93 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๑๗๐ | ๑๒ ตุุลาคม ค.ศ. ๑๔๙๗/พ.ศ. ๒๐๔๐ ในโอกาสนี้้� ประเทศสยามได้้ถวายพระราชสาส์์น แต่่สำำนัักงานล่่ามหาผู้้รู้้อัักษรของประเทศสยาม ได้้ไม่่ดัังนั้้�น จึึงไม่่อาจแปลหรืือดำำเนิินการสิ่่งใดต่่อไปได้้ มหาอาลัักษณ์์ซู่่ผู่่ แลคณะจึึงกราบบัังคมทููลพระกรุุณา ในเรื่องนี้ ต้าหมิงหวางตี้มีพระดำรัสว่า “เนื่องจากไม่มีล่ามที่เก่งพอแปลได้ ให้กรมพธิีการส่งหนังสือไปยังกรมการ มณฑลกวางตุ้ง ขอให้ช่วยหาแลเลือกคนสักหนึ่งหรือสองคนซึ่งรู้ภาษาแลอักษรของ ประเทศนี้ดี ให้ขึ้นไปรับราชการที่เมืองหลวง” ๑๗๑ | ๒๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๕๐๑/พ.ศ. ๒๐๔๔ มีีรัับสั่่งมายัังกรมพิิธีีการให้้จััดทำำคำำหัับชุุดหนึ่่งสำำหรัับรััชศกหงจื้้�อมอบให้้แก่่ประเทศสยาม ทั้งนี้เหตุเพราะคำหับที่จัดไว้ชุดที่แล้วได้ถูกเพลิงไหม้ไปก่อนที่มอบให้แก่สยาม ๑๗๒ | ๖ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๕๐๓/พ.ศ. ๒๐๔๖ เมื่่อวัันที่่ ๑๒ เดืือน ๖ ปีีที่่๑๖ แห่่งรััชศกหงจื้้�อ พระเจ้้ากรุุงสยามทรงส่่งคุุนเที่่ยมู่่เจ๋๋อตี๋๋ลี่่1 ราชทููต อุุปทููต แลคณะ มาถวายเครื่่องราชบรรณาการ เมื่่อราชทููตจัักเดิินทางกลัับ ได้้พระราชทานแพรกรองทอง แพรต่่วน แลสิ่งของอื่น ๆ นำไปถวายแก่กษัตริย์แลพระอัครมเหสีเป็นการตอบแทน แลได้พระราชทานเลี้ยงแลพระราชทาน เครื่องนุ่งห่มแลแพรต่วนสีรวมทั้งสิ่งของอื่น ๆ แก่คุนเที่ยมู่เจ๋อตี๋ลี่แลคณะตามลำดับศักดิ์สำหรับคำหับซึ่งนำมาส่ง มอบคืนเป็นชุดที่ ๘๓ ของรัชศกเฉิงหั้ว ส่วนหนังสือที่ ส่งถึงกรมพิธีการเขียนโดยผูป่าล่าจื้อซา 2 ข้าราชการกรมวัง กรมพิธีการแจ้งว่า “ศภสุารซึ่งมีไปมาถึงกันระหว่างกรมพธิีการกับพระเจ้ากรุงสยาม โดยปรกติ เป็นการส่งถึงกันโดยตรงไม่เคยมีขุนนางคนใดบังอาจทำเกินอำนาจล่วงล้ำส ่งศภสุาร 1 ต้นฉบับของ ดร. เจฟ เวด เป็น คุนเที่ยหมี่ตีลี่ (Kun Tie - Mi - Di - Li) 2 Pu - Ba - La - Zhi - Cha
94 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง โดยตรงถึงกรมนี้จึงเห็นสมควรให้มีศุภสารแจ้งพระเจ้ากรุงสยามว่า ต่อไปข้างหน้า เมื่อมีสาส์นมา ขอให้ยึดถือตามระเบียบปฏิบัติเดิมกล่าวคือ ให้ประทับตราแผ่นดิน แล้วทรงลงพระนามเฉพาะศภสุภสารที่มาลักษณะนัน้จงึจกรับไว้ อย่าปล่อยให้ข้าราชการ ั กรมวังทำเกินหน้าที่แลถืออำนาจส่งมาเอง ไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องลงโทษ” ทรงเห็นชอบแลมีรับสั่งให้ดำเนินการได้ # คุุนเที่่ยมู่่เจ๋๋อตี๋๋ลี่่/คุุนเที่่ยหมี่่ตีีลี่่ ? หรืือ “ขุุน...?” เป็็นราชทููตไทยไป ถวายเครื่องราชบรรณาการ ราชสำนักจีนได้ตำหนิฝ่ายไทยเรื่องการส่งคืนคำหับ โดยไม่กระทำตามพิธีการทูต กล่าวคือ ขุนนางไทยในกรมวังได้เขียนสาส์นแจ้ง เรื่องส่งคืนคำหับเอง แทนที่จะทำเป็นพระราชสาส์นและมีตราพระราชลัญฉกรของ พระมหากษัตริย์มาด้วย ๑๗๓ | ๑๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๕๐๔/พ.ศ. ๒๐๔๗ ในชั้นต้น หวางจง ผู้รับใช้ของขันทีหวางจิง ผู้บัญชาการภาคกวางตุ้ง - กว่างซี พร้อมทั้งหวางหลี่ แลพวกพ้้องได้้ยึดสิิน ึค้้าของคณะทููตจากสยาม หลัังจากนั้้น [หวาง] �จงเกรงกลััวโทษจากคดีีความอื่่นอีีกคดีีหนึ่่งจึึงได้้ หนีีไปกัับหลี่่แลพวก ต้้าหมิิงหวางตี้้�มีรัีับสั่่งให้้เจาตั้้�วเสมีียนตรวจการณ์์ในกรมตรวจสอบความยุุติิธรรมแลบุุคคลอื่่น ๆ ไปสอบสวน ตั้วแลคณะได้ถวายรายงานว่า “คณะต่างชาติได้ถึงกำหนดเดินทางกลับประเทศตน แต่หลี่แลพวกพ้อง ยังลอยนวลอย่ ูจึงควรสั่งการกรมการปกครองมณฑลให้จ่ายเงินจากคลังหลวงชดเชย ให้เท่าราคาสินค้า ต่อเมื่อหลี่แลพวกถกูจับกุมได้เมื่อใดจึงค่อยให้จ่ายเงินคืนแก่หลวง” หลี่่แลพวกได้้ยื่่นหนัังสืือชี้้�แจงว่่า หวางจงมีีเรื่่องขุ่่นเคืืองเขาอยู่่ ได้้พาดพิิงไปถึึงเขาด้้วยอย่่าง ไม่ถูู่กถููต้อง แ้ล้ว้ยังบอกัว่า่ตัวเองเัจ็บไ ็ข้ไ้ด้ป่้วยอ่ ยู่่แลบอกว่าไ่ม่ไ่ด้มี้ส่ีวน่ด้วย ้ตัวเขาัยินิดีจ่ีาย่ค่าสิิน ่ค้าเ้ ป็นเ็งิน เิ พื่่อเลี่่ยงการ ถููกจัับแลลงโทษ ไต้้ซัันเจ้้ากรมยุุกระบััตรซ้้ายยัังได้้ขอยื่่นหนัังสืือคำำร้้องแทนเขา ต้้าหมิิงหวางตี้้�มีีพระราชานุุญาต ตั้้ว�จึึงนำำความกราบบัังคมทููลว่่า
95 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา “กฎหมายเป็็นกฎหมายของศาล หาใช่่สิ่่งที่่ไต้้ซัันแลพวกจัักมาใช้้อย่่าง ผ่อนปรนช่วยเหลือคนของใครไม่ กฎหมายที่ศาลใช้ก็คือพระราชกำหนดของ บุรพกษัตราธิราชเจ้า ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวหาควรพิจารณาผ่อนปรนแก่คนชอบพอไม่ ถ้าหลี่แลพวกมิได้ยึดสินค้าของชาวต่างชาติแล้ว พวกเขาย่อมไม่เต็มใจจ่ายเงิน ค่าชดเชยเป็นแน่ การที่พวกเขายินดีจ่าย ทำให้ไม่มีข้อกังขาเลยว่าพวกเขาได้ยึดสินค้า ดังกล่าวไป แล้วจักกล่าวอย่างไรว่า ได้เงินค่าสินค้ามาแล้ว แต่อาชญากรรมที่ก่อ หาได้มีโทษไม่ ซันแลพวกหาได้คำนับรับบทพระไอยการจริงจังไม่ด้วยเหตุมีฉันทาคติ ทั้งที่ว่าหวางจงแลพวกเต็มใจรับผิด หากพวกต่างชาติได้รู้เรื่องนี้พวกเขาก็ต้อง วิพากษ์วิจารณ์ ด้วยเหตุฉะนี้จึงขอให้จับกุมหลี่เอาตัวมารับโทษ แลซันกับพวก ก็ต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกัน” มีรับสั่งว่าให้ดำเนินการตามพระราชโองการเดิม ๑๗๔ | ๒๓ มีนาคม ค.ศ. ๑๕๐๙/พ.ศ. ๒๐๕๒ สำำเภาหลายลำำจากประเทศสยามได้้ถููกพายุุพััดออกนอกเส้้นทาง แลได้้เข้้ามาทอดสมออยู่่ที่่น่่านน้ำ�ำ กวางตุ้้ง หััวหน้้านายทหารป้้องกัันแลหััวหน้้าผู้ประ้สานงานท้้องถิ่่นได้ร่้่วมกัันเสนอให้้เก็็บภาษีีสิินค้้าเพื่่อเป็็นค่่าใช้้จ่่าย ที่่จำำเป็็นของฝ่่ายทหาร ขัันทีีเซี่่ยงซ่่วนหััวหน้้าผู้้ตรวจการณ์์ค้้าทางทะเลคิิดว่่าสามารถช่่วยเหลืือในเรื่่องนี้้� แลจัักทำำ ให้ได้ผลประโยชน์มาก ดังนั้น เขาจึงทำหนังสือกราบบังคมทูลไป ฝ่ายกรมพิธีการได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลค้าน ต้าหมิงหวางตี้มีพระราชบรรหารว่า เซี่ยงซ่วนได้ใช้อำนาจหน้าที่ไม่สมควร จึงให้เขากลับไปทำราชการที่หนานจิง โดยให้ขันทีปีเจิ้น เจ้ากรมขันทีในวังหลวงไปรับหน้าที่แทน ๑๗๕ | ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๕๑๔/พ.ศ. ๒๐๕๗ เฉินปอเซี่ยน ผู้ช่วยข้าหลวงในคณะกรมการมณฑลกวางตุ้งทำหนังสือให้นำความกราบบังคมทูลว่า “สินค้าที่ค้าขายกันอยู่ในหลิงหนานมาจากพวกหยี เช่น มะละกา สยาม
96 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง แลเจ่าวา ผลิตผลมีแต่เฉพาะพริกไทย ไม้ฝาง งาช้าง กระดองตะพาบ แลสิ่งของ ทำนองนี้ หาใช่สิ่งของที่ราษฎรจำเป็นต้องใช้เป็นประจำวัน เช่น ผ้าไหม พืชผัก หรือ ธัญพืชไม่ เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่ายปกครองได้อนุญาตให้มีการเก็บภาษีสินค้าบนสำเภา ตามสัดส่วน แลให้ค้าขายได้อย่างเปิดเผย แต่พวกชั่วร้ายนับพันต่างพากันสร้างสำเภา ขนาดใหญ่ แอบซื้ออาวุธ ก่อคดีในทะเลหลวง เข้าไปเชื่อมโยงอย่างผิดกฎหมายกับ พวกต่างชาติ แลนำความเสียหายมาให้แก่ท้องที่ ซึ่งต้องให้ยุติทันที” คำกราบบังคมทูลนี้ได้ถูกส่งไปที่กรมพิธีการ ซึ่งเสนอว่า “ควรสั่งให้ผู้ตรวจการณ์ในท้องที่แลเจ้าพนักงานอื่น ๆ เข้มงวดห้าม สำเภาของพวกต่างชาติเข้ามาโดยละเมิดคณะทตบรรณาการที่เข้ามาตามระยะเวลาู ที่กำหนด บรรดาสำเภาที่ละเมิดกฎให้หยุดยั้งไว้แลส่งกลับ แลห้ามเจ้าพนักงาน เก็บภาษีสินค้าตามสัดส่วนเพราะทำให้เกิดปัญหาตามมา คนชั่วร้ายที่ยังสมคบ กับชาวต่างชาติต้องถูกลงโทษ” มีพระราชดำริเห็นชอบ ๑๗๖ | ๒๕ มกราคม ค.ศ. ๑๕๑๖/พ.ศ. ๒๐๕๙ กรมพิธีการรายงานว่า “คุนซือลี่ ราชทูตแลคณะจากประเทศสยามได้ทำหนังสือกราบบังคมทูล ขอเงินซ่อมสำเภาของพวกเขา เนื่องจากไม่เคยมีตัวอย่างการพระราชทานเงินมาก่อน จึงควรให้กรมการเมืองกวางตุ้งได้ตรวจดูความเสียหาย แลจัดหาช่างทหารช่วย ซ่อมแซมสำเภาให้ เมื่อเสร็จแล้วก็ให้พวกเขาเดินทางกลับทันที” มีพระราชบัญชามาว่า
97 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา “สำเภาบรรณาการเสียหายมานานแล้ว ขอให้สั่งกรมการมณฑลไปสำรวจ ดูความเสียหายแลมอบเงินที่จำเป็นใช้ในการซ่อมแซมสำเภา” ๑๗๗ | ๓๑ สิงหาคม ค.ศ. ๑๕๒๑/พ.ศ. ๒๐๖๔ ระหว่่างรััชศกเจิ้้�งเต๋๋อ (ค.ศ. ๑๕๐๖ - ๑๕๒๑) พวกหยีีชำำ นาญทะเล ฝอหลัังจื้้�อ (Fo - Lang - Ji) ได้้ขัับไล่สุุ่ลต่่านมาห์์มุุด (Su - Duan Ma - Mo) กษััตริิย์์มะละกาออกไปแลเข้้าครอบครองบ้้านเมืือง แล้้วพวกเขา ส่งเจียปี๋ตานโม (Jia - Bi - Dan Mo) ราชทูตแลคณะมาถวายเครื่องราชบรรณาการ กับขอรับการแต่งตั้ง หลังจาก นันมาไม่นาน เหว่ยชืออิงราชท้ ตมะละกา ได้มาเข้าเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการ ขอร้องให้ราชูสำนักแจ้งให้ประเทศ ทั้งหลายทราบแลส่งให้ ัส่งนายทัพนายกองแลกองทหารไปช่วยกอบกู้ประเทศของเขาคืนมา กรมพิธีการได้เคยเสนอ ให้ปฏิเสธพวกฝอหลังจื้อแลให้ส่งทูตบรรณาการกลับ ในขณะนั้นมณฑลกวางตุ้งได้ขอให้นำความกราบบังคมทูลว่า “ในบรรดาสำำเภาเดิินสมุุทร บางลำำอ้้างว่่ามาจากประเทศฝอหลัังจื้้�อ นำเอาอาหารแลเสื้อผ้ามาส่งคณะทูต จึงขอพระราชานุญาตเก็บภาษีสินค้าที่ พวก ต่างชาตินำเข้ามาแบบชักส่วนตามระเบียบกำหนด” เรื่องนี้ส่งไปที่กรมพิธีการ ซึ่งทำหนังสือกราบทูลว่า “ฝอหลังจื้อไม่ได้ เป็นประเทศบรรณาการ ยิ่งกว่านั้นยังรุกรานผืนดินเพื่อนบ้าน กระทำการหยาบช้า แลละเมิดกฎหมาย ตอนนี้พวกเขาได้นำส ินค้ามาค้าขายโดยสมอ้างว่านำมาเพื่อ เป็นเสบียง อุปนิสัยพวกหยียากจักเดา พวกเขาเข้ามาพักเป็นเวลานาน เป็นที่น่าสงสัย ว่าจับตาหาโอกาสอยู่ ควรมีพระราชโองการให้หัวหน้าผู้ปกป้องแลหัวหน้าผู้ ประสานงานขับไล่พวกนั้นออกไปเพื่อไม่ให้เข้ามาถึงพรมแดน ต่อไปถ้าชาวต่างชาติ โพ้นทะเลเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการตรงตามกำหนด ให้เก็บภาษีชักส่วน ตามกฎระเบียบ ถ้ามาถึงไม่ได้นำคำหับมาด้วย หรือเข้ามาพร้อมสินค้าไม่ต้องตาม ทำเนียม ก็ให้ปฏิเสธเสีย ส่วนการร้องขอของมะละกา ควรส่งเรื่องไปที่กลาโหม” ภายหลังต่อมากรมกลาโหมเสนอว่า
98 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง “ขอให้มีพระราชโองการติเตียนไปยังฝอหลังจื้อ สั่งให้พวกเขาคืนดินแดน มะละกา แลควรแจ้งให้สยามแลพวกหยีอื่น ๆ ให้ยึดมั่นในธรรมที่ต้องให้ความ ช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในความทุกข์ แลแสดงความเห็นใจเพื่อนบ้าน ถ้าเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบการลาดตระเวนทางทะเลแลการป้องกันสลัดญี่ปุ่นไม่รีบกราบบังคมทลู เมื่อได้ร้ถึงูสถานการณ์เกี่ยวกับพวกหยีที่เปลี่ยนไปพวกเขาก็ควรถกูจับแลดำเนินคดี” ทรงเห็นชอบตามข้อเสนอทุกประการ # ข้้อความส่่วนนี้้�ในี้้นหมิิงสืือลู่่ แสดงว่่าราชสำำนั ักจีีนติิดตามเหตุุการณ์์ ความเปลี่่ยนแปลงในเอเชีียอาคเนย์์ไม่่ทััน เพราะโปรตุุเกสได้้ยึึดมะละกาไปตั้้�งแต่่ ค.ศ. ๑๕๑๑ หรืือ พ.ศ. ๒๐๕๔ แล้้ว ในขณะที่่ก่่อนหน้้านั้้�น ราชสำำนัักสยาม ได้้พยายามบัังคัับให้้มะละกายอมอ่่อนน้้อมต่่อสยาม แม้้เมื่่อก่่อนโปรตุุเกสจะยึึด มะละกาเพีียงปีีเดีียว สมเด็็จพระรามาธิิบดีีที่่ ๒ ก็็ได้้ทรงให้้เตรีียมทััพสำำเภา ขนาดใหญ่่ที่่ตะนาวศรีีและนครศรีีธรรมราชจะไปตีีมะละกาอยู่่แล้้ว ๑๗๘ | ๓๑ มกราคม ค.ศ. ๑๕๒๗/พ.ศ. ๒๐๗๐ คุนซื่อเยว่ล่าเจ้อซูตี้ส่ ราชท ีูตแลคณะจากประเทศสยาม มาเข้าเฝ้าถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็น เครื่องราชบรรณาการ ได้พระราชทานเสื้อผ้าทำด้วยไหมกรองทอง พร้อมทั้งเงินตราแลเงินตามลำดับศักดิ์ ๑๗๙ | ๒๕ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๓๐/พ.ศ. ๒๐๗๓ ปลัดตรวจการณ์หวางซือเหวินกราบบังคมทูลรายงานว่า “บริิเวณกวางตุ้้งรัับผิิดชอบพวกหยีีรััฐต่่าง ๆ แลเมื่่อประเทศทั้้�งห้้า อัันได้้แก่่ สยาม จัมปา หลิวฉิว เจ่าวา แลป่อหนี1ส่งทูตมาถวายเครื่องราชบรรณาการต้อง ผ่านตงก้วน ต้าหมิงหวางตี้พระองค์ก่อน ๆ ได้วางกฎเกณฑ์เรื่องสิ่งของถวายและ 1 บอร์เนียว
