The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kmcdd2564, 2021-10-19 23:38:09

transformative learning

transformative learning

200

เทคนิค การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง โดยวิธีให้เขียนบันทึก
ตามกรอบ และการโค้ชชิ่งเพ่ือปลดปล่อยโลกทัศน์ ออกจากความคิด
เดิมๆ และต้ังเป้าไปสู่ชีวิตใหม่ ท่ีด�ำเนินการแก่สตรีด้อยโอกาสในย่าน
ฮาร์เล็มตะวันออก ของนครนิวยอร์กได้ผลเป็นอย่างดี

บทนม้ี าจากการตคี วามบทที่ ๑๙ Promoting Personal Empowerment with Women in East
Harlem Through Journaling and Coaching เขียนโดย Susan R. Meyer ประธานองค์กร Life-
Work Coach และบรษิ ทั Susan R. Meyer Coaching and Consulting
เรยี นรู้สกู่ ารเปลีย่ นแปลง

201

๑๙.

การพัฒนาสตรีในชมุ ชน
ฮารเ์ ลม็ ตะวันออก

บทนี้ เล่าเร่ืองราวของการใช้เทคนิคเขียนบันทึก
(Journaling) รว่ มกับโค้ชชงิ่ (Coaching) เพอื่ เปลีย่ นโลกทัศน์
ของคนด้อยโอกาส ในยา่ นฮาร์เลม็ ตะวนั ออกของนครนวิ ยอร์ก
เพอื่ ใหห้ ลุดพน้ จากชีวติ แบบเดิมๆ ซงึ่ พบว่า ได้ผลอยา่ งมาก
ผู้เขียนพัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมน้ีขึ้นมา โดยให้ชื่อว่า LIFTT
(Living For Today and Tomorrow) ใหแ้ กอ่ งคก์ ารชอ่ื STRIVE
(Support and Training Result in Valuable Employees)
ซึ่งชื่อบอกชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องการช่วยให้คนยากจน และ
มีปญั หาทางสังคมเหล่านี้ มงี านท�ำและเป็นพนักงานท่ดี ี

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

202

LIFTT เรม่ิ ตน้ ข้นึ เม่ือปี ค.ศ. ๒๐๐๔ มเี ปา้ หมายเพื่อชว่ ยเหลอื
สตรโี ดยเฉพาะ ใช้เวลาฝึกปฏิบัตกิ ารหนุน ด้วยโคช้ ช่ิง ๙ สัปดาห์ เพือ่
ให้เกิดพลังในตน (Personal Empowerment) และเห็นทางเลอื กในชีวติ
บทความนี้ มาจากประสบการณก์ ารจดั LIFTT รวม ๙ กลมุ่ ใน
ชว่ งเวลา๒๖เดอื น แตล่ ะกลมุ่ มคี นเขา้ รว่ ม๔-๒๒คน เฉลย่ี กลมุ่ ละ๑๐คน
มอี ายรุ ะหวา่ ง ๑๗ ถงึ กลางๆ ๕๐ สว่ นใหญอ่ ายกุ ลางๆ ๒๐ ไปถงึ ๓๐ ตน้ ๆ
สว่ นใหญม่ ลี กู ๑ คน บางคนมหี ลานยายแลว้ มหี ลากหลายเชื้อชาติ
แตส่ ว่ นใหญเ่ ปน็ อเมรกิ นั ผวิ ดำ� และฮสิ แปนกิ บางคนยงั ไมเ่ คยทำ� งานเลย
มนี อ้ ยมากทจ่ี บปรญิ ญาตรหี รอื สงู กวา่ บางคนมวี ฒุ ใิ นประเทศภมู ลิ ำ� เนา
เดมิ ของตน แต่ไมไ่ ด้รบั การรบั รองในสหรัฐอเมรกิ า
โดยรวมแล้ว คนท่ีเข้าร่วมส่วนใหญ่ มีความนับถือตนเองต่�ำ
มที กั ษะทางสงั คม เพียงพอต่อการดำ� รงชีวิตแบบท่ตี นเปน็ อยู่ แต่ไม่เพยี ง
พอตอ่ สภาพชวี ติ ทตี่ นใฝฝ่ นั และนอกจากจะไมเ่ หน็ โอกาสในชวี ติ ทด่ี กี วา่
แล้ว ยังไม่คิดว่าตนจะมีโอกาสน้ัน มองไม่เห็นโอกาสที่ตนจะมีชีวิตท ่ี
ดีกวา่ เดิม มองไม่เหน็ ศักยภาพหรอื จดุ เด่นของตน มคี วามคดิ วนเวยี น
อยกู่ บั เรอ่ื งเดมิ ๆ อยกู่ บั ปญั หาเฉพาะหนา้ นอ้ ยคนทจ่ี ะคดิ วางแผนชวี ติ
ในระยะยาว หนา้ ทีข่ อง LIFTT คือช่วยใหค้ นเหลา่ นตี้ ีความเรื่องราวใน
ชีวิตเสียใหม่ เพ่ือใหเ้ หน็ โอกาสใหมๆ่ ในชีวิตขา้ งหนา้
คนท่ีมาเข้าหลักสูตร จะได้รับเงินช่วยเหลือ ๑๕๐ เหรียญสหรัฐ
ได้รับค่าดูแลลูก และคา่ เดินทางระหว่างมาเขา้ หลักสตู ร ซึ่งจัดสปั ดาห์ละ
คร้ังในตอนเยน็ คร้ังละ ๓ ช่ัวโมง รวม ๙ สัปดาห ์ แบง่ เนอื้ หาคอื ๗ ครง้ั
แรกเนน้ สาระ คร้ังที่ ๘ เป็นเร่ืองการแต่งกายและบุคลกิ และครงั้ ท่ี ๙ เปน็
พิธีฉลองการจบหลกั สตู ร
การเรียนแต่ละคร้ังจะเริ่มด้วยอาหารเย็น พูดคุยเรื่องราว
ความส�ำเร็จ ความท้าทาย และการให้โค้ชชิง่ ทวั่ ไป ช่ัวโมงท่ีสองเปน็ การ
ทบทวนบนั ทกึ ในเร่ืองราวของสัปดาห์ก่อน การอภิปราย และแบบฝึกหัด

เรยี นรูส้ ู่การเปลย่ี นแปลง

203

ของหัวข้อต่อไป ตามด้วยชั่วโมงท่ีสาม ซึ่งเป็นโค้ชชิ่งเก่ียวกับหัวข้อ
ของวันน้ัน
ผู้เข้ารับการอบรมทุกคน จะได้รับแจกเอกสารเกี่ยวกับหลักสูตร
และสมุดร้อยห่วงลวด ส�ำหรับเขียนบันทึกและประวัติชีวิตของตน
สว่ นหวั ขอ้ ของการประชมุ ปฏบิ ตั กิ าร ไดแ้ ก่ การสรา้ งวสิ ยั ทศั นแ์ ละ
ประวตั ชิ วี ติ , ทำ� ความเขา้ ใจบทบาท และการจดั การบทบาทหลายบทบาท
ในเวลาเดียวกัน, ท�ำความเข้าใจเครือข่ายสนับสนุนและการสร้างทีม,
การสื่อสาร, การจัดการความเครียด, การก�ำหนดเป้าหมาย และการ
วางแผนชีวิต

เป้าหมายและกิจกรรมของโปรแกรม

LIFTT มีเป้าหมาย ในการช่วยให้สตรีมีเป้าหมายในชีวิต และ
วางแผนเพอื่ บรรลเุ ปา้ หมายนั้น โดยการเริ่มต้น ทีป่ ระวตั ิชวี ติ ของตนเอง
เสริมด้วยข้อเขียนบันทึก (ท่ีเรียกว่า Focused Journaling) การท�ำ
แบบฝกึ หัด และการวางแผนปฏบิ ัต ิ
Focused / Structured Journaling เป็นเครอื่ งมอื สร้างพลงั ไปสู่
พฤตกิ รรมใหม่ ทช่ี ว่ ยใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มโปรแกรมไดไ้ ตรต่ รองสะทอ้ นคดิ ทำ� ความ
เขา้ ใจพฤตกิ รรม และสมมตฐิ านหรอื ความเชอื่ ของตนเอง การเขยี นบนั ทกึ
เป็นส่วนหน่ึงของเครื่องมือโค้ชช่ิงกลุ่ม (Group Coaching Process)
โดยนิยามโค้ชชิ่งว่า เป็นกระบวนการชี้น�ำบุคคลให้เพิ่มสมรรถนะ ความ
ม่นั ใจ เกดิ เปา้ หมาย และขจดั ความคดิ และพฤตกิ รรมทบี่ นั่ ทอนการบรรลุ
เปา้ หมาย และนิยามผ้ทู ำ� หนา้ ทีโ่ คช้ วา่ เปน็ บุคคลที่อ�ำนวยความสะดวก
การเรียนรู้จากการปฏิบัติ ท่ีน�ำไปสู่การพัฒนาความสามารถส�ำหรับใช ้
ในอนาคต
โคช้ ชงิ่ กลมุ่ ในทนี่ ห้ี มายถงึ การอภปิ รายกลมุ่ ทมี่ โี คช้ ชว่ ยตงั้ คำ� ถาม
ยว่ั ยเุ พอื่ ใหด้ งึ เอาประสบการณ์ ของผเู้ ขา้ รว่ มเอามานยิ ามความหมายหรอื

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

204

คณุ คา่ ใหม ่ นำ� ไปสู่การเลอื กแนวทางปฏบิ ัตทิ ่ีแตกต่างจากเดิม มมี ติ ิ
ของ ‘เพอื่ นโค้ชเพ่อื น’ (Peer Coaching) โดยที่สมาชิกชว่ ยเสนอมมุ มอง
ขอ้ เสนอแนะ และขอ้ สนบั สนนุ การแลกเปลีย่ นน้นี �ำไปสู่พลังท้ังต่อผ้ใู ห้
และผู้รับ
‘คณุ อำ� นวย’ ของกจิ กรรมกลมุ่ ตอ้ งสรา้ งบรรยากาศปลอดภยั และ
สบายใจ ที่จะช่วยให้สมาชิกใคร่ครวญไตร่ตรองทบทวนตนเอง เพ่ือ
แสวงหามุมมองและโอกาสใหมๆ่ หลดุ พน้ จากกรอบความคิดเดมิ ๆ และ
จากข้อรัดรึงหรอื อทิ ธิพลภายนอกเดิมๆ โดยต้องตระหนักวา่ ผู้เข้าร่วม
กิจกรรมเหลา่ นี้ เคยมีประสบการณ์ชวี ติ ที่เจ็บปวด บางคนจึงเปดิ ใจยาก
ในพธิ จี บหลกั สตู ร สตรหี ลายคนเปดิ ใจบอกแกก่ ลมุ่ วา่ ตนไมเ่ คย
มเี พื่อนสนิททเ่ี ปน็ ผูห้ ญงิ ด้วยกนั เลยในชีวิต มาไดเ้ พอื่ นในกลุ่ม จากการ
เขา้ รับการอบรมครงั้ นี้ และเชอื่ ว่าหลักสตู รนี้จะเปลีย่ นชวี ติ ของตนเอง

โอกาสเปล่ยี นแปลงตนเอง

Mezirow and Associates (1990) เสนอเคร่ืองมือ ส�ำหรับ
จุดประกายหรือชว่ ยกระบวนการเปลี่ยนแปลง (Transformation) ไดแ้ ก่
• การเขยี นบนั ทกึ จากการใครค่ รวญสะท้อนคดิ
(Reflective Journal Writing)
• รวบรวมประวตั ชิ ีวติ (Composing Life Histories)
• วิเคราะหส์ ่ิงเปรยี บเทยี บ (Metaphor Analysis)
• แผนท่ีหลักการ (Conceptual Mapping)

ในหลักสูตร LIFTT การเขียนบันทึกตามโครงสร้างท่ีก�ำหนด
(Structured Journal) ร่วมกับโค้ชช่ิง ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ใคร่ครวญ

เรียนรู้สู่การเปลย่ี นแปลง

205

ประสบการณ์ และตรวจสอบกรอบความคิดของตน ทำ� ให้ชว่ ยเพ่มิ โอกาส
เกดิ การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง โดยโคช้ ชงิ่ ชว่ ยชที้ างหรอื มมุ มองใหมๆ่
ทไ่ี มต่ กรอ่ งเดมิ เขาใชค้ �ำว่า Reinventing the Past
เคร่ืองมือทั้งสอง จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ตรวจสอบอดีต
และท�ำความเข้าใจเสียใหม่ เพื่อเอาชนะแรงกดดันด้านลบจากบ้าน
โรงเรยี น และชมุ ชน เพอ่ื ฟน้ื ความมน่ั ใจวา่ ตนสามารถบรรลคุ วามสำ� เรจ็
ตามเป้าหมายทีต่ งั้ ขน้ึ ใหม่ได้

เขยี นบนั ทกึ เร่ืองของตนเอง

การเขียนเรื่องของตนเอง เป็นเครื่องมือส�ำคัญ ให้ได้ใคร่ครวญ
ไตรต่ รองตรวจสอบชวี ติ ของตนเอง จากมมุ มองทเี่ คยชนิ ประเดน็ ทหี่ นงั สอื
ไม่ได้เขียน แต่ผมตีความว่ามีความหมายมากคือ คนเหล่าน้ีมีวิถีชีวิตที่
ทำ� ลายความมนั่ ใจในตวั ตน หรอื ความเคารพตนเอง (Self-Esteem) เพราะ
ฉะน้ันการได้เขียนเร่ืองราวของตนเอง จึงเป็นเคร่ืองมือ เรียกความม่ันใจ
ในตวั ตนของตนเองกลบั คนื มา เปดิ ชอ่ งใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงตนเองได้
เขายกตวั อยา่ งถงึ ผเู้ ขา้ รว่ มหลกั สตู รทตี่ ดิ ยาเสพตดิ คนหนง่ึ วา่ เปน็
ผู้เข้าร่วม ท่ีตกเป็นเหย่ือของสถานการณ์ จนไม่สามารถจัดการชีวิตของ
ตนเองได ้ อกี คนหนงึ่ เพ่งิ ออกจากคกุ ดว้ ยข้อหาฆ่าคนตาย เขาบอกวา่
ชีวิตของคนเราตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ‘การสร้างความจริง’
(Construction of Reality) ซงึ่ หมายความวา่ ความเป็นจรงิ ในชวี ติ
ของคนเราเป็นส่งิ ท่แี ตล่ ะคนสร้างข้นึ ไมใ่ ช่ความจรงิ แท ้ ดังนนั้
ใครท่ีสร้าง ‘ความจริง’ ที่เป็นโทษแก่ตนเองก็ต้องรับผลกรรมนั้น
โครงการ LIFTT ชว่ ยใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มสรา้ ง ‘ความจรงิ ’ ขนึ้ ใหม่ เพอ่ื นำ� ไป
สชู่ วี ติ ใหม ่ ซงึ่ กค็ อื การเปลยี่ นแปลง (Transformation) และวธิ กี ารก็
คอื การทบทวนชวี ติ ดว้ ยการเขยี นกงึ่ สะทอ้ นคดิ เปลยี่ นมมุ มองใหม่ ตง้ั
เปา้ หมายใหม่ และลงมอื ปฏบิ ตั ิ เพอื่ เปา้ หมายใหมส่ กู่ ารเปลยี่ นแปลง
ตนเอง

