The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว 31102 เคมีพื้นฐาน (1/2565) SATIT PSU

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว 31102 เคมีพื้นฐาน (1/2565) SATIT PSU

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชา ว 31102 เคมีพื้นฐาน (1/2565) SATIT PSU

5. สาระการเรียนรู้
การเปลย่ี นสถานะของสารประกอบไอออนิก
สารประกอบไอออนิกท่อี ยู่ในสถานะของแข็ง ไอออนบวกและไอออนลบจะจัดเรียงตัวสลับต่อเน่ืองกัน

ไปใน 3 มิติ โดยไอออนต่างชนิดกันจะดึงดูดกันด้วยพันธะไอออนิกซึ่งเป็นแรงทางไฟฟ้าและไอออนแต่ละชนดิ
ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เมื่อสารประกอบไอออนิกได้รับความร้อน พันธะไอออนิกบางส่วนจะถูกทำลายทำให้
ไอออนบวกและไอออนลบเคลื่อนที่ได้มากขึ้น หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึงจุดหลอมเหลวจะเปลี่ยนสถานะเป็น
ของเหลว และเมื่อได้รับความร้อนต่อไปจนมีอณุ หภูมิถึงจุดเดือดจะเปลีย่ นสถานะเป็นแกส๊ การเปลี่ยนสถานะ
ของสารประกอบไอออนิกจากของแข็งเปน็ ของเหลวหรอื แกส๊ ต้องทำลายพนั ธะ

ตารางจุดหลอมเหลวและจดุ เดือดของสารประกอบไอออนิกบางชนิดท่ีความดนั 1 บรรยากาศ

สารประกอบไอออนิก จดุ หลอมเหลว (°C) จุดเดือด (°C)
เกลอื แกงหรอื โซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) 801 1465
แมกนีเซยี มคลอไรด์ (MgCl2) 714 1412
แคลเซยี มคลอไรด์ (CaCl2) 775 1936
แมกนเี ซยี มออกไซด์ (MgO) 2825 3600

การละลายแบบแตกตวั
เมื่อสารละลายเกลือแกง (NaCl) ในน้ำ โมเลกุลของน้ำจะเข้าล้อมรอบและแยกโซเดียมไอออน (Na+)
และคลอไรด์ไอออน (Cl-) ออกจากกัน ในน้ำเกลือจึงประกอบด้วยสารละลายโซเดียมไอออนและสารละลาย
คลอไรด์ไอออนเขียนแทนด้วย Na+(aq) และ Cl- (aq) ซึ่งไอออนเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่เมื่อต่อเข้ากับ
วงจรไฟฟ้าไอออนบวกจะเคล่ือนทเี่ ข้าหาขว้ั ลบ และไอออนลบจะเคล่ือนทีเ่ ขา้ หาขว้ั บวก ทำใหก้ ระแสไฟฟา้ ไหล
ผ่านได้ ส่งผลให้สารละลายสามารถนำไฟฟ้า เรียกสารละลายประเภทนี้ว่า สารละลายอิเล็กโทรไลต์
(electrolyte solution) การละลายนำ้ ในลกั ษณะนเี้ รียกว่า การละลายนำ้ แบบแตกตวั

NaCl(s) H2O Na+ (aq) + Cl- (aq)

ภาพที่ 1 การละลายน้ำของเกลอื แกง
(ท่มี า : https://slideplayer.in.th/slide/16090581/ สืบค้นเมื่อ 29 มถิ นุ ายน พ.ศ.2565)

ภาพที่ 2 การเคลอ่ื นที่ของไอออนของเกลือแกงเมื่อนำไฟฟ้า
(ทม่ี า : https://www.pinterest.com/pin/816347869943860929/

สบื ค้นเมอ่ื 29 มิถนุ ายน พ.ศ.2565)

นอกจากสารประกอบไอออนิกที่สามารถเกิดการละลายน้ำแบบแตกตัวแล้ว สารโคเวเลนต์บางชนิด
เช่น แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) เมื่อละลายนำ้ จะแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) และคลอไรด์ไอออน (Cl-)
ไดส้ ารละลายกรดไฮโดรคลอริก ดงั สมการเคมี

HCl(g) H+(aq) + Cl- (aq)

การละลายน้ำของสารบางชนดิ อาจทำให้ไดส้ ารละลายที่มีสมบตั ิเป็นกรดหรือเบส ซึ่งสามารถนำไปใช้

ประโยชน์ในชีวติ ประจำวนั

ตาราง สารละลายทม่ี ีสมบัติกรด-เบสที่ใช้ประจำประโยชนใ์ นชวี ิตประจำวัน

สารละลาย ประเภท การใชป้ ระโยชน์

กรดไฮโดรคลอริกหรอื กรดเกลือ สารโคเวเลนต์ นำ้ ยาล้างหอ้ งน้ำ

(HCl*)

กรดซลั ฟิวรกิ หรือกรดกำมะถัน สารโคเวเลนต์ สารอเิ ล็กโทรไลตใ์ น

(H2SO4) แบตเตอรี่แบบตะก่ัว

กรดแอซีติกหรือกรดน้ำส้ม สารโคเวเลนต์ น้ำส้มสายชู

(CH3COOH)

แอมโมเนีย (NH3) สารโคเวเลนต์ น้ำยาทำความสะอาดพ้ืนผิว
ตา่ ง ๆ เช่น กระจก

กระเบ้ือง

โซเดียมไฮดรอกไซด์หรือโซดาไฟ สารประกอบไอออนกิ ผลติ สบู่ กำจัดไขมนั

(NaOH)

สารละลาย ประเภท การใช้ประโยชน์

แคลเซียมโฮดรอกไซด์ สารประกอบไอออนิก ปรบั pH ของนำ้ ใน

กระบวนการผลติ นำ้ ประปา

HCl* ในสถานะแกส๊ เรยี กวา่ ไฮโดรเจนคลอไรด์ เม่ือเปน็ สารละลาย เรยี กว่า กรดไฮโดรคลอริก

6. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี น
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

7. คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. มงุ่ มน่ั ในการทำงาน
3. มจี ิตสาธารณะ

8. กระบวนการจดั การเรียนรู้ (วิธีการสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขน้ั สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนสังเกตเกลือแกง โดยนักเรียนตกเกลือแกงใส่ในกระจกนาฬิกา นำแว่นขยายมาส่อง

จากน้นั รว่ มกันตอบคำถามในประเด็นตอ่ ไปนี้

ภาพที่ 3 ผลกึ ของเกลือแกง
- ลักษณะทางกายภาพของเกลือแกง มีลักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ : เป็นเกล็ดขนาดเล็ก
สีขาว)
- นักเรียนคิดว่า ภายในผลึกของเกลือแกงมีการจัดเรียงในลักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ :
เกิดจากไอออนบวกและไอออนลบของ Na+ และ Cl- ยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะไอออนิกอย่างต่อเนือ่ งกันไป
จนเป็นโครงสรา้ งขนาดใหญ่ทเ่ี ป็นผลึกขนึ้ ดังรูป)

- นักเรียนคิดว่า เกลือแกงที่นักเรียนสังเกต สามารถละลายน้ำได้หรือไม่ (แนวคำตอบ :

ละลายน้ำได้)

- นักเรียนคิดว่า เกลือแกงที่นักเรียนสังเกต สามารถละลายน้ำแบบแตกตัวหรือไม่แตกตัว

(แนวคำตอบ : ละลายน้ำแบบแตกตวั )

2. ข้ันสำรวจและค้นหา (Exploration stage)

2.1 นักเรียนเตรียมชุดการทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ และศึกษาขั้นตอนวิธีการ

ทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบจากใบบันทึกผลการทดลอง โดยเตรียมวสั ดุ อุปกรณ์ และสารเคมี

ประกอบด้วย

1. กลอ่ งถ่านไฟฉาย 1 ชดุ

2. ถา่ นไฟฉาย ขนาด 1.5 volt 4 กอ้ น

3. สายไฟ 3 เสน้

4. หลอดไฟ LED 2 หลอด

5. บกี เกอร์ 4 ใบ

6. ลวดหนีบกระดาษ 10 ชน้ิ

8. คอปเปอร์ซัลเฟต (copper(II) sulfate : CuSO4)

9. โซเดยี มคลอไรด์ (sodium chloride : NaCl)

10. โซเดยี มไบคารบ์ อเนต (sodium bicarbonate : NaHCO3)

11. น้ำตาลกลูโคส (glucose)

12. น้ำกลัน่

2.2 นักเรียนระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม ของการทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของ

สารประกอบ ลงในใบบันทึกผลการทดลอง (แนวคำตอบ : ตัวแปรต้น คือ ชนิดของสารประกอบ,

ตัวแปรตาม คือ การนำไฟฟ้าของสารประกอบ, ตัวแปรควบคุม คือ ความเข้มข้นของสารละลาย

ความตา่ งศกั ยท์ ี่ใช้ในการทดลอง)

2.3 นักเรียนทดลองทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ พร้อมทั้งสังเกตการเปลี่ยนแปลง

ทีเ่ กิดขนึ้ ระหวา่ งการทดลอง บันทึกการเปล่ยี นแปลงทเี่ กดิ ขึ้นลงในใบบันทึกผลการทดลอง

ภาพที่ 4 ชุดอุปกรณก์ ารทดลองสมบตั ิการนำไฟฟ้าของสารประกอบ
2.4 นักเรียนร่วมกันอภิปรายผลทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ โดยมีประเด็น
คำถาม ดงั นี้

- เมื่อทำการต่อวงจรไฟฟ้า โดยใช้น้ำกลั่นที่อยู่ในบีกเกอร์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
(แนวคำตอบ : ไม่มกี ารเปล่ียนแปลง หลอดไฟ LED ไมส่ ว่าง)

ภาพท่ี 5 การทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบโดยใชน้ ้ำกลน่ั
- เมื่อทำการต่อวงจรไฟฟ้า โดยใช้สารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต (CuSO4(aq)) ที่อยู่ในบีก
เกอร์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : หลอดไฟ LED สว่าง ที่บริเวณลวดหนีบกระดาษเกิด
ของแข็งสนี ้ำตาลเกาะอยู่)

ภาพท่ี 6 การทดลองสมบัตกิ ารนำไฟฟ้าของสารประกอบโดยใช้สารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต

- เมื่อทำการต่อวงจรไฟฟ้า โดยใช้สารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3(aq))
ที่อยู่ในบีกเกอร์ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : หลอดไฟ LED สว่างเล็กนอ้ ย ที่บริเวณลวดหนีบ
กระดาษท้ังสองเกดิ ฟองอากาศขนาดเลก็ )

ภาพท่ี 7 การทดลองสมบัตกิ ารนำไฟฟา้ ของสารประกอบโดยใชส้ ารละลายโซเดยี มไบคาร์บอเนต
- เมื่อทำการต่อวงจรไฟฟ้า โดยใช้สารละลายโซเดียมคลอไรด์ (NaCl(aq)) ที่อยู่ในบีกเกอร์

มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : หลอดไฟ LED สว่าง ที่บริเวณลวดหนีบกระดาษทั้งสองเกิด
ฟองอากาศขนาดเล็ก เมื่อระยะเวลาผ่านไปสารสะลายเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเปลี่ยนสีของสารละลาย
จากใส ไมม่ สี ี เปน็ สารละลายใส สเี หลืองน้ำตาล)

ภาพท่ี 8 การทดลองสมบัตกิ ารนำไฟฟ้าของสารประกอบโดยใชส้ ารละลายโซเดียมคลอไรด์
- เมื่อทำการต่อวงจรไฟฟ้า โดยใช้สารละลายกลูโคส (glucose) ที่อยู่ในบีกเกอร์

