The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์ หยวน หมิง ชิง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-10-31 09:20:59

ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์ หยวน หมิง ชิง

ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์ หยวน หมิง ชิง

ความสััมพัันธ์์ไทย - จีีน จากเอกสารสมััยราชวงศ์์ หยวน หมิิง ชิิง


ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง กรมศิลปากรจัดพิมพ์เผยแพร่ พุทธศักราช ๒๕๖๔


ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง กรมศิิลปากรจััดพิิมพ์์เผยแพร่่ พ.ศ. ๒๕๖๔ จำำนวน ๑,๐๐๐ เล่่ม ลิิขสิิทธิ์์ของกรมศิิลปากร� ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสำ นักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง. -- กรุงเทพฯ : สำ นักวรรณกรรม และประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๖๕. ๒๖๔ หน้า. ๑. ไทย -- ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ -- จีน. ๒. จีน -- ความสัมพันธ์กับต่างประเทศ -- ไทย. I. ชื่อเรื่อง. ๓๒๗.๕๙๓๐๕๑ ISBN 978-616-283-585-8 ที่่ป�รึึกษา อธิิบดีีกรมศิิลปากร (นายประทีีป เพ็็งตะโก) รองอธิิบดีีกรมศิิลปากร (นายอรุุณศัักดิ์์�กิ่่งมณีี) รองอธิิบดีีกรมศิิลปากร (นายพนมบุุตร จัันทรโชติิ) รองอธิิบดีีกรมศิิลปากร (นายจารึึก วิิไลแก้้ว) ผู้อำ้ำนวยการสำำนัักบริิหารกลาง (นางรัักชนก โคจรานนท์์) ผู้อำ้ำนวยการสำำนัักวรรณกรรมและประวััติิศาสตร์์ (นางสาวศุุกลรััตน์์ ธาราศัักดิ์์�) ผู้อำ้ำนวยการกลุ่่มประวััติิศาสตร์์ (นายบััณฑิิต ลิ่่วชััยชาญ) ผู้้เรีียบเรีียง/ตรวจสอบชำำระ นายวิินััย พงศ์์ศรีีเพีียร นายประพฤทธิ์์�ศุุกลรััตนเมธีี นายวุุฒิิชััย มููลศิิลป์์นางสาวพรเพ็็ญ ฮั่่นตระกููล นางสาววีีณา โรจนราธา นายนิิติิ แสงวััณณ์์ นายธีีระ แก้้วประจัันทร์์ คณะบรรณาธิิการ นายไอยคุุปต์์ ธนบััตร นางสาวอาทิิพร ผาจัันดา นางสาวระชา ภุุชชงค์์นายชััยสิิทธิ์์ ปะ�นัันวงค์์ นายเอกลัักษณ์์ ลอยศัักดิ์์� ปกหน้้า : คำำว่่า หยวน หมิิง ชิิง ผููกเป็็นลัักษณะตราประทัับ ออกแบบโดย นางสาววกุุล มิิตรพระพัันธ์์ ปกหลััง : อัักษรจีีนอ่่านว่่า “จงไท่่โหย่ว่ อี้้หยวนห�ย่่วนหลิิวฉาง” แปลว่่า “มิิตรภาพจีีน - ไทย มีีมาช้้านาน” พิิมพ์์ที่่�: บริิษััทอมริินทร์์พริ้้�นติ้้�งแอนด์พั์ ับลิิชชิ่่ง จำกัำ ัด (มหาชน) ๓๗๖ ถนนชััยพฤกษ์์ แขวงตลิ่่งชััน เขตตลิ่่งชััน กรุุงเทพฯ ๑๐๑๗๐ โทรศััพท์์ ๐ ๒๔๒๒ ๙๐๐๐, ๐ ๒๘๘๒ ๑๐๑๐ โทรสาร ๐ ๒๔๓๓ ๒๗๔๒, ๐ ๒๔๓๔ ๑๓๘๕ E-mail : [email protected] Homepage : http://www.amarin.com


คำ นำ ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองในดินแดนประเทศไทยกับจีนมีมาอย่างยาวนานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี ดังปรากฏในเอกสารราชการจีนตั้งแต่ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๖ - กลางพุทธศตวรรษที่ ๒๕ ซึ่งเป็นยุคจารีตโบราณ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ในฐานะรัฐชาติสมัยใหม่ ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หลักฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนปรากฏชัดเจนตั้งแต่พุทธศ ตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ดังเช่นเอกสาร หยวนสื่อ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง) หมิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์หมิง) และชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) เนื้อหาบางส่วนของเอกสารดังกล่าว ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์กับไทยในสมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งร่วมสมัยกับสุโขทัย สืบเนื่องมาถึงสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ซึ่งร่วมสมัยกับอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ตามลำดับ เอกสารเหล่านีมีความ้สำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะก่อนที่ชาติตะวันตกซึ่งมีการจดบันทึก อย่างละเอียดและเป็นระบบจะเข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับไทย ดังนัน เอก้สารดังกล่าวจึงช่วยไขปัญหาทางประวัติศาสตร์ ไทยที่มีความคลุมเครือให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะเป็นข้อมูลที่เติมเต็มเรื่องราวส่วนที่ขาดหายไปจากหลักฐานฝ่ายไทย และหลักฐานตะวันตกที่กล่าวถึงไทย กรมศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญของเอกสารราชการจีนในสมัยราชวงศ์หยวน หมิง และชิงที่เกี่ยวกับไทย จึงได้พิจารณาคัดเลือกเอกสารสำคัญ ๓ ฉบับ ได้แก่ ๑. ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ๒. จดหมายเหตุหมิงสือลู่เกี่ยวกับอยุธยา และ ๓. ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ซึ่งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจัดพิมพ์และเผยแพร่หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๓ ได้พิจารณาตรวจสอบชำ ระและจัดทำ เชิงอรรถอธิบายความไว้ มาจัดพิมพ์รวมเล่ม ในชื่อ ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง เพื่อสะดวกในการศึกษาค้นคว้า กรมศิลปากรขอขอบคุณคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๓ ที่ได้ผลิตงานวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่สังคม และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือ ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง จะเป็นหลักฐานที่เผยแพร่ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งยังอำ นวยประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าและอ้างอิงแก่สาธารณชนผู้สนใจโดยทั่วกัน (นายประทีป เพ็งตะโก) อธิบดีกรมศิลปากร สำ นักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สิงหาคม ๒๕๖๔


คำ ชี้แจง “ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง” เป็นหนังสือรวมบันทึกเหตุการณ์ หรือจดหมายเหตุรายวันที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย - จีนจากเอกสารหยวนสื่อ หมิงสือลู่ และชิงสือลู่ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับไทย ซึ่งกรมศิลปากรเคยจัดพิมพ์รวมอยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๓ ประกอบไปด้วย ๓ เรื่อง คือ ๑. ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๓ ได้ตรวจสอบชำระโดยใช้ฉบับแปลที่นายสบแืสง พรหมบุญ แปลในนามคณะกรรมการสบค้นประวัติ ืศาสตร์ไทย ในเอกสารภาษาจีน สำ นักนายกรัฐมนตรี ฉบับพิมพ์เผยแพร่ พ.ศ. ๒๕๒๓ เฉพาะที่เกี่ยวกับราชวงศ์หยวนพิจารณา ร่วมกับฉบับภาษาอังกฤษของ E. Thadeus Flood โดยนายประพฤทธิ์ศุกลรัตนเมธี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ตรวจทานกับฉบับภาษาจีนทั้งหยวนสื่อเก่า และหยวนสื่อใหม่ ๒. จดหมายเหตุหมิงสือลู่เกี่ยวกับอยุธยา คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ พิจารณาเลือกพิมพ์ฉบับที่นายประพฤทธิ์ศุกลรัตนเมธี กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิฯ แปลจากเอกสารต้นฉบับหอหลวงของราชสำ นักจีน และนายวินัย พงศ์ศรีเพียร ประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิฯ ตรวจสอบกับงานของนักวิชาการตะวันตก และจัดทำ เชิงอรรถ อย่างไรก็ตาม เนือหาใน “ ้จดหมายเหตุ หมิงสือลู่เกี่ยวกับอยุธยา” ที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๓ นั้น มีเนื้อหา ไม่ครบสมบูรณ์ ในการจัดพิมพ์ครั้งนี้จึงใช้ “หมิงสือลู่ ‘บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิง’ ตอนว่าด้วยสยาม เอกสาร และสารวิพากษ์” ที่นายวินัย พงศ์ศรีเพียร และนายประพฤทธิ์ศุกลรัตนเมธี ได้รวบรวมเนื้อหาเพิ่มเติม และ เรียบเรียงขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยพิมพ์รวมเล่มในหนังสือ หมิงสือลู่ - ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง ตอนว่าด้วยสยาม และหนังสือระยะทางราชทูตไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งแต่ ณ เดือน ๘


ปีกุญตรีศก และปีชวดจัตวาศก ในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอินทรมนตรีแย้ม ได้เรียบเรียงไว้ ในรัชกาลที่ ๕ มาเป็นต้นฉบับในการจัดพิมพ์ครั้งนี้ โดยใช้ชื่อเดิมคือ “จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา” ๓. ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ใช้ฉบับที่นายเชาวน์ พงษ์พิชิต และนายปัญญา ลีลาภัทร์ แปลในนาม คณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทยในเอกสารภาษาจีน สำ นักนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ ได้ปรับปรุงคำแปลและเชิงอรรถ และนายประพฤทธิ์ศุกลรัตนเมธี สอบทานกับต้นฉบับภาษาจีน ภาคผนวก คณะบรรณาธิิการได้้เพิ่่มเติิมบทความเรื่่อง “ความสััมพัันธ์์ไทย - จีีน ในระบบจิ้้�มก้้อง : จุุดเริ่่มต้้นและการสิ้้น�สุุด” ของนายวุุฒิิชััย มููลศิิลป์์ ราชบััณฑิิต และประธานคณะกรรมการชำำ ระประวััติิศาสตร์์ไทย โดยปรัับปรุุงจากบทความเรื่่อง “ไม่่ไปจิ้้�มก้้อง : ไทยยุุติิความสััมพัันธ์์กัับจีีนสมััยรััชกาลที่่ ๔ - รััชกาลที่่ ๕” พิิมพ์์ใน วารสารราชบััณฑิิตยสภา พ.ศ. ๒๕๕๘ เพื่่อเพิ่่มพููนความรู้้ความเข้้าใจแก่ผู้่ อ่้อ่่าน คณะบรรณาธิิการขอขอบพระคุุณนายวิินััย พงศ์์ศรีีเพีียร นายประพฤทธิ์์�ศุุกลรััตนเมธีี และนายวุุฒิิชััย มููลศิิลป์์ เป็็นอย่่างสููงในการอนุุเคราะห์์ต้้นฉบัับทำำ ให้้เนื้้�อหามีีความครบถ้้วนสมบููรณ์์ยิ่่งขึ้้�น สำำหรัับจััดพิิมพ์์ครั้้�งนี้้� และหวัังเป็็นอย่่างยิ่่งว่่าหนัังสืือ ความสััมพัันธ์์ไทย - จีีน จากเอกสารสมััยราชวงศ์์หยวน หมิิง ชิิง ซึ่่งเป็็นเอกสาร ประวััติิศาสตร์์สำำคััญและทรงคุุณค่่า จะอำำ นวยประโยชน์์ในการศึึกษาค้้นคว้้าและอ้้างอิิงแก่่สาธารณชนผู้้ส นใจ โดยทั่่วกััน คณะบรรณาธิิการ (๕)


สารบัญ หน้า คำ นำ (๓) คำ ชี้แจง (๔) ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ๑ จดหมายเหตุหมิงสือลู่เกี่ยวกับอยุธยา (๗ ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๑๑๑ ภาคผนวก ๒๔๔ ความสัมพันธ์ไทย - จีน ในระบบจิ้มก้อง : จุดเริ่มต้นและการสิ้นสุด


ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย


2 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ๑.1ราชสำ นักประชุมหารือเรื่องการจัดทัพไปปราบอาณาจักรเซียน หลัวหู 2 หม่าปาเอ๋อร์3จี้หลัน4 และซูมู่ตูล่า5 แต่เจียหลู่น่าต๋าซือถวายความเห็นว่า “อาณาจักรเหล่านั้นเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้นว่าจะได้มาก็หาประโยชน์อันใดมิได้ นอกจากนั้น การที่จะจัดทัพไปปราบยังเป็นการทำ ให้ผู้คนล้มตาย หากจะส่งทูตไปชี้แจงถึงบาปเคราะห์หรือคุณประโยชน์และเกลี้ยกล่อมจะเหมาะสมกว่า ถ้าไม่ยอมอ่อนน้อม ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะไปโจมตี” จักรพรรดิทรงเห็นชอบด้วย และรับสั่งแต่งตั้งให้เย่ล่าเหย่หนูเถี่ยเมี่ย และ คนอื่น ๆ เดินทางไปในฐานะทูต ปรากฏว่ากว่า ๒๐ อาณาจักรยอมอ่อนน้อม6 (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๓๔) ๒. วันจี่ไฮ่ 7 เดือนหก ปีที่ ๑๙ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๑๘๒๕/ค.ศ. ๑๒๘๒) มีรับสั่งแต่งตั้งให้เหอจื่อจื้อ ซึ่งเป็นว่านฮู่ 8 เป็นทูตไปยังอาณาจักรเซียน (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๒) 1ข้อความส่วนนี้ไม่ได้ระบุเวลาไว้ แต่น่าจะเป็น พ.ศ. ๑๘๒๑ (ค.ศ. ๑๒๗๘) และแน่นอนว่าต้องเป็นก่อน พ.ศ. ๑๘๓๐ (ค.ศ. ๑๒๘๗) 2 ลโวทยปุระ (ละโว้) 3 ยังไม่ทราบว่าเป็นอาณาจักรอะไร 4 ยังไม่ทราบว่าเป็นอาณาจักรอะไร 5 อาณาจักรสมุตระ (สุมาตรา) 6 ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง เหตุการณ์ครั้งนี้สันนิษฐานว่าเกิดระหว่าง พ.ศ. ๑๘๒๒ (ค.ศ. ๑๒๗๙) และ พ.ศ. ๑๘๒๕ (ค.ศ. ๑๒๘๒) ในสมัยจักรพรรดิกุบไลข่าน ซึ่งใช้นามรัชศกว่า “จื้อหยวน” 7 เป็นวิธีการนับวัน เดือน และปีของจีนในสมัยโบราณโดยนำ เอา “เทียนกาน” (ก้านฟ้า) ซึ่งตรงกับการนับปีแบบ ไทยเดิม ที่เรียกว่าแม่มื้อหรือแม่ปี จำนวน ๑๐ ตัว คือ เจี่ย อี่ ปิง ติง อู้จี่ เกิง ซิน เยิ่น กุ่ย กับ “ตี้จื้อ” (กิ่งดิน) ซึ่งตรงกับ การนับปีแบบไทยเดิมที่เรียกว่าลูกมื้อหรือลูกปี อีก ๑๒ ตัว คือ จื่อ โฉ่ว หยิน เหม่า เฉิน ซือ อู่ เว่ย เซิน อิ่ว ซี ไฮ่ นำ มา จับคู่กัน ๑๒ คู่แรก เป็นวงรอบเล็ก /๕ วงรอบเล็ก หรือ ๖๐ คู่ (๖๐ ปี) เป็นหนึ่งวงรอบใหญ่ การนับปีแบบไทยเดิมนี้ เรียกว่า ปีหนไท ซึ่งคนไทเผ่าต่าง ๆ ใช้นับมาในสมัยดั้งเดิม) 8 เป็นตำแหน่งทางทหารในสมัยหยวน แปลว่า “ขุนพลหมื่นครัว”


3ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ๓. เดือนสิบ รัชศกจื้อหยวน ปีที่ ๑๙ (เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๑๘๒๕/ค.ศ. ๑๒๘๒) เหอจื่อจื้อ ขุนพลหมื่นครัว และหวงผู่เจ๋ย ขุน ีพันครัว ได้รับรับสั่งให้เดินทางไปยังอาณาจักรเซียน นอกจากนั้น ข้าหลวง ปกครองท้องถิ่น อิ๋วหย่งเสียน และย่าหลาน และผู้อื่น เดินทางไปยังหม่าป๋าเออร์ เรือทูตเดินทางตามเส้นทาง เดินเรือทางทะเลเลียบฝั่งจ้านเฉิง และถูกจับ ดังนั้นจึงส่งทหารไปลงโทษพวกจ้านเฉิง (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๑๐) ๔. วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ (พ.ศ. ๑๘๒๖/ค.ศ. ๑๒๘๓) พวกจามปาฆ่าหย่งเสียน ย่าหลาน และผู้อื่น (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๑๐) ๕. วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ (พ.ศ. ๑๘๒๖/ค.ศ. ๑๒๘๓) วันนี้ เหอจื่อจื้อ หวงผู่เจี๋ย และคนอื่น อีกกว่าร้อยคนถูกฆ่า (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๙๗) ๖. วันซินโฉ่ว เดือนสิบ ปีที่ ๒๖ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๑๘๓๒/ค.ศ. ๑๒๘๙) หลัวหู และหนี่เหยินกั๋ว1 ทั้งสองส่งทูตมาถวายของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๕) ๗. วันกุ่ยเว่ย เดือนสิบ ปีที่ ๒๘ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๑๘๓๔/ค.ศ. ๑๒๙๑) กษัตริย์หลัวหูส่งทูตมาถวายพระสุพรรณบัฏ พร้อมด้วยเครื่องราชบรรณาการมีทองคำ งาช้าง2 นกกระเรียน นกแก้วห้าสี ขนนกกระเต็น นอระมาด ชัน การบูร (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๖) ๘. วันเจี่ยเฉิน เดือนสิบ ปีที่ ๒๙ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๑๘๓๕/ค.ศ. ๑๒๙๒) ขุนนางตำแหน่งเซียนเว่ย3 แห่งกว่างตง (กวางตุ้ง) มอบหมายให้เจ้าหน้าที่อัญเชิญพระสุพรรณบัฏของอาณาจักร เซียนมายังนครหลวง (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๗) 1 ประเทศหญิง (หริภุญชัย) 2 ศัพท์ภาษาจีนว่า เซี่ยงฉื่อ (แปลตรงตัวว่า ฟันของช้าง) ซึ่งในสมัยต่อมาจีนจะเรียกงาช้างว่า เซี่ยงหยา3 เป็นตำแหน่งที่ราชสำ นักหยวนแต่งตั้งขุนนางท้องถิ่นให้ปกครองเขตนั้น ๆ


