The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kmcdd2564, 2021-10-19 23:38:09

transformative learning

transformative learning

100

๓ คุยกันในกลุ่มทีมงานว่า การน�ำเสนอในข้อ ๑ กระตุกความคิด
เก่ียวกับการสอนของตนอย่างไรบ้าง มีการน�ำเสนอของ
บางกลุ่มต่อชั้นเรียน
ขั้นตอนท่ี ๓
เปน็ การเรยี นรแู้ งม่ มุ ตา่ งๆ ของ ‘การสอนแบบสานเสวนา’ สำ� หรบั
ใหน้ ำ� ไปปฏบิ ตั ไิ ด ้ โดยการทำ� ชนิ้ งานจำ� นวนหนงึ่ รวมทงั้ ชนิ้ งานฝกึ ปฏบิ ตั ิ
ขั้นตอนท่ี ๔
ผู้เรียนออกแบบและประยุกต์การสอนแบบสานเสวนาท้ังในช้ัน
เรียนและในพน้ื ทกี่ ารเรยี นร้แู บบอนื่ โดยการท�ำชน้ิ งาน มีเปา้ หมายเพ่ือ
พัฒนาสมรรถนะใหม่และเพื่อให้เกิดความม่ันใจ หลังจากปฏิบัติการ
กำ� หนดให้มีการไตรต่ รองสะท้อนคดิ รว่ มกนั

ไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ

ผู้เรียนจะใช้วิธีเรียนรู้ใหม่ ต่อเมื่อเขาอยู่ที่ชายขอบของพื้นท่ี
สบายใจ (The Edge of Comfort Zone) คอื ถกู สถานการณบ์ งั คบั ใหต้ อ้ ง
เปลี่ยน ในรายวิชา อาจารย์ผู้สอนจึงใช้ยุทธวิธีให้นักศึกษาเข้าไปอยู่ท ี่
ชายขอบนน้ั โดยต้องระมัดระวังใหม้ คี วามพอด ี อยา่ สร้างแรงกดดนั
มากเกนิ ไปจนผู้เรียนกอ่ แรงตา้ นเพ่ือปกปอ้ งตนเอง
เป้าหมายทแ่ี ทจ้ ริงคือ เพือ่ สร้างปฏบิ ตั กิ ารใหม ่ คือใหผ้ ู้เรียน
เปล่ียนจากเรียนแบบรับการถ่ายทอดความรู้ มาเป็นเรียนแบบ
Active Learning โดยใชก้ ารสานเสวนา ผสู้ อนตอ้ งใชเ้ ครอ่ื งมือ
สร้างการเปลยี่ นแปลง คอื ใหผ้ เู้ รยี นเรยี นรทู้ ฤษฎี - ปฏบิ ตั ิ - ไตรต่ รอง
สะทอ้ นคดิ เปน็ ส�ำคญั


เรยี นร้สู ู่การเปล่ยี นแปลง

101

การเรียนร้สู ู่การเปลย่ี นแปลง ในบางครั้งทำ� ใหผ้ เู้ รียนร้สู กึ ว่าถกู ขู่
หรือท�ำให้กลัว อาจารย์จึงต้องสร้างบรรยากาศหรือพ้ืนที่แห่งความ
ปลอดภยั ใหแ้ ก่นักศกึ ษา
แฟ้มบันทึกการเรียนรู้ (Learning Portfolio) ช่วยให้นักศึกษามี
วนิ ัยต่อการเรียนรู้ ท�ำงานสมำ่� เสมอ อาจารย์จึงควรขอมาดูเป็นระยะๆ
เพือ่ เปน็ ตวั กระตุ้น
ชน้ิ งานเพอ่ื การเรยี นรู้ เปน็ เครอื่ งมอื สำ� คญั ของการเรยี นรแู้ บบสาน
เสวนา เพราะเป็นตัวเชือ่ มระหว่าง ทฤษฎี - ปฏิบตั ิ - ไตรต่ รองสะท้อนคิด

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

102

การเรยี นแบบ Transformative Learning มพี ลงั มากในบรบิ ท
ของการดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย เพราะเปน็ สภาพทส่ี ะเทอื นอารมณท์ ำ� ให้
จัดกระบวนการกระตุ้นการเรียนรู้จากสัมผัสตรงและน�ำมาไตร่ตรอง
สะท้อนคิดร่วมกันได้งา่ ย ไดผ้ ลสามขอ้ ซอ้ น คอื เข้าใจตัวเองและเพื่อน
รว่ มช้ันเรียนมากขนึ้ เข้าใจเรือ่ งการบรบิ าลผ้ปู ่วยระยะสุดทา้ ยของชวี ิต
และเขา้ ใจกระบวนการเรียนรสู้ กู่ ารเปล่ยี นแปลง

บทนี้มาจากการตีความ บทท่ี ๑๐ Transformative Palliative Care Education เขียนโดย Rod
MacLeod ต�ำ แหนง่ Medical Director, Hibiscus Coast Hospice ประเทศนวิ ซแี ลนด์ Tony
Egan นกั จิตวทิ ยา และ Senior Teaching Fellow สงั กดั Department of the Dean, Dunedin
School of Medicine ประเทศนวิ ซแี ลนด์ และ Harrisburg Derise E. Tolliver รองศาสตราจารย์
จาก DePaul University’s School for New Learning เมืองชิคาโก ประเทศสหรฐั อเมรกิ า
เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง

103

๑๐.

การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง
ในวชิ า Palliative Care
(การบรบิ าลแบบประคบั ประคอง)

การบริบาลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต เป็นเรื่อง
ทา้ ทายทคี่ นเปน็ แพทยต์ อ้ งทำ� ความเขา้ ใจ ทง้ั เขา้ ใจความรสู้ กึ
และหน้าที่ของทีมบริบาล และเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วยและ
ญาต ิ เปน็ งานสว่ นทม่ี มี ติ ดิ า้ นศลิ ปศาสตรม์ าก ในขณะท่ี
บรกิ ารทางการแพทยส์ ว่ นใหญ่ ใช้วิทยาศาสตรเ์ ป็นหลัก
อันที่จริงการเรียนวิชาแพทย์ เป็นกระบวนการด้าน
Socialization ทบ่ี ูรณาการอยูใ่ นการฝึกประสบการณ ์ และ
ในกระบวนการน้ัน แพทย์ต้องฝึกท�ำใจต่อความเจ็บป่วยของ
ผู้ป่วย เพอ่ื ไมใ่ หค้ วามเจบ็ ปว่ ยนนั้ สรา้ งความทกุ ขท์ างใจใหแ้ กต่ วั
แพทยเ์ อง แตใ่ นการเรยี นรู้เกยี่ วกบั การบรบิ าลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย
ของชวี ติ นน้ั การฝกึ กระบวนการทางจติ ใจ เปน็ ไปในทางตรงกนั
ขา้ ม คอื ตอ้ งเขา้ ไปทำ� ความเขา้ ใจความทกุ ขย์ ากของทกุ ฝา่ ยท่ี
เกย่ี วขอ้ ง

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

104

จงึ เปน็ สภาพทกี่ อ่ ความเครยี ด แตใ่ นขณะเดยี วกนั กช็ ว่ ยใหบ้ รรลุ ‘การเรยี นรู้
สกู่ ารเปลย่ี นแปลง’ ไดง้ ่าย

“การเข้าไปผ่านประสบการณ์การเรียนรู้
ในบรรยากาศของการบริบาลแบบประคบั -
ประคอง จะช่วยเอื้อหรือเปิดโอกาสให้
เรยี นรู้ และทำ� ความรจู้ กั ดา้ นในของตนเองได้
ง่ายขึ้นเป็นลู่ทางของ ‘การเรียนรู้สู่การ
เปลยี่ นแปลง’ นนั่ เอง”

ผู้เขียนนิยามค�ำว่า Transformation ในบริบทน้ีว่า หมายถึงการ
สรา้ งโอกาส เพอื่ กระตนุ้ มมุ มองทห่ี ลากหลาย และแตกตา่ งไปจากทเี่ คยชนิ
ผ่านการไตร่ตรองสะท้อนคิด เพ่ือเปล่ียนความเชื่อ ท่าที และการ
ตอบสนองเชิงอารมณ์ในเรื่องท่ีจ�ำเพาะ ทั้งท่ีเกิดข้ึนในบุคคลและใน
กลุ่ม ทั้งในหอ้ งเรียนและในการปฏิบัตจิ รงิ
นิยามค�ำว่า Reflection ว่า การตรวจสอบประสบการณ์หลัง
เหตุการณ์เกิดขึ้น ในส่วนที่ก่อความประทับใจยาวนานต่อนักศึกษา
เปน็ กระบวนการภายในบุคคลและเป็นเร่ืองส่วนตัวในช้ันแรก โดยเน้น
ที่ความหมายของเหตุการณ์ นั้นต่อตัวผู้นั้นเอง มักเป็นกระบวนการที่

เรียนรสู้ ู่การเปลย่ี นแปลง

105

เต็มไปดว้ ยอารมณ ์ และมกั จะเปน็ การสะทอ้ นคดิ ตอ่ สง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ (Reflec-
tion-on-Action) ไม่ใช่สะท้อนคิดในท่ามกลางส่ิงที่เกิดขึ้น (Reflec-
tion-In-Action) แต่กไ็ ม่ปฏิเสธการสะทอ้ นคิดแบบหลัง

การบรบิ าลแบบประคับประคอง

การบริบาลแบบประคับประคอง ได้รับการยอมรับว่า เป็นการ
แพทย์เฉพาะทางแบบหน่ึงมากว่า ๔๐ ปี และในประเทศไทยก็มีการ
เอาใจใส่กันอย่างจรงิ จงั มากว่า ๑๐ ปี ดังตวั อย่างหนงั สือ นริ าศซิดนีย์ :
ทอ่ งไปในโลกการดแู ลผปู้ ว่ ยระยะสดุ ทา้ ย โดยสกล สงิ หะ ทมี่ เี ปา้ หมายคอื
การชว่ ยใหร้ ะยะสดุ ทา้ ยของชวี ติ ของคนทเ่ี ปน็ โรค ซง่ึ เปน็ ระยะทไี่ มค่ วรเนน้
การเอาชนะโรค แตต่ อ้ งเนน้ การมคี ณุ ภาพชวี ติ ทด่ี แี ละความไมท่ รมานของ
ผปู้ ว่ ยและของญาตมิ ติ ร มที ง้ั มติ ขิ องการรกั ษากายคอื ลดความเจบ็ ปวด
การเยยี วยาทางอารมณแ์ ละทางสงั คม เปน็ การบรบิ าลทท่ี ำ� โดยทมี หลาย
วิชาชพี ไม่เฉพาะแต่หมอและพยาบาลเทา่ น้นั
มคี นต้งั ขอ้ เสนอวา่ การเรยี นการบรบิ าลแบบประคบั ประคองนน้ั
ไม่ควรเป็นการเรียนรู้เรื่องเก่ียวกับการบริบาลแบบประคับประคอง
(Learning About) ไม่ควรเป็นการเรียนรู้ในการบริบาลแบบประคับ-
ประคอง (Learning In) แตค่ วรเปน็ การเรยี นรผู้ า่ นการบรบิ าลแบบประคบั -
ประคอง (Learning Through) ความหมายคอื ตอ้ งเป็นการเรยี นร้หู ลาย
มติ ิ ทงั้ เรียนรตู้ นเองซ่ึงเป็นเรื่องที่ท�ำได้ยากมาก แต่การเข้าไปผ่าน
ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ในบรรยากาศของการบรบิ าลแบบประคบั -
ประคอง จะช่วยเอื้อหรือเปิดโอกาสให้เรียนรู้ และท�ำความรู้จัก
ด้านในของตนเองได้ง่ายข้ึน เป็นลู่ทางของ ‘การเรียนรู้สู่การ
เปลยี่ นแปลง’ นน่ั เอง

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

106

ภาคปฏิบัติ

เลา่ เรื่องท่ี The Mary Potter Hospice, Department of General
Practice และ Wellington School of Medicine and Health Sciences
ร่วมกันจัดโมดูลการเรียนรู้ เร่ืองการบริบาลแบบประคับประคองให้
นักศึกษาทมี ละ ๒ คนไปเยีย่ มบา้ นที่มผี ู้ป่วยระยะสดุ ทา้ ย โดยไปอย่าง
น้อยทีส่ ุด ๒ คร้งั เพ่ือให้เห็นการเปล่ยี นแปลงทเ่ี กิดข้ึน โดยถอื เป็นสว่ น
หนึ่งของวิชา Community Practice เพื่อเรียนรู้เร่ืองการดูแลผู้ป่วยระยะ
สดุ ท้าย ท้งั ในมมุ ของวชิ าชพี และในมุมการสัมผสั ชีวิตสว่ นตัว โดยมี
เป้าหมาย ๔ ประการ
๑ ใช้เวลาอยกู่ ับผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว รับฟังเร่ืองราว
และทำ� ความเข้าใจประเดน็ ทม่ี คี วามสำ� คัญต่อผู้ปว่ ย และตอ่
สมาชิกในครอบครัว
๒ ทำ� ความเขา้ ใจเครอื ขา่ ยบรกิ าร / ชว่ ยเหลอื ในชมุ ชนทผี่ ปู้ ว่ ยและ
ครอบครัวใช้บริการอย ู่ รวมทง้ั ท�ำความเขา้ ใจการทำ� งานของ
แพทยเ์ วชปฏิบัติทั่วไป และผู้ให้บริการในวชิ าชพี สุขภาพอื่นๆ
๓ ตรวจสอบความรสู้ กึ และความวติ กกงั วลทตี่ นประสบในการพดู
คุยกับผู้ปว่ ยระยะสดุ ทา้ ย และนำ� มาไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ
๔ ตอบสนองอย่างเหมาะสมในเชงิ จริยธรรม
นักศึกษาแพทย์ทุกคน ต้องลงทะเบียนเรียนโมดูลนี้ โดยต้อง
ไปเรียนรู้ที่ Hospice เป็นเวลา ๑ วันก่อนออกเยี่ยมบ้าน โดยในช่วง ๑
วันนั้น นักศึกษา ได้ท�ำความเข้าใจความเป็นจริงของการบริบาลคนป่วย
ใกล้ตายผ่าน ‘เทคนิคประสบการณ์ตรง’ (Experiential Technique) ที่
เขาใช้ คือ ‘Sculpting Exercise’ ท่ีนุ่มนวลกว่าเทคนิค Role Play