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

206



เช่ือมโยงการบนั ทกึ กับการเรียนรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง

การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง เรม่ิ จากการตรวจสอบกระบวนทศั น์
ของตน หากกระบวนทัศน์น้ีขาดภาพลักษณ์ของตนเอง กระบวนการ
เขียนเรื่องราวในชีวิตของตน จะน�ำไปสู่การเปล่ียนแปลง คือการเกิด
ภาพลกั ษณข์ องตนเอง
ยิ่งผู้เขียนเรื่องราวชีวิตของตนรู้สึกว่า ชีวิตของตนมีช่องว่างจาก
สงั คมภาพรวมมากเพยี งใด การเขยี นเรอื่ งราวชวี ติ ของตน กจ็ ะยง่ิ มคี ณุ คา่
ต่อการสร้างตวั ตนมากเพยี งนนั้ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ การเชือ่ มโยงชวี ิต
ชว่ งท่ปี ระสบความสำ� เรจ็ เข้ากบั อนาคตทม่ี ุ่งหวงั เปน็ การเรียกเอาพลัง
ทขี่ าดหายไปกลับคืนมา โดยอาศัยการช่วยเหลือจากโคช้ ช่งิ
โค้ชชิ่ง ช่วยให้ผู้เข้าหลักสูตรตรวจสอบเร่ืองราวในชีวิตของตน
ดว้ ยแวน่ ตาหลายอันหรอื ด้วยหลายมุมมอง ตคี วามหลายแบบ และ
เลอื กแบบทเ่ี ปน็ คณุ ต่อชีวิตในอนาคตของตนมากทส่ี ุด

เรยี นรสู้ กู่ ารเปลีย่ นแปลง

207

“ชีวิตของคนเรา ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ
‘การสร้างความจริง’ (Construction of
Reality) ซง่ึ หมายความว่า ความเป็นจริง
ในชวี ติ ของคนเรา เปน็ สง่ิ ทแี่ ตล่ ะคนสรา้ งขนึ้
ไมใ่ ชค่ วามจรงิ แท้ ดงั นน้ั ใครทส่ี รา้ ง ‘ความจรงิ ’
ที่เป็นโทษแก่ตนเอง ก็ต้องรับผลกรรมนั้น
โครงการ LIFTT ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสร้าง
‘ความจรงิ ’ ขน้ึ ใหมเ่ พอื่ นำ� ไปสชู่ วี ติ ใหม่ ซงึ่
กค็ ือการเปลี่ยนแปลง (Transformation)
และวิธีการก็คือ การทบทวนชีวิตด้วยการ
เขียนกึง่ สะท้อนคดิ เปลี่ยนมุมมองใหม่ ต้ัง
เปา้ หมายใหม่ และลงมอื ปฏบิ ตั เิ พอื่ เปา้ หมาย
ใหม่สกู่ ารเปล่ียนแปลงตนเอง”

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

208

ความท้าทายตอ่ โค้ช

ความท้าทายต่อโค้ชคือ ความแตกต่างหลากหลายในมิติต่างๆ
ของผเู้ ขา้ รบั การอบรมกบั ตวั โคช้ (คอื ผเู้ ขยี นบทความ) และความแตกตา่ ง
ในตัวผเู้ ขา้ รับการอบรมแตล่ ะร่นุ
• ไม่ร่วมวง
ผู้เข้าหลักสูตรบางคน ไม่ต้งั ใจเข้ารว่ มในแต่ละขน้ั ของหลักสูตรและ
บางคนถึงขน้ั กอ่ กวนดว้ ยซ้�ำ ไม่ว่าจะเปน็ คยุ กนั สง่ เสียงดงั ไม่ฟัง เพอ่ื
กลบเกล่ือนความกลัว ที่จะต้องเปิดเผยความจริงในชีวิตของตนเอง
คนเหลา่ น้ี ไมพ่ รอ้ มทจ่ี ะมาเขา้ หลกั สตู ร และควรถกู กรองออกไปตง้ั แตแ่ รก
และเมื่อหลงเข้ามา ก็จะออกไปโดยไมไ่ ดร้ บั ประโยชน์ใดๆ

• แสดงความเหนอื กว่า
เนอื่ งจากผูเ้ ข้าหลักสตู ร มีอายตุ ่างกันมาก บางคนทอ่ี ายุมากกว่า
คราวแม่ก็มักจะพูดว่า “สมัยฉันอายุขนาดเธอ ฉันท�ำอย่างน้ีๆ” ท�ำให้
ผู้อายุนอ้ ยกวา่ ไมเ่ ปน็ ตวั ของตวั เอง การเขยี นและสะทอ้ นคดิ เรอ่ื งราว
ชวี ติ ของตนก็จะยากและจะทำ� ใหเ้ กดิ Peer Coaching ไดย้ าก
• เวลาเพอ่ื การโคช้
ในตอนต้น กำ� หนดใหม้ ีการโคช้ เฉพาะในช่ัวโมงแรก ซ่งึ ตรงกบั เวลา
รับประทานอาหารเย็นเท่าน้ัน แต่ในท่ีสุด ก็ยืดหยุ่นให้มีการโค้ชชิ่งได ้
ทั้งในช่ัวโมงแรกและในช่ัวโมงท้าย เพราะความต้องการของผู้เข้า
หลกั สูตรไม่ตรงกนั บางคนเตรียมเขยี นมาอยา่ งดี และกระตือรือรน้ ทจ่ี ะ
รับการโคช้ ตั้งแตเ่ ร่มิ ชวั่ โมงแรก บางคนเพิ่งละจากงานประจำ� เคร่อื งยงั
ไม่ติด บางคนย่งิ เครื่องตดิ ชา้ กว่าจะพรอ้ มตอ่ การโค้ช กเ็ ข้าชว่ งท้ายของ
เวลาสามชั่วโมง

เรียนร้สู กู่ ารเปลี่ยนแปลง

209

• รู้สึกสูญเสีย
ผเู้ ขา้ รว่ มหลกั สตู รบางคน เคยชนิ กบั ชวี ติ ทต่ี นไมต่ อ้ งขวนขวายและ
มคี นคอยดูแลปกปอ้ ง จงึ ไม่อยากเปลี่ยนแปลง บางคนชีวิตในปัจจุบนั
มีรายไดด้ ี หากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตก็จะขาดรายไดก้ อ้ นใหญ่ ซ่งึ อาจได้
จากกิจการผิดกฎหมาย
• ความทา้ ทายจากการเปลย่ี นแปลง
ความท้าทาย ที่เกิดจากการเปล่ียนแปลง ไม่ได้เกิดต่อผู้เข้าร่วม
หลักสูตรเท่านนั้ แตย่ ังมีผลต่อคนในครอบครัวด้วย ในกรณีนี้ โค้ชตอ้ ง
หาทาง ให้ผเู้ ขา้ หลักสูตรเข้าใจความสมั พันธ์ ช้ีใหเ้ หน็ วา่ ผ้เู ข้าหลกั สูตร
อยู่ในฐานะเหยอื่ ของความสัมพนั ธ์นั้นอย่างไร

• สร้างและด�ำรงบรรยากาศแหง่ ความไว้วางใจ
ในกลุ่มคน ท่ีมีเบ้ืองหลังชีวิตที่เจ็บปวด การสร้างบรรยากาศ
แห่งความไว้วางใจต่อกันและกันเป็นเรื่องยากย่ิง ย่ิงหากตัวโค้ชเป็น
คนทีม่ าจากตา่ งสังคม และต่างฐานะยงิ่ เปน็ เรื่องยาก สิ่งทโ่ี คช้ ต้องยึดไว ้
เป็นหลักคือ ความต้องการของผู้เข้าหลักสูตร ส�ำคัญกว่าเป้าหมายของ
หลกั สตู ร ผเู้ ขยี น (โคช้ ) ใชเ้ ทคนคิ บทบาทจำ� ลอง (Role Play) ในกจิ กรรม
ต่างๆ จนในที่สุดท้ังกลุ่มตระหนักว่า ความไว้เนื้อเช่ือใจระหว่างกัน
มคี วามส�ำคญั ต่อความสำ� เรจ็ ของผูเ้ ข้าหลกั สตู ร

ไตร่ตรองสะทอ้ นคิด

การเขยี นบนั ทกึ และการโคช้ นำ� ไปสกู่ ารไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ และ
การเปล่ียนแปลง แต่ต้องไมส่ บั สนกบั การบำ� บดั ทางจิตวทิ ยา ซ่งึ มีความ
แตกตา่ งกัน โดยเสน้ แบ่งทบี่ างมาก สิ่งทีโ่ คช้ ตอ้ งตระหนักกค็ อื

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

210

กระบวนการที่ท�ำอาจไปปลดล็อก ความจ�ำเก่าๆ ท่ีรุนแรง ของผู้เข้า
หลักสูตร หรือท�ำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกท่ีรุนแรง โค้ชต้องช่วยหนุน
ใหเ้ ขามคี วามเข้มแขง็ ทางใจท่จี ะยืนหยดั ต่อไป ทงั้ โดยตวั โค้ชเอง โดย
Peer Coaching และในบางกรณี อาจต้องขอความช่วยเหลือจาก
นกั จติ วทิ ยา
ความเป็นจริงก็คือ ไม่ทุกคนท่ีเข้าหลักสูตร สามารถบรรลุความ
เปล่ียนแปลงภายในตน และโค้ชต้องไม่เอาความคาดหวังของตนเอง
ไปใส่ให้แกผ่ ูเ้ ข้าร่วมหลักสตู ร โดยตอ้ งเข้าใจวา่ คนกลุ่มนีต้ ้องต่อสู้กบั
อุปสรรคนานาประการ ได้แก่ การแบ่งแยกชนชั้น, ความยากจน และ
กฎเกณฑท์ ่ยี ึดถอื กันในสังคมท้องถน่ิ และในโลก
ถึงกระน้ันก็ตาม กว่าร้อยละ ๗๕ ของผู้เข้าหลักสูตรสามารถ
ประสบความสำ� เรจ็ ในการบรรลเุ ปา้ หมายของตน ไดแ้ ก่ มงี านทด่ี กี วา่ เดมิ ,
กลับไปเรยี นตอ่ , พ้นจากการบังคับของศาล เป็นตน้

เรยี นรสู้ ูก่ ารเปลีย่ นแปลง

211

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

212

การท�ำกิจกรรม ‘พูนพลังชุมชน’ (Community Empower-
ment) ในแอฟริกา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และ
พฤติกรรม ทั้งในระดับส่วนรวม (Collective) และระดับบุคคล
(Individual) โดยที่กิจกรรมน้ี ไม่ยึดมั่นเป้าหมายตายตัว มีการเรียนรู้
และปรับตัวไปพร้อมๆ กัน กับการท�ำกิจกรรมเพ่ือ ‘พูนพลัง’
(Empower) คนกลุ่มด้อยโอกาสหรือผู้ถูกกดข่ี โดยไม่ท้าทายกลุ่ม
อ�ำนาจเดิม ผลที่เกิดตามมาน้ัน เป็นการผุดบังเกิด (Emergence)
ไม่ได้เป็นผลของการวางแผนด�ำเนินการตามเป้าหมายท่ีเป็นรูปธรรม
(Planned Change)

บทนม้ี าจากการตีความบทที่ ๒๐ Breaking Out of the Egg : Methods of Transformative
Learning in Rural West Africa เขยี นโดย Peter Easton รองศาสตราจารยด์ า้ น Adult and
International Education มหาวทิ ยาลัย Florida State, Karen Monkman รองศาสตราจารยด์ า้ น
Comparative Education มหาวทิ ยาลัย DePaul และ Rebecca Miles รองศาสตราจารยด์ ้าน
Urban and Regional Planning มหาวทิ ยาลยั Florida State
เรียนรสู้ ่กู ารเปล่ียนแปลง

213

๒๐.