มีการเปลีย่ นแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : ไม่มีการเปลย่ี นแปลง หลอดไฟ LED ไม่สวา่ ง)

ภาพท่ี 9 การทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบโดยใชส้ ารละลายนำ้ ตาลกลโู คส

- สารละลายใดบ้างที่สามารถนำไฟฟ้าได้ (แนวคำตอบ : สารละลายคอปเปอร์(II) ซัลเฟต,

สารละลายโซเดียมคลอไรด์ และสารละลายโซเดียมไบคารบ์ อเนต)

- นักเรียนมีวิธีสังเกตอย่างไร ว่าสารละลายสามารถนำไฟฟ้าได้ (แนวคำตอบ : สังเกตจาก

การสว่างของหลอดไฟ LED และการเบนของเข็มจากเครื่อง galvanometer)

- จากการทดลองการที่เข็มของเครื่อง galvanometer เกิดการเบน และการสว่างของ

หลอดไฟ LED เกดิ จากอะไร (แนวคำตอบ : สารละลายสามารถนำไฟฟ้าได้)

- สูตรเคมีของสารละลายท่ีสามารถนำไฟฟ้าได้ เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ : สารละลายคอป

เปอร์(II) ซัลเฟต มีสูตรเคมี CuSO4, สารละลายโซเดียมคลอไรด์ มีสูตรเคมี NaCl และสารละลาย

โซเดียมไบคาร์บอเนต มสี ตู รเคมี NaHCO3)

- จากการทดลอง สารละลายท่ีสามารถนำไฟฟ้าได้ จะเกิดการแตกตัวอย่างไร
CuSO4 (s) H2O Cu2+ (aq) + SO42- (aq)
(แนวคำตอบ : NaCl (s) H2O Na+ (aq) + Cl- (aq)

NaHCO3 (s) H2O Na+ (aq) + HCO3- (aq))

- ในสารละลายท่ีสามารถนำไฟฟ้าได้จะมีการแตกตัวได้เป็นไอออนบวกและไอออนลบ

ซึ่งจะกระจายอยู่ในสารละลาย ไอออนบวกและไอออนลบจะเกิดการเคลื่อนที่อย่างไร (แนวคำตอบ :

เมื่อสารละลายแตกตัวไอออนสามารเคลื่อนที่ได้เมื่อต่อเข้ากับวงจรไฟฟ้า ไอออนบวกจะเคลื่อนี่เข้าหาข้ัว

ลบ และไอออนลบจะเคล่ือนท่ีเขา้ หาขวั้ บวก)

- สารละลายที่มีสมบัตินำไฟฟ้าได้ เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : สารละลายอิเล็กโทรไลต์

(electrolyte solution))

- สารละลายใดบ้างที่ไมส่ ามารถนำไฟฟา้ ได้ (แนวคำตอบ : สารละลายกลโู คส และนำ้ กล่นั )

- นกั เรยี นมวี ิธสี งั เกตอย่างไร วา่ สารละลายสามารถไมน่ ำไฟฟา้ ได้ (แนวคำตอบ : สังเกตจาก

หลอดไฟ LED ไม่สวา่ ง และไมเ่ กิดการเบนของเข็มจากเครือ่ ง galvanometer)

- การที่สารละลายที่ไม่ส่งผลให้หลอดไฟ LED สว่าง และไม่เกิดการเบนของเข็มจาก

เคร่อื ง galvanometer แสดงว่าสารละลายมสี มบัติอยา่ งไร (แนวคำตอบ : ไม่สามารถนำไฟฟา้ ได้)

- สูตรเคมีของสารละลายที่ไม่ส่งผลให้หลอดไฟ LED สว่าง เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ :

สารละลายกลโู คส มีสูตรเคมี C6H12O6 และนำ้ กลัน่ มีสตู รเคมี H2O)

- สารละลายที่มีสมบัติไม่นำไฟฟ้า เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : สารละลายนอนอิเล็กโทร

ไลต์ (non-electrolyte solution))

3. ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation state)

3.1 นักเรียนร่วมกันสรุปองค์ความรู้ที่จากการทำการทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ

ในประเด็นคำถามต่อไปนี้

- จากการทดลอง สารละลายที่สามารถนำไฟฟ้าได้ มีอะไรอยู่ในสารละลาย (แนวคำตอบ :

ไอออนบวกและไอออนลบ)

- จากการทดลอง สารละลายที่สามารถนำไฟฟ้าได้ จะเกิดการแตกตัวอย่างไร
CuSO4 (s) H2O Cu2+ (aq) + SO42- (aq)
(แนวคำตอบ : NaCl (s) H2O Na+ (aq) + Cl- (aq)

NaHCO3 (s) H2O Na+ (aq) + HCO3- (aq))

- สารละลายที่มีสมบัตินำไฟฟ้าได้ เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : สารละลายอิเล็กโทรไลต์

(electrolyte solution))

- สารละลายที่มีสมบัติไม่นำไฟฟ้า เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : สารละลายนอนอิเล็ก

โทรไลต์ (non-electrolyte solution)

- เมื่อสารประกอบไอออนิกเกิดการละลายแบบแตกตัว ไอออนที่อยู่ในสารละลาย

จะเกิดการเคลื่อนที่อย่างไร (แนวคำตอบ : เมื่อสารละลายแตกตัวไอออนสามารเคลื่อนที่ได้เมื่อต่อเข้ากับ

วงจรไฟฟ้า ไอออนบวกจะเคล่ือน่ีเขา้ หาขว้ั ลบ และไอออนลบจะเคลือ่ นที่เขา้ หาข้ัวบวก)

4. ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration state)

4.1 นักเรียนศกึ ษาข้อมูลเพ่ิมเติมเก่ียวกับสารประกอบโคเวเลนต์ที่เกิดการละลายน้ำแบบแตกตัว โดย

รว่ มกันตอบคำถามในประเดน็ ต่อไปน้ี

- สารประกอบโคเวเลนต์ชนิดใด ที่สามารถเกิดการละลายน้ำแบบแตกตัวได้ (แนวคำตอบ :

แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl))

- เมื่อแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) ละลายน้ำ จะเกิดการแตกตัวอย่างไร (แนวคำตอบ :

แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) และคลอไรด์

ไอออน (Cl-) ไดส้ ารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl))

- สมการการแตกตัวของแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ (HCl) เขียนได้อย่างไร (แนวคำตอบ :

HCl (g) H+ (aq) + Cl- (aq))

4.2 นักเรียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแยกสารละลายด้วยไฟฟ้า โดยร่วมกันตอบคำถามใน

ประเด็นตอ่ ไปนี้

- ส่วนประกอบของการแยกสลายสารละลายดว้ ยไฟฟ้า จะประกอบอะไรบา้ ง (แนวคำตอบ :

1. แหล่งให้พลังงานไฟฟ้า จะต้องเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง (DC current) 2. ขั้วไฟฟ้า

(electrode) จะมีขั้วไฟฟ้าอยู่ 2 ชนิด คือ ขั้วแอโนด (anode) หรือขั้วบวก และขั้วแคโทด (Cathode)

หรอื ข้ัวลบ 3. สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์ (electrolyte) เปน็ สารละลายทีม่ ีสมบตั นิ ำไฟฟ้าได้)

- การแยกสลายสารละลายด้วยไฟฟ้า จะต้องพิจารณาปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแต่ละขั้ว โดยมีน้ำ

(H2O) ทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายเข้ามาร่วมด้วย จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคำตอบ : น้ำสามารถ

รับอเิ ล็กตรอนที่ข้ัวแคโทด (ขั้วลบ) เกิดแกส๊ ไฮโดรเจน (H2) และสารละลายท่ีมีสมบัติเป็นเบส ดังปฏิกิริยา

ต่อไปนี้ 2H2O (l) + 2e- H2 (g) + 2OH- (aq) ; E0 = -0.83 V และน้ำให้อิเล็กตรอนที่ขั้วแอโนด

(ขั้วบวก) เกิดแก๊สออกซิเจน (O2) และสารละลายที่มีสมบัติเป็นกรด ดังปฏิกิริยาต่อไปนี้

21O2 (g) + 2H+ (aq) + 2e- H2O (l) ; E0 = +1.23 V)

- การแยกสลายสารละลายด้วยไฟฟ้าได้ มีหลักการอย่างไร (แนวคำตอบ : การแยกสลาย

สารละลายด้วยไฟฟ้าที่เกิดขึ้น คือ น้ำและไอออนลบของตัวถูกละลายจะเคลื่อนที่เข้าหาขั้วแอโนด

เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ซึ่งสารใดจะเป็นตัวให้อิเล็กตรอนหรือเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน

พิจารณาจากค่า E0 ถ้ามีค่า E0 ต่ำ สารนั้นจะเป็นตัวเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน คือ เกิดการให้อิเล็กตรอน

ทขี่ วั้ แอโนดนนั้ ไดด้ กี ว่า สารทเี่ หลือก็ไม่เกิดปฏิกิริยา

ส่วนน้ำและไอออนบวกของตัวถูกละลาย จะเคลื่อนที่เข้าหาขั้วแคโทด เกิดปฏิกิริยารีดักชัน

(Reduction) ให้พิจารณาจากคา่ E0 ถ้ามีค่า E0 สูง สารนั้นจะเป็นตัวเกิดปฏิกิริยารีดักชัน คือ เกิดการรับ

อเิ ล็กตรอนที่ขวั้ แคโทดน้นั ได้ดกี วา่ สารท่เี หลอื กไ็ ม่เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเช่นเดยี วกนั )

ภาพท่ี 10 The Process of Electrolysis
(ทม่ี า : https://www.savemyexams.co.uk/gcse/chemistry/aqa/18/revision-notes/4-chemical-
changes/4-3-electrolysis/4-3-1-the-process-of-electrolysis/ สบื ค้นเม่ือ 29 มิถนุ ายน พ.ศ.2565)
5. ขัน้ ประเมนิ ผล (Evaluation state)

5.1 นักเรียนบันทึกผลการทดลองและคำถามท้ายการทดลอง ลงในใบบันทึกผลการทดลอง
สมบัตกิ ารนำไฟฟ้าของสารประกอบ ให้เสร็จสมบูรณ์

9. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
1. สไลดป์ ระกอบการสอน เร่อื ง สมบัตกิ ารนำไฟฟ้าของสารประกอบ
2. ใบบนั ทกึ ผลการทดลอง สมบตั กิ ารนำไฟฟา้ ของสารประกอบ
3. ชุดอุปกรณ์การทดลอง สมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ ประกอบไปด้วย กล่องถ่านไฟฉาย,

ถ่านไฟฉาย ขนาด 1.5 volt, สายไฟ, หลอดไฟ LED, บีกเกอร์, ลวดหนีบกระดาษ, คอปเปอร์ซัลเฟต
(copper(II) sulfate : CuSO4) , โซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride : NaCl) , โซเดียมไบคาร์บอเนต
(sodium bicarbonate : NaHCO3), นำ้ ตาลกลูโคส (glucose) และน้ำกล่นั

