2
‘เรยี นร้สู ูก่ ารเปล่ยี นแปลง’
Transformative Learning
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
ISBN 978-616-8000-04-5
เจา้ ของ มลู นิธิสยามกัมมาจล
ผู้เขยี น ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
ท่ีปรึกษา ปยิ าภรณ์ มัณฑะจติ ร
บรรณาธกิ าร รัตนา กิตกิ ร
ออกแบบรูปเล่ม หจก.สตดู ิโอ ไดอะลอ็ ก
พมิ พโ์ ดย มูลนิธิสยามกัมมาจล
๑๙ ถนนรัชดาภิเษก แขวงจตจุ กั ร
เขตจตุจักร กรงุ เทพฯ ๑๐๙๐๐
โทรศัพท ์ ๐ ๒๙๓๗ ๙๙๐๑-๗
โทรสาร ๐ ๒๙๓๗ ๙๙๐๐
เว็บไซต์ www.scbfoundation.com
พิมพ์คร้ังที่ ๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๕๘
จำ� นวน ๕,๐๐๐ เล่ม
พมิ พท์ ่ ี บรษิ ทั เอส.อาร.์ พร้ินติ้ง
แมสโปรดักส์ จ�ำกัด
ราคา ๑๒๐ บาท
เรียนรูส้ ู่การเปลย่ี นแปลง
3
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
4
ค�ำ นำ�ผู้เขยี น
บั น ทึ กชุด ‘เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง’ ทั้งหมด ๒๕ ตอนชุดน ี้
ตคี วามจากหนงั สอื Transformative Learning in Practice : Insight from
Com m u n ity, Workplace, and Higher Education เขียนโดย
Jack Mezirow, Edward W. Taylor and Associates ตีพิมพเ์ มอื่ ค.ศ.
๒๐๐๙
ในค�ำน�ำนี้ เป็นการเสนอความเห็นว่า เน้ือหาของหนังสือเล่มนี้
มีความหมายหรือมคี ุณค่าอย่างไร ตอ่ ระบบการศกึ ษาของประเทศไทย
และมีประโยชน์อย่างไรต่อบรรดาครูอาจารย์ไทย ในการน�ำไปปรับใช้
เพ่ือกอบกคู้ ณุ ภาพการศึกษาของชาตใิ ห้กลับคืนมา
Jack Mezirow ใหค้ ำ� นิยามตอ่ ค�ำว่า Transformative Learning
ว่า “ ก ร ะ บวนการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิดอย่างจริงจัง (Critical
Refl e c t i on) ที่น�ำไปสู่การให้ความหมายใหม่ท่ีครอบคลุมมากย่ิงขึ้น
แยก ค ว า ม แตกต่างได้ชัดเจนข้ึน และบูรณาการความเข้าใจจาก
ประ ส บ ก า รณ์ของตนอย่างแท้จริง การเรียนรู้น้ีรวมทั้งการน�ำเอา
ความเข้าใจดงั กลา่ วไปส่กู ารปฏิบัติด้วย”
ผมมีความเชื่อว่า การเรียนรู้ที่แท้ในทุกระดับอายุและทุกระดับ
การ ศึกษาล้วนต้องเป็น Transformative Learning ทั้งสิ้น คือเป็น
การเรียนรทู้ ี่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตนในลักษณะของการให้
ความหมายใหมข่ องสงิ่ ตา่ งๆ เรอ่ื งราวตา่ งๆ เกดิ การเปลยี่ นแปลงโลกทศั น ์
ความมุ่งมัน่ และพฤติกรรม หรอื กล่าวง่ายๆ วา่ เป็นการเรยี นร้ทู นี่ �ำไปสู่
เรยี นรสู้ ูก่ ารเปลยี่ นแปลง
5
การเปล่ยี นกระบวนทศั น์ (Mindset Change) หรือเปลยี่ นโลกทัศน์
ผมเช่ือว่า ใครท่ีได้เรียนรู้จนกระท่ังเกิดผลลัพธ์ในระดับดังกล่าว
จะมีชีวิตที่ดี และผมเชื่อว่า คนทุกคนสามารถบรรลุการเรียนรู้เช่นน้ีได้
ไม่ ใช่บรรลุได้เฉพาะคนที่สมองดีเท่าน้ัน และการเรียนรู้ตามแนว
‘การเรียนรู้ในศตวรรษท่ี ๒๑’ ท่ีผู้เรียนบรรลุ ‘ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑’
ขนั้ สงู ย่อมบรรลุ Transformative Learning ไปในตวั
ผมมีความเหน็ วา่ การเรยี นรู้มี ๘ ระดับ คือ
๑ ร้ ู
๒ เขา้ ใจ
๓ นำ� ไปใช้เปน็
๔ วิเคราะห์ได้
๕ สงั เคราะหไ์ ด้
๖ ประเมิน หรอื เปรยี บเทยี บได้
๗ เปลยี่ นวธิ ีเรยี นรู้ของตนเปน็ และ
๘ นำ� ไปสู่การเปลย่ี นใจหรือเปลยี่ นกระบวนทศั น ์
คอื บรรลุ Transformative Learning น่นั เอง
ผมจงึ อา่ นและตคี วามหนงั สอื เลม่ นที้ ลี ะบท แลว้ นำ� มาแลกเปลยี่ น
เรียนรู้ในบลอ็ กเพือ่ ให้ ‘ครเู พือ่ ศิษย’์ ไดร้ ว่ มเรียนรู้ดว้ ย และน�ำเอาทฤษฎี
เหล่ า น้ี ไปเปรียบเทียบกับส่ิงท่ีเกิดข้ึนจริงในการท�ำงานจัดการเรียนรู ้
เพื่อศษิ ยใ์ นศตวรรษท่ี ๒๑ เพ่ือหาทางยกระดับการเรียนรขู้ องศษิ ยใ์ ห้
สามารถบรรลุการเรยี นรสู้ ู่การเปลยี่ นแปลง (Transformative Learning)
ใหจ้ งได้
วจิ ารณ์ พานิช
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
6
ค�ำ นยิ ม
ปฏริ ูปการเรียนรู้ - เรียนร้สู ู่การเปลี่ยนแปลงขน้ั พื้นฐาน
ขณะนมี้ นษุ ยชาตไิ มม่ ที างเลอื กอน่ื แลว้ ทจ่ี ะออกจากวกิ ฤตการณ์
ทถี่ งึ ทางตนั นอกจากเปลย่ี นแปลงขนั้ พนื้ ฐาน (Transformation) ในตวั เอง
อารยธรรมปัจจุบันได้น�ำมนุษยชาติเข้ามาสู่สภาวะวิกฤตที่เป็น
ทางตัน เพราะสังคมทั้งโลกได้เข้ามาเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อน
สลบั ซบั ซอ้ นและเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ โกลาหล และรนุ แรง กอ่ สภาวะ
วิกฤต ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่ิงแวดล้อม ซ่ึงกระเทือนถึง
ช้ันบรรยากาศท่ีท�ำให้เกิดสภาวะโลกร้อนและหายนะภัย อันมนุษย์
ไม่สามารถท�ำอะไรได้ รวมทั้งความขัดแย้งและสงคราม ระบบที่ซับซ้อน
และยากขนาดน้ีเกินความสามารถของมนุษย์ท่ีจะเข้าใจและแก้ไขได้ จึง
ถึงทางตัน อาการแสดงอย่างหนึ่งของทางตันก็คือ การท่ีประธานาธิบดี
อเมริกันผู้น�ำของชาติที่มีมหิทธานุภาพท่ีสุด ดูจะกลายเป็นคนไร้
ความสามารถที่จะจัดการกับปัญหาของโลก
มนษุ ยชาตจิ งึ ไมม่ ที างออกจากสถาวะวกิ ฤตดว้ ยโลกทรรศนว์ ธิ คี ดิ
และจิตส�ำนึกแบบเดิม หรือภพภูมิเดิมๆของตน
แต่ มนุษย์ก็มีศักยภาพอันหนึ่ง ซ่ึงสัตว์ไม่มี มีแต่ในความเป็น
มนุษย์ จึงอาจเรียกว่าศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ นั่นคือศักยภาพ
แห่งการเรียนรู้สูงสุด มนุษย์ธรรมดาอาจเรียนรู้จนเป็นพระพุทธเจ้าก็ได ้
การเรียนรู้สูงสุด คือ การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงตัวเองอย่างสิ้นเชิง
(Transformation learning = TL) คือ การเรียนรู้แล้วกลายเป็นคนใหม ่
โดยส้นิ เชงิ คอื โลกทรรศนว์ ธิ ีคิดจิตสำ� นกึ เปลี่ยนใหมห่ มด กลายเปน็ คนที่
เหน็ ความเปน็ หนง่ึ เดยี วของทงั้ หมด จติ ใจเปน็ อสิ ระ เบาสบาย ปลอดโปรง่
มีความสุขอย่างลึกล้�ำ มีไมตรีจิตอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพส่ิง
มีความถ่อมตัว มีสัมพันธภาพใหม่กับคนอื่นและสิ่งอื่น เป็นบุคคลท่ี
เรยี นร้สู กู่ ารเปล่ียนแปลง
7
สาม า ร ถ เ รียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติกับคนที่เกี่ยวข้อง ท�ำให้สามารถ
ฝา่ สถานการณ์ทีย่ ากไปสคู่ วามสำ� เร็จได้
อน า ค ต ข องมนุษยชาติจึงอยู่ท่ีการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง
ขั้นพนื้ ฐานในตวั ตน หรอื Transformation learning
กา ร ป ฏิ รูปการเรียนรู้เพ่ือสร้างการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง
ขน้ั พน้ื ฐาน หรือ TL จึงควรเปน็ นโยบายของระบบการศกึ ษาทั้งหมด
หนงั สอื เลม่ น้ี “เรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง” เกดิ จากฉนั ทะและวริ ยิ ะ
อย่ า ง แ ร งกล้าของศาสตราจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช นายกสภา
มหาวิทยาลยั มหดิ ล และประธานมูลนิธสิ ยามกัมมาจล ทถ่ี อดความและ
เพมิ่ เตมิ ความเหน็ จากประสบการณข์ องตนเอง จากหนงั สอื ชอ่ื “Transfor-
