั้งแต่การศึกษาวรรณกรรมที่
เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ในลักษณะเป็น R1D1..R2D2..R3D3..RiDi มีขั้นตอนสุดท้ายเป็นการวิจัยเชิงทดลอง
ดงั ภาพที่ 3.1 และมีคำอธิบายรายละเอยี ดของแต่ละข้นั ตอนดังน้ี

การวจิ ัย (Research - R) การพัฒนา (Development - D)

R1 - การวจิ ยั เอกสาร (Documentary Research) D1 – พฒั นาเป็นกรอบแนวคดิ การวจิ ยั และเปน็ เน้อื หาเพื่อ
เพอื่ ศกึ ษาแนวคดิ เชิงทฤษฎที เ่ี กี่ยวข้องใบบทที่ 2 จจัดัดททาํ าํ เปเป็น็นคคมู่ มู่ ือือปแรละะกแอบบบโคทรดงสกอาบรขปอรงะโกปอรบแคกู่มรมอื

R2 – การอภิปรายกลมุ่ เปา้ หมาย (Focused Group D2 – ปรับปรุงแกไ้ ขในข้อบกพร่องของคู่มือจากผลการ
Discussion) เพ่ือตรวจสอบข้อบกพร่องของคูม่ ือและ อภปิ รายกลุ่มเป้าหมาย (Focused Group Discussion) ครั้ง
ขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เติม ครัง้ ที่ 1 ที่ 1

R3 – การอภิปรายกลุ่มเปา้ หมาย (Focused Group D3 – ปรบั ปรุงแกไ้ ขในขอ้ บกพร่องของค่มู ือจากผลการ
Discussion) เพอ่ื ตรวจสอบข้อบกพร่องของคูม่ ือและ อภิปรายกลุ่มเป้าหมาย (Focused Group Discussion) ครั้ง
ขอ้ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ ครงั้ ท่ี 2 ท่ี 2

R4 – การทดสอบประสทิ ธิภาพคมู่ อื ประกอบโครงการของ D4 – ทดสอบการบรรลุผลการทดลองใชค้ ู่มอื ประกอบ
โปรแกรมกบั กลุ่มเปา้ หมายในการพฒั นา โดยหลักการอบรม โครงการของโปรแกรมกับกลมุ่ เป้าหมายในการพฒั นา โดยใช้
ออนไลน์ดว้ ยตนเอง (Online Self-Training) และจดั ให้มีการ เกณฑม์ าตรฐาน 90/90 และปรับปรุงแก้ไขในข้อบกพรอ่ งของ
ตรวจสอบข้อบกพร่องของคมู่ ือและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ค่มู ือ รวมท้ังขอ้ เสนอแนะเพ่มิ เติมจากผลการตรวจสอบ

R5 - การวิจยั เอกสาร (Documentary Research) เพ่อื ศึกษา D5 - สร้างและพัฒนาคุณภาพของแบบประเมินผลสาํ เร็จจาก
ทัศนะตอ่ การประเมินผลจากการพฒั นาเพอื่ การสร้างแบบ การพฒั นา เปน็ แบบมาตรประมาณค่า (Rating Scale) 5
ประเมินผลสาํ เรจ็ จากการพัฒนา ระดบั

R6 – การวิจยั เชงิ ทดลองแบบมกี ล่มุ ทดลอง 1 กลุม่ ทดสอบ D6 – ทดสอบการบรรลุผลการทดลองใชค้ มู่ อื ประกอบ
ก่อนและหลัง (One Group Pretest-Posttest Design) เพือ่ โครงการของโปรแกรมกับกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาท่ี
ทดสอบประสทิ ธภิ าพของคมู่ อื ประกอบโครงการของโปรแกรม เกี่ยวข้อง โดยเปรียบเทยี บผลกอ่ นและหลังการทดลองโดยการ
กับกลมุ่ เป้าหมายในการพฒั นาทเี่ ก่ยี วขอ้ ง และจัดให้มีการ ทดสอบที (t-test) และปรบั ปรุงแกไ้ ขในข้อบกพร่องของคูม่ อื
ตรวจสอบข้อบกพรอ่ งของคมู่ ือและข้อเสนอแนะเพมิ่ เติม รวมท้ังขอ้ เสนอแนะเพมิ่ เติมจากผลการตรวจสอบ

ภาพที่ 3.1 ข้นั ตอนของการวิจัยและพัฒนาในงานวิจยั

คำอธิบายในแต่ละขั้นตอน
3.1 ขัน้ ตอนท่ี 1 การจัดทำคมู่ อื ประกอบโครงการ

ผลจากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทท่ี 2 ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดเพื่อการ
วจิ ัย ของโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสรมิ พลงั การเรยี นรขู้ องครูสู่การพัฒนาทกั ษะการรู้ดิจิทลั ของนักเรียน
ท่ีประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการนน้ั ผ้วู จิ ยั ได้นำกรอบแนวคดิ เพื่อการวจิ ยั ดังกลา่ ว มาเป็นแนวทาง
ในการจัดทำคมู่ อื ประกอบ ดังนี้