10. การวัดผลและการประเมนิ ผล

สิ่งทตี่ ้องการวัด/ประเมนิ วิธีการวดั เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้วดั เกณฑ์การประเมิน
1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. ทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของ 1. สงั เกตการทำการ ทำกิจกรรม ประเมินในระดับ 2
2. ใบบันทึกผลการ ขน้ึ ไป
สารประกอบไอออนกิ ได้ (P) ทดลองภายในชน้ั เรยี น ทดลอง
1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ตรวจใบบันทึกผลการ 2. ใบบันทึกผลการ ประเมินในระดับ 2
ทดลอง ขึ้นไป
ทดลอง 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบบันทึกผลการ ประเมินในระดับ 2
2. อธิบายสมบัติการละลายแบบ 1. สังเกตการตอบคำถาม ทดลอง ขนึ้ ไป
1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
แตกตวั และไม่แตกตวั ได้ (K) จากการทำกิจกรรม ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
3. ร ะ บ ุ ว ่ า ส า ร ล ะ ล า ย เ ป็ น 1. สงั เกตการตอบคำถาม

สารละลายอิเล็กโทรไลต์หรือ จากการทำกจิ กรรม
นอนอเิ ลก็ โทรไลต์ได้ (K)

3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สังเกตการมสี ว่ นร่วมใน

กระตือรอื ร้น (A) การทำกิจกรรมในชนั้ เรยี น

เกณฑ์การประเมนิ ก

รายการประเมิน 3

1. ท ด ล อ ง ส ม บ ั ต ิ ก า ร น ำ ไ ฟ ฟ ้ า ข อ ง ทดลองสมบตั ิการนำไฟฟ้า ทดลอ

สารประกอบไอออนิกได้ (P) ของสารประกอบไอออนิก ของสา

ไดอ้ ยา่ งเช่ียวชาญ โดยมี ได้ โดย

ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตรท์ ่ี วทิ ยาศ

ถูกต้อง

2. อธิบายสมบัติการละลายแบบแตกตัวและ อธบิ ายสมบัติการละลาย อธบิ าย

ไม่แตกตวั ได้ (K) แบบแตกตัวและไม่แตกตัว แบบแ

ถูกต้องครบถว้ น ถูกต้อง

3. ระบุว่าสารละลายเป็นสารละลายอิเล็กโทร ระบวุ ่าสารละลายเป็น ระบุวา่

ไลต์หรอื นอนอิเล็กโทรไลตไ์ ด้ (K) สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์ สารละ

หรอื นอนอิเล็กโทรไลต์ หรอื น

ถกู ต้องครบถว้ น ถูกต้อง

4. รว่ มกันทำกจิ กรรมอยา่ งกระตอื รือร้น (A) รว่ มกันทำกิจกรรมในชัน้ ร่วมกนั

เรยี นอย่างกระตือรอื ร้น เรยี นอ

การทำกิจกรรม

เกณฑ์การใหค้ ะแนน

210

องสมบตั ิการนำไฟฟา้ ทดลองสมบตั ิการนำไฟฟา้ ทดลองสมบตั ิการนำไฟฟา้

ารประกอบไอออนิก ของสารประกอบไอออนิก ของสารประกอบไอออนิก

ยมีทกั ษะทาง ได้ โดยมที กั ษะทาง โดยมที ักษะทาง

ศาสตรท์ ีถ่ ูกต้อง วิทยาศาสตรท์ ถี่ ูกต้อง วทิ ยาศาสตรท์ ่ีไมถ่ ูกตอ้ ง

บางสว่ น

ยสมบัตกิ ารละลาย อธิบายสมบตั กิ ารละลาย ไมส่ ามารถอธิบายสมบัติ

แตกตัวและไม่แตกตวั แบบแตกตวั และไมแ่ ตกตวั การละลายแบบแตกตวั

ง 3-4 สว่ น ถกู ต้อง 1-2 สว่ น และไมแ่ ตกตวั ได้

าสารละลายเป็น ระบวุ ่าสารละลายเปน็ ไม่สามารถระบวุ ่า

ะลายอิเลก็ โทรไลต์ สารละลายอเิ ลก็ โทรไลต์ สารละลายเป็น

นอนอเิ ล็กโทรไลต์ หรือนอนอิเล็กโทรไลต์ สารละลายอิเลก็ โทรไลต์

ง 3-4 ส่วน ถกู ต้อง 3-4 สว่ น หรอื นอนอเิ ลก็ โทรไลต์ได้

นทำกจิ กรรมในช้นั ร่วมกนั ทำกิจกรรมในชั้น ไม่เข้ารว่ มกนั ทำกิจกรรม

อย่างกระตือรือร้น เรยี นอยา่ งกระตือรือร้น ในชนั้ เรยี น และไม่มีสว่ น

ร่วมต่อการทำกิจกรรม

เกณฑ์การประเมินก

รายการประเมิน 3
และมีสว่ นร่วมตอ่ การทำ
กจิ กรรมอยา่ งดเี ยีย่ ม และมีส
กจิ กรร

การทำกจิ กรรม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

21 0

ส่วนรว่ มต่อการทำ และมสี ่วนร่วมตอ่ การทำ

รมอย่างดี กิจกรรมพอใช้

แบบประเมินการทำกจิ กรรม

รายการประเมนิ 3 คะแนน 0
21
1. ทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบไอออนกิ ได้ (P)
2. อธบิ ายสมบัตกิ ารละลายแบบแตกตัวและไม่แตกตัวได้ (K)
3. ระบุว่าสารละลายเป็นสารละลายอิเล็กโทรไลต์หรือนอนอิเล็กโทรไลต์
ได้ (K)
4. รว่ มกนั ทำกิจกรรมอย่างกระตือรือรน้ (A)

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ชว่ งคะแนน ระดับคุณภาพ

9-12 ดี
5-8 พอใช้
0-4 ปรบั ปรงุ

ลงชือ่ ผู้สงั เกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหนง่ ....................................................
วนั ท.่ี ........../................./....................

บันทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงช่อื ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพ็ชร์)
นกั ศกึ ษาปฏิบตั ิการสอน

วันท่ี.........../............../..............
ความคิดเหน็ อาจารยพ์ ี่เล้ียง
......................................................................................... .....................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชื่อ............................................................
(อ.ทรงธรรม แก้วประถม)
อาจารยพ์ เ่ี ลี้ยง

วันท่ี.........../............../................

ใบบนั ทกึ ผลการทดลอง
“ สมบตั กิ ารนาไฟฟ้าของสารประกอบ ”

ชอ่ื ................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........

จดุ ประสงค์การทดลอง
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

วสั ดุและอปุ กรณ์ 5. บกี เกอร์ 4 ใบ 9. NaCl
10. NaHCO3
1. กลอ่ งถา่ นไฟฉาย 1 ชุ ด 6. ลวดหนบี กระดาษ 10 ชน้ิ 11. glucose
2. ถ่านไฟฉาย ขนาด 1.5 volt 4 ก้อน 7. แท่งแก้วคนสาร 12. นา้ กลน่ ั
3. สายไฟ 3 เส้น 8. CuSO4
4. หลอดไฟ LED 2 หลอด

วธิ กี ารทดลอง

1. ดดั ลวดหนบี กระดาษให้สามารถเก่ยี วบรเิ วณปากของบกี เกอร์ทง้ ั หมด 2 ชน้ิ
2. นาถา่ นไฟฉายขนาด 1.5 volt ใสใ่ นกลอ่ งถ่านไฟฉายจานวน 4 กอ้ น
3. เทน้ากล่นั ปรมิ าตร 30 mL ลงในบกี เกอร์ จากน้นั นาลวดหนีบกระดาษท่ ดี ดั ไว้
มาเก่ยี วบรเิ วณปากของบกี เกอร์ทง้ ั หมด 2 ชน้ิ

4. นาสายไฟเส้นท่หี นง่ึ ต่อท่บี รเิ วณขว้ ั ลบของกลอ่ งถ่านไฟฉายกบั ลวดหนบี กระดาษชน้ิ ท่หี นง่ึ
สายไฟเส้นท่สี อง ต่อท่บี รเิ วณข้วั บวกของกลอ่ งถ่านไฟฉายท่คี วามต่างศกั ย์ไฟฟ้า 3.0 volt กบั
ขว้ ั แอโนด (+) ของหลอดไฟ LED สายไฟเส้นท่สี าม ต่อบรเิ วณขว้ ั แคโทด (-) ของหลอดไฟ LED
กบั ลวดหนบี กระดาษชน้ิ ท่สี อง สงั เกตการเปล่ยี นแปลง

5. ทาการทดลองในข้อท่ ี 1-4 ซ้า แต่เปล่ยี นสารในบกี เกอร์ เป็นสารละลาย CuSO4 ,
สารละลาย NaCl , สารละลาย NaHCO3 และสารละลาย glucose สงั เกตการเปล่ยี นแปลง

ตวั แปรท่เี ก่ยี วขอ้ ง ..............................................................................................
ตวั แปรตน้ ..............................................................................................
ตวั แปรตาม

ตวั แปรควบคุม ..............................................................................................

..............................................................................................

แผนผงั การต่อวงจรไฟฟ้าท่ไี ด้
ผลการทดลอง
สรุ ปผลการทดลอง

คาถามทา้ ยการทดลอง
1. จากการทดลอง นกั เรยี นสามารถสงั เกตได้อยา่ งไร ว่าสารละลายชนดิ ใดสามารถนาไฟฟ้าได้
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

2. สารละลายท่มี สี มบตั นิ าไฟฟ้าได้ เรยี กว่าอะไร และจากการทดลอง สารละลายท่มี สี มบตั นิ าไฟฟ้า
เกิดการแตกตวั ของสารอยา่ งไร
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

3. เม่อื สารประกอบเกิดการละลายน้าแบบแตกตวั เป็นไอออนแล้ว ไอออนท่ อี ยู่ในสารละลาย
จะเกดิ การเคลอ่ื นท่อี ยา่ งไร
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................
...............................................................................................................................

- KRU NHUN -

รายวิชา ว31102 เคมีพนื้ ฐาน แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 12
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 พันธะเคมี
เร่ือง สมการไอออนิก ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
ผูส้ อน ปส.ภานุสรณ์ คีรีเพช็ ร์ ปกี ารศกึ ษา 2565
จำนวน 1 ชั่วโมง

อาจารยพ์ เ่ี ล้ยี ง อ.ทรงธรรม แก้วประถม

1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พนั ธ์ระหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี

2. ตวั ช้ีวัด
ว 2.1 ม.5/13 ระบุว่าสารเกิดการละลายแบบแตกตัวหรือไม่แตกตัว พร้อมใช้เหตุผลและระบุว่า

สารละลายที่ได้เป็นสารละลายอเิ ล็กโทรไลต์ หรอื นอนอิเลก็ โทรไลต์

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายวิธกี ารเขียนสมการไอออนกิ ได้ (K)
2. เขยี นสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสทุ ธขิ องปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนิกได้ (P)
3. รว่ มกนั ทำกิจกรรมอย่างกระตือรอื รน้ (A)

4. สาระสำคญั
สารประกอบไอออนิกเมื่อละลายน้ำ ไอออนบวกและไอออนลบจะแยกออกจากกัน ถ้าการผสม

สารละลายของสารประกอบไอออนิก ทำให้เกิดตะกอน สามารถเขียนแสดงด้วยสมการไอออนิกหรือสมการ
ไอออนิกสุทธิ โดยที่สมการไอออนิกแสดงสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่แตกตัวได้ในรูปของไอออน
สว่ นสมการไอออนกิ สทุ ธแิ สดงเฉพาะไอออนที่ทำปฏิกิริยากัน และผลิตภัณฑ์ท่เี กิดข้นึ

5. สาระการเรยี นรู้
สารประกอบไอออนิกเมื่อละลายน้ำ ไอออนบวกและไอออนลบจะแยกออกจากกัน ถ้าการผสม

สารละลายของสารประกอบไอออนิกทำให้เกิดตะกอน แสดงว่าไอออนในสารละลายผสมทำให้ปฏิกิริยากันเกิด

