150
ขอ้ สงั เกตเพ่มิ เติม
ในช่ือ Action Learning ผมคาดหวังว่าจะมีการกลับไปท�ำงาน
จากน้นั กลับมาแลกเปล่ียนเรยี นรู้ หวงั วา่ การเปล่ียนใจจะมาจากการได้
หลักฐานยืนยันจากผลสำ� เรจ็ ของงาน แต่ผมผดิ หวงั ในประเดน็ นี้ เพราะ
Action Learning ตามในหนงั สือเป็นเพียงแค่ Action กระบวนการกลุ่ม
เพอื่ ใหเ้ กดิ การเปลย่ี นมมุ มองเทา่ นน้ั ผมเชอ่ื วา่ หากเปน็ Action Learning
แบบทำ� งานจริงๆ จะเกดิ การเปล่ยี นมุมมองท่แี ข็งแรงลึกซึ้งกวา่ นี้
ประยกุ ต์ใช้ ALC ในฐานะเครอ่ื งมอื
ผู้เขียน เล่าวิธีประยุกต์ใช้การสนทนาเพ่ือเรียนรู้จากการกระท�ำ
(ALC – Action Learning Conversation) เปน็ เคร่อื งมอื สำ� หรับฝึกโค้ชใน
หลักสตู ร CCCP (Columbia Coaching Certification Program) ภายใต้
ความรว่ มมอื ระหวา่ งคณะศกึ ษาศาสตร์กบั คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลยั
โคลัมเบีย เพื่อสร้างโคช้ ทำ� หน้าท่ี Professional & Executive Coaching
ให้แก่คนในวงการธรุ กจิ เพอื่ ใหเ้ กดิ การเรยี นรคู้ ่กู ับการทำ� งาน
ผู้เขียน ใช้ CCCP เป็นเคร่ืองมือสร้างโปรแกรม ALC-Based
Coach Development และในขณะเดียวกัน กใ็ ชเ้ ปลย่ี นแปลงโปรแกรม
การสร้างโคช้ ดว้ ย คอื ได้ท้ังเน้ืองานและไดก้ ารเรยี นรู้
หลกั สตู ร CCCP มงุ่ สรา้ งโคช้ ทท่ี ำ� หนา้ ทโี่ คช้ คนเปน็ รายบคุ คลได้
ใชเ้ วลา ๑๐ เดอื น สลบั ระหวา่ ง Workshop 5 วนั กบั การกลบั ไปฝกึ ปฏบิ ตั ิ
เอง ระหวา่ งกลับไปฝึกปฏิบตั มิ ี Online Group Coaching, สังเกตการ
โคช้ สาธิต, เขียนบันทึกจากปฏิบตั กิ ารโคช้ แก่ลูกคา้ , รายการเรยี น Online
และอ่านเอกสารท่ีมอบหมาย รวมทั้งท�ำโครงการโค้ชชิ่ง และเมื่อใกล้จะ
ครบ ๑๐ เดือนจงึ กลบั มา Workshop 5 วนั อกี ครง้ั หนง่ึ
เรยี นร้สู ่กู ารเปลีย่ นแปลง
151
ในหลกั สตู รน้ี มกี ารประยกุ ตใ์ ช้ ALC ในขน้ั ตอนตา่ งๆ ซง่ึ ผมจะไม่
นำ� มาบนั ทกึ แตข่ อยำ�้ วา่ นกั ศกึ ษาทเ่ี รยี นดว้ ยกระบวนการ ALC และฝกึ
เทคนคิ ALC เพอ่ื น�ำไปใชใ้ นการท�ำหนา้ ทโี่ คช้ อาชพี
ไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ
กระบวนการ ALC ตอ้ งใชเ้ วลา เพราะตอ้ งสรา้ งความไวเ้ นอ้ื เชอื่ ใจ
ระหว่างกนั ดังนนั้ การฝึกในช่วงส้ันๆ เช่น คร่ึงวนั จะได้เพียงการฝกึ
เทคนคิ ไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ อยา่ งเขม้ ขน้ แตย่ งั ไมน่ ำ� ไปสกู่ ารเปลย่ี นโลกทศั น์
ไม่น�ำไปสู่ ‘การเรยี นร้สู ่กู ารเปลย่ี นแปลง’
ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน (Trust) มีท้ังความไว้ใจด้านความคิด
(Cognitive Trust) และด้านจติ ใจ (Affective Trust) ซึ่งเป็นปัจจัยส�ำคัญ
ให้สมาชิกกล่มุ เปดิ ใจสว่ นลึกตอ่ กัน ท้งั ส่วนที่มาจากสมอง (Head) และ
หัวใจ (Heart) เร่ืองน้ีความช�ำนาญของ ‘คุณอ�ำนวย’ ในการสร้าง
บรรยากาศความไวว้ างใจซ่งึ กันและกัน มคี วามสำ� คัญมาก
หวั ใจของ ALC คอื การเรยี นรรู้ ะหวา่ งกนั มกี ารแลกเปลย่ี น
เรยี นรู้ซึง่ กนั และกันใน ‘พืน้ ท่ปี ลอดภยั ’ (Safe Space) ทสี่ มาชิกกลมุ่
ทกุ คนเปดิ เผยประสบการณ์ และความคดิ คำ� นงึ ของตนออกมา เปดิ
เผยส่วนทลี่ ึกในระดับกระบวนทัศน์ หรือความเชื่อ/คุณค่า โดยมี
คำ� ถามหรอื สถานการณท์ า้ ทายในพืน้ ทปี่ ลอดภัย ยิง่ หากสามารถ
อยู่กับแรงกดดันสองขวั้ (ความทา้ ทาย/แรงกดดนั - ความปลอดภัย)
ที่รุนแรงมากเพยี งใด การเรยี นร้กู ็จะยง่ิ ลกึ เพยี งน้ัน
ความเห็นท้ังหมดนไ้ี มต่ ายตัวและไมใ่ ชบ่ ริบทไทย เรามโี อกาส
สรา้ งโมเดลของเราเองได้
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
152
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงมีได้หลายรูปแบบ ผมได้บันทึกรูปแบบหน่ึง
ไว้ทนี่ ี่ https://www.gotoknow.org/posts/583697
เรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง
153
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
154
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง เป็นกระบวนการท่ีค่อยๆ เกิดข้ึน
นั่นคือต้องใช้เวลาด�ำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยที่กระบวนการเรียนรู้
ต้องไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติร่วมกัน
ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดร่วมกัน ภายใต้บรรยากาศของ
ความเคารพ จริงใจ สนับสนุน และไว้เน้ือเช่ือใจซึ่งกันและกัน โดยม ี
‘คุณอ�ำนวย’ ท่ีมีทักษะและฉันทะ
บทนม้ี าจากการตคี วาม บทที่ ๑๕ Transformative Learning in Adult Basic Education เขยี น
โดย Kathleen P. King ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาผูใ้ หญแ่ หง่ Fordham University เมอื ง
นวิ ยอรก์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และ Barbara P. Heuer ผ้ชู ่วยศาสตราจายด์ ้านการศึกษา
บณั ฑิตวิทยาลัยด้านการศกึ ษา Fordham University
เรยี นร้สู ู่การเปล่ียนแปลง
155
๑๕.
TL ในการศึกษาพื้นฐานของผู้ใหญ่
บทนเี้ ปน็ เรอื่ งราวทวี่ า่ ดว้ ยการเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง
(TL – Transformative Learning) ในการศึกษาผู้ใหญ่ซ่ึงมกี าร
ศกึ ษาไวน้ อ้ ยมาก บทความนเี้ ลา่ ประสบการณใ์ น ๒ บรบิ ท คอื
๑ การศกึ ษาพ้ืนฐานในผูใ้ หญ่
(ABE – Adult Basic Education)
๒ การศกึ ษาพนื้ ฐานในการพัฒนาครู
(GED – General Education Development)
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
156
โดยโมเดลท่ีใช้คือ Contexualized Model of Adult Learning
และใช้ ๓ ยทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่
๑ ผเู้ รียนเป็นศูนย์กลาง
๒ ความปลอดภัยและความไว้วางใจ
๓ การอำ� นวยความสะดวกและการจดั รูปแบบของการเรียน
การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง (TL – Transformative Learning)
ในการศกึ ษาผู้ใหญ่ ท้งั ๒ บรบิ ท ไดแ้ ก่
๑ การศกึ ษาพ้นื ฐานในผ้ใู หญ่ (ABE – Adult Basic Education)
เป็นการประยุกต์ใช้ในนักเรียนผู้ใหญ่ในศูนย์ Adult Literacy
Center จ�ำนวน ๑๙ คน โดยได้ท�ำการเดินทางไปสัมภาษณ์และติดตาม
นักเรยี นอยา่ งต่อเนื่องเป็นเวลา ๙ เดือน โดยท่นี ักเรียนส่วนใหญม่ าเขา้
เรยี นรูส้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง
157
หลกั สูตรก่อนแล้วเป็นเวลา ๓ - ๖ เดือน
จากนกั เรยี นทงั้ หมดน ้ี นกั เรยี นสว่ นใหญเ่ ปน็ ชาวอเมรกิ นั มี ๒ - ๓
คนมาจากจาไมกา้ ๑ คนมาจากควิ บา และนกั เรยี นจำ� นวนมากไดเ้ งนิ ชว่ ย
เหลอื จากรฐั โดยมเี งอื่ นไขวา่ ตอ้ งเขา้ เรยี นไมต่ ำ�่ กวา่ สปั ดาหล์ ะ ๓๕ ชวั่ โมง
จงึ จะไดร้ บั เงนิ ชว่ ยเหลอื ในจำ� นวนน้ี เกนิ ครงึ่ หนงึ่ ถอื วา่ ตนเองเปน็ แอฟรกิ นั -
อเมรกิ ัน ประมาณหนึง่ ในส่ีถือวา่ ตนเองเป็นคนฮิสแปนิก อกี ประมาณ
หน่งึ ในสเ่ี ปน็ คนขาวทไ่ี มใ่ ชฮ่ สิ แปนกิ คนเหลา่ นี้ ถอื ไดว้ า่ เปน็ ผลของความ
ลม้ เหลวของสงั คมและการศึกษา
นกั เรยี น ประมาณหนงึ่ ในสามมอี ายรุ ะหวา่ ง ๓๐ - ๓๙ ป ี อกี หนง่ึ
ในสามมอี ายรุ ะหวา่ ง ๔๐ - ๔๙ ป ี และรอ้ ยละ ๒๐ อายรุ ะหวา่ ง ๒๑ - ๒๙ ปี
ทุกคนเรียนในห้องเรียนเดียวกัน จากผลการทดสอบพบว่า
ทุกคนความรู้ต่�ำกว่าเกรด ๘ ในวิชาคณิตศาสตร์ และต�่ำกว่าเกรด ๑๐
ในวิชาการอา่ น
๒ การศึกษาพ้นื ฐานในการพัฒนาครู (GED – General
Education Development)
กลมุ่ นเ้ี ปน็ กลมุ่ ครแู ละผบู้ รหิ าร ABE จากระบบโรงเรยี นมธั ยมทาง
เลือกในเมือง ทกี่ ำ� ลงั มกี ารปรบั ปรุงขนานใหญ่ จ�ำนวน ๑๐๑ คน มาเขา้
โครงการพฒั นาครูเป็นเวลา ๑ ปี โดยท้งั หมดต้องเขา้ Workshop ๘ ครั้ง
ท่ีมหาวิทยาลัย (๓ ครง้ั ในภาคฤดูรอ้ น ๒ ครั้งในฤดใู บไม้ร่วง และ ๓ ครงั้
ในฤดใู บไมผ้ ลิ) และมีโค้ชไปเยี่ยมทีโ่ รงเรยี นเดอื นละครั้ง
ครูเหล่านี้ มีประสบการณ์สอน ๕ - ๒๐ ปี โดยสอนในสาขา
อาชีวะและการศึกษาพื้นฐานแก่นักเรียน ท่ีมีปัญหาหลากหลาย เช่น
วัยรุ่นตั้งครรภ์, ติดคุก, เป็นอันธพาล และนักเรียนที่มีผลการเรียนอ่อน
ทั้งสองบริบทเปน็ กจิ กรรมระยะยาว เพราะเช่อื วา่ TL เปน็ เรอ่ื ง
ทต่ี อ้ งใช้เวลา ผเู้ ขียนบอกวา่ มีหลักฐานหลายอย่างทีแ่ สดงวา่ ‘การเรียน
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
158
รสู้ ูก่ ารเปลี่ยนแปลง’ ครั้งนี้ประสบความสำ� เร็จ โดยเฉพาะกลุ่มนกั เรยี น
ในบริบททหี่ น่ึงท่ีมาเรยี นมากขนึ้ มสี ่วนร่วมมากข้ึน และแสดงความ
มน่ั ใจมากข้ึน
ส่วนในครูบริบทที่สอง เปล่ียนจากทัศนคติเชิงลบต่อการเปล่ียน
แปลงมาเปน็ บวกและมคี วามหวังมากขนึ้ กลุม่ ครทู เี่ ร่ิมเข้าโครงการดว้ ย
ทา่ ทีตอ่ ต้านจบโครงการ ด้วยการน�ำเทคนคิ การสอนแบบใหม่น�ำไปใช้กับ
