135
เพื่อการป้องกันและความปลอดภัยทางโลกดิจิทัล มีข้อคำถาม 4 ข้อ รวมทั้งฉบับมีข้อคำถาม 42 ข้อ
ท้งั นวี้ ตั ถุประสงค์การพฒั นาทกั ษะการรดู้ ิจทิ ลั มีนยิ ามศัพทเ์ ฉพาะที่เปน็ ผลจากการศึกษาวรรณกรรมท่ี
เก่ยี วข้องท่ีแสดงให้เห็นถึงวตั ถุประสงค์ในการพัฒนาทกั ษะการร้ดู ิจิทัล โดยภาพรวมและรายดา้ น ดงั นี้
-ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง การมีความสนุกในการใช้คอมพิวเตอร์
อยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างเอกสารในโปรแกรม Microsoft Word
พื้นฐานได้อย่างถูกต้อง สามารถเริ่มและออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรมต่าง ๆ ได้
อย่างถกู ตอ้ ง สามารถพมิ พเ์ อกสารโดยใช้เครื่องพิมพ์ได้อยา่ งถูกต้อง สามารถเชอ่ื มต่อคอมพิวเตอร์กับ
อินเทอร์เน็ตได้ สามารถป้อน URL ในแถบที่อยู่ได้อย่างถูกต้อง สามารถดาวน์โหลดไฟล์จาก
อินเทอร์เน็ต และบันทึกได้อย่างเหมาะสม สามารถสร้างบัญชีบนเว็บไซต์ที่ต้องการ ชื่อผู้ใช้ และ
รหัสผา่ นได้ เช่น Line Gmail หรือ Facebook และเขา้ ใจฟังกช์ ันการใชง้ านพน้ื ฐานของสว่ นประกอบ
ฮาร์ดแวรค์ อมพวิ เตอร์
-ด้านพฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้สื่อดิจิทัล หมายถึง การใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ บน
เครือข่ายสังคมออนไลน์ ใช้โทรศัพท์มือถือในการใช้งานบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เล่นเกมส์
คอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม มีข้อความสนทนาออนไลน์ และมีการแบ่งปันไฟล์งาน
และสอ่ื ต่าง ๆ บนสงั คมออนไลน์
-ดา้ นการปฏิบตั ติ นและมารยาทในการใชส้ ่ือดิจิทลั หมายถงึ การร้จู กั การแบ่งเวลาในการ
ใช้ส่ือดิจิทัลอยา่ งเหมาะสม สามารถประเมินและเลือกแหล่งข้อมลู เว็บไซต์ท่สี ร้างสรรค์ และเหมาะสม
กับตนเอง สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ข้อมูล ก่อนที่จะส่งหรือแชร์ข้อมูล ไปให้ผู้อื่น สามารถเลือกใช้
คำศัพท์ ไอคอน สัญลักษณ์ รูปภาพ และเครื่องหมายต่าง ๆ ที่สุภาพและเหมาะสม สามารถเลือกใช้
อุปกรณ์เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา และรู้ถึงความเหมาะสมของการโพสต์ ภาพ
ขอ้ ความ คลิปต่าง ๆ ในส่อื ดจิ ทิ ลั
-ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี หมายถึง การมีความรู้ความ
เข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เลือกและฝึกการใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ในเครื่องมือ
ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถค้นคว้าและแก้ไขข้อมูลผ่านเครื่องมือดิจิทัลได้ถูกต้องและ
เหมาะสม และรถู้ ึงการใช้อปุ กรณ์สือ่ เทคโนโลยีและใช้อย่างถูกวธิ ี
-ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร ความร่วมมือ สร้างสรรค์ และนวัตกรรม
หมายถึง การใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารและการติดต่อปฏิสัมพันธ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการ
เรียนรู้ สื่อสารข้อมูลและความคิดโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลท่ีหลากหลายบนโลกดิจิทัลได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอีเมลหรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line)
เฟซบุ๊ก (Facebook) โดยใช้เครื่องมือดิจิทัล และใช้ความรู้ด้านดิจิทัลสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้
เครื่องมอื ดิจทิ ลั บนโลกสงั คมออนไลน์ได้อยา่ งเหมาะสมและคล่องแคลว่
-ทักษะการใช้ดจิ ทิ ัลเพื่อสืบค้นขอ้ มูลและสารสนเทศ หมายถึง การใชเ้ ครอื่ งมือดิจิทัลเพ่ือ
ค้นหา วิเคราะห์ ประเมินผล สังเคราะห์ข้อมูล จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและเหมาะสมกับตน
ประเมิน เปรียบเทียบและเลือกแหล่งข้อมูล และเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับตน และเปรียบเทียบ
แหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เพอ่ื ตดั สนิ ใจวา่ ข้อมูลนัน้ นา่ เชื่อถอื เปน็ จรงิ หรือไม่
136
-ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความเป็นพลเมืองดิจิทัล หมายถึง การรู้ถึงความเป็นพลเมือง
ดิจิทัล สทิ ธขิ องตนในสงั คมออนไลน์ ร้ถู งึ ผลของการดาวนโ์ หลดเพลง และภาพยนตรท์ ่ีผิดกฎหมาย ว่า
ควรกระทำการใดท่ีไมล่ ะเมดิ สิทธิของผู้อ่ืนในสังคมออนไลน์ มีความรับผิดชอบต่อส่วนบุคคลในการใช้
สื่อเทคโนโลยบี นสื่อสังคมออนไลน์ และการสร้างและเขียนข้อความบนสงั คมออนไลน์โดยเคารพสทิ ธิ
ของผู้อ่ืน กฎหมายลขิ สิทธ์แิ ละทรัพยส์ นิ ทางปญั ญา
-ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการป้องกันและความปลอดภัยทางโลกดิจิทัล หมายถึง การรู้
การใช้งานฟังก์ชันแสดงตำแหน่งที่ตั้งบนแอพพลิเคชัน เช่น เฟซบุ๊กใช้การตั้งค่าการแชร์ของโซเชียล
มีเดีย เพื่อเลือกสิ่งที่คนอื่นเห็นเกี่ยวกับตนเองได้อย่างเหมาะสม รู้ถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่
เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตนในสื่อสังคมออนไลน์ และติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและมี
การอัปเดตอยา่ งสมำ่ เสมอ
ในการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ในการพัฒนาทักษะการรู้
ดิจิทัล ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา และ / หรือ ด้านการวัดและ
ประเมินผล จำนวน 5 ราย (ดรู ายชอ่ื ในภาคผนวก ญ) โดยให้ทำเครอ่ื งหมาย ลงในชอ่ ง +1 หรือ 0
หรือ -1 โดย + 1 หมายถึง ข้อคำถามมีความสอดคล้อง 0 หมายถึง ไมแ่ นใ่ จในความสอดคล้อง และ -
1 หมายถึง ข้อคำถามไม่มีความสอดคล้อง ผลที่ได้รับจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ นำมา
วิเคราะหห์ าค่า IOC จากสูตรดังกลา่ ว โดยกำหนดเกณฑ์ค่า IOC ทรี่ ะดับเท่ากับหรือมากกว่า 0.50 จึง
จะถอื วา่ ขอ้ คำถามน้นั มคี วามสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ (Chaichanawirote & Vantum, 2017)
การทดลองใช้ (Try-out) แบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนที่สร้างขึ้น มี
จุดมุ่งหมายเพื่อตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบประเมิน เป็นการหาความสอดคล้อง
ภายในเพือ่ อธิบายว่าข้อคำถามแต่ละข้อในข้อคำถามชดุ หนึ่งนั้นเป็นเรื่องเดียวกันหรือทิศทางเดยี วกัน
ในกรณที ่ขี ้อคำถามเป็นแบบมาตรสว่ นประมาณค่า นิยมใช้สัมประสิทธแิ อลฟา (α- Coefficient) เพื่อ
หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม หรืออาจหาความเช่ือมัน่ ด้วยการสอบซ้ำก็ได้ถ้าต้องการแสดงวา่
ใช้วัดกี่ครั้งก็ให้ผลคงที่ แต่ในงานวิจัยนี้ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของความ
เชื่อมั่น (Alpha Coefficient of Reliability) โดยใช้วิธีของครอนบาค (Cronbach’s Method) โดย
กำหนดเกณฑค์ า่ สัมประสิทธ์ิแอลฟาของความเชื่อมนั่ ทีย่ อมรับได้ คอื เทา่ กบั หรอื สงู กว่า 0.70 (UCLA:
Statistical Consulting Group, 2016) โดยนำแบบประเมินคุณลักษณะที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่สร้าง
ขึ้นไปทดลองใช้กับนกั เรยี นโรงเรียนบา้ นไผแ่ สงทองประชาสรรค์ จำนวน 30 ราย
3.4 ข้นั ตอนที่ 4 การทดลองในภาคสนาม (Trial)
การทดลองในภาคสนาม (Trial) ผู้วิจัยใชแ้ บบแผนการวจิ ัยขน้ั พน้ื ฐาน (Pre Experimental
Research) มีกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม มีการทดสอบก่อนและหลังการพัฒนา (One Group Pretest-
Posttest Design) โดยกำหนดพื้นที่ทดลอง (Experimental Area) ในการวิจัยน้ี คือ โรงเรียนบ้าน
หนองแวงบวรวิทย์ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแกน่ ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดสอนในระดับอนบุ าลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา
ตอนต้น ในการวิจัยนี้ใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพ่ือกำหนดกลุ่มทดลอง
(Experimental Group) เป็นครูระดับชั้นประถมศึกษา (ช่วงชั้นที่ 2) จำนวน 5 คน และครูระดับชั้น
137
มัธยมศึกษาจำนวน 5 คน รวม 10 คน มีนักเรยี นทเ่ี ป็นเป้าหมายในการพัฒนาเป็นระดบั ประถมศึกษา
(ช่วงชั้นที่ 2) จำนวน 45 คน และนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 15 คน รวม 60 คน
ระยะเวลาดำเนินการทดลองในภาคสนาม คือ ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 ดำเนนิ การทดลองใน
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 โดยแบ่งระยะของการทดลองออกเปน็ 2 ระยะ ดังนี้
ระยะท่ี 1 การทดลองตามโครงการที่ 1 : โครงการพฒั นาเพ่ือการเรียนรขู้ องครู
เป็นระยะของ “การพัฒนาตนเองของครูที่เป็นกลุ่มทดลองตามโครงการที่ 1”
โดยการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) จำนวน 6 ชุด คือ (1) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับนิยาม
ของทกั ษะการรูด้ ิจทิ ลั (2) คูม่ อื เพ่อื การเรียนรู้เก่ยี วกับความสำคญั ของทักษะการรดู้ ิจิทลั (3) คู่มือเพ่ือ
การเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล (4) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวการ
พัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (5) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (6)
ค่มู อื เพอื่ การเรยี นรู้เก่ียวกบั การประเมินทักษะการร้ดู จิ ิทลั ดำเนนิ การโดยการแนะนำคู่มือท้ัง 6 ชุด ท่ี
ไดอ้ ัพโหลดลงเวบ็ ไซต์เรียบรอ้ ยแล้ว มขี ้ันตอนการดำเนินการดงั น้ี
ตารางท่ี 3.3 แสดงกิจกรรมและระยะเวลาในโครงการพัฒนาครูผสู้ อน
กจิ กรรม ระยะเวลา
1-2 วัน
1. เตรยี มการและทดสอบผลการเรียนรูข้ องครกู ่อนการพัฒนา (Pre-test) 1 เดือน
พบปะเพอื่ ช้แี จงการดำเนนิ งานวิจยั ในระยะท่ี 1 ให้กับครทู เ่ี ป็นกลุ่มทดลอง และทำ 1-2 วัน
การทดสอบโดยใช้แบบทดสอบผลการเรยี นรู้ ถอื เปน็ การทดสอบกอ่ นการพัฒนา (Pre-
test) 1-2 วนั
2. พัฒนาครูโดยหลักการเรียนร้ดู ้วยตนเอง (Self-Learning) ใชค้ ูม่ ือประกอบโครงการท่ี
พฒั นาขึน้ โดยเขา้ ไปดาวนโ์ หลดไดท้ ่ีเวบ็ ไซตข์ องมหาวิทยาลยั ใหก้ ารเรยี นร้เู ปน็ ไปโดย
ปราศจากการแทรกแซงจากผูว้ ิจัยหรอื บุคคลอนื่
3. ครตู รวจสอบหาข้อบกพร่องของคูม่ อื และ ทดสอบครูหลงั การพฒั นา (Post-test)
-ครูทเ่ี ปน็ กลุ่มทดลองรว่ มกนั ตรวจสอบหาขอ้ บกพร่องเพอ่ื ใหข้ อ้ เสนอแนะในการ
ปรับปรุงแก้ไขคมู่ ือในโครงการทง้ั 2 โครงการ
-ใชแ้ บบทดสอบผลการเรยี นรขู้ องครูกบั ครผู ทู้ ีเ่ ปน็ กลมุ่ ทดลอง เพือ่ ให้ทราบผลการ
เรยี นรูว้ ่าเป็นไปตามเกณฑม์ าตรฐาน 90/90 หรอื ไม่ และเพอ่ื เปรียบเทียบผลการ
เรยี นรู้ของครหู ลงั การพัฒนาสงู กวา่ ก่อนการพฒั นาอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิตหิ รอื ไม่ ถอื
เป็นการทดสอบหลังการพฒั นา (Post-test)
4. เปรียบเทยี บผลการทดสอบครูหลงั การพัฒนากับเกณฑม์ าตรฐาน 90/90 และ
เปรยี บเทียบผลการเรียนร้กู ่อนและหลงั การพฒั นา
-วเิ คราะห์คะแนนจากการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครู โดยเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์
มาตรฐาน 90/90 และวเิ คราะห์เปรียบเทยี บผลการเรยี นรู้ของครูหลงั การพัฒนาสูงกวา่
กอ่ นการพฒั นาอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิโดยใชค้ ่าสถิตทิ ดสอบที (t-test) เพอ่ื ทดสอบ
สมมตฐิ านการวิจยั วา่ คู่มือประกอบโครงการมีประสิทธิภาพหรือไม่
138
ระยะท่ี 2 การทดลองตามโครงการท่ี 2 : โครงการครนู ำผลการเรยี นรู้สู่การพฒั นา
นกั เรียน
เป็นระยะของการ “นำผลการเรียนรู้สู่การปฏิบัติของครูที่เป็นกลุ่มทดลองตามโครงการ
ที่ 2” โดยในการปฏิบัตินั้น เป็นการกำหนดให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองร่วมกันนำความรู้ที่ได้จากการ
พัฒนาตนเองจากคู่มือตามโครงการที่ 1 ไปใช้พัฒนานักเรียนให้เกิดผลการพัฒนาตามที่คาดหวัง มี
ขัน้ ตอนการดำเนนิ งานดังนี้
ตารางที่ 3.4 แสดงกจิ กรรมและระยะเวลาในโครงการครนู ำผลการเรียนรู้สกู่ ารพฒั นานักเรยี น
กิจกรรม ระยะเวลา
1. เตรยี มการและประเมนิ ทักษะการรดู้ ิจิทัลของนักเรยี นก่อนการพฒั นา 1-2 วนั
(Pre-Test)
-ช้แี จงการดำเนินงานวจิ ัยในระยะท่ี 2 ใหก้ ับครูที่เป็นกลุ่มทดลอง
-ใชแ้ บบประเมนิ ทกั ษะการรดู้ ิจิทลั กับนกั เรยี นที่เปน็ กล่มุ เป้าหมายในการพัฒนา
โดยใช้แบบประเมินทผี่ ู้วจิ ัยสร้างขึน้ ถือเปน็ การทดสอบก่อนการพัฒนา (Pre-
Test)
2. ครูทเ่ี ปน็ กลมุ่ ทดลองนำผลการเรยี นรู้สกู่ ารพัฒนานกั เรยี น โดยดำเนินการตามคำ 2 เดอื น
ช้ีแจงในคู่มือเชงิ ปฏิบตั กิ ารในโครงการท่ี 2 ให้การปฏิบตั ิเป็นไปโดยปราศจากการ
แทรกแซงจากผู้วจิ ยั หรอื บุคคลอน่ื
3. ครทู ีเ่ ปน็ กลุ่มทดลองตรวจสอบเพื่อหาข้อบกพร่องของคู่มอื และ ประเมินทกั ษะ 1-2 วัน
การรูด้ ิจิทัลของนักเรียนหลงั การพัฒนา (Post-Test)
-ครูทเ่ี ป็นกลุ่มทดลองร่วมกนั ตรวจสอบหาข้อบกพร่องเพ่ือการปรับปรุงแก้ไขคู่มือ
ในโครงการท่ี 2
-ใช้แบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา
ถอื เป็นการทดสอบหลังการพัฒนา (Post-Test)
4. เปรยี บเทียบผลการประเมินทกั ษะการรดู้ ิจทิ ลั ของนักเรยี นกอ่ นและหลังการ 1-2 วัน
พฒั นา วเิ คราะห์เปรยี บเทียบคะแนนจากการประเมินทักษะการรู้ดิจทิ ัลของผูเ้ รยี นที่
ทำการประเมินก่อนและหลงั การพฒั นาในระยะที่ 2 โดยใช้ค่าสถิตทิ ดสอบที (t-test)
เพ่ือประเมินว่าผลการดำเนนิ การระยะที่ 2 ได้ส่งผลใหน้ ักเรยี นมีทกั ษะท่ีคาดหวงั หลัง
การพฒั นาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติหรอื ไม่
139
การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ของครูตามโครงการที่ 1 และผลการประเมิน
ทักษะการรูด้ ิจิทัลของนักเรยี นตามโครงการที่ 2
ใช้การทดสอบที (t-test) ซ่ึงเป็นเทคนิคการทดสอบสมมติฐานชนิดหนึ่งที่นักวิจัยนิยมใช้
การทดสอบ โดยวิธกี ารนี้ใช้ในกรณขี อ้ มูลมีจำนวนน้อย (n < 30) ผูท้ ่คี น้ พบการแจกแจงของ t มีชื่อว่า
W.S. Gosset ในการใช้การทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มนั้น จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
1) การใช้ t-test แบบเป็นอิสระจากกัน (Independent) เป็นสถิตที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่าง
กลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ข้อมูลที่รวบรวมได้อยู่ในระดับอันตรภาคหรืออัตราส่วน ใช้
สถิติการทดสอบค่า t มีชื่อเฉพาะว่า t-test for Independent Samples 2) การใช้ t-test แบบไม่