เรียนรู้สกู่ ารเปลย่ี นแปลง

107

ซึ่งเทคนิคน้ี ได้กลา่ วถงึ แล้วในบันทึกชดุ นต้ี อนท่ี ๔ ซึง่ ผมใชค้ ำ� วา่ ‘สร้าง
ประติมากรรม’
นกั ศกึ ษา ทำ� ความเขา้ ใจ ‘ความสญู เสยี สว่ นตวั ’ (Personal Loss)
เรยี นรทู้ ฤษฎี วา่ ดว้ ยการสญู เสยี และความเศรา้ โศก รวมทง้ั ทำ� ความเขา้ ใจ
เรื่องการจดั การความเครียดทเี่ กดิ จากวิชาชพี
นอกจากนน้ั นกั ศกึ ษาแตล่ ะคนทำ� แฟม้ การเรยี นรเู้ พอ่ื บนั ทกึ เรอ่ื ง
ราวของผู้ป่วย ตั้งข้อสังเกตต่อการดูแลที่ได้รับ วิธีการให้บริการ
สะท้อนความรู้สึกของตัวนักศึกษา และนักศึกษาทุกคนต้องน�ำเสนอต่อ
ชั้นเรียนในตอนจบโมดูล สุดท้ายจะมีการประเมินกระบวนการและ
ผลลัพธ์ของโมดลู โดยใช้แบบสอบถามนักศึกษา

คุณคา่ ท่ีไดจ้ ากการประเมินผลโมดลู

จากแบบสอบถามสามารถน�ำมาหาความรู้/ความเข้าใจได้ ๕
ประการ
๑ ประสบการณท์ ี่ไดต้ ่างจากความคาดหวัง
๒ ประสบการณ์เชิงอารมณ์ท่ีไดร้ ับ
๓ ประสบการณ์ด้านจิตวิญญาณและศาสนา
๔ การไตร่ตรองสะท้อนคิดของตน
๕ แนวทางให้บริการของตนในอนาคต
การเรียนรู้ท่ีส�ำคัญอย่างหนึ่งของนักศึกษา คือ ‘อนิจจัง’
(Uncertainties) อกี อยา่ งหนงึ่ คอื ประสบการณเ์ ชงิ อารมณ์ อาจารยต์ อ้ ง
แนะนำ� ใหน้ กั ศกึ ษาคดิ แบบเปน็ ตวั ของตวั เอง ไมค่ ดิ ในฐานะคนในวชิ าชพี
สขุ ภาพ เพอ่ื ให้ไดม้ ุมมองในฐานะเพ่อื นมนษุ ย์ ซ่งึ อารมณ์ในรายงานของ
นักศึกษาคือความเศรา้ ความเห็นใจ และความเปราะบาง

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

108

การไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ อื่นๆ

เปน็ เรอื่ งราวของคณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั โอทาโก ประเทศ
นวิ ซแี ลนด์ ทม่ี กี ารรเิ รมิ่ การเรยี นรจู้ ากการไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ (Reflective
Exercise) โดยก�ำหนดให้นักศึกษา เขียนบันทึกส่วนตัวแล้วน�ำมา
อภิปรายกับเพ่ือน จากนั้นจึงน�ำมาสู่ชั้นเรียนกับอาจารย์พ่ีเล้ียง
แตก่ ระบวนการน้ี มกี ารคดั คา้ นจากนักศึกษาจ�ำนวนหนึ่ง ด้วยเหตุผลว่า
เป็นการล่วงล้�ำความเป็นส่วนตัวของนักศึกษา จนในท่ีสุดต้องมีการ
ดัดแปลงกระบวนการ เปลี่ยนเป็นให้นักศึกษาเขียนรายงานเหตุการณ์ท่ี
ประทับใจไม่รู้ลืม เช่น เรื่องพรมแดนระหว่างหมอกับผู้ป่วย การจัดการ
ความเชอื่ ของตนเอง ความพอดรี ะหวา่ งอดุ มการณก์ บั ปฏบิ ตั กิ ารทางคลนิ กิ
แลว้ นำ� มาสะทอ้ นคดิ รว่ มกนั ในชนั้ เรยี น ซงึ่ ทำ� ใหพ้ บวา่ เรอื่ งราวประสบการณ์
เกี่ยวกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นเรื่องที่นักศึกษานิยมน�ำมาเขียนรายงาน
บ่อยคร้งั มาก
การสอน เรอ่ื งการบริบาลแบบประคับประคองที่ได้ผลดี ตอ้ งแปร
ความรู้ไปเป็นพฤติกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เก่ียวข้อง โดยรูปแบบ
การเรยี นรทู้ สี่ ำ� คญั คอื การเรยี นจากประสบการณต์ รง ซงึ่ นอกจากการไป
เยี่ยมบ้านผู้ป่วยแล้ว การเรียนแบบผ่านประสบการณ์ใน Experiential
Technique ทั้งแบบจ�ำลองบทบาท (Role Play) และแบบสร้าง
ประติมากรรม (Sculpting) ช่วยในการสร้างสถานการณ์เสมือนจริง
ท�ำให้ผู้เรียนรู้ได้ประสบการณ์เชงิ อารมณ์โดยตรง

ไตร่ตรองสะทอ้ นคิด

วิธีการเรียนรู้แบบที่กล่าวมาแล้ว ช่วยให้นักศึกษาได้ท�ำความ
เข้าใจข้อสมมติท่ีเป็นฐานของความเชื่อ ความรู้สึก และพฤติกรรมของ
ตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ป่วยใกล้ตายและช่วยให้นักศึกษา
รู้จักไตร่ตรองสะท้อนคิด และรับรู้โลกทัศน์ของผู้อ่ืน ที่แตกต่าง ลดความ

เรียนร้สู ูก่ ารเปลยี่ นแปลง

109

ยึดตดิ ยอมรบั ความคดิ ใหมๆ่ และเปดิ กวา้ งตอ่ การเปลยี่ นแปลง
ขอ้ พงึ ระวงั ในการจดั การเรยี นรแู้ บบนี้ คอื
๑ ​ เปน็ การเรยี นรทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เจตคตแิ ละอารมณพ์ อๆ กบั การใช ้
เหตผุ ล
๒ ขัดกับหลักการไม่เอาตนเองเข้าไปเป็นผู้ป่วยในหลักทางการ
แพทย ์
๓ ขดั กบั ความคาดหวงั ของนกั ศกึ ษาแพทยท์ เ่ี อาเรอ่ื งนามธรรมมา
เรยี นคกู่ ับสง่ิ ทเ่ี ปน็ รปู ธรรม
๔ ชวนใหส้ นใจโลกแหง่ ความเปน็ จรงิ ในชว่ งทน่ี กั ศกึ ษากำ� ลงั ฝกึ
เปลย่ี นตนเองจากคนธรรมดาไปสู่วชิ าชพี แพทย์
๕ ต้องเปดิ เผยตวั ตนอยู่บนฐานของความไวว้ างใจต่อกนั
วิธี เรียนแบบนี้ ให้ความรู้สึกอึดอัดมากน้อยแล้วแต่ตัวบุคคล
ความรู้สึกอึดอัดในระดับพอดี อาจเหมาะต่อการสร้างการเปล่ียนแปลง
แต่ก็ต้องเตรียมเผชิญสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ไว้ด้วย โดยหลักการ
คอื ‘ให้เกียรตติ อ่ แรงต้าน’
ดังน้ันจึงสรุปได้ว่า การท่ีจะบริบาลผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้ดีที่สุด
ผ้ใู ห้บริการตอ้ งผา่ นขัน้ ตอนของการเปลย่ี นแปลงตนเองมาแล้วนัน่ เอง

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

110

การไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างย่ิงยวด (Critical Reflection)
เป็นเคร่ืองมือตรวจสอบ เพื่อรู้เท่าทันสังคมที่ห่อห้อมล้อมรอบตัวเรา
วา่ มปี ระเดน็ ทคี่ วรเปลยี่ นแปลงอยดู่ ว้ ย ดงั นน้ั การศกึ ษาตอ้ งชว่ ยเปดิ เผย
‘ความลับท่ีเห็นโจ่งแจ้ง’ แต่มีเส้นผมบังอยู่เหล่าน้ี โดยใช้เครื่องมือ
ไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างย่ิงยวด ซึ่งเมื่อท�ำจนติดเป็นนิสัย การเรียนรู้
สู่การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อยไปตลอดชีวิต

บทนี้มาจากการตีความ บทท่ี ๑๑ Engaging Critical Reflection in Corporate America เขียน
โดย Stephen Brookfield ศาสตราจารยด์ เี ดน่ แหง่ The University of St. Thomas, Minneapolis
– St. Paul, รฐั มินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา
เรียนรู้ส่กู ารเปลี่ยนแปลง

111

๑๑.

Critical Reflection
ในสังคมทุนนิยม

การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง ไมใ่ ชแ่ คก่ ารใช้ Reflection
เฉยๆ แต่ต้องใช้ Critical Reflection ซ่ึงเป็นค�ำเฉพาะหรือ
วสิ ามานยนามทผ่ี เู้ ขยี นนยิ ามวา่ หมายถงึ ความพยายามอยา่ ง
ยงิ่ ยวดทจี่ ะเปดิ เผย และตรวจสอบสมมตฐิ านทกี่ ำ� กบั พฤตกิ รรม
ของตวั เรา ๓ ด้านคอื สมมติฐานด้านกระบวนทัศน ์ สมมติฐาน
ดา้ นการก�ำหนดกติกา และสมมตฐิ านด้านการเปน็ เหตเุ ป็นผล
ในความหมายของผู้เขียน การไตร่ตรองใคร่ครวญ
สะท้อนคิดอย่างย่ิงยวด (Critical Reflection) ต้องพุ่งเป้าไปที่
สมมติฐานทง้ั สามน้ี
สมมตฐิ านดา้ นกระบวนทศั น์(ParadigmaticAssump-
tions) หมายถงึ การกำ� หนดโครงสรา้ ง กำ� หนดกรอบสมมตฐิ าน
ตอ่ ชวี ทศั นข์ องเราซง่ึ เปน็ ปจั จยั หลกั ในการกำ� หนดโลกทศั นข์ องเรา
สมมติฐาน ด้านการก�ำหนดกติกา (Prescriptive
Assumptions) หมายถึง สมมติฐานที่เรายึดถือว่า วิธีการท่ีดี
ที่สดุ พฤติกรรมทเ่ี หมาะสม ฯลฯ ควรเปน็ อยา่ งไร

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

112

สมมตฐิ านดา้ นการเปน็ เหตเุ ปน็ ผล(CausalAssumptions)หมายถงึ
สมมตฐิ านดา้ นการเปน็ เหตเุ ปน็ ผล ทใี่ ชก้ ำ� กบั พฤตกิ รรมในชวี ติ ประจำ� วนั
และที่ขาดไม่ได้ คือ การไตร่ตรองใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่าง
ย่ิงยวด ต้อง (ครอบคลุมและ) เลยสมมติฐานทั้งสามไปสู่ประเด็นเรื่อง
อำ� นาจ (Power) และการครอบงำ� (Hegemony) ตอ้ งตงั้ คำ� ถามเรอ่ื งความ
สัมพันธเ์ ชงิ อำ� นาจ และการครอบงำ� ท่ีแฝงอยู่และมีอทิ ธพิ ลต่อพฤตกิ รรม
น่ันคือ การไตรต่ รองใคร่ครวญสะท้อนคิดอยา่ งยิง่ ยวด ใช้ทฤษฎี
Critical Theory ซงึ่ บอกวา่ เราตอ้ งสามารถทา้ ทายสงิ่ ทเี่ ปน็ กระแสหลกั ใน
สังคมได้ โดยแยกแยะประเดน็ ออกมาท้าทายและเปลี่ยนแปลง
Critical Theory มสี มมตฐิ านเกี่ยวกบั โลกอยู่ ๓ ข้อ คอื
๑ โลกเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตกเป็นสงั คมที่เตม็ ไปดว้ ย
ความเหลือ่ มล�้ำ ท้งั ดา้ นเศรษฐกจิ การแบง่ แยกเช้ือชาต ิ
และชนชน้ั เป็นเร่อื งปกตธิ รรมดา
๒ การท่ีสภาพตามข้อ ๑ ด�ำรงอยู่อยา่ งเปน็ ปกติวสิ ัย เกดิ จาก
คตนิ ยิ มของผู้เหนือกวา่
๓ Critical Theory จงึ พยายามทำ� ความเขา้ ใจและเปลี่ยนแปลง
ข้อ ๑ และ ๒
ดงั นนั้ การไตรต่ รองใครค่ รวญสะทอ้ นคดิ อยา่ งยง่ิ ยวด จงึ ไมใ่ ชแ่ ค่
เพื่อท�ำความเข้าใจ ๓ สมมติฐาน ๒ ประเด็นข้างต้นเพื่อใช้ท�ำงานตาม
กระบวนทศั นเ์ ดมิ ใหม้ ปี ระสทิ ธผิ ลดยี ง่ิ ขน้ึ แตม่ เี ปา้ หมายเพอ่ื เปลย่ี นแปลง
และเพอ่ื สร้างนิสยั สว่ นบุคคลขน้ึ ใหม่
วชิ า Critical Thinking and Critical Theory ทส่ี อนใหแ้ กน่ กั ศกึ ษา
ของวทิ ยาลยั การศกึ ษาในนวิ ยอรก์ เปน็ วชิ าในกลมุ่ เพอ่ื การพฒั นาวชิ าชพี

เรียนรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง

113

มี ๑ เครดติ ตดั สนิ ดว้ ยวธิ กี ารให้ Pass/Fail โดยสอนเปน็ Workshop
๒ วนั ตดิ ตอ่ กัน เริม่ สอนครัง้ แรกเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๗ และสอนตดิ ต่อกนั
เรอ่ื ยมา มนี กั ศกึ ษาผา่ นวชิ านไ้ี ปแลว้ นบั พนั คน โดยมที งั้ นกั ศกึ ษาระดบั
ปรญิ ญาตรแี ละบณั ฑติ ศกึ ษา ซง่ึ นกั ศกึ ษาทเี่ ขา้ เรยี นวชิ านจ้ี ำ� นวนหนงึ่ มา
เรียนเพื่อเตรียมตัวไปท�ำงานในองคก์ รธรุ กจิ

การไตรต่ รองใครค่ รวญสะทอ้ นคดิ อยา่ งยงิ่ ยวดCriticalTheory
และทนุ นิยม

สหรฐั อเมรกิ า เปน็ ประเทศทใี่ ชท้ นุ นยิ มเปน็ อดุ มการณห์ ลกั บชู า
คุณคา่ ของอิสรภาพ เสรภี าพ และปจั เจกชนนยิ ม ซงึ่ เป็นอดุ มการณท์ เี่ ชือ่
กันว่า น�ำมาซ่ึงความม่ังคั่ง และกระตุ้นพัฒนาการทางเทคโนโลยี และ
จติ วิญญาณของผู้ประกอบการในหม่ปู ระชาชน ดังนัน้ การจดั กจิ กรรม
เพอ่ื วพิ ากษจ์ ดุ ออ่ นของทุนนิยม จึงตอ้ งดำ� เนนิ การอย่างระมดั ระวงั โดย
ต้องช้ีให้นักศึกษา แยกแยะระหว่างอุดมการณ์และบทบาทของทุนนิยม
และบทบาทของตัวนกั ศึกษาในระบบ
วิธีการหน่งึ ทีผ่ ้เู ขียนใช้คือให้นักศกึ ษาลองใช้ Critical Theory /
Critical Reflection ตอ่ ทฤษฎขี องมารก์ ซ โดยทใี่ นความเปน็ จรงิ แลว้ งาน
ของมารก์ ซเปน็ ทมี่ าของ Critical Theory วธิ นี จ้ี ะชว่ ยใหน้ กั ศกึ ษาคนุ้ เคย
กับการประยุกต์ใช้ Critical Theory / Critical Reflection ต่อความเช่ือ
ตา่ งๆ ไดโ้ ดยไมต่ ะขดิ ตะขวงใจ รวมทง้ั คนุ้ เคยกบั การวพิ ากษต์ นเอง และ
สบายใจวา่ การวพิ ากษล์ ทั ธทิ นุ นยิ มไมไ่ ดห้ มายความวา่ ผนู้ นั้ เปน็ มารก์ ซสิ ต์
และไม่ไดห้ มายความวา่ ทนุ นยิ มเลวไปเสียทกุ ดา้ น
ในรายวิชา Critical Thinking and Critical Theory ผู้เขียนเริม่
โดยการทำ� ใหน้ กั ศกึ ษาเขา้ ใจความหมายของคำ� ตามทเี่ กรน่ิ มาแลว้ ในตอนตน้
ของบนั ทึกน้ี โดยอธบิ ายเชื่อมกับความหมาย และวิถปี ฏิบัตใิ นชีวิตจรงิ
ของตัวผู้เขียนเองเพ่ือให้เข้าใจง่าย เม่ืออ่านแล้วเห็นว่าศาสตราจารย์

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

114

ทา่ นน้ี วพิ ากษ์สงั คมอเมริกันอย่างถงึ พริกถึงขงิ
ทา่ นนำ� เสนอ Critical Theory ตอ่ นกั ศกึ ษา โดยใช้ ๓ เรอ่ื งใหญๆ่
เปน็ ตวั เดินเรือ่ ง คือ
๑ หากมองเผินๆ แลว้ สังคมตะวนั ตกมีลักษณะเปน็ สงั คม
เปิด หากแต่แทจ้ ริงแลว้ มีความเปน็ ประชาธปิ ไตยทม่ี ี
ความไม่เทา่ เทียมกันสูงมาก เป็นสงั คมท่ยี อมรับความ
เปน็ จริงดา้ นความไม่เท่าเทยี มกนั ทางเศรษฐกิจ การ
แบง่ เชือ้ ชาติ และการแบง่ แยกชนชนั้
๒ ดูเสมือนวา่ สภาพสงั คมที่เปน็ ปกติในปจั จุบนั ต้องม ี
ลกั ษณะเชน่ น้ี จะเปน็ แบบอ่นื ไปไม่ได้ คือมกี ารครอบงำ�
โดยอดุ มการณ์หลัก (Dominant Ideology) โดยท่ีใน
ความเปน็ จริงแล้ว ไม่จ�ำเป็นตอ้ งเปน็ อย่างนั้นเพราะม ี
ทางเลือกอื่น
๓ Critical Theory พยายามท�ำความเขา้ ใจประเด็นทงั้ สอง
ไปพรอ้ มๆ กบั พยายามสรา้ งการเปลี่ยนแปลง


หลังจากน้นั จึงใหเ้ วลาอา่ นเอกสารสน้ั ๆ เพียงย่อหนา้ เดยี วหรือหนา้
สองหน้าเก่ียวกับ Critical Theory ที่คัดลอกมาจากหลายๆ แหล่ง เพื่อ
ทำ� ความเขา้ ใจสาระของการถกเถยี ง เกี่ยวกบั ทฤษฎีดงั กลา่ ว ตามด้วย
การแลกเปลี่ยนถกเถียงกันในกลุ่มย่อย โดยมีตัวอย่างค�ำถามให้ใน
เอกสารช้นิ งานดังตวั อย่าง
หลงั จากนักศกึ ษา ได้อ่านเอกสาร (อยา่ งเปน็ ส่วนตัว) แล้ว ขอให้จบั
กลมุ่ ๔ - ๖ คนเพอ่ื แสดงปฏกิ ริ ยิ าจากการอา่ น โดยมคี ำ� ถามทแ่ี นะนำ� คอื

เรียนร้สู กู่ ารเปล่ียนแปลง

115

๑ ประเดน็ ใดจากเอกสาร ทเี่ ด่นชดั ทีส่ ุดและท่กี ่อความเห็น
ขัดแย้งที่สดุ ส�ำหรบั ท่าน
๒ องค์ประกอบ ของอุดมการณห์ ลักในสหรัฐอเมรกิ าคือ
อะไรบ้าง
๓ ความเชอื่ และการปฏบิ ตั ิเชงิ ครองโลกทที่ า่ น (หรือคนที่
ทา่ นรจู้ กั ) มีอยคู่ ืออะไร
๔ การศึกษา ในมหาวทิ ยาลยั นมี้ ลี ักษณะเปน็ สนิ คา้ ในระดับใด
และในฐานะนักการศกึ ษาตัวทา่ น ได้ท�ำใหก้ ารศึกษาเปน็ สนิ ค้า
อยา่ งไรบา้ ง
๕ มหาวทิ ยาลยั นี้ หรือสถาบันท่ีทา่ นสงั กดั ได้ปฏิบัติ ในฐานะ
เครอื่ งมอื สบื ทอดอดุ มการณ์หลกั ของรัฐ
(ISA – Ideological State Apparatus) อย่างไรบ้าง
การแปลกแยก (Alienation)
๑ ประเดน็ ใดเกี่ยวกบั การแปลกแยกท่เี ด่นชัดท่ีสุด และที ่
ก่อความเหน็ ขัดแยง้ ท่สี ุดสำ� หรบั ทา่ น
๒ ท่านมองว่า การทำ� งานหรอื การด�ำรงชวี ติ ด้านอ่นื ของ
ทา่ นเป็นการแปลกแยกอยา่ งไรบา้ ง
๓ ท่านรูส้ ึกถงึ แรงกดดันให้ต้องทำ� ตามๆ กันอย่างอตั โนมัติ
อยา่ งไรบา้ งในชวี ติ ในการศกึ ษาหรอื ในการทำ� หนา้ ทน่ี กั การศกึ ษา
๔ กระแสการตลาดมีผลตอ่ ชวี ติ การเรียน และการงาน
ของทา่ นอย่างไรบ้าง
๕ ทา่ นมคี วามเห็นตอ่ คำ� เหลา่ นี้อยา่ งไรบา้ ง น่าชน่ื ชม
เพราะตรงกบั ใจตนเอง (Congenial), ทำ� ใหร้ สู้ กึ วา่ ตนโง่
(Intimidating), ทำ� ใหพ้ ศิ วง (Puzzling), ท�ำให้สวา่ ง
ทางปัญญา (Illuminating)

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

116

อ�ำนาจ (Power)
๑ ข้อเขยี น เกยี่ วกับอำ� นาจสว่ นใดที่เด่นชัดทส่ี ดุ และท่ีก่อ
ความเหน็ ขัดแย้งที่สุดส�ำหรบั ทา่ น
๒ ค่ายความจริงค่ายใด ท่ที ่านมองว่าทา่ นสงั กัดอย่ใู นการ
ด�ำรงชวี ติ การเรยี นรู้ การท�ำงาน และในการทำ� หน้าท ี่
นกั การศกึ ษา
๓ ท่านร้สู ึกว่า ก�ำลังถกู ตรวจตราอยา่ งไม่รู้ตวั อยา่ งไรบ้าง
๔ ประสบการณ์ด้านอ�ำนาจของท่าน มีสว่ นสอดคล้อง
หรอื ขดั กันกบั ทฤษฎีอำ� นาจของฟูโก้ (Foucault) ใน
ฐานะลูกโซ่ (Chain), กระแส (Flow) และเครอื ข่าย
(Web) ทง้ั ท่เี ป็นการกดข่ี และท่เี ปน็ การปลดปล่อย
๕ ท่านด�ำเนินการเพอื่ ลดทอนอ�ำนาจครอบงำ�
(Dominant Power) อยา่ งไรบ้าง
๖ ทา่ นมีความเหน็ ต่อค�ำเหล่านอี้ ยา่ งไรบ้าง น่าชนื่ ชม
เพราะตรงกบั ใจตนเอง (Congenial), ทำ� ใหร้ สู้ ึกวา่ ตน
โง่ (Intimidating), ทำ� ใหพ้ ศิ วง (Puzzling) และทำ� ให้
สวา่ งทางปญั ญา (Illuminating)

ขอใหเ้ ตรียมน�ำเสนอ ๑ - ๒ คำ� ถามหรือประเดน็ ต่อช้นั เรยี น

ผมน�ำเอารายละเอียดค�ำถามจากหนังสือมาลงไว้ เพราะเป็น
ค�ำถามทกี่ ระตุกหรอื ท้าทายความคิด (Provocative) ทีด่ มี าก ผมคดิ ว่า
อาจารย์ที่เก่งหรือไม่น้ัน อยู่ที่ความสามารถในการต้ังค�ำถามท่ีหม่ินเหม่
และทา้ ทายเช่นนเี้ อง
ผเู้ ขยี นบอกวา่ ในชว่ งเวลาครงึ่ วนั ของ Workshop สำ� หรบั ทำ� ความ

เรียนรู้สกู่ ารเปลยี่ นแปลง

117

เขา้ ใจ Critical Theory นกั ศึกษาชอบช่วงเวลาอ่านคนเดียว (อยา่ งเปน็
สว่ นตัว) มาก ชว่ งนใี้ ชเ้ วลาประมาณ ๔๕ นาที ทำ� ใหผ้ มสะท้อนคิดกับ
ตวั เองว่า ผมกช็ อบและกำ� ลงั น�ำมาปฏิบตั อิ ยู่ในขณะน ้ี
ผมคิดต่อว่า การท่ีช่วงเวลาอ่านคนเดียวมีคุณค่ามากก็เพราะมี
ชว่ งอภปิ รายแลกเปลย่ี นในกลมุ่ ยอ่ ยตามมา และทผี่ มอา่ นคนเดยี วมคี า่
มากก็เพราะเมื่ออ่านแล้ว ผมตีความออกมาเป็นบันทึกแลกเปล่ียนในวง
กวา้ ง