126

3.1.1 โครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครูเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล
ประกอบด้วย คู่มือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning Modules) เพราะงานวิจัยนี้ มีขั้นตอน
การวิจัยเชิงทดลองที่ต้องการทดสอบให้ทราบผลในความมีประสิทธิภาพของคู่มือที่จัดทำขึ้น ไม่ให้มี
อิทธิพลหรือมีการแทรกแซงหรือมีการสอดแทรกจากผู้วิจัยที่นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในคู่มือ อันจะ
ทำให้ผลจากการทดสอบความมีประสิทธิภาพของคู่มือมีความเบี่ยงเบนไป และหลังจากการทดลอง
หากพบว่าคู่มือมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ก็สามารถนำไปเผยแพร่ใช้กับกลุ่มประชากร
เปา้ หมายในวงกวา้ งไดอ้ ยา่ งประหยัดและทัว่ ถึง จำนวน 6 ชุด คือ

1) คมู่ ือเพื่อการเรยี นรูเ้ กี่ยวกบั นิยามของทักษะการรดู้ ิจทิ ัล
2) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกบั ความสำคญั ของทักษะการรู้ดจิ ิทลั
3) ค่มู อื เพื่อการเรยี นรู้เกีย่ วกับลักษณะทีแ่ สดงถึงทักษะการรดู้ จิ ิทลั
4) คู่มอื เพ่อื การเรียนรเู้ ก่ยี วกบั แนวการพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ทิ ัล
5) คู่มอื เพื่อการเรยี นรูเ้ ก่ยี วกบั ข้ันตอนการพฒั นาทกั ษะการรู้ดจิ ิทัล
6) คมู่ อื เพ่ือการเรยี นรเู้ ก่ยี วกบั การประเมนิ ทักษะการร้ดู จิ ิทัล
3.1.2 โครงการครูนำผลการเรยี นรู้สู่การเสริมสรา้ งทักษะการรู้ดิจิทัลใหก้ ับนกั เรียน
ประกอบด้วยคู่มือเพื่อการปฏิบัติจำนวน 1 ชุด คือ คู่มือเชิงปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาทักษะดิจิทัล
ใหก้ บั นักเรียน
คู่มือประกอบโครงการ มีลักษณะเป็นชุดของข้อมูลเพื่อการพัฒนาครูด้วยวิธีการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง (Self-Learning) และนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของความเป็นครู คือ การพัฒนาทักษะ
การรู้ดิจิทัลให้กับนักเรียน ในงานวิจัยนี้ เป็นคู่มือประกอบโครงการท่ีคำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ของ
ผู้ใหญ่ (Adult Learning) ที่เห็นว่าผู้ใหญ่ (ในงานวิจัยนี้ คือ ครู) การเรียนรู้จะมุ่งไปที่ชีวิตประจำวัน
(Life-centered) หรือเน้นที่งานหรือการแก้ปัญหา (Task-centered) นั่นคือผู้ใหญ่จะยอมรับและสนใจ
กจิ กรรมการเรียนรู้ของเขา หากเขาเช่ือและเห็นว่าการเรียนรนู้ ั้น ๆ จะชว่ ยให้เขาทำงานได้ดีข้ึนหรือช่วย
แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเขา การจัดหลักสูตรเพื่อการเรียนการสอน ผู้ใหญ่จึงควรจะอาศัย
สถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวของเขา และเป็นการเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ ทักษะซึ่งมีส่วนช่วยในการ
แก้ปัญหาในชีวิตจริงของเขาด้วย (Wisdom Max Center Company Limited, 2015) โดยมี
องคป์ ระกอบของคู่มือดงั น้ี ช่อื ของค่มู อื คำแนะนำการใช้คู่มือ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรูท้ ่ีคาดหวังจากคู่มือ
เนื้อหาที่นำเสนอในรูปแบบเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง (แบ่งเนื้อหาเป็นช่วง ๆ แต่ละช่วงมีกิจกรรมให้
ทบทวน เช่น การตั้งคำถามให้ตอบ การให้ระบุข้อสังเกต การให้ระบุคำแนะนำเพื่อการปรับปรุงแก้ไข
เป็นต้น) แบบประเมินผลตนเอง และรายชื่อเอกสารอ้างอิง ทั้งนี้กรอบแนวคิดในการจัดทำคูม่ ือประกอบ
โครงการทัง้ 2 โครงการ แสดงได้ดงั ภาพท่ี 3.2 ตอ่ ไปนี้

127

ภาพท่ี 3.2 กรอบแนวคดิ ในการจัดทำคมู่ ือเพอ่ื พฒั นาทักษะการรู้ดิจิทัล

3.2 ขน้ั ตอนท่ี 2 การตรวจสอบคณุ ภาพของคู่มอื และการปรบั ปรงุ แกไ้ ข

ขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบคุณภาพของคู่มือทั้งสองโครงการ (1) โครงการพัฒนาความรู้
ของครูเกี่ยวกบั การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล มคี มู่ ือเพ่ือการเรียนรู้ประกอบโครงการจำนวน 6 ชุด คือ
(1) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับนิยามของทักษะการรู้ดิจิทัล (2) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ
ความสำคัญของทักษะการรู้ดิจิทัล (3) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
ดิจิทัล (4) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (5) คู่มือเพื่อการเรียนรู้
เก่ียวกับข้ันตอนการพัฒนาทกั ษะการรู้ดิจิทลั (6) คมู่ อื เพอื่ การเรยี นรู้เกี่ยวกบั การประเมินทักษะการรู้
ดิจิทัล ในโครงการพัฒนาความรู้ของครูผู้สอน และ (1) คู่มือเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้เรียน
ในโครงการครูผสู้ อนนำความรูส้ ู่การพัฒนานักเรียน 2 ระยะดังน้ี

ระยะที่ 1 การตรวจสอบภาคสนามเบื้องต้นและการปรับปรุงแก้ไข (Preliminary
Field Testing and Revision)