เปน็ อิสระจากกนั (Dependent) เปน็ สถติ ทใ่ี ช้เปรียบเทยี บค่าเฉลยี่ ระหวา่ งกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มท่ีไม่
เป็นอิสระจากกัน และกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ใช้สถิติการทดสอบค่า t มีชื่อเฉพาะว่า t-test for
Dependent Samples ซึ่งมักพบในการวิจัยเชิงทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนพัฒนา
กบั หลงั พัฒนาหรือเปรียบเทยี บผลระหวา่ งกลมุ่ ทดลองและกลุม่ ควบคมุ ท่ีได้จากการจับคู่คุณลักษณะที่
เทา่ เทยี มกัน (Thesis Thailand, 2020)
ในงานวจิ ัยนี้ ใช้ t-test แบบไม่เป็นอิสระจากกนั (Dependent) เนอื่ งจากเป็นการวิจัยเชิง
ทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนการพัฒนากับหลังการพัฒนา โดยมีข้อตกลงเบื้องต้น
ดังนี้ 1) ข้อมูลอยู่ในมาตรอันตรภาค (Interval Scale) หรือมาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) 2) กลุ่ม
ตัวอย่างเปน็ กลุม่ ตัวอยา่ งแบบสุม่ ได้จากประชากรท่ีมกี ารแจกแจงแบบปกติ 3) ค่าของตัวแปรตามแต่
ละหน่วยเป็นอิสระต่อกัน และ 4) ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร (ศิริชัย กาญจนวาสี,
ทววี ฒั น์ ปติ ยานนท์ และ ดเิ รก ศรีสโุ ข, 2551) มสี ตู รในการคำนวณ ดังน้ี
t = ……. ∑D………
N∑D2 – (∑D)2
N-1
∑D หมายถงึ ผลรวมของความแตกตา่ งระหว่างคะแนนก่อนและหลงั การพัฒนา
∑D2 หมายถงึ ผลรวมความแตกตา่ งของคะแนนก่อนและหลังการพฒั นายกกำลังสอง
N หมายถึง จำนวนกลุม่ ทดลองท่ีไดร้ ับการพัฒนาท้ังหมด
3.5 ขน้ั ตอนที่ 5 การเขียนรายงานผลการวิจัยและการเผยแพร่ผลงานวิจยั
เขียนและนำเสนอรายงานผลการวิจัยในรูปแบบอิงแนวคิดเชิงวิพากษ์ (Critical
Approach) แสดงหลักฐานประกอบทั้งข้อมูล สถิติ และเอกสาร ที่ผู้ร่วมโปรแกรมและผู้เกี่ยวข้องได้
รว่ มกนั ปฏิบัติ ใช้วิธกี ารสกัดความรู้และประสบการณ์จากการสะท้อนผล พรอ้ มทัง้ บันทึกรายละเอียด
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ผลการปฏิบัติงาน และความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน เพื่อเป็น
ขอ้ เสนอแนะในการปรับปรุงโปรแกรมและเพื่อให้การปฏิบตั ิงานให้บรรลุเปา้ หมาย ดังนั้นการนำเสนอ
ผลการวิจัยจึงมีลักษณะเป็นการพรรณนาหรือบรรยายเชิงวิพากษ์ประกอบกับค่าสถิติที่เกี่ยวข้อง
ในหัวข้อต่าง ๆ ดงั น้ี
140
หัวขอ้ ท่ี 1 ผลการจดั ทำคมู่ อื ประกอบโครงการ
หวั ข้อที่ 2 ผลการตรวจสอบคณุ ภาพคู่มือและการปรับปรงุ แก้ไข
หวั ข้อที่ 3 ผลการสรา้ งเครอ่ื งมือเพอื่ การทดลองในภาคสนาม
หัวข้อท่ี 4 ผลการทดลองในภาคสนาม
สำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการโดยการตีพิมพ์ในวารสารตามเงื่อนไขการ
สำเรจ็ การศึกษา และหากมีโอกาสจะนำเสนอผลงานวจิ ัยในการสัมมนาวชิ าการ และการจัดพิมพ์คู่มือ
ทใ่ี ช้ในการวจิ ัยเพ่ือการเผยแพร่
3.6 แผนดำเนนิ การวจิ ัยโดยภาพรวม
กิจกรรม ระยะเวลา
ภาคเรยี นท่ี 1
1. จัดทำค่มู ือประกอบโครงการ 2 เดอื น
2. ตรวจสอบคุณภาพคู่มือและการปรับปรงุ แก้ไข 1 เดือน
3. สรา้ งเครอ่ื งมือเพอ่ื การทดลองในภาคสนาม 1 เดือน
ภาคเรยี นท่ี 2
1. การทดลองในภาคสนามระยะท่ี 1 โครงการพฒั นาเพอ่ื การเรยี นร้ขู องครู 1 เดือน
2. การทดลองในภาคสนามระยะที่ 2 โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนา 2-3 เดือน
นักเรียน
บทท่ี 4
ผลการดำเนินการวจิ ยั และการวิเคราะห์ขอ้ มลู
การวิจัยเรื่อง “โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้
ดจิ ิทัลของนกั เรียน” (Online Program to Empower Teacher Learning to Develop Students’
Digital Literacy Skills) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมออนไลน์ตามแนวคิด “Knowledge
+ Action = Power” ที่ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ คือ โครงการพฒั นาเพื่อการเรยี นรู้ของครู
และโครงการครูนำผลการเรียนรู่สู่การพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลให้กับนักเรียน และได้กำหนด
สมมติฐานการวิจัย ดังนี้ 1) ครูมีผลการทดสอบหลังการพัฒนาเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90
2) ครูมีผลการเรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพฒั นาอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ และ 3) นักเรียน
มีผลการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์การวิจัยดังกล่าว ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้คื อ
(1) การจัดทำคู่มือประกอบโครงการ (2) การตรวจสอบคุณภาพคู่มือและการปรับปรุงแก้ไข
(3) การสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ในการทดลองในภาคสนาม (4) การทดลองในภาคสนาม แล้วนำผลการ
ดำเนินการวิจยั แตล่ ะขนั้ ตอนมาเขียนรายงานการวจิ ัย ดงั นี้
4.1 ขัน้ ตอนที่ 1 ผลการจัดทำคมู่ อื ประกอบโครงการ
ผลจากการศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 ผู้วิจัยได้กำหนดกรอบแนวคิดเพื่อการวิจัย
ของโปรแกรมอบรมออนไลน์ด้วยตนเอง โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนา
ทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนที่ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครู
เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล และ 2) โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้
ดิจิทัลให้กับนกั เรยี น แต่ละโครงการมีคู่มือประกอบด้วย มีผลการดำเนนิ งาน ดงั นี้
4.1.1 ผลการจัดทำคู่มือประกอบโครงการที่ 1 คือ โครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้
ของครูเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล ประกอบด้วยคู่มือเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง
(Self-Learning) แบบออนไลน์ จำนวน 6 ชุด คือ
4.1.1.1 คมู่ ือเพื่อการเรียนรู้เก่ยี วกับนิยามของทักษะการรู้ดจิ ิทัล
4.1.1.2 คู่มอื เพอ่ื การเรียนร้เู กย่ี วกบั ความสำคัญของทกั ษะการร้ดู ิจทิ ลั
4.1.1.3 คู่มือเพ่ือการเรยี นรู้เกี่ยวกับลกั ษณะทแ่ี สดงถึงทกั ษะการรดู้ จิ ิทัล
4.1.1.4 คมู่ ือเพือ่ การเรียนรเู้ กี่ยวกบั แนวทางการพฒั นาทักษะการรดู้ จิ ิทลั
4.1.1.5 คู่มอื เพื่อการเรียนรเู้ กย่ี วกบั ขนั้ ตอนการพฒั นาทกั ษะการรดู้ ิจิทัล
4.1.1.6 คู่มอื เพือ่ การเรยี นรเู้ ก่ียวกับการประเมนิ ทักษะการร้ดู จิ ทิ ลั
คู่มือแต่ละชุดมลี ักษณะเปน็ ชดุ ของข้อมูลเพื่อการพัฒนาครูผู้สอนด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง
(Self-Learning) เป็นคู่มือประกอบโครงการที่คำนึงถึงจิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult
Learning) ที่เห็นว่าผู้ใหญ่ (ในงานวิจัยนี้ คือ ครูผู้สอน) การเรียนรู้จะมุ่งไปที่ชีวิตประจำวัน
142
(Life-Centered) หรือเน้นที่งานหรือการแก้ปัญหา (Task-Centered) นั่นคือผู้ใหญ่จะยอมรับและ
สนใจกิจกรรมการเรียนรู้ของเขา หากเขาเชื่อและเห็นวา่ การเรียนรู้นั้น ๆ จะช่วยให้เขาทำงานได้ดีข้ึน
หรือช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเขา การจัดหลักสูตรเพื่อการเรียนการสอน ผู้ใหญ่จึงควรจะ
อาศัยสถานการณ์ต่าง ๆ รอบตัวของเขา และเป็นการเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ ทักษะซึ่งมีส่วนช่วยใน
การแก้ปัญหาในชีวิตจริงของเขาด้วย (Wisdom Max Center Company Limited, 2015) โดยมี
องค์ประกอบของคู่มือดังนี้ ชื่อของคู่มือ คำแนะนำการใช้คู่มือ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่คาดหวังจาก
คู่มือ เนื้อหาที่นำเสนอในรูปแบบเพื่อการอบรมด้วยตนเอง (Self-Training) (แบ่งเนื้อหาเป็นช่วง ๆ
แตล่ ะช่วงมีกจิ กรรมให้ทบทวน เชน่ การตง้ั คำถามให้ตอบ การให้ระบุข้อสังเกต การให้ระบุคำแนะนำ
เพือ่ การปรับปรงุ แก้ไข เปน็ ตน้ ) แบบประเมินผลตนเอง และรายชื่อเอกสารอ้างอิง
สำหรบั เนื้อหาในคู่มือแตล่ ะชดุ เปน็ ผลจากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ท่เี กี่ยวขอ้ งในบทที่ 2 ดังนี้
1. คูม่ อื เพื่อการเรียนรู้เกย่ี วกับนิยามของทักษะการรู้ดจิ ิทัล นำเสนอทศั นะของ Loveless
(2019) Lynch (2017) Heitin (2016) Heick (2015) Western Sydney University Website
(2018) Wikipedia Website (2018) Common Sense Media Website (n.d.) และ Renaissance
Website (n.d.)
2. คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้ดิจิทัล นำเสนอทัศนะของ
Levy (2018) Teach Your Kids Code Website (2018) Living Medicareful Website (2018)
National Library Website (n.d.) Gov Connection Website (n.d.) Purposeful Technology
Weebly Website (n.d.) และ Speed Matters Website (n.d.)
3. คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล นำเสนอทัศนะของ
Heick ( 2015) British Columbia Website ( n. d. ) Quizlet Website ( n. d. ) Media Smarts
Website (n.d.) Wiki UBC Website (n.d.) และTeaching Adults Website (n.d.)
4. คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล นำเสนอทัศนะของ
Ruesink (2014) Pappas (2017) Devaney (2016) Lakin (2017) Stenger (2018) Webwise Ie
Website ( n. d. ) Teaching Adults Website ( n. d. ) National Library Website ( n. d. ) แ ล ะ
Applied Educational System Website (n.d.)
5. คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล นำเสนอทัศนะของ
Killen, Beetham and Knight ( 2017) Stenger ( 2018) Ruesink ( 2014) Roscorla ( 2020)
Murphy (2019) Spencer (2018) และ Equip Team Website (2019)
6. คมู่ ือเพือ่ การเรียนร้เู กีย่ วกบั การประเมนิ ทักษะการรดู้ ิจทิ ลั นำเสนอทศั นะของ Covello
(2010) Rodríguez-de-Dios, Igartua & González-Vázquez (2016) Cote & Milliner (2017)
และ Cote & Milliner (2018)
ภาพแสดงปกของโปรแกรมออนไลน์และปกของคู่มือประกอบโครงการพัฒนาเพื่อการ
เรียนรู้ของครูเกีย่ วกบั การพัฒนาทักษะการรดู้ ิจิทลั ในภาพที่ 4.1
143
ภาพท่ี 4.1 แสดงปกของโปรแกรมออนไลนแ์ ละปกของคู่มือประกอบโครงการพฒั นาเพื่อการเรยี นรู้
ของครูเกยี่ วกับการพัฒนาทกั ษะการรูด้ ิจิทลั
4.1.2 ผลการจัดทำคู่มือประกอบโครงการที่ 2 โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การ
เสริมสร้างทักษะการรู้ดิจิทัลให้กับนักเรียน ประกอบด้วยคู่มือเพื่อการปฏิบัติจำนวน 1 ชุด คือ คู่มือ
เชิงปฏบิ ตั กิ ารเพื่อพฒั นาผู้เรียน คู่มือน้เี นน้ การสรุปเน้ือหาเก่ียวกบั ลักษณะหรือคณุ ลักษณะที่คาดหวัง
จากการพัฒนา แนวทางการพัฒนา และขั้นตอนการพัฒนา และในตอนท้ายของคู่มือ มีแบบประเมิน
ตนเอง (Self-Assessment) สำหรับครูใช้ในการประเมินตนเองดังนี้ 1) มีการนำเอาแนวทางการ
พัฒนาที่นำเสนอไว้ในคู่มือไปสู่การปฏิบัติมากน้อยเพียงใด 6 ระดับ คือ จากระดับ 0 คือ ไม่ได้นำไป
ปฏิบัติเลย ไปถึงการนำไปปฏิบัติในระดับ 1-2-3-4-5 ซึ่งระดับ 5 หมายถึงระดับการนำไปปฏิบัติมาก
ที่สุด 2) มีการกำหนดขั้นตอนการพัฒนาเป็นแบบนำแนวคิดของใครไปปฏิบัติโดยตรง หรือได้บูรณา
การแนวคดิ ของใครไปปฏิบัติบ้าง มขี ั้นตอนท่ีบรู ณาการใหม่เป็นอย่างไร และ 3) มคี วามเห็นจากครูใน
ลักษณะที่เป็นการสะท้อนผลจากการปฏิบัติ อะไรบ้าง ดังนี้ 1) โปรดระบุถึงปัจจัยที่ส่งผลในทางบวก
ต่อการพัฒนาทักษะความเป็นทีมงานที่มีประสิทธิผลแก่นักเรียนของท่าน 2) โปรดระบุถึงปัญหาหรือ
อุปสรรคตอ่ การปฏบิ ัตงิ านในครง้ั นี้ของทา่ น 3) โปรดระบวุ ิธีการท่ที ่านนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาหรือ
อุปสรรค 4) โปรดระบุ บทเรียนสำคัญที่ท่านได้รับจากการปฏิบัติงานในครั้งนี้ และ 5) โปรดระบุ
ข้อเสนอแนะแนวการพัฒนาทักษะความเป็นทีมงานที่มีประสิทธิผลนักเรียน ที่สำคัญที่ท่านเห็นว่าจะ
ทำให้การพัฒนาทกั ษะนใ้ี ห้เกดิ ขน้ึ กับนักเรยี นอย่างได้ผลดี
โปรดดูรายละเอียดของคู่มอื ประกอบจากที่นำเสนอในบทที่ 5 ของงานวิจัยนี้ และดูได้จาก
เว็บไซต์
144
http://online.anyflip.com/lwhoe/uqbz/mobile/?fbclid=IwAR1SXOSeU7bhtdSQLrTarprD
XAplJpbAVtUyJbnI-wazBUENEnElZOry6_s ดังภาพแสดงปกของคู่มือประกอบโครงการครูนำผล
การเรยี นรู้สู่การเสริมสรา้ งทกั ษะการรดู้ ิจทิ ัลให้แก่นกั เรยี นในภาพท่ี 4.2
ภาพที่ 4.2 แสดงปกของค่มู ือประกอบโครงการครูนำผลการเรยี นรู้สู่การเสริมสร้างทกั ษะการรดู้ จิ ทิ ัล
ใหแ้ กน่ ักเรยี น
4.2 ขัน้ ตอนที่ 2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของคมู่ อื และการปรับปรงุ แก้ไข
ผลการตรวจสอบคุณภาพของคู่มือทั้งสองโครงการ คือ (1) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ
นิยามของทักษะการรู้ดิจิทัล (2) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้ดิจิทัล
(3) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล (4) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ
แนวการพัฒนาทกั ษะการรดู้ ิจิทัล (5) คู่มือเพอ่ื การเรยี นรู้เก่ียวกับข้ันตอนการพฒั นาทักษะการรู้ดิจิทัล
(6) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล ในโครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การ
เสริมสร้างทักษะการรู้ดจิ ิทัลให้แกน่ ักเรียน และ (1) คู่มือเชิงปฏิบัตกิ ารเพือ่ พัฒนาผู้เรียน ในโครงการ
ครนู ำผลการเรยี นร้สู กู่ ารพฒั นานกั เรียน 2 ระยะ มีดงั น้ี
4.2.1 ผลการตรวจสอบคณุ ภาพของคมู่ อื และการปรับปรงุ แกไ้ ขระยะที่ 1
การตรวจสอบภาคสนามเบื้องต้นและการปรับปรุงแก้ไข ( Preliminary Field
Checking and Revision) เป็นการตรวจสอบคุณภาพของ “คู่มือ” ในโครงการทั้ง 2 โครงการ โดย
การอภิปรายกลุ่ม (Focused Group Discussion) โดย (1) ผู้วิจัยใช้เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นส่งคู่มือ
ประกอบโครงการให้กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูในโรงเรียนบ้านสร้างแป้นดอนนาแพง จำนวน 10 ราย
145
(ดรู ายช่อื ในภาคผนวก ก) วันท่ี 2 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ได้ศึกษาล่วงหนา้ 10 วัน (2) ผู้วิจัยไป
พบปะด้วยตวั เองกับกลุม่ เป้าหมาย (Face to Face) เพื่อให้ไดข้ อ้ เสนอแนะทีจ่ ะเป็นประโยชน์ต่อการ
ปรบั ปรงุ แกไ้ ขในเบอ้ื งตน้ กอ่ นนำไปตรวจสอบและปรับปรุงคร้ังสำคัญในระยะที่ 2 ดังภาพประกอบ
ภาพที่ 4.3 การตรวจสอบคุณภาพของคู่มือและการปรับปรุงแก้ไข ณ โรงเรียนบ้านสรา้ งแป้นดอนนาแพง
ในการตรวจสอบ มีประเด็นดังนี้ 1) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดย
คำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็นประโยชน์ (Utility) ต่อการนำไปใช้ 2) ข้อเสนอแนะ
เพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านภาษา 3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านรูปแบบการนำเสนอ