กะเทาะเปลอื กไข่

บทนี้ว่าด้วยโครงการ Tostan (www.tostan.org) ที่
ด�ำเนินการในประเทศเซเนกัล ค�ำว่า Tostan นี้ในภาษา
พื้นเมอื งแปลวา่ ออกจากไข่ โครงการนี้ เน้นการท�ำงานเพอื่
ปลดปล่อยสตรีเพศจากประเพณีขลิบอวัยวะเพศ โดยใช้
กระบวนการศกึ ษาผใู้ หญเ่ พอื่ ใหก้ ารศกึ ษาและEmpowermentแก่
สตรใี นชนบททด่ี ำ� รงชวี ติ ในภาคเกษตรเพอื่ สรา้ งTransformative
Learning
ขอ้ เขยี นในบทนี้ สะทอ้ นความพยายามทำ� ความเขา้ ใจ
การเรียนร้แู ละการเปล่ียนแปลง จากมุมมองของหญงิ เหลา่ นน้ั
ทมี่ พี นื้ ฐานตา่ งๆ แตกตา่ งจากผเู้ ขยี นซงึ่ เปน็ คนในสงั คมตะวนั ตก
โดยสน้ิ เชงิ คอื เปน็ CrossCulturalStudiesตอ่ Transformative
Learning นั่นเอง

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

214

พนื้ ท่กี ิจกรรม

จุดเร่ิมต้นของโครงการนี้ เริ่มตั้งแต่ทศวรรษท่ี ๑๙๗๐ เมื่อ
นักสังคมศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ Molly Melching เดินทางไปประเทศ
เซเนกลั เพื่อทำ� วิจัยวทิ ยานิพนธข์ องมหาวิทยาลยั อลิ ลนิ อยส์ และทำ� งาน
ในฐานะ Peace Corps และตอ่ มาในฐานะนักการศึกษานอกระบบ ซงึ่ มี
ผลงานท่ียิ่งใหญ่คือการท�ำให้ Tostan กลายเป็นองค์กรใหญ่ในระดับ
นานาชาติ
โครงการ Tostan มพี น้ื ทด่ี ำ� เนนิ การอยใู่ นประเทศเซเนกลั แอฟรกิ า
ตะวนั ตก ประชาชนพดู ภาษาฝร่ังเศส รอ้ ยละ ๖๐ ของประชากรทนี่ ัน่
อาศัยอยใู่ นเขตชนบท ประกอบด้วยคนหลายเผา่ หลายภาษา ร้อยละ
๙๕ เป็นมสุ ลมิ มีพลเมอื ง ๑๒.๕ ลา้ นคน เกือบครึง่ เปน็ คนยากจน
ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ มผี ู้หญิงรหู้ นังสอื เพยี งรอ้ ยละ ๒๙ คดิ เปน็ ประมาณ
ครง่ึ หนงึ่ ของอตั รารหู้ นงั สอื ของผชู้ าย แตเ่ วลาน้ี ความแตกตา่ งดา้ นอตั รา
รู้หนังสือระหว่างเพศมีน้อยมาก คือมีอัตราจบการศึกษาระดับประถม
ร้อยละ ๔๒ ในเด็กหญงิ และร้อยละ ๔๙ ในเดก็ ชาย

การขลบิ อวยั วะเพศหญงิ

การขลิบอวัยวะเพศเดก็ หญิง (FGC – Female Genital Cutting)
ท�ำกันมานานในประเทศแถบด้านใต้ ของทะเลทรายซาฮารา ถือเป็น
พธิ กี รรมยง่ิ ใหญท่ างสงั คมและเปน็ การแสดงความรกั ของพอ่ แมต่ อ่ บตุ รสาว
ในประเทศเซเนกัลมีหญิงร้อยละ ๒๘ ถูกขลิบอวัยวะเพศ เว้นแต่ใน
บางเผา่ ไม่มีประเพณีนีป้ รากฏอยู่
พิธนี จ้ี ะท�ำในเดก็ หญิงอายุ ๔ - ๑๒ ปี หรอื บางแห่งท�ำในทารก
อายุ ๒ สัปดาห์ก็มี ผลรา้ ยท่ีตามมามีหลายอย่างดว้ ยกนั ทีร่ ้ายแรง
ท่ีสุดคือ เด็กอาจเสียชีวิตจากการตกเลือดหรือติดเชื้อ และผลร้าย
ระยะยาวคือ จะมีอาการปวดในขณะร่วมเพศ มีอาการคลอดบุตรยาก

เรียนรสู้ ่กู ารเปลี่ยนแปลง

215

หรือประจำ� เดือนออกยาก ทผ่ี า่ นมา แมอ้ งค์การอนามยั โลก จะพยายาม
รณรงค์ให้เลิกประเพณีนี้ แต่ก็ได้ผลน้อย เน่ืองจากชาวบ้านถือเป็น
ประเพณศี ักดิ์สิทธิ ์ แตโ่ ครงการ Tostan เปน็ หน่ึงในโครงการทส่ี รา้ งการ
เปลี่ยนแปลง จนยกเลกิ ประเพณีน้ีได้ เพราะมกี ารให้ความรู้แกช่ าวบ้าน
จนชาวบา้ นเร่ิมเห็นผลเสยี และยกเลกิ กนั ไปเอง

โครงการ Tostan

โครงการ Tostan ไม่เคยรณรงค์ต่อตา้ น FGC เลย แตเ่ ป้าหมาย
ของโครงการคอื การพนู พลงั สตรใี นชนบท โดยมวี ธิ กี ารทำ� งานในครงั้ แรก
คือการฝึกให้รู้หนังสือและคิดเลขเป็น กิจกรรมเหล่านี้ เริ่มส่งผลและ
ได้รบั ความนยิ มมากขึ้นในหลายปีตอ่ มา จากน้ัน Molly Melching และ
ทมี งาน จงึ ตดั สนิ ใจยา้ ยฐานปฏบิ ตั กิ าร ไปยงั หมบู่ า้ นเลก็ ๆ ชอ่ื Saam Njay
ทมี่ ีประชากร ๓๐๐ คน ประชากรที่นีเ่ ปน็ ชนเผ่า Wolof ซงึ่ เปน็ ชนเผา่
ทมี่ ปี ระชากรสงู สดุ ในประเทศ เปา้ หมายของการยา้ ยฐานกค็ อื เพอ่ื ทดลอง
พัฒนาวิธีท�ำงานด้านการศึกษานอกแบบ (Non-Formal Education) ที่
เป็นการศึกษาผู้ใหญ่ ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชนเผ่าพ้ืนเมือง เพื่อยก
ระดับการท�ำงานของ Tostan โดยยดึ หลัก ๕ ประการ คอื
• ผูเ้ รียนมสี ว่ นรว่ มก�ำหนดหลักสูตรที่ท�ำแบบ Participatory
Research
• จดั กระบวนการตามวัฒนธรรมพืน้ เมอื ง ใช้ส่ือการเรยี นรู้
งา่ ยๆ และใชก้ ารเลน่ ละคร หรอื บทบาทจำ� ลองหรอื ผกู เปน็
เรอ่ื งราว (Dramatization) เพอื่ สรา้ งความสนใจและใหผ้ เู้ รยี น
ไดแ้ สดงบทบาท


ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

216

• สร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับผู้น�ำท้องถิ่นและผู้น�ำทาง
ศาสนาแสดงความเคารพต่อศาสนา และความเชอ่ื ของ
คนในชุมชน แม้ความเช่ือน้ัน เป็นเป้าหมายของการ
เปล่ียนแปลงก็ตาม ดังกรณี FGC
• ใช้ Holistic Approach (ด�ำเนินการแบบบูรณาการ) คือ
ผสมผสานเร่ืองการอ่าน และการคิดเลขเข้ากับเร่ืองราว
จรงิ ในชวี ติ ทำ� แบบฝกึ หดั จรงิ ประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถานการณ์
จริง รวมท้ังตีความเป็นจนิ ตนาการ ไปสูส่ ถานการณ์ใหม่
ที่ตนอยากเหน็
• ให้ผู้เรยี นดำ� เนนิ การ และเปน็ เจ้าของโปรแกรม เพอื่ ให้
มกี ารปรับปรงุ และตดิ ตามผลด้วยตนเอง

วธิ ที ำ� งานดงั กลา่ ว ผสมกบั การพดู คยุ เสวนากบั ชาวบา้ น จะคอ่ ยๆ
น�ำไปส่กู ารกา้ วกระโดด คือไดว้ ิธี ทำ� งานแบบใหม่ นั่นคอื ในเบอ้ื งต้น
อาจจะเริ่มด้วยโมดูล เรื่องการแก้ปัญหาในชุมชนชนบท ตามมาด้วย
โมดูลท่ีผู้เรียนต้องการแก้ไขในชีวิตจริง เช่น การป้องกันโรค, การจัดการ
โครงการ ฯลฯ ทบี่ ูรณาการ เรอื่ งอา่ นออกคิดเลขเปน็ เข้าไปดว้ ย ในทสี่ ุด
ทีมผู้เรียนจะก�ำหนดประเด็น ที่ต้องการด�ำเนินการให้บรรลุผลส�ำเร็จ
และทำ� Feasibility Study โดยประเดน็ ทด่ี ำ� เนนิ การสว่ นใหญเ่ นน้ การสรา้ ง
รายไดแ้ ละการพฒั นาชมุ ชน ซง่ึ ผดู้ ำ� เนนิ การมกั จะเปน็ สตร ี โดยทที่ างศนู ย์
Tostan จะชว่ ยแนะนำ� แหล่งทนุ ดำ� เนนิ การให้
โครงการ ไดร้ ับความสนใจจากแหล่งทุนเพมิ่ ขึ้นเร่ือยๆ ทัง้ แหล่ง
ทุนภายในประเทศ และแหล่งทุนนานาชาติ เช่น UNICEF และ USAID
และกิจกรรมก็ขยายไปสู่ชุมชนและชนเผ่าอ่ืนมากขึ้น ท�ำให้ต้องมีการ

เรยี นรสู้ ูก่ ารเปลี่ยนแปลง

217

จดทะเบยี น Tostan เปน็ NGO อเมรกิ นั ในปี ๑๙๙๑ รวมทงั้ มเี จา้ หนา้ ทเี่ พมิ่
ขึ้นและมีความสามารถมากขึ้น เพ่ือรองรับการขยายงานไปหลากหลาย
ด้านขึ้นภายใต้ ‘โปรแกรมพูนพลังชุมชน’ (CEP – Community
Empowerment Program)
โปรแกรมพูนพลังชุมชน เน้นวิธีการท�ำงานแบบ Holistic
Approach เพอ่ื ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นบรรลเุ ปา้ หมายทกี่ ำ� หนด โดยการดำ� เนนิ การ
ในระดับชุมชนนั้นเอง จนกระทั่ง เกิดผลมหัศจรรย์ไม่คาดฝันข้ึนใน
หน่วยงานใหม่ ซึ่งเน้นการท�ำงานในด้านสิทธิมนุษยชน ท่ีเชื่อมโยง
ประชาธิปไตยกบั สขุ ภาวะของสตร ี

ปณิธานของหมู่บ้าน M-B

หมู่บ้านน้ีมีชื่อที่ยาวมาก ผมจึงขออนุญาตใช้เพียงชื่อย่อ ที่น ่ี
มีประชากรราว ๓,๐๐๐ คน เหตกุ ารณเ์ กิดขน้ึ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๙๕ –
๑๙๙๗ หลังจากที่เรียนจบโมดูลต่างๆ แล้ว ผู้เรียนจึงตกลง ที่จะท�ำ
โครงการต่อไป คือการด�ำเนินการขจัด FGC ให้หมดสิ้นไปจากชุมชน
ซ่ึงเป็นผล จากการที่ในระหว่างการเรียนโมดลู อื่นๆ นักเรียนสตรีเหลา่ น้ี
ได้น�ำประสบการณ์ส่วนตัวท่ีเป็นผลร้ายของ FGC มาแลกเปล่ียนกัน
และในช่วงน้ัน เป็นช่วงท่ีกระแสสังคมเร่ืองสิทธิมนุษยชน และสิทธิสตรี
ก�ำลงั มาแรง
ทีมชาวบ้านในโครงการ ได้ติดต่อประสานงานกับทางการ และ
สมาชิกของหมู่บ้านเพ่ือแถลงเจตจ�ำนง และประกาศออกมาเมื่อวันท่ี
๓๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๗ ตอ่ หนา้ ผูส้ ่อื ขา่ ว ๒๐ คน แตไ่ ม่เปน็ ข่าว
ใหญน่ กั แตส่ ว่ นทช่ี ว่ ยใหเ้ กดิ ความสำ� เรจ็ คอื การแพรข่ า่ วแบบปากตอ่ ปาก
ของชาวบ้านดว้ ยกนั เอง ซง่ึ กอ่ ให้เกิดกระแส ทง้ั สนับสนุนและคดั ค้าน
แตโ่ ชคดีทีห่ มูบ่ า้ น N-B และ KS ซง่ึ เปน็ สองหมู่บ้านข้างเคยี งและทมี งาน
ตัดสินใจท�ำเร่ืองเดียวกัน โดยที่หมู่บ้าน KS น�ำโครงการโดยหมอ
ชาวบ้านผู้เช่ียวชาญด้าน FGC เอง จึงน�ำไปสู่การก้าวกระโดดคร้ังใหญ ่
ในประเดน็ น้ี

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

218

กา้ วกระโดด

กา้ วกระโดดครงั้ สำ� คญั อกี ครงั้ หนงึ่ เกดิ ขนึ้ เมอื่ อหิ มา่ มของหมบู่ า้ น
KS ผู้เป็นท่ีเคารพนับถือของคนทั่วไป ทราบข่าวและให้ความสนใจ
จึงเดินทางไปพูดคุยกับทีมงาน Tostan และกลุ่มสตรีของหมู่บ้าน M-B
และเมอ่ื เขา้ ใจกไ็ มแ่ สดงทา่ ทตี อ่ ตา้ น แตเ่ ขาไดก้ ลบั ไปคยุ กบั ญาตผิ หู้ ญงิ
ของตนเองว่า FGC มีผลต่อสขุ ภาพอยา่ งไร เมอ่ื รู้ว่าผหู้ ญงิ เหล่านี้ ตอ้ ง
ทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง อิหม่ามคนดังกล่าวก็กลายเป็นผู้สนับสนุน
ขบวนการต่อต้าน FGC อยา่ งแขง็ ขัน และแนะน�ำวา่ ต้องรณรงค์ใหท้ วั่
ถงึ ในหลายหมบู่ า้ น ทค่ี นแตง่ งานขา้ มกนั ไปขา้ มกนั มา เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ ห้
มีการรังเกียจหญิงสาวที่ไมผ่ า่ น FGC รวมทั้งแนะน�ำใหใ้ ชถ้ ้อยค�ำทเี่ ปน็
ที่ยอมรบั กันทางสงั คมในการรณรงค์

