The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kmcdd2564, 2021-10-19 23:38:09

transformative learning

transformative learning

250

“หลกั การ ‘ความอ่อนน้อมถอ่ มตนอยา่ ง
ยิ่งยวด’ (Critical Humulity) หมายถงึ
ปฏิบัติการ ที่เปิดกว้างต่อการค้นพบว่า
ความรู้ของตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของ
ความรทู้ ้ังหมด และความรู้ของตนเองมี
สภาพวิวฒั นาการอยูต่ ลอดเวลา คนเราใช้
ความรทู้ ี่ไมส่ มบูรณ์นน้ั ในการดำ� รงชวี ิต
อยู่ในโลก คณะผูเ้ ขียน รว่ มกันต้งั ค�ำถาม
เพือ่ ใครค่ รวญ ไตรต่ รอง อยา่ งจรงิ จงั กับ
ตนเองถึงความส�ำเร็จ และความล้มเหลวใน
การปฏิบัติการอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างย่ิงยวด
น้นั ”

เมอื่ ผเู้ ขยี นคนหนงึ่ เผชญิ สถานการณท์ ม่ี กี ารเหยยี ดผวิ และนำ� มา
แลกเปล่ียนกับทีมเรียนรู้ จึงมีการน�ำสถานการณ์นั้นมาจ�ำลองบทบาท
(Role Play) ว่า ผู้เผชิญสถานการณ์ น่าจะแสดงบทอ่อนน้อมถ่อมตน
อย่างยิ่งยวดในสถานการณ์น้ันอย่างไร ซ่ึงเม่ือน�ำการแสดงบทบาท
จ�ำลองมาใคร่ครวญ ไตร่ตรอง อย่างย่ิงยวดก็พบว่า การแสดงบทบาท
ยงั เปน็ ลกั ษณะทแ่ี สดงความเหนอื กวา่ ของตนเอง หรอื มลี กั ษณะทต่ี อ้ งการ
การยอมรับจากคนผิวสี เมื่อใคร่ครวญไตร่ตรองร่วมกันมากเข้า ก็เกิด
ความรสู้ กึ วา่ ในการแสดง ‘ความเปน็ คนขาวท่ีดี’ น้ันกย็ งั มี ‘ความเปน็ คน

เรยี นรูส้ ่กู ารเปลี่ยนแปลง

251

ขาวท่ีเลว’ แฝงอยู่ คือมีความต้ังใจดี แต่พฤติกรรมท่ีแสดงออกไปก่อผล
ตรงกันข้าม เพราะทำ� ใหค้ นผวิ สีรสู้ ึกวา่ ตนถูกปฏิบตั ิไม่ใช่ในฐานะคนที่
เทา่ เทยี มกนั
ปัญหาของความรู้สึกว่า ตนเป็น ‘คนขาวท่ีดี’ คือท�ำให้ไม่เรียนรู้
และปรับปรุงตนเอง

สนธิพลังระหวา่ งปฏิบตั ติ ามด้วยใครค่ รวญสะท้อนคิด,
ญาณวิทยาภาคขยาย และการเรียนเป็นทมี

กระบวนการเรียนรู้เพ่ือเปลี่ยนแปลง ของคณะผู้เขียนทั้ง ๖ คน
ตามหัวข้อที่แล้วสรุปได้ว่า เป็นการสนธิพลัง (Synergy) ระหว่างพลัง
๓ ประการ คอื
๑ วงจรซ�ำ้ ๆ ของการปฏบิ ตั ติ ามด้วยการใครค่ รวญสะทอ้ นคิด
๒ ญาณวทิ ยาแบบขยาย คอื ใช้วธิ ีเรียน ๔ แบบทีใ่ ช้แบบเชอ่ื มโยง
กนั ไดแ้ ก่ เรยี นจากประสบการณต์ รง เรยี นจากการนำ� เสนอ
เรยี นจากการเสนอขอ้ คดิ เหน็ และเรยี นจากการปฏบิ ตั ิ
๓ การเรียนเป็นกล่มุ ยิง่ เรียนรู้ร่วมกนั นานเขา้ กเ็ กดิ ความไวว้ างใจ
ซ่ึงกันและกนั การเปิดใจตอ่ กันในการเรียนท้ัง ๓ แบบดังกล่าว
ทำ� ให้การเรียนรู้มีพลงั สูงมาก