4 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๙. วันเจี่ยหยิน เดือนสี่ ปีที่ ๓๐ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๑๘๓๖/ค.ศ. ๑๒๙๓) มีพระราชโองการให้ส่งทูตไปเกลี้ยกล่อมประเทศเซียนให้มาอ่อนน้อม (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๗) ๑๐. วันเกิงหยิน เดือนหก ปีที่ ๓๑ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๑๘๓๗/ค.ศ. ๑๒๙๔) กั่นมู่ติง1ส่งราชทูตจากเมืองปี้ฉาปู้หลี2 มาถวายเครื่องราชบรรณาการ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๘) ๑๑. วันเจ่ยซีู เดือนเจ็ด ปีที่ ๓๑ รัชศกจื้อหยวน (วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๑๘๓๗/ค.ศ. ๑๒๙๔) มีพระราชโองการให้กั่นมู่ติง กษัตริย์แห่งเซียนมาเฝ้า โดยเกลี้ยกล่อมให้มาอ่อนน้อม ถ้ามีเหตุขัดข้อง อันสำคัญ ให้ส่งบุตรหลานและอำ มาตย์ผู้ใหญ่มาเป็นตัวประกัน (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๘) ๑๒. ปีที่ ๑ รัชศกหยวนเจิง (พ.ศ. ๑๘๓๘/ค.ศ. ๑๒๙๕) เซียนถวายพระสุพรรณบัฏกราบทูล ขอให้ราชสำ นักส่งทูตไปยังประเทศของตน เมื่อพระราชสาส์นมาถึง ปรากฏว่าจักรพรรดิได้ส่งทูตไปก่อนแล้ว ซึ่งฝ่าย นั้นยังไม่ทราบ จึงพระราชทานซู่จินฝู 3 ให้ทูตห้อยประดับที่เอว และให้ทูตเซียนรีบเดินทางกลับเพื่อติดตามให้ทัน ทูตจีนผู้อัญเชิญพระราชโองการ และจะได้เดินทางไปด้วยกัน ด้วยเหตุที่ชาวเซียนกับชาวหมาหลี่อี้เอ๋อร์4 เป็นศัตรูฆ่าฟันกันมานาน บัดนี้ต่างสวามิภักดิ์จึงมี พระราชโองการมิให้ชาวเซียนทำ ร้ายชาวหมาหลี่อี้เอ๋อร์ เพื่อปฏิบัติตามที่เคยสัญญา (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๙) 1 กันมู่ติง (กมรเตง) เป็นศัพท์เขมรที่ใช้เรียกเจ้าเมือง 2 เพชรบุรี3 “ฝู” นี้อาจทำด้วยทองคำ ทองแดง เหล็ก หรือหยกก็ได้ สำ หรับพระราชทานตามความดีความชอบ บางชนิดมีสลัก เป็นลายหัวเสือหรือเสือคู่ หรือสิงห์ เรียกว่า “จินหู่ฝู” พร้อมทั้งตัวหนังสือจารึกอยู่บนป้ายทองดังกล่าว สำ หรับ “ซู่จินฝู” นั้น เป็นป้ายทองเกลี้ยงไม่มีลายเสือ ไม่มีตัวหนังสือจารึกอยู่ มีศักดิ์รองจาก “จินหู่ฝู”4 หมายถึงมลายู


5 ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ๑๓. วันกุ่ยไฮ่ เดือนที่ ๑๒ ปีที่ ๒ ในรัชศกหยวนเจิง (วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๑๘๓๙/ค.ศ. ๑๒๙๖) จักรพรรดิพระราชทานเสื้อปักแก่จินฉื่อ (ฟันทอง)1 และหลัวหู ผู้นำ เครื่องราชบรรณาการมาถวาย (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๙) ๑๔. วันเยิ่นหยิน เดือนส่ ปีที่ ๑ ในรัช ีศกต้าเต๋อ2 (วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๑๘๔๐/ค.ศ. ๑๒๙๗) พระราชทานเครื่องนุ่งห่มต่าง ๆ3 แก่เซียน และหลัวหู ผู้นำ เครื่องราชบรรณาการมาถวายตามฐานานุศักดิ์ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๑๙) ๑๕. วันกุ่ยเว่ย เดือนอ้าย ในฤดูใบไม้ผลิ4 ปีที่ ๓ รัชศกต้าเต๋อ (วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๑๘๔๒/ ค.ศ. ๑๒๙๙) พวกฟานต่าง ๆ5 จากเซียน หลัวหู และหม้อลาอิ๋ว ต่างนำ ของพื้นเมืองมาถวายเป็น เครื่องราชบรรณาการ จักรพรรดิพระราชทานหู่ฝู 6 ให้แก่รัชทายาทของอาณาจักรเซียน (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๐) ๑๖. ปีที่ ๓ รัชศกต้าเต๋อ (พ.ศ. ๑๘๔๒/ค.ศ. ๑๒๙๙) กษัตริย์ประเทศเซียน (มีพระราชสาส์น) กราบทูลว่า ในสมัยพระราชบิดา ราชสำ นักเคยพระราชทานอานม้า บังเหียนม้า ม้าขาว และเสื้อด้ายกรองทอง จึงขอพระราชทาน (สิ่งของดังกล่าว) ตามทางปฏิบัติเช่นเดียวกัน แต่จักรพรรดิทรงถือตามคำ กราบบังคมทูล ของอัครมหาเสนาบดี หวันเจ๋อต๋าลาหั่น7 ที่ว่า ถ้าทรงประทานม้าแก่เซียน ซึ่งเป็นอาณาจักรเล็กแล้ว เกรงว่า เซินตู๋ 8 ซึ่งเป็นอาณาจักรเพื่อนบ้านของเซียน จะติฉินนินทาราชสำ นัก จึงพระราชทานแต่เพียงเสื้อด้าย กรองทอง แต่ไม่พระราชทานม้า (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๑๐) 1เชื่อว่าชนเผ่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่แถบมณฑลหยุนหนัน 2 ต้าเต๋อ เป็นนามรัชศกในรัชกาลจักรพรรดิเฉิงจง3 พงศาวดารราชวงศ์หยวนฉบับใหม่ ระบุว่าพระราชทาน “อัญมณี” ด้วย 4 ตรงกับวันขึ้นปีใหม่จีน 5 ในภาษาจีน หมายถึง อนารยชน 6 “หู่ฝู” ตราเสือ คือตราของทหาร ทำ เป็นรูปเสือ ใช้ในการเดินทัพ แม่ทัพเป็นผู้ถือไว้ เพื่อให้ทหารเชื่อฟังคำสั่ง แต่ตราเสือ ในสมัยราชวงศ์หยวนเป็นเสมือนเหรียญตรารปูสี่เหลี่ยมผืนผ้าแกะสลักรปหัวเูสือ ใช้พระราชทานแก่ข้าราชการชันผู้้ใหญ่ฝ่ายทหารและ พลเรือน ตลอดจนทูตานุทูตที่ได้รับพระราชทานมีสิทธิต่าง ๆ เช่นเดียวกับตราซู่จินฝู วิธีการห้อยประดับก็เป็นเช่นเดียวกัน 7 หวันเจ๋อ มีประวัติอยู่ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวน ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๓๐ 8 สินธุ - อินเดีย


6 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๗. วันปิ่งเซิน เดือนห้า ปีที่ ๓ รัชศกต้าเต๋อ (วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๑๘๔๒/ค.ศ. ๑๒๙๙) บรรดา ฟานจากทะเลใต้1 ได้แก่ ซู่กู่ไถ2 ซู่หลงทั่น3 และเปินซีหลี่4 นำ เสือ ช้าง และเรือไม้ซั่วหลัว5 มาถวายเป็น เครื่องราชบรรณาการ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๐) ๑๘. วันเจี่ยจ่อ เดือนหก ปีที่ ๔ ในรัช ืศกต้าเต๋อ (วันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๑๘๕๗/ค.ศ. ๑๓๑๔) คณะทูตรวม ๒๒ คน จากเตี้ยวจี๋เอ๋อร์6 เจ่าวา 7 เซียน จ้านปา8 และอื่น ๆ มาถวายเครื่องราชบรรณาการ พระราชทานเสื้อผ้าแล้วให้ส่งกลับ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๐) ๑๙. วันกุ่ยเหม่า เดือนยี่ ปีที่ ๑ ในรัชศกเอี้ยนอิ้ว (วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๑๘๕๗/ค.ศ. ๑๓๑๔) กษัตริย์ เซียน ส่งอำ มาตย์ชื่ออ้ายตาน9 นำ เครื่องราชบรรณาการมาถวาย (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๕) ๒๐. วันติงซือ เดือนอ้าย ขึ้น ๑ คํ่า ปีที่ ๖ ในรัชศกเอี้ยนอิ้ว (วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๑๘๖๑/ ค.ศ. ๑๓๑๘) ในวันขึ้นปีใหม่ เซียนส่งทูตมาถวายพระราชสาส์นและของพื้นเมือง (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๖) ๒๑. วันกุ่ยซือ เดือนอ้าย ขึ้น ๑ คํ่า ปีที่ ๓ ในรัชศกจื้อจื้อ (วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๑๘๖๕/ ค.ศ. ๑๓๒๒) ในวันขึ้นปีใหม่ เซียน และหัวหน้าปาฟัน (ฟานเผ่าปา)10 ซึ่งอาศัยอยู่ตามถํ้า ต่างส่งราชทูต มาถวายเครื่องราชบรรณาการ (ประวัติศาสตร์ราชวงศ์หยวนฉบับหลวง (หยวนสื่อ) บรรพที่ ๒๘) 1 ต้นฉบับใช้คำว่า ไห่หนัน ซึ่งเป็นชื่อของเกาะไหหลำ แต่ในที่นี้เข้าใจว่าหมายถึง “ทะเลใต้” 2 สุโขทัย3 ไม่ทราบแน่ว่าเป็นอาณาจักรอะไร 4 ไม่ทราบแน่ว่าเป็นอาณาจักรอะไร 5 เข้าใจว่าเป็นไม้ชนิดเดียวกับไม้สาละ 6 จีนเรียกว่า เตี้ยวจี๋เอ๋อร์ เข้าใจว่าเป็นอาณาจักรอันนัม 7 ชวา 8 จามปา 9 ภาษาจีนกลางออกเสียงตัว “ล” เป็นตัว “น” ฉะนั้น ชื่ออำ มาตย์ผู้นี้จึงควรออกเสียงเป็น “อ้ายตาล”10ชนเผ่่านี้้�มีี ๘ พวกด้้วยกััน ต่่อมาจีีนเรีียกรวมกัันว่่า “พวกแปดถ้ำำ�” ให้้มีีฐานะเป็็นอำำเภอ ชอบอาศััยอยู่่ตามถ้ำำ� พวกนี้้�ส่่วนใหญ่่ตั้้ง�ถิ่่นฐานอยู่่ในมณฑลกุ้้ยโจว


จดหมายเหตุหมิงสือลู่เกี่ยวกับอยุธยา


8 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง จดหมายเหตุุหมิิงสืือลู่่เกี่่�ยวกัับอยุุธยา ๑ | ๒๖ สิิงหาคม ค.ศ. ๑๓๗๐/พ.ศ. ๑๙๑๓ เมื่อวันที่ ๕ เดือน ๘ ปีที่ ๓ แห่งรัชศกหงหวู่ โปรดให้หลี่จงจิ้นแลคณะอัญเชิญพระราชโองการ แจ้งความไปยังประเทศสยาม 1 # การที่หวางตี้ไท่จู่ (นับปีครองราชย์ย้อนหลังตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๓๕๑/พ.ศ.๑๘๙๔ ถึึงวัันที่่ ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๓๙๘/พ.ศ. ๑๙๔๑) มีีพระราชดำำริิในวัันที่่ ๒๖ สิิงหาคม ค.ศ. ๑๓๗๐/พ.ศ. ๑๙๑๓ ส่่งคณะทููตมา พระนครศรีีอโยธยาก็็เพื่่อแจ้้งการผลััดแผ่่นดิิน และการขึ้้�นมามีีอำำนาจของ ราชวงศ์์หมิิง หลัังจากได้้ชััยชนะพวกมองโกลเรีียบร้้อยแล้้ว ๒ | ๓๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๓๗๑/พ.ศ. ๑๙๑๔ เมื่่อวัันที่่ ๒๒ เดืือน ๙ ปีีที่่ ๔ แห่่งรััชศกหงหวู่่ หลี่่จงจิ้้�นเดิินทางกลัับมาจากอาณาจัักรสยาม ซานเลี่่ยเจาผีีหยา กษััตริิย์์แห่่งอาณาจัักรนั้้�น ทรงแต่่งตั้้�งราชทููตนามว่่าเจาเอี้้�ยนกููหมานแลคณะติิดตามหลี่่จงจิ้้�น มาเข้้าเฝ้้า ณ ราชสำำนััก คณะทููตสยามได้้ถวายเครื่่องราชบรรณาการอัันได้้แก่่ ช้้างขอ เต่่าหกขา แลสิ่่งของพื้้�นเมืือง หวางตี้มีรับส่งให้ ัจัดแพรแสกรองทอง แพรโล่กรองทอง แลแพรสีลายดอกกรองทองพระราชทานแก่กษัตริย์ แห่งอาณาจักรนั้น แลพระราชทานเครื่องนุ่งห่มคนละหนึ่งชุดแก่ทุกคนในคณะราชทูต # จีนจดพระนามกษัตริย์สยามใน ค.ศ. ๑๓๗๑/พ.ศ. ๑๙๑๔ ไว้ว่า ซานเลี่ยเจาผีหยา ถอดเสียงได้ว่า “สมเด็จเจ้าพระยา” ได้อย่างค่อนข้างชัดเจน ฟังไม่เครอะแต่ประการใด เมื่อดูลำ ดับความแล้ว น่าจะตรงกับรัชกาลสมเด็จ พระราเมศวรของไทย เพราะตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ 1 ข้อความท้ายหมิงสือลู่แต่ละตอน คือ อรรถาธิบาย ของ ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร


9 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา หลวงประเสริฐอักษรนิติ์สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ นฤพานไปแล้ว ตังแต่ ค. ้ศ. ๑๓๖๘/๙ หรือ พ.ศ. ๑๙๑๑ พระนามสมเด็จเจ้าพระยายังปรากฏในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๘ ซึ่งอาจหมายถึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือสมเด็จพระราเมศวร ในจารึก หลักที่ ๔๕ ก็กล่าวถึงสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นกษัตริย์โยธยาต่างพระองค์กัน ข้อมูล เหล่านี้ชวนให้สันนิษฐานว่า “สมเด็จเจ้าพระยา” อาจเป็นสมัญญานามเรียกกษัตริย์ อโยธยายุคต้น ในทำนองเดียวกับสุโขทัยใช้ “มหาธรรมราชา” และเชียงใหม่ใช้ “มหาราช” เรียกกษัตริย์ของตน ราชทูตสยาม คือ เจาเอี้ยนกูหมาน ถอดเสียงได้ว่า “เจ้าอินทร กุมาร” พระยศแสดงว่าเป็นเจ้านายพระนามนี้และ “อินทรราชา” โดยปรกติ เกี่ยวข้องกับเมืองสุพรรณบุรี ดังนั้น อินทรกุมาร จึงน่าจะหมายถึงรัชทายาทแห่ง เมืองสุพรรณบุรี เพราะขณะนั้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่ว) ทรงครองเมืองสุพรรณบุรีอยู่ เครื่่องราชบรรณาการที่่ไทยส่่งไปมีีช้้างขอ (ช้้างที่่ฝึึกแล้้ว) และเต่่าหกขา [หรืือเต่่ากระ (六⾜ )] ราชอาณาจัักรจััมปา ลาว เขมร และปาไป่่สีีฟู่่ (เชียงใหม่) มักนิยมส่งช้างไปเมืองจีน เต่าหกขา คงถือเป็นของแปลกสำหรับเมืองจีน ๓ | ๙ มกราคม ค.ศ. ๑๓๗๒/พ.ศ. ๑๙๑๕ เมื่อวันที่ ๓ เดือน ๑๒ ปีที่ ๔ แห่งรัชศกหงหวู่ ซานเลี่ยเจาผีหยากษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงแต่งตั้งราชทูตผู้มีนามว่าไน่ซือหลี่ไฉลาสือซีลี่แลคณะมาเข้าเฝ้า ถวายพระสุพรรณบัฏแลสิ่งของพื้นเมือง เป็นเครื่องราชบรรณาการ พร้อมทั้งถวายพระพรเนื่องในวาวะดิถีวันขึ้นปีใหม่ของปีหน้า ครั้นเมื่อราชทูต จะเดินทางกลับ มีพระราชบัญชาให้จัดสิ่งของพระราชทาน ได้แก่ ประติทินต้าถ่งลี่แลแพรสีลายดอกกรองทอง แก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรน้ัน พร้อมกันนั้นได้พระราชทานเครื่องนุ่งห่มเป็นชุด ผ้าแพรสีลายดอกแลผ้าแก่บุคคล ในคณะทูต ตามลำดับศักดิ์


10 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง # พระนามพระเจ้ากรุงสยามที่จีนจดไว้คือ ซานเลี่ยเจาผีหยา ซึ่งแสดง ว่ายังเป็นกษัตริย์พระองค์เดิม สำหรับนามราชทูต ไน่ซือหลี่ไฉลาสือซีที่1 คืนเสียง ได้ว่า “นายศรีชัยราชเศรษฐี” ในสมัยศรีอโยธยาตอนต้นเมื่อยศยังไม่เฟ้อนั้น ยศชั้น “นาย” ยังเป็นยศที่สูงมากทีเดียว ๔ | ๑๘ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๗๒/พ.ศ. ๑๙๑๕ เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนอ้าย ปีที่ ๕ แห่งรัชศกหงหวู่ กษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงแต่งทูต นามว่าเป่าไฉฟู่แลคณะ มาถวายพระสุพรรณบัฏแลเครื่องราชบรรณาการ อันได้แก่ หมีดำ ชะนี ฝาง พริกไทย แลกานพลู หวางตี้มีพระราชโองการให้พระราชทานแพรแสกรองทอง แพรโล่กรองทอง แลแพรสีลายดอกกรองทอง แก่กษัตริย์ แลพระราชทานเครื่องนุ่งห่มแลสิ่งของเครื่องใช้ให้แก่บุคคลในคณะ ตั้งแต่ราชทูตและท่องสื่อซึ่งมีนามว่า หลี่ชิง ลงมาตามลำดับศักดิ์ # ชื่่อหััวหน้้าทููตสยามที่่จี ีนจดไว้้ว่่า “เป่่าไฉฟู่่” จะเป็็นชื่่อไทยอย่่างไร ดููจะบอกได้้ลำำบาก (พ่่อไชยบููรณ์์?) ในส่่วนที่่เกี่่ยวกัับเครื่่องราชบรรณาการจะเห็็น ได้้ว่่าฝ่่ายไทยส่่งสััตว์์ที่่คิิดว่่าหายากชนิิดต่่าง ๆ เช่่น หมีีดำำและชะนีีซึ่่งคนจีีนไม่รู้่ จัั้ก ไปยังราชสำ นักจีน คงจะถือเป็นของแปลก เหมือนเช่นครั้งการสำ รวจทางทะเล ของเจิ้งเหอก็มีการนำสิ่งแปลก ๆ จากแอฟริกาและประเทศต่าง ๆ กลับมาจีนด้วย ส่วนเครื่องราชบรรณาการอื่น ๆ นั้น ยังคงเป็นไม้ฝางและเครื่องเทศสำคัญที่จีน ต้องการโดยเฉพาะพริกไทย 1 ในที่นี้แก้ไขตาม ดร. เจฟ เวด ซึ่งเขียนว่า Nai Si - Li Chai - La - Shi - Xi - Ti ดู ดร. เจฟ เวด, translator. Southeast Asia in the Ming Shi - lu : an open access resource. Singapore: Asia Research lnstitute and the Singapore E - Press, National University of Singapore, http://epress.nus.edu.sg/msl/entry/844, access June 25, 2015.