4) อน่ื ๆ มผี ลการตรวจสอบดงั น้ี
1) การปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็น
ประโยชน์ (Utility) ตอ่ การนำไปใช้ มขี ้อเสนอแนะ ดังนี้
-ควรมีการเรียบเรียงเนื้อหาให้มีความกระชับและเน้นการเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้
ให้ชดั เจนตรงประเดน็ ตามวัตถุประสงค์การเรียนร้ขู องแต่ละคมู่ ือ
2) การปรบั ปรงุ แก้ไขด้านภาษา มขี อ้ เสนอแนะ ดงั นี้
-ควรมีการเรยี บเรียงสำนวนการแปลภาษาให้เข้าใจง่ายมากกว่านี้
3) การปรบั ปรุงแก้ไขดา้ นรปู แบบการนำเสนอ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
-อยากให้ปรับปรุงการนำเสนอในแต่ละส่วนใหใ้ ช้สสี ันและเนน้ ภาพสญั ลกั ษณ์ให้น่าสนใจ
มากขึ้น
4) อื่น ๆ มีข้อเสนอแนะ ดงั น้ี
146
-ตรวจสอบการสะกดคำ ให้ถูกต้องและชัดเจน
จากข้อเสนอแนะการปรบั ปรุงผลการตรวจสอบคุณภาพของคูม่ ือของครูโรงเรียนบา้ นสร้าง
แป้นดอนนาแพง ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงในคู่มือดังนี้ ด้านการปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา
ผูว้ ิจัยไดป้ รบั ปรุงในส่วนของเนื้อหาความถูกต้อง มกี ารเรยี บเรียงเนื้อหาให้มคี วามกระชับและเน้นการ
เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้มากยิ่งขึ้น ด้านการปรับปรุงแก้ไขด้านภาษา ผู้วิจัยได้มีการเรียบเรียง
สำนวนการแปลภาษาใหเ้ ข้าเข้าใจง่ายย่ิงข้ึน ดา้ นการปรับปรุงแก้ไขด้านรูปแบบการนำเสนอ ผู้วิจัยได้
ปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอใหน้ า่ สนใจ ใช้ภาพสัญลักษณ์ เพือ่ ดงึ ดดู ความสนใจและปรับข้อความเน้น
คำให้อ่านไดช้ ัดเจนมากขึ้น ตรวจสอบการสะกดคำ ท้ังนีผ้ ู้วจิ ัยได้แก้ไขตามคำแนะนำในคู่มือเรียบร้อย
แลว้ เพื่อนำไปตรวจสอบในระยะที่ 2 ต่อไป
4.2.2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของคู่มอื และการปรับปรุงแกไ้ ขระยะที่ 2
การตรวจสอบภาคสนามครั้งสำคัญและการปรับปรุงแก้ไข (Main Field Testing And
Revision) เป็นการตรวจสอบคุณภาพของ “คู่มือ” ในโครงการทั้ง 2 โครงการ ภายหลังที่ผ่านการ
ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขในระยะที่ 1 แล้ว ด้วยวิธีการอภิปรายกลุ่ม (Focused Group
Discussion) โดยวิธีการเช่นเดียวกับระยะท่ี 1 คือ (1) ผู้วิจัยใช้เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นส่งคู่มือประกอบ
โครงการให้กลุ่มเป้าหมาย คือ ครูในโรงเรียนชุมชนบ้านไผ่ยิ่งยงอุทิศ จำนวน 7 คน ในวันที่ 19
กรกฎาคม พ.ศ. 2564 และ โรงเรียนบ้านสวนมอนไคร่นุ่นวังหิน จำนวน 8 คน ในวันที่ 5 เดือน
สิงหาคม พ.ศ. 2564 รวมจำนวน 15 ราย (ดูรายชื่อในภาคผนวก ค) ได้ศึกษาล่วงหน้า 10 วัน
(2) ผู้วิจัยไปพบปะด้วยตัวเองกับกลุ่มเป้าหมาย (Face to Face) ในการอภิปรายกลุ่มเพื่อตรวจสอบ
คุณภาพของคู่มือ เพื่อให้ได้ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงแก้ไขในเบื้องต้นก่อน
นำไปใชก้ บั กลุ่มทดลองในภาคสนาม ซ่ึงในการตรวจสอบ มีประเดน็ การตรวจสอบเช่นเดียวกับระยะท่ี
1 คือ 1) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และ
ความเป็นประโยชน์ (Utility) ต่อการนำไปใช้ 2) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านภาษา
3) ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขด้านรูปแบบการนำเสนอ 4) อื่น ๆ โดยใช้แบบตรวจสอบชุด
เดียวกับชุดที่ใชใ้ นระยะที่ 1 ผลการตรวจสอบในแตล่ ะประเดน็ มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพือ่ การ
ปรบั ปรงุ และแก้ไขในแต่ละดา้ น ดังน้ี
1) การปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็น
ประโยชน์ (Utility) ตอ่ การนำไปใช้ มีขอ้ เสนอแนะ ดงั นี้
-ควรมีการตรวจสอบเนื้อหาในคู่มือบางส่วนว่าข้อมูลที่นำมาใช้การนำเสนอข้อมูลนั้นมี
ประโยชนต์ ่อการนำไปใชห้ รือไมอ่ ยา่ งไร
2) การปรับปรุงแกไ้ ขด้านภาษา มีขอ้ เสนอแนะ ดังนี้
-ควรจะปรบั ปรงุ สำนวนภาษาแปล และเรยี บเรียงข้อความให้อา่ นเข้าใจง่ายและกระชับ
มากขึ้น ยังมีการใช้คำที่แต่งต่างกัน เช่น ดิจิทัล ดิจิตัล ควรใช้ให้เหมือนกันทุกคำ และมีคำที่พิมพ์ตก
หลน่ ควรตรวจสอบสระ วรรณยกุ ต์ ใหถ้ ูกตอ้ ง
3) การปรับปรุงแกไ้ ขดา้ นรปู แบบการนำเสนอ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
-ควรตกแต่งรูปภาพปกคู่มือให้ดึงดูดและน่าสนใจ ใช้ขนาดตัวอักษรที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้
เห็นได้ชัดเจน
147
4) อน่ื ๆ มขี ้อเสนอแนะ ไม่มี
ภาพที่ 4.4 การตรวจสอบคุณภาพของคู่มอื และการปรบั ปรงุ แกไ้ ข ณ โรงเรียนสวนมอนไคร่นนุ่ วงั หิน
ภาพท่ี 4.5 การตรวจสอบคุณภาพของคมู่ ือและการปรบั ปรุงแก้ไข ณ โรงเรยี นชมุ ชนบ้านไผย่ ิง่ ยงอทุ ิศ
148
จากข้อเสนอแนะการปรับปรุงผลการตรวจสอบคุณภาพของคู่มือของครูในโรงเรียนบ้าน
สวนมอนไคร่นุ่นวังหิน และ โรงเรียนชุมชนบ้านไผ่ยิ่งยงอุทิศ ผู้วิจัยได้นำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงใน
คู่มือดังนี้ ด้านการปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา ผู้จิวัยได้ปรับปรุงในส่วนของเนื้อหาความถูกต้อง มีการ
ตรวจสอบเนื้อหาในคู่มือบางส่วนว่าข้อมูลที่นำมาใช้การนำเสนอข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้
ด้านการปรับปรุงแกไ้ ขด้านภาษา ผู้วิจัยไดม้ ีการปรบั ปรุงสำนวนภาษาแปล และเรียบเรียงข้อความให้
อ่านเข้าใจง่ายและกระชับมากขึ้น แก้ไขการใช้คำที่แต่งต่างกัน เช่น ดิจิทัล ดิจิตัล ดิจิตอล และ
ตรวจสอบคำ สระ วรรณยุกต์ ให้ถูกต้อง ด้านการปรับปรุงแก้ไขด้านรูปแบบการนำเสนอ ผู้วิจัยได้
ตกแต่งรูปภาพปกคู่มือให้ดึงดูดและน่าสนใจ ใช้ขนาดตัวอักษรที่ใหญ่ขึ้น เพื่อให้เห็นได้ชัดเจน ทั้งน้ี
ผู้วิจัยได้แก้ไขตามคำแนะนำในคู่มือเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำไปใช้ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือกับ
กล่มุ ทดลองต่อไป
4.3 ข้ันตอนที่ 3 ผลการสร้างเครอ่ื งมือเพอ่ื การทดลองในภาคสนาม
ผลจากการดำเนินการตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขคู่มือในโครงการทั้ง 2 โครงการ จาก
ขั้นตอนที่ 2 ทำให้ได้โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมพลังการเรยี นรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรูด้ ิจิทัล
ของนักเรียนที่มีความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็นประโยชน์ (Utility) ต่อการนำไปใช้ แต่
อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการทดลองใช้คู่มือในภาคสนามกับกลุ่มเป้าหมายนั้น (ขั้นตอนที่ 4) ต้องมี
เคร่ืองมอื เพื่อใช้ในการประเมินประสทิ ธิภาพของการใช้คู่มือในโครงการทั้งสอง ดังน้นั ผู้วิจัยจึงได้สร้าง
เครอื่ งมอื ขนึ้ เพือ่ ใชใ้ นขัน้ ตอนการทดลองในภาคสนาม ดงั น้ี
4.3.1 ผลการสรา้ งเครอื่ งมือ
4.3.1.1 แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบ
ปรนัย มี 4 ตวั เลอื ก มีจดุ มุ่งหมายเพ่อื ใชท้ ดสอบผลการเรยี นรู้ของครทู เ่ี ป็นกลุม่ ทดลองหลงั การวิจัยใน
ภาคสนามตามโครงการที่ 1 ว่ามีผลการเรียนรู้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 หรือไม่ และมีผล
การเรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่ โดยข้อสอบใน
แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่ใช้ในงานวิจัยนี้ มุ่งการวัด 6 วัตถุประสงค์การเรียนรู้ในเนื้อหา
เก่ียวกับ 1) นิยาม 2) ความสำคัญ 3) ลกั ษณะ 4) แนวการพัฒนา 5) ขน้ั ตอนการพัฒนา และ 6) การ
ประเมินทักษะการรดู้ จิ ิทลั โดยแตล่ ะวัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้มขี อ้ สอบ 6 ขอ้ วดั ทกั ษะการคิดขน้ั ต่ำกว่า
ไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า คือ ความจำ (Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การ
ประยุกต์ใช้ (Applying) การวิเคราะห์ (Analyzing) การประเมิน (Evaluating) และการสร้างสรรค์
(Creating) รวมขอ้ สอบทง้ั ฉบับ 36 ขอ้ (ดแู บบทดสอบในภาคผนวก ซ)
4.3.1.2 แบบประเมินทกั ษะการร้ดู ิจิทัลของนกั เรยี น ผู้วจิ ัยสรา้ งขึน้ มลี ักษณะเป็น
แบบประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ผู้วิจัย
สร้างขึ้นจากผลการศึกษาลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัลจากทัศนะของ British Columbia
Website (n.d.) Quizlet Website (n.d.) Media Smarts Website (n.d.) Heick (2015) Wiki UBC
Website (n.d.) และ Teaching Adults Website (n.d.) และจากผลการศึกษาแนวคิดการประเมิน
ทักษะการรู้ดิจิทัล จากทัศนะของ Covello (2010) Rodríguez-de-Dios, Igartua & González-
149
Vázquez (2016) Cote & Milliner (2017) และ Cote & Milliner (2018) เป็นแบบประเมิน
ออนไลนด์ ว้ ย Google Form ดูเครอื่ งมอื ในภาคผนวก ฐ
4.3.2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ
4.3.2.1 ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู
แบบทดสอบมีลักษณะเป็นข้อสอบปรนัยแบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 36 ข้อ เป็นข้อสอบออนไลน์พร้อม
ตรวจคำตอบด้วย Google Form มีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้ทดสอบความรู้ของครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มทดลอง
“ก่อนและหลัง” การวิจัยในภาคสนามตามโครงการที่ 1 ว่ากลุ่มทดลองมีความรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน
90/90 หรือไม่ และมีผลสัมฤทธิก์ ารเรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ หิ รอื ไม่ โดยมกี ารนำไปตรวจสอบความมคี ณุ ภาพของแบบทดสอบดงั นี้
4.3.2.1.1 การตรวจสอบความตรงเชิงเนอื้ หา (Content Validity)
ดังกล่าวในบทที่ 3 ว่า เพื่อให้ได้เครื่องมือวัดได้ตรงกับสิ่งที่ต้องการวัดหรือตรงกับ
วัตถุประสงค์ที่ต้องการวัด (Polit & Beck, 2012) ตามทัศนะของ Chaichanawirote and Vantum
(2017) ทำไดโ้ ดยการพจิ ารณาความสอดคลองของขอคำถามกับนยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ ารและทฤษฎีของส่ิง
ที่ต้องการวัด โดยผู้วิจัยนำเครื่องมือวิจัยที่ร่างไว้ให้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดที่ต้องการวัด
จำนวน 5 คน พิจารณาว่าข้อคำถามมีความสอดคล้องกับนิยามเชิงปฏิบัติการหรือไม่และใหคะแนน
ตามวิธีการคำนวณค่าความตรงซึง่ มีหลายวิธี เช่น ดัชนีความสอดคลองของข้อคำถามกับวัตถุประสงค
(IOC: Indexes of Item-Objective Congruence) ดัชนีความตรงตามเนื้อหา (CVI: Content
Validity Index) ดัชนีความตรงตามเนื้อหาทั้งฉบับ (S-CVI: Content Validity Index for Scale)
และค่าเฉลี่ยของสัดส่วนความสอดคล้อง (ACP: Average Congruency Percentage) ในงานวิจัยนี้
ผู้วิจัยใช้ดัชนีความสอดคลองของข้อคำถามกับวัตถุประสงค (IOC: Indexes of Item-Objective
Congruence) ซ่งึ จากการศึกษา พบวา่ พฒั นาข้นึ โดย Rovinelli and Hambleton (1977) เป็นการ
ประเมินความสอดคล้องระหว่าง 1 ข้อคำถามกับ 1 วัตถุประสงค์ แต่ในระยะต่อมา Carlson (2000
cited in Turner & Carlson, 2003) ได้พัฒนาแนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถาม
และวัตถุประสงค์ที่ปรบั ใหม่ (The adjusted Index of Item-Objective Congruence) เป็นการหา
ความสอดคล้องของ 1 ข้อสอบกับชดุ ของวัตถุประสงค์
ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับ
วตั ถุประสงค์ตามทัศนะของ Rovinelli and Hambleton เพราะขอ้ สอบในแบบทดสอบผลการเรียนรู้
ของครทู ใี่ ช้ในงานวิจยั นี้ มุ่งการวดั วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรใู้ นเนื้อหาเกี่ยวกบั 1) นิยาม 2) ความสำคัญ
3) ลักษณะ 4) แนวการพัฒนา 5) ขั้นตอนการพัฒนา และ 6) การประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล โดยแต่
ละวัตถุประสงค์การเรียนรู้วัดทักษะการคิดขั้นต่ำกว่าไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า คือ ความจำ
(Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying) การวิเคราะห์
(Analyzing) การประเมิน (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) โดยในการตรวจสอบความ
สอดคล้องของข้อสอบกับวัตถุประสงค์การเรยี นรใู้ นแต่ละเน้ือหาจากแบบทดสอบซึ่งมี 6 วตั ถุประสงค์
การเรยี นรู้ แตล่ ะวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรูม้ ีข้อสอบ 6 ข้อ รวมขอ้ สอบทง้ั ฉบับ 36 ขอ้ ใชผ้ ู้ทรงคุณวุฒิที่
มีความเชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และ / หรือ การวัดและประเมินผลการศึกษา จำนวน 5
ราย (ดูรายชื่อในภาคผนวก จ) โดยให้ทำเครื่องหมาย ลงในช่อง +1 หรือ 0 หรือ -1 โดย + 1
150
หมายถึง ข้อสอบมีความสอดคล้อง 0 หมายถึง ไม่แน่ใจในความสอดคล้อง และ -1 หมายถึง ข้อ
คำถามไม่มีความสอดคล้อง ผลที่ได้รับจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ นำมาวิเคราะห์หาค่า IOC
ตามสูตรที่กำหนดในบทที่ 3 โดยกำหนดเกณฑ์ค่า IOC ที่ระดับเท่ากับหรือมากกว่า 0.50 จึงจะถือว่า
ข้อสอบนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (Chaichanawirote & Vantum, 2017) ดังมีผลการ
ตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญแสดงในตารางท่ี 4.1
ตารางที่ 4.1 ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบกับวัตถุประสงค์การเรยี นรู้ในแบบทดสอบ
ผลการเรียนรขู้ องครู
ขอ้ ผลการให้คะแนนของผูเ้ ช่ียวชาญ ค่าดชั นคี วาม ผลการ
12345 สอดคล้อง (IOC) ประเมิน
คมู่ ือชุดที่ 1 ค่มู อื เพือ่ การเรียนรเู้ กยี่ วกับนิยามของทักษะการรดู้ จิ ิทัล ใช้ได้
ใชไ้ ด้
1 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ใชไ้ ด้
2 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ใช้ได้
3 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใช้ได้
4 +1 0 +1 +1 0 0.60 ใช้ได้
ใชไ้ ด้
5 +1 0 +1 +1 +1 0.80 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
6 +1 +1 +1 +1 0 0.80 ใชไ้ ด้
คมู่ ือชุดที่ 2 คู่มอื เพือ่ การเรียนรเู้ กย่ี วกบั ความสำคัญของทกั ษะการรู้ดิจทิ ัล ใช้ได้
ใช้ได้
7 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
8 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ใช้ได้
9 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใช้ได้
10 +1 0 +1 +1 0 0.60 ใชไ้ ด้
ใช้ได้
11 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
12 0 0 +1 +1 +1 0.60
ค่มู ือชดุ ท่ี 3 คมู่ ือเพอื่ การเรยี นรู้เก่ยี วกบั ลักษณะที่แสดงถึงทกั ษะการรูด้ ิจทิ ัล