สร้างโมเดลเพอ่ื สอน Critical Reflection

หลักการ คือต้องสร้างโมเดลของ Critical Reflection ซึ่งเป็น
นามธรรมให้เปน็ การกระท�ำทีเ่ ป็นรปู ธรรม โดยผ้เู ขียนใชว้ ธิ เี ลา่ เร่อื งของ
ตนเองใหเ้ หน็ ว่า เร่อื งนี้มีผลอยา่ งไรต่อชีวิตของผเู้ ขียน โดยตอ้ งเป็นเรือ่ ง
ท่สี ะทอ้ นความเขลาที่น่าขบขัน
อีกวิธีหน่ึงคือใช้ CIQ (Critical Incident Questionnaire) ท่ีใช้
แบบสอบถาม ๑ หน้าให้นักศึกษากรอกและให้อาจารย์เก็บไปอ่านตอน
กลางคืน โดยในแบบสอบถามมีค�ำถามปลายเปิด ๕ ข้อให้นักศึกษา
กรอกโดยไมล่ งชอ่ื ให้เวลาเพยี ง ๕ นาท ี มีค�ำถามเก่ียวกับช่วงเวลาท่ี
รสู้ ึกด่ืมดำ�่ (Engaging) ทสี่ ดุ และทร่ี สู้ กึ หา่ งเหนิ (Distancing) ทสี่ ดุ ในชนั้
สงิ่ ทม่ี คี นทำ� และเป็นการช่วยเหลือมากทีส่ ดุ ส่ิงท่ีนา่ พศิ วงที่สดุ รวมท้งั
ส่ิงท่สี ร้างความแปลกใจใหแ้ กผ่ ู้เข้าร่วม Workshop มากทสี่ ดุ ในวนั แรก
ตอนกลางคนื ผเู้ ขยี นวเิ คราะหผ์ ลจาก CIQ และนำ� มารายงานตอ่
Workshop ในตอนเชา้ เพอื่ เปน็ ตวั อยา่ งของ Critical Thinking in Action
ว่า ผู้เขียนได้น�ำข้อมูลจาก CIQ มาวิเคราะห์อย่างไร และน�ำมาใช้
ปรับปรงุ หรือยืนยันกระบวนการท่ีวางแผนไวอ้ ยา่ งไร ในเชิงสว่ นตัวนี่คือ
การฝึกปฏิบตั ิ Critical Reflection ของผูเ้ ขียน
ผูเ้ ขียน บอกว่าการฝกึ Critical Reflection ต้องกล้าทำ� กับเรื่องท่ี

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

118

มคี วามเสย่ี งหรอื ลอ่ แหลม ซงึ่ ใน Workshop ทำ� โดยใหน้ กั ศกึ ษาตงั้ คำ� ถาม
ต่อกันแล้วให้ตีความว่า ค�ำถามนั้นต้ังอยู่บนสมมติฐานอะไรได้บ้าง
เปน็ การเสวนากันโดยไม่ตัดสนิ ถูกผิด

ใช้ Peer Learning เปน็ ฐานในการฝกึ Critical Reflection

การไตรต่ รองใครค่ รวญสะทอ้ นคดิ อยา่ งยง่ิ ยวด(CriticalReflection)
เปน็ กจิ กรรมทางสงั คมทเี่ รยี กวา่ Social Learning คอื ตอ้ งการปฏสิ มั พนั ธ์
ในหมเู่ พอื่ นนกั ศกึ ษา เปน็ การเรยี นรรู้ ว่ มกนั ในกลมุ่ เพอื่ น (Peer Learning)
อาศยั กจิ กรรมแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ชว่ ยใหน้ กั ศกึ ษาเขา้ ใจประเดน็ ใดประเดน็
หน่ึงแจ่มชัดข้ึน ลึกซึ้งข้ึน และเชื่อมโยงข้ึน รวมทั้งมองเห็นประเด็น
ขัดแย้งในประเด็นนั้นๆ ด้วย และได้เข้าใจว่าคนอื่นมองประเด็นเหล่าน้ัน
แตกต่างจากตนเองอย่างไร
ตัวอย่างของเครื่องมือ Peer Learning ท่ีมีพลังส�ำหรับใช้ใน
Workshop ได้แก่
• The Circle of Voices นกั ศกึ ษาอภปิ รายปญั หาหรอื ประเดน็ ใน
กลุ่มย่อย (๕ คนเปน็ ขนาดที่เหมาะทีส่ ดุ ) โดยมีกตกิ า ๒ ขอ้ คือ
๑) นักศึกษาแต่ละคนเป็นเจ้าของเวลาคนละ ๑ นาที เพ่ือพูด
เร่ืองอะไรก็ได้เก่ียวกับประเด็นนั้น ห้ามคนอื่นพูดแทรกหรือขัด
แลว้ ตามดว้ ยการอภปิ รายในกลมุ่ ซง่ึ ตอ้ งเปน็ ไปตามกตกิ าขอ้ ๒
๒) ไมว่ า่ ใครจะอภปิ รายอะไร ตอ้ งเปน็ เรอ่ื งทส่ี บื เนอื่ งจากประเดน็
ทมี่ คี นพดู มาแลว้ กตกิ าขอ้ ท่ี ๒ เปน็ ตวั กำ� หนดใหส้ มาชกิ กลมุ่ ตอ้ ง
ฟงั คนอน่ื อยา่ งตัง้ ใจ
• Circular Response Method เป็นเคร่ืองมือส�ำหรับการประชุม
กลมุ่ ยอ่ ย ขนาดทพี่ อเหมาะคอื ๘ คน สมาชกิ แตล่ ะคนมสี ทิ ธเิ ปน็
เจา้ ของเวลา ๑ นาทสี ำ� หรบั พดู ในประเดน็ ทตี่ กลงกนั มเี งอ่ื นไขวา่
ต้องพูดเชื่อมโยงกับประเด็นท่ีมีคนพูดมาก่อนแล้ว โดยหยิบ

เรียนรสู้ ู่การเปลี่ยนแปลง

119

“การฝึกการไตร่ตรองใคร่ครวญสะท้อน
คิดอย่างยิ่งยวด (Critical Reflection)
ตามในบทนี้ ไม่ได้ฝึกเฉพาะตัวเทคนิค
แตเ่ ปน็ กจิ กรรม เพอื่ ทำ� ความเขา้ ใจอำ� นาจ
การครอบงำ� เพอ่ื วพิ ากษอ์ ดุ มการณท์ คี่ รอบงำ�
(Dominant Ideology) ของทุนนยิ ม เชน่
คนขาวเป็นใหญ่ การรงั เกียจคนรกั ร่วมเพศ
และการใหเ้ พศชายเปน็ ใหญ่ ฯลฯ”

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

120

ประเดน็ ของคนอน่ื มาสนบั สนนุ ขยายความ หรอื มองตา่ งมมุ /คดั คา้ น หรอื
บอกวา่ คำ� พูดของคนกอ่ นไมช่ ัดเจนอยา่ งไรกไ็ ด ้

ไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ

การฝึกการไตร่ตรองใคร่ครวญสะท้อนคิดอย่างยิ่งยวด
(Critical Reflection) ตามในบทน้ี ไม่ได้ฝกึ เฉพาะตวั เทคนิค แต่เปน็
กิจกรรมเพ่ือท�ำความเข้าใจอ�ำนาจ การครอบง�ำเพ่ือวิพากษ์
อดุ มการณท์ ค่ี รอบงำ� (Dominant Ideology) ของทนุ นยิ ม เชน่ คนขาว
เปน็ ใหญ่ การรงั เกยี จคนรกั รว่ มเพศ และการใหเ้ พศชายเปน็ ใหญ่ ฯลฯ
กิจกรรมนมี้ ขี อ้ พึงสังวรณ์ ๒ ประการคือ
๑ ยอ่ มมแี รงต้าน
๒ ผ้รู ่วมแลกเปล่ียนมนี ิสัยเปิดเผยตนเองไม่เท่ากนั
ต้องหาทางสรา้ งความไวเ้ น้อื เช่ือใจต่อกันเพือ่ สร้างบรรยากาศท ่ี
สบายใจตอ่ การเปิดเผยตนเอง
ไม่วา่ มีชีวติ อยใู่ นสังคมใดย่อมมปี ระเด็นขัดแยง้ เสมอ

ไตรต่ รองสะทอ้ นคิด

เปน็ การเรยี นร ู้ วธิ กี ารเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลงดว้ ยการตงั้ คำ� ถาม
ต่อสิ่งท่ีก�ำกับวิถีชีวิตตามปกติของเรา หาทฤษฎีหรือวิธีคิดใหม่มา
ไตรต่ รองตรวจสอบ ทำ� ลกั ษณะนจี้ นเปน็ นสิ ยั การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง
(Transformative Learning) กจ็ ะเปน็ วิถีชีวติ ตามปกติของเรา

เรยี นร้สู กู่ ารเปลีย่ นแปลง

121

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

122

เร่ืองเล่าเร้าพลัง เป็นเคร่ืองมือของการเรียนรู้ผ่านการส่ือสาร
ระหว่างกัน ซึ่งน�ำไปสู่การเรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง

บทนี้มาจากการตีความบทที่ ๑๒ Charting the Course : How Storytelling Can Foster Com-
municative Learning in the Workplace เขียนโดย Jo A. Tyler รองศาสตราจารยด์ ้านศึกษา
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพน็ ซิลเวเนยี สเตท
เรียนรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง

123

๑๒.

เรือ่ งเลา่ เร้าพลังภาคปฏบิ ัติในท่ที ำ�งาน

ผเู้ ขยี น มปี ระสบการณก์ ารเปน็ วทิ ยากรฝกึ การเลา่ เรอื่ ง
เร้าพลัง (Storytelling) ให้แก่นักศึกษาท่ีเป็นพนักงานด้าน
พัฒนาบุคลากร (HRD – Human Resource Development)
มากว่า ๒๕ ป ี เร่ืองราวท่ีเธอเขยี นเป็นเร่อื งทไี่ มใ่ หม่สำ� หรบั
สงั คมไทย ผมมีความยินดี ที่สถาบนั สง่ เสรมิ การเรยี นรเู้ พ่ือ
สงั คม (สคส.) และ Gotoknow มสี ว่ นในการเผยแพร่ให้สังคม
ไทยเห็นคุณค่าของเคร่ืองมือการจัดการความรู้ชิ้นนี้ โดยใน
บทความน้ี น�ำเสนอเร่ืองเล่าเร้าพลังในฐานะเคร่ืองมือของการ
เรยี นรผู้ า่ นการสอื่ สาร (Communicative Learning) ซ่ึงนำ� ไปสู่
การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง (Transformative Learning) และ
วธิ ีการเขยี นแบบสอ่ื สารกับคนในวชิ าชีพ HRD

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

124

กตกิ าทส่ี ำ� คญั ทสี่ ดุ ของเรอ่ื งเลา่ เรา้ พลงั คอื ตอ้ งเปน็ เรอ่ื งจรงิ
ไมใ่ ช่เร่ืองแต่ง และต้องเลา่ โดยเจ้าของเหตกุ ารณจ์ รงิ ไมใ่ ช่การ
บอกมมุ มองหรอื ข้อสรปุ ของตนตอ่ เรื่อง ผูเ้ ขยี นบอกวา่ ท่สี �ำคัญ
กวา่ การเล่าเรื่อง (Storytelling) คอื การฟัง (เร่อื ง) (Story Listening)
เพราะการเลา่ ท่ีดมี ีพลงั และการฟงั ท่ีดยี ่งิ มีพลัง
การเลา่ เรอ่ื งทดี่ ี เปน็ การเลา่ ออกมาจากใจ และการฟงั ทดี่ กี เ็ ปน็ การ
ฟงั ด้วยใจ ด้วยอารมณ์ ผมตคี วามวา่ ในสภาพเช่นน ี้ คนฟงั จะไดย้ ินส่งิ
ท่ีคนพูดไม่ได้พูด และคนฟังจะสื่อสารกลับไปยังคนพูดด้วยกิริยาท่าทาง
และแววตา เปน็ การส่ือสารทีใ่ ช้ท้ังวจั นภาษาและอวจั นภาษา เขาใช้
ค�ำว่า Symbolic Interaction โดยในกระบวนการเร่อื งเลา่ เรา้ พลังนน้ั มี
กระบวนการสานเสวนา (Dialogue) เป็นค่แู ฝดอยดู่ ว้ ยกนั
เปา้ หมายของเรอ่ื งเลา่ เรา้ พลงั ไมไ่ ดอ้ ยทู่ กี่ ารทำ� ความเขา้ ใจ
เหตุผลของเรื่องนั้น แต่เพื่อเพิ่มมุมมองและแง่มุมเชิงลึก
รวมถงึ เพื่อสร้างฐานความเขา้ ใจ (Common Ground) ระหว่างกนั

“เป้าหมายของเร่ืองเล่าเร้าพลัง ไม่ได้อยู่ที่
การท�ำความเข้าใจเหตุผลของเร่ืองน้ัน แต่
เพอ่ื เพิม่ มมุ มองและแง่มุมเชงิ ลกึ รวมถงึ เพ่อื
สร้างฐานความเขา้ ใจ (Common Ground)
ระหวา่ งกนั ”