การตรวจสอบภาคสนามเบื้องต้นและการปรับปรุงแก้ไข (Preliminary Field Checking
and Revision) เป็นการตรวจสอบคณุ ภาพของ “คู่มือ” ในโครงการทั้ง 2 โครงการ โดยการอภิปราย
กลุ่ม (Focused Group Discussion) โดย (1) ผวู้ ิจัยใช้เวบ็ ไซต์ท่สี ร้างขึน้ ส่งคู่มือประกอบโครงการให้
กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูผู้สอนในโรงเรียนบ้านสร้างแป้นดอนนาแพง จำนวน 10 ราย (ดูรายชื่อใน
ภาคผนวก ก) ได้ศึกษาล่วงหน้า 10 วัน (2) ผู้วิจัยไปพบปะด้วยตัวเองกับกลุ่มเป้าหมาย (Face to

128

Face) ในการอภิปรายกลุ่มเพื่อตรวจสอบคุณภาพของคู่มือ เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์

ตอ่ การปรบั ปรงุ แกไ้ ขในเบอ้ื งตน้ ก่อนนำไปตรวจสอบและปรบั ปรงุ ครง้ั สำคัญในระยะที่ 2

ในการตรวจสอบ มีประเด็นดังนี้ 1) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา

โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็นประโยชน์ (Utility) ต่อการนำไปใช้

2) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านภาษา 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านรูปแบบ

การนำเสนอ 4) อืน่ ๆ โดยใช้แบบตรวจสอบ ดังนี้

แบบตรวจสอบคุณภาพของคมู่ ือเพอื่ การปรบั ปรงุ แกไ้ ข

ประเดน็ ในการตรวจสอบ ขอ้ เสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแกไ้ ข

1. เนื้อหาที่นำเสนอในคู่มือชุดนี้ โดยคำนึงถึง

ความถูกต้อง ( Accuracy) และความเป็น

ประโยชน์ (Utility) ตอ่ การนำไปใช้

2. การใช้สำนวนภาษาและการเรียบเรียงแนวคิด

ง่ายต่อความเขา้ ใจ

3. รูปแบบการนำเสนอเนื้อหาจูงใจให้อยากอ่าน

อยากทำความเขา้ ใจในเนือ้ หาและนำไปปฏิบตั ิ

4. อน่ื ๆ

ระยะที่ 2 การตรวจสอบภาคสนามครั้งสำคัญและการปรับปรุงแก้ไข (Main Field
Testing and Revision)

การตรวจสอบภาคสนามครั้งสำคัญและการปรับปรุงแก้ไข (Main Field Testing And
Revision) เป็นการตรวจสอบคุณภาพของ “คู่มือ” ในโครงการทั้ง 2 โครงการ ภายหลังที่ผ่านการ
ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขในระยะท่ี 1 แล้วด้วยวิธีการอภิปรายกลุ่ม (Focused Group
Discussion) โดยวิธีการเช่นเดียวกับระยะที่ 1 คือ (1) ผู้วิจัยใช้เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นส่งคู่มือประกอบ
โครงการใหก้ ลมุ่ เปา้ หมาย คือ ครูผสู้ อนในโรงเรียนบา้ นสวนมอนไคร่นุน่ วงั หิน และโรงเรียนชมุ ชนบ้าน
ไผ่ยิ่งยงอุทิศ รวมจำนวน 15 ราย (ดูรายชื่อในภาคผนวก ค) ได้ศึกษาล่วงหน้า 10 วัน (2) ผู้วิจัยไป
พบปะด้วยตัวเองกับกลุ่มเป้าหมาย (Face to Face) ในการอภิปรายกลุ่มเพื่อตรวจสอบคุณภาพของ
คู่มือ เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขในเบื้องต้นก่อนนำไปใช้กับกลุ่ม
ทดลองในภาคสนาม ซึ่งในการตรวจสอบ มีประเด็นการตรวจสอบเช่นเดียวกับระยะที่ 1 คือ
1) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความ
เป็นประโยชน์ (Utility) ต่อการนำไปใช้ 2) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านภาษา
3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านรูปแบบการนำเสนอ 4) อื่น ๆ โดยใช้แบบตรวจสอบชุด
เดยี วกบั ชุดท่ีใช้ในระยะท่ี 1

3.3 ขน้ั ตอนที่ 3 การสรา้ งเครอ่ื งมือเพ่อื การทดลองในภาคสนาม

ผลจากการดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขคู่มือในโครงการทั้ง 2 โครงการ
จากขั้นตอนที่ 2 ทำให้ได้โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้

129

ดิจิทัลของนักเรียน ที่มีความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็นประโยชน์ (Utility) ต่อการนำไปใช้
แต่อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการทดลองใช้คู่มือในภาคสนามกับกลุ่มทดลองนั้น (ขั้นตอนท่ี 4) ต้องมี
เครือ่ งมอื เพ่ือใช้ในการประเมินประสิทธภิ าพของการใช้ค่มู ือในโครงการทั้งสอง ดงั น้นั ผู้วิจัยจึงได้สร้าง
เคร่ืองมือข้ึน เพ่อื ใช้ในขนั้ ตอนการทดลองในภาคสนาม ดังน้ี