99 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ระยะเวลาการเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการไว้ ถ้าคำหับที่นำมาด้วยถูกต้อง พวกเขาจักได้รับการคุ้มกันแลสินค้าที่นำมาทางราชการจักรับซื้อแลกเปลี่ยนให้เป็น เงินตรา ทั้งหมดนี้บันทึกไว้ในพระราชบรรหารแลตรวจดูได้ ระหว่างรัชศกหงหวู่ (ค.ศ. ๑๓๖๘ - ๑๓๙๘/พ.ศ. ๑๙๑๑ - ๑๙๔๑) เนื่องจากพวกเขามักนำพ่อค้า มาด้วยแลแอบกระทำการฉ้อฉลมิชอบ พวกเขาจงถึกู ระงับแลไม่อนุญาตให้นำเครื่อง ราชบรรณาการมา ในรัชศกเจิ้งเต๋อ (ค.ศ. ๑๕๐๖ - ๑๕๒๑/พ.ศ. ๒๐๔๙ - ๒๐๖๔) พวกฝอหลัังจื้้�อปกปิิดตััวตนแอบมากัับพวกที่่เข้้ามาถวายเครื่่องราชบรรณาการ พวกเขาได้้แผ่่อิิทธิิพลที่่เลวร้้ายไปยัังข้้าราชการมณฑล ต่่อเมื่่อหวางหงรองปลััด ตรวจการณ์์รวบรวมกำำลั ังของเขาขัับไล่่พวกนี้้�อนี้้อกไป จึึงปิิดกั้้�นพวกเขาไว้้ได้้ มาบัดนี้เพียงไม่กี่ปีให้หลัง หัวหน้าผู้ประสานงานแลผู้ตรวจราชการภาคกลับยก ข้ออ้างว่าขาดเงินแลสินค้า เสนอให้เปิดทางแก่พวกนี้เข้ามาอีก นับเป็นเวลาหลายปี ดีดัก เจ้าเหนือหัวพระองค์ก่อน ๆ ต้องกังวลพระทัยกับพวกนี้ที่ขับไล่ได้ยาก นับว่า เป็นโชคดีที่ท้ายที่สดเราุสามารถกวาดล้างพวกมันออกไป ถ้าทหารหาญได้ทำสงคราม นับครั้งไม่ถ้วนจนสำ เร็จแล้วกลับทิ้งขว้างไปเสียชั่วเพียงข้ามคืน ถือว่าเป็นเรื่อง น่าเศร้านัก หากแม้ว่าเราเพิกเฉยความเสียหายที่จักเกิดขึ้นต่อท้องที่ต่าง ๆ หรือถ้า ราชสำนักที่ดำรงเกียรติยศอย่างสูงส่งรับบรรณาการอันเล็กน้อยและไร้คุณค่าไว้ การปกครองพวกเขาจัักสมควรแก่่ศัักดิ์์�ศรีีของราชสำำนัักก็็หามิิได้้ ถ้้าควบคุุมพวกเขา ไม่่ได้้ รัังแต่่จัักยัังให้้ราชสำนัำ ักเสื่่อมเกีียรติิภููมิ ิ ไม่่มีีหนทางใดที่่เหมาะที่่ควร ๑๘๐ | ๑๓ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๓๖/พ.ศ. ๒๐๗๙ ต้าหมิงหวางตี้ทรงปรุงพระโอสถถวายพระราชมารดาเพื่อรักษาโรคน้ำพ ระเนตรไหลไม่หยุด แลได้ทรงทราบว่าเปลือกหุ้มไม้สนที่ขึ้น ณ ชายฝั่ง (海松子) รักษาได้ชะงัด จึงมีพระราชโองการไปยังกรมการ มณฑลกวางตุ้งให้หาเปลือกหุ้มไม้สนจากดินแดนชายฝั่งของสยามแลส่งต่อไปยังราชสำนัก
100 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๘๑ | ๒๐ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๕๔/พ.ศ. ๒๐๙๗ พระเจ้้ากรุุงสยาม ปอเลี่่ยคุุนสีีหลี่่อิ๋๋ วจีีหยาส่่ง [คณะทููต] มาถวายพระสุุพรรณบััฏแลสิ่่งของ พื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ ทรงเลี้ยงรับรองแลพระราชทานรางวัลตามทำเนียม ยิ่งกว่านั้น ได้พระราชทาน เครื่องสวมศีรษะแลสายคาดแก่ราชทูต อุปทูต แลท่องสื่อ ตลอดจนผู้มีกิจเกี่ยวข้องตามลำดับศักดิ์ # สยามขาดการติดต่อทางการทูตกับจีนไปนานถึง ๑๘ ปี เมื่อส่งทูต ไปอีกครั้งหนึ่ง พระนามของกษัตริย์อโยธยา คือ ปอเลี่ยคุนสีหลี่อิ๋วจีหยา หรือ พระ [เจ้า] กรุงศรีอโยธยา ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมมหาจักรพรรดิ ๑๘๒ | ๔ กันยายน ค.ศ. ๑๕๕๘/พ.ศ. ๒๑๐๑ พระเจ้ากรุงสยาม ปอเลี่ยคุนสีหลี่อิ๋วจีหยา ส่งคณะทูตมาถวายพระสุพรรณบัฏแลส่งของ ิพื้นเมือง เป็นเครื่องราชบรรณาการคณะทูตรับพระราชทานเลี้ยงแลรางวัลตามทำเนียม ๑๘๓ | ๑๗ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๕๙/พ.ศ. ๒๑๐๒ พระเจ้้ากรุุงสยาม ปอเลี่่ยคุุนสีีหลี่่อิ๋๋ วจีีหยา ทรงแต่่งคุุนยิิงหมิิงตี้้�เล่่ยเป็็นราชทููตพร้้อมคณะมาถวาย สิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ ได้้พระราชทานรางวััลตามขนบประเพณีีอัันมีีมาแต่่ก่่อนแล้้ว ยัังทรง เห็็นชอบตามคำำกราบบัังคมทููลขอให้้คืืนสิินค้้าบนสำำเภาที่่ถููกเก็็บภาษีีชัักส่่วนไปนั้้�น เพื่่อนำำ รายได้้จากการขายสิินค้้า ดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายซ่อมแซมสำเภาของพวกเขา คณะทตยังได้รับูพระราชทานเครื่องสวมศีรษะแลสายคาดอีกด้วย # พระนามพระเจ้ากรุงสยามที่จีนจดไว้นับตังแต่ ค. ้ศ. ๑๔๘๗/พ.ศ. ๒๐๓๐ จะเป็นรปแบบเดียวกันหมดคือ ูพระเจ้ากรุงศรีอโยธยา ซึ่งปรากฏในพระสพุ รรณบัฏ หาได้เรียกพระนามเมื่อก่อนขึ้นครองราชย์ไม่ คณะผู้ร่างพระสุพรรณบัฏแลสุวรรณ พระราชสาส์นคงถือทำเนียมไม่ใช้แม้แต่พระนามที่เป็นทางการ แต่เน้นว่าเป็น กษัตริย์ครองเมืองอะไรมากกว่า แม้แต่เอกสารไทยก็เรียกกษัตริย์จีนว่า พระเจ้ากรุงจีน ต้าหมิงหวางตี้ หรือพระเจ้ากรุงปักกิ่ง เป็นต้น
101 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๑๘๔ | ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๕๗๓/พ.ศ. ๒๑๑๖ หยินเจิ้งเหมา ซึ่งเป็นที่รองเจ้ากรมแลผู้กำกับราชการทหารแห่งกวางตุ้ง - กว่างซี ทำหนังสือ กราบบังคมทูลว่า “หัวเจ้าซง1พระเจ้ากรุงสยาม แต่งคณะทูตมาถวายสิ่งของพื้นเมืองเป็น เครื่องราชบรรณาการ พวกเขาอ้างว่า ตราประทับแลเอกสารคำหับซึ่งได้พระราชทาน ไว้แก่ประเทศนั้นได้ถูกไฟไหม้สูญหายคราวที่ประเทศตงหนิวได้เข้ามาโจมตี แลทำลายเมืองต่าง ๆ ดังนั้นพวกเขาจึงนำความกราบบังคมทูลให้พระราชทาน ชุดใหม่ทดแทน” มีรับสั่งให้ส่งเรื่องไปให้กรมพิธีการประชุมปฤกษาหารือกัน ๑๘๕ | ๙ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๕๗๕/พ.ศ. ๒๑๑๘ ประเทศส ยามแลนักบวชลามะต่างมาถวายเครื่องราชบรรณาการ ได้พระราชทานเลี้ยงแลมีรับสั่ง ให้ต้อนรับขับสู้ตามขนบประเพณี ๑๘๖ | ๓ สิงหาคม ค.ศ. ๑๕๗๕/พ.ศ. ๒๑๑๘ ประเทศสยามให้นำความกราบบังคมทูลว่า ก่อนหน้านี้ ตงหนิวหมานได้รุกราน ตราโลโตแลคำหับ ได้ถูกเพลิงเผาผลาญไป จึงขอชุดใหม่ทดแทนเพื่อใช้ในการเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการ ทรงเห็นชอบ ๑๘๗ | ๑๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๗๘/พ.ศ. ๒๑๒๑ กว่างเหมา ปลัดตรวจการณ์สังกัดสำนักตรวจการณ์กลาโหม ทำหนังสือกราบบังคมทูลว่า 1 หรือหัวไท่จู่ (Hua - Tai - Zhu) หรือ หัวเจ้าจู่ (Hua - Zhao - Zhu) ต้นฉบับต่าง ๆ เขียนไว้ไม่ตรงกัน
102 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง “โจรสลััดหลิินเต้้าเชีียนได้้นำำสำำเภาของเขาหลายลำำเข้้ามาทอดสมอ อยู่่ที่่ท่่าเหอถู่่เหมิินในเมืืองเจาหยาง บริิวารโจรได้้รัับคำำสั่่งให้้เตรีียมรายงาน คนหลายคนที่่ถููกลัักตััวไปหนีีพวกโจรมาได้้แลกล่่าวว่่า พวกเขาถููกจัับตััวไปในปีีที่่๖ แห่่งรััชศกหว่่านลี่่ (ค.ศ. ๑๕๗๘/พ.ศ. ๒๑๒๑) แลเล่่าว่่าพวกสลััดได้้โจมตีีสำำเภา ‘กาฬปัักษ์์’ ของประเทศสยาม แต่่หาสำำเร็็จไม่่ พวกสลััดถููกฆ่่าเสีียเป็็นจำำนวนมาก แลพวกที่่เหลืือก็็ถููกพวกสยามไล่่ล่่า ด้้วยเหตุุที่่พ วกโจรไม่่มีีเงิินแลขาดคน พวกมััน จึึงเสนอมาว่่าจัักกลัับไปซ่่องสุุมเดิิมที่่เหอถู่่เหมิิน เพื่่อไปเอาเงิินแลสิินค้้าที่่ฝัังเก็็บ อยู่่ที่่นั่่น พวกนั้้�นยัังเสนอที่่จัักเข้้าโจมตีีกองกำลัำ ังต่่าง ๆ ในเขตปกครองเมืืองไหเหมิิน แลเมื่่อลมตะวัันออกเปลี่่ยนทิิศทางแล้้ว จัักกลัับไปยัังดิินแดนพวกหยีี (ต่่างชาติิ) แผนการของโจรสลัดัผู้นี้้นี้้เ�ต็มไป ็ด้วยเ้ล่ห์่เห์ ลี่่ยม ถ้าเขายอม้จำำนนแลถ่วงเวลากอง่กำำลังั เราอยู่่ เขาย่่อมจัักใช้้ที่่ซ่่องสุุมของเขาได้้โดยง่่าย ถ้้าเขาอยากเข้้ามาร่่วมในการสร้้าง ความสงบด้้วยการต่่อรองแลไม่ยุ่่่ ยุ่่งเกี่่ยวกัับการปล้้นสะดม เขาจัักสามารถเคลื่่อนย้้าย ที่่ได้้อย่่างลัับ ๆ แลหาโอกาสสร้้างความวุ่่นวาย เกรงว่่าข้้าราชการที่่กระตืือรืือร้้น จัักให้ความ้ วุ่่นวายยุติุลง จัักเ ิต็มใ ็จยอมรับการยอมมอบัตัวของเขา หากตกหัลุมุพรางนี้้� จัักเกิดความเิสียหายไ ีม่น้่อย ้จึงขอกราบึบังคมัทููลให้มี้พีระราชบัญชาั สั่่งกรมกลาโหม ให้้ส่่งสารตราด่่วนไปยัังผู้้บั ัญชาการสููงสุุดแลเจ้้าหน้้าที่่ฝ่่ายอื่่น ๆ ให้้วางแผนกำำจััด เจ้้าหััวหน้้าอัันธพาล แลกำำหนดวัันรวมกำำลัังทำำการร่่วมกััน ขอให้้มีีพระราชบััญชา กำำชัับไปยัังพวกข้้าราชการว่่าให้้วางแผนอย่่างรััดกุุมขนาดที่่ว่่าเมื่่อลั่่นกลองรบ ก็็เห็็นชััยชำำนะ เมื่่อกำำจััดพวกหััวโจกแล้้วจึึงหาทางทำำ ให้้พวกสลััดบริิวารสััดพลััด กระจััดกระจายไป ด้้วยวิิธีีนี้้�ทั้้ง�ภููมิภิาคย่่อมจัักคืืนสู่่สัันติสุิุขได้้” กรมพิิธีีการได้้นำำความขึ้้�นกราบบัังคมทููลอีีกเพื่่อสนัับสนุุน
103 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๑๘๘ | ๖ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๕๗๘/พ.ศ. ๒๑๒๑ ตราลััญฉกรประจำำพระองค์์พระเจ้้ากรุุงสยามได้้หล่่อเสร็็จแลส่่งมอบแล้้ว ๑๘๙ | ๘ ธัันวาคม ค.ศ. ๑๕๗๘/พ.ศ. ๒๑๒๑ มีีพระกระแสรัับสั่่งว่่า เนื่่องจากกองงานลิิปิิกรมสยาม สัังกััดสำำนัักงานล่่าม ได้้ตั้้�งขึ้้�นแล้้ว ควรได้พิจารณาวางระเบียบกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องการคัดเลือกบัณฑิตฝึกหัดแลการสร้างโถงปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อให้การเตรียมการต่าง ๆ สอดคล้องกับสิ่งที่จำเป็น ๑๙๐ | ๒๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๕๘๐/พ.ศ. ๒๑๒๓ โจรสลัดหลินเต้าเชียนเข้ายึดเกาะหลายเกาะในมหาสมุทรแลสร้างความเสียหายใหญ่หลวงอยู่ โดยการปรากฏอย่างทันทีทันใดแลหลบลี้ไปอย่างรวดเร็ว นายทัพนายกองแลกองกำลังทหารไม่สามารถจับตัวมาได้ เขาอาศัยปัตตานีแลสยามเป็นสถานที่หลบซ่อน ต่อมาภายหลังยังได้ข่มขู่ปัตตานีแลเกี่ยวข้องกับการโจมตีสยามอย่าง รุนแรง ท่องสื่อคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศเหล่านี้ประสงค์จักช่วยเหลือจับตัวเขา หลิวเย่าหุย ผู้บัญชาการสูงสุด กวางตุ้ง - กว่างซีเสนอว่า ควรตั้งรางวัลจับตัวเขาอีก เพราะนั่นเป็นวิธีที่จักทำให้จับตัวเขาได้แน่นอน กรมพิธีการ ได้นำความเรื่องข้อเสนอขึ้นกราบบังคมทูล ทรงเห็นชอบด้วย ๑๙๑ | ๓ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๘๐/พ.ศ. ๒๑๒๓ เจิิงชิิง เจ้้าเมืืองเจีียนปู่่ไจ้้ จัับหยางซีี โจรกบฏได้้จึึงให้้นำำตััวมาส่่งพร้้อมทั้้�งถวายพระสุุพรรณบััฏ งาช้้าง แลขี้้�ผึ้้�ง หยางซีีเป็็นสมาชิิกคนหนึ่่งของกลุ่่มโจรพลััดถิ่่นหลิินเต้้าเชีียง ก่่อนหน้้านี้้� เกิ้้�งติ่่งเซีียง หััวหน้้าผู้้ประสาน งานแห่่งฝููเจี้้�ยนสืืบทราบผ่่านสายลัับว่่า หลิินเต้้าเชีียงได้้ออกจากสยามแล้้ว เจ้้าเมืืองเจีียนปู่่ไจ้้ได้้รัับคำำสั่่งให้้วางแผน จัับเขา เจ้้าเมืืองดัังกล่่าว ครั้้�นได้้อ่่านคำำสั่่งแล้้วจึึงได้้กุุมตััวหยางซีีไว้้ เขายัังได้้ส่่งคืืนเฉิินถิิงไก้้อดีีตทหารแลคนอื่่น ๆ แล้วขอพระราชทานพระราชานุญาตเข้ามาถวายเครื่องราชบรรณาการได้ ข้าราชการกรมพิธีการสงวนท่าทีว่า “ควรรอจนกว่าได้ตัวหลินเต้าเชียนเสียก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาพร้อมกัน” ทรงเห็นชอบด้วย
104 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๙๒ | ๑๑ มิถุนายน ค.ศ. ๑๕๘๒/พ.ศ. ๒๑๒๕ พระเจ้้ากรุุงสยามทรงได้้รัับพระราชทานลััญฉกร [ตราโลโต] ส่่วนราชทููตสยามแลคณะได้้รัับ พระราชทานรางวััลเป็็นแพรแลสิ่่งของตามลำำดัับศัักดิ์์� # นามราชทูตสยามที่จีนจดไว้ ว่อเหมินล่าตรงกับ “ออกหมื่นราช...” เป็นนามที่ไม่สมบูรณ์ และยังมีข้อน่าสังเกตว่าในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรม ราชาธิราช ท่านทูตที่เดินทางไปจีนมียศเพียง “ออกหมื่น” ซึ่งแสดงว่าหลังเสียกรุงฯ แก่พม่าแล้วคงมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อยู่ค่อนข้างน้อย ๑๙๓ | ๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๕๙๑/พ.ศ. ๒๑๓๔ ในหยุนหนาน เจ้าเมืองเหมี่ยนเตี้ยน - อังวะได้เข้าโจมตี แต่กองทหารหลวงหยุดยั้งเขาไว้ได้ จึงมีรับส่งให้แ ัจกจ่ายรางวัลอย่างสมใจ มีผู้เสนอว่าในระหว่างฤดูสารทแลฤดูเหมันต์ ควรส่งราชทูตไปสยาม เพ่อนื ำพระราชบัญชาไปยังหนิวตาล่าแห่งสยาม ขอให้พระองค์เข้าตีกระหนาบ การจัดแจงเรื่องนี้ให้สอดคล้องกับ ข้อเรียกร้องของหวู่ติง ผู้เป็นกลาโหมแลผู้ประสานงานใหญ่แห่งมณฑล ๑๙๔ | ๓๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๕๙๒/พ.ศ. ๒๑๓๕ พระราชทานเลี้้ยงคณะ�ทููตจากประเทศสยาม แลมีรัีบัสั่่งให้ฝานเ ้ฉียน ป ีลัดกรมพิิ ัธีการีทำำหน้า้ที่่รับรองั ๑๙๕ | ๑๖ พฤศจิิกายน ค.ศ. ๑๕๙๒/พ.ศ. ๒๑๓๕ ราชทููตต่่างชาติิแลคณะรวมทั้้�งหมด ๒๗ คนจากประเทศสยามเดิินทางมาถึึงเมืืองหลวงเพื่่อถวาย เครื่่องราชบรรณาการ โปรดเกล้้าฯ พระราชทานรางวััลแลเครื่่องสวมศีีรษะพร้้อมสายคาดแก่่คณะทููตตามโบราณ ราชประเพณีี ๑๙๖ | ๖ กุุมภาพัันธ์์ ค.ศ. ๑๕๙๓/พ.ศ. ๒๑๓๖ หัวหัน้้าผู้ตรว้จการณ์์แลผู้บั้ ญชาการัสููงสุดแุห่่งกวางตุ้้ง - กว่่างซี เีซี่่ย ซี่่ วอัน ัทำำหนังัสือกราบืบังคมัทููลว่่า