11 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๕ | [๑๖ พฤศจิิกายน ค.ศ. ๑๓๗๒/พ.ศ. ๑๙๑๕]1 หวางตี้มีรับสั่งแก่ข้าราชการสำนักราชเลขาธิการว่า ก่อนหน้าน้ี เกาหลีส่งเครื่องราชบรรณาการมาหลายครั้งนัก ดังนั้น จึงได้ส่งเอี๋ยนอันต้าหลี่ ไปที่ประเทศนั้น แจ้งให้ทราบพระราชประสงค์ให้งดส่ง มาถึงบัดนี้ เพียงในปีเดียว เครื่องราชบรรณาการ ก็ยังเข้ามาหลายครั้ง ทำให้ผู้คนลำบากและราชทูตต้องทุกข์ทรมานจากการเดินทางข้ามน้ำ ข้ามทะเล แลหนทางบก เหมืือนครั้้�งหงสื่่อฟ่่าน (Hong Shi - Fan) เดิินทางกลัับประเทศ เขาตกอยู่่ในอัันตราย อย่่างหนัักโชคดีีที่่มีีผู้้ช่ ่วยให้้รอดกลัับไปถึึงบ้้านเมืืองแลเล่่าเรื่่องที่่เกิิดขึ้้�น ถ้้าไม่่เช่่นนั้้�นแล้้วเขาก็็คงกลัับ ไปไม่่ถึึง แต่่โบราณกาลมา บรรดาเจ้้าเมืืองต่่าง ๆ ส่่งคณะทููตขนาดเล็็กมาเข้้าเฝ้้าทุุกปีี แลส่่งคณะทููตชุุดใหญ่่ มาเข้าเ้ ฝ้า้ทุกุสามปีีส่วนบรรดา่รัฐัต่าง่ด้าว้ท้าว้ต่างแดนนอก่พรมแดนจีน ใ ีห้มาถวายเค้ รื่่องราชบรรณาการเพียงคี รั้้งเ�ดียวี ในแต่ละรัชกาล (世見而已) สิ่งของที่นำมาถวายเป็นเครื่องราชบรรณาการก็ไม่ต้องมากมายฟุ้งเฟ้อเกินระบุ ตอนนี้เกาหลีมีความใกล้ชิดกับจีนมาก ชาวเกาหลีรู้จักตำราศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ประวัติศาสตร์แลวัฒนธรรมเป็นอย่างดี อีกทั้งดนตรีแลพิธีกรรมก็เหมือนกับจีนมาก ชึ่งทำให้จัดรวมเกาหลีไว้ในกลุ่มประเทศต่างด้าวไม่ได้ ควรสั่งให้เกาหลี ส่งคณะทูตมาทุกสามปีแลส่งเครื่องราชบรรณาการมาเพียงปีละครั้ง ผลิตผลท้องถิ่นที่เป็นเครื่องราชบรรณาการ ที่กำหนดมีเพียงแต่ผ้าพื้นเมืองสิบพับ ไม่ต้องนำมามาก ขอให้สำ นักราชเลขาธิการแจ้งความประสงค์เราไป ให้เขาทราบ บรรดาประเทศที่อยู่ห่างไกลที่เพิ่งอ่อนน้อม เช่น จัมปา อันหนาน2 ซีหยาง3สั่วลี่4 ชวา โป่หนี5 ซันโฟชี่6 สยาม - ละโว้ แลเจินล่า7 ก็ขอให้แจ้งเจตนารมณ์ของเราให้ทราบด้วย 1 ข้อความใน [ ] หมายความว่า ข้อความนี้ได้มาจากงานค้นคว้าของ ดร. เจฟ เวด, ibid. 2 เป็นชื่อที่จีนเรียกประเทศเวียดนามสมัยโบราณครั้งที่เวียดนามภาคเหนือยังอยู่ใต้การปกครองของจีนสมัยราชวงศ์ถัง แม้เวียดนามได้ต่อสู้แยกตนเป็นอิสระและเรียกรัฐตนเองว่าไดเวียด หลังกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นมา แต่จีนยังคุ้นกับการใช้ชื่อเดิม3 จีนใช้คำ นี้เรียกบรรดาประเทศที่อยู่ในทะเลตะวันตก คือ มหาสมุทรอินเดีย 4 หมายถึง อาณาจักรโจฬะ หรือชายฝั่งโจฬมณฑล (Colomandel) ของอนุทวีปอินเดีย 5 ปัจจุบันคือ บอร์เนียว 6 หมายถึง อาณาจักรศรีวิชัยโบราณ แต่ในเอกสารสมัยราชวงศ์หมิงระบุว่า รัฐนี้ต่อมาคือปาเล็มบัง 7 กัมพูชา


12 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง # ข้อความตอนนี้แม้เกี่ยวกับการส่งทูตบรรณาการของเกาหลีมายัง ราชสำนักจีน แต่มีสาระสำคัญทำให้ทราบประเพณีความเป็นมาของการส่งเครื่อง ราชบรรณาการในประวัติศาสตร์จีน ซึ่งไม่ค่อยได้พบหรือศึกษาได้จากที่อื่น เช่น ข้อกำหนดเดิมที่ว่ารัฐต่างแดนไกล ๆ จำ เป็นส่งทูตบรรณาการเพียงคร้ังเดียว ตอนผลัดเปลี่ยนแผ่นดินหรือเปลี่ยนรัชกาล และข้อกำหนดเกี่ยวกับสิ่งของพื้นเมือง ที่มีเพียงเล็กน้อย แสดงว่าเครื่องราชบรรณาการมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ และพิธีกรรมเท่านั้น ประเทศสยามเป็นหนึ่งในบรรดารัฐโพ้นทะเลที่ได้รับแจ้งข้อกำหนด การส่งเครื่องราชบรรณาการตั้งแต่ต้นราชวงศ์หมิง แต่ในความเป็นจริงแล้วบรรดา รัฐบรรณาการพอใจที่จะส่งคณะทูตไปราชสำนักจีนในโอกาสต่าง ๆ นอกเหนือ จากกำหนดสามปีครั้ง ๖ | ๒๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๓๗๓/พ.ศ. ๑๙๑๖ เมื่่อวัันที่่ ๑๓ เดืือน ๑๐ ปีีที่่ ๖ แห่่งรััชศกหงหวู่่ ซานเลี่่ยซืือหนิิง สมเด็็จพระพี่่นางในกษััตริิย์์ แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ได้ส่งราชทูตมาถวายพระสุพรรณบัฏแลถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ แด่สมเด็จพระอัครมเหสี แต่ทรงให้ปฏิเสธเสีย # ซานเลี่ยซือหนิง ถอดเสียงได้ตรงกับ “สมเด็จสุรินทร์” เจ้านายพระองค์ นีเป็น ้สมเด็จพระพี่นางของกษัตริย์ (สมเด็จพระราเมศวร) การที่สมเด็จพระอัครมเหสี จีนทรงปฏิเสธเครื่องราชบรรณาการของซานเลี่ยซือหนิง เพราะผิดธรรมเนียมจีน สมเด็จพระอัครมเหสีจีนรับได้เฉพาะจากเจ้านายที่ยศเสมอกันเป็นอย่างน้อย ซึ่งในที่นี้หมายถึงพระอัครมเหสีของฝ่ายไทย ๗ | ๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๓๗๓/พ.ศ. ๑๙๑๖ เมื่่อวัันที่่ ๒๒ เดืือน ๑๐ ปีีที่่๖ แห่่งรััชศกหงหวู่่ ไน่่เอี่่ยจี๋๋หลัังแลคณะ ราชทููตของฮููเอ๋๋อหน่่า กษััตริิย์์


13 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา แห่่งอาณาจัักรเจิินล่่า แลเจาอุ่่ยจื๋๋อ แลคณะ ราชทููตของอาณาจัักรสยาม - ละโว้้ต่่างเข้้าเฝ้้าถวายพระสุุพรรณบััฏ แลเครื่องราชบรรณาการ อันได้แก่สิ่งของพื้นเมือง ได้พระราชทานประติทินต้าถ่งหลี่ของปีหน้า แลแพรแสกรองทอง แพรโล่กรองทอง แลแพรสีลายดอกกรองทองเช่นเดียวกันแก่ประเทศทั้งสอง แลพระราชทานแพรสีลายดอกกับ แพรโล่ รวมทั้งรองเท้าหุ้มข้อพร้อมถุงเท้าแก่บุคคลในคณะราชทูตถ้วนหน้า # นับว่าแปลกมากที่ไน่เอี่ยจี๋หลัง ทูตของกัมพูชามีคำหน้า ไน่ หรือ นาย อย่างไทย ส่วน “เจาอุ่ยจื๋อ” (เจ้าอวยไชย?) ราชทูตไทยนั้น ดูจากคำนำหน้า น่าจะเป็นเจ้านายไทยพระองค์หนึ่ง ๘ | ๒๓ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๓๗๓/พ.ศ. ๑๙๑๖ เมื่่อวัันที่่ ๑๖ เดืือน ๑๑ ปีีที่่๖ แห่่งรััชศกหงหวู่่ พระพี่่นางในกษััตริิย์แ์ห่่งอาณาจัักรสยาม - ละโว้้ ซึ่่งมีีพระนามว่่าซานเลี่่ยซืือหนิิงทรงส่่งราชทููตมีีนามว่่าไน่่เหวิินลี่่หลอ มาถวายเครื่่องราชบรรณาการ แต่่พระอััครมเหสีีอีีก หนิิวเลี่่ยงเจ้้ากรมพิิธีีการนำำความขึ้้�นกราบบัังคมทููลโปรดให้้ปฏิิเสธเสีียอีีกเช่่นกััน แต่่พระราชทานแพรสีีลายดอกแลเครื่่องนุ่่งห่่มเป็็นชุุดแก่่ราชทููตแล้้วโปรดให้้ส่่งกลัับ # ซานเลี่ยซือหนิง หรือสมเด็จพระพี่นางของกษัตริย์สยามยังคงส่งทูตไป ยังราชสำนักจีน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้เคยถูกปฏิเสธแล้ว ครั้งหลังนี้ก็ได้รับการปฏิเสธ อย่างเป็นทางการอีก นักประวัติศาสตร์ก่อนหน้านีเชื่อกันว่า ้สมเด็จพระพี่นางในที่นีคือ้พระมเหสี ของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (ซึ่งหมายความว่าเป็นพระราชมารดาของสมเด็จ พระราเมศวร) และทรงส่งทูตไปเมืองจีนด้วยเหตุผลทางการเมือง ในการที่จะผดุง ฐานะของพระราชโอรสภ ายใต้การกดดันของขุนหลวงพ่องั่วเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ข้อสันนิษฐานนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะจีนไม่ได้จดอะไรไว้เลยทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก บทบาทของสมเด็จพี่นางในตอนต้นรัชกาล (ขณะที่สมเด็จพระราเมศวรอาจยังไม่มี พระมเหสี) ควรแสดงถึงบทบาทของเจ้านายสตรีชั้นสูงในราชสำนักมากกว่า


14 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ข้อความตอนนี้ให้นามทูตสยามไว้ว่า ไน่เหวินลี่หลอหรือ “นายหมื่น...” (ปรกติจีนถ่ายเสียง หมื่น เป็น เหวินเสมอ แม้แต่ในชิงสือลู่) แม้เป็นยศระดับ “นาย” แต่ถือว่าเป็นระดับสูงในเวลานัน คณะท้ตชุดนี ู ถือเป็นชุด ้สุดท้ายก่อนเปลี่ยน รัชกาล ถ้ายึดตามเอกสารชั้นต้นจีน สมเด็จเจ้าพระยา (ราเมศวร) ทรงครองราชย์อยู่ ถึง พ.ศ. ๑๙๑๖ ในขณะที่พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาระบุว่า รัชกาลสมเด็จ พระราเมศวรสิ้นสุดลงใน พ.ศ. ๑๙๑๔ สรุปแล้ว รัชกาลสมเด็จพระราเมศวร มีการติดต่อทางการทูตกับจีน ๗ ครั้ง เป็นจีนส่งมาครั้งหนึ่ง และประเทศส ยาม ส่งไป ๖ ครั้ง ๙ | ๗ ธันวาคม ค.ศ. ๑๓๗๓/พ.ศ. ๑๙๑๖ เมื่อวันที่ ๒๓ เดือน ๑๑ ปีที่ ๖ แห่งรัชศกหงหวู่ กษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ได้จัดส่ง ราชทูตมีนามว่าไน่ซือหลี่ไฉลาสือซีที่ มาถวายพระสุพรรณบัฏแลสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ หวางตี้ พระราชทานแพรแสกรองทอง แพรโล่กรองทอง แลแพรสีลายดอกอย่างละแปดพับแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรน้ัน นอกจากนั้น ยังได้พระราชทานแพรสีลายดอกแลแพรโล่อย่างละส่ีพับ รวมทั้งเครื่องนุ่งห่มเป็นชุดแลรองเท้าหุ้มข้อ พร้อมทั้งถุงเท้าแก่ราชทูต ส่วนบุคคลที่มีตำแหน่งตั้งแต่ท่องสื่อลงมาก็พระราชทานสิ่งของให้ทั้งสิ้น ครั้งนั้น ซานเลี่ย เจาผีหยาซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรนั้น ทรงอ่อนแอขาดพระปรีชาสามารถที่จะดำรงพระองค์ในฐานะ (กษัตริย์) นั้นได้ ทวยราษฎร์ของอาณาจักรจึงยกย่องให้ซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวลู่ ซึ่งมีฐานะเป็นพระปิตุลาของกษัตริย์ องค์นั้นขึ้นครองราชย์ จึงได้ถวายพระสุพรรณบัฏมาเพื่อทรงทราบ # คณะทููตจากสยามชุดุนี้้ไปแ�จ้งอ้ย่าง่ชัดเัจนแก่จี่นีว่า ไทย ่มีการผีลัดแัผ่น่ดิน ิ สมเด็็จพระราเมศวรถููกถอดออกจากตำำแหน่่ง และพระเจ้้าลุุง คืือซานเลี่่ยเป่่าผีี หยาซืือหลี่่ตััวหลััวลู่่ หรืือ “สมเด็็จพ่่อพระยาศรีีนทราช” ได้้ทรงขึ้้�นครองราชย์์ ข้้อที่่อ้้างว่่า สมเด็็จเจ้้าพระยา (สมเด็็จพระราเมศวร) ทรงอ่่อนแอนั้้�นดููมีมููีล เพราะ อาจปล่อยใ ่ห้ส้มเด็จพ็ระพี่่นางมีบทบาทเีด่นแ่ม้แ้ต่ในเ ่รื่่องการ รื่่ ติดิต่อ่ส่ง่ทููตไปเมืองืจีน ี สมเด็็จพ่่อพระยาศรีีนทราช ตรงกัับขุุนหลวงพ่่องั่่ว (สมเด็็จพระบรมราชาธิิราช)