รณรงค์ด้วยความเคารพ

กลมุ่ สตรรี ว่ มกันวางยทุ ธศาสตรก์ ารรณรงค์ ดังน้ี
• เดินทางไปทกุ หม่บู ้านในพื้นท่ี ทีม่ ีคนแต่งงานข้ามกนั
เรม่ิ คุยกันเรื่องความเป็นญาติ
• อยา่ ให้คำ� แนะนำ� วา่ ต้องท�ำอะไร แต่ให้บอกวา่ คนในหมูบ่ ้าน
M-B, N-B และ KS ทำ� อะไร เพราะอะไร แลว้ ปล่อยใหค้ นใน
หม่บู ้านน้ันบอกเลา่ เรอ่ื งราวของตนเองและตดั สนิ ใจเอง
• หลกี เล่ยี งถ้อยค�ำทีใ่ ห้ภาพพจน์ หลกี เลยี่ งการเอาภาพไปโชว์
และพูดถงึ FGC แบบอ้อมๆ
• หลีกเล่ียงการต�ำหนิ ผู้ท�ำหนา้ ที่ FGC เพราะเขาท�ำหน้าที่
ดว้ ยเจตนาดี

เรยี นร้สู ู่การเปลี่ยนแปลง

219

เม่อื ตกลงกนั ไดเ้ ชน่ น ้ี อิหม่าม, หมอชาวบ้านสตรนี ักทำ� FGC ท่ี
หมบู่ า้ น KS และหลานของอิหมา่ ม รว่ มกนั เดินทางไปยงั ๑๐ หมูบ่ า้ นท่ี
เหลอื ทคี่ นแตง่ งานกนั เพอื่ รณรงคต์ ามยทุ ธศาสตรท์ ก่ี ำ� หนด เกดิ การพดู คยุ
เล่าเรื่องราวผลร้ายของ FGC กันอย่างกว้างขวาง โดยเหล่าผู้ชายก็
เขา้ รว่ มดว้ ยและบอกวา่ “ไมเ่ คยรมู้ ากอ่ น” ตามมาดว้ ยการชมุ นมุ ตวั แทน
ของ ๑๓ หมู่บ้านเพ่ือประกาศว่าจะ “ไม่ท�ำอีกแล้ว” ต่อหน้าชุมชนและ
นกั ข่าว

ผลทเี่ กดิ ขนึ้

เหตกุ ารณน์ ี้ เปน็ ข่าวใหญ่ ท่สี ร้างการเปลี่ยนแปลงไปทั่วประเทศ
เซเนกัล สร้างชื่อเสียงให้ Tostan และสมาชิกกลมุ่ สตรีของหมูบ่ ้าน M-B
ในระดับนานาชาติ Tostan จึงด�ำเนินการต่อ ด้วยการส่งนักรณรงค์
เดินทางไปยังหมู่บ้านต่างๆ ทั่วประเทศ จนในท่ีสดุ ประธานาธิบดีและ
รฐั สภากร็ ว่ มกนั ออกกฎหมายหา้ ม FGC โดยสน้ิ เชิง ก่อความตกใจให้
แกอ่ หิ มา่ มท่หี มบู่ า้ น KS และทมี งาน Tostan วา่ จะมผี ลลบตอ่ การรณรงค ์
คอื ม ี ผตู้ อ่ ตา้ นกฎหมาย เพราะในวฒั นธรรมเซเนกลั การออกกฎหมาย
ไมใ่ ชท่ างออกตอ่ การเปลยี่ นแปลงประเพณ ี ผคู้ นไมช่ อบใหค้ นอนื่ คดิ แทน
ซงึ่ กเ็ กดิ ผลรา้ ยอยา่ งทคี่ าดจรงิ ๆ คอื หลงั กฎหมายออก ปรากฏวา่ มกี ารทำ�
FGC เพ่ิมขึ้น
อยา่ งไรก็ตาม ทีมงาน Tostan ยังรณรงคต์ ามยทุ ธศาสตร์ของ
ตนเองตอ่ ไป จนถึงปี ค.ศ. ๒๐๐๗ หมบู่ า้ น ๒,๒๓๖ แห่งจาก ๕,๐๐๐
หมูบ่ า้ น เขา้ ร่วมการประกาศปลอด FGC ด้วยตนเอง
หลังจากน้ัน สอื่ ตะวนั ตกจึงไดป้ ระโคมข่าวการรณรงค ์ แกนน�ำ
การรณรงค์ได้รับเชิญไปพูดในท่ีประชุมขององค์การนานาชาติ และใน
โอกาสสำ� คญั ๆ ในประเทศตะวนั ตก โครงการ Tostan ไดข้ ยายการรณรงค์
ไปยงั ประเทศใกลเ้ คยี งดว้ ย รวมทง้ั สง่ เสรมิ การแลกเปลยี่ นเรยี นรรู้ ะหวา่ ง
ประเทศ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

220

การเปลย่ี นแปลงทเี่ กิดขึน้

ในปี ค.ศ. ๒๐๐๗ Tostan และภาคจี ดั งานฉลอง ๑๐ ปี คำ� ประกาศ
ของหมู่บ้าน M-B และฉลอง ๒๐ ปี ของการด�ำเนนิ การ Tostan และมีการ
ทบทวนวธิ ดี ำ� เนนิ การพบวา่ ยงั คงยดึ หลกั ๕ ประการตามทกี่ ลา่ วในตอนตน้
โดยส่วนที่มีการปรบั ปรุง คอื สว่ น Holistic Empowerment ไดแ้ ก่
๑ ผสมผสานยุทธศาสตร์ แกป้ ัญหาในเรอ่ื งท่เี กย่ี วข้องกับสขุ ภาวะ
เข้ากบั การรูห้ นงั สอื และการรับรูข้ ้อมูลขา่ วสาร
๒ ใชว้ ธิ เี รยี นทฝ่ี งั ลกึ อยใู่ นวฒั นธรรมทอ้ งถนิ่ เนน้ การผกู เปน็ เรอื่ งราว
(Dramatization) การพูดคุยแลกเปลยี่ นและการฝึกทักษะ
๓ ให้ผู้เขา้ ร่วมได้ริเรมิ่ สร้างสรรคเ์ อง
๔ ในตอนทา้ ย เกดิ กจิ กรรมสรา้ งรายได้ หรอื พฒั นาชมุ ชนทท่ี ำ� ดว้ ย
ตนเอง
สิ่งท่ีควรเน้นไว้คือ ไม่มีโปรแกรม FGC โดยตรงเลย
การรณรงคย์ กเลกิ FGC เป็นผล ไม่ใชเ่ ปา้ หมายของ Tostan
การทบทวนสะท้อนคิดหาปัจจัย ที่ก่อความส�ำเร็จระดับก้าว
กระโดดพบว่า คือการเปลี่ยนจุดเน้น สู่สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
แนวคดิ สทิ ธมิ นษุ ยชนพนู พลงั สตรใี หก้ ลา้ พดู และดำ� เนนิ การยกเลกิ FGC
จากจุดเน้นเดิมของ Tostan คือ สรา้ งภาวะผนู้ ำ� ในทอ้ งถ่ิน
เพอื่ ดำ� เนนิ กจิ กรรมตอ่ เนอ่ื ง จากการอบรมทส่ี รา้ งสำ� นกึ ประชาธปิ ไตย
ท้องถิ่น ในระดับชุมชนและครอบครัว น�ำไปสู่ส�ำนึกว่า ทุกคน
มีสิทธิตีความวัฒนธรรมดั้งเดิม และปรับให้เหมาะสมต่อชีวิตใน
ปัจจบุ นั รวมทง้ั สามารถปรับปรงุ วธิ ีการตัดสนิ ใจในระดบั ชมุ ชน
ได้ด้วย โดยนัยน้ี ชมุ ชนไดเ้ ปลย่ี นวฒั นธรรมการแตง่ งานเดก็ ดว้ ย

เรยี นรู้สู่การเปลี่ยนแปลง

221

“จากจดุ เนน้ เดิมของ Tostan คือสรา้ ง
ภาวะผู้น�ำในท้องถ่ินเพื่อด�ำเนินกิจกรรมต่อ
เนอื่ งจากการอบรม ทสี่ รา้ งสำ� นกึ ประชาธปิ ไตย
ทอ้ งถนิ่ ในระดบั ชมุ ชน และครอบครวั นำ� ไป
สสู่ �ำนึกว่า ทุกคนมสี ทิ ธิตคี วามวฒั นธรรม
ด้ังเดิมและปรับให้เหมาะสมต่อชีวิตใน
ปจั จุบัน รวมทั้งสามารถปรบั ปรงุ วธิ กี าร
ตัดสินใจในระดับชุมชนได้ด้วย”


Tostan ทำ� งาน เพื่อสรา้ งการเปล่ยี นแปลงในระดบั ลึก ทเ่ี รียกวา่
Transformation และเมอ่ื ทำ� งานไประยะหนงึ่ กเ็ รยี นรวู้ า่ Transformation
ในวัฒนธรรมแอฟริกัน ไม่เหมือนในวัฒนธรรมอเมริกัน ในขณะที่การ
เปลยี่ นแปลงในวฒั นธรรมอเมรกิ นั เกดิ ในระดบั ปจั เจก แตใ่ นวฒั นธรรม
แอฟริกัน ต้องมีมิติระดับชุมชนด้วย จึงจะเกิดการเปล่ียนแปลงได้จริง
เขา้ ใจวา่ ขอ้ คน้ พบนี้ สำ� คญั ในระดบั เปลยี่ นทฤษฎที างสงั คมศาสตรท์ เี ดยี ว
และเชอ่ื มโยงกบั ทฤษฎี Tipping Point ของ Malcolm Gladwell ด้วย
สถานะของ Tostan เปลี่ยนแปลงไปอยา่ งมากมาย กลายเปน็
องค์การพัฒนาระดับนานาชาติ และได้ตกผลึกวิธีการเชิงยุทธศาสตร์
ของตนเหลือเพยี ง ๒ ข้อ คือ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

222

๑ มิตดิ ้านพูนพลังสงั คม
๒ มติ ิดา้ น ‘หว่านเมลด็ พืช’ ไดแ้ ก่ รหู้ นังสอื คดิ เลขเป็น
จดั การเป็น และทำ� โครงการเปน็

ไตรต่ รองสะท้อนคดิ

ความสำ� เรจ็ ของ Tostan มาจากหลกั การคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไปหรอื ทำ�
ไปเรียนรู้ไป ไม่ใช่ท�ำตามสูตรส�ำเร็จท่ีวางแผนไว้ล่วงหน้า และ
Transformation ก็เกิดข้ึนจากกระบวนการน้ ี
กจิ กรรมหลกั ของ Tostan คอื ‘การศกึ ษานอกระบบ’ (Non-Formal
Education) การไตร่ตรองสะท้อนคิดพบว่า ความส�ำเร็จของ Tostan
มาจากปัจจยั ตอ่ ไปนี้
๑ ดำ� เนินการแบบมสี ว่ นร่วมและเคารพวฒั นธรรมท้องถ่ิน
๒ กลา้ แหกคอก ใช้วธิ ีพัฒนาการรูห้ นังสือและการพัฒนาอย่างอนื่
ที่แหวกแนว ไปจากวิธีการเดิมๆ
๓ มที กั ษะในการใช้ ทงั้ มติ เิ ชงิ ปจั เจก และมติ เิ ชงิ ชมุ ชนในการสรา้ ง
การเปล่ียนแปลง โดยใช้ในเคร่ืองมือด้านการจัดระบบงาน
(Organization) และการสร้างรายได้ (Income Generation)
๔ ความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาวิธีประยุกต์หลักการ
สทิ ธมิ นษุ ยชน และประชาธปิ ไตย เขา้ กบั สถานการณส์ ว่ นบคุ คล
และสว่ นทอ้ งถน่ิ เพื่อประโยชนข์ องคนกลุม่ ดอ้ ยโอกาส

ผู้เขียนตีความว่า ปัจจัยท้ัง ๔ ข้อนี้ ช่วยสร้างสถานการณ์ให้สตรีที่
เขา้ รว่ มเกดิ การเรยี นรู้ และคน้ พบลทู่ างในการเปลยี่ นแปลงตนเอง ทง้ั โดย
ปจั เจกและโดยการรวมกล่มุ

เรียนรสู้ กู่ ารเปล่ยี นแปลง

223

การไตร่ตรองสะทอ้ นคิด เพือ่ เขยี นบทความน้ี ท�ำให้ผ้เู ขียนไดน้ ยิ าม
ของ Transformation ในมมุ มองใหมว่ า่ ไมใ่ ชก่ ารเปลย่ี นแปลงไปสสู่ ง่ิ ใหม่
แต่เป็นการเปล่ียนแปลงกลับสู่ความเป็นตัวตนท่ีมีอยู่แล้ว แต่ถูกบดบัง
ด้วยสภาพแวดล้อมหรือวัฒนธรรมประเพณี คือเปลี่ยนแปลงกลับสู ่
มิตขิ องความเป็นมนุษย์ท่ีมีศักยภาพซ่อนอยู่ การเปล่ียนแปลงคือการ
ปลดปล่อยศักยภาพน้ันออกมา

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

224

การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ให้แก่
เกษตรกรในแอฟริกาตะวันออก เพ่ือปลดปล่อยออกจากวิถี
เกษตรกรรมแบบเดิมๆ โดยใช้เคร่ืองมือที่เรียกว่า โรงเรียนเกษตรกร
(Field Farmer School – FFS) ได้ผลในระดับหน่ึง คือสามารถ
เปลี่ยนแปลงเกษตรกรคนจนในชนบท ท่ีเฉื่อยชาให้กลายเป็นพลเมือง
ที่เอาการเอางาน (Active Citizen) ได้ แต่การขยายผลให้กว้างขวาง
มีข้อจ�ำกัดด้านสังคมการเมืองเร่ืองอ�ำนาจ

บทนมี้ าจากการตคี วาม บทที่ ๒๑ Farmer Field Schools : A Platform for Transformative
Learning in Rural Africa เขียนโดย Deborah Duverkog อดตี เป็นทป่ี รกึ ษาของ FAO ใน
โครงการ FFS เปน็ เวลา ๑๐ ปี ปจั จบุ นั เปน็ นกั ศกึ ษาปรญิ ญาเอก Swedish University of Agricultural
Sciences และ Esbern Friis-Hansen นักวิจยั แห่ง Danish Institute for International Studies
เรยี นรู้ส่กู ารเปล่ียนแปลง

225

๒๑.