เรียนรูส้ กู่ ารเปลีย่ นแปลง

125

นิยามเชิงปฏบิ ตั ิการของเรือ่ งเลา่ เรา้ พลัง

ดงั ทก่ี ลา่ วไปแลว้ วา่ เรอื่ งเลา่ เรา้ พลงั ตอ้ งเปน็ การเลา่ ประสบการณ์
ของตนเองด้วยวาจา ตอ่ หน้าผ้ฟู งั ในเวทที ่มี ี ‘คณุ อ�ำนวย’ ยำ�้ วา่ ไมใ่ ชก่ าร
แสดง และเน้นให้เล่าจากใจมากกว่าเล่าจากสมอง กระบวนการแลก
เปลยี่ นนจ้ี ะนำ� กล่มุ เขา้ สู่ ‘พรมแดนท่ไี ม่เคยเข้าถึง’ ในสภาวะปกติภายใน
องคก์ ร
อนั ท่ีจริงแลว้ เร่อื งเล่าหรือการเลา่ เร่ืองเปน็ สง่ิ ท่ีเกดิ ข้นึ ในชวี ิต
ประจ�ำวัน ในวงกาแฟ วงอาหาร และสถานท่พี กั ผอ่ น แต่ในเวทีเรอื่ ง
เลา่ เรา้ พลงั ท่ีดนี นั้ ตอ้ งมีการเตรยี มการ ทีส่ �ำคัญคอื การมีบรรยากาศของ
ความไว้เนื้อเช่ือใจกัน และมีความรู้สึกเป็นอิสระ ไม่มีความหวาดกลัวว่า
พฤตกิ รรมของตน จะไมเ่ ปน็ ทสี่ บอารมณข์ องหวั หนา้ เพราะวงเรอื่ งเลา่ เรา้
พลงั ทด่ี จี ะมผี ลเชงิ สรา้ งสรรค์ (Generative) มาก สามารถสานเสวนารว่ ม
กันไปสู่ ‘พรมแดนทไี่ ม่เคยเขา้ ถึง’ ร่วมกนั และร่วมกันสรา้ งเป้าหมายท่ไี ม่
เคยนึกถงึ ได้
วงเรอื่ งเล่าเรา้ พลงั จะน�ำไปสกู่ ารเรียนรู้ การเปลย่ี นมุมมอง สรา้ ง
ความเข้าใจหรือคณุ คา่ ร่วมกนั สรา้ งไอเดียใหมๆ่ เปดิ แนวทางการท�ำงาน
ใหม่ๆ และอาจน�ำไปสู่การเปล่ียนแปลงคร้ังส�ำคัญ ของหน่วยงานหรือ
องค์กร
วงเรอื่ งเลา่ เรา้ พลงั ทมี่ ที งั้ การเลา่ และการฟงั อยา่ งมคี ณุ ภาพจะกอ่
ใหเ้ กดิ พลงั ของการปลดปลอ่ ย (Liberating) การสรา้ งสรรค์ (Generative)
และที่สำ� คัญทสี่ ุดคือพลังของแรงบนั ดาลใจ (Inspiration)

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

126

เงือ่ นไข ๗ ประการของเร่อื งเล่าเรา้ พลงั

๑ ใหข้ อ้ มลู ทแี่ มน่ ตรง ครบถว้ น และเปน็ เรอื่ งทตี่ นเองประสบมาจรงิ ๆ
๒ ผู้รว่ มวงปลอดจากการชักจงู เอาใจ หรือความหวาดกลัว และ
การหลอกตนเอง
๓ สามารถนำ� ไปสกู่ ารตรวจสอบหลกั ฐานและน�ำไปสกู่ ารถกเถียง
หาเหตุผล
๔ เปดิ กวา้ งตอ่ มุมมองทแี่ ตกตา่ ง
๕ สามารถน�ำไปสกู่ ารไตร่ตรองสะท้อนคดิ อย่างจรงิ จังตอ่ สมมติฐาน
และผลท่เี กดิ ข้ึน การตีความของผฟู้ งั อาจชว่ ยใหผ้ ้เู ลา่ เกิดมมุ มอง
ใหมๆ่
๖ มีโอกาสเข้าร่วมเท่าเทียมกนั รวมทัง้ โอกาสตง้ั ค�ำถามหรอื แสดง
ความเห็นท่แี ตกต่างอย่างอสิ ระ
๗ สามารถรบั ฟงั ข้อยุติร่วมกันจากข้อมูล การตคี วาม และการสาน
เสวนารว่ มกนั โดยถือว่าเป็นกระบวนการแสวงหาร่วมกัน

ปฏบิ ตั กิ ารเรือ่ งเล่าเรา้ พลัง

ผู้เขียน ใช้ค�ำว่า Facilitated Storytelling คือ มีการจัดการ ม ี
‘คณุ อำ� นวย’ ซง่ึ น่าจะหมายถึงการมเี ปา้ หมายน่นั เอง เนือ่ งจากเรอื่ งทน่ี �ำ
มาเล่าเป็นเร่ืองที่มีความเป็นส่วนตัวมาก ผู้เล่าต้องเปิดเผยตัวตนและมี
ความเสี่ยงต่อปฏิสัมพันธ์เชิงอ�ำนาจ จึงต้องมีการเตรียม ‘พื้นที่ทางสังคม
จติ วทิ ยา’ (Psychosocial Space) ทเี่ ออื้ ใหเ้ ลา่ เรอ่ื งจรงิ ไดอ้ ยา่ งไมต่ อ้ งปดิ บงั
สว่ นใดและใหเ้ กดิ การฟงั อยา่ งลกึ (Deep Listening) ซงึ่ ในทางปฏบิ ตั บิ คุ คล
ทท่ี �ำหนา้ ที่ ‘คณุ อ�ำนวย’ ตอ้ งก�ำหนดกตกิ าหรือข้อตกลงที่ส�ำคัญ เช่น ใหป้ ดิ
โทรศพั ท์ (หรอื อยา่ งนอ้ ยปดิ เสยี ง) และหา้ มพดู โทรศพั ทใ์ นหอ้ ง ถา้ หากตอ้ ง
พูดให้ออกไปพดู นอกห้อง

เรียนรสู้ ่กู ารเปลี่ยนแปลง

127

• ก�ำหนดบริบท
ผเู้ ขยี นแนะนำ� ใหเ้ รม่ิ ปฏบิ ตั กิ ารฝกึ เรอ่ื งเลา่ เรา้ พลงั โดยใหเ้ ปน็ สว่ น
หนงึ่ ของการฝกึ อบรมควบคไู่ ปกบั การฝกึ การไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ (Reflection)
และการสานเสวนา (Dialogue) โดยอาจก�ำหนดเป้าหมายของกจิ กรรม
ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของหนว่ ยงาน หรอื องคก์ รและของพนกั งาน
เขายกตวั อยา่ งเป้าหมายอยา่ ง เชน่ เพอ่ื นวตั กรรม, การเก็บพนกั งานไว้ใน
องคก์ ร (Retention), การสร้างความแตกตา่ งหลากหลาย เปน็ ต้น
เมอื่ สิบปมี าแล้ว ผมเคยแนะน�ำให้ทมี R2R ของศริ ริ าชใชเ้ ร่อื ง
เลา่ เร้าพลงั เพ่อื สรา้ งกระแสคณุ คา่ ของ R2R ในศิริราช โดยเนน้ เลา่ เรอ่ื ง
ราวของความสำ� เรจ็ (SSS – Success Story Sharing / SST – Success
Story Telling) ได้ผลดี และยังใช้กันมาจนปัจจุบันในกิจกรรม R2R
ประเทศไทย
เพอื่ สรา้ งบรรยากาศของวงเรอื่ งเลา่ เรา้ พลงั ทสี่ มาชกิ มคี วามเทา่ เทยี ม
กนั จึงต้องตกลงกับผู้บริหารที่เข้าร่วมไว้ล่วงหน้าว่า ต้องไม่สวมหมวก
ผู้บริหารเข้าวง แต่ทุกคนต้องเป็นสมาชิกท่ีเท่าเทียมกันกับสมาชิกคน
อื่นๆ ท่ีร่วมเล่าเร่ืองหรือร่วมสานเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการร่วม
ตคี วามเรอื่ งเลา่ วา่ มคี ณุ คา่ ตอ่ การบรรลวุ สิ ยั ทศั นข์ องหนว่ ยงานหรอื องคก์ ร
อย่างไร
วงเรอื่ งเลา่ อาจเกดิ ขนึ้ โดยอตั โนมตั ิ ไมไ่ ดน้ ดั หมาย หรอื ไมไ่ ดต้ งั้ ใจ
ใหเ้ กดิ ดงั ตวั อยา่ งเรอ่ื งเลา่ ของอาจารยน์ ายแพทยอ์ คั รนิ ทร์ นมิ มานนติ ย์ ใน
การประชุม R2R Core Team ของศิริราช เมื่อบ่ายวันที่ ๒๔ ธันวาคม
๒๕๕๗ ที่เล่าเร่ืองจุดเร่ิมต้นของการใช้เรื่องเล่าเร้าพลังในการขยาย
กิจกรรม R2R ในศริ ริ าชเมือ่ กว่าสิบปกี ่อน ผมมีขอ้ สังเกตว่า บรรยากาศ
ของการประชุมวงน้ี เป็นวงเรื่องเล่าเสียมากกว่าครึ่งของเวลาการประชุม
แต่ละครงั้ นีจ่ ึงเป็นการประชมุ ทีม่ ีพลังสร้างสรรคม์ าก
ผู้เขียนแนะน�ำว่า ควรมีข้อตกลงและสัญญาณเตือนสติว่า

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

128

วงเสวนากำ� ลงั หลงเขา้ สกู่ ระบวนการอภปิ รายถกู -ผดิ (Discussion) ไมเ่ ปน็
วงเรอ่ื งเลา่ เรา้ พลงั (Storytelling), ฟงั อยา่ งลกึ (Deep Listening) และสาน
เสวนา (Dialogue) อีกตอ่ ไป
หวั ใจของเรอ่ื งเลา่ เรา้ พลงั คอื การชว่ ยสรา้ งภาพ Slow Motion ของ
เหตกุ ารณท์ เ่ี คยเกดิ ขนึ้ ทำ� ใหผ้ รู้ ว่ มวงไดเ้ หน็ เบอ้ื งลกึ ของเหตกุ ารณ ์ เปดิ
ชอ่ งใหม้ กี ารทำ� ความเขา้ ใจ ตงั้ คำ� ถาม และสะทอ้ นคดิ ไปสคู่ วามหมาย
ใหมๆ่
• สรา้ งพ้นื ทส่ี ำ� หรบั การเล่าและการฟัง
อันที่จรงิ เรือ่ งเล่าเร้าพลังเกดิ ข้ึนอยู่ทว่ั ไป เม่ือผ้คู นมโี อกาสมา
พบปะกันโดยไม่มีธุรกิจจ�ำเพาะ แต่วงเรื่องเล่าเร้าพลังในที่นี้เป็นวง
จดั ตั้งโดย ‘คณุ อำ� นวย’ แตต่ ้องจดั ตง้ั อย่างเปน็ ธรรมชาติทส่ี ดุ เพือ่ น�ำเอา
เรอื่ งเลา่ เรา้ พลงั มาตอ่ ยอดใหเ้ กดิ พลงั แรงบนั ดาลใจในการสรา้ งสรรคง์ าน
พื้นที่นี้ เป็นพ้ืนท่ีส�ำหรับการเปิดเผยความจริงบางอย่างที่ยังไม่มี
การเปดิ เผยมากอ่ น ซ่ึงผเู้ ล่าต้องพร้อมใจทจี่ ะเปดิ เผยและผู้ฟังก็พรอ้ มที่
จะรับ โดยเขา้ ใจร่วมกนั วา่ จะมีคุณคา่ ตอ่ ทั้งผูใ้ ห้ ผรู้ ับ และองคก์ ร
‘คณุ อำ� นวย’ ตอ้ งเขา้ ใจวา่ กจิ กรรมทม่ี คี ณุ คา่ สงู กย็ อ่ มมคี วามเสย่ี ง
สงู ดว้ ย ไดแ้ ก่ ความเส่ยี งท่ีจะใช้เป็นเวทกี ารแสดงที่ไมใ่ ช่เร่ืองจริง ความ
เสี่ยงทจี่ ะกลายเป็นเวทอี ภิปรายเอาชนะกนั ความเสย่ี งทีจ่ ะกลายเป็นเวที
ทผ่ี บู้ รหิ ารเขา้ มาแสดงอำ� นาจสงั่ การ เสย่ี งทจี่ ะเปน็ เวที ทไี่ มม่ คี วามไวว้ างใจ
ซงึ่ กนั และกนั เสย่ี งทจี่ ะเปน็ เวทีทไ่ี มม่ บี รรยายกาศของความเปน็ อสิ ระเทา่ เทยี ม
กัน ดังนั้น ผมจึงชอบใช้ค�ำว่า วงเร่ืองเล่าเร้าพลังมากกว่าค�ำว่าเวท ี
เพราะเวทมี นี ยั ยะว่าคนทอี่ ยบู่ นเวทีอยู่สูงกวา่