mative Learning in Practice : Insights from Community, Workplace and
Higher Education” เขยี นโดย Jack Mezirow Editor, Edward W. Taylor
และคณะ ผู้เขียนมีประสบการณ์อย่างหลากหลายและยาวนานในการ
ส่งเสริม TL ซึ่งมีค่ายิ่งนัก เมื่อมีงานสร้างสรรค์ทางปัญญาใดๆในโลก
ควรมกี ารแปลสภู่ าษาไทยใหม้ ากทส่ี ดุ เพอื่ เปน็ ทนุ ทางปญั ญาใหส้ งั คมไทย
เพราะหนทางขา้ งหน้ามแี ต่เส้นทางทางปัญญาเทา่ น้นั เพราะฉะนั้นการท่ี
คณุ หมอวจิ ารณ์ไดม้ อี ุตสาหะอย่างแรงกล้าในการถ่ายทอดเรอื่ งนี้ออกมา
เป็น “เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง” ในพากย์ไทยจึงควรได้รับการขอบคุณ
อยา่ งสูง
หวงั วา่ หนงั สอื เลม่ น้ี “เรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง” จะเปน็ ประโยชน์
อยา่ งกวา้ งขวางในกระบวนการปฏริ ปู การเรยี นรขู้ องไทย ซง่ึ นบั แตน่ ต้ี อ่ ไป
ควรจะต้องเปน็ ระเบียบวาระแหง่ ชาติ
ยคุ สมัยนี้เปน็ ยคุ สมัยแห่งการปฏิรปู การเรียนรู้
เพอื่ ใหเ้ กดิ การเรยี นรไู้ ดเ้ ตม็ ตามศกั ยภาพของความเปน็ มนษุ ย์
นนั่ คอื เรยี นรแู้ ลว้ เกดิ การเปลย่ี นแปลงขน้ั พนื้ ฐานในตวั เอง
อนั จกั ยกระดบั มนษุ ยชาตใิ หพ้ น้ ไปจากสภาวะวกิ ฤตอยา่ งถาวร
ประเวศ วะสี
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
8
คำ�น�ำ มูลนิธิ
‘การเรียนรู้’ เป็นความสามารถที่มนุษย์แตกต่างจากสรรพส่ิง
ท้ังมวล ท�ำใหม้ นุษยป์ รบั ตัวและสรา้ งสรรคส์ ังคมและวัฒนธรรมอยา่ ง
ต่อเนือ่ งไมห่ ยดุ ยัง้ การเรียนรู้ทท่ี รงคุณคา่ คือการเรียนรทู้ ่ีใช้ ‘พลังร่วม’
ในการสร้างสังคม ที่คนทุกกลุ่มในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข
เป็นการเรียนรู้ ที่จะเห็นและใช้ศักยภาพของตนเอง และคนรอบข้าง
มาผสานกนั เพอ่ื สรา้ งสรรค์สงั คม
หนังสอื เรยี นร้สู ู่การเปล่ยี นแปลง เล่มน ี้ เปน็ ผลงานเขยี นบลอ็ ก
ของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วจิ ารณ์ พานชิ ใน Gotoknow จ�ำนวน ๒๕
ตอน ตคี วามจากหนงั สอื Transformative Learning in Practice : Insight
from Community, Workplace, and Higher Education เขยี นโดย Jack
Mezirow, Edward W. Taylor and Associates ตพี ิมพ์เมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๙
เน้ือหา ในหนังสอื เล่มน ้ี จะพาผูอ้ ่านท�ำความเข้าใจถงึ ธรรมชาติ
ของการเปลี่ยนแปลงของแต่ละบุคคล ท่ีต้องผ่านการท้าทายกรอบ
แนวคิดเดิม คุณค่าเดิม ด้วยการติดตาม ตรวจสอบ จากข้อมูลใหม่
หาเหตแุ ละผล จนน�ำไปสูก่ ารมองเห็นแง่มุมใหมๆ่ ในบทแรกๆ เราจะได้
เรียนรู้ถึงแนวคิดทฤษฏีต่างๆ ที่เป็นเสมือนชิ้นส่วนของภาพท่ีต่อเติมให้
ผู้อ่านได้ท�ำความเข้าใจกับแนวคิดและแนวทางในการสร้าง ‘สภาวะ’
การเรียนรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง
ครง่ึ หลังของหนังสือ ให้น�้ำหนักไปที่ตวั อยา่ งของการเรียนรทู้ ่จี ะ
น�ำไปสู่ความส�ำเร็จของการขับเคล่ือน และเกิดการเปล่ียนแปลงใน
เรียนรู้สกู่ ารเปลย่ี นแปลง
9
หลายกรณ ี ทง้ั การเรยี นรใู้ นระดบั มหาวทิ ยาลยั วทิ ยาลยั ชมุ ชน การศกึ ษา
ผใู้ หญ่ หรือเฉพาะกลุ่ม ผ้อู ่านจะได้เหน็ ปัจจัยและวธิ ีการที่หลากหลาย
ของการเรียนรูท้ ่นี ำ� ไปสู่การเปลยี่ น ‘ตน’ โดย ‘คุณอำ� นวย’ (Facilitator)
มบี ทบาทในการจดั กระบวนการเรยี นรใู้ หเ้ กดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ทำ� ให้
ผเู้ รยี นเกดิ การเปลย่ี นแปลงตนเอง ทง้ั ภายใน (ใจ) และภายนอก (บคุ ลกิ )
สง่ ผลต่อการเปลี่ยนแปลงอืน่ ๆ ตามมา
หนังสอื เรยี นรู้สู่การเปล่ยี นแปลง เลม่ นี้ จึงเป็นกุญแจส�ำคัญ
ของคนที่ต้องการลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงตนเอง และต้องการเห็นการ
เปล่ยี นแปลงของหมคู่ ณะ ชุมชน สังคมรอบตวั
อย่างที่ ศาตราจารย์ นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช ได้กล่าวไว้ใน
บทส่งทา้ ย การเขา้ ถงึ TL ไม่ใช่เรือ่ งยากหรอื พิเศษมหศั จรรย ์ เป็นเร่อื ง
ธรรมดาๆทม่ี นษุ ยท์ กุ คนสามารถเขา้ ถงึ ได ้ สงิ่ สำ� คญั คอื การนำ� ไปทดลองใช้
ใหเ้ กดิ ผล และนำ� ประสบการณน์ นั้ ๆ มาแลกเปลย่ี นกนั เพอื่ ใหผ้ ทู้ ส่ี นใจ
นำ� ไปใชไ้ ดต้ อ่ ไป ซงึ่ จะทำ� ใหเ้ กดิ ประโยชนอ์ ยา่ งมากมายแกส่ งั คมไทยเรา
หวงั ว่าหนังสอื เล่มน ี้ จะมสี ่วนในการจุดประกายใหผ้ ทู้ ่เี กย่ี วข้อง
กบั การจดั การเรยี นรขู้ องคนทกุ กลมุ่ ไมจ่ ำ� กดั อายุ เพศ วยั และกลมุ่ พลงั
ต่างๆ น�ำไปใช้ เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลง
ทง้ั ตนเอง และสร้างสรรค์สงั คมไทยต่อไป
มลู นธิ สิ ยามกัมมาจล
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
10
สารบัญ
๑. พลงั ท้งั หกของการเรียนรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง ๑๔ - ๒๕
๒. ทฤษฎวี ่าดว้ ยการเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง ๒๖ - ๓๕
๓. สร้างความจรงิ ตา่ งแนว ๓๖ - ๔๕
๔. การเรยี นการสอนแบบสร้างการเรียนรูร้ ว่ มกนั ๔๖ - ๕๕
๕. E-Learning กบั Transformative Learning ๕๖ - ๖๕
เรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง
11
๖. Transformative Learning เพ่อื ภาวะผนู้ ำ� ๖๖ - ๗๕
๗๖ - ๘๕
๗. Mentoring
๘๖ - ๙๓
๘ . เรียนรูผ้ า่ นมติ ทิ างวัฒนธรรม
๙. เรียนโดยสานเสวนา ๙๔ - ๑๐๑
๑๐. การเรยี นรสู้ ูก่ ารเปลย่ี นแปลงในวชิ า Palliative Care ๑๐๒ - ๑๐๙
๑๑. Critical Reflection ในสงั คมทนุ นยิ ม ๑๑๐ - ๑๒๑
๑๒๒ - ๑๓๑
๑๒. เรอื่ งเล่าเร้าพลังภาคปฏิบตั ิในท่ีท�ำ งาน
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
12
๑๓. โค้ชให้เปลยี่ นมมุ มอง ๑๓๒ - ๑๔๑
๑๔๒ - ๑๕๓
๑๕๔ - ๑๖๓
๑๖๔ - ๑๗๗
๑๔. พลงั ของการเรยี นโดยการปฏิบัติ ๑๗๘ - ๑๘๙
๑๙๐ - ๑๙๙
๒๐๐ - ๒๑๑
๑๕. TL ในการศึกษาพ้นื ฐานของผู้ใหญ ่
๑๖. จากช่างสอู่ าชีพครู
๑๗. การศึกษาเพ่อื ความยั่งยืน
๑๘. เรยี นรู้เพื่อเปล่ยี นแปลงชวี ิตผู้หญิงในโบลเิ วยี
๑๙. การพฒั นาสตรีในชมุ ชนฮาร์เลม็ ตะวันออก
เรียนรสู้ ูก่ ารเปลย่ี นแปลง
13
๒๐. กะเทาะเปลอื กไข่ ๒๑๒ - ๒๒๓
๒๒๔ - ๒๓๑
๒๓๒ - ๒๔๓
๒๑. โรงเรยี นเกษตรกร ๒๔๔ - ๒๕๓
๒๕๔ - ๒๖๓
๒๖๔ - ๒๖๗
๒๒. เรยี นโดยตัง้ คำ�ถามและหาคำ�ตอบร่วมกนั
๒๓. ละลายความคิดเหยยี ดเช้อื ชาต ิ
๒๔. ย้อนอดตี สอู่ นาคต
๒๕. AAR
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
14
การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลงมปี จั จยั ขบั เคลอ่ื นทส่ี �ำ คญั ๖ ปจั จยั
ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน โดยเป็นทั้งปัจจัยเชิงทฤษฎีและปัจจัย
เชิงปฏิบัติ โดยอาจมองได้ว่า ปัจจัยทั้งหมดล้วนเป็นทักษะที่จำ�เป็น
ของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
บทน้มี าจากการตีความ บทท่ี ๑ Fostering Transformative Learning เขยี นโดย Edward W. Taylor
เรียนรสู้ ู่การเปล่ยี นแปลง
15
๑.
