6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. ม่งุ มนั่ ในการทำงาน
3. มจี ิตสาธารณะ
8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (วธิ กี ารสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนสงั เกตวีดทิ ัศน์ “ทดสอบ Timelapes การละลายของนำ้ แข็งภายในไม่ก่ีวินาที” และ “A
Time-lapse of the Rusting of a Steel Plate” แลว้ อภิปรายร่วมกนั ในประเด็นคำถามตอ่ ไปน้ี
วีดิทศั น์ท่ี 1 ทดสอบ Timelapes การละลายของน้ำแข็งภายในไม่ก่ีวนิ าที
(ท่ีมา : https://www.youtube.com/watch?v=BN5qRmsbbVc สืบคน้ เมื่อ 11 สิงหาคม พ.ศ.2565)
A Time-lapse of the Rusting of a Steel Plate
(ทม่ี า : https://www.youtube.com/watch?v=VHRoGHOu7N0 สืบคน้ เมอื่ 11 สงิ หาคม พ.ศ.2565)
- จากวีดิทัศน์ที่ 1 และ 2 เป็นวีดิทัศน์เกี่ยวกับอะไร (แนวคำตอบ : วีดิทัศน์ที่ 1
เปน็ การละลายของนำ้ แข็ง และวดี ิทัศน์ท่ี 2 เป็นการเกิดสนิมของแผ่นโลหะ)
- นักเรยี นคดิ ว่า จากเหตกุ ารณใ์ ดเปน็ การเปล่ยี นแปลงทางกายภาพและการเปล่ียนแปลงทาง
เคมี (แนวคำตอบ : การละลายของน้ำแข็ง เป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ส่วนการเกิดสนิมของแผ่น
โลหะ เปน็ การเปล่ียนแปลงทางเคมี)
- เพราะเหตุใดการละลายของน้ำแข็ง จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ (แนวคำตอบ :
การละลายของน้ำแข็ง เป็นการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งไปเป็นของเหลว แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง
ของสาร และไมเ่ กดิ สารใหม่ขนึ้ )
- เพราะเหตุใดการเกิดสนิมของแผ่นโลหะ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเคมี (แนวคำตอบ :
เมอ่ื วางแผน่ โลหะทิ้งไว้บริเวณทมี่ คี วามช้ืน จะทำใหเ้ กิดสนิมขน้ึ )
- การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีแตกต่างกันอย่างไร
(แนวคำตอบ : การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ คอื การเปลย่ี นแปลงทเ่ี ปล่ียนแปลงลักษณะทางกายภาพของ
สารโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโครงสร้างภายใน ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นกระบวนการที่
อะตอมของสารหนึ่งหรือมากกว่านั้นถูกจัดเรียงใหม่หรือรวมกันเพื่อสร้างสารใหม่ เมื่อสารผ่านการ
เปล่ียนแปลงทางเคมสี มบตั ทิ างเคมขี องสารจะเปลี่ยนไป)
- นักเรียนคิดว่า สนิมที่เกิดขึ้นบนแผ่นโลหะ มีคุณสมบัติเหมือนกับแผ่นโลหะก่อนนำไปวาง
บริเวณทมี่ คี วามชนื้ หรอื ไม่ (แนวคำตอบ : ไม่เหมอื นกนั )
- การที่สารเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี แล้วได้สารใหม่เกิดขึ้น โดยมีสมบัติต่างจากเดิม
เรียกวา่ อะไร (แนวคำตอบ : ปฏิกิริยาเคมี)
2. ขน้ั สำรวจและคน้ หา (Exploration stage)
2.1 นักเรียนร่วมกันยกตัวอย่างการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่สามารถสังเกตการเปล่ียนแปลงด้วยประสาท
สัมผัสได้ และปฏิกริ ยิ าเคมที ี่ไมส่ ามารถสงั เกตการเปลี่ยนแปลงด้วยประสาทสัมผสั ได้ ในประเดน็ คำถามต่อไปน้ี
- นักเรียนสามารถระบุได้อย่างไรว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น เกิดปฏิกิริยาเคมี
(แนวคำตอบ : สังเกตจากการเกิดฟองแก๊ส การเกิดตะกอน การเกิดกลิ่น การเปลี่ยนสี การเพิ่มขึ้นหรือ
ลดลงของอุณหภูม)ิ
- นักเรียนคิดว่า หากการเปล่ียนแปลงบางปฏิกิริยาที่ไม่สามารถสงั เกตได้ด้วยประสาทสมั ผสั
จะมีวิธีการตรวจสอบอย่างไรว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เกิดปฏิกิริยาเคมี (แนวคำตอบ : ใช้เครื่องมือ
ในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลง) การเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาเคมีใดบ้างที่ต้องใช้เครื่องมือในการ
ตรวจสอบและใชเ้ ครือ่ งมือใดในการตรวจสอบ (แนวคำตอบ : สารละลายกรดทำปฏิกิรยิ ากับสารละลายเบส
สามารถทดสอบไดด้ ว้ ยการใชอ้ ุปกรณว์ ดั คา่ pH)
2.2 นักเรียนร่วมกันทำกิจกรรม “chem reaction finding” โดยให้นักเรียนยกตัวอย่างปฏิกิริยาเคมี
ท่ีเกดิ ขึ้นในชีวิตประจำวัน ลงในใบกิจกรรม พรอ้ มทงั้ เขียนสมการเคมีทีเ่ กดิ ขนึ้ ของปฏิกริ ยิ าเคมี จากนั้นร่วมกัน
อภปิ รายหลังจากกการทำกจิ กรรม
2.3 นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสารที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันและสมการ
เคมี ในประเดน็ คำถามตอ่ ไปนี้
- การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกิดขึ้นสามารถเขียนแทนได้ด้วยอะไร (แนวคำตอบ : สมการ
เคมี (Chemical equation))
- เพราะเหตุใดจึงเขียนการเปลี่ยนแปลงของสารที่เกิดขึ้นด้วยสมการเคมี (Chemical
equation) (แนวคำตอบ : เพื่อให้เป็นประโยคข้อความท่ีทำให้สั้นและเข้าใจตรงกันด้วยสูตรเคมีและ
สญั ลกั ษณ์)
- สมมุติให้ สมการเคมี A + B → C + D จากสามาการเคมีข้างต้น สารที่อยู่ทางด้านซ้าย
ของลูกศร เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : สารตั้งต้น) สารที่อยู่ทางด้านขวาของลูกศร เรียกว่าอะไร
(แนวคำตอบ : สารผลติ ภณั ฑ์)
- นักเรียนคิดว่าในสมการเคมีจะต้องระบุสัญลักษณ์อะไรด้วย (แนวคำตอบ : สถานะของ
สาร) มีการระบุสถานะของสารอย่างไร (แนวคำตอบ : เขียนสถานะของสารไว้ในวงเล็บหลังสูตรเคมีของ
สารแต่ละชนิด โดยใช้สัญลักษณ์ (s) คือ สารอยู่ในสถานะของแข็ง (solid), (l) คือ สารอยู่ในสถานะ
ของเหลว (liquid), (g) คือ สารอยู่ในสถานะแกส๊ (gas), (aq) คือ สารละลายในน้ำ (aqueous))
3. ข้ันอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation state)
3.1 นกั เรียนรว่ มกันลงข้อสรปุ เกี่ยวกับปฏิกิรยิ าเคมีและสมการเคมี ในประเดน็ ต่อไปนี้
- การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และการเปลี่ยนแปลงทางเคมีแตกต่างกันอย่างไร
(แนวคำตอบ : การเปล่ียนแปลงทางกายภาพ คือการเปล่ยี นแปลงทเ่ี ปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของ
สารโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโครงสร้างภายใน ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี เป็นกระบวนการที่
อะตอมของสารหนึ่งหรือมากกว่านั้นถูกจัดเรียงใหม่หรือรวมกันเพื่อสร้างสารใหม่ เมื่อสารผ่านการ
เปลย่ี นแปลงทางเคมสี มบัติทางเคมีของสารจะเปล่ียนไป)
- ปฏิกิริยาเคมี คืออะไร (แนวคำตอบ : ปฏิกิริยาเคมีเป็นกระบวนการที่ทำให้สารตั้งแต่ 1
ชนิดเปลี่ยนเป็นสารชนิดใหม่ โดยอะตอม หรือไอออนของสารตั้งต้นจะเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ได้เป็น
ผลิตภัณฑ์ท่มี ีโครงสรา้ งและสมบตั ติ ่างจากสารตง้ั ตน้ )
- สมการเคมี (Chemical equation) มีวิธีการเขียนอย่างไร (แนวคำตอบ : เขียนสูตรเคมี
ของสารตั้งต้นทางด้านซ้าย ตามด้วยลูกครเพือ่ แสดงทิศทางการ เปลี่ยนแปลง และสูตรเคมีของผลิตภณั ฑ์
อยทู่ างดา้ นขวา)
4. ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นักเรียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญลักษณ์อื่น ๆ ใน สมการเคมีที่ใช้แสดงภาวะและปัจจัยที่
เกย่ี วขอ้ งในการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี
สัญลกั ษณ์ท่ีใช้แสดงภาวะและปัจจัยที่เก่ียวข้องในการเกิดปฏิกิริยาเคมี
4.2 นกั เรียนศึกษาข้อมลู เพม่ิ เติมเก่ียวกบั การดสุ มการเคมี
การเขียนสมการเคมีที่สมบูรณ์ อะตอมของแต่ละธาตุในสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ต้องมีจำนวนเท่ากัน
ซึ่งทำได้โดยการดุลสมการเคมี โดยการนำตัวเลขที่เหมาะสมซึ่งเรียกว่า เลขสัมประสิทธิ์ (coefficient)
มาเตมิ หน้าสูตรของสารตง้ั ตน้ และผลิตภัณฑ์ โดยไมม่ ีการเปลี่ยนสตู รเคมีของสารตง้ั ต้น และผลติ ภัณฑ์
การดลุ สมการเคมไี มม่ ลี ำดบั ดข้นั ตอนและวิธีท่ีเป็นกฎเกณฑ์แนน่ อนแตม่ ีข้อแนะนำบางประการ ดังนี้
1. นบั จำนวนอะตอมของธาตุแตล่ ะชนดิ
2. ดุลจำนวนอะตอมของธาตุทางด้านซ้ายและขวาของสมการยังไม่เท่ากัน โดยเริ่มจากธาตุที่มีอยู่ใน
สารเพียงหนึ่งชนดิ ในแต่ละขา้ งของสมการเคมีกอ่ น ซง่ึ โดยทวั่ ไปอะตอม H และ O จะดุลเป็นลำดับสุดท้าย
3. ดุลจำนวนอะตอมของธาตุอืน่ ๆ จนกระท่ังทกุ อะตอมของธาตุทางด้านซ้ายและขวาของ การเท่ากัน
โดยพยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนสัมประสทิ ธิ์หนา้ สารทีม่ อี ะตอนธาตุท่ีดลุ แลว้
4. นิยมพทำเลขสัมประสิทธิ์ เป็นเศษส่วนให้เป็นจำนวนเต็ม โดยคูณสัมประสิทธิ์ทุกตัวด้วยตัวคูณพ่ี
น้อยทส่ี ดุ
5. ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation state)
2. ใบกจิ กรรมที่ 3.1 ปฏกิ ริ ิยาเคมีและสมการเคมี
9. ส่อื /แหล่งการเรียนรู้
1. สไลด์ประกอบการสอน เรือ่ ง ปฏกิ ริ ยิ าเคมีและสมการเคมี
2. ใบกิจกรรมที่ 3.1 ปฏิกิรยิ าเคมแี ละสมการเคมี
10. การวัดผลและการประเมนิ ผล
ส่งิ ท่ตี ้องการวัด/ประเมิน วธิ ีการวดั เคร่ืองมอื ท่ีใช้วัด เกณฑ์การประเมิน