เรียนรสู้ ู่การเปลี่ยนแปลง

129

• เริ่มกระบวนการเรือ่ งเล่าเรา้ พลงั
มีขอ้ ปฏิบตั ิ ๓ ประการ
๑ มคี �ำกล่าวน�ำ เพื่อสรา้ งความสนใจตอ่ เร่อื งที่จะเลา่ และ
‘คุณอำ� นวย’ มีทักษะในการตัง้ ค�ำถาม ในระหว่างการเล่าเรอื่ ง
เพือ่ ใหเ้ กดิ ความกระจา่ ง ครบถ้วน และเห็นคณุ ค่าทีแ่ ฝงอยู่
๒ ตอ้ งมีเวลามากพอ เรื่องเลา่ เรา้ พลังที่ตามมาด้วยการฟงั อย่าง
ลกึ และการสานเสวนาเปน็ กจิ กรรมทเี่ รง่ รบี ไมไ่ ด ้ ‘คณุ อำ� นวย’
ตอ้ งมที กั ษะในการท�ำใหว้ งเล่าเร่อื งด�ำเนินการไปอย่างช้าๆ
๓ เริ่มจากกจิ กรรมในกลุ่มย่อย ประเดน็ น้นี ่าจะเปน็ คำ� แนะนำ�
สำ� หรับ ‘คณุ อำ� นวย’ มือใหม่ เพ่ือใหส้ ามารถก�ำกบั ใหว้ งเร่ือง
เล่าด�ำเนินไปอยา่ งเปน็ ธรรมชาติ ไมใ่ ช่การแสดง
• อ�ำนวยวงสานเสวนาหลงั การเลา่ เรื่อง
ระหวา่ งการเล่าเรือ่ งอย่างเปน็ ธรรมชาติ อาจมีช่วงทีส่ มาชกิ ในวง
นง่ิ เงยี บ ‘คณุ อำ� นวย’ ต้องไม่ตกใจ ตอ้ งปล่อยให้เหตุการณ์เล่ือนไหลไป
ตามธรรมชาติ นอกจากน้นั ต้องไม่มองความเห็นแย้งเป็นเร่อื งเสียหาย
เพียงแต่ต้องมองเป็นเร่ือง ‘มองต่างมุม’ ที่ไม่มองเป็นข้อขัดแย้งท่ีผู้เขียน
เรยี กวา่ เปน็ Critical Skills และผมมองวา่ เปน็ โลกทศั นเ์ ชงิ บวกตอ่ ความ
แตกตา่ งหลากหลาย หรอื เปน็ Inclusive Attitude
หลงั การเลา่ เรอ่ื ง ‘คณุ อำ� นวย’ ตอ้ งทำ� หนา้ ทต่ี งั้ กตกิ า และเชอื้ เชญิ
ใหผ้ ู้ฟังในวงสะท้อนแรงบันดาลใจ ความรู้สกึ ความเหน็ และคุณคา่ ของ
เรอื่ งเลา่ นั้นตอ่ ตนเอง และงานของตนเองคนละ ๑ - ๒ นาที โดยมกี ตกิ า
คือ ใหเ้ ปน็ วงสานเสวนา / สนุ ทรยี สนทนา ไมใ่ ช่วงอภปิ รายหาประเด็นถูก
ผดิ และหากมเี วลาเหลอื พออาจใหเ้ รมิ่ การสะทอ้ นคดิ ในกลมุ่ ผฟู้ งั อกี รอบ

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

130

หนงึ่ เพ่อื บอกว่าตนจะเอาแรงบนั ดาลใจและความรู้ทไ่ี ดไ้ ปทำ� อะไร ปดิ
ทา้ ยดว้ ยการทผ่ี เู้ ลา่ เรอ่ื งบอกวา่ ตนไดร้ บั แรงบนั ดาลใจ และความรเู้ พม่ิ เตมิ
จากวงแลกเปลี่ยนเรียนรนู้ ้ีอยา่ งไรบา้ ง

ไตรต่ รองสะท้อนคดิ

ผู้เขยี นยำ�้ ว่าเร่ืองเลา่ เรา้ พลัง เปน็ เร่ืองของความสัมพนั ธ์
ความสมั พนั ธใ์ นวงเลา่ และฟงั เปน็ บอ่ เกดิ ของพลงั และยงั เปน็ บอ่ เกดิ
ของความเปราะบางของสถานการณ์ด้วย คุณค่าส�ำคัญท่ีสุดของเรื่อง
เลา่ เร้าพลัง คือมันได้เปิดพรมแดนใหมๆ่ ของแรงบันดาลใจ จินตนาการ
และการสรา้ งสรรค์รว่ มกัน

เรยี นรูส้ ูก่ ารเปลยี่ นแปลง

131

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

132

แม้แต่คนเก่ง ที่ก�ำลังก้าวหน้าก็ต้องการการเรียนรู้สู่การ
เปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะความเก่งมักเป็นตัวปิดกั้นการเรียนรู้ ใน
วงการธุรกิจ จึงมีวิธีจัดให้ผู้บริหารระดับดารา ได้เรียนรู้จากการได้รับ
บริการโค้ชชิ่ง (Coaching) เพราะการโค้ชช่ิงเป็นเครืองมือของการ
เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงอย่างหนึ่ง

บทนม้ี าจากการตคี วาม บทท่ี ๑๓ Coaching to Transform Perspective เขยี นโดย Beth Fisher-
Yoshida อาจารยส์ าขาจิตวทิ ยาสงั คมและองคก์ ร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยโคลัมเบยี
และเปน็ รองผอู้ ำ�นวยการ International Center for Cooperation and Conflict Resolution
เรียนรูส้ ่กู ารเปล่ยี นแปลง

133

๑๓.

โค้ชให้เปลยี่ นมมุ มอง

กรณตี ัวอยา่ งของการโคช้ ชิ่ง

ผู้เขยี น น�ำเสนอกรณตี วั อยา่ งของการโคช้ คนในบรษิ ทั
ข้ามชาติสัญชาติอเมริกันคนหน่ึง บุคคลนี้ช่ือคอรีน เธอ
ท�ำงานในบริษัทมา ๖ ปี แต่ก่อนหน้านี้เธอเคยท�ำงานใน
ลกั ษณะเดยี วกนั ในบรษิ ทั อนื่ มากอ่ น รวมอายงุ านทง้ั หมด ๑๕ ป ี
คอรีนได้รับการยกย่องว่า เป็นดาวรุ่งของบริษัทในด้านผลงาน
แตเ่ ปน็ ทเ่ี ลา่ ลอื กนั ทวั่ ไปวา่ เธอเปน็ คนไมฟ่ งั คนอน่ื พดู ตรง หว้ น
และไม่มีมารยาท
ทางบรษิ ทั ตอ้ งการเลอื่ นตำ� แหนง่ ของคอรนี ใหไ้ ปรบั ผดิ ชอบ
หนว่ ยงานในยโุ รป ซงึ่ เปน็ ตำ� แหนง่ ทมี่ อี ำ� นาจในการจา้ งและไล่
คนออก แต่หัวหน้าของคอรีนเห็นว่า ควรให้เธอได้รับการ
โค้ชชิ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้เธอได้เปล่ียนแปลงบุคลิกด้านการ
ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงแนะน�ำให้เธอใช้บริการโค้ชชิ่งของ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

134

ผเู้ ขียน โดยมเี วลา ๖ เดือน สำ� หรบั การโคช้ ชง่ิ ก่อนคอรีนไปรับต�ำแหน่ง
ใหม ่ ขน้ั ตอนแรกของการโคช้ ชง่ิ คอื หาความตอ้ งการของโคช้ ชี่ และตกลง
เวลาท�ำการโค้ชเปน็ ช่วงๆ ห่างกนั ๑๐ วัน

การเรยี นร้สู ูก่ ารเปลี่ยนแปลงส�ำคัญอยา่ งไร

เป้าหมายของการโค้ชช่ิง ในกรณีน้ีคือเพ่ือพัฒนาทักษะความ
สมั พนั ธก์ บั ผอู้ นื่ เพอ่ื ใหค้ อรนี สามารถสรา้ งความสมั พนั ธเ์ ชงิ สรา้ งสรรคใ์ น
ต�ำแหน่งใหม่ในที่ทำ� งานใหมไ่ ด้ ผเู้ ขียนวางเปา้ หมาย ให้โค้ชช่งิ นำ� ไปสู่
Transformative Learning ของคอรนี น่นั ก็คอื เพือ่ เปลย่ี น Mindset /
Mental Model / Frame of Reference ว่าดว้ ยเร่อื งปฏิสัมพนั ธก์ ับผอู้ น่ื
โดยผู้เขียนวางยุทธศาสตร์ไว้ว่า ต้องเอ้ือให้คอรีนเห็นด้วยตนเองว่า
พฤตกิ รรมของเธอมาจากสมมตฐิ านชดุ หนง่ึ ทเี่ ธอยดึ ถอื โดยไมร่ ตู้ วั และไม่
คิดวา่ มสี มมติฐานชดุ อ่ืนอยู่ในโลกนี้

จุดเร่ิมต้น

ในชว่ งกำ� หนดความตอ้ งการรว่ มกนั ผเู้ ขยี นพบวา่ คอรนี เปน็ คน
เปิดเผย ตรงไปตรงมา และมอี ารมณข์ ัน ซ่ึงรวมถึงอารมณ์ขันต่อจุดอ่อน
ด้านขวานผ่าซากของเธอ ซ่ึงผู้เขียน พยายามอธิบายให้คอรีนท�ำความ
เข้าใจว่า ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมีความหมายอย่างไรต่อเธอ และให้เธอ
ทำ� ความเขา้ ใจวา่ คนอน่ื อาจใหค้ วามหมายตอ่ ปฏสิ มั พนั ธเ์ ดยี วกนั ตา่ งออกไป

เรม่ิ การโค้ชช่งิ

การโคช้ ช่ิง เป็นการท�ำงานระหวา่ งโคช้ ชกี่ ับโคช้ โดยทงั้ ค่มู กี าร
ตกลงกนั ว่า ผเู้ ขียนจะรบั ผิดชอบในการสร้างโมเดลพฤตกิ รรมของโคช้ เอง
ในการตอบสนองต่อคอรีน โดยผ้เู ขียนมคี วามสมั พันธ์กบั คอรนี ต่างจาก
เพอื่ นรว่ มงานและหวั หนา้ จะทำ� หนา้ ทหี่ ลกั ในการใหค้ ำ� แนะนำ� ปอ้ นกลบั
เชิงสนับสนุนและสร้างสรรค์ เพ่ือให้คอรีนมองเห็นปฏิสัมพันธ์ของตนเอง

เรียนรสู้ ูก่ ารเปลีย่ นแปลง

135

กับผู้อนื่ โดยทผ่ี เู้ ขียนไม่อย่ใู นฐานะช่วยปกปอ้ งหรอื กดดัน แตค่ อรนี
เห็นวา่ เป็นแนวทางทแี่ ย้งกนั เองในตัว ผูเ้ ขยี นจงึ ต้องปฏบิ ัติใหเ้ ห็นเปน็
รูปธรรม
ขั้นตอนหนึ่งของโค้ชช่ิง คือเพื่อให้คอรีนเข้าใจวิธีรับรู้ (Ways of
Knowing) ของตนเอง ซึ่งทฤษฎีของ Robert Kegan และ Lisa Laskow
Lahey ในหนงั สือ How The Way We Talk Can Change The Way We
Work บอกวา่ มี ๓ ระดบั คือ
๑ Instrumental รับรโู้ ดยมงุ่ ไปทีข่ อ้ มูลทช่ี ดั เจนจากการตีความ
ด้วยโลกทศั น์ของเราเอง โดยวธิ นี โี้ ลกมีแตข่ าวกบั ดำ� เทา่ น้ัน
ไม่มสี เี ทา
๒ Socializing รบั รูโ้ ดยค�ำนึงถึงจิตใจภายใน ใหเ้ ป้าหมาย
เชิงคณุ ค่า และปฏสิ มั พนั ธก์ บั คนอนื่ อย่างซบั ซอ้ น
๓ Self-Authoring รับรโู้ ดยมสี ติว่าตนเองจะกำ� หนดกรอบการให ้
ความหมายตอ่ โลกโดยรอบตวั อยา่ งไรในสถานการณน์ น้ั
ผ้เู ขยี นวนิ จิ ฉยั วา่ การรบั รู้ของคอรีนอยู่ท่ีระดับที่ ๑

เคร่อื งมือที่ใช้

เพอ่ื ชว่ ยใหค้ อรนี เคลอื่ นวธิ รี บั รขู้ องตนจากวธิ ี Instrumental สวู่ ธิ ี
Socializing ผู้เขยี นใชเ้ ครอ่ื งมือ CMM (Coordinated Management of
Meaning) ซ่ึงมีหลกั การ ๓ ประการ คือ
๑ Coherence พยายามหาความหมาย และท�ำความเขา้ ใจ
ประสบการณ์ของตนเอง