พลังทั้งหกของการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
การสอนให้เกิด Transformative Learning ก็คือการ
อำ�นวยการเรยี นรใู้ หเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงในตวั ผเู้ รยี น หนงั สอื
เลม่ นบ้ี อกวา่ ในการศกึ ษานกั เรยี นจะไดร้ บั การทา้ ทายตอ่ โลกทศั น์
ของตน และในท่ีสุดก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงระบบคุณค่า
และโลกทศั น ์ โดยประสบการณ์ตรงของตนเอง
แตผ่ มมคี วามเหน็ ทต่ี า่ งออกไป โดยผมมองวา่ Trans-
formative Learning ตอ้ งเปลย่ี นแปลงทง้ั โลกทศั น์ (Affective
Attributes) ความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Attributes)
และพฤติกรรม (Psychomotor Attributes) คือมีการ
เปล่ียนแปลงอย่างครบถ้วนในทุกด้าน เป็นการ
เปล่ียนแปลงท่ีเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งเนื้อทั้งตัว
(Holistic Change)
การศึกษาที่แท้ต้องนำ�ไปสู่ ‘การเปลี่ยนแปลงทั้ง
เนอื้ ทั้งตัว’ (Holistic Change)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
16
“Transformative Learning ต้อง
เปลี่ยนแปลงท้ังโลกทัศน์ (Affective
Attributes) ความรคู้ วามเขา้ ใจ (Cognitive
Attributes) และพฤตกิ รรม (Psychomotor
Attributes) คือมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
ครบถ้วนในทุกด้าน เป็นการเปล่ยี นแปลง
ท่ีเรียกว่า การเปลี่ยนแปลงท้ังเน้ือท้ังตัว
(Holistic Change)”
เนื่องจากผู้เขียนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Adult Learning จึงโยง
Transformative Learning (TL) เขา้ กบั ศาสตรด์ า้ น Adult Learning และ
บอกวา่ TL เปน็ Communicative Learning ซง่ึ หมายถงึ การเรยี นเปน็ กลมุ่
โดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยการร่วมกันตรวจสอบแนวความคิด ความเชื่อ
คณุ คา่ ความรสู้ กึ ผา่ นกระบวนการตา่ งๆ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ผา่ นการปฏบิ ตั ิ
จรงิ ในชวี ติ แลว้ จงึ มมี ตริ ว่ มกนั ตอ่ การเปลย่ี นแปลงนน้ั
ผมชอบที่ผู้เขียนบอกว่า ความเข้าใจเรื่อง TL ของเขานั้นยังอยู่
ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ยังต้องมีการศึกษาเรียนรู้อีกมาก และความรู้ใน
การจัดการชนั้ เรียนของเขาก็ยงั ไมช่ ดั เจน
ผมชอบทผ่ี เู้ ขยี นเรม่ิ ตน้ ดว้ ยการทา้ ทายความรเู้ ดมิ เกย่ี วกบั TL ของ
เขาว่ายังไม่สมบูรณ์ ยังจะต้องมีการพัฒนาขึ้นจากความรู้ความเข้าใจ
ที่ไดจ้ ากการปฏบิ ตั ิ และบอกวา่ บทนเ้ี ปน็ ขอ้ สรปุ จากความรเู้ ทา่ ทม่ี ขี อง
ผเู้ ขยี น
เรียนรสู้ ่กู ารเปลี่ยนแปลง
17
ปจั จยั หลัก (Core Elements) ของ TL
ในชว่ งแรกเขา้ ใจว่ามี ๓ ประการ คอื
๑ ประสบการณ์ของปัจเจกบคุ คล
๒ การสะทอ้ นคดิ อยา่ งจริงจัง
๓ สุนทรียสนทนา
ต่อมาจึงเกิดความเขา้ ใจปัจจยั อ่นื ๆ ที่มีความสำ�คัญเทา่ เทียมกัน
รวมเปน็ ๖ ปัจจยั ได้แก ่
๔ มุมมอง/วธิ กี ารท่ีครบดา้ น (Holistic)
๕ ใหค้ วามสำ�คัญตอ่ บริบท (Context)
๖ ความสัมพนั ธท์ ่ีอยบู่ นฐานของความจริงใจ
นอกจากนน้ั ความเขา้ ใจใน ๓ ปจั จยั แรกของเขากพ็ ฒั นาไปดว้ ย
เช่น เข้าใจว่า การสะท้อนคิดน้ันเป็นเร่ืองของการเรียนรู้ด้านจิตใจ
(Affective) ไม่ใช่ด้านเหตุผล และยังเข้าใจว่า ปัจจัยหลักทั้ง ๖ ด้านนั้น
ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ทั้งหมดมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และ
การปฏิบัติร่วมกันภายใต้บรรยากาศที่ถูกต้อง และการอำ�นวยการที่
ถู ก ต้ อ ง จ ะ ส ร้ า ง ค ว า ม สัมพันธ์ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันในหมู่ผู้เรียน
รวมถึงระหว่างผู้เรียนกับครูด้วย ซึ่งทำ�ให้สุนทรียสนทนามีพลังและนำ�
ไปสู่การสะท้อนคิดที่มีพลัง
เมื่ออ่านแล้วผมนึกถึงหลักการและวิธีปฏิบัติว่าด้วยการจัดการ
ความรู้ (Knowledge Management) ที่สมาชิกที่เข้าร่วมทุกคนจะต้อง
อยู่ในบรรยากาศของ Mutual Trust ท่ีสมาชิกจะได้แลกเปล่ียน Tacit
Knowledge ของตนออกมาอยา่ งไมม่ ีการปิดกน้ั
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
18
ดังนั้น ปัจจัยหลักทั้ง ๖ ด้านก็คือเครื่องมือจัดการความรู้นั่นเอง
ในการประยุกต์ใช้หลักการที่เป็นปัจจัยหลัก ๖ ด้าน จำ�เป็นต้อง
ปฏิบัติอยู่ภายใต้หลกั การใหญ่ของ TL เพ่ือให้บรรลุผลของ TL อยา่ งเตม็
ประสิทธิภาพ ไม่ใชท่ ำ�อยา่ งไร้เปา้ หมาย
ทฤษฎี TL มีความแตกต่างหลากหลาย โดยอาจจำ�แนกใหญ่ๆ
เป็น ๒ แนว คือ
๑ แนวเนน้ ปจั เจก
๒ แนวเน้นสังคม
โดยที่ทฤษฎี TL แนวเน้นปัจเจกนั้นนำ�เสนอโดย Mezirow และ
อกี หลายทา่ น มหี ลกั การสำ�คญั อยทู่ ก่ี ารเนน้ การเปลย่ี นแปลงระดบั ตวั
บคุ คล ในขณะที่ทฤษฎี TL แนวเน้นสงั คมนนั้ นำ�โดยเปาโล แฟร์ (Paulo
Freire) โดยจะเนน้ ไปทกี่ ารเปลยี่ นแปลงระดบั สงั คม ซง่ึ ในความเปน็ จรงิ
แล้วการเปลย่ี นแปลงทั้งสองระดับนมี้ ีความเชอ่ื มโยงสัมพนั ธก์ นั
ประสบการณ์ของปจั เจกบคุ คล
ประสบการณน์ หี้ มายรวมทงั้ ประสบการณท์ บี่ คุ คลนนั้ ผา่ นพบมา
แลว้ และประสบการณใ์ นชน้ั เรยี น โดยจะเปน็ ขอ้ มลู สำ�หรบั นำ�มาพดู คยุ
แลกเปลย่ี นการตคี วาม หรอื สะทอ้ นคดิ เพอ่ื ตรวจสอบและทำ�ความเขา้ ใจ
ระบบคุณคา่ ของแต่ละปัจเจกบคุ คล
ประสบการณ์นี้ รวมท้ังกิจกรรมท่ีครู/อาจารย์ออกแบบให้แก่
ชน้ั เรยี น ใหน้ กั เรยี น/นกั ศกึ ษาปฏบิ ตั แิ ลว้ รว่ มกนั สะทอ้ นคดิ หลงั รว่ มกนั ทำ�
กิจกรรม เพื่อทำ�ความเข้าใจความคิด ความเช่ือ หรือโลกทัศน์ที่
เรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง
19
เปลย่ี นแปลงไปของตน โดยการสะทอ้ นคดิ อยา่ งจรงิ จงั รว่ มกนั อยา่ งอสิ ระ
ไมก่ งั วลวา่ ความคดิ เหน็ ของตนจะเหมอื นหรือตา่ งจากของคนอ่ืน จะชว่ ย
ส่งเสรมิ การเปลีย่ นแปลงได้เป็นอย่างดี
เขาบอกวา่ ประสบการณก์ ารเรยี นรูท้ เ่ี ออื้ ต่อ TL ไดแ้ ก่
๑ ครอู อกแบบประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ ม่ี มี ติ ดิ า้ นคณุ คา่ แทรก
อยูม่ าก
๒ มีกิจกรรมให้นักเรียนลงมือทำ� หรือสัมผัสจริง ซึ่งจะช่วยให้
นักเรียนได้ฝึกทำ�ความเข้าใจ คุณค่าของกิจกรรมหรือสิ่งต่างๆ
ยิ่งกิจกรรมนั้นก่อให้เกิดความอึดอัด หรือได้รับประสบการณ ์
เชงิ อารมณจ์ ะยง่ิ มโี อกาสเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นโลกทศั นส์ งู ขนึ้ และ
ถ้าหากได้ไปเยี่ยมสถานที่ หรือร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง โอกาส
เกดิ การเปลย่ี นโลกทศั นก์ ย็ ง่ิ สงู ตามไปดว้ ย เช่น นกั ศึกษาแพทย์
ได้เดินทางไปเย่ียมผ้ปู ่วยท่ีใกลจ้ ะเสียชวี ติ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
20
ส่งเสริมใหเ้ กิดการสะท้อนคดิ อยา่ งจรงิ จงั
การสะทอ้ นคดิ มี ๓ แบบ คอื
๑ Content Reflection - สะทอ้ นคดิ สง่ิ ทเ่ี รารบั รู้ รสู้ กึ คดิ และทำ�
คอื การตอบคำ�ถาม What
๒ Process Reflection - สะท้อนคดิ วา่ เรารับรู้ รู้สกึ คดิ และทำ�
อยา่ งไร คือการตอบคำ�ถาม How
๓ Premise Reflection - สะท้อนคิดว่าทำ�ไมเราจึงรับรู้ รู้สึก
คิด และทำ� คอื การตอบคำ�ถาม Why
โดยการตอบคำ�ถาม Why จะทำ�ใหเ้ กดิ การสะทอ้ นคดิ อยา่ งจรงิ จงั
(Critical Reflection) คอื ทำ�ใหเ้ กดิ การตรวจสอบความเชอ่ื หรอื คณุ คา่
เดมิ โดยนเี่ ปน็ รูปแบบของการสะทอ้ นคดิ ที่เรารูจ้ กั และใชก้ นั น้อยทสี่ ดุ
เชื่อกันว่า การมีทักษะและวัตรปฏิบัติ ในการใช้การสะท้อนคิด
อย่างจริงจังนั้นเป็นพัฒนาการด้านการเรียนรู้ขั้นสูง (Mature Cognitive
Development) ดังนั้น ในกรณีของครู/อาจารย์จึงพึงตรวจสอบอยู่เสมอ
วา่ ทำ�ไมจงึ จดั ใหน้ กั เรยี นเรยี นรสู้ ง่ิ นน้ั ไมใ่ ชเ่ พยี งแคส่ ะทอ้ นคดิ วา่ จะจดั
การเรยี นรอู้ ยา่ งไร และใหเ้ รียนอะไร
เครอ่ื งมอื ทช่ี ว่ ยใหเ้ กดิ การสะทอ้ นคดิ อยา่ งจรงิ จงั ทส่ี ำ�คญั อกี อยา่ ง
หนง่ึ คอื การเขยี นบนั ทกึ ทเ่ี รยี กวา่ Journal ทง้ั เขยี นในรปู แบบ Online และ
เขยี นแบบสะทอ้ นคดิ (Reflective Journal) และประสบการณต์ รงสว่ นตวั
ของผมคือ การทำ� AAR (After Action Review) โดยครูที่มีทักษะในการ
ต้งั คำ�ถามใหค้ รอบคลมุ คำ�ถาม Why
ผมเคยเขยี นและพดู ในหลายทแ่ี ละหลายโอกาสวา่ การเขยี นบลอ็ ก
ของผมคือแบบฝึกหัดสะท้อนคิดที่มีส่วนช่วยสำ�คัญต่อการเรียนรู้ตลอด