โรงเรียนเกษตรกร

เรอ่ื งราวของตอนทแี่ ลว้ เกดิ ขน้ึ ในแถบแอฟรกิ าตะวนั ตก
แต่เรื่องราวของบทนี้ เกิดข้ึนในแอฟริกาตะวันออก โดยม ี
เปา้ หมายเพอื่ เปลยี่ นความคดิ ของเกษตรกรรายยอ่ ยใหห้ ลดุ พน้
จากความครอบงำ� เดมิ ๆ ทท่ี ำ� ใหต้ กอยใู่ นบว่ งแหง่ ความยากจน
โดยใช้ FFS – Farmer Field School เป็นเร่อื งราวของการ
ออกจาก ‘การเรยี นรแู้ บบครอบงำ� ’ ทเี่ กษตรกรพงึ่ พงิ และปฏบิ ตั ิ
ตามความรู้จากภายนอกสู่ ‘การเรียนรู้เพื่อการปลดปล่อย’
ที่เกษตรกรเรยี นรู้ จากประสบการณต์ รงของตนเอง ซง่ึ เม่อื อา่ น
แล้วทำ� ใหน้ กึ ถงึ โรงเรยี นชาวนา มลู นธิ ขิ า้ วขวัญ สุพรรณบรุ ี

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

226

แนวทางของ FFS

แนวทาง FFS (Farmer Filed School) ได้มาจากองคก์ ารอาหาร
และการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO (Food and Agriculture
Organization of the United Nations) ทไ่ี ดพ้ ฒั นาขน้ึ ทอ่ี นิ โดนเี ซยี ในชว่ ง
ทศวรรษ ๑๙๘๐ เพอ่ื ทดแทนวิธกี ารเผยแพร่ความรแู้ บบเกา่ ที่ใชไ้ มไ่ ดผ้ ล
และ FAO นำ� ไปใชใ้ นแอฟรกิ าตะวนั ตก ตงั้ แตป่ ี ๑๙๙๖ เปน็ ตน้ มา และใช้
อย่ใู นมากกว่า ๑๕ ประเทศ
เมื่ออ่านวิธีการแล้ว ผมสรุปกับตนเองว่า นี่คือวิธีการ KM
(Knowledge Management - การจัดการความรู้) น่นั เอง โดยผเู้ ขยี น
บอกว่า ยึดหลักการศึกษาผู้ใหญ่ เรียนจากการปฏิบัติ แล้วน�ำมาแลก
เปลยี่ นเรียนร้ใู นกลมุ่ นำ� มาซง่ึ การพัฒนาทกั ษะการตัดสนิ ใจตอ่ ปัญหา
การเกษตรที่ซับซ้อน และผมขอเตมิ วา่ เป็นปัญหาจำ� เพาะบรบิ ทน้ันๆ
‘นกั เรียน’ ของ FFS ต้องมาพบกนั ทกุ สปั ดาห์ หรอื ทุกสองสปั ดาห์
เพ่ือมาเรียนรู้เร่ืองใดเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฟาร์มของตน
ร่วมกัน โดยมีการเก็บข้อมูลจากฟาร์มของตน น�ำมาร่วมกันตีความ
หาความหมาย เพื่อน�ำไปด�ำเนินการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงการท�ำการ
เกษตรของตน โดยมี ‘คุณอ�ำนวย’ (Facilitator) ท�ำหน้าท่ีเอ้ืออ�ำนวย
กระบวนการเรยี นรู้ เป็นครทู ี่ไมส่ อนและไม่เฉลยความรู้
‘คณุ อำ� นวย’ อาจเปน็ นกั สง่ เสรมิ การเกษตร หรอื เปน็ ชาวบา้ นกไ็ ด้
แตต่ อ้ งผา่ นการฝกึ ทกั ษะ ‘คณุ อำ� นวย’ ใหม้ ที กั ษะในการตง้ั คำ� ถาม เพอื่ ให้
สมาชกิ ทม่ี าเขา้ เรยี น เหน็ ทางออกในทางปฏบิ ตั หิ รอื ลทู่ างทดลองแกป้ ญั หา
ด้วยตัวเอง
ห้องเรียน FFS จดั นักเรยี นเป็นทีมละ ๔ - ๕ คน กอ่ นวันนดั
แตล่ ะทมี ตอ้ งลงแปลงนาไปเกบ็ ขอ้ มลู ตามทต่ี กลงกนั และเตรยี มตวั แทน
มาน�ำเสนอข้อมูล และการตีความต่อที่ประชุมใหญ่ หัวข้อการเรียน
ตอนแรกๆ เป็นประเด็นแคบๆ ด้านเทคนิคในการท�ำการเกษตร แล้วจึง

เรียนรสู้ ูก่ ารเปล่ยี นแปลง

227

คอ่ ยๆ ขยายกวา้ งขนึ้ สรู่ ะบบเกษตรและชวี ติ ความเปน็ อยู่ และการจดั การ
สขุ ภาวะชมุ ชน

ผลลัพธ์สร้างการเปลยี่ นแปลง

มผี ลการวจิ ยั ผลของการใช้FFSสรา้ งการเปลยี่ นแปลงในแอฟรกิ า
ตะวนั ออก ที่เผยแพร่แล้ว เช่น หนังสอื ช่ือ Innovation Africa: Enriching
Farmers’ Livelihoods ซึง่ กลา่ วถึงการเปลย่ี นแปลงท่เี กิดข้ึน เชน่

• เปลีย่ นนิสยั
การเรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง มเี ปา้ หมายในการดงึ ผเู้ รยี นออกมา
จากความเคยชินเดิมๆ ผลลัพธ์ที่สังเกต และวัดได้คือเกษตรกรรู้จัก
ปลูกพืชหลายชนดิ ขน้ึ แทนทจี่ ะปลกู ขา้ วโพดเพยี งอยา่ งเดยี ว ตามทเ่ี คย
ทำ� กนั ตอ่ ๆมา รจู้ กั ใชเ้ ทคโนโลยสี งู ขน้ึ ประยกุ ตว์ ธิ จี ดั การดนิ และจดั การ
แมลง รจู้ กั คดิ กำ� ไรขาดทนุ รจู้ กั นำ� ผลติ ผลไปขายใหไ้ ดร้ าคาสงู ขนึ้ และ
มีการรวมตัวกันเป็นสหกรณ์การเกษตร เพ่ือสร้างการต่อรองในการขาย
ผลผลิต เปน็ ต้น

• เปลีย่ นโลกทัศน์
Mezirow บอกว่า การเปลี่ยนโลกทัศน์ (Perspective
Transformation) หมายถึง ความตระหนักในสมมติฐานของตนเอง
ต่อการมองโลก ซง่ึ ผมตีความวา่ การตระหนักในเรื่องต่างๆ นนั้ มองได้
หลายมุมและสวมแว่นได้หลายสี และการตรวจสอบสมมติฐานของ
ตนเองต่อสิ่งต่างๆ และต่อวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ จะเกิดขึ้นได้น้ัน
คนเราต้อง สวมวิญญาณ Critical Thinking / Critical Reflection และ
ฟังคนอ่ืนเป็น
ท่ีส�ำคัญคือมีมุมมองต่อสิ่งต่างๆ เป็นของตนเอง

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

228

• เปลีย่ นเชงิ สังคมและการรวมตวั
เปาโล แฟร์ กลา่ ววา่ การศึกษาเพ่อื การปลดปลอ่ ย ตอ้ งชว่ ยให้
เขา้ ใจปจั จยั ดา้ นสงั คมการเมอื งและเศรษฐกจิ ทข่ี ดั แยง้ กนั ในโลกสว่ นใหญ่
การศึกษา น�ำไปสู่การครอบง�ำและเอาเปรียบกัน การเรียนรู้สู่การ
เปล่ยี นแปลง มีเปา้ หมายเพ่อื การปลดปล่อยคน ที่อยใู่ นฐานะเสยี เปรียบ
ในสังคมให้เข้าสโู่ ลกทัศน์ใหม่ มีวธิ คี ดิ ใหม่ท่ปี ลดปลอ่ ยออกจากการถูก
ครอบง�ำ
นักเรียนโรงเรียนเกษตรกร ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นผล
จากกระบวนการคิดทบทวน ใครค่ รวญ ไตร่ตรอง อยา่ งลึกซ้งึ หลงั
ปฏิบัติการเร่ืองใดเร่ืองหน่ึงร่วมกัน เก็บเอาข้อมูล มาแลกเปลี่ยน
เรยี นรแู้ ละไตรต่ รองรว่ มกนั นำ� ไปสกู่ ารวางแผนปฏบิ ตั ิ และตา่ งกน็ ำ� ไป
ปฏบิ ตั แิ ลว้ เกบ็ ขอ้ มลู นำ� มาแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ เปน็ วฏั จกั รทไ่ี มร่ จู้ บ

“นักเรียนโรงเรียนเกษตรกร ท่ีเกิดการ
เปลี่ยนแปลง เป็นผลจากกระบวนการคิด
ทบทวนใครค่ รวญ ไตรต่ รองอย่างลกึ ซงึ้
หลงั ปฏบิ ตั กิ ารเรอ่ื งใดเรอื่ งหนง่ึ รว่ มกนั เกบ็
เอาขอ้ มลู มาแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ และไตรต่ รอง
รว่ มกนั นำ� ไปสูก่ ารวางแผนปฏิบัติ และ
ต่างก็น�ำไปปฏบิ ตั ิ แล้วเก็บข้อมลู นำ� มาแลก
เปลยี่ นเรียนรู้ เป็นวัฏจักรทไ่ี มร่ ู้จบ”



เรยี นรสู้ ู่การเปลยี่ นแปลง

229

สมาชกิ ของ FFS แต่ละกลุ่ม เหน็ คณุ คา่ ของการรวมตวั กันเรยี นรู้
และประกอบสมั มาชพี มกี ารรวมตวั กนั ตง้ั สมาคม เชน่ สมาคมผลติ มนั ฝรง่ั
เพ่ือขายมันฝร่ังตรงไปยงั ผบู้ รโิ ภค มกี ารตง้ั สหกรณ์ร้านค้าผลิตภณั ฑ์ เพ่ือ
ลดการถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เรื่องราวน้ี ท�ำใหผ้ มนกึ ถึงกลมุ่
เกษตรกรการทำ� สวนยางตำ� บลไมเ้ รยี ง ซงึ่ นำ� โดยลงุ ยงค์ หรอื นายประยงค์
รณรงค์ ผู้ไดร้ บั รางวัลแมกไซไซ สาขาผู้นำ� ชุมชน พ.ศ.๒๕๔๗ และรางวัล
ปราชญเ์ กษตรของแผน่ ดนิ สาขาผ้นู �ำชุมชน พ.ศ. ๒๕๕๑

กระบวนการเรยี นรดู้ ว้ ยการใครค่ รวญไตรต่ รอง

มีหลักการท่ี ‘คุณอ�ำนวย’ จะต้องใช้เพื่อให้กลุ่มเรียนรู้ FFS เกิด
การมีส่วนร่วม การสานเสวนา และการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง อย่างลึกซ้ึง
ไดแ้ ก่

• เกษตรกรเปน็ ‘ผรู้ ’ู้ (Expert) คอื รบู้ รบิ ทจรงิ ของการทำ� เกษตรกรรม
การเรียนรู้ใน FFS เน้นการเอาความรู้จากการปฏิบัติมาตีความ
รว่ มกนั มกี ารเกบ็ ข้อมลู จากแปลงนามาหาความหมาย

• ทุ่งนาคือ ‘ห้องเรียน’ เพราะคนท่ีเป็นผู้ใหญ่ถนัดเรียนจากการ
ปฏิบัติในชีวิตจริง ผู้เรียนด�ำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
รวมทง้ั การวาดภาพ, เขยี นฟลพิ ชารต์ นอกจากนผี้ มคดิ วา่ สมยั น้ี
ต้องถา่ ยรูปดว้ ยสมาร์ทโฟนด้วย

• เอ้ืออ�ำนวย (Facilitate) ไม่ใช่สอน (Teach) ‘คุณอ�ำนวย’ ท�ำ
หนา้ ทเ่ี ออื้ อำ� นวย ใหผ้ เู้ รยี นจดั การเรยี นรกู้ นั เอง หาคำ� ตอบกนั เอง
ไม่ต้ังตัวเป็น ‘ผู้รู้’ แต่มีวิธีท้าทาย ให้ผู้เรียนตรวจสอบความเชื่อ
เดมิ ๆ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

230

FFS มีเครอ่ื งมอื ชว่ ยการเรียนรู้ เช่น
- AESA (Agro-Ecosystems Analysis) ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนวเิ คราะห์
ข้อมูลไดอ้ ยา่ งเชื่อมโยงจากการปฏิบตั ิ, การเก็บขอ้ มูล, การวเิ คราะห์ และ
น�ำไปปฏบิ ตั ิ เปน็ วงจรไมร่ ู้จบ
- Discovery-Based Exercises Form ชว่ ยชีน้ ำ� กรอบความคิด
ใหเ้ ป็นระบบ
ในการเรียนรู้แบบน้ี บรรยากาศที่เป็นอิสระ ปลอดภัย และ
เอื้ออาทรต่อกันมีความส�ำคัญมาก จึงต้องมีกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น
ร้องเพลง เต้นร�ำ และเล่าเร่ืองหรือเล่นละคร รวมทั้งเล่าเรื่องข�ำขัน เพื่อ
สะกิดใจ ต่อเรื่องที่ตามปกติคนไม่พูดกัน เรื่องท่ีเป็นความลับด�ำมืดและ
ก่อผลเสียต่อสังคม เช่น เร่ืองติดเหล้า, เล่นการพนัน, HIV/AIDS และ
ความรุนแรงในครอบครัว