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

136

๒ Coordination หาความหมาย และความเขา้ ใจทท่ี ำ� ให้ตัวเราเองม ี
ความสมั พันธท์ ี่ดกี ับคนอ่ืนโดยรอบตัวได ้
๓ Mystery ยอมรบั วา่ โลกมคี วามซบั ซอ้ น และตวั เราไมม่ คี วามสามารถ
ในการรบั ข้อมูลในเรื่องใดๆ ได้ท้ังหมด เราจงึ จ�ำเป็นต้องอยู่กบั โลกที่
มคี วามก�ำกวมอยา่ งหลกี เล่ียงไม่ได้
เครอ่ื งมอื ในชดุ CMM ตัวหนงึ่ คือ Daisy Model สำ� หรับใชต้ รวจ
สอบวา่ ในแตล่ ะเหตกุ ารณแ์ ตล่ ะกาละ มกี ารสอื่ สารหลายชนั้ หลายมติ เิ กดิ
ขน้ึ เสมอ ผเู้ ขยี น ใหค้ อรนี เขยี นชอื่ เหตกุ ารณใ์ ดเหตกุ ารณห์ นง่ึ ทตี่ นประสบ
ลงตรงกลางภาพดอกเดซี่ แล้วเขียนความคิดค�ำนึงของตน แต่ละ
ความคิดลงในกลีบดอกทีละกลีบๆ แล้วเขียนความคิดท่ีคอรีนคิดว่า
เกดิ ขน้ึ ในใจของคสู่ นทนา ทลี ะความคดิ ลงในกลบี ดอกทลี ะกลบี ทงั้ หมดน้ี
เพื่อช่วยให้คอรีนได้พิจารณาไม่เฉพาะความคิดของตน แต่ยังได้ใช้เวลา
เอาใจใสค่ วามคิดของคนอ่ืนดว้ ย
ผู้เขียนสังเกตว่า กิจกรรมนี้เปน็ เรอ่ื งยากสำ� หรับคอรนี เพราะเธอ
มีวธิ ีคดิ ท่เี อาใจใส่เฉพาะความคดิ ของตนเทา่ นัน้ ไม่ได้สนใจความคดิ ของ
คนอ่ืนเลยแม้แต่น้อย และเม่ือสนใจก็มักจะเต็มไปด้วยข้อวิพากษ์และ
ตัดสิน ผู้เขียนตอ้ งใชเ้ วลาโคช้ ชงิ่ หลายช่วง เพอื่ ชใี้ หเ้ ธอเห็นว่า ในการ
ทำ� งานเปน็ ทมี ยอ่ มตอ้ งมคี วามเหน็ และมมุ มองทหี่ ลากหลายจากสมาชกิ
ของทมี คอรนี ก็เปิดใจไดบ้ ้าง โดยผู้เขยี นพิจารณาจากคำ� พดู ของเธอเอง
แต่เธอก็เต็มไปด้วยข้อตัดสินของเธอเองว่า สมาชิกในทีมงานมีความไม ่
คงเสน้ คงวา ระหว่างคำ� พูดกบั พฤติกรรมของตนเอง
เน่ืองจากคอรีนมวี ิธีพูดที่สั้น ห้วน และมักจะพดู ออกไปตรงๆ วา่
ความคิดของคู่สนทนาน้ันผิด จึงย่อมท�ำให้อีกฝ่ายตั้งท่าป้องกันตัวและ
กลายเปน็ ปฏปิ กั ษท์ นั ท ี ผเู้ ขยี นจงึ ชวนคอรนี สรา้ งฉากเหตกุ ารณ์(Scenario)
หลากหลายแบบ เพอื่ ทำ� ความเขา้ ใจปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งตวั ละคร และผลที่

เรยี นรู้สู่การเปลีย่ นแปลง

137

เกิดขึน้ หลงั จากนัน้ สองถงึ สามเดือน คอรีนจงึ เร่มิ เข้าใจว่า พฤติกรรม
อยา่ งหนง่ึ นำ� ไปสพู่ ฤตกิ รรมสบื เนอื่ งไดอ้ ยา่ งไร โดยผเู้ ขยี นมขี อ้ สงั เกตวา่
เธอขัดใจที่ไม่สามารถอา่ นคนอืน่ ไดช้ ดั เจน เหมอื นอ่านตารางบญั ช ี
ผมขอแทรกประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องวิธีสนทนาแบบท่ีเสนอ
ความเห็นต่างอย่างน่ิมนวล โดยที่คู่สนทนาไม่รู้สึกว่าถูกหักหน้าหรือ
ถกู คดั คา้ น ครคู นหนงึ่ ของผมคอื ผศ.ดร. ผาสขุ กลุ ละวณชิ ย์ อดตี อธกิ ารบดี
มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ และมหาวิทยาลัยบูรพา ทา่ นมักจะกลา่ ว
ซ้�ำค�ำพูดของคู่สนทนาก่อนในท�ำนองเห็นด้วยว่า วิธีคิดแบบนี้ก็น่าสนใจ
ตามดว้ ยความเหน็ อกี แบบหนง่ึ เพอื่ หาทางออกรว่ มกนั นเ่ี ปน็ ศลิ ปะทผี่ ม
เองก็เลียนแบบไมไ่ ด ้ เวลาน้ีท่านเป็นพระผาสขุ เป็นเจา้ อาวาสวัดแห่ง
หนง่ึ ในสหรัฐอเมริกา
แมค้ อรนี จะทำ� งานในบรษิ ทั ขา้ มชาตแิ หง่ นมี้ าถงึ ๖ปอี ยา่ งประสบ
ความส�ำเร็จสูง เธอก็ไม่ตระหนักว่าเพื่อนร่วมงานในต่างพื้นท่ี
ตา่ งวัฒนธรรมมีวิธีคดิ ท่ตี า่ งออกไป เธอไม่สนใจเพราะเธอมวี ิธคี ดิ ท่ีถูก
ตอ้ งใชไ้ ดผ้ ลของตนเองแลว้ เธอรบั รูว้ ่า วิธสี อ่ื สารของเธอทำ� ใหอ้ ีกฝา่ ย
หน่ึงเกดิ ปฏิกริ ิยา แต่เธอไม่สนใจ ทั้งๆ ท่รี ับร้วู า่ มนั ทำ� ให้สมั พันธภาพ
ระหว่างกนั ไมร่ าบรื่นกต็ าม

เตรียมยา้ ยงาน เลอื่ นต�ำแหน่ง

ผเู้ ขยี นชว่ ยเตรยี มยา้ ยงานใหแ้ กค่ อรนี โดยชว่ ยใหเ้ ธอเขา้ ใจความ
แตกต่างของการรู้ ๓ อยา่ ง คือ
๑ ส่ิงทีเ่ ธอรจู้ รงิ ๆ
๒ สิง่ ทเ่ี ธอคิดว่าเธอรู้
๓ สิ่งทเี่ ธอจำ� เป็นตอ้ งรู้



ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

138

โดยใชเ้ คร่อื งมือ CMM อีกชนิ้ หนึง่ คอื LUUUUTT (Stories Lived, Un-
heard Stories, Untold Stories, Unknown Stories, Untellable Stories,
Stories Told, และ Storytelling) หรือ Storytelling Model ผูเ้ ขยี นให ้
คอรีนท�ำแบบฝึกหัด โดยหยิบเอาเร่ืองราวทีละเร่อื ง มาเขยี นแผนผงั ตาม
LUUUUTT Model ซง่ึ ชว่ ยใหเ้ ธอคอ่ ยๆ เขา้ ใจวา่ มขี อ้ มลู หลกั ฐานทค่ี นใช้
ในการตัดสินใจที่ไม่ได้อยู่ในเอกสารด้วย คือมีวิธีรับรู้จากการมี
ปฏสิ มั พันธก์ นั ทางสงั คม (Socializing Way of Knowing) ด้วย โดยผู้
เขียนต้องชว่ ยต้งั ค�ำถามยากๆ ให้คอรนี สะท้อนคิดจนเข้าใจวา่ คนอนื่ มวี ิธี
คดิ ทซ่ี บั ซอ้ น หรอื บางครง้ั เปน็ การคดิ แบบสเี ทาคอื อยรู่ ะหวา่ งขาวและดำ�

ปฏกิ ริ ิยาตอ่ การเปลยี่ นมมุ มอง

การเปลยี่ นมมุ มองของคนทป่ี ระสบความสำ� เรจ็ ในหนา้ ทกี่ าร
งานอยา่ งมาก เชน่ กรณขี องคอรนี ไมใ่ ชเ่ รอื่ งงา่ ย เพราะเธอฝงั ใจ
อยู่กับระบบความเช่ือของตนเอง (ในโลกขาว-ด�ำ) ตอกย้�ำด้วย
ความสำ� เรจ็ ในหนา้ ทกี่ ารงานอยา่ งเปน็ ขนั้ ตอน จงึ ไมม่ แี รงจงู ใจใดๆ
ใหเ้ ธอเปลยี่ นมมุ มอง และเธอไมแ่ ครต์ อ่ มนษุ ยสมั พนั ธท์ ไ่ี มด่ ซี งึ่
เธอกร็ ู้ (อย่างผวิ เผิน)
คอรีน ถกู กระตุกอย่างแรงเม่ือมีคนบอกว่า ส่งิ ท่ีเธอคดิ วา่ ถกู หรือ
ผดิ อยา่ งแนน่ อนนน้ั อาจไมไ่ ดเ้ ปน็ อยา่ งทเี่ ธอคดิ แรงกระตนุ้ จากการยา้ ย
งานและเลอ่ื นตำ� แหนง่ ทำ� ใหเ้ ธอเอาจรงิ เอาจงั กบั การโคช้ ชง่ิ เธอเปลย่ี น
จากการมองโลกแบบขาว-ดำ� สกู่ ารมองโลกแบบปฏสิ มั พนั ธด์ ว้ ยความยาก
ลำ� บาก แต่เธอก็ประสบความสำ� เร็จในการเปล่ียนแปลงตนเอง โดย
เปลีย่ นจากคนทรี่ ่วมงานดว้ ยยาก มาเป็นคนทน่ี า่ ท�ำงานด้วย

เรยี นรสู้ ่กู ารเปลยี่ นแปลง

139

“การเปลยี่ นมุมมองของคน ทป่ี ระสบความ
สำ� เรจ็ ในหนา้ ทกี่ ารงานอยา่ งมาก ไมใ่ ชเ่ รอ่ื ง
ง่าย เพราะพวกเขามักจะฝังใจอยกู่ บั ระบบ
ความเชื่อของตนเอง ตอกยำ้� ดว้ ยความส�ำเร็จ
ในหน้าท่ีการงานอย่างเป็นขั้นตอน จึงไม่มี
แรงจูงใจใดๆ ให้ต้องเปลี่ยนมุมมอง แต่
ดว้ ยแรงกระตนุ้ บางอยา่ งบวกกบั การโคช้ ชง่ิ
กอ็ าจทำ� ใหพ้ วกเขาประสบความสำ� เรจ็ ในการ
เปลีย่ นแปลงตนเองได้”

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

140

ไตรต่ รองสะท้อนคดิ

หน่ึงปีหลังจบโค้ชช่ิง ผู้เขียนขอนัดรับประทานอาหารเย็นกับ
คอรีนเพ่อื ขอฟังผล เธอบอกวา่ การโคช้ ชิง่ ชว่ ยให้เกดิ การเปล่ยี นแปลง
คอื เธอยอมรับความเห็นท่ีแตกตา่ ง และงานของเธอก็ด�ำเนินไปด้วยดี
ผู้เขียนบอกว่า เมื่อคิดย้อนหลังกลับไป ตนควรกดดันคอรีนมาก
กว่าที่ท�ำ เพราะจะสามารถช่วยให้คอรีนเปล่ียนแปลงได้มากกว่าน ้ี
ผูเ้ ขยี นสรปุ วา่ ในการทำ� โคช้ ชิ่งตอ้ งท�ำความรู้จักลูกคา้ ให้ชดั เจน และ
ลกู ค้าตอ้ งมีความตอ้ งการเปลย่ี นแปลงตนเองอยา่ งแทจ้ รงิ และหนา้ ที่
ของโคช้ คอื เปน็ ไกด์ทช่ี ว่ ยเสนอโอกาสของการเรยี นรู้สกู่ ารเปลย่ี นแปลง

ผมเขียนบนั ทึกเรือ่ งโคช้ ชงิ่ ไว้ที่
https://www.gotoknow.org/posts/579053
https://www.gotoknow.org/posts/550249
https://www.gotoknow.org/posts/555321
ซ่ึงเป็นโค้ชช่ิงคนละแบบกับท่ีเล่าในบันทึกนี้ แต่ก็มี
สว่ นเหมอื นคอื มเี ปา้ หมายทกี่ ารเปลยี่ นมมุ มองเหมอื นกนั และ
นา่ จะเปน็ การเรียนรู้สกู่ ารเปลี่ยนแปลง เช่นเดยี วกัน

เรยี นรสู้ กู่ ารเปล่ยี นแปลง

141

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

142

Action Learning Conversation เป็นเครื่องมือ การเรียนรู้สู่
การเปลยี่ นแปลง ซงึ่ Action Learning Conversation นเี้ ปน็ รปู แบบหนงึ่
ของ Action Learning

บทน้มี าจากการตีความ บทท่ี ๑๔ The Transformative Potential of Action Learning
Conversations
เรียนรูส้ กู่ ารเปล่ยี นแปลง

143

๑๔.