นกั เรยี นของตน คอื เปน็ Active Learning ตามดว้ ยการไตรต่ รองสะทอ้ น
คิดอย่างจรงิ จังตอ่ โลกทศั นข์ องตน
เขาสงั เกตเห็น ‘สานเสวนาภายใน’ (Internal Dialogue) ของครู
ทม่ี าเขา้ โครงการท่ี สะทอ้ นผา่ นการตงั้ คำ� ถามตอ่ ความเชอ่ื ทยี่ ดึ ถอื มานาน
และรบั เอาขอ้ มลู ใหมๆ่ เขา้ ไปไตรต่ รอง นำ� ไปสรา้ งความเขา้ ใจใหมๆ่ และ
เกดิ เปน็ พฤตกิ รรมใหมๆ่ ในการจดั การเรยี นการสอน ครสู ว่ นหนงึ่ บอกวา่
ประสบการณ์การเรียนรู้น้ีให้พลัง ฟื้นชีวิต และให้ก�ำลังใจแก่ระบบการ
ศกึ ษาทางเลอื กท่ีไรโ้ ครงสร้าง นำ� ไปสโู่ อกาสในการสร้างสรรค์สิง่ ใหม่
ยทุ ธศาสตร์
ดงั ไดก้ ล่าวแล้ววา่ ผูเ้ ขยี นใช้ Contextualized Model of Adult
Learning ซงึ่ หมายถึงปรบั เปลีย่ นไปตามสถานการณ ์ แต่ก็มหี ลกั การ
ดังต่อไปนี้
• ผเู้ รยี นเป็นศนู ยก์ ลาง
สภาพผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง สะทอ้ นออกมาทส่ี ภาพหอ้ งเรยี นและ
ท่หี ลกั สูตรการเรียนร ู้ ใช้วิธีการจัดเรียงโต๊ะเกา้ อ้ใี นหอ้ งเรยี นเปน็ รูปตัวยู
เพือ่ การแลกเปลีย่ นเรียนรูร้ ะหวา่ งกนั ไมใ่ ช้การจดั แบบหันหน้าเข้าหา
หน้าห้องเพื่อฟังผู้สอน จัดให้มีพ้ืนท่ีว่างด้านข้างกว้างพอ ท่ีจะจัดเก้าอ้ี
ใหม่เพื่อการประชมุ กลุม่ ยอ่ ย มีปา้ ยช่อื แฟม้ และปากกาเตรียมไว้ให้เพ่ือ
เรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง
159
สื่อว่าในห้องนี้ ผู้เรียนจะได้รับความเคารพและรับฟังและห้องน้ีเป็นห้อง
ทำ� งานรว่ มกนั เพ่ือการเรยี นรูข้ องผเู้ รยี น
กระบวนการเรยี นรู้ เป็นการเรียนแบบโครงงาน (PBL – Project-
Based Learning) และเรยี นแบบรว่ มมอื กนั เปน็ กลมุ่ (CL – Collaborative
Learning) ซึง่ ในตอนแรกอาจขลกุ ขลักเล็กนอ้ ย เพราะครทู ม่ี าเขา้ รบั การ
อบรมไม่คุ้นเคย แตก่ ็แก้ไขจนลุลว่ งไปได ้ ในกระบวนการเรียนรู้น้ี ผูส้ อน
กลายไปเป็น ‘คณุ อำ� นวย’ (Facilitator)
ห้องเรียน ABE ก็เปลี่ยนโฉมกลายเป็นห้องทำ� งานกลุ่ม มีผล
ทำ� ใหน้ กั เรยี น ตอ้ งงว่ นอยกู่ บั งานหรอื บทเรยี นตลอดทงั้ วนั ไมใ่ ชเ่ พยี งแค่
มาเรียนวิชาแล้วก็กลับ แต่ประสบการณ์ระยะยาวหลายปีพบว่า มี
นักเรียนบางคนไม่ชอบห้องเรียนแบบน้ี และลาออกไปเรียนท่ีอื่นที่ใช้วิธี
สอนแบบถา่ ยทอดความรู้ ซงึ่ สะทอ้ นวา่ ลางเนอื้ ชอบลางยาในเรอ่ื งวธิ เี รยี น
นักเรยี นแตล่ ะคน เรียนโดยการท�ำงานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย โดยมี
การชว่ ยเหลอื ปรึกษาหารอื กนั มีการค้นเอกสาร ท�ำหน้าทีเ่ ปน็ ‘คุณ
อำ� นวย’ ซ่ึงกนั และกนั การเรียนมีท้ังกิจกรรมท่ีทำ� คนเดยี วและทที่ �ำเป็น
กลุ่ม ใช้กระบวนการกลุ่ม การสวมบท (Role Play) การแสดง
สถานการณจ์ �ำลอง การสานเสวนา และการทบทวนไตรต่ รองสะทอ้ น
คดิ
มติ สิ ำ� คญั ของการยดึ ถอื ผเู้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลางคอื การทคี่ รตู ระหนกั
วา่ แหลง่ สนบั สนนุ การเรยี นรไู้ มไ่ ดม้ อี ยแู่ ตท่ โ่ี รงเรยี นเทา่ นน้ั ยงั มเี วบ็ ไซต์
สง่ิ พมิ พ ์ และอ่นื ๆ อกี มากมาย
• ความปลอดภัยและความไว้เนอื้ เช่ือใจ
นคี่ ือปจั จยั สำ� คญั ของ TL ในชว่ งแรกครู GED ท่มี าเข้ารว่ มได้
แสดงความไม่พอใจและระแวงตอ่ โครงการ ทีมงานของผ้เู ขยี นจึงไดจ้ ัด
เวทใี หค้ รไู ดแ้ สดงออก สรา้ งพน้ื ทป่ี ลอดภยั ของการแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
160
และแสดงออกเชงิ อารมณ ์ และสรา้ งความไวว้ างใจซ่ึงกนั และกนั ผ่าน
กระบวนการสานเสวนา (Dialogue), บทบาทจ�ำลอง (Role Play),
ฉากสถานการณ์ (Scenarios) และเขยี นบนกระดาษฟลิปชาร์ตได้โดย
ไม่ต้องลงชอื่
เมอ่ื จบวนั จงึ ใหส้ มาชกิ เขยี น AAR ลงบนกระดาษวา่ ไดเ้ รยี นอะไร
ท่ีมปี ระโยชน์บา้ ง สว่ นใดที่ไมม่ ีประโยชน์ และอยากได้อะไรเพมิ่ เตมิ
อกี ซ่ึงตรงน้ี ผมมคี วามเห็นส่วนตวั ว่า หากใหท้ ำ� AAR กันในกลุ่ม หรือ
ชใ้ี หบ้ างคน AAR ใหเ้ พอ่ื นฟงั จะไดก้ ารเรยี นรู้ ในอกี มติ หิ นงึ่ ซง่ึ เปน็ พลงั ของ
Collective AAR
วธิ กี ารจดั หอ้ งและจดั สงิ่ อำ� นวยความสะดวก กเ็ ปน็ อกี ปจั จยั หนง่ึ
ของการสรา้ งความรสู้ ึกปลอดภัย
โครงการพฒั นาครู GED มกี จิ กรรมเยยี่ มสถานทด่ี ว้ ย ทมี ของ
ผเู้ ขยี นไดท้ ำ� ตวั เปน็ คลา้ ยทป่ี รกึ ษาของกลมุ่ คร ู ชว่ ยอำ� นวยการเสวนากบั
ผ้บู ริหาร เพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจความตอ้ งการของครดู ้วย
• การอำ� นวยความสะดวกและการจดั รูปแบบของการเรียน
ทมี ของผเู้ ขยี น ไปพบครใู นบรบิ ททสี่ องทม่ี วี ญิ ญาณความเปน็ คร/ู
วญิ ญาณของความเปน็ มนษุ ยส์ งู มาก รวมทงั้ มคี วามเชอื่ ในConstructivist
Approach ของการเรียนรู้ จงึ มีทกั ษะการเป็น ‘คุณอำ� นวย’ สงู มาก จงึ เปน็
ตัวอย่างท่ีดีต่อเพ่ือนครูท่ีมาเข้าโครงการ ผมคิดว่า นี่คือลักษณะของ
ผชู้ ่วยวิทยากร
การจดั Workshop แกค่ รูในโครงการ GED ยึดหลัก ๒ ประการ
๑ จดั หอ้ งเรยี นแบบยดึ ผู้เรียนเปน็ ศูนยก์ ลาง
๒ ถอื ว่าทัง้ ครทู ีม่ าเขา้ Workshop และวทิ ยากรตา่ งกเ็ ปน็ นกั เรยี น
ผใู้ หญ่ (Adult Learner) ดว้ ยกนั คอื เปน็ ‘ผเู้ รยี นร’ู้ ดว้ ยกนั ซงึ่
หมายความวา่ หากครูเหลา่ นี้เขา้ ใจว่าตนเรียนรูอ้ ย่างไรกจ็ ะ
เขา้ ใจวธิ ีเรียนรู้ของศิษย์ของตนด้วย เพราะศษิ ยข์ องเขาก็คือคน
เรียนรู้สกู่ ารเปลย่ี นแปลง
161
ทีเ่ ปน็ ผใู้ หญ่
ดังน้ัน กระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่ง คือในตอนเช้าให้ครูใน
โครงการ ทวนความจ�ำสมัยเรียนในโรงเรียนว่า ตนเรียนบางเรื่องราว
อยา่ งไร โดยอาจยอ้ นคดิ ไปถงึ เรอื่ งราวทต่ี นประทบั ใจไมล่ มื แลว้ เขยี นโนต้
สัน้ ๆ ไว้ เรยี กวา่ เป็น ‘แบบฝกึ หดั ความจ�ำ’ (Memory Exercise) และ
ในตอนหลงั อาจใหแ้ ลกเปลย่ี นกนั เปน็ กจิ กรรมทชี่ ว่ ยใหค้ รเู อาใจใสว่ า่
การเรยี นรเู้ กดิ ขนึ้ อยา่ งไร และนำ� เอาความตระหนกั นไ้ี ปใชก้ บั ศษิ ยข์ องตน
ประสบการณ์ในการพัฒนาครู GED เหลา่ น้ี เปน็ งานทยี่ ากท่สี ุด
ที่ผ้เู ขยี นประสบ เพราะในตอนเรม่ิ ต้นเตม็ ไปด้วยการตอ่ ตา้ น แต่เมอื่
ด�ำเนนิ ไปตอนปลายๆ ปี ผลท่ไี ดก้ ็ชืน่ ใจเปน็ ท่ีสุด เพราะท�ำใหผ้ เู้ ขยี นได้
สมั ผสั พลงั ของการเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลงทย่ี ง่ิ ใหญม่ าก คอื ครเู หลา่ นี้
เปล่ียนไปมาก ทงั้ ในดา้ นทกั ษะการเปน็ ครแู กน่ กั เรยี นผใู้ หญ่ และในดา้ น
การเปลี่ยนโลกทศั น์
ไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ
บทเรียนท่ีได้ตรงกับหลักทฤษฎีว่า นักเรียนผู้ใหญ่ตอบสนองต่อ
การใหค้ วามเคารพและการสนบั สนนุ แตค่ นในวงการศกึ ษามักหลงลืม
ไปเสมอ ทำ� ใหก้ ลายเปน็ เวทขี องการใชอ้ ำ� นาจ ซง่ึ เปน็ ปฐมเหตขุ องความ
ลม้ เหลวทางการศึกษา
หวั ใจของการศกึ ษาผใู้ หญค่ อื ใหค้ วามเคารพ (Respect) และ
สนบั สนนุ (Support)
เขาพบวา่ คนทแี่ สดงความกระตอื รอื รน้ ในการทำ� งานในระบบเกา่
เมื่อผ่านการอบรมก็เกิดการเปล่ียนแปลงมากมาย ซึ่งหมายความว่า
มนุษย์เราเปลี่ยนแปลงได้ และวิธีที่ผู้เขียนใช้ก็ช่วยให้ครูและผู้บริหาร
เหล่านี้เปล่ียนแปลงโลกทัศน์ได้ สิ่งท่ีคนเหล่านี้ต้องการคือความ
ช่วยเหลอื ให้เขาเช่ือมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัต ิ ซ่ึงผมอยากพูดใหม่วา่
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
162
“หัวใจของการศกึ ษาผใู้ หญค่ ือ ให้ความเคารพ
(Respect) และสนบั สนนุ (Support)”
เชอื่ มโยงปฏบิ ัติกบั ทฤษฎีได้ คอื ปฏบิ ัตมิ าก่อนทฤษฎี
เขาพบวา่ เม่ือนักการศึกษามกี ารเปลย่ี นแปลง เขาจะมองเห็น
ศกั ยภาพของศิษย์ เขาจะพยายามทำ� ความเข้าใจ ตีความ และหา
วิธกี ารช่วยใหศ้ ษิ ยเ์ รยี นรู้ตามบริบทน้ันๆ
ผ้เู ขยี น ไมไ่ ดเ้ อย่ ถงึ ประเดน็ วา่ เมอื่ มี TL มติ หิ นงึ่ ทเี่ กิดข้ึน คอื การ
เป็นผู้น�ำการเปล่ียนแปลง (Change Agent) ซ่ึงเร่ืองราวในบทน้ีสะท้อน
ออกมาชดั เจน แต่ผู้เขยี นไมไ่ ดย้ ้�ำผลของ TL ในมิติน้ี ผมจงึ ขอเสริมไว้
ใหช้ ดั เจนย่ิงข้นึ
พลังของการศึกษาผู้ใหญ่มีมากกว่าท่ีคิด ขึ้นอยู่กับวิธีการ
ปลดปล่อยเท่านั้น
เรียนร้สู ู่การเปลย่ี นแปลง
163
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
164
บทน้ี มีเน้ือหาว่าด้วยการท�ำความเข้าใจ TL จากเร่ืองราวของ
หลักสูตรพัฒนาอาจารย์วิทยาลัยชุมชน ที่เปลี่ยนให้กลุ่มบุคคล
ที่ประกอบอาชีพประเภทช่างมาเป็นเวลานาน ให้เปลี่ยนตัวตนสู่การ
เป็นนักการศึกษา
บทนม้ี าจากการตคี วามบทท่ี ๑๖ From Tradesperson to Teacher : A Transformative Transition
เขยี นโดย Patricia Cranton ศาสตราจารย์พิเศษดา้ นการศึกษาผู้ใหญ่ มหาวิทยาลัยเพนน์ สเตท
เรียนรู้สกู่ ารเปลีย่ นแปลง
165
๑๖.