ไตรต่ รองสะท้อนคิด

ผู้เขียนบอกว่า ย่ิงฝึกให้มีส�ำนึกต่อ ‘นิสัยท่ีเคยชินทางความคิด’
(Habit of Mind) กย็ ่ิงทำ� ให้ผู้เขยี น มคี วามอ่อนนอ้ มถ่อมตนว่า ตนเองมี
จิตใตส้ �ำนกึ ทซ่ี ่อนอยู่ลึกมาก เมอื่ คิดยอ้ นกลับไปในปี ๑๙๙๘ ตนคิดวา่
ตน มคี วามคิดแบบทวิลกั ษณ์ (Dualistic) แยกขัว้ คนขาวท่ีดกี ับคนขาวท่ี
ไม่ด ี และมองว่าคนขาวที่ไมด่ ี เป็นด้านมดื ที่แฝงอยู่ลึกๆ ภายในตนเอง

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

252

ผเู้ ขยี นบอกวา่ กระบวนการรว่ มกนั เขยี นบทความน้ี เปน็ วงจรของ
การกระท�ำ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด ต่อท้ังการปฏิบัติและต่อ
การคิดของตน และในการเขยี นบทความนี้ กลุ่มผู้เขยี นกไ็ ดต้ ระหนกั วา่
ความสมั พนั ธแ์ บบชมุ ชน(Community)ทม่ี คี วามไวเ้ นอื้ เชอื่ ใจตอ่ กนั และกนั
มีความสำ� คญั ยิง่ ต่อการเรียนรู้ในมติ ทิ ่ลี กึ ด้วยเครือ่ งมอื CI
การเขยี นบทความนเ้ี อง ชว่ ยใหก้ ลมุ่ ผเู้ ขยี นเขา้ ใจ ‘การเรยี นรจู้ าก
การน�ำเสนอ’ (Presentational Knowing) ในมิติที่ลึกว่า การน�ำเสนอท ่ี
เร้าอารมณ์ และน�ำเสนอด้วยอารมณ์และความรู้สึก เช่น โดยเรื่องเล่า
เรา้ พลงั โดยศลิ ปะ การเคลอ่ื นไหว และการแสดงนน้ั มีพลงั ยิง่

เรียนรสู้ ่กู ารเปลยี่ นแปลง

253

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

254

การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง ใช้ได้ผลในหลากหลายบริบท
หลากหลายลักษณะของผู้เรียน และหลากหลายประเด็นของการเรียนรู้
โดยมีลักษณะร่วมของการบรรลุคือ การหลุดพ้นจากพันธนาการเดิมๆ
ในชีวิต

บทนม้ี าจากการตคี วาม บทที่ ๒๔ Looking Forward by Looking Back : Reflection on the
Practice of Transformative Learning เขยี นโดย Edward W. Taylor และ Jodi Jarecke
เรียนรสู้ ูก่ ารเปล่ยี นแปลง

255

๒๔.

ย้อนอดตี สอู่ นาคต

บทน้ี ถอื เป็นบทใครค่ รวญสะท้อนคดิ จากการอา่ นบท
ก่อนหน้า ในหนังสือเล่มนี้มาแล้วท้ังหมด ซึ่งมีการน�ำเอา
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ไปใช้ในหลากหลายบริบท
หลากหลายกลมุ่ บคุ คล หลากหลายเปา้ หมาย และหลากหลาย
วิธีการ รวมทง้ั น�ำไปใชใ้ น E-Learning ดว้ ย ผ้เู ขียนบอกว่า
แม้การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงมีธรรมชาติ ‘จ�ำเพาะบริบท’
(Context-Specific) แต่ก็สามารถสรุปลักษณะร่วมได ้
๖ ประการตามหัวขอ้ ต่อไปนี้
๑ เปน็ กระบวนการทมี่ เี ปา้ หมายและเรยี นรจู้ ากการ
ปฏบิ ตั ิ
เป้าหมายดังกล่าวมีสองช้ัน คือเป้าหมายของการ
เปลย่ี นแปลง กบั เป้าหมายทท่ี กั ษะของการเรยี นรู้แบบใหม่ ที ่