อทิ ธิพลของบริบท

กระบวนการเรียนรู้ ด้วย FFS มีผลให้เกิดการเปล่ียนพฤติกรรม
และเปลยี่ นโลกทศั นข์ องผเู้ ขา้ รว่ มอยา่ งแนน่ อน สามารถเปลยี่ นชาวนา
ทไ่ี มเ่ อาไหนมาเปน็ พลเมอื งทที่ ำ� กจิ กรรมเพอื่ สงั คมอยา่ งแขง็ ขนั หรอื เขา้ รว่ ม
ในกิจกรรมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่จะเปลี่ยนมากน้อยหรือ
กว้างขวางแค่ไหน ก็ข้ึนอยู่กับบริบทหรือสภาพแวดล้อม ตัวอุปสรรค
และทส่ี �ำคญั ท่ีสดุ คอื สงั คมอ�ำนาจนิยมทีเ่ นน้ การส่งั การจากเบอื้ งบน
ในสงั คมท่ีไมม่ คี วามโปร่งใส มกี ารคอรร์ ปั ชนั่ โกงกนิ กจิ กรรม
FFS จงึ ขยายตัวได้ยาก
สิ่งที่ต้องการ คือการด�ำเนินการให้เกิดสถาบันท่ีจัดการเรียนรู้
สู่การเปลย่ี นแปลง ไมใ่ ชแ่ คก่ ารเรยี นรขู้ องประชาชนทว่ั ไปเทา่ นน้ั แต่
รวมถงึ การเรียนรู้สกู่ ารเปลีย่ นแปลงอย่างตอ่ เนอื่ ง ของ ‘คณุ อำ� นวย’ และ
ของผบู้ ริหารโปรแกรมนี้ด้วย

เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลง

231

ไตร่ตรองสะท้อนคดิ

กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรในแอฟริกา มีการเปลี่ยนแปลงจาก
การจดั โดยภาครฐั ทค่ี วบคมุ โดยส่วนกลาง ไปสู่กิจกรรมแบบ Demand-
Driven และเปน็ บริการของภาคเอกชนมากขนึ้ (แต่ตัง้ ขอ้ สังเกตว่า เหตุใด
กิจกรรมส่งเสริมการเกษตรของไทยยังย่�ำเท้าอยู่กับท่ี ทั้งๆ ที่หนังสือ
เล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ ๖ ปีท่ีแล้ว)
ผลของโครงการ ตามทเี่ ลา่ ในบทความนบ้ี อกเราวา่ กจิ กรรมเรยี น
รสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง สามารถเปลย่ี นคนจนในชนบท ใหก้ ลายเปน็ พลเมอื ง
ที่มีความเข้มแข็งได้ แต่ก็มีปัจจัยถ่วงหรือต้านที่ต้องการให้สังคม
คงอยแู่ บบเดมิ ดงั นนั้ ถา้ ไมร่ ะมดั ระวงั คนทท่ี ำ� งาน สรา้ งการเรยี นรสู้ กู่ าร
เปลยี่ นแปลงอาจไปท้าทายอ�ำนาจเก่า
สงั คมอำ� นาจนยิ ม มแี นวโนม้ ทจี่ ะทำ� ให้ ‘คณุ อำ� นวย’ แสดงบทเปน็
‘คุณอ�ำนาจ’ หรอื เปน็ ‘ผู้รู’้ แทนทจ่ี ะเปน็ ‘ผ้ถู าม’
คนจนคนุ้ กับการไดข้ องฟรี และการได้รบั การหยบิ ยืน่ โดยไมต่ อ้ ง
ใชค้ วามพยายาม คนจำ� นวนหนง่ึ จึงไม่เข้าร่วม FFS เพราะจะต้องลงมือ
ทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ ดว้ ยตนเอง
การใช้ FFS ในแอฟรกิ าตะวันออก ยงั ใชใ้ นความมุ่งหมายท่ีแคบ
คือเพ่ือเพ่ิมฐานะและผลิตภาพของเกษตรกร ยังไม่ได้ใช้ในเป้าหมาย
ท่กี ว้าง คือเพ่ือพูนพลงั ของความเปน็ มนษุ ย์ (Human Empowerment)
ผมขอเพิ่ม การไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ สว่ นตวั โดยการเปรียบเทียบ
บทน้ีกับบทที่แล้ว บทน้ี การด�ำเนินการมีเครื่องมือที่จ�ำเพาะชัดเจน
ในขณะทบ่ี ททแ่ี ลว้ มเี ปา้ หมายกวา้ งๆ เนน้ การพนู พลงั สตรใี นชนบท และ
มีการด�ำเนินการแบบ ‘ด้นกลอนสด’ มากกว่า ผลในเชิง ‘ผุดบังเกิด’
จงึ เกดิ ขึ้น แตก่ ารผดุ บงั เกดิ จะไมเ่ กดิ ขน้ึ ในกจิ กรรมทมี่ แี บบแผนตายตวั
ชดั เจนอยา่ งในบทน้ี

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

232

Collaborative Inquiry (CI) เป็นเครื่องมืออย่างหน่ึง ของ
การเรียนรู้เป็นกลุ่มผ่านการปฏิบัติ และการร่วมกันใคร่ครวญอย่างลึก
โดยมี ‘คุณอ�ำนวย’ ช่วยเอ้ือบรรยากาศ พ้ืนที่ และกระบวนการ
จนในท่ีสุด สมาชิกเกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตนเอง
โดยกระบวนการทั้งหมดน้ี คือกระบวนการจัดการความรู้ (KM –
Knowledge Management) นั่นเอง

บทนม้ี าจากการตคี วาม บทท่ี ๒๒ Collaborative Inquiry in Action : Transformative Learning
Through Co-Inquiry เขยี นโดย Lucia Alcantara ทป่ี รกึ ษาด้าน Organizational Capacity
Building and Development, Sandra Hayes อาจารยแ์ หง่ วทิ ยาลยั ครู มหาวิทยาลยั โคลมั เบีย,
Lyle Yorks รองศาสตราจารยด์ ้าน Adult and Organization Learning วทิ ยาลยั ครู มหาวิทยาลยั
โคลัมเบีย ทงั้ สามทา่ นเคยท�ำ งานเปน็ CI Facilitator มาแลว้ ท้งั สิ้น
เรยี นรู้ส่กู ารเปลีย่ นแปลง

233

๒๒.

เรยี นโดยตงั้ คำ�ถาม
และหาค�ำ ตอบร่วมกนั

Collaborative Inquiry (CI) หรอื อาจเรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ
ว่า Cooperative Inquiry ก็ได ้ เปน็ ยุทธศาสตรก์ ารเรียนรูจ้ าก
ประสบการณ์ที่คิดค้นข้ึนโดย John Heron เป็นเครื่องมือ
อย่างหนง่ึ ของการเรยี นรสู้ ู่การเปลย่ี นแปลง และเป็นเครอื่ งมอื
Knowledge Creation ในกระบวนการ KM
ผู้เขียน ขึ้นต้นบทความชิ้นนี้ด้วยค�ำคมว่า “Good
inquiry will only take place if it is disturbing in some way.”
– P. Reason (1992) แปลวา่ การตง้ั คำ� ถามท่ีดียอ่ มมีลักษณะ
ก่อกวน
CI เป็นพื้นท่ีสร้างสรรค์ทางสังคม ท่ีคนกลุ่มเล็กๆ
มารวมตัวกันท�ำกิจกรรมภาคปฏิบัติสลับกับการไตร่ตรอง
สะท้อนคิดเพ่ือร่วมกันตอบค�ำถามส�ำคัญ หรือแสวงหาความ
หมายใหมข่ องเรือ่ งใดเร่ืองหนึ่ง โดยมี ‘คุณอำ� นวย’ ช่วยให้
ด�ำเนินการบรรลุผลสำ� เรจ็

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

234

Collaborative Inquiry กับ Transformative Learning

CI กบั TL มีความสอดคล้องกันสามประการ
• มีพื้นที่ทางสงั คมเพือ่ แลกเปลย่ี นเรยี นรู้
• เรียนรู้บูรณาการท้ังด้านความคิด (เหตุผล) และด้านอารมณ์
หรือจติ ใจ
• มกี ารใครค่ รวญสะทอ้ นคดิ อยา่ งลกึ ดงึ เอาสมมตฐิ านหรอื ความ
เชอื่ ส่วนตัวออกมาตีแผ่ แลกเปลีย่ น

ผมขอเพิม่ เติมประการทีส่ ี่
• มคี วามเคารพสมมตฐิ านหรอื ความเชอ่ื ทแ่ี ตกตา่ ง ไมด่ ว่ นสรปุ วา่
ส่งิ ใดถูกสง่ิ ใดผดิ
Mezirow เน้นว่า การเรยี นรู้ มีหลายแนวทางและใหค้ วามสำ� คญั
ต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเชิงเหตุผล (Rational Discourse) กับการ
ใครค่ รวญสะท้อนคิดเชงิ วเิ คราะห์ (Analytical Reflection) มากที่สดุ
Heron & Reason (2001) เสนอทฤษฎี Holistic Epistemology
ให้ความส�ำคัญ ท้ังต่อการแลกเปล่ียนความคิดเชิงเหตุผลและความคิด
เชงิ อารมณ์ (Affective Discourse) รวมทง้ั เสนอวา่ ความคดิ ทงั้ สองแบบ
มีความสมั พันธเ์ ชอ่ื มโยงกัน

เรียนรู้ส่กู ารเปลีย่ นแปลง

235

ผู้เขยี นย�ำ้ ว่า CI ใชก้ ารแลกเปล่ียนเรียนร ู้ ทัง้ ความรเู้ ชงิ เหตุผล
และความรเู้ ชงิ ความเชอ่ื หรอื อารมณ ์ และเนน้ ผลทก่ี ารเรยี นรสู้ ว่ นบคุ คล
(Personal Learning) เพ่ือการเปล่ียนแปลงตนเอง หรือเปลี่ยนแปลง
ความเข้าใจเก่ียวกับตนเอง รวมท้ังเกิดมุมมองใหม่ต่อส่ิงที่ซับซ้อน
และเลอื่ นไหล
CI เป็นกระบวนการเรียนรู้สองชั้นซ้อนกัน คือการเรียนรู้ของ
สมาชิกกลมุ่ กบั การเรียนร้ขู อง ‘คณุ อำ� นวย’ / ทีมคณุ อำ� นวย ที่ได้เรยี นรวู้ ่า
มนุษย์เรียนรอู้ ยา่ งไร
แมส้ มาชกิ กลมุ่ จะรว่ มCIดว้ ยกนั แตเ่ สน้ ทางการเรยี นรขู้ องแตล่ ะคน
จะมีลักษณะจ�ำเพาะไมเ่ หมือนกัน และการบรรลุ TL ก็จะไมเ่ หมือนกัน
จึงกล่าวได้วา่ CI เปน็ การเรียนรู้ส่วนบคุ คล

กระบวนการของ Collaborative Inquiry

กระบวนการ CI เหมาะตอ่ การแสวงหาคำ� ตอบทมี่ คี วามหมายตอ่
การพัฒนาวิชาชีพ หรือต่อการพัฒนาบุคคล หรือแสวงหาค�ำตอบต่อ
ประเด็นท่ีมีข้อโต้แย้ง หรือต้องการการเยียวยาทางสังคม เคยมีผู้ใช ้
ทำ� วจิ ยั เพอื่ วิทยานพิ นธ์และเพื่อสรา้ งความเปน็ ธรรมในสังคม
CI เป็นกระบวนการทางสงั คม โดยมีเป้าหมายตรวจสอบอย่าง
เป็นระบบต่อสมมติฐาน และหลักฐานที่สมาชิกท่ีเข้าร่วมกระบวนการ
ยึดถือ เพื่อน�ำไปสู่ความเข้าใจความหมายใหม่ ผ่านกระบวนการสาน
เสวนา (Dialogue) และกระบวนการใคร่ครวญอย่างลึกซ้ึง ต่อ
ประสบการณ์และปฏบิ ตั กิ ารท่เี กดิ ข้นึ

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

236

กระบวนการ CI มี ๔ ขัน้ ตอนคือ
๑ กอ่ เกดิ กลมุ่
ที่สมาชิกมีเป้าหมายแน่วแน่ร่วมกัน พร้อมท่ีจะเปิดใจต่อกัน
มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และยอมรับเงื่อนไขที่จะต้องมาประชุม
ตามกำ� หนดนดั กลมุ่ ทด่ี คี อื กลมุ่ ทมี่ คี วามแตกตา่ งหลากหลาย และเคารพ
เหน็ คณุ คา่ ของความแตกตา่ งหลากหลายนนั้ และสมาชกิ กลมุ่ เหน็ คณุ คา่
ของการตั้งค�ำถามท่ีลึก และเอาจริงเอาจัง ไม่กลัวค�ำถามท่ีคนท่ัวไป
มองว่ามีลักษณะก่อกวน สมาชิกต้องตระหนักว่า ไม่มีค�ำตอบแบบ
ตรงไปตรงมา หรือถูกผิดส�ำหรับค�ำถามเหล่านั้น และมีความเช่ือว่า
การเสวนาแลกเปล่ียนค�ำตอบ และข้อคิดเห็นในกลุ่มจะน�ำไปสู่ ‘การผุด
บงั เกิด’ ของความรคู้ วามเขา้ ใจในมิตทิ ี่ไม่คาดคดิ มากอ่ น


๒ ตัง้ คำ� ถามและเงอื่ นไข
ตอ้ งใช้เวลาร่วมกนั ในการกำ� หนดคำ� ถามทค่ี มชดั เปน็ ค�ำถามที่
สมาชกิ อยากตอบ มีการกำ� หนดไวค้ ร่าวๆ ว่าวง CI จะมวี งจร “ปฏบิ ตั ิ -
ใครค่ รวญสะท้อนคดิ ” (Action – Reflection) กีค่ ร้งั รวมท้ังมีข้อตกลงว่า
สมาชิกทุกคน พร้อมจะเปดิ ใจเปิดเผยสมมติฐานท่ีอย่ใู นใจลึกๆ ของตน

เรยี นรสู้ ่กู ารเปลยี่ นแปลง

237


๓ ปฏบิ ตั ิ
หมายถงึ การตงั้ วง CI เพอ่ื รว่ มกนั ตอบคำ� ถาม รวมทง้ั การนำ� เอา
ประเดน็ ตา่ งๆ ท่ีได้จากวง ไปทดลองปฏิบัตใิ นกจิ กรรม และบรบิ ทของตน
แล้วนำ� มาเล่าในวงถดั ไป
๔ หาความหมาย
เป็นกระบวนการไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างลึกซ้ึง (Critical
Reflection) เพื่อหาความหมายของเรื่องราว ตามค�ำถามในมิติที่ลึกและ
กว้างกว่าความเข้าใจเดมิ ๆ