จากช่างสู่อาชีพครู
เรื่องท่ีเล่าต่อไปน้ี มีที่มาจากชีวิตการเป็นอาจารย์ใน
วทิ ยาลยั ชมุ ชนทรี่ ฐั นวิ บรนุ สวคิ ประเทศแคนาดา เปน็ ระยะเวลา
๒๕ ปี เป็นเร่ืองราวของโครงการพัฒนาอาจารย์ จากคนที่
ประกอบอาชพี มาอยา่ งยาวนาน จนมคี วามชำ� นาญในทกั ษะที่
สงั คมในรฐั มีความต้องการเพ่ิมขึ้น จากนั้นวิทยาลัยชุมชน
จงึ จดั ใหม้ หี ลกั สตู รเปลยี่ นผปู้ ระกอบอาชพี เหลา่ น้ี เชน่ ชา่ งหลอ่ ,
ช่างเชื่อม, ช่างไม้, ช่างยนต์, พนักงานขาย, ผู้ช่วยพยาบาล,
พนักงานต้อนรับ ฯลฯ ให้เป็นอาจารย์ผู้สอน ที่เรียกว่า
โปรแกรมพัฒนาอาจารย์ (Instructor Development
Program) โดยผู้ที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตร
การศึกษาผใู้ หญ่
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
166
ทร่ี ฐั นวิ บรนุ สวคิ การจา้ งอาจารยข์ องระบบวทิ ยาลยั ชมุ ชน ไมใ่ ช้
ระบบการจ้างตามปริญญา แต่ใช้การจ้างตามสมรรถนะในทักษะน้ันๆ
โดยเม่ือจ้างแล้วมีข้อตกลงว่า ต้องเข้ารับการอบรมในโปรแกรมพัฒนา
อาจารย์ ตามทก่ี ลา่ วดา้ นบน แตน่ อกจากนี้ กม็ คี นทป่ี ระกอบอาชพี ระดบั
อาชวี ะบางคน ต้องการเตรียมตัวเพื่อสมัครเข้าเป็นอาจารย์ของวิทยาลัย
ชมุ ชนในอนาคต กส็ ามารถสมคั รเขา้ เรยี นได้
โปรดสงั เกตวา่ อาจารยใ์ นวทิ ยาลยั ชมุ ชนเปน็ งานเตม็ เวลา และ
คาดว่า คงเป็นงานที่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่างานช่างหรืองาน
ระดบั ผูช้ ว่ ยอน่ื ๆ
โปรแกรมพฒั นาอาจารยใ์ ชเ้ วลาปีเศษ คือครอ่ ม ๒ ภาคฤดรู อ้ น
แตล่ ะฤดูร้อน เป็นรายการเรยี นแบบเขม้ ข้น ๓ สัปดาห์ สปั ดาห์ละ ๕ วัน
วนั ละ ๕ ชั่วโมง (๘.๐๐ - ๑๓.๐๐ น.) ผู้เขียนรบั ผดิ ชอบการเรยี นในภาค
ฤดูร้อนทสี่ อง เรยี กวา่ วิชายุทธศาสตร์ และวิธกี ารในการศึกษาผูใ้ หญ่
โดยผู้เขา้ เรียนในหลกั สูตรส่วนใหญ่ มอี ายรุ ะหว่าง ๒๐ ปลายๆ
ถึง ๖๐ ต้นๆ โดยส่วนใหญ่อายุเกิน ๔๐ เพราะวิทยาลัย ต้องการคนที่มี
ประสบการณ์ดใี นสาขาของตน มาเป็นอาจารย์ฝึก คือตอ้ งการคนท่ีเปน็
Instructor ไม่ใช่ Teacher ซึ่งผู้เข้าเรียนในโปรแกรมน้ีมาจากทั่วรัฐนิว-
บรุนสวิค บางคนตอ้ งขบั รถมาถงึ ๒ ชั่วโมง (มา ๒ ชั่วโมง กลบั ๒ ชัว่ โมง)
โดยมาด้วยกันหลายคนใช้ระบบคาร์พูล บางคนมานอนค้างท่ีหอพัก
ของวทิ ยาลยั ในชว่ ง ๕ วนั ทเ่ี รยี น จำ� นวนผเู้ รยี นประมาณ ๒๐ คน และ
รจู้ กั คนุ้ เคยกันเปน็ อยา่ งดแี ลว้ เพราะเรียนด้วยกนั มาแล้ว ๑ ป ี บางปีมผี ู้
เข้าเรยี นเพยี ง ๑๒ คน แต่บางปกี ม็ ีเกอื บ ๔๐ คน ขน้ึ อยกู่ ับแผนการรับ
อาจารยข์ องรฐั ในสาขา ทต่ี รงตามความตอ้ งการแรงงานของอตุ สาหกรรม
ในรัฐ
ผู้เขียนเล่าว่า ในบางปีขาดเจ้าหน้าท่ีฝ่ายขายอย่างรุนแรง
วิทยาลยั ชุมชนต้องการผลิตเจ้าหน้าท่ีฝา่ ยขายเพิ่มมากขน้ึ จงึ ต้องการรับ
เรยี นร้สู ่กู ารเปล่ยี นแปลง
167
อาจารยจ์ ากคนมปี ระสบการณด์ า้ นนเ้ี พมิ่ ขนึ้ จนตอ้ งเปดิ โปรแกรมพฒั นา
อาจารย์ถงึ ๒ ชดุ หรือ ๒ กะ
โปรดสงั เกตวา่ แหลง่ ปอ้ นแรงงานอตุ สาหกรรมในแคนาดา
คือวิทยาลัยชุมชน ซึ่งถือว่า มีความยืดหยุ่นกว่าระบบวิทยาลัย
อาชวี ะของเรา และแรงงานอุตสาหกรรม ที่แคนาดาต้องการน้นั
เนน้ การใชท้ ักษะในการท�ำงาน มากกวา่ ทักษะทางวชิ าการ เขาจึง
ตอ้ งการอาจารย์ ทเ่ี คยมือเป้อื นจากการทำ� งานมากอ่ น ในกลุม่ คน
ทเี่ ปลยี่ นอาชพี จากทำ� งาน (มอื เปอ้ื น) มาเปน็ สอนงาน (มอื บาง) และ
เขา้ โปรแกรมพฒั นาอาจารย์ จงึ เทา่ กบั เปน็ การเปลยี่ นวญิ ญาณจาก
วญิ ญาณมอื เปอ้ื นมาเปน็ วญิ ญาณมอื บาง หรอื เปลยี่ นจากวญิ ญาณ
สรา้ งงานมาเปน็ วิญญาณสรา้ งคน
ได้กล่าวแล้วว่า คนเหล่านี้ ต้องเปลี่ยนโฉมและวิญญาณ
(Transform) ตนเองจากนกั ปฏบิ ตั มิ าสนู่ กั ฝกึ จงึ ตอ้ งการการเรยี นแบบ TL
และวธิ สี งั เกตวา่ เขาเกดิ การเปลยี่ นแปลงภายใน ดา้ นอตั ลกั ษณข์ องตนเอง
หรือไม่ สามารถท�ำไดง้ า่ ยๆ โดยถามค�ำถามว่า “เขาเปน็ ใคร?” เดมิ เขา
จะตอบว่าเป็นชา่ งเช่อื ม แต่เมอื่ เกิดการเปลี่ยนแปลงเขาจะตอบว่า เป็น
อาจารย์วิทยาลยั ชุมชน
คนเหล่านี้ มาเข้าโปรแกรมพัฒนาอาจารย์เพื่อเปล่ียนแปลง
(Transform) ตนเอง จากนกั ปฏบิ ตั มิ าเป็นนักการศกึ ษา ด้วยกระบวนการ
เรียนรู้สกู่ ารเปล่ยี นแปลง และจะตอ้ งนำ� กระบวนการเรยี นร้แู บบนไี้ ปใช้
จัดการเรียนรู้ ให้แก่ศิษย์ของตน โดยมียุทธศาสตร์ส�ำคัญ คือต้องมี
กระบวนการสรา้ งความทา้ ทายตอ่ โลกทศั น์เดิมของผ้เู รียน มีการปฏบิ ัติ
แลว้ ตามดว้ ย การไตรต่ รองสะท้อนคดิ อย่างยิ่งยวด (Critical Reflection)
หลกั การทสี่ ำ� คญั กค็ อื ไมม่ ที างรบั ประกนั วา่ การเปลยี่ นแปลงจะ
เกดิ ขน้ึ หรอื ไม ่ และหลกั การสำ� คญั ประการทส่ี องคอื ประเดน็ เชงิ จรยิ ธรรม
ที่ผู้ท่ีท�ำหน้าที่ ‘คุณอ�ำนวย’ ต้องไม่แสดงท่าทีโน้มน้าวให้เกิดการ
เปลยี่ นแปลง
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
168
“แหลง่ ปอ้ นแรงงานอตุ สาหกรรม ในแคนาดา
คือวิทยาลัยชมุ ชน และแรงงานอุตสาหกรรม
ท่ีแคนาดาตอ้ งการน้ัน เน้นการใชท้ ักษะใน
การท�ำงานมากกว่าทักษะทางวิชาการ เขา
จึงต้องการอาจารย์ท่ีเคยมือเปื้อน จากการ
ทำ� งานมากอ่ น ในกลมุ่ คนทเ่ี ปลยี่ นอาชพี จาก
ทำ� งาน (มอื เปอ้ื น) มาเปน็ สอนงาน (มอื บาง)
และเข้าโปรแกรมพัฒนาอาจารย์ จึงเท่ากับ
เป็นการเปล่ียนวิญญาณจากวิญญาณมือ
เปอ้ื นมาเปน็ วญิ ญาณมอื บาง หรอื เปลยี่ นจาก
วญิ ญาณสร้างงานมาเป็นวญิ ญาณสรา้ งคน”
ขอย้�ำว่าค�ำว่า ‘การเปล่ียนแปลง’ ในท่ีนี้หมายถึงการ
เปลย่ี นแปลงแบบถอนรากถอนโคน เปน็ การ Transformation ไมใ่ ช่
Change
ต่อไปนี้ เป็นหลักการส�ำคัญที่ผู้เขียน ใช้สนับสนุนให้เกิดการ
ไตร่ตรองสะทอ้ นคิดอยา่ งย่งิ ยวด (Critical Reflection) และการเพิม่ พลงั
(Empowerment) แกผ่ เู้ รยี น ซงึ่ เปน็ หนทางสกู่ ารเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง
(Transformative Learning)
เรียนร้สู กู่ ารเปลยี่ นแปลง
169
• การวางแผนรว่ มกนั
เรื่องทเ่ี ล่าในบทนี้ เป็นเร่อื งของการศกึ ษาผใู้ หญ ่ ผ้เู ขา้ เรยี นใน
โปรแกรมพฒั นาอาจารย์ เปน็ ผใู้ หญอ่ ายปุ ระมาณ ๔๐ ปี ทผ่ี า่ นการทำ� งาน
มาจนเช่ยี วชาญ และเม่ือสอบผา่ นโปรแกรมนี้ กจ็ ะไปทำ� หน้าท่อี าจารย์
ในวทิ ยาลัยชุมชน เพอ่ื ฝกึ แก่ผู้ใหญ่เชน่ เดียวกนั การจดั การเรียนรู้ จงึ
ตอ้ งใหเ้ กียรตใิ นฐานะท่ีเปน็ ผใู้ หญ ่ และรปู ธรรมอยา่ งหนึ่ง ของการให้
เกียรตคิ อื การลงมอื วางเปา้ หมาย และวางแผนการเรียนรรู้ ว่ มกัน
เนือ่ งจากในช่วงฤดรู อ้ นท่สี องของโปรแกรม ผู้เรียน ได้ผา่ นการ
เรียนและฝึกพื้นฐานด้านการเรียนการสอนมาอย่างดีแล้ว จึงเป็นโอกาส
ให้ผู้เขียน ใช้วิธีวางเป้าหมายและแผนการเรียนรู้ร่วมกัน ซ่ึงจะท�ำให ้
ผเู้ รยี น เป็นเจา้ ของการเรียนรู้นดี้ ้วยตวั เองดว้ ย
โปรแกรม เรมิ่ การเรยี นภาคฤดรู อ้ นทสี่ อง ในวชิ ายทุ ธศาสตรแ์ ละ
วธิ กี ารในการศกึ ษาผใู้ หญด่ ว้ ยคำ� แนะนำ� ตา่ งๆ ตามดว้ ยกจิ กรรม ‘เลา่ เรอื่ ง
การสอนของขา้ พเจา้ ’ ของผเู้ รยี น ตามดว้ ยการอภปิ รายกระบวนการและ
ปรัชญาของรายวิชา แล้วจึงเป็นช่วงก�ำหนดหัวข้อ และกิจกรรมการ
เรียนร้ใู น ๖ คาบเรยี น (สปั ดาห์) จากทงั้ หมด ๑๕ คาบ เมื่อเรยี นไปครบ
๖ คาบกจ็ ะมกี ารร่วมกนั กำ� หนดหัวข้อและกิจกรรมการเรียนรสู้ ว่ นทีเ่ หลือ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
170
การกำ� หนดหวั ขอ้ และกจิ กรรมการเรยี นร ู้ เรม่ิ ดว้ ยกจิ กรรมกลมุ่
ยอ่ ย ๒ - ๓ กลมุ่ ตามจำ� นวนผเู้ รยี น เพอื่ ใหท้ กุ คนไดอ้ อกความเหน็ ซง่ึ ใช้
หลักการ ‘ทุกเสียงได้รับการรับฟัง’ มีการจดทุกความเห็นแล้วน�ำมา
ทำ� ความเขา้ ใจทลี ะความเหน็ และจดั กลมุ่ เรยี งลำ� ดบั ความสำ� คญั เลอื ก
๕ กลมุ่ ประเดน็ ทม่ี ลี ำ� ดบั ความสำ� คญั สงู จากนนั้ กลมุ่ ยอ่ ยนำ� ผลมาเสนอ
ในห้องเรยี น และร่วมกนั หาขอ้ ยตุ ิเลอื ก ๕ ประเด็น สำ� หรับการเรียนรใู้ น
๕ คาบแรก ในช่วงนี้มักจะมีการเสนอประเด็นแปลกใหม่ท่ีน่าสนใจ
อยู่เสมอ และมกี ารอภิปรายโตแ้ ยง้ กัน ตัวผู้เขยี นเองอยใู่ นกระบวนการ
ตลอดเวลาแต่ไมเ่ ขา้ ไปควบคุม เพราะตามปกตแิ ลว้ ผูเ้ รยี น จะสามารถ
หาฉันทามตกิ ันเองได้
แต่บางคร้ัง เกิดการต่อต้านหรือไม่เห็นพ้องกับกระบวนการที่