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

256

น�ำไปสู่การเปล่ียนแปลง ในลักษณะที่เกิดการ ‘ผุดบังเกิด’ หรือหลุดจาก
พันธนาการ ของความคิดเดิมๆ ที่เรียกว่า ออกจากเปลือกไข่ (Tostan)
การเรียนรู้แบบนี้เป็นการเรียนรู้ที่ลึก ท่ีมีการเอ้ืออ�ำนาจส่วนบุคคล
หรอื ทางสงั คม
เปา้ หมายทส่ี ำ� คญั คอื ไมใ่ ชเ่ รยี นเพอื่ รหู้ รอื เขา้ ใจ แตเ่ ปน็ การเรยี น
เพื่อเปล่ยี นแปลงตนเองและเปล่ียนแปลงเพ่อื นร่วมเรียนในกลุ่ม ไม่ใช่
เรยี นเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจตามท่ตี ำ� ราบอก หรอื ตามกระแสสงั คม แต่เรยี นเพอ่ื
ใหเ้ กิดส�ำนกึ รู้ หรอื เขา้ ใจความหมายใหม่ ตามทีเ่ กิดข้นึ ภายในตนเองจาก
การปฏบิ ัติ และใครค่ รวญไตรต่ รองอยา่ งลึกซ้ึง ทง้ั โดยตนเองและโดย
การเสวนากลมุ่ โดยมี ‘คณุ อำ� นวย’ ชว่ ยสรา้ งกระบวนการ และเออื้ อำ� นวย
บรรยากาศที่เป็นอิสระ โดยเครื่องมือส�ำคัญตัวหน่ึงคือ CMM
(Coordinated Management of Meaning)
การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) เป็น
สงิ่ ทบ่ี นั ดาล หรอื กำ� หนดวธิ กี ารสรา้ งใหเ้ กดิ ไมไ่ ด ้ ทง้ั หมดขนึ้ อยกู่ บั สงิ่ ทเี่ กดิ
ขน้ึ ในตวั ผู้เรยี นเอง แต่ ‘คุณอำ� นวย’ ก็ต้องเตรียมตวั และวางแผนในการ
สร้างโอกาสให้ผู้เรียน บรรลุเป้าหมายที่ก�ำหนด หัวใจคือ Heuristic
ซ่ึงหมายถึง วิธีการกระตุ้นให้ผู้เรียนค้นคว้าด้วยตนเอง และบรรลุความรู้
ความเข้าใจด้วยปัญญาญาณ (Intuition) การเดาอย่างมีหลักการ
(Educated Guess) และสามญั ส�ำนึก (Common Sense)
การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลงตอ้ งใชเ้ วลาคอ่ ยๆ สงั่ สม แต่
ไมใ่ ชก่ ระบวนการปอ้ นความรู้ และไมเ่ ปน็ ขั้นตอน ในทางตรงกัน
ข้ามเป็นกระบวนการ ที่กลุ่มผู้เรียนมีเป้าหมายร่วมกันเข้าสู่
กระบวนการ คน้ หาผา่ นการปฏบิ ตั แิ ละใครค่ รวญไตรต่ รอง ทำ� ความ
เขา้ ใจรว่ มกนั ในบรรยากาศของความเคารพและไวเ้ นอื้ เชอื่ ใจตอ่ กนั
และกนั รว่ มกนั เรียนรู้อย่างอดทน ผ่านสภาพของความขัดแย้ง
ความสับสน หรือความไม่ชัดเจน จนในที่สุดจึงบรรลุการเรียนรู้สู่
การเปลี่ยนแปลง

เรยี นรู้สู่การเปลีย่ นแปลง

257

“การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลา
คอ่ ยๆ สง่ั สม แต่ไมใ่ ช่กระบวนการป้อน
ความรแู้ ละไมเ่ ปน็ ขน้ั ตอน ในทางตรงกนั ขา้ ม
เป็นกระบวนการที่กลุ่มผู้เรียนมีเป้าหมาย
รว่ มกัน เข้าสู่กระบวนการ คน้ หาผ่านการ
ปฏิบัติและใคร่ครวญไตร่ตรองท�ำความ
เขา้ ใจรว่ มกนั ในบรรยากาศของความเคารพ
และไวเ้ นอ้ื เชอื่ ใจตอ่ กนั และกนั รว่ มกนั เรยี น
รอู้ ยา่ งอดทน ผา่ นสภาพของความขดั แยง้
ความสบั สน หรือความไม่ชดั เจน จนในที่สดุ
จึงบรรลกุ ารเรยี นรู้สู่การเปลีย่ นแปลง”