105 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา “สยามตั้้�งอยู่่ทางตะวัันตกแลอยู่่ห่่างจากญี่่ปุ่่นนัับ ๑๐,๐๐๐ ลี้้�ลี้้ เมื่่อ เร็ว ๆ นี้ ราชทูตบรรณาการจากสยามได้ยื่นเรื่องต่อกรมกลาโหมแจ้งว่า พวกเขาต้อง แสดงความจงรักภักดีต่อต้าหมิงหวางตี้ด้วยการให้ความช่วยเหลือ กรมกลาโหมได้ นำำความกราบบังคมัทููลโดยบันัทึกความเึห็น็ว่า ควร่ สั่่งให้พ้วกเขาส่ง่ทัพัเข้าโ้จมตีญี่่ปุ่่ญี่่ปุ่่น โดยตรง อย่่างไรก็็ตาม เมื่่อพิิจารณาระยะห่่างทางทะเลแลอุุปนิิสััยพวกหยีี [ชาวต่างชาติ] ที่คาดเดาได้ยาก” ฝ่ายกลาโหมได้ปฤกษาหารือกันแล้ว จึงบันทึกความเห็นมาว่า “กััมปากุุ (關白)”1 ได้้ฉ้้อฉลยึึดอำำนาจโดยสมคบกัับพวกโจร ใช้้วิิธีีการ หยาบช้า โหดร้าย แลทารุณกับผู้คน อีกทั้งจู่ลู่ข่มขู่บ้านเมืองทั้งหลาย บัดนี้ เขาหมายที่จะครอบครองเกาหลี แลแอบวางแผนโจมตีแผ่นดินภายในของจีน การกระทำนี้สร้างปัญหามากมายแก่กองทัพราชสำนัก ที่ราชทูตสยามแสดงความ โกรธต่อการกระทำที่ชั่วร้ายนี้ แสดงถึงความจงรักภักดีของผู้ที่ต้องการช่วย อีกทั้ง เป็นความชอบธรรมของผู้ที่มีน้ำใจต่อเพื่อนบ้าน พวกเราจึงได้เสนอว่าให้พวกเขา ส่งกองทัพมาช่วยได้ ประการแรกเพื่อกระตุ้นบรรดารัฐที่อย่ห่างไกล แลประการทีู่สอง เพ่อให้ควบคุมกองทั ืพญี่ปุ่นได้ ผู้แต่งตำราพิชัยสงครามได้กล่าวถึงความผิดพลาด ที่เกิดขึนได้ในหลายลักษณะ แต่หาได้กล่าวถึงหนึ่งในข้อผิด ้พลาดที่เกิดจากการที่จีน ซึ่งมีเกียรติภูมิยิ่งใหญ่จักพ่งึพิงความเข้มแข็งของพวกต่างชาติจากบรรดาเกาะต่าง ๆ ดังนั้น จึงขอให้ส่งพระราชโองการไปสรรเสริญความจงรักภักดีแลความชอบธรรม แลแจ้งใ้ห้ทราบ้ถึงความึ ชื่่นชมในแรงใจของพวกเขา ฝ่ายเราควรรอ่จนกว่าแ่ม่ทั่พั ใหญ่่ 1 คำยืมจากภาษาญี่ปุ่น กัมปากุ แปลว่า เครื่องกั้นสีขาว ใช้หมายถึงสำ นักโชกุนที่บริหารราชการในนามจักรพรรดิวังหลวง ญี่ปุ่น
106 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ได้้ทบทวนเสร็็จ แลรอรัับคำำตอบจากท่่านแล้้วจึึงออกคำำสั่่งได้้ ความเข้้าใจอย่่างทะลุุ ปรุุโปร่่งแลสายตาไกลเป็็นที่่ตั้้�งของขััตติิยภาพ บััดนี้้�ท่่านแม่่ทััพใหญ่่ปกป้้องดููแล พรมแดนทางใต้้อัันห่่างไกลอยู่่ย่่อมรู้ว่้ว่่าปฏิบัิติัิการอย่่างไรจึึงจัักเหมาะสมกัับบรรดา บ้้านเมืืองโพ้้นทะเล ขอจงทรงมีีพระมหากรุุณาธิิคุุณสั่่งการให้้เขาจััดการเรื่่องรื่่ต่่าง ๆ ตามที่่เสนอไว้ใน้คำำที่่นำำขึ้้นกราบ�ขึ้้บังคมัทููลเจ้า้พนักงานระดมัพลที่่กรมนี้้ไ�ด้ส่้งไปแ ่ล้ว้ ต้้องรัับฟัังคำำ ปฤกษาของเขาในสิ่่งที่่ต้้องกระทำำหรืือหยุุดยั้้�ง ถ้้าเจ้้าพนัักงานเหล่่านั้้�น ได้้ไปถึึงประเทศนั้้�นแล้้ว เราควรส่่งล่่ามหลวงที่่อาจหาญไปส่่งสารตราแจ้้งให้้พระเจ้้า กรุุงสยามคำำนั ับรัับไว้้ซึ่่งพระราชบััญชาทั้้�งปวงในการเตรีียมทััพเรืือไว้้ให้้พร้้อมแล ให้้ถวายคำำกราบบัังคมทููลแนะทููนำำกลัับมา ขอให้พ้ระเจ้้ากรุุงสยามรั้้�งรออยู่่ก่ ่อนจนกว่่า พระราชบััญชาจัักมาถึึงแลปฏิิบัติัิตามนั้้�น” ทรงเห็็นชอบด้้วย ๑๙๗ | ๑๒ เมยายน ค.ศ. ๑๖๐๔/พ.ศ. ๒๑๔๗ เฉิินหย่่งปิิน 1หััวหน้้าผู้้ประสานงานแห่่งหยุุนหนาน ถวายรายงานว่่า “อัังวะกัับเมิ่่งน่่าย 2 ต่่างระดมกำำลัังแลรุุกรบกััน เมื่่อพวกหยีีแลพวกตี้้� แย่ง่ชิงิอำำนาจกัน ัถือืว่าเ่ ป็นประโยช ็น์แ์ก่จี่น เี มิ่่งน่ายแล่สยามได้ตกลงเ้ ป็น็พันัธมิ ตริกันั ต่่อต้้านอัังวะ พวกเขาอยู่่ข้้างราชสำำนัักแลจงรัักภัักดีีถ้้าพระบารมีีของบุุรพกษััตรา ธิิราชเจ้้าแลพระพรชััยแห่่งพระราชโอรสแห่่งสวรรค์์เกื้้�อหนุุน แลพระเจ้้ากรุุงอัังวะ สิ้้�นพระชนม์์ลงด้้วยน้ำำ�มืือของเมิ่่งน่่าย ถืือว่่าเป็็นโชค ถ้้าจัับพลััดจัับผลููเมิ่่งน่่าย พ่่ายแพ้้พระเจ้้ากรุุงอัังวะก็็คงรวบรวมไพร่่พลที่่ขึ้้�นกัับอัังวะ - เหมี่่ยนเตี้้�ยนเริ่่มตีี ล้ำำ�เข้้ามาดิินแดนจีีนทีีละน้้อย ณ เวลานั้้�นนั้้ถ้้าเรามิิได้้ตระเตรีียมกำำลั ังป้้องกััน ให้เหมาะ้สม แลกองกำำลังัช้าง้ม้า้ฝ่าย่อังวะ - เหั มี่่ยนเตี้้ยนกระเ�อิบเสิิบ ิสาน ก็จัักเห ็มือนื 1Chen Yong - Bin 2 คือเมืองนายของพวกไทใหญ่
107 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา เหตุุการณ์์ครั้้�งซืือเหริินฟ่่าที่่ผ่่านมาแล้้ว คิิดอุุทาหรณ์์เรื่่องนั้้�นแล้้วยัังไม่่พรั่่นพรึึง เพื่่อให้้รัับกัับเหตุุการณ์์นี้้� ให้้เร่่งคััดคนที่่เก่่งกล้้าแลรู้้เส้้นทางลดเลี้้�ยวเคี้้�ยวคด ไปยัังเมิ่่งน่่าย ประเทศสยาม แลป่่อหนีี ให้้จััดการรวมกำำลัังกััน แลแจ้้งนััดวััน เข้้าทำำลายอัังวะ - เหมี่่ยนเตี้้�ยน โดยไม่่เซ้้าซี้้�แบ่่งแลต่่อรองเรื่่องดิินแดนเหมี่่ยนเตี้้�ยน ประการหนึ่่งเล่่า ได้้ห้้ามปรามมู่่ปัังมิิให้้เข้้าด้้วยกัับพวกกบฏ ถ้้าพระเจ้้ากรุุงอัังวะ ยึึดเมิ่่งน่่ายได้้ทััพพวกหยีีต้้องพัักรบให้้น้ำำ�ม้้าที่่แม่่น้ำำ�จิ้้�นซา กองทััพเราจัักเข้้าโจมตีี ที่่ตรงนั้้�น อย่่างไรก็็ดีีที่่เถิิงชงกองกำำลัังของเรามีีเพีียงไม่่ถึึง ๗,๐๐๐ นาย จำำเป็็น ต้้องเกณฑ์์ทััพพื้้�พพื้้นเมืืองซึ่่งชำำนาญการศึึกเพิ่่ม ต้้องให้้ได้้กำำลัังพลไม่่น้้อยกว่่า ๒๐,๐๐๐ นาย ซึ่่งต้้องการเสบีียงข้้าวสำำหรัับแจกจ่่าย ๒๐๐,๐๐๐ [ถััง?] เสบีียง ของหยุุนหนานร่่อยหรอลง จึึงขอให้้มีีพระราชบััญชาไปยัังกรมภาษีีแลกรม โยธาธิิการให้้สำำรองธััญพืืชไปก่่อนเป็็นการด่่วน ๑๐๐,๐๐๐ ถััง จากแต่่ละแห่่ง คืือมณฑลกวางตุ้้งแลซื่่อชวน เพื่่อช่่วยบรรเทาในคราวฉุุกเฉิิน ถ้้าเป็็นดัังนี้้� เมื่่อกองทััพเข้้าสู้้รบแล้้ว ก็็ไม่่จำำเป็็นต้้องส่่งคำำขอเสบีียงหนุุนเป็็นการฉุุกเฉิินอีีก” ฝ่่ายกรมกลาโหมแลกรมภาษีีได้้ร่่วมกัันกราบบัังคมทููลแจ้้งความว่่า “ขอให้้ทรงพิิจารณาแลมีีพระราชบััญชาไปยัังมณฑลทั้้�งสองให้้ยืืมเสบีียง มณฑลละ ๕๐,๐๐๐ เหลีียง ถ้้าใช้้เฉพาะกำำลัังพวกหยีีเข้้าโจมตีีพวกหยีีจึึงให้้ส่่ง เงิินคืืน ถ้้ารุุกเข้้าไปในดิินแดนส่่วนใน จึึงค่่อยแจ้้งมาโดยด่่วนเพื่่อเตรีียมการต่่อไป เมิ่่งน่่ายได้้เข้้ามาสวามิิภัักดิ์์�แลทำำหน้้าที่่เป็็นฉากกั้้�นให้้แก่่ฝ่่ายเรา เมื่่อใดก็็ตาม ที่่เมิ่่งน่่ายทำำสงคราม เราก็็ต้้องช่่วยเหลืือ เกณฑ์์ทััพ จััดเตรีียมเสบีียงกรััง แลส่่งกำำลััง ไปกวาดล้้างตามสถานการณ์์ เบื้้�องต้้นนี้้�ขอให้้แจ้้งเมิ่่งน่่ายให้้สื่่อสารกัับพวกหยีี กลุ่่มต่่าง ๆ เพื่่อพยายามขััดตาทััพข้้าศึึก ประการที่่สอง ฝ่่ายเราต้้องกระตุ้้นให้้มู่่ปั ัง ร่่วมส่่งทััพไปช่่วย ประการที่่สาม ต้้องส่่งสารตราไปถึึงแม่่ทััพใหญ่่กวางตุ้้ง - กว่่างซีี ให้้ส่่งสารไปยัังประเทศสยาม ป่่อหนีีแลจััมปาให้้สมทบกำำลัังเข้้าตีีกระหนาบ เมื่่อพระเจ้้ากรุุงอัังวะจำำนนแล้้ว จึึงพระราชทานยศ บำำเหน็็จรางวััล แบ่่งดิินแดน ให้้ครอง ทั้้�งหมดนี้้� เราต้้องแสดงน้ำำ�ใจกว้้างขวาง หากว่่าอัังวะแลมู่่ปัังต่่างถอนทััพ
108 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ก็็ยัังจำำเป็็นต้้องระดมกำำลัังส่่งพลเดิินเท้้าแลทััพม้้าไประมััดระวัังแนวป้้องกัันของเรา ด้้วยความใส่่ใจเป็็นพิิเศษ กำำลัังทหารที่่ไปต้้องไม่่ไปสร้้างปััญหาเพราะอาจเป็็นเหตุุ ให้้กลุ่่มต่่าง ๆ หาเรื่่องขยายดิินแดน แลยิ่่งเข้้าไปเกี่่ยวข้้องกัับพวกตั้้�งซ่่องสุุมให้น้้ ้อย ซึ่่งจัักทำำ ให้้เกิิดภััยพิิบัติัิตามมา” ทรงเห็็นชอบด้้วยกัับคำำกราบบัังคมทููล ๑๙๘ | ๒๐ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๖๑๑/พ.ศ. ๒๑๕๔ ชาวญี่่ปุ่่นสามคนถููกจัับตััวได้้ในเขตที่่กองกำำลัังเจ้้อหลิินแห่่งหนานจื้้�อลี่่ (Non Zhi - Li) ดููแล พวกนี้้� กำำลั ังเดิินทางไปสยาม หากแต่่สำำเภาเผชิิญพายุุไต้้ฝุ่่นพลิ ิกคว่ำำแลถููกซััดลอยคอมาถึึงชายฝั่่ง หััวหน้้าผู้้ประสานงาน แลผู้้ตรวจการณ์์ภาคจึึงได้้รายงานมา กรมพิิธีีการนำำความกราบบัังคมทููลว่่า “พวกสามคนนี้้�ควรแยกจากกัันเสีีย ส่่งตััวไปที่่เอี๋๋ยนแลสุุยในมณฑลซานซีี ให้้ทำำหน้้าที่่เป็็นทหารรัักษาชายแดนที่่นั่่น” มีีพระราชดำริำ ิเห็็นชอบ ๑๙๙ | ๒๕ มกราคม ค.ศ. ๑๖๑๒/พ.ศ. ๒๑๕๕ ประเทศสยามส่่งหว่่อคนล่่าไน่่ไม่่ตรีีลี่่ ราชทููตแลคณะรวมทั้้�งหมด ๒๖ คน มาถวายเครื่่องราช บรรณาการ ได้้จััดงานพระราชทานเลี้้�ยง ส่่วนสุุวรรณพระราชสาส์์นจากผููไอ่่พระเจ้้ากรุุงสยาม ได้้ถููกส่่งไปที่่สำำนัักงาน แปลเอกสาร หลัังจากนั้้�นราชทููตจึึงได้้นำำขึ้้�นทููลเกล้้าฯ ถวาย # นามราชทููตสยามที่่ไปในปีีนี้้�นี้้จีีนจดไว้้ว่่าราชทููตชื่่อ หว่่อคุุนล่่าไน่่ไม่่ตรีี ลี่่ (Wo Kun - La - Nai - Mai - Di - Li) ซึ่่งตรงกัับชื่่อไทยว่่า “ออกขุุนราชไมตรีี” อาลัักษณ์์จีีนได้้ถอดเสีียงเพี้้�ยนไปเล็็กน้้อย ส่่วนพระนามสมเด็็จพระเจ้้าทรงธรรมนั้้�น อาลัักษณ์์จีีนจดไว้้อย่่างย่่อว่่า ผููไอ่่ (Pu - Ai) ซึ่่งเซึ่่ป็็นสองคำำสุุดท้้ายในพระนามเต็็ม คืือ “สมเด็็จพระเจ้้ากรุุงพระนครศรีีอยุุธยาผู้้ใหญ่่” การใช้้พระนามตามแบบนี้้�จะกลาย เป็็นมาตรฐานในการจารึึกพระสุุพรรณบััฏติิดต่่อกัับราชวงศ์์ชิิงต่่อมา
109 จดหมายเหตุหมิงสือลู่ เกี่ยวกับอยุธยา ๒๐๐ | ๒๕ พฤศจิิกายน ค.ศ. ๑๖๑๗/พ.ศ. ๒๑๖๐ ราชทููตจากประเทศสยามเข้้าเฝ้้าถวายพระสุุพรรณบััฏแลสิ่่งของพื้้�นเมืือง รวมน้ำ ำ� หนััก ๑๔,๐๐๐ หาบ กัับนกยููงสามคู่่ เป็็นเครื่่องราชบรรณาการ ๒๐๑ | ๑๖ สิิงหาคม ค.ศ. ๑๖๑๘/พ.ศ. ๒๑๖๑ หลิิวหยิิงตง เจ้้าพนัักงานสถานีีรัับช่่วงส่่งต่่อพััสดุุแลคณะ ได้้สัับเปลี่่ยนพระสุุพรรณภาชน์์ รองพระสุุพรรณบััฏซึ่่งประเทศสยามนำำมาเป็็นเครื่่องราชบรรณาการ กรณีีนี้้�ได้้มีีการจััดการแลลงโทษเรีียบร้้อยแล้้ว ผู้้บั ัญชาการสููงสุุดแห่่งกวางตุ้้ง - กว่่างซีี โจวเจี่่ยม่่อแจ้้งมา ๒๐๒ | ๑๕ กัันยายน ค.ศ. ๑๖๑๙/พ.ศ. ๒๑๖๒ ข้้าหลวงของพระอััครมเหสีีของพระเจ้้ากรุุงสยามเข้้าเฝ้้าถวายขนนกยููง งาช้้าง แลแก่่นกฤษณา เป็็นเครื่่องราชบรรณาการ ได้้พระราชทานเลี้้�ยงแลรางวััลแก่่พวกทููต นอกจากนั้้�น ยัังพระราชทานแพรสีีนานาชนิิด แพรต่่วนกรองทอง เครื่่องนุ่่งห่่ม รองเท้้า แลถุุงเท้้า ตามลำำดัับศัักดิ์์� # ข้้อความตอนนี้้�เป็็นหลัักฐานแสดงว่่า “ข้้างใน” หรืือพระอััครมเหสีี สามารถส่่งคณะทููตไปถวายเครื่่องราชบรรณาการที่่ราชสำำนัักจีีนได้้ถ้้ายึึดตาม ขนบทำำเนีียมจีีน น่่าจะเป็็นการถวายแก่่ “ข้้างใน” ของอีีกฝ่่ายหนึ่่ง ๒๐๓ | ๒๔ มิถุิุนายน ค.ศ. ๑๖๒๑/พ.ศ. ๒๑๖๔ ผู้้ตรวจการณ์์เขตกวางตุ้้ง หวางซุุนเต๋๋อ รายงานเรื่่องการทำำลายอาคารที่่พวกไป่่อี๋๋สร้้างขึ้้�นใหม่่ ที่่เซีียงซานบนเกาะชิิงโจว แล้้วยัังกล่่าวถึึงความสำำเร็็จของผู้้บััญชาการทหารทั้้ง�สองของมณฑล คืือ เฝิิงก่่งล่่ง (Feng Cong - Long) แลซุุนจางซั่่ว (Sun Chang - Zuo) ในการรวมกำำลัังกัันกระทำำการครั้้�งนี้้� แลขอให้้บัันทึึกคุุณงาม ความดีีไว้้ด้้วย กรมพิิธีีการได้้นำำความกราบบัังคมทููล ทรงเห็็นชอบ พร้้อมแนบบัันทึึกด้้วยว่่า บริิเวณที่่พวกไป่่อี๋๋เข้้ามา ยึึดครองนั้้�นเรีียกว่่าเฮ่่าจิิง อยู่่ในมุุมสงััดของหนองน้ำำ�นอกชายฝั่่งหููเถี่่ยวเหมิิน (Hu - Tiao - Men) ทางใต้้ตำำบล เซีียงซาน มณฑลกวางตุ้้ง ก่่อนหน้้านี้้�เมื่่อพวกทููตนำำเครื่่องราชบรรณาการมาจากสยาม ฝอหลัังจื้้อแลประเท� ศอื่่น ๆ ทางทะเลตะวัันออกแลตะวัันตก มัักเข้้ามาใกล้้เมืืองแลค้้าขายกัับพวกมีชื่่ีอเชื่่สีียงของท้้องถิ่่น ท้้ายที่่สุุดเลยต้้องตั้้ง�สถานีี ดููแลการค้้าทางทะเลที่่นั่่น เพื่่อเก็็บภาษีีสิินค้้าของพวกเขา...