ชีวิตของผม
เรียนรู้สู่การเปล่ยี นแปลง
21
สุนทรียสนทนา
เพื่อให้การเรียนรู้นำ�ไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในได้อย่างแท้จริง
ครูและนักเรียนต้องมีทักษะในการพูดคุย/ประชุมกันแบบสุนทรียสนทนา
(Dialogue) ซง่ึ ตรงกนั ขา้ มกบั การอภปิ ราย (Discussion) เพราะสนุ ทรยี -
สนทนาจะช่วยใหม้ ีการตรวจสอบและเปดิ เผยสิง่ ทซ่ี ่อนอย่ลู ึกๆ ภายในใจ
ของแตล่ ะคนออกมา นำ�ไปสู่การเปลี่ยนแปลงท้งั ส่วนบคุ คล (Personal
Transformation) และการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่ม
(Social Transformation) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งสองแบบ จะส่งเสริม
ซึ่งกนั และกัน นำ�ไปสพู่ ลวตั ของ TL
ในกระบวนการสนุ ทรียสนทนา ‘คณุ อำ�นวย’ (Facilitator) คอื ครู
ต้องพยายามกระตนุ้ ให้มีการตแี ผข่ ้อมลู ลกึ ๆ ออกมาในวงสุนทรียสนทนา
โดยการต้ังคำ�ถาม “คิดอย่างไรจึงทำ�สิ่งนั้น หรือทำ�อย่างนั้น” หรือ “แลว้
อย่างไรอีก” เพ่อื ให้มีการเผยความในใจในระดับความเช่อื และคุณค่า
ออกมา
หนังสือบอกว่า สุนทรียสนทนาจะช่วยให้เข้าใจ ‘ชายแดนของ
ความหมาย’ (Edge of Meaning) ของแต่ละปัจเจกบุคคล และถ่าง
ข้อจำ�กัดนั้นให้กว้างออกไปได้ การจะบรรลุสภาพนี้ได้ต้องมีความ
ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียนกับครู และระหว่างเพ่ือนนักเรียน
ด้วยกนั เอง
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
22
มมุ มอง/วิธีการที่ครบดา้ น
การเรยี นเชงิ เทคนคิ หรอื การมคี วามรใู้ นเชงิ วชิ าการเพยี งอยา่ งเดยี ว
ไมส่ ามารถทำ�ใหบ้ รรลุ TL ได ้ แตต่ อ้ งเปน็ การเรยี นแบบครบดา้ น คอื การ
ผสมหรือบูรณาการกับการเรียนรู้ด้านใน (Affective) ซึ่งไม่ชัดเจนตายตัว
เพราะแตล่ ะบคุ คลมคี วามเขา้ ใจทแ่ี ตกตา่ งกนั และมสี ว่ นของอารมณเ์ ปน็
ปัจจัยหลัก
มผี ลการวจิ ยั บอกวา่ การเปลย่ี นแปลงมกั ไมไ่ ดเ้ กดิ จากกระบวนการ
เชงิ เหตผุ ล (Analyze – Think – Change) แตม่ กั เกดิ จากกระบวนการทาง
ความรู้สึก (See – Feel – Change) และมีคำ�อธิบายทางสรีรวิทยา
ว่า กระบวนการเรยี นรกู้ บั อารมณม์ คี วามสมั พนั ธก์ นั เราจะสงั เกตเหน็ วา่
เราจะจดจำ�เหตุการณ์ที่ก่ออารมณ์รุนแรงได้ไม่รู้ลืม
วิธีจัดการเรียนรู้ท่ีบูรณาการวิธีการเรียนท่ีใช้กระบวนการเชิง
อารมณ์ ไดแ้ ก่ การใชก้ ระบวนการทางศิลปะ เช่น ใหว้ าดรูป ให้ทำ�สมาธิ
ร่วมกัน ในประเทศไทยเรารู้จักวิธีจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้กันใน
ชื่อ ‘กระบวนการจิตตปัญญา’ รวมทง้ั กระบวนการแสดงออกรว่ มกนั เชน่
ใหเ้ ลา่ เรอ่ื ง (Storytelling) และกระบวนการคน้ หาทที่ ำ�ใหเ้ ขา้ ใจความรสู้ กึ
ของตนเอง และเขา้ ใจความรสู้ ึกของกนั และกนั (Cooperative Inquiry)
ให้ความสำ�คัญต่อบรบิ ท
การให้ความสำ�คัญต่อบริบท เป็นการทำ�ความเข้าใจเชิงลึกต่อ
ปจั จยั สว่ นบคุ คล และปจั จยั เชงิ สงั คมและวฒั นธรรม ทำ�ใหเ้ ปน็ การเรยี นรู้
ทไี่ ม่แคบหรอื ไมแ่ ยกสว่ นจากความเป็นจริง
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคนจะมี
อิทธิพลต่อการเรียนรู้ โดยนักเรียนบางคนจะเข้าใจบางเรื่องได้ดีหรือ
เร็วกวา่ คนอ่ืน ทำ�ใหเ้ ปลีย่ นแปลงไดง้ ่ายกว่า
เรียนรสู้ ูก่ ารเปลยี่ นแปลง
23
โดยปจั จยั ทีท่ ำ�ใหเ้ ปล่ียนแปลงไดง้ ่าย ได้แก ่
๑ เหตกุ ารณก์ ระทบใจในอดีต
๒ การนำ�เขา้ ส่บู ทเรยี น
๓ ผเู้ รียนอยู่ตรงรอยต่อของการให้ความหมาย
(Transitional Zone of Meaning Making)
ผมขอเพิม่ เตมิ ข้อคิดเหน็ จากประสบการณส์ ่วนตัววา่ ในชวี ติ จรงิ
บรบิ ททช่ี ว่ ยเออ้ื ตอ่ การเปลย่ี นแปลง คอื การมเี ปา้ หมายทท่ี รงคณุ คา่ รว่ มกนั
ที่เรียกว่า วิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) ในศาสตร์ด้านการจัดการจึง
ให้ความสำ�คัญต่อการพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วมเป็นปฐมบทของการสร้างการ
เปลี่ยนแปลง
ความสมั พนั ธ์บนฐานของความจริงใจ
ผมมคี วามเห็นว่า การเรยี นรสู้ ูก่ ารเปลย่ี นแปลงมีความเลือ่ นไหล
อยตู่ ลอดเวลา ไมม่ หี ลกั มน่ั ใหย้ ดึ แตท่ มี เรียนรตู้ อ้ งการสิ่งทมี่ ่ันคงบาง
อยา่ งเป็นหลักให้ยึดเพื่อทำ�ใหก้ ารเรียนรู้ TL ประสบความสำ�เรจ็ และส่ิง
ท่ีม่ันคงนั้นก็คือ ความจริงใจของสมาชิกท่ีมีต่อตนเองและต่อเพ่ือนร่วม
‘เดินทาง’ เรียนรสู้ ูก่ ารเปล่ียนแปลง
ในความเป็นจริง กระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นทั้ง
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
24
เป้าหมาย (End) และวิธีการ (Means) คือ ในกระบวนการเรียนรู้นั้น
ครูออกแบบและอำ�นวยกระบวนการเรียนรู้เพ่ือให้นักเรียนค่อยๆ สั่งสม
งอกงามปัจจัยหลกั ท้ัง ๖ ของการเรยี นรูส้ กู่ ารเปล่ียนแปลง ไปพร้อมๆ
กับเกิดผลการเปลย่ี นแปลงขึ้นภายในตน
หนงั สอื เลม่ นบ้ี อกวา่ มคี วามสมั พนั ธ์ ๔ ชนดิ ทเ่ี กอ้ื หนนุ การเรยี นรู้
สู่การเปลี่ยนแปลง คือ ความสัมพันธ์ที่เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ,
ความสัมพันธ์เชิงความรัก, ความสัมพันธ์ด้านความทรงจำ� และความ
สมั พันธ์เชิงจินตนาการ
เขาบอกวา่ ความจรงิ ใจ ไวเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจกนั ในชน้ั เรยี นจะกอ่ ผล
ต่อการเรียนรู้ ๕ ประการ คือ
๑ ทำ�ให้มีสติอยูก่ บั ตวั เอง
๒ ตระหนักในความต้องการของผู้เรียน และตระหนักว่าผล
ประโยชน์ของนกั เรียน อาจแตกต่างจากผลประโยชน์ของคร ู
๓ ทำ�ให้เปิดใจตอ่ กัน
๔ นำ�ไปสู่ความเข้าใจว่าบริบทมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม หรือการ
ปฏิบัต ิ
๕ มกี ารไตรต่ รองสะท้อนคดิ รว่ มกนั อย่างจริงจังลกึ ซ้ึง และมีการ
ไตร่ตรองสะท้อนคิดด้วยตนเอง
ผเู้ ขยี นยำ้ �นกั ย้ำ�หนาวา่ ความรคู้ วามเขา้ ใจเรอื่ ง TL ยงั ไมส่ มบรู ณ์
และมีประเด็นสำ�คัญที่ครูพึงเอาใจใส่ คือ การสอนต้องเป็น Student-
Centered Teaching
เรยี นรู้สู่การเปล่ยี นแปลง
25
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
26
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงมีหลายทฤษฎีมาประกอบกัน
จดุ ส�ำ คญั คอื การพฒั นาทักษะในการนำ�เอากรอบความคิด ความเชื่อ
ระบบคุณค่าของตนเองออกมาตรวจสอบประเมนิ ใครค่ รวญ ไตรต่ รอง
ผา่ นประสบการณช์ วี ติ ทง้ั ในอดตี และในปจั จบุ นั จนในทส่ี ดุ กรอบความคดิ
ของตนเปล่ียนแปลงไป การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงนี้ มีทั้งส่วนที่เป็น
การเรยี นรภู้ ายในดว้ ยตัวคนเดยี ว และสว่ นที่แลกเปลย่ี นเรยี นรู้กบั ผ้อู ื่น
บทนีม้ าจากการตีความ บทที่ ๒ Transformative Learning Theory เขียนโดย Jack Mezirow
ศาสตราจารยด์ ้าน Adult Learning แหง่ มหาวทิ ยาลยั โคลมั เบีย
เรียนรสู้ ่กู ารเปล่ยี นแปลง
27
๒.
ทฤษฎวี ่าด้วยการเรยี นรู้สูก่ ารเปลยี่ นแปลง
จุดเรม่ิ ต้นและพฒั นาการ
ปี ค.ศ. ๑๙๗๘ Jack Mezirow ตีพิมพ์บทความลงใน
วารสาร Adult Education Quarterly ชี้ให้เห็นถึงประเด็นการ
เรียนรู้ในผู้ใหญ่ที่มีการทำ�ความเข้าใจ ประเมินซ้ำ� และ
เปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งของสมมตฐิ านในใจ ทม่ี ผี ลตอ่ ความคดิ
ความเชื่อ เจตคติ และการกระทำ� จนถือเป็นจุดกำ�เนิด
ของการเรียนรู้ TL ที่มีพัฒนาการต่อเนื่องมากว่า ๓๐ ปี และ
ยังคงมีการพัฒนาต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา โดยที่ผ่านมามีการ
ประชุมนานาชาติในหัวขอ้ น้ีต่อเนอ่ื งรวมท้ังส้นิ ๗ คร้งั
บทความท่ีตีพิมพ์ในปี ๑๙๗๘ ดังกล่าวน้ัน เป็นผล
สบื เนื่องมาจาก ผลงานวิจัยของเขา ที่กระทรวงศึกษาธิการ
ของสหรัฐอเมริกา สนับสนุนให้ทำ�วิจัยถึงปรากฏการณ์ที่
ผ้หู ญิงในวยั ผใู้ หญ่ หวนกลบั ไปเรยี นในระดบั อดุ มศกึ ษาอกี ครง้ั
มากขน้ึ อยา่ งทไ่ี ม่เคยปรากฏมาก่อน
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
28
ผลการวจิ ยั ชน้ิ นพ้ี บวา่ โลกทศั นข์ องผหู้ ญงิ เหลา่ นม้ี กี ารเปลย่ี นแปลง
ทง้ั หมด ๑๐ ขน้ั ตอน ไดแ้ ก ่
๑ เกิดความสบั สน
๒ ตรวจสอบตนเอง
๓ ประเมนิ สมมตฐิ านต่างๆ อยา่ งจริงจัง
๔ พบความสัมพันธร์ ะหว่างความไม่พอใจกับกระบวนการ
สู่การเปลยี่ นแปลง
๕ คน้ หาบทบาท ความสมั พันธ์ และการปฏิบัติใหม่
๖ วางแผนปฏิบัติ
๗ หาความรูแ้ ละทกั ษะเพื่อบรรลแุ ผน
๘ ทดลองบทบาทใหม ่