1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. อธิบายความหมายของการ 1. สังเกตการตอบคำถาม 2. ใบกจิ กรรมที่ 3.1 ประเมินในระดับ 2
ข้ึนไป
เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมไี ด้ (K) จากการทำกิจกรรม 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบกิจกรรมท่ี 3.1 ประเมินในระดับ 2
2. ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 3.1 ขน้ึ ไป
1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ระบุสูตรเคมีของสารตั้งต้น 1. สงั เกตการตอบคำถาม 2. ใบกิจกรรมท่ี 3.1 ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
ผลติ ภณั ฑ์จากสมการเคมีได้ (K) จากการทำกจิ กรรม 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
2. ตรวจใบกิจกรรมที่ 3.1 ขึ้นไป
3. เขียนสมการเคมีจากปฏิกิริยา 1. สงั เกตการตอบคำถาม
ที่เกิดขึ้นโดยใช้สูตรเคมีและ จากการทำกจิ กรรม
สัญลกั ษณ์ได้ (P) 2. ตรวจใบกิจกรรมท่ี 3.1
4. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมีสว่ นรว่ มใน
กระตือรือร้น (A) การทำกจิ กรรมในชน้ั เรยี น
เกณฑก์ ารประเมนิ ก
รายการประเมนิ 3
1. อธิบายความหมายของการเกิดปฏิกิริยา อธบิ ายความหมายของ อธบิ าย
การเก
เคมีได้ (K) การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ถูกต้อง
ถกู ต้องครบถ้วน
2. ระบุสูตรเคมีของสารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์จาก ระบุสตู รเคมีของสารตงั้ ตน้ ระบุสูต
สมการเคมไี ด้ (K) ผลติ ภณั ฑ์จากสมการเคมี ผลติ ภ
ถกู ต้องครบถ้วน ถูกต้อง
3. เขียนสมการเคมีจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นโดย เขียนสมการเคมีจาก เขียนส
ใช้สูตรเคมีและสัญลักษณ์ได้ (P) ปฏกิ ิรยิ าทเ่ี กดิ ข้ึนโดยใช้ ปฏกิ ิร
สูตรเคมแี ละสัญลักษณ์ สตู รเค
ถูกต้องครบถ้วน ถูกต้อง
4. ร่วมกนั ทำกจิ กรรมอย่างกระตอื รือร้น (A) รว่ มกนั ทำกจิ กรรมในช้นั รว่ มกัน
เรยี นอยา่ งกระตือรอื ร้น เรียนอ
และมีส่วนรว่ มต่อการทำ และมสี
กจิ กรรมอยา่ งดเี ยยี่ ม กิจกรร
การทำกจิ กรรม
เกณฑ์การให้คะแนน
21 0
ไมส่ ามารถอธบิ าย
ยความหมายของ อธบิ ายความหมายของ ความหมายของการ
เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมไี ด้
กิดปฏิกิริยาเคมี การเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
ง 3-4 สว่ น ถูกต้อง 1-2 ส่วน
ตรเคมีของสารตง้ั ตน้ ระบสุ ูตรเคมีของสารตงั้ ตน้ ไม่สามารถระบสุ ูตรเคมี
ภณั ฑ์จากสมการเคมี ผลติ ภัณฑ์จากสมการเคมี ของสารตงั้ ตน้ ผลิตภัณฑ์
ง 3-4 ส่วน ถกู ต้อง 1-2 ส่วน จากสมการเคมีได้
สมการเคมีจาก เขยี นสมการเคมจี าก ไม่สามารถเขียนสมการ
ริยาทเี่ กิดข้นึ โดยใช้ ปฏกิ ิริยาทีเ่ กดิ ขน้ึ โดยใช้ เคมีจากปฏิกริ ยิ าที่เกิดขน้ึ
คมีและสัญลักษณ์ สูตรเคมีและสัญลักษณ์ โดยใชส้ ูตรเคมแี ละ
ง 3-4 สว่ น ถูกต้อง 1-2 ส่วน สัญลกั ษณ์ได้
นทำกจิ กรรมในช้ัน ร่วมกนั ทำกจิ กรรมในช้ัน ไมเ่ ขา้ รว่ มกันทำกจิ กรรม
อย่างกระตือรือร้น เรียนอยา่ งกระตือรือร้น ในชน้ั เรยี น และไม่มสี ว่ น
ส่วนร่วมตอ่ การทำ และมีส่วนร่วมต่อการทำ รว่ มต่อการทำกจิ กรรม
รมอยา่ งดี กิจกรรมพอใช้
แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
รายการประเมนิ 3 คะแนน 0
21
1. อธิบายความหมายของการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีได้ (K)
2. ระบุสตู รเคมีของสารต้ังต้น ผลิตภณั ฑ์จากสมการเคมีได้ (K)
3. เขียนสมการเคมจี ากปฏิกิรยิ าที่เกิดขึ้นโดยใช้สูตรเคมีและสัญลักษณ์ได้
(P)
4. รว่ มกนั ทำกิจกรรมอยา่ งกระตือรือรน้ (A)
เกณฑก์ ารให้คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
9-12 ดี
5-8 พอใช้
0-4 ปรบั ปรงุ
ลงชอื่ ผูส้ งั เกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหน่ง....................................................
วนั ที.่ ........../................./....................
บนั ทกึ หลังการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/1
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................ ..............
.................................................................................................................... ..........................................................
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/2
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 4/3
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ลงชอื่ ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์)
นกั ศึกษาปฏบิ ตั ิการสอน
วันที่.........../............../..............
ความคดิ เหน็ อาจารย์พี่เล้ียง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงชอื่ ............................................................
(อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม)
อาจารย์พี่เลีย้ ง
วันที.่ ........../............../................
ใบกิจกรรมท่ ี 3.1
ปฏกิ ริ ยิ าเคมแี ละสมการเคมี
ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. เขยี นและดลุ สมการเคมขี องปฏกิ ริ ยิ าเคมตี ่อไปน้ ี
แก๊สแอมโมเนยี ทาปฏกิ ริ ยิ ากบั แก๊สออกซเิ จน ได้น้าและแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
การสงั เคราะห์ แก๊สแอมโมเนยี ทาได้โดยใชแ้ ก๊สไนโตรเจนและแก๊สไฮโดรเจน
โดยมเี หลก็ เป็นตวั เร่งปฏกิ ิรยิ า
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
ตม้ โลหะแมกนเี ซยี มในน้าได้แก๊สไฮโดรเจนและแมกนเี ซยี มไฮดรอกไซด์ซง่ึ เป็นของแขง็
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
ผสมสารละลายอะลูมเิ นยี มซลั เฟตกบั สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซด์ เกดิ ตะกอนของ
อะลมู เิ นยี มไฮดรอกไซด์และสารละลายโซเดยี มซลั เฟต
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
เมอ่ื วางโลหะเงนิ ไว้ในอากาศจะพบวา่ เงนิ หมอง เน่อื งจากโลหะเงนิ ทาปฏกิ ิรยิ ากบั
แก๊สไฮโดรเจนซลั ไฟด์และแก๊สออกซิเจนในอากาศไดซ้ ลิ เวอร์ซลั ไฟด์ซ่งึ เป็นของแขง็ และน้า
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 17
รายวิชา ว31102 เคมีพ้นื ฐาน ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 ปฏกิ ิรยิ าเคมแี ละอัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี ปีการศึกษา 2565
เร่ือง อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี จำนวน 2 ช่ัวโมง
ผู้สอน ปส.ภานุสรณ์ คีรีเพ็ชร์ อาจารยพ์ ่ีเลี้ยง อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี
2. ตัวช้ีวัด
ว 2.1 ม.5/21 ทดลองและอธิบายผลของความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิรยิ า ที่มีผลต่อ
อัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. ทดลองเพื่อศึกษาการเกิดแก๊สไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอ
รกิ ได้ (P)
2. อธบิ ายความหมายอตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมไี ด้ (K)
3. ร่วมกันทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รือรน้ (A)
4. สาระสำคญั
การเปล่ียนแปลงของสารจํานวนมากท่ีพบเห็นในธรรมชาติและในชวี ติ ประจําวัน เป็นการเปลี่ยนแปลง
ท่เี กดิ จากปฏกิ ริ ิยาเคมี ซง่ึ ทําให้มกี ารเปลีย่ นแปลงปรมิ าณสารต่าง ๆ ในระบบ โดยปริมาณสารตง้ั ต้นลดลงและ
ปรมิ าณผลติ ภัณฑ์เพ่ิมขึ้น ซ่งึ การเปล่ียนแปลงเหล่านี้อาจเกดิ ข้ึนได้เรว็ หรอื ช้าต่างกนั การทราบอัตราเร็วในการ
เปลีย่ นแปลงทําให้สามารถนาํ ปฏิกิริยาเคมีไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม
5. สาระการเรียนรู้
อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเป็นการศกึ ษาการเปลีย่ นแปลงของสารต้ังต้นหรือสารผลิตภณั ฑ์ต่อเวลา ซึ่งการ
เปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นนัน้ อาจศึกษาในรปู ของความเข้มข้น หรือโมลที่เปลีย่ นไป เป็นต้น ซึ่งสามารถเขียนในรูป
ความสมั พันธ์ไดด้ ังน้ี
อัตราการเปลี่ยนแปลงของสารตั้งต้นหรือสารผลิตภัณฑ์ พบว่าเมื่อปฏิกิริยาดำเนินไปจะทำให้สารตั้ง
ต้นค่อย ๆ ลดลง และทำให้สารผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น จึงเขียนความสัมพันธ์ของสารตั้งต้นที่กําลังลดลง และสาร
ผลติ ภัณฑ์ทีเ่ พิม่ ข้ึนไดด้ งั นี้
กราฟของการเปลีย่ นแปลงอัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี
โดยทั่วไปจะศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปฏิกิริยาเคมีในรูปของความเข้มข้น ซึ่งปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ณ
เวลาใด ๆ นํามาเขียนกราฟจะได้ความสมั พันธ์ของกราฟดังแสดง เมื่อสารต้งั ต้น A สลายตวั กลายเป็นผลติ ภณั ฑ์
B ดังสมการ
ภาพที่ 1 กราฟแสดงการเปล่ียนแปลงความเข้มขน้ กบั เวลา
ที่มา : https://player.slideplayer.in.th/9/2183239/data/images/img14.jpg