เปน็ สารใหมท่ ่ีไมล่ ะลายนำ้ เชน่ ซิลเวอรไ์ นเทรต (AgNO3) เมอ่ื ละลายน้ำจะได้ Ag+ และ NO3- ถ้านำมาผสมกับ
สารละลายโซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) ซง่ึ มี Na+ และ Cl- จะได้ตะกอนซิลเวอรค์ ลอไรด์ (AgCl) ซ่ึงไม่ละลายนำ้

ภาพที่ 1 ปฏกิ ริ ิยาระหว่างสารละลายซลิ เวอร์ไนเทรตกับสารละลายโซเดียมคลอไรด์

ปฏิกิริยาการเกิดตะกอนของสารประกอบไอออนิกในน้ำ อาจะเขียนแทนด้วย สมการไอออนิก
(ionic equation) ที่แสดงไอออนในสารละลายครบทุกชนดิ เช่น ปฏิกิริยาระหว่างสารละลายซิลเวอร์ไนเทรต
กบั สารละลายโซเดียมคลอไรด์ เขียนสมการไอออนิกได้ดังนี้

Ag+ (aq) + NO3- (aq) + Na+ (aq) + Cl- (aq) AgCl (s) + NO3- (aq) + Na+ (aq)
ไอออนในสมการของปฏิกิรยิ าที่มนี ำ้ เป็นตัวทำละลาย แสดงสถานะของไอออนเป็น aq ซึ่งมาจากคำว่า
aqueous solution
เนื่องจากในสมการไอออนิกมีไอออนที่ไม่ทำปฏิกิริยากัน ปรากฏอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของสมการ
ซงึ่ สามารถตัดออกจากสมการให้เหลือเฉพาะไอออนท่ีทำปฏิกริ ิยากันได้เปน็ ผลิตภัณฑ์ เรยี กว่า สมการไอออนิก
สทุ ธิ (net ionic equation) ดังนี้

Ag+ (aq) + Cl- (aq) AgCl (s)

6. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

7. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน
3. มจี ติ สาธารณะ

8. กระบวนการจัดการเรยี นรู้ (วธิ กี ารสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขนั้ สร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนสังเกตวีดิทัศน์ “Precipitation Reaction” การทำปฏิกิริยาของ MgSO4 และ NaOH

จากนัน้ ร่วมกันตอบคำถาม ในประเด็นคำถามต่อไปน้ี

ภาพท่ี 2 ภาพวดิ ที ัศน์ Precipitation Reaction
(ท่ีมา : https://www.youtube.com/watch?v=5Ra6-
DRUz_E&list=RDMM&start_radio=1&rv=sAf5zzY2EH8 สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2565)
- ในบีกเกอร์ที่ 1 คือสารอะไร (แนวคำตอบ : MgSO4) ลักษณะทางกายภาพของสาร
เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ : สารละลายใส ไม่มีสี) เมื่อสารดังกล่าวละลายน้ำ จะเกิดการแตกตัวเป็นไอออน
อย่างไร (แนวคำตอบ : MgSO4 จะแตกตวั เป็นไอออนไดเ้ ป็น Mg+ และ SO42- อยูใ่ นสารละลาย)
- ในบีกเกอร์ที่ 2 คือสารอะไร (แนวคำตอบ : NaOH) ลักษณะทางกายภาพของสาร
เป็นอย่างไร (แนวคำตอบ : สารละลายใส ไม่มีสี) เมื่อสารดังกล่าวละลายน้ำจะเกิดการแตกตัวเป็นไอออน
อยา่ งไร (แนวคำตอบ : NaOH จะแตกตัวเป็นไอออนได้เป็น Na+ และ OH- อย่ใู นสารละลาย)
- เมื่อนำสารละลายในบีกเกอร์ที่ 2 ผสมกับสารละลายในบีกเกอร์ที่ 1 เกิดการเปลี่ยนแปลง
อยา่ งไร (แนวคำตอบ : เกิดตะกอนในสีขาวในบกี เกอรท์ ี่ 1)
- นักเรียนคิดว่า เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น (แนวคำตอบ : เกิดการทำปฏิกิริยาระหว่างสาร
สองชนิด)
- นักเรียนคิดว่า สารทั้งสองชนิด เกิดการทำปฏิกิริยากันอย่างไร (แนวคำตอบ : เกิดการ
แลกเปล่ียนของไอออน โดย Mg2+ จะเกดิ การรวมตวั กบั OH- และ Na+ จะเกิดการรวมตัวกบั SO42-)

2. ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration stage)
2.1 นักเรยี นร่วมกนั ทำกิจกรรม “Block’s ion exchange ตัวตอ่ ของฉนั แลกกับใจของเธอ” นักเรียน

รบั ตัวตอ่ คนละ 1 ชดุ กำหนดใหส้ ขี องตัวต่อแทนชนิดของไอออน โดยตัวตอ่ สีส้ม สแี ดงและสีเขียว แทนไอออน
บวก และตัวตอ่ สฟี ้าและสีชมพแู ทนด้วยไอออนลบ

ไอออนบวก ไอออนลบ

ซง่ึ นักเรียนแต่ละคนจะไดร้ ับชุดตวั ตอ่ คละกัน 6 แบบ ภายในห้อง ดังน้ี

จากนั้นให้นักเรียนไปจับคู่กับเพื่อนแล้วทำการแลกตัวต่อกันคนละ 1 ชิ้น โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อแลกตัวต่อกัน

แล้ว ทั้งคู่จะต้องมีทั้งไอออนบวกและไอออนลบ จากนั้นบันทึกผลลงในใบกิจกรรม โดยมีระยะเวลาสำรวจ

15 นาที

2.2 หลังจากที่นักเรียนทำกิจกรรม “Block’s ion exchange ตัวต่อของฉันแลกกับใจของเธอ”

นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายหลงั จากการทำกิจกรรมในประเด็นคำถามต่อไปน้ี

- เมือ่ ทำการแลกตวั ตอ่ กับเพือ่ นแลว้ นกั เรยี นไดร้ ปู แบบตัวตอ่ อยา่ งไรบา้ ง

แนวคำตอบ :

กอ่ นทำการสลบั หลงั ทำการสลับ

ของตนเอง ของเพื่อนภายในห้อง ของตนเอง ของเพ่ือนภายในห้อง

- ห า ก แ ท น ต ั ว ต ่ อ ส ี เห ล ือ ง เ ป็ น Na+, ต ั ว ต ่ อ ส ีแ ด ง เป็ น K+, ต ั ว ต ่ อ ส ีเ ข ีย ว เ ป็ น Mg2+,
ตวั ตอ่ สีฟ้าเป็น Cl- และตวั ตอ่ สีชมพเู ป็น Br- สารประกอบสารประกอบท่ีไดจ้ ะเปน็ อย่างไร

แนวคำตอบ :

ก่อนทำการสลบั หลงั ทำการสลับ

ของตนเอง ของเพ่ือนภายในห้อง ของตนเอง ของเพื่อนภายในห้อง

NaBr KCl NaCl KBr

KBr MgCl2 KCl MgBr2

- การที่นักเรียนรว่ มกันสลับตัวต่อ สามารถแทนเหตุการณ์ทางเคมีไดอ้ ย่างไร (แนวคำตอบ :

การสลบั ตวั ต่อเปรียบเทยี บไดก้ บั การทำปฏิกริ ยิ า)

- จากกิจกรรมนกั เรยี นสามารถเขยี นสมการเคมีได้อยา่ งไร

(แนวคำตอบ : NaBr (aq) + KCl (aq) NaCl (aq) + KBr (aq)

2KBr (aq) + MgCl2 (aq) 2KCl (aq) + MgBr2 (aq))

- สมการทเี่ กิดขนึ้ เรยี กวา่ อะไร (แนวคำตอบ : สมการไอออนกิ (ionic equation))

3. ขนั้ อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation state)

3.1 นักเรียนรว่ มกนั ลงข้อสรปุ เก่ียวกบั สมการไอออนิก ในประเด็นต่อไปน้ี

- สารประกอบไอออนิกเมื่อละลายน้ำ จะเกิดอะไรขึ้น (แนวคำตอบ : ไอออนบวกและ

ไอออนลบจะแยกออกจากกนั )

- ถา้ การผสมสารละลายของสารประกอบไอออนิกทำให้เกิดตะกอน สมารถอธบิ ายได้อย่างไร

(แนวคำตอบ : ไอออนในสารละลายผสมทำให้ปฏกิ ริ ยิ ากันเกดิ เปน็ สารใหมท่ ีไ่ มล่ ะลายนำ้ )

- ปฏิกิริยาการเกิดตะกอนของสารประกอบไอออนิกในน้ำ สามารถเขียนแทนด้วยอะไร

(แนวคำตอบ : สมการไอออนกิ (ionic equation))

4. ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration state)

4.1 นักเรียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำนายปฏิกิริยาการเกิดตะกอนของสารละลาย

สารประกอบไอออนิก โดยไดข้ ้อสรปุ ดงั น้ี

การอธบิ ายหรือการทำนายปฏิกิริยาการเกิดตะกอนของสารละลายของสารประกอบไอออนิกสามารถ

พจิ ารณาไดจ้ ากสมบตั ิการละลายนำ้ ตามหลักการเบ้อื งตน้ ดงั น้ี

สารประกอบท่ีละลายนำ้

- สารประกอบของโลหะแอลคาไล และแอมโมเนยี มทุกชนดิ (NH4+)
- สารประกอบไนเทรต (NO3-) คลอเรต (ClO3-) เปอร์คลอเรต (ClO4-) แอซีเตต (CH3COO-)

- สารประกอบคลอไรด์ (Cl-) โบรไมด์ (Br-) ไอโอไดด์ (I-) (ยกเว้นสารประกอบของ Ag+ Pb2+ Hg2+
ไมล่ ะลาย สว่ น PbCl2 ละลายไดน้ ้อย)

- สารประกอบซัลเฟต (SO42-) (ยกเว้นสารประกอบของ Pb2+ Sr2+ Ba2+ ส่วนสารประกอบของ Ca2+
และ Ag+ ละลายไดน้ ้อย)
สารประกอบทไ่ี ม่ละลายน้ำ

- สารประกอบออกไซด์ของโลหะ เช่น BeO, Al2O3, SiO2 (ยกเว้นออกไซด์ของโลหะแอลคาไล เช่น
Li2O, Na2O, K2O และออกไซด์ของ Ca2+ Sr2+ Ba2+)

- สารประกอบไฮดรอกไซด์ (OH-) (ยกเว้นไฮดรอกไซด์ของโลหะแอลคาไล แอมโมเนีย และของ Sr2+
Ba2+ สว่ นของ Ca2+ ละลายไดน้ อ้ ย)

- สารประกอบคาร์บอเนต (CO32-) ฟอสเฟต (PO43-) ซัลไฟด์ (S2-) และซัลไฟต์ (SO32-)
(ยกเว้นสารประกอบของแอมโมเนียมและของโลหะแอลคาไล)

- สารประกอบคลอไรด์ (Cl-) โบรไมด์ (Br-) ไอโอไดด์ (I-) ของ Ag+ Pb2+ Hg2+ เชน่ AgCl PbI2
4.2 นักเรยี นศึกษาข้อมูลเพิ่มเตมิ เก่ียวกับการเขียนสมการไอออนิกสทุ ธิ (net ionic equation)

สมการไอออนิกมีไอออนที่ไม่ทำปฏิกิริยากัน ปรากฏอยู่ทั้งด้านซ้ายและขวาของสมการ
ซง่ึ สามารถตัดออกจากสมการให้เหลอื เฉพาะไอออนทท่ี ำปฏกิ ิรยิ ากนั ได้เปน็ ผลิตภณั ฑ์ เรียกว่า สมการไอออนิก
สทุ ธิ (net ionic equation) ดงั นี้