เรียนรู้ส่กู ารเปลย่ี นแปลง
29
๙ สรา้ งสมรรถนะและความมน่ั ใจตอ่ บทบาทใหม่
๑๐ นำ�โลกทศั น์ใหม่มาเปลีย่ นแปลงชีวติ ของตนเอง
หลังจากนั้นมีทฤษฎีอีกหลายทฤษฎีที่ช่วยพัฒนาความเข้าใจใน
เรอ่ื ง TL มาอย่างตอ่ เนอ่ื ง ได้แก่ หลักการ Conscientization ของ Paulo
Freire, ทฤษฎี Transformation ของ Roger Gauld รวมทั้งข้อเขียนของ
Jurgen Habermas และ Harvey Siegal
Instrumental และ Communicative Learning
เป็นสมมติฐานที่เสนอโดย Jurgen Habermas เขากล่าวว่า
Instrumental Learning หมายถึง การเรียนรู้ผ่านการจัดการหรือควบคุม
สภาพแวดล้อมหรือบุคคลอื่น เป็นการเรียนรู้ในสายวิทยาศาสตร์
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
30
และคณิตศาสตร์ ส่วน Communicative Learning (การเรียนร้ผู ่าน
การสอ่ื สาร) เปน็ การเรยี นรูผ้ า่ นการทำ�ความเขา้ ใจผูอ้ ืน่ วา่ เขาหมายความ
ว่าอย่างไรเมื่อเขาสือ่ สารกบั เรา
การเรียนรู้แบบหลังนี้ จะเกิดขึ้นอย่างมีพลังในบรรยากาศที่เป็น
อสิ ระและทมี เรยี นรมู้ คี วามไวว้ างใจซง่ึ กนั และกนั และมกี ารสอ่ื สารขอ้ มลู
และสารสนเทศตอ่ กันอย่างครบถว้ น ไมม่ ีการปิดบังกนั
สมมติฐานวา่ ด้วยการเรยี นรู้
สมมติฐานว่าด้วยการเรียนรู้เป็นชุดสมมติฐานว่า อะไรบ้าง
ท่ีสามารถเรียนรู้ได้ ภายใต้เง่ือนไขอะไรบ้าง เช่น คนท่ีคิดแบบไตร่ตรอง
สะท้อนคิด (Reflective Thinker) ตระหนักว่า มีความไม่แน่นอนว่าใคร
จะคิดอย่างไร กลา่ วง่ายๆ คอื ตระหนกั วา่ คนเราคดิ ต่างกัน
ปจั จยั ทท่ี ำ�ใหค้ ดิ ตา่ ง เชน่ สมมตฐิ านเกยี่ วกบั หลกั ฐาน(Evidence)
อำ�นาจ (Authority) และการตคี วาม (Interpretation) แตก่ ม็ เี ครอ่ื งมอื หรอื
เกณฑ์หาข้อยุติตาม Grounded Theory ของ John Dewey เช่น การ
ประเมินข้อมูลหลกั ฐาน (Evidence), การถามความเห็นของผเู้ ชีย่ วชาญ,
การถกเถียงหาข้อยุติ และการตรวจสอบผลกระทบจากข้อเสนอทางออก
เป็นตน้
Habermas เสนอว่า แม้การเรียนรู้สายวิทยาศาสตร์ก็มีสอง
แนวทางเช่นกัน คือ แนวสร้างทฤษฎีจากการทดลองหรือปฏิบัติการจริง
(Empirical-Analytical) กบั แนวขยายความ (Reconstruct) ซง่ึ มกั เปน็ การ
ขยายความเพื่อทำ�ความเข้าใจมนุษย์และสังคม ได้แก่ งานของ Noam
Chomsky, Jean Piaget, Lawrence Kohlberg รวมทัง้ Communicative
Theory ของ Habermas ดว้ ย
ทฤษฎี TL เปน็ ทฤษฎกี ารเรยี นรแู้ นวขยายความ (Reconstructive
Theory) และเป็น Communicative Learning คือเรียนรู้จากการ
มีปฏสิ มั พนั ธ์และส่อื สารกับคนอนื่
เรยี นรู้สูก่ ารเปล่ียนแปลง
31
พลวตั : กระบวนการเรียนรู้
อาจนิยาม TL ได้ว่า หมายถึงการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงกรอบ
ความคิดที่มีปัญหาหรือยังไม่ลงตัวโดยทำ�ให้ครอบคลุมมากขึ้น แยกแยะ
มากขึ้น ผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรองมากขึ้น เปิดกว้างมากขึ้น และมี
พื้นฐานทางอารมณ์ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง
จะเหน็ วา่ TL มธี รรมชาตเิ ปน็ การเปลย่ี นแปลง และเออ้ื ตอ่
การเปล่ียนแปลง เป็นพลวัตเรือ่ ยไป
กลไกการเรียนร้มู ี ๔ ทาง คอื
๑ โดยทบทวนความรเู้ ดมิ
๒ โดยเรยี นรู้ความหมายใหม่
๓ เปล่ยี นแปลงความหมายเดิม
๔ เปลี่ยนแปลงกรอบของการใหค้ วามหมาย
TL คือการเรียนรู้ตามแนวทางที่ ๔ ที่จะต้องมีการท้าทาย
กรอบการให้ความหมายเดิม ตรวจสอบเหตุผลในการตัดสินใจ
ของตนเอง มากกวา่ การซมึ ซบั เอาความเชอ่ื คณุ คา่ ความรสู้ กึ และ
การตดั สินใจของคนอ่นื มาเปน็ ของตน แต่ TL กไ็ ม่ไดล้ อยอยใู่ น
สญุ ญากาศ โดยยงั อยใู่ ตอ้ ทิ ธพิ ลของอำ�นาจ (Power and Influence)
ความแตกตา่ งของอดุ มการณ ์ เชอ้ื ชาต ิ ชนชน้ั เพศ จกั รวาล และอน่ื ๆ
การเปลี่ยนแปลงใน TL อาจเกิดขึ้นทีละเล็กละน้อยหรืออาจเกิด
แบบก้าวกระโดด มีผลให้กรอบของการให้ความหมายเปล่ียนไปโดย
สน้ิ เชงิ
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
32
“TL คือการเรียนรู้ตามแนวทางที่จะต้อง
มีการท้าทายกรอบการให้ความหมายเดิม
ตรวจสอบเหตผุ ลในการตดั สนิ ใจของตนเอง
มากกว่าการซึมซับเอาความเช่ือ คุณค่า
ความรู้สึก และการตัดสินใจของคนอ่ืนมา
เป็นของตน แต่ TL ก็ไม่ได้ลอยอยู่ใน
สุญญากาศ โดยยังอยูใ่ ต้อิทธิพลของอานาจ
(Power and Influence) ความแตกต่าง
ของอดุ มการณ์ เช้ือชาติ ชนชัน้ เพศ
จกั รวาล และอ่ืนๆ”
การประยกุ ต์ใช้ : บัณฑิตศกึ ษาของผู้ใหญ่
ผู้เขียนเล่าเรื่องการประยุกต์ใช้ TL ในหลักสูตรปริญญาเอกด้าน
Adult Education ในผใู้ หญ่ ทม่ี กี ารจดั การเรยี นแบบ Guided Independent
Study ที่วิทยาลัยครูแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียที่จัดมาแล้วเป็นระยะ
เวลากว่า ๒๐ ปี โดยนักศึกษาต้องมีประสบการณ์ด้านการจัดการศึกษา
ในผูใ้ หญม่ าแล้วไมน่ ้อยกวา่ ๕ ปี
การเรยี นหลกั สตู รทว่ี า่ นน้ั เปน็ ภาคเรยี นทฤษฎี ใชเ้ วลาเรยี นทง้ั สน้ิ
๒ ป ี โดยนกั ศกึ ษามาเรยี นหนง่ึ ปลายสปั ดาหต์ อ่ เดอื น และเรยี นเขม้ ขน้
๓ สปั ดาหใ์ นชว่ งฤดรู อ้ น โดยเรยี นแบบ Problem-Based Learning เปน็
เรียนรูส้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง
33
ทมี ๖ คน เพอ่ื ฝกึ Collaborative Inquiry, Discourse, และ Transformative
Learning และมสี นุ ทรยี สนทนาผา่ นอนิ เทอรเ์ นต็ ดว้ ย ในการเรยี นหลกั สตู ร
นม้ี นี ักศึกษา จากทว่ั โลก เช่น จากซาอุดิอาระเบียและอลาสกา้ เป็นต้น
โดยในระหวา่ งการเรยี นผสู้ มคั ร ตอ้ งเขยี นประเดน็ ในเรอ่ื งการศกึ ษา
ของผู้ใหญ่ นำ�เสนอข้อโต้แย้งทั้งสองด้าน บอกความเห็นของตน และ
วิเคราะห์สมมติฐานของตนเอง จากนั้นอาจารย์จะอ่านและวิเคราะห์
อยา่ งละเอยี ดเพอ่ื หาสมมตฐิ าน ทซ่ี อ่ นอยทู่ ผ่ี สู้ มคั รมองไมเ่ หน็ จากนน้ั สง่
ขอ้ วพิ ากษก์ ลบั ไปใหผ้ ูส้ มคั รปรบั ปรงุ โดยสว่ นใหญแ่ ลว้ มกั ตอ้ งปรบั ปรงุ
กันคนละ ๒ - ๓ คร้งั
วิชาท่ีเรียนในหลักสูตรนี้ ได้แก่ Assumption Analysis, Life
Histories, Media Analysis, ศึกษางานของ Paulo Freire และ
Transformation Through Art And Literature, Program Development,
Adult Learning, Research Methods, Adult Literacy, และ
Organizational Development
วธิ กี ารทพี่ บวา่ เปน็ ประโยชนใ์ หเ้ กดิ การใครค่ รวญสะทอ้ นคดิ เรอื่ ง
ความคิดสมมติ (สมมติฐาน) อย่างจริงจังได้แก่ Critical Incidents,
Journal Writing, Media Analysis, Repertory Grids, Metaphor
Analysis, Conceptual Mapping, Action Learning, Collaborative
Learning และ Action-Reason-Thematic Technique โดยเทคนคิ เหลา่ น้ี
มีการอธิบายรายละเอยี ดไว้ในหนงั สือชอื่ Fostering Critical Reflection
in Adulthood
จิตวทิ ยากับการเรยี นรูส้ ูก่ ารเปล่ียนแปลง
TL อาจอธบิ ายไดด้ ว้ ยจติ วทิ ยาการพฒั นาตวั ตน (Individuation)
ตามทฤษฎขี อง Carl Jung โดยมนษุ ยแ์ ตล่ ะคนจะคอ่ ยๆ รจู้ กั ตวั เองพรอ้ มๆ
กบั พัฒนาความเปน็ ตวั ของตัวเองใหม้ ีความแตกต่างจากคนอืน่ ๆ
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
34
โดย Jung เสนอแนวทางพัฒนาความเป็นตัวตนสองแนวทาง
คอื แนวทางพฒั นาดา้ นใน (Introvert ซง่ึ ผมตคี วามวา่ เปน็ การใครค่ รวญ
ไตร่ตรองด้วยตนเอง ในตอนอื่นของหนังสือเรียกว่า Separate Knower)
กบั แนวทางพฒั นาดา้ นนอก (Extrovert ซง่ึ ผมตคี วามวา่ เปน็ การปฏสิ มั พนั ธ์
กับผู้อื่น ในตอนอื่นของหนังสือ เรียกว่า Connected Knower) แนวทาง
หลงั เช่อื มโยงกับ Action Learning และ Collaborative Inquiry
การตัดสินมีสองแนวทาง คือ แนวทางใช้เหตุผล หรืออย่างมีสติ
หรอื โดยการใครค่ รวญ (Reflection) กบั แนวทางใช้ความรูส้ ึก หรอื อย่าง
อัตโนมตั ิ หรือโดยใชป้ ญั ญาญาณ (Intuition)
TL เปน็ กระบวนการ ‘สนุ ทรยี สนทนา’ ระหวา่ งการตดั สนิ ทง้ั สองแบบ
จนในทสี่ ดุ เกดิ การพฒั นาดา้ นในของตวั ตน เปลยี่ นกรอบความคดิ (Frame
of Reference) เปน็ ของตนเองชดั เจนย่งิ ขึน้
จิตวิทยาว่าด้วยการเรียนรู้ผ่านบาดแผลทางใจ (Traumatic
Learning) เสนอโดย Roger Gould เพือ่ เปลย่ี นประสบการณ์ดา้ นลบให้
เป็นประสบการณ์การเรียนรู้ โดยที่การเรียนรู้นี้เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน
ไม่เกี่ยวกับครูแต่อย่างใด (โดยที่ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก เพราะผม