15 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา เอกสารจีีนกล่่าวตรงกัับประวัติัศิาสตร์์สัังเขปพระเจ้้ากรุุงสยามของฟาน ฟลีีต (หรืือ วัันวลิิต) ว่่าสมเด็็จพระบรมราชาธิิราช เป็็นลุุงข้้างพ่่อของสมเด็็จพระราเมศวร แต่่ เอกสารไทยสมััยหลััง เช่่น คััมภีร์ี์สัังคีีติิยวงศ์์ และพระราชพงศาวดารกรุุงศรีีอยุุธยา ฉบัับชำำระครั้้�งรััชกาลที่่๑ กล่่าวว่่า เป็็นพระมาตุุโล คืือลุุงข้้างแม่่ การผลััดเปลี่่ยนแผ่่น ดิินนี้้�ดููราบรื่่น ทููตที่่ไปเมืืองจีีนคราวนี้้�เป็็นทููตที่่เคยไปครั้้�งสมเด็็จเจ้้าพระยา ๑๐ | ๖ ธัันวาคม ค.ศ. ๑๓๗๔/พ.ศ. ๑๙๑๗ เมื่อวันที่ ๒๓ เดือน ๑๑ (อธิกมาส) ปีที่ ๖ แห่งรัชศกหงหวู่ ซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวลู่ กษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงส่งราชทูตนามว่าไน่เจาจันตัวหลัวแลคณะมาถวายพระสุพรรณบัฏเพื่อแสดง ความขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณแลถวายส่งของ ิพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ส่วนตัวราชทูตนั้น ก็ได้ถวายในนามของตนเองด้วย ต้าหมิงหวางตีมี้พระราชบรรหารให้ปฏิเสธเครื่องราชบรรณาการในส่วนที่ราชทตนัูน้ ได้ถวาย # ซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวลู่ทรงส่งทูตสยามคณะนี้ไปขอบคุณ ฝ่ายจีนที่ให้การรับรองยกย่องเป็นพระเจ้ากรุงสยาม นามทูตที่ให้ไว้ดูแปลก เพราะ เมื่อถอดถ่ายเสียงแล้วได้ว่า “นายเจ้าจันทร” (ไน่เจาจันตัวหลัว) ถ้าเป็นเจ้านาย ทำให้นึกถึงเจ้าทองจันทร์ ซึ่งต่อมาได้ขึนครองราชย์เ้พียงสน ๆ ั้สำ หรับการส่งทตครัูงนี้ ้ มีเรื่องแปลกอีก คือ ทูตก็ได้พยายามถวายเครื่องราชบรรณาการของตนเองด้วย แต่จีนไม่รับเพราะผิดทำเนียม การที่ทูตคิดขนาดขอถวายเครื่องราชบรรณาการ ด้วยนั้น แสดงว่า ทูตผู้นี้เป็นบุคคลหรือเจ้านายสำคัญของอยุธยาทีเดียว ๑๑ | ๑๐ กุุมภาพัันธ์์ ค.ศ. ๑๓๗๔/พ.ศ. ๑๙๑๗ เมื่อวันที่ ๒๙ เดือน ๑๒ ปีที่ ๖ แห่งรัชศกหงหวู่ ซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวลู่ กษัตริย์ แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงแต่งราชทตนามว่าผอคุนกังซิ่นแลคณะมาเข้าเฝ้าถวาย ูพระสพุ รรณบัฏแลถวายพระพร เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ของปีหน้าพร้อมทั้งถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ นอกจากนี้ ยังได้ถวาย


16 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง แผนที่ของอาณาจักรของตนด้วย หวางตี้พระราชทานแพรสีลายดอกกรองทอง แพรแสกรองทอง แพรโล่กรองทอง แลแพรสีต่าง ๆ อย่างละ ๘ พับแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรดังกล่าว นอกจากนั้น ยังได้พระราชทานแพรสีลายดอกแล แพรโล่อย่างละ ๒ พับ เครื่องนุ่งห่มชุด ๑ ให้แก่ผอคุนกังซิ่น ส่วนบุคคลอื่น ตั้งแต่อุปทูตซึ่งมีนามว่าเฉินจี่เฉินลงมา ได้รับพระราชทานแพรสีลายดอก แพรโล่ และผ้า ตามลำดับศักดิ์ # สมเด็็จพ่่อพระยาศรีีนทราชส่่งทููตชื่่อว่่าผอคุุนกัังซิ่่นไปถวายเครื่่อง ราชบรรณาการ ชื่อนี้ถ่ายเสียงได้ว่า “พ่อขุนก่งศิลป์...” ซึ่งแสดงว่ายศพ่อขุนนั้นยัง มีใช้อยู่ในระบบราชการของสมัยศรีอโยธยา สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ ฝ่ายไทย ได้มอบแผนที่ประเทศส ยามแก่ราชสำ นักจีนด้วย ส่วนนามเฉินจี่เฉินที่เรียกอุปทูต สุดจะเดาว่ามาจากคำไทยว่าอะไร ๑๒ | ๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๓๗๔/พ.ศ. ๑๙๑๗ ประเทศสยาม - ละโว้้ส่่งราชทููตชื่่อซาหลี่่ปา (Sha - Li - Ba) มาถวายสิ่่งของสิ่่พื้้นเ�มืืองเป็็นเครื่่องราช บรรณาการ ราชทููตกล่่าวว่่าประเทศของเขาส่่งเขาพร้้อมทั้้�งนายศรีีชััยราชเศรษฐีีมาถวายเครื่่องราชบรรณาการ ในเดือนแปด ปีก่อน (สิงหาคม - กันยายน ค.ศ. ๑๓๗๓/พ.ศ. ๑๙๑๖) เมื่อสำเภามาถึงทะเลหวู่จู (Wu - Zhu Sea) เขาประสบวาตภัย สำ เภาอับปางถกซัดไปขึูนฝั่งที่ไหหนาน เมื่อถึงที่นั่นเ ้จ้าหน้าที่ได้เก็บเศษชินไม้ฝาง ไม้แก่น้จันทน์ดำ ผ้าถล่า (tula) ซึ่งลอยน ู้ำอย่ ที่เขาได้นูำมาเป็นเครื่องราชบรรณาการ เจ้าพนักงานสำนักราชเลขาธิการจึงได้ทำรายงาน เพื่อทรงทราบ หวางตี้ทรงแปลกพระทัยที่ราชทูตมิได้มีหนังสือกราบบังคมทูลแต่ประการใด แลในขณะที่ทูตกล่าวว่า สำเภาเขาอับปาง ไฉนจึงยังมีสิ่งของพื้นเมืองอยู่เล่า หวางตี้ทรงสงสัยว่า เขาเป็นพ่อค้าชาวต่างชาติที่สมอ้าง แลมีรับสั่งให้ปฏิเสธเครื่องราชบรรณาการ # ราชสำำนัักจีีนมีีเหตุุผลเพีียงพอที่่จะสงสััยว่่าคณะทููตที่่มานี้้� เป็็นคณะทููตปลอมที่่แอบอ้้างว่่าเป็็นราชทููตสยาม เพราะสยามเพิ่่งส่่งทููตมาจีีน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง


17 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๑๓ | ๑๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๓๗๔/พ.ศ. ๑๙๑๗ เมื่อวันที่ ๑๖ เดือน ๑๑ ปีที่ ๗ แห่งรัชศกหงหวู่ เจาลู่ฉินอิงเจ้าเมืองซูเหมินปัง ซึ่งเป็นพระราชโอรส องค์โตในกษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ได้จัดส่งราชทูตนามว่าเจาซีหลี่จื๋อมาถวายพระราชสาส์นแลส่งของ ิ พื้นเมืองแด่องค์มกุฎราชกุมาร กรมพิธีการได้กราบบังคมทูลหวางตี้เพื่อทรงทราบ มีพระราชบัญชาให้นำคณะบุคคล ดังกล่าวไปถวาย (สิ่งของ) ณ ตำหนักของมกุฎราชกุมาร แลพระราชทานแพรสีลายดอกกรองทอง แพรแสกรองทอง แพรโล่กรองทอง แลแพรสีต่าง ๆ อย่างละ ๔ พับ แก่เจาลู่ฉินอิง นอกจากนั้น ยังได้พระราชทานแพรสีลายดอก แพรโล่ เครื่องนุ่งห่มเป็นชุดรองเท้าหุ้มข้อพร้อมถุงเท้าแก่เจาซีหลี่จื่อ ส่วนผู้ติดตามอีก ๗ คนได้รับพระราชทาน ผ้าแพรคนละหนึ่งพับ # เจ้านครอินทร์ เจ้าเมืองสุพรรณบุรีได้ส่งทูตคณะเล็ก ๆ จำ นวนเพียง เจ็ดคนไปเมืองจีนไปถวายพระราชสาส์นและสิ่งของแก่รัชทายาทจีน ในฐานะพระยศ เท่าเทียมกัน ทางฝ่ายจีนได้รับไว้ จีนให้ชื่อทตที่ไปในครัูงนี้ว่า “เ้จาซีหลี่จื่อ” ซึ่งน่าจะเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่ง นามว่า “เจ้าศรี/ศิริชัย?” ๑๔ | กุมภาพันธ์ - มีนาคม ค.ศ. ๑๓๗๕/พ.ศ. ๑๙๑๘ เมื่่อเดืือนอ้้าย ปีีที่่ ๘ แห่่งรััชศกหงหวู่่ เดืือนนี้้�อาณาจัักรต่่าง ๆ ได้้แก่่ เกาหลีีจ้้านเฉิิง 1 สยาม - ละโว้้ ญี่่ปุ่่น ชวา และซานฝอฉีี 2 ต่่างส่่งราชทููตมาถวายเครื่่องราชบรรณาการ ๑๕ | ๕ มีนาคม ค.ศ. ๑๓๗๕/พ.ศ. ๑๙๑๘ สาระสังเขป : โปรดให้จัดเครื่องเซ่นสังเวยภูเขาและแม่น้ำ ในสยาม - ละโว้ พ่วงไปกับเครื่อง เซ่นสังเวยของกว่างซี 1 จ้านเฉิง หมายถึง อาณาจักรจัมปา 2 หมายถึง อาณาจักรศรีวิชัย


18 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๖ | ๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๓๗๕/พ.ศ. ๑๙๑๘ เมื่่อวัันที่่ ๑๑ เดืือน ๑๐ ปีีที่่ ๘ แห่่งรััชศกหงหวู่่ อาณาจัักรสยาม - ละโว้้ส่่งราชทููตชื่่อ ผอคุนกังซิ่น มาถวายพระสุพรรณบัฏแลถวายเครื่องราชบรรณาการ เจาจันตัวหลัว เป็นอุปทูต เมื่อขบวนสำเภา เดินทางถึงจ้านเฉิงได้ประสบลมพายุ ทำให้แตกขบวน เจาจันตัวหลัวถึงนครหลวงเมื่อเดือน ๘ จึงถวายสิ่งของ พื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการก่อน ครั้นแล้วผอคุนกังซิ่นก็เดินทางมาถึงจึงได้ถวายพระสุพรรณบัฏ หวางตี้ โปรดพระราชทานแพรสีลายดอกกรองทอง แพรแสแลแพรโล่กรองทอง แพรสีต่าง ๆ แก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรนั้น แลราชทูตตามลำดับศักดิ์ # คณะทูตสยามที่ไปในครั้งนี้ประสบพายุที่เขตน่านน้ำอาณาจักรจัมปา ทำให้สำเภาของอุปทูตคือ เจ้าจันทรไปถึงเมืองจีนก่อนในเดือน ๘ และสำเภา ของราชทูตคือ พ่อขุนกังซิ่น ไปถึงในเดือน ๑๐ ข้อควรสังเกตในที่นี้คือ ตำแหน่ง พ่อขุน น่าจะมีลำดับค่อนข้างสูงและพ่อขุนกังซิ่นราชทูตอาจเป็นเจ้านายองค์หนึ่ง เช่นเดียวกับเจ้าจันทร์ซึ่งเป็นอุปทูต ๑๗ | ๔ ธันวาคม ค.ศ. ๑๓๗๕/พ.ศ. ๑๙๑๘ เมื่อวันที่ ๑๑ เดือน ๑๑ ปีที่ ๘ แห่งรัชศกหงหวู่ ไน่เป้าหลุ่นราชทูตของเจาผอหลัวจี๋ รัชทายาท ของเจ้าเมืองจิ้วหมิงไถ (暹羅斛國舊明壹王世子) ในสยาม - ละโว้ ได้เข้าเฝ้าถวายพระสุพรรณบัฏแล ส่งของ ิพนื้ เมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ต้าหมิงหวางตี้พระราชทานแพรสลายดอกกรองทอง แีพรสต่าง ๆ แลแ ีพรโล่ อย่่างละ ๖ พัับ แก่่เจาผอหลััวจี๋๋ แลพระราชทานแพรสีีลายดอกแลแพรโล่่ อย่่างละ ๒ พัับ รวมทั้้�งเครื่่องนุ่่งห่่ม ๑ ชุุดให้้แก่่ ไน่่เป้้าหลุุน นอกจากนั้้น�ยัังได้้พระราชทานสิ่่งของแก่่บุุคคลต่่าง ๆ ตั้้�งแต่่ท่่องสื่่อลงไปตามลำำดัับศัักดิ์์� # จีนบันทึกว่า เจาผอหลัวจี๋ พระราชโอรสองค์โตของเจ้าเมืองจวหมิงไถหรือ ิ้ หมิงไถเก่า ได้ส่งทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ข้อมูลนี้น่าสนใจมากเพราะทำให้ เราสันนิษฐานได้ว่า ในสมัยต้นอโยธยา น่าจะได้มีเมืองลูกหลวง หรือเมืองสำคัญ


19 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ซึ่งทำตัวค่อนข้างอิสระ จนถึงกับส่งทูตไปเมืองจีน และราชสำนักจีนก็ให้การยอมรับ ด้วย เมืองหมิงไถเก่าจะเป็นเมืองอะไรมิอาจทราบได้ นักประวัติศาสตร์บางท่านว่า หมิงไถ ตรงกับเมืองไทย เพราะฉะนั้น จิ้วหมิงไถ ก็ตรงกับเมืองไทยเก่า ส่วนเจาผอ หลัวจี๋ ถอดเสียงเป็นไทยได้ไม่ถนัด นอกจาก “เจ้าพระรามเจ้า” หรือ “เจ้าพ่อ (พระ) …” หลังจากนันไป ไม่ปรากฏ้พระนามพระองค์อีก มีข้อสันนิษฐานได้สองประการ คือ ประการแรก คำว่า จิ้ว หรือ เก่า ในที่นี้อาจเป็นคำประกอบคำว่า เจ้าเมือง ทำให้แปลได้ว่า เจ้าเมืองคนเก่าของหมิงไถ หรือเมืองไทย ซึ่งทำให้นึกถึง สมเด็จเจ้าพระยาขึนมา ถ้าเป็น ้จริงก็หมายความว่าสมเด็จเจ้าพระยายังมีความสำคัญ อยู่มาก ถึงกับให้รัชทายาทส่งทูตไปเมืองจีนแลจีนก็รับรองด้วย ข้อขัดข้องคือ ในการถ่ายเสียงคำไทย คนจีนถ่ายเสียง เจ้า เป็นจีนว่า เจา และเสียง เมือง เป็น เมิ่ง ได้สะดวก ประการที่สอง ถ้าคำว่า จิ้ว หรือ เก่า ประกอบชื่อเมืองก็มีข้อน่ารับฟังมาก เพราะคำว่า จิ้วหมิงไถ แปลว่า หมิงไถเก่า ใช้คู่กับ ซินเหมินไถ้ หรือ เหมินไถ้ใหม่ ซึ่่งปรากฏในเอกสารจีีนชั้้�นต่่อมาเมื่่อชื่่อจิ้้�วหมิิงไถหายไปแล้้ว ทั้้�งอาจารย์์ประพฤทธิ์์� ศุุกลรััตนเมธีี และ ดร. เจฟ เวด ต่่างแปลว่่า กษััตริิย์์แห่่งหมิิงไถเก่่า (king of old Ming - Tai) ไม่่ได้้แปลว่่า กษััตริิย์์องค์ก่์ ่อนของเมืืองหมิิงไถ ๑๘ | ๓ ตุุลาคม ค.ศ. ๑๓๗๗/พ.ศ. ๑๙๒๐ เมื่่อวัันที่่ ๑๐ เดืือน ๙ ปีีที่่ ๑๐ แห่่งรััชศกหงหวู่่ กษััตริิย์์แห่่งอาณาจัักรสยาม - ละโว้้ ทรงส่่ง เจาลู่ฉินอิง ซึ่งเป็นพระราชโอรสมาถวายพระสุพรรณบัฏ ช้าง งาช้าง พริกไทย แลฝาง เป็นเครื่องราชบรรณาการ หวางตี้จึงมีรับส่งให้หวางเหิงรองเ ัจ้ากรมพิธีการอัญเชิญพระราชโองการแลตราประทับพร้อมแพรพู่ประดับดวงตรา ไปมอบให้ ทั้งนี้มีพระราชบัญชาให้ไฉ่สือเหมี่ยน ผู้ถือสารในสำนักอัครเสนาบดีเป็นผู้ช่วยพระราชโองการมีความว่า


20 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง “จักมีผู้ใดปกครองรัฐแลปกป้องประชาราษฎร์ดั่งลูกหลานของตนเอง โดยปราศจากอาณัติัิแห่่งสวรรค์์แลอธิคุิุณแห่่งแผ่่นดิินได้้เล่่า! แม้ว่้่าชาวจีีนแลชาวหยีี (ต่่างชาติิ) จะมีีความแตกต่่างกััน แต่่สวรรค์์ก็็มุ่่งหมายให้ทุุ้กแห่่งหนมีสัีันติิสุุขถ้้วนทั่่ว ถ้าเ้จ้า้บ้าน้ผ่านเ่มืองแืสดงความรักเหัมือนืดังัที่่พระผู้ทรงไ้ว้ซึ่่้ง ซึ่่ สวรรยาธิปัิตัย์ (์ 上帝) มีีต่่อสรรพสิ่่งอัันมีีชีีวิิต และทำำ ให้้มนุุษย์์แลดวงวิิญญาณทั้้�งหลายกลมเกลีียวกััน ความรุ่่งโรจน์์จัักมีีไปถึึงชั้้�นลููกชั้้�นหลาน แลการสืืบราชวงศ์์จัักขาดลงนั้้�นหามิิได้้เลย ซานเลี่่ยเป่่าผีีหยาซืือหลี่่ตััวหลััวลู่่นัับแต่่ได้้ราชสมบััติิฝ่่ายในได้้จััดแจงปกครอง พระราชวงศ์์เรีียบร้้อยดีี ฝ่่ายนอกได้้รัักษาสััมพัันธ์์กัับเพื่่อนบ้้านอย่่างดีี นอกจากนั้้�น ยัังได้้ส่่งทููตมาถวายเครื่่องราชบรรณาการหลายครั้้�งเพื่่อแสดงความอ่่อนน้้อม ต่่อราชสำำนััก ทุุกวัันนี้้� ในบรรดากษััตริิย์์ต่่างชาติิท่่านเป็็นผู้้มี ีคุุณค่่าแลคุุณธรรม เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ชื่อเสียงท่านจักไม่ขจรกระจายในหมู่ชาวต่างชาติ ฤดูสารทปีนี้ ทูตของท่านก็ได้มาที่ราชสำนักแลถวายเครื่องราชบรรณาการเป็นงาช้าง เราจักได้ ส่งทูตนำศุภสารแจ้งความถึงท่าน พร้อมทั้งตราลัญฉกรประจำพระเจ้ากรุงสยาม กับเครื่องทรงชุดหนึ่ง ขอท่านจงได้ทำนุบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของท่านเพื่อจักได้ พบความจำเริญเป็นที่ยิ่ง” เหิงแลคณะได้กราบถวายบังคมทูลลาออกเดินทางจากเมืองหลวงพร้อมกับเจาลู่ฉินอิง ในการนี้ ได้พระราชทานแพรสีลายดอก เครื่องนุ่งห่มแลค่าใช้จ่ายในการเดินทางอย่างทั่วหน้าแล้ว จึงส่งให้เดินทางไป # สมเด็จพ่อพระยาศรีนทราธิราช (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ ทรงส่ง พระราชโอรสคือ เจาลู่ฉินอิง (เจ้านครอินทร์) เป็นราชทูตไปเมืองจีน หลังจาก ที่ในปลาย ค.ศ. ๑๓๗๔/พ.ศ. ๑๙๑๗ เจ้านครอินทร์ได้ทรงส่งทูตไปเมืองจีนมาแล้ว อาจเป็นไปได้ว่า เจ้าเมืองจิ้วหมิงไถได้ถูกลดอำนาจลงหรืออาจถูกปราบปราม จึงหายไปจากบันทึกการติดต่อกับราชสำนักจีน