110 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๒๐๔ | ๓ มกราคม ค.ศ. ๑๖๒๓/พ.ศ. ๒๑๖๖ ประเทศสยามถวายพระสุพรรณบัฏแลสิ่งของพื้นเมืองเป็นเครื่องราชบรรณาการ พระราชทานเลี้ยง แลรางวัลแก่คณะทูตตามทำเนียมแต่ก่อนมา ๒๐๕ | ๑๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๖๒๓/พ.ศ. ๒๑๖๖ ซานเลี่่ยปาล่่า พระเจ้้ากรุุงสยาม ทรงแต่่งราชทููตพร้้อมคณะนำำสิ่่งของพื้้�นเมืืองมาถวายเป็็น เครื่่องราชบรรณาการแสดงความยิินดีีในวโรกาสต้้าหมิิงหวางตี้้�ขึ้้�นครองราชสมบัติัิ ขาเดิินทางกลัับ โปรดให้้ [ราชทููต แลคณะ] นำสิ่งของพระราชทานตามขนบประเพณีไปถวายแก่พระเจ้ากรุงสยาม ๒๐๖ | ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๖๒๓/พ.ศ .๒๑๖๖ คณะทููตต่างชา่ติจิากประเทศสยาม ซึ่่งเ ซึ่่ ดินทางมาถวายเคิ รื่่องราชบรรณาการได้รั้บัพระราชทานเลี้้ยง� ๒๐๗ | ๓ กัันยายน ค.ศ. ๑๖๓๔/พ.ศ. ๒๑๖๖ สยามถวายเครื่องราชบรรณาการ # การส่่งทููตไปถวายเครื่่องราชบรรณาการที่่ราชสำำนัักจีีนขาดช่่วงไป ระหว่่าง ค.ศ. ๑๖๒๓ - ๑๖๓๔/พ.ศ. ๒๑๖๖ - ๒๑๗๗ เป็็นระยะเวลา ๑๑ ปีี ตรงกัับปลายรััชกาลสมเด็็จพระเจ้้าทรงธรรมและต้้นรััชกาลสมเด็็จพระเจ้้า ปราสาททอง ตอนนั้้�นมีีเหตุุวุ่่นวายภายในทั้้�งเรื่่องการแย่่งชิิงราชสมบััติิและกบฏ หััวเมืืองมลายููทางใต้้ หลััง พ.ศ. ๒๑๗๗ จนกระทั่่งสิ้้�นราชวงศ์์หมิิงใน พ.ศ. ๒๑๘๗ ไม่่ได้้มีีการส่่งคณะทููตไปจีีนเลย ด้้วยจีีนเองกำำลัังวุ่่นวายจากเหตุุการณ์์ภายใน ซึ่่งท้้ายที่่สุุด นำำ ไปสู่่การยึึดครองแผ่่นดิินจีีนได้้ทั้้�งหมดของพวกแมนจููซึ่่งตั้้�ง ราชวงศ์์ชิิงขึ้้�น
ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย
112 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ชิิงสืือลู่่ (จดหมายเหตุุราชวงศ์์ชิิง) ส่่วนที่่�เป็็นข้้อมููลเกี่่�ยวกัับไทย ๑. วันอู้อู่ เดือนสิบสอง ปีที่เก้าแห่งรัชศกซุ่นจื้อ 1 (วันที่ ๑๙ มกราคม ค.ศ. ๑๖๕๓ ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๙๖)2 หลี่ชีเฟิ่ง (ข้าหลวงมณฑลกว่างตง) มีหนังสือกราบบังคมทูลอีกว่า “เซียนหลัว3 ขอรับตรา และคำ หับ4 ใหม่ เพื่อการถวายราชบรรณาการ” รับสั่งให้กรม5 พิจารณาโดยด่วน (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจู่ “ซื่อจู่สือลู่” บรรพ ๗๐ หน้า ๒๑) ๒. วันจ่ไีฮ่ เดือนเจ็ด ปีที่สามแห่งรัชศกคังซี6 (๓๐ สิงหาคม ๑๖๖๔/๒๒๐๗) กรมหลี่ป้กราบบูังคมทลู ถวายความเห็นว่า “เซียนหลัวได้กำ นัลสิ่งของแก่เจ้าผิงหนันหวัง7 เจ้าผิงหนันหวังได้กราบบังคมทูลให้ทราบแล้ว ทางกระทรวงเห็นว่าไม่สมควรให้รับของกำ นัลนั้น และต่อไปขอให้ต่างชาติอย่าส่งของกำ นัลมาให้ข้าหลวงใหญ่และ ข้าหลวงชายแดนอีก” จักรพรรดิทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๑๒ หน้า ๒๔) ๑ นามรัชศกของจักรพรรดิจางตี้ซื่อจู่ นามแมนจูว่า ไอ้ซินเจี๋ยหลัวฝูหลิน (พ.ศ. ๒๑๘๗ - ๒๒๐๔) เป็นจักรพรรดิแมนจู พระองค์แรกที่ครอบครองแผ่นดินจีนได้ทั้งหมดและเข้ายึดกรุงปักกิ่ง ๒ ต่อไปจะใช้รูปแบบย่อดังนี้ ๑๙ มกราคม ๑๖๕๓/๒๑๙๖๓ หมายถึงอาณาจักรอยุธยา ๔ มาจากคำจีน “คั่นเหอ” แปลว่า เข้ากันได้สนิท คือ ตราที่ทำ เป็นสองชิ้น หรือเอกสารที่ทำ เป็นสองชุด ต้องนำ มาต่อ หรือประกบจึงจะสมบูรณ์ ๕ หมายถึงกรมหลี่ปู้ (กรมพิธีการ) ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๖ กรม ตามการจัดระเบียบราชการสมัยราชวงศ์ชิง ๖ นามรัชศกของจักรพรรดิเหยินตี้เซิ่งจู่ นามแมนจูว่า ไอ้ซินเจี๋ยหลัวเสียนเย่ (พ.ศ. ๒๒๐๔ - ๒๒๖๕) ๗ ผิงหนันหวัง (เจ้าทักษิณสันติ) คือ เสี่ยงเค่อซี เป็นหนึ่งในสามเจ้า (ซันหวัง) ร่วมกับอู๋ซันกุ้ย และเกิ่งจ้งหมิง ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ทรยศชาติ สำ หรับอู๋ซันกุ้ยเป็นผู้เปิดด่านให้ชนเผ่าแมนจูเข้ามายึดครองแผ่นดินจีน และได้ความดีความชอบแต่งตั้ง เป็นเจ้าดังกล่าว
113 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๓. วันเจี่ยซี เดือนสิบสอง ปีที่สามแห่งรัชศกคังซี (๑ กุมภาพันธ์ ๑๖๖๕/๒๒๐๘) มีรับสั่งให้ รองข้าหลวงมณฑลเจียงซีประกอบพธิีงานศพชื่อป๋อหว่าที่1 ทตเซียนหลัว ซึ่งเูจ็บป่วยและถึงแก่กรรมระหว่างทาง และ ให้จัดหาที่ดินฝังศพโดยสร้างสุสานพร้อมตั้งป้ายชื่อศิลาจารึกไว้ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๑๓ หน้า ๒๐) ๔. วันเยิ่นเซิน เดือนยี่ ปีที่ส่แห่งรัช ีศกคังซี (๓๑ มีนาคม ๑๖๖๕/๒๒๐๘) กษัตริย์เซียนหลัว ส่งราชทูตเดินทางโดยทางเรือมาถวายพระสุพรรณบัฏ พร้อมราชบรรณาการ ความในพระสุพรรณบัฏว่า “ข้าพระพุทธเจ้ากษัตริย์เซียนหลัว เซินเลี่ยไพล่าเจ้ากู่หลงไพล่าหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย 2 ขอกราบ บังคมทูลจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิงว่า ในโอกาสแห่งการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นจักรพรรดิองค์ใหม่นั้น เสมือนดวงอาทิตย์ส่องแสงไปทั่ว พระมหากรุณาธิคุณปกแผ่ไพศ าลทั้งสี่มหาสมุทร และกล่อมเกลา อาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกทิศ ทั้งยังได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณมาช้านาน แต่ประเทศของข้า พระพุทธเจ้าน้ันยังมิเคยแสดงความจงรักภักดีให้ประจักษ์ บัดนี้จึงขอถวายราชบรรณาการตามธรรมเนียมปฏิบัติ เพื่อแสดงความจริงใจและจงรักภักดี โดยแต่งให้คุนซือลิ่นหล่าเยไม่ตีหลี่3 เป็นราชทูต อั้วคุนซินวู่ทุนหว่าที่4 เป็นอุปทูต และอูคุนซือชื่อป๋อหว่าที่5 เป็นตรีทูต ตลอดทั้งให้เจี่ยตี้เตี่ยน เป็นท่องสื่อใหญ่6 และมีปั้นส่อื 7 นำพระสุพรรณบัฏมาถวายพร้อมทั้งสิ่งของพื้นเมือง และเอกสารคำ แปลหนึ่งชุดเดินทางมามณฑลกว่างตง โดยมีเจ้าหน้าที่ร่วมเดินทางเข้าเฝ้า ณ นครหลวงด้วย เพื่อเข้าเฝ้าแสดงความจงรักภักดีในฐานะที่ ๑ น่าจะเป็น อูคุนซือชื่อป๋อหว่าที่ ๒ น่าจะถอดมาจาก สมเด็จพระเจ้ากรุงพระมหานครกรุงศรีอยุธยาผู้ใหญ่ หมายถึง สมเด็จพระนารายณ์มหาราช๓ น่าจะถอดเสียงมาจาก ขุนสุรินทราชไมตรี ๔ น่าจะถอดเสียงมาจาก ออกขุนสุนทรวาที ๕ น่าจะถอดเสียงมาจาก ออกขุนศรีศุภวาที ๖ หัวหน้าล่าม ๗ ตำแหน่งข้าราชการในคณะทูต น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพิธีการ
114 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าราชบริพารจากแดนไกล ขอให้พระราชอาณาจักรของพระองค์สถิตสถาพร ขอพระองค์ ทรงเจริญพระชนมายุยิ่งยืนนาน ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานอภัยหากยังบกพร่องในการถวายความนอบน้อม จึงขอกราบบังคมทูลพร้อมพระสุพรรณบัฏ” จักรพรรดิทรงชมเชยและโปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๑๔ หน้า ๑๒ - ๑๓) ๕. วันติงเหม่า เดือนสาม ปีที่เจ็ดแห่งรัชศกคังซี (๙ พฤษภาคม ๑๖๖๘ /๒๒๑๑) เจ้ากรม กลาโหมกราบบังคมทูลว่า “ตามที่รับสั่งให้พวกข้าพระพุทธเจ้าตรวจสอบว่า กรณีที่ชาวต่างประเทศ นอกจากการ ถวายราชบรรณาการเป็นสิ่งของพื้นเมืองแล้ว ยังมีการนำสินค้าไปขายที่ชายแดน การนี้มีระเบียบปฏิบัติอย่างไร หรือไม่ให้ข้าพระพุทธเจ้ากับกรมหลี่ปู้ร่วมกันพิจารณาเพ่อกราบบังคมท ืูลเสนอความเห็นนั้น จึงขอกราบบังคมทูล ว่า กรณีชาวต่างประเทศมาค้าขายนอกกำ หนดเวลาของการถวายราชบรรณาการนั้น ไม่มีบันทึกในหนังสือ ฮุ่ยเตี่ยน1 แต่ในปีที่สองแห่งรัชศกคังซีได้อนุญาตให้ฮอลันดา2 มาค้าขายหนึ่งครั้ง ปีที่สามแห่งรัชศกคังซี ให้เซียนหลัวค้าขายได้หนึ่งครั้ง ครั้นถึงปีที่ห้าแห่งรัชศกคังซีก็ให้ยกเลิกเสีย จึงกราบบังคมทูลเสนอขอให้ห้าม การค้าขายนอกกำ หนดเวลาของการถวายราชบรรณาการทุกกรณี” จักรพรรดิทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๕ หน้า ๒๒) ๖. วันติงโฉ่ว เดือนสิบเอ็ด ปีที่เจ็ดแห่งรัชศกคังซี (๕ ธันวาคม ๑๖๖๘/๒๒๑๑) เซินเลี่ยไพล่าเจ้ากู่ หลงไพล่าหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผอาย กษัตริย์เซียนหลัว แต่งให้อัู วคุนซือลิ่นหล่าเยไม่ตีหลี่ราชท ้ต ูพร้อมผู้ติดตามเข้า มาถวายพระสพุ รรณบัฏและส่งของ ิพนเมือง ื้พระจักรพรรดิพระราชทานเลียงและ้พระราชทานส่งของตาม ิธรรมเนียม (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๗ หน้า ๑๔) 1 ประมวลระเบียบและกฎหมาย 2 หมายถึงประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือฮอลแลนด์
115 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๗. วันจ่ไีฮ่ เดือนสิบเอ็ด ปีที่เจ็ดแห่งรัชศกคังซี (๗ ธันวาคม ๑๖๖๘/๒๒๑๑) กรมหลี่ปู้กราบ บังคมทูลว่า “เซียนหลัวถวายราชบรรณาการที่เป็นส่งของ ิพื้นเมืองแต่ไม่ต้องตามหนังสือฮุ่ยเตี่ยน เห็นควรให้ นำ มาถวายเป็นราชบรรณาการชดเชยในครั้งต่อไป” ได้รับพระราชบัญชามีความว่า “เซียนหลัวเป็นประเทศเล็ก ของที่ถวายบางอย่างก็มาจากประเทศอื่น ยากที่จะให้ต้องตามหนังสือฮุ่ยเตี่ยน จึงมิต้องชดเชยเป็นบรรณาการ ในส่วนที่ขาดไป ต่อไปให้ถวายเฉพาะสิ่งของที่มีในเซียนหลัวเท่านั้น” (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๗ หน้า ๑๔) ๘. วันอู้เซิน เดือนสาม ปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชศกคังซี (๓๐ มีนาคม ๑๖๗๒/๒๒๑๕) หลิวปิ่งฉวน ข้าหลวงมณฑลกว่างตงมีหนังสือกราบทูลมาว่า “สิ่งของพื้นเมืองที่ราชทูตบรรณาการจากเซียนหลัวนำ มาถวาย ยังคงไม่ต้องตามหนังสือฮ่ยเตี่ยน น้อยกว่าครัุ้งก่อนไปรายการหนึ่ง” รับส่งว่ามี ัพระราชวินิจฉัยไว้ครั้งก่อนแล้ว กรมหลี่ปู้ไม่ต้องพิจารณาอีก ส่วนสินค้าที่นำ มาด้วย ถ้าประสงค์จะส่งมาค้าขายที่นครหลวง ก็ให้ขนส่งเอง หรือถ้าประสงค์จะค้าขายในกว่างตง ก็ให้ข้าหลวงใหญ่1 และข้าหลวงมณฑลตั้งเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๓๘ หน้า ๑๖) ๙. วันอี่ซือ เดือนยี่ ปีที่สิบสองแห่งรัชศกคังซี (๒๒ มีนาคม ๑๖๗๓/๒๒๑๖) เซินเลี่ยไพล่า เจ้ากู่หลงไพล่าหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย กษัตริย์แห่งเซียนหลัว จัดส่งอั้วคุนซือลิ่นหล่าเยไม่ตีหลี่ราชทูต และคณะเข้าถวายส่งของ ิพื้นเมือง พร้อมทูลขอพระราชลัญจกรโลหะเงินเพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศราช มีพระราชวินิจฉัยว่า “ทราบตามคำ กราบทูลแล้ว การเดินทางรอนแรมในทะเลเป็นระยะไกลเพ่อมาถวาย ื สิ่งของนั้น แสดงให้เห็นถึงความจริงใจและสมควรที่จะได้รับการสดุดี เรื่องอื่นให้พิจารณาแล้วถวายความเห็น” (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๔๑ หน้า ๘) ๑ หมายถึง ผู้ทำ หน้าที่เป็นข้าหลวงปกครองหลายมณฑล เช่น ข้าหลวงใหญ่เหลียงกว่าง (กว่างทั้งสอง คือ มณฑลกว่างตง และมณฑลกว่างซี) เป็นตำแหน่งข้าหลวงที่บริหารราชการปกครองทั้งมณฑลกว่างตงและมณฑลกว่างซี เป็นต้น
116 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๐. วันเยิ่นซี เดือนยี่ ปีที่สิบสองแห่งรัชศกคังซี (๘ เมษายน ๑๖๗๓/๒๒๑๖) กรมหลี่ปู้กราบบังคม ทลูว่า “ราชบรรณาการที่กษัตริย์แห่งเซียนหลัวนำมาถวายนัน้ไม่ครบจำนวนและถกูแมลงกัดกิน จงขอให้น ึำมาชดเชย ในคราวหน้า” มีพระราชวินิจฉัยว่า “แม้ราชบรรณาการจะไม่ถูกต้องตามจำนวนเดิม แต่ด้วยคำนึงถึงความจริงใจ ที่นำสิ่งของข้ามน้ำข้ามทะเลเป็นระยะทางไกลมาถวายเป็นบรรณาการ จึงให้งดเว้นการชดเชยส่วนที่ยังขาดและ ส่วนที่ถูกแมลงกัดกิน” (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๔๑ หน้า ๑๒) ๑๑. วันอี่โฉ่ว เดือนยี่ ปีที่สิบสองแห่งรัชศกคังซี (๑๑ เมษายน ๑๖๗๓/๒๒๑๖) จักรพรรดิเสด็จ ออกว่าราชการ ณ ตำ หนักไท่เหอเตี้ยน1 บรรดาขุนนางทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหารที่ได้รับเลื่อนหรือย้าย ตำแหน่งราชการเข้าเฝ้าเพ่อแืสดงความสำ นึกในพระมหากรุณาธิคุณตามลำดับ หลังจากนั้นราชทูตจากเซียนหลัว เข้าเฝ้า (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๔๑ หน้า ๑๓) ๑๒. วันอู้จ่อ เดือน ืสาม ปีที่สิบสองแห่งรัชศกคังซี (๔ พฤษภาคม ๑๖๗๓/๒๒๑๖) ในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา... จักรพรรดิเสด็จออก ณ ท้องพระโรง ให้บรรดาขุนนางทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร นับแต่ระดับหวัง2 ลงไปเข้ากราบบังคมทูลถวายพระพร หลังจากนั้นราชทูตจากเซียนหลัว และอันหนัน3 เข้ากราบบังคมทูลถวายพระพร ครั้นพิธียุติแล้ว จึงพระราชทานเลี้ยง (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๔๑ หน้า ๑๘) ๑พระที่นั่งองค์แรกในพระราชวังหลวงหรือกู้กง กรุงปักกิ่ง เป็นที่เสด็จออกว่าราชการ ๒ สำ เนียงแต้จิ๋วว่า อ๋อง๓ หมายถึงเวียดนาม ซึ่งเอกสารไทยเรียกว่า อันนัม
117 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๑๓. วันติงซือ เดือนสี่ ปีที่สิบสองแห่งรัชศกคังซี (๒ มิถุนายน ๑๖๗๓/๒๒๑๖) มีพระราชโองการ ให้เซินเลี่ยไพล่าเจ้ากู่หลงไพล่าหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย1 เป็นกษัตริย์เซียนหลัว โดยพระราชทาน พระราชสาส์นแต่งตั้ง พร้อมพระราชลัญจกรโลหะเงินและรับสั่งให้ราชทูตที่เข้ามาถวายราชบรรณาการนำกลับไป ในพระราชสาส์นแต่งตั้งมีความว่า “การที่กษัตริย์จะเข้ามาถวายราชบรรณาการนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงความ นอบน้อมจริงใจ ทางราชสำนักทราบดีจึงมีไมตรีต่อประเทศอันไกลโพ้น นับแต่เราสืบราชสมบัติเป็นต้นมา ได้เผยแพร่คุณธรรมจริยธรรมสู่ดินแดนอันไกลโพ้น บำบัดทุกข์ บำรุงสุขทั่วหล้า ตามธรรมเนียมปฏิบัติมีอยู่แล้ว จึงสมควรให้แต่งตั้งฐานันดรศักดิ์ เซินเลี่ยไพล่าเจ้ากู่หลงไพล่าหม่าฮูลูคุนซือโหยวผียาผูอาย กษัตริย์เซียนหลัว มีความซื่อสัตย์จงรักภักดี อีกทั้งปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมที่มีมา มีใจนบนอบอ่อนน้อม จึงเดินทางทางทะเล เข้ามาขอรับพระราชทานฐานันดรศักดิ ประกอบกับช่วยกอบก ์ ้บ้านเมือง ปราบปรามอนารยชน รักษาขนบูธรรมเนียม โดยเคร่งครัด ไม่เคยลืมปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ท่านเป็นผู้มีความนบนอบจริงใจ เรารู้้สึึกยิินดีียิ่่งนััก บััดนี้้� ขอแต่่งตั้้�งให้้เป็็นกษััตริิย์์เซีียนหลััว พร้้อมทั้้�งมอบตราพระราชสาส์์นแต่่งตั้้�ง ขอให้้มีีความเที่่ยงตรงและซื่่อสััตย์์จริิงใจ แผ่่เกีียรติิยศให้้ปรากฏสมกัับที่่ได้้รัับความโปรดปราน ให้้ปกครอง ณ ดินแดนอันไกลโพ้น อนึ่ง ขอให้ท่านบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาราษฎร์ รักษาขนบธรรมเนียมที่มีมาแต่เดิม ปฏิบัติ หน้าที่สมกับที่ได้รับพระราชทานฐานันดรศักดิ์ อย่าได้ละเลยปฏิบัติตามคำบัญชาของเรา” (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๔๒ หน้า ๕) ๑๔. วันเจี่ยหยิน เดือนหก ปีที่ยี่สิบสามแห่งรัชศกคังซี (๓๑ กรกฎาคม ๑๖๘๔/๒๒๒๗) เซินเลี่ย ไพล่าเจ้ากู่หลงไพล่าหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย กษัตริย์เซียนหลัวทรงให้คุนป๋อซู่เลี่ยหว่าถีราชทูตและ ผู้ติดตามเข้ามาถวายพระสุพรรณบัฏพร้อมราชบรรณาการ คณะราชทูตถวายฎีกาว่า “เมื่อเรือราชบรรณาการ ถึงหู่เที่ยวเหมินแล้ว ถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหน่วงเหนี่ยวกักกันเป็นเวลาเนิ่นนาน ครั้นเข้าเทียบท่าและขนสินค้า ๑สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นกษัตริย์สยามองค์แรกที่ได้รับฐานันดรศักดิ์จากจักรพรรดิราชวงศ์ชิง