คิดว่าครูที่มีทักษะในการเป็น Facilitator ของกระบวนการ Reflection /
AAR ยอ่ มมสี ว่ นชว่ ยในการเอื้อตอ่ กระบวนการเรียนรอู้ ยา่ งมาก)
พัฒนาการในอนาคต
Patricia Cranton เสนอแนวทางทำ�ความเข้าใจ TL แนวใหม่ๆ
ไวใ้ นหนงั สอื Understanding and Promoting Transformative Learning :
A Guide for Educators of Adults ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
กับอำ�นาจ, บริบททางวัฒนธรรมกับการเรียนรู้, การรู้ส่วนบุคคลกับการรู้
เชิงจนิ ตนาการ
เรยี นรูส้ ่กู ารเปล่ยี นแปลง
35
John M. Dirkx เสนอวา่ TL มพี ฒั นาการไป ๔ แนวทาง ได้แก่
๑ แนวทางของ Paulo Freire ที่บอกว่า จะมีการเรียนรู้เพื่อ
ปลดปล่อยคนทีถ่ ูกกดขี ่
๒ แนวทางของ Mezirow ที่เน้นความคิดเชิงเหตุผลผ่านการ
ใคร่ครวญไตรต่ รองอยา่ งจรงิ จงั ตอ่ สมมติฐานของตน
๓ แนวทางของ Daloz 1990 ที่เน้นกระบวนการทางสังคมที่ใช้
ปัญญาญาณ (Intuition) และบรบิ ท
๔ แนวทางของ Dirkx ทเ่ี นน้ ความเชอ่ื มโยงกบั จติ วญิ ญาณ
(Spirituality)
พัฒนาการในอนาคตอีกแนวหนึ่งคือเช่ือมโยงกับจินตนาการ
ปัญญาญาณ และอารมณ์ท่ี Mezirow ถูกวพิ ากษ์ว่าละเลยมติ ินี้ ซึง่ เปน็
คำ�วจิ ารณท์ มี่ เี หตผุ ล ทส่ี ำ�คญั คอื ความสามารถในการจนิ ตนาการวา่ อาจ
ตคี วามสง่ิ ใดสง่ิ หนง่ึ แตกตา่ งไปจากทเ่ี ราคนุ้ เคยได้ และการใชป้ ญั ญาญาณ
หรอื อารมณก์ อ็ าจนำ�ไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลงไดเ้ ชน่ เดยี วกนั กบั การใชเ้ หตผุ ล
มุมมองเชิงจักรวาล (Cosmology) เป็นอีกแนวทางหนึ่งของ
พฒั นาการของ TL คอื มอง TL เปน็ การเรยี นรสู้ อู่ กี จกั รวาลหนง่ึ มกี ารรบั รู้
ตวั ตนของตนเองและตอ่ สรรพสิง่ แตกต่างออกไป
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
36
ศลิ ปะนน้ั สามารถชว่ ยใหม้ นษุ ยส์ ามารถเขา้ ถงึ ความจรงิ ในตา่ งแนว
หรือต่างมิติจากท่ีเคยสัมผัสอยู่ในชีวิตประจำ�วันอยู่เป็นประจำ�ได้ ศิลปะ
สามารถช่วยให้มนุษย์เปิดเผยตัวตน และทำ�ให้มนุษย์สามารถทำ�ความ
เขา้ ใจตนเองในมติ ทิ ี่ไมเ่ คยเขา้ ใจมากอ่ นซงึ่ น�ำ ไปสกู่ ารเปลยี่ นแปลงตนเอง
บทนม้ี าจากการตคี วาม บทท่ี ๓ Creating Alternative Realities : Arts-Based Aproaches
to Transformative Learning เขยี นโดย Shauna Butterwick รองศาสตราจารยด์ า้ นการศกึ ษา
University of British Columbia เมอื งแวนคเู วอร์ ประเทศแคนาดา, Randee Lipson Law-
rence รองศาสตราจารยด์ า้ นการศกึ ษาผใู้ หญ่ National-Louis Universty เมอื งชคิ าโก ประเทศ
สหรฐั อเมรกิ า
เรยี นรูส้ ูก่ ารเปลี่ยนแปลง
37
๓.
สรา้ งความจรงิ ตา่ งแนว
ผเู้ ขยี นบอกวา่ ขอ้ เขยี นของตนชน้ิ น ้ี มาจากประสบการณ์
สว่ นตวั ทเี่ ขาไดเ้ รยี นรวู้ า่ ศลิ ปะมสี ว่ นในการชว่ ยสรา้ ง ‘พนื้ ท’่ี
(Space) ใหเ้ กิดการเปลีย่ นแปลงข้นึ ได้
ศิลปะที่ผู้เขียนใช้มีหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ใช้ภาพ
(Visual Metaphor) เพื่อแสดงขั้นตอนพัฒนาการของผู้ใหญ ่
ใชก้ ล้องถ่ายภาพเพ่ือเรียนรู้เทคนิคการสังเกตเพ่ือการวิจัย
ใช้บทกวเี พอ่ื วเิ คราะหข์ อ้ มลู และใชล้ ะครเพอื่ เลา่ เรอื่ ง เปน็ ตน้
ในประสบการณ์เหล่าน้ี ก็จะมีคนที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
(Transformation) ขนึ้ ได ้ เนอ่ื งจากประสบการณจ์ ากการทำ� งาน
ศิลปะเปน็ อีกมิติหนึ่งของประสบการณ์ ท่ีไม่สามารถสัมผัส
ได้ด้วยประสบการณ์การเรยี นรแู้ บบอน่ื ๆ
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
38
ผู้เขียนนิยามค�ำว่า Transformative Learning ว่าหมายถึงการ
เปลี่ยนรูป (Shape-Shifting), เปล่ียนอารมณ์, เปล่ียนความคิด, เปลี่ยน
โลกทัศน์, เปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวเราเองต่อผู้อ่ืน เพื่อให้เกิดสังคมท่ี
มคี วามเปน็ ธรรมมากขนึ้ โปรดสงั เกตวา่ ผเู้ ขยี นบทนี้ มเี ปา้ หมายสดุ ทา้ ย
ของ Transformative Learning คือการได้สังคมท่ีเป็นธรรม ไม่ได้เป็น
เพียง TL แบบลอยๆ หรือ TL ที่ท�ำให้ได้คนที่มีความเห็นแก่ตัวมากขึ้น
ผมเข้าใจว่า โดยส่วนใหญ่แล้ว กระบวนการเปล่ียนแปลงตนเอง
จะค่อยๆ เกิดข้ึน แต่การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนแบบฉับพลันทันทีทันใด
(ซาตอร)ิ กน็ ่าจะมีได้บ้าง
การใชล้ ะครเปน็ กระบวนการเพ่อื การเปลีย่ นแปลง
ละคร ก็สามารถเป็นเคร่ืองมือสร้างการเรียนรู้สู่การเปล่ียน
แปลงได ้ โดยละครจะเปน็ ตวั การสอื่ ความเขา้ ใจประสบการณช์ วี ติ
ผ่านสู่สาธารณะ โดยที่ผู้ชมไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายรับรู้เท่าน้ันแต่
ประสบการณ์ของผู้ชม จะผนวกเขา้ เปน็ สว่ นหนง่ึ ของการแสดงดว้ ย
เพราะในระหว่างชมการแสดง ผู้ชมก็จะเกิดการสะท้อนคิดไปในตัว
โดยการใคร่ครวญสะท้อนคิดน้ี อาจเกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรง
ของตนเองและจากการไดร้ บั รปู้ ระสบการณข์ องผอู้ นื่ โดยอาจเกดิ
จากการน�ำเสนอเป็นข้อเขยี น การเลา่ เร่ืองดว้ ยวาจา หรือเล่าเร่ือง
ด้วยท่าทางหรอื การแสดงละคร
ร่างกายของเรา ดูดซับหรือสั่งสมความรู้ส่วนท่ียังไม่ถ่ายทอด
เข้าสสู่ มองหรอื จติ สำ� นกึ การแสดงละครจงึ เปน็ วธิ กี ารหนง่ึ ทชี่ ว่ ยนำ� เอา
ความรสู้ ว่ นทซี่ อ่ นเรน้ อยนู่ น้ั ออกมาสพู่ น้ื ทเี่ ปดิ เผย สกู่ ระบวนการทำ� ความ
เขา้ ใจ จนกระทง่ั เกิดปัญญาและการเปลย่ี นแปลง
เรียนรสู้ กู่ ารเปลี่ยนแปลง
39
“ละคร ก็สามารถเป็นเครื่องมือสร้าง
การเรยี นรู้สกู่ ารเปลย่ี นแปลงได้ โดยละคร
จะเป็นตัวการสื่อความเข้าใจประสบการณ์
ชีวิตผ่านสู่สาธารณะ โดยท่ีผู้ชมไม่ได้เป็น
เพียงฝ่ายรับรู้เท่านั้น แต่ประสบการณ์
ของผู้ชมจะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
การแสดงดว้ ย”
วงเสวนาสะทอ้ นการกดข่ี
โดย Randee Lipson Lawrence
เรอ่ื งเลา่ ตอ่ ไปน้ี มที ม่ี าจากการประชมุ ปฏบิ ตั กิ ารแกอ่ าจารยแ์ ละ
นักศึกษา โดยใช้ละครเรื่อง Theater of the Oppressed ซึ่งมีเป้าหมาย
ของชั้นเรียนว่า ใช้เทคนิคการเล่นละครเป็นเคร่ืองมือในการเล่าเรื่องราว
ท่ียากล�ำบากและมีความขัดแย้ง รวมถึงเพ่ือฝึกซ้อมหาวิธีแก้ไขการ
ถูกกดข่ีในแนวทางใหม่ๆ
ละครเรื่องนี้เริ่มต้นด้วยการอุ่นเคร่ือง ให้สมาชิกคุ้นเคยกับการ
ทำ� งานดว้ ยรา่ งกาย เนอื่ งจากผใู้ หญส่ ว่ นใหญค่ นุ้ กบั การเรยี นดว้ ยการคดิ
แต่ไม่คุ้นกับการเรียนด้วยร่างกาย ผู้เขียนจึงลดความกังวลของสมาชิก
ด้วยการบอกว่า กิจกรรมน้ีไม่ได้มีเป้าหมายที่การแสดง แต่มี เป้าหมาย
เพือ่ แสวงหาวธิ ีการเรยี นดว้ ยแนวทางใหม่
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
40
จากน้ันให้สมาชิกแต่ละคน นึกถึงเหตุการณ์การกดขี่ท่ีตนเคย
เผชิญ และให้แสดงการกดข่ีนน้ั ดว้ ยร่างกายของตน ๑ ท่า โดยมีสมาชิก
คนอื่นๆ คอยเฝ้าดู เวียนกันไปจนกระท่ังท�ำครบทุกคน ตามด้วยการ
อภปิ รายเพอ่ื ทำ� ความเขา้ ใจทา่ ทางของแตล่ ะคน ตอ่ จากนน้ั ใหแ้ ตล่ ะคน
ออกมาสร้างประติมากรรมของเหตุการณ์กดข่ี ท่ีตนตกเป็นเหยื่อโดยใช้
ร่างกายของเพอ่ื นทเ่ี ปน็ อาสาสมคั ร มาเปน็ วสั ดใุ นการสรา้ งประตมิ ากรรม
โดยมขี อ้ แมว้ า่ ต้องเคารพเพ่ือน เพราะหากต้องให้อาสาสมัครเปิดเผย
รา่ งกายส่วนใดนั้นตอ้ งให้เพ่ือนผูเ้ ป็นอาสาสมัครนนั้ สมคั รใจดว้ ย และ
ระหว่างน้ันต้องไม่มีการสื่อสารด้วยถ้อยค�ำใดๆ และ ‘ประติมากร’ ต้อง
ทำ� งานอยา่ งรวดเรว็ โดยไม่คดิ มาก เพ่อื ป้องกันไมใ่ หข้ ้อมลู ในใจหลน่ หาย
ไประหว่างทางของการคดิ
เขาเลา่ เรอื่ งของ คารส์ นั (ชอ่ื สมมต)ิ ผทู้ ำ� หนา้ ทป่ี ระตมิ ากรคนหนงึ่
คาร์สัน เป็นหนุ่มเกย์ ที่สร้างประติมากรรมเล่าเร่ืองในวัยเด็ก ที่ตนเอง
ถกู วยั รนุ่ เกเรกลมุ่ หนงึ่ รมุ ทำ� รา้ ย เพราะมที า่ ทางแปลกแตกตา่ งจากคนอน่ื
ในประติมากรรม คาร์สัน นอนคุดคู้เอามือสองข้างกุมศีรษะอยู่ท่ามกลาง
วงวยั รนุ่ ทกี่ ำ� ลงั ทบุ ตเี ขาอย ู่ ในขณะทสี่ รา้ งประตมิ ากรรมเพอื่ นๆทง้ั ทแี่ สดง
เปน็ สว่ นหนง่ึ ของประตมิ ากรรมชนิ้ น้ี และทเ่ี ปน็ ผชู้ มตา่ งกไ็ มเ่ ขา้ ใจเหตผุ ล
ของการถูกท�ำร้าย แต่เมื่อมีการเสวนากันในภายหลังคาร์สันจึงเฉลย
ว่าเป็นเพราะเขาเปน็ เกย์และอธบิ ายวา่ เขารสู้ กึ อย่างไรบา้ งในเหตุการณ์
นน้ั คารส์ ันบอกว่า เขาไมก่ ลา้ บอกพ่อแม่และครู เพราะในตอนนั้นเขา
ยงั ไมไ่ ดเ้ ปดิ เผยตนวา่ เปน็ เกย์ และเขาเกรงวา่ หากบอกออกไปจะยงิ่ ทำ� ให้