เมื่อพิจารณากราฟของสารตั้งต้น A พบว่าความเข้มข้นของสารตั้งต้น A จะมีปริมาณมากที่สุด เม่ือ
เวลา t=0 แต่ความเข้มข้นของสารตั้งต้น A จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แสดงว่าสารตั้งต้น A ถูกสลายกลายเป็น
สารผลิตภัณฑ์ B กราฟที่ได้โค้งลง เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาของสารตั้งต้น พบว่าอัตราการ
เกิดปฏิกิริยาในช่วงแรกจะเร็วมาก และจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสังเกตได้จากความ
ชันของกราฟ ถ้ากราฟมีความชันมาก แสดงว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเร็วขึ้น แต่เมื่อพิจารณากราฟของสาร
ผลิตภัณฑ์ B พบว่า กราฟจะโค้งขึ้นในช่วงแรก และจะคงที่หรือโค้งน้อยลง เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเพราะอัตรา
การเกิดปฏิกิริยาในช่วงแรกจะเร็วมาก เพราะมสี ารตัง้ ต้นอยจู่ ำนวนมาก โอกาสที่จะสลายตัวเป็นผลติ ภัณฑ์จะมี
มากกว่าแตจ่ ะลดลงหรือคงท่ี ในช่วงหลงั เพราะสารตงั้ ต้นถกู ใช้หมด อัตราการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าจงึ น้อยลงหรอื คงท่ี
6. สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
7. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝ่เรยี นรู้
2. มุ่งมนั่ ในการทำงาน
3. มจี ิตสาธารณะ
8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (วธิ กี ารสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนดูวิดีโอ “FAST and FURIOUS - Supra Test Drive (Supra vs Ferrari)” แล้วร่วมกัน
ตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปน้ี
วดี ิโอที่ 1 FAST and FURIOUS - Supra Test Drive (Supra vs Ferrari)
(ท่ีมา : https://www.youtube.com/watch?v=5BkXzLvqnkc สืบคน้ เมอื่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2565)
- จากการเคลื่อนที่ของรถยนต์ นักเรียนสามารถหาอัตราเร็วของรถยนต์ ได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : ระยะทางท่ีรถยนตเ์ คลื่อนทีเ่ ทียบกับระยะเวลาทีร่ ถยนต์เคลอื่ นที่)
- หากตอ้ งการหาอัตราการเปล่ียนแปลงปริมาณสาร จะสามารถหาได้อย่างไร (แนวคำตอบ :
ปรมิ าณของสารที่เปลยี่ นแปลงไปเทยี บกับระยะเวลาท่ีเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี)
- หากเปรียบเทียบการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมีกับการเคลื่อนที่ของรถยนต์ สามารถเปรีย
เทียบได้อย่างไร (แนวคำตอบ : ระยะทางที่รถยนต์เคลื่อนที่เทียบกับระยะเวลาที่รถยนต์เคลื่อนที่ ใช้แสดง
ถึงอตั ราเร็วในการเคล่ือนท่ีของรถ)
- นกั เรยี นคิดวา่ การเปล่ยี นแปลงของปริมาณสารตั้งตน้ ในปฏกิ ริ ิยา เป็นอยา่ งไร (แนวคำตอบ
: ปริมาณสารตั้งตน้ ลดลง) การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารผลิตภัณฑ์ในปฏกิ ิริยา เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ
: ปรมิ าณสารผลติ ภัณฑ์เพ่มิ ข้นึ )
2. ข้ันสำรวจและค้นหา (Exploration stage)
2.1 นักเรียนทำการทดลองศึกษาการเกิดแก๊สไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับ
กรดไฮโดรคลอรกิ
ภาพที่ 1 การทดลองศกึ ษาการเกดิ แกส๊ ไฮโดรเจนจากปฏกิ ิริยา
ระหวา่ งโลหะแมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอรกิ
2.2 นักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับทดลองศึกษาการเกิดแก๊สไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะ
แมกนเี ซยี มกับกรดไฮโดรคลอรกิ ในประเด็นคำถามต่อไปนี้
- นักเรียนสังเกตเห็นอะไร เมื่อเทสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลงในหลอดทดลอง
(แนวคาํ ตอบ : เหน็ ฟองแก๊สเกิดขึ้น)
- นักเรียนคิดว่า แก๊สที่เกิดขึ้นจากการทดลอง คือแก๊สชนิดใด (แนวคําตอบ : แก๊สที่เกิดข้นึ
คือ แก๊สไฮโดรเจน) และปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเขียนแสดงเป็นสมการเคมีได้อย่างไร (แนวคําตอบ : ปฏิกิริยาท่ี
เกดิ ขึ้นเขยี นแสดงเป็นสมการเคมีได้ ดังนี้ Mg(s) + 2HCl(aq) → MgCl2(aq) + H2(g))
- นักเรียนสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดภายในกระบอกฉีดยาหรือไม่ อย่างไร (แนว
คําตอบ : ก้านกระบอกฉีดยาเคลื่อนที่ นั่นหมายความว่า ปริมาตรของแก๊สไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นเพิ่มข้ึน
น้ันเอง)
- การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของฟองแก๊ส และก้านกระบอกฉีดยา สามารถอธิบายได้อย่างไร
(แนวคาํ ตอบ : เกิดการเปล่ยี นแปลงปริมาณของสารในปฏิกิรยิ าเคมี)
- เมื่อเวลาผ่านไปการทำปฏิกิริยาของโลหะแมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอริกเกิดการ
เปล่ียนแปลงอย่างไร” (แนวคาํ ตอบ : ปฏกิ ริ ิยาตอนเริ่มตน้ เกดิ ไดเ้ ร็วและค่อย ๆ ช้าลงเม่ือเวลาผา่ นไป)
3. ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation state)
3.1 นักเรียนรว่ มกนั ลงขอ้ สรุปเกย่ี วกบั อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี ในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
- ระยะเวลาที่ใช้ในการเก็บแก๊สไฮโดรเจนในแต่ละช่วงปริมาตรเป็นอย่างไร (แนวคำตอบ :
เวลาที่ใช้ในการเก็บแก๊สไฮโดรเจนในแต่ละช่วงปริมาตรมีค่าไม่เท่ากัน โดยในช่วงแรกจะใช้เวลาน้อย
ในช่วงถดั ไปจะใชเ้ วลามากขน้ึ ตามลำดบั )
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นกั เรียนศกึ ษาข้อมูลเพมิ่ เติมเก่ียวกบั อตั ราการเปลี่ยนแปลงปรมิ าณของสาร
- หากปฏิกิริยาเคมี A → B ปริมาณของสาร A จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ
: ปริมาณของสาร A ลดลง เนื่องจากเป็นสารตั้งต้น) ปริมาณของสาร B จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
(แนวคำตอบ : ปริมาณของสาร B เพิม่ ขน้ึ เน่อื งจากเปน็ สารตงั้ ต้น)
- อัตราการเปล่ยี นแปลงของสาร A สามารถหาไดอ้ ยา่ งไร
แนวคำตอบ :
อัตราการเปลยี่ นแปลงของสาร A = - ปรมิ าณของสาร A ท่เี ปลี่ยนแปลงไป
ระยะเวลาทเี่ กดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
- อัตราการเปล่ยี นแปลงของสาร B สามารถหาได้อยา่ งไร
แนวคำตอบ :
อตั ราการเปล่ยี นแปลงของสาร B = ปริมาณของสาร B ที่เปล่ียนแปลงไป
ระยะเวลาที่เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
- ทำไมถึงต้องเติมเครื่องหมายลบท่ีอัตราการเปลี่ยนแปลงของสาร A (แนวคำตอบ :
สาร A เป็นสารตั้งต้น ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณสารตั้งต้นมีค่าเป็นลบ (-) ดังนั้น ในสมการจึง
ต้องมเี ครอ่ื งหมายลบ เพื่อแสดงถงึ ปรมิ าณทีล่ ดลง และเพื่อใหอ้ ัตราการเปลี่ยนแปลงของสารมีคา่ เป็นบวก)
5. ขน้ั ประเมินผล (Evaluation state)
5.1 นักเรยี นทำใบบนั ทึกผลการทดลอง การทดลองศึกษาการเกิดแกส๊ ไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่าง
โลหะแมกนีเซยี มกบั กรดไฮโดรคลอรกิ ให้เรียบรอ้ ย
9. สอื่ /แหล่งการเรียนรู้
1. สไลด์ประกอบการสอน เรื่อง อตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี
2. ใบบันทึกผลการทดลอง การทดลองศึกษาการเกิดแก๊สไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะ
แมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอริก
10. การวัดผลและการประเมนิ ผล
ส่งิ ทีต่ ้องการวัด/ประเมิน วธิ ีการวดั เครื่องมอื ทใี่ ช้วดั เกณฑก์ ารประเมิน
1. ทดลองเพื่อศึกษาการเกิดแก๊ส 1. สงั เกตการตอบคำถาม 1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
ไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่าง จากการทำกจิ กรรม 2. ใบบันทึกผลการ ประเมินในระดับ 2
โลหะแมกนีเซียมกับกรดไฮโดร 2. ใบบันทกึ ผลการทดลอง ทดลอง ข้นึ ไป
คลอรกิ ได้ (P)
2. อธิบายความหมายอัตราการ 1. สังเกตการตอบคำถาม 1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
เกดิ ปฏิกิริยาเคมีได้ (K) จากการทำกจิ กรรม 2. ใบบันทึกผลการ ประเมินในระดับ 2
2. ใบบนั ทกึ ผลการทดลอง ทดลอง ขน้ึ ไป
3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมีสว่ นรว่ มใน 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
กระตือรอื ร้น (A) การทำกิจกรรมในชนั้ เรียน ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
ขน้ึ ไป
เกณฑ์การประเมนิ ก
รายการประเมนิ 3
1. ทดลองเพื่อศึกษาการเกิดแก๊สไฮโดรเจน ทดลองทดลองเพอ่ื ศกึ ษา ทดลอ
จากปฏกิ ริ ยิ าระหว่างโลหะแมกนีเซียมกับกรด การเกิดแกส๊ ไฮโดรเจนจาก การเก
ไฮโดรคลอริกได้ (P) ปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งโลหะ ปฏิกริ
แมกนีเซยี มกับกรดไฮโดร แมกน
คลอรกิ ไดอ้ ย่างเช่ยี วชาญ คลอรกิ
โดยมที ักษะทาง วทิ ยาศ
วิทยาศาสตร์ทีถ่ ูกต้อง
2. อธิบายความหมายอัตราการเกิดปฏิกิริยา อธบิ ายความหมายอตั รา อธิบาย
เคมีได้ (K) การเกดิ ปฏิกิริยาเคมี การเก
ถูกต้องครบถว้ น ถกู ต้อง