118 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ขึ้นจากเรือแล้ว สินค้าก็ยังถูกกักไว้ในที่เก็บสินค้า กว่าหนังสือของทางกรมจะมาถึงให้ซื้อขายกันได้ สินค้า ก็มักจะเสียหายเสมอ จึงขอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกว่างตงว่า ต่อไปเมื่อเรือ ราชบรรณาการถึงหู่เที่ยวเหมิน และได้รับแจ้งแล้ว ให้ปล่อยเรือเข้าเทียบท่าและขนสินค้าข้ึนจากเรือเพื่อทำการ ค้าขายโดยไม่ชักช้า อนึ่ง ขอทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นออกหนังสืออนุญาตให้เซียนหลัวจัดซื้อ สิ่งของเครื่องใช้โดยไม่มีการหน่วงเหนี่ยวกีดกัน นอกจากนั้นเมื่อคณะราชทูตเดินทางไปยังนครหลวงแล้วขอส่งเรือ ราชบรรณาการกลับไปก่อน ในปีถัดไปจึงส่งเรือมากว่างตง เพื่ออัญเชิญพระราชโองการกลับประเทศ” ทรงวินิจฉัย ว่า “ทราบตามคำกราบทูลของท่าน การเดินทางไกลทางทะเลมาถวายราชบรรณาการนั้น แสดงถึงความจริงใจที่น่า สรรเสริญ เรื่องอื่น ๆ ให้พิจารณาและถวายความเห็น” ต่อมาทางกรมได้ถวายความเห็นว่า “เห็นสมควรอนุญาต ตามคำขอของกษัตริย์แห่งประเทศนั้น” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๑๑๕ หน้า ๒๔ - ๒๕) ๑๕. วันซินเหม่า เดือนสิบสอง ปีที่ยี่สิบสี่แห่งรัชศกคังซี (๓๐ ธันวาคม ๑๖๘๕/๒๒๒๘) คณะ เสนาบดีและกรมหลี่ปู้ได้พิจารณาทบทวนเรื่องระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการพระราชทานสิ่งของให้แก่นานา ประเทศ ตามที่ได้รับสั่งและขอกราบบังคมทูลว่า “เฉาเซียน1 ซีหยัง2 และฮอลันดานั้น แต่เดิมพระราชทาน ให้มากอยู่แล้ว ไม่ต้องเพ่มอีก ิส่วนที่พระราชทานแก่พระมเหสีของกษัตริย์เซียนหลัว ก็ให้ยึดถือปฏิบัติ ตามปกติต่อไป เห็นสมควรเพิ่มแพรต่วนอีกสามสิบพับให้แก่กษัตริย์หลิวฉิว3 เพิ่มแพรต่วนอีกยี่สิบพับให้แก่ กษัตริย์อันหนัน และเพิ่มแพรต่วนอีกสิบหกพับให้แก่กษัตริย์เซียนหลัว รวมยอดทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ให้ฝ่ายละ ห้าสิบพับ” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๑๒๓ หน้า ๑๘ - ๑๙) ๑ หมายถึง โชซอน ปัจจุบันคือ ประเทศเกาหลี ๒ โดยทั่วไปหมายถึง ยุโรป แต่ในที่นี้อาจหมายถึงฟากตะวันตกของทะเลจีนใต้ไปจนถึงมหาสมุทรอินเดีย๓ หมายถึงหมู่เกาะริวกิว ปัจจุบันคือ โอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น
119 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๑๖. วัันปิิงอู่่ เดืือนยี่่ ปีีที่่สี่่ สิิบเจ็็ดแห่่งรััชศกคัังซีี (๒๐ มีีนาคม ๑๗๐๘/๒๒๕๑) กรมหลี่่ปู้้ ทููลเกล้้าฯ ถวายความเห็็นว่่า “สิินค้้าที่่คณะราชทููตแห่่งเซีียนหลััวนำำมานั้้�น ให้้นำำออกค้้าขายได้้ตามอััธยาศััย โดยยกเว้นภาษีเพื่อแสดงออกซึ่งความเอื้ออาทรต่อประเทศที่อยู่ในแดนไกล” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๓๒ หน้า ๑๒) ๑๗. วันซินโฉ่ว เดือนเจ็ด ปีที่ส ี่ สิบเจ็ดแห่งรัชศกคังซี (๑๑ กันยายน ๑๗๐๘/๒๒๕๑) เซินเลี่ยไพเจ้า ก่วงไพหม่าฮูล่คุนซือโหยวถียาผ ูอายู1 ได้ส่งคุนเป้ยปาหล่าชาซินลี่ฮูหล่าชาท ราชทู ตและคณะ อัญเชิญ ูพระสพุ รรณบัฏ และราชบรรณาการเข้ามาถวาย พระราชทานเลี้ยงและพระราชทานสิ่งของตามธรรมเนียม (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๓๓ หน้า ๒๐) ๑๘. วันเยิ่นอู่ เดือนสิบ ปีที่หกสิบแห่งรัชศกคังซี (๑๓ ธันวาคม ๑๗๒๑/๒๒๖๔) กรมหลี่ปู้ ได้พิจารณาแล้วทูลเกล้าฯ ถวายความเห็นว่า “หยังจงเหยิน ข้าหลวงกว่างตงถวายรายงานมาว่า ‘ในเรือของคณะ ราชทูตบรรณาการจากเซียนหลัว ปรากฏว่ามีบุคคลชื่อ กัวอี้ขุยกับพวกรวมหนึ่งร้อยห้าสิบหกคน บุคคลเหล่านี้ เป็นชาวฝูเจี้ยน 2 และกว่างตงทั้งสิ้น ขอโปรดเกล้าฯ ให้ตรวจสอบให้แน่ชัดและส่งให้กลับไป ัภูมิลำเนาเดิมนั้น’ เห็นสมควรให้กัวอี้ขุยกับพวกทั้งหมดกลับเซียนหลัวไปก่อน แล้วจึงส่งสาส์นให้กษัตริย์เซียนหลัวได้ทรงทราบ เมื่อมีเรือเดินทางมา จึงให้กัวอี้ขุยกับพวกพาบุคคลในครอบครัวทั้งหมด ตลอดจนชาวจีนหากยังมีอยู่ในเซียนหลัว กลับภูมิลำเนาเดิมพร้อมกัน” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๙๕ หน้า ๑๑) ๑ หมายถึง สมเด็จพระสรรเพชญที่ ๘ หรือ สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ (พ.ศ. ๒๒๔๖ - ๒๒๕๑) ๒ ฮกเกี้ยน
120 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๙. วันซินซือ เดือนสี่ ปีที่หกสิบเอ็ดแห่งรัชศกคังซี (๑๐ มิถุนายน ๑๗๒๒/๒๒๖๕) เซินเลี่ยไพเจ้า ก่วงไพหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย1 กษัตริย์เซียนหลัว โปรดให้ราชทูตมาถวายราชบรรณาการ พระราชทานเลี้ยง และพระราชทานสิ่งของตามธรรมเนียม (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๙๗ หน้า ๑๑) ๒๐. วันเยิ่นซี เดือนหก ปีที่หกสิบเอ็ดแห่งรัชศกคังซี (๒๑ กรกฎาคม ๑๗๒๒/๒๒๖๕) มีหมาย รับส่ง (ถึงบรรดาต้าเ ัสียซื่อ2 ) ว่า “ตามที่ชาวเซียนหลัวแจ้งว่าดินแดนของเขาอุดมด้วยข้าว อีกทั้งยังมีราคาถูก เงินเพียงสองสามเฉียน3 ก็ซื้อข้าวเปลือกได้หนึ่งตั้น 4 เราจึงขอให้ตอบไปว่า ในเมื่อดินแดนของท่านมีข้าวมาก ก็ให้ส่งมาสักสามแสนตั้น ไปยังฝูเจี้ยน กว่างตง และหนิงปอ แล้วนำออกขาย ถ้าหากสามารถส่งมาได้จริง ตามนั้น ก็จะเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นอย่างมาก ข้าวสามแสนตั้นนี้เป็นข้าวที่ขนส่งในนามของทางราชการ ให้ยกเว้นภาษี” (จดหมายเหตุรัชกาลเซิ่งจู่ “เซิ่งจู่สือลู่” บรรพ ๒๙๘ หน้า ๓) ๒๑. วันจี่ไฮ่ เดือนสิบ ปีที่สองแห่งรัชศกยงเจิ้ง 5 (๑๔ ธันวาคม ๑๗๒๔/๒๒๖๗) เหนียนซีเหยาข้าหลวง กว่างตงกราบบังคมทูลว่า “กษัตริย์เซียนหลัวได้นำพันธุ์ข้าว ไม้ผล และสิ่งอื่น ๆ มาถวายเป็นเครื่องบรรณาการ เห็นสมควรให้นำเข้าถวาย นอกจากนี้ยังได้บรรทุกข้าวมาขายที่กว่างตงด้วย อนึ่ง เรือที่มานั้นมีลูกเรือ ๙๖ คน ล้วนเป็นชาวฮั่น6 ได้มาขอให้มิต้องส่งตัวกลับภูมิลำเนาเดิม จึงกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ” จักรพรรดิ ๑ หมายถึง สมเด็จพระสรรเพชญที่ ๙ หรือ พระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ. ๒๒๕๑ - ๒๒๗๕) ๒ ตำ แหน่งทางราชการ แปลว่า มหาราชบัณฑิต เริ่มมีตำ แหน่งนี้มาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ตำ แหน่งมหาราชบัณฑิตนี้ ทำ หน้าที่ต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย ในสมัยราชวงศ์หมิง จูหยวนจางผู้เป็นปฐมจักรพรรดิได้ยกเลิกตำ แหน่งอัครมหาเสนาบดี และตั้งมหาราชบัณฑิตทำ หน้าที่องคมนตรี ในรัชศกเซียนจง (พ.ศ. ๑๙๖๙ - ๑๙๗๘) เปลี่ยนให้มหาราชบัณฑิตทำ หน้าที่ หัวหน้าคณะเสนาบดี ระบบนี้ใช้สืบทอดมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง จนถึงรัชศกยงเจิ้ง (พ.ศ. ๒๒๖๖ - ๒๒๗๘) จึงได้ตั้งคณะ จุนจีต้าเฉินขึ้นทำ หน้าที่แทนมหาราชบัณฑิต แต่จุนจีต้าเฉินและขุนนางผู้ใหญ่บางคนยังเป็นมหาราชบัณฑิตด้วย๓ เงินหน่วยย่อยของจีนโบราณ ๔ หนึ่งหาบจีน ๕ นามรัชศกของจักรพรรดิเซี่ยนตี้ซื่อจง นามแมนจูว่า ไอ้ซินเจี๋ยหลัวอิ้นเจิน (พ.ศ. ๒๒๖๖ - ๒๒๗๘) 6 หมายถึงชาวจีน
121 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย มีพระบัญชาว่า “การที่กษัตริย์เซียนหลัวมาถวายพันธุ์ข้าว ไม้ผล และสิ่งอื่น ๆ โดยไม่ย่อท้อต่อความลำบาก ในการเดินทางไกลและมีภยันตราย นับเป็นการแสดงออกซึ่งความอ่อนน้อมอย่างน่าสรรเสริญ สมควรกำนัล สิ่งของให้ ส่วนข้าวที่ขนส่งมานั้น ให้ขุนนางท้องถิ่นจัดให้นำออกขายโดยเร็วตามราคาในขณะนั้นของมณฑล กว่างตง ไม่ให้หัง1 เพิ่มหรือกดราคาตามอำเภอใจ การซื้อถูกขายแพงมิใช่เจตนาของเราที่จะแสดงความ เอื้ออาทรต่อประเทศเล็ก หลังจากนี้ไปแล้วให้หยุดการนำเข้าข้าวไว้ก่อน จนกว่าจะต้องการข้าวอีก และเมื่อมี คำสั่งอย่างไรก็ให้ปฏิบัติตามนั้น สำ หรับสินค้าอับเฉา2 ที่มาพร้อมกับเรือนั้น ให้ยกเว้นภาษีทั้งหมด ส่วนสีควน หัวหน้าลูกเรือและลูกเรืออื่น ๆ รวมเก้าสิบหกคน แม้จะเป็นชาวกว่างตง ฝูเจี้ยน และเจียงซี 3 แต่ได้อาศัย ในเซียนหลัวมาหลายชั่วคน ต่างมีครอบครัว ยากที่จะบังคับให้กลับคืนสู่ภูมิลำเนาเดิม จึงอนุญาตให้ตามที่ขอ คงให้อยู่ในเซียนหลัวต่อไปโดยไม่ต้องกลับภูมิลำเนา เป็นการผ่อนผันให้” (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๒๕ หน้า ๒๐) ๒๒. วันจี่โฉ่ว เดือนสิบเอ็ด ปีที่สองแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๒๔ ธันวาคม ๑๗๒๔/๒๒๖๗) มีหมายรับสั่ง มายังหยุ่นเสียง ซึ่งได้รับฐานันดรศักดิ์เป็น “อี้ชินหวัง” ว่า “อันการจ่ายอาหารแก่ชาวต่างประเทศที่มาเข้าเฝ้า รวมทั้งการให้ส่งของก ิ ำนัลเมื่อพวกเขาเดินทางกลับ มีระเบียบกฎเกณฑ์กำหนดไว้ชัดแจ้ง แต่ด้วยความบกพร่อง ในหน้าที่ของขุนนาง จึงทำให้ผู้มาจากแดนไกลมิได้รับประโยชน์อย่างจริงจัง กาลต่อไปการจ่ายเสบียงอาหารให้แก่ คณะทูตจากเซียนหลัวและอันหนัน เป็นต้น ที่มาเข้าเฝ้า รวมทั้งการบำเหน็จรางวัลเมื่อเดินทางกลับ ขอให้ท่าน จงพิจารณาดำเนินการร่วมกับกรมหลี่ปู้ ในกรณีที่พึงเพิ่มสิ่งของกำนัลให้เป็นพิเศษ ขอให้ปรึกษาหารือตกลงกันเป็น ที่แน่นอนตามความเหมาะสมแล้วกราบทูลให้ทรงทราบ” (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๒๖ หน้า ๕ - ๖) ๑ หังหรือห้าง คือ กลุ่มพ่อค้าที่จัดขึ้นในรูปสมาคม ชาวต่างชาติจะต้องซื้อขายผ่านองค์กรนี้ โดยสมาคมต้องเสียภาษีให้รัฐ ๒ มาจากคำจีนสำ เนียงแต้จิ๋ว หมายถึง สิ่งของที่ใช้ถ่วงนํ้าหนักในเรือ ๓ ตรงกับสำ เนียงแต้จิ๋วว่า กังไส
122 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๒๓. วันอี่โฉ่ว เดือนสิบเอ็ด ปีที่สองแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๙ มกราคม ๑๗๒๕/๒๒๖๘) กรมหลี่ปู้ ได้พิจารณาตามที่มีรับสั่งแล้วกราบบังคมทูลว่า “เนื่องจากเซียนหลัวได้ถวายพันธุ์ข้าวและไม้ผลให้นั้น จึงเห็นสมควรกำนัลแพรต่วนและแพรแสเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษแก่กษัตริย์และพระมเหสีของประเทศนั้น ตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติในปีที่หกสิบเอ็ด รัชศกคังซี สำหรับเหวินลิ่วผู้เป็นฉวนจู่ 1 และคณะ เห็นสมควรให้สิ่งของ กำนัลตามธรรมเนียมที่ให้แก่พวกท่องสื่อ สวนอั ่ว้จี๋และพวกลกูเรือชาวพนื้ เมืองคนอื่น ๆ เห็นสมควรให้ตามธรรมเนียม ที่ให้แก่พวกผู้ติดตาม ทั้งนี้ ขอให้มีหนังสือถึงข้าหลวงกว่างตง เพ่อืจัดตามจำนวนที่กำหนด แล้วมอบให้พวกจุนจู๊ นำกลับไป” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๒๖ หน้า ๒๔) ๒๔. วันเยิ่นเฉิน เดือนยี่ ปีที่หกแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๒๑ มีนาคม ๑๗๒๘/๒๒๗๑) กรมหลี่ปู้ได้พิจารณา แล้วกราบบังคมทูลว่า “ฉางไล่ ข้าหลวงฝูเจี้ยนได้ถวายความเห็นว่า ‘กษัตริย์เซียนหลัวมีพระทัยเลื่อมใสศรัทธาอย่าง จริงใจ ได้ทรงให้พ่อค้าประเทศดังกล่าวนำข้าวและสินค้าไปยังเซี่ยเหมิน2 โดยตรง สมควรอนุญาตให้นำออกขายใน เซี่ยเหมินตามความประสงค์ โดยเก็บภาษีตามระเบียบและจัดให้มีผู้กำกับควบคุม ในคราวหน้าเมื่อเรือสินค้าบรรทุก ข้าวของเซียนหลัวมาถึงฝูเจี้ยน กว่างตงและเจ้อเจียง ก็ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบนี้ทั้งสิ้น’ สมควรมีพระราชานุญาต” มีพระราชวินิจฉัยว่า “เห็นด้วยตามข้อเสนอให้ยกเว้นภาษีข้าวสารและธัญญาหาร และให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติ ต่อไป” (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๖๖ หน้า ๑๐) ๒๕. วันจี่เหม่า เดือนสิบ ปีที่หกแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๓ พฤศจิกายน ๑๗๒๘/๒๒๗๑) กรมหู่ปู้ 3 กราบบังคมทูลว่า “เกาฉีจัว ข้าหลวงมณฑลฝูเจี้ยนได้พิจารณาตามที่รับสั่งแล้วกราบทูลว่า ‘การเข้าออกปากน้ำ ของเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ สมควรกำหนดเวลาให้แน่นอนเพื่อสะดวกต่อการตรวจตรา ต่อไปเรือที่ออกทะเล ในแต่่ละปีี เห็็นสมควรกำำ หนดให้้แจ้้งภายในเดืือนสี่่ ส่่วนเรืือที่่เข้้ามาเห็็นสมควรแจ้้งภายในเดืือนเก้้า... ปริิมาณ 1 หรือ จุนจู๊ ในสำ เนียงแต้จิ๋ว คือนายเรือ หรือกัปตันเรือ 2 ไทยเรียกตามสำ เนียงจีนแต้จิ๋วว่า เมืองเอ้หมึง3 เป็นหน่วยงานบริหารราชการมหาดไทยและการคลัง
123 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ข้้าวที่่เห็็นสมควรให้้เรืือบรรทุุกนำำเข้้าในแต่่ละลำำนั้้�น กำำ หนดให้้เซีียนหลััวบรรทุุกลำำละสามร้้อยตั้้�นสำำหรัับ เรืือขนาดใหญ่่ และลำำละสองร้้อยตั้้�นสำำหรัับเรืือขนาดกลาง... หากมีีการหลีีกเลี่่ยงให้้เอาผิิดตามกฎหมาย ในข้อหาสนับสนุนช่วยเหลือชาวต่างประเทศ...’ เห็นสมควรให้โปรดเกล้าฯ ตามเสนอ” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๗๔ หน้า ๒ - ๓) ๒๖. วันเกิงจ่อ เดือนหก ปีที่เ ืจ็ดแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๒๒ กรกฎาคม ๑๗๒๙/๒๒๗๒) กรมหลี่ปู้ กราบทูลว่า “ข่งอี้สิน ข้าหลวงกว่างตงถวายรายงานว่า เรือบรรทุกข้าวของเซียนหลัวถูกพายุพัดลอยมา ที่กว่างตง ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดทั้งหลายให้การสงเคราะห์เป็นพิเศษ ส่วนสินค้าอับเฉา ซึ่งกู้คืนมา ได้ขอพระราชานุญาตให้นำออกจำหน่ายโดยเสียภาษี” มีพระราชวินิจฉัยว่า “ในเมื่อเรือบรรทุกข้าวของ เซียนหลัวถูกพายุพัดลอยมาที่กว่างตง สินค้าอับเฉาให้ยกเว้นภาษี” (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๘๒ หน้า ๒๗) ๒๗. วันอี่ซือ เดือนเจ็ด ปีที่เจ็ดแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๒๐ สิงหาคม ๑๗๒๙/๒๒๗๒) กรมหลี่ปู้ กราบบังคมทูลว่า “เซินเลี่ยไพกษัตริย์เซียนหลัวทรงแต่งคณะราชทูตมาถวายพระสุพรรณบัฏ และราชบรรณาการ เป็นสิ่งของพื้นเมือง จึงขอได้รับส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรว ัจรับตามระเบียบ” มีพระราชวินิจฉัยว่า “การที่ กษัตริย์เซียนหลัวทรงแต่งคณะราชทูตมาถวายสิ่งของพื้นเมืองจากแดนไกล แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ เราตระหนักดีว่าเซียนหลัวอยู่ห่างไกลมีมหาสมุทรขวางกั้น การนำสิ่งของพื้นเมืองมาถวายเป็นส่งที่ยากล ิ ำบาก จึงให้ลดลงตามความเหมาะสม เพ่อแืสดงออกซึ่งความเอื้ออารีต่อประเทศที่อยู่แดนไกล เมื่อราชบรรณาการ ครั้งนี้ส่งมาแล้ว ย่อมไม่สมควรที่จะให้นำกลับไปประเทศของตน จึงให้รับไว้ตามธรรมเนียม สำ หรับส่งของ ิ พื้นเมืองที่นำมาถวายเป็นประจำนั้น เช่น ซู่เซียง1 กำยาน จีวร และผ้าเป็นพับ ไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ ในราชสำนัก ต่อไปมิต้องนำสิ่งเหล่านี้มาถวายเป็นราชบรรณาการอีก และให้ถือเป็นระเบียบปฏิบัติต่อไป กรมหลี่ปู้มีหนังสือกราบทูลให้กษัตริย์เซียนหลัวได้ทรงทราบ” (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสื่อลู่” บรรพ ๘๓ หน้า ๓๒) 1 เป็นชื่อไม้เนื้อหอม
