The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์ หยวน หมิง ชิง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by จักรวาลมนุษย์, 2023-10-31 09:20:59

ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์ หยวน หมิง ชิง

ความสัมพันธ์ไทย-จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์ หยวน หมิง ชิง

143 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ทราบอีีกด้้วยว่่า เมื่่อเจาชุ่่ย พระราชนััดดาแห่่งกษััตริิย์์เซีียนหลััวได้้หลบหนีีเข้้าไปในเขตแดนท่่าน ท่่านยััง ได้้รัับรองให้้อยู่่อย่่างสุุขสบาย จึึงนัับได้้ว่่าเป็็นผู้้ยึึดถืือในจารีีตประเพณีีคุุณธรรมจริิยธรรม ซึ่่งน่่าสรรเสริิญ บััดนี้้�มีีพระราชโองการให้้มีีหนัังสืือตอบ และพระราชทานแพรต่่วนพัับเป็็นสิ่่งของกำำนััล เพื่่อแสดงถึึง พระมหากรุณาธิคุณ ขอให้ท่านจงน้อมรับไว้ด้วย ดังที่ได้แจ้งมาแล้วนี้” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๑๗ หน้า ๔ - ๘) ๕๕. วันอู้เฉิน เดือนสิบ ปีที่สามสิบสามแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๒ พฤศจิกายน ๑๗๖๘/๒๓๑๑) มีพระราชโองการถึงจุนจีต้าเฉิน ความว่า “ตามที่หลี่ซื่อเหยาได้กราบบังคมทูลก่อนหน้านี้ว่า กันเอินชื่อ หัวหน้า ชาวพื้นเมืองเซียนหลัว จัดให้คนนำ หนังสือมายื่นต่อจวนข้าหลวงใหญ่ดังกล่าว อ้างว่าเซียนหลัวถูกพวกฟาน พุงลายตีแตกยับเยิน และว่าหัวหน้าชาวพื้นเมืองผู้นั้นเป็นผู้ขับไล่พวกฟานทรชนออกไป จึงประสงค์จะเป็น กษัตริย์ของประเทศนั้น และขอให้ช่วยทูลเกล้าฯ ขอตราตั้งให้ด้วย จึงมีการจัดร่างหนังสือว่ากล่าวติเตียน กันเอินชื่อ แทนข้าหลวงใหญ่ผู้น้ัน และส่งมอบให้แก่บุคคลผู้เดินทางมาเพ่อนำ ื กลับไป บัดนี้ได้เวลาสองเดือนแล้ว เข้าใจว่าคงจะได้รับแล้ว ไม่ทราบว่าขณะนี้มีหนังสือตอบนำมาเสนอข้าหลวงใหญ่ผู้น้ันอีกหรือไม่ อนึ่ง ตามที่อาหลี่กุนกราบบังคมทูล มีความดังนี้ ปรากฏว่าเฉิงเช่อ นายทหารตำ แหน่งโส่วเป้ย ก่อนหน้านี้ถูกพวก เหล่าร้ายทรชนจับตัวไป ขณะนี้ได้มีหนังสือรายงานจากอาหว่า1 ถึงแม่ทัพ ในหนังสือมีข้อความกล่าวถึง เซียนหลัวว่า มีเจตจำนงหาทางกอบกู้บ้านเมือง ไม่ทราบแน่ชัดว่า ที่ประเทศนั้นเป็นอริกัน เหตุการณ์เท็จจ ริง เป็นอย่างไร สมควรจะได้สืบเสาะสอบถามให้แน่ชัด ก่อนหน้านี้ม่อซื่อหลิน หัวหน้าเมืองเหอเซียนเจิ้น ได้เขียนแผนที่แสดงภูมิประเทศของดินแดนชาวพื้นเมืองทั้งหลายในต่างประเทศ พร้อมทั้งเรื่องราวของเซียนหลัว จัดให้ขุนนางนำ มามอบให้ ได้มีพระราชโองการให้ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นมอบแพรต่วนพับเป็นรางวัลแล้ว เมืองเหอเซียนเจิ้นกับเซียนหลัวอยู่ใกล้กัน ข่าวสารที่ได้รับย่อมจะมีความเป็นจริงอยู่มาก ส่วนม่อซื่อหลิน 1 หมายถึงเมืองอังวะ