3. ร่วมกนั ทำกจิ กรรมอย่างกระตือรือรน้ (A) ร่วมกนั ทำกจิ กรรมในช้ัน รว่ มกัน
เรียนอย่างกระตือรือร้น เรียนอ
และมีสว่ นร่วมตอ่ การทำ และมีส
กจิ กรรมอยา่ งดีเยยี่ ม กิจกรร
การทำกิจกรรม
เกณฑ์การให้คะแนน
210
องทดลองเพอื่ ศกึ ษา ทดลองทดลองเพอ่ื ศึกษา ทดลองทดลองเพอ่ื ศกึ ษา
กดิ แกส๊ ไฮโดรเจนจาก การเกดิ แก๊สไฮโดรเจนจาก การเกดิ แก๊สไฮโดรเจนจาก
ริยาระหวา่ งโลหะ ปฏิกิรยิ าระหว่างโลหะ ปฏกิ ิริยาระหวา่ งโลหะ
นีเซยี มกับกรดไฮโดร แมกนีเซียมกับกรดไฮโดร แมกนีเซยี มกบั กรดไฮโดร
กได้ โดยมีทักษะทาง คลอริกได้ โดยมีทักษะทาง คลอริกโดยมีทกั ษะทาง
ศาสตร์ทถ่ี ูกต้อง วิทยาศาสตร์ทีถ่ ูกต้อง วิทยาศาสตรท์ ไี่ มถ่ ูกต้อง
บางส่วน
ยความหมายอตั รา อธิบายความหมายอตั รา ไมส่ ามารถอธบิ าย
กดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี การเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ความหมายอตั ราการ
ง 3-4 ส่วน ถกู ต้อง 1-2 ส่วน เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมไี ด้
นทำกิจกรรมในชัน้ ร่วมกนั ทำกิจกรรมในชนั้ ไมเ่ ข้าร่วมกันทำกจิ กรรม
อยา่ งกระตือรอื ร้น เรียนอยา่ งกระตือรือร้น ในชน้ั เรียน และไม่มสี ่วน
ส่วนรว่ มตอ่ การทำ และมีสว่ นรว่ มตอ่ การทำ ร่วมต่อการทำกจิ กรรม
รมอยา่ งดี กิจกรรมพอใช้
แบบประเมินการทำกิจกรรม
รายการประเมิน 3 คะแนน 0
21
1. ทดลองเพื่อศึกษาการเกิดแก๊สไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะ
แมกนเี ซียมกบั กรดไฮโดรคลอรกิ ได้ (P)
2. อธิบายความหมายอตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมีได้ (K)
3. ร่วมกนั ทำกจิ กรรมอยา่ งกระตือรอื ร้น (A)
เกณฑก์ ารให้คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรุง
ลงช่อื ผูส้ ังเกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหน่ง....................................................
วนั ที.่ ........../................./....................
บันทกึ หลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/2
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 4/3
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ลงชอื่ ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ ครี ีเพ็ชร์)
นักศึกษาปฏิบตั ิการสอน
วันที.่ ........../............../..............
ความคดิ เหน็ อาจารยพ์ ่เี ล้ียง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ............................................................
(อ.ทรงธรรม แก้วประถม)
อาจารย์พ่เี ลีย้ ง
วันท.ี่ ........../............../................
ใบบนั ทกึ ผลการทดลอง
“การทดลองศกึ ษาการเกดิ แก๊ สไฮโดรเจนจากปฏกิ ริ ยิ า
ระหว่างโลหะแมกนเี ซยี มกบั กรดไฮโดรคลอรกิ ”
ชอ่ื ................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
จดุ ประสงค์การทดลอง
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
วสั ดแุ ละอุปกรณ์
1. ลวดแมกนเี ซยี ม (Mg) 2. สารละสายกรดไฮโดรคลอรกิ (HCl)
3. กระบอกตวงขนาด 10 mL 4. หลอดทดลองขนาดกลาง
5. กระบอกฉดี ยาขนาด 10 mL 6. กระดาษทราย
7. ขาตง้ ั พรอ้ มท่จี บั หลอดทดลอ 8. จกุ ยาง
วธิ กี ารทดลอง
1. ใชก้ ระดาษทรายขดั ลวด Mg ให้สะอาด
2. นาลวด Mg ท่ขี ดั สะอาดแลว้ มาขดให้คลา้ ยสปรงิ ใส่ในหลอดทดลองขนาดกลาง
3. นากระบอกฉดี ยามาต่อกบั จกุ ยาง และกดกา้ นกระบอกฉดี ยาให้อยูท่ ่ ี 0 mL
4. ตวง HCl 0.15 M 10 mL ใส่ในหลอดทดลอง พรอ้ มกบั ปิดปากหลอดทดลองด้วยจกุ ยาง
ท่ตี ่อกบั กระบอกฉดี ยา เรม่ิ จบั เวลาทนั ทเี มอ่ื ปิดจกุ ยาง
5. บนั ทกึ เวลาทกุ ระยะท่กี ้านกระบอกฉดี ยาเพม่ิ ขน้ึ 1 mL จนกระทง่ ั ถงึ 10 mL
ปฏกิ ิรยิ าท่เี กดิ ขน้ึ
...............................................................................................................................
วาดภาพชุ ดอุปกรณ์ การทดลอง
ผลการทดลอง
ปรมิ าตรของ H2 เวลาท่ใี ช้ (s)
(mL)
สรุ ปผลการทดลอง
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
......................... ......................................................................................................
...............................................................................................................................
คาถามทา้ ยการทดลอง
1. การเปล่ยี นแปลงของสารในปฏกิ ิรยิ าเคมี สามารถสงั เกตได้อยา่ งไร
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
2. การเกิดแก๊สไฮโดรเจนในแต่ละช่วง ปรมิ าตรท่ใี ช้เทา่ กนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
3. เพราะเหตใุ ดจงึ ไมท่ าการวดั มวลของลวด Mg แทนการวดั ปรมิ าตรของ H2
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 19
รายวชิ า ว31102 เคมพี ืน้ ฐาน ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 3 ปฏิกริ ยิ าเคมีและอัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ปีการศกึ ษา 2565
เรอ่ื ง ปจั จัยท่มี ผี ลต่ออตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี จำนวน 1 ช่วั โมง
ผ้สู อน ปส.ภานสุ รณ์ ครี ีเพช็ ร์ อาจารยพ์ ี่เลย้ี ง อ.ทรงธรรม แก้วประถม
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธ์ระหว่างสมบัติของสสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี
2. ตัวช้ีวดั
ว 2.1 ม.5/21 ทดลองและอธิบายผลของความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิรยิ า ที่มีผลต่อ
อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ว 2.1 ม.5/22 สืบค้นข้อมูลและอธิบายปัจจัยท่ีมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่ใช้ประโยชน์ใน
ชีวิตประจำวันหรอื ในอตุ สาหกรรม
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายผลของความเข้มข้นของสาร พื้นท่ีผิวของสาร อุณหภูมิ ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยาท่ีมีผล
ต่ออตั ราการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมไี ด้ (K)
2. เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยหลักท่ีมีผลต่ออัตราการ
เกิดปฏิกริ ิยาเคมีได้ (P)
3. ร่วมกันทำกจิ กรรมอย่างกระตือรอื ร้น (A)
4. สาระสำคญั
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีหนึ่ง ๆ คือ ความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิ ตัวเร่ง
และตัวหน่วงปฏิกิริยา และชนิดของสารที่ทําปฏิกิริยา ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา
เคมสี ามารถนาํ มาใชป้ ระโยชนใ์ นชีวติ ประจําวนั และอุตสาหกรรมตา่ ง ๆ
5. สาระการเรยี นรู้
สารที่ทำให้ปฏิกิริยาเกิดได้เร็วขึ้น เรียกว่า ตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมี
ตัวเร่งปฏิกิรยิ ายังคงให้ผลิตภัณฑ์เป็นสารชนิดเดิม และเมื่อปฏิกิริยาเคมีสิ้นสุดลงจะได้ตวั เร่งปฏิกิริยากลับคืน
มาในปริมาณเท่าเดิม ดังนั้นจึงสามารถใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในปริมาณเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยให้สารตั้งต้น
เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมีได้
ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี สารตั้งต้นจะเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ ทำให้สารตั้งต้นมีปริมาณลดลงและ
ผลิตภณั ฑ์มีปริมาณเพ่ิมข้ึน ถา้ ปริมาณสารต้ังต้นลดลงอยา่ งรวดเร็ว ปรมิ าณผลติ ภณั ฑ์ก็จะเพมิ่ ขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการพิจารณาว่าปฏิกิริยาใดเกิดได้เร็วหรือช้า จึงพิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงปริมาณสารตั้งต้นหรือ
ผลติ ภัณฑ์ตอ่ เวลา ซ่งึ สมั พนั ธ์กบั อตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี (rate of reaction)
6. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
3. มีจิตสาธารณะ
8. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ (วธิ ีการสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนดูวิดีโอ “FAST and FURIOUS - Supra Test Drive (Supra vs Ferrari)” แล้วร่วมกัน
ตอบคำถามในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
วดี ิโอท่ี 1 FAST and FURIOUS - Supra Test Drive (Supra vs Ferrari)
(ทีม่ า : https://www.youtube.com/watch?v=5BkXzLvqnkc สบื ค้นเม่ือ 11 สงิ หาคม พ.ศ.2565)
- จากการเคลื่อนที่ของรถยนต์ นักเรียนสามารถหาอัตราเร็วของรถยนต์ ได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : ระยะทางท่รี ถยนตเ์ คล่อื นทีเ่ ทยี บกับระยะเวลาที่รถยนต์เคลอ่ื นท่ี)
- หากต้องการหาอัตราการเปลี่ยนแปลงปรมิ าณสาร จะสามารถหาได้อยา่ งไร (แนวคำตอบ :
ปริมาณของสารท่เี ปลยี่ นแปลงไปเทยี บกับระยะเวลาทีเ่ กิดปฏกิ ริ ิยาเคมี)
- หากเปรียบเทียบการดำเนินไปของปฏิกิริยาเคมีกับการเคลื่อนที่ของรถยนต์ สามารถ