21 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๑๙ | ๒๙ มีนาคม ค.ศ. ๑๓๗๘/พ.ศ. ๑๙๒๑ เมื่อวันที่ ๑ เดือน ๓ ปีที่ ๑๑ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรสยาม - ละโว้แต่งราชทูตนามว่าเจาจื่อปัน แลคณะมาถวายพระสุพรรณบัฏแลถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ได้พระราชทานผ้าแพรสี ลายดอกแลเครื่องนุ่งห่มให้แก่ราชทูต # ราชทูตอโยธยาที่ไปเมืองจีนในครั้งนี้มียศเป็นเจ้า น่าจะเป็นเจ้านายไทย พระองค์หนึ่ง ข้อมลนีูท้ำให้สันนิษฐานได้ว่าในสมัยอโยธยา เจ้านายมีบทบาทอย่มากู ในทางการทูตระหว่างประเทศกับจีน ทั้งนี้อาจมีเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ๒๐ | ๑ มกราคม ค.ศ. ๑๓๗๙/พ.ศ. ๑๙๒๒ เมื่อวันที่ ๑๓ เดือน ๑๒ ปีที่ ๑๑ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรสยาม - ละโว้ได้ส่งราชทูตมาถวาย เครื่องราชบรรณาการ ๒๑ | ๘ มกราคม ค.ศ. ๑๓๗๙/พ.ศ. ๑๙๒๒ เมื่่อวัันที่่ ๒๐ เดืือน ๑๒ ปีีที่่ ๑๑ แห่่งรััชศกหงหวู่่ คณะทููตที่่เดิินทางไปอาณาจัักรสยาม - ละโว้้ ซึ่่งประกอบด้้วยทหารใหญ่่น้้อยรวมจำำ นวน ๓๑๑ คน ได้้เดิินทางกลัับคืืนมาถึึงนครหลวง หวางตี้้�พระราชทาน เงินตราจำนวน ๑,๕๖๑ ติ้ง ให้แก่บุคคลเหล่านั้น # ขอให้สังเกตว่า คณะทูตจีนที่เดินทางมายังพระนครศรีอโยธยาในปีนี้ ซึ่งประกอบด้วยผู้คนถึง ๓๑๑ คนนั้น เป็นคณะใหญ่ทีเดียว ๒๒ | ๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๓๗๙/พ.ศ. ๑๙๒๒ เมื่่อวัันที่่ ๒๒ เดืือน ๑๐ ปีีที่่ ๑๒ แห่่งรััชศกหงหวู่่ ซานเลี่่ยเป่่าผีีหยาซืือหลี่่ตััวหลััวลู่่ กษััตริิย์์ แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงส่งราชทูตนามว่าอาล่าเอ๋อกับเหวินจื้อลี่แลคณะ มาถวายพระสุพรรณบัฏแลถวาย สิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ต้าหมิงหวางตี้พระราชทานแพรสีลายดอกกรองทองแลแพรโล่ แพรแส


22 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง แก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรนน แลแก่เ้ัจาล่ฉินอิง เูจ้าเมืองซเหมินปังผู้ซึ่งเป็นูพระราชโอรส นอกจากนัน โปรด้พระราชทาน แพรสีลายดอก เครื่องนุ่งห่ม แลสิ่งของแก่อาล่าเอ๋อแลคณะตามลำดับศักดิ์ # ชื่อทูตสยามคืออาล่าเอ๋อกับเหวินจื้อลี่ ไม่อาจถ่ายเสียงเป็นภาษาไทยได้ แต่การที่หวางตี้พระราชทานสิ่งของมายังเจ้านครนครอินทร์นัน แ้สดงถึงความใกล้ชิด คุ้นเคยกับราชวงศ์ไทย และอาจเป็นด้วยเคยเสด็จไปเมืองจีนในฐานะราชทูตมาแล้ว ๒๓ | ๒๗ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๓๘๐/พ.ศ. ๑๙๒๓ เมื่่อวัันที่่ ๒๕ เดืือน ๖ ปีีที่่ ๑๓ แห่่งรััชศกหงหวู่่ อาณาจัักรสยาม - ละโว้้ส่่งราชทููตมาถวาย สิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ๒๔ | ๖ มีนาคม ค.ศ. ๑๓๘๑/พ.ศ. ๑๙๒๔ เมื่่อวัันที่่ ๑๐ เดืือน ๒ ปีีที่่ ๑๔ แห่่งรััชศกหงหวู่่ อาณาจัักรสยาม - ละโว้้ได้้จััดส่่งราชทููต ชื่อเฉินจ่อเหยินแลคณะ มาถวาย ืพระสพุรรณบัฏและสิ่งของพนื้ เมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ต้าหมิงหวางตีม้ีรับสั่ง ให้มอบเงินตรา จำนวน ๒๔๐ ติ้ง แก่ [เฉิน] จื่อเหยิน # หัวหน้าคณะทูตสยามในครั้งนี้มีชื่อเฉินจื่อเหยิน จีนถอดเสียงจนฟัง ไม่เป็นไทยเลย อาล่าเอ๋อและเหวินจื้อลี่ ก่อนหน้านี้ก็เช่นเดียวกัน ๒๕ | ๒๗ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๓๘๒/พ.ศ. ๑๙๒๕ เมื่อวันที่ ๑๗ เดือน ๖ ปีที่ ๑๕ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรสยาม - ละโว้ได้จัดส่งราชทูตนามว่า ปัันจื๋๋อซานแลคณะ มาถวายพระสุุพรรณบััฏแลสิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ หวางตี้้�พระราชทาน เครื่่องนุ่่งห่่มแลเงิินตราให้้แก่่ปัันจื๋๋อซาน แล้้วดำำเนิินการให้้เดิินทางกลัับ # พยางค์แรกในชื่อทูต “ปัน” ตรงกับ “พัน (ยี่สาร?)”


23 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๒๖ | ๒๗ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๘๓/พ.ศ. ๑๙๒๖ เมื่อวันที่ ๒๕ เดือนอ้าย ปีที่ ๑๖ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรสยาม - ละโว้ได้จัดส่งราชทูตมาถวาย สิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ หวางตี้โปรดพระราชทานผ้าแพรสีลายดอกแลเงินตราให้แก่กษัตริย์ แห่งอาณาจักรนั้นแลราชทูตตามลำดับศักดิ์ ๒๗ | ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๓๘๓/พ.ศ. ๑๙๒๖ เมื่อวันที่ ๒๒ เดือน ๔ ปีที่ ๑๖ แห่งรัชศกหงหวู่ หวางตี้ทรงส่งราชทูตให้นำเอกสารคำหับไป พระราชทานให้แก่อาณาจักรต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ สยาม จ้านเฉิง แลเจินล่า ต่อไปเมื่อราชทูตจีนไปถึงต้องตรวจสอบ คำหับให้ตรงกัน มิฉะนั้นต้องถือว่าเป็นผู้แปลกปลอม อนุญาตให้จับกุมแล้วแจ้งให้ทราบ # การที่ราชสำนักจีนส่งราชทูตนำคำหับหรือคั่นเหอไปมอบแก่ราชสำนัก ของสยาม จัมปา และกัมพูชา เพราะได้มีผู้แอบอ้างว่าเป็นทูตจากประเทศเหล่านั้น เข้ามาติดต่อกับจีน ดังนั้น คณะทูตจากแต่ละประเทศจึงต้องนำคั่นเหอหรือเอกสาร สำคัญที่ฝ่ายจีนให้ไว้กลับไปแสดงในการส่งคณะทูตไปจีนในคร้ังต่อ ๆ ไปด้วย เพื่อพิสูจน์ว่ามิใช่คณะทูตปลอม ๒๘ | ๒๑ กันยายน ค.ศ. ๑๓๘๓/พ.ศ. ๑๙๒๖ เมื่อวันที่ ๒๔ เดือน ๘ ปีที่ ๑๖ หวางตี้โปรดให้ส่งราชทูตนำสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กษัตริย์ แห่งจ้านเฉิง สยาม แลเจินล่า โดยพระราชทานผ้าแพรสีลายดอกกรองทองให้รายละ ๓๒ พับ และเครื่องเคลือบ ดินเผารายละ ๑๙,๐๐๐ ชิ้น # ราชสำนักจีนมองว่าสยาม จัมปา และกัมพูชาในเวลานั้น ต่างมีฐานะ ทางการเมืองในสายตาจีนเท่ากันในฐานะรัฐบรรณาการ ทั้งนี้พิจารณาจากจำนวน สิ่งของที่พระเจากรุง้จนีพระราชทานมายังเมืองต่าง ๆ เช่น เครื่องถ้วยชามจนีจำ นวน ๑๙,๐๐๐ ชิ้น นับว่าเป็นจำนวนมากทีเดียว


24 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๒๙ | ๒๓ มกราคม ค.ศ. ๑๓๘๔/พ.ศ. ๑๙๒๗ เมื่อวันที่ ๑ เดือนอ้าย ปีที่ ๑๗ แห่งรัชศกหงหวู่ ซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวลู่ กษัตริย์ แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ แต่งราชทูตมาถวายพระสุพรรณบัฏแลสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ได้พระราชทานผ้าแพรสีลายดอกแลเครื่องนุ่งห่มตามลำดับศักดิ์ ๓๐ | ๓๐ สิงหาคม ค.ศ. ๑๓๘๔/พ.ศ. ๑๙๒๗ ประเทศสยาม - ละโว้้ส่่งราชทููตนามว่่าเจาลู่่ไน่่ไอ่่กวน (Zhao Lu Nai Ai - Guan) มาถวาย พระสุพรรณบัฏแลสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ มีพระราชบัญชาให้มอบเครื่องนุ่งห่มแลเงินเจาลู่ แลคณะตามลำดับศักดิ์ # ราชทูตสยามที่ไปเมืองจีนคราวนี้ ดูเหมือนเป็นเจ้านายพระองค์หนึ่ง ๓๑ | ๑๐ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๘๕/พ.ศ. ๑๙๒๘ ประเทศเกาหลี สยาม แลหลิวฉิว ส่งราชทูตมาถวายพระราชสาส์นแลส่งของ ิพื้นเมืองเป็นเครื่อง ราชบรรณาการ ๓๒ | ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๘๕/พ.ศ. ๑๙๒๘ เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนอ้าย ปีที่ ๑๘ แห่งรัชศกหงหวู่ หวางตี้โปรดพระราชทานเงินตราให้แก่ เจาลู่ปาไอ่ ราชทูตแห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้แลคณะตามลำดับศักดิ์ # เจาลู่ปาไอ่ น่าจะเป็นทูตสยามคนเดียวกับเจาลู่ไน่ไอ่กวน ลิปิกรหรือ เสมียนจีนคงคัดลอกเพี้ยนไป ๓๓ | ๑๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๓๘๖/พ.ศ. ๑๙๒๙ เมื่อวันที่ ๑๘ เดือน ๒ ปีที่ ๑๙ แห่งรัชศกหงหวู่ กษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงแต่งราชทูต นามว่าเจาอี่เหยินแลคณะมาถวายเครื่องราชบรรณาการ อันได้แก่ พริกไทย ฝาง แลกำยาน หวางตีโปรด้พระราชทาน แพรสีขาวลายดอกแลเครื่องนุ่งห่มให้แก่ราชทูตแล้วจัดส่งให้เดินทางกลับ


25 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา # เจาอี่เหยิน (เจ้ายี่?) พยางค์หน้าชื่อทูตผู้นี้ทำให้เห็นว่าเป็นเจ้านาย เช่นเดียวกัน ๓๔ | ๑๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๓๘๖/พ.ศ. ๑๙๒๙ เมื่อวันที่ ๑๘ เดือน ๙ ปีที่ ๑๙ แห่งรัชศกหงหวู่ ในโอกาสเทศกาลเทียวโซ่ว อาณาจักรสยามก็ได้จัด สงราชท่ตูชื่อเม่าหลัวแลคณะมาถวายพระสพุรรณบัฏ ถวายพระพรแลถวายสิ่งของพนื้ เมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ เช่นกัน โปรดพระราชทานผ้าแพรสีลายดอกแลแพรแส พร้อมทั้งเครื่องนุ่งห่มตามลำดับศักดิ์ # เทศกาลเทียวโซ่ว จัดขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพหวางตี้ ชื่อราชทูตสยาม เม่าหลัว ลิปิกรจีนฟังและจดเพี้ยนไปมากจนเดาไม่ออกว่าชื่อไทย ว่าอย่างไร ๓๕ | ๑๐ กันยายน ค.ศ. ๑๓๘๗/พ.ศ. ๑๙๓๐ เมื่่อวัันที่่ ๒๘ เดืือน ๗ ปีีที่่ ๒๐ แห่่งรััชศกหงหวู่่ ถัังจิ้้�ง ข้้าราชการตำำแหน่่งสิิงเหยิินแลคณะ เดิินทางกลัับมาจากอาณาจัักรเจิินล่่า กษััตริิย์์แห่่งอาณาจัักรนั้้�นได้้จััดส่่งทููตมาถวายช้้าง ๕๙ เชืือก เครื่่องหอมรวม ๖๐,๐๐๐ ชั่่ง เป็็นเครื่่องราชบรรณาการ ส่่วนอาณาจัักรสยามถวายพริิกไทย ๑๐,๐๐๐ ชั่่ง แลฝาง ๑๐๐,๐๐๐ ชั่่ง เป็็นเครื่่องราชบรรณาการ คุุนซืือลี่่จี้้�ลาซื่่อเจ๋๋อที่่ ราชทููตของอาณาจัักรแห่่งนั้้�น ได้้ถวายขนนกกระเต็็นแลเครื่่องหอม # จำนวนสินค้าของสยามในการค้ากับจีนที่อิงระบบการทูตมีปริมาณมาก ดังเห็นได้จากพริกไทยที่ส่งออกมากถึง ๑๐,๐๐๐ ชั่ง และฝาง ๑๐๐,๐๐๐ ชั่ง ราชทูตสยามครั้งนี้เป็นข้าราชการระดับขุน ชื่อ คุนซือลี่จี้ลาซื่อเจ๋อที่ (Kun Si - Li Ji - La - Shi - Zhi - Ti) หรือ “ขุนศรี [ชัยราช] เศรษฐี” ในครั้งนี้ทูตผู้นี้ ยังถวายของส่วนตนแก่พระเจ้ากรุงจีนด้วย ๓๖ | ๒๕ กันยายน ค.ศ. ๑๓๘๗/พ.ศ. ๑๙๓๐ เมื่อวันที่ ๑๓ เดือน ๘ ปีที่ ๒๐ แห่งรัชศกหงหวู่ โปรดให้แต่งทูตเดินทางไปอาณาจักรเจินล่า แลอาณาจักรสยาม - ละโว้ ให้นำสิ่งของพระราชทานได้แก่ตราเงินเคลือบทองคำหนึ่งอัน แพรต่วนสีลายดอก ๒๘ พับ