144 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ก็มีความเคารพนบนอบและเฉลียวฉลาดมีความสามารถ จึงขอให้นำพระราชโองการแจ้งแก่หลี่ซื่อเหยา ให้คัดเลือกขุนนางระดับล่างที่มีความสามารถและเหมาะสมไว้ใจได้ทันที และให้เดินทางไปเมืองเหอเซียนเจิ้น โดยด่วน สอบถามม่อซื่อหลินเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่แท้จริงในระหว่างนีของเซียนหลัว ขอให้ขุนนางผู้้นนทำ ั้หนังสือตอบ อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง และนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบโดยด่วน” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๒๐ หน้า ๒๘ - ๒๙) ๕๖. วันเยิ่นจื่อ เดือนสิบเอ็ด ปีที่สามสิบสามแห่งรัชศกเฉียนหลง (๕ มกราคม ๑๗๖๙/๒๓๑๒) มีพระราชโองการถึงจุนจีต้าเฉิน ความว่า “ตามที่หลี่ซื่อเหยา ได้กราบบังคมทูลก่อนหน้านี้ว่า กันเอินชื่อ หัวหน้าชาวเซียนหลัวได้จัดให้คนนำ หนังสือมายื่นต่อข้าหลวงใหญ่ดังกล่าว อ้างว่าเซียนหลัวถูกพวกฟานพุงลาย ตีแตกยับเยิน และว่าหัวหน้าผู้นั้นเป็นผู้ขับไล่พวกฟานทรชนออกไป จึงประสงค์จะเป็นกษัตริย์ประเทศนั้น และขอให้ช่วยทูลเกล้าฯ ขอตราตั้งให้ด้วย จึงมีการจัดร่างหนังสือว่ากล่าวติเตียนถึงกันเอินชื่อ แทนข้าหลวง ใหญ่ผู้นั้น และส่งให้มอบให้แก่บุคคลที่กันเอินชื่อ ัจัดส่งมา เพื่อนำ กลับไป บัดนี้เป็นเวลากว่า ๓ เดือนแล้ว จึงน่าจะมีหนังสือตอบมาแล้ว ต่อมาอาหลี่กุนได้กราบบังคมทูลมีความว่า เฉิงเช่อ นายทหารตำ แหน่งโส่วเป้ย ได้มีหนังสือรายงานจากอาหว่าถึงแม่ทัพ ในหนังสือมีข้อความกล่าวถึงเซียนหลัวว่า มีความมุ่งมั่นที่จะหาทาง กอบกู้บ้านเมือง ต่อมามีรับสั่งถึงหลี่ซื่อเหยา ให้คัดเลือกขุนนางระดับล่างที่มีความสามารถและรอบคอบ ไปยังเมืองเหอเซียนเจิ้น ที่มีม่อซื่อหลินเป็นหัวหน้าชาวพื้นเมืองและเป็นผู้เขียนแผนที่ภูมิประเทศของดินแดน ชาวพื้นเมืองต่าง ๆ ในต่างประเทศมาถวายนั้น เพื่อสอบถามเหตุการณ์อันแท้จริงเกี่ยวกับความเป็นอริของ เซียนหลัว (กับเหมี่ยนเตี้ยน) ในช่วงเวลา ๒ - ๓ เดือนที่ผ่านมา แล้วทูลเกล้าฯ โดยด่วน ให้จัดส่งพระ ราชโองการดังกล่าว ด้วยวิธี ๖๐๐ ลี้ 1 บัดนี้ก็ล่วงเลยไปเดือนเศษแล้ว บุคคลที่ได้จัดส่งไปสอบถามหาข่าวคราว ขณะนี้น่าจะกลับถึงกว่างตงแล้ว เหตุใดจึงไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย จึงขอให้แจ้งพระราชโองการแก่หลี่ซื่อเหยา 1วิธีการสื่อสารที่ใช้ม้าวิ่งเป็นระยะ ตามสถานีพักแรมระหว่างทาง ในที่นี้หมายถึงม้าวิ่งระยะทาง ๖๐๐ ลี้ หรือ ๓๐๐ กิโลเมตร ต่อวัน