Ag+ (aq) + Cl- (aq) AgCl (s)
4.3 นักเรียนศึกษาข้อมูลเพ่ิมเติมเกี่ยวกบั ปฏิกิรยิ าการเกิดตะกอน
มสี ารจำนวนมากท่ีไม่ละลายน้ำ และบวา่ ในหลายกรณีสารละลายท่ีไมล่ ะลายนำ้ นเ้ี กดิ จากการนำสารท่ี

ละลายในน้ำจำนวนสองชนดิ หรือมากกวา่ มาผสมกนั และเกิดปฏิกริ ยิ าเคมีขน้ึ ตัวอย่างเช่น เมื่อนำสารละลาย

ของซลิ เวอรไ์ นเทรตมาผสมกับสารละลายของโซเดยี วคลอไรดจ์ ะเกดิ การรวมตวั ของซิลเวอร์ไอออน (Ag+) กับ

คลอไรด์ไอออน (Cl-) กิดเป็นตะกอนของซลิ เวอร์คลอไรด์ (AgCl) ขนึ้ พบวา่ Ag+ และ Cl- มสี ัดสว่ นพอดีกนั

แตจ่ ะเหลอื Na+ กบั NO3- อยู่ในสารละลายเท่าน้ัน ดังแสดงด้วยสมการ
AgNO3 (aq) + NaCl (aq) AgCl (s) + NaNO3 (aq)

หรือเขยี นในรปู ของสมการไอออนิกไดด้ ังน้ี

Ag+ (aq) + NO3- (aq) + Na+ (aq) + Cl- (aq) AgCl (s) + Na+ (aq) + NO3- (aq)
ปฏิกิรยิ าประเภทนี้อาจเรียกได้อีกแบบหน่ึงวา่ เป็นปฏิกิริยาแลกเปล่ียนหรือปฏกิ ิรยิ าแทนท่ี เพราะมีการ

แลกเปลีย่ นระหวา่ งไอออน เช่นในปฏิกริ ยิ านี้ Ag+ และ Na+ แลกเปลยี่ นกนั

5. ข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation state)

5.1 นกั เรียนทำใบกจิ กรรม “Block’s ion exchange ตัวตอ่ ของฉันแลกกบั ใจของเธอ”

9. สื่อ/แหล่งการเรยี นรู้

1. สไลด์ประกอบการสอน เรอ่ื ง สมการไอออนิก

2. ใบกจิ กรรม “Block’s ion exchange ตวั ต่อของฉนั แลกกับใจของเธอ”

10. การวัดผลและการประเมินผล

สง่ิ ที่ต้องการวัด/ประเมิน วธิ กี ารวัด เครื่องมือทใี่ ช้วัด เกณฑ์การประเมิน

1. อธิบายวิธีการเขียนสมการไอ 1. สงั เกตการทำการ 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์

ออนิกได้ (K) ทดลองภายในชนั้ เรียน ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2

2. ตรวจใบกิจกรรม 2. ใบกจิ กรรม ข้นึ ไป

2. เขียนสมการไอออนิกและ 1. สังเกตการตอบคำถาม 1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์

สมการไอออนิกสุทธิของปฏิกริ ิยา จากการทำกจิ กรรม 2. ตรวจใบกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
ของสารประกอบไอออนิกได้ (P) 2. ตรวจใบกิจกรรม ข้ึนไป

3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สังเกตการมีสว่ นรว่ มใน 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์

กระตือรอื รน้ (A) การทำกิจกรรมในชัน้ เรียน ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2

ขึน้ ไป

เกณฑ์การประเมนิ ก

รายการประเมนิ 3

1. อธบิ ายวธิ กี ารเขียนสมการไอออนิกได้ (K) อธบิ ายวธิ ีการเขยี นสมการ อธบิ าย

ไอออนิกถูกตอ้ งครบถ้วน ไอออน

2. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิก เขียนสมการไอออนกิ และ เขยี นส

สทุ ธขิ องปฏิกริ ยิ าของสารประกอบไอออนิกได้ สมการไอออนกิ สุทธขิ อง สมการ
(P) ปฏกิ ิรยิ าของสารประกอบ ปฏกิ ิร

ไอออนิกถูกตอ้ งครบถ้วน ไอออน

3. ร่วมกนั ทำกจิ กรรมอย่างกระตือรอื ร้น (A) ร่วมกันทำกิจกรรมในชนั้ รว่ มกนั

เรยี นอยา่ งกระตือรือร้น เรียนอ

และมีส่วนร่วมตอ่ การทำ และมสี

กิจกรรมอยา่ งดีเย่ยี ม กิจกรร

การทำกิจกรรม

เกณฑก์ ารให้คะแนน

21 0
ไมส่ ามารถอธบิ ายวิธีการ
ยวิธีการเขยี นสมการ อธิบายวิธีการเขียนสมการ เขยี นสมการไอออนกิ ได้
ไม่สามารถเขียนสมการไอ
นิกถูกต้อง 3-4 สว่ น ไอออนิกถูกต้อง 1-2 สว่ น ออนิกและสมการไอออนิก
สทุ ธิของปฏิกิริยาของ
สมการไอออนกิ และ เขียนสมการไอออนิกและ สารประกอบไอออนกิ ได้
ไมเ่ ขา้ ร่วมกันทำกจิ กรรม
รไอออนกิ สุทธิของ สมการไอออนิกสุทธขิ อง ในชนั้ เรยี น และไม่มีสว่ น
ร่วมตอ่ การทำกจิ กรรม
ริยาของสารประกอบ ปฏิกิรยิ าของสารประกอบ

นิกถูกตอ้ ง 3-4 ส่วน ไอออนิกถูกตอ้ ง 3-4 สว่ น

นทำกิจกรรมในชนั้ รว่ มกนั ทำกจิ กรรมในชนั้

อย่างกระตือรอื ร้น เรยี นอย่างกระตือรอื ร้น

สว่ นร่วมต่อการทำ และมสี ่วนรว่ มต่อการทำ

รมอย่างดี กจิ กรรมพอใช้

แบบประเมินการทำกจิ กรรม

รายการประเมนิ 3 คะแนน 0
21
1. อธบิ ายวิธีการเขยี นสมการไอออนิกได้ (K)
2. เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิของปฏิกิริยาของ
สารประกอบไอออนกิ (P)
3. รว่ มกนั ทำกิจกรรมอย่างกระตอื รือร้น (A)

เกณฑก์ ารให้คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดับคณุ ภาพ

7-9 ดี
4-6 พอใช้
0-3 ปรบั ปรงุ

ลงชือ่ ผู้สังเกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหนง่ ....................................................
วันท.่ี ........../................./....................

บันทกึ หลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงช่อื ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพ็ชร์)
นกั ศกึ ษาปฏิบตั ิการสอน

วันท่ี.........../............../..............
ความคิดเหน็ อาจารยพ์ ี่เล้ียง
......................................................................................... .....................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

ลงชื่อ............................................................
(อ.ทรงธรรม แก้วประถม)
อาจารยพ์ เ่ี ลี้ยง

วันท่ี.........../............../................

ใบกจิ กรรม “Block’s ion exchange ตวั ต่อของฉนั แลกกบั ใจของเธอ”

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........

ไอออนบวกท่ตี นเองได้ ไอออนลบท่ตี นเองได้

ก่อนทำกำรสลบั หลงั ทำกำรสลบั

ของตนเอง ของเพอ่ื นภำยในห้อง ของตนเอง ของเพอ่ื นภำยในห้อง

“Block’s ion exchange ตวั ต่อของฉนั แลกกบั ใจของเธอ”

แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 13

รายวิชา ว31102 เคมพี น้ื ฐาน ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 4

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 พนั ธะเคมี ปกี ารศกึ ษา 2565

เรอื่ ง การเกดิ พันธะโคเวเลนซ์และการเรยี กช่อื สารประกอบโคเวเลนต์ จำนวน 2 ชว่ั โมง

ผสู้ อน ปส.ภานสุ รณ์ ครี ีเพ็ชร์ อาจารย์พี่เล้ียง อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบตั ขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี

2. ตัวชว้ี ดั
ว 2.1 ม.5/8 ระบุว่าพันธะโคเวเลนต์เป็นพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสาม และระบุจำนวนคู่

อเิ ล็กตรอนระหวา่ งอะตอมคู่ร่วมพันธะจากสูตรโครงสรา้ ง
ว 2.1 ม.5/9 ระบสุ ภาพขว้ั ของสารท่โี มเลกุลประกอบดว้ ย 2 อะตอม
ว 2.1 ม.5/10 ระบสุ ารทเ่ี กดิ พนั ธะไฮโดรเจนได้จากสตู รโครงสรา้ ง
ว 2.1 ม.5/11 อธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งจดุ เดอื ดของสารโควาเลนต์กับแรงดงึ ดูดระหวา่ งโมเลกุลตาม

สภาพข้ัวหรือการเกดิ พนั ธะไฮโดรเจน

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายการเกดิ พันธะโคเวเลนตแ์ บบพันธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ หรอื พนั ธะสามได้ (K)
2. เขียนสตู รเคมีของสารประกอบโคเวเลนต์ได้ (P)
3. เรยี กชื่อสารประกอบโคเวเลนตไ์ ด้ (P)
4. รว่ มกนั ทำกิจกรรมอยา่ งกระตือรอื รน้ (A)

4. สาระสำคัญ
พันธะโคเวเลนต์ เป็นพันธะเคมีชนิดหน่ึงที่เกิดจากอะตอมของอโลหะมีการนำอิเล็กตรอนมาใช้ร่วมกัน

แล้วเกิดแรงดึงดูดระหว่างอิเล็กตรอนกับโปรตอนที่อยู่ในนิวเคลียสของทั้งสองอะตอม ซึ่งสารประกอบ
โคเวเลนตอ์ าจเกิดจากอะตอมของอโลหะชนิดเดียวกนั หรอื ตา่ งชนดิ กันก็ได้

5. สาระการเรยี นรู้
การเกิดพนั ธะโคเวเลนต์
ธาตุอโลหะมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตีสูง ดังนั้นเมื่อรวมตัวกันจะไม่มีอะตอมใดยอมเสียอิเล็กตรอน

อะตอมจึงยึดเหนี่ยวกันโดยใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันเรียกการยึดเหนี่ยวนี้ว่า พันธะโคเวเลนต์ (covalent
bond) และเรียกสารที่อะตอมยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ว่า สารโคเวเลนต์ (covalent compound)
ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปโมเลกุล โดยการเกิดพันธะในโมเลกุลโคเวเลนต์ส่วนใหญ่เป็นไปตามกฎออกเตต
ดังตัวอย่างตอ่ ไปน้ี

ธาตุคลอรีน (Cl) มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 7 (มีการจัดเรียงอิเล็กตรอนเป็น 1s2 2s2 2p6 3s2 3p5)
ดังนั้น คลอรีนทั้งสองอะตอมจะใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่ เพื่อให้มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนครบ 8 ตาม
กฎออกเตต เขยี นสญั ลักษณแ์ บบจดุ ของลิวอสิ แสดงการเกิดพันธะไดด้ งั นี้