26 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง แพรต่วนสีลายดอกปัก ๑๒ พับ ไปมอบแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรเจินล่า แลพระราชทานแพรสีลายดอก ๑๔ พับ แก่ พระมเหสีแห่งอาณาจักรน้ัน นอกจากนั้น ได้พระราชทานแพรสีลายดอก ๒๐ พับ แก่กษัตริย์แห่งอาณาจักร สยาม - ละโว้ แลพระราชทานแพรสีลายดอก ๑๔ พับ แก่พระมเหสี ส่วนเสนาบดีได้รับของพระราชทานตามลำดับศักดิ์ # ในสมัยราชวงศ์หมิง ราชสำนักจีนพยายามผกไมตรีอย่างใกล้ชิดกับูสยาม จัมปา และเจินล่า ก่อนหน้านี้ย้อนไป ๑๕ วัน ทูตจีนนามว่าถังจิ้งเพิ่งเดินทางกลับ มาจากเจินล่าและสยามโดยนำสิ่งของพื้นเมืองจำนวนมากจากกษัตริย์ทั้งสองเมือง มาถวาย จึงโปรดให้แต่งทูตเดินทางไปเจินล่าและสยามเพื่อนำของพระราชทาน ไปถวายแก่กษัตริย์และแม่อยู่หัวนางพญาทั้งสองราชอาณาจักร นอกจากนั้นยังได้ พระราชทานของกำนัลแก่เสนาบดีสยามตามลำดับศักดอีกด้วย ครั ิ์ นถึง้สมัยราชวงศ์ ชิงปกครองแผ่นดินจีน ราชสำนักแมนจูได้เลิกล้มทำเนียมปฏิบัตินี้ไป ๓๗ | ๑๔ พฤศจิิกายน ค.ศ. ๑๓๘๗/พ.ศ. ๑๙๓๐ เมื่อวันที่ ๓ เดือน ๑๐ ปีที่ ๒๐ แห่งรัชศกหงหวู่ คุนซือลี่จี้ลาซื่อเจ๋อที่ ราชทูตแลคณะแห่งอาณาจักร สยาม - ละโว้เดินทางกลับ หวางตี้มีพระราชบัญชาให้นำของพระราชทานแพรสีต่าง ๆ จำนวน ๙๐ พับ แลยารักษา โรคต่าง ๆ ไปมอบแก่กษัตริย์แห่งอาณาจักรน้ัน พร้อมทั้งให้พระราชทานเครื่องนุ่งห่มแลเงินตราแก่คุนซือลี่จี้ลา ชื่อเจ๋อที่แลคณะตามลำดับศักดิ์ ๓๘ | ๒๖ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๘๘/พ.ศ. ๑๙๓๑ เมื่อวันที่ ๑๙ เดือนอ้าย ปีที่ ๒๑ แห่งรัชศกหงหวู่ มีชาวอำเภอหย่งเจียแห่งเมืองเหวินโจว ได้ซื้อ กฤษณาแลส่งของอื่น ๆ ิจากราชทูตในโอกาสที่สยามมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ในเวลานั้น มีข้อห้ามติดต่อ กับชาวต่างประเทศอย่างเคร่งครัด คนในหมู่บ้านเดียวกันจึงได้นำเรื่องนี้ฟ้องต่อคณะกรมการมณฑล ซึ่งเสนอว่าให้ ประหารชีวิตผู้กระทำผิด ณ กลางเมือง หวางตี้ทรงชี้ขาดว่า


27 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา หย่งเจียเป็นสถานที่ซึ่งสยามจำต้องเดินทางผ่าน เมื่อมีการติดต่อซือขายกัน้ ในโอกาสที่เดินทางผ่าน ย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ จะเกิดขึ้นได้ตามปรกติ เปรียบเทียบไม่ได้กับกรณีการติดต่อสัมพันธ์กับชาวต่างประเทศ จึงให้ปล่อยเสีย # จีนมีข้อห้ามคนจีนติดต่อกับชาวต่างประเทศแต่ราชสำนักตีความทำนอง ช่วยว่า การที่ชาวจีนที่เมืองหย่งเจียได้ซื้อขายสินค้ากับคณะทูตสยามเป็นเรื่องการ ค้าขายตามปรกติวิสัย หาใช่เรื่องการเมืองไม่ จึงไม่ถือว่าเป็นความผิดของราษฎร อย่างไรก็ตามคณะทูตของสยามก็มีจุดประสงค์ด้านการค้าอย่างชัดเจน พ่อค้าจีน หรือชาวจีน ณ เมืองที่ทูตไทยผ่าน นิยมซื้อของจากราชทูตสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าที่มีค่าอย่างเช่นไม้กฤษณา ซึ่งเป็นไม้หอมและเป็นที่ต้องการของตลาดจีน ๓๙ | ๑ กันยายน ค.ศ. ๑๓๘๘/พ.ศ. ๑๙๓๑ เมื่อวันที่ ๑ เดือน ๘ ปีที่ ๒๑ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรสยาม - ละโว้จัดส่งราชทูตมาถวาย ช้าง ๓๐ เชือก แลสิ่งของพื้นเมือง รวมทั้งทาสชาวต่างประเทศ ๖๐ คน เป็นเครื่องราชบรรณาการ # แต่่เดิิมเราเข้้าใจว่่าไทยส่่งช้้างไปขายยัังอิินเดีียแห่่งเดีียว แต่่การส่่งช้้าง จำำนวนถึึง ๓๐ เชืือกเป็็นส่่วนหนึ่่งของเครื่่องราชบรรณาการแก่่จีีน ถืือว่่าเป็็น เรื่่องแปลก เช่่นเดีียวกัับการถวายทาสชาวต่่างประเทศ ๖๐ คน ๔๐ | ๑๒ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๘๙/พ.ศ. ๑๙๓๒ เมื่อวันที่ ๑๖ เดือนอ้าย ปีที่ ๒๒ แห่งรัชศกหงหวู่ เจาลู่ฉินอิงเจ้าเมืองซูเหมินปัง พระราชโอรส องค์โต (รัชทายาท) ในกษัตริย์แห่งสยาม - ละโว้ ได้ส่งราชทูตมีนามว่าเม่าหลัวแลคณะ มาถวายม้า ฝาง แลกานพลู ให้มอบเครื่องนุ่งห่มและเงินตราแก่เม่าหลัวแลคณะตามลำดับศักดิ์ # เจ้้านครอิินทร์์รััชทายาทได้้ส่่งทููตไปเมืืองจีีนอีีกครั้้�งหนึ่่ง เม่่าหลััว หััวหน้้า ทููตที่่ไปในครั้้ง�นี้้เ�ป็็นคนเดีียวกัับทููตสยามที่่ไปใน ค.ศ. ๑๓๘๖/พ.ศ. ๑๙๒๙ เพีียงแต่่ ครั้้�งก่่อนนี้้�เป็็นทููตของพระเจ้้ากรุุงสยาม


28 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๔๑ | ๗ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๓๘๙/พ.ศ. ๑๙๓๒ เมื่่อวัันที่่ ๑๔ เดืือน ๖ ปีีที่่๒๐ แห่่งรััชศกหงหวู่่ เจิินล่่ากัับสยาม ทั้้�งสองอาณาจัักรมาถวายสิ่่งของ พื้้นเ�มืืองเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ ๔๒ | ๔ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๓๘๙/พ.ศ. ๑๙๓๒ เมื่่อวัันที่่ ๑๖ เดืือน ๑๐ ปีีที่่๒๒ แห่่งรััชศกหงหวู่่ อาณาจัักรสยาม - ละโว้้ส่่งราชทููตมีีนามว่่าซืือลี่่ ถานลาเอ๋อซือตี้แลคณะ มาถวายพระสุพรรณบัฏแลเครื่องราชบรรณาการอันได้แก่ ม้าเทศ งาช้าง กำมะถัน พริกไทย แลไม้แก่นดำรวมทั้งสิ่งของอื่น ๆ หวางตี้มีรับสั่งให้จัดเครื่องนุ่งห่มแลเงินตราแก่ราชทูตและคณะตามลำดับศักดิ์ # ราชทููตสยามที่่ไปในครั้้�งนี้้�ได้้แก่่ซืือลี่่ถานลาเอ๋๋อซืือตี้้� เอกสารจีีน มิได้บอกยศ แต่น่าจะเป็นขุนศรีธรรมราชเศรษฐี? ส่วนเครื่องราชบรรณาการมีม้าเทศ ซึ่งควรมาจากตะวันออกกลาง คือเปอร์เซีย ๔๓ | ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๓๙๐/พ.ศ. ๑๙๓๓ เมื่อวันที่ ๑๑ เดือน ๔ ปีที่ ๒๓ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรสยาม - ละโว้ได้ส่งราชทูตนามว่า ซืือลี่่ถานลาเอ๋๋อซืือตี้้�แลคณะมาถวายพระสุุพรรณบััฏแลเครื่่องราชบรรณาการอัันได้้แก่่ ฝาง พริ ิกไทย แลไม้้ แก่่นจัันทน์์ดำำ รวมทั้้�งสิ่่งของอื่่น ๆ จำำนวน ๑๗๑,๘๘๐ ชั่่ง หวางตี้้�มีรัีับสั่่งให้้มอบแพรสีีขาวลายดอก แลเครื่่องนุ่่งห่่ม รวมทั้งเงินตราแก่ราชทูตแลคณะตามลำดับศักดิ์ # นามทูตที่สยามส่งไปครั้งนี้คือซือลี่ถานลาเอ๋อซือตี้ หรือคนเดิมที่เพิ่งไป ในครั้งก่อน สิ่่งของที่่นำำ ไปถวายหวางตี้้�จีีนได้้แก่่ ฝาง พริิกไทย และไม้้แก่่นจัันทน์์ดำำ จััดอยู่่ในจำำพวกสิินค้้าจำำเป็็นแก่่จีีน ปริิมาณน้ำ ำ� หนัักของสิ่่งของที่่นำำ ไป ๑๗๑,๘๘๐ ชั่่ง ชั่่ พอจะให้ความคิดอย่างคร่าว ๆ ถึงปริมาณการค้าในระบบรัฐบรรณาการ และ ความสำคัญต่อการค้านี้ต่อพระคลังสินค้าสยาม


29 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๔๔ | ๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๓๙๑/พ.ศ. ๑๙๓๔ เมื่่อวัันที่่ ๑ เดืือน ๔ ปีีที่่ ๒๔ แห่่งรััชศกหงหวู่่ อาณาจัักรสยาม - ละโว้้ส่่งทููตมีีนามว่่าหลี่่ไน่่หมิิง แลคณะมาถวายสิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ มีีงาช้้าง ๔๐ คู่่ แลเต่่ากระมีีชีีวิิตสองตััว หวางตี้้�มีีรัับสั่่ง ให้มอบเครื่องนุ่งห่มแลเงินตราให้แก่หลี่ไน่หมิงแลคณะตามลำดับศักดิ์ # ทูตสยามที่ไปเมืองจีนชื่อหลี่ไน่หมิง ยากที่จะเดาชื่อไทยที่ถูกต้อง [.] นายมิ่ง? ๔๕ | ๑๒ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๙๓/พ.ศ. ๑๙๓๖ เมื่อวันที่ ๑ เดือนอ้าย ปีที่ ๒๖ แห่งรัชศกหงหวู่ อาณาจักรอันหนานได้จัดส่งขุนนางตำแหน่งต้าฟู ซึ่งมีนามว่าหย่วนจงเลี่ยง ถวายเครื่องราชบรรณาการซึ่งได้แก่ม้าแลสิ่งของพื้นเมือง กษัตริย์แห่งอาณาจักร สยาม - ละโว้ ซึ่งมีพระนามว่าซานเลี่ยเป่าผีหยา ได้แต่งทูตนามว่าหลี่ซานฉีเต๋อ มาถวายพระสุพรรณบัฏแล เครื่องราชบรรณาการมีพระราชบัญชาให้จัดเล้ียงรับรอง ณ หุ่ยถงก่วน แลพระราชทานแพรสีขาวลายดอก แลเงินตราให้ด้วยตามลำดับศักดิ์ทั้งสองอาณาจักร # หลี่ซานฉีเต๋อ ผู้เป็นทูตน่าจะเป็นขุนนางจีน ๔๖ | ๒๑ มกราคม ค.ศ. ๑๓๙๔/พ.ศ. ๑๙๓๗ ประเทศสยาม - ละโว้้ส่่งราชทููตนามว่่าเม่่าโกว (Mao Gou) มาถวายสิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็นเครื่่อง ราชบรรณาการ # คณะทูตชุดนี้เป็นชุดสุดท้ายของสมเด็จพ่อพระยาศรีนทราช (ซึ่งเป็น พระนามที่ถูกต้องของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือขุนหลวงพ่องั่ว ถ้าดู ตามเอกสารจีน พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงครองราชย์ (พ.ศ. ๑๙๑๖ - ๑๙๓๘) ถึง ๒๒ ปี มีการติดต่อกับจีนอย่างใกล้ชิด ๓๒ ครั้ง เป็นการส่งทูตของราชสำนักจีน มายังพระนครศรีอโยธยา ๓ ครั้ง ฝ่ายสยามส่งไป ๒๙ ครั้ง


30ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ข้อมูลจากเอกสารชั้นต้นของจีนมีความขัดแย้งกับพระราชพงศาวดาร กรุงศรีอยุธยาเป็นอย่างมาก กล่าวคือ หมิงสือลู่ยืนยันว่า ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๑๖ - ๑๙๓๘ ประเทศสยามมีกษัตริย์ปกครองเพียงพระองค์เดียว แต่พระราชพงศาวดาร ไทยกล่าวว่า ขุนหลวงพ่องั่ว (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑) ขึ้นครองราชย์ ใน ค.ศ. ๑๓๗๑/พ.ศ. ๑๙๑๔ เมื่อมีการรัฐประหารถอดสมเด็จพระราเมศวรออก จากราชบัลลังก์ ขุนหลวงพ่องั่ว (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑) สวรรคตใน ค.ศ. ๑๓๘๘/ พ.ศ. ๑๙๓๑ แล้ว เจ้าทองจันทร์ (ทองลั่น) ได้ขึ้นครองราชย์เพียง ๗ วัน ยังไม่ได้ บรมราชาภิเษกก็ถูกสมเด็จพระราเมศวรแย่งราชสมบัติกลับคืน รัชกาลสมเด็จพระราเมศวรนั้น พระราชพงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ ให้้ไว้้ระหว่่าง ค.ศ. ๑๓๘๘/พ.ศ. ๑๙๓๑ - ค.ศ. ๑๓๙๕/พ.ศ. ๑๙๓๘ ในขณะที่่ ประวััติิศาสตร์์สัังเขปพระเจ้้ากรุุงสยามของฟาน ฟลีีต บัันทึึกว่่าอยู่่ในระหว่่าง ค.ศ. ๑๓๘๘/พ.ศ. ๑๙๓๑ - ค.ศ. ๑๓๙๓/ พ.ศ. ๑๙๓๖ หลังจากนั้นเป็นรัชกาล เจ้าพระยาราม พระราชพงศาวดาร ฉบัับหลวงประเสริิฐฯ ให้้เจ้้าพระยารามครอง ราชย์์ระหว่่าง ค.ศ. ๑๓๙๕/พ.ศ. ๑๙๓๘ - ค.ศ. ๑๔๐๙/พ.ศ. ๑๙๕๒ ในขณะที่่ ประวัติัศิาสตร์สั์ งเขป ัพระเจ้าก้รุงุสยามของฟาน ฟลีต ใ ีห้ข้้อ้มููลว่า ่พระรามครองราชย์์ อยู่่ระหว่่าง ค.ศ. ๑๓๙๓/พ.ศ. ๑๙๓๖ - ค.ศ. ๑๓๙๕/พ.ศ. ๑๙๓๘ ๔๗ | กุุมภาพัันธ์์ ค.ศ. ๑๓๙๔/ พ.ศ. ๑๙๓๗ ราษฎรถูกห้ามมิให้ใช้เครื่องหอมแลสินค้าของชาวต่างชาติก่อนนี้ ด้วยเหตุที่พวกชาวต่างชาติ โพ้นทะเลมักเจ้าเล่ห์ หวางตี้จึงมพีระราชโองการห้ามมิให้พวกนันเข้ามาติดต่อกับ้จีน จักมีก็แต่หลิวฉิว เจินล่า แลสยาม


31 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ที่ได้รับอนุญาตให้มาถวายเครื่องราชบรรณาการ กระนั้นก็ดี คนที่อยู่ชายฝั่งมักเดินทางไปยังถิ่นฐานชาวต่างชาติ แลซื้อขายเครื่องหอมแลสินค้าอื่น ๆ เป็นเหตุให้พวกเขากับพวกต่างชาติกลายเป็นสลัด กรมพิธีการได้รับคำส่งให้ ั ห้ามปรามแลตัดขาดการค้าดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ใครกล้าไปค้าขายเป็นส่วนตนกับชาวต่างชาติ จักต้องระวางโทษ ตามพระไอยการอย่างหนัก การค้าเครื่องหอมแลสินค้าต่าง ๆ กับพวกต่างด้าวนั้นต้องห้าม ใครมีสินค้าเหล่านี้ ให้กำจัดทั้งหมดภายในสามเดือน ในการเซ่นไหว้ ให้ใช้เฉพาะไม้สน ไม้ยมหอม (cedar) ไม้เมเปิล แลไม้ท้อหอม ใครไม่กระทำตามให้มีโทษ ส่วนไม้หอมที่ผลิตในกวางตุ้ง - กว่างซี อนุญาตให้คนท้องถิ่นนั้นใช้ได้ แต่ไม่อนุญาต ให้ขายไกลเกินเทือกเขา (越嶺) ขึ้นมา เหตุที่ห้ามเพราะว่าอาจมีผู้นำไม้เหล่านี้ไปคละกับไม้หอมของชาวต่างชาติ ๔๘ | ๑๑ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๓๙๔/พ.ศ. ๑๙๓๗ ได้มีการแก้ระเบียบพิธีกรรมเมื่อรัฐบรรณาการทั้งหลายมาเข้าเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการ ณ ราชสำนัก ณ บัดนี้ ในบรรดาชนต่างชาติจากทั้งสี่ทิศที่มาถวายเครื่องราชบรรณาการยังราชสำนักทางตะวันออก มีีเกาหลีี แลญี่่ปุ่่ น แลทางใต้้มีีสยาม หลิิวฉิิว จััมปา เจิินล่่า อัันหนาน ชวา ซีีหยาง สั่่วลี่่ ซานโฟชี่่ บ่่อหนีี ไป่่หััว หลานปััง ปาหััง ตััมปา แลซููเหวิินตานา รวมทั้้�งหมด ๑๗ ประเทศ… หวางตี้้�ทรงพิิจารณาเห็็นว่่า พิิธีีกรรมแบบเดิิม นั้นทำความลำบากให้มากนัก โปรดให้จัดแจงเสียใหม่ เมื่อเจ้าประเทศราชมายังราชสำนัก ให้เจ้าพนักงาน กรมพิธีการรับรองดูแลที่สำนักงานแปลก่อน ในวันถัดมาให้พวกเขาแต่งกายประจำชาติ หรือถ้าได้รับชุดแต่งกายจาก ราชสำนักแล้ว ก็ให้แต่งชุดนั้นเพื่อเข้าเฝ้า ณ ท้องพระโรงเฝิงเทียน หลังถวายบังคมแปดครั้งแล้ว พวกเขาจักไปยัง ท้องพระโรงเหวินหัวเพ่อเข้าเฝ้ารัชทายาท ณ ที่นี ื้ให้คำนับเพียงสี่ครั้ง แลทำซ้ำเมื่อพบกับเจ้านายในพระราชวงศ์ บรรดาเจ้านายเชื้อพระวงศ์จักยืนคอยรับคณะราชทูตแลคำนับตอบสองครั้ง หลังจากเจ้าเมืองประเทศราชได้กระทำ ครบถ้วนแล้ว เจ้าพนักงานจักต้องปฏิบัติตามพิธีกรรมดังต่อไปนี้ ในงานพระราชทานเลี้ยงทุกครั้งเจ้าประเทศราช จักมีลำดับชั้นต่อจากขุนนางชั้นพระยาและหลวง ส่วนราชทูตของเจ้าประเทศราชเหล่านี้แลข้าราชการชาวพื้นเมือง ซึ่งมาเข้าเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการที่ราชสำนักจักต้องถือปฏิบัติตามพิธีกรรมการเข้าเฝ้าปรกติ