145 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย อีกครั้ง ให้ตรวจสอบอย่างละเอียดและชัดแจ้งโดยด่วนว่า คำ ตอบของม่อซื่อหลิน มีความเป็นจริงเพียงใด และกันเอินชื่อได้ถวายคำ ตอบมาแล้วหรือไม่ แล้วกราบบังคมทูลโดยด่วน” ต่อมามีหนังสือกราบบังคมทูลว่า “ก่อนหน้านี้ได้สนองพระราชโองการโดยจัดส่งเจิ้งยุ่ย ผู้รักษาการนายทหารตำ แหน่งโหยวจี อาศัยเรือ สินค้าเดินทางไปเมืองเหอเซียนเจิ้น เพื่อสอบถามม่อซื่อหลิน แต่จากทางตะวันออกของกว่างตงไปยังสถานที่ แห่งนั้นเป็นท้องทะเลต่างประเทศตลอด ต้องรอคอยถึงเดือนสามของปีถัดไป เมื่อลมตะวันออกเฉียงใต้สงบ ราบเรียบถึงจะเดินทางกลับมาได้ จึงไม่อาจกำ หนดเวลาแน่นอนที่จะได้รับข่าวสาร” มีรับส่งลงมาว่า “เมื่อไม่ได้ ั รับข่าวสาร แล้วเหตุใดจึงต้องส่งด้วยวิธี ๖๐๐ ลี้ เหลวไหลอีกแล้ว ท่านไม่น่าเป็นเช่นนี้เลย ประหลาดมาก” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๒๓ หน้า ๒๑ - ๒๓) ๕๗. วันเกิงอ่ เดือนหก ปีทีู่สามสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๒ กรกฎาคม ๑๗๖๙/๒๓๑๒) มีพระราช โองการถึงจุนจีต้าเฉิน ว่า “บัดนี้ ทัพใหญ่กำลังเข้าปราบปรามพวกเหมี่ยนเตี้ยนทรชน โดยระดมกองกำลัง เจนศึกอันเกรียงไกร จึงสามารถกำหนดเวลาเข้าถึงดินแดนใจกลางและจะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วแน่นอน แต่เมื่อถึงเวลาเข้าล้อมตีอาหว่า ก็เกรงว่าเหมิ่งป๋อ1 หัวหน้าเหมี่ยนเตี้ยนกับพวกซึ่งรู้อยู่แก่ใจว่าคงหนีไม่พ้น ถูกลงโทษ และจะทิ้งร้างบ้านเมืองหลบหนีไปอย่างเร่งรีบ ซึ่งเป็นไปได้อย่างแน่นอน ที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ ในดินแดนที่ติดต่อกัน จึงจำเป็นต้องเตรียมการขวางกั้นไว้ก่อน สำ หรับหนันจ่าง2 ซึ่งอยู่ติดต่อกับเขตแดน ของเหมี่ยนเตี้ยนนั้น ได้ให้แจ้งพระราชโองการแก่ฟู่เหิง3 ให้มีหนังสือแจ้งกษัตริย์ของประเทศนั้นว่าถ้าหาก ปรากฏหัวหน้าเหมี่ยนเตี้ยนหลบหนีเข้าไปในเขตแดน ก็ขอให้จับกุมส่งตัวให้กองทัพส่วนหน้า ครั้นเมื่อได้ ใคร่ครวญทบทวนดูแล้ว เซียนหลัวกับเหมี่ยนเตี้ยนติดต่อถึงกันทางทะเล ซึ่งใกล้กันเป็นที่สุด แต่ห่างจาก เส้นทางที่กำลังทัพใหญ่ควบคุมอยู่ด้วย จึงหลบหนีได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งดินแดนแห่งนั้น เคยถูกเหมี่ยนเตี้ยน 1 หมายถึงพระเจ้าอังวะมังระ (พ.ศ. ๒๓๐๒ - ๒๓๑๘) 2 ล้านช้าง3 เป็นหัวหน้าคณะจุนจีต้าเฉิน


146 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ทรชนยึึดครอง จึึงอาจประสงค์์หลบซ่่อนตััวที่่ดิินแดนไกลโพ้้นเป็็นที่่พัักพิิง เพื่่อยืืดชีีวิิตที่่อยู่่ในสภาพลมหายใจ เฮืือกสุุดท้้าย ก็็ยัังไม่่อาจทราบได้้ เซีียนหลััวตั้้�งแต่่กาลก่่อนถููกเหมี่่ยนเตี้้�ยนทรชนย่ำำยี่่บีีฑาตลอดมา จึึงสั่่งสม ความแค้้นเคืืองไว้้มาก ขณะนี้้�ก็็ปรากฏว่่า มีีองค์์รััชทายาทแซ่่เจ้้าของกษััตริิย์์องค์์ก่่อนได้้กู้้คื ืนแผ่่นดิินเดิิมแล้้ว คงจะต้้องมีีความมุ่่งมั่่นในการแก้้แค้้นทดแทนอย่่างไม่่ลดละ ดัังนั้้�น