สถานการณ์เลวรา้ ยลงย่ิงขึ้น
คาร์สัน บอกว่า เพื่อนท่ีร่วมทุบตีเขาบางคนบอกกับเขาว่า ตน
สงสารคาร์สัน ไม่อยากทุบตี แต่ก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกลุ่มเพื่อน
จึงต้องร่วมวงทุบตีไปด้วย แต่ก็มีบางคนท่ีบอกว่า ได้ร่วมวงทุบตีย่อม
ดีกว่าเปน็ ผ้ถู ูกกระท�ำเสียเอง
เรยี นรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง
41
ในที่สุดวงเสวนา ก็คุยกันเร่ืองการเป็นผู้กดข่ีกับการเป็นผู้ถูกกดข่ี
ว่าเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันหรือไม่ และมีทางหรือไม่ท่ีคนที่เก่ียวข้อง
จะปฏเิ สธบทบาทการเปน็ ผถู้ กู กดขแ่ี ละปฏเิ สธบทบาทการกดข ่ี วงประชมุ
ปฏิบัตกิ ารไดล้ องสรา้ งประติมากรรมใหม่ โดยท่อี าสาสมคั ร ‘ประตมิ ากร’
ออกไปจ�ำลองเหตุการณ์สถานการณ์ ที่คาร์สันไม่ยอมรับการรุมท�ำร้าย
ทลี ะคนๆ โดยในประติมากรรมชนิ้ หน่งึ ประติมากรออกแบบใหค้ ารส์ ัน
ยืนตัวตรง ศีรษะเชิด จนท�ำให้กลุ่มวัยรุ่นเกเรเดินจากไป และอีก
ประตมิ ากรรมหน่ึง คาร์สันยื่นมือชี้ข้ึนในลักษณะที่ก�ำลังอธิบายอะไรบาง
อย่าง จนมีกลุ่มวยั รุน่ ลอ้ มวงฟงั อยา่ งตั้งใจ อีกประติมากรรมหนงึ่ เพอ่ื น
วยั รนุ่ อีกจำ� นวนหน่งึ กำ� ลงั ห้ามปรามขดั ขวางไม่ให้เพื่อนรมุ ตคี าร์สัน
น่ีเป็นตัวอย่าง ของการใช้การแสดงละครเป็นเคร่ืองมือในการ
สอื่ สารวา่ ในแต่ละปัญหามีแนวทางแก้ไขใหมๆ่ เสมอ
วงเสวนาสะท้อนการเหยียดผวิ
โดย Shauna Butterwick
บทความชิ้นนี้เล่าเร่ืองวง ‘สโมสรหนังสือ’ ที่มหาวิทยาลัยบริติช
โคลัมเบีย ในปี ค.ศ. ๒๐๐๖ ท่ีมีสมาชิก ๔ คนมารวมตัวกันเดือนละคร้ัง
เพื่อสนับสนุนการท�ำหน้าที่ต่อต้านพฤติกรรมเหยียดผิว โดยมีสมาชิก
ประกอบดว้ ย
๑ ปารก์ เกอร์ หนมุ่ แอฟรกิ นั อเมรกิ นั ทเ่ี พงิ่ ยา้ ยจากสหรฐั อเมรกิ ามา
ท�ำงานในแคนาดา ท่ีสหรัฐอเมริกา ปาร์กเกอร์มีประสบการณ์
ท�ำงานด้านเช้ือชาติ และการเหยียดผิวในโรงเรียนมัธยมหลาย
แห่งและหลายป ี
๒ อนิ ด้ี หญงิ ลกู ครงึ่ อนิ เดยี – แคนาดา เธอทำ� งานในมหาวทิ ยาลยั
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
42
ด้านการพัฒนานกั ศึกษา ท�ำหนา้ ท่ใี ห้คำ� ปรกึ ษาแก่นักศกึ ษา
๓ ยาเอล หญิงชาวแคนาดาเช้ือสายยิว ยาเอลอาศัยอยู่ใน
สหรฐั อเมรกิ าหลายปี และกลบั มาอาศยั ทแี่ คนาดาไมน่ าน ท ่ี
สหรฐั อเมรกิ าเธอทำ� หน้าทดี่ า้ นตอ่ ตา้ นการแบ่งแยกเช้ือชาติใน
สถาบนั อุดมศกึ ษาส่วนท่มี หาวทิ ยาลัยบริติช โคลมั เบยี เธอท�ำ
หนา้ ที่พฒั นาอาจารย์
และ ๔ ผู้เขียน ซ่ึงเป็นคนขาวชั้นกลาง ท�ำหน้าที่อาจารย์และสนใจวธิ ี
จัดการเรยี นรู้ด้านการตอ่ ตา้ นการกดขี่
วงสโมสรหนังสือเลือกหนังสือเล่มแรกในการอ่านร่วมกัน คือ
Dancing on Live Embers : Challenging Racism in Organizations
ที่เป็นหนังสือเกี่ยวกับการแบ่งแยกเชื้อชาติในองค์กร เน้นไปท่ี
ปรากฏการณ์ที่เกิดและแฝงอยู่ในระบบ (Systemic) วงสโมสรหนังสือ
คุยกันลงลึกในรายละเอียดมากจนผู้เขียนบอกว่า ท�ำให้ตนนึกถึง Study
Circle ท่ีใช้ในการศกึ ษาผใู้ หญ่
ปลายปี ๒๐๐๖ ทมี งานตกลงกนั วา่ จะไปจดั กจิ กรรมในงานสปั ดาห์
RoR (Realities of Race) ทมี่ หาวทิ ยาลยั บรติ ชิ โคลมั เบยี เพอื่ เฉลมิ ฉลอง
United Nations International Day for the Elimination of Racial
Discrimination ซ่ึงตรงกับวันที่ ๒๑ มีนาคม คณะสโมสรหนงั สอื ทมี
นี้เตรียมไปจัดวง ‘สานเสวนา’ (Dialogue) เพื่อท�ำความเข้าใจใน
ประเด็นที่ทีมได้เรียนรู้จากหนังสือเล่มดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นที่
เข้าใจยาก เช่น สิทธิพิเศษของคนขาว ความเจ็บปวดและบาดแผลของ
การแบ่งแยกเช้ือชาติ และความหมายของการเลิกแบง่ แยกเชอ้ื ชาติ
กระบวนการสานเสวนามบี รรยากาศของความอดทนอดกลน้ั ตอ่ กนั
ไว้เนื้อเช่ือใจกัน และมีการแลกเปล่ียนประสบการณ์ความเจ็บปวดต่อกัน
กล่าวคือ มันสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกได้เป็นอย่างดี
แตก่ วา่ จะสำ� เรจ็ ไดอ้ ยา่ งนน้ั การจดั วงสานเสวนานต้ี อ้ งใชเ้ วลาเตรียมการ
เรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง
43
กว่า ๓ เดือน มีปาร์กเกอร์ในฐานะผู้มีประสบการณ์ท�ำงานดา้ นนมี้ า
กอ่ นท�ำหน้าท่ีเขียนบทของการเสวนา
หลักการส�ำคัญของการสานเสวนาครั้งน้ันคือ ทีมงานจะเน้นการ
เล่าประสบการณ์ตรงของตนเอง ไม่เน้นการเล่าเรื่องของบุคคลอ่ืนเพ่ือ
ให้การเสวนาด�ำเนนิ ไปด้วย ‘ความจรงิ ’ ทไ่ี ม่ใชเ่ รือ่ งจากทฤษฎ ี และมี
การตกลงกนั ว่า ตอ้ งใช้หลกั 5R ในการเล่าเร่ือง คือ
๑ แยกระหว่าง Race และ Racism ให้ชัดเจน เพ่ือแสดงให้
เหน็ วา่ ตัวปญั หาคือ Racism ไม่ใช่ Race
๒ Repetition ท�ำความเข้าใจว่าการท�ำซ�้ำๆ เป็นส่วนหนึ่งของ
ปฏบิ ัติการแยกเช้อื ชาต ิ เชน่ เดยี วกับปฏิบัตกิ ารตา้ นการแยก
เชอ้ื ชาติ
๓ Recognition ท�ำความเข้าใจว่า การแยกเช้ือชาติส่วนใหญ่แฝง
อยู่โดยไม่ไดร้ บั การสังเกตเหน็ หรอื ถกู ปฏเิ สธทจ่ี ะเอาใจใส่
๔ Risk ท�ำความเข้าใจว่า คนในสังคมทุกคนมีความเส่ียงต่อการ
แบง่ แยกเช้ือชาติ แตม่ คี วามเสยี่ งไมเ่ ท่ากนั
และ ๕ Responsibility ทำ� ความเขา้ ใจวา่ คนเราทกุ คนมคี วามรบั ผดิ ชอบ
ร่วมกันในการต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติ โดยที่คนขาวมี
ความรบั ผิดชอบมากกวา่
วงเสวนานี้ มีเป้าหมายเพ่ือเปิดพ้ืนที่ของการรับฟังและการแสดง
ความคิดเห็นอย่างเปิดเผย ใช้เวลาในการเสวนาช่วงละ ๖๐ นาที
เริ่มตงั้ แต่ ๑๒.๐๐ น. แตล่ ะชว่ งใชเ้ วลานำ� เสนอ ๑๕ นาที ตามดว้ ยการ
สานเสวนา ๔๕ นาที เป็นเวลาทั้งหมด ๓ วัน การสานเสวนาเริ่มต้น
ด้วยการเตือนกติกาแก่ผู้เข้าร่วมว่า ต้องฟังและพูดอย่างเคารพต่อผู้อ่ืน
และต่อความเหน็ ท่ีแตกต่าง
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
44
วงเสวนา ในสองวนั แรกดำ� เนนิ ไปดว้ ยด ี แตผ่ เู้ ขา้ รว่ มมเี พยี ง๘ คน
และเป็นคนท่ีรู้จักกันอยู่แล้วทั้งสิ้น แต่วันที่สามจึงเร่ิมมีผู้เข้าร่วมเพิ่ม
เป็น ๒๕ คน โดย ๘ คนเดิมก็ยังคงอยู่ การเสวนาจึงเริ่มลงลึกไปสู่การ
ปฏบิ ตั จิ นเกดิ การทำ� ความเขา้ ใจเรอื่ งการแยกเชอ้ื ชาตใิ นมติ ทิ ลี่ กึ ขนึ้ และ
เหน็ ได้ชดั ว่า ผู้เขา้ ร่วมเรมิ่ เกดิ มุมมองใหม่ตอ่ เร่ืองการแบ่งแยกเชือ้ ชาติ
สะทอ้ นคิด
ผเู้ ขยี น เนน้ การใชเ้ ทคนคิ สานเสวนา ในบรบิ ทของการแสดง หรอื
ศิลปะ เพื่อเปิดพื้นท่ีให้เรื่องราวท่ีปกติแล้วไม่ค่อยถูกน�ำมาเป็นหัวข้อพูด
คยุ กนั หรอื เปน็ สง่ิ ทซี่ กุ ซอ่ นอยใู่ นสงั คม ใหอ้ อกมาสกู่ ารเรยี นรู้ทำ� ความเขา้ ใจ
น�ำไปสู่การเปลี่ยนมุมมอง (Transformation) และเขาเตือนว่าการสร้าง
บรรยากาศที่เปิด มีความส�ำคัญมากต่อการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือให้
เกิดการเปิดใจต่อกัน เพราะน่ันจะน�ำไปสู่การเรียนรู้ส่ิงที่ซ่อนเร้นหรือ
เข้าใจยาก แต่บรรยากาศในทางตรงกันข้าม อาจท�ำให้ยิ่งเกิดการปิดใจ
หรือยิง่ ซอ่ นเร้นประเด็นมากข้ึน
เรยี นรู้ส่กู ารเปลี่ยนแปลง
45
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
46
การเรียนรู้เพ่ือให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ ต้องเรียนโดย
แบ่งนักศึกษาออกเป็นกลุ่มย่อย และมองห้องเรียนให้เป็นพื้นท่ีทาง
สังคมระหว่างนักศึกษาด้วยกนั เอง และนกั ศกึ ษากบั อาจารย์ เปดิ โอกาส
ใหม้ กี ารเปดิ ใจแลกเปลยี่ นความรสู้ กึ ความเขา้ ใจ การตคี วามระหวา่ งกนั
โดยเฉพาะอย่างย่ิงในประเดน็ ทผี่ ู้คนในสงั คมมีความเหน็ ความเชอื่ หรอื
ให้คณุ คา่ แตกต่างกัน
บทนม้ี าจากการตีความ บทที่ ๔ Constructive Teaching and Learning : Collaboration in a
Sociology Classroom เขยี นโดย Debra Langan ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์แห่งภาควชิ าสังคมวิทยา
และสมาชกิ ของ Centre for the Support of Teaching มหาวทิ ยาลยั ยอร์ค เมืองโตรอนโต
ประเทศแคนาดา, Ron Sheese รองศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา และสมาชิกของ Centre for
Academic Writing และ Centre for the Support of Teaching มหาวทิ ยาลยั ยอรค์ เมอื งโตรอนโต
ประเทศแคนาดา, Deborah Davidson อาจารยภ์ าควชิ าสงั คมวทิ ยา มหาวทิ ยาลยั ยอรค์ เมอื งโตรอนโต
ประเทศแคนาดา
เรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง
47
๔.