32 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง # ข้อความตอนนีเกี่ยวกับการรับคณะท ้ตูจากรัฐบรรณาการ แสดงให้เห็นว่า ราชสำนักจีนจัดว่าสยามอยู่ในกลุ่มรัฐทางใต้และตะวันตก (มหาสมุทรอินเดีย) ซึ่งมีทั้งหมด ๑๗ รัฐด้วยกัน ราชทูตที่รัฐเหล่านี้ส่งมาจักต้องผ่านกระบวนการ ตรวจสอบของสำนักข้าหลวงใหญ่กวางตุ้ง - กว่างซีที่เมืองกวางโจว การเปลี่ยนแปลง พิธีการรับราชทูตต่างประเทศจากทางใต้แสดงด้วยว่า แม้ยึดถือขนบประเพณี แต่แบบแผนของราชสำนักจีนในแต่ละสมัยไม่ได้ตายตัว ในสมัยราชวงศ์ชิง กรมพธิีการ มักปรึกษาหนังสือฮุ่ยเตี่ยน “ประมวญข้อบังคับและกฎระเบียบ” แต่ในการศึกษา เอกสารชุดชิงสือล่ เห็นได้ชัดว่าูธรรมเนียมบางอย่างได้เปลี่ยนไปจากสมัยราชวงศ์หมิง ๔๙ | ๕ มกราคม ค.ศ. ๑๓๙๖/พ.ศ. ๑๙๓๙ เจาลูฉินอิง เจ้าเมืองซูเหมินปัง พระราชโอรสองค์โตของกษัตริย์แห่งสยาม - ละโว้ แต่งไน่ผอหลาง จื้อสื่อที่ (Nai Po - Lang - Zhi - Shi - Ti) ราชทูตแลคณะมาถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการและถวาย รายงานว่า ซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวล่ กษัตริย์ูสยามสวรรคตแล้ว มีพระราชบัญชาให้มอบเงินตราพระราชทาน แก่คณะราชทูตแลไน่ซือลี่เซิง (Nai Shi - Li Zeng) ผู้เป็นท่องสื่อตามลำดับศักดิ์ # เจ้านครอินทร์พระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพ่อพระยาศรีนทราช (ขุนหลวงพ่องั่ว) ได้แจ้งข่าวแก่ราชสำนักจีนว่า พระราชบิดาได้สวรรคตแล้ว จีนได้ รับทราบเรื่องนี้ในตอนต้นเดือนมกราคม ค.ศ. ๑๓๙๗ คณะทูตสยามคงต้องใช้เวลา เดินทางประมาณสองสามเดือน เพราะฉะนัน้สมเด็จพ อ่พระยาศรีนทราช จงน่า ึจะได้ สวรรคตตั้งแต่ปลาย ค.ศ. ๑๓๙๕/พ.ศ. ๑๙๓๘ จะเห็็นได้้ว่่า ประวััติิศาสตร์์สัังเขปพระเจ้้ากรุุงสยามของฟาน ฟลีีต ซึ่่งให้้ พระรามเจ้้าทรงครองราชย์์ถึึง ค.ศ. ๑๓๙๕/พ.ศ. ๑๙๓๘ นั้้�นสอดคล้้องกัับหมิิงสืือลู่่ ส่่วนพระราชพงศาวดาร ฉบัับหลวงประเสริิฐฯ ซึ่่งให้้เจ้้าพระยารามครองราชย์์


33 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ต่่อไปถึึง ค.ศ. ๑๔๐๙/พ.ศ. ๑๙๕๒ นั้้�น ถืือว่่าผิิดไปมากจากความเป็็นจริิง ดังจะเห็นได้ในหมิงสือลู่ หัวข้อ ๔๙ สำหรับชื่อราชทูต ไน่ผอหลางจื้อสื่อที่ (Nai Po - Lang - Zhi - Shi - Ti) [นายพ่อหลวงไชยเศรษฐี] และชื่อท่องสื่อ (หัวหน้าล่ามแปล) ไน่ซือลี่เซิง (Nai Shi - Li Zeng) [นายศรีเชิง?] แสดงอีกเช่นกันว่า ตำแหน่ง “นาย” ยังคงความสำคัญ มากในสมัยศรีอโยธยาตอนต้น ๕๐ | ๘ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๓๙๖/พ.ศ. ๑๙๓๙ เมื่อวันที่ ๒๙ เดือน ๑๒ ปีที่ ๒๘ แห่งรัชศกหงหวู่ มีรับสั่งให้ขันทีเจ้าต๋าแลจูฝูพร้อมคณะ เป็นราชทูตเดินทางไปยังอาณาจักรสยาม - ละโว้ เพื่อคำนับพระศพซานเลี่ยเป่าผีหยาซือหลี่ตัวหลัวลู่ กษัตริย์ พระองค์ก่อน พระราชทานแพรสีลายดอก ๔ พับ แพรโล่ ๔ พับ แลต่วนขนสัตว์ ๔๐ พับ แก่เจาลู่ฉินอิง เจ้าเมือง ซูเหมินปัง ซึ่งเป็นผู้สืบราชสมบัติแลพระราชทานแพรสีลายดอก ๔ พับ แพรโล่ ๔ พับ แลต่วนขนสัตว์ ๑๒ พับ แก่พระมเหสี # ข้อมูลส่วนนี้จากหมิงสือลู่ ถือว่าสำคัญที่สุดเพราะเป็นการบันทึกเรื่อง ฝ่ายจีนส่งขันทีเป็นทูตมายังกรุงศรีอโยธยา เพื่อเคารพพระศพสมเด็จพ่อพระยา ศรีนทราช เอกสารจีนกล่าวอย่างชัดเจนว่า เจ้านครอินทร์เจ้าเมืองสุพรรณบุรี ทรงเป็นรัชทายาทแลได้รับราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา ๕๑ | ๑๓ กัันยายน ค.ศ. ๑๓๙๗/พ.ศ. ๑๙๔๐ นายผอหลางจื้อสื่อที่ ราชทูตจากประเทศสยาม นำสิ่งของพื้นเมืองมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ๕๒ | ๑๘ กัันยายน ค.ศ. ๑๓๙๗/พ.ศ. ๑๙๔๐ กรมพิธีิการไ ีด้รายงาน้ว่า ่ทููตแลทูู ลููกค้าวา้นิชิจากต่างประเท ่ศไม่ค่่ อยไ ่ด้เ้ข้ามา้ ที่่จีนีนัก ัมีพีระราชวินิจฉัิยัว่า ่


34 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง “นัับตั้้�งแต่่รััชศกหงหวู่่ ชนต่่างชาติิทั้้�ทั้้งหลายได้้เข้้ามาติิดต่่อกัับจีีน คณะทููตเข้้ามาไม่่ขาดสายแลพวกลููกค้้าวานิิช พลอยฉวยโอกาสตามเข้้ามาหาประโยชน์์ด้้วย เมื่่อไม่่นานมานี้้� ชาติิต่่าง ๆ ทั้้�งหมด ๓๐ ชาติิ อาทิิอัันหนาน จัมปา เจินล่า สยาม หลิวฉิวใหญ่ ซันโฟชี่ บ่อหนี ปาหัง ไป่หัว สมุทระ ซีหยาง แลบังกาลี ได้ส่งทูตเข้ามา ซันโฟชี่ ฉวยโอกาสที่หูเหว่ยหย่งทำตนเป็นกบฏได้ทำ ให้เกิดความแตกแยกแลล่อลวงให้ทูตของเราไปที่นั่น กษัตริย์ของ ชวาทรงทราบเรื่องนี้เข้าจึงตำหนิซันโฟชี่แลแจ้งให้คุ้มกันคณะทูตจีนกลับประเทศ หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ คณะทูต แลลูกค้าวานิชทั้งหลายได้หยุดเข้ามา เราไม่ได้รับข่าวคราวของกษัตริย์ชาติต่าง ๆ เห็นมีแต่อันหนาน จัมปา เจินล่า สยาม แลหลิวฉิวใหญ่ที่ยังคงส่งทูตเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการเหมือนดังก่อน โดยกษัตริย์หลิวฉิวแลอัครมหา เสนาบดีของหลิวฉิวใหญ่ต่างส่งโอรสแลลูกเข้ามาเรียนในจีน พวกทูตต่างชาติทั้งหมดที่มายังราชสำ นักต่างได้รับ การรับรองอย่างดีเมื่อมาถวายเครื่องราชบรรณาการ เราใช้ว่าจักขาดความเมตตากรุณาต่อราชทูตต่างชาติ กระนั้นก็ดี เราหาได้ล่วงรู้ถึงความในใจของพวกเขาไม่ บัดนี้ ใคร่จักส่งทูตไปบอกกล่าวแก่ชวา แต่เกรงว่าซันโฟชี่ จักมาดักทางขัดขวางอยู่ ได้ยินมาว่าซันโฟชี่ขึ้นกับชวา (爪哇統屬) พวกท่านในกรมพิธีการควรจักบันทึก ความประสงค์์ของเราส่่งไปยัังพระเจ้้ากรุุงสยาม เพื่่อขอให้้ส่่งจััดคนนำำ ไปมอบแก่่ชวาอีีกทีีหนึ่่งให้้ได้้ทราบโอวาท ของเรา” ดังนั้น กรมพิธีการจึงได้ทำบันทึกแล้วส่งไปยังพระเจ้ากรุงสยามพร้อมกับกระเสียนความว่า “นัับแต่่เกิิดหล้้าแลโลก ได้้มีีการแบ่่งชั้้�นระหว่่างผู้้ปกครองแลผู้้ถููก ปกครองมากบ้้างน้้อยบ้้าง สััมพัันธไมตรีีระหว่่างจีีนกัับบรรดาต่่างชาติิทั้้�งสี่่ทิิศนัับแต่่ โบราณกาลมา ย่อมถึงเป็นไปตามกำหนดพิธีกรรมเมื่อแรกเริ่ม หลังจากราชวงศ์ ของเราได้รวบรวมเป็นปึกแผ่นแล้ว ชนต่างชาติต่างพากันมาพึ่งพิงราชสำนัก ใครจักคิด เล่าว่าหูเหว่ยหย่งจักก่อกบฏแลซันโฟชี่จักได้สร้างความแตกแยกล่อลวงคณะทูต เราให้เข้าไปพัวพันด้วย แต่ใครจักรู้บ้างว่ากษัตริย์แลอัครมหาเสนาบดีของ หลิวฉิวใหญ่ได้ส่งบรรดาโอรสแลลกหลานมาเล่าเรียนในูจีน แลหวางตีได้้พระราชทาน เครื่องนุ่งห่มทั้งฤดูร้อนแลฤดูหนาว คราวเจ็บไข้ได้ป่วยก็ส่งหมอไปตรวจรักษา


35 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา พระราชหฤทัยนั้นเปี่ยมล้นด้วยกรุณาธิคุณแลคุณธรรมอันประเสริฐ ต้าหมิงหวางตี้ มีพระเมตตาแลให้ความยุติธรรมแก่บรรดาชนต่างชาติเสมอกัน ซันโฟชี่แลข้า ขัณฑเสมากลับหันหลังให้แก่ความเมตตาของสวรรค์ แลปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ปกครองแลผู้อยู่ใต้ปกครอง พวกเขามีแผ่นดินน้อยนิดแต่คิดแข่งขันกับจีน หาก ทรงกริ้ว ต้าหมิงหวางตี้อาจส่งไพร่พลนับแสนข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปลงโทษได้ง่าย เหมือนพลิกฝ่ามือ ช่างน่ากลัวเสยกระไร ีพระมหากษัตราธราชเิจามี ้พระราชดำรสัว่า ‘อันหนาน จัมปา เจินล่า สยาม แลหลิวฉิวใหญ่ล้วนแต่ถวายเครื่องราชบรรณาการ มีแต่ซันโฟชี่ที่ดึงดัน คนฉลาดย่อมนึกถึงวันหน้าแลมุ่งมั่นในคุณธรรม ประเทศ เล็ก ๆ อย่างซันโฟชี่กลับไปสนับสนุนคนชั่ว ในบรรดาประเทศทั้งหลายกล่าวได้ว่า นี่คือประเทศที่หวั่นเกรงความหายนะน้อยที่สุด ท่านเป็นใหญ่ในเมืองสยามแล ถวายเครื่องราชบรรณาการ พระมหากษัตราธิราชเจ้ากรุงจีนจักทรงโปรดปรานที่ ท่านช่วยส่งคำส ั่งสอนของเราไปที่ชวาเพื่อแจ้งให้ซันโฟชี่ถึงคุณธรรมอันยิ่งใหญ่แห่ง ความประพฤติชอบ โดยซันโฟชี่เชื่อว่าจักปฏิบัติตามครรลองที่ถูกต้องเหมือนกับ ประเทศอื่น ๆ เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว พวกเขาเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ จักได้รับการ ปฏิบัติอย่างเหมาะสมดังก่อนหน้านี้ แลจักมิต้องอยู่ในความหวาดกลัวอีกเลย” # การที่พระเจ้ากรุงจีนขอให้ราชสำนักไทยส่งต่อพระราชโองการไปยังชวา เพื่อตำหนิเรื่องการรุกรานซันโฟชี่ หรือศรีวิชัย (ปาเล็มบัง) แสดงให้เห็นความใกล้ชิด ระหว่างประเทศสยามกับจีนในช่วงเวลานี้ ๕๓ | ๑๘ พฤศจิิกายน ค.ศ. ๑๓๙๗/พ.ศ. ๑๙๔๐ พระเจ้ากรุงสยามทรงแต่งไน่ซีหวู่หลัวเจ้อ (Nai Si - Wu - Luo - Zhe) เป็นราชทูตมาถวาย พระสุพรรณบัฏแลสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ


36 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง # คำนำหน้านามทูตยังคงใช้ นาย (ไน่) ซึ่งแสดงว่าในสมัยศรีอโยธยา ตอนต้น โครงสร้างยศยังไม่เฟ้อ มีให้เห็นเฉพาะ นาย ขุน หลวง (ต่อไปข้างหน้า มีหมื่น) ส่วนราชทินนามทูตในที่นี้ ซีหวู่หลัวเจ้อ ผู้ทำอรรถาธิบายเดาไม่ออกจริงๆ ๕๔ | ๒๕ มกราคม ค.ศ. ๑๓๙๘/พ.ศ. ๑๙๔๑ เมื่อวันที่ ๗ เดือนอ้าย ปีที่ ๓๑ แห่งรัชศกหงหวู่ เจาลู่ฉินอิงเจ้าเมืองซูเหมินปังแห่งอาณาจักร สยาม - ละไว้ ได้แต่งราชทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการแลถวายพระพรเนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ ต้าหมิงหวางตี้ มีพระราชโองการให้พระราชทานเงินตราแก่ทูตดังกล่าวตามลำดับศักดิ์ # สำำนวนแบบทางการของจีีนที่่ว่่า “เจาลู่่ฉิินอิิง เจ้้าเมืืองซููเหมิินปััง แห่่งอาณาจัักรสยาม - ละโว้้” เป็็นสำำนวนจีีนที่่ใช้้ในที่่อื่่นด้้วย เช่่น เวลากล่่าวถึึง กษััตริิย์์กััมพููชาในสมััยใกล้้เคีียงกัันก็็ว่่า “ฮููเอ๋๋อหน่่า เจ้้าเมืืองปาสาณแห่่งเจิินล่่า” ซึ่่งหมายความว่่า กษััตริิย์์พระองค์์นั้้�นั้้ประทัับในขณะที่่ส่่งทููตไปเมืืองจีีนที่่เมืืองนั้้�น เมืองนี้ และอาจรวมไปถึงข้อความว่า “กัมมู่ติงแห่งเมืองเพชรบุรี” ซึ่งปรากฏ ในหยวนสื่อ ส่วนว่าด้วยประเทศเซียน (สยาม) ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง เมื่อ อ่านจากเอกสารจีนแล้วทำให้สันนิษฐานได้ว่า แม้ได้ขึ้นครองราชสมบัติช่วงระยะ เวลาหนึ่งแล้ว สมเด็จพระนครอินทร์ยังคงครองราชย์อยู่ ณ เมืองสุพรรณบุรี ๕๕ | ๕ มิถุนายน ค.ศ. ๑๓๙๘/พ.ศ. ๑๙๔๑ ประเทศสยามส่งไน่ซือหลัวเจ้อเป็นราชทตมาถวายูสิ่งของพนเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ราชท ื้ตู ได้รับพระราชทานเงินตราตามสมควร # ชื่อราชทูตไน่ซือหลัวเจ้อ อาจเป็น นายสุรไชย/นายสุรไกร ไม่มี รายละเอียดอื่น จึงเป็นทูตที่มาจิ้มก้องตามกำหนดทุกสามปี