หากหััวหน้้าเหมี่่ยนเตี้้�ยนหลบหนีีเข้้าไป ถึึงที่่นั่่นคงจะถููกจัับกุุมนำำส่่งราชสำำนัักจีีน เพื่่อถืือโอกาสระบายความคั่่งแค้้นที่่สั่่งสมกัันมา หากแต่่เกรงว่่า ประเทศนั้้�นมีีความอ่่อนแอมานาน อีีกทั้้�งหวาดกลััวต่่อความโหดเหี้้�ยมของเหมี่่ยนเตี้้�ยนทรชน ประกอบกัับ ไม่ทราบเหตุการณ์ที่ประเทศจีนไปปราบปราม และเหตุที่หัวหน้าผู้ทรยศประสบความอับจนถึงหนีตาย เมื่อเผชิญ เหตุการณ์เฉพาะหน้าจึงอาจเกิดความฉงนและหวาดหวั่น ดังนั้นจึงสมควรแจ้งล่วงหน้าให้ทราบอย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง เพ่อให้ฝ่ายนั ื้นสามารถหยั่งทราบถึงผลดีผลเสียแล้วกำหนดมาตรการเพื่อการนั้น วิธีน้ีคงจะเป็น ประโยชน์อย่างมาก จึงได้รับส่งให้ ัจุนจีต้าเฉินร่างแผนการและหนังสือแจ้งฉบับหนึ่งในนามข้าหลวงใหญ่ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ปิดผนึกแล้วส่งให้แก่หลีซื่อเหยาประทับตรา เพื่อส่งให้แก่กษัตริย์ประเทศนั้น พร้อมทั้ง ให้สืบเสาะอย่างชัดแจ้งด้วยว่า ถ้าหากกษัตริย์ประเทศนั้นเป็นรัชทายาทของตระกูลเจ้าที่ได้ฟื้นคืนราชบัลลังก์ ก็ให้ฝากหนังสือแก่เรือเดินทะเลเพื่อส่งต่อโดยด่วนในระหว่างที่กองทัพเข้าตี หากแม้ว่ากันเอินชื่อยังคงยึดครอง โดยมิชอบและประเทศนั้นยังปราศจากบุคคลผู้มีอำนาจปกครองโดยชอบธรรม หนังสือฉบับนี้ก็ไม่ต้องส่งให้ และให้นำต้นฉบับหนังสือถวายคืนทันที อนึ่ง ระหว่างเดือนแปดปีที่แล้ว หลี่ซื่อเหยาได้กราบบังคมทูล เรื่องเซียนหลัวถูกฟานพุงลายย่ำยี ส่วนกันเอินชื่อหัวหน้าชาวพื้นเมืองได้ถวายหนังสือมาเพื่อขอพระราชทาน ตราตั้ง ขณะเดียวกันม่อซื่อหลินหัวหน้าชาวพื้นเมืองได้เขียนแผนที่แสดงภูมิประเทศของประเทศนั้นจัดส่งมา ถวายด้วย จึงสั่งให้จุนจีต้าเฉินจัดร่างหนังสือตอบแทนและส่งกลับไป ต่อมาเนื่องจากอาหลี่กุนได้กราบบังคม ทูลเรื่องคำกราบบังคมทูลของเฉิงเช่อ ซึ่งมีความว่าเซียนหลัวมีความมุ่งมั่นที่จะกู้คืนแผ่นดิน จึงมีพระราช โองการถึงข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นอีก ให้คัดเลือกผู้มีความสามารถไปสอบถามม่อซื่อหลินเกี่ยวกับเหตุการณ์ อันแท้จริง เรื่องความเป็นอริของเซียนหลัว (กับเหมี่ยนเตี้ยน) เมื่อตรวจสอบแล้วให้ถวายบังคมตอบด้วย ครันถึงเดือนอ้ายปีนี้ ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นได้ถวายรายงานว่า ในระหว่างเดือน้สิบเอ็ด ได้จัดส่งให้เจงยุ่ย นายทหาร ิ้