พลังของการเรียนโดยการปฏิบัติ

ผเู้ ขยี นไดพ้ ฒั นาเครอื่ งมอื /วธิ กี ารทเ่ี รยี กวา่ ‘การสนทนา
เพือ่ เรียนร้จู ากการกระทำ� ’ (Action Learning Conversation -
ALC) สำ� หรบั ใช้ เปน็ กจิ กรรมเพอื่ การเรยี นรู้หรอื เพอื่ ใชเ้ ปน็ เครอ่ื ง
มือส�ำหรับพัฒนาโค้ชก็ได้ โดยท่ีกิจกรรมน้ีเป็นปฏิบัติการ
ไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ อยา่ งยงิ่ ยวด (Critical Reflective Practice)
ที่ผู้เขียนเชื่อว่า น�ำไปสู่การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง
(Transformative Learning)

สนทนาเพือ่ เรยี นรจู้ ากการกระท�ำ (Action Learning
Conversation - ALC)

ALC พฒั นาโดย Judy O’Neil & Marsick เปน็ รปู แบบ
หน่งึ ของ Action Learning ผูเ้ ขียนน�ำมาใช้ในหลากหลายกลุ่ม
คนและได้ผลดี

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

144

Action Learning คืออะไร

ผเู้ ขยี นนยิ าม Action Learning วา่ หมายถงึ วธิ กี ารพฒั นาคนโดย
การเรยี นจากการทำ� งานจรงิ หรอื กจิ กรรมจรงิ เปน็ การเรยี นกลมุ่ ยอ่ ยเพอ่ื
ผล ๒ อยา่ งพรอ้ มๆ กนั คือเพือ่ ใหง้ านสำ� เร็จและทีมงานได้เรยี นรู ้ โดย
มีโค้ชของการเรียนรู้ (Learning Coach) คอยชว่ ยใหก้ ลุ่มมสี มดลุ ระหว่าง
การท�ำงานกับการเรยี นร ู้
ในกิจกรรมนี้ ส่ิงที่ส�ำคัญอย่างย่ิงคือการลงมือท�ำ ตามด้วยการ
ไตร่ตรองสะท้อนคดิ เป็นวงจร โดยมีค�ำถามเป็นตัวกระตุ้น มีเปา้ หมาย
ให้เกดิ ความเขา้ ใจอย่างถอ่ งแท้ ในเชิงยทุ ธศาสตร์

“Action Learning เป็นรูปแบบของ
การเรียนรู้ที่องค์กร ในปัจจุบันต้องการ
อย่างย่ิง โดยเป้าหมายส�ำคัญคือเรียนรู้ให้
เกิดศักยภาพ ในการเปล่ียนโลกทัศน์จาก
ประสบการณ์ของตน เปล่ียนวิธีตีความ
สถานการณ์ เปล่ียนระบบคุณค่า เปล่ียน
วิธีตัดสิน และเปล่ียนชุดทางเลือกส�ำหรับ
กิจกรรมในอนาคต ซงึ่ หมายถงึ ‘การเรียน
รู้ส่กู ารเปลย่ี นแปลง’ นัน่ เอง”

เรียนรู้สูก่ ารเปลี่ยนแปลง

145

Action Learning เป็นรูปแบบของการเรียนรู้ท่ีองค์กรใน
ปัจจุบันต้องการอย่างยิ่ง โดยเป้าหมายส�ำคัญคือเรียนรู้ให้เกิด
ศักยภาพ ในการเปล่ยี นโลกทศั นจ์ ากประสบการณ์ของตน เปลย่ี น
วิธตี คี วามสถานการณ ์ เปลี่ยนระบบคุณค่า เปลยี่ นวิธีตัดสนิ
และเปลย่ี นชุดทางเลือกส�ำหรับกิจกรรมในอนาคต ซ่ึงผมตีความ
วา่ หมายถงึ ‘การเรยี นรู้ส่กู ารเปล่ยี นแปลง’ น่ันเอง

บทบาทของการไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ ตอ่ การเกดิ การเปลยี่ นแปลง
(Transformation) จาก AL และ ALC

ทกั ษะ ดา้ นการไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ ประสบการณต์ รงของตนเองมี
ความสำ� คัญยง่ิ ต่อการเปล่ยี นแปลง มมุ มองต่อการใหค้ วามหมายหรอื
คุณค่าท่ีแม่นย�ำข้ึน ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยมีบริบทของความเป็นจริง
ไมห่ ลอกตวั เอง มองอยา่ งรอบดา้ น แยกแยะ และเปิดรบั

การวางรูปแบบของ ALC

หัวใจส�ำคัญของ ALC คือการท�ำงานในกลุ่มผู้ร่วมงาน (Peer
Group) โดยมกี ระบวนการเปน็ วงจรของกจิ กรรมต่อไปนี้

• วางกรอบของสงิ่ ทา้ ทายในรปู ของคำ� ถาม
• แลกเปลยี่ นสารสนเทศเกย่ี วกบั บรบิ ทและปฏบิ ตั กิ ารทท่ี ำ� มา
แลว้ เพือ่ ทำ� ความเข้าใจรว่ มกัน
• ตง้ั คำ� ถามภายในกลมุ่ (โดยเจา้ ของปญั หาไมด่ ว่ นตอบโต)้ เพอ่ื
ทำ� ความเข้าใจ Mental Model ที่อาจปดิ ก้ันมุมมองอ่นื ๆ
• ตรวจสอบหาสมมตฐิ านท่เี ป็นตัวตกี รอบวธิ มี องปญั หา
• สรา้ งกรอบใหมใ่ นการทำ� ความเขา้ ใจสถานการณ์
• ตดั สนิ ใจบนพนื้ ฐานของสารสนเทศทก่ี วา้ งขน้ึ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ
เพอ่ื แกป้ ัญหาน้นั

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

146

ผเู้ ขียนเสนอว่า ALC มี ๓ ชว่ ง ได้แก่
๑ ตกี รอบและรว่ มกนั คิด
๒ ก้าวไปข้างหน้า
๓ ปลดปล่อย
โดยกลมุ่ ALC ที่ดีต้องมีความแตกต่างหลากหลายมากทส่ี ดุ มี
โค้ชการเรียนรู้ (Learning Coach) คนหน่ึงท�ำหน้าที่ช่วยน�ำทางแก่ทีม
พร้อมกับเอื้อให้มี ‘พนื้ ที’่ (Space) สำ� หรับเรียนร ู้ โดยตอ้ งมเี วลาสำ� หรบั
แต่ละปัญหาประมาณหนึ่งช่ัวโมง การใช้เวลามากน้อยข้ึนอยู่กับ
ธรรมชาติของปัญหา รวมถึงขนาดและองค์ประกอบของกลุ่ม
รวมท้งั ประสบการณข์ องสมาชกิ กลุ่มในการทำ� ALC
โคช้ ทำ� หนา้ ทแ่ี นะนำ� สมาชกิ กลมุ่ วา่ สมาชกิ มหี นา้ ทสี่ องอยา่ งคอื
ตง้ั ค�ำถามและใหข้ ้อสงั เกต ห้ามใหค้ �ำแนะนำ� ส่วนเจ้าของปญั หาทีม่ า
ขอปรึกษา ต้องไม่ตอบค�ำถามหรือข้อสังเกต แต่ต้องจดประเด็นไว้ใน
กระดาษ (การเขียนช่วยใหม้ สี มาธิในการฟงั ) รอจนถึงเวลาจึงจะตอบ
บางค�ำถามส้ันๆ แตไ่ มต่ อบขอ้ สังเกต
• ชว่ งท่ี ๑ ตกี รอบและช่วยกนั คิด



เรียนรูส้ ู่การเปลีย่ นแปลง

147

ใช้ STAR Approach (Situation, Task, Action, Results)
S - Situation สถานการณ์ : อะไร ทไี่ หน เมือ่ ไร ใคร
T - Task งานหรอื เป้าหมาย : งานอะไรท่สี �ำเรจ็ แลว้ หรอื ต้องท�ำให้สำ� เรจ็
A – Action ปฏิบัติการ : ไดท้ �ำอะไรไปแล้วบา้ ง ปฏบิ ตั ิการทจ่ี ะท�ำต่อไป
คอื อะไร ความรูส้ กึ นึกคดิ เกยี่ วกับปฏิบัตกิ าร
R - Results ผลลพั ธ์ : ผลลพั ธจ์ นถงึ ปจั จบุ นั เปน็ อยา่ งไร ผลลพั ธใ์ นอนาคต
ทีอ่ ยากได้เปน็ อยา่ งไร
เร่มิ ด้วยการท่ีเจ้าของปัญหา/ประเด็น ใชเ้ วลาประมาณ ๑๐ นาที
บอกเรื่องราวของปญั หาตาม STAR Approach จากนน้ั เพอื่ นๆ ในวง
ช่วยกันต้ังค�ำถามแบบ Objective Question เพื่อท�ำความเข้าใจบริบท
และท�ำใหข้ ้อมูล/สารสนเทศทอ่ี ย่เู บอื้ งหลงั มคี วามชัดเจนข้นึ
ชว่ งท่ี ๑ จบลงดว้ ย เจา้ ของปญั หาระบปุ ญั หาหรอื ตกี รอบทช่ี ดั เจน
ของตวั ปญั หา
• ช่วงที่ ๒ กา้ วไปขา้ งหนา้
ชว่ งนเี้ ปน็ หวั ใจของกระบวนการ ALC ประกอบดว้ ย ๔ ขน้ั ตอน ใช้
เวลาขัน้ ตอนละประมาณ ๑๐ นาที เครอ่ื งมือที่ใชม้ ี ๒ ตัวคือ Q-Storming
(Q = Question) กับ ORID Framework (Objective, Reflective,
Interpretative, Decision Data)
ขั้นตอนท่ี ๑
สมาชกิ กลมุ่ แตล่ ะคนคดิ และเขยี นคำ� ถามทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั ปญั หาที่
ตีกรอบลงบนกระดาษ ตามด้วย Q-storming โดยสมาชิกเวียนกันบอก
ค�ำถามคนละหน่งึ คำ� ถาม เวียนจนครบวงแล้วเริม่ ใหม่ จนในทสี่ ุดหมด
คำ� ถาม ระหวา่ งนเี้ จา้ ของปญั หานงิ่ เงยี บจนจบ วงระดมคำ� ถามจงึ อาจให้
ข้อสังเกต ให้ข้อมูลเพิม่ หรือเงียบอยา่ งเดิม
เครื่องมือ ORID Framework คือการตั้งค�ำถามในรูปแบบที่
จำ� เพาะ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

148

๑ คำ� ถามทีม่ ีความหมายจ�ำเพาะ (Objective Question) เน้น
ถามหาส่งิ ทกี่ �ำลงั เกดิ ขนึ้
๒ ค�ำถามเชงิ สะท้อนคดิ (Reflective Question) เนน้ ถาม
หาความรูส้ ึกหรือปฏิกริ ิยาของตนเอง
๓ คำ� ถามเชิงตคี วาม (Interpretative Question) เนน้ หาความ
หมาย หาประเดน็ เรียนรู้
๔ ค�ำถามเชงิ ตดั สนิ ใจ (Decisional Question) เนน้ ทีส่ ิง่ ทต่ี น
จะปฏิบัติ หรือตอบสนอง
ส่ิงท่พี ึงระวงั คอื การต้ังคำ� ถามแบบซอ่ นค�ำแนะน�ำไวใ้ นคำ� ถาม
ขัน้ ตอนท่ี ๒
ตรวจสอบสมมติฐานที่ซ่อนอยู่ลึกๆ จนกระท่ังผู้เป็นเจ้าของ
ปญั หาไมไ่ ดต้ ระหนกั ถงึ ทงั้ ๆ ทเี่ ปน็ ตวั กำ� หนดพฤตกิ รรมของตน เรม่ิ จาก
การท่สี มาชิกกล่มุ ใชเ้ วลาเงยี บๆ เขยี นข้อสมมติทผี่ ูเ้ ป็นเจา้ ของปญั หา นา่
จะยึดถอื อยู่อยา่ งไม่ร้ตู ัว หรอื สมมติฐานท่ีตนเองมกั จะยึดถอื เมอ่ื เผชิญ
สถานการณท์ ำ� นองเดียวกนั
เคร่ืองมือ ที่จะช่วยให้ท�ำงานช่วงนี้ง่ายข้ึนคือ ‘บันไดแห่งการ
อนุมาน’ (Ladder of Inference – Argyris, Putnam, & McClain-Smith,
1985) ในบันไดขนั้ แรก สมาชกิ กลมุ่ ทำ� ความเขา้ ใจวา่ ตนเลอื กใชเ้ ฉพาะ
ขอ้ มลู บางส่วนอยา่ งไรบา้ ง ข้ันท่ี ๒ ตนได้เตมิ ความหมายของตนเองลง
ไปอยา่ งไรบ้าง บนั ไดข้ันที่ ๓ ตนได้ยกระดับข้อสมมติของตนขึ้นไปอีก
อยา่ งไรบ้าง เป็นการเขียนตอบค�ำถามตามบนั ไดแห่งการอนมุ าน โดยไม่
กังวลเรื่องถูกผดิ และสมเหตุสมผลหรือไม่
และในขน้ั ตอนนี้ ก็ใช้เครอื่ งมอื ORID และ Q-Circle (นา่ จะเรียก
ว่า A-Circle / Assumption Circle) ไปพรอ้ มๆ กนั ด้วย

เรยี นรสู้ ่กู ารเปลย่ี นแปลง

149

ข้นั ตอนที่ ๓
สรา้ งกรอบคำ� ถามใหม่ โดยที่ เมอื่ กระบวนการมาถึงขนั้ ตอนนี้
เจ้าของปัญหาจะเริ่มเห็นช่องโหว่ ในความคิดหรือสมมติฐานของตนบ้าง
แล้ว สมาชิกกลุม่ จะตอ้ งเข้าเงยี บเพื่อเขยี นอกี ตามเคย โดยสมาชิก
แต่ละคนจะต้องเขียนว่า ตนต้ังกรอบค�ำถามหรือประเด็นใหม่ว่าอย่างไร
แลว้ แลกเปลย่ี นกัน โดยอ่านขอ้ เขยี นของตนทลี ะคนเวียนเป็นวง ใน
ตอนจบเจา้ ของปัญหาเปน็ ผบู้ อกว่า ตนตีกรอบปัญหาใหม่ว่าอยา่ งไร
ขัน้ ตอนท่ี ๔
ขน้ั ตอนท่ี ๔ นี้ทุกคนมงุ่ ม่ันกลบั ไปปฏิบัติ โดยรวบรวมข้อมูลใน
บรบิ ทใหม ่ ตรวจสอบสมมตฐิ าน วธิ ปี ฏิบัตใิ นมุมมองใหม่
• ชว่ งที่ ๓ หลดุ พ้น (จากมมุ มองเดมิ ๆ)

คนใดคนหนง่ึ ในวง ซ่ึงอาจเป็นโคช้ เพื่อการเรียนร ู้ เจ้าของปัญหา
หรอื สมาชกิ กลมุ่ สรปุ ประเดน็ การคน้ พบเปา้ หมายใหม ่ และการเชอื่ มโยง
กับภาพใหญ่ของหน่วยงาน/องคก์ ร

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช


Click to View FlipBook Version