เปรียบเทียบได้อย่างไร (แนวคำตอบ : ระยะทางที่รถยนตเ์ คลื่อนที่เทียบกับระยะเวลาทีร่ ถยนตเ์ คลื่อนที่ ใช้
แสดงถงึ อัตราเร็วในการเคล่ือนทขี่ องรถ)
- นักเรยี นคิดวา่ การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารตั้งตน้ ในปฏิกิริยา เปน็ อย่างไร (แนวคำตอบ
: ปริมาณสารตั้งต้นลดลง) การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารผลิตภณั ฑ์ในปฏกิ ิริยา เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ
: ปรมิ าณสารผลติ ภณั ฑ์เพมิ่ ขน้ึ )
- นกั เรยี นคิดวา่ มีปจั จยั ใดบ้างท่สี ่งผลต่ออัตารการเกิดปฏิกิริยาเคมี (แนวคำตอบ : อุณหภูมิ
ความเข้มข้น พ้นื ทีผ่ วิ ตัวเร่งปฏกิ ิรยิ า)
2. ขน้ั สำรวจและค้นหา (Exploration stage)
2.1 นักเรยี นดูวีดโิ อการทดลองปจั จัยท่มี ีผลตอ่ อตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมี
ภาพที่ 1 การทดลองปัจจยั ท่ีมผี ลตอ่ อัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี
https://www.youtube.com/watch?v=kgdpC2GjQt4
2.2 นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเกยี่ วกับการทดลองปัจจยั ท่ีมีผลตอ่ อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี
- ในแต่ละบีกเกอร์ปฏิกิริยาสิ้นสุดโดยใช้เวลาต่างกัน แล้วอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีในบีก
เกอร์ใบที่ 2 3 และ 4 เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับบีกเกอร์ใบที่ 1 (แนวคําตอบ: เวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยา
เคมจี นกระทง่ั ไมเ่ หน็ ฟองแก๊สเกดิ ขึ้นในแตล่ ะบีกเกอร์ไมเ่ ท่ากัน)
- เมื่อเปรียบเทียบบีกเกอร์ใบที่ 1 และใบที่ 2 พบว่า บีกเกอร์ใบที่ 2 ซึ่งใช้ HCl เข้มข้น
มากกวา่ ใชเ้ วลานอ้ ยกว่า
- เมื่อเปรียบเทียบบีกเกอร์ใบที่ 1 และใบที่ 3 พบว่า บีกเกอร์ใบที่ 1 ซึ่งใช้ผง CaCO3 ซึ่งมี
พน้ื ที่ผวิ มากกว่า ใชเ้ วลาน้อยกว่าบกี เกอรใ์ บท่ี 3 ซ่งึ ใชเ้ มด็ CaCO3
- เมื่อเปรียบเทียบบีกเกอร์ใบที่ 1 และใบที่ 4 พบว่า บีกเกอร์ใบที่ 4 ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า ใช้
เวลานอ้ ยกว่า
- นักเรียนคิดว่า “ความเข้มข้น พื้นที่ผิว และอุณหภูมิมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิยาเคมี
อย่างไร” (แนวคําตอบ : การเพิ่มความเข้มข้นของ HCl มีผลทําให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนี้เพิ่มข้ึน
การเพิม่ พน้ื ท่ีผิวของ CaCO3 ให้สมั ผสั กับ HCl มากขึ้นมีผลทําให้อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีน้ีเพ่ิมขึ้น การ
เพ่ิมอณุ หภมู ใิ นการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ ามีผลทาํ ให้อตั ราการเกิดปฏิกิรยิ าเคมีนเ้ี พ่ิมขนึ้ )
3. ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation state)
3.1 นักเรียนรว่ มกนั ลงขอ้ สรุปเกี่ยวกับปัจจยั ทม่ี ผี ลตอ่ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จนไดข้ อ้ สรุปต่อไปนี้
การเพิ่มความเข้มข้นของ HCl การเพิ่มอุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา และการเพิ่มพื้นที่ผิวของ
CaCO3 จะทำใหอ้ ัตราการเกิดปฏิกริ ิยาระหว่าง CaCO3 กับ HCl เพ่มิ ขนึ้
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นักเรียนและครูร่วมกันยกตัวอย่างปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา
เคมีในชีวิตประจําวัน เช่น การเคี้ยวยาลดกรด การเก็บอาหารไว้ในตู้เย็น การใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาในการผลิตปยุ๋
แอมโมเนยี และการผลติ เนยเทยี ม
5. ขน้ั ประเมินผล (Evaluation state)
5.1 นักเรียนทำแบบฝึกหัด 4.2 หนา้ 111 ในหนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ เล่ม 1
9. ส่ือ/แหลง่ การเรยี นรู้
1. สไลดป์ ระกอบการสอน เร่ือง ปัจจยั ทีม่ ผี ลตอ่ อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี
2. หนังสอื เรียนวิทยาศาสตรก์ ายภาพ เล่ม 1
10. การวดั ผลและการประเมนิ ผล
ส่งิ ท่ตี ้องการวดั /ประเมนิ วธิ ีการวดั เคร่อื งมือทใ่ี ช้วดั เกณฑ์การประเมิน
1. อธิบายผลของความเข้มข้น 1. สังเกตการตอบคำถาม 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
ข อ ง ส า ร พ้ื น ที่ ผ ิ ว ข อ ง ส า ร จากการทำกจิ กรรม 2. แบบฝึกหัด 4.2 ประเมินในระดับ 2
อุณหภูมิ ตัวเร่งและตัวหน่วง 2. แบบฝึกหัด 4.2 หนา้ หน้า 111 ขน้ึ ไป
ปฏิกิริยาที่มีผลต่ออัตราการ 111
เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมไี ด้ (K)
สงิ่ ท่ีต้องการวดั /ประเมิน วธิ ีการวัด เครื่องมอื ท่ีใช้วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
2. เ ป ร ี ย บ เ ท ี ย บ อ ั ต ร า ก า ร 1. สังเกตการตอบคำถาม 1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
เกิดปฏิกิริยาเคมีเม่ื อมีการ จากการทำกจิ กรรม 2. แบบฝึกหัด 4.2 ประเมินในระดับ 2
เปล่ียนแปลงปัจจัยหลักท่ีมีผลต่อ 2. แบบฝึกหดั 4.2 หน้า หนา้ 111 ขนึ้ ไป
อัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมไี ด้ (P) 111
3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมสี ว่ นร่วมใน 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
กระตอื รือรน้ (A) การทำกจิ กรรมในชัน้ เรยี น ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
ขนึ้ ไป
เกณฑก์ ารประเมนิ ก
รายการประเมนิ 3
1. อธิบายผลของความเข้มข้นของสาร พื้นท่ี อธิบายผลของความ อธิบาย
ผิวของสาร อุณหภูมิ ตัวเร่งและตัวหน่วง เข้มขน้ ของสาร พื้นทผ่ี ิว เข้มข้น
ของสา
ปฏิกิริยาท่ีมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ของสาร อุณหภมู ิ ตวั เรง่ และตวั
ได้ (K) และตัวหนว่ งปฏกิ ิรยิ าที่มี
ผลตอ่ อัตราการ ผลต่ออ
เกิดปฏิกริ ยิ าเคมถี ูกต้อง เกดิ ปฏ
ครบถ้วน 3-4 ส่ว
2. เปรยี บเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเม่ือ เปรยี บเทยี บอตั ราการ เปรยี บ
มีการเปล่ียนแปลงปัจจัยหลักที่มีผลต่ออัตรา เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมีเม่ือมีการ เกดิ ปฏ
การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมไี ด้ (P) เปล่ียนแปลงปัจจัยหลกั ที่มี เปล่ียน
ผลตอ่ อัตราการ ผลตอ่ อ
เกิดปฏกิ ิริยาเคมถี ูกตอ้ ง เกดิ ปฏ
ครบถว้ น 3-4 ส่ว
การทำกิจกรรม
เกณฑก์ ารให้คะแนน
210
ยผลของความ อธบิ ายผลของความ ไมส่ ามารถอธิบายผลของ
นของสาร พ้ืนทผ่ี วิ เขม้ ขน้ ของสาร พ้ืนทผี่ วิ ความเข้มขน้ ของสาร พ้ืนที่
าร อุณหภมู ิ ตัวเรง่ ของสาร อุณหภมู ิ ตัวเรง่ ผวิ ของสาร อณุ หภมู ิ
วหนว่ งปฏกิ ิริยาท่ีมี และตัวหน่วงปฏกิ ริ ิยาท่ีมี ตัวเรง่ และตวั หนว่ ง
อตั ราการ ผลต่ออัตราการ ปฏกิ ริ ิยาทม่ี ีผลต่ออตั รา
ฏิกริ ิยาเคมีถูกตอ้ ง เกดิ ปฏิกิริยาเคมถี ูกตอ้ ง การเกิดปฏิกริ ิยาเคมีได้
วน 1-2 สว่ น
บเทียบอัตราการ เปรียบเทียบอัตราการ ไม่สามารถเปรียบเทยี บ
ฏิกิริยาเคมเี ม่ือมีการ เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมเี มื่อมีการ อัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
นแปลงปัจจัยหลกั ที่มี เปลี่ยนแปลงปัจจยั หลกั ท่ีมี เมอื่ มีการเปล่ียนแปลง
อัตราการ ผลต่ออตั ราการ ปจั จยั หลักท่ีมีผลต่ออัตรา
ฏิกิรยิ าเคมีถูกต้อง เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมถี ูกตอ้ ง การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมีได้
วน 1-2 ส่วน
เกณฑ์การประเมินก
รายการประเมนิ 3 ร่วมกัน
3. ร่วมกนั ทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รอื รน้ (A) รว่ มกันทำกิจกรรมในชั้น เรียนอ
เรียนอย่างกระตือรือร้น และมีส
และมีส่วนร่วมตอ่ การทำ กิจกรร
กิจกรรมอยา่ งดีเยีย่ ม
การทำกิจกรรม
เกณฑ์การให้คะแนน
21 0
ไม่เขา้ รว่ มกันทำกิจกรรม
นทำกจิ กรรมในชน้ั รว่ มกนั ทำกิจกรรมในชั้น ในช้นั เรียน และไม่มีสว่ น
ร่วมต่อการทำกิจกรรม
อย่างกระตือรือร้น เรยี นอยา่ งกระตือรือร้น
สว่ นรว่ มต่อการทำ และมีสว่ นร่วมต่อการทำ
รมอย่างดี กิจกรรมพอใช้
แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
รายการประเมิน 3 คะแนน 0
21
1. อธิบายผลของความเข้มข้นของสาร พ้ืนท่ีผิวของสาร อุณหภูมิ ตัวเร่ง
และตัวหน่วงปฏกิ ริ ิยาที่มผี ลตอ่ อตั ราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมไี ด้ (K)
2. เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัย
หลักท่ีมีผลต่ออัตราการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมไี ด้ (P)
3. รว่ มกนั ทำกจิ กรรมอย่างกระตอื รอื ร้น (A)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ
7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรุง
ลงช่อื ผสู้ ังเกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหน่ง....................................................