147 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ตำำแหน่่งรัักษาการตููซืือ เดิินทางไปเยืือนเหอเซีียนเจิ้้�นแล้้ว แต่่เส้้นทางคมนาคมทางทะเลต้้องรอคอยถึึงเดืือนสาม จึึงจะเดิินทางกลัับมาได้้ ขณะนั้้�นเนื่่องจากข้้าหลวงใหญ่่ท่่านนั้้�นยัังมิิได้้รัับข่่าวคราวแต่่อย่่างใด กลัับกราบ บัังคมทููลรายงานโดยอาศััยเพีียงแต่่ลมปาก เป็็นเรื่่องที่่เหลวไหลโดยแท้้จึึงได้้ตำำหนิิไปในหนัังสืือถวายรายงาน แล้้ว หลัังจากนั้้�นข้้าหลวงใหญ่่ท่่านนั้้�นก็็มิิได้้ถวายรายงานเกี่่ยวกัับเรื่่องนี้้�อีีกนัับแต่่ปีีที่่แล้้ว ตอนที่่มีีหนัังสืือ แจ้งกันเอินชื่อ จนถึงขณะนี้ก็เป็นเวลาใกล้หนึ่งปีแล้ว หรือแม้แต่ตามหนังสือถวายรายงานคร้ังที่แล้ว ของข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น ที่ว่าต้องรอคอยฤดูกาลถึงเดือนสามจึงจะเดินทางกลับได้ก็ตาม แต่ขณะนี้ก็ล่วงเลย เวลาหลายเดือนแล้ว เหตุใดจึงยังปราศจากข่าวคราวแต่อย่างใด หรือถ้าเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่เฝ้ารอคอย ทิศทางลมตามฤดูกาล ก็การจะต้องส่งข่าวรายงานข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น จึงไม่ควรล่าช้าเนิ่นนานถึงเพียงนี้ หลี่ซื่อเหยาแต่เดิมเป็นคนขยันขันแข็ง แต่การจัดการเรื่องต่าง ๆ ในระยะหลังนี้ ก็รู้สึกว่าจะชักช้ายืดยาด ไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับแต่ก่อนแทบจะเป็นคนละคนเลย กลายเป็นคนตกอยู่ในบ่วงบาศนิสัยเกียจคร้าน เฉื่อยแฉะของขุนนางท้องถิ่น ปีที่แล้วก็ได้ตำหนิติเตียนไปหลายครั้งแล้ว เหตุใดจึงยังไม่รู้จักสำนึกผิดและ แก้ไขปรับปรุง นี่จะสมกับที่เราได้มอบหมายและตั้งความหวังไว้แล้วหรือ จึงขอให้แจ้งพระบรมราชโองการ แก่ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น ขอให้มุ่งมั่นในการสำนึกผิดและแก้ไขปรับปรุงเพื่อสนองความเมตตากรุณาของเรา ส่วนเซียนหลัวขณะนี้มีสถานการณ์เป็นอย่างไร ในที่สุดแล้วผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจปกครองอยู่และกันเอินชื่อ ได้มีหนังสือตอบมาแล้วหรือไม่ ผู้ที่ได้มอบหมายให้ไปสอบถามม่อซื่อหลินได้เดินทางกลับมากว่างตงหรือยัง ขอให้ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นตรวจสอบให้ละเอียดชัดแจ้งแล้วกราบบังคมทูลตามข้อเท็จจริง แล้วส่งมาโดย ด่วนที่สุดด้วยวิธีอี้ 1จงอย่าได้ชักช้าดังเช่นแต่ก่อน ขอให้นำพระราชโองการแจ้งฟู่เหิงเพื่อทราบอีกทางหนึ่งด้วย (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๓๗ หน้า ๙ - ๑๒) 1ระบบการส่งข่าวโดยการจัดม้าเร็วส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน


148 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๕๘. วันเจี่ยอู่ เดือนเจ็ด ปีที่สามสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๕ สิงหาคม ๑๗๖๙/๒๓๑๒) มี พระราชโองการ (ถึงจุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “ตามหนังสือกราบบังคมทูลของหลี่ซื่อเหยา เรื่องผลการสืบถามเกี่ยวกับ เหตุการณ์ของเซียนหลัว เข้าใจว่ารัชทายาทของตระกูลเจ้าคงจะตกต่ำอย่างที่สุดแล้ว แนวโน้มของสถานการณ์ โดยรวมได้ถูกกันเอินชื่อครอบงำแล้วอย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องยากลำบากที่จะคาดหวังให้ฟื้นคืนขึ้นมาอีก และ ความขัดแย้งภายในคงต้องปล่อยไปตามยถากรรม อันที่จริงก็ไม่จำต้องอาศัยกำลังช่วยจากเขา และก็ ไม่จำเป็นจะต้องจัดการให้แก่เขาด้วย พร้อมกันนี้ได้คัดลอกหนังสือกราบบังคมทูลฉบับดังกล่าวของข้าหลวงใหญ่ ท่านนั้น พร้อมกับแผนที่และเอกสารประกอบ ซึ่งม่อซื่อหลินได้กราบบังคมทูลมาส่งให้ฟู่เหิงเพื่อทราบ ด้วย ส่วนหนังสือของหลี่ซื่อเหยาที่ส่งไปแจ้งเซียนหลัวครั้งก่อนนั้น อันที่จริงได้สั่งข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นว่า หากเซียนหลัวได้ฟื้นคืนโดยทายาทของตระกลเูจ้าเป็นผสู้ืบทอดก็ให้ส่งไป บัดนี เมื่อประเท ้ศนันถ้ กกันเอินชื่อยึดครองู ก็ไม่ต้องส่งไป สำหรับต้นร่างของหนังสือแจ้ง ให้เก็บไว้ที่กว่างตง แต่ถ้าม่อซื่อหลินซึ่งเป็นหัวหน้าของเมืองนั้นได้กราบ บังคมทูลมาอีก หรือกันเอินชื่อได้มีหนังสือตอบสำหรับหนังสือซึ่งแจ้งไปเมื่อปีที่แล้วโดยข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น ก็ให้ กราบบังคมทลเูพื่อทรงทราบตามความเป็นจริงโดยด่วน ให้แจ้งหมายรับสั่งนีแก่ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นเ้พื่อทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๓๘ หน้า ๒๕) ๕๙. วันจ่โฉ่ว เดือนเ ีจ็ด ปีที่สามสิบส่แห่งรัช ีศกเฉียนหลง (๓๐ สิงหาคม ๑๗๖๙/๒๓๑๒) (หลี่ซื่อเหยาข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี) ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลเข้ามาอีกว่า “เซียนหลัว ยังคงถูกกันเอินชื่อยึดครองโดยมิชอบ รัชทายาทตระกูลเจ้ายังมิได้ฟื้นคืนอำ นาจ จึงงดส่งหนังสือแจ้งในความ พระราชโองการ บัดนี้ ทางมณฑลหยุนหนันได้ระดมกำ ลังทหารที่เจนศึกเข้ามาปราบปรามเหมี่ยนเตี้ยน ทรชน หัวหน้าเหมี่ยนเตี้ยนคงหนีไม่พ้นที่จะต้องตกอยู่ในสภ าพอับจน กระทั่งต้องหลบหนีไปอย่างเร็วไวแน่นอน เซียนหลัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตของฝ่ายนั้น คงไม่กล้าเข้าไปหลบซ่อนตัว จึงเป็นที่แน่นอนว่าจะหลบหนีล่องลอย อย่กลางทะเล ูขณะนี้ทางม่อซื่อหลินหัวหน้าเมืองเหอเซียนเจ้ินได้ยกกำ ลังทหารไปยึดครองจ้านเจ๋อ1พร้อมทั้ง ได้ร่วมกับบรรดาหัวหน้ากลุ่มต่าง ๆ ในเซียนหลัวเข้าโจมตีกันเอินชื่อ หากจะขอให้จับเหมี่ยนเตี้ยนทรชน คงจะยินดีกระทำ อย่างแข็งขัน ข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำ ในนามของตนเอง เลียนแบบแนวทางของร่างหนังสือ 1 เมืองจันทบูร หรือจันทบุรี