3.3.1 เครอ่ื งมือทีใ่ ช้
-แบบตรวจสอบคุณภาพของคู่มือเพื่อการปรับปรุงแก้ไข 2 ช่วงเวลา คือ
“หลังการพัฒนาครู” และ “หลังครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียน” มีลักษณะเป็น
แบบสอบถามแบบปลายเปิด (Open-ended Questionnaire) เพื่อใช้ในการระดมสมองของครู มี
ประเด็นการตรวจสอบเชน่ เดียวกับทใ่ี ช้ในการตรวจสอบภาคสนามระยะท่ี 1 และระยะที่ 2
-แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพของคู่มือ
ประกอบโครงการที่ 1 หลังการพัฒนาครูทีเ่ ปน็ กลุ่มทดลอง จำนวน 6 ชุด คือ (1) คู่มือเพื่อการเรยี นรู้
เกี่ยวกับนิยามของทักษะการรู้ดิจิทัล (2) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้
ดิจิทัล (3) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล (4) คู่มือเพื่อการเรียนรู้
เกี่ยวกับแนวการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (5) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะ
การรู้ดจิ ิทลั (6) คู่มอื เพอ่ื การเรียนรเู้ ก่ียวกับการประเมินทักษะการรู้ดจิ ทิ ลั ว่าสามารถใช้พัฒนาให้ครูที่
เปน็ กลมุ่ ทดลองมีความรหู้ ลังการพฒั นาเปน็ ไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ทก่ี ำหนดหรือไม่ และมีผล
การเรยี นรู้หลังการพัฒนาสงู กว่าก่อนการพัฒนาอยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถติ ิหรอื ไม่
-แบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ประเมินประสิทธิภาพ
ของการนำผลการเรียนรู้สู่การปฏิบัติของครูที่เป็นกลุ่มทดลอง ว่าสามารถนำผลการเรียนรู้ไปสู่การ
พัฒนานักเรียนให้เกิดผลการพัฒนาตามที่คาดหวังหลังการ พัฒนาสูงกว่าก่อนการ พัฒนาอย่ างมี
นัยสำคัญทางสถติ หิ รือไม่
3.3.2 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ
เครื่องมือชุดที่ 1 คือ แบบตรวจสอบเพื่อการปรับปรุงแก้ไขคู่มือที่ใช้ในการวิจัย “หลังการ
พัฒนาครูผู้สอน” และชุดที่ 2 คือ แบบตรวจสอบเพื่อการปรับปรุงแก้ไขคู่มือที่ใช้ในการวิจัย
“หลังครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียน” ไม่นำไปตรวจสอบคุณภาพ เพราะมีประเด็นการ
ตรวจสอบเพื่อหาข้อบกพร่องเพื่อการปรับปรุงแก้ไขที่ชัดเจน จึงมีเครื่องมือที่จะนำไปตรวจสอบ
คุณภาพ 2 ชดุ ดงั น้ี

3.3.2.1 แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู ผวู้ ิจยั สร้างขนึ้ มีลักษณะเปน็ แบบปรนัย มี
4 ตัวเลือก มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการวิจัยใน
ภาคสนามตามโครงการที่ 1 ว่ามีผลการเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 หรือไม่ และมีผลการ
เรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ หรือไม่ โดยข้อสอบใน
แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่ใช้ในงานวิจัยนี้ มุ่งการวัด 6 วัตถุประสงค์การเรียนรู้ในเนื้อหา
เกีย่ วกับ 1) นยิ าม 2) ความสำคญั 3) ลกั ษณะ 4) แนวการพฒั นา 5) ข้นั ตอนการพัฒนา และ 6) การ
ประเมนิ ทกั ษะการรู้ดจิ ิทลั โดยแตล่ ะวตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้มีข้อสอบ 6 ขอ้ วัดทกั ษะการคิดขั้นต่ำกว่า
ไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า คือ ความจำ (Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การ

130

ประยุกต์ใช้ (Applying) การวิเคราะห์ (Analyzing) การประเมิน (Evaluating) และการสร้างสรรค์
(Creating) รวมขอ้ สอบท้ังฉบับ 36 ขอ้ (ดูแบบทดสอบในภาคผนวก ซ)

แบบทดสอบที่สร้างข้ึนนำไปตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) เพื่อให้ได้
เครื่องมือวัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัดหรือตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด (Polit & Beck, 2012)
ตามทัศนะของ Chaichanawirote and Vantum (2017) ทำได้โดยการพิจารณาความสอดคลอง
ของขอคำถามกับนิยามเชิงปฏบิ ัติการและทฤษฎีของส่ิงที่ต้องการวัด โดยผู้วิจัยนำเคร่ืองมือวิจัยที่ร่าง
ไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่ต้องการวัด จำนวน 3-5 คน พิจารณาว่าข้อคำถามมีความ
สอดคล้องกับนิยามเชิงปฏิบัติการหรือไม่และใหคะแนนตามวิธีการคำนวณค่าความตรงซึ่งมีหลายวิธี
เช่น ดัชนีความสอดคล องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค (IOC: Indexes of Item-Objective
Congruence) ดชั นีความตรงตามเน้ือหา (CVI: Content Validity Index) ดัชนคี วามตรงตามเนื้อหา
ทั้งฉบับ (S-CVI: Content Validity Index for Scale) และค่าเฉลี่ยของสัดส่วนความสอดคล้อง
(ACP: Average Congruency Percentage) ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยใช้ดัชนีความสอดคล องของข้อ
คำถามกับวัตถุประสงค (IOC: Indexes of Item-Objective Congruence) ซึ่งจากการศึกษา พบว่า
พัฒนาขึ้นโดย Rovinelli and Hambleton (1977) เป็นการประเมินความสอดคล้องระหว่าง 1 ข้อ
คำถามกับ 1 วัตถุประสงค์ แต่ในระยะต่อมา Carlson (2000 cited in Turner & Carlson, 2003)
ได้พัฒนาแนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามและวัตถุประสงค์ที่ปรับใหม่ (The
adjusted Index of Item-Objective Congruence) เป็นการหาความสอดคล้องของ 1 ข้อคำถาม
กับชดุ ของวัตถุประสงค์

ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับ
วัตถปุ ระสงคต์ ามทศั นะของ Rovinelli and Hambleton เพราะข้อสอบในแบบทดสอบผลการเรียนรู้
ของครทู ี่ใช้ในงานวจิ ยั นี้ มุ่งการวดั วัตถปุ ระสงค์การเรียนรูใ้ นเน้ือหาเกี่ยวกับ 1) นยิ าม 2) ความสำคัญ
3) ลักษณะ 4) แนวการพฒั นา 5) ข้นั ตอนการพัฒนา และ 6) การประเมนิ ทักษะการรู้ดจิ ิทัลโดยแต่ละ
วัตถุประสงค์การเรียนรู้วัดทักษะการคิดขั้นต่ำกว่าไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า คือ ความจำ
(Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying) การวิเคราะห์
(Analyzing) การประเมิน (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) โดยในการตรวจสอบความ
สอดคลอ้ งของข้อสอบกบั วัตถุประสงค์การเรยี นรใู้ นแตล่ ะเน้ือหาจากแบบทดสอบซ่งึ มี 6 วตั ถุประสงค์
การเรียนรู้ แต่ละวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรมู้ ีข้อสอบ 6 ขอ้ รวมข้อสอบท้ังฉบบั 36 ข้อ ใชผ้ ้ทู รงคุณวุฒิท่ี
มีความเชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และ/หรือ การวัดและประเมินผลการศึกษา จำนวน 5
ราย (ดูรายชื่อในภาคผนวก จ) โดยให้ทำเครื่องหมาย  ลงในช่อง +1 หรือ 0 หรือ -1 โดย + 1
หมายถึง ข้อคำถามมีความสอดคล้อง 0 หมายถึง ไม่แน่ใจในความสอดคล้อง และ -1 หมายถึง ข้อ
คำถามไม่มคี วามสอดคล้อง ผลท่ไี ดร้ บั นำมาวเิ คราะหห์ าค่า IOC จากสตู ร

IOC =  R

N

เมื่อ IOC แทนดชั นีความสอดคลอ้ ง
R แทนผลรวมของคะแนนความคดิ เหน็ จากผเู้ ชีย่ วชาญ
N แทนจำนวนผู้เชี่ยวชาญ

โดยท่ี +1 แนใ่ จว่าสอดคลอ้ ง

131

0 ไม่แนใ่ จวา่ สอดคลอ้ ง
-1 แน่ใจวา่ ไม่สอดคลอ้ ง
โดยกำหนดเกณฑ์ค่า IOC ที่ระดับเท่ากับหรือมากกว่า 0.50 จึงจะถือว่าข้อคำถามนั้นมี

ความสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ (Chaichanawirote & Vantum, 2017)

หลังจากนั้น จะนำไปทดลองใช้ (Try-out) กับครูผู้สอนใน โรงเรียนเบญจมิตรวิทยาคม
โรงเรียนไตรคามประชาสรรค์ โรงเรียนบ้านไผ่แสงทองประชาสรรค์ รวมจำนวน 30 ราย ผลการ
ทดลองใช้แบบทดสอบดังกล่าว นำมาวิเคราะห์หาค่าสถิติเพื่อตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบรายข้อ
และของแบบทดสอบดังนี้

1) คุณภาพของข้อสอบรายข้อ ใช้เกณฑ์ค่าความยากง่าย (Difficulty) ใช้สัญลักษณ์ (p)

และคา่ อำนาจจำแนก (Discrimination) ใช้สัญลกั ษณ์ (r) พิจารณารว่ มกัน ดังนี้

-ระดับความยากง่าย (p) หมายถึง สัดสว่ นของจำนวนผูท้ ่ีตอบขอ้ สอบได้ถกู ต้องตอ่ จำนวน
ผู้ที่ตอบข้อสอบทั้งหมด หรือหมายถึงจำนวนร้อยละของผู้ตอบข้อสอบนั้น ๆ ถูก เช่น ค่า
p = 0.30 แสดงว่าจำนวนผู้ตอบ 100 คน มีผู้ที่ตอบข้อนั้น ๆ ถูก 30 คน ค่าความยากง่ายจะมีค่า
ระหว่าง 0 ถึง 1.00 ใชส้ ูตรดังนี้ คือ ความยากง่าย (p) = จำนวนผตู้ อบถกู (n) / จำนวนผเู้ ขา้ สอบ (N)