การเรียนการสอนแบบ
สรา้ งการเรยี นรรู้ ว่ มกัน
เมื่ออ่านต้นสังกัดของบรรดาผู้เขียนแล้ว ผมเห็น
ตวั อยา่ ง ของวธิ จี ดั องคก์ รใหม้ ศี นู ยส์ นบั สนนุ การทำ� หนา้ ทข่ี อง
อาจารยอ์ ย่างมีคณุ ภาพ ดงั กรณี Centre for the Support
of Teaching และ Centre for Academic Writing และเปิด
ให้อาจารยท์ ส่ี นใจ เชย่ี วชาญ หรือมีความตอ้ งการเรียนรู้เร่ือง
นัน้ ๆ อย่างจริงจงั เขา้ มาเปน็ ผทู้ �ำงานหรอื สมาชิก นอกเหนือ
จากการทำ� หนา้ ทอ่ี าจารยต์ ามปกติ
ผมอยากเห็น มหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีศูนย์
ลักษณะนบี้ า้ ง เชน่ ศูนยพ์ ฒั นาการเรยี นการสอน ศนู ยเ์ ชอ่ื ม
โยงชมุ ชน (Community Engagement Center) เปน็ ตน้ โดย
มผี อู้ ำ� นวยการศนู ย์ นกั วชิ าการประจำ� และอาจารย์ เขา้ มาทำ�
หน้าทีต่ ามข้อตกลง
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
48
การเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาท่ีเป็นจุดเด่นของบทน้ีคือ ให้
นักศึกษารจู้ ักท้าทายคติหรือความเชือ่ ในสังคม ทเ่ี ปน็ บ่อเกิดของความไม่
เทา่ เทยี มกนั ผมเหน็ วา่ มหาวทิ ยาลยั ยอรค์ มคี วามเหมาะสมทจ่ี ะเอาใจใส่
การเรียนรูใ้ นมติ นิ ี ้ เพราะเปน็ มหาวทิ ยาลัยใหญ่อยชู่ านเมอื งโตรอนโตที่
เป็นเมืองใหญ่ท่ีสุดในแคนาดา ที่ร้อยละ ๔๓ ของคนในเมืองเป็น
‘ชนกลุ่มน้อย’ มหาวิทยาลยั แห่งนี้มจี �ำนวนนักศกึ ษา ๖ หมืน่ คน รอ้ ยละ
๖๘ของนกั ศกึ ษาชน้ั ปที ่ี๑ตอ้ งทำ� งานหาเงนิ ไปพรอ้ มกบั เรยี นมหาวทิ ยาลยั
ร้อยละ ๘๔ ของนักศกึ ษาปี ๑ ‘เดนิ เรียน’ และรอ้ ยละ ๖๔ พกั อาศัยท่บี า้ น
กลา่ วไดว้ ่า เปน็ สภาพทนี่ กั ศึกษาอยใู่ นสภาพตวั ใครตัวมนั ขาดความ
เป็นชุมชนในหมูน่ กั ศกึ ษา และยากตอ่ การสร้าง Student Engagement
ผ้เู ขียน เลา่ เรื่องของการใช้การเรยี นการสอนรายวชิ าสงั คมวิทยา
เปน็ เวลา ๒ ปี (ค.ศ. ๒๐๐๔ - ๒๐๐๕) เพอ่ื บรรลกุ ารเปลย่ี นแปลงคือเกิด
ความเป็นชุมชนในหมู่นักศึกษา โดยคณะผู้เขียนมองกิจกรรมการเรียน
ร้วู ่า ไม่ได้เป็นแคร่ ายวิชาในการเรียนการสอนเท่านั้น แตม่ องเปน็ พื้นที่
ของการทำ� กจิ กรรมรว่ มกนั ของอาจารย,์ ตวิ เตอร์ (TA) และนกั ศกึ ษา เพอื่
ทำ� ความเข้าใจและยกระดบั บรรยากาศการเรียนร้ ู กิจกรรมน้มี นี ักศึกษา
เข้าร่วม ๓๒๕ คน (๑๗๕ ในชั้นปที ่ี ๑ ค.ศ. ๒๐๐๔ และ ๑๕๐ ในช้นั ปที ี่ ๒
ค.ศ. ๒๐๐๕) ในการเรียนรนู้ ีน้ ักศกึ ษาเขา้ ฟงั การบรรยายสปั ดาหล์ ะครั้ง
(๒ ชว่ั โมง) และเขา้ หอ้ งตวิ กลมุ่ ยอ่ ย ๒๐ - ๒๕ คนสปั ดาหล์ ะครง้ั (๑ ชวั่ โมง)
โดยระหวา่ งนจ้ี ะมี TA จำ� นวน ๗ คน เขา้ ฟงั การบรรยายดว้ ยทกุ ครงั้
และทำ� หนา้ ทอี่ ำ� นวยการเรยี นรใู้ นหอ้ งตวิ กลมุ่ ยอ่ ย โดยที่ TA เหลา่ นผ้ี า่ น
การฝึกวิธที ำ� หน้าท่ี TA ในเวริ ค์ ชอ็ ปเป็นระยะเวลา ๓ วนั ทจี่ ดั โดยอาจารย์
ผ้เู ขยี นบทความนี้
หลักสูตรนี้ยังด�ำเนินต่อมาจนถึงปีที่เขียนหนังสือ (๒๐๐๙) มี
นักศกึ ษาเข้ารว่ มทั้งหมด ๑,๒๐๐ คน และ TA รวม ๓๓ คน
เรียนรสู้ กู่ ารเปล่ียนแปลง
49
กรอบทฤษฎี
เป้าหมายอย่างหน่ึงของการเรียนรู้คือ การพัฒนาโลกทัศน์ของ
ตนเอง ในรายวชิ านผ้ี เู้ ขยี นตอ้ งการใหน้ กั ศกึ ษาเกดิ การเปลย่ี นแปลงมมุ -
มองตอ่ ความไมเ่ ทา่ เทยี มกนั ทางสังคม ท่ฝี ังแฝงอยู่ในปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่าง
คนในสถาบันและในโลก และแสดงความไมย่ อมรบั ความไม่เทา่ เทยี ม
น้ัน เปน็ การเรยี นรผู้ ่านการสนทนาภายใต้นิยามใหม่ ความหมายใหม่
และเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ (Interaction-Based Learning) ไปสู่การม ี
โลกทัศน์ที่ยอมรับความแตกตา่ ง (Inclusive Worldview) มากขึน้
ในนยิ ามของ Mezirow การเปลยี่ นโลกทศั น์(Perspective-
Transformation) หมายถึง กระบวนการสู่ความตระหนักรู้ว่า
สมมติฐาน ความเช่ือของตนเอง เปน็ อปุ สรรคต่อการรบั รู้ ทำ� ความ
เขา้ ใจ และร้สู กึ เก่ยี วกบั โลก น�ำไปส่กู ารเปลยี่ นแปลงความเคยชิน
เหล่านี้ไปสู่มุมมองที่ยอมรับความแตกต่าง (Inclusive) แยกแยะ
(Discriminative) และบรู ณาการ (Integrative) ยง่ิ ขึ้น และในทสี่ ุดมี
การตัดสินใจเลือกแนวทางใดแนวทางหน่งึ
ผูเ้ ขยี นใชท้ ฤษฎขี อง Babara Thyer Bacon (๑๙๙๙, ๒๐๐๓) ที่
เสนอวา่ ต้องนิยามการคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณเสียใหม่วา่ หมายถึง การ
คิดเลยเหตุผล (Logic) ไปสู่ปัญญาญาณ (Intuition) จินตนาการ
(Imagination) และความรูส้ กึ เชงิ อารมณ์ (Emotional Feelings) และ
เสนอค�ำว่า ‘Constructive Thinking’ เพ่ืออธิบายการสร้างความรู้ด้วย
กระบวนการทางสังคมรว่ มกับผู้อน่ื โดยมคี วามเอ้ืออาทร (Caring) เป็น
ปจั จัยส�ำคญั เปน็ ท่ีมาของชอ่ื ‘Constructive Teaching and Learning’
ของบทนี้ และผมใชค้ ำ� แปลว่า ‘การเรียนการสอนแบบสร้างความรรู้ ว่ ม
กนั ’
เขาอธบิ ายวา่ ในการเรยี นรแู้ บบสรา้ งความรรู้ ว่ มกนั นี้ บรรยากาศ
ของการฟังกันที่เขาเรียกว่า ‘เล่นเกมเช่ือ’ (Believing Game) แทนที่การ
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