The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว 31102 เคมีพื้นฐาน (1/2565) SATIT PSU

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว 31102 เคมีพื้นฐาน (1/2565) SATIT PSU

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว 31102 เคมีพื้นฐาน (1/2565) SATIT PSU

5. สาระการเรียนรู้

การคาดคะเนรูปรา่ งโมเลกุลจากโครงสร้างลิวอสิ โดยอาศัยการผลักกันของอิเล็กตรอนค่รู ่วมพันธะและ
อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอาจใช้ ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (Valence Shell Electron
Pair Repulsion theory เขียนแบบย่อได้เปน็ VSEPR theory) โดยทฤษฎี VSEPR มีหลักการวา่ อิเล็กตรอนคู่
โดดเดี่ยวอยู่ใกล้นิวเคลียสมากกว่าอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ ดังนั้น แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
ด้วยกันจึงมีมากกว่าแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวและมากกว่าแรงผลัก
ระหว่างอเิ ล็กตรอนค่รู ่วมพนั ธะดว้ ยกัน ดังนี้

อเิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดี่ยว อิเล็กตรอนค่โู ดดเดี่ยว อเิ ล็กตรอนคู่ร่วมพนั ธะ
กับ
กับ > กบั >
อเิ ล็กตรอนค่รู ่วมพนั ธะ
อิเลก็ ตรอนคโู่ ดดเดี่ยว อิเล็กตรอนครู่ ว่ มพันธะ

สำหรับโมเลกุล ABxEy ซ่ึงมี A เปน็ อะตอมกลาง
B เปน็ อะตอมล้อมรอบ จำนวน x อะตอม
E เป็นอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดี่ยวของอะตอมกลาง จำนวน y คู่

สามารถพิจารณารูปร่างโมเลกุลจากจำนวนอะตอมล้อมรอบและอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวของอะตอม
กลาง ดังตารางท่ี 1 และมีรายละเอยี ด ดังน้ี

AB2 เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีอะตอมล้อมรอบ 2 อะตอม และไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว มี
รูปร่างโมเลกุลแบบเส้นตรง (linear) ซึ่งแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะทำให้มุม O-C-O มีค่ามาก
ท่สี ุดเทา่ กับ 180 °

AB3 เช่น โบรอนไตรฟลูออไรด์ (BF3) มีอะตอมล้อมรอบ 3 อะตอม และไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว มี
รูปร่างโมเลกลุ แบบสามเหล่ียมแบนราบ (trigonal planar) ซึง่ แรงผลักระหว่างอเิ ล็กตรอนครู่ ่วมพันธะทำให้
พนั ธะ B-F ทำมุมระหว่างกนั มากทีส่ ุด เทา่ กับ 120 ° ทงั้ 3 มุม

AB2E เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) มีอะตอมล้อมรอบ 2 อะตอม และมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่
ซึ่งอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะและอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวจะมีการจัดตัวคลา้ ยกับโมเลกุล AB4 แต่เนื่องจากอะตอม
ล้อมรอบมีเพียง 2 อะตอมโมเลกุลจึงมีรูปร่างแบบมุมงอ (bent) และเนื่องจากแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่
โดดเดย่ี วกบั อเิ ล็กตรอนคู่ร่วมพันธะมีค่ามากกวา่ แรงผลักระหว่างอิเลก็ ตรอนค่รู ่วมพนั ธะด้วยกันจึงทำให้มุม O-
S-O มีคา่ น้อยกวา่ 120 ° ซง่ึ จากการทดลองพบวา่ มุม O-S-O มีค่าเทา่ กับ 119.5 °

AB4 เช่น มีเทน (CH) มีอะตอมล้อมรอบ 4 อะตอมและไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวมีรูปร่างโมเลกุล
แบบทรงสี่หนา้ (tetrahedral) ซึ่งแรงผลักระหว่างอเิ ล็กตรอนคู่ร่วมพันธะทำให้พนั ธะ C-H ทำมมุ ระหว่างกัน
มากทส่ี ดุ เทา่ กับ 109.5 ° ทกุ มมุ

AB3E เช่น แอมโมเนีย (NH3) มีอะตอมล้อมรอบ 3 อะตอมและมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่ซ่ึง
อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะและอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวจะมีการจัดตัวคล้ายกับโมเลกุล AB4 แต่เนื่องจากอะตอม
ล้อมรอบมีเพียง 3 อะตอมโมเลกุลจึงมีรูปร่างแบบพีระมิดฐานสามเหลี่ยม (trigonal pyramidal) และ
เนื่องจากแรงผลกั ระหว่างอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดี่ยวกับอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะมากกวา่ แรงผลกั ระหว่างอิเล็กตรอน
คู่ร่วมพันธะด้วยกันจึงทำให้มุม H-N-H มีค่าน้อยกว่า 109.5 ° ซึ่งจากการทดลองพบว่ามุม H-N-H มีค่าเท่ากับ
107.3 °

AB2E2 เช่น น้ำ (H2O) มีอะตอมล้อมรอบ 2 อะตอมและมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ซึ่งอิเล็กตรอนคู่
ร่วมพันธะและอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวมีการจัดตัวคล้ายกับโมเลกุล AB4 แต่เนื่องจากอะตอมล้อมรอบมีเพียง 2
อะตอมโมเลกุลจึงมีรูปร่างแบบมุมงอ (bent) และเนื่องจากแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวกับ
อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะมากกว่าแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะด้วยกันจึงทำให้มุม H-0-H มีค่าน้อย
กวา่ 109.5 ° ซึง่ จากการทดลองพบว่ามุม H-0-H มคี ่าเทา่ กับ 104.5 °และจะเห็นว่ามุม H-0-H ในโมเลกุลน้ำมี
คา่ นอ้ ยกว่ามุม H-N-H ในโมเลกุลแอมโมเนียเน่ืองจากในโมเลกลุ น้ำมีจำนวนอิเล็กตรอนคโู่ ดดเด่ียวของอะตอม
กลาง 2 ค่ใู นขณะทโ่ี มเลกลุ แอมโมเนียมีจำนวนอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดี่ยวของอะตอมกลางเพยี ง 1 คู่

AB5 เช่น ฟอสฟอรัสเพนตะคลอไรด์ (PCI5) มีอะตอมล้อมรอบ 5 อะตอมและไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดด
เด่ียวมีรปู รา่ งโมเลกลุ แบบพีระมิดคฐู่ านสามเหลยี่ ม (trigonal bipyramidal) ซ่งึ แรงผลกั ระหวา่ งอเิ ล็กตรอน
คู่ร่วมพันธะทำให้พันธะ P-CI ทำมุมระหว่างกันมากที่สุดโดยมีค่ามุมพันธะที่อยู่ภายในฐานพีระมิดเป็น 120°
มุมระหว่างพันธะท่ีอยใู่ นกับนอกฐานพีระมิดเป็น 90 °และมมุ ระหว่างพันธะทีอ่ ยูน่ อกฐานพรี ะมดิ เปน็ 180°

AB4E เชน่ เทลเลียมเรตเตตระคลอไรด์ (TeCl4) มีอะตอมล้อมรอบ 4 อะตอม และมอี เิ ลก็ ตรอนคู่โดด
เดีย่ ว 1 คู่ มรี ูปรา่ งโมเลกลุ แบบทรงส่ีหนา้ บิดเบ้ียว (See saw)

AB3E2 เช่น โบรมีนไตรฟลูออไรด์ (BrF3) มีอะตอมล้อมรอบ 3 อะตอม และมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
2 คู่ มีรปู รา่ งโมเลกุลแบบ รูปตัวที (T-shaped)

AB2E3 เช่น ซีนอนไดฟลูออไรด์ (XeF2) มีอะตอมล้อมรอบ 2 อะตอม และมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
3 คู่ มรี ปู ร่างโมเลกลุ แบบ เส้นตรง (linear)

AB6 เชน่ ซลั เฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) มอี ะตอมล้อมรอบ 6 อะตอมและไม่มีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว
มรี ปู รา่ งโมเลกุลแบบทรงแปดหน้า (octahedral) ซง่ึ แรงผลกั ระหวา่ งอิเล็กตรอนคู่รว่ มพันธะทำให้พันธะ S-F
ทำมุมระหวา่ งกนั มากที่สดุ โดยมคี ่ามุมระหวา่ งพนั ธะ F-S-F ทีอ่ ยู่ถัดกนั ทกุ พนั ธะเท่ากบั 90°

AB5E เช่น โบรมนี เพนตะฟลูออไรด์ (BrF5) มีอะตอมลอ้ มรอบ 5 อะตอม และมอี เิ ล็กตรอนคโู่ ดดเดย่ี ว

1 คู่ มีรูปร่างโมเลกุลแบบ พีระมดิ ฐานสี่เหล่ยี ม (square pyramidal)

AB4E2 เชน่ ซีนอนเตตระฟลูออไรด์ (XeF4) อะตอมล้อมรอบ 4 อะตอม และมีอเิ ล็กตรอนคโู่ ดดเดีย่ ว

2 คู่ มรี ปู ร่างโมเลกลุ แบบ ส่เี หล่ยี มแบนราบ (square planar)

ตารางท่ี 1 ตวั อย่างรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์

สตู รท่ัวไป รปู ร่างโมเลกลุ ตวั อย่างโมเลกุล
AB2 BeH2 , HgCl2
เสน้ ตรง BCl3 , BI3
(linear) O3
CCl4 , NH4+
AB3 สามเหล่ียมแบนราบ PH3
(trigonal planar) H2S

AB2E มุมงอ AsF5
(bent)
TeCl4
AB4 ทรงสี่หนา้
(tetrahedral)

AB3E พีระมิดฐานสามเหล่ียม
(trigonal pyramidal)

AB2E2 มุมงอ
(bent หรือ V-shaped)

AB5 พีระมิดคฐู่ านสามเหล่ยี ม
(trigonal bipyramidal)

AB4E ทรงสี่หน้าบดิ เบี้ยว
(distorted tetrahedral หรอื see-saw)

สตู รทวั่ ไป รูปร่างโมเลกลุ ตวั อยา่ งโมเลกุล
AB3E2 BrF3
รปู ตัวที
(T-shaped)

AB2E3 เสน้ ตรง [ICl2]-
(Linear) TeF6

AB6 ทรงแปดหน้า
(octahedral)

AB5E พรี ะมิดฐานส่เี หล่ียม IF5 , XeOF4
(square pyramidal)

AB4E2 สีเ่ หลีย่ มแบนราบ [ICl4]-
(Square planar)

อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวและอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ จะผลักกันเกิดการจัดตัวเป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่มี
สมมาตร โดยเมื่อจำนวนอะตอมล้อมรอบหรือจำนวนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวมากขึ้น จะมีจำนวนพันธะมากข้ึน
อเิ ลก็ ตรอนในพนั ธะจะผลกั กนั ทำให้รูปรา่ งโมเลกลุ มีทิศทางของพนั ธะอยู่ห่างกนั มากทส่ี ุด

ดังนนั้ รูปรา่ งโมเลกลุ ข้นึ อยูก่ ับจำนวนพนั ธะและจำนวนอเิ ลก็ ตรอนคโู่ ดดเดย่ี วรอบอะตอมกลาง

6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
3. มีจติ สาธารณะ

8. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ (วิธกี ารสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นกั เรยี นเขียนโครงสร้างลิวอสิ ของ CO2 H2O และ NH3 แล้วร่วมกนั ตอบคำถามในประเด็นต่อไปนี้
- โครงสร้างลวิ อสิ ของ CO2 H2O และ NH3 เขยี นไดอ้ ยา่ งไร

แนวคำตอบ :

- นักเรยี นคดิ วา่ โครงสร้างของ CO2 H2O และ NH3 สามารถจดั เรียงในโมเลกลุ แบบ 3 มิตไิ ด้
หรือไม่ (แนวคำตอบ : สามารถจัดเรียงในโมเลกุลแบบ 3 มติ ิได้)

2. ขน้ั สำรวจและค้นหา (Exploration stage)
2.1 นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ร่วมกันทำกิจกรรม “balloon molecular” โดยนักเรียนรับ