124 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๒๘. วันเกิงจ่อ เดือน ืสิบเอ็ด ปีที่เจ็ดแห่งรัชศกยงเจิ้ง (๑๘ มกราคม ๑๗๓๐/๒๒๗๓) บรรดา อี้เจิ้งหวางต้าเฉิน1 ได้ประชุมปรึกษากันตามที่มีรับสั่งแล้ว จึงขอกราบบังคมทูลดังนี้ “หนังสือกราบบังคมทูล ของฟู่ไถ้ รักษาการข้าหลวงกว่างตงว่า ‘การที่เซียนหลัวได้มาถวายราชบรรณาการเป็นสิ่งของพื้นเมืองพร้อมขอซื้อ ลวดทองแดงจิงกง2 นั้น’ สมควรอนุญาตให้จัดซื้อหรือจัดเป็นของกำนัลหรือไม่ ขอได้โปรดรับสั่งเพ่อถือปฏิบัติ ื ต่อไป” มีพระราชวินิจฉัยว่า “อันเซียนหลัวนั้นถูกขวางกั้นด้วยมหาสมุทรเป็นระยะทางไกล แต่ยังคงจงรักภักดีและ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเป็นเวลานานปี ดังนั้นรายการสิ่งของที่ประเทศนั้นต้องการขอซื้อ ให้สั่งข้าหลวงจัดซื้อและมอบให้ เป็นของกำนัล เพื่อแสดงออกถึงน้ำใจในความเอื้ออาทรของเราต่อผู้อยู่แดนไกล” (จดหมายเหตุรัชกาลซื่อจง “ซื่อจงสือลู่” บรรพ ๘๘ หน้า ๒๘) ๒๙. วันติงซือ เดือนห้า ปีที่หนึ่งแห่งรัชศกเฉียนหลง3 (๒ กรกฎาคม ๑๗๓๖/๒๒๗๙) ซานลี่ ไพเจ้าก่วงไพหม่าฮูลิ่วคุนซือโหยวถียาผูอาย 4 กษัตริย์เซียนหลัวได้แต่งหลางซานลี่วาถีราชทูต หลางเป้าหลี่วาเจิ้น อุปทูต คุนส่อหลินป ืู้เจ่อหน่าเหวินเป้ยพีไม่ตี่ มาถวายพระสุพรรณบัฏ เพื่อขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้พระราชทานแผ่นป้ายเปี่ยนเอ๋อ5 และเหรียญ พร้อมถวายราชบรรณาการเป็นสิ่งของพื้นเมือง ทรงมีรับสั่งชมเชย (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๙ หน้า ๑๔) ๓๐. วันเยิ่นอู่ เดือนหก ปีที่หนึ่งแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๗ กรกฎาคม ๑๗๓๖/๒๒๗๙) กรมหลี่ปู้ กราบบังคมทูลถวายความเห็นว่า “เจาพีหย่าต้าคู่ ราชทูตเซียนหลัวได้มาขอพระราชทานเสื้อคลุมแพร 1 คณะที่ปรึกษา มีหน้าที่กลั่นกรองและวินิจฉัยข้อราชการเพื่อนำ เสนอบรรดาอ๋อง 2 คำ ว่า จิงกง นี้ แปลไม่ได้ ไม่มีความหมายที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าเป็นทองแดงที่ทำ เป็นเส้น อาจนำ มาในรูปของ ขดลวดทองแดง3 นามรัชศกของจักรพรรดิฉุนตี้เกาจง นามแมนจูว่า ไอ้ซินเจี๋ยหลัวหงลี่ (พ.ศ. ๒๒๗๙ - ๒๓๓๘) 4 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๐๑) 5 แผ่นป้ายเชิดชูเกียรติ
125 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย มังต่วน1 หนึ่งหรือสองชุดในนามกษัตริย์เซียนหลัว นอกจากนั้นยังต้องการจะซื้อทองแดง ๗๐๐ ถึง ๘๐๐ ชั่ง จากมณฑลกว่างตงเพ่อใช้บ ื ำเพ็ญกุศลถวายวัด ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าตามธรรมเนียมการพระราชทาน ได้มีการพระราชทานเสื้อคลุมแพรมังต่วนและแพรมังแสอยู่แล้ว ส่วนการนำทองแดงและเหล็กออกนอก ราชอาณาจักร ถือเป็นข้อห้ามมาช้านาน คำขอของประเทศนั้น จึงเห็นไม่สมควรรับไว้พิจารณา” มีพระราช วินิจฉัยว่า “อันเซียนหลัวอยู่ทางมหาสมุทรแดนไกล แต่มีความจริงใจถวายราชบรรณาการ การให้ส่งของ ิ กำนัลนอกจากที่เป็นไปตามธรรมเนียมแล้ว ให้พระราชทานแพรมังต่วนอีกสี่พับเป็นกรณีพิเศษ ส่วนการขอ ซื้อทองแดง กษัตริย์ประเทศนั้นแจ้งมาว่ามุ่งจะบำเพ็ญกุศลถวายให้วัด การที่กระทรวงได้พิจารณามาแล้ว เห็นว่าต้องห้ามตามธรรมเนียมและไม่อนุญาตให้หาซื้อนั้นถูกต้องแล้ว แต่กรณีนี้มีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทาน ทองแดง ๘๐๐ ชั่ง ให้เป็นกรณีพิเศษ แต่มิให้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในภายหน้า” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๒๑ หน้า ๗ - ๘) ๓๑. วันอี่โฉ่ว เดือนหก ปีที่หนึ่งแห่งรัชศกเฉียนหลง (๓๐ กรกฎาคม ๑๗๓๖/๒๒๗๙) พระราชทาน แพรกิมต่วนแก่เซินลี่ไพเจ้าก่วงไพหม่าฮูลิ่วคุนซือโหยวถียาผูอายกษัตริย์เซียนหลัว พระราชทานแพรแสต่วน แก่พระมเหสี และพระราชทานแพรต่วนพับให้แก่หลังซันลี่วาถีราชทูต หลังเป้าหลี่วาเจิ้นอุปทูตบรรณาการ คุนสื่อหลินปู้เจ่อหน่าตรีทูตบรรณาการ และเหวินเป้ยพีไม่ตี่ทูตบรรณาการชั้นที่ ๔ ตามฐานานุศักดิ์ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๒๑ หน้า ๑๓) ๓๒. วันซินเว่ย เดือนสิบสอง ปีที่หนึ่งแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๒ มกราคม ๑๗๓๗/๒๒๘๐) กรมหลี่ปู้กราบบังคมทูลผลการพิจารณาว่า “ตามที่หยางหย่งปิน ข้าหลวงกว่างตงกราบบังคมทูลว่า ‘กษัตริย์ เซียนหลัวทรงให้หลังซันลี่วาถีราชทูต และคณะมาถวายพระสุพรรณบัฏพร้อมราชบรรณาการ ส่วนเรือ ราชบรรณาการลำรองลงมานั้นได้ให้เดินทางกลับก่อนตามระเบียบ บัดนี้ เนื่องจากกษัตริย์ประเทศนั้น ทรงเห็นว่า 1 ผ้าแพรเหลือบคล้ายลายงู
126 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง เรือราชบรรณาการลำรองล่วงเลยเวลากลับตามกำหนด จึงมีรับส่งให้หยาง ัสือกับพวกนำเรือหั่นก้ง1 เดินทาง มากว่างตง พร้อมหมากและไม้ฝางซึ่งเป็นสินค้าอับเฉา โดยปกติเรือหั่นก้งที่มาแต่ละครั้งนั้น จะมีสิ่งของ พื้นเมืองมาถวายเพิ่มเติม สินค้าอับเฉาจึงได้รับการยกเว้นภาษี แต่ครั้งนี้ไม่มีสิ่งของพื้นเมืองมาถวาย สินค้าเบ็ดเตล็ด จะสมควรยกเว้นภาษีหรือไม่ และบรรดานายเรือและลกเรือหั่นก้งูสมควรจะเบิกจ่ายเสบียงอาหารให้หรือไม่’ กรมหลี่ปู้ เห็นว่า การที่กษัตริย์ประเทศนั้นทรงเห็นว่าราชทูตบรรณาการยังมิได้เดินทางกลับ และทรงห่วงใยว่าจะได้รับ พระราชโองการหรือไม่ จึงให้คนนำเรือเดินทางทางทะเลมาเป็นระยะไกล แสดงว่ามีความอ่อนน้อม สินค้าทงหมดั้จึงเห็น สมควรให้ยกเว้นภาษี ส่วนบรรดาจุนจู๊และลูกเรือทุกคนก็เบิกจ่ายเสบียงอาหารให้ตามธรรมเนียม” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๓๒ หน้า ๒๐) ๓๓. วันเกิงเซิน เดือนเก้า ปีที่สี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๘ ตุลาคม ๑๗๓๙/๒๒๘๒) หม่าเอ่อไท่ ข้าหลวงใหญ่กว่างตงกว่างซี กราบบังคมทูลว่า “เคอฮ่น ัพ่อค้าทางเรือจากเซียนหลัวได้มาค้าขายที่กว่างตง ถูกพายุพัดเรืออับปางที่ทะเลเมืองเซียงซัน2 ปรากฏว่ากัวปินกับพวกซึ่งเป็นลูกเรือรอดชีวิตมาได้ อนึ่ง กัวอี้กง พ่อค้าทางเรือจากเซียนหลัวได้มาค้าขายที่กว่างตง ก็ถูกพายุพัดเรืออับปางในทะเลเมืองเซียงซัน เหมินไพ่ตัวหนี ชาวพื้นเมืองรอดชีวิตมาได้ บุคคลเหล่านั้นได้เดินทางถึงกว่างตงเมื่อเดือนแปด ปีที่สาม... ตามรายงานของ ขุนนางท้องถิ่นว่าเอ้อหมีต๋า ข้าหลวงใหญ่กว่างตงกว่างซีคนก่อนได้ส่งการไปยังปลัดมณ ัฑลให้สงเคราะห์เสบียงอาหาร โดยทั่วกัน และดำเนินการส่งกลับประเทศแล้ว” มีพระราชวินิจฉัยว่า “ให้แจ้งกรมนั้นเพื่อทราบ” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๑ หน้า ๑ - ๒) ๓๔. วันอู้ซี เดือนเจ็ด ปีที่ห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๐ กันยายน ๑๗๔๐/๒๒๘๓) หวังม่อ รักษาการ ข้าหลวงกว่างตงกราบบังคมทูลว่า “ในระหว่างเดือนเจ็ด ปีที่สามแห่งรัชศกเฉียนหลง มีเรือหั่นก้งจากเซียนหลัว 1หรือหามก้อง หมายถึง การแจ้งข่าวและติดตามเรื่องจะไปถวายราชบรรณาการ ดังนันเรือที่ไปแ ้จ้งข่าวจึงเรียกว่า เรือหั่นก้ง 2 ปัจจุบันคืออำ เภอจงซัน เปลี่ยนชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. ซุนยัดเซน (ซุนจงซัน) อยู่ในมณฑลกว่างตง
127 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย มาถึงทะเลเมืองเซียงซาน ถูกพายุพัดเสียหายและมีผู้บาดเจ็บ จึงได้เบิกจ่ายเงินหลวงเพื่อให้การสงเคราะห์ เลี้ยงดูและส่งกลับประเทศ บัดนี้ มีพ่อค้าทางเรือชื่อ เซินย่าเพ่ยวากุย นำเรือบรรทุกสินค้ามายังกว่างตงพร้อม พระราชสาส์นจากกษัตริย์เซียนหลัวฉบับหนึ่ง จึงเปิดผนึกอ่านมีความว่า ‘ด้วยเรือหั่นก้งของประเทศเรา ถูกพายุพัดเสียหายได้รับความกรุณาสงเคราะห์เงินค่าใช้จ่ายและเสบียงอาหาร อีกทั้งยังได้คุ้มครองดูแล ส่งกลับประเทศอีกด้วย บัดนี ได้น้ำเงิน ๑,๒๘๐ ตำลึง มามอบให้เพื่อเป็นการแสดงน้ำ ใจตอบแทนในความกรุณา พร้อมของฝากแก่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกต่างหาก’ แต่ด้วยความตระหนักว่าการเกื้อกูลของราชสำนักที่ให้แก่ ประเทศแห่งแดนไกลนั้น เป็นความกรุณาของราชสำนักอยู่แล้ว มิได้มีเจตนามุ่งหวังการตอบแทน จึงได้เรียกพ่อค้า ชาวต่างประเทศนั้นมาชี้แจงว่า ไม่ต้องมอบเงินดังกล่าว และสิ่งของที่ฝากก็ปฏิเสธไม่รับด้วย” มีพระราชวินิจฉัยว่า “ทราบแล้ว ปฏิบัติได้ถูกต้องดีมาก” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๓ หน้า ๓๔) ๓๕. วันเจี่ยเซิน เดือนเก้า ปีที่แปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๑ ตุลาคม ๑๗๔๓/๒๒๘๖) มีหมายรับสั่ง อีกว่า “ด้วยเราห่วงใยความทุกข์ยากของพสกนิกร และเห็นว่าธัญญาหารเป็นอาหารหลักของราษฎร จึงให้ ยกเว้นการเก็บภาษีข้าวทุกด่าน ส่วนสินค้าอื่น ๆ คงให้เก็บภาษีตามธรรมเนียม สำ หรับพ่อค้าจากต่างประเทศ ที่บรรทุกข้าวมาทางทะเล สมควรที่จะโปรดเกล้าฯ เป็นกรณีพิเศษจึงจะสมตามเจตนาในความเกื้อการุณย์ของเรา ที่มีต่อประเทศในแดนไกล เมื่อเดือนเก้าปีที่แล้ว เรามีรับสั่งให้ยกเว้นภาษีสินค้าแก่พ่อค้าเซียนหลัวที่บรรทุก ข้าวมายังฝูเจี้ยน ทราบว่าปีนี้ก็มีการบรรทุกข้าวมาขายยังฝูเจี้ยนอีก เมื่อการบรรทุกข้าวมาอย่างไม่ขาดสาย เช่นนี้สมควรกำหนดเป็นธรรมเนียมตามปกติ นับตั้งแต่ปีรัชศกเฉียนหลง ปีที่แปดเป็นต้นไป หากมีเรือสินค้า ต่างประเทศมาค้าขายที่ฝูเจี้ยนหรือกว่างตง ถ้าบรรทุกข้าวมาตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐ หาบ ขึ้นไป ให้ลดภาษีสินค้า ในเรือนั้นห้าในสิบ หากบรรทุกข้าวมาตั้งแต่ ๕,๐๐๐ หาบ ขึ้นไป ให้ลดภาษีสินค้าในเรือนั้นลงสามในสิบ ส่วนข้าวให้ขายตามราคาในท้องตลาดอย่างยุติธรรม แต่ถ้าชาวบ้านมีข้าวมากพอ และไม่จำเป็นจะต้องซื้อหาอีก ก็ให้ทางราชการรับซื้อไว้ในฉางหลวงของหมู่บ้านเป็นการเสริมหรือแจกจ่ายเป็นเสบียงให้แก่ทหารกองธงเขียว
128 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ที่ตั้งอยู่ตามชายทะเล เพื่อให้พ่อค้าต่างประเทศไม่ต้องยากลำบากในการขายข้าวและได้รับประโยชน์อย่าง จริงจัง ให้กรมที่เกี่ยวข้องมีหนังสือแจ้งไปยังข้าหลวงใหญ่ ข้าหลวงมณฑล แม่ทัพ ในท้องที่นั้น และแจ้งให้ กษัตริย์ประเทศนั้นได้ทรงทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๒๐๐ หน้า ๔ - ๕) ๓๖. วันซินซือ เดือนสิบเอ็ด ปีที่แปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๗ ธันวาคม ๑๗๔๓/๒๒๘๖) มีหมายรับส่งถึงบรรดา ัจุนจีต้าเฉิน1 ว่า “เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา พ่อค้าเซียนหลัวได้นำข้าวมายังฝูเจี้ยน เราเคยให้งดเว้นการเก็บภาษีสินค้าที่มากับเรือ แลกำชับว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาให้ยกเว้นภาษีแก่พ่อค้าต่างประเทศ ที่บรรทุกข้าวมาขาย โดยยกเว้นภาษีตามจำนวนมากน้อยตามข้อกำหนด และให้ถือปฏิบัติเป็นปกติ เพราะ ถ้าต่างประเทศมีข้าวล้นเหลือและบรรทุกมาขาย จะเป็นประโยชน์ต่อปากท้องของประชาชนในบริเวณชายฝั่ง การที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเว้นภาษี นอกจากจะเป็นประโยชน์พ่อค้าจากแดนไกลแล้ว ยังเป็น วิธีการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนด้วย” (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๒๐๔ หน้้า ๖) ๓๗. วันกุ่ยเหม่า เดือนเก้า ปีที่เก้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (๓ พฤศจิกายน ๑๗๔๔/๒๒๘๗) (แม่ทัพ เช่อเหลิงแห่งกว่างโจว รักษาการข้าหลวงกว่างตง) กราบบังคมทูลอีกว่า “หนังสือของซาต้าคู่ ขุนนางผู้ใหญ่ เซียนหลัวแจ้งว่า ‘เนื่องด้วยแต่กาลก่อนเซียนหลัวมีความต้องการใช้เครื่องสำ ริด แต่หาช่างมิได้ จึงนำทองแดง เข้ามา และหาช่างทำ ที่กว่างตง แต่เนื่องจากมีข้อห้ามส่งออกทองแดงไปต่างประเทศ และไม่ได้รับอนุญาต ให้นำกลับประเทศตน จึงขอพระราชานุญาตให้ส่งมอบคืนไป’ นั้น ระเบียบข้อห้ามส่งออกเครื่องสำริด หมายถึง การจัดซ้ือทองแดงเป็นการค้าในประเทศ แล้วขนส่งออกนอกประเทศ แต่เมื่อเซียนหลัวนำ เข้ามาเองเพ่อหา ื ช่างทำ จึงแตกต่างกับการค้าของพ่อค้าทั่วไป ขอโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชานุญาตส่งมอบคืนไป” ทรงวินิจฉัย 1 คณะปรึกษาราชการแผ่นดินระดับสูงสุด ตั้งขึ้นในสมัยรัชศกยงเจิ้ง
129 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ว่า “ถูกต้องแล้วแต่ก็ไม่จำเป็นต้องอนุญาตเป็นพิเศษ ขอให้แจ้งเพียงว่า ท่านได้กราบบังคมทูลและได้รับ พระราชานุญาตแล้ว” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๒๕๕ หน้า ๓๐ - ๓๑) ๓๘. วันเกิงเฉิน เดือนสิบเอ็ด ปีที่สิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๕ ธันวาคม ๑๗๔๕/๒๒๘๘) กรมหลี่ปู้ ได้กราบบังคมทูลตอบว่า “เช่อเหลิง ข้าหลวงใหญ่กว่างตงและกว่างซีกราบบังคมทูลว่า เซียนหลัว ได้ให้เรือสินค้านำยาลูกกลอนเล่อกั๋วเซิงเซิง1 ห้าพันเม็ดมาถวายเป็นราชบรรณาการ แต่ว่าดินฟ้าอากาศ ระหว่างทางเหนือกับทางใต้แตกต่างกัน และความแห้งกับความชื้นก็แตกต่างกัน จึงให้ข้าหลวงใหญ่ ดังกล่าวคืนยาลูกกลอนเหล่านั้น และให้นำกลับประเทศ ส่วนพ่อค้าชาวต่างประเทศที่นำยามาถวายนั้น ให้้มอบรางวััลตามสมควร เรื่่องการจััดเก็็บภาษีีสิินค้้าบนเรืือที่่มีีราชบรรณาการฝากมาด้้วยนั้้�น ต่่างกัับ ธรรมเนีียมที่่ปฏิิบััติิต่่อเรืือถวายราชบรรณาการโดยราชทููตเป็็นการเฉพาะ จึึงให้้เก็็บภาษีีปากเรืือ 2 ตามธรรมเนียม” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๕๒๕ หน้า ๓๔) ๓๙. วันอู้อู่ เดือนเก้า ปีที่สิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๘ พฤศจิกายน ๑๗๔๖/๒๒๘๙) มีรับสั่ง “ตามที่ซินจู้ นายพลแห่งฝูโจว และผู้ควบคุมกิจการด่านศุลกากรฝูเจี้ยนว่า ‘เดือนเจ็ดปีนี้มีเรือของพ่อค้า เซียนหลัวชื่อ ฟังหย่งลี่ บรรทุกข้าวสาร ๔,๓๐๐ ตัน กับเรือของไช่เหวินเ้ฮ่า บรรทุกข้าว ๓,๘๐๐ ตัน เรือแต่ละล้ำ ยังได้บรรทุกไม้ฝาง ตะกั่ว ดีบุก และสินค้าอื่น ๆ เข้ามาตามลำดับ ซึ่งข้าวที่บรรทุกมากับเรือต่างประเทศดังกล่าว แต่ละรายไม่ถึงจำ นวน ๕,๐๐๐ ตั้น ดังนั้น สินค้าที่มากับเรือจึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะยกเว้นหรือลดหย่อน ภาษี’ แต่เมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ที่เรือต่างประเทศเหล่านั้นบรรทุกข้าว เดินทางไกลมาทางทะเล เป็นน้ำ ใจ 1 เป็นยาบำ รุงกามารมณ์ 2 ภาษีที่่คิที่่คิดตามความกิว้างของปากเ ้รือ โดยแ ืบ่งเ่ ป็นหลายขนาด ็ตั้้งแตั้้�ต่ ๕ ่ฉื่่อ ฉื่่ จนถึง ๓๖ ึฉื่่อ ฉื่่ (ปัจจุับัุน ๑ ัฉื่่อ ฉื่่ เท่า่กับ ๐.๓๓ เมตร) ั จนหลัังสงครามฝิ่่นจึึงหัันมาคิิดภาษีีตามน้ำ ำ� หนัักเรืือ
130 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ที่สมควรจะได้รับการชมเชย ข้าวที่บรรทุกมาในเรือแม้จะไม่ครบ ๕,๐๐๐ ตั้น ตามกำหนดก็ตาม ก็ให้ลดหย่อนภาษี สินค้าบนเรือนั้นสองในสิบ เพื่อแสดงออกซึ่งความเอื้ออาทรและการให้สิทธิพิเศษ ให้ที่เกี่ยวข้องทำหนังสือแจ้งไปให้ นายพลแห่งฝูโจวรับทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๒๗๕ หน้า ๙) ๔๐. วันปิงซี เดือนสอง ปีที่สิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (๕ เมษายนน ๑๗๔๗/๒๒๙๐) ต้าเสียซื่อ พิจารณาแล้วกราบบังคมทูลต่อว่า “เฉินต้าโซ่วข้าหลวงฝูเจี้ยนกราบบังคมทูลว่า ‘เซียนหลัวผลิตข้าวมาก และ ตามระเบียบที่ปฏิบัติกันมานานนั้น อนุญาตให้นำข้าวเข้ามาค้าขายกันได้ แต่การค้าข้าวได้กำไรน้อย จึงมี ผู้ค้าไม่มาก บัดนี้พวกพ่อค้าสืบทราบมาว่าไม้ที่เซียนหลัวมีราคาถูกมาก สะดวกต่อการต่อเรือ นับแต่ปีที่เก้าแห่ง รัชศกเฉียนหลงเป็นต้นมา จึงมีผู้ไปซื้อข้าวแล้วต่อเรือบรรทุกกลับมา บรรเทาความขาดแคลนอย่างไม่ขาดสาย สะดวกยิ่งกว่าพ่อค้าประเทศนั้นบรรทุกมาเองเสียอีก เนื่องจากไม่มีใบอนุญาตเป็นหลักฐานและการตรวจสอบ ย่อมไม่อาจกระทำอย่างละเอียดรัดกุม อีกทั้งยังเกรงว่าทหารรักษาด่านจะถือโอกาสหาเหตุขู่รีดไถ เป็นอุปสรรค ต่อเจตนาที่เห็นแก่ส่วนรวมของบรรดาพ่อค้า’ ดังนั้น จึงเห็นควรออกใบอนุญาตให้เพื่อความสะดวกต่อการ ตรวจตราของเจ้าหน้าที่ตามด่านต่าง ๆ ทั้งทางบกและทางน้ำส่วนผู้ที่ต่อเรือแล้วบรรทุกเฉพาะสินค้าอื่น โดยมิได้บรรทุกข้าวกลับมาด้วยนั้น ให้ปรับค่าภาษีเรือเป็นสองเท่า เพื่อมิให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง เห็นสมควร ให้เป็นไปตามที่ขอมา” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๒๘๕ หน้า ๖ - ๗) ๔๑. วันปิงเฉิน เดือนเจ็ด ปีที่สิบส่แห่งรัช ีศกเฉียนหลง (๒๒ สิงหาคม ๑๗๔๙/๒๒๙๒) กรมหลี่ปู้ กราบบังคมทูลว่า “เซินมี่ไพเจ้าก่วงชื่อหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย กษัตริย์เซียนหลัวทรงแต่งราชทูตเข้ามา ถวายพระสุพรรณบัฏ และราชบรรณาการเป็นสิ่งของพื้นเมือง” ทรงรับสั่งว่า “ทราบตามที่กษัตริย์กราบบังคมทูล แล้้ว การส่่งทููตเดิินทางไกลทางทะเลมาถวายราชบรรณาการเป็็นสิ่่งของพื้้�นเมืือง แสดงถึึงความจริิงใจ