การมโี ครงสรา้ ง ๔ ขนั้ ตอนเหมาะตอ่ CI ทท่ี ำ� ตอ่ เนอื่ งในเวลานาน
มากๆ อาจนานหลายปี เช่น ในกลุม่ นักศกึ ษาปรญิ ญาเอก แตใ่ นกรณที ่ี
ท�ำในเวลาสัน้ ๆ ๒ - ๓ เดือนอาจยุบขัน้ ตอนท่ี ๑ และ ๒ เขา้ ด้วยกัน

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

238

กระบวนการCIทม่ี พี ลงั ตอ้ งทำ� อยา่ งประณตี เอาใจใสร่ ายละเอยี ด
ในทกุ ขั้นตอน และตอ้ งตระหนกั วา่ วง CI เกิดขึ้น ๒ แบบ คือ หน่วยงาน/
สถาบันจัดขึ้น กับแบบเกิดขึ้นเอง โดยความพร้อมใจกันของสมาชิก
‘คณุ อำ� นวย’ ของวง ตอ้ งเขา้ ใจความแตกตา่ งกนั ทาง ‘การเมอื ง’ ของวง CI
สองแบบน้ี เพ่อื หาทางสร้างบรรยากาศทีเ่ ป็นอสิ ระ สมาชกิ พรอ้ มเปิดใจ
แม้ค�ำถามจะถกู กำ� หนดโดยผบู้ ริหารของหน่วยงาน/สถาบนั

การ Facilitate กระบวนการ Collaborative Inquiry

กระบวนการ CI มีลักษณะ ‘ด้นกลอนสด’ มากกว่า ‘วางแผน
กำ� หนดข้ันตอนไว้ลว่ งหนา้ ’ ทมี ‘คุณอำ� นวย’ จงึ ตอ้ งเตรียมพร้อมทีจ่ ะ
รบั มอื กบั สถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และ ‘เปลีย่ นวกิ ฤตเิ ปน็ โอกาส’
กล่าวในเชิงวิชาการ กระบวนการ CI มีลักษณะ Complex-
Adaptive ไม่ใช่ Simple & Linear ด้วยคุณสมบัติและคุณลักษณะ
เชน่ น้เี อง CI จึงเปน็ เครื่องมอื ที่ดขี อง ‘การเรียนรสู้ ่กู ารเปลีย่ นแปลง’ (TL)
ผเู้ ขยี นเสนอแนวคดิ ๖ มติ ิ ๓ แนวทางในการทำ� หนา้ ที่ ‘คณุ อำ� นวย’
ดังตาราง

มติ ิ/แนวทาง จัดให้ ร่วมมอื ให้อิสระ
(Hierarchical) (Cooperative) (Autonomous)
วางแผน
(Planning) ร่วมกนั ตัดสินใจ ต่อรองและหาข้อ ใหค้ วามเป็นอิสระท่ี
เพ่ือให้กล่มุ บรรลุ เร่ืองกระบวนการ ตกลงว่า สมาชกิ จะ กลุ่มจะวางแผน
เป้าหมาย และเนือ้ หาของการ เรียนรอู้ ะไรด้วย การเรียนรูด้ ้วย
หาความหมาย เรียนรูร้ ่วมกนั กระบวนการใด ตนเอง
(Meaning)
เพ่อื ให้มีวิธตี ีความ น�ำเอากิจกรรมและ ร่วมกับเพอื่ น เปดิ โอกาสให้
กิจกรรมและ ประสบการณ์ของ สมาชกิ ในการทำ� สมาชิกตีความตาม
ประสบการณ์ สมาชกิ กลุ่มมา กระบวนการ เพือ่ อสิ ระของตนเอง
ท�ำความชัดเจน ตีความหาความ
และตีความ หมาย
หาความหมาย

เรียนรสู้ กู่ ารเปลย่ี นแปลง

239

เผชิญหน้า ยกระดับความ ใหส้ มาชกิ กลมุ่ ชว่ ย สร้างบรรยากาศให้
(Confronting) ตระหนกั ในกล่มุ กนั ยกระดบั ความ สมาชิกฝกึ การ
เพอื่ ใหต้ ระหนกั สิง่ ท่ี ตอ่ พฤตกิ รรมและ เขา้ ใจซึง่ กันและ เผชิญหน้า และยก
ตนตอ่ ตา้ นหรอื ปจั จัยอ่ืนๆ ที่มีผล กัน ต่อกระบวนการ ระดบั ความรคู้ วาม
หลกี เลย่ี ง ต่อประสบการณ์ ท่เี กิดขึ้นในกล่มุ เข้าใจ

ความรู้สึก เลอื กวธิ ีการจดั การ ทำ� งานร่วมกนั ใน ใหพ้ นื้ ทแ่ี ก่กลมุ่ ใน
(Feeling) เพอื่ ให้มี ความร้สู ึก และการ กลมุ่ เพือ่ หาทาง การจดั การพลวตั
วธิ จี ัดการความ จัดการอารมณ์ท่ี จดั การความรูส้ ึก ดา้ นความรสู้ กึ
ร้สู ึกและอารมณ์ เหมาะสมตอ่ กลุ่ม และอารมณ์ นึกคิดของกลุ่ม

จดั โครงสรา้ ง ออกแบบและ รว่ มกับสมาชิกกล่มุ มอบอสิ ระใหก้ ลุ่ม
(Structuring) แนะน�ำ ออกแบบการเรียนรู้ ออกแบบและ
เพ่ือจัดกระบวนการ กระบวนการ และ และแบบฝกึ หัด ตดิ ตามผลการเรยี น
เรยี นรขู้ องกลมุ่ การเรียนร้ขู องกล่มุ รขู้ องตนเอง

ใหค้ ุณค่า สร้างบรรยากาศท่ี สร้างชุมชนที่ให้ มอบความไวว้ างใจ
(Valuing) เพอื่ ให้คณุ คา่ แก่ คุณค่า และเคารพ ใหก้ ลมุ่ ด�ำเนินการ
สรา้ งบรรยากาศท่ี สมาชิกทกุ คน สมาชิกทกุ คน อยา่ งเห็นคุณค่า
ตรงไปตรงมา และ ของตนเอง และตอ่
เคารพความเหน็ สมาชกิ คนอืน่
ของทุกคน


ขอยำ้� วา่ ตารางดงั กลา่ วเปน็ แนวทางการทำ� งานของ ‘คณุ อำ� นวย’
ท่ีจะต้องท�ำงานใน ๓ แนวทาง ตั้งแต่คุณอ�ำนวยท�ำให้ (จัดให้ -
Hierarchical) คณุ อำ� นวยรว่ มมอื (Cooperative) และคณุ อำ� นวยใหอ้ สิ ระ
(Autonomous) ใหส้ มาชกิ กลุ่มทำ� กนั เอง
การท่ีผู้เขียนน�ำประสบการณ์ การท�ำหน้าท่ี ‘คุณอ�ำนวย’ ต่อ
กิจกรรม CI มาตกผลกึ เปน็ ๖ มิติ ชว่ ยเพิ่มความเข้าใจ ความละเอียดออ่ น
ในการทำ� หนา้ ท่ีคณุ อ�ำนวยเป็นอยา่ งดยี ง่ิ โดยตอ้ งเขา้ ใจว่า ตอนปฏิบตั ิ
จรงิ เปน็ การดำ� เนนิ การอยา่ งผสมกลมกลนื กนั ไปทงั้ ๖ มติ ิ ซง่ึ ‘คณุ อำ� นวย’

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานิช

240

“CI เป็นกระบวนการเรียนรู้ ทใี่ ช้พลงั
ของส่ิงตรงกนั ขา้ ม คือ ‘ความเขา้ ใจ’
(Understanding) กับ ‘ความไม่แนใ่ จ’
(Ambiguity) และระหวา่ ง ‘ความเหน็ ตรงกนั ’
(Convergence) กับ ‘ความเห็นต่างกนั ’
(Divergence) คุณอ�ำนวย ตอ้ งช่วยให้
กลมุ่ ยนื หยดั เรยี นรู้ อยู่ในท่ามกลางสอง
ขว้ั ตรงกนั ข้ามน้ี กจ็ ะเปิดช่องทางให้กล่มุ
ยกระดบั ความเข้าใจสู่ ‘ภพภมู ิใหม่’ เกดิ
‘การผุดบังเกิด’ ของกระบวนทศั น์ใหม่”

ตอ้ งมสี ตอิ ย่ตู ลอดเวลาวา่ ตนกำ� ลงั แสดงบทอะไรอย่ ู กล่มุ CI บางกลุ่ม
ชื่นชมท่ี ‘คุณอ�ำนวย’ ให้อิสระแก่พวกตน ในขณะท่ีอีกกลุ่มหน่ึงชน่ื ชมวา่
หากไมไ่ ดร้ บั ความชว่ ยเหลอื จาก ‘คณุ อำ� นวย’ กจ็ ะไมบ่ รรลผุ ลสำ� เรจ็

ความทา้ ทายและขอ้ พึงระวังในการใช้ Collaborative Inquiry

การประยุกต์ใช้เคร่ืองมืออะไรก็ตาม ที่มีเป้าหมายให้เกิด
Transformative Learning พงึ ตระหนกั วา่ TL ไมใ่ ชส่ ง่ิ ทจ่ี ะสรา้ งขนึ้ ไดด้ ว้ ย
เคร่ืองมือ แต่เป็นสิ่งที่ ‘ผดุ บงั เกิด’ ขน้ึ เอง จากการเอ้ืออ�ำนวยดว้ ยวิธีการ
ตา่ งๆ โดยมปี จั จยั สง่ เสรมิ คอื ความแตกตา่ งหลากหลายของสมาชกิ กลมุ่
ความมุ่งมนั่ ตงั้ ใจของสมาชิก การมโี อกาสปฏิบตั ใิ นสถานการณ์จริง และ
บริบทของการร่วมกันตั้งคำ� ถามและแสวงหาค�ำตอบ

เรียนรสู้ ่กู ารเปล่ียนแปลง

241

CI ท่ีเกิดข้ึนจากการจัดตั้งของหน่วยงาน มีจุดแข็งคือเป้าหมาย
ชัดเจนและมกี ารสนบั สนุนเต็มท่ี แตก่ ็มีข้อพงึ ระวงั คอื ‘คุณอ�ำนวย’ ตอ้ ง
ตระหนกั อยตู่ ลอดเวลาวา่ กำ� ลงั เออื้ อำ� นวย เพอื่ เปา้ หมายของกลมุ่ เปน็ ปฐม
ไมใ่ ชเ่ นน้ เปา้ หมายของหนว่ ยงาน แตแ่ นน่ อนวา่ เมอื่ บรรลเุ ปา้ หมายของ
สมาชกิ กล่มุ หน่วยงานกไ็ ด้ประโยชนด์ ้วย
ผมขอเพ่ิมเติมความคิดสว่ นตวั ว่า เป้าหมายที่แทจ้ ริงของ CI คือ
การเรียนรู้ท่ีเป็นการเรียนรู้ในมิติท่ีลึก เลยจากมิติด้านเทคนิค วิธีการ
ไปสู่มิติด้านจิตใจ และความเชื่อ ซ่ึงจะเป็นคุณต่อตัวบุคคลและ
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คลเปน็ อนั มาก และเนอ่ื งจากกระบวนการ CI
เปน็ การเรยี นรู้ ทอ่ี ยบู่ นฐานความรปู้ ฏบิ ตั เิ ปน็ หลกั ในเมอ่ื ความรปู้ ฏบิ ตั นิ นั้
มาจากหนว่ ยงาน ในทสี่ ดุ หนว่ ยงานกไ็ ดร้ บั ประโยชนอ์ ยา่ งแนน่ อน
โปรดสังเกตว่า CI เป็นเคร่ืองมือหนึ่งของการพัฒนาบุคลากร
(HRD – Human Resource Development)

ไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ

CI เป็นเรื่องของการเรียนรู้ในผู้ใหญ่ และเป็นกระบวนการกลุ่ม
การท�ำหน้าที่ ‘คุณอ�ำนวย’ จึงต้องมีเครื่องมือสร้างความสนุก ความเป็น
กันเอง เช่น อาจมีขนมเป็นเคร่ืองสร้างความสัมพันธ์ จุดส�ำคัญต่อ
‘คุณอ�ำนวย’ คือ มันช่วยให้ ‘คุณอ�ำนวย’ เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงด้วย
รวมทั้งชว่ ยสรา้ งทักษะการเป็น ‘ผเู้ รยี นรตู้ ลอดชวี ติ ’
CI เปน็ กระบวนการเรยี นรู้ ทใ่ี ชพ้ ลงั ของสง่ิ ตรงกนั ขา้ ม คอื
‘ความเข้าใจ’ (Understanding) กบั ‘ความไม่แนใ่ จ’ (Ambiguity) และ
ระหวา่ ง ‘ความเหน็ ตรงกัน’ (Convergence) กบั ‘ความเหน็ ตา่ งกนั ’
(Divergence) คุณอ�ำนวยต้องช่วยให้กลุ่มยืนหยัดเรียนรู้อยู่ใน
ท่ามกลางสองขั้วตรงกันข้ามน้ี ก็จะเปิดช่องทางให้กลุ่มยกระดับ
ความเขา้ ใจสู่ ‘ภพภมู ใิ หม’่ เกดิ ‘การผดุ บงั เกดิ ’ ของกระบวนทศั นใ์ หม่

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ

242

ผู้เขียนบอกว่า การเขียนบทความนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้
ของผูเ้ ขียน ได้เรียนรู้ความรวู้ า่ ด้วยการเป็นนักเขยี น ไดไ้ ตรต่ รองการ
เอ้อื อำ� นวยใหเ้ กดิ ‘พนื้ ท่’ี ส�ำหรับการเรียนร้ ู การไตร่ตรองสะทอ้ นคดิ เรื่อง
เป้าหมาย การน�ำเสนอตัวตน การไตรต่ รองสะท้อนคิดอยา่ งลกึ เหล่าน้ี
เปน็ ความรู้ปฏบิ ตั ทิ ่ีมที งั้ สว่ นทชี่ ดั เจนและไมช่ ัดเจน
ผมขอบอกวา่ การอา่ นและเขยี นตคี วามหนงั สอื บทนเี้ ปน็ การเรยี นรู้
ท่มี ีคุณค่ายิ่ง

อ่านบทความเร่อื ง CI โดย Peter Reason เพม่ิ เตมิ ไดท้ ่ี
http://www.human-inquiry.com/EECI.html

เรยี นรสู้ กู่ ารเปลยี่ นแปลง

243

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

244

บทนี้ เป็นการเล่าประสบการณ์ร่วมกันของคน ๖ คนท่ีมี
ประสบการณ์การใช้ CI (Collaborative Inquiry) ต่อเนื่อง เป็นเวลา
กว่า ๗ ปี เพ่ือท�ำความเข้าใจและเปลี่ยนตัวเอง ในเร่ืองส�ำนึกเหยียด
เชอ้ื ชาตทิ ี่แฝงอยู่ลึกมากในจิตใต้ส�ำนึก โดยใช้เครื่องมือต่างๆ น�ำเอา
จิตใต้ส�ำนึกของตนออกมา ท�ำความเข้าใจและเพ่ือเปลี่ยนแปลงตนเอง
การเรียนรู้เพื่อเปล่ียนแปลงตนเอง ในเร่ืองท่ีอยู่ลึกมาก ในระบบสังคม
เช่นน้ี เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง (Means) มากกว่าเป็นผลลัพธ์ (End)

บทนีม้ าจากการตีความ บทท่ี ๒๓ Challenging Racism in Self and Others : Transformative
Learning as a Living Practice เขียนโดย European-American Collaborative Challenging
Whiteness
เรียนร้สู ู่การเปล่ยี นแปลง

245

๒๓.