๒ เผชญิ หนา้ อำ� นาจและยอมรับความแตกต่าง
สภาพความเปน็ จรงิ อยา่ งหนง่ึ ในชวี ติ ของคนเราคอื เราตกอยภู่ าย
ใตอ้ �ำนาจกดทับในหลากหลายมิติ และมิติที่ส�ำคัญในเร่ืองการเรียนรู้
สู่การเปลีย่ นแปลง คืออำ� นาจในส่วนทเี่ ก่ียวขอ้ งกับวฒั นธรรมทแ่ี ตกตา่ ง
วัฒนธรรมกระแสหลักในสังคมหน่ึงๆ มีแนวโน้มจะกดทับ
วฒั นธรรมของชนกลมุ่ นอ้ ยหรอื กลมุ่ ดอ้ ย ไดแ้ ก่ ประเดน็ เชอ้ื ชาติ วฒั นธรรม
เพศ ชนชนั้ เพศสภาพ รวมถงึ ศาสนาและภมู ลิ ำ� เนาดว้ ย หลายๆ ประเดน็

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

258

เปน็ เรอื่ งท่ี “เขาไมพ่ ดู กนั ” คอื ยอมรบั อยา่ งไมก่ ลา้ ตงั้ ขอ้ สงสยั สภาพดงั กลา่ ว
เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
เนอื่ งจาก‘การตงั้ คำ� ถามอยา่ งจรงิ จงั ’(CriticalInquiry)เปน็ เครอื่ งมอื
อยา่ งหนงึ่ ของการเรยี นรู้สู่การเปลย่ี นแปลง แต่การจะตั้งคำ� ถามอย่าง
จรงิ จังได้ ตอ้ งมบี รรยากาศของอิสรภาพ กล้าท่ีจะพูดจากใจ กลา้ ท่จี ะ
ทา้ ทายความคดิ ความเชอ่ื เกา่ ๆ (ทา้ ทายอยา่ งสภุ าพและดว้ ยความเคารพ)
และหากบรรยากาศของการเรยี นรนู้ นั้ มกี ารรบั ฟงั และยอมรบั ความแตกตา่ ง
โอกาสที่จะบรรลุการเรียนรสู้ ู่การเปลย่ี นแปลงกจ็ ะงา่ ยข้ึน
ทกี่ ล่าวขา้ งบนเป็นทฤษฎี แต่ในความเปน็ จริงมี ‘พลวัตอำ� นาจ’
(Power Dynamics) อยูร่ อบๆ ตวั เรา เปน็ อ�ำนาจแห่งการกดทบั จึงเป็น
หนา้ ทขี่ อง ‘คณุ อำ� นวย’ ทจ่ี ะสรา้ งสภาพบรรยากาศใหม่ ทเี่ ออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้
สู่การเปลี่ยนแปลง วิธีหลกี เลี่ยงอำ� นาจกดทับท่ไี ดผ้ ลมากอยา่ งหนง่ึ คือ
ใช้เรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling) ที่เป็นเร่ืองจริงท่ีเกิดขึ้นกับตน เล่า
เหตกุ ารณแ์ ละความร้สู ึกทเี่ กดิ ข้นึ โดยไม่ตดั สิน เปดิ โอกาสให้เพ่อื นรว่ ม
กลมุ่ ช่วยกันใคร่ครวญ ไตร่ตรอง ตคี วาม ท�ำความเข้าใจความสัมพันธเ์ ชงิ
อ�ำนาจ จากเรื่องราวที่เล่า เพื่อจะร่วมกันหาทางหลุดพ้น จากกรอบ
อำ� นาจนนั้ ซ่ึงก็คือ การเปล่ียนแปลงความเชื่อ และการปฏิบัติเก่ียวกับ
อ�ำนาจกดทบั ในสังคม

๓ เปน็ กระบวนการแห่งจนิ ตนาการ
การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง ตามแนวทางของ Mezirow ได้รับ
คำ� วพิ ากษว์ า่ มจี ดุ ออ่ นทอ่ี ยบู่ นฐานของเหตผุ ลมากเกนิ ไป โดยทจี่ รงิ ๆ แลว้
การเรยี นรไู้ มไ่ ดม้ เี ฉพาะมติ ดิ า้ นความคดิ หรอื เหตผุ ล (Cognition) และการ
เรียนรู้ ทไ่ี มใ่ ช่กระแสหลกั เนน้ ท่มี ติ ิดา้ นอารมณ์และจติ วิญญาณ ซึ่ง
หมายความว่า ส่ือเพื่อการเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง ต้องมีเรื่องภาพฝัน
(Image) สัญลักษณ์ พิธีกรรม ความเพ้อฝัน และจินตนาการด้วย