ก�ำลังใช้ก็จะมีการท�ำความเข้าใจ และอภิปรายเร่ืองความไม่เห็นพ้องน้ัน
และอาจมกี ารขอความเหน็ จากอาจารย์ คอื ผเู้ ขยี น แตผ่ เู้ ขยี นจะไมต่ ดั สนิ
จะใชว้ ธิ บี อกเพยี งวา่ หวั ขอ้ นน้ั นา่ สนใจหรอื ไม ่ หรอื บอกวา่ ยงั มอี กี ๙ คาบ
ท่เี ราจะช่วยกนั ก�ำหนดประเด็น เม่ือจบข้นั ตอน อาจารย์จะน�ำรายการ
ของนกั ศกึ ษา ไปกำ� หนดหวั ขอ้ ของแตล่ ะคาบเรยี นทง้ั ๖ คาบ โดยกำ� หนด
ลำ� ดบั การเรียน รวมทงั้ เวลาทตี่ ้องการเรยี นในแต่ละหวั ข้อ
กระบวนการวางแผนรว่ มกนั เปน็ การใหพ้ ลงั อำ� นาจ (Empower-
ment) แกผ่ เู้ รยี น ซงึ่ เปน็ พนื้ ฐานเบอื้ งตน้ ของการเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง
นอกจากนนั้ ยงั เปน็ การสรา้ งความสนใจ และความกระตอื รอื รน้ ตอ่ ชน้ั เรยี น
ทจ่ี ะตามมา และเป็นการทา้ ทายความเชือ่ เดมิ วา่ อาจารย์เป็นผู้ก�ำหนด
สาระท่ีผู้เรียนจะต้องเรียน และยังเป็นการท�ำให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของ
รายวชิ าด้วยตวั เองอกี ดว้ ย
เรียนร้สู กู่ ารเปลี่ยนแปลง
171
• กจิ กรรมเพอ่ื ให้เกิดการไตรต่ รองสะทอ้ นคิดอย่างย่งิ ยวด
หลักการท่ีเป็นท่ียอมรับโดยท่ัวไปคือ กิจกรรมไตร่ตรองสะท้อน
คิดอย่างยิ่งยวด เป็นตัวการน�ำไปสู่การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
แต่เท่าน้ันยังไม่พอ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงยังต้องการมิติด้าน
ปัญญาญาณ (Intuition), ปฏิสัมพันธ์ (Relational), การเรียนรู้ด้วยการ
สงั สรรค์ทางสงั คม (Social) และการเรยี นรใู้ นมิติดา้ นจิตใจ (Affective)
การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง มคี วามแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะบคุ คล
และแตกต่างกนั ตามบริบท
กอ่ นจะมกี จิ กรรมไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ อยา่ งยงิ่ ยวด ตอ้ งใหส้ มาชกิ
กลุ่ม ได้รับรู้มุมมองท่ีแตกต่าง ผ่านการอ่าน การอภิปราย ชมภาพยนต์
และกจิ กรรมเชิงปฏิบตั อิ ื่นๆ แต่ในโปรแกรมนี้ ผเู้ รียนส่วนใหญ่ไมม่ นี สิ ยั
ชอบการอ่านมากนัก ผเู้ ขยี น จงึ เนน้ ให้ผา่ นกิจกรรมภาคปฏบิ ัติมากกว่า
เชน่ เม่ืออภปิ รายกนั เรอื่ งการสรา้ งแรงจงู ใจแก่นกั ศึกษา ผเู้ ขียนจะถาม
วา่ มใี ครทมี่ ปี ระสบการณเ์ ชงิ ลบ (Negative Critical Incident) ตอ่ เรอื่ งดัง
กล่าวบ้าง หมายถงึ เหตุการณท์ ่ีตนรูส้ ึกว่า ลม้ เหลวในการสรา้ งแรงจงู ใจ
แก่นักศึกษา แลว้ จงึ น�ำมาแสดงบทจำ� ลอง (Role Play) ตอ่ เหตกุ ารณ์
นน้ั แลว้ เปลย่ี นบทบาท คอื ใหค้ นทเี่ คยแสดงเปน็ นกั ศกึ ษาเปลย่ี นไปแสดง
เป็นอาจารย์ และคนท่ีเคยแสดงเป็นอาจารย์เปลี่ยนไปแสดงเป็น
นักศึกษาบา้ ง
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
172
การแสดงบทบาทจำ� ลองในทงั้ สองสถานะ จะชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นเขา้ ใจ
มมุ มองท้งั ของอาจารย์และของนกั ศึกษา
กิจกรรมเชิงปฏบิ ตั อิ กี อย่างหนึง่ ทที่ �ำเพ่ือทา้ ทายมมุ มองเดิมคอื
การโตว้ าทแี บบเอาจรงิ เอาจงั (Critical Debate) ในประเดน็ ทช่ี ั้นเรยี น
มีความเหน็ แตกตา่ งกนั เปน็ สองขัว้ โดยจดั ทมี เสนอและทีมฝา่ ยคา้ น (ท่ี
เปน็ ตัวจรงิ ) มเี วลาให้เตรียมตวั หาข้อมูลหลกั ฐาน มีประธาน และมี
การจบั เวลา ฯลฯ
กิจกรรมสะท้อนคิดอย่างย่ิงยวด อาจเกิดจากเหตุการณ์หรือ
ประเดน็ ทคี่ ้นุ เคย หรอื อาจเกิดจากเหตุบงั เอิญ ดังกรณีของผเู้ ขยี น ซ่งึ อยู่
ในประเทศแคนาดา ซง่ึ โดยปกติแลว้ มอี ากาศหนาว แตร่ ายวิชานีจ้ ัดใน
ฤดรู อ้ น ซงึ่ นานๆ ครง้ั จะมวี นั ทอ่ี ากาศรอ้ นจนอดึ อดั เกนิ ทจี่ ะอยใู่ นหอ้ งเรยี น
ได ้ ผู้เขยี นจะชวนผเู้ รยี นไปท่ีแกลเลอรี่ (ท่ีซง่ึ มรี ะบบปรับอากาศ) เพ่ือไป
ชมนิทรรศการศิลปะ ไปหาภาพวาดท่ีเช่ือมโยงกับกิจกรรมการเรียนรู้
ในบางประเดน็ ได้ เชน่ ภาพวาดทสี่ ะทอ้ นวธิ คี ดิ บางแบบ เกย่ี วกบั กลไกการ
เรยี นรู้ เป็นตน้
• กจิ กรรมดา้ นศิลปะ
ผมตีความว่า กิจกรรมด้านศิลปะช่วยให้มนุษย์ใช้สมองซีกขวา
ในการตคี วามเรอ่ื งใดเรอ่ื งหนง่ึ และยงั ชว่ ยลดความเรว็ ของกจิ กรรมทาง
สมอง ทำ� ใหเ้ หน็ รายละเอยี ด หรอื ความละเอยี ดออ่ นของเรอ่ื งนนั้ ๆ มากขนึ้
ผเู้ ขยี น ยกตวั อย่างเหตกุ ารณ์อภิปราย ท�ำความเข้าใจสไตล์การเรยี นรู้ ๔
แบบของ Kolb (http://www.simplypsychology.org/learning-kolb.html)
ที่น�ำไปสู่การตัดสินใจของผู้เรียน ท่ีจะแบ่งช้ันเรียนออกเป็น ๔ กลุ่มตาม
๔ สไตล์การเรยี นรู ้ และสร้างภาพวาดหรือภาพตดั แปะ เพอ่ื แสดงสไตล์
การเรยี นรูแ้ ต่ละแบบ กิจกรรมแบบน้ีเหมาะมาก ทจ่ี ะให้นักเรียนผูใ้ หญ่
ได้ปรกึ ษาหารอื ท�ำความเขา้ ใจกนั ในรายละเอยี ด
เรยี นรสู้ ่กู ารเปลี่ยนแปลง
173
อกี เหตกุ ารณห์ นง่ึ เปน็ การทำ� ความเขา้ ใจความรู้ ๓ แบบ คอื ความรู้
ท่ีเป็นรูปธรรม (Instrumental Knowledge), ความรู้จากการสื่อสาร
สัมพันธ์กัน (Communicative) และความรู้ที่ปลดปล่อยพันธนาการ
(Emancipatory) ซึ่งเป็นเร่ืองท่ีเข้าใจยาก ดังนั้นเพ่ือท�ำความเข้าใจ
ความหมายในภาคปฏบิ ตั ิ ผู้เขียน จงึ แนะนำ� ให้ผู้เรยี นท�ำกจิ กรรมกลุม่
ยอ่ ย โดยการวาดภาพ เพอ่ื แสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความรทู้ ง้ั สามแบบ
และความสมั พนั ธก์ บั ส่ิงอื่นๆ
ผมตคี วามกจิ กรรมนวี้ า่ มนษุ ยเ์ ราไมม่ ภี าษาพดู และภาษาเขยี น
ทล่ี ะเอยี ดออ่ นพอ ทจี่ ะอธบิ ายความหมายของบางสง่ิ คำ� ทใี่ ชใ้ นหลาก
หลายกรณีจึงมีความหมายกว้าง และตีความได้แตกต่างหลากหลาย
(Abstract) ในกรณีเช่นน้ี การเสนอความหมายเป็นชิน้ งานศิลปะ ซึ่งเปน็
นามธรรม (Abstract) จึงเป็นเครื่องมือของการตีความ ที่ต่างบริบทจาก
ศัพทห์ รอื ถ้อยค�ำ เปน็ เครอ่ื งมือ ทำ� ความเข้าใจจากต่างมมุ มอง หรือจาก
หลากหลายมุมมอง
ในการเรยี นแบบเขม้ ในภาคฤดรู อ้ น นอกจากกจิ กรรมการเรยี น
ในห้องเรียนแล้ว มหาวิทยาลัยก�ำหนดให้ผู้เรียน ต้องท�ำโครงงาน
(Learning Project) ซ่งึ เป็นกิจกรรมที่ทำ� นอกห้องเรยี น โดยเปิดกวา้ งให้
เป็นโครงงานแบบใดก็ได้ แต่ต้องเก่ียวข้องสัมพันธ์กับรายวิชา โดย
รายวชิ าของผเู้ ขยี นคอื ยทุ ธศาสตรแ์ ละวธิ กี ารในการศกึ ษาผใู้ หญ ่ ผเู้ ขยี น
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
174
ชกั ชวนผเู้ รยี นใหท้ ำ� โครงงาน โดยการผลติ ชนิ้ งานศลิ ปะทส่ี ะทอ้ นการเรยี น
รใู้ นการศึกษาผู้ใหญ่ และเมื่อน�ำมาไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างเข้มข้น
ก็เกิดการทำ� ความเข้าใจความหมายของการเรยี นรู้ ในมติ ิท่ีลึกมาก
โครงงานดา้ นศิลปะ อาจเปน็ ภาพวาด, ภาพตดั แปะ, ภาพวาดสีนำ�้ ,
ประตมิ ากรรม, เพลง, นทิ าน, ภาพถ่าย, ภาพปัก, การวาดภาพบนกระจก
และกวนี พิ นธ์ ฯลฯ
• การประเมินตนเองและให้เกรดตนเอง
ผเู้ ขยี น บอกผเู้ รยี นตงั้ แตว่ นั แรกวา่ ตอ้ งการใหผ้ เู้ รยี นประเมนิ ผล
การเรยี นของตนเอง และให้เกรดผลการเรยี นของตนเอง และน�ำมาเอ่ย
ถึงอกี เปน็ ครง้ั คราว แตผ่ เู้ รยี น จะสนใจเรอ่ื งนอ้ี ยา่ งจรงิ จงั มากขน้ึ ในชว่ ง
กลางเทอม เม่ือเริ่มท�ำโครงงาน โดยเรมิ่ มีการซักถามเกณฑ์ ในการให้
เกรดผลงานมากขนึ้
สมมตฐิ านและการปฏบิ ตั ใิ นการประเมนิ และใหเ้ กรดทยี่ ดึ ถอื กนั
เรือ่ ยมาคอื นักเรยี นสง่ ผลงาน ครตู รวจและให้เกรด โดยที่ในหลายกรณี
เกรดทคี่ รใู หไ้ มต่ รงกบั ใจนกั เรยี น แตค่ รกู ไ็ มม่ เี กณฑท์ จี่ ะอธบิ ายใหน้ กั เรยี น
เขา้ ใจ การสอบจึงเน้นการตัดสิน ไม่ใชเ่ ป็นแนวทางเพ่ือการปรบั ปรุง
ดงั นั้น เมื่อผูเ้ รียนในโปรแกรม เริม่ ตงั้ คำ� ถามเรื่องการให้เกรดจงึ
เปน็ โอกาสของผูเ้ ขยี น ท่จี ะท�ำความเขา้ ใจบทบาทของครู ตอ่ การประเมนิ
และให้เกรด โดยท�ำความเขา้ ใจลึกเขา้ ไปทกี่ ารเรยี นรูท้ ีแ่ ท้จริง รวมทัง้
ท�ำความเข้าใจการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม (Instrumental Learning), การ
เรียนร้จู ากการส่ือสารสัมพนั ธก์ ัน (Communicative Learning) และการ
เรียนรู้ที่ปลดปล่อยพันธนาการ (Emancipatory Learning) ที่เกิดข้ึน
แตกตา่ งกนั ในตา่ งบริบทและสภาพแวดลอ้ มของการเรียนร ู้
เรียนร้สู กู่ ารเปล่ียนแปลง
175