149 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย แจ้งโดยกล่าวในสาระสำ คัญแลจัดส่งไป พร้อมกับมอบแพรต่วนเป็นสิ่งของกำ นัล และขอให้มีหนังสือแจ้ง แก่บรรดาหัวหน้าของเซียนหลัว เพื่อจัดกำลังทหารเฝ้าสังเกตการณ์ด้วย” ทรงทราบแล้ว (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๓๙ หน้า ๒๙ - ๓๐) ๖๐. วันติงเหม่า เดือนสิบสอง ปีที่สามสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๕ มกราคม ๑๗๗๐/๒๓๑๓) มีพระราชโองการถึง (จุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “เมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ขณะที่เข้าไปปราบปรามเหมี่ยนเตี้ยนทรชน เกรงว่าเมื่อหัวหน้าทรชนตกอยู่ในสภาพอับจน แล้วจะหลบหนีเข้าไปในเซียนหลัวอย่างฉับพลัน จึงประสงค์ จะให้จัดส่งหนังสือแจ้งแก่ประเทศนั้น เพื่อโจมตีสกัดและจับกุมพร้อมกัน แต่เมื่อปรากฏว่าเซียนหลัวถูก กันเอินชื่อยึดครอง ซึ่งบุคคลผู้นี้เป็นขุนนางที่ก่อกบฏต่อประเทศนั้น จึงไม่จำ ต้องจัดส่งหนังสือแจ้งแก่บุคคล ดังกล่าว ในเวลาเดียวกันหลี่ซื่อเหยาได้กราบบังคมทูลว่าม่อซื่อหลิน หัวหน้าเมืองเหอเซียนเจิ้น มีความเคารพ นบนอบและรู้ผิดรู้ชอบ ประกอบกับมีพรมแดนติดต่อกับเซียนหลัว จึงได้อนุญาตให้ผู้นั้นมีหนังสือแจ้งต่างหาก ไปถึงม่อซื่อหลิน ขอให้ใส่ใจในการป้องกันและติดตามจับกุม บัดนี้ ได้มีพระราชโองการให้ถอนกำลังทหารแล้ว ขณะเดียวกันหัวหน้าเหมี่ยนเตี้ยนได้จัดส่งบุคคลระดับสำคัญไปพบแม่ทัพ ร้องขอว่าจะสวามิภักดิ์ ซึ่งได้แสดง ถึงความจริงใจอย่างยิ่ง จึงมีพระราชานุญาตยอมตามที่ร้องขอโดยหยุดการปราบปราม เมื่อวานนี้ได้ประกาศ พระราชโองการอย่างละเอียดชัดแจ้ง ทั้งภายในจีนและต่างประเทศ พร้อมทั้งให้นำ หนังสือกราบบังคมทูล ทุกฉบับของฟู่เหิงเรื่องเหมี่ยนเตี้ยนทรชน ได้จัดให้คนมาถวายราชบรรณาการและแสดงความเคารพต่อแม่ทัพ คัดลอกแล้วแจกจ่าย เข้าใจว่าหลี่ซื่อเหยาคงจะได้อ่านทั้งหมดอย่างครบถ้วนแล้ว ในโอกาสนี้ขอให้แจ้งเรื่อง โดยสังเขปของการถอนกำ ลังทหารแก่ม่อซื่อหลินเพื่อยึดถือปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างเดียวกันและถือเป็นการ เสร็จภารกิจครั้งนี้ด้วย อนึ่ง ให้แจ้งพระราชโองการแก่หลี่ซื่อเหยาเพื่อกราบบังคมทูลตอบ เรื่องเหตุการณ์ของ เซียนหลัวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามที่ได้สืบทราบทันที” ต่อมา (หลี่ซื่อเหยา) ได้กราบบังคมทูลว่า “ในเดือน ๗ ปีนี้ ใช้ไช่ฮ่นตำ ั แหน่งโหยวจีเดินทางไปเหอเซียนเจิ้น ขณะนี้ยังมิได้กลับมากว่างตง หากมาถึงเมื่อใดจะได้ สอบถามเหตุการณ์ของเซียนหลัวแล้วจึงกราบบังคมทูลอีกครั้ง พร้อมกันนี้ได้จัดให้เรือเดินทะเลต่างประเทศ ของท่าเรือแห่งนี้นำ หนังสือแจ้งถึงม่อซื่อหลินเรื่องการถอนทัพ” ทรงทราบแล้ว (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๔๙ หน้า ๑๒ - ๑๓)