เรียนร้สู กู่ ารเปลีย่ นแปลง

259

โดยผมขอเติมความฝัน หรือเจตจ�ำนง หรือแรงบันดาลใจ เป็นส่ือของ
การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้วย
จะเหน็ วา่ การยดึ ตดิ อยกู่ บั การเรยี นรผู้ า่ นตวั หนงั สอื ผา่ นถอ้ ยคำ�
ทีแ่ สดงข้อมลู และเหตผุ ลเทา่ น้ัน เปน็ อปุ สรรคที่ปิดกั้นการเรยี นรู้สู่การ
เปลี่ยนแปลง การเรียนรู้แบบคับแคบน้ี มักเน้นความรู้ส�ำเร็จรูปที่ม ี
ผกู้ ำ� หนดไวแ้ ลว้ อยา่ งตายตวั ซง่ึ เปน็ อกี มติ หิ นงึ่ ของการปดิ กน้ั การเรยี นรู้
สกู่ ารเปลีย่ นแปลง นำ� ไปสู่การทำ� ความเขา้ ใจเร่ือง ‘การเรียนรู้’ ในอีกมิติ
หนึ่ง ที่แตกตา่ งจากที่เราคุ้นเคยว่า เป็นกระบวนการทีผ่ เู้ รียนเอาตวั เขา้ ไป
สมั ผัสสภาพน้ันๆ ในชวี ติ จรงิ สัมผัส ‘ชวี ติ ในรปู แบบใหม’่ (New Way of
Being) และตคี วามอธิบายออกมา เป็นถ้อยคำ� จนในที่สดุ เกิดตัวตนใหม่
เครือ่ งมือ ทเี่ อ่ยถงึ ในหนังสือ ได้แก่ ภาพตอ่ (Pictorial Collage),
เรอื่ งเลา่ (เลา่ เปน็ คำ� พดู หรอื เปน็ บนั ทกึ ความในใจกไ็ ด)้ , การแสดงบทบาท
จำ� ลอง (Role Play), การแสดงละคร (Theatre) และกจิ กรรมผอ่ นคลาย
ในรูปแบบต่างๆ (ศิลปะ, การเขียนเชิงสร้างสรรค์, ดนตรี และการ
เคลื่อนไหวร่างกาย) ทง้ั นี้ เพอื่ ให้เกดิ การเรียนร้ผู า่ นชอ่ งทางใหม่ๆ ไดแ้ ก่
ผา่ นทางหัวใจ, วิญญาณ, อารมณ์, รา่ งกาย และปฏิสัมพันธก์ บั ผูอ้ ืน่
ผมขอเพ่ิมเติมว่า กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ในมิติใหม่น้ัน ต้องตาม
ด้วยการร่วมกันตีความหาความหมาย โดยการใคร่ครวญสะท้อนคิด
(Critical Reflection) รว่ มกันอยา่ งลึกซ้งึ
๔ นำ� ผู้เรียนรสู้ ชู่ ายขอบ
ตามปกติ หลักการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง เน้นบรรยากาศที่
คนรูส้ กึ ปลอดภัยและเปน็ อสิ ระ ทีจ่ ะสือ่ สารแลกเปลี่ยนความคิดท่มี าจาก
ใจของตน แตก่ ม็ ีอกี แนวหนงึ่ ของการเรียนรู้สู่การเปลยี่ นแปลง ทเี่ ปน็
บรรยากาศตรงกันข้าม คือผู้เรียนรู้ถูกผลักไปจนสุดขอบของ ‘พ้ืนที่
ปลอดภยั ’ (Comfort Zone) เพอื่ เผชิญความท้าทายใหมๆ่ ทีต่ นไม่คนุ้ เคย