ลกู โป่งกลมุ่ ละ 6 ลูก จากนน้ั เป่าลูกโปง่ ท้ัง 6 ลูก ให้มขี นาดเท่ากัน และผูกขวั้ แต่ละลูกไว้ให้แน่น โดยไม่ใช้ยาง
หรือเชอื กรดั ผูกขัว้ ลูกโป่งท่ีเป่าแลว้ เขา้ ดว้ ยกัน 2 ลกู และวาดรูปการจัดเรยี งตัวของลูกโป่ง ซง่ึ เงอื่ นไขดังนี้

- ข้ัวของลกู โปง่ ท่ผี ูกตดิ กันแทนตำแหนง่ ของอะตอมกลาง
- ปลายของลกู โปง่ แต่ละลูกแทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบเสน้ ตรง
- เสน้ ตรงท่เี ชอื่ มระหว่างอะตอมกลางกับอะตอมล้อมรอบแทนพนั ธะ
จากนั้นใช้ลูกโป่งผูกขั้วติดกัน 3, 4, 5 และ 6 ลูก โดยเพิ่มทีละลูก และพยายามจัดกลุ่มลูกโป่งให้มี
สมมาตรในสามมิติมากที่สุด
2.2 นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากร่วมกันทำกิจกรรม “balloon molecular” เมื่อนำลูกโป่ง
ผกู ขว้ั ท่เี ป่าเข้าดว้ ยกัน 2 ลกู ในประเด็นคำถามต่อไปนี้

- หากแทนขั้วของลูกโป่งที่ผูกติดกันแทนตำแหน่งของอะตอมกลาง และปลายของลูกโป่ง
แต่ละลูกแทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบ อะตอมกลางมีอะตอมล้อมรอบกี่อะตอม (แนวคำตอบ :
2 อะตอม) ลกู โปง่ ทำมมุ กนั กอ่ี งศา (แนวคำตอบ : 180°)

- รปู ร่างโมเลกุลท่ีได้จากการนำลูกโป่งมาต่อเข้าด้วยกัน มีรูปร่างโมเลกลุ อะไร (แนวคำตอบ :
เสน้ ตรง (linear))

2.3 นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากร่วมกันทำกิจกรรม “balloon molecular” เมื่อนำลูกโป่ง
ผกู ขว้ั ทเี่ ป่าเข้าดว้ ยกัน 3 ลูก ในประเดน็ คำถามต่อไปน้ี

- หากแทนขั้วของลูกโป่งที่ผูกติดกันแทนตำแหน่งของอะตอมกลาง และปลายของลูกโป่ง
แต่ละลูกแทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบ อะตอมกลางมีอะตอมล้อมรอบกี่อะตอม (แนวคำตอบ :
3 อะตอม) ลกู โป่งทำมุมกันกีอ่ งศา (แนวคำตอบ : 120°)

- รปู ร่างโมเลกุลทไ่ี ด้จากการนำลูกโป่งมาต่อเขา้ ดว้ ยกัน มรี ปู รา่ งโมเลกลุ อะไร (แนวคำตอบ :
สามเหลี่ยมแบนราบ (trigonal planar))

2.4 นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากร่วมกันทำกิจกรรม “balloon molecular” เมื่อนำลูกโป่ง
ผกู ข้ัวทเ่ี ป่าเข้าดว้ ยกนั 4 ลกู ในประเด็นคำถามต่อไปนี้

- หากแทนขั้วของลูกโป่งที่ผูกติดกันแทนตำแหน่งของอะตอมกลาง และปลายของลูกโป่ง
แต่ละลูกแทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบ อะตอมกลางมีอะตอมล้อมรอบกี่อะตอม (แนวคำตอบ :
4 อะตอม) ลูกโป่งทำมุมกันกีอ่ งศา (แนวคำตอบ : 109.5°)

- รปู รา่ งโมเลกลุ ที่ไดจ้ ากการนำลูกโป่งมาต่อเขา้ ดว้ ยกัน มรี ูปรา่ งโมเลกุลอะไร (แนวคำตอบ :
ทรงสหี่ นา้ (tetrahedral))

2.5 นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากร่วมกันทำกิจกรรม “balloon molecular” เมื่อนำลูกโป่ง
ผกู ขั้วทเ่ี ปา่ เข้าด้วยกัน 5 ลูก ในประเด็นคำถามตอ่ ไปนี้

- หากแทนขั้วของลูกโป่งที่ผูกติดกันแทนตำแหน่งของอะตอมกลาง และปลายของลูกโป่ง
แต่ละลูกแทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบ อะตอมกลางมีอะตอมล้อมรอบกี่อะตอม (แนวคำตอบ :
5 อะตอม) ลูกโป่งทำมุมกันกี่องศา (แนวคำตอบ : มุมพันธะที่อยู่ภายในฐานพีระมิดเป็น 120° มุมระหว่าง
พันธะที่อยู่ในกับนอกฐานพรี ะมดิ เป็น 90° และมมุ ระหวา่ งพนั ธะทอ่ี ยูน่ อกฐานพีระมิดเป็น 180°)

- รปู ร่างโมเลกุลท่ีไดจ้ ากการนำลกู โป่งมาต่อเขา้ ด้วยกนั มีรปู รา่ งโมเลกุลอะไร (แนวคำตอบ :
พีระมิดคูฐ่ านสามเหลยี่ ม (trigonal bipyramidal))

2.6 นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากร่วมกันทำกิจกรรม “balloon molecular” เมื่อนำลูกโป่ง
ผกู ขวั้ ท่เี ปา่ เขา้ ดว้ ยกนั 6 ลูก ในประเด็นคำถามตอ่ ไปน้ี

- หากแทนขั้วของลูกโป่งที่ผูกติดกันแทนตำแหน่งของอะตอมกลาง และปลายของลูกโป่ง
แต่ละลูกแทนตำแหน่งของอะตอมล้อมรอบ อะตอมกลางมีอะตอมล้อมรอบกี่อะตอม (แนวคำตอบ :
6 อะตอม) ลูกโป่งทำมมุ กันกี่องศา (แนวคำตอบ : ทุกพนั ธะทำมมุ เทา่ กับ 90°)

- รปู ร่างโมเลกลุ ทไี่ ด้จากการนำลูกโป่งมาต่อเขา้ ด้วยกัน มรี ปู ร่างโมเลกุลอะไร (แนวคำตอบ :
ทรงแปดหน้า (octahedral))

2.7 นักเรียนร่วมกันอภิปรายหลังจากรว่ มกนั ทำกิจกรรม “balloon molecular” ในประเด็นคำถาม
ตอ่ ไปน้ี

- เมื่อนำมาผกู ขั้วติดกัน โดยลูกโป่งใช้แทนกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะระหว่างอะตอม
กลางกับอะตอมที่ล้อมรอบ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : ลูกโป่งแต่ละลูกผลักกัน
เกดิ การจดั ตัวเป็นรูปร่างต่าง ๆ ทีม่ ีสมมาตร)

- เม่ือเพ่ิมจำนวนลูกโป่ง จะส่งผลต่อรูปร่างอย่างไร (แนวคำตอบ : ส่งผลให้รูปร่างที่ได้มี
ลกั ษณะตา่ งกนั ดว้ ย)

- ลกู โป่งใชแ้ ทนกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนครู่ ่วมพันธะระหวา่ งอะตอมกลางกับอะตอมท่ีล้อมรอบ
อิเล็กตรอนจะเกิดการเปลีย่ นแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : อิเล็กตรอนในพันธะจะผลักกนั โดยจะให้ทิศทาง
ของพนั ธะอยู่หา่ งกนั มากท่ีสุด ทำให้รปู รา่ งโมเลกุลมีทศิ ทางของพันธะอยูห่ ่างกนั มากท่ีสดุ )

2.8 นักเรียนพิจารณารูปร่างโมเลกุลต่าง ๆ จากตารางตัวอย่างรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์โดยมีสูตร
ทว่ั ไป ABxEy ซงึ่ มี A เป็นอะตอมกลาง B เป็นอะตอมล้อมรอบ จำนวน x อะตอม และ E เป็นอเิ ล็กตรอนคู่โดด
เดย่ี วของอะตอมกลาง จำนวน y คู่

สูตรท่ัวไป รปู รา่ งโมเลกุล ตัวอย่างโมเลกลุ

AB2 เสน้ ตรง BeH2 , HgCl2
(linear)

AB3 สามเหลยี่ มแบนราบ BCl3 , BI3
(trigonal planar)

AB2E มมุ งอ O3
(bent)

AB4 ทรงส่ีหน้า CCl4 , NH4+
(tetrahedral) PH3
H2S
AB3E พรี ะมดิ ฐานสามเหลีย่ ม
(trigonal pyramidal)

AB2E2 มมุ งอ
(bent หรอื V-shaped)

AB5 พรี ะมดิ คฐู่ านสามเหล่ยี ม AsF5
(trigonal bipyramidal)

สตู รทว่ั ไป รปู รา่ งโมเลกุล ตัวอยา่ งโมเลกลุ
TeCl4
AB4E ทรงสห่ี นา้ บิดเบ้ยี ว
(distorted tetrahedral หรอื see-saw) BrF3

AB3E2 รปู ตวั ที
(T-shaped)

AB2E3 เส้นตรง [ICl2]-
(Linear)

AB6 ทรงแปดหน้า TeF6
(octahedral)

AB5E พีระมิดฐานส่เี หลยี่ ม IF5 , XeOF4
(square pyramidal)

AB4E2 สี่เหลย่ี มแบนราบ [ICl4]-
(Square planar)

2.9 นักเรียนร่วมกันศึกษารูปร่างของโมเลกุลโดยการสร้างโมเลกุลแบบ 3 มิติจาก phet.colorado
(https://phet.colorado.edu/sims/html/molecule-shapes/latest/molecule-shapes_th.html)

ภาพท่ี 1 รูปร่างของโมเลกุลโดยการสร้างโมเลกลุ แบบ 3 มิติ
(ท่มี า : https://phet.colorado.edu/sims/html/molecule-shapes/latest/molecule-

shapes_th.html สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2565)

3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation state)

3.1 นักเรียนรว่ มกันลงข้อสรุปเก่ยี วกบั กจิ กรรม “balloon molecular” ในประเด็นตอ่ ไปน้ี
“เมื่อใช้ลูกโป่งแทนอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวและอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ เมื่อนำมาผูกขั้วติดกัน พบว่า
ลูกโป่งแต่ละลูกผลักกันเกิดการจัดตัวเป็นรูปร่างต่าง ๆ ที่มีสมมาตร โดยเมื่อจำนวนอะตอมล้อมรอบหรือ
จำนวนอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดี่ยวมากขึ้น จะมีจำนวนพนั ธะมากขนึ้ ซ่งึ อเิ ล็กตรอนในพันธะจะผลักกัน ทำให้รูปร่าง
โมเลกุลมีทิศทางของพันธะอยู่ห่างกันมากที่สุด ดังนั้นรูปร่างโมเลกุลขึ้นอยู่กับจำนวนพันธะและจำนวน
อิเล็กตรอนคู่โดดเดีย่ วรอบอะตอมกลาง”
4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นักเรียนศึกษาการคาดคะเนรูปร่างโมเลกุลจากโครงสร้างลิวอิส โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่
อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (Valence Shell Electron Pair Repulsion theory เขียนแบบย่อได้เป็น VSEPR
theory)

- ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (Valence Shell Electron Pair
Repulsion theory เขียนแบบย่อได้เป็น VSEPR theory) มีหลักการอย่างไร (แนวคำตอบ : อิเล็กตรอน
คโู่ ดดเดีย่ วอยู่ใกลน้ ิวเคลยี สมากกวา่ อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ ดงั นัน้ แรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว
ด้วยกัน จึงมีมากกว่าแรงผลักระหว่างอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว และมากกว่า
แรงผลักระหวา่ งอเิ ลก็ ตรอนครู่ ่วมพันธะด้วยกัน)

อเิ ล็กตรอนคโู่ ดดเด่ยี ว อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว อิเลก็ ตรอนครู่ ่วมพันธะ
กบั
กบั > กับ >
อเิ ล็กตรอนครู่ ว่ มพนั ธะ
อิเล็กตรอนคโู่ ดดเดี่ยว อเิ ล็กตรอนคู่รว่ มพันธะ

5. ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation state)
5.1 นักเรียนทำใบกจิ กรรมท่ี 2.3 รปู ร่างโมเลกุลโคเวเลนต์

9. สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้
1. สไลดป์ ระกอบการสอน เร่อื ง รปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์
2. ใบกิจกรรมที่ 2.3 รปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์
3. ลูกโปง่
4. เว็บไซต์รูปร่างของโมเลกุลโดยการสร้างโมเลกุลแบบ 3 มิติ จาก phet.colorado

(https://phet.colorado.edu/sims/html/molecule-shapes/latest/molecule-shapes_th.html)

10. การวัดผลและการประเมินผล

สง่ิ ทีต่ ้องการวดั /ประเมิน วิธกี ารวดั เคร่ืองมือท่ใี ช้วดั เกณฑก์ ารประเมนิ
1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. อธ ิบายคาดคะเนรูป ร ่ า ง 1. สังเกตการตอบคำถาม 2. ใบกจิ กรรมที่ 2.3 ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
โมเลกุลโคเวเลนต์โดยใช้ทฤษฎี จากการทำกจิ กรรม 1. ชดุ คำถาม
2. ใบกจิ กรรมที่ 2.3 นักเรียนผ่านเกณฑ์
การผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนใน 2. ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 2.3 ประเมินในระดับ 2
วงเวเลนซ์ได้ (K) 1. แบบประเมินการ ข้นึ ไป
ทำกิจกรรม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. เขียนรูปร่างโมเลกุลของ 1. สงั เกตการตอบคำถาม ประเมินในระดับ 2
ข้นึ ไป
สารประกอบโคเวเลนต์ได้ (P) จากการทำกจิ กรรม

2. ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 2.3

3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมสี ่วนรว่ มใน

กระตอื รือร้น (A) การทำกจิ กรรมในช้นั เรยี น

เกณฑก์ ารประเมินก

รายการประเมนิ 3

1. อธิบายคาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์ อธิบายคาดคะเนรูปร่าง อธิบาย
โมเลก
โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนใน โมเลกลุ โคเวเลนตโ์ ดยใช้ ทฤษฎ
อิเลก็ ต
วงเวเลนซ์ได้ (K) ทฤษฎกี ารผลักระหว่างคู่ วงเวเล
ส่วน
อิเล็กตรอนใน เขยี นร
สารปร
วงเวเลนซ์ ถกู ต้อง ถูกต้อง
รว่ มกัน
ครบถ้วน เรยี นอ
และมีส
2. เขียนรูปร่างโมเลกุลของสารประกอบโคเว เขียนรปู รา่ งโมเลกลุ ของ กจิ กรร

เลนต์ได้ (P) สารประกอบโคเวเลนต์

ถกู ต้องครบถว้ น

3. รว่ มกันทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รอื รน้ (A) รว่ มกันทำกจิ กรรมในชัน้

เรียนอยา่ งกระตือรอื ร้น

และมสี ่วนร่วมตอ่ การทำ

กิจกรรมอย่างดีเยี่ยม

การทำกจิ กรรม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

21 0
ไม่สามารถอธิบาย
ยคาดคะเนรูปร่าง อธิบายคาดคะเนรปู รา่ ง คาดคะเนรูปร่างโมเลกลุ
โคเวเลนตโ์ ดยใช้ทฤษฎี
กลุ โคเวเลนตโ์ ดยใช้ โมเลกุลโคเวเลนตโ์ ดยใช้ การผลักระหว่างคู่
อิเล็กตรอนใน
ฎีการผลักระหว่างคู่ ทฤษฎีการผลักระหวา่ งคู่ วงเวเลนซ์ ได้
เขียนรปู ร่างโมเลกุลของ
ตรอนใน อเิ ลก็ ตรอนใน สารประกอบโคเวเลนต์
เลนต์ได้
ลนซ์ ถกู ต้อง 3-4 วงเวเลนซ์ ถกู ต้อง 1-2 ไม่เขา้ รว่ มกนั ทำกจิ กรรม
ในช้ันเรียน และไม่มสี ว่ น
ส่วน รว่ มต่อการทำกจิ กรรม

รปู ร่างโมเลกุลของ เขียนรูปรา่ งโมเลกุลของ

ระกอบโคเวเลนต์ สารประกอบโคเวเลนต์

ง 3-4 ส่วน ถูกต้อง 1-2 ส่วน

นทำกจิ กรรมในชั้น รว่ มกันทำกิจกรรมในชนั้

อย่างกระตือรอื ร้น เรียนอยา่ งกระตือรือร้น

ส่วนร่วมตอ่ การทำ และมสี ว่ นร่วมต่อการทำ

รมอย่างดี กจิ กรรมพอใช้

แบบประเมนิ การทำกจิ กรรม

รายการประเมิน 3 คะแนน 0
21
1. อธบิ ายคาดคะเนรูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์โดยใชท้ ฤษฎีการผลกั ระหว่าง
คอู่ เิ ล็กตรอนในวงเวเลนซ์ได้ (K)
2. เขียนรูปร่างโมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนต์ได้ (P)
3. รว่ มกันทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รือร้น (A)

เกณฑ์การให้คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ

7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรงุ

ลงช่ือผู้สงั เกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหนง่ ....................................................
วนั ท่ี.........../................./....................

บนั ทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์)
นกั ศกึ ษาปฏบิ ัติการสอน

วนั ท.ี่ ........../............../..............
ความคิดเห็นอาจารยพ์ เี่ ลีย้ ง
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

ลงชือ่ ............................................................
(อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม)
อาจารย์พ่ีเลี้ยง

วันท่ี.........../............../................

ใบกิจกรรมท่ ี 2.3
รูปรา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. เขยี นโครงสรา้ งลวิ อสิ ตามกฎออกเตต พรอ้ มทง้ ั ระบรุ ูปรา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์

1.1 NF3 1.2 HCN

รูปร่างโมเลกลุ ............................................. รูปร่างโมเลกลุ .............................................

1.3 CS2 1.4 CH4

รูปร่างโมเลกุล............................................. รูปร่างโมเลกุล.............................................

1.5 AsF3 1.6 PCl5

รูปรา่ งโมเลกลุ ............................................. รูปร่างโมเลกุล.............................................

1.7 SF4 1.8 CH3Cl

รูปร่างโมเลกลุ ............................................. รูปร่างโมเลกลุ .............................................

เฉลยใบกิจกรรมท่ ี 2.3
รูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. เขยี นโครงสร้างลวิ อสิ ตามกฎออกเตต พรอ้ มทง้ ั ระบรุ ูปร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์

1.1 NF3 1.2 HCN

รูปรา่ งโมเลกลุ ............................................. รูปร่างโมเลกลุ .............................................

1.3 CS2 1.4 CH4

รูปร่างโมเลกุล............................................. รูปรา่ งโมเลกุล.............................................

1.5 AsF3 1.6 PCl5

รูปร่างโมเลกุล............................................. รูปรา่ งโมเลกุล.............................................

1.7 SF4 1.8 CH3Cl

รูปร่างโมเลกลุ ............................................. รูปร่างโมเลกุล.............................................

แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 13

รายวชิ า ว31102 เคมีพื้นฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 พนั ธะเคมี ปกี ารศึกษา 2565
เรอ่ื ง สภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต์ จำนวน 1 ชัว่ โมง
ผูส้ อน ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์
อาจารย์พี่เลย้ี ง อ.ทรงธรรม แก้วประถม

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

2. ตวั ชว้ี ดั
ว 2.1 ม.5/8 ระบุว่าพันธะโคเวเลนต์เป็นพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสาม และระบุจำนวนคู่

อิเล็กตรอนระหว่างอะตอมคู่รว่ มพันธะจากสตู รโครงสร้าง
ว 2.1 ม.5/9 ระบสุ ภาพขวั้ ของสารทโี่ มเลกุลประกอบด้วย 2 อะตอม
ว 2.1 ม.5/10 ระบุสารที่เกิดพันธะไฮโดรเจนไดจ้ ากสตู รโครงสรา้ ง
ว 2.1 ม.5/11 อธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่างจดุ เดือดของสารโควาเลนต์กับแรงดึงดูดระหวา่ งโมเลกุลตาม

สภาพข้วั หรอื การเกดิ พันธะไฮโดรเจน

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายสภาพขัว้ และทศิ ทางของขว้ั ในโมเลกลุ โคเวเลนตไ์ ด้ (K)
2. เขยี นสภาพขว้ั และทศิ ทางของข้วั ในโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้ (P)
3. รว่ มกนั ทำกจิ กรรมอยา่ งกระตือรอื ร้น (A)

4. สาระสำคญั
สารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอมชนิดเดียว เช่น แก๊สไฮโดรเจน (H2) มีการกระจายของกลุ่มหมอก

อเิ ลก็ ตรอนคู่รว่ มพนั ธะระหว่างอะตอมทั้งสองเท่ากนั พนั ธะท่เี กิดขน้ึ ในลักษณะเช่นน้ีเรียกว่า พันธะโคเวเลนต์
ไม่มีขั้ว (non-polar covalent bond) ส่วนอะตอมไฮโดรเจนมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีน้อยกว่าแสดงประจุ
ไฟฟ้าค่อนขา้ งบวก พนั ธะทีเ่ กิดขึน้ ลกั ษณะเช่นน้ีเรียกวา่ พนั ธะโคเวเลนต์มขี ว้ั (polar covalent bond)

5. สาระการเรยี นรู้
สารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอมชนิดเดียวกัน เช่น แก๊สไฮโดรเจน มีการกระจายตัวของกลุ่มหมอก

อเิ ลก็ ตรอนคู่รว่ มพนั ธะระหว่างอะตอมทั้งสองเท่ากนั พันธะท่เี กิดขน้ึ ในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า พันธะโคเวเลนต์
ไม่มีขั้ว (non – polar covalent bond) แต่สารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอมต่างชนิดกันและมีค่าอิเล็กโทรเน
กาติวิตีแตกต่างกันจะมีการกระจายของกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะระหว่างอะตอมไม่เท่ากัน
เช่น ไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะอยู่บริเวณอะตอมคลอรีนมากกว่าอะตอมไฮโดรเจน
เพราะอะตอมคลอรีนมีค่าอเิ ล็กโทรเนกาตวิ ิตมี ากกว่าอะตอมไฮโดรเจน ทำให้อะตอมคลอรีนแสดงประจุไฟฟ้า
ค่อนข้างลบ ส่วนอะตอมไฮโดรเจนมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีน้อยกว่าแสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้างบวก พันธะที่
เกิดข้นึ ลกั ษณะเช่นนี้ เรียกวา่ พันธะโคเวเลนต์มีขว้ั (polar covalent bond)

การแสดงข้วั ของพันธะอาจใช้ สัญลกั ษณ์ δ+ (เดลตา้ บวก) สำหรบั อะตอมทแ่ี สดงประจุไฟฟ้าค่อนข้าง
บวก (partial positive charge) δ- ( เดลต้าลบ ) สำหรับอะตอมที่แสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้างลบ (partial
negative charge) หรืออาจใช้เครื่องหมายโดยให้หัวลูกศรชี้ ไปในทิศของอะตอมที่แสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้าง
ลบ ส่วนท้ายลูกศรที่มีลักษณะคล้ายเครื่องหมายบวกให้อยู่บริเวณอะตอมที่แสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้างบวก
ดังรปู

ขั้วของพันธะทำให้โมเลกุลอะตอมคู่ที่ประกอบด้วยธาตุชนิดเดยี วกัน เชน่ H2 O2 Cl2 เปน็ โมเลกุลไม่มี
ขั้ว ส่วนโมเลกุลอะตอมคู่ที่ประกอบด้วยธาตุต่างชนิดกัน เช่น HF HCl CO เป็นโมเลกุลมีขั้ว แล้วโมเลกุล
โคเวเลนตท์ ี่ประกอบดว้ ยอะตอมมากกว่า 2 อะตอม และพนั ธะระหวา่ งคู่อะตอมเป็นพันธะมีข้ัว จะเปน็ โมเลกุล
มขี ั้วหรอื ไมอ่ ยา่ งไร