วันท่.ี ........../................./....................
บันทกึ หลังการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4/2
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 4/3
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ลงชอื่ ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ ครี ีเพ็ชร์)
นักศึกษาปฏิบตั ิการสอน
วันที.่ ........../............../..............
ความคดิ เหน็ อาจารยพ์ ่เี ล้ียง
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ลงช่ือ............................................................
(อ.ทรงธรรม แก้วประถม)
อาจารย์พ่เี ลีย้ ง
วันท.ี่ ........../............../................
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 20
รายวิชา ว31102 เคมีพื้นฐาน ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 ปฏิกิรยิ าเคมีและอตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี ปีการศึกษา 2565
เรอื่ ง ปฏิกิริยารีดอกซ์ สมบตั ิของสารกมั มันตรงั สี และครึ่งชีวติ จำนวน 2 ชวั่ โมง
ผูส้ อน ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์ อาจารยพ์ เ่ี ล้ยี ง อ.ทรงธรรม แก้วประถม
1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธ์ระหว่างสมบัติของสสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี
2. ตัวชี้วดั
ว 2.1 ม.5/23 อธบิ ายความหมายของปฏิกริ ิยารีดอกซ์
ว 2.1 ม.5/24 อธบิ ายสมบตั ิของสารกมั มนั ตรังสี และคำนวณครึ่งชวี ติ และปริมาณของสารกัมมันตรงั สี
ว 2.1 ม.5/25 สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างประโยชน์ของสารกัมมันตรงั สีและการป้องกันอันตราย
ที่เกิดจากกัมมนั ตภาพรังสี
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความหมายของปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ได้ (K)
2. อธิบายสมบัติของสารกมั มันตรงั สีได้ (K)
3. คำนวณครง่ึ ชวี ติ และปรมิ าณของสารกมั มันตรังสีได้ (P)
4. บอกประโยชน์ของสารกมั มันตรงั สแี ละการป้องกนั อันตรายท่เี กดิ จากกัมมนั ตภาพรังสีได้ (K)
5. ร่วมกนั ทำกิจกรรมอยา่ งกระตอื รอื รน้ (A)
4. สาระสำคัญ
ปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์เปน็ ปฏกิ ิริยาเคมที เี่ กิดจากการถา่ ยโอนอเิ ล็กตรอนของสาร โดยปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์มีทั้ง
ทีใ่ ห้กระแสไฟฟ้าและไม่ให้กระแสไฟฟา้
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ จะใช้สารกัมมันตรังสีเปน็ แหล่งของพลังงาน เนื่องจากสารกัมมนั ตรังสีมีนิวเคลยี ส
ไม่เสถียร เกิดการสลายและแผร่ ังสอี ย่างต่อเน่อื ง สารกัมมันตรังสีแตล่ ะชนิดมีคา่ ครงึ่ ชีวิตแตกตา่ งกนั และรังสีที่
แผ่ออก มาแตกต่างกันจึงนำมาใชป้ ระโยชน์ได้ต่างกัน การนำสารกัมมนั ตรังสีแต่ละชนิดมาใช้ต้องมกี ารจัดการ
อย่างเหมาะสมและต้องคำนึงถงึ ผลกระทบต่อส่ิงมชี ีวิตและสงิ่ แวดล้อม
5. สาระการเรยี นรู้
ปฏกิ ิริยารีดอกซ์
แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ที่ให้พลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ไฟฉาย นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ
แลป็ ท๊อปคอมพวิ เตอร์ รวมทั้งยานพาหนะ เช่น รถยนต์ แบตเตอรี่ จดั เป็นเซลลไ์ ฟฟ้าประเภทหน่ึง เน่ืองจากมี
ปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนอิเล็กตรอนระหว่างสารเคมีที่อยู่ต่างขั้วไฟฟ้ากันเกิดขึ้น แบตเตอรี่ที่ใช้
กันในปจั จุบนั เช่น ถ่านไฟฉาย ถ่านแอลคาไลน์ แบตเตอร่ีตะก่วั แบตเตอรีล่ ิเธียมไอออน
ปฏิกิริยาเคมีท่ีมกี ารถ่ายโอนอเิ ล็กตรอนระหว่างสารเคมี เรียกว่า ปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox reaction)
ตัวอย่างปฏิกิริยารีดอกซ์ที่เกิดขึ้นในแบตเตอรี่ เช่น ในถ่านไฟฉายขั้วโลหะสังกะสีซึ่งเป็นขั้วลบให้อิเล็กตอน
ออกมา อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ไปยังขั้วบวกซึ่งเป็นคาร์บอนที่เคลือบด้วยสารประกอบออกไซด์ของแมงกานีส
ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นซึ่งมีทิศทางการเคลื่อนที่ตรงข้ามกับการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ในถ่านไฟฉายมี
อิเลก็ ตรอนชว่ ยในการนำไฟฟา้ ระหวา่ งข้วั และทำใหก้ ระแสไฟฟา้ ครบวงจร
ถ่านไฟฉายเป็นแบตเตอร่ีทไ่ี ม่สามารถนำมาประจุเพื่อใช้ใหม่อีก แตกตา่ งจากแบตเตอรีโ่ ทรศัพท์มือถือ
หรือแบตเตอรี่รถยนต์ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่สามารถนำมาประจุใหม่ โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการประจุ
เป็นปฏกิ ริ ิยาทเี่ กดิ ในทิศทางตรงกนั การขา้ มกับปฏกิ ิริยาการให้กระแสไฟฟ้า
สารเคมีที่เป็นองค์ประกอบในแบตเตอรี่ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีอันตราย จึงไม่ควรทิ้งรวมกับขยะทั่วไป
แตต่ ้องทิ้งในท่ที ่จี ดั เตรยี มไวใ้ ห้
นอกจากในแบตเตอรี่แล้วยังมีปฏิกิริยารีดอกซ์ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น ปฏิกิริยาการ
เผาไหม้ ปฏิกิริยาการเกิดสนิมของโลหะ ปฏิกิริยาในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ปฏิกิริยาเคมีใน
กระบวนการหายใจ
สมบัติของสารกัมมันตรังสี และครง่ึ ชีวิต
สารกมั มันตรังสี (radioactive substance) มีนิวเคลยี สไม่เสถียร จึงเกิดการสลายและแผร่ งั สี ซงึ่ เรียก
ปรากฏการณ์นว้ี ่า กมั มนั ตรังสี (radioactivity) สารกมั มันตรงั สีใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรบั โรงไฟฟ้านิงเคลียร์
ในหลายประเทศ เชน่ ญปี่ นุ่ สหรฐั อเมรกิ า จีน โดยการผลติ ไฟฟ้าอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ของสารกัมมันตรังสี
ในเครอ่ื งปฏิกรณท์ ำให้เกิดพลังงานความรอ้ นที่นำไปใชผ้ ลิตไอนำ้ เพ่ือหมนุ กังหนั ทตี่ ่อกับเคร่ืองกำเนดิ ไฟฟ้า
ปฏิกิริยานวิ เคลียร์ของสารกัมมนั ตรงั สีเป็นการเปลี่ยนแปลงภายในนวิ เคลียสของอะตอมทีน่ ำไปสู่การ
เปลี่ยนแปลงชนิดของธาตุหรือไอโซโทป และปลดปล่อยพลังงานออกมา แตกต่างจากการเกิดปฏิกิริยาเคมีท่ี
เป็นการเปล่ียนแปลงของอิเล็กตรอนโดยนิวเคลียสไม่มีการเปลี่ยนแปลงจึงไม่เกิดการเปลี่ยนชนิดของธาตุ
ดังนั้นปฏิกิริยานิวเคลียร์จึงไม่จัดเป็นปฏิกิริยาเคมี ตัวอย่างเช่น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ของยูเรเนียม-235 ซึ่งเกิด
จากการยิงอนุภาคนิวตรอนไปที่นิวเคลียสของยูเรเนียม ทำให้นิวเคลียสแตกออกเป็นคริปทอน-90 แบเรียม-
144 และอนภุ าคนวิ ตรอน รวมท้ังมีพลงั งานเกดิ ขน้ึ ดังรปู 4.12
ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีสลายจนเหลือปริมาณครึ่งหนึ่ง เรียกว่า ครึ่งชีวิต (half-life) เขียนแทน
ด้วยสัญลักษณ์ t½ สารกัมมันตรังสีแต่ละชนิดมีครึ่งชีวิตไม่เท่ากัน ตัวอย่างการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี
เช่น โมลิบดีมัน-99 (Mo-99) มีครึ่งชีวิต 3 วัน ถ้ามีโมลิบดีมัน-99 อยู่ 10 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 3 วัน จะเหลือ
โมลิบดีนัม-99 อยู่ 5 กรัม และเมอื่ เวลาผ่านไปอกี 3 วัน จะเหลอื โมลิบดีมนั -99 อยู่ 2.5 กรมั ดังรูป 4.13
6. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
7. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝ่เรียนรู้
2. มุ่งมั่นในการทำงาน
3. มจี ติ สาธารณะ
8. กระบวนการจดั การเรียนรู้ (วิธีการสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนสักเกตวดี ทิ ัศน์ เรื่องเล่าเช้านี้ พบสารพิษถูกทิ้งในอาคารร้างพหลฯ 24 พบเป็น 'อิริเดียม
192' ยนั ไม่ร่วั ไหล แล้วรว่ มกันตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี
วดี ิทศั น์ เร่ืองเลา่ เช้านี้ พบสารพษิ ถูกทง้ิ ในอาคารรา้ งพหลฯ 24 พบเป็น 'อริ ิเดยี ม 192' ยันไม่ร่วั ไหล
(ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=qICLzHF7Cp8)
- จากวีดิทัศน์ นักเรียนสังเกตเห็นสัญลักษณ์อะไรบา้ ง และมีลักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ :
สญั ลกั ษณ์สารกัมมนั ตรังสีของอิรเิ ดียม-192)
- จากสัญลักษณ์ดังกล่าว เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับอะไร (แนวคำตอบ : สัญลักษณ์สาร
กมั มนั ตรงั สี)
- สมบตั ิของสารท่มี สี ัญลกั ษณ์น้ีมีลกั ษณะอย่างไร (แนวคำตอบ : สามารถแผ่รังสไี ด้)
2. ข้นั สำรวจและค้นหา (Exploration stage)
2.1 นักเรียนศึกษาสมบตั ิของสารกมั มันตรังสี แล้วร่วมตอบคำถามในประเด็นตอ่ ไปน้ี
- สารกัมมนั ตรังสี มีสมบัตอิ ย่างไร (แนวคำตอบ : มีนิวเคลยี สไม่เสถยี ร จงึ เกิดการสลายตัว
ของอะตอม สามารถสลายตวั กลายเป็นอะตอมของธาตใุ หมไ่ ด้)
- ปรากฏการที่เกิดการสลายตัวกลายเป็นอะตอมของธาตุใหม่ได้ เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ
: กมั มันตภาพรงั สี (radioactivity))
2.2 นักเรียนสังเกตภาพรังสีที่แผ่ออกมาจากไอโซโทปกัมมันตรังสี และการทะลุทะลวงของรังสี แล้ว
ร่วมตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี
- รงั สีทีแ่ ผ่ออกมาจากไอโซโทปกัมมนั ตรังสี มรี งั สอี ะไรบา้ ง (แนวคำตอบ : รงั สแี อลฟา (α)
รงั สบี ตี า (β) รังสีแกมมา (γ))
- อำนาจทะลุทะลวงของรังสีแอลฟา (α) รังสีบีตา (β) รังสีแกมมา (γ) เป็นอย่างไร (แนว
คำตอบ : รังสแี กมมา (γ) มีอำนาจทะลทุ ะลวงของรงั สีสงู ที่สดุ รองลงมาเป็นรงั สบี ีตา (β) และรงั สแี อลฟา
(α) ) มอี ำนาจทะลุทะลวงของรงั สีน้อยทสี่ ดุ )
2.3 นักเรยี นสังเกตภาพการสลายตัวของสารกัมมันตรังสี แล้วรว่ มตอบคำถามในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี
- จากภาพ นักเรียนสังเกตเห็นอะไรบ้าง (แนวคำตอบ : ปริมาณของไอโซโทปของสาร
กัมมนั ตรังสีมีปริมาณลดลงเหลือคร่ึงนึง โดยชว่ งเวลาทปี่ รมิ าณลดลงเหลอื คร่ึงนึง มีระยะเวลาเทา่ กัน)
- ระยะเวลาที่กัมมันตภาพรังสีสลายจนเหลือปริมาณครึ่งหนึ่ง เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ :
ครึง่ ชีวิต (half-life))
- ครง่ึ ชีวติ (half-life)) สามารถเขยี นแทนดว้ ยสญั ลกั ษณ์อะไร (แนวคำตอบ : t½)
- นักเรียนคิดว่า สารกัมมันตรังสีแต่ละชนิด มีครึ่งชีวิตเท่ากันหรือไม่ (แนวคำตอบ :
ไม่เท่ากนั )
2.4 นักเรียนสังเกตแบตเตอรีช่ นดิ ตา่ ง ๆ แลว้ รว่ มตอบคำถามในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
- ในแบตเตอรี่ มีการเกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างไร (แนวคำตอบ : มีปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกบั
การถา่ ยโอนอิเล็กตรอนระหว่างสารเคมที ่ีอย่ตู ่างขว้ั ไฟฟ้ากันเกดิ ขึน้ )
- ปฏิกิริยาเคมีที่มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอนระหว่างสารเคมี เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ :
ปฏิกริ ิยารดี อกซ์ (redox reaction))
- ส่วนประกอบของแบตเตอรม่ี อี ะไรบา้ ง
แนวคำตอบ :
- ทศิ ทางการเคล่ือนที่ของอิเล็กตรอนทท่ี ำใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้า มีทิศทางอย่างไร (แนวคำตอบ
: อเิ ล็กตรอนจะออกจากขว้ั ลบ เคลอ่ื นที่ไปยงั ขั้วบวก ทำให้เกดิ กระแสไฟฟ้าขนึ้ มีสารอิเล็กโทรไลต์ ชว่ ยใน
การนำไฟฟ้าระหวา่ งข้วั และทำให้กระแสไฟฟ้าครบวงจร)
3. ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation state)
3.1 นักเรียนร่วมกันลงข้อสรุปเกย่ี วกับปฏิกิริยารีดอกซ์ สมบตั ิของสารกมั มันตรังสี และคร่ึงชีวิต จนได้
ข้อสรปุ ตอ่ ไปน้ี
- ปฏิกิริยาเคมีที่มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอนระหว่างสารเคมี เรียกว่า ปฏิกิริยารีดอกซ์ (redox
reaction)
- สารกัมมันตรังสี (radioactive substance) มีนิวเคลียสไม่เสถียร จึงเกิดการสลายและแผ่
รังสี ซึ่งเรียกปรากฏการณน์ ี้วา่ กมั มนั ตรังสี (radioactivity)
- ปฏิกิริยานิวเคลียร์ของสารกัมมันตรังสเี ป็นการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียสของอะตอมที่
นำไปสกู่ ารเปล่ียนแปลงชนิดของธาตหุ รอื ไอโซโทป และปลดปลอ่ ยพลังงานออกมา
- ระยะเวลาที่สารกัมมันตรังสีสลายจนเหลือปริมาณครึ่งหนึ่ง เรียกว่า ครึ่งชีวิต (half-life)
เขยี นแทนด้วยสญั ลกั ษณ์ t½ สารกัมมันตรงั สีแต่ละชนดิ มีครงึ่ ชีวติ ไม่เท่ากัน
4. ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นกั เรียนศกึ ษาขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ เก่ยี วกับการใช้ประโยชนจ์ ากสารกัมมันตรังสี
Co-60 ใชใ้ นการรกั ษาโรคมะเร็ง
I-131 ใชใ้ นการติดตามการทำงานและรกั ษาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
Co-60 ฆา่ เช้อื แบคทเี รยี เพื่อถนอมอาหาร
Co-60 ใช้ในการเปลย่ี นสีอัญมณี
C-14 คำนวนหาอายุวตั ถุโบราณหรอื ซากดึกดำบรรพ์
5. ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation state)
5.1 นกั เรยี นทำใบกิจกรรมท่ี 3.2 สารกมั มนั ตรงั สแี ละครึ่งชีวิต
9. สื่อ/แหลง่ การเรียนรู้
1. สไลด์ประกอบการสอน เรอ่ื ง ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์ สมบัติของสารกมั มันตรงั สี และครงึ่ ชีวิต
2. ใบกจิ กรรมท่ี 3.2 สารกัมมนั ตรงั สีและครึง่ ชีวิต
3. วีดิทัศน์ เรื่องเล่าเช้านี้ พบสารพิษถูกทิ้งในอาคารร้างพหลฯ 24 พบเป็น 'อิริเดียม 192' ยันไม่
ร่วั ไหล
10. การวดั ผลและการประเมนิ ผล
สิง่ ทีต่ ้องการวัด/ประเมนิ วิธีการวดั เคร่อื งมอื ทใี่ ช้วัด เกณฑ์การประเมิน
1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. อ ธ ิ บ า ย ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง 1. สงั เกตการตอบคำถาม 2. ใบกจิ กรรมที่ 3.2 ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
ปฏกิ ิริยารีดอกซไ์ ด้ (K) จากการทำกจิ กรรม 1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบกจิ กรรมที่ 3.2 ประเมินในระดับ 2
2. ใบกิจกรรมที่ 3.2 ขน้ึ ไป
1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. อ ธ ิ บ า ย ส ม บ ั ต ิ ข อ ง ส า ร 1. สงั เกตการตอบคำถาม 2. ใบกิจกรรมท่ี 3.2 ประเมินในระดับ 2
ขน้ึ ไป
กมั มันตรงั สีได้ (K) จากการทำกจิ กรรม 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบกิจกรรมที่ 3.2 ประเมินในระดับ 2
2. ใบกจิ กรรมท่ี 3.2 ขน้ึ ไป
3. คำนวณครึ่งชีวิตและปริมาณ 1. สงั เกตการตอบคำถาม
ของสารกัมมนั ตรังสีได้ (P) จากการทำกจิ กรรม
2. ใบกิจกรรมท่ี 3.2
4. บ อ ก ป ร ะ โ ย ช น ์ ข อ ง ส า ร 1. สังเกตการตอบคำถาม
กัมมันตรังสีและการป้องกัน จากการทำกจิ กรรม
อ ั น ต ร า ย ท ี ่ เ ก ิ ด จ า ก 2. ใบกจิ กรรมท่ี 3.2
กัมมันตภาพรงั สไี ด้ (K)
5. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมีส่วนร่วมใน 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
กระตือรือรน้ (A) การทำกจิ กรรมในชัน้ เรยี น ทำกิจกรรม ประเมินในระดับ 2
ขน้ึ ไป
เกณฑ์การประเมนิ ก
รายการประเมนิ 3
1. อธิบายความหมายของปฏิกิริยารีดอกซ์ได้ อธิบายความหมายของ อธิบาย
ปฏิกริ
(K) ปฏิกริ ิยารีดอกซ์ถูกต้อง 4 ส่วน
อธบิ าย
ครบถว้ น กัมมัน
สว่ น
2. อธิบายสมบตั ิของสารกัมมันตรังสีได้ (K) อธบิ ายสมบัตขิ องสาร คำนวณ
ปริมาณ
กมั มนั ตรังสีถกู ต้อง กมั มนั
สว่ น
ครบถ้วน บอกป
กมั มนั
3. คำนวณครึ่งชีวิตและปริมาณของสาร คำนวณครึ่งชีวิตและ ป้องกัน
กัมมนั
กัมมนั ตรงั สีได้ (P) ปริมาณของสาร 4 สว่ น
กัมมนั ตรังสีถูกต้อง
ครบถ้วน
4. บอกประโยชนข์ องสารกัมมนั ตรงั สีและการ บอกประโยชนข์ องสาร
ป้องกันอันตรายที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสีได้ กัมมันตรังสแี ละการ
(K) ป้องกันอนั ตรายทีเ่ กดิ จาก
กัมมนั ตภาพรังสีถูกตอ้ ง
ครบถว้ น
การทำกจิ กรรม
เกณฑก์ ารให้คะแนน
210
ยความหมายของ อธบิ ายความหมายของ ไม่สามารถอธิบาย
รยิ ารีดอกซ์ถูกตอ้ ง 3- ปฏกิ ิริยารดี อกซ์ถูกต้อง 1- ความหมายของปฏกิ ิรยิ ารี
น 2 สว่ น ดอกซ์ได้
ยสมบตั ิของสาร อธิบายสมบัติของสาร ไมส่ ามารถอธบิ ายสมบัติ
นตรงั สีถกู ต้อง 3-4 กัมมันตรงั สีถกู ต้อง 1-2 ของสารกัมมันตรังสีได้
สว่ น
ณครง่ึ ชวี ติ และ คำนวณครง่ึ ชีวติ และ ไมส่ ามารถคำนวณครึง่
ณของสาร ปรมิ าณของสาร ชีวิตและปริมาณของสาร
นตรงั สีถกู ต้อง 3-4 กัมมันตรงั สีถกู ต้อง 1-2 กัมมนั ตรงั สีได้
สว่ น
ประโยชนข์ องสาร บอกประโยชนข์ องสาร ไมส่ ามารถบอกประโยชน์
นตรังสีและการ กัมมนั ตรังสีและการ ของสารกัมมันตรังสแี ละ
นอันตรายที่เกดิ จาก ป้องกนั อันตรายท่เี กดิ จาก การปอ้ งกันอนั ตรายท่ีเกิด
นตภาพรงั สีถูกตอ้ ง 3- กมั มันตภาพรังสีถูกต้อง 1- จากกัมมนั ตภาพรังสีได้
น 2 สว่ น
เกณฑ์การประเมินก
รายการประเมนิ 3 ร่วมกัน
5. รว่ มกนั ทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รอื รน้ (A) รว่ มกันทำกิจกรรมในชั้น เรียนอ
เรียนอย่างกระตือรือร้น และมีส
และมีส่วนร่วมตอ่ การทำ กิจกรร
กิจกรรมอยา่ งดีเยีย่ ม
การทำกิจกรรม
เกณฑ์การให้คะแนน
21 0
ไม่เขา้ รว่ มกันทำกิจกรรม
นทำกจิ กรรมในชน้ั รว่ มกนั ทำกิจกรรมในชั้น ในช้นั เรียน และไม่มีสว่ น
ร่วมต่อการทำกิจกรรม
อย่างกระตือรือร้น เรยี นอยา่ งกระตือรือร้น
สว่ นรว่ มต่อการทำ และมีสว่ นร่วมต่อการทำ
รมอย่างดี กิจกรรมพอใช้
แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
รายการประเมิน 3 คะแนน 0
21
1. อธบิ ายความหมายของปฏิกิริยารดี อกซไ์ ด้ (K)
2. อธบิ ายสมบัตขิ องสารกมั มันตรังสีได้ (K)
3. คำนวณคร่ึงชวี ิตและปริมาณของสารกัมมันตรงั สีได้ (P)
4. บอกประโยชน์ของสารกัมมันตรังสีและการป้องกันอันตรายที่เกิดจาก
กัมมนั ตภาพรงั สไี ด้ (K)
5. รว่ มกนั ทำกจิ กรรมอยา่ งกระตือรอื รน้ (A)
เกณฑ์การให้คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ
12-15 ดี
6-11 พอใช้
0-5 ปรบั ปรงุ
ลงชือ่ ผสู้ งั เกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหนง่ ....................................................
วันที.่ ........../................./....................
บนั ทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์)
นกั ศกึ ษาปฏบิ ัติการสอน
วนั ท.ี่ ........../............../..............
ความคิดเห็นอาจารยพ์ เี่ ลีย้ ง
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................
ลงชือ่ ............................................................
(อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม)
อาจารย์พ่ีเลี้ยง
วันท่ี.........../............../................
ใบกจิ กรรมท่ ี 3.2
สารกมั มนั ตรงั สแี ละครง่ึ ชวี ติ
ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. จงหาปรมิ าณของ Tc-99 ท่เี หลอื เมอ่ื วาง Tc-99 จานวน 10.00 กรมั ไวน้ าน 24 ชว่ ั โมง
และ Tc-99 มคี รง่ึ ชวี ติ เทา่ กบั 6.0 ชว่ ั โมง
2. I-131 มคี รง่ึ ชวี ติ 8 วนั จานวน 10 กรมั เมอ่ื เวลาผา่ นไปก่วี นั จงึ จะมไี อโอดนี เหลอื 2.5 กรมั
3. จากการทดลองพบว่า เมอ่ื เวลาผ่านไป 120 วนั จะมี Cs-137 เหลอื อยู่ 300 กรมั ถ้าครง่ึ ชวี ติ ของ
Cs-137 เทา่ กบั 30 วนั จงหาว่า เมอ่ื เรม่ิ ตน้ มี Cs-137 อยูเ่ ทา่ ใด
4. ออสเมยี ม-182 (Os-182) มคี รง่ึ ชวี ติ 21.5 ชว่ ั โมง เมอ่ื เวลาผ่านไป 64.5 ชว่ ั โมง จะเหลอื สารน้กี ่ ี
กรมั ถา้ เรม่ิ ตน้ มสี ารน้อี ยู่ 8.0 กรมั
5. ถ้าเรม่ิ ตน้ มสี ารกมั มนั ตรงั สชี นดิ หนง่ึ อยู่ 32 กรมั เมอ่ื เวลาผา่ นไป 1 วนั จะเหลอื สารน้ ี 2 กรมั สาร
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 21
รายวิชา ว31102 เคมพี นื้ ฐาน ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 4
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 4 สารประกอบอินทรีย์และสมบตั ขิ องพอลิเมอร์ ปกี ารศกึ ษา 2565
เร่อื ง สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน จำนวน 1 ชั่วโมง
ผ้สู อน ปส.ภานุสรณ์ คีรีเพ็ชร์ อาจารย์พเี่ ลยี้ ง อ.ทรงธรรม แก้วประถม
1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี
2. ตวั ชี้วัด
ว 2.1 ม.5/14 ระบสุ ารประกอบอินทรยี ์ประเภทไฮโดรคารบ์ อนว่าอิม่ ตวั หรือไม่อิ่มตวั จากสูตรโครงสรา้ ง
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายความหมายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนได้ (K)
2. ระบสุ ารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทไฮโดรคารบ์ อนว่าอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวจากสตู รโครงสร้างได้ (P)
3. ร่วมกันทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รือรน้ (A)
4. สาระสำคัญ
สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน (hydrocarbon compound) เป็นสารประกอบอินทรยี ท์ ป่ี ระกอบด้วย
คาร์บอน (C) และไฮโดรเจน (H) เท่านั้น โดยโครงสร้างของสารประกอบที่ประกอบด้วยพันธะเดี่ยวทั้งหมด
เรียกวา่ ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตวั หากโครงสรา้ งของสารประกอบท่ีประกอบดว้ ยพันธะคูห่ รือพันธะสามอย่างน้อย
1 พันธะ เรียกว่า ไฮโดรคารบ์ อนไม่อม่ิ ตัว
5. สาระการเรียนรู้
อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ อาหารให้พลังงาน หรือใช้กลไกในการทำงานของ
ระบบภายในร่างกาย อาหารแต่ละชนิดมีสารองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ไขมันและน้ำมัน คาร์โบไฮเดรต
โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารประกอบอินทรีย์ ( organic
compound) ยกเวน้ เกลือแร่
สารประกอบอินทรีย์เป็นสารประกอบที่มีธาตุคาร์บอน (C) เป็นองค์ประกอบ ธาตุคาร์บอนในสารประกอบ
อินทรีย์ส่วนใหญ่สร้างพันธะโคเวเลนต์กับธาตุไฮโดรเจน (H) หรือกับธาตุคาร์บอน (C) ด้วยกันเอง นอกจากนี้
สารประกอบอินทรีย์ยังมีธาตชุ นิดอื่น เช่น O N S Cl เป็นองค์ประกอบร่วมกัน สารประกอบอินทรีย์อาจได้มา
จากสิ่งมชี ีวติ หรือการสงั เคราะห์ สว่ นสารประกอบอ่ืนที่ไม่ใช่สารประกอบอินทรยี ์ เรยี กวา่ สารประกอบอนินท
รีย์ ซึ่งมีสารประกอบของคาร์บอนบางชนิดจัดเป็นสารประกอบอนินทรีย์ เช่น คาร์บอนมอนนอกไซด์
คารบ์ อนไดออกไซด์ กรดคารบ์ อนิก
รูป 3.1 สูตรโครงสร้างสารประกอบอินทรียบ์ างชนิด
ในชีวิตประจำวันอาหารที่บริโภคส่วนใหญ่มีไขมันและน้ำมันเป็นองค์ประกอบ เช่น ไก่ทอด ไอศกรีม
ผัดผัก ขนมเค้ก เครื่องดื่มผสมครีมเทียม ไขมันและน้ำมันแต่ละชนิดมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันการเลือก
บริโภคไขมนั และนำ้ มันอยา่ งเหมาะสมจงึ เปน็ ผลดตี ่อสุขภาพของรา่ งกาย
ไขมันและน้ำมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน พบมากในอาหารจำพวกน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ นม เนย
ไขมันและน้ำมันจัดเป็นสารในกลุ่มไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides) ที่มีโครงสร้างประกอบด้วยสว่ นที่มาจากกลี
เซอรอล (glycerol) และกรดไขมนั (fatty acid) ดังรูป 3.3
รูป 3.3 โครงสร้างของไตรกลเี ซอไรด์
เมื่อพิจารณาโครงสร้างของไตรกลีเซอไรด์ในไขมันและน้ำมันแต่ละชนิดจะมีส่วนที่มาจากกลีเซอรอล
เหมือนกัน แต่จะมีส่วนที่มาจากกรดไขมันที่แตกต่างกัน โดยส่วนที่เป็นกรดไขมันถ้ามีพันธะ C=C อยู่ใน
โครงสร้างเรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) ส่วนกรดไขมันที่มีเฉพาะพันธะเดี่ยวอยู่ใน
โครงสร้างเรียกว่า กรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) โดยกรดไขมันไม่อิ่มตัวมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า
อุณหภมู หิ อ้ ง สว่ นกรดไขมนั อิม่ ตวั มจี ุดหลอมเหลวสงู กว่าอณุ หภมู หิ ้อง
หลักการพิจารณาความอิ่มตัวของกรดไขมันเป็นหลักการเดียวกันกับการพิจารณาความอิ่มตัวของ
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (hydrocarbon compound) ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ประกอบด้วย
คาร์บอนและไฮโดรเจนเท่านั้น โดยสูตรโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวมีพันธะเดี่ยวทั้งหมด
ส่วนสูตรโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวมีพันธะคู่หรือพันธะสามอย่างน้อย 1 พันธะ
ดงั รูป 3.4
รปู 3.4 ตวั อย่างโครงสร้างของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนอม่ิ ตวั และไม่อิม่ ตัว
6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
7. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝ่เรียนรู้
2. มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
3. มีจิตสาธารณะ
8. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ (วิธกี ารสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนสกั เกตฉลากของนมถั่วเหลือง แล้วรว่ มกันตอบคำถามในประเด็นตอ่ ไปนี้