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

260

แนวทางเช่นน้ ี ‘คุณอ�ำนวย’ ตอ้ งมคี วามเจนจดั มากและพรอ้ ม
ท่ีจะเผชิญสภาพของความปั่นป่วนในวงเรียนรู้ ท่ีผู้เรียนบางคนรู้สึกว่า
ถกู ทา้ ทาย หรอื ถกู ลบหลแู่ ละเกดิ การตอ่ ตา้ น แตน่ คี่ อื ธรรมชาตขิ องมนษุ ย์
เมื่อความเช่ือเดิมๆ ของตนถูกท้าทาย คนเรา ย่อมเกิดความสับสน
ความอดึ อดั และต่อต้าน ดังนั้น ‘คุณอ�ำนวย’ ต้องมีศาสตร์และศิลป ์
ในการผลักนกั ศกึ ษาไปสูข่ อบของความเคยชนิ หรอื ความเชือ่ เดมิ ของตน
โดยท่ไี มส่ ูญเสยี สมดุลของบรรยากาศการเรยี นรู้ ณ ขอบฟ้านั้น เมอ่ื มี
พลงั ของการไตรต่ รอง ใครค่ รวญ สะทอ้ นคดิ มาผลกั ออกไปอกี เพยี งเลก็ นอ้ ย
ผเู้ รียนก็จะหลดุ สู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนทศั น์ หรือเกิดการเรียนรสู้ ู่การ
เปลย่ี นแปลง
เครื่องมือ ที่ช่วยให้ผู้เรียนด�ำรงสมดุลอยู่ได้ ณ จุดชายขอบ
มีหลายอย่าง เช่น การฝึกปฏิบัติด้านจิตวิญญาณ การมีความผูกพันกับ
ส่งิ ท่ีทรงพลงั รวมท้ังการฟัง
๕ เป็นเครอ่ื งมอื ฝึกฝนการใคร่ครวญสะทอ้ นคิด
ตลอดท้ังเล่มของหนังสือเล่มนี้ ยกการไตร่ตรองสะท้อนคิด
(Reflection) เป็นเคร่ืองมือส�ำคัญ เพื่อเช่ือมโยงเน้ือหาวิชาเข้ากับ
ประสบการณช์ วี ติ ของตน และเขา้ กบั ความรเู้ ดมิ ของตน แตก่ ารไตรต่ รอง

เรียนรูส้ ่กู ารเปลีย่ นแปลง

261

สะทอ้ นคดิ ทม่ี พี ลงั ยง่ิ กวา่ คอื การไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ อยา่ งยง่ิ ยวด (Critical
Reflection) คือมีการต้ังค�ำถามที่ท้าทายความคิดความเช่ือเดิมของตน
ท่ีอาจกอ่ ความร้สู ึกไม่สบายใจ หรอื ขดั แยง้
การใครค่ รวญสะทอ้ นคดิ อยา่ งยงิ่ ยวดจะมพี ลงั ตอ่ เมอื่ มกี ารปฏบิ ตั ิ
หรือการท�ำกิจกรรมร่วมกันมาก่อน หรือมีการสานเสวนามาก่อน
การศึกษา หรือการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการไตร่ตรองสะท้อนคิดคือ การเรียน
เปน็ กลมุ่ ท�ำงานหรอื ทำ� กจิ กรรมร่วมกัน มกี ารเขียนบนั ทึกการเรยี นรู้
หรอื ความในใจ มีกิจกรรมเชิงศลิ ปะ รวมทง้ั สุนทรยี สนทนา
ผเู้ ขยี นบอกวา่ การเรยี นรผู้ า่ นการไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ น้ี ยงั มลี ทู่ าง
ทำ� วิจยั ไดอ้ กี มาก
๖ เรยี นและสอนโดยสรา้ งรูปแบบ
การสรา้ งรปู แบบ (Modeling) เปน็ วธิ กี ารทค่ี รใู ช้ ทงั้ ในการทำ� เปน็
ตัวอยา่ งแก่ศิษย ์ และในขณะเดียวกัน ใชใ้ นการเรยี นรูข้ องตัวครูเองด้วย
เพอ่ื บรรลุเป้าหมาย ‘การเรียนรูส้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง’
เนอ่ื งจากการเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลงนน้ั เนน้ การเรยี นรจู้ ากการ
ลงมอื ปฏบิ ตั ิ โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื ทหี่ ลากหลาย กอ่ นทอ่ี าจารยจ์ ะใหน้ กั ศกึ ษา
ปฏบิ ตั ติ นเองตอ้ งปฏบิ ตั ไิ ดเ้ สยี กอ่ น นน่ั คอื การสรา้ งรปู แบบของอาจารย์
โดยนัยนี้ อาจารย์จึงต้องสร้างเคร่ืองมือขึ้นใช้เพ่ือปฏิบัติให้ได้ผลดี เช่น
เพอ่ื ใหท้ ำ� ‘การไตรต่ รองสะท้อนคดิ อย่างยิง่ ยวด’ (Critical Reflection) ได้
อาจารย์ได้คิดเคร่ืองมือ Critical Incident Questionnaire ขึ้นมาใช ้
ทส่ี �ำคัญมากไปกว่าน้ัน คอื ผู้เขียนบางท่าน อาจไม่ใช่แค่มองการสร้าง
รูปแบบเป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้เท่าน้ัน แต่อาจมองเป็นเคร่ืองมือ
ของการดำ� รงชวี ิตอยูใ่ นโลกด้วยก็วา่ ได้
การสร้างรูปแบบ ไม่เพียงช่วยให้นักศึกษาได้เฝ้าสังเกตอาจารย์
ปฏบิ ัต ิ แต่ยงั ช่วยให้นักศกึ ษาเชื่อมโยงทฤษฎกี บั ปฏิบัตเิ ขา้ ดว้ ยกนั