ในการพิจารณาค่าความยากง่ายนั้น ถ้าข้อสอบมีค่าความยากง่ายสูง เช่น p = 0.95 แสดง
ว่า มีผู้ตอบถูกจำนวนมาก จึงถือว่าเป็นข้อสอบที่ง่าย แต่ในทางกลับกัน ถ้าข้อสอบมีผู้ตอบถูกน้อย
เช่น p = 0.15 แสดงว่า เป็นข้อสอบที่ยาก ข้อสอบที่ดีจะมีระดับความยากง่าย เท่ากับ 0.5 ซึ่งจะทำ
ให้เกิดค่าอำนาจการจำแนกสูงสุดและมีความเทีย่ งสูง อย่างไรก็ตามในการสอบวัดความรูผ้ ลการเรยี น
โดยทั่วไป มักนิยมให้มขี ้อสอบที่มีระดับความยากงา่ ยในระดับตา่ ง ๆ ปะปนกันไป โดยจัดใหม้ ีขอ้ สอบ
มีค่าความยากง่ายพอเหมาะ (p มีค่าใกล้เคียง 0.5) เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งให้มีข้อสอบที่ค่อนข้างยาก
และค่อนข้างงา่ ยอีกจำนวนหน่งึ แต่ถา้ เปน็ การสอบแข่งขันเพ่ือคัดเลือกผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถควร
มีสัดส่วนของข้อสอบที่ยากสูงขึ้น ทั้งนี้ ข้อสอบที่ดีควรมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.20-0.80
ในข้อสอบประเภท 4 ตัวเลือก ส่วนข้อสอบประเภทถูก-ผิด ค่าความยากง่าย ควรอยู่ระหว่าง
0.60-0.95 โดยมีเกณฑ์การพิจารณาค่าความยากง่าย (p) ของข้อสอบรายข้อ ดังตาราง 3.1
(ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543 และ เยาวดี รางชัยกลุ วบิ ูลย์ศรี, 2552)

ตารางที่ 3.1 เกณฑ์การพิจารณาค่าความยากง่าย (p) ของขอ้ สอบ

ค่าความยากงา่ ย (p) แปลความ การพิจารณา

0.00-0.19 ยากมาก ควรปรับปรุงหรอื ตัดทิ้ง
0.20-0.39 ค่อนข้างยาก พอใช้ได้
0.40-0.60 ยากงา่ ยปานกลาง ใชไ้ ด้
0.61-0.80 ค่อนข้างง่าย พอใช้ได้
0.81-1.00 งา่ ยมาก ควรปรับปรุงหรือตดั ท้ิง

132

-อำนาจจำแนก (r) หมายถึง ความสามารถของข้อสอบในการจำแนกหรือแยกให้เห็น
ความแตกต่างระหว่างผู้สอบที่มีผลสัมฤทธิ์ต่างกัน เพื่อที่จะใช้พยากรณ์หรือบ่งชี้ความแตกต่างที่
เห็นชัดในด้านความสามารถ เช่น จำแนกคนเก่งกับคนอ่อนจากกันได้ โดยถือว่าคนเกง่ ควรทำข้อสอบ
ข้อนั้นได้ ส่วนผู้ที่อ่อนไม่ควรทำข้อสอบข้อนั้นได้ อำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบ จะมีค่าตั้งแต่ -1 ถึง
+ 1 ค่าอำนาจจำแนกที่ดี ควรมีค่าตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป กรณีที่ค่าอำนาจจำแนก (r) ติดลบ แสดงว่า
ข้อสอบขอ้ นัน้ จำแนกกลับ คนเกง่ ทำไมไ่ ด้ แตค่ นออ่ นทำได้ ถอื ว่าเป็นขอ้ สอบที่ไมด่ ีควรตดั ทิ้ง (นภาพร
สงิ หทตั , ม.ป.ป.) มสี ูตรในการคำนวณ ดงั น้ี

r = RH-RL
N/2

r = คา่ อำนาจจำแนกของข้อสอบข้อหนง่ึ ๆ
RH = จำนวนผู้ตอบในกลมุ่ สูง (เกง่ ) ทต่ี อบข้อนน้ั
RL = จำนวนผูต้ อบในกลุ่มต่ำ (อ่อน) ท่ตี อบขอ้ นนั้ ถกู
N = จำนวนผตู้ อบท้ังหมดในกลุม่ สูงและกลุ่มต่ำ
มีเกณฑก์ ารการพิจารณาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบรายข้อดงั ตารางที่ 3.2

ตารางที่ 3.2 เกณฑ์การพจิ ารณาค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบ

อำนาจจำแนก (r) การพจิ ารณา

0.60-1.00 อำนาจจำแนกดีมาก
0.40-0.59 อำนาจจำแนกดี
0.20-0.39 อำนาจจำแนกพอใช้
0.10-0.19 อำนาจจำแนกต่ำ (ควรปรบั ปรงุ หรือตัดท้ิง)
-1.00-0.09 อำนาจจำแนกต่ำมาก (ควรปรับปรงุ หรือตัดทิ้ง)

2) คุณภาพของแบบทดสอบ พิจารณาจากเกณฑ์ความเชื่อมั่นและความยากง่ายของ
แบบทดสอบดังนี้

-ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ (Reliability) หมายถึง ความคงที่ในการวัด กล่าวคือ ไม่
ว่าจะวัดกีค่ รั้ง ๆ ก็ตามจะได้ผลคงที่เสมอ อุปมาเหมือนตาชั่งท่ีสามารถบอกน้ำหนักของวัตถุก้อนหน่งึ
เท่าเดิม ไม่ว่าจะเอาวัตถุก้อนนั้นมาชั่งกี่ครั้งก็ตาม ตาชั่งนั้นก็จะมีความเชื่อมั่นสูง โดยค่าสัมประสิทธิ์
ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใด ๆ มีค่าอยู่ระหว่าง .00 ถึง 1.00 ยิ่งมีค่าใกล้ 1.00 เท่าใดก็ยิ่งมี
ความเชื่อมั่นสูงขึ้นเท่านั้น ในงานวิจัยนี้ ใช้วิธีของ Kuder-Richardson ซึ่งเป็นการทดสอบโดยวิธีหา
ความคงที่ภายในว่าแบบทดสอบแต่ละข้อมีความสัมพันธ์กับข้ออื่น ๆ ในฉบับเดียวกันหรือไม่ และมี
ความสัมพันธ์กับแบบทดสอบทั้งฉบับอย่างไร ไม่เป็นการหาโดยการหาค่าสัมประสิทธิ์ความสัมพันธ์
เนื่องจากแบบทดสอบที่ใช้มีการให้คะแนนแต่ละข้อเป็นแบบ 0, 1 คือตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิด
ให้ 0 คะแนน โดยอาศัยการวัดหรือการสอบเพียงครั้งเดียว วิธีการคำนวณมีสองแบบ (Hopkins &
Stanley, 1983; Aiken, 1985)