ผู้เขียน แนะน�ำให้ผู้เรียนคิดถึงการเรียนรู้ของตนในทุกกิจกรรม
ของรายวชิ า ไมว่ า่ จะเปน็ การอา่ น, การอภปิ ราย, กจิ กรรมในชนั้ เรยี น และ
โครงงาน โดยอาจตัง้ เกณฑ์ขึน้ เองเพอื่ ให้คะแนนแต่ละส่วน หรอื จะใช้
วิธคี ดิ แบบภาพรวมหรอื ใช้ปญั ญาญาณ (Intuitive) กไ็ ด้
กระบวนการ ท่ีให้ผู้เรียนประเมินตนเองและใหเ้ กรดตนเองนี้ นำ�
ไปสกู่ ารคดิ ทบทวนไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ อยา่ งเขม้ ขน้ ตอ่ การเรยี นรขู้ องตน
และผเู้ รยี นสว่ นใหญก่ จ็ ะใหเ้ กรดตนเองอยา่ งเหมาะสม มนี อ้ ยมากทห่ี วงั
ได้ A แบบงา่ ยๆ และมบี างคนขอใหผ้ เู้ ขยี นเปน็ ผใู้ หเ้ กรดแกต่ น ผเู้ ขยี น
กต็ ดั สนิ ให้
ผู้เขียนบอกว่า การประเมินตนเองเป็นเครื่องมือของการ
เปลยี่ นแปลงตนเองใน ๒ ระดับ คือ
๑ ระดับความหมายของการประเมนิ
๒ ระดบั บทบาทของครูและนักเรยี น
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ
176
การไตรต่ รองสะท้อนคดิ
การเขียนบทความนี้ มีส่วนท�ำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมอง
ของผเู้ ขยี นในบางเรอ่ื ง ผเู้ ขยี นเลา่ วา่ ตนเองเปน็ นกั บนั ทกึ สะทอ้ นความคดิ
ต่อการสอนของตน โดยจะลงมือเขยี นทกุ วัน เมื่อจะเขยี นบทความน้ี
กไ็ ดน้ �ำเอาบันทึกใน ๔ ปีหลงั ของโปรแกรมนม้ี าอ่านทบทวน เขาพบว่า
แต่ละปมี บี ันทึกยาวประมาณ ๓๕ หนา้ เมื่ออ่านแล้วก็พบวา่ บนั ทึกของ
แต่ละปีเป็นเร่ืองราวท่ีครบถ้วนอยู่ในตัวของมันเอง
ผู้เขียน เกิดความตระหนักข้ึนเองว่า นั่นเป็นเรื่องราวจากการ
สะทอ้ นคดิ ของผเู้ ขยี น หากมคี นอ่ืนบันทกึ ไว้ กอ็ าจแตกตา่ งออกไปมาก
เพราะมาจากต่างมุมมอง ดังน้ัน ภาพจากการไตร่ตรองสะท้อนคิด
ของแต่ละคนย่อมไมเ่ หมอื นกัน และไมใ่ ชเ่ รือ่ งจรงิ ทเี่ กดิ ขึน้
การเปล่ียนแปลง (Transformation) ท่ีเกิดข้ึนในแต่ละคนจึง
ไมเ่ หมอื นกนั แมจ้ ะมแี บบแผน (Pattern) ในแนวเดยี วกนั แตค่ วามงาม/
คุณค่าของการเปลย่ี นแปลง กอ็ ย่ทู ่คี วามจ�ำเพาะของแต่ละบุคคล
วิธีการที่ผู้เขียนใช้ ช่วยเอื้อให้ผู้เรียนจ�ำนวนหนึ่งบรรลุการ
เปลี่ยนแปลงได้ แต่ไม่สามารถท�ำให้แต่ละคนเป็นผลิตผลท ี่
‘เหมือนกันอย่างกบั แกะ’ ได้
เรยี นร้สู ูก่ ารเปล่ยี นแปลง
177
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
178
การศึกษาเพ่ือความย่ังยืน มีพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง
(Transformation) ได้ในหลากหลายมิติ แต่ปัจจัยส�ำคัญของการศึกษา
ลักษณะน้ีคือต้องการพ้ืนท่ีท่ีปลอดสิ่งรบกวน (Sanctuary) เพ่ือให้มี
กระบวนการท่ีน�ำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งจะเป็นการเปล่ียนแปลง
ท่ีมาจากพลังลี้ลับของปฏิสัมพันธ์แบบใจถึงใจ
บทนี้มาจากการตคี วามบทท่ี ๑๗ Fostering a Learning Sanctuary for Transformation in
Sustainability Education โดย Elizabeth A. Lange ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยด์ ้านการศึกษาผ้ใู หญ่
มหาวิทยาลยั อัลเบอรต์ า ประเทศแคนาดา
เรยี นร้สู กู่ ารเปล่ยี นแปลง
179
๑๗.
การศึกษาเพื่อความยั่งยืน
ผู้เขียนบทความนี้ ได้ช่ือว่าเป็นนักการศึกษาเพื่อ
การเปลย่ี นแปลง ทง้ั ในการเปลย่ี นแปลงผอู้ นื่ และเปลยี่ นแปลง
ตนเอง เธอบอกว่า รูจ้ ัก TL ตอนเป็นนกั ศึกษาครูผา่ น Paulo
Freire ที่เป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะ และตอนเปน็ นักศกึ ษา
ระดบั บณั ฑติ ศกึ ษาเมอื่ ไดฟ้ งั Jack Mezirow พดู ในการประชมุ
วชิ าการ ทง้ั สองเหตกุ ารณน์ น้ั ทำ� ใหเ้ ธอเขา้ ใจ TL ในแงม่ มุ ของ
การเปน็ เครอ่ื งมอื เพอื่ แสวงหาความหมายในชวี ติ วพิ ากษส์ ภาพ
โครงสร้างสังคมท่ีด�ำรงสภาพเดิม และจัดการศึกษาเพื่อสร้าง
สงั คมทเี่ ปน็ ธรรมและมสี ภาพแวดลอ้ มทย่ี ่ังยืน
ในบทนี้ ผู้เขียนเล่าเร่ืองการเดินทางในชีวิตและการ
เปลยี่ นแปลง การจดั การเรยี นการสอนของตนเอง รวมทง้ั วธิ ี
การทใ่ี ชใ้ นรายวิชาเปลย่ี นแปลงสงั คม เพ่ือสรา้ งความยัง่ ยนื
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
180
ทีม่ ชี ่อื วิชาว่า เปลี่ยนแปลงงานและชีวิต (Transforming Working and
Living) ซงึ่ รายวชิ านี้ จะช้ใี หผ้ ้เู รียนเห็นความแตกตา่ งระหว่างการมชี ีวติ
แบบรักษาสภาพเดิม กับการมีชีวิตเพื่อสร้างอนาคตท่ีสังคม มีความเป็น
ธรรมมากกวา่ และยั่งยนื กว่า
ผู้เขียนให้นิยามสังคมที่ยั่งยืนว่า เป็นสังคมท่ีสนองความ
ตอ้ งการของตน โดยไมจ่ ำ� กดั โอกาสของความเปน็ อยทู่ ด่ี ี (Well-Being)
ของตนเอง ของผอู้ น่ื ของคนรนุ่ ตอ่ ไป และของสภาพแวดลอ้ ม โดย
นยิ ามนี้ มคี วามหมายครอบคลมุ ถงึ ความเป็นธรรมในสังคมด้วย
ผมตคี วามตอ่ วา่ สงั คมทยี่ งั่ ยนื เปน็ สงั คมทผ่ี คู้ นไมเ่ บยี ดเบยี นกนั
ทั้งไมเ่ บียนเบียนตนเอง ไม่เบียดเบยี นผูอ้ ่นื ทั้งทมี่ ีชวี ิตอยู่ในปัจจุบันและ
ทจ่ี ะมามีชีวิตในอนาคต และไมเ่ บยี ดเบียนโลกและสภาพแวดล้อม
ผเู้ ขยี นบอกวา่ การจะก่อใหเ้ กดิ การเปลยี่ นแปลงเชิงลึก ทเ่ี ปลีย่ น
ชีวิตความเป็นอยู่ การกระท�ำ และการคิดอย่างถอนรากถอนโคนนั้น
ตอ้ งการ พน้ื ทก่ี ารเรยี นรูท้ ปี่ ลอดสิง่ รบกวน (Learning Sanctuary) ทัง้
ของ ‘คณุ อำ� นวย’ (หมายถงึ อาจารย)์ และของผเู้ ขา้ รว่ ม (หมายถงึ นกั ศกึ ษา)
‘พื้นที่ปลอดสิง่ รบกวน’ มีความหมาย ๓ ประการ คือ
๑ รูปแบบการเรียนรู้ ท่มี คี วามขัดแยง้ ในตัวเองระหวา่ งการ
เรียน แบบทมี่ กี ารไตร่ตรองใคร่ครวญแลกเปล่ยี นเรียนรู้กนั
อยา่ งลึกซึ้ง และมคี วามเปดิ กวา้ งตอ่ มมุ มองใหม่ๆ ท่ีอาจ
เกดิ ขึน้
๒ มีประสบการณเ์ ชิงปฏสิ ัมพนั ธ์ใหม่ๆ กบั ท้ังต่อสงั คมและตอ่
ธรรมชาติ
๓ มพี น้ื ทป่ี ลอดภยั สำ� หรบั ความสมั พนั ธใ์ นกลมุ่ ทตี่ งั้ คำ� ถามลกึ ๆ
ภายในตน และตรวจสอบความเปน็ จรงิ ใหมๆ่ ในสงั คมวงกวา้ ง
เรียนรสู้ ูก่ ารเปลย่ี นแปลง
181
ผู้เขียนใช้ ‘การเรียนการสอนเพื่อการเปล่ียนแปลง’
(Transformative Pedagogy) ดังท่ีกล่าวแล้วไปพร้อมๆ กับ ปฏิเสธ
แนวทางการศกึ ษาแบบ ‘Instrumentalist Prescriptions for Effectiveness
and Linear Technicist’ ซึ่งผมเขา้ ใจว่า หมายถงึ การศึกษาแบบเป็น
เครอ่ื งมอื บงการเพอื่ เปา้ หมายบางอยา่ ง ซงึ่ มองนกั การศกึ ษา เปน็ เทคนเิ ชยี น
ผมตีความต่อว่า เป็นการศึกษาแบบลดคุณค่าของคน ไปเป็นเคร่ืองมือ
รับใชเ้ ป้าหมายบางอยา่ ง
ตามความเชอ่ื ของผเู้ ขยี น การเรียนรตู้ ามแนวทาง Deliberative
Pedagogyเปน็ สงิ่ ทก่ี ำ� หนดผลลว่ งหนา้ ไมไ่ ด ้ และเปา้ หมายของการศกึ ษา
ผใู้ หญ่เน้นทคี่ วามหมายของชีวิต (Meaning of Living) มากกวา่ ท่ีการทำ�
มาหากิน (Making a Living) ผมคิดวา่ ย่อมมีคนเชื่อตา่ งจากนีไ้ ด้
เมื่อผู้เขียนเชื่อเช่นนี้ ผู้เขียนจึงพาผู้เรียนเข้าไปในพื้นท่ีเรียนรู้
ดว้ ยความตงั้ ใจ มีเนื้อหาและกระบวนการท่เี ตรยี มมาอย่างดี แต่การ
เรียนรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลงเป็นสง่ิ ที่อยู่ลึกกวา่ นนั้ เปน็ สิง่ ล้ีลับ และไม่มี
ทางแน่ใจว่าจะเกดิ หรือไม ่ เพราะเป็นสิ่งทอ่ี ยเู่ หนือการกำ� กับของผเู้ ขียน
ใหค้ วามหมายใหม่ตอ่ การเรียนรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง
เมอ่ื ประมาณ ๒๐ ปมี าแลว้ ผเู้ ขยี นมปี ระสบการณด์ า้ นการสอน
มาแล้ว ๑๕ ปี เร่ิมจากเป็นครูมัธยม ในวิชาสังคมศาสตร์เพ่ือเตรียม
นกั เรียนวัยรุ่นไปเปน็ Active Citizen ต่อมาเริ่มเข้าไปมบี ทบาทในฐานะ
นกั การศึกษา เพื่อพัฒนาความเป็นธรรมทางสงั คม ในกิจกรรมนานาชาติ
มเี ปา้ หมายคอื เคลอ่ื นไหวใหค้ นชนั้ กลาง เขา้ มารบั ผดิ ชอบในฐานะพลเมอื ง
โดยจัดใหไ้ ด้รบั รเู้ รือ่ งราว ท่มี าจากการวจิ ยั อย่างแมน่ ย�ำ และเชิญคนที่
ได้รับผลกระทบจากต่างชาติมาพูดโดยตรง
ในขณะนนั้ สิง่ ทกี่ ระทบใจผ้เู ขียนคอื เขาพบว่า มชี อ่ งวา่ งระหว่าง
การรับรู้กับการกระท�ำ แต่ช่องว่างนี้หมดไป เม่ือเกิดเหตุการณ์รื้อ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
182
ก�ำแพงเบอรล์ ิน (ค.ศ. ๑๙๘๙) และการปล่อยตวั เนลสัน แมนเดลา ออก
จากการคุมขัง (ค.ศ. ๑๙๙๐) และผู้เขียนน�ำทีมเดินทางไปศึกษาท ี่
เอลซลั วาดอร ์ การเรม่ิ สอน ในหลกั สตู รการศกึ ษาผใู้ หญ่ ในมหาวทิ ยาลยั
และการเบง่ บานของนโยบาย Neoliberal ซง่ึ กค็ อื เศรษฐกจิ ตลาด ทม่ี ผี ล