37 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๕๖ | ๓ ตุุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๒/พ.ศ. ๑๙๔๕ ราชสำนักส่งราชทตนูำประกาศแจ้งเรื่องการขึนครองราชย์ของ้พระเจ้ากรุงจีนพระองค์ใหม่ไปประเทศ อันหนาน สยาม หลิวฉิว ญี่ปุ่น ซีหยาง สมุทระ แลจัมปา ก่อนหน้านั้น หวางตี้มีหมายรับส่งไปยังข้าราชการ ั กรมพิธีการว่า “ระหว่างรัชกาลหวางตี้ไท่จู่ บรรดาประเทศต่างด้าวเจ้าต่างส่งราชทูตมาถวายบังคม ณ ราชสำนัก แลได้รับการดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดีด้วยความจริงใจ บรรดาที่มาพร้อมด้วยสิ่งของพื้นเมืองได้รับอนุญาตให้ค้าขาย โดยสะดวกทุกประการ เมื่อมีบุคคลใดมิอาจควบคุมความละโมบแลละเมิดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็ได้รับอภัยโทษ เพื่อแสดงความเอื้อเฟื้อต่อผู้มาจากแดนไกล บัดนี้ ประเทศทั้งหลายในมหาสมุทรทั้งสี่ต่างเป็นเสมือนครอบครัวเดียว จึงเป็นการสมควรที่เราจะประกาศว่าไม่มีใครเป็นบุคคลภายนอก บรรดาประเทศทังหลายที่ปรารถนาแ ้สดงความจริงใจ ที่จักเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการก็อนุญาตให้เข้ามาได้ ขอให้ท่านได้ส่งแจ้งความนี้ไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อ จักได้ทราบเจตนารมณ์ของเราอย่างชัดเจน” ๕๗ | ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ พระราชทานเลี้ยงคณะทูตจากประเทศเกาหลี สยาม แลเชอหลี่ ณ หอแปลเอกสาร ๕๘ | ๒๗ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ ราชสำ นักราชทูตไปอาณาจักรสยาม เพื่อพระราชทานดวงตราเงินชุบทองประดับแต่งเป็นรูปอูฐ แลพระราโชวาทแก่เจาลู่ชุนอิงตัวหลัวตีล่า กษัตริย์แห่งสยาม # ลำดับความในตอนนี้คือ ราชสำนักจีนส่งทูตมายังประเทศสยาม ในเดือนตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ แจ้งข่าวการขึ้นครองราชย์ของต้าหมิง หวางตี้หย่งเล่อ เมื่อคณะทูตจีนเดินทางกลับนั้น คณะทูตสยามได้เดินทางไปด้วย ฝ่ายจีนได้เลยงี้ส่งคณะทตูสยามก่อนเดินทางกลับในวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๔๖ เมื่อทตูสยามจกเดินทางกลับประเท ัศราชสำ นักจนีสงราชท่ตูจำ ทลูตราพระราชทาน และพระราชสาสน์มาด้วย พระนามเจาลู่ชุนอิงตัวหลัวตีล่าที่ให้ไว้ในเอกสารจีน ตรงกับ (พระ) เจ้านครอินทรราชาธิราช


38 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๕๙ | ๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ ราชสำนักส่งหยางชุ่น เลขานุการผู้ตรวจการณ์ แลข้าราชการอื่น ๆ รวมทั้งสิ้น ๑๒ คน แยกเดินทาง ไปในฐานะราชทูตแลอุปทูตไปประเทศพระราชโองการยังประเทศต่าง ๆ รวมทั้งอันหนานแลสยาม โดยให้นำ แพรพรรณต่าง ๆ ไปพระราชทานแก่กษัตริย์ของประเทศเหล่านั้น ๖๐ | ๒๕ สิงหาคม ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ ราชสำำนัักส่่งข้้าหลวงเดิินทางนำำแพรไหมลายดอกอย่างประ ่ณีีต ผ้้าต่่วนแลแพรกรองทองอัันเป็็นของ พระราชทานตามสมควรไปมอบแก่่กษััตริิย์์ของประเทศเกาหลีี อัันหนาน จััมปา สยาม หลิิวฉิิว เจิินล่่า ชวา ซีีหยาง แล สมุุทระ… เลขานุุการผู้ตรว้จการณ์์นามว่่าหวางเจ้้อแลผู้้จำำทููลพระราชสาส์์นเฉิิงหวู่่ เป็็นทููตไปสยาม… ราชทููตเหล่่านี้้� ได้รับพระราชทานเครื่องแต่งกายทำด้วยแพรเยื่อไม้คนละชุด เงินตรา ๒๕ ติ้ง ส่วนทูตไปเกาหลีได้รับเครื่องแต่งกาย เพิ่มอีกคนละชุด แลหมวกขนสัตว์แลหนังสุนัขจิ้งจอก ๖๑ | ๖ ตุุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ.๑๙๔๖ ต้าหมิงหวางตี้พระราชทานแพรกกรองทองแลชุดเครื่องแต่งกายที่สมควรแก่ไน่ไอ่จลี้า (Nai Ai - Ji - La) ราชทูตสยาม ๖๒ | ๑๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ ราชสำนักส่งขันทีหลี่ซิงแลคณะ พร้อมทัง้พระราโชวาทพระราชทานกำลังใจแก่เจาล่ฉินอิงตัวหลัวตีล่าู พระเจ้ากรุงสยาม แลพระราชทานไหมทอละเอียดจำนวน ๔๐ พับ เงินทองแดง น้ำมันชะมดเชียงแลสินค้าอื่น ๆ พวกขันทีเดินทางไปประเทศนั้นกับคณะทูตที่เข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการ # ข้อความตอนนี้เป็นหลักฐานแสดงถึงความใกล้ชิดระหว่างราชสำนัก สมเด็จพระนครอินทราธิราชกับราชสำนักหมิงของจีนเป็นอย่างยิ่ง เพราะทาง ฝ่ายจีนส่งทูตมาพระราชทานสิ่งของตอบแทนมากมายถึงที่พระนครศรีอโยธยา


39 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๖๓ | ๒๒ ตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๓/พ.ศ. ๑๙๔๖ หวางตมีรับ้ีส่งแก่ข้าราชการในกรม ัพธิีการว่า “พระเจ้ากรุงจีนทรงเป็นดั่งเขาพระสุเมรุอย่ ณ กึ่งกลาง ู ทรงเกื้อกูลแลปกครองประเทศนับหมื่น ทรงยิ่งใหญ่ประดุจสวรรค์แลโลก หามีสิ่งใดที่มิได้ทรงคุ้มครองแลค้ำจุน พวกอยู่ ณ แดนไกลซึ่งผูกพันจงรักภักดี ย่อมได้รับการบำรุงขวัญแลบำรุงใจ พวกอื่น ๆ จึงปรารถนาจักจงรักภักดีด้วย ไม่นานมานี้พวกมุสลิมฮะจีแลคนจากทะเลตะวันตก1 ซึ่งอยู่ในสยาม ได้ยินว่าราชทูตจากราชสำนักมาถึงที่นั่น จึงได้ติดตามคณะทูตมายังราชสำนักเป็นที่น่ายินดีนักที่พวกคนต่างชาติจากแดนไกลเคารพนับถือจีน เดี๋ยวเราจัก ส่งเขากลับบ้านเมือง ขอให้กรมพิธีการจงให้ใบอนุญาตเพ่อที่เ ืจ้าหน้าที่จักให้เขาผ่านทางโดยไม่ติดขัด นับแต่นี้ไป บรรดาชาวต่างชาติต่างภาษาทั้งหมดที่ปรารถนาจักเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการก็อนุญาตให้เข้ามาได้ # ข้อความนี้แสดงว่า ณ วันเดือนปีดังกล่าวได้มีคณะราชทูตจากเปอร์เซีย หรือรัฐมุสลิมในอนุทวีปอินเดียมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยาม และได้ถือโอกาส เดินทางกับคณะทูตสยามไปถวายเครื่องราชบรรณาการยังราชสำนักจีน ๖๔ | ๗ ตุุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๔/พ.ศ. ๑๙๔๗ กรมการมณฑลฝูเจี้ยนถวายรายงานว่า มีสำเภาต่างชาติลำหนึ่งถูกซัดเกยฝั่ง สอบถามได้ความว่า เป็นสำเภาทูตของประเทศสยามจักไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับหลิวฉิว แต่สำเภาถูกลมซัดมาที่นี่เราได้ตรวจตรา ทำบาญชีสิ่งของบนสำเภา จึงขอฟังคำบัญชาว่าจักให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร หวางตี้มีพระราชกระแสแก่หลี่จื้อกัง เจ้ากรมพิธีการว่า “การเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างชนต่างชาติเช่นสยามแลหลิวฉิวนับว่าเป็นส่งที่ดี เคราะห์กรรม ิ ทำให้ลมซัดสำเภาพวกเขาเข้ามาที่นี่ สมควรที่เราจักแสดงความเห็นอกเห็นใจ เราจักได้กำไรสักเพียงใดจากสินค้า ที่ขึ้นบาญชีไว้ ผู้คนที่ดีในหมู่บ้านย่อมต้องอนุเคราะห์คนที่อยู่ในความทุกข์ยากด้วยการกระทำความดี การกระทำ ดังกล่าวช่างเป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่งสำหรับราชสำนักในการจักปกครองราษฎรทั้งหลายในใต้หล้า ขอให้ท่านจงสั่ง ให้กรมการเมืองได้ซ่อมแซมสำเภาของพวกเขาตามที่จำเป็นแลจัดธัญพืชตามที่ได้รับการร้องขอ ครั้นลมสงบแล้ว ไม่ว่าเขาต้องการกลับบ้านเมืองหรือเดินทางไปหลิวฉิวก็จงให้คำชี้แนะแก่พวกเขาด้วย” 1 ซีหยาง


40 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง # หลัักฐานจากหมิิงสืือลู่่แสดงว่่า รััชกาลสมเด็็จพระนครอิินทร์์ ได้มีการติดต่อทางการทูตอย่างกว้างกับนานาประเทศ รวมทั้งหลิวฉิวด้วย ๖๕ | ๑๖ ตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๔/พ.ศ. ๑๙๔๗ เจาลู่ฉินอินตัวหลัวตีล่า พระเจ้ากรุงสยามแต่งให้ไน่ปี้ (Nai Bi) ราชทูตแลคณะมาถวายสุวรรณ พระราชสาส์น เพื่อตอบรับแลขอบพระทัยที่ได้รับพระราชโองการแลสิ่งของพระราชทานตลอดจนพระราชไมตรี จากต้าหมิงหวางตี้ นอกจากนั้นแล้ว ได้ถวายเครื่องราชบรรณาการ ได้แก่ งาช้าง เครื่องหอมต่าง ๆ น้ำดอกกุหลาบ กำมะถัน ผ้าไหมลายดอกสีต่าง ๆ พรมทอสีแดง มัดหมี่? (“bi” cloth) แลสินค้าอื่น ๆ ดังนั้น จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้ กรมพธิีการจัดเลยงแลี้ส่งคณะทตกลับ กรมูพธิีการยังได้รับพระราชบัญชาให้จัดผ้าไหมลายดอกเนอดีแลไหมต่างชนิด้ื จำนวน ๔๔ พับ เงินตรา ๑,๔๐๐ ติ้ง แลหนังสือชีวประวัติสตรีผู้เป็นแบบอย่างทั้งสมัยโบราณแลสมัยใหม่ จำนวน ๑๐๐ ฉบับ พระราชทานแก่พระเจ้ากรุงสยาม ไน่ปี้ได้ขอพระราชทานมาตราชั่งตวงวัดแก่พวกเขาด้วย เพื่อว่าชนชาวประเทศนั้นจักได้ยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกัน โปรดพระราชทานตามคำขอ # ส่วนนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจทั้งรายการสิ่งของพื้นเมืองที่ราชทูตสยาม นำไปถวาย ซึ่งเป็นสิ่งของที่ราชสำนักสยามน่าจะนำมาจากทะเลตะวันตกและ เปอร์เซีย เช่น น้ำดอกกุหลาบ พรมทอสีแดง เป็นต้น ส่วนของพระราชทานจาก พระเจ้ากรุงจีนมีไหมชั้นดีและเงินตรา แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหนังสือชีวประวัติ สตรีผู้เป็นแบบอย่างทั้งสมัยโบราณแลสมัยใหม่จำนวน ๑๐๐ ฉบับ ซึ่งอาจตีความ ได้ว่าจีนพยายามส่งออกแนวคิดทางวัฒนธรรม หรืออาจเกี่ยวกับทัศนคติของจีนต่อ สตรีสยาม เอกสารจีนโบราณมักกล่าวว่า สตรีแดนสยามหละหลวมทางศีลธรรม # การขอมาตราชั่งตวงวัดที่ถูกต้องจากราชสำนักจีน คงเป็นการป้องกัน ปัญหาที่อาจได้เกิดขึนเกี่ยวกับการค้าในระบบบรรณาการกับ ้จีน แต่ในขณะเดียวกัน คงจะมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของไทยด้วย


41 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๖๖ | ๑๓ พฤศจิิกายน ค.ศ. ๑๔๐๔/พ.ศ. ๑๙๔๗1 กษัตริย์แห่งอาณาจักรสยาม - ละโว้ ทรงจัดส่งราชทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ๖๗ | ๒๙ ธันวาคม ค.ศ. ๑๔๐๔/พ.ศ. ๑๙๔๗ 2 เจาล่ฉูินอิงตัวหลัวตีล่า พระเจากรุง้สยามแต่งให้ไน่ไอน่าเป่ยล่า (Nai Ai - Na - Bei - La) ราชทตูแลคณะ มาถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ โปรดพระราชทานเงินตรา ผ้าไหม แลเครื่องแต่งกายแก่พวกเขา ตามลำดับศักดิ์ # ชื่อทูตไน่ไอน่าเป่ยล่า อาจตรงกับ “นายอ้าย นพรัตน์” ๖๘ | ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๔๐๕/พ.ศ. ๑๙๔๘ หวางตี้พระราชทานเลี้ยงซานหวู่เหลียงเตี้ย (San - Wu - Liang - Die) ราชทูตสยามแลราชทูตอื่นๆ จากหลิวฉิว ซีหยาง แลเซียหมิน ณ สำนักล่าม # ไม่่อาจเดาชื่่อราชทููตท่่านนี้้�ได้้ “สาม…” ๖๙ | ๗ สิงหาคม ค.ศ. ๑๔๐๕/พ.ศ. ๑๙๔๘ พระเจ้ากรุงสยาม เจาลู่ฉินอิงตัวหลัวตีล่า ทรงส่งราชทูตเจิ้งโซวเซี่ยน (Zeng Shou - Xian) แลคณะมาถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ณ ราชสำนัก โปรดพระราชทานเงินตราแลชุดเครื่องทรง ตัดด้วยไหมกรองทองแก่พระเจ้ากรุงสยาม ๗๐ | ๘ ตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๕/พ.ศ. ๑๙๔๘ โปรดพระราชทานเครื่องแต่งกายจำนวนทั้งสิ้น ๕๐๐ ชุด ตัดเย็บจากผ้าไหมพับ แพรต่วน แลไหม เนื้อบางกรองทองแก่ราชทูตจากสยามแลประเทศอื่น รวมทั้งโมฮะมาดีทูตชาวมุสลิม รวมทั้งหมด ๑๗๕ คน 1 ไม่มีใน ดร. เจฟ เวด 2 ไม่มีในประมวญเอกสารจีนเดิมที่อาจารย์ประพฤทธิ์คัดมา


42 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๗๑ | ๒๒ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๔๐๕/พ.ศ. ๑๙๔๘ พระเจ้ากรุงสยาม เจาลู่ฉินอิงตัวหลัวตีล่า แต่งราชทูตนามว่าไน่ผอหลางจ่อซือตี ื ้พร้อมคณะ รวม ๕๐ คน เข้ามาถวายสิ่งของพนเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ โปรด ื้พระราชทานเงินตราแลผ้าไหมตามลำดับศักดิ์ ๗๒ | ๒๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๔๐๖/พ.ศ. ๑๙๔๙ เจาลู่่ฉิินอิิงตััวหลัังตีีล่่า พระเจ้้ากรุุงสยามแต่่งให้้ไน่่ปี้้เป็็นราชทููตนำำคณะทููตมาถวายม้้าแลสิ่่งของ พื้้นเ�มืืองเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ โปรดพระราชทานผ้้าไหมแก่่คณะราชทููตตามลำำดัับศัักดิ์์� ๗๓ | ๒๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๖/พ.ศ. ๑๙๔๙ เจาลู่่ฉิินอิิงตััวหลััวตีีล่่า พระเจ้้ากรุุงสยามแต่่งให้้หููตู้ ้ปููตี้้�เหมาน่่าน๋๋า (Hu - Du - Bu - Di - Mao - Na - Na) เป็็นราชทููตนำำคณะทููตมาถวายสิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ โปรดพระราชทานผ้้าไหมลายดอกแล เครื่องแต่งกายตามลำดับศักดิ์ ๗๔ | ๓๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๔๐๖/พ.ศ. ๑๙๔๙ พระราชทานเลี้้�ยงแก่่ราชทููตของประเทศเปี้้ยซื่่อปาลี่่ (Bie - Shi - Ba - Li บาหลีี?) แลสยาม ๗๕ | ๒๐ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๔๐๗/พ.ศ. ๑๙๕๐ เจาลู่่ฉิินอิิงตััวหลััวตีีล่่า พระเจ้้ากรุุงสยาม ทรงแต่่งตั้้�งไน่่ผอหลางจืือซื่่อตี้้ (Nai Po - Lang - Zhi - Shi - Ti) � เป็็นราชทููตนำำคณะทููตมาถวายสุุวรรณพระราชสาส์์นแลถวายช้้างขอ นกแก้้วพัันธุ์์ต่่าง ๆ นกยููงแลสิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็น เครื่องราชบรรณาการ โปรดพระราชทานเงินตรา ผ้าไหม แลเครื่องนุ่งห่มแก่คณะทูตตามลำดับศักดิ์ มีรับสั่งมายัง กรมพิธีการเรื่องพระราชทานแพรไหมลายดอกเนื้อละเอียดแลผ้าไหมกรองทองแก่พระเจ้ากรุงสยาม ก่อนหน้านี้ ราชทูตจากจัมปาซึ่งเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการ ระหว่างเดินทางกลับทางทะเล สำ เภาประสบพายุซัดไปยัง ปาหัง ประเทศส ยามข่มขู่ปาหังด้วยกำลังแลนำตัวราชทูตจัมปาไปกักขังไว้ ในเวลานั้นข่าวนี้ล่วงรู้มาถึงราชสำ นัก ฝ่ายผู้ปกครองประเทศสมุทระแลมะละกาต่างส่งคนมาร้องเรียนว่า สยามได้แสดงความยโสโอหัง แลได้ส่งทัพไปยึด


Click to View FlipBook Version