131 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ทราบแล้้วให้้แจ้้งกรมที่่เกี่่ยวข้้องเพื่่อทราบ” พระราชทานแผ่่นป้้ายเปี่่ยนเอ๋๋อลายพระหััตถ์์แก่่กษััตริิย์์เซีียนหลััว มีีความว่่า “ผู้พิิ้ทัักษ์์แดนใต้้อัันไกลโพ้้น” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๓๔๔ หน้า ๑๐) ๔๒. วัันซิินโฉ่่ว เดืือนเจ็็ด ปีีที่่สิิบสี่่แห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๒๗ สิิงหาคม ๑๗๔๙/๒๒๙๒) มีีหมาย รัับสั่่งถึึงจุุนจีีต้้าเฉิินว่่า “ให้้ราชทููตเซีียนหลััวกลัับประเทศได้้ทัันทีี ไม่่จำำเป็็นต้้องรอให้้เรากลัับถึึงเมืืองหลวงก่่อน อนึ่่ง ตามที่่ผู่่เหิิง 1 และเฉิินต้้าโซ่่ว 2 ได้้จััดทำำหนัังสืือต่่างประเทศทางตะวัันตกและประเทศอื่่น ๆ ขึ้้�นนั้้�น ด้วยชาวเซียนหลัวมาอยู่ที่นี่แล้ว จึงขอให้นำหนังสือสำหรับประเทศนั้น มอบให้หวังอันกั๋วเสนาบดี3 ไปไถ่ถาม พวกเขาให้กระจ่างแจ้งและแก้ไขให้ถูกต้อง ให้มีหนังสือแจ้งไหลเป่า4 ทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๓๔๔ หน้า ๑๓ - ๑๔) ๔๓. วันกุ่ยโฉ่ว เดือนเจ็ด ปีที่สิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (๘ กันยายน ๑๗๔๙/๒๒๙๒) มีหมายรับสั่ง ถึงจุนจีต้าเฉินอีกว่า “ตามที่เย่จุ้น ข้าหลวงกว่างตงกราบบังคมทูลว่า ‘กษัตริย์เซียนหลัวทรงให้ฟังหย่งลี่ ราชทูต เข้ามาอีกครั้งหนึ่งเพื่อถวายหมีดำ ลิงเผือก ไก่ชน ไก่ไท่เหอ5 เจ้าหน้าที่ได้ตรวจรับ และนำเข้ามาแล้ว’ นั้น ให้แจ้งไหลเป่าต้าเสียซื่อ ขอให้เชิญราชทูตมารับฟังพระราชโองการซึ่งมีความว่า “ประเทศนั้นซึ่งอยู่แดนไกล ได้ถวายราชบรรณาการด้วยความจริงใจและอ่อนน้อม ยังได้ส่งฟังหย่งลี่ราชทูตมาถวายหมีดำ ลิงเผือก ฯลฯ ถือว่าเป็นความจริงใจซึ่งน่าสรรเสริญและข้าหลวงกราบบังคมทูลแทนให้แล้ว เราก็ได้วินิจฉัยจาก ที่ประทับนอกพระราชมณเฑียรแล้วว่าให้รับไว้ได้ การบำเหน็จรางวัลนอกจากเป็นไปตามธรรมเนียมแล้ว 1 ดำ รงตำแหน่งจุนจีต้าเฉินตั้งแต่ปีที่ ๑๐ - ๓๕ แห่งรัชศกเฉียนหลง 2 ดำ รงตำแหน่งจุนจีต้าเฉินในปีที่ ๑๓ แห่งรัชศกเฉียนหลง ต่อมาเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี3เจ้ากรมหนึ่งในหกกรมหลัก 4 ดำ รงตำแหน่งจุนจีต้าเฉินตั้งแต่ปีที่ ๑๒ - ๒๙ แห่งรัชศกเฉียนหลง 5 ไก่แจ้
132 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ยังได้พระราชทานผ้าต่วน (ต้าต้วน) หกพับและผ้าแพรต่วนที่ใช้ในราชการหกพับเพิ่มเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการ ชมเชย อนึ่ง มีรับสั่งถึงไหลเป่าต้าเสียซื่อ ให้ไปแจ้งต่อมู่เหอหลินและอู่หลิงซึ่งเป็นรองเจ้ากรมหลี่ปู้ แจ้งต่อ ราชทูตประเทศนั้นว่า ‘เมื่อกลับไปถึงประเทศตนแล้วให้กราบบังคมทูลกษัตริย์ว่า สิ่งใดที่มีอยู่ในประเทศ เช่น หมีดำ และไก่ไท่เหอนั้น ต่อไปไม่ต้องนำมาถวายเป็นราชบรรณาการอีก สัตว์ที่มีน้อยในประเทศ แต่มีมากใน เซียนหลัว ในโอกาสที่ถวายราชบรรณาการหากสะดวกจะนำมาเพื่อทอดพระเนตรก็ได้ อันเป็นการแสดงออก ซึ่งความเคารพนับถือของกษัตริย์ประเทศนั้น ไม่จำเป็นต้องไปเสาะหาซื้อแล้วให้ราชทูตนำมาถวายเป็นการ เฉพาะ ซึ่งจะเป็นภาระแก่บรรดาประเทศที่อยู่แดนไกล’ นี่คือรับสั่งของจักรพรรดิ ขอให้ราชทูตนำความขึ้น กราบบังคมทูลกษัตริย์ประเทศนั้นเพื่อทรงทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๓๔๕ หน้า ๑๗ - ๑๘) ๔๔. วันกุ่ยไฮ่ เดือนเก้า ปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๒ ตุลาคม ๑๗๕๒/๒๒๙๕) มีหมายรับสั่ง ถึงจุนจีต้าเฉินว่า “ตามที่ อาหลี่กุน1 ได้กราบบังคมทูลก่อนหน้านี้ว่า ราชทูตบรรณาการเซียนหลัวได้ เดินทางมาถึงกว่างตง และได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบถามพร้อมจัดที่ พักแรมและอาหารการกินให้ เมื่อได้รับ รายงานจากเจ้าหน้าที่จะได้กราบบังคมทูลพร้อมคำกราบบังคมทูลของข้าหลวงให้ทรงทราบนั้น บัดนี้เวลาได้ ล่วงเลยไปเกือบสองเดือนแล้ว เหตุใดจึงยังมิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ จึงมีรับสั่งให้ไปสอบถาม อนึ่ง บัดนี้ คณะราชทูตปอเอ๋อตูก๋าเอ่อย่า2 จากดินแดนตะวันตก ได้เดินทางมาถึงกว่างตงแล้ว และได้จัดเจ้าหน้าที่ไปรับ พร้อมกับชาวตะวันตก ตามธรรมเนียมนั้นประเทศอื่น ๆ ไม่มีการจัดขุนนางจากเมืองหลวงไปรับแต่ประการใด เกรงว่าหากราชทูตดังกล่าวเข้ามาถึงพร้อมกัน เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีความ ลำเอียง จึงเห็นควรให้มีรับสั่งถึงข้าหลวงใหญ่และข้าหลวง3 ให้แยกกันจัดส่งราชทูตทั้งสองประเทศไปยัง 1 ดำ รงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี ในปีที่ ๑๖ แห่งรัชศกเฉียนหลง ต่อจากเฉินต้าโซ่วที่ถึงแก่กรรม 2 คือ ประเทศโปรตุเกส3 หมายถึงข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี และข้าหลวงมณฑลกว่างตง
133 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย เมืองหลวงตามลำดับก่อนหลัง เมื่อราชทูตดังกล่าวเดินทางถึงมณฑลและเข้าเมืองก็ไม่ต้องจัดให้พำนักอยู่ ในสถานที่เดียวกัน” ต่อมามีหนังสือกราบบังคมทูลว่า “เมื่อคณะราชทูตบรรณาการเซียนหลัวเดินทางมาถึง กว่างตงแล้ว และอยู่ในระหว่างท่องส่อตรว ืจสอบจำนวนและประเภทสิ่งของพื้นเมืองที่เป็นราชบรรณาการ อีกทั้งรายชื่อคณะราชทูตบรรณาการ ลูกเรือ และพ่อค้าให้ชัดแจ้งเสียก่อน จึงจะทำบัญชีรายชื่อบุคคลและ สิ่งของได้ เป็นเหตุให้การกราบบังคมทูลล่าช้าไปบ้าง เมื่อราชทูตบรรณาการไม่เหมาะที่จะเดินทางไปพร้อมกับ คณะราชทูตปอเอ๋อตูก๋าเอ่อย่า ก็สมควรจัดเจ้าหน้าที่ดูแลให้เดินทางเข้ามายังเมืองหลวงก่อน” จึงนำความขึ้น กราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๔๒๒ หน้า ๗ - ๘) ๔๕. วันปิงหยิน เดือนสิบเอ็ด ปีที่สิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๔ ธันวาคม ๑๗๕๒/๒๒๙๕) มีหมายรับสั่งถึงจุนจีต้าเฉินความว่า “ซูชาง1 มีหนังสือกราบบังคมทูลตอบเรื่องเซียนหลัวแต่งราชทูตเข้ามาถวาย ราชบรรณาการ เรื่องนี้หลังจากที่อาหลี่กุนกราบบังคมทูลครั้งแรกแล้วเป็นเวลาเกือบสองเดือนก็ยังมิได้รายงาน เข้ามาอีก ปรากฏว่าคำกราบบังคมทูลของทั้งสองคนไม่ชัดเจน ประจวบกับเวลานั้นมีราชทูตบรรณาการ จากประเทศตะวันตกเข้ามา จึงมีรับส่งให้แยกกันเดินทางคนละทางโดยมิให้ ัพบกัน และได้สอบถามไปยัง ข้าหลวงใหญ่และข้าหลวงดังกล่าวว่า ราชบรรณาการที่เซียนหลัวนำมาถวายนั้นเป็นสิ่งใดบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ อาหลี่กุนและซูชางได้กราบบังคมทูลมาตามลำดับ โดยอ้างว่าเนื่องจากต้องตรวจส อบให้แน่ชัดจึงจะถวาย รายงานได้ เป็นเหตุให้ล่าช้า แต่เรื่องราชบรรณาการมีอะไรบ้าง ก็ยังคงมิได้ถวายรายงาน มีรับส่งว่าเรื่องที่ ั จัดการได้ง่ายมากเช่นนี้ก็ยังบกพร่อง ถ้าเป็นเรื่องอื่นจะตอบได้หรือ ในเมื่อขณะนี้ทูตบรรณาการได้ออกเดินทาง เข้าเมืองหลวงแล้ว เรื่องราชบรรณาการดังกล่าว ก็คงไม่จำเป็นต้องถามอีกแล้ว ขอให้แจ้งคำส่งที่ต ั ำหนิติเตียนไปด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๔๒๖ หน้า ๑๑ - ๑๒) 1 ดำ รงตำแหน่งข้าหลวงมณฑลกว่างตง เมื่อปีที่ ๑๔ แห่งรัชศกเฉียนหลง
134 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๔๖. วันติงเว่ย เดือนยี่ ปีที่สิบแปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๕ มีนาคม ๑๗๕๓/๒๒๙๖) มีหมายรับสั่ง ถึึงจุุนจีีต้้าเฉิินว่่า “กรมหลี่่ปู้้กราบบัังคมทููลว่่า บััดนี้้� ราชทููตบรรณาการจากเซีียนหลััวได้้เดิินทางมา ถึึงเมืืองหลวงแล้้ว ส่่วนราชทููตบรรณาการจากประเทศตะวัันตกนั้้�น นัับจากวัันที่่ออกเดิินทางจากกว่่างตง ก็็ใกล้้จะมาถึึง การที่่คณะราชทููตทั้้�งสองแห่่งอยู่่ที่่เมืืองหลวงพร้้อมกััน หากจััดการเรื่่องสิ่่งของกำำนััลผิิดแผกกััน ก็็จะดููไม่่สมควร ดัังนั้้�นจึึงแจ้้งรัับสั่่งแก่่ขุุนนางตำำแหน่่งต้้าลี่่ซื่่ อพิิจารณาร่่วมกัับกรมนั้้�นนั้้ ให้้นำำทูู ตบรรณาการ ผู้้นั้้�นรัับเสด็็จชมพระบารมีีข้้างทาง เมื่่อเราไปถึึงประตููหนัันหงเหมิินในวัันที่่ยี่่ สิิบสี่่ ส่่วนเรื่่องสิ่่งของกำำนั ัล ทั้งหลายทั้งปวงให้ดำเนินการตามความเหมาะสมพร้อมกันไปด้วย เพื่อจะได้เดินทางกลับประเทศตนโดยเร็ว จงแจ้ง รับสั่งให้ไหลเป่าทราบทันทีด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๔๓๓ หน้า ๗ - ๘) ๔๗. วันซินไฮ่ เดือนสอง ปีที่สิบแปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๙ มีนาคม ๑๗๕๓/๒๒๙๖) กรมหลี่ปู้ กราบบังคมทูลว่า “ในพระสุพรรณบัฏถวายราชบรรณาการของกษัตริย์เซียนหลัว มีข้อความขอพระราชทาน โสมคน วัวอิง1 ม้าพันธุ์ดี งาช้าง2 และตราชั่งอย่างละเอียด ขุนนางราชสำนักและข้าพระพุทธเจ้าจึงคืนกลับ ไปทันที พร้อมกับตำหนิอย่างรุนแรงต่อราชทูตนั้นว่า เมื่อกลับถึงประเทศแล้วให้กราบบังคมทูลกษัตริย์ประเทศ นั้นให้ทรงทราบอย่างแจ่มแจ้งว่า ต่อไปนี้ขอให้ทรงปฏิบัติตามธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด และเตือนให้นอบน้อม ยิ่งขึ้น ส่วนส่งของ ิพื้นเมืองที่นำขึ้นถวายและการจัดเลี้ยงรวมทั้งการให้สิ่งของกำนัลนั้น ขอพระราชวินิจฉัย เพื่อปฏิบัติต่อไป” มีรับสั่งว่า “ทราบแล้ว ของพื้นเมืองให้รับไว้ตามธรรมเนียม ส่วนสิ่งของกำนัลให้ปฏิบัติตามครั้ง ที่แล้ว” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๔๓๓ หน้า ๑๒ - ๑๓) 1 ชื่อพันธ์ุวัวชนิดหนึ่ง 2 น่าจะเป็นงาช้างแกะสลัก
135 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๔๘. วันอี่เว่ย เดือนเก้า ปีที่ยี่สิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๓ ตุลาคม ๑๗๕๖/๒๒๙๙) กรม หลี่ปู้พิจารณาแล้วกราบบังคมทูลตอบว่า “เฮ่อเหนียน ข้าหลวงกว่างตงมีหนังสือกราบบังคมทูลมาว่า เซินเลี่ย ไพเจ้าก่วงชื่อไพหม่าฮูลู่คุนซือโหยวถียาผูอาย กษัตริย์เซียนหลัว ทรงมีความอ่อนน้อมและจริงใจได้แต่งราชทูต มาถวายพระสุพรรณบัฏและสิ่งของพื้นเมือง ตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องตามธรรมเนียมการถวายบรรณาการ ตามกำหนด จึงเห็นสมควรให้นำราชบรรณาการขึ้นทูลเกล้าถวายได้ ส่วนสินค้าที่บรรทุกมากับเรือให้นำออก ขายในกว่างตงโดยยกเว้นภาษี อนึ่ง พระราชลัญจกรดังกล่าว ได้หล่อขึ้นและพระราชทานในปีที่สิบสอง รัชศกคังซี บัดนี้ ได้ส่งคืนมาเพ่อืจำหน่ายออกจากสารบบ กรมหลี่ปู้จะได้หล่อพระราชลัญจกรทางราชการ ของราชวงศ์ชิงให้ใหม่” ทรงเห็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๕๒๑ หน้า ๑๓) ๔๙. วัันเกิิงหยิิน เดืือนสี่่ ปีีที่่ยี่่ สิิบสองแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๑๕ มิิถุุนายน ๑๗๕๗/๒๓๐๐) เซิินเลี่่ย ไพเจ้้าก่่วงชื่่อไพหม่่าฮููลู่่คุุนซืือโหยวถีียาผููอาย กษััตริิย์์เซีียนหลััวแต่่งราชทููตเข้้ามาถวายราชบรรณาการเป็็นสิ่่งของ พื้้�นเมืือง พระราชทานเลี้้ยงและ�พระราชทานสิ่่งของกำำนััลตามธรรมเนีียม (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๕๓๗ หน้า ๓๖) ๕๐. วัันกุ่่ยเว่่ย เดืือนห้้า ปีีที่่ยี่่ สิิบแปดแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๗ กรกฎาคม ๑๗๖๓/๒๓๐๖) กรม หู่่ปู้้และกรมอื่่นได้้ประชุุมกัันแล้้ว เห็็นควรอนุุญาตตามที่่หยางอิ้้�งจีีข้้าหลวงใหญ่่กว่่างตง กว่่างซีี ซึ่่งมีีหนัังสืือ กราบบัังคมทููลว่่า “ไช่่เฉิิน เจีียงเชิิน ชาวบ้้านและหวงซีีเหลีียนนัักศึึกษาอำำเภอ 1 หนัันไห่่ ได้้บรรทุุกข้้าวจำำนวน สองพัันตั้้�นเศษจากกาลาป๋๋า2 เซีียนหลััว ฯลฯ กลัับเข้้ามาที่่กว่่างตง เพื่่อขายให้้แก่่ชาวบ้้านเป็็นการบรรเทา ปััญหาปากท้้อง จึึงขอให้้พระราชทานหมวกข้้าราชการพลเรืือนระดัับ ๙ ซึ่่งเป็็นการให้้กำำลัังใจ” ทรงเห็็นชอบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๖๘๗ หน้า ๒๐) 1มาจากภาษาจีนว่า เสี้ยน หมายถึง หน่วยการปกครองระดับที่เล็กกว่าเมืองและมณฑล 2 คือ กะหลาป๋า เป็นชื่อเรียกตามสำ เนียงไทย หมายถึงเมืองปัตตาเวีย ปัจจุบันคือกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
136 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๕๑. วันจ่โฉ่ว เดือนหก ปีที่ ีสามสิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๒ กรกฎาคม ๑๗๖๗/๒๓๑๐) มี พระราชโองการ (ถึงบรรดาจุนจีต้าเฉิน) ว่า “บัดนี้ ทางมณฑลหยุนหนัน1 ซึ่งกำลังจัดการเรื่องเหมี่ยนเตี้ยน 2 ทรชน ได้กำหนดวันที่จะทำการปราบปรามระหว่างฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวปีนี้อย่างแน่นอนแล้ว และจะได้กำจ ัด ตัวหัวหน้าทรชนเสียให้สิ้นซาก เมื่อกองทัพใหญ่ยาตราเข้าไปถึง พวกคนต่ำต้อยหมดหนทางต่อสู้ ก็จะพากัน เสี่ยงตายหลบหนีเอาชีวิตรอด เซียนหลัวกับเหมี่ยนเตี้ยนมีช่องทางติดต่อกัน หลบหนีได้สะดวก ขอให้ท่านแจ้ง พระราชโองการถึงหลี่ซื่อเหยา3 ให้เขามีหนังสือส่งไปยังเซียนหลัวว่า ‘ประเทศนั้นได้รับตราตั้งมาช้านานถือว่า มีความจริงใจและนบนอบตลอดมา อีกทั้งยังทำสงครามกับหัวหน้าพวกเหมี่ยนเตี้ยนทรชนติดต่อกันหลายปี จึงกลายเป็นคู่อริ บัดนี้ ทัพใหญ่ของจักรพรรดิ ได้ระดมเป็นการใหญ่ เหล่าทหารเข้มแข็งเกรียงไกร จึงไม่จำต้อง ให้ประเทศนั้นออกแรงออกศึกสนับสนุนแต่อย่างใด แต่เกรงว่าเมื่อถูกถล่มจนรังแตกแล้ว หัวหน้าพวก เหมี่ยนเตี้ยนก็จะนั่งเรือออกทางทะเลไปแดนไกล หรือเข้าไปหลบซ่อนในเขตเซียนหลัว ดังนั้น ประเทศนั้น จักต้องคอยเสาะหาข่าวสารอย่างเต็มที่ ติดตามจับกุมให้เต็มกำลัง เพื่อแสดงความนอบน้อมต่อราชสำนักจีน ขณะเดียวกันจะได้กำจัดพวกโจรต่างแดนไปด้วย นับว่ายิงธนูดอกเดียวได้นกสองตัว อนึ่ง ถ้าหากประเทศ นั้นจับกุมคุมตัวได้แล้ว ให้ส่งมอบโดยไม่ชักช้า เราก็ย่อมจะเมตตากรุณาและพระราชทานรางวัลให้อย่างงาม อันเป็นการให้กำลังใจแก่ผู้ซื่อสัตย์และจริงใจ แต่ถ้าหากซุกซ่อนหรือชักช้าทำให้หัวหน้าดังกล่าวหลบหนี ไปอยู่ที่เกาะอื่น ก็ต้องถือว่าประเทศนั้นจะไม่สามารถรับเอาพระกรุณาธิคุณของเรา เท่ากับหาเรื่องให้ถูกตำหนิ ซึ่งประเทศนั้นต้องถูกติดตามเอาผิดและจะเสียใจภายหลัง’ เมื่อถึงเวลาหลี่ซื่อเหยาจะแจ้งพระราชโองการ ก็ประมาณการดูว่า ระยะทางเดินเรือจะใกล้หรือไกลเพียงใด คะเนว่าเซียนหลัวจะได้รับพระราชโองการฉบับดังกล่าว นี้ภายในเดือนสิบเอ็ดศกนี้โดยประมาณ ให้ช้าดีกว่าเร็ว ตรงกับเวลาทำการของกองทัพสำเร็จลุล่วงพอดีโดยไม่ช้าหรือ ไม่เร็ว ก็ขอให้แจ้งพระราชโองการอย่างละเอียดเพื่อทราบในคำสั่งที่จะส่งไปให้” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๗๘๗ หน้า ๒ - ๓) ๑ สำ เนียงไทยเรียกว่า ยูนนาน ๒ พม่า ๓ ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี
137 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๕๒. วันซินโฉ่ว เดือนเจ็ดอธิกมาส ปีที่สามสิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๒ กันยายน ๑๗๖๗/๒๓๑๐) หลี่ซื่อเหยาข้าหลวงใหญ่กว่างตงกว่างซี มีหนังสือกราบทูลว่า “เรื่องที่ข้าพระพุทธเจ้าปฏิบัติตามพระราชโองการ โดยมีหนังสือแจ้งไปยังเซียนหลัว ให้ล่าจับตัวเหมี่ยนเตี้ยนทรชนที่แตกกระเจิงและหลบหนี ครั้นเมื่อ ข้าพระพุทธเจ้าไปถึงมณฑลกว่างตงก็ได้เรียกตัวคนเดินเรือที่เคยทำหน้าที่เป็นทูตบรรณาการ และท่องส่อื ของเซียนหลัวมาสอบถาม ทราบความว่า ‘จากหู่เหมิน1 มณฑลกว่างตง ออกเรือไปถึงเมืองท่าอันหนันที่มีชื่อว่า เหอเซียนเจิ้น 2 เป็นระยะทาง ๗,๓๐๐ ลี้ ท้องที่ดังกล่าวอยู่ใต้อำนาจปกครองของอันหนัน มีขุนนางคนท้องถิ่น แซ่ม่อ3 ประจำอยู่ จากเหอเซียนเจิ้นเดินทางต่อไปถึงจ้านเจ๋อเวิ่น4 เป็นระยะทาง ๑,๔๐๐ ลี้เศษ อยู่ในอำนาจ ปกครองของเซียนหลัว มีข้าราชการคนท้องถิ่นชื่อผู่หลานประจำอยู่ จากจ้านเจ๋อเวิ่น ถึงเมืองหลวงเซียนหลัว เป็นระยะทาง ๑,๖๐๐ ลี้เศษ รวมระยะทางจากหู่เหมิน มณฑลกว่างตงถึงเซียนหลัวเท่ากับ ๑๐,๓๐๐ ลี้เศษ กลางเดือนเก้าเมื่อลมหนาวพัดเป็นปกติก็จะออกเดินทางได้ ถ้าลมพัดราบรื่นครึ่งเดือนก็ถึง ถ้าลม ไม่เป็นปกติ ต้องใช้เวลาประมาณ ๔๐ วันเศษ หากมีหนังสือราชการที่ จะแจ้งเซียนหลัว ก็มอบขุนนาง คนท้องถิ่นหรือผู่หลานนำไปก็ได้ แต่การเดินทางไปประเทศนั้น เป็นทะเลต่างแดน เรือรบของจีนไม่คุ้นเคยกับ เส้นทาง จึงไม่เหมาะที่จะให้เดินทางไป แต่ทราบว่าจะมีเรือสินค้าจากเมืองท่าแห่งนี้ออกจากกว่างตงไปค้าขาย ที่เมืองท่าของอันหนันกลางเดือนเก้า ประมาณการว่าจะถึงที่นั่นกลางเดือนสิบเอ็ดพอดี ทราบว่าสี่ฉวน นายทหารตำแหน่งโหยวจีค่ายเปียวจงปีกซ้าย มีความชำนาญในการเดินเรือ ข้าพระพุทธเจ้าได้คัดหนังสือ ที่จะมีไปถึงกษัตริย์เซียนหลัวตามพระราชโองการมอบให้ส่ฉวนอา ีศัยเรือสินค้านำไปยังเมืองท่าของ อันหนัน ให้สืบเสาะหาข่าวหรือมอบให้คนแซ่ม่อหัวหน้าขุนนางคนพื้นเมือง หรือไปถึงจ้านเจ๋อเวิ่น มอบให้ ผู่หลานหัวหน้าขุนนางต่างชาตินำไปมอบให้และให้นำหนังสือตอบของกษัตริย์ประเทศนั้นกลับมาด้วย” มีรับสั่งว่า “ทราบแล้ว” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๗๙๑ หน้า ๒๕ - ๒๖) 1 แปลว่า ประตูเสือ เคยพบใช้ชื่อนี้ในแผนที่โบราณของไทย 2 ฮาเตียน พุทไธมาศ หรือ บันทายมาศ3 หมายถึงม่อซื่อหลิน ไทยเรียกว่า พระยาราชาเศรษฐี (ญวน) เจ้าเมืองฮาเตียน หรือ พุทไธมาศ 4 จันทบูร หรือ จันทบุรี
138 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๕๓. วัันติิงไฮ่่ เดืือนเจ็็ด ปีีที่่ส ามสิิบสามแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๑๓ สิิงหาคม ๑๗๖๘/๒๓๑๑) ทรงมีี หมายรัับสั่่งถึึงจุุนจีีต้้าเฉิินอีีกว่่า “ตามที่่หลี่่ซื่่อเหยาได้้กราบบัังคมทููลเมื่่อฤดููใบไม้้ร่่วงปีีที่่แล้้วว่่า ทราบ ข่่าวว่่าเซีียนหลััวกำำลัังทำำศึึกกัับพวกฟานพุุงลาย1ถููกแม่่ทััพนายกองฟานพุุงลายตีีจนกรุุงแตกเมื่่อปีีที่่แล้้ว ส่วนองค์กษัตริย์ทรงหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย บัดนี้ได้ให้สี่ฉวนนายทหารตำแหน่งโหยวจีสืบเสาะหา ข้อเท็จจริงแล้วนั้นได้ความว่าอย่างไร แม้จนบัดนี้ก็ยังมิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบเลย เมื่อไม่นานมานี้ ได้ทราบมาว่า เหมี่ยนเตี้ยนทรชนได้ผนวกเอาเซียนหลัวแล้ว ในหนังสือที่เหมี่ยนเตี้ยนทรชนส่งไปถึงแม่ทัพ เมื่อวันก่อน ก็ได้กล่าวถึงการเข้าครองเซียนหลัวแล้วเช่นกัน อันฟานพุงลายน้ันอยู่ใต้อาณัติของเหมี่ยนเตี้ยน ทรชน เนื่องจากมีดินแดนติดต่อกันจึงเข้ายึดครองตามอำเภอใจก็ยังมิทราบได้ และขณะนี้เซียนหลัวอาจถูกรุกราน เป็นครั้งคราว หรือขนาดถูกเหมี่ยนเตี้ยนทรชนทยอยผนวกแล้วก็ไม่แน่ชัด อ้าวเหมินซึ่งอยู่ทางตะวันออกของ กว่างตงเป็นที่ค้าขายของชาวต่างประเทศมาแต่กาลก่อน ย่อมจะมีเรือสินค้าของประเทศดังกล่าวไปมา เป็นจำนวนมาก จึงขอให้แจ้งพระราชโองการแก่หลี่ซื่อเหยา และให้ใส่ใจสอบถามจากพ่อค้ากลุ่มนี้ที่ทราบ เรื่องดีว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่แท้จริงในประเทศนั้นเป็นอย่างไร กษัตริย์ของประเทศนั้นอยู่ที่ใด นอกจากนั้น การเดินทางจากเซียนหลัวถึงเหมี่ยนเตี้ยนโดยทางน้ำ มีระยะทางเท่าใด ทางบกมีระยะทางเท่าใด ใกล้หรือไกล วิบากกันดารราบเรียบเพียงใด อย่างละเอียดทุกประการ หากทำได้ให้เขียนแผนที่โดยสังเขปเพื่อจะได้ ใช้ประกอบการพิจารณากัน ขณะนี้ยังมิใช่เวลาที่จะเร่งรัดเอาชนะทางทะเลเพราะเป็นแผนการที่เลื่อนลอย นอกจากนั้น การยกทัพเรือไปต่างแดนโดยไม่รอบคอบ เกรงว่าจะทำ ให้ชาวต่างประเทศที่อยู่ไกลโพ้นพากัน ตื่นกลัวและเกิดความฉงนสนเท่ห์อย่างไร้เหตุผล หากกษัตริย์ประเทศนั้นยังทรงมีความมุ่งมั่นจะกอบกู้ บ้านเมืองและแก้แค้น แต่กำลังความสามารถไม่เพียงพอ ขอให้จีนส่งกำลังไปช่วยเหลือ ถือเป็นโอกาสที่จีน จะได้ใช้ประโยชน์ โดยอาจส่งกำลังทัพเรือไปสนับสนุน เป็นการกระทำครั้งเดียวได้ประโยชน์สองสถาน เรื่องนี้ ต้องพิจารณากันให้ละเอียดรอบคอบ จะปฏิบัติการหรือไม่ มิได้กำหนดแน่นอน จึงให้หลี่ซื่อเหยาสืบเสาะหา ๑ ไทยเรียกว่า ลาวพุงดำ ซึ่งหมายถึงชาวล้านนา คำ ว่า ฟาน นั้น ไทยเรียกตามสำ เนียงแต้จิ๋วว่า ฮวน แปลว่า คนเถื่อน
139 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ข่าวอย่างดีก็พอ และให้ปิดเป็นความลับสุดยอด อย่าได้มีพิรุธแม้เพียงน้อยนิดอันจะทำให้เกิดความตระหนก ตกใจ ให้กราบบังคมทูลตามข้อเท็จจริงที่ได้สืบเสาะมาโดยด่วนเพื่อทรงทราบต่อไป” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๑๔๑ หน้า ๒ - ๓) ๕๔. วันเจี่ยซี เดือนแปด ปีที่สามสิบสามแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๙ กันยายน ๑๗๖๘/๒๓๑๑) มีีหมายรัับสั่่งถึึงจุุนจีีต้้าเฉิินว่่า “คำำกราบบัังคมทููลของหลี่่ซื่่ อเหยาหลายฉบัับเกี่่ยวกัับสถานการณ์์ในเซีียนหลััว เมื่่อเราได้้อ่่านคำำกราบบัังคมทููลดัังกล่่าวทราบว่่า พีีหย่่าซงถ่่งอาเพ่่ย นำำเรืือหวนกลัับมากว่่างตง เมื่่อสอบถามถึึงการแตกพ่่ายยัับเยิินของเซีียนหลััว คำำบอกกล่่าวก็็ไม่่ชััดเจนแจ่่มแจ้้ง หนัังสืือกราบทููลอีีกฉบัับหนึ่่ง ที่่กล่่าวถึึงสี่่ฉวน นายทหารตำำแหน่่งโหยวจีีซึ่่งไปปฏิิบััติิราชการและล้้มป่่วยถึึงแก่่ชีีวิิตในต่่างแดนนั้้�น ก็เกรงว่าไม่เป็นความจริง จึงมีพระราชวินิจฉัยในหนังสือทั้งสองฉบับดังกล่าวพร้อมกัน ครั้นเมื่อได้อ่าน หนังสือฉบับกราบบังคมทูลตอบตามที่ได้ตรวจสอบไปแล้ว พร้อมทั้งคำกราบบังคมทูลของม่ายเซิน และของ ม่อซื่อหลินแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยเลยเกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตของสี่ฉวน ส่วนที่คิดจะส่งคืนต้นฉบับหนังสือ กราบบังคมทูลเพื่อขอตราตั้งของกันเอินชื่อ1 และข้อที่จะตำหนิอย่างรุนแรงแก่เฉินเหม่ยผู้ที่เดินทางมานั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว แต่วิธีการมิได้เหมาะสม กันเอินชื่อเดิมเป็นคนต่ำต้อยในประเทศจีน ระเหเร่ร่อน ไปอยู่ดินแดนชายทะเล มีสถานภาพเป็นขุนนางของกษัตริย์แห่งเซียนหลัว บัดนี้ ประเทศนั้นถูกตีแตกและ กษัตริย์หายสาบสูญ กลับบังอาจฉกฉวยโอกาสที่ประเทศตกอยู่ในอันตรายและปั่นป่วนยุ่งเหยิง คิดตั้งตน เป็นใหญ่ และหวังได้รับตราตั้งโดยมิชอบเพื่อเป็นเครื่องมือตั้งตนเหนือผู้อื่น มิได้สำนึกถึงพระกรุณาธิคุณและ น้ำพ ระทัยของเจ้านายเก่า อีกทั้งมิได้สืบหาองค์รัชทายาท เพื่อกอบกู้ชาติและโจมตีศัตรูจึงเป็นการผิดคุณธรรม จริยธรรมและทำตนเกินศักดิ์ ถ้าเพียงส่งคืนต้นฉบับหนังสือ และเมื่อเฉินเหม่ยผู้เดินทางมาได้กลับถึงประเทศแล้ว และมิได้นำคำตำหนิอย่างรุนแรงของข้าหลวงใหญ่ผู้นั้นไปแจ้ง นานาประเทศก็จะไม่ยำเกรง จึงเห็นว่า 1 หมายถึง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สันนิษฐานว่าเป็นคำ ทับศัพท์ของคำว่า กำแพงเพชร
140 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง จำต้องมีหนังสือตอบกลับไปด้วย เพ่อยื ้ำหลักคุณธรรมและเพ่อให้ทราบถึงระบบ ืจริยธรรมทางการปกครอง และจารีตประเพณีของราชสำ นักจีนให้แผ่ไพศ าลไปทั่ว การชี้ผิดชี้ถูกย่อมตั้งอยู่ในความเป็นธรรมอย่างยิ่ง สำหรับบุคคลซึ่งเนรคุณและฉวยโอกาส โดยทำตนเกินศักดิ์ของตนเช่นนี้จะไม่ผ่อนปรนให้เป็นอันขาด ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลที่ชั่วร้ายสำนึกและเกรงกลัว และต่างชาติชาวเกาะ1 ทั้งหลายจะเกรงในบุญญาธิการด้วย แต่เกรงว่าการใช้ถ้อยคำของสำนักข้าหลวงใหญ่อาจจะไม่ถูกต้องเหมาะสมทุกประการ จึงได้สั่งให้จุนจีต้าเฉิน ร่างหนังสือแจ้งแทน แล้วมอบให้หลี่ซื่อเหยาจัดส่งตามระเบียบ โดยให้เฉินเหม่ยนำหนังสือแจ้งกลับไป ส่วนม่อซื่อหลินเจ้าเมืองเหอเซียนเจิ้น นอกจากวาดแผนที่แสดงภูมิประเทศของประเทศนั้นมาถวายแล้ว ยังได้ จัดที่ พักพิงพร้อมทั้งให้การเลี้ยงดูแก่พระราชนัดดาของกษัตริย์เซียนหลัวซึ่งหลบหนีไปอาศัยในดินแดนตนนั้น จึงนับว่าเป็นผู้มีความสำนึกในคุณธรรมและจารีตประเพณี สมควรมีหนังสือข้อความสั้น ๆ แจ้งไปแสดงความ นิยมชมเชย ทั้งนี้ได้ส่งให้ ัจุนจีต้าเฉินจัดร่างพร้อมกันแล้วส่งไป ส่วนพระราชโองการครั้งก่อนที่ให้สืบข่าวคราว เรื่องของเซียนหลัวและว่าหากฝ่ายนั้นมีเจตจำนงจะกู้คืนแผ่นดินและขอความช่วยเหลือจากจีน ก็อาจพิจารณา จัดส่งกองทัพเรือไป โดยหมายว่าเป็นการดำเนินการครั้งเดียวแต่ได้ผลสองประการนั้น อันที่จริงเป็นความคิดเห็น ที่เพียงแต่ตระเตรียมไว้เท่านั้นโดยมิได้มีการดำเนินการ เมื่อเซียนหลัวถูกพวกฟานพุงดำรุกรานและปล้นสะดม ผู้คนที่นั่นประสบภัยพิบัติกำลังขาดแคลนเสบียงอาหาร นอกจากนั้นเมืองลู่คุน2 และเมืองอื่นรวม ๓ เมือง ที่ขึ้นต่อประเทศนั้น ก็ยกกำลังทหารทำส งครามกลางเมืองกับกันเอินชื่อ จึงตกอยู่ในสภาวะที่อ่อนแออย่าง มากแทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะล้างแค้นพวกฟานทรชนได้อย่างไร ดังนั้นความคิดที่จะยกกองทัพเรือไป คงไม่่ต้้องพิิจารณากัันอีีก ให้้นำำพระราชโองการนี้้�แจ้้งแก่่หลี่่ซื่่อเหยา พร้้อมกัันนี้้�ได้้จััดส่่งร่่างหนัังสืือแจ้้งของ หลี่่ซื่่อเหยาซึ่่งจุุนจีีต้้าเฉิินร่่างให้้ รวม ๒ ฉบัับมาด้้วยแล้้ว มีีพระราชโองการถึึงกัันเอิินชื่่อ หััวหน้้าชาวพื้้�นเมืือง แห่่งเซีียนหลััวว่่า “การที่่ท่่านจััดให้้เฉิินเหม่่ยมากว่่างตง เพื่่อส่่งหนัังสืือกราบบัังคมทููลของหััวหน้้าชาวพื้้�นเมืือง เรื่องขอให้ราชสำ นักพระราชทานตราตั้งนั้น เป็นเรื่องที่ผิดทำนองคลองธรรม อันกษัตริย์เซียนหลัวอยู่แดนไกล 1 ในที่นี้หมายถึงชาวต่างแดนที่อยู่ทางใต้ของจีน 2 สันนิษฐานว่าเป็นเมืองนครศรีธรรมราช
141 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ที่เทือกเขาใกล้ทะเล ซึ่งถวายราชบรรณาการโดยเคร่งครัดและไม่ขาดตกบกพร่องมาทุกยุคทุกสมัย เป็นที่ โปรดปรานของจักรพรรดิ จึงพระราชทานตราตั้งตลอดมาไม่ขาด บัดนี้ได้ถูกเวิ่นจ่อผอม๋า ืพุงดำ1 รุกราน ก่อกวนและเผาผลาญปล้นสะดมจนเมืองแตกและหายสาบสูญ ท่านเป็นหัวหน้าชาวพื้นเมืองของกษัตริย์ดังกล่าว จึงมีสถานภาพเป็นขุนนางของกษัตริย์ เมื่อประจักษ์แก่สายตาตนเองว่า เจ้านายของตนต้องประสบกับ เคราะห์ร้ายอย่างที่สุดเช่นนี้ ก็น่าที่จะยึดมั่นในความกตัญญูและซื่อสัตย์ และมีจิตใจมุ่งมั่นในการกอบกู้บ้านเมือง พร้อมทั้งชำระความแค้นให้สิ้น ถึงแม้ว่าหลังจากที่บ้านเมืองแตกสลายแล้ว ชนชาวพื้นเมืองต้องซัดเซ พเนจรและอดอยากยากแค้น จึงตกต่ำอ่อนกำลังยากที่จะฟื้นคืนในทันใดก็ตาม แต่ก็ต้องสืบเสาะหาพระราช วงศานุวงศ์ของเจ้านายของท่านและยกย่องให้ขึ้นครองราชย์เพื่อกู้ชาติบ้านเมืองให้ฟื้นคืนมา อีกทั้งเพ่อืสืบสาน ราชวงศ์ของเจ้านายของท่านด้วย ดังนี้แล้ว บรรดาขุนนางใหญ่น้อยทั้งหลายของเซียนหลัวจะมีผู้ใดบ้างที่ ไม่ยกย่องความดีความชอบอันมากล้นของท่านที่ได้ประคับประคองราชบัลลังก์ให้ดำรงอยู่ และต่างจะสรรเสริญ และยอมรับในตัวท่านเล่า หากองค์รัชทายาทได้สืบราชสมบัติเช่นนี้ เมื่อทูลแจ้งต่อราชสำนัก (จีน) ย่อมจะยกย่องความดีความชอบของท่านอย่างแน่นอน และเมื่อความทราบถึงจักรพรรดิก็จะต้องชมเชย อย่างมาก อนึ่ง ทราบว่าท่านได้รับชัยชนะจากการปราบปรามเวิ่นจ่อผอม๋า ืพุงดำ อีกทั้งยังได้เข้าป่าหางาช้างและ นอแรดเพ่อืสงเคราะห์ราษฎรที่ประสบเคราะห์กรรม นับว่าท่านมีความสามารถอย่างน่าชมเชย ขณะนี้เจาหวังจี๋ พระเชษฐาต่างพระมารดาของกษัตริย์พวกท่าน เจาชุ่ย และเจาซื่อชาง2 พระราชนัดดา ต่างก็พากันหลบภัย ซ่อนตัว ท่านมิได้คิดพิจารณาที่จะร่วมกับหัวหน้าทั้งหลาย ยกย่ององค์ใดองค์หนึ่งขึ้นครองราชย์ เพื่อฝากชื่อ อันจะเป็นอมตะไว้ในแผ่นดิน กลับฉกฉวยโอกาสในยามที่บ้านเมืองเกิดภัยอันตรายและจลาจล กระทำการ ตั้งตนเป็นใหญ่อย่างอหังการ รวมทั้งหวังที่จะได้รับตราตั้งโดยมิชอบ และแอบช่วงชิงยกตนขึ้นเป็นกษัตริย์ การล่วงละเมิดคุณธรรม จริยธรรม และก้าวล่วงในสถานภาพของตนเองอย่างมิชอบ ตลอดทั้งทำการหยาม คุณธรรม จริยธรรม และอกตัญญูเช่นนี้ ย่อมเป็นสิ่งอัปมงคลยิ่งนัก หากถามใจตนเองแล้วจะสงบสุขได้ 1เวินจื่อผอม๋าพุงดำ แปลว่าพม่าพุงดำ สันนิษฐานว่าเป็นชาวล้านนาที่พม่าเกณฑ์มารบ 2 หมายถึงกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าจุ้ย และเจ้าศรีสังข์ ตามลำดับ
142 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง อย่างไร อีกประการหนึ่ง พื้นเพท่านเป็นชาวจีนย่อมจะรู้ดีถึงคุณธรรม จริยธรรม อันเป็นธรรมะสูงสุด แล้ว จะไม่เคยทราบหลักคำสอนเรื่องการกำหนดสถานะบุคคลตามความสำคัญ ซึ่งไม่มีการผ่อนปรนให้แก่ผู้ที่ ก้าวล่วงโดยมิชอบในสถานภาพของตนเองเป็นอันขาดหรือ ด้วยเหตุผลเช่นนี้จึงปรากฏว่า เมืองเสียซื่อลู่ ลู่คุน และเกาเลี่ย1 รวม ๓ เมือง ต่างก็มีความเดือดเนื้อร้อนใจในศัตรูร่วมกัน อันเนื่องมาจากท่านจะตั้งตนเป็นใหญ่ ในแผ่นดิน จึงยกกำลังทหารต่อต้านท่าน การกระทำของพวกเขาย่อมถูกต้องตามทำนองคลองธรรม แต่ท่าน กลับขัดต่อเหตุผล และทำนองคลองธรรม ธรรมะแห่งสวรรค์ย่อมอยู่กับฝ่ายเป็นธรรม และชิงชังฝ่ายอธรรม ดังนี้ชัยชนะและความปราชัยจึงเป็นที่ประจักษ์แจ้งอยู่แล้ว สมควรหรือที่จะหาความเดือดร้อนใส่ตัวอีกเล่า จักรพรรดิทรงปกครองทุกเผ่าชนในแว่นแคว้นจีนโดยยึดถือการอบรมสั่งสอนด้วยคุณธรรม จริยธรรมและ ธรรมาภิบาลเป็นใหญ่ ทรงเป็นแบบอย่างของนานาประเทศ เรื่องราวความเป็นมาตามที่ท่านสาธยายนั้น ขัดต่อกฎหมายและจารีตประเพณีทางคุณธรรม จริยธรรมอย่างยิ่ง ไม่อาจนำเข้าถวายรายงานตามนั้นได้ จึงได้ ส่งมอบคืนเฉินเหม่ยเพื่อนำกลับไป ข้าพเจ้าในฐานะข้าหลวงใหญ่ปกครองดินแดน ผู้รับผิดชอบเผยแพร่ แนวความคิดและการซึมซาบในคุณธรรมจริยธรรมจีน มีความเข้าใจถึงความเขลาและหลงผิดของท่าน จึงขอชี้แนะ อย่างตรงไปตรงมา หากท่านจะเข้าใจและสำนึกโดยพลัน และจงรักภักดีต่อเจ้านายของท่าน สำ นึกในหลักการ แห่งคุณธรรมจริยธรรมเรื่องสืบราชวงศ์และสืบหาผู้ที่ควรรับราชสมบัติต่อไป ดังนี้ก็จะได้รับบุญวาสนา จากพระมหากรุุณาธิิคุุณของจัักรพรรดิิตลอดไปชั่่วกาลนาน จึึงขออย่่าได้้ดึึงดัันหลงผิิดอัันจะเป็็นผลร้้ายต่่อ ตนเองดัังที่่ได้้แจ้้งมาแล้้ว” นอกจากนั้้�นยัังมีีหนัังสืือถึึงม่่อซื่่อหลิิน หััวหน้้าเมืืองเหอเซีียนเจิ้้�น แจ้้งว่่า “ท่่าน อยู่่ไกลถึึงโพ้้นทะเล แต่่มีีจิิตสำำนึึกที่่อ่่อนน้้อม กล่่าวคืือ เมื่่อทราบว่่าราชสำำนัักจีีนสอบถามเรื่่องราวของเซีียนหลััว ก็็ได้้จััดทำำแผนที่่ภููมิิประเทศ พร้้อมคำำอธิิบายเกี่่ยวกัับดิินแดนชาวพื้้�นเมืืองต่่างๆ ในต่่างประเทศ และ จััดให้้หลิินอี้้�ขุุนนางของดิินแดนพื้้�นเมืืองนำำมาส่่งมอบให้้ถืือว่่ามีีความนอบน้้อมอย่่างมาก จึึงได้้นำำความขึ้้�น กราบบัังคมทููล จัักรพรรดิิทรงประจัักษ์์ถึึงความซื่่อสััตย์์จริิงใจของท่่าน และทรงชมเชยเป็็นพิิเศษ อนึ่่ง ยัังได้้ 1 สันนิษฐานว่า ได้แก่ เมืองสวรรคโลก นครศรีธรรมราช และโคราช