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

262

แต่การสร้างรูปแบบก็อาจมผี ลลบด้วย คืออาจทำ� ให้นักศึกษาเกิดความ
ไมส่ บายใจและความไมแ่ นใ่ จ แตอ่ าจารย์ไมส่ ามารถสอนโดยไมส่ รา้ งรปู แบบ
จุดส�ำคัญคือ รูปแบบของอาจารย์สะท้อนอะไร ตรงกับความคาดหวัง
ของนกั ศึกษาในการเรยี นรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลงหรอื ไม ่
รูปแบบท่ีส�ำคัญคือการฟังอย่างเคารพ ท้ังด้วยท่าทีและด้วย
ถอ้ ยคำ� ครกู ส็ ามารถสรา้ งบรรยากาศทด่ี ขี องการเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลงได ้
แตห่ ากอาจารยป์ ฏบิ ตั ไิ ปในทางตรงกนั ขา้ ม กอ็ าจเกดิ บรรยากาศของการ
กดขี่ และทำ� ให้ผเู้ รยี นเงียบงัน
รปู แบบทสี่ ำ� คญั คอื ความถอ่ มตวั อยา่ งยง่ิ ยวด(Critical Humility)
ซงึ่ หมายถึงการเปดิ ใจว่า ความรู้เป็นสง่ิ ทค่ี รึง่ ๆ กลางๆ ไมส่ มบรู ณแ์ ละ
มีววิ ัฒนาการ แมเ้ ราจะมคี วามมั่นใจและใชค้ วามรูน้ ั้นในการปฏิบตั ิคอื
มที ั้งความมั่นใจและไม่มัน่ ใจในความรู้ ทมี่ อี ยใู่ นเวลาเดยี วกนั
สรปุ
การเรียนรสู้ ู่การเปลยี่ นแปลง เป็นกระบวนการทซี่ ับซอ้ น และมี
สว่ นทย่ี งั ไมร่ ไู้ มเ่ ขา้ ใจอกี มาก สว่ นทก่ี ลา่ วมาแลว้ ในหนงั สอื เลม่ นี้ ยงั เปน็
เพยี งสว่ นผวิ เท่านั้น จดุ ทค่ี วรท�ำความเขา้ ใจตอ่ ไปยงั มอี กี มากมาย เช่น
วิธีผลักผู้เรียนไปที่ขอบของการเรียนรู้ จะจัดการเรียนแบบผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลางในการเรียนท่ีมีเป้าหมายชัดเจนได้อย่างไร ในการเรียนท่ีม ี
เป้าหมายชัดเจน ครูและนักเรียนจะด�ำเนินความเท่าเทียมกันและสมดุล
แห่งพลังอ�ำนาจระหวา่ งกนั ไดอ้ ยา่ งไร เป็นต้น

เรยี นรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง

263

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

264

เรยี นรสู้ ่กู ารเปล่ียนแปลง

265

๒๕.