150 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๖๑. วันอี่ซือ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนเจ็ด ปีที่สามสิบห้ารัชศกเฉียนหลง (๒๑ สิงหาคม ๑๗๗๐/๒๓๑๓) มีพระราชโองการถึงจุนจีต้าเฉินว่า “ตามที่หลี่ซื่อเหยาได้กราบบังคมทูลว่าไช่ฮั่นตำแหน่งโหยวจีได้เดินทาง กลับถึงกว่างตงแล้ว โดยนำหนังสือจากม่อซื่อหลินหัวหน้าเมืองเหอเซียนเจิ้น พร้อมกับหนังสือจากเจ้าชุ่ย1 พระราชนัดดาแห่งเซียนหลัวมาด้วยรวม ๒ ฉบับ อีกทั้งหนังสือกราบบังคมทูลตอบเกี่ยวกับสาเหตุที่ไช่ฮั่น ไปกลัับล่่าช้้าตามที่่ได้้สอบถามไป ซึ่่งก็็ได้้เกษีียนสั่่งในหนัังสืือนั้้�นแล้้ว อัันเซีียนหลััวอยู่่ที่่โพ้้นทะเลเป็็นดิินแดน ที่่ห่่างไกลจะประณามและปราบปรามคงไม่่อาจจะกระทำำ ได้้ถึึงแม้้ว่่าพีีหย่่าซิิน 2 จะกำำเริิบเสิิบสานบัังอาจ แย่งชิงราชสมบัติและผนวกดินแดนกันเอง ก็คงต้องถือเป็นเรื่องของดินแดนที่ห่างไกลจากการปกครองและ ด้อยการศึกษา หากม่อซื่อหลินหัวหน้าเมืองเหอเซียนเจนมีเ ิ้จตจำนงจะก้ฟื้นคืนบ้านเมืองอย่างเต็มกูำลังความสามารถ ให้แก่เพื่อนบ้าน ก็คงปล่อยให้เขากระทำตามกำลังความสามารถ โดยไม่จำ ต้องไปเกี่ยวข้องด้วย แต่สำ หรับเรื่องที่ขอให้มี หนังสือแจ้งคำส่งแก่ฟาน ัพุงลายนนเป็นกรณีที่ท ั้ำไม่ได้เป็นอันขาด อย่างไรก็ดี เมื่อฝ่ายเขามีหนังสือร้องขอมาอย่างจริงใจ ก็จำต้องมีหนังสือตอบกลับไป จึงได้ขอให้จุนจีต้าเฉินร่างหนังสือให้แก่ข้าหลวงใหญ่ท่านนน เั้พ่ออืธิบายให้ฝ่ายนนทราบั้ ถึงข้อดีข้อเสียและเพื่อให้ทราบว่าจุนจีต้าเฉินของจีนมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจต่างประเทศโดยช่วยคิดวิธีอย่าง รอบคอบปลอดภยซึ่งมีความเหมาะ ัสม เมื่อข้าหลวงใหญ่ได้รับแล้วให้จดัสงไปตามโอกา ่สทส ี่ ะดวก เมื่อฝ่ายนัน้ตอบกลับ มาแล้วก็ให้ถวายรายงานเพื่อทรงทราบ สำหรับไซ่ฮั่นตำแหน่งโหยวจี ซึ่งออกเดินทางเมื่อเดือน ๗ ปีที่แล้ว จนกระทั่ง เดือนอ้ายปีนี้จึงกลับมานัน คง้จะมีเหตุทุจริตที่ทำให้ชักช้าเสียเวลา จะอ้างว่าประสบลมพายุกลางทะเลเสากระโดงหัก โค่น หรือหางเสือเรือหักมากลบเกลื่อนย่อมฟังไม่ขึน นายทหารที่เลวร้ายของกอง ้ธงเขียวนี ย่อมเชื่อถืออะไรไม่ได้ ขอให้ ้ ข้าหลวงใหญ่ท่านนัน้สอบสวนหาสาเหตุอย่างแท้จริงจากชาวเรือที่แล่นเรือไปรวมทัง้พวกทหารที่ติดตามแต่ละคนให้ได้ ข้อเท็จจริงที่แน่นอน และมีหนังสือกราบบังคมทูลโดยด่วน อย่าได้ปล่อยปละละเลย โดยเห็นแก่ความสัมพันธ์ ส่วนตัวแม้แต่เล็กน้อยเป็นอันขาด นอกจากนี้ยังได้ฝากหนังสือแจ้งที่จุนจีต้าเฉินยกร่างมาให้ด้วย ๑ ฉบับ” หนังสือแจ้งแก่ม่อซื่อหลินหัวหน้าเมืองเหอเซียนเจิ้นมีความว่า “ท่านปกครองย่านชายฝั่งโพ้นทะเล สวามิภักดิ์ 1 หมายถึงเจ้าจุ้ย พระโอรสของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ 2 พระยาสิน หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


151 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย และยึดมั่นในความซื่อสัตย์