ให้เกิดการตกงาน หรือรายได้ไม่พอจ่าย จนผู้คนต้องท�ำงานสองกะ
ส่ิงเหล่านี้ ชักน�ำให้ผู้เขียนตั้งค�ำถามต่อสมมติฐานของตนเอง ด้าน
การศกึ ษา ที่นกั ศึกษาแสดงความต้องการทำ� งาน ทเี่ อ้ือต่อชวี ติ ทด่ี ี ไมใ่ ช่
ทำ� งานทลี่ ดทอนคณุ คา่ ของชีวติ มนษุ ย ์
จากการไตรต่ รองของผูเ้ ขยี น เห็นวา่ TL เกิดขึน้ ภายใตเ้ ง่อื นไข
ตอ่ ไปนี้
๑ มกี ารต้งั คำ� ถามตอ่ โลกทัศน์ ภายใต้ความเชอื่ ว่า มนุษย ์
และสงั คมเปลีย่ นแปลงได้
๒ เปลยี่ นมุมมองตอ่ Transformation จากคิดว่า เกดิ จาก
การคิดแบบใช้เหตุผล ไปเป็นการเรียนรู้จากกาย ใจ และ
สถานท่ี/พ้ืนท่ี
๓ เปล่ียนมมุ มองตอ่ ปัจเจกบุคคล จากมองว่า เป็นปัจเจกที่มี
ปฏิสมั พนั ธ์ ระหวา่ งปัจเจกต่อปัจเจก ไปเปน็ มองว่า
ปัจเจกบคุ คลเปน็ ส่วนหน่งึ ของปฏสิ มั พนั ธท์ างสงั คม
ระหว่างกัน เป็นส่วนหนึ่งของระบบสงั คมท่ีมชี ีวติ
๔ เปลยี่ นมุมมองตอ่ Transformation ว่า เป็นกระบวนการ
เปลย่ี นแปลงแบบคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป ทบี่ คุ คลจะลดความเหน็
แกต่ วั และเกิดจติ เพือ่ สงั คม เปล่ียนไปสู่ความคิดวา่ แม้
บุคคลจะต้องการเปลี่ยนตนเอง ไปท�ำประโยชนเ์ พ่อื สงั คม
แต่กจ็ ะถูกเหนยี่ วร้ังด้วยค่านยิ มเดิมๆ ของสังคม คอื ต้องไม ่
มองขา้ มความส�ำคญั ของระบบใหญ ่
เรียนรู้สกู่ ารเปล่ยี นแปลง
183
๕ ความเชอื่ ในหลกั การ Radical Ecology (Merchant,
2005) ท่ีกล่าววา่ ความทกุ ข์ยากของมนุษย์ และความ
เสอื่ มโทรมของสภาพแวดลอ้ ม เกดิ จากระบบทไ่ี รค้ วามเป็น
ธรรม และแก้ไขไดด้ ว้ ยพื้นทแ่ี หง่ การเปลยี่ นแปลง ท่ีเออื้ ให ้
สมาชกิ สัมผัสสภาพใหมไ่ ด้ โดยยำ้� วา่ การเรียนรู้ส่กู าร
เปลยี่ นแปลง ตอ้ งเนน้ การสมั ผสั โดยตรง ไมใ่ ชเ่ นน้ การคดิ เปน็
เหตเุ ป็นผล
ปฏบิ ตั ิการเพื่อการเรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง
ผ้เู ขยี นบอกว่า ‘การสอนเพ่อื การเปลี่ยนแปลง’ (Transformative
Teaching) ท่ตี นใชเ้ ป็น การสอนแบบมชี ีวิต (Organic Teaching) ซึง่
หมายความว่า วัสดุหรือเรื่องราว ท่ีน�ำมาสู่พ้ืนท่ีเรียนรู้ต้องมาจากสภาพ
ความเป็นจรงิ ในสังคม ทเ่ี ราด�ำรงชวี ิตอย ู่ และสภาพความเปน็ จรงิ อยา่ ง
หน่ึงที่ซ่อนตัวอยู่ในสังคมคือ อุดมการณ์หลัก (Dominant Ideologies)
ซง่ึ สำ� หรบั นกั ศกึ ษาผใู้ หญเ่ ปน็ เรอ่ื งงาน ทอ่ี ดุ มการณห์ ลกั คอื ประสทิ ธภิ าพ
และการแขง่ ขนั ทเี่ ปน็ ส่วนหนึง่ ของลัทธิ Neoliberal Globalization ที่นำ�
ไปสสู่ ารพัดปญั หาสังคม
ผเู้ ขยี น คน้ หาเอกสาร ทม่ี แี นวทางในการเปลยี่ นแปลงอดุ มการณ์
หลกั น้ี ทว่ี เิ คราะหป์ รากฏการณ์ในสงั คม และเสนอทางออก จากนั้นจงึ
น�ำมาสังเคราะห์เป็นหลัก ๑๐ ประการเพ่ือความย่ังยืน และน�ำมาใช้
ออกแบบกิจกรรมในรายวิชา เปลี่ยนแปลงงานและชีวิต ซึ่งเขาระบุใน
เอกสารรายวิชาว่า ผู้เรียนจะได้มีโอกาสคิดหาเป้าหมายใหม่ของการ
ทำ� งาน พฒั นาหลกั การเพอ่ื ชนี้ ำ� งานและชวี ติ ทำ� ความเขา้ ใจผลกระทบ
ของเศรษฐกิจโลกตอ่ ชวี ิตประจ�ำวัน และพัฒนาแผนปฏบิ ัติ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
184
จดั พืน้ ท่ปี ลอดสง่ิ รบกวนใหแ้ ก่การศกึ ษาผู้ใหญ่เพื่อความยั่งยืน
ผเู้ ขยี นเชอ่ื วา่ ปจั จยั สำ� คญั ทสี่ ดุ ตอ่ การเรยี นรแู้ บบทก่ี ลา่ วคอื ‘พน้ื ที่
ปลอดสิ่งรบกวน’ (Learning Sanctuary) เพื่อให้ผู้เรียนได้ไตร่ตรอง
สะท้อนคิดเร่ืองงาน และชีวิตของตนโดยใช้เป้าหมาย ‘ความย่ังยืน’
(Sustainability) เพื่อสรา้ งการเปลี่ยนแปลง
การเรยี นมีท้ังหมด ๑๖ คาบ (๓ ชัว่ โมง) และรีทรตี สุดสปั ดาหอ์ ีก
๔ คร้งั จดั การเรยี นเปน็ ๓ วงรอบ เพ่อื ให้ผเู้ รยี นไดท้ บทวนเรอ่ื งเดิมใน
มิติท่ีลึกยิ่งข้ึน เป็นการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เป็นชุดกิจกรรม
(Conjuncture) ตามแนวคดิ ของ Gramsci วา่ การเรียนรูใ้ นหอ้ งเรียนตาม
ปกติจะใหก้ ารเรยี นรู้แบบชัว่ คราว จึงตอ้ งมกี ิจกรรมเป็นชดุ และท�ำซ�ำ้ ใน
ระยะยาวจึงจะเกิดการเรียนรู้ทีถ่ าวรกวา่
กระบวนการการเรียนการสอน
ผเู้ ขยี นนำ� เสนอกระบวนการเรยี นการสอนเปน็ ชว่ งๆชว่ งละหลายคาบ
ช่วงแรก เป็นการแนะน�ำตัวผู้เรียน บอกวา่ สิง่ ใดน�ำผ้เู รียนเขา้
เรยี นรายวชิ าน้ ี โดยใชภ้ าพตดั แปะเปน็ ส่อื น�ำความคดิ เปน็ จุดเริม่ ตน้
ของการวพิ ากษง์ านและชวี ติ เปน็ การดงึ เอาสภาพชวี ติ จรงิ เขา้ สกู่ ารเรยี น
และการทำ� ความเข้าใจหลักการใหม่ๆ ผ่านมุมมองของชีวิตจริงของตน
ชว่ งที่สอง ใช้ช่อื วา่ ชีวิตและงานท่ยี ่ังยืน (Sustainable Living
and Sustainable Working) มีกจิ กรรม ดังน้ี
• การวิเคราะห์เชงิ วัฒนธรรม (Cultural Analysis) วเิ คราะหว์ ิถี
การดำ� รงชวี ติ ของตนเองวา่ แตล่ ะวนั ใชเ้ วลาทำ� อะไรบา้ ง ลงรายละเอยี ด
เปน็ รายนาท ี เกบ็ ขอ้ มลู ๒-๓สปั ดาห ์ วเิ คราะหก์ ารใชจ้ า่ ย ลงรายละเอยี ด
เรยี นรสู้ ู่การเปล่ียนแปลง
185
วา่ แตล่ ะเดอื นใชจ้ ่ายอะไรบ้าง ลงรายละเอียดที่แตล่ ะบาท เพอ่ื เปน็
สติต่อนิสัยการด�ำรงชีวิต และความคิดในด้านความส�ำเร็จ ความสุข
ความสามารถในการผลติ และความม่นั คงปลอดภยั
• กจิ กรรมอย่กู ับธรรมชาติ ลดเครียด เชน่ เดินจงกรมในสวนปา่
ดว้ ยสติระลกึ รู้ทางอารมณ์
• กจิ กรรมเจริญสติแบบฝรั่ง เชน่ กินแอปเปิ้ลช้าๆ ใหร้ ับรรู้ ส ด่มื
น้ำ� เล่นกบั เดก็ อาบน้ำ�
• ในช่วง ไตร่ตรองสะท้อนคิดความรู้สึก จากกิจกรรมข้างต้น
ผู้เขียนน�ำเสนอประวัติของสังคมบริโภค และผลการวิจัยที่บอกว่ามี
สหสัมพนั ธผ์ กผัน ระหวา่ งการบริโภคกบั ความสุข และสร้างบรรยากาศ
แหง่ ความหวังว่า ผู้เรยี นสามารถเอาชนะความท้าทายเหลา่ นไ้ี ด้
• กิจกรรมวเิ คราะห์ดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม ค�ำนวณ Ecological
Footprintของผเู้ รยี นแตล่ ะคน เพอ่ื ทำ� ความเขา้ ใจระดบั การบรโิ ภคใหเ้ หน็ วา่
การดำ� รงชวี ติ ของแตล่ ะคน ตอ้ งการพน้ื ทเ่ี ทา่ ไร นำ� ตวั เลขไปเปรยี บเทยี บ
กบั ตวั เลขของประเทศอ่นื และทำ� ความเข้าใจว่า หากคนท้ังโลก บรโิ ภค
แบบคนอเมริกัน เราต้องการโลกอีกกใ่ี บ เพอื่ เปน็ ทอ่ี าศัยของคนในโลกน้ี
ทง้ั หมด
นอกจากนน้ั ยงั ใหล้ องศกึ ษาวงจรชวี ติ ของเครอ่ื งอปุ โภค เชน่
กางเกงยนี ส์ ๑ ตวั หรอื กลว้ ย ๑ ผล ซง่ึ จะชว่ ยให้เข้าใจความเช่อื มโยง
ของสรรพสงิ่ ในโลก และเข้าใจโครงสรา้ งการผลิตของโลก เชื่อมโยงกับ
งาน ให้เห็นวา่ ใครไดร้ ับผลประโยชน์ ใครไดม้ าก ใครไดน้ ้อย ทำ� ไมจงึ
เป็นเช่นนน้ั น�ำไปสู่นิยามใหม่ของงานที่ดแี ละชีวติ ทีพ่ อเพยี ง
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
186
ช่วงที่สาม ช่วงวางแผนกิจกรรมว่า จะเปล่ียนแปลงอะไรบ้าง
มีการระดมความคิดวางแผนการเปล่ียนแปลง เปน็ ช่วงท่ีตอ้ งการพืน้ ที่
ปลอดสิ่งรบกวน เพื่อมีสติอยู่กับตนเอง และเพื่อมีสมาธิในการเลือก
ทางเลือกทเ่ี หมาะสม
พื้นท่ีปลอดสิ่งรบกวนอาจเป็นการไป Retreat ร่วมกันในพ้ืนที่ท่ี
ธรรมชาติสวยงาม ทำ� กจิ กรรม ผอ่ นคลาย และใช้กิจกรรมเชิงศิลปะนำ� ไป
สกู่ ารวางแผนเปลีย่ นชวี ิต
ชว่ งทีส่ ี่ ชว่ งหลงั กิจกรรม เป็นการวางแผนเผชญิ อุปสรรคท่ีอาจ
เกิดขน้ึ
ช่วงสุดท้าย เฉลิมฉลองการเปล่ียนความคิดและการวางแผน
กจิ กรรม อาจมกี ารจดั ตงั้ โครงสรา้ งการท�ำงานร่วมกันหลังจบหลักสตู ร
การศึกษาผู้ใหญ่ในฐานะพืน้ ทีป่ ลอดสง่ิ รบกวน
พืน้ ทป่ี ลอดสง่ิ รบกวนเกดิ ขึ้นได้ ๓ แบบ
๑ ในระหว่างท่ผี เู้ ขยี นวางแผนการสอนอยา่ งต้ังอกตัง้ ใจ
ผู้เขยี นละวางสมมตฐิ านเดมิ ๆ เขา้ สพู่ นื้ ทนี่ ดี้ ว้ ยความเคารพ เพอื่
ไปสกู่ าร เรยี นรขู้ นั้ ลกึ ท่ไี มอ่ ยูใ่ นแผนการสอนใดๆ แตส่ ามารถ
บรรลไุ ด้ด้วยปฏสิ ัมพันธท์ างสงั คม
๒ มีการเรียนจากปฏสิ ัมพันธ์เชงิ ลกึ ระหว่างกันและปฏสิ ัมพนั ธก์ บั
ทกุ สิ่งในจกั รวาล
๓ สภาพทส่ี มาชิกกลุ่มและ ‘คุณอ�ำนวย’ มีปฏสิ มั พนั ธ์ตอ่ กนั จาก
ใจถึงใจ
เรียนร้สู กู่ ารเปล่ียนแปลง
187
“พลังของการศกึ ษาเพื่อความยง่ั ยนื มีพลงั
สรา้ งการเปลย่ี นแปลงอยทู่ ี่ ‘ความตง้ั ใจอยา่ ง
มงุ่ มน่ั ’ (Intentionality) ไมใ่ ชค่ วามตง้ั ใจ
ระดบั ธรรมดา คอื ตง้ั เปา้ อยา่ งมงุ่ มน่ั แลว้ ปลอ่ ย
ให้พลวัตของความสร้างสรรค์ ท�ำงานอย่าง