13 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
14 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
15 +1 +1 +1 +1 0 0.80
16 +1 +1 +1 +1 0 0.80
17 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
18 +1 +1 +1 +1 0 0.80
คู่มอื ชดุ ที่ 4 คมู่ อื เพือ่ การเรยี นรเู้ กย่ี วกบั แนวการพฒั นาของทักษะการรู้ดิจทิ ัล
19 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
20 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
21 +1 +1 +1 +1 0 0.80
22 +1 +1 +1 +1 0 0.80
151
ตารางที่ 4.1 (ตอ่ )
ขอ้ ผลการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญ ค่าดัชนีความ ผลการ
12345 สอดคล้อง (IOC) ประเมิน
ใชไ้ ด้
23 +1 +1 +1 0 +1 0.80 ใชไ้ ด้
24 +1 +1 +1 0 +1 0.80 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
คมู่ อื ชุดที่ 5 คู่มือเพ่อื การเรียนรเู้ กีย่ วกับขน้ั ตอนการพฒั นาของทกั ษะการรู้ดิจทิ ลั ใช้ได้
ใช้ได้
25 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ใชไ้ ด้
26 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใชไ้ ด้
27 +1 +1 +1 +1 0 0.80 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
28 +1 +1 +1 +1 0 0.80 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
29 +1 +1 +1 0 +1 0.80 ใช้ได้
30 +1 +1 +1 +1 0 0.80
คู่มือชดุ ท่ี 6 คมู่ อื เพ่อื การเรียนร้เู ก่ียวกบั การประเมนิ ทกั ษะการรูด้ จิ ิทัล
31 +1 +1 +1 +1 0 0.80
32 +1 0 +1 +1 +1 0.80
33 +1 +1 +1 +1 0 0.80
34 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
35 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
36 +1 +1 +1 +1 0 0.80
จากตารางที่ 4.1 เห็นได้ว่าผลการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อสอบกับวัตถุประสงค์
การเรียนรู้ในแบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู พบว่า แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครูซึ่งมี 6
วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ แต่ละวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรูม้ ขี อ้ สอบ 6 ข้อ รวมขอ้ สอบทงั้ ฉบบั 36 ข้อ มคี า่
IOC สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 0.50 ทุกข้อ โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.60 ถึง 1.00 แสดงว่า
แบบทดสอบผลการเรยี นรู้ของครูที่ใช้ในงานวจิ ัยนมี้ ีความตรงเชงิ เนื้อหา (Content Validity) สามารถ
นำไปใช้ไดต้ รงกบั วัตถุประสงค์ที่ต้องการวัดได้
4.3.2.2.2 การตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบรายขอ้ และแบบทดสอบ
โดยนำแบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครูไปทดลองใช้ (Try-out) กับครูในโรงเรียน
ไตรคามประชาสรรค์ บ้านไผ่แสงทองประชาสรรค์ และเบญจมิตรวิทยาคม รวมจำนวน 30 ราย เพ่ือ
วิเคราะห์หาคา่ ความยากง่าย การกระจาย ความเชื่อมั่น ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ และค่าสัมประสิทธ์ิ
ความเชื่อมั่นด้วยวิธีการของ Kuder-Richardson ในแบบทดสอบ คะแนนจากผลการทดลองใช้
แบบทดสอบดังกลา่ ว ดังแสดงในตารางท่ี 4.2
ตารางที่ 4.2 คะแนนจากการทดลองใช้ (Try-Out) แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของค
ความเชื่อมนั่ ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ และคา่ สมั ประสทิ ธ์คิ วามเชอ่ื มั่นด
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้นยิ าม วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
ความสำคญั ลกั ษณะ/คุณลักษณะ
คน วดั 6 ระดบั ความจำถึง
ท่ี สร้างสรรค์ วัด 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถึง
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์
123456123456123456
1 111101011111111111
2 101011110111111111
3 111101111011011111
4 010101101110111111
5 010101101110111111
6 010101101110111111
7 111101111011001010
8 101010110101110101
9 101010110101110101
10 1 0 1 0 1 0 1 1 0 1 0 1 1 1 0 1 0 1
11 1 0 1 0 1 0 0 1 0 1 0 1 1 1 0 1 0 1
12 1 0 1 0 1 0 0 1 0 1 0 1 1 1 0 1 0 1
13 1 0 1 1 1 0 1 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
14 1 0 1 1 1 0 1 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
15 1 0 1 1 1 0 0 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
16 1 0 1 1 1 0 0 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
17 1 0 1 1 1 0 0 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
18 0 0 0 0 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 1
19 0 0 0 0 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 1
20 0 0 0 0 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 1
21 0 0 0 0 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 1
22 0 0 0 0 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 1
23 0 1 0 0 0 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 1 0
24 0 1 0 0 0 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 1 0
152
ครูกับครูที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 ราย เพื่อวิเคราะห์ความยากง่าย การกระจาย
ดว้ ยวิธีการของ Kuder-Richardson
วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้แนว วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ รวม
การพฒั นา ขั้นตอนการพัฒนา การประเมินผล
วดั 6 ระดบั ความจำถึง วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วดั 6 ระดบั ความจำถึง
สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
สรา้ งสรรค์
123456 123456
123456
111111 111111
111111 111111 1 1 1 1 1 1 34
111111 010011
101111 111101 1 1 0 1 0 1 31
101111 111101
101111 111101 1 1 1 1 1 1 30
111111 000011
010000 111110 1 1 0 1 1 1 28
010000 111110
010000 111110 1 1 0 1 1 1 28
010000 111110
010000 111110 1 1 0 1 1 1 28
010110 000010
010110 000010 0 1 1 1 0 1 24
010110 000010
010110 000010 1 0 1 0 1 0 20
010110 000010
000000 111100 1 0 1 0 1 0 20
000000 111100
000000 111100 1 0 1 0 1 0 20
000000 111100
000000 111100 1 0 1 0 1 0 19
101100 000001
101100 000001 1 0 1 0 1 0 19
0 1 1 0 0 1 14
0 1 1 0 0 1 14
0 1 1 0 0 1 13
0 1 1 0 0 1 13
0 1 1 0 0 1 13
1 0 0 0 1 0 11
1 0 0 0 1 0 11
1 0 0 0 1 0 11
1 0 0 0 1 0 11
1 0 0 0 1 0 11
0 1 0 0 0 09
0 1 0 0 0 09
ตารางที่ 4.2 (ต่อ)
วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้นิยาม วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
ความสำคญั ลกั ษณะ/คณุ ลกั ษณะ
คน วัด 6 ระดบั ความจำถึง
ท่ี สร้างสรรค์ วดั 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถงึ
สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
123456123456123456
25 1 0 1 0 1 0 1 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
26 1 0 1 0 1 0 1 1 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0
27 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0
28 0 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0
29 0 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0
30 0 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0 0
รวม 16 8 16 12 13 11 13 16 8 15 9 16 15 16 7 16 9 16
เก่ง 12 6 12 9 9 7 11 12 6 10 7 12 10 11 7 11 7 11
ออ่ น 4 2 4 3 4 4 2 4 2 5 2 4 5 5 0 5 2 5
p 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0.
53 27 53 40 43 37 43 53 27 50 30 53 50 53 23 53 30 53
r 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0.
53 27 53 40 33 20 60 53 27 33 33 53 33 40 47 40 33 40
N (จำนวนกลมุ่ ตัวอยา่ ง) =30, n (จำนวนข้อสอบ) = 36 ขอ้ = 16.00 S.D = 8.56 S2 = 70.87 KR - 20 =0.905
หมายเหตุ เลข 1 หมายถึงทำถูก, เลข 0 หมายถึงทำผิด
153
วัตถปุ ระสงค์การเรยี นร้แู นว วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ รวม
การพัฒนา ข้นั ตอนการพัฒนา การประเมินผล
วดั 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดบั ความจำถึง
สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
สรา้ งสรรค์
123456 123456
123456
010000 000010
010000 000010 0 0 1 0 0 09
000011 000000
000101 000000 0 0 1 0 0 09
000101 000000
000101 000000 0 0 0 1 0 16
9 16 9 17 13 11 15 16 15 15 16 9 0 1 0 1 0 05
7 12 7 10 10 7 10 11 10 10 12 7 0 1 0 1 0 05
242734 555542
0 1 0 1 0 05
0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0.
30 53 30 57 43 37 50 53 50 50 53 30 16 17 15 11 15 13
0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0. 0.
33 53 33 20 47 20 33 40 33 33 53 33 11 10 11 7 10 10
574453
0. 0. 0. 0. 0. 0.
53 57 50 37 50 43
0. 0. 0. 0. 0. 0.
40 20 47 20 33 47
154
คะแนนจากการทดลองใช้ (Try-Out) แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครูกับครูที่เป็นกลุ่ม
ตัวอย่างจำนวน 30 ราย ได้นำมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย การกระจาย ความเชื่อมั่น ค่าอำนาจ
จำแนกรายขอ้ และค่าสัมประสทิ ธค์ิ วามเชอ่ื มนั่ ดว้ ยวิธกี ารของ Kuder-Richardson ตอ่ ไปน้ีตามลำดับ
-คุณภาพของข้อสอบรายข้อ การพจิ ารณาคุณภาพของข้อสอบรายข้อ ใช้เกณฑ์ความยาก
ง่ายของข้อสอบ (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ร่วมกัน ซึ่งคำอธิบายถึงความหมายของความยากง่าย
ของข้อสอบ (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) รวมทั้งสตู รในการคำนวณได้กล่าวไว้ในบทท่ี 3 มีเกณฑ์การ
พิจารณาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบ ดังแสดงในตารางท่ี 4.3 และ
ตารางที่ 4.4 ตามลำดับ ดังน้ี
ตารางท่ี 4.3 เกณฑ์การพิจารณาคา่ ความยากง่าย (p) ของขอ้ สอบ
ความยากงา่ ย (p) แปลความ การพิจารณา
0.00-0.19 ยากมาก ควรปรับปรุงหรอื ตัดท้ิง
0.20-0.39 คอ่ นข้างยาก พอใช้ได้
0.40-0.60 ยากงา่ ยปานกลาง ใช้ได้
0.61-0.80 คอ่ นข้างงา่ ย พอใช้ได้
0.81-1.00 ง่ายมาก ควรปรับปรุงหรอื ตดั ท้ิง
ตารางท่ี 4.4 เกณฑ์การพิจารณาค่าอำนาจจำแนก (r) ของขอ้ สอบ
อำนาจจำแนก (r) การพจิ ารณา
0.60-1.00 อำนาจจำแนกดีมาก
0.40-0.59 อำนาจจำแนกดี
0.20-0.39 อำนาจจำแนกพอใช้
0.10-0.19 อำนาจจำแนกต่ำ (ควรปรบั ปรงุ หรือตัดทง้ิ )
-1.00-0.09 อำนาจจำแนกต่ำมาก (ควรปรบั ปรงุ หรอื ตดั ท้ิง)
จากเกณฑ์ค่าความยากของข้อสอบ (p) ในตารางที่ 4.3 พิจารณาว่า ข้อสอบที่มีค่าความ
ยากง่าย (p) ระหว่าง 0.20-0.80 เป็นข้อสอบที่ใช้ได้ และจากเกณฑ์ค่าอำนาจจำแนก (r) ในตารางท่ี
4.4 พิจารณาว่าข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.20-1.00 เป็นข้อสอบที่ใช้ได้ ซึ่งจากการ
ตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบรายข้อในงานวิจัยนี้ ผลการหาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจ
จำแนก (r) พบว่าขอ้ สอบมีคณุ ภาพท่ไี ด้ใช้ทัง้ 36 ข้อ ดงั แสดงในตารางที่ 4.5
155
ตารางที่ 4.5 แสดงค่าความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และผลการพิจารณาคุณภาพของ
ข้อสอบรายขอ้
ข้อสอบ คา่ ความยากง่าย (p) คา่ อำนาจจำแนก (r) ผลการพิจารณาข้อสอบ
ข้อ 1 0.53 0.53 ใชไ้ ด้
ข้อ 2 0.27 0.27 ใชไ้ ด้
ข้อ 3 0.53 0.53 ใชไ้ ด้
ข้อ 4 0.40 0.40 ใช้ได้
ขอ้ 5 0.43 0.33 ใช้ได้
ขอ้ 6 0.37 0.20 ใชไ้ ด้
ข้อ 7 0.43 0.60 ใช้ได้
ข้อ 8 0.53 0.53 ใชไ้ ด้
ข้อ 9 0.27 0.27 ใช้ได้
ขอ้ 10 0.50 0.33 ใชไ้ ด้
ขอ้ 11 0.30 0.33 ใช้ได้
ขอ้ 12 0.53 0.53 ใชไ้ ด้
ขอ้ 13 0.50 0.33 ใชไ้ ด้
ขอ้ 14 0.53 0.40 ใชไ้ ด้
ขอ้ 15 0.23 0.47 ใช้ได้
ขอ้ 16 0.53 0.40 ใชไ้ ด้
ขอ้ 17 0.30 0.33 ใชไ้ ด้
ขอ้ 18 0.53 0.40 ใชไ้ ด้
ขอ้ 19 0.30 0.33 ใช้ได้
ขอ้ 20 0.53 0.53 ใช้ได้
ข้อ 21 0.30 0.33 ใชไ้ ด้
ขอ้ 22 0.57 0.20 ใช้ได้
ข้อ 23 0.43 0.47 ใชไ้ ด้
ขอ้ 24 0.37 0.20 ใชไ้ ด้
ข้อ 25 0.50 0.33 ใช้ได้
ข้อ 26 0.53 0.40 ใชไ้ ด้
ข้อ 27 0.50 0.33 ใชไ้ ด้
ข้อ 28 0.50 0.33 ใช้ได้
ขอ้ 29 0.53 0.53 ใช้ได้
ข้อ 30 0.30 0.33 ใช้ได้
ข้อ 31 0.53 0.40 ใช้ได้
ข้อ 32 0.57 0.20 ใชไ้ ด้
ข้อ 33 0.50 0.47 ใช้ได้
ข้อ 34 0.37 0.20 ใชไ้ ด้
ข้อ 35 0.50 0.33 ใช้ได้
ข้อ 36 0.43 0.47 ใช้ได้
156
-ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ใช้วิธีของ Kuder-Richardson ในการวิเคราะห์
ข้อมูล เนื่องจากเป็นแบบทดสอบแบบปรนยั มีการให้คะแนนแต่ละข้อเปน็ แบบ 0, 1 คือตอบถูกให้ 1
คะแนน ตอบผิด ให้ 0 คะแนน และมีการวัดหรือการสอบเพียงคร้ังเดียว รวมทั้งมีการวิเคราะห์หาคา่
ความยากรายข้อไว้แล้ว โดยใช้สูตร KR-20 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังแสดงในตารางที่ 4.2 พบว่า ค่า
สัมประสิทธขิ์ อง KR-20 มีค่าเทา่ กบั 0.905 ซง่ึ มีค่าสงู กว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด คือ เทา่ กบั หรือสูงกว่า 0.70
จึงแสดงวา่ แบบทดสอบนีม้ คี ณุ ภาพสามารถนำไปใช้ได้อยา่ งมีความเชอื่ มนั่
-ความยากง่ายของแบบทดสอบ ใช้คะแนนเฉล่ียของกลุ่มตัวอย่างทัง้ หมดเป็นเกณฑ์ หาก
คะแนนเฉลยี่ อยู่ระหว่างร้อยละ 30-50 ของคะแนนเต็ม ถือว่าเป็นแบบทดสอบท่ีมีความยากเหมาะสม
หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 30 เท่าใด ถือว่าเป็นแบบทดสอบที่ยากขึ้นเท่านั้น และหากคะแนนเฉลี่ยสูง
กว่า 50 เท่าใด ถือว่าเป็นแบบทดสอบทีง่ ่ายขึ้นเท่านัน้ ซึ่งผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลแสดงในตารางที่ 4.2
พบว่า คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างทงั้ หมดเท่ากับ 16.00 คดิ เป็นร้อยละ 44.44 ของคะแนนเต็ม ซ่ึง
แสดงวา่ แบบทดสอบท้ังฉบับมคี ่าความยากงา่ ยอยู่ในระดับเหมาะสม
4.3.2.2.3 ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของ
นักเรียน แบบประเมินมีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก
ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากผลการศึกษาลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล
จากทัศนะของ British Columbia Website (n.d.) Quizlet Website (n.d.) Media Smarts
Website (n.d.) Heick (2015) Wiki UBC Website (n.d.) และ Teaching Adults Website (n.d.)
และจากผลการศึกษาแนวคิดการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล จากทัศนะของ Covello (2010)
Rodríguez-de-Dios, Igartua & González-Vázquez (2016) Cote & Milliner (2017) และ Cote
& Milliner (2018) เป็นแบบประเมินออนไลน์ด้วย Google Form มีผลการตรวจสอบคณุ ภาพ ดงั น้ี
4.3.2.2.4 ผลการตรวจสอบความตรงเชงิ เนอื้ หา (Content Validity)
โดยใช้แนวคิดการหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ตาม
ทัศนะของ Rovinelli and Hambleton เพราะแบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนที่ใช้ใน
งานวิจยั นี้ มงุ่ การหาความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถปุ ระสงค์การพัฒนาทักษะการรู้ดจิ ิทัล ในแต่
ละด้าน คือ 1) ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มีข้อคำถาม 10 ข้อ 2) ด้านพฤติกรรมการเข้าถึง
และการใช้สื่อดิจิทัล มีข้อคำถาม 6 ข้อ 3) ด้านการปฏิบัติตนและมารยาทในการใช้สื่อดิจิทัล มีข้อ
คำถาม 6 ข้อ 4) ดา้ นทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี มีข้อคำถาม 4 ข้อ 5) ด้าน
ทกั ษะการใช้ดจิ ทิ ัลเพื่อการสื่อสาร ความรว่ มมือ สรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม มีขอ้ คำถาม 4 ข้อ 6) ด้าน
ทักษะการใชด้ ิจิทลั เพื่อสบื ค้นข้อมูลและสารสนเทศ มีขอ้ คำถาม 3 ข้อ 7) ดา้ นทักษะการใช้ดิจิทัลเพ่ือ
ความเปน็ พลเมอื งดจิ ิทัล มขี ้อคำถาม 5 ขอ้ และ 8) ดา้ นทกั ษะการใช้ดจิ ิทัลเพือ่ การป้องกันและความ
ปลอดภัยทางโลกดิจิทัล มีข้อคำถาม 4 ข้อ รวมทั้งฉบับมีข้อคำถาม 42 ข้อ ทั้งน้ีวัตถุประสงค์การ
พัฒนาทักษะการรู้ดิจิทลั มีนิยามศัพท์เฉพาะที่เป็นผลจากการศึกษาวรรณกรรมทีเ่ กี่ยวข้องท่ีแสดงให้
เหน็ ถึงวตั ถปุ ระสงค์ในการพฒั นาทักษะการรูด้ จิ ทิ ลั โดยภาพรวมและรายดา้ น ดงั นี้
-ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล หมายถึง การมีความสนุกในการใช้
คอมพิวเตอร์ อยากเรียนรู้เพม่ิ เติมเก่ียวกับคอมพวิ เตอร์ สามารถสรา้ งเอกสารในโปรแกรม Microsoft
Word พน้ื ฐานได้อย่างถูกต้อง สามารถเรม่ิ และออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์และใชโ้ ปรแกรมต่าง ๆ
157
ได้อย่างถูกต้อง สามารถพิมพ์เอกสารโดยใช้เครื่องพิมพ์ไดอ้ ย่างถูกต้อง สามารถเชือ่ มต่อคอมพิวเตอร์
กับอินเทอร์เน็ตได้ สามารถป้อน URL ในแถบที่อยู่ได้อย่างถูกต้อง สามารถดาวน์โหลดไฟล์จาก
อินเทอร์เน็ต และบันทึกได้อย่างเหมาะสม สามารถสร้างบัญชีบนเว็บไซต์ที่ต้องการ ชื่อผู้ใช้ และ
รหัสผา่ นได้ เช่น Line Gmail หรอื Facebook และเขา้ ใจฟงั ก์ชนั การใช้งานพน้ื ฐานของส่วนประกอบ
ฮาร์ดแวร์คอมพวิ เตอร์
-ด้านพฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้ส่ือดิจิทัล หมายถึง การใช้แอพพลิเคชันต่าง
ๆ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ใช้โทรศัพท์มือถือในการใช้งานบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ เล่นเกมส์
คอมพิวเตอร์ ดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม มีข้อความสนทนาออนไลน์ และมีการแบ่งปันไฟล์งาน
และส่ือต่าง ๆ บนสังคมออนไลน์
-ดา้ นการปฏิบัตติ นและมารยาทในการใช้ส่อื ดิจทิ ัล หมายถึง การร้จู กั การแบ่งเวลา
ในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม สามารถประเมินและเลือกแหล่งข้อมูลเว็บไซต์ที่สร้างสรรค์ และ
เหมาะสมกับตนเอง สามารถแยกแยะ วเิ คราะห์ขอ้ มูล ก่อนทจ่ี ะสง่ หรือแชร์ข้อมูล ไปให้ผู้อน่ื สามารถ
เลือกใช้คำศัพท์ ไอคอน สัญลักษณ์ รูปภาพ และเครื่องหมายต่าง ๆ ที่สุภาพและเหมาะสม สามารถ
เลือกใช้อปุ กรณเ์ ครื่องมือดจิ ิทลั ได้อยา่ งเหมาะสม ถกู ทถี่ ูกเวลา และรู้ถึงความเหมาะสมของการโพสต์
ภาพ ขอ้ ความ คลปิ ตา่ ง ๆ ในสื่อดจิ ทิ ลั
-ด้านทักษะการใชด้ ิจิทลั เพื่อการดำเนนิ งานดา้ นเทคโนโลยี หมายถงึ การมีความรู้
ความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเหมาะสม เลือกและฝึกการใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ ใน
เครื่องมือดิจิทัลได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ สามารถค้นคว้าและแกไ้ ขข้อมูลผ่านเครือ่ งมือดิจิทัลได้ถูกต้อง
และเหมาะสม และรูถ้ ึงการใชอ้ ุปกรณส์ อ่ื เทคโนโลยแี ละใชอ้ ย่างถูกวธิ ี
-ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพ่ือการส่ือสาร ความร่วมมือ สร้างสรรค์ และนวัตกรรม
หมายถึง การใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารและการติดต่อปฏิสัมพันธ์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการ
เรียนรู้ สื่อสารข้อมูลและความคิดโดยใช้เครื่องมือดิจิทัลที่หลากหลายบนโลกดิจิทัล ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารผ่านอีเมลหรือแอพพลิเคชันต่าง ๆ เช่น ไลน์ (Line)
เฟซบุ๊ก (Facebook) โดยใช้เครื่องมือดิจิทัล และใช้ความรู้ด้านดิจิทัลสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้
เคร่อื งมือดจิ ิทัลบนโลกสงั คมออนไลน์ได้อย่างเหมาะสมและคล่องแคล่ว
-ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ หมายถึง การใช้เครื่องมือ
ดิจิทลั เพ่ือคน้ หา วิเคราะห์ ประเมินผล สังเคราะห์ข้อมลู จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและเหมาะสม
กับตน ประเมิน เปรียบเทียบและเลือกแหล่งข้อมูล และเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมกับตน และ
เปรยี บเทยี บแหล่งข้อมลู ต่าง ๆ เพื่อตดั สินใจว่าขอ้ มลู นัน้ น่าเชือ่ ถือเปน็ จรงิ หรือไม่
-ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อความเป็นพลเมืองดิจิทัล หมายถึง การรู้ถึงความเป็น
พลเมืองดิจิทัล สิทธิของตนในสังคมออนไลน์ รู้ถึงผลของการดาวน์โหลดเพลง และภาพยนตร์ที่ผิด
กฎหมาย ว่าควรกระทำการใดที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นในสังคมออนไลน์ มีความรับผิดชอบต่อส่วน
บุคคลในการใช้สื่อเทคโนโลยีบนสื่อสงั คมออนไลน์ และการสร้างและเขยี นข้อความบนสงั คมออนไลน์
โดยเคารพสทิ ธิของผ้อู น่ื กฎหมายลขิ สทิ ธแิ์ ละทรพั ย์สินทางปญั ญา
-ทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการป้องกันและความปลอดภัยทางโลกดิจิทัล หมายถึง
การรู้การใช้งานฟังก์ชันแสดงตำแหน่งที่ตั้งบนแอพพลิเคชัน เช่น เฟซบุ๊กใช้การตั้งค่าการแชร์ของ
158
โซเชียลมเี ดยี เพ่ือเลือกสิ่งที่คนอน่ื เห็นเกี่ยวกับตนเองได้อยา่ งเหมาะสม รู้ถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว
ที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตนในสื่อสังคมออนไลน์ และติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและมี
การอัปเดตอยา่ งสมำ่ เสมอ
ในการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ในการพัฒนาทักษะการรู้
ดิจิทัล ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษา และ / หรือ ด้านการวัดและ
ประเมินผล จำนวน 5 ราย (ดูรายชื่อในภาคผนวก ญ ) โดยให้ทำเครื่องหมาย ลงในช่อง +1 หรือ
0 หรือ -1 โดย + 1 หมายถงึ ข้อคำถามมคี วามสอดคล้อง 0 หมายถึง ไม่แน่ใจในความสอดคล้อง และ
-1 หมายถึง ข้อคำถามไม่มีความสอดคล้อง ผลที่ได้รับจากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญ นำมา
วิเคราะห์หาค่า IOC จากสูตรที่กำหนดในบทที่ 3 โดยกำหนดเกณฑ์ค่า IOC ที่ระดับเท่ากับหรือ
มากกว่า 0.50 จึงจะถือว่าข้อคำถามนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ (Chaichanawirote &
Vantum, 2017) ดังแสดงผลการตรวจสอบในตารางท่ี 4.6
ตารางที่ 4.6 ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์การพัฒนาในแบบ
ประเมินทักษะการร้ดู ิจทิ ัลของนกั เรยี น
ข้อ ผลการให้คะแนนของผ้เู ช่ยี วชาญ 5 คา่ ดัชนคี วาม ผลการ
1 234 สอดคล้อง (IOC) ประเมิน
+1
ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยดี ิจิทลั +1 1.00 ใช้ได้
+1 1.00 ใชไ้ ด้
1 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
+1 1.00 ใช้ได้
2 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
+1 1.00 ใชไ้ ด้
3 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
+1 1.00 ใชไ้ ด้
4 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
1.00 ใชไ้ ด้
5 +1 +1 +1 +1 +1
+1 1.00 ใชไ้ ด้
6 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
+1 1.00 ใช้ได้
7 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
+1 1.00 ใช้ได้
8 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
+1
9 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
10 +1 +1 +1 +1
ดา้ นพฤติกรรมการเข้าถึงและการใชส้ อ่ื ดจิ ทิ ลั
11 +1 +1 +1 +1
12 +1 +1 +1 +1
13 +1 +1 +1 +1
14 +1 +1 +1 +1
15 +1 +1 +1 +1
16 +1 +1 +1 +1
ด้านการปฏิบัติตนและมารยาทในการใช้สอื่ ดจิ ทิ ลั
17 +1 +1 +1 +1
159
ตารางท่ี 4.6 (ตอ่ )
ข้อ ผลการให้คะแนนของผเู้ ช่ียวชาญ ค่าดัชนคี วาม ผลการ
1 2345 สอดคล้อง (IOC) ประเมิน
ใชไ้ ด้
18 +1 +1 +1 +1 0 0.80 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
19 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ใช้ได้
20 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใชไ้ ด้
21 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
22 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ดา้ นทักษะการใชด้ ิจทิ ลั เพื่อการดำเนนิ งานด้านเทคโนโลยี ใชไ้ ด้
ใช้ได้
23 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ใช้ได้
24 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใชไ้ ด้
25 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
26 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใช้ได้
ด้านทกั ษะการใชด้ จิ ิทัลเพ่อื การสอ่ื สาร ความรว่ มมอื สรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม ใชไ้ ด้
ใชไ้ ด้
27 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ใชไ้ ด้
28 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ใชไ้ ด้
29 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
ใช้ได้
30 +1 +1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ด้านทักษะการใชด้ จิ ิทัลเพื่อสืบคน้ ข้อมลู และสารสนเทศ
31 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
32 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
33 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ด้านทักษะการใชด้ ิจทิ ลั เพ่ือความเปน็ พลเมอื งดจิ ิทลั
34 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
35 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
36 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
37 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
38 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
ด้านทักษะการใช้ดิจทิ ลั เพื่อการปอ้ งกันและความปลอดภัยทางโลกดจิ ทิ ัล
39 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
40 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
41 +1 +1 +1 +1 +1 1.00
42 +1 +1 +1 +1 0 0.80
จากตารางที่ 4.6 เหน็ ไดว้ า่ ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของข้อคำถามกับวัตถุประสงค์
การพัฒนาทักษะการรูด้ ิจิทัลของนักเรียน พบว่า ข้อคำถามในแตล่ ะด้านและทั้งฉบับมีค่า IOC สูงกว่า
เกณฑ์ท่ีกำหนด 0.50 ทุกข้อ โดยมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 ถึง 1.00 แสดงว่า แบบประเมินทักษะ
160
การรู้ดิจิทัลของนักเรียนท่ีใช้ในงานวิจัยน้ีมคี วามตรงเชิงเน้ือหา (Content Validity) สามารถนำไปใช้
ไดต้ รงกับวัตถปุ ระสงคท์ ต่ี อ้ งการวดั ได้
4.3.2.2.5 ผลการตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability)
โดยการทดลองใช้ (Try-out) แบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลของนักเรียนเพื่อหาคา่
ความเชื่อมั่น (Reliability) กับนักเรียนในโรงเรียนบ้านไผ่แสงทองประชาสรรค์ จำนวน 30 ราย เพ่ือ
นำข้อมลู ทเ่ี ก็บรวบรวมได้ไปวิเคราะห์หาคา่ สัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมน่ั (Alpha Coefficient
of Reliability) โดยใช้วิธีของครอนบาค (Cronbach) โดยกำหนดเกณฑ์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของ
ความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้ คือ เท่ากับหรือสูงกว่า 0.70 (UCLA: Statistical Consulting Group,
2016) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏดังตารางที่ 4.7 (ดูผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากโปรแกรม
คอมพิวเตอรใ์ นภาคผนวก ฒ)
ตารางที่ 4.7 ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมั่นของแบบประเมินทักษะการรู้
ดิจทิ ลั ของนกั เรียนจำแนกเป็นรายด้านและโดยรวม
แบบสอบถาม ค่าสัมประสิทธแิ์ อลฟา่
ของความเช่ือมั่น
ดา้ นทักษะการใชเ้ ทคโนโลยดี ิจิทัล 0.93
ดา้ นพฤติกรรมการเขา้ ถงึ และการใช้ส่ือดจิ ทิ ลั 0.81
ดา้ นการปฏิบัติตนและมารยาทในการใชส้ ่ือดิจิทัล 0.90
ดา้ นทักษะการใช้ดจิ ิทัลเพื่อการดำเนินงานดา้ นเทคโนโลยี 0.91
ดา้ นทักษะการใชด้ ิจิทลั เพ่ือการส่อื สาร ความรว่ มมือ สรา้ งสรรค์ 0.92
และนวัตกรรม
ดา้ นทกั ษะการใชด้ ิจิทัลเพ่ือสืบค้นขอ้ มลู และสารสนเทศ 0.91
ดา้ นทกั ษะการใช้ดจิ ทิ ัลเพื่อความเป็นพลเมืองดิจทิ ลั 0.90
ดา้ นทักษะการใชด้ จิ ทิ ลั เพื่อการปอ้ งกนั และความปลอดภยั 0.91
ทางโลกดิจทิ ลั
0.98
โดยรวมทั้งฉบับ
จากตารางที่ 4.7 เห็นได้ว่า ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของความเชื่อมั่นของแบบสอบถามท้ัง
ฉบับมีค่าเท่ากับ 0.98 เม่ือวิเคราะหเ์ ป็นรายด้าน พบว่า ดา้ นทกั ษะการใช้เทคโนโลยีดิจทิ ลั มคี ่าเทา่ กับ
0.93 ด้านพฤติกรรมการเข้าถึงและการใช้สือ่ ดิจิทัล มีค่าเท่ากับ 0.81 ด้านการปฏิบัติตนและมารยาท
ในการใช้สื่อดิจิทัล มีค่าเท่ากับ 0.90 ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี มีค่า
เท่ากับ 0.91 ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการสื่อสาร ความร่วมมือ สร้างสรรค์ และนวัตกรรม มีค่า
เท่ากับ 0.92 ด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อสืบค้นข้อมูลและสารสนเทศ มีค่าเท่ากับ 0.91 ด้านทักษะ
การใช้ดิจิทัลเพื่อความเป็นพลเมืองดิจิทัล มีค่าเท่ากับ 0.90 และด้านทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อการ
ป้องกันและความปลอดภัยทางโลกดจิ ิทลั มคี า่ เท่ากับ 0.91 ซง่ึ ค่าสมั ประสทิ ธิแ์ อลฟาของความเชื่อมั่น
161
ดังกล่าวมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ เท่ากับหรือสูงกว่า 0.70 จึงแสดงว่า แบบประเมินผลการ
พฒั นานักเรียนนม้ี ีคุณภาพสามารถนำไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งมคี วามเชอื่ มัน่
4.4 ข้ันตอนท่ี 4 ผลการทดลองในภาคสนาม (Trial)
การทดลองในภาคสนาม (Trial) ผวู้ จิ ยั ใช้แบบแผนการวจิ ยั ขัน้ พืน้ ฐาน (Pre Experimental
Research) มีกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม มีการทดสอบก่อนและหลังการพัฒนา (One Group Pretest-
Posttest Design) กลุ่มเป้าหมายในการทดลองที่ได้มาจากการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive
Sampling) คือ ครูในโรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวทิ ย์ จำนวน 10 ราย มีนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย
ในการพฒั นา จำนวน 60 ราย ดำเนนิ การทดลองในภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 มผี ลการทดลอง
ในภาคสนาม ดังนี้
ระยะที่ 1 ผลการทดลองตามโครงการที่ 1 : โครงการพฒั นาเพ่ือการเรยี นรูข้ องครู
เป็นระยะของการพัฒนาตนเองของครูทเี่ ปน็ กลุ่มทดลองตามโครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้
ของครู โดยการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง (Self-Learning) จากค่มู ือจำนวน 6 ชดุ คือ (1) ค่มู ือเพอ่ื การเรียนรู้
เกี่ยวกับนิยามของทักษะการรู้ดิจิทัล (2) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้
ดิจิทัล (3) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้ดิจิทัล (4) คู่มือเพื่อการเรียนรู้
เกี่ยวกับแนวการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัล (5) คู่มือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะ
การรู้ดิจิทลั (6) คมู่ ือเพื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับการประเมนิ ทักษะการรู้ดจิ ิทัล ดำเนนิ การโดยการแนะนำ
ค่มู ือทัง้ 6 ชุด ท่ีได้อัพโหลดลงเวบ็ ไซต์เรียบรอ้ ยแล้ว มีผลการดำเนินงานตามข้นั ตอนต่าง ๆ ดงั น้ี
1) ผลการเตรียมการ
ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่วิจัยที่โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ โดยนำหนังสือขอความอนุเคราะห์
จากทางมหาวิทยาลัยถึงท่านผู้อำนวยการโรงเรียน ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 เพื่อชี้แจง
วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัยและขอความอนุเคราะห์โรงเรยี นเป็นพื้นทีว่ จิ ยั ในภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 จากนั้นผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ชี้แจงรายละเอียดกับครูที่เป็นกลุ่มทดลองด้วยตัวเองกับกลุ่มเป้าหมาย
(Face to Face) ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้องประชุมโรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ เม่ือ
กลุ่มทดลองภาคสนามเข้าใจรายละเอียดแนวทางในการปฏิบัติแล้ว ผู้วิจัยจึงส่งลิงค์แบบทดสอบ
ความรู้ของครูกลุ่มทดลองก่อนการพัฒนา (Pre-test) ในรูปแบบออนไลน์ (Google Form) ผ่านกลุ่ม
ไลนท์ สี่ ร้างขึ้น เพือ่ ใชเ้ ปน็ ช่องทางในการติดต่อสื่อสารและตดิ ตามประสานงานตลอดการวิจัยในคร้ังน้ี
ดังภาพท่ี 4.6
162
ภาพที่ 4.6 การประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการวิจัย และการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็น
กลมุ่ ทดลองก่อนการพฒั นา (Pre-test) ณ โรงเรียนบา้ นหนองแวงบวรวิทย์
2) ผลการทดสอบผลการเรียนรขู้ องครทู เ่ี ป็นกลุม่ ทดลองก่อนการพัฒนา (Pre-test)
จากการให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 10 คน ทำแบบทดสอบความรู้ของครูจำนวน 36 ข้อ “ก่อน”
การพัฒนาโดยหลักการเรียนรู้ด้วยตนเองจากคู่มือที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งจากผลการวิเคราะห์ข้อมูล
พบว่า ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 10 คน ได้คะแนนจากการทดสอบ 290 คะแนน ซึ่งคำนวณ
ค่าเฉลี่ย (Mean) ได้เท่ากับ 29 คะแนน และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation :
S.D.) เทา่ กบั 2.35 จากคะแนนเตม็ 36 คะแนน ดงั ตารางที่ 4.8
ตารางที่ 4.8 ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครทู เ่ี ปน็ กล่มุ ทดลองกอ่ นการพัฒนา (P
กลุ่ม วัตถุประสงคก์ ารเรียนร้นู ยิ าม วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้
ทดลอง ความสำคัญ ลักษณะ/คณุ ลักษณะ
คนท่ี วัด 6 ระดบั ความจำถึง
สร้างสรรค์ วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วดั 6 ระดบั ความจำถงึ
1 สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์
2 123456
3 101111 123456 123456
4 111101
5 111111 110101 111101
6 101011 111011 011111
7 101010 111011 111111
8 010101 110111 111111
9 101010 110111 110111
10 010111 111110 111111
111101 111101 110101
010111 101110 111111
111011 011111
101110 111111
หมายเหตุ เลข 1 หมายถงึ ทำถูก, เลข 0 หมายถึงทำผิด
163
Pre-test)
วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้แนว วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ รวม
การพฒั นา ขนั้ ตอนการพัฒนา การประเมนิ ผล
28
วัด 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดบั ความจำถึง 30
สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ 32
33
123456 123456 123456 26
30
110100 111111 111110 26
111111 010011 111111 29
111111 111010 111110 27
111111 111111 111111 29
010010 111111 111110 290
101111 111101 111111 29
011001 111111 111011 2.35
101111 111101 110111
111111 000011 011101
101111 111101 110111
คะแนนรวมทกุ คน
คะแนนเฉล่ีย
S.D.