สภาพขั้วของโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมมากกว่า 2 อะตอม พิจารณาจากการรวมสภาพขั้วของ
พันธะแบบเวกเตอร์ ซึ่งถ้าเวกเตอร์หักล้างกันหมดจะทำให้โมเลกุลไม่มีขั้ว แต่ถ้าเวกเตอร์หักล้างกันไม่หมด
โมเลกุลจะเป็นโมเลกุลมีขั้ว เช่น โมเลกุลแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีรูปร่างโมเลกุลแบบเส้นตรง
และมีเวกเตอร์สภาพขั้วของพันธะ C=O สองพันธะในทิศทางตรงข้ามกันจึงหักล้างกันหมอ ทำให้ CO2 เป็น
โมเลกุลไมม่ ีข้ัว ดงั นี้

โมเลกุลของอะตอมกลางไมม่ ีอิเลก็ ตรอนค่โู ดดเดีย่ ว และอะตอมลอ้ มรอบเหมอื นกนั ทุกอะตอมเป็น
โมเลกลุ ไมม่ ีข้วั ถงึ แมว้ า่ พันธะภายในโมเลกลุ จะเปน็ พันธะที่มีข้ัว เน่ืองจากรูปรา่ งโมเลกุล

สำหรับโมเลกลุ ทอ่ี ะตอมกลางมีอเิ ล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว หรือมอี ะตอมล้อมรอบเปน็ ธาตตุ า่ งชนิดกนั ส่วน
ใหญ่เปน็ โมเลกลุ มีข้ัว เนื่องจากเวกเตอรส์ ภาพขว้ั ของพนั ธะหกั ล้างกันไม่หมด เชน่ H2O NH3 CHCl3

โมเลกุลทอี่ ะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดย่ี วสว่ นใหญเ่ ป็นโมเลกลุ มีขัว้ แต่มบี างชนิดท่ีอาจเป็น
โมเลกลุ ไมม่ ีขั้ว เช่น XeF4 เนอื่ งจากมีรูปรา่ งโมเลกลุ แบบสี่เหลี่ยมแบนราบ ทำใหเ้ วกเตอร์สภาพขัว้ ของพนั ธะ
Xe – F หกั ลา้ งกนั หมด

6. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสือ่ สาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝ่เรยี นรู้
2. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
3. มีจติ สาธารณะ

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (วธิ ีการสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนสังเกตลูกโป่งของพันธะ H-H กับ H-Cl มีความแตกต่างกันอย่างไร (แนวคำตอบ :

ต่างกัน โดยพันธะ H-H อะตอมทั้ง 2 มีขนาดเท่ากันเพราะเป็นธาตุขนิดเดียวกัน แต่พันธะ H-Cl อะตอม
ของ Cl มขี นาดใหญก่ ว่าอะตอม H )

หมายเหตุ ใชล้ กู โป่งและผูกใหข้ ั้วตดิ กนั โดยให้ขนาดของลูกโป่งทีแ่ ทน Cl ใหญก่ วา่ H

1.2 นักเรียนพิจารณารูปพันธะโคเวเลนต์มีขั้วและไม่มีขั้ว แล้วตอบคำถาม “ทำไมพันธะ H-H ถึง
เป็นพันธะโคเวเลนตไ์ ม่มขี ว้ั แตพ่ ันธะ H-Cl เปน็ พันธะโตเวเลนตม์ ขี ้ัว” (แนวคำตอบ : เพราะพนั ธะ H-H เป็น
สารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอมชนิดเดียวกัน แต่พันธะ H-Cl เป็นสารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอม
ตา่ งชนิดกนั )

2. ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration stage)
2.1 นกั เรียนตอบคำถาม “นอกจากขนาดของอะตอมทีต่ ่างกันที่ทำให้พนั ธะ H-H เป็นพันธะโคเวเลนต์

ไม่มีขั้ว แต่พันธะ H-Cl เป็นพันธะโคเวเลนต์มีขั้ว นักเรียนคิดว่ามีผลจากอะไรได้อีกบ้าง” (แนวคำตอบ :
ค่า EN)

“ค่า EN คอื อะไร แลว้ ระหวา่ ง H กับ Cl อะตอมใดมีค่า EN มากกวา่ ” (แนวคำตอบ : คา่ EN คือ ค่า
ความสามารถของอะตอมในการดึงดูดอิเล็กตรอนคู่ที่ใช้ร่วมกัน โดยอะตอม Cl มีค่า EN มากกว่าอะตอม H)
จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นดูรปู เพม่ิ เตมิ การกระจายของกลุ่มหมอกอิเลก็ ตรอนของพันธะ H-H เป็นพนั ธะโคเวเลนต์ไม่มี
ขั้ว เนื่องจากเป็นอะตอมไฮโดรเจนทั้งคู่ มีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีเท่ากัน จึงทำให้มีแรงดึงดูดอิเล็กตรอนเท่ากัน

และพันธะ H-Cl เป็นพันธะโคเวเลนต์มีขั้ว เนื่องจากอะตอมคลอรีนมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีมากกว่าอะตอม
ไฮโดรเจนจึงมแี รงดึงดูดอเิ ล็กตรอนไปทางอะตอม Cl ดงั น้ี

EN นอ้ ย EN มาก

ค่า EN เท่ากัน มีแรงดึงดดู อเิ ลก็ ตรอนคู่
ที่ใชร้ ว่ มกนั มาก

พนั ธะโคเวเลนตไ์ ม่มขี วั้ พันธะโคเวเลนต์มขี ั้ว

2.2 นักเรียนพิจารณาการแสดงสัญลักษณ์ขั้วในโมเลกุลโคเวเลนต์ แล้วตอบคำถาม “จากที่นักเรียน

ทราบแลว้ ว่าอะตอมของ Cl มคี ่า EN สูงกว่าอะตอม H นักเรยี นคิดวา่ อะตอมในจะมีประจุคอ่ นไปทางบวกและ

อะตอมใดมีประจุค่อนไปทางลบ” (แนวคำตอบ : อะตอม H จะมีประจุค่อนไปทางบวกและอะตอม Cl มี

ประจุค่อนไปทางลบ)

จากนั้นนกั เรยี นศึกษาเพ่มิ เติมเก่ียวกับการเขียนสญั ลักษณ์ขั้วในโมเลกุลโคเวเลนต์การแสดงขั้วของ
พันธะอาจใช้สัญลักษณ์ δ+ (เดลต้าบวก) สำหรับอะตอมที่แสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้างบวก (partial positive
charge) δ- ( เดลต้าลบ ) สำหรับอะตอมที่แสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้างลบ (partial negative charge) หรือ
อาจใช้เครื่องหมายโดยให้หัวลูกศรชี้ไปในทิศของอะตอมที่แสดงประจุไฟฟ้าค่อนข้างลบ ส่วนท้ายลูกศรที่มี
ลักษณะคลา้ ยเครื่องหมายบวกใหอ้ ยู่บรเิ วณอะตอมท่ีแสดงประจุไฟฟา้ ค่อนข้างบวก ดังรปู

2.3 นักเรียนพิจารณาสภาพขั้วของโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมมากกว่า 2 อะตอม เช่น CO2 “ให้
นักเรียนเขียนแสดงสภาพขั้วของพันธะ แล้วพิจารณาว่า CO2 เป็นสารโคเวเลนต์มีขั้วหรือไม่” (แนวคำตอบ :

มีขั้วพันธะของ พันธะ C=O โดยสภาพขัว้ ชีไ้ ปทาง O และโมเลกุล CO2 เป็นสารโคเวเลนต์ไม่มขี ัว้ เพราะ
พันธะ C=O มที ศิ ทางตรงข้ามกันจงึ หักลา้ งกนั หมด)

2.4 นักเรยี นพิจารณาตวั อยา่ งรูปรา่ งโมเลกุลโคเวเลนตไ์ ม่มีขั้วจากตาราง แล้วตอบคำถาม “จากตาราง
นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดบ้างที่ทำให้สารโคเวเลนต์ที่มีรูปร่างหรือสูตรทั่วไปดังตารางเป็ นสารโคเวเลนต์ไม่มี
ข้ัว” (แนวคำตอบ : อะตอมกลางไมม่ อี เิ ล็กตรอนคู่โดดเดีย่ ว และอะตอมลอ้ มรอบเหมอื นกันหมด)

ครูอธิบายเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าพันธะภายในโมเลกุลจะเป็นพันธะที่มีขั้วแต่เนื่องจากรูปร่างโมเลกุลและ
อะตอมลอ้ มรอบเหมอื นกนั ทำใหท้ ิศทางและแรงของข้วั พันธะหักลา้ งกันหมด ส่งผลใหโ้ มเลกุลของอะตอมกลาง
ที่ไม่มีอเิ ลก็ ตรอนค่โู ดดเดยี่ ว และอะตอมล้อมรอบเหมือนกนั ทุกอะตอมเป็นโมเลกลุ ไมม่ ีขัว้

2.5 นักเรียนพิจารณาตัวอย่างรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์มีขั้ว แล้วตอบคำถาม “นักเรียนคิดว่าเพราะ
เหตุใดที่ทำให้สารโคเวเลนต์ในตัวอย่าง เช่น H2O NH3 CHCl3 ถึงเป็นสารโคเวเลนต์มีขั้ว” (แนวคำตอบ :
อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว ใน H2O กับ NH3 และใน CHCl3 มีอะตอมล้อมรอบต่างกันทำให้
สภาพขว้ั ในพันธะภายในหกั ล้างกนั ไมห่ มด )

2.6 นักเรียนพิจารณารูปร่างโมเลกุลของ XeF4 ว่ามีขั้วหรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ : มีขั้วพันธะ
Xe-F แต่โมเลกลุ ไม่มขี วั้ )

ครูอธิบายเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าพันธะภายในโมเลกุลจะเป็นพันธะที่มีขั้วแต่เนื่องจากรูปร่างโมเลกุลและ
อะตอมล้อมรอบเหมือนกันทำให้ทิศทางและแรงของขั้วพันธะหักล้างกันหมด ส่งผลให้โมเลกุลของ XeF4 เป็น
โมเลกุลไม่มีขั้ว ถึงแม้ว่าอะตอมกลางจะมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวก็ตาม ดังนั้น ควรพิจารณารูปร่างโมเลกุลของ
สารนัน้ ๆ ดว้ ย

3. ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation state)
3.1 นกั เรียนตอบคำถามเพ่อื สรุปเก่ียวกบั สภาพขว้ั ของโมเลกลุ โคเวเลนต์ ดังนี้
- สารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอมชนิดเดียวกัน เช่น H2 Cl2 F2 จะเป็นสารโคเวเลนต์มีขั้ว

หรือไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ : ไม่มีขั้ว เพราะเป็นอะตอมขนิดเดียวกัน มีค่า EN เท่ากันส่งผลให้แรง
ดึงดดู ของอเิ ล็กตรอนเทา่ กัน)

- สารโคเวเลนต์ที่เกิดจากอะตอมต่างชนิดกัน เช่น HF HCl HBr จะเป็นสารโคเวเลนต์มีขั้ว
หรอื ไม่ เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ : มีขว้ั เพราะเป็นอะตอมตา่ งชนิดกัน มีค่า EN ตา่ งกนั ส่งผลให้อะตอมท่ี
มีคา่ EN มากกวา่ มแี รงดึงดูดอิเล็กตรอนมากกวา่ อะตอมท่ีมีค่า EN น้อย ทำใหส้ ภาพข้ัวชี้ไปทางอะตอมที่
มีค่า EN มาก)

4. ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นักเรยี นศกึ ษา like dissolves like เพิม่ เติมจากอนิ เตอร์เน็ต จนได้ขอ้ สรปุ ดงั นี้
- like dissolves like มีหลักการอย่างไร (แนวคำตอบ : สภาพขั้วของโมเลกุลสามารถใช้

ทำนายการละลายเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างสาร โคเวเลนต์ 2 ชนิดได้ สารที่มีสภาพขั้วใกล้เคียงกันจะ
ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนสารที่มีสภาพขั้วต่างกันมากจะไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งหลักการนี้
เรียกว่า like dissolve like)

5. ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation state)
5.1 นกั เรียนทำใบกจิ กรรมท่ี 2.4 สภาพข้ัวของโมเลกุลโคเวเลนต์

9. สือ่ /แหลง่ การเรยี นรู้
1. สไลดป์ ระกอบการสอน เรื่อง สภาพข้ัวของโมเลกลุ โคเวเลนต์
2. ใบกิจกรรมที่ 2.4 สภาพข้วั ของโมเลกลุ โคเวเลนต์