(1) ใชส้ ตู ร KR - 20 ในกรณมี ีการวิเคราะห์หาคา่ ความยากรายข้อไวแ้ ล้ว ดังนี้

133

rtt = [k/(k-1)] [1 - (ผลรวม pq)/S2]

เมื่อ k คือ จำนวนข้อ

p คือ ค่าความยากของแต่ละข้อ

q=1-p
S2 คอื ความแปรปรวนของคะแนนรวมทงั้ ฉบับท่ีได้จากการทดสอบ

(2) ใช้สูตร KR - 21 ในกรณีที่ข้อสอบทุกข้อมีค่าความยาก (Item Difficulty) เท่า ๆ

กนั หรือใชค้ ะแนนเฉลย่ี ของแบบทดสอบ ดังน้ี
rtt = [k/(k-1)] [ 1-MX (k - MX)/kS2]

เมอื่ MX คอื คะแนนเฉลี่ยรวมท้ังฉบับ และสญั ลกั ษณ์อน่ื เหมือน KR - 20

ในงานวิจัยนี้ เนื่องจากมีการวิเคราะห์หาค่าความยากรายข้อ จึงใช้สูตร KR-20 เพื่อหาค่า
สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ซึ่งมีเกณฑ์การแปลผลความเชื่อมั่น ดังนี้ 0.00-0.20 มี
ความเชื่อมั่นต่ำมาก/ไม่มีเลย 0.21-0.40 มีความเช่อื ม่นั ต่ำ 0.41- 0.70 มคี วามเช่ือม่นั ปานกลาง และ
0.71-1.00 มีความเชื่อมั่นสูง (Naiyatip Teerapuk, n.d.) แต่อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคุณภาพ
ของแบบทดสอบที่ใช้ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยใช้เกณฑ์ตามที่ UCLA: Statistical Consulting Group
(2016) กลา่ วถงึ คือ หากแบบทดสอบมีคา่ สมั ประสทิ ธ์ิของความเชอื่ มัน่ เท่ากบั หรือสูงกว่า 0.70 ถือว่า
เป็นแบบทดสอบทม่ี ีความเช่ือมน่ั สงู

-ความยากง่ายของแบบทดสอบ ใช้คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างทัง้ หมดเป็นเกณฑ์ หาก
คะแนนเฉลี่ยอยู่ระหวา่ งร้อยละ 30-50 ของคะแนนเตม็ ถอื ว่าเปน็ แบบทดสอบท่ีมีความยากเหมาะสม
หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 30 เท่าใด ถือว่าเป็นแบบทดสอบที่ยากขึ้นเท่านั้น และหากคะแนนเฉลี่ยสูง
กว่า 50 เทา่ ใด ถือวา่ เปน็ แบบทดสอบท่งี ่ายขนึ้ เทา่ นั้น

การประเมินตามแนวคดิ เกณฑ์มาตรฐาน 90/90
แบบทดสอบผลการเรยี นรู้ของครู ท่ีได้รับการพฒั นาจนมีคุณภาพตามเกณฑ์ในประเด็นต่าง ๆ
ดังกล่าว จะถูกนำไปใช้ทดสอบผลการเรียนรู้หลังจากการดำเนินงานในโครงการท่ี 1
ว่าบรรลผุ ลตามเกณฑม์ าตรฐาน 90/90 หรือไม่
การประเมินตามแนวคิดเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 เป็นการบอกค่าประสิทธิภาพของ
บทเรยี นสำเรจ็ รูปหรอื บทเรียนโปรแกรม (Programmed Materials หรอื Programmed Textbook
หรือ Programmed Lesson) ซึ่งเปน็ ส่อื ท่ีมีเปา้ หมายหลักเพื่อใหผ้ ู้เรียนใช้เรยี นด้วยตนเองเป็นสำคัญ
หลักจิตวิทยาสำคัญที่เป็นฐานคิดความเชื่อของสื่อชนิดนี้คือทฤษฎีการเรียนแบบรอบรู้ (Mastery
Learning) ซึ่งมีความเชื่อว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ หากจัดเวลาเพียงพอจัดวิธีการเรียนท่ี
เหมาะสมกบั ผ้เู รยี นกส็ ามารถทจ่ี ะทำให้ผเู้ รียนสามารถเรียนรไู้ ด้ตามวัตถปุ ระสงค์ของการเรยี นได้
โดยเกณฑม์ าตรฐาน 90/90 (The 90/90 Standard) ในงานวิจยั นี้ หมายถงึ เกณฑ์ท่ีใช้วัด
ความมีประสิทธิภาพของคู่มือต่อการเสริมสร้างความรู้ในโครงการพัฒนาความรู้ให้กับครูผู้สอนที่เปน็
กลมุ่ ทดลอง โดย 90 ตวั แรก หมายถึง รอ้ ยละของคะแนนเฉลย่ี ของผูเ้ รียนทั้งกลุ่มที่ไดจ้ ากการวัดด้วย
แบบทดสอบวัดความรอบรู้หลังจากเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบลง 90 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละ
ของจำนวนผู้เรียนที่สามารถทำแบบทดสอบ (วัดความรอบรู้หลังการเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบ

134

ลง) โดยสามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านตามเกณฑ์วัตถุประสงค์ทุกวัตถุประสงค์ (มนตรี แย้มกสิกร,
2551)

ทั้งนี้ ความหมายนี้แตกต่างจากความหมายของเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ดั้งเดิมตามทัศนะ
ของ เปรื่อง กุมุท (2519) ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้นำเสนอ
แนวคิดเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 คนแรก (ในประเทศไทย) น่นั คอื 90 ตวั แรก เป็นคะแนนเฉล่ียของทั้ง
กลุ่ม ซึ่งหมายถึงทุกคน เมื่อสอนครั้งหลังเสร็จให้คะแนนเสร็จ นำคะแนนมาหาค่าร้อยละให้หมดทุก
คะแนนแล้วหาค่าร้อยละเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ถ้าบทเรียนโปรแกรมถึงเกณฑ์ ค่าร้อยละเฉลี่ยของกลุ่ม
จะต้องเป็น 90 หรือสูงกว่า 90 ตัวที่สองแทนคุณสมบัติที่ว่า ร้อยละ 90 ของผู้เรียนทั้งหมด ได้รับ
ผลสัมฤทธิต์ ามความมุ่งหมายแตล่ ะข้อ และทกุ ข้อของบทเรยี นโปรแกรมนนั้ (เปรอื่ ง กุมทุ , 2519 อ้าง
ถึงใน มนตรี แยม้ กสกิ ร, 2551)

ตามทัศนะของ มนตรี แย้มกสิกร (2551) สูตรที่ใช้ในการคำนวณ 90 ตัวแรก = {(Σ X
/N) X 100)}/R โดย 90 ตัวแรก หมายถึง จำนวนร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลงั เรียน

Σ X หมายถึง คะแนนรวมของผลการทดสอบที่ผู้เรียนแต่ละคน ทำได้ถูกต้องจากการทดสอบหลัง
เรียน N หมายถึง จำนวนผู้เรียนทั้งหมดที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการคำนวณประสิทธิภาพครั้งน้ี R
หมายถงึ จำนวนคะแนนเต็ม ของแบบทดสอบหลังเรยี น สตู รท่ีใช้ในการคำนวณ 90 ตัวหลงั = (Y x
100)/ N โดย 90 ตัวหลัง หมายถึง จำนวนร้อยละของผู้เรียนที่สามารถทำแบบทดสอบผ่านทุก
วัตถุประสงค์ Y หมายถึง จำนวนผู้เรียนที่สามารถทำแบบทดสอบผ่านทุกวัตถุประสงค์ N หมายถึง
จำนวนผเู้ รียนทัง้ หมดทใี่ ชเ้ ป็นกลุ่มตัวอย่างในการคำนวณประสิทธิภาพครง้ั น้ี

2. แบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียน ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบ
ประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ คอื มากทีส่ ดุ มาก ปานกลาง น้อย และนอ้ ยท่สี ดุ ผวู้ จิ ยั สร้างข้ึน
จากผลการศึกษาลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัลจากทัศนะของ British Columbia Website
(n.d.) Quizlet Website (n.d.) Media Smarts Website (n.d.) Heick (2015) Wiki UBC Website
(n.d.) และ Teaching Adults Website (n.d.) และจากผลการศึกษาแนวคิดการประเมนิ ทักษะการรู้
ดิจิทัล จากทัศนะของ Covello (2010) Rodríguez-de-Dios, Igartua & González-Vázquez
(2016) Cote & Milliner (2017) และ Cote & Milliner (2018) เป็นแบบประเมินออนไลน์ด้วย
Google Form ไดก้ ำหนดให้มีการดำเนนิ การเพ่อื ตรวจสอบคุณภาพ ดงั น้ี

2.1 การตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยดัชนีความสอดคล้อง
ของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence : IOC) เป็นการประเมิน
ความสอดคล้องตามทัศนะของ Rovinelli and Hambleton เพราะแบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล
ของนักเรียนที่ใช้ในงานวิจัยนี้ มุ่งการหาความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์การพัฒนา
ทกั ษะการรูด้ จิ ิทัล ในแต่ละด้าน คอื 1) ดา้ นทักษะการใช้เทคโนโลยีดจิ ทิ ัล มีข้อคำถาม 10 ข้อ 2) ด้าน
พฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้ส่ือดจิ ทิ ัล มีข้อคำถาม 6 ข้อ 3) ด้านการปฏิบัติตนและมารยาทในการ
ใช้สื่อดิจิทัล มีข้อคำถาม 6 ข้อ 4) ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี มีข้อ
คำถาม 4 ขอ้ 5) ดา้ นทักษะการใช้ดิจิทลั เพื่อการสื่อสาร ความร่วมมือ สรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม มีข้อ
คำถาม 4 ข้อ 6) ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ มีข้อคำถาม 3 ข้อ 7) ด้าน
ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความเป็นพลเมืองดิจิทัล มีข้อคำถาม 5 ข้อ และ 8) ด้านทักษะการใช้ดิจิทัล


Click to View FlipBook Version