เป็นธรรมชาติ นนั่ จึงจะเกิดการเรียนรู้ส่กู าร
เปลี่ยนแปลง และจะเกิดร่วมกันกับเพื่อน
สมาชกิ ในรปู แบบ ทไ่ี มจ่ ำ� เปน็ ตอ้ งเหมอื นกนั
นอกจากนั้นการเปล่ียนแปลงอาจไม่ได้เกิด
อย่างเป็นขน้ั ตอนตรงตามแผน แต่จะเปน็
ไปตามความตั้งใจอยา่ งมุ่งม่ัน”
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
188
ไตรต่ รองสะท้อนคดิ
พลงั อยทู่ ี่ ‘ความตง้ั ใจอยา่ งมงุ่ มนั่ ’ (Intentionality) ไมใ่ ชค่ วาม
ตงั้ ใจระดบั ธรรมดา คอื ตงั้ เปา้ อยา่ งมงุ่ มน่ั แลว้ ปลอ่ ยใหพ้ ลวตั ของ
ความสรา้ งสรรคท์ ำ� งานอยา่ งเปน็ ธรรมชาต ิ นน่ั จงึ จะเกดิ การเรยี นรู้
สู่การเปลี่ยนแปลง และจะเกิดรว่ มกนั กับเพือ่ นสมาชกิ ในรูปแบบ
ทไี่ ม่จำ� เป็นต้องเหมอื นกนั นอกจากนนั้ การเปลย่ี นแปลงอาจไม่
ไดเ้ กดิ อยา่ งเปน็ ขน้ั ตอนตรงตามแผน แตจ่ ะเปน็ ไปตามความตงั้ ใจ
อย่างมงุ่ มน่ั
กระบวนการเรียนรู้ ของกลุ่มจะเป็นไปตามสภาพที่ยึดโยงอยู่กับ
ความเป็นจรงิ และตามชพี จรอารมณ์ท่เี กิดข้นึ อารมณ์ยงิ่ รนุ แรงโอกาส
เกิดการเปลยี่ นแปลงยิ่งสูง ดังนนั้ ‘คุณอ�ำนวย’ ตอ้ งไมก่ งั วลกบั อารมณ์
ความรู้สกึ กังวลใจ สับสน หรือโกรธ ทีเ่ กดิ ขึ้นในกลุ่มระหวา่ งทาง
มสี มาชกิ กลมุ่ เปรยี บเทยี บการเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขนึ้ วา่ คลา้ ยกบั
ผีเส้ือออกมาจากรังไหม ซึ่งเป็นส่ิงใหม่ที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ไม่สามารถอธิบายด้วยถ้อยค�ำได้ และเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจาก
ปฏสิ มั พนั ธร์ ว่ มกนั เปน็ ผลของพลงั ทม่ี ากกวา่ การเรยี นวชิ า ซง่ึ มหี นงั สอื
ทค่ี วรอ่านคอื Capra, F. (1996). The Web of Life: A New Scientific
Understanding of Living Systems
ผมคิดวา่ ทีผ่ ู้เขียนไดก้ ลา่ วมาท้งั หมดในตอนน้ี เปน็ การศึกษา
กระแสทางเลอื ก และผอู้ น่ื ไมม่ ที างเขา้ ใจหากไมไ่ ดฝ้ กึ ปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง
เรยี นรู้สกู่ ารเปลยี่ นแปลง
189
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
190
เทคนิค ‘การศึกษาเพื่อประชาชน’ ท่ีให้ความส�ำคัญแก่ Tacit
Knowledge ภายในตัวผู้เรียนและภายในชุมชน เมื่อน�ำมาใช้ท�ำ
กิจกรรมร่วมกัน ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด สามารถสร้างการ
เปลี่ยนแปลงในตัวผู้เรียน ให้กลายเป็นคนท่ีมั่นใจตัวเอง กล้าลุกข้ึนมา
ท�ำสิ่งท่ีถูกต้อง
บทนม้ี าจากการตคี วามบทท่ี ๑๘ Popular Education, Women’s Work, and Transforming
Lives in Bolivia เขยี นโดย Catherine A. Hansman ศาสตราจารยด์ า้ น Adult Learning and Develop-
ment มหาวิทยาลยั คลฟี แลนด์ สเตท และ Judith Kollins Wright ผเู้ ชี่ยวชาญดา้ น Cultural
Competency Integration สงั กดั Planned Parenthood of Northeast Ohio เมืองคลฟี แลนด์
รฐั โอไฮโอ ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
เรยี นรู้สกู่ ารเปล่ยี นแปลง
191
๑๘.
เรยี นรเู้ พ่อื เปล่ียนแปลงชวี ิต
ผหู้ ญงิ ในโบลิเวยี
บทน้ีเป็นเรื่อง ‘การศึกษาเพื่อประชาชน’ (Popular
Education) ซึ่งผมอยากเรียกว่า ‘การศึกษาเพื่อผู้ถูกกดขี่’
มากกว่า เล่าเรื่องโปรแกรมฝึกอบรมภาวะผู้น�ำในท้องถ่ิน
ให้แก่กล่มุ ผูห้ ญิงในประเทศโบลิเวยี โดยใชเ้ ทคนคิ การศกึ ษา
เพอ่ื ประชาชน เปน็ การเรยี นรู้ ในการใหค้ วามสำ� คญั ตอ่ ความร ู้
ฝงั ลกึ (Tacit Knowledge) ทมี่ าจากประสบการณต์ รง และจาก
มติ เิ ชงิ วฒั นธรรมมากกวา่ ความรแู้ จง้ ชดั (Explicit Knowledge)
หรอื ความรู้ทางทฤษฎ ี แต่ก็ไม่ได้ละเลยความรทู้ างทฤษฎีไป
อย่างสิ้นเชงิ
กิจกรรมที่เล่าในตอนน้ี มาจากงานของหลักสูตรฝึก
อบรมผูน้ ำ� ทอ้ งถิ่นของ OJM (Oficina Juridica Para la Mujer)
ซงึ่ เปน็ สำ� นกั งานกฎหมายชว่ ยเหลอื สตร ี โดยสตรที ม่ี าเขา้ รว่ ม
หลักสูตรฝกึ อบรม ลว้ นแตเ่ ปน็ คนทีเ่ คยตกเป็นเหย่ือของ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
192
ความรุนแรง หรอื ถกู กระท�ำในสังคมผู้ชายเป็นใหญม่ าโดยตลอด
เป้าหมายของหลักสูตรคือ เพ่ือสร้างครูหรือนักการศึกษาใน
ครอบครวั ทที่ �ำงาน และในชมุ ชน
บทความในหนังสือตอนนี้ มาจากการวิจัยเชิงคุณภาพท่ี Judith
Kollins Wright ไปฝงั ตวั อยใู่ นพนื้ ที่ เกบ็ ขอ้ มลู จากผเู้ ขา้ รบั การฝกึ อบรมใน
หลักสูตรเพ่ือท�ำความเข้าใจว่า กิจกรรมในหลักสูตรช่วยให้ผู้เข้าร่วม
เกิดการเปลี่ยนแปลงความเช่ือ หรือค่านิยมทางสังคมหรือไม่เพียงใด
การเรยี นรู้เพอ่ื การเปลย่ี นแปลง
ผเู้ ขยี นบอกวา่ การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง จะเกดิ ขน้ึ เมอื่ คนนำ�
เอาประสบการณใ์ นอดตี มาตแี ผด่ ว้ ยทฤษฎี Critical Theory ของ Mezirow
(2000) ซึง่ เนน้ ปฏสิ มั พนั ธ์ทเี่ กอ้ื กลู กนั ระหว่างความตระหนักร้บู ริบท ของ
เรื่องราวในอดตี กบั ความเปน็ จรงิ ในปจั จุบนั
เปาโล แฟร์ (Paolo Freire, 1970) บอกวา่ กระบวนการเรียนรู้ ที่
อย่บู นฐานบริบทของปัญหาชีวติ จรงิ และเป็นการเรยี นรจู้ ากการปฏบิ ัติ
ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน จะท�ำให้นักเรียนเกิดความตระหนักรู้
อยา่ งลกึ ทำ� ใหค้ วามยดึ มนั่ ถอื มน่ั อยกู่ บั ความลม้ เหลวเดมิ ๆในชวี ติ หมดไป
เกดิ ความเข้าใจใหม่ เกย่ี วกับโครงสร้างอำ� นาจในสงั คม ในสภาพเชน่ น้ี
การศึกษากลายเปน็ การเมอื งเรอ่ื งอำ� นาจในสงั คม
สภาพดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้เม่ือ ครูไม่ถ่ายทอดความรู้ส�ำเร็จรูป
ใหแ้ กศ่ ิษย์ แตท่ ำ� หน้าท่ีตงั้ ค�ำถามทา้ ทายศษิ ย์ เพ่ือให้คนทเี่ คยถกู กีดกัน
ออกไปได้ เข้ามามีส่วนแสดงความคิดเห็น และสร้างบรรยากาศที่ทุก
เสยี งได้รบั การรบั ฟัง
เรียนรสู้ ่กู ารเปล่ียนแปลง
193
หลักสตู รฝึกอบรม
หลักสูตรนี้จดั โดย OJM เรยี กช่ือหลกั สูตรวา่ Legal Promotor’s
Course
OJM เปน็ กลุ่ม NGO ก่อตง้ั ในปี ค.ศ. ๑๙๘๔ มีเป้าหมายเพือ่
ขจดั ความไมเ่ ปน็ ธรรมในสงั คม ขจดั การกดขเ่ี พศหญงิ ในโบลเิ วยี และในโลก
และเพ่ือสร้างสังคมประชาธิปไตย ท่ีเคารพชีวิต สันติภาพ เสรีภาพและ
ความแตกต่าง
ผ้เู ข้ารบั การอบรม เป็นวยั รนุ่ ทัง้ สองเพศ, คร,ู นักกจิ กรรมชมุ ชน,
ผู้นำ� ชุมชน และต�ำรวจ ในการอบรม ใชห้ ลักการและวิธีการ Popular
Education คอื ถอื วา่ ความรทู้ ่ไี ม่เปน็ ทางการ ท่ีไดจ้ ากประสบการณ์ตรง
ของผคู้ น มคี วามสำ� คญั กวา่ ความรทู้ เี่ ปน็ ทางการ ทไ่ี ดร้ บั มาจากภายนอก
การอบรมนี้ จงึ รบั คนเขา้ รบั การอบรม โดยไมจ่ ำ� กดั พน้ื ความรทู้ างการศกึ ษา
ซึ่งกช็ ่วยลดความรู้สึกแบง่ แยกชนชัน้ ลงไปไดด้ ว้ ย แต่กท็ ำ� ใหเ้ ปน็ กลมุ่ ที่
มีพ้ืนความรู้ทางการศึกษาแตกต่างกัน จึงต้องจัดให้มีวิธีการเรียนรู ้
ท่พี นื้ ความรู้ทางการศกึ ษาไม่เป็นอปุ สรรค
ภาษาทใ่ี ชใ้ นประเทศโบลเิ วยี มี ๓ ภาษา คอื ภาษาสเปนเปน็ ภาษา
ทางการ และยงั มีภาษาท้องถิ่นอกี ๒ ภาษา หลักสูตรของ OJM ในตอน
ตน้ ๆ ประสบความลม้ เหลวเพราะใชภ้ าษาสเปนเปน็ หลกั แตค่ นทอ้ งถนิ่ ฟงั
ไม่เข้าใจ ในตอนหลัง จึงใช้ภาษาที่พูดกันในท้องถ่ินที่ไปจัดหลักสูตร
โดยหากจดั ในเมือง กใ็ ช้ภาษาสเปนและหากจดั ในชนบท ก็ใช้ภาษาของ
ทอ้ งถ่ินน้ันๆ
หลักสูตรอาสาสมัครกฎหมาย (Legal Promotor) ท่ีเมือง
โคชาบมั บา ประเทศโบลเิ วยี
หลักสูตรน้ีเริ่มต้ังแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๐ และด�ำเนินการเร่ือยมา
มเี ปา้ หมายเพอื่ พฒั นา ทกั ษะการสอนและความรทู้ างกฎหมาย ในเวลา
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
194
เดยี วกนั ก็ส่งเสรมิ ให้เกิดการเปลยี่ นแปลงทางสังคม และความเป็นธรรม
ในสังคม ผา่ นวธิ กี ารจดั เวทีเรียนร้ ู มเี ป้าหมายคอื สทิ ธิสตรีในวัฒนธรรม
เพศชายเปน็ ใหญ่
ผู้เข้ารับการอบรม ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงท่ีสมัคร หรือได้รับการ
ชักชวนมาจากหลายทาง ท้ังจากการบอกต่อหรือแนะนำ� จากคนท่ีเคย
เขา้ รับการอบรม ส่วนใหญอ่ ยใู่ นฐานะเป็นผู้น�ำชมุ ชนอยแู่ ลว้ จำ� นวน
รุน่ ละประมาณ ๔๐ คน เป้าหมายของผเู้ ขา้ รบั การอบรมคอื เพื่อพัฒนา
ชวี ิตความเป็นอยขู่ องตนเอง และของคนในชุมชนโดยรอบ
• หลกั สูตร