พันธะโคเวเลนต์ในโมเลกุลแก๊สคลอรีนเกิดจากการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่ เรียกพันธะนี้ว่า
พันธะเดี่ยว (single bond) โดยอิเล็กตรอนคู่ที่ใช้ร่วมกันในการเกิดพันธะเรียกว่า อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ
(bond pair electrons) ส่วนอิเล็กตรอนคู่ที่ไม่ได้เกิดพันธะเรียกว่า อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว (lone pair
electrons) ซึ่งในโมเลกลุ แกส๊ คลอรีนมอี ิเล็กตรอนค่รู ว่ มพันธะ 1 คู่ และมีอิเลก็ ตรอนคู่โดดเดยี ว 6 คู่

อิเลก็ ตรอนคู่โดดเดย่ี ว

อิเล็กตรอนครู่ ว่ มพนั ธะ

การเกิดพันธะในโมเลกุลแก๊สออกซิเจน (O2) ออกซิเจนแต่ละอะตอมมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 6
ดังนั้น ออกซเิ จนทั้งสองอะตอมจะใช้เวเลนซ์อเิ ล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่ เพื่อใหเ้ ป็นไปตามกฎออกเตต เกิดพันธะ
โคเวเลนต์แบบพันธะคู่ (double bond)

นอกจากนี้ พันธะโคเวเลนต์ยังอาจเป็น พันธะสาม (triple bond) เช่น ในโมเลกลุ แก๊สไนโตรเจน (N2)
ไนโตรเจนแต่ะละอะตอมจะมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 5 ดังนั้น ไนโตรเจนทั้งสองอะตอมจะใช้เวเลนซ์
อเิ ล็กตรอนกัน 3 คู่ เพือ่ ใหเ้ ปน็ ไปตามมกฎออกเตต

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าพันธะโคเวเลนต์เกิดได้ทั้งพันธะเดี่ยว พันธะคู่ และพันธะสาม การเกิด
พันธะโคเวเลนต์สามารถเขียนแสดงได้ด้วย โครงสร้างลิวอิส (Lewis structure) ซึ่งแสดงอิเล็กตรอนคู่ร่วม
พันธะด้วยจุดหรือเส้น และแสดงอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวของแต่ละอะตอมด้วยจุด โดยทั่วไปนิยมแสดงพันธะ
ในโมเลกุลโดยใช้เส้น 1 เส้น (—) 2 เส้น (=) และ 3 เส้น (≡) แทนอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ 1 คู่ 2 คู่ และ 3 คู่
ตามลำดับ โครงสร้างลวิ อิสของโมเลกุลโคเวเลนต์

ในโครงสร้างลวิ อิส อิเลก็ ตรอนครู่ ว่ มพันธะสามารถแสดงไดด้ ้วยพันธะในขณะท่ีอิเล็กตรอนคู่โดดเด่ียว
แสดงด้วยจุดคู่เสมอ เช่น โมเลกุลแอมโมเนีย (NH3) มีเส้นพันธะ N—H 3 พันธะ แทนอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ
3 คู่ ในขณะทอี่ ิเล็กตรอนคโู่ ดดเดยี่ ว 1 คู่ แสดงด้วยจดุ คูบ่ นอะตอมไนโตรเจน อิเลก็ ตรอนคู่โดดเด่ียวนี้สามารถ
สร้างพันธะกับ H+ เกิดเป็นแอมโมเนียมไอออน (NH4+) โดยที่จำนวนอิเลก็ ตรอนรอบอะตอมกลางยังคงเป็นไป
ตามกฎออกเตต

พันธะโคเวเลนต์เกดิ ได้ทงั้ พันธะเดี่ยว พนั ธะคู่ และพันธะสาม การเกิดพนั ธะโคเวลนต์สามารถเขียนได้
ด้วย โครงสร้างลิวอิส (Lewis structure) ซึ่งแสดงอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะด้วยจุดหรือเส้น และแสดง
อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวของแต่ละอะตอมด้วยจุดโดยทั่วไปนิยมแสดงพันธะในโมเลกุลโดยใช้เส้น 1 เส้น (—)
2 เส้น (=) และ 3 เส้น (≡) แทนอิเลก็ ตรอนครู่ ว่ มพนั ธะ 1 คู่ 2 คู่ และ 3 คู่ ตามลำดับ

6. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการสอ่ื สาร
2. ความสามารถในการคิด
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

7. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
3. มีจติ สาธารณะ

8. กระบวนการจดั การเรยี นรู้ (วิธกี ารสอนแบบ Inquiry-based Learning : 5Es)
1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement stage)
1.1 นักเรียนร่วมกันตอบคำถามจากการทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ ในประเด็น

คำถามต่อไปน้ี
- จากการทดลองสมบัติการนำไฟฟ้าของสารประกอบ สารประกอบใดบ้างที่ไม่สามารถ

นำไฟฟ้าได้ (แนวคำตอบ : น้ำตาลซูโครส (Sucrose) และเอทานอล (ethanol)) สังเกตได้อย่างไรว่า
สารประกอบดังกล่างไม่สามารถนำไฟฟ้าได้ (แนวคำตอบ : เมื่อจุ่มแท่งแกรไฟต์ลงในสารละลายแล้ว ไม่ทำ
ให้หลอดไฟ LED สว่าง และไมเ่ กดิ การเบนของเขม็ ของเครอ่ื ง galvanometer)

- เพราะเหตุใดน้ำตาลซูโครส (Sucrose) และเอทานอล (ethanol) ไม่สามารถนำไฟฟ้าได้
(แนวคำตอบ : น้ำตาลซูโครส (Sucrose) และเอทานอล (ethanol) เมื่อละลายน้ำแล้ว ไม่สามารถแตก
ตัวเปน็ ไอออนได้)

- สูตรเคมีของน้ำตาลซูโครส (Sucrose) และเอทานอล (ethanol) เขียนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : น้ำตาลซูโครส (Sucrose) มีสูตรเคมี C12H22O11 และเอทานอล (ethanol) มีสูตรเคมี
CH3CH2OH)

- สารประกอบดังที่นักเรียนได้กล่าวมา ประกอบด้วยอะตอมของธาตุประเภทใด
(แนวคำตอบ : อะตอมของธาตุอโลหะ)

1.2 นกั เรียนสงั เกตสารประกอบตวั อยา่ ง และร่วมกนั ตอบคำถามในประเด็นตอ่ ไปน้ี

1. NaCl 2. CuSO4 3. NaHCO3

4. CH3CH2OH 5. C12H22O11 6. CO2

- สารประกอบหมายเลขใดบ้างที่เป็นสารประกอบไอออนิก (แนวคำตอบ : 1. NaCl 2. CuSO4

3. NaHCO3) ลักษณะทางกายภาพของสารประกอบไอออนิกเป็นอย่างไร (แนวคำตอบ : เป็นสารประกอบที่

อยู่ในรูปของแขง็ )

- สารประกอบหมายเลขใดบ้างที่ไม่ใช่สารประกอบไอออนิก (แนวคำตอบ : 4. CH3CH2OH

5. C12H22O11 6. CO2) เป็นสารประกอบที่อยู่ในสถานะใดบ้าง(แนวคำตอบ : เป็นสารประกอบที่อยู่ในรูป
ของแขง็ ของเหลว แก๊ส)

2. ข้ันสำรวจและค้นหา (Exploration stage)

2.1 นักเรยี นสงั เกตการจดั เรยี งอะตอมของธาตุ Cl แลว้ รว่ มกนั ตอบคำถามในประเดน็ คำถามตอ่ ไปนี้

ภาพท่ี 2 การจัดเรยี งอิเลก็ ตรอนของของธาตุ Cl
(ทีม่ า : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Electron_shell_017_Chlorine_-_no_label.svg

สืบคน้ เม่อื 15 กรกฎาคม พ.ศ.2565)
- จากแบบจำลองอะตอมของธาตุ Cl สามารถจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับพลังงานย่อยได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : 1s2 2s2 2p6 3s2 3p5)

- สามารถเขียนสัญลักษณ์แบบจุดของลิวอิสได้อย่างไร (แนวคำตอบ : ) มีจำนวนเวเลนซ์
อเิ ล็กตรอนเท่าไร (แนวคำตอบ : มีเวเลนซอ์ ิเล็กตรอนเทา่ กับ 7)

- จากการจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุ Cl นักเรียนคิดว่าธาตุ Cl มีความสามารถในการให้อิเล็กตรอน
หรือรับอิเล็กตรอน จำนวนเท่าใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎออกเตต (แนวคำตอบ : รับอิเล็กตรอน จำนวน 1
อเิ ลก็ ตรอน)

- หากอะตอมของของธาตุ Cl 2 อะตอม ต้องการสร้างพันธะกัน จะเกิดการสร้างพันธะอย่างไรเพื่อให้
เป็นไปตามกฎออกเตต (แนวคำตอบ : เนื่องจากอะตอมของธาตุ Cl แต่ละอะตอม จะไม่เกิดการเสีย
อิเล็กตรอน โดยแต่ละอะตอมขาดอิเล็กตรอนเพยี ง 1 ตวั จึงมีการยึดเหน่ยี วกันโดยใชอ้ ิเลก็ ตรอนรว่ มกนั )

- การสร้างพันธะของอะตอมของธาตุ Cl 2 อะตอม เกิดการใช้เวเลนต์อิเล็กตรอนร่วมกันทั้งหมดกี่คู่
(แนวคำตอบ : 1 คู่)

- การใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันของอะตอมของธาตุ Cl 2 อะตอม สามารถเขียนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : Cl—Cl)

- การสร้างพันธะของอะตอมของธาตุ Cl 2 อะตอม มีอิเล็กตรอนคู่ที่ไม่ได้เกิดพันธะทั้งหมดกี่คู่
(แนวคำตอบ : 6 คู่)

2.2 นักเรียนสังเกตการจัดเรียงอะตอมของธาตุ O แล้วร่วมกันตอบคำถามในประเด็นคำถามต่อไปน้ี

ภาพที่ 2 การจัดเรียงอเิ ลก็ ตรอนของของธาตุ O
(ทมี่ า : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Electron_shell_017_Chlorine_-_no_label.svg

สืบคน้ เมือ่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2565)
- จากแบบจำลองอะตอมของธาตุ O สามารถจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับพลังงานย่อยได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : 1s2 2s2 2p4)

- สามารถเขียนสัญลักษณ์แบบจุดของลิวอิสได้อย่างไร (แนวคำตอบ : ) มีจำนวนเวเลนซ์
อเิ ล็กตรอนเท่าไร (แนวคำตอบ : มเี วเลนซอ์ ิเลก็ ตรอนเทา่ กับ 6)

- จากการจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุ O นักเรียนคิดว่าธาตุ O มีความสามารถในการให้อิเล็กตรอน
หรือรับอิเล็กตรอน จำนวนเท่าใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎออกเตต (แนวคำตอบ : รับอิเล็กตรอน จำนวน
2 อเิ ลก็ ตรอน)

- หากอะตอมของของธาตุ O 2 อะตอม ต้องการสร้างพันธะกัน จะเกิดการสร้างพันธะอย่างไรเพื่อให้
เป็นไปตามกฎออกเตต (แนวคำตอบ : เนื่องจากอะตอมของธาตุ O แต่ละอะตอม จะไม่เกิดการเสีย
อเิ ล็กตรอน โดยแตล่ ะอะตอมขาดอเิ ลก็ ตรอนเพียง 2 ตัว จึงมีการยึดเหนีย่ วกันโดยใชอ้ เิ ลก็ ตรอนร่วมกนั )

- การสร้างพันธะของอะตอมของธาตุ O 2 อะตอม เกิดการใช้เวเลนต์อิเล็กตรอนร่วมกันทั้งหมดกี่คู่
(แนวคำตอบ : 2 คู่)

- การใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันของอะตอมของธาตุ O 2 อะตอม สามารถเขียนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : O=O)

- การสร้างพันธะของอะตอมของธาตุ O 2 อะตอม มีอิเล็กตรอนคู่ที่ไม่ได้เกิดพันธะทั้งหมดกี่คู่
(แนวคำตอบ : 4 คู่)

2.3 นกั เรยี นสังเกตการจดั เรียงอะตอมของธาตุ N แลว้ รว่ มกันตอบคำถามในประเดน็ คำถามตอ่ ไปน้ี

ภาพท่ี 2 การจดั เรียงอเิ ล็กตรอนของของธาตุ N
(ท่ีมา : https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Electron_shell_017_Chlorine_-_no_label.svg

สบื ค้นเมื่อ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2565)
- จากแบบจำลองอะตอมของธาตุ N สามารถจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับพลังงานย่อยได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : 1s2 2s2 2p3)

- สามารถเขียนสัญลักษณ์แบบจุดของลิวอิสได้อย่างไร (แนวคำตอบ : ) มีจำนวนเวเลนซ์
อเิ ล็กตรอนเทา่ ไร (แนวคำตอบ : มเี วเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนเทา่ กบั 5)

- จากการจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุ N นักเรียนคิดว่าธาตุ N มีความสามารถในการให้อิเล็กตรอน
หรือรับอิเล็กตรอน จำนวนเท่าใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎออกเตต (แนวคำตอบ : รับอิเล็กตรอน จำนวน
3 อเิ ลก็ ตรอน)

- หากอะตอมของของธาตุ N 2 อะตอม ต้องการสร้างพันธะกัน จะเกิดการสร้างพันธะอย่างไรเพื่อให้
เป็นไปตามกฎออกเตต (แนวคำตอบ : เนื่องจากอะตอมของธาตุ N แต่ละอะตอม จะไม่เกิดการเสีย
อเิ ลก็ ตรอน โดยแต่ละอะตอมขาดอเิ ลก็ ตรอนเพียง 3 ตัว จงึ มีการยึดเหนย่ี วกนั โดยใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน)

- การสร้างพันธะของอะตอมของธาตุ N 2 อะตอม เกิดการใช้เวเลนต์อิเล็กตรอนร่วมกันทั้งหมดกี่คู่
(แนวคำตอบ : 3 คู่)

- การใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันของอะตอมของธาตุ N 2 อะตอม สามารถเขียนได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : N≡N)

- การสร้างพันธะของอะตอมของธาตุ N 2 อะตอม มีอิเล็กตรอนคู่ที่ไม่ได้เกิดพันธะทั้งหมดกี่คู่
(แนวคำตอบ : 2 คู่)

2.4 นักเรียนพิจารณาตัวอย่างการเขียนสูตรโมเลกุลและช่ือของสารโคเวเลนต์จากตาราง แล้วร่วมกัน
ตอบคำถามในประเดน็ คำถามตอ่ ไปน้ี

- การเรียกชื่อของสารประกอบโคเวเลนต์ มีวิธีการอ่านอย่างไร (แนวคำตอบ : อ่านธาตุ
ตัวแรกก่อน และตามด้วยตัวถัดไป โดยธาตุแรกถ้าเป็นเพียงอะตอมเดียวไม่ต้องระบุจำนวนอะตอม และ
ธาตุตัวถัดมาต้องระบุจำนวนอะตอมตั้งแต่อะตอมเดียว และเปลี่ยนพยางค์ท้ายเป็น -ide
หากมีสารประกอบโคเวเลนต์ที่เกิดจากธาตุองค์ประกอบเดียวกันมากกว่า 1 ชนิด ต้องระบุจำนวนอะตอม
ธาตุองคป์ ระกอบด้วยคำระบุจำนวนในภาษากรีก)

- จำนวนอะตอมธาตุองค์ประกอบดว้ ยคำระบุจำนวนในภาษากรีก สามารถระบุได้อย่างไร

แนวคำตอบ :

จำนวน 1 23 4 5 6 7 8 9 10
อะตอม

คำระบุ มอนอ ได ไตร เตตระ เพนตะ เฮกซะ เฮปตะ ออกตะ โนนะ เดคะ

จำนวน (mono) (di) (tir) (tetra) (penta) (hexa) (hepta) (Octa) (nona) (deca)

3. ขัน้ อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation state)
3.1 นกั เรยี นรว่ มกนั ลงข้อสรุปเกย่ี วกบั การเกดิ พันธะโคเวเลนซ์ ในประเดน็ ต่อไปน้ี
- การเกิดพันธะโคเวเลนต์ เกิดจากการยึดเหนี่ยวของธาตุใด (แนวคำตอบ : ธาตุอโลหะกับ

ธาตุอโลหะ)
- การเกิดพันธะโคเวเลนต์ มียึดเหนี่ยวกันของธาตุอย่างไร (แนวคำตอบ : มียึดเหนี่ยวกัน

ของธาตุ โดยการใชอ้ เิ ลก็ ตรอนร่วมกนั )
- พันธะโคเวเลนต์ที่เกิดจากการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่ เพื่อให้เป็นไปตาม

กฎออกเตต เรยี กว่าอะไร (แนวคำตอบ : พนั ธะเด่ียว (single bond))
- พันธะโคเวเลนต์ท่ีเกิดจากการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน 2 คู่ เพื่อให้เป็นไปตาม

กฎออกเตต เรยี กว่าอะไร (แนวคำตอบ : พนั ธะคู่ (double bond))
- พันธะโคเวเลนต์ที่เกิดจากการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน 1 คู่ เพื่อให้เป็นไปตาม

กฎออกเตต เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : พนั ธะสาม (triple bond))
- อิเล็กตรอนคู่ที่ใช้ร่วมกันในการเกิดพันธะเรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : อิเล็กตรอนคู่ร่วม

พันธะ (bond pair electrons))
- อิเล็กตรอนคู่ที่ไม่ได้เกิดพันธะ เรียกว่าอะไร (แนวคำตอบ : อิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว

(lone pair electrons))
- การเกิดพันธะโคเวเลนต์สามารถเขียนแสดงได้อย่างไร (แนวคำตอบ : การเกิดพันธะ

โคเวเลนต์สามารถเขียนแสดงได้ด้วย โครงสร้างลิวอิส (Lewis structure) ซึ่งแสดงอิเล็กตรอนคู่ร่วม
พนั ธะดว้ ยจดุ หรือเส้น และแสดงอิเล็กตรอนคโู่ ดดเดย่ี วของแต่ละอะตอมด้วยจุด โดยท่วั ไปนิยมแสดงพนั ธะ
ในโมเลกุลโดยใช้เส้น 1 เส้น (—) 2 เส้น (=) และ 3 เส้น (≡) แทนอิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะ 1 คู่ 2 คู่
และ 3 คู่ ตามลำดบั )

3.2 นักเรยี นรว่ มกันลงข้อสรปุ เกีย่ วกับการเรียกช่อื สารประกอบโคเวเลนต์ ในประเด็นต่อไปน้ี
- สารโคเวเลนต์ที่ประกอบด้วยธาตุชนิดเดียวกันเรียกตามชื่อธาตุนัน้ ซึ่งธาตุเหล่านี้ส่วนใหญ่

มีสถานะเปน็ แก๊สท่ีอุณหภูมหิ ้อง จงึ นิยมเรียกชือ่ โดยระบุสถานะดว้ ยเพ่ือให้ทราบว่าเปน็ การกล่าวถึงโมเลกุลท่ี
ไมใ่ ชอ่ ะตอมของธาตุ เช่น แก๊สออกซเิ จน

- สารโคเวเลนต์ที่ประกอบด้วยธาตุ 2 ชนิดให้เรียกชื่อธาตุตามลำดับที่ปรากฏในสูตรโมเลกลุ

โดยเปลย่ี นพยางคท์ ้ายเปน็ -ide และระบจุ ำนวนอะตอมองค์ประกอบ ในโมเลกุลด้วยคำภาษากรกี

จำนวน 1 23 4 5 6 7 8 9 10
อะตอม

คำระบุ มอนอ ได ไตร เตตระ เพนตะ เฮกซะ เฮปตะ ออกตะ โนนะ เดคะ

จำนวน (mono) (di) (tir) (tetra) (penta) (hexa) (hepta) (Octa) (nona) (deca)

4. ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration state)
4.1 นกั เรียนพจิ ารณาสารประกอบ BF3 และ PCl5 มีการใช้อิเล็กตรอนอยา่ งไร ครบออกเตตหรือไม่

โดยใหน้ กั เรยี นเขียนโครงสรา้ งของสารและนบั อิเล็กตรอนของธาตแุ ต่ละชนดิ วา่ ครบออกเตตหรือไม่

โบรอนไตรฟลูออไรด์ (BF3) ซึ่ง F มี 7 เวเลนซ์อิเล็กตรอน เกิดพันธะโคเวเลนต์ได้เพียง 1 พันธะ
ดังนั้น F 3 อะตอม จะเกิดพันธะกบั B ทมี่ ี 3 เวเลนซ์อเิ ลก็ ตรอน ได้ 3 พนั ธะ จงึ มอี ิเลก็ ตรอนลอ้ มรอบ B เพียง
6 อเิ ลก็ ตรอน

ฟอสฟอรัสเพนตะคลอไรด์ (PCl5) อะตอม CI มี 7 เวเลนซ์ อิเล็กตรอน เกิดพันธะโคเวเลนต์
1 พันธะ ดังนั้น CI 5 อะตอม ใน PCI5 จะเกิดพันธะกับ P ที่มี 5 เวเลนซ์อิเล็กตรอน ได้ 5 พันธะ
จึงมี อเิ ล็กตรอนล้อมรอบ P 10 อเิ ลก็ ตรอน ซ่งึ ไมเ่ ปน็ ไปตามกฎออกเตต

4.2 นักเรียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเรียกชื่อที่ไม่เป็นไปตามหลักการการเรียกช่ือ
สารประกอบโคเวเลนต์ (แนวคำตอบ : สารบางชนิดยังมีชื่อเรียกโดยไม่เป็นไปตามกฎข้องต้นครบทุก
ประการ เช่น HCl นิยมเรียกว่า ไฮโดรเจนคลอไรด์ (hydrogen chloride) แทนที่จะเรียกว่า ไฮโดรเจน
มอนอคลอไรด์ (hydrogen monochloride)

5. ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation state)
5.1 นกั เรียนทำใบกจิ กรรมท่ี 2.2 การเกดิ พนั ธะโคเวเลนซ์และการเรียกชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์

9. ส่ือ/แหล่งการเรยี นรู้
1. สไลด์ประกอบการสอน เรื่อง การเกดิ พันธะโคเวเลนซ์และการเรยี กชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์
2. ใบกิจกรรมที่ 2.2 การเกิดพันธะโคเวเลนซแ์ ละการเรียกชือ่ สารประกอบโคเวเลนต์

10. การวัดผลและการประเมินผล

สง่ิ ท่ีต้องการวัด/ประเมิน วิธีการวัด เคร่ืองมอื ที่ใช้วัด เกณฑ์การประเมนิ
1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
1. อธิบายการเกิดพันธะโคเว 1. สงั เกตการตอบคำถาม 2. ใบกิจกรรมที่ 2.2 ประเมินในระดับ 2
ข้นึ ไป
เลนต์แบบพันธะเดี่ยว พันธะคู่ จากการทำกิจกรรม 1. ชุดคำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. ใบกจิ กรรมที่ 2.2 ประเมินในระดับ 2
หรือพนั ธะสามได้ (K) 2. ตรวจใบกจิ กรรมท่ี 2.2 ข้ึนไป
1. ชดุ คำถาม นักเรียนผ่านเกณฑ์
2. เขยี นสูตรเคมีของสารประกอบ 1. สังเกตการตอบคำถาม 2. ใบกจิ กรรมท่ี 2.2 ประเมินในระดับ 2
ขึ้นไป
โคเวเลนต์ได้ (P) จากการทำกจิ กรรม 1. แบบประเมินการ นักเรียนผ่านเกณฑ์
ทำกจิ กรรม ประเมินในระดับ 2
2. ตรวจใบกจิ กรรมที่ 2.2 ขน้ึ ไป