ละลายความคิดเหยียดเชื้อชาติ

บทนเ้ี ปน็ เรอ่ื งของการใช้ Collaborative Inquiry (CI)
ในต่างบรบิ ท จากบทท่แี ลว้ ในขณะที่บททีแ่ ล้วเขียนโดยทมี
‘คุณอ�ำนวย’ ท่ีท�ำงาน เอ้ือโอกาสการเปล่ียนแปลงให้แก่ผู้อื่น
แต่บทนี้ทีมผู้เขียนเอง ได้เรียนรู้สู่การเปล่ียนแปลงภายใน
ของตนเอง จนสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งท่ีซ่อนอยู่ลึก
ในจิตใจได้
ผเู้ ขยี นมอง CI เปน็ รปู แบบหนง่ึ ของ Action Research
(AR) โดยมองว่า AR เป็นเคร่ืองมือท่ีดีของการเรียนรู้สู่การ
เปลย่ี นแปลงอัตลักษณ์ (Self-Identity) ของตนเอง เรือ่ งราว
ในบทนี้ เป็นเร่ืองของการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของตนเอง
ในเรอ่ื งทฝี่ งั อยลู่ กึ มากในสงั คมคนขาว คอื เรอ่ื งถอื ตวั วา่ ตนดกี วา่
เหยียดหยามคนเผ่าพันธุ์อ่ืน และจัดระบบต่างๆ ในสังคม
ในลักษณะเอ้อื ประโยชนต์ ่อคนขาวมากกว่าโดยไม่รูต้ วั

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

246

ส�ำนกึ คนขาวสงู สง่ กวา่ ในฐานะโลกทัศน์แหง่ ความหมาย

โลกทศั นข์ องคนขาวเกย่ี วกบั เชอื้ ชาต ิ คอื ‘สำ� นกึ คนขาวสงู สง่
กวา่ ’ แมว้ า่ สงั คมอเมรกิ นั จะเปน็ สงั คมหลากหลายเผา่ พนั ธ์ุและหลากหลาย
วัฒนธรรมย่งิ ขนึ้ เร่ือยๆ ก็ตาม
เขาบอกว่า ‘ส�ำนึกคนขาวสูงส่งกว่า’ (White Supremacist
Consciousness) กบั ‘คนทเ่ี ชอ่ื วา่ คนขาวสงู สง่ กวา่ ’ (White Supremacist)
น้ันมีความแตกตา่ งกนั โดย ‘คนทีเ่ ชอ่ื ว่าคนขาวสงู สง่ กว่า’ เปน็ บคุ คล
ส่วน ‘ส�ำนึกคนขาวสงู ส่งกวา่ ’ นนั้ เป็นระบบความเชอื่ เป็นการเหยียดผวิ
เชิงระบบที่ซ่อน หรอื ฝังลกึ อยใู่ นวถิ ปี ฏิบัตขิ องคนในสังคมจนไม่รู้สึกตวั
มผี ู้เสนอวา่ ส�ำนกึ คนขาวสงู สง่ กว่า จ�ำแนกได้เป็น ๓ แบบ
• เชื่อโดยบริสทุ ธิ์ใจว่า คนขาวสูงสง่ กวา่ จริงๆ
• ปฏบิ ตั แิ บบซอ่ นเรน้ โดยปฏเิ สธการถอื สผี วิ หรอื ปฏเิ สธการม ี
อำ� นาจเหนือท่มี อี ย่ตู ามปกตใิ นสังคม
• ปฏิเสธส�ำนึกคนขาวสูงส่งกว่าและเข้าร่วมขบวนการต่อต้าน
ส�ำนึกคนขาวสงู ส่งกว่า แต่ตนเองปฏิบตั ไิ ปในทางทถี่ อื วา่ ตน
สูงส่งกวา่ คนผิวสดี ้วยความไมร่ ู ้
เพ่ือให้เกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง ต้องมีกระบวนการ
เพื่อหนุนให้บุคคลตระหนัก หรือแจ่มชัดในโลกทัศน์ดังกล่าว เพ่ือจะได้
ทดแทนดว้ ยโลกทศั นใ์ หมท่ เ่ี หมาะสมกวา่ กระบวนการดงั กลา่ ว และวธิ กี าร
หนงึ่ กค็ ือ CI

เรยี นรสู้ กู่ ารเปลีย่ นแปลง

247

CI ในฐานะปฏิบัตกิ ารเรยี นรู้สกู่ ารเปลยี่ นแปลง

ในกระบวนการ CI สมาชิกกลุ่มเล็กๆ ร่วมกันเรียนรู้ ประเด็นที่
สนใจหรือให้ความส�ำคัญร่วมกัน โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ น�ำ
ประสบการณ์ของสมาชิกแต่ละคน มาตั้งค�ำถามเพื่อท�ำความเข้าใจลึกๆ
รว่ มกนั โดยในบทน้ี เน้นทกี่ จิ กรรมยอ่ ยของ CI ๓ กิจกรรม คอื
๑ การท�ำวงจรซ�้ำๆ ของการปฏบิ ัติและการใครค่ รวญสะท้อนคดิ
๒ ใช้วธิ ีการเรียนรู้จากประสบการณส์ ่วนตัวแบบขยาย
๓ การเรยี นรู้เป็นกลุ่ม
วิธีการเรียนรู้แนวปัญญาญาณแบบขยาย (Extended
Epistemology) ประกอบดว้ ยกิจกรรม ๔ แบบคือ
• เรียนจากประสบการณ์ตรง (Experiential)
• เรยี นจากการนำ� เสนอ (Presentational)
• เรยี นจากการเสนอขอ้ คิดเห็น (Propositional)
• เรยี นจากการปฏบิ ัติ (Practical)
วิธีการเรียนรู้เหล่าน้ี ใช้มิติด้านอารมณ์ ปัญญาญาณ และ
จินตนาการ
การเรียนเป็นทีม ท�ำให้เกิดการสร้างความรู้ที่ซับซ้อนร่วมกัน
เปดิ ทางไปสกู่ ารทำ� ความเขา้ ใจมติ ใิ หมๆ่ สรา้ งความหมายใหมๆ่ ทซ่ี อ่ นเรน้
อยู่ลึกๆ ผ่านการต้ังค�ำถามท่ีอ่อนไหวต่อความรู้สึก เปิดช่องทางไปสู่
การเรยี นรู้ หรอื เข้าใจความหมายทซี่ อ่ นเรน้

ศ.นพ.วิจารณ์ พานชิ

248

เปลี่ยนส�ำนกึ ของตนเองเกย่ี วกับผวิ ขาวและปฏิบัติการ

ผูเ้ ขียน เป็นนักการศกึ ษาผวิ ขาว ๖ คน ทท่ี �ำงานในตา่ งบรบิ ทของ
ชุมชนและสถาบัน ทั้งหมดมาเรียนรู้ร่วมกันเดือนละคร้ัง ตั้งแต่ป ี
ค.ศ. ๑๙๙๘ เพอื่ เปลย่ี นสำ� นกึ ของตนเองทว่ี า่ คนขาวสงู สง่ กวา่ คนสผี วิ อน่ื
โดยใช้ CI เป็นเคร่ืองมือ โดยฉายภาพการเปลย่ี นแปลงใน ๓ ช่วงเวลา

• ค.ศ. ๑๙๙๘ : เหน็ ‘คนขาวทดี่ ’ี ในฐานะมติ รและศตั รภู ายใน
ในเบ้ืองต้นทีมผเู้ ขียนตระหนกั วา่ เพ่อื แสดงตนเป็น ‘คนขาวทดี่ ี’ (ไม่
เหยยี ดผิว) ตนจงึ พยายามแยกตวั ออกจากคนขาวที่ไม่สนใจ หรือ ไม่
ประสปี ระสาเรอื่ งการแบง่ แยกผวิ ในสงั คม(อเมรกิ นั ) โดยตราวา่ คนเหลา่ นนั้
เป็น ‘คนขาวที่ไม่ดี’ ซ่ึงเม่ือน�ำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็ตระหนักว่า
น่ันเปน็ ‘สำ� นกึ สงู ส่งกว่า’ อกี แบบหน่ึง
ในชว่ งเวลาดังกลา่ ว ทมี เรียนรู้ น�ำประสบการณพ์ บปะพดู คุยกบั
ผคู้ น ทอี่ า้ งตวั วา่ เปน็ คนขาวทไี่ มเ่ หยยี ดผวิ มาตคี วามแลกเปลย่ี นเรยี นรกู้ นั
เปรียบเทยี บกับความรสู้ ึกและพฤตกิ รรมของตนเอง ทำ� ให้เขา้ ใจมายา
ของ ‘คนขาวที่ดี’ มากขนึ้ เร่อื ยๆ

• ค.ศ. ๒๐๐๒ : เรยี นรตู้ นเองมากขึ้นในฐานะคนขาว
จะเหน็ วา่ สมาชกิ กลมุ่ เรยี นรทู้ งั้ ๖ ใชเ้ วลาตอ่ เนอ่ื งนานหลายปใี นการ
ปฏิบัติไปเรียนรู้ไป ในช่วงที่สองนี้ เน้นการเก็บข้อมูลของตนเอง และ
นำ� เสนอตอ่ เพอ่ื นรว่ มกลมุ่ เพอื่ ‘ขดุ ’ ตนเองใหล้ กึ ยงิ่ ขน้ึ อาศยั การนำ� ขอ้ มลู
เหตกุ ารณ์ในชีวติ ของตนเอง มาใคร่ครวญ สะทอ้ นคดิ ออกมาเปน็ ช้ินงาน
ศิลปะ แล้วน�ำเสนอต่อเพ่ือนๆ ท�ำให้ได้พลังของการเรียนรู้โดยการ
นำ� เสนอ (Presentational Learning)
รายละเอยี ดในหนงั สอื บรรยายเรอ่ื งราวของสมาชกิ แตล่ ะคนทไ่ี ดจ้ าก
‘เทคนคิ ประวตั ชิ วี ติ ’ (Life History Methology) ทมี่ ี ๔ ขน้ั ตอน คอื

เรยี นร้สู ู่การเปล่ียนแปลง

249

๑ ก�ำหนดประเภทของเรื่องราวท่ีมีผลต่อส�ำนึกความเป็นคนขาว
๒ ก�ำหนดวัสดุท่ีจะใช้แทนแต่ละประเภทของเร่ืองราว ท่ีง่ายท่ีสุด
คอื ใชส้ ี เชน่ สี Post-It สเี ขยี วแทนเรอ่ื งราวประเภท ก และสเี หลอื ง
แทนเรือ่ งประเภท ข เปน็ ต้น
๓ เอา Post-It เรียงเป็นภาพต่อเพ่ือตอบค�ำถาม เช่น ตอบค�ำถาม
ว่า ปจั จยั อะไรบ้าง ที่มผี ลต่อความเข้าใจในปัจจบุ นั ของข้าพเจา้
ในเร่อื ง ผวิ ขาว เชอ้ื ชาติ และการเหยยี ดผวิ
๔ นำ� ภาพตอ่ หรือสื่ออยา่ งอนื่ สอ่ื สารแลกเปลย่ี นกบั เพื่อนในกลุม่
ผลคือสมาชิกกลุ่ม สามารถน�ำเรื่องราวในชีวิตของตนเอง มา
แลกเปล่ียนได้ลึกมากขึ้นมาก ค้นพบส�ำนึกเหยียดผิวของตนเองได้
มากขึ้น ซง่ึ หมายความวา่ ค้นพบจุดออ่ นของตนเองที่ยังแก้ไม่ตก

• ค.ศ. ๒๐๐๕ : การเป็นคนขาวท่ีดี เป็นกระบวนการไม่ใช ่
เป้าหมายสดุ ทา้ ย
๗ ปี หลังจากผ่านกระบวนการ และเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย
คณะผู้เขียนก็ค้นพบหลักการ ‘ความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่งยวด’
(Critical Humulity) ซ่งึ เขานิยามว่า หมายถึงปฏบิ ตั กิ ารทเ่ี ปดิ กวา้ ง
ต่อการค้นพบว่า ความรู้ของตนเองเป็นเพียงส่วนหน่ึงของความรู้
ทั้งหมด และความรขู้ องตนเองมีสภาพววิ ัฒนาการอยตู่ ลอดเวลา
คนเราใช้ความรู้ที่ไม่สมบูรณ์น้ัน ในการด�ำรงชีวิตอยู่ในโลก
คณะผู้เขียนร่วมกันต้ังค�ำถาม เพ่ือใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างจริงจัง
กับตนเอง ถึงความส�ำเร็จ และความล้มเหลว ในการปฏิบัติการ
ออ่ นนอ้ มถอ่ มตนอยา่ งย่งิ ยวดน้นั

ศ.นพ.วจิ ารณ์ พานชิ


Click to View FlipBook Version