164
3) ผลการพฒั นาเพอ่ื การเรียนรู้ของครูโดยหลักการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง (Self-Learning)
จากการนำคู่มือประกอบโครงการทั้งสองโครงการที่ผู้วิจัยได้จัดทำขึ้น อัพโหลดไว้ใน
เวบ็ ไซต์
http://online.anyflip.com/lwhoe/uqbz/mobile/?fbclid=IwAR1SXOSeU7bhtdSQLrTarprD
XAplJpbAVtUyJbnI-wazBUENEnElZOry6_s และส่งเข้าในกลุ่มไลน์ (Group line) ทีส่ รา้ งข้นึ ให้ครู
ที่เป็นกลุ่มทดลองในโรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ ได้ดาวน์โหลดไปศึกษาโดยหลักการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง (Self-Learning) ระยะเวลา 1 เดือน ดังภาพที่ 4.7
ภาพที่ 4.7 ครทู ่ีเป็นกลมุ่ ทดลองศึกษาคู่มอื ประกอบโครงการท้งั สองโครงการโดยหลักการเรียนรดู้ ว้ ย
ตนเอง (Self-Learning)
4) ผลการตรวจสอบเพื่อหาขอ้ บกพรอ่ งของคู่มือหลังการพฒั นาครู
ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่ ในวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ตรวจสอบเพื่อหาข้อบกพร่องของคู่มือและ
ทดสอบครูหลังการพัฒนา ครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มทดลองร่วมกันตรวจสอบหาข้อบกพร่องเพื่อการ
ปรับปรุงแก้ไขคู่มือในโครงการที่ 1 ซึ่งได้อัพโหลดไว้ในเว็บไซต์ ส่วนข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง
แก้ไขให้ส่งกลับทาง Group Line ใช้แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครูกับครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มทดลอง
165
เพื่อให้ทราบผลการเรียนรู้ว่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 หรือไม่ เป็นข้อสอบออนไลน์พร้อม
ตรวจคำตอบด้วย Google Form ดงั นี้
1.1 การปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความเป็น
ประโยชน์ (Utility) ตอ่ การนำไปใช้ มขี อ้ เสนอแนะ ดงั นี้
-ควรจะปรบั เน้ือหาให้กระชับ เนอ้ื หาเขา้ ใจง่าย ครอบคลมุ และทันสมัยเพ่ือให้เนื้อหาดี
มสี าระ มีกระบวนการแนวคิดต่าง ๆ ที่สามารถนำมาปรบั ใชไ้ ดใ้ นชีวติ ประจำวนั
-มีการสะกดคำผดิ เล็กนอ้ ย ควรตรวจสอบการให้ละเอียดใหถ้ ูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ
1.2 การปรับปรุงแกไ้ ขด้านภาษา มขี ้อเสนอแนะ ดังน้ี
-บางข้อความใช้คำที่วิชาการมากเกินไปทำให้อ่านไม่ค่อยเข้าใจ ต้องอ่านซ้ำอีกรอบ
เนอื่ งจากเป็นเนือ้ หาที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ
-เนื้อหาเป็นสำนวนภาษาที่แปลมาจากภาษาอังกฤษ ควรมีทั้งคำศัพท์ภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษด้วยในเน้ือหาโดยเฉพาะคำศัพท์วิชาการเฉพาะที่ค่อนข้างยาก ถ้าหากมีคำแปลข้าง ๆ ก็
ช่วยทำใหผ้ ้ศู กึ ษา ศกึ ษาได้เข้าใจไดง้ า่ ย
-ควรใชค้ ำให้ตรงกันและเหมอื นกนั ท้ังหมดในทกุ คมู่ ือ เช่น ดจิ ิทัล ดจิ ติ ลั ดจิ ติ อล
-ตรวจสอบการสะกดคำ และด้านเนื้อหาให้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษาและหลัก
วชิ าการ
1.3 การปรับปรุงแก้ไขดา้ นรปู แบบการนำเสนอ มขี ้อเสนอแนะ ดังน้ี
-รูปแบบการนำเสนอควรให้หลากหลายไมซ่ ำ้ เดิมในแต่ละคูม่ ือ ควรเพิ่มสีสันให้สวยงาม
ให้ดึงดูดผู้อ่านด้วยภาพกราฟิก การ์ตูน ถ้าเพิ่มการตกแต่งหวั ข้อ ข้อความให้โดดเดน่ จะน่าสนใจและ
ดงึ ดูดผู้อา่ นเพมิ่ มากขนึ้
-รูปแบบในการนำเสนอดี มีกิจกรรมถามเพื่อทบทวนความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้ผู้ศึกษา
ได้กระตุน้ ความคิด แตค่ วรเพม่ิ สื่อ รปู ภาพต่าง ๆ ท่ีมีความหลากหลายน่าสนใจ
1.4 อน่ื ๆ มขี ้อเสนอแนะ ดงั น้ี
-ตวั หนงั สือขนาดเล็กไป ควรเน้นคำ หวั ข้อ ให้โดดเด่นชดั เจน ใช้สีสันตกแตง่ เพิ่มเติม
5) ผลการทดสอบผลการเรียนรูข้ องครทู ่เี ป็นกลมุ่ ทดลองหลงั การพัฒนา (Post-test)
จากการให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 10 คน ทำแบบทดสอบความรู้ของครูจำนวน 36 ข้อ
“หลัง” การพัฒนาโดยหลักการเรียนรู้ด้วยตนเองจากคู่มือที่ผู้วิจัยจัดทำขึ้น ซึ่งจากผลการวิเคราะห์
ข้อมูล พบว่า ครูทีเ่ ป็นกล่มุ ทดลองจำนวน 10 คน ไดค้ ะแนนจากการทดสอบ 339 คะแนน ซงึ่ คำนวณ
ค่าเฉลี่ย (Mean) ได้เท่ากับ 33.90 คะแนน และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation :
S.D.) เท่ากบั 1.37 จากคะแนนเตม็ 36 คะแนน ดงั ตารางที่ 4.9
ตารางท่ี 4.9 ผลการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครทู ่เี ปน็ กลุ่มทดลองหลงั การพฒั นา (Po
กลุ่ม วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้นิยาม วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้
ทดลอง ความสำคัญ ลักษณะ/คุณลักษณะ
คนท่ี วัด 6 ระดบั ความจำถงึ
สร้างสรรค์ วัด 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถงึ
1 สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์
2 123456
3 111111 123456 123456
4 111111
5 111111 111111 111011
6 111111 111111 111110
7 111111 111011 111111
8 111111 111111 111111
9 111110 110111 110101
10 111111 111111 111111
111011 101111 111111
111011 111011 111111
111111 011111
011111 111111
หมายเหตุ เลข 1 หมายถึงทำถกู , เลข 0 หมายถงึ ทำผิด
166
ost-test)
วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรแู้ นว วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ การ รวม
การพฒั นา ขน้ั ตอนการพฒั นา ประเมินผล
34
วัด 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถงึ วดั 6 ระดบั ความจำถงึ 34
สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ 35
36
123456 123456 123456 31
35
111111 011111 111111 33
111111 111011 111111 34
111111 111111 111111 33
111111 111111 111111 34
111110 111111 111101 339
011111 111111 111111 33.90
111101 111111 111111 1.37
101111 111111 111111
111111 111111 111011
111111 111111 111111
คะแนนรวมทุกคน
คะแนนเฉล่ยี
S.D.
167
6) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลอง
กอ่ นและหลงั การพฒั นาโดยใช้การทดสอบที (t-test)
การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังการพัฒนาโดยใช้การทดสอบที (t-test)
ดังกล่าวในบทที่ 3 ว่าตามหลักการทางวิชาการ ถือเป็นเทคนิคการทดสอบสมมติฐานชนิดหนึ่งที่นักวิจัย
นิยมใชก้ ารทดสอบ โดยวิธกี ารนใ้ี ช้ในกรณขี ้อมลู มีจำนวนน้อย (n < 30) ผ้ทู ่คี ้นพบการแจกแจงของ t
มีชอื่ ว่า W.S. Gosset ในการใช้การทดสอบทกี รณีกลุม่ ตวั อยา่ ง 2 กล่มุ นนั้ จำแนกออกเปน็ 2 ประเภท
คือ 1) การใช้ t-test แบบเป็นอิสระจากกัน (Independent) เป็นสถิตที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย
ระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ข้อมูลที่รวบรวมได้อยู่ในระดับอันตรภาคหรือ
อัตราส่วน ใช้สถิติการทดสอบค่า t มีชื่อเฉพาะว่า t-test for Independent Samples 2) การใช้ t-test
แบบไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent) เป็นสถิตที่ใช้เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างสอง
กลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน และกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ใช้สถิติการทดสอบค่า t มีชื่อเฉพาะว่า t-test
for Dependent Samples ซึ่งมักพบในการวิจัยเชิงทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อน
พัฒนากับหลังพัฒนาหรือเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมที่ได้จากการจับคู่
คุณลกั ษณะทเี่ ทา่ เทยี มกัน (Thesis Thailand, 2020)
ในงานวิจยั นี้ ใช้ t-test แบบไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent) เนอื่ งจากเป็นการวิจัยเชิง
ทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนการพัฒนากับหลังการพัฒนา โดยมีข้อตกลงเบื้องต้น
ดังนี้ 1) ข้อมูลอยู่ในมาตรอันตรภาค (Interval Scale) หรือมาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) 2) กลุ่ม
ตัวอย่างเป็นกลุม่ ตัวอย่างแบบสุม่ ได้จากประชากรที่มีการแจกแจงแบบปกติ 3) ค่าของตัวแปรตามแต่
ละหน่วยเป็นอิสระต่อกัน และ 4) ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร (ศิริชัย กาญจนวาสี,
ทวีวฒั น์ ปิตยานนท์ และ ดิเรก ศรสี โุ ข, 2551) มสี ูตรในการคำนวณ ดงั นี้
t = ……. ∑D………
N∑D2 – (∑D)2
N-1
∑D หมายถึง ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลงั การพัฒนา
∑D2 หมายถงึ ผลรวมความแตกต่างของคะแนนก่อนและหลังการพัฒนายกกำลงั สอง
N หมายถึง จำนวนกล่มุ ทดลองท่ีไดร้ ับการพฒั นาท้ังหมด
จากการให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 10 คน ทำแบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู
“ก่อน” การพัฒนา (Pre-test) ได้คะแนนจากการทดสอบ 290 คะแนน ซึ่งคำนวณค่าเฉลี่ยได้เท่ากบั
29 คะแนนจากคะแนนเต็ม 36 คะแนน และจากการทดสอบ “หลัง” การพัฒนา (Post-test) พบว่า
ครูทำคะแนนได้โดยรวม เท่ากับ 339 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 33.90 จากคะแนนเต็ม 36 คะแนน
ซึ่งเมื่อนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างคะแนน “ก่อน”
และ “หลัง” การพัฒนา โดยการทดสอบค่าที (t-test) ตามสูตรดังกล่าวข้างบน พบว่า ครูที่เป็นกลุ่ม
ทดลองไดค้ ะแนนจากการทดสอบ “หลงั ” การพัฒนาสงู กวา่ “กอ่ น” การพฒั นา อย่างมนี ัยสำคัญทาง
สถติ ิทีร่ ะดับ 0.05 ดังแสดงผลการวเิ คราะห์ข้อมูลในตารางท่ี 4.10 แสดงให้เหน็ ว่า โปรแกรมออนไลน์
ที่ประกอบด้วย 2 โครงการ แต่ละโครงการมีคู่มือประกอบนั้น มีประสิทธิภาพที่สามารถจะนำไปใช้
168
เพอ่ื พฒั นาครูใหเ้ กิดการเรยี นรู้เพ่ือนำผลการเรียนรไู้ ปพฒั นาตอ่ เน่ืองกบั นักเรียนต่อไปได้ และสามารถ
ที่จะนำไปเผยแพร่ใหป้ ระชากรทเ่ี ปน็ กลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คอื ครูในโรงเรียนขยายโอกาสสังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกโรงทั่วประเทศ ได้นำไปใช้ได้อย่างมีผลการวิจัย
รับรอง
ตารางที่ 4.10 ผลการทดสอบค่าที (t-test) เปรียบเทียบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ระหวา่ งคะแนน “กอ่ น” และ “หลงั ” การพฒั นาเพ่อื การเรียนรูข้ องครู
การทดสอบ จำนวนกลุม่ ทดลอง 29.00 S.D. t
ก่อน 10 33.90 2.35 12.043*
หลัง 10 1.37
* p < 0.05
7) ผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการ
พัฒนา (Post-test) เปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์มาตรฐาน 90/90
ดังกล่าวในบทที่ 3 ว่าตามทัศนะทางวิชาการ การประเมินตามแนวคิดเกณฑ์มาตรฐาน
90/90 เป็นการบอกค่าประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปหรือบทเรียนโปรแกรม (Programmed
Materials หรือ Programmed Textbook หรือ Programmed Lesson) ซึ่งเป็นสื่อที่มีเป้าหมาย
หลักเพื่อให้ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเองเป็นสำคัญ หลักจิตวิทยาสำคัญที่เป็นฐานคิดความเชื่อของสื่อ
ชนิดนี้คือทฤษฎีการเรียนแบบรอบรู้ (Mastery Learning) ซึ่งมีความเชื่อว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถ
เรยี นรู้ได้ หากจัดเวลาเพยี งพอจัดวิธีการเรียนท่ีเหมาะสมกบั ผู้เรียนก็สามารถทจี่ ะทำใหผ้ ู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ได้ตามวัตถปุ ระสงคข์ องการเรียนได้
โดยเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 (The 90/90 Standard) ในงานวิจัยนี้ หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้วัด
ความมีประสิทธิภาพของคมู่ ือต่อการเสริมสร้างความรู้ในโครงการพัฒนาความรู้ให้กับอาจารย์ผู้สอนที่เป็น
กลุ่มทดลอง โดย 90 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนทั้งกลุ่มที่ได้จากการวัดด้วย
แบบทดสอบวัดความรอบรู้หลังจากเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบลง 90 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละของ
จำนวนผู้เรียนที่สามารถทำแบบทดสอบ (วัดความรอบรู้หลังการเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบลง) โดย
สามารถทำแบบทดสอบได้ผา่ นตามเกณฑ์วตั ถุประสงคท์ ุกวัตถุประสงค์ (มนตรี แย้มกสกิ ร, 2551)
ทั้งนี้ ความหมายนี้แตกต่างจากความหมายของเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ดั้งเดิมตามทัศนะ
ของ เปรื่อง กุมุท (2519) ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้นำเสนอ
แนวคิดเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 คนแรก (ในประเทศไทย) นัน่ คือ 90 ตวั แรก เป็นคะแนนเฉลี่ยของทั้ง
กลุ่ม ซึ่งหมายถึงทุกคน เมื่อสอนครั้งหลังเสร็จให้คะแนนเสร็จ นำคะแนนมาหาค่าร้อยละให้หมดทุก
คะแนนแล้วหาค่าร้อยละเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม ถ้าบทเรียนโปรแกรมถึงเกณฑ์ ค่าร้อยละเฉลี่ยของกลุ่ม
จะต้องเป็น 90 หรือสูงกว่า 90 ตัวที่สองแทนคุณสมบัติที่ว่า ร้อยละ 90 ของผู้เรียนทั้งหมด ได้รับ
ผลสัมฤทธิ์ตามความมุ่งหมายแต่ละข้อ และทุกข้อของบทเรียนโปรแกรมน้ัน (เปรื่อง กุมุท, 2519 อ้าง
ถงึ ใน มนตรี แย้มกสิกร, 2551)
169
ตามทศั นะของ มนตรี แย้มกสิกร (2551)
สตู รทีใ่ ช้ในการคำนวณ 90 ตัวแรก
90 ตัวแรก = {(Σ X /N) X 100)}/R
โดย 90 ตวั แรก หมายถึง จำนวนรอ้ ยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรยี น
Σ X หมายถงึ คะแนนรวมของผลการทดสอบท่ีผู้เรียนแตล่ ะคน ทำได้ถูกต้องจากการ
ทดสอบหลังเรียน
N หมายถึง จำนวนผู้เรียนทั้งหมดที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการคำนวณประสิทธิภาพ
ครัง้ น้ี
R หมายถงึ จำนวนคะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน
สูตรทใ่ี ชใ้ นการคำนวณ 90 ตวั หลัง
90 ตวั หลัง = (Y x 100)/ N
โดย 90 ตัวหลงั หมายถงึ จำนวนรอ้ ยละของผู้เรียนท่ีสามารถทำแบบทดสอบผ่านทุก
วัตถปุ ระสงค์
Y หมายถงึ จำนวนผู้เรียนทสี่ ามารถทำแบบทดสอบผ่านทุกวัตถุประสงค์
N หมายถึง จำนวนผู้เรียนทั้งหมดที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการคำนวณประสิทธิภาพ
คร้งั น้ี
ผลจากการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครูที่เปน็ กลุ่มทดลองหลังการพฒั นา (Post-test) จาก
การดำเนนิ งานในโครงการที่ 1 โดยใชแ้ บบทดสอบผลการเรยี นรู้ของครทู ่ีมีลักษณะเป็นแบบปรนยั ท่ีมี
ตัวเลือก 4 ตัวเลือก จำนวน 36 ข้อ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลดัง
ตารางที่ 4.11
ตารางท่ี 4.11 ผลการวเิ คราะห์ผลการทดสอบผลการเรยี นร้ขู องครูตามเกณฑ์มาตรฐา
กลุ่มทดลอง วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ ว
คนที่ ลกั ษณะ/คณุ ลักษณะ
นิยาม ความสำคญั
คะแนน ผล
คะแนน ผล คะแนน ผล
1 6 ผ 6 ผ 5ผ
2 6 ผ 6 ผ 5ผ
3 6 ผ 5 ผ 6ผ
4 6 ผ 6 ผ 6ผ
5 6 ผ 5 ผ 4ม
6 6 ผ 6 ผ 6ผ
7 5 ผ 5 ผ 6ผ
8 6 ผ 5 ผ 6ผ
9 5 ผ 6 ผ 5ผ
10 5 ผ 5 ผ 6 ผ
รวม 57 10 55 10 55 9
เฉลีย่ 5.70 5.50 5.50
90 แรก 95.00 91.67 91.67
90 หลงั 100.00 100.00 90.00
หมายเหตุ
1) เกณฑก์ ารผา่ นแต่ละวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ ตอ้ งตอบถูกไม่น้อยกว่า 5 ข้อจากข้อสอบ 6 ขอ้ ซ่ึงเท่ากับ
2) ผล หมายถงึ ผลการสอบผา่ น (ผ) หรือไมผ่ ่านเกณฑ์ (ม) ของแตล่ ะวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ จำนวนผูท้ ี่ส
170
าน 90/90
วัตถุประสงคก์ ารเรียนรแู้ นว วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ การ
การพฒั นา ข้ันตอนการพัฒนา ประเมนิ ผล รวม
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 34
34
6ผ 5ผ 6ผ 35
36
6ผ 5ผ 6ผ 31
35
6ผ 6ผ 6ผ 33
34
6ผ 6ผ 6ผ 33
34
5ผ 6ผ 5ผ 339
33.90
5ผ 6ผ 6ผ 94.17
98.33
5ผ 6ผ 6ผ
5ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 5ผ
6ผ 6ผ 6ผ
56 10 58 10 58 10
5.60 5.80 5.80
93.33 96.67 96.67
100.00 100.00 100.00
บรอ้ ยละ 83.33 ของคะแนนเตม็ ของแต่ละวัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้
สอบผ่านแตล่ ะวัตถุประสงค์การเรียนรู้น้ีจะใชใ้ นการคำนวณตามเกณฑ์ร้อยละ 90 ตวั หลงั
171
7.1) ผลการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครเู ปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวแรก
ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลอง
จำนวน 10 คนหลังการพัฒนา (Post-test) จากแบบทดสอบซึ่งมี 6 วัตถุประสงค์การเรียนรู้ แต่ละ
วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีข้อสอบ 6 ข้อ รวมข้อสอบทั้งฉบับ 36 ข้อ เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์
มาตรฐาน 90 ตัวแรกซึ่งหมายถึงจำนวนร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน พบว่า มี
คะแนนเฉลี่ยเทา่ กับ 33.90 คะแนนจากคะแนนเตม็ 36 คะแนน เมอื่ คิดเป็นร้อยละแลว้ ได้ 94.17 ซง่ึ มี
คา่ รอ้ ยละท่สี ูงกว่าเกณฑท์ ี่กำหนดไว้รอ้ ยละ 90 แสดงว่า การเสนอเนือ้ หาในคมู่ อื ประกอบโครงการทุก
ชดุ มีประสทิ ธภิ าพที่สามารถนำไปใช้พัฒนาครูใหเ้ กดิ การเรยี นร้ไู ด้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
7.2) ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครเู ปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวหลัง
ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลัง
การพฒั นา (Posttest) จากแบบทดสอบซ่ึงมี 6 วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ แตล่ ะวัตถุประสงค์การเรียนรู้
มีข้อสอบ 6 ข้อ รวมข้อสอบทั้งฉบับ 36 ข้อ เกณฑ์การผ่านแต่ละวัตถุประสงค์การเรียนรู้จะต้องตอบ
ข้อสอบถูกอย่างน้อย 5 ข้อจาก 6 ขอ้ ซงึ่ เทา่ กบั รอ้ ยละ 83.33 ของคะแนนเต็มของแตล่ ะวตั ถุประสงค์
การเรียนรู้ เพื่อใช้ในการคำนวณเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวหลัง ซึ่งหมายถึงร้อยละของจำนวนครูท่ี
สามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านทกุ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งจากจำนวนครูท่ีเป็นกลุ่มทดลองท้งั หมด
10 คน พบวา่ มคี รรู ้อยละ 98.33 ท่ีสามารถทำแบบทดสอบไดผ้ ่านทุกวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ ซ่ึงเป็น
ค่าร้อยละที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 แสดงว่า การเสนอเนื้อหาในคู่มอื ประกอบโครงการทุก
ชุดมปี ระสิทธิภาพทส่ี ามารถนำไปใช้พฒั นาครูใหเ้ กดิ การเรยี นร้ไู ดต้ ามเกณฑ์ทก่ี ำหนด
ระยะที่ 2 ผลการทดลองตามโครงการที่ 2 : โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนา
นักเรยี น
เป็นระยะของการนำผลการเรียนรู้สู่การปฏิบตั ิของครูที่เป็นกลุ่มทดลองตามโครงการครูนำ
ผลการเรียนรู้สู่การพัฒนาผู้เรียน โดยในการปฏิบัตินั้น เป็นการกำหนดให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองนำผล
การเรียนรู้ที่ได้จากการพัฒนาตนเองจากคู่มือตามโครงการที่ 1 ไปใช้พัฒนานักเรียนให้เกิดผลการ
พฒั นาตามที่คาดหวัง มผี ลการดำเนนิ งานตามขน้ั ตอนตา่ ง ๆ ดงั นี้
1) การชแี้ จงระเบียบวธิ ีวิจยั ใหก้ บั ครูท่เี ป็นกลมุ่ ทดลอง
ผู้วิจัยลงพื้นที่จริง ณ โรงเรียนบ้านหนองแวงบวรวิทย์ โดยการลงพื้นที่พบปะกับครูที่เป็น
กลุ่มทดลอง ในวันที่ 24 ธันวาคม 2564 (ดังภาพที่ 4.8) เพื่อแนะนำ ชี้แนะวิธีการประสานงานต่าง ๆ
แนะนำการส่งงานผ่าน Group Line และแนะนำเว็บไซต์ เพื่อเข้าไปดาวนโ์ หลดเอกสารต่าง ๆ โดยให้
อิสระแก่ครูที่เป็นกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว หลังจากถอดบทเรียน ครูนำผลการเรียนรู้ที่ได้
จากโครงการท่ี 1 ไปพัฒนานกั เรยี นใหเ้ กิดผลการพัฒนาตามท่ีคาดหวงั ในระยะเวลา 2 เดือน ซ่ึงครูท่ี
เป็นกลุ่มทดลองได้เริ่มดำเนินการพัฒนานักเรียนตามโครงการที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2564 ถึง
วันท่ี 24 กุมภาพนั ธ์ 2565
172
ภาพท่ี 4.8 การประชมุ ช้ีแจงระเบียบวธิ ีวจิ ัยใหก้ บั ครูทีเ่ ปน็ กลมุ่ ทดลอง
2) การประเมนิ ทกั ษะการรู้ดจิ ทิ ัลของนกั เรียนที่เป็นกลุ่มทดลองก่อนการพัฒนา (Pre-test)
จากการใช้แบบประเมินทักษะการรู้ดิจิทัลกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง “ก่อน”
การพัฒนา (Pre-test) จำนวน 60 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มลี ักษณะเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับ
ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) ดังตารางที่ 4.12
ตารางที่ 4.12 ค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
จากผลการประเมินทกั ษะการรดู้ ิจิทัลของนักเรียนก่อนการพัฒนา (Pre-test)
รายการลกั ษณะของทกั ษะการร้ดู จิ ิทัลทปี่ ระเมนิ ผลการประเมนิ
S.D.
ทักษะการใชเ้ ทคโนโลยดี จิ ทิ ัล
1. ฉันมคี วามสนกุ ในการใช้คอมพวิ เตอร์ 3.50 0.50
3.48 0.50
2. ฉันอยากเรยี นร้เู พิม่ เตมิ เกย่ี วกบั คอมพิวเตอร์ 3.43 0.50
3. ฉนั สามารถสร้างเอกสารในโปรแกรม Microsoft Word พื้นฐานได้อย่างถูกตอ้ ง 3.40 0.49
4. ฉันสามารถเรม่ิ และออกจากโปรแกรมคอมพิวเตอรแ์ ละใชโ้ ปรแกรมตา่ ง ๆ ได้อย่าง
ถูกตอ้ ง 3.42 0.50
5. ฉนั สามารถพิมพเ์ อกสารโดยใชเ้ คร่ืองพิมพ์ได้อยา่ งถูกต้อง 3.53 0.50
6. ฉันสามารถเชื่อมต่อคอมพวิ เตอร์กับอนิ เทอร์เน็ตได้ 3.52 0.50
7. ฉนั สามารถป้อน URL ในแถบท่อี ยูไ่ ด้อยา่ งถูกต้อง 3.47 0.50
8. ฉันสามารถดาวน์โหลดไฟล์จากอนิ เทอร์เนต็ และบนั ทกึ ได้อย่างเหมาะสม 3.47 0.50
9. ฉนั สามารถสร้างบัญชีบนเว็บไซตท์ ี่ต้องการ ชื่อผใู้ ช้ และรหสั ผา่ นได้ เช่น Line
Gmail หรือ Facebook 3.33 0.48
10. ฉนั เขา้ ใจฟังก์ชันการใช้งานพ้ืนฐานของส่วนประกอบฮาร์ดแวรค์ อมพวิ เตอร์
173
ตารางที่ 4.12 (ตอ่ )
รายการลักษณะของทักษะการรูด้ จิ ทิ ลั ท่ปี ระเมิน ผลการประเมิน
S.D.
พฤติกรรมการเขา้ ถงึ และการใชส้ อ่ื ดจิ ทิ ัล
11. ฉันมกี ารใชแ้ อพพลิเคชันตา่ ง ๆ บนเครือข่ายสังคมออนไลน์ 3.57 0.50
12. ฉันใชโ้ ทรศัพทม์ อื ถอื ในการใช้งานบนเครอื ขา่ ยสงั คมออนไลน์ 3.52 0.50
13. ฉันเล่นเกมสค์ อมพิวเตอร์ 3.52 0.50
14. ฉันดาวน์โหลดและตดิ ตั้งโปรแกรม 3.47 0.50
15. ฉันมีขอ้ ความสนทนาออนไลน์ 3.48 0.50
16. ฉนั มีการแบง่ ปันไฟล์งาน และสอ่ื ตา่ ง ๆ บนสังคมออนไลน์ 3.35 0.48
การปฏบิ ัติตนและมารยาทในการใช้สือ่ ดิจิทลั
17. ฉนั ร้จู ักการแบง่ เวลาในการใช้สื่อดจิ ิทัลอยา่ งเหมาะสม 3.62 0.49
18. ฉันสามารถประเมินและเลอื กแหลง่ ขอ้ มลู เวบ็ ไซต์ทสี่ ร้างสรรค์ และเหมาะสมกับตนเอง 3.48 0.50
19. ฉนั สามารถแยกแยะ วิเคราะห์ข้อมูล ก่อนท่จี ะสง่ หรือแชรข์ ้อมลู ไปให้ผ้อู ืน่ 3.42 0.50
20. ฉนั สามารถเลอื กใชค้ ำศัพท์ ไอคอน สญั ลกั ษณ์ รูปภาพ และเคร่อื งหมายต่าง ๆ ที่ 3.47 0.50
สภุ าพและเหมาะสม
21. ฉนั สามารถเลือกใช้อปุ กรณ์เคร่ืองมือดิจทิ ัลไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ถกู ทีถ่ กู เวลา 3.45 0.50
22. ฉนั รถู้ งึ ความเหมาะสมของการโพสต์ ภาพ ข้อความ คลปิ ตา่ ง ๆ ในสือ่ ดิจทิ ลั 3.43 0.50
ทักษะการใชด้ ิจทิ ัลเพื่อการดำเนนิ งานดา้ นเทคโนโลยี
23. ฉันมคี วามรคู้ วามเข้าใจและใชเ้ ทคโนโลยดี ิจิทลั อย่างเหมาะสม 3.50 0.50
24. ฉนั เลอื กและฝึกการใชแ้ อพพลิเคชนั ตา่ ง ๆ ในเครื่องมอื ดจิ ิทลั ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ 3.48 0.50
25. ฉนั สามารถคน้ ควา้ และแกไ้ ขขอ้ มลู ผา่ นเคร่อื งมอื ดจิ ิทัลไดถ้ กู ต้องและเหมาะสม 3.38 0.49
26. ฉันรถู้ งึ การใชอ้ ปุ กรณส์ ่อื เทคโนโลยแี ละใชอ้ ย่างถูกวิธี 3.43 0.50
ทักษะการใช้ดจิ ิทลั เพื่อการสือ่ สาร ความร่วมมือ สร้างสรรค์ และนวตั กรรม
27. ฉันใช้ส่อื ดจิ ทิ ลั ในการสอื่ สารและการตดิ ต่อปฏิสมั พันธ์ การทำงานร่วมกบั ผอู้ ืน่ 3.50 0.50
และการเรียนรู้
28. ฉันสอ่ื สารขอ้ มลู และความคดิ โดยใชเ้ ครอ่ื งมือดจิ ทิ ัลที่หลากหลายบนโลกดิจิทลั ได้ 3.42 0.50
อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
29. ฉันสามารถรับ-ส่งขอ้ มลู ขา่ วสารผ่านอีเมลหรือแอพพลิเคชนั ต่าง ๆ เช่น ไลน์ 3.57 0.50
(Line) เฟซบุ๊ก(Facebook) โดยใชเ้ ครือ่ งมอื ดิจทิ ัล
30. ฉนั ใชค้ วามรดู้ ้านดิจิทลั สรา้ งสรรคผ์ ลงานโดยใชเ้ ครอ่ื งมอื ดจิ ิทัลบนโลกสังคม 3.60 0.49
ออนไลน์ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและคลอ่ งแคล่ว
ทักษะการใชด้ ิจทิ ลั เพื่อสืบคน้ ขอ้ มูลและสารสนเทศ 3.38 0.49
31. ฉนั ใช้เครื่องมอื ดิจิทลั เพ่ือค้นหา วเิ คราะห์ ประเมินผล สงั เคราะห์ขอ้ มูล จาก
แหล่งข้อมลู ทห่ี ลากหลายและเหมาะสมกบั ตน 3.45 0.50
32. ฉนั ประเมนิ เปรยี บเทยี บและเลือกแหลง่ ข้อมูล และเครือ่ งมอื ดจิ ทิ ลั ท่เี หมาะสมกับตน 3.37 0.49
33. ฉันเปรยี บเทยี บแหลง่ ขอ้ มูลตา่ ง ๆ เพื่อตัดสินใจวา่ ข้อมลู นน้ั นา่ เช่อื ถือเปน็ จรงิ หรอื ไม่
174
ตารางที่ 4.12 (ตอ่ )
รายการลักษณะของทักษะการรู้ดจิ ทิ ลั ทป่ี ระเมิน ผลการประเมนิ
S.D.