หลักสูตร จัดระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - ตุลาคมของแต่ละปี
ประกอบดว้ ย การประชมุ ปฏิบตั ิการในหอ้ งเรยี น ๒๘ ครั้ง ไปดูงานที่
สถาบัน ๓ ครงั้ การประชมุ ปฏบิ ตั กิ าร เพอื่ ประเมินและเสริมการเรยี นรู้
(Reinforcement) ๒ คร้ัง และกิจกรรมพิเศษตาม สถานการณ์ เช่น
การสมั มนาและการศกึ ษาดงู านภาคสนาม
การอบรมแต่ละรุ่น ได้วางยุทธศาสตร์ตรงตามเง่ือนเวลาของ
เหตกุ ารณส์ ำ� คญั เชน่ หากจดั ใกลเ้ วลาของการเลือกตัง้ ก็จะเล่อื นให้การ
ประชมุ ปฏบิ ตั กิ ารดา้ นการมสี ว่ นรว่ มทางการเมอื ง และดา้ นอน่ื ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง
ขนึ้ มา อยูช่ ว่ งตน้ ๆ ของหลกั สูตรก่อนท่ีจะมีการเลือกตง้ั หรอื ในช่วงตน้ ๆ
ของการอบรม มกี ารจดั การประชมุ ปฏบิ ตั กิ ารเรอื่ งความรนุ แรงตอ่ สตรีและ
เรอ่ื งกฎหมายตอ่ ตา้ นความรนุ แรงในครอบครวั อยใู่ นชว่ งตน้ ของหลกั สตู ร
แตภ่ ายหลัง ถกู ปรับไปอยู่ช่วงกลาง เพ่ือใหช้ ว่ งของการไตรต่ รองสะท้อน
คิดรว่ มกนั (Reflection/AAR) มพี ลัง เพราะในชว่ งกลางของหลกั สูตร
สมาชกิ รจู้ กั กนั และไวว้ างใจกนั แลว้ และพลงั ของการไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ
ภายใตค้ วามเชอ่ื ถอื ไวว้ างใจซงึ่ กนั และกนั เปน็ ปจั จยั ทช่ี ว่ ยบอกสมาชกิ วา่
ผูห้ ญิงตอ้ งรวมตวั กันเป็นชุมชนเรียนรู้
เรยี นรู้ส่กู ารเปลีย่ นแปลง
195
หลักสูตร ที่ผู้เขียนไปเก็บข้อมูล และน�ำมาเขียนในบทความ
ดำ� เนนิ การทสี่ �ำนกั งาน OJM แคว้นโคชาบัมบา การเกบ็ ข้อมลู น้ี เกดิ ขนึ้
นานหลายปี กอ่ นที่จะลงมอื เขียนบทความชน้ิ น ี้ การประชมุ ปฏบิ ัตกิ าร
ในครง้ั นนั้ จัดสัปดาห์ละคร้งั ใชร้ ปู แบบเดียวกนั ทุกคร้งั คือเรมิ่ ดว้ ย
การทบทวนสาระของสัปดาห์ท่ีแล้ว การน�ำเหตุการณ์ในสังคมโดย
รอบตวั มาอภปิ ราย และการจดั สถานทใ่ี หเ้ กดิ ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งสมาชกิ
ให้มากทีส่ ุด
• วิธีการ
วธิ กี ารอบรมเรยี กวา่ ‘มีส่วนร่วมและมชี วี ติ ’ (Participatory and
Living) ซึ่งหมายถึงเป็นกระบวนการที่มีชีวิตชีวา ใช้ Role Play,
กระบวนการกลมุ่ ยอ่ ย, เรอื่ งเลา่ เรา้ พลงั , การนำ� เสนอ, การดงู านภาคสนาม
และงานวจิ ยั การบ้าน
กลไกให้เกิดการเรียนรู้คือ การใคร่ครวญไตร่ตรองสะท้อนคิด
(Reflection) และการอภปิ ราย ทปี่ รบั ใหเ้ หมาะกบั วถิ กี ารเรยี นรขู้ องผหู้ ญงิ
คอื ใชส้ นุ ทรยี สนทนา (Dialogue), การสอื่ สาร (Communication) และการ
แสดงออก (Expression) โดยทผ่ี ูเ้ รยี น มีส่วนเสนอแนะและมีส่วนรว่ ม
ในการออกแบบการเรียนรู้ รวมทง้ั การเผยแพร่ขอ้ มลู ข่าวสาร รวมทง้ั
ร่วมกนั แตง่ บทละคร เพือ่ แสดงในชมุ ชน รวมไปถึงจัดตงั้ กลมุ่ เพ่อื นช่วย
เพ่ือนขึ้นในชมุ ชน
สว่ นในเร่อื งกฎหมายท่ซี ับซอ้ น เชน่ การหย่ารา้ ง, การแยกกันอยู่
หรือการเป็นผู้ดูแลเด็กตามกฎหมาย จะใช้วิธีแบ่งเป็นกลุ่มย่อยและใช้
เครื่องมือท่ีเรียกว่า Didactic Workbook บันทึกค�ำถามและความเข้าใจ
หลงั การปรกึ ษาหารอื กนั ในกลมุ่ แลว้ นำ� มานำ� เสนอในกลมุ่ ใหญ ่ และอาจ
ใชว้ ดี ทิ ศั นน์ ำ� เสนอเรอื่ งจรงิ ตามดว้ ยการอภปิ ราย หรอื อาจใชก้ ารแสดง
บทบาทจ�ำลอง (Role Play) การวาดรูปแสดงเร่ืองราวท่ีให้ความ
สนกุ สนาน ขบขนั และได้สาระลกึ ๆ ในเร่ืองการใชอ้ �ำนาจกฎหมายผดิ ๆ
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ
196
เนื่องจากสมาชิก มาร่วมเรียนรู้สัปดาห์ละคร้ังเท่าน้ัน จึงต้องมี
การบา้ นระหวา่ งสปั ดาห์เพอ่ื ใหส้ มาชกิ เตรยี มตวั และเตรยี มทบทวนเรอ่ื งราว
ในชวี ติ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั หวั ขอ้ ทจี่ ะเรยี นในสปั ดาหถ์ ดั ไป นน่ั คอื การเตรยี ม
เอา ‘ความรู้’ ในชีวิตจริง จากประสบการณ์ตรงของตนเอง (Tacit
Knowledge)มาไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ โดยเทยี บเคยี งกบั หลกั การหรอื ทฤษฎี
(ความรู้จากภายนอก - Explicit Knowledge) การบา้ นมกั เปน็ ค�ำถาม
ให้เตรียมทบทวนสะทอ้ นคิดมาก่อน จากประสบการณ์ตรงของตนเอง
จะเห็นว่าวิธีการเรียนรู้ท่ีเป็นหัวใจคือ การไตร่ตรองสะท้อนคิด
อยา่ งลึกซ้ึง (Critical Reflection) ทงั้ ท่ีทำ� คนเดียวและท่ีทำ� เปน็ กลุ่ม
เป็นการเรยี นบนหลกั การ Action + Reflection
สว่ นการดงู านภาคสนามมกี ารจดั ไปเยยี่ ม และเรยี นรกู้ จิ กรรมของ
ส�ำนักงาน ท่ีเกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชน และคุ้มครองความ
ยตุ ิธรรม รวมทงั้ ไปดูละคร ท่ีมีเน้ือเรื่องเกย่ี วกับเพศสภาพและโรคเอดส์
• บทบาทของ ‘คุณอ�ำนวย’
ผู้ด�ำเนินการกิจกรรมในหลักสูตรไม่เป็น ‘ผู้สอน’ แต่เป็น ‘คุณ
อ�ำนวย’ (Facilitator) และคาถาส�ำคัญของคุณอ�ำนวยคือ มองสมาชิก
ผเู้ ขา้ หลักสูตรในฐานะผเู้ สมอกนั และให้คณุ ค่าแกป่ ระสบการณช์ ีวิตของ
เขา เพราะตามหลักการของ ‘การศกึ ษาของประชาชน’ (Popular
Education) ความรู้ในคนและในทอ้ งถิ่นส�ำคัญกวา่ หรืออยา่ งนอ้ ย
ส�ำคัญพอๆกัน กับความรู้จากภายนอกหรือความรู้เชิงทฤษฎี
คณุ อ�ำนวย จึงตอ้ งว่องไวตอ่ ดลุ ยภาพเชงิ อำ� นาจ ระหวา่ งครกู บั ผูเ้ รยี น
การใหส้ มาชิกทุกคนไดแ้ สดงความคดิ เห็นเปน็ เรอื่ งส�ำคญั แต่
ในการอบรมบางคนพดู เกง่ บางคนพดู ไมอ่ อกจงึ ตอ้ งใชว้ ธิ ี ‘อภปิ รายดว้ ย
ภาพ’ (Visual Discussion) คือให้วาดภาพหรือแสดงบทบาทจ�ำลอง
(Role Play) เพื่อแสดงความคิดเห็นในรูปแบบ ท่ีทุกคนได้แสดงออก
เรยี นรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง
197
มตี วั อยา่ งในการประชมุ ปฏบิ ตั กิ ารหนง่ึ วทิ ยากรเปน็ นกั กฎหมายทใ่ี ชภ้ าษา
กฎหมายทซ่ี บั ซอ้ นทำ� ใหท้ กุ คนงงและไมก่ ลา้ พดู ในทส่ี ดุ ทนายความทา่ น
น้ัน หันมาใช้ภาษาพ้ืนเมอื งทำ� ให้บรรยากาศดีข้ึนทันที อีกตัวอย่างหนงึ่
เปน็ กรณที ีเ่ กิดขนึ้ จริง ท่หี ัวหน้างานขม่ ขืนลูกน้องจนตั้งครรภ ์ เร่อื งก�ำลัง
อยใู่ นขนั้ ไตส่ วนในชนั้ ศาล พยานดา้ นดเี อน็ เอบง่ ชชี้ ดั ในดา้ นการเปน็ พอ่ ลกู
แต่เนื่องจากฝ่ายชายเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม และเป็นผู้มีอิทธิพลจึง
เกรงกนั ว่าศาลจะตัดสนิ แบบเอียงข้าง คณะผเู้ ข้าหลักสูตรจงึ ยกขบวน
กันไปฟังการตัดสนิ เพ่ือกดดันคณะลกู ขุน ในทีส่ ุดจำ� เลยถูกตดั สินจำ� คกุ
หวั ใจ คอื การนำ� เอาความรไู้ ปปฏบิ ตั ใิ นสถานการณจ์ รงิ แลว้
นำ� มาใครค่ รวญไตรต่ รองรว่ มกนั จะเกดิ การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง
ของผเู้ ขา้ รว่ มหลักสตู ร
“ตามหลกั การของ ‘การศกึ ษาของประชาชน
(Popular Education) ความรใู้ นคนและ
ในท้องถิ่น ส�ำคัญกว่าหรืออย่างน้อยส�ำคัญ
พอๆ กนั กบั ความรจู้ ากภายนอกหรอื ความรเู้ ชงิ
ทฤษฎ”ี
ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช
198
ไตร่ตรองสะท้อนคดิ
แม้เหตุการณ์ตามข้อเขียนนี้ ได้ผ่านไปนานมากแล้ว แต่เมื่อ
ผู้เขยี นกลับมาทบทวนเพอื่ เขียนบทความนี ้ ความทรงจ�ำกย็ ังสดใหม่อยู่
วา่ การศกึ ษาของประชาชน ผา่ น Action + Reflection มพี ลงั เปลยี่ นแปลง
คนได้จริงๆ เขาได้ยกตัวอย่าง ค�ำพูดของผู้เข้าร่วมหลักสูตรว่า ตน
เปลย่ี นแปลงไปอยา่ งไรและความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเขากบั สามีเปลย่ี นแปลง
ไปในทางทต่ี า่ งก็เคารพให้เกียรติแกก่ ันและกนั อย่างไร
วิธีการเรียนรู้ ท่ีใช้ในหลักสูตร ได้แก่ การเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน,
การใชภ้ าษาถนิ่ ,การปฏบิ ตั ติ ามดว้ ยการไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ , การบรู ณาการ
ประสบการณ์การเรียนรู้ เข้ากับชีวิตประจ�ำวันของผู้เรียน, การใช้วิธีการ
เรียนรู้ร่วมกัน, การอภิปราย และการใช้ตัวอย่างจริง ท�ำให้ผู้เรียน
เช่ือมโยงเรื่องราวเข้ากับชีวิตของตนเอง และเข้ากับบริบทท่ีมีอยู่จริงใน
สังคมได ้ ผลลพั ธค์ ือผู้เขา้ ร่วมหลกั สูตรตระหนักวา่ ตนเองคือผูส้ รา้ งและ
ผู้ร่วมสร้างความรูท้ ี่มีการเปลีย่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา
คนเหลา่ น้กี ลายเป็นนักการศึกษาหรือนกั เรียนรู้ท่แี ท้จรงิ
เรยี นรู้สู่การเปล่ยี นแปลง
199
ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