AAR

ตอนที่ ๒๕ ซ่ึงเป็นตอนสุดท้ายนี้ เป็นการทบทวน
สะท้อนคิดของผมเอง เกี่ยวกับการเรียนรู้แบบเรียนเพ่ือ
เปลย่ี นแปลง ชนดิ ทเี่ ปลยี่ นทงั้ เนอื้ ทงั้ ตวั เปลยี่ นความคดิ ความ
เชอื่ และความมงุ่ มน่ั ทเ่ี รยี กวา่ Transformative Learning (TL)
ผมสรุปว่า การเรยี นแบบนี้ ต้องเปน็ การเรียนตามปกติ
ตั้งแต่ช้ันเด็กเล็ก อนุบาล ประถม มัธยม อุดม บัณฑิตศึกษา
ไปจนถงึ การเรยี นรู้ตลอดชีวิต
ในปัจจบุ ัน ตัวผมเองกห็ มน่ั เรียนร้ฝู ึกฝนในแนวนี้
ผมพบว่า สาระในหนังสือมาพ้องกับเร่ืองการจัดการ
ความร้อู ย่างน่าแปลกใจ เปน็ เรอ่ื งทเ่ี ก่ียวกับการเรียนรู้ทุกมิติ
รวมทั้งด้านจิตใจ ซึ่งต้องอยู่ในบรรยากาศท่ีเป็นอิสระและ
ปลอดภยั ไวเ้ นอ้ื เชอ่ื ใจกนั มกี ารแลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ และ
รบั ฟังกนั อย่างไม่ตดั สิน ไม่ดว่ นสรปุ ท่เี รยี กวา่ สนุ ทรียสนทนา
(Dialogue)

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

266

การเขียนหนงั สอื Transformative Learning in Practice เล่มนี้
สะทอ้ นวธิ สี รา้ งทฤษฎจี ากหลกั การทพ่ี อมี แตไ่ มช่ ดั เจน ทำ� ไดโ้ ดยอธบิ าย
แล้วเปิดโอกาสให้คนตีความ น�ำไปปฏิบัติในต่างบริบทและต่างการ
ตคี วาม แล้วน�ำประสบการณม์ าเล่าดังในหนงั สือเล่มน ี้ ท�ำให้ความรู้
ความเข้าใจ Transformative Learning แตกก่งิ กา้ นสาขาออกไปมาก
ผมตีความว่า TL เปน็ ‘ศักยภาพท่ีซอ่ นเรน้ ’ ของมนุษย์ ที่ใคร
เข้าถึงได้ชีวิตจะเป็น ‘ชีวิตอันประเสริฐ’ จะค้นพบความลี้ลับแห่งชีวิต
ความลี้ลบั แห่งการเรียนรู้ ความล้ีลับแหง่ การเปลย่ี นแปลงตวั ตน และ
ความลี้ลับของโลก ของจักรวาล อยา่ งไมม่ ที ส่ี ้นิ สุด เป็นชีวิตท่สี นกุ และ
ประเทอื งปญั ญา
การเขา้ ถงึ TL ไมใ่ ชเ่ รอ่ื งยากหรอื พเิ ศษมหศั จรรย ์ เปน็ เรอ่ื งธรรมดาๆ
ทมี่ นษุ ย์ทกุ คนสามารถเข้าถึงได้ ย้�ำว่า ไมใ่ ช่แคค่ นทีม่ ีอจั ฉริยภาพพเิ ศษ
เทา่ นั้นทีเ่ ขา้ ถึงได้ มนุษยธ์ รรมดาๆ กส็ ามารถเขา้ ถึงได ้ โดยใช้ ‘วิธกี าร
๓ ขน้ั ตอน’ คอื
๑ ตัง้ เปา้ หมายว่าจะเรียนร้อู ะไร (Goal Setting)
๒​ ลงมอื ปฏิบัตกิ จิ กรรม หรอื งานเพ่อื บรรลเุ ป้าหมายของ กจิ กรรม/
งาน และเรยี นรตู้ ามเปา้ หมาย จะดกี วา่ หากปฏบิ ตั เิ ปน็ ทมี (Action)
๓ น�ำประสบการณ์ การปฏิบัติกจิ กรรม/งาน มาไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ
(ร่วมกนั ) ตอบค�ำถาม เพ่ือน�ำไปสู่เปา้ หมายการเรียนรู้ท่ตี ้องการ
(Reflection)

เรยี นรูส้ ูก่ ารเปล่ยี นแปลง

267

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ




Click to View FlipBook Version