3. เรียกชื่อสารประกอบโคเว 1. สงั เกตการตอบคำถาม

เลนตไ์ ด้ (P) จากการทำกจิ กรรม

2. ตรวจใบกิจกรรมท่ี 2.2

4. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่าง 1. สงั เกตการมสี ว่ นร่วมใน

กระตอื รอื รน้ (A) การทำกจิ กรรมในช้นั เรียน

เกณฑก์ ารประเมนิ ก

รายการประเมิน 3

1. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบพันธะ อธบิ ายการเกิดพนั ธะโคเว อธิบาย
เลนต์แ
เดีย่ ว พันธะคู่ หรือพนั ธะสามได้ (K) เลนตแ์ บบพนั ธะเด่ียว พันธะ
ถูกต้อง
พนั ธะคู่ หรือพนั ธะสาม เขียนส
สารปร
ถกู ต้องครบถ้วน ถกู ต้อง
เรียกช
2. เขียนสูตรเคมีของสารประกอบโคเวเลนต์ เขียนสูตรเคมีของ เลนต์ถ
รว่ มกัน
ได้ (P) สารประกอบโคเวเลนต์ เรยี นอ
และมีส
ถกู ต้องครบถ้วน กิจกรร

3. เรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์ได้ (P) เรียกชอ่ื สารประกอบโคเว

เลนต์ถูกต้องครบถ้วน

4. รว่ มกันทำกิจกรรมอย่างกระตอื รือรน้ (A) ร่วมกนั ทำกจิ กรรมในชน้ั

เรยี นอยา่ งกระตือรือร้น

และมสี ว่ นรว่ มต่อการทำ

กิจกรรมอย่างดีเยี่ยม

การทำกจิ กรรม

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน

21 0
ไมส่ ามารถอธิบายการเกิด
ยการเกดิ พนั ธะโคเว อธิบายการเกดิ พนั ธะโคเว พนั ธะโคเวเลนตแ์ บบ
พันธะเด่ียว พันธะคู่ หรือ
แบบพันธะเดี่ยว เลนตแ์ บบพันธะเดี่ยว พนั ธะสามได้
ไมส่ ามารถเขยี นสตู รเคมี
ะคู่ หรือพันธะสาม พนั ธะคู่ หรือพนั ธะสาม ของสารประกอบโคเว
เลนต์ได้
ง 3-4 ส่วน ถูกต้อง 1-2 สว่ น ไม่สามารถเรียกชอื่
สารประกอบโคเวเลนตไ์ ด้
สูตรเคมีของ เขียนสูตรเคมีของ ไม่เข้ารว่ มกันทำกจิ กรรม
ในชัน้ เรยี น และไม่มีส่วน
ระกอบโคเวเลนต์ สารประกอบโคเวเลนต์ ร่วมตอ่ การทำกจิ กรรม

ง 3-4 ส่วน ถูกต้อง 1-2 ส่วน

ชอ่ื สารประกอบโคเว เรยี กชื่อสารประกอบโคเว

ถูกต้อง 3-4 สว่ น เลนต์ถูกต้อง 1-2 สว่ น

นทำกิจกรรมในชั้น ร่วมกันทำกจิ กรรมในชัน้

อยา่ งกระตือรอื ร้น เรยี นอย่างกระตือรอื ร้น

ส่วนรว่ มต่อการทำ และมสี ว่ นร่วมต่อการทำ

รมอยา่ งดี กจิ กรรมพอใช้

แบบประเมินการทำกจิ กรรม

รายการประเมนิ 3 คะแนน 0
21
1. อธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะ
สามได้ (K)
2. เขยี นสูตรเคมีของสารประกอบโคเวเลนตไ์ ด้ (P)
3. เรียกช่ือสารประกอบโคเวเลนตไ์ ด้ (P)
4. รว่ มกนั ทำกจิ กรรมอยา่ งกระตือรือร้น (A)

เกณฑก์ ารให้คะแนน
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ

9-12 ดี
5-8 พอใช้
0-4 ปรบั ปรงุ

ลงชื่อผูส้ งั เกต
...................................................
(………………………………………………………..)
ตำแหนง่ ....................................................
วนั ท.ี่ ........../................./....................

บนั ทึกหลังการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 4/1
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 4/2
...................................................................................................................................................................... ........
.......................................................................................................................... ....................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................................... .....................
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/3
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

ลงชื่อ............................................................
(ปส.ภานสุ รณ์ คีรีเพช็ ร์)
นกั ศกึ ษาปฏบิ ัติการสอน

วนั ท.ี่ ........../............../..............
ความคิดเห็นอาจารยพ์ เี่ ลีย้ ง
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................

ลงชือ่ ............................................................
(อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม)
อาจารย์พ่ีเลี้ยง

วันท่ี.........../............../................

ใบกิจกรรมท่ ี 2.2
การเกดิ พนั ธะโคเวเลนซ์และการเรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........

1. เขยี นโครงสร้างลวิ อสิ ตามกฎออกเตต พร้อมทง้ ั ระบุจานวนอเิ ลก็ ตรอนคู่ร่วมพนั ธะ และจานวนอเิ ลก็ ตรอน

คูโ่ ดดเด่ยี วในโมเลกลุ ต่อไปน้ ี

1.1 I2 1.2 NF3 1.3 HCN 1.4 H2O2 1.5 CS2

2. เขยี นโครงสร้างลวิ อสิ แสดงการเกดิ พนั ธะในโมเลกุลท่เี ป็นไปตามกฎออกเตตจากธาตทุ ่กี าหนดให้ต่อไปน้ ี
2.1 ไฮโดรเจนกบั ฟลอู อรนี

2.2 ซลิ คิ อนกบั คลอรนี

2.3 ฟอสฟอรสั กบั ไฮโดรเจน

2.4 กามะถนั กบั ไฮโดรเจน

3. เรยี กชอ่ื สารประกอบออกไซด์ของไนโตรเจนต่อไปน้ ี

3.1 NO ………………………………………………………………………………………………………………….

3.2 N2O ………………………………………………………………………………………………………………….

3.3 N2O3 ………………………………………………………………………………………………………………….

3.4 N2O5 ………………………………………………………………………………………………………………….

4. เขยี นสูตรและชอ่ื ของสารโคเวเลนต์ในตารางให้ถกู ต้อง ชอ่ื สาร
ขอ้ สตู ร
4.1 CCl4

4.2 Disilicon hexabromide

4.3 P4O10

4.4 PH3

4.5 diphosphorus trisulfide

4.6 BF3

4.7 Bromine pentafluoride

เฉลยใบกจิ กรรมท่ ี 2.2
การเกดิ พนั ธะโคเวเลนซ์และการเรยี กชอ่ื สารประกอบโคเวเลนต์

ชอ่ื ...................................................... ชอ่ื เลน่ ................. ชน้ ั ................ เลขท่.ี ...........

1. เขยี นโครงสร้างลวิ อสิ ตามกฎออกเตต พร้อมท้งั ระบุจานวนอเิ ลก็ ตรอนคู่ร่วมพนั ธะ และจานวนอเิ ลก็ ตรอน

คูโ่ ดดเด่ยี วในโมเลกลุ ต่อไปน้ ี

1.1 I2 1.2 NF3 1.3 HCN 1.4 H2O2 1.5 CS2

2. เขยี นโครงสรา้ งลวิ อสิ แสดงการเกดิ พนั ธะในโมเลกลุ ท่เี ป็นไปตามกฎออกเตตจากธาตทุ ่กี าหนดให้ต่อไปน้ ี
2.1 ไฮโดรเจนกบั ฟลอู อรนี

2.2 ซลิ คิ อนกบั คลอรนี

2.3 ฟอสฟอรสั กบั ไฮโดรเจน

2.4 กามะถนั กบั ไฮโดรเจน

3. เรยี กชอ่ื สารประกอบออกไซด์ของไนโตรเจนต่อไปน้ ี

3.1 NO ………………………………………………………………………………………………………………….

3.2 N2O ………………………………………………………………………………………………………………….

3.3 N2O3 ………………………………………………………………………………………………………………….

3.4 N2O5 ………………………………………………………………………………………………………………….

4. เขยี นสตู รและชอ่ื ของสารโคเวเลนต์ในตารางให้ถกู ต้อง ชอ่ื สาร
ขอ้ สูตร
4.1 CCl4

4.2 Disilicon hexabromide

4.3 P4O10

4.4 PH3

4.5 diphosphorus trisulfide

4.6 BF3

4.7 Bromine pentafluoride

รายวชิ า ว31102 เคมพี ้นื ฐาน แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 13
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 พันธะเคมี
เรอ่ื ง รปู ร่างโมเลกลุ โคเวเลนต์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4
ผูส้ อน ปส.ภานุสรณ์ คีรเี พ็ชร์ ปีการศึกษา 2565
จำนวน 2 ชัว่ โมง

อาจารยพ์ ่เี ล้ยี ง อ.ทรงธรรม แกว้ ประถม

1. มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธร์ ะหว่างสมบัติของสสาร

กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร
การเกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี

2. ตัวช้ีวัด
ว 2.1 ม.5/8 ระบุว่าพันธะโคเวเลนต์เป็นพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสาม และระบุจำนวนคู่

อเิ ลก็ ตรอนระหว่างอะตอมคู่รว่ มพนั ธะจากสตู รโครงสร้าง
ว 2.1 ม.5/9 ระบุสภาพข้วั ของสารทโี่ มเลกุลประกอบดว้ ย 2 อะตอม
ว 2.1 ม.5/10 ระบสุ ารท่ีเกิดพนั ธะไฮโดรเจนได้จากสูตรโครงสรา้ ง
ว 2.1 ม.5/11 อธิบายความสมั พันธ์ระหว่างจดุ เดอื ดของสารโควาเลนตก์ บั แรงดงึ ดูดระหวา่ งโมเลกุลตาม

สภาพขว้ั หรือการเกิดพนั ธะไฮโดรเจน

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายคาดคะเนรูปร่างโมเลกุลโคเวเลนต์โดยใช้ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนใน

วงเวเลนซ์ได้ (K)
2. เขียนรปู รา่ งโมเลกุลของสารประกอบโคเวเลนตไ์ ด้ (P)
3. ร่วมกันทำกิจกรรมอย่างกระตอื รอื ร้น (A)

4. สาระสำคัญ
โมเลกุลที่ประกอบดว้ ยอะตอมมากกว่า 2 อะตอม ข้อมูลที่ใช้ในการอธิบายสมบัตขิ องสาร คือ รูปร่าง

โมเลกุล (molecular shape) การคาดคะเนรูปร่างโมเลกุลจากโครงสร้างลิวอิสโดยอาศัยการผลักกันของ
อิเล็กตรอนคู่ร่วมพันธะและอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยวอาจใช้ ทฤษฎีการผลักระหว่างคู่อิเล็กตรอนในวงเวเลนซ์
(Valence Shell Electron Pair Repulsion theory เขียนย่อไดเ้ ป็น VSEPR theory)


Click to View FlipBook Version