10. การวัดผลและการประเมนิ ผล

ส่งิ ที่ต้องการวดั /ประเมนิ วิธีการวดั เคร่อื งมือทใ่ี ช้วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. อธิบายสภาพขั้วและทิศทาง 1. สังเกตการตอบคำถาม 2. ใบกจิ กรรมที่ 2.4 ประเมินในระดับ 2
ข้นึ ไป
ของขว้ั ในโมเลกุลโคเวเลนต์ได้ (K) จากการทำกจิ กรรม 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบกิจกรรมท่ี 2.4 ประเมินในระดับ 2
2. ตรวจใบกิจกรรมที่ 2.4 ขึ้นไป
1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. เขียนสภาพขั้วและทิศทางของ 1. สงั เกตการตอบคำถาม ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
ข้ัวในโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้ (P) จากการทำกิจกรรม

2. ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 2.4

3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมสี ว่ นร่วมใน

กระตือรือร้น (A) การทำกิจกรรมในช้ันเรียน

เกณฑก์ ารประเมินก

รายการประเมนิ 3

1. อธิบายสภาพขั้วและทิศทางของขั้วใน อธบิ ายสภาพขัว้ และ อธิบาย

โมเลกลุ โคเวเลนต์ได้ (K) ทศิ ทางของขวั้ ในโมเลกลุ ทศิ ทา

โคเวเลนต์ถกู ต้องครบถ้วน โคเวเล

ส่วน

2. เขียนสภาพขั้วและทิศทางของขั้วใน เขยี นสภาพข้วั และทิศทาง เขยี นส

โมเลกลุ โคเวเลนต์ได้ (P) ของขวั้ ในโมเลกลุ โคเว ของขว้ั

เลนต์ถกู ต้องครบถว้ น เลนต์ถ

3. ร่วมกนั ทำกจิ กรรมอย่างกระตอื รอื รน้ (A) ร่วมกนั ทำกจิ กรรมในช้ัน รว่ มกัน

เรยี นอยา่ งกระตือรอื ร้น เรียนอ

และมสี ่วนร่วมต่อการทำ และมีส

กจิ กรรมอยา่ งดเี ยย่ี ม กิจกรร

การทำกิจกรรม

เกณฑ์การให้คะแนน

21 0
ไม่สามารถอธิบายสภาพ
ยสภาพข้วั และ อธบิ ายสภาพข้ัวและ ข้ัวและทิศทางของขัว้ ใน
โมเลกลุ โคเวเลนต์ได้
างของขั้วในโมเลกุล ทศิ ทางของขั้วในโมเลกลุ
เขยี นสภาพขว้ั และทศิ ทาง
ลนต์ถกู ต้อง 3-4 โคเวเลนต์ถกู ตอ้ ง 1-2 ของขวั้ ในโมเลกลุ โคเว
เลนต์เลนต์ได้
สว่ น ไม่เข้ารว่ มกันทำกิจกรรม
ในชน้ั เรียน และไม่มีสว่ น
สภาพข้วั และทิศทาง เขยี นสภาพข้วั และทศิ ทาง ร่วมต่อการทำกิจกรรม

วในโมเลกลุ โคเว ของขวั้ ในโมเลกุลโคเว

ถกู ต้อง 3-4 ส่วน เลนต์ถูกต้อง 1-2 สว่ น

นทำกจิ กรรมในชน้ั รว่ มกนั ทำกิจกรรมในชนั้

อย่างกระตือรอื ร้น เรยี นอยา่ งกระตือรอื ร้น

สว่ นรว่ มตอ่ การทำ และมีสว่ นรว่ มต่อการทำ

รมอย่างดี กิจกรรมพอใช้

แบบประเมินการทำกิจกรรม

รายการประเมนิ คะแนน
3 2 10
1. อธบิ ายสภาพขั้วและทิศทางของขว้ั ในโมเลกุลโคเวเลนต์ได้ (K)
2. เขียนสภาพข้ัวและทศิ ทางของขั้วในโมเลกุลโคเวเลนตไ์ ด้ (P)
3. รว่ มกันทำกิจกรรมอยา่ งกระตือรือรน้ (A)

เกณฑ์การให้คะแนน
ช่วงคะแนน ระดบั คุณภาพ

7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรับปรุง

ลงช่อื ผู้สังเกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหน่ง....................................................
วันท่.ี ........../................./....................

บนั ทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์)
นกั ศกึ ษาปฏบิ ัติการสอน

วนั ท.ี่ ........../............../..............
ความคิดเห็นอาจารยพ์ เี่ ลีย้ ง
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

ลงชือ่ ............................................................
(อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม)
อาจารย์พ่ีเลี้ยง

วันท่ี.........../............../................

ใบกิจกรรมท่ ี 2.4
สภาพขว้ ั ของโมเลกุลโคเวเลนต์

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. ระบุรูปร่างโมเลกุล และแสดงทศิ ทางขว้ ั ของพนั ธะและทศิ ทางขว้ ั ของโมเลกุล พร้อมระบุว่าเป็นโมเลกุลโคเว

เลนต์มขี ว้ ั หรอื ไม่ ลงในตาราง

ขอ้ สาร รูปรา่ งโมเลกุล ทศิ ทางขว้ ั ของพนั ธะ สภาพขว้ ั ของโมเลกุล
และทศิ ทางขว้ ั ของโมเลกลุ (มขี ว้ ั /ไมม่ ขี ว้ ั )

1.1 H2O

1.2 OF2

1.3 CBrN

1.4 AsF5

1.5 CBr4

เฉลยใบกิจกรรมท่ ี 2.4
สภาพขว้ ั ของโมเลกุลโคเวเลนต์

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. ระบุรูปร่างโมเลกุล และแสดงทศิ ทางขว้ ั ของพนั ธะและทศิ ทางขว้ ั ของโมเลกุล พร้อมระบุว่าเป็นโมเลกุลโคเว

เลนต์มขี ว้ ั หรอื ไม่ ลงในตาราง

ขอ้ สาร รูปรา่ งโมเลกลุ ทศิ ทางขว้ ั ของพนั ธะ สภาพขว้ ั ของโมเลกุล
และทศิ ทางขว้ ั ของโมเลกุล (มขี ว้ ั /ไมม่ ขี ว้ ั )

1.1 H2O

1.2 OF2

1.3 CBrN

1.4 AsF5

1.5 CBr4

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 16

รายวิชา ว31102 เคมพี ้ืนฐาน ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 4
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 พันธะเคมี ปีการศึกษา 2565
เร่ือง แรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกุล จำนวน 2 ชั่วโมง
ผสู้ อน ปส.ภานสุ รณ์ ครี ีเพ็ชร์
อาจารย์พเี่ ล้ียง อ.ทรงธรรม แก้วประถม

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี

2. ตัวชว้ี ัด
ว 2.1 ม.5/10 ระบุสารทเี่ กดิ พันธะไฮโดรเจนได้จากสูตรโครงสร้าง
ว 2.1 ม.5/11 อธบิ ายความสมั พันธ์ระหว่างจดุ เดือดของสารโควาเลนตก์ บั แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลตาม

สภาพขว้ั หรือการเกดิ พนั ธะไฮโดรเจน

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. ระบุแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้ (K)
2. เปรียบเทยี บจุดหลอมเหลว จดุ เดอื ด และการละลายน้ำของสารโคเวเลนต์ได้ (P)
3. รว่ มกันทำกิจกรรมอยา่ งกระตือรือร้น (A)

4. สาระสำคญั
ที่อุณหภูมิห้อง สารโคเวเลนต์แต่ละชนิดอาจอยู่ในสถานะที่ต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแรงยึดเหนี่ยว

ระหว่างโมเลกุล (intermolecular force) หรือ แรงแวนเดอร์วาลส์ (van der Waals force) โดยในสถานะ
ของแข็งโมเลกุลอยู่ชิดกันจนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ และมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมาก ในสถานะ
ของเหลวโมเลกุลสามารถเคล่ือนที่ได้แตย่ ังคงอยู่ชิดกันและมีแรงยึดเหน่ียวระหว่างโมเลกลุ น้อยกว่าในของแข็ง
ส่วนในสถานะแก๊สโมเลกุลอยู่ห่างกัน สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระและมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลนอ้ ย
มากจนถอื ว่าไมม่ ีแรงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกุล

5. สาระการเรียนรู้
การเปลี่ยนสถานะของสารจากของแขง็ เป็นของเหลว หรือของเหลวเป็นแก๊ส เกี่ยวข้องกับการทำลาย

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโดยไม่มีการทำลายพันธะโคเวเลนต์ ซึ่งแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีค่า
พลังงานน้อยกว่าพันธะโคเวเลนต์มาก สามารถทำลายได้ด้วยการให้พลังงานความร้อนแก่สาร จนกระทั่ง
โมเลกุลของสารมีพลังงานจลน์สูงพอที่จะเกิดการเปลี่ยนสถานะได้ ดังนั้นสารแต่ละชนิดซึ่งมีแรงยึดเหนี่ยว
ระหวา่ งโมเลกลุ ท่ีแตกตา่ งกนั จะมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่างกัน

นอกจากจุดหลอมเหลวของสารจะเกีย่ วข้องกับแรงยึดเหนีย่ วระหวา่ งโมเลกลุ แลว้ ยังอยู่กับรูปแบบการ
จัดเรยี งโมเลกลุ ในของแข็ง ทำให้แนวโน้มของจุดหลอมเหลวอาจไมส่ อดคลอ้ งกับแรงยดึ เหน่ยี วระหว่างโมเลกุล
โดยตรง ดังนั้นการศึกษาแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลจึงนิยมพิจารณาจากจุดเดือดของสารแรงยึดเหนี่ยว
ระหว่างโมเลกุลเกี่ยวข้องกับขนาดโมเลกุลและสภาะขั้วของโมเลกุล ซึ่งแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีหลาย
ชนิดและมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน ซึ่งในท่นี จี้ ะกลา่ วถงึ 3 ชนิดท่สี ำคญั ดงั นี้

1. แรงแผ่กระจายลอนดอน (London dispersion force)
แรงแผ่กระจายลอนดอนเป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลไม่มีขั้วหรืออะตอมแก๊สมีสกุล ซึ่งเป็นแรง
อย่างอ่อน ๆ ที่ เกิดจากการกระจายของอิเล็กตรอนในอะตอมใด ๆ ขณะหนึ่งซึ่งอาจไม่เท่ากันจึงทำให้เกิด
สภาพขั้วชั่วขณะ แล้วเหนี่ยวนำให้โมเลกุลที่อยู่ใกล้กันเกิดขั้วตรงข้ามและมีแรงดึงดูดชั่วขณะ โดยแรงแผ่
กระจายลอนดอนเพิ่มขึ้นตามขนาดของโมเลกุล เนื่องจากโมเลกุลขนาดใหญ่สามารถเกิดสภาพขั้วชั่วขณะได้
มากกวา่

2. แรงระหวา่ งขว้ั (dipole – dipole force)
สำหรับโมเลกุลมีขั้ว เช่น HBr H2S PH3 นอกจากมีแรงแผ่กระจายลอนดอนแล้วยังมีแรงดึงดูดที่เกิด
จากสภาพขั้วของโมเลกุล โดยโมเลกุลที่อยู่ใกล้กันจะหันส่วนของโมเลกุลที่มีขั้วตรงข้ามกันเข้าหากันเกิดเป็น
แรงดงึ ดูดทางไฟฟา้ จากสภาพขว้ั น้ี
โดยทั่วไปแรงระหว่างขั้วเพิ่มขึ้นตามสภาพขั้วของโมเลกุลที่มีขนาดใกล้เคียงกัน มีความแข็งแรงกว่า
แรงแผก่ ระจายลอนดอน

3. พนั ธะไฮโดรเจน (hydrogen bond)

เมื่อพิจารณาจุดเดือดของสารประกอบของไฮโดรเจนกับธาตุหมู่ 7 A เช่น HF HCl HBr HI จะเห็นว่า
HF มีจุดเดือดสูงกว่าสารประกอบอื่น ทั้งท่ี HF มีขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวโน้มของขนาด
โมเลกุลดงั ทไ่ี ดก้ ล่าวมาแลว้ ขา้ งต้น