ทักษะการใช้ดจิ ทิ ัลเพื่อความเป็นพลเมอื งดจิ ิทลั
34. ฉันรถู้ ึงความเปน็ พลเมืองดจิ ทิ ัล สิทธขิ องตนในสงั คมออนไลน์ 3.48 0.50
35. ฉันรู้ถึงผลของการดาวนโ์ หลดเพลง และภาพยนตร์ที่ผดิ กฎหมาย 3.50 0.50
36. ฉันรู้วา่ ควรกระทำการใดทไ่ี มล่ ะเมิดสิทธิของผ้อู ่ืนในสังคมออนไลน์ 3.48 0.50
37. ฉันมีความรับผดิ ชอบตอ่ สว่ นบคุ คลในการใช้ส่อื เทคโนโลยีบนสอื่ สงั คมออนไลน์ 3.50 0.50
38. ฉนั จกั การสรา้ งและเขยี นขอ้ ความบนสงั คมออนไลน์โดยเคารพสทิ ธขิ องผู้อื่น 3.50 0.50
กฎหมายลขิ สทิ ธิ์และทรพั ยส์ ินทางปัญญา
ทักษะการใช้ดิจิทลั เพ่อื การปอ้ งกนั และความปลอดภยั ทางโลกดจิ ทิ ลั 3.50 0.50
39. ฉันรู้การใชง้ านฟังก์ชันแสดงตำแหนง่ ทต่ี งั้ บนแอพพลเิ คชัน เชน่ เฟซบุ๊ก 3.53 0.50
40. ฉันใชก้ ารตัง้ คา่ การแชร์ของโซเชยี ลมีเดีย เพื่อเลอื กสง่ิ ที่คนอนื่ เหน็ เก่ยี วกบั ตนเอง
ได้อยา่ งเหมาะสม 3.47 0.50
41. ฉนั รถู้ ึงการเปิดเผยข้อมลู ส่วนตัวทเี่ หมาะสมเพื่อความปลอดภัยของตนในสือ่
สงั คมออนไลน์ 3.47 0.50
42. ฉันตดิ ต้งั โปรแกรมปอ้ งกันไวรสั และมีการอปั เดตอยา่ งสม่ำเสมอ 3.47 0.07
โดยรวม
จากตารางที่ 4.12 เห็นไดว้ า่ นกั เรียนทีเ่ ปน็ กลุม่ ทดลองไดร้ บั การประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล
ก่อนที่ครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มทดลองจะนำความรู้สู่การพัฒนาผู้เรียน (Pre-test) มีค่าเฉลี่ย (Mean)
โดยรวมเท่ากบั 3.47 และมคี ่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) เท่ากับ 0.07
3) ครูทเ่ี ป็นกลุ่มทดลองนำผลการเรียนรู้สูก่ ารพฒั นาผเู้ รียน
3.1 ข้นั ตอนและกจิ กรรมการดำเนนิ งาน
หลังจากที่มีการแนะนำให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองได้ศึกษาคู่มือประกอบโครงการทั้งสอง
โครงการโดยหลกั การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Learning) เพ่อื ให้เกิดการเรียนรู้ทสี่ ามารถจะนำผลการ
เรยี นร้ไู ปสูก่ ารพฒั นาทักษะการรดู้ ิจิทลั ให้กับนกั เรยี นได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ล ครูผู้เป็น
กลุ่มทดลองมีขั้นตอนและกิจกรรมการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 2 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 24
ธนั วาคม 2564 ถึงวันท่ี 24 กุมภาพนั ธ์ 2565 ดังนี้
-มีการประชุมวางแผนปรกึ ษากับผูม้ ีส่วนเกี่ยวข้องในโรงเรียนท้ังผู้บรหิ ารสถานศึกษา และ
คณะครูทเ่ี ป็นกลุ่มทดลอง
-วางแผนเพ่ือระดมความคิด ในการนำความรู้หลังจากที่ศึกษาคู่มือจากผ้วู ิจัยเขียนขึ้นมาว่า
จะนำไปปรบั ใช้อยา่ งไร
-เตรียมสถานท่ี ห้องเรียน ห้องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์และอปุ กรณ์ต่าง ๆ ทดสอบระบบ
อินเตอร์เน็ตให้พร้อมใช้งาน เพื่อให้คณะครูที่เป็นกลุ่มทดลอง และนักเรียนสามารถเข้าสู่ระบบ รับ -
สง่ ข้อมูลไดส้ ะดวก รวดเร็ว
175
หลงั จากครูทเ่ี ปน็ กลุ่มทดลองดำเนนิ การศึกษาค่มู ือวิจยั แล้ว โดยใชเ้ วลาว่างศกึ ษา เพื่อไม่
กระทบกับการจัดการเรียนการสอน และการปฏิบตั ิหนา้ ที่
-ครูที่เป็นกลุ่มทดลองระดมสมองหาข้อบกพร่องของคู่มือโดยการแบบถอดบทเรียน เพื่อ
การปรับปรุงแก้ไขคู่มือในโครงการที่ 2 หลังการทดลองในภาคสนามระยะที่ 2 โดยทางคุณครูที่เป็น
กล่มุ ทดลองได้กรอกขอ้ มลู เป็นรายบุคคล ผา่ นทาง Google Form
เมื่อศึกษาจนครบทุกท่านตามกรอบระยะเวลาที่ผู้วิจัยแนะนำ ผู้วิจัยประชุมคณะครูที่เป็น
กลุ่มทดลองอีกครั้ง เพื่อระดมความคิดหาข้อสรุปร่วมกันหลังจากที่ทุกคนศึกษามาแล้ว ว่ามีข้อพก
พร่องอะไรท่ีจะต้องแก้ไขปรบั ปรงุ ใหเ้ ปน็ แนวทางเดียวกนั
-นำแบบประเมินตนเองของผู้เรียน เป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ เพื่อตรวจสอบผู้เรียน
ก่อนการพัฒนา เพื่อทราบข้อมูลก่อนการพัฒนาเบื้องต้นจะมีผลอย่างไร ตามกระบวนการที่ผู้วิจัยได้
แนะนำ
-หลังจากน้ันครูท่ีเปน็ กลุ่มทดลองมกี ารนำความรู้ท้ังหมดท่ีได้จากการศึกษาคู่มือ ไปปรับใช้
ในการจัดการเรียนการสอน ไปพัฒนาผู้เรียน ตามกระบวนการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับการรู้ดิจิทัล มี
การบันทึกภาพกิจกรรมการเรียนการสอน มีการบันทึกกระบวนการพัฒนาตัวเองของผู้เรียนซึ่งผู้วิจัย
จะไปร่วมสังเกตการณ์ ครูที่เป็นกลุ่มทดลอง จัดการเรียนรู้ตามกระบวนการตลอดระยะเวลา 2 เดือน
(ดังภาพที่ 4.9) เช่น คุณครูธนัยนันท์ นิลสาย สอนวิชาภาษาต่างประเทศ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่
4-6 ได้นำเอาหลักการแนวคิดเกี่ยวกับการใช้สื่อเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน สอดแทรกใน
การติวภาษาอังกฤษในการสอบวัดผลระดับระดับชาติ (O-Net) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
เพื่อกระตุ้นการจดจำคำศัพท์ การเรียนรู้คำศัพท์จากเพลงภาษาอังกฤษ และการทบทวนติวก่อนสอบ
โดยใช้สื่อเทคโนโลยีมัลติมีเดียประกอบ เพื่อให้นักเรียนสนใจ และไม่เบื่อหน่ายการเรียนในรายวิชา
ภาษาอังกฤษ
-ในรายวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี ของคุณครูสุรพงค์ เรืองบุญ ในชั่วโมงของวิชา
คอมพวิ เตอรข์ องนักเรยี นระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1-3 จะใหน้ ักเรยี นสืบค้นข้อมูลจากแหล่งตา่ ง ๆ มา
นำเสนอโดยใช้โปรแกรมการนำเสนอ Power Point และมีการทำรายงานการค้นคว้าโดยฝึกให้
นักเรียนใช้โปรแกรม Microsoft word และสืบค้นข้อมูลโดยใช้แอพพลิเคชันต่าง ๆ บนเครือข่าย
สังคมออนไลน์ในการทำรายงาน เพื่อฝึกทักษะการใช้โปรแกรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและทักษะการ
ใช้งานคอมพิวเตอร์พื้นฐาน ให้มีความคล่องแคล่ว ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินทักษะการรู้ดิจิทัล
นักเรียนนนั้ จะต้องมีทักษะการใชเ้ ทคโนโลยีดิจทิ ัล รวมไปถึงพฤติกรรมการเข้าถงึ และการใช้ส่ือดิจิทัล
และทักษะการใช้ดิจิทัลเพื่อสืบค้นข้อมูล สารสนเทศ และเพื่อการดำเนินงานด้านเทคโนโลยี ได้อย่าง
ถูกตอ้ งและเหมาะสม
-ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ของคุณครูสาริศา บุญมี ได้จัดการ
เรียนการสอนโดยการสอดแทรกคลิปวิดีโอเพิ่มเติมในการอธิบาย เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจมาก
ยิ่งขึ้นในเนื้อหาสาระนั้น ๆ หรือภาพเคลื่อนไหวการทำงานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย แม้แต่
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ สารคดีทางวิทยาศาสตร์ในสื่อมัลติมีเดีย และการค้นคว้าอิสระ
ให้นำเสนอข้อมูลที่ค้นคว้า พร้อมทั้งสอดแทรกการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลในการจัดการเรียนการ
176
สอนในเนอ้ื หาสาระวชิ าวทิ ยาศาสตร์ เพ่อื สรา้ งความสนใจกระตุน้ ให้นักเรียนอยากรู้ อยากเห็น มีเหตุมี
ผล มีความคิดเชงิ วิทยาศาสตร์ มีความคดิ ริเริม่ สรา้ งสรรคผ์ ลงานอยา่ งอสิ ระและมีจติ วทิ ยาศาสตร์
-ในวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 คุณครูภชรธรรณ ศรีโชติตระกูลชัย
สอนเนื้อหาสาระวิชาวิทยาศาสตร์โดยสอดแทรกการพัฒนาทักษะการการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้
นักเรียนวิเคราะห์ข้อมูล แยกแยะ สังเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่ได้ค้นคว้าสืบค้นมา
จากอินเตอรเ์ น็ต ฝึกทกั ษะการใช้เทคโนโลยใี นการคน้ ควา้ หาขอ้ มูล มกี ารสรา้ งกลุ่มไลน์ของช้นั เรียนใน
การพดู คยุ สง่ งาน หรอื การเรียนออนไลน์ ฝึกใหน้ ักเรยี นใชเ้ ทคโนโลยีดิจิทลั อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม
-คุณครูที่เป็นกลุ่มทดลองทุก ๆ ท่านได้นำเอาหลักการแนวคิด เทคนิค วิธีการ ไป
ประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา มากน้อยต่างกัน
ตามบริบทของการเรียนการสอนของแต่ละรายวิชา และบริบทของการเรียนการสอนภายใต้
สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา Covid-19 เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีแนวคิด มีความรู้
ความเข้าใจ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลใหเ้ กดิ ประโยชนม์ ากทส่ี ดุ และตระหนักถึงความสำคญั ของทักษะการรู้
ดิจทิ ลั มากย่งิ ขึ้น
-หลังจากเสร็จกระบวนการทั้งหมดจากการนำความรู้ไปพัฒนานักเรียน เพื่อให้รู้ถึงการ
เปลี่ยนแปลงของนักเรียน ครูที่เป็นกลุ่มทดลองมีการประเมินนกั เรียน โดยใช้แบบประเมินตนเองของ
ผู้เรียน เป็นแบบประเมินค่า 5 ระดับ โดยใช้แบบสอบถามชุดเดิม ใน Google Form ก็จะได้ข้อมูล
จากแบบประเมนิ มาวเิ คราะห์คำนวณหาค่าตา่ ง ๆ ทางสถติ ิ
-เปน็ การเสร็จสน้ิ ในกระบวนการครนู ำความรูส้ กู่ ารพัฒนาผ้เู รียน ตามโครงการในระยะที่ 2
ของครทู ีเ่ ปน็ กล่มุ ทดลอง
177
ภาพท่ี 4.9 ครทู เ่ี ป็นกลมุ่ ทดลองนำผลการเรียนร้สู ่กู ารพฒั นานกั เรยี น
178
การนำข้อเสนอทางเลือกท่เี ป็นหลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธีการ / กจิ กรรมไปใช้
ในการพฒั นาทกั ษะการรู้ดจิ ิทลั ให้กบั นักเรียน
ในตอนท้ายของคู่มือประกอบโครงการทีส่ อง คือ โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนา
นักเรียน ผู้วิจัยได้จัดทำแบบประเมนิ ตนเอง (Self-Assessment) โดย Google Form ไว้ เพื่อให้ครูท่ี
เป็นกลุ่มทดลองได้ใช้ประเมินตนเองว่า หลังจากการนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียนตลอด
ระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา ได้นำเอาหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรมไปใช้ในการ
พัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลกับนักเรียนในระดับใด จากตัวเลือก 6 ระดับ คือ 0 หมายถึง ไม่ได้นำไป
ปฏิบัติเลย ตัวเลือก 1-5 หมายถึง นำไปปฏิบัติน้อยที่สุดถึงมากที่สุด ดังมีผลการประเมินตนเองใน
ตารางที่ 4.13
ตารางที่ 4.13 ผลการประเมินตนเองของครูที่เป็นกลุ่มทดลองในการนำข้อเสนอทางเลือกที่เป็น
หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรมไปใช้ในการพัฒนาทักษะการรู้
ดิจทิ ัลให้กบั นักเรยี น
ขอ้ เสนอหลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม คา่ ความถี่แสดงระดบั การนำไปปฏบิ ตั ิ
เพือ่ การนำไปปฏิบตั ิ 0 1 2 3 45
การพัฒนาทกั ษะการรดู้ จิ ิทลั 28
ทศั นะของ Ruesink (2014)
1. ทกั ษะคอมพวิ เตอร์ขั้นพ้นื ฐาน (Basic Computer Skills) 4 2 31
2. ทักษะคอมพวิ เตอร์ / เทคโนโลยขี ัน้ สูง (Advanced
Computer/Tech Skills) 37
3. ความปลอดภยั ในระบบออนไลน์ (Online Safety) 1 45
2 35
4. การประเมนิ ผลเนอ้ื หา (Content Evaluation)
2 35
5. ค้นหางานออนไลน์ (Online Job Search) 1 4 41
ทัศนะของ Pappas (2017) 4 3 21
3 2 41
1. ส่งเสรมิ การสำรวจดว้ ยตนเอง (Encourage Self-Exploration)
2 4 31
2. สรา้ งคู่มอื ทรพั ยากรออนไลน์ (Create an Online Resource
Guide) 1 18
3. ต้ังกฎพ้ืนฐานบางอย่าง (Set Some Ground Rules)
2 1 16
4. ประเมนิ ผลกลยทุ ธ์ E-Learning ปัจจุบนั (Evaluate Your
Current Elearning Strategy)
5. รวมการจำลองการรดู้ จิ ทิ ัล (Include Digital Literacy
Simulations)
6. สนบั สนุนเน้อื หา E-Learning ท่ีสรา้ งโดยผ้เู รยี น (Encourage
Learner-Generated Elearning Content)
7. จัดทำกิจกรรมสด (Host a Live Event)
179
ตารางที่ 4.13 (ตอ่ )
ขอ้ เสนอหลักการ / แนวคดิ / เทคนคิ / วธิ ีการ / กิจกรรม คา่ ความถ่แี สดงระดบั การนำไปปฏบิ ัติ
เพอ่ื การนำไปปฏิบตั ิ 0 1 2 3 45
ทัศนะของเวบ็ ไซตข์ อง Webwise Ie (n.d.) 2 17
1. การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) 37
2. ทกั ษะความปลอดภยั ออนไลน์ (Online Safety Skills)
3. วฒั นธรรมดจิ ิทัล (Digital Culture) 1 2 34
4. การทำงานร่วมกันและความคิดสร้างสรรค์ (Collaboration and 28
Creativity)
5. การคน้ หาขอ้ มลู (Finding Information) 1 27
6. การสื่อสารและมารยาทในการสื่อสาร (Communication and 46
Netiquette)
7. ทักษะการใช้งาน (Functional Skills) 1 2 34
ทศั นะของเว็บไซต์ของ Teaching Adults (n.d.)
1. ความรดู้ จิ ิทลั เปน็ ความรเู้ ฉพาะทาง (Tutor Knowledge) 1 2 25
2. การวางแผนลว่ งหนา้ และการปรบั ตัว (Advance Planning and 1 18
Adaptability)
3. รปู แบบการสอนทเี่ หมาะสม (Appropriate Teaching Style) 1 1 16
ทัศนะของเวบ็ ไซต์ของ National Library (n.d.)
1. มีความเขา้ ใจเนอื้ หาดจิ ทิ ลั (Digital Content) 1 2 34
2. การรวบรวมเนอ้ื หา (Curating Content) 1 27
3. คำนึงถงึ ลิขสิทธิแ์ ละครเี อทีฟคอมมอนส์ (Copyright and Creative
Commons) 1 1 26
ทัศนะของ Lakin (2017)
1. เข้าใจความสำคญั ของการรดู้ ิจทิ ัล (Understand the Importance 19
of Digital Literacy)
2. ยอมรบั วา่ คุณเป็นศัตรูที่เลวร้ายทส่ี ุดของคณุ เอง (Recognize That 2 35
You’re Your Own Worst Enemy)
3. เริ่มพื้นฐานของการรดู้ จิ ทิ ัล (Start with the Basics of Digital 1 2 34
Literacy)
4. การสร้างพื้นฐาน (Build on the Basics) 1 1 26
5. ยอมรบั การคดิ เชิงวิพากษ์ (Embrace Critical Thinking) 1 27
ทัศนะของ Devaney (2016)
1. มสี ว่ นร่วมในการดำเนินการเชิงกลยทุ ธ์ (Engage In Strategic 2 1 52
Implementations)
2. ม่งุ เน้นไปท่นี กั เรียนในฐานะผผู้ ลติ (Focus on Students As 1 54
Makers)
3. สร้างความร่วมมือด้านอตุ สาหกรรมการศึกษา (Build Industry- 2 2 42
Education Partnerships)