แสดงวา่ HF มแี รงดึงดดู ระหว่างโมเลกุลมากกวา่ สารประกอบของไฮโดรเจนกับธาตุหมู่ 7A และอ่ืน ๆ
ทั้งนี้เพราะผลต่างของอิเล็กโทรเนกาติวิตีระหว่างไฮโดรเจนกับฟลูออรีนมีค่ามาก ทำให้กลุ่มหมอกอิเล็กตรอน
อยู่ ทางด้านอะตอมฟลูออรีนที่มีขนาดเล็กอย่างหนาแน่น อะตอมฟลูออรีนและไฮโดรเจนมีสภาพขั้วสูงกว่าใน
กรณขี อง HCl HBr และ HI มากทำให้มีแรงดงึ ดดู ระหวา่ งโมเลกุลของ HF มากดว้ ย

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลที่เกิดจากอะตอมไฮโดรเจนของโมเลกุลหนึ่งกับอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวบน
อะตอมของธาตุที่มีขนาดเล็กและมีอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูงของอีกโมเลกุลหนึ่งเรียกแรงดึงดูดนี้ว่า พันธะ
ไฮโดรเจนโดยพนั ธะไฮโดรเจนมีความแข็งแรงมากกวา่ แรงระหวา่ งขว้ั ทว่ั ๆ ไปประมาณ 5 – 10 เท่า

H2O และ NH3 มีจุดเดือดสูงกว่าสารประกอบไฮโดรเจนของธาตุในหมู่เดียวกันกับธาตุออกซิเจนและ
ธาตไุ นโตรเจน ตามลำดบั และค่าจดุ เดอื ดไม่เป็นไปตามแนวโนม้ ของขนาดโมเลกลุ แสดงวา่ H2O และ NH3 มี
แรงยึดเหนย่ี วระหว่างโมเลกุลเปน็ พนั ธะไฮโดรเจนเชน่ เดียวกบั HF

โมเลกุล HF เกิดพันธะไฮโดรเจนโดยหันด้านอะตอมไฮโดรเจน ซึ่งมีความหนาแน่นของอิเล็กตรอน
น้อยและมีประจุไฟฟา้ ค่อนข้างบวกสงู ดึงดูดอิเล็กตรอนค่โู ดดเดี่ยวของอะตอมฟลูออรีนท่ีมีความหนาแน่นของ
อิเล็กตรอนมากและมีประจุไฟฟ้าค่อนข้างลบของอีกโมเลกุลหนึ่ง ซึ่งพันธะไฮโดรเจนขอ H2O และ NH3 ก็
สามารถแสดงไดใ้ นทำนองเดียวกนั

จากรปู ในโมเลกุลของ H2O มีอิเลก็ ตรอนคโู่ ดดเด่ยี ว 2 คู่ บนอะตอมออกซเิ จนและมอี ะตอมไฮโดรเจน
2 อะตอม จึงทำให้ H2O แต่ละโมเลกุลสามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลข้างเคียง 4 โมเลกุล อย่าง
ต่อเนื่องเป็นโครงร่างตาข่าย หรือคิดเป็น 2 พันธะไฮโดรเจนต่อ H2O 1 โมเลกุล จึงทำให้น้ำมีจุดเดือดสูงกว่า
HF ซึ่งมพี ันธะไฮโดรเจน 1 พันธะต่อ HF โมเลกลุ ท้งั ทีพ่ ันธะ H – O มสี ภาพข้ัวนอ้ ยกว่าพันธะ H – F

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีผลต่อการละลายน้ำของสาร โดยสารโคเวเลนต์ที่ไม่มีขั้วส่วนใหญ่ไม่
ละลายหรือละลายน้ำได้น้อย เช่น CCl4 N2 O2 ส่วนสารโคเวเลนต์ที่โมเลกุลมีสภาพขั้วสูง เช่น HCl HBr HI
สามารถแตกตัวและละลายน้ำได้สารละลายที่เป็นกรด และโมเลกุลที่เกิดพันธะไฮโดรเจนกับน้ำ เช่น NH3
ละลายน้ำได้ นอกจาก นี้สารละลายที่เกิดจากสารโคเวเลนต์ประเภทคลอไรด์และออกไซด์เม่ือเกิดปฏิกริ ิยากบั
น้ำไดส้ ารละลายที่เปน็ กรด เชน่ CO2 SO2 PCl5

สารโคเวเลนต์ที่ละลายน้ำมที ัง้ แตกตวั และไมแ่ ตกตัวเปน็ ไอออน สารละลายท่ีได้จากสารที่แตกตัวเป็น
ไอออนจะนำไฟฟ้า เรียกว่า สารละลายอเิ ล็กโทรไลต์ ส่วนสารละลายที่ได้จากสารที่ไม่แตกตัวเป็นไอออนจะไม่
นำไฟฟ้า เรียกวา่ สารละลายนอนอเิ ลก็ ตโทรไลต์

6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการส่อื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
3. มจี ิตสาธารณะ

8. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (วธิ ีการสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นกั เรียนสงั เกตรูปนำ้ แขง็ น้ำ น้ำแข็งแหง้ และถังแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ แลว้ ร่วมกนั ตอบคำถาม

ในประเด็นตอ่ ไปน้ี

H2O (s) H2O (l)

CO2 (g)

CO2 (s)

- จากรูปน้ำแข็ง น้ำ น้ำแข็งแห้ง และถังแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีสูตรเคมีอย่างไร
(แนวคำตอบ : น้ำแข็งและน้ำ มีสูตรเคมี H2O ส่วนน้ำแข็งแห้ง และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ มีสูตรเคมี
CO2)

- น้ำแข็ง น้ำ น้ำแข็งแห้ง และถังแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อยู่ในสถานะใด (แนวคำตอบ :
น้ำแข็งและน้ำแข็งแห้ง อยู่ในสถานะของแข็ง, น้ำ อยู่ในสถานะของเหลว, แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
อยใู่ นสถานะแก๊ส)

- ปัจจัยใดบา้ งท่ีทำให้สารแต่ละชนิด จึงมสี ถานะตา่ งกัน (แนวคำตอบ : การจัดเรียงอนุภาค
ระยะหา่ งระหวา่ อนุภาค แรงยดึ เหน่ียวระหวา่ งโมเลกุล)

- นักเรียนคิดว่าสารที่มีสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

แตกต่างกันอย่างไร (แนวคำตอบ : ของแข็งมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากที่สุด รองลงมา คือ

ของเหลว และแรงยึดเหน่ยี วระหว่างโมเลกุลน้อยทส่ี ุด คอื แกส๊ )

2. ขัน้ สำรวจและค้นหา (Exploration stage)

2.1 นักเรยี นพิจารณาการเปลีย่ นแปลงสถานะของนำ้ แข็งท่ีอุณหภูมิตา่ ง ๆ แลว้ ตอบคำถามในประเด็น

คำถามต่อไปน้ี

- การเปลี่ยนแปลงสถานะของสารจากของแข็งเป็นของเหลว ของเหลวเป็นแกส๊ มีการทำลาย

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลหรือไม่ (แนวคำตอบ : มีการทำลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

ด้วยความรอ้ นจนเกดิ การเปลีย่ นสถานะ)

- การเปลี่ยนแปลงสถานะของสาร มีผลต่อพันธะในโมเลกุลของสารหรือไม่ (แนวคำตอบ :

ไม่มีผลต่อพันธะในโมเลกุลของสาร เพราะสถานะต่างต่างกนั ของสารก็ยังคงมีโมเลกุลเป็น H2O หรือ CO2

เชน่ เดิม)

- นักเรียนคิดว่าสารแต่ละชนิดที่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลแตกต่างกัน จะมีจุดเดือด

จุดหลอมเหลวตา่ งกันหรือไม่ (แนวคำตอบ : ตา่ งกนั )

2.2 นักเรียนสังเกตตารางจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแก๊สมีสกุลและสารประกอบโคเวเลนต์บาง

ชนิด แลว้ รว่ มกนั ตอบคำถามในประเดน็ ตอ่ ไปน้ี

สารโคเวเลนต์ไมม่ ีขัว้ สารโคเวเลนตม์ ขี ว้ั

สาร จดุ หลอมเหลว (°C) จุดเดือด (°C) สาร จดุ หลอมเหลว (°C) จุดเดือด (°C)

He -272 -269 NH3 -78 -33

Ne -249 -246 PH3 -133 -88

Ar -189 -186 AsH3 -116 -55

Kr -157 -152 SbH3 -88 -17

F2 -220 -188 H2O 0 100

Cl2 -101 -35 H2S -86 -60

Br2 -7 59 H2Se -64 -41

I2 114 184 H2Te -49 -2

CH4 -182 -161 HF -83 19

SiH4 -185 -112 HCl -114 -85

GeH4 -165 -88 HBr -87 -67

SnH4 -150 -52 HI -51 -35

- จุดเดือด จุดหลอมเหลว กับสภาพขั้วและขนาดโมเลกุลมีความสัมพันธ์กันอย่างไร
(แนวคำตอบ : สารโคเวเลนตไ์ มม่ ีขว้ั มีจดุ เดือด จดุ หลอมเหลวต่ำกว่าสารโคเวเลนต์ทมี่ ีขวั้ )

- F2 , Cl2 , Br2 และ I2 เป็นสารโคเวเลนต์ไม่มีขั้วหรือสารโคเวเลนต์มีขั้ว (แนวคำตอบ : สาร
โคเวเลนต์ไม่มีขั้ว) F2 , Cl2 , Br2 และ I2 มีจุดเดือดเท่ากับเท่าไร (แนวคำตอบ : F2 มีจุดเดือดเท่ากับ -188,
Cl2 มีจดุ เดือดเทา่ กับ -35 , Br2 มจี ุดเดอื ดเท่ากับ 59 และ I2 มจี ุดเดอื ดเท่ากับ 184)

- นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด F2 , Cl2 , Br2 และ I2 เป็นสารโคเวเลนต์ไม่มีขั้ว มีจุดเดือด
เท่ากบั ไม่เท่ากัน (แนวคำตอบ : ขนาดโมเลกุล โดย F2 , Cl2 , Br2 และ I2 มขี นาดโมเลกลุ เพ่ิมข้ึนตามลำดับ
ส่งผลให้ F2 , Cl2 , Br2 และ I2 มจี ุดเดอื ดเพ่ิมข้นึ ตามลำดบั เชน่ กนั )

- เพราะเหตุใด SiH4 มีจุดเดือดต่ำกว่า HCl ทั้งที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่กว่า (แนวคำตอบ :
SiH4 เปน็ สารโคเวเลนต์ไมม่ ขี ั้ว สว่ น HCl เป็นสารโคเวเลนต์มีขว้ั )

- แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีความสัมพันธ์กับสภาพขั้วโมเลกุลอย่างไร (แนวคำตอบ :
แรงยดึ เหนีย่ วระหวา่ งโมเลกลุ เพิ่มขน้ึ ตามสภาพขัว้ โมเลกลุ )

- ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลให้มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลที่แตกต่างกัน (แนวคำตอบ :
ขนาดโมเลกุลและสภาพข้วั โมเลกลุ )

2.3 นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ได้แก่ แรงแผ่กระจายลอนดอน และ
แรงระหว่างขวั้ โดยใหน้ กั เรยี นพิจารณาความแตกต่างกนั ของแรงแผ่กระจายลอนดอน และแรงระหว่างขั้ว

แรงแผก่ ระจายลอนดอน แรงระหวา่ งขวั้

- แรงแผ่กระจายลอนดอน (London dispersion force) มีลักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ :

แรงแผ่กระจายลอนดอนเปน็ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลไม่มีขั้วหรอื อะตอมแก๊สมีสกุล ซึ่งเป็นแรงอย่าง

อ่อน ๆ ที่เกิดสภาพขั้วชั่วขณะ แล้วเหนี่ยวนำให้โมเลกุลที่อยู่ใกล้กันเกิดขั้วตรงข้ามและมีแรงดึงดูด

ชั่วขณะ)

- ส่วนแรงระหวา่ งขั้ว (dipole-dipole force) มีลกั ษณะอย่างไร (แนวคำตอบ : แรงระหว่าง
ขัว้ เหมาะสำหรับโมเลกุลมีขัว้ ซงึ่ มีแรงดึงดูดทีเ่ กิดจากสภาพข้วั ของโมเลกุล โดยโมเลกุลที่อยูใ่ กล้กันจะหัน
ส่วนของโมเลกลุ ท่มี ีข้วั ตรงขา้ มกันเข้าหากันเกดิ เปน็ แรงดึงดดู ทางไฟฟา้ )

2.4 นกั เรยี น เปรยี บเทบี จุดเดอื ดของ HF HCl HBr และ HI แล้วรว่ มกนั ตอบคำถามในประเด็นต่อไปน้ี
- HF HCl HBr และ HI เป็นสารโคเวเลนต์ไม่มีขั้วหรือสารโคเวเลนต์มีขั้ว (แนวคำตอบ :

สารโคเวเลนต์มีขวั้ )
- HF HCl HBr และ HI มีขนาดโมเลกุลเปน็ อยา่ งไร (แนวคำตอบ : HF HCl HBr และ HI มี

ขนาดโมเลกุลเพิ่มขึ้นตามลำดับ) HF HCl HBr และ HI มีจุดเดือดเท่าไร (แนวคำตอบ : HF มีจุดเดือด
เท่ากับ 19, HCl มีจุดเดือดเท่ากับ -85, HBr มีจุดเดือดเท่ากับ -67 และ HI มีจดุ เดือดเท่ากบั -35)

- ขนาดโมเลกุลกับจุดเดือดของ HF HCl HBr และ HI มีแนวโน้มอย่างไร (แนวคำตอบ :
HF มีจุดเดือดสูงกว่าสารประกอบอื่น ทั้งที่ HF มีขนาดโมเลกุลเล็กที่สุด ซึ่งไม่เป็นไปตามแนวโน้มของ
ขนาดโมเลกลุ )

- การที่ HF มีจุดเดือดสูงกว่าสารอื่น สามารถบอกอะไรได้บ้าง (แนวคำตอบ : แสดงว่า
HF มแี รงดงึ ดดู ระหว่างโมเลกุลมากกว่าสารประกอบของไฮโดรเจนกบั ธาตุหมู่ 7A)

- คา่ อิเลก็ โทรเนกาตวิ ิตีของ H, F, Cl, Br และ I มคี ่าเทา่ ไร (แนวคำตอบ : ค่าอเิ ล็กโทรเนกา
ติวติ ีของ H, F, Cl, Br และ I มีคา่ เท่ากบั 2.20, 3.98, 3.16, 2.96 และ 2.66 ตามลำดบั ) ผลต่างของอิเล็ก
โทรเนกาติวิตีระหว่างไฮโดรเจนและอะตอมใดมีค่ามากที่สุด (แนวคำตอบ : อะตอมของไฮโดรเจน (H) และ
ฟลอู อรีน (F))

- การที่ผลต่างของอิเล็กโทรเนกาติวิตีมาก สามารถอธิบายได้อย่างไร (แนวคำตอบ :
กลุ่มหมอกอิเล็กตรอนอยู่ ทางด้านอะตอมฟลูออรีนที่มีขนาดเล็กอย่างหนาแน่น อะตอมฟลูออรีนและ
ไฮโดรเจนมีสภาพขั้วสูงกว่าในกรณีของ HCl HBr และ HI มากทำให้มีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของ
HF มาก)

2.4 นักเรียนสังเกตกราฟแสดงจุดเดือดของสารประกอบไฮโดรเจนกับธาตุหมู่ IVA VA VIA VIIA แล้ว
รว่ มกนั ตอบคำถามในประเด็นตอ่ ไปนี้

กราฟแสดงจุดเดอื ดของสารประกอบไฮโดรเจนกบั ธาตหุ มู่ IVA VA VIA VIIA

- แนวโน้มจุดเดือดของสารประกอบไฮโดรเจนกับธาตุหมู่ IVA VA VIA VIIA เป็นอย่างไร
(แนวคำตอบ : แนวโนม้ จุดเดอื ดจะเพมิ่ ขนึ้ ตามขนาดโมเลกลุ ยกเว้น NH3 H2O HF)

- ผลต่างของอิเล็กโทรเนกาติวิตีของ N กับ H และ H กับ O เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับการ
ประกอบไฮโดรเจนของธาตุหมู่เดียวกัน (แนวคำตอบ : ผลต่างของอิเล็กโทรเนกาติวิตีของ N กับ H และ
H กบั O มคี า่ มาก เม่ือเทยี บกบั การประกอบไฮโดรเจนของธาตุหมเู่ ดยี วกัน)

- การที่ผลต่างของอิเล็กโทรเนกาตวิ ติ ีของ N กับ H และ H กับ O มาก เกิดเป็นสารประกอบ
สารประกอบ NH3 H2O สามารถอธิบายได้อย่างไร (แนวคำตอบ : NH3 H2O มีแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล
มากกวา่ สารประกอบของไฮโดรเจนของธาตุหมู่เดียวกัน)

- แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลที่เกิดจากอะตอมไฮโดรเจนของโมเลกุลหนึ่งกับอิเล็กตรอน
คโู่ ดดเดี่ยวบนอะตอมของธาตุที่มขี นาดเล็กและมีอิเล็กโทรเนกาตวิ ติ สี ูงของอีกโมเลกลุ หน่ึง เรยี กว่าอะไร (แนว
คำตอบ : พันธะไฮโดรเจน)

2.6 นักเรียนพิจารณาว่าจากกราฟเพราะเหตุใด H2O จึงมีจุดเดือดสูงกว่า HF และ NH3 ที่เกิด
พันธะไฮโดรเจนเหมือนกนั โดยดูรปู ตวั อย่างสารประกอบทเี่ กิดพันธะไฮโดรเจนเพ่ิมเตมิ ดังนี้

ในโมเลกุลของ H2O มีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 2 คู่ บนอะตอมออกซิเจนและมีอะตอมไฮโดรเจน 2
อะตอม จงึ ทำให้ H2O แต่ละโมเลกุลสามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลขา้ งเคยี ง 4 โมเลกลุ อย่างต่อเนื่อง
เป็นโครงร่างตาข่าย หรือคิดเป็น 2 พันธะไฮโดรเจนต่อ H2O 1 โมเลกุล จึงทำให้น้ำมีจุดเดือดสูงกว่า HF ซึ่งมี
พนั ธะไฮโดรเจน 1 พันธะตอ่ HF โมเลกุล ทั้งทพี่ นั ธะ H–O มีสภาพขว้ั นอ้ ยกว่าพนั ธะ H–F

3. ข้นั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation state)
3.1 นกั เรยี นรว่ มกันลงขอ้ สรุปเก่ยี วกบั แรงยดึ เหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ ในประเดน็ ต่อไปน้ี
- แรงยดึ เหนย่ี วระหว่างโมเลกุลของสารทต่ี ่างกนั มผี ลอย่างไรบ้าง (แนวคำตอบ : มีผลต่อจุด

เดือด จดุ หลอมเหลวของสารตา่ งกนั )
- จุดเดือด จุดหลอมเหลวของสารโคเวเลนต์เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ : สารโคเวเลนต์ไม่มี

ขั้วมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวต่ำกว่าสารโคเวเลนต์ที่มีขัว้ และจุดเดือด จุดหลอมเหลวของสารเพิ่มขึ้นตาม
ขนาดโมเลกลุ )

- แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของสารขนิดใดแข็งแรงมากที่สุด สามารถเรียงลำดับแรงยึด
เหนี่ยวระหว่างโมเลกุลได้อย่างไร (แนวคำตอบ : พันธะไฮโดรเจน แรงระหว่างขั้ว และแรงแผ่กระจาย
ลอนดอน)

4. ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นักเรียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลและผลต่อการละลายน้ำของ

สาร
“แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมีผลต่อการละลายน้ำของสาร โดยสารโคเวเลนต์ที่ไม่มีขัว้ ส่วนใหญ่ไม่

ละลายหรือละลายน้ำได้น้อย เช่น CCl4 N2 O2 ส่วนสารโคเวเลนต์ที่โมเลกุลมีสภาพขั้วสูง เช่น HCl HBr HI
สามารถแตกตัวและละลายน้ำได้สารละลายที่เป็นกรด และโมเลกุลที่เกิดพันธะไฮโดรเจนกับน้ำ เช่น NH3
ละลายน้ำได้ นอกจาก นี้สารละลายที่เกิดจากสารโคเวเลนต์ประเภทคลอไรดแ์ ละออกไซด์เมื่อเกดิ ปฏิกิรยิ ากับ
น้ำไดส้ ารละลายที่เปน็ กรด เช่น CO2 SO2 PCl5”

4.2 นักเรียนศกึ ษาขอ้ มลู เพม่ิ เติมเกี่ยวกับสารโคเวเลนต์ทแี่ ตกตวั และไม่แตกตัวเปน็ ไอออน

- สารละลายที่ได้จากสารที่แตกตัวเป็นไอออนจะนำไฟฟ้า เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ :
สารละลายอิเล็กโทรไลต์)

- สารละลายที่ไดจ้ ากสารทีไ่ ม่แตกตัวเปน็ ไอออนจะไม่นำไฟฟ้า เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ :
สารละลายนอนอเิ ลก็ ตโทรไลต์)

5. ข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation state)
5.1 นักเรียนใบกจิ กรรมท่ี 2.5 แรงยดึ เหน่ียวระหว่างโมเลกุล

9. สื่อ/แหลง่ การเรยี นรู้
1. สไลดป์ ระกอบการสอน เรอ่ื ง แรงยึดเหน่ยี วระหว่างโมเลกุล
2. ใบกจิ กรรมท่ี 2.5 แรงยดึ เหนย่ี วระหวา่ งโมเลกุล

10. การวัดผลและการประเมินผล

สิง่ ท่ตี ้องการวดั /ประเมิน วธิ กี ารวัด เครือ่ งมือที่ใช้วัด เกณฑก์ ารประเมนิ
1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. ระบุแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง 1. สังเกตการตอบคำถาม 2. ใบกิจกรรมท่ี 2.5 ประเมินในระดับ 2
ข้ึนไป
โมเลกุลโคเวเลนต์ได้ (K) จากการทำกจิ กรรม 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบกจิ กรรมที่ 2.5 ประเมินในระดับ 2
2. ตรวจใบกิจกรรมที่ 2.5 ขึน้ ไป
1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. เปรียบเทยี บจุดหลอมเหลว จุด 1. สังเกตการตอบคำถาม ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
เดือด และการละลายน้ำของสาร จากการทำกจิ กรรม

โคเวเลนต์ได้ (P) 2. ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 2.5

3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สังเกตการมสี ว่ นร่วมใน

กระตือรือร้น (A) การทำกจิ กรรมในช้ันเรียน

เกณฑก์ ารประเมนิ ก

รายการประเมิน 3

1. ระบุแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลโคเว ระบุแรงยึดเหน่ยี วระหวา่ ง ระบแุ ร

เลนต์ได้ (K) โมเลกุลโคเวเลนต์ถูกต้อง โมเลก

ครบถว้ น 3-4 สว่

2. เปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดือด และ เปรียบเทียบจุด เปรยี บ

การละลายน้ำของสารโคเวเลนต์ได้ (P) หลอมเหลว จดุ เดอื ด และ หลอม

การละลายน้ำของสารโคเว การละ

เลนต์ถกู ต้องครบถ้วน เลนต์ถ

3. ร่วมกนั ทำกิจกรรมอยา่ งกระตอื รอื รน้ (A) รว่ มกันทำกจิ กรรมในชน้ั ร่วมกัน

เรยี นอยา่ งกระตือรือร้น เรยี นอ

และมีส่วนร่วมตอ่ การทำ และมีส

กิจกรรมอยา่ งดีเยี่ยม กจิ กรร

การทำกิจกรรม

เกณฑ์การใหค้ ะแนน 0
21 ไมส่ ามารถระบุแรงยึด
รงยดึ เหน่ียวระหวา่ ง ระบุแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ ง เหนย่ี วระหว่างโมเลกลุ
กลุ โคเวเลนต์ถูกตอ้ ง โมเลกลุ โคเวเลนต์ถูกตอ้ ง โคเวเลนต์ได้
วน 1-2 ส่วน

บเทียบจดุ เปรยี บเทียบจดุ ไม่สามารถเปรียบเทียบจดุ

มเหลว จดุ เดือด และ หลอมเหลว จุดเดอื ด และ หลอมเหลว จดุ เดือด และ

ะลายน้ำของสารโคเว การละลายน้ำของสารโคเว การละลายน้ำของสารโคเว

ถูกต้อง 3-4 ส่วน เลนต์ถกู ต้อง 1-2 ส่วน เลนต์ได้

นทำกิจกรรมในชนั้ รว่ มกันทำกิจกรรมในช้นั ไมเ่ ข้าร่วมกันทำกิจกรรม

อยา่ งกระตือรอื ร้น เรยี นอย่างกระตือรือร้น ในชั้นเรียน และไม่มีสว่ น

ส่วนร่วมตอ่ การทำ และมสี ่วนรว่ มตอ่ การทำ ร่วมตอ่ การทำกจิ กรรม

รมอยา่ งดี กจิ กรรมพอใช้

แบบประเมนิ การทำกิจกรรม

รายการประเมนิ 3 คะแนน 0
21
1. ระบุแรงยึดเหนยี่ วระหว่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ได้ (K)
2. เปรียบเทียบจุดหลอมเหลว จุดเดือด และการละลายน้ำของสารโคเว
เลนต์ได้ (P)
3. รว่ มกันทำกจิ กรรมอย่างกระตือรือร้น (A)

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ชว่ งคะแนน ระดบั คุณภาพ

7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรงุ

ลงช่อื ผ้สู ังเกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหน่ง....................................................
วนั ท่.ี ........../................./....................

บนั ทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์)
นกั ศกึ ษาปฏบิ ัติการสอน

วนั ท.ี่ ........../............../..............
ความคิดเห็นอาจารยพ์ เี่ ลีย้ ง
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

ลงชือ่ ............................................................
(อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม)
อาจารย์พ่ีเลี้ยง

วันท่ี.........../............../................

ใบกิจกรรมท่ ี 2.5
แรงยดึ เหน่ยี วระหว่างโมเลกลุ

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........
1. เปรยี บเทยี บจดุ เดอื ดระหว่างสารท่กี าหนดให้ พรอ้ มอธบิ ายเหตุผล

1.1 H2 กบั Br2
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

1.2 HF กบั HI
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

1.3 NH3 กบั NF3
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

1.4 SiH4 กบั SnH4
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

1.5 CH3Cl กบั CH3OH
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 17

รายวิชา ว31102 เคมีพ้ืนฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 3 ปฏิกิรยิ าเคมแี ละอัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอ่ื ง ปฏิกริ ยิ าเคมแี ละสมการเคมี จำนวน 1 ชว่ั โมง

ผสู้ อน ปส.ภานสุ รณ์ ครี ีเพ็ชร์ อาจารย์พเี่ ลีย้ ง อ.ทรงธรรม แก้วประถม

1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี

2. ตวั ชวี้ ัด
ว 2.1 ม.5/20 ระบุสูตรเคมีของสารตั้งต้น ผลิตภัณฑ์ และแปลความหมายของสัญลักษณ์ในสมการเคมี

ของปฏิกริ ิยาเคมี

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายความหมายของการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ (K)
2. ระบสุ ูตรเคมีของสารตั้งต้น ผลติ ภัณฑ์จากสมการเคมีได้ (K)
3. เขียนสมการเคมจี ากปฏิกริ ยิ าทเ่ี กิดขน้ึ โดยใช้สูตรเคมีและสัญลักษณ์ได้ (P)
4. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่างกระตอื รอื ร้น (A)

4. สาระสำคญั
ปฏิกิริยาเคมีเป็นกระบวนการที่ทำให้สารตั้งแต่ 1 ชนิดเปลี่ยนเป็นสารชนิดใหม่ โดยอะตอม หรือ

ไอออนของสารตั้งต้น จะเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโครงสร้างและสมบัติต่างจาก สารตั้งต้น
สามารถเขียนการเปลี่ยนแปลงของสารด้วย สมการเคมี (Chemical equation) โดยเขียนสูตรเคมีของสารต้ัง
ต้นทางด้านซ้าย ตามด้วยลูกศรเพื่อแสดงทิศทางการเปลี่ยนแปลง และสูตรเคมีของผลิตภัณฑ์อยู่ทางด้านขวา
ทงั้ น้จี ำนวนอะตอมรวมของแต่ละธาตุ ทางดา้ นซ้ายและขวาของสมการเคมีต้องเทา่ กัน

5. สาระการเรยี นรู้
ปฏิกิรยิ าเคมี
ปฏิกิริยาเคมีเป็นกระบวนการที่ทำให้สารตั้งแต่ 1 ชนิดเปลี่ยนเป็นสารชนิดใหม่ โดยอะตอม หรือ

ไอออนของสารตงั้ ตน้ จะเกิดการจัดเรียงตัวใหม่ได้เป็นผลติ ภัณฑ์ที่มโี ครงสรา้ งและสมบตั ิต่างจากสารต้ังต้น เช่น
ปฏิกิริยาของกรดซิทริกและโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนตในยาลดกรดเมื่อละลายน้ำ ได้โซเดียมซิเทรต แก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ปฏิกิริยาการเผาไหม้ของแก๊สหุงต้มหรือแก๊สโพรเพน กับแก๊สออกซิเจนได้แก๊ส
คาร์บอนไดออกไซดแ์ ละไอน้ำ

การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตเห็นด้วยประสาทสัมผัสได้ชัดเจน เช่น การเกิดฟองแก๊ส การเกิด ตะกอน
การเกิดกลิ่น การเปลี่ยนสี การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิ อาจบ่งชี้ได้ว่ามีสารใหม่เกิดขึ้น และการ
เปลี่ยนแปลงนั้นเป็นปฏิกิริยาเคมี อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้ชัดเจน อาจ ไม่ใช่ปฏิกิริยาเคมี
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ทำให้เกิดสารใหม่ เช่น ฟองแก๊สที่เกิดขึ้นระหว่าง การเดือดของน้ำ
ไม่ใช่ปฏกิ ริ ยิ าเคมีแต่เปน็ การเปลยี่ นแปลงทางกายภาพ เพราะน้ำเปลย่ี นสถานะ เป็นไอนำ้ ไมม่ สี ารใหม่เกิดขึ้น
ในทางตรงกันข้าม ปฏิกิริยาเคมีบางปฏิกิริยาไม่สามารถสังเกตเห็นการ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ต้องใช้เครื่องมือ
ตรวจสอบ เช่น สารละลายกรดทำปฏิกิริยากับสารละลายเบส ไม่ สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่สามารถ
ทดสอบไดด้ ้วยการใช้อุปกรณ์วดั คา่ pH

สมการเคมี
สมการเคมี (Chemical equation) โดยเขียนสูตรเคมีของสารตั้งต้นทางด้านซ้าย ตามด้วยลูกครเพ่ือ
แสดงทิศทางการ เปลี่ยนแปลง และสูตรเคมีของผลิตภัณฑ์อยู่ทางด้านขวา ทั้งนี้จำนวนอะตอมรวมของแต่ละ
ธาตุ ทางด้านซ้ายและขวาของสมการเคมีตอ้ งเท่ากัน ดังตัวอย่างสมการเคมีของปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ โพรเพน
(CH4) ซงึ่ เป็นเช้อื เพลงิ ชนิดหน่ึงในแก๊สหงุ ต้ม

C3H8 + 5O2 → 3CO2 + H2O
จากสมการเคมีของปฏิกิริยาการเผาไหม้โพรเพน ซึ่งมีแก๊สโพรเพนและแก๊สออกซิเจนเป็นสารตั้งต้น
จะเห็นว่า แก๊สโพรเพน 1 โมเลกุล ทำปฏิกิริยาพอดีกับแก๊สออกซิเจน (O2) 5 โมเลกุล ได้ผลิตภัณฑ์เป็น
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO) 3 โมเลกลุ และไอนำ้ (H2O) 4 โมเลกลุ โดยแต่ละดา้ นของสมการเคมี มคี าร์บอน
(C) 3 อะตอม ไฮโดรเจน (H) 8 อะตอม และออกซิเจน (O) 10 อะตอม เท่ากัน
นอกจากจํานวนสารตั้งต้น สารผลิตภัณฑ์ที่แสดงในสมการเคมีแล้ว ยังมีสัญลักษณ์อื่น ๆ ใน สมการ
เคมีที่ใชแ้ สดงภาวะและปจั จยั ที่เกย่ี วข้องในการเกิดปฏิกริ ยิ าด้วย เช่น สถานะของสาร การดูดพลังงานหรือคาย
พลงั งาน ตวั อยา่ งสัญลกั ษณต์ ่าง ๆ ในปฏิกิริยาการเผาไหม้โพรเพนเปน็ ดังน้ี
การแสดงสถานะของสาร จะแสดงอยูใ่ นวงเล็บต่อท้ายสตู รเคมี และเนือ่ งจากลานและ ผลิตภณั ฑ์ของ
ปฏิกิริยา อยใู่ นสถานะเกิดทงั้ หมด ซ่งึ เขียนสมการเคมไี ดด้ ังนี้

C3H8 (g) + 5O2 (g) → 3CO2 (g) + H2O (g)

สัญลกั ษณ์ ยอ่ มาจาก ความหมาย

s solid สารอยใู่ นสถานะของแข็ง

l liquid สารอยใู่ นสถานะของเหลว

g gas สารอย่ใู นสถานะแก๊ส

aq aqueous สารละลายในน้ำ

สญั ลกั ษณแ์ สดงสถานะของสารและความหมาย

การแสดงการดูดพลังงานหรือคายพลังงานของปฏกิ ิริยา ปฏิกิริยาการเผาไหมโ้ พรเพน เป็นปฏิกิริยา

ที่คายพลังงานออกมา 2220 กิโลจูลต่อโมล โพรเพน จึงเขียนตัวเลขแสดงปริมาณพลังงานที่คายออกมาไว้

ด้านขวาของสมการเคมี ดังน้ี

C3H8 (g) + 5O2 (g) → 3CO2 (g) + H2O (g) + 2220 kJ/mol

ในกรณีที่ไม่แสดงตัวเลขพลังงาน อาจแสดงการคายพลังงานโดยใช้ข้อความ “พลังงาน” หรือ

“energy” แทน ดังน้ี

C3H8 (g) + 5O2 (g) → 3CO2 (g) + H2O (g) + พลังงาน

สำหรับปฏิกิริยาที่มีการดูดพลังงานจะเขียนตัวเลขแสดงปริมาณพลังงานที่ใช้ในปฏิกิริยาเคมี หรือ

ขอ้ ความ “พลงั งาน” หรือ “energy” ไว้ดา้ นซา้ ยของสมการเคมี ดงั ตัวอยา่ ง

N2 (g) + O2 (g) + 180.5 kJ/mol → 2NO (g)
ปฏิกิริยาที่มีการดูดหรือคายพลังงานในรูปของพลังงานความร้อน จะเรียกว่า ปฏิกิริยาดูดความร้อน

หรอื ปฏิกิรยิ าคายความรอ้ น ตามลำดับ

นอกจากนี้ ในปฏิกิริยาการเผาไหม้จะมีการให้ความร้อนเพื่อให้สารเริ่มทำปฏิกิริยา ซึ่งแสดงด้วย

สัญลักษณ์ “∆” (delta) "ความร้อน” หรอื “heat” ไวบ้ นลูกศร ดังตวั อยา่ ง
CaCO3 (s) + พลังงาน ∆ CaO (s) + CO2 (g)

ทั้งนี้การแสดงสัญลักษณ์บนลูกศรใช้บ่งบอกเงื่อนไขของการเกิดปฏิกิริยาแต่ไม่ได้ระบุว่าเป็น ปฏิกิริยา

ดูดหรอื คายพลังงาน

สำหรับปฏิกิริยาเคมีอื่น ๆ ที่มีการใช้ตัวเร่งปฏิกิริยา หรือใช้แสง สามารถหาสัญลักษณ์ให้บนลูกศรได้

ทำนองเดยี วกนั

ปฏกิ ิริยาทมี่ ีโลหะแพลทินมั (Pt) เปน็ ตัวเรง่ ปฏิกริ ยิ า
2CO (g) + O2 (g) Pt 2CO2 (g)

ปฏกิ ริ ิยาที่มีการใชแ้ สง
6CO2 (g) + 6H2O (l) hv C6H12O6 (s) + 6O2 (g)


Click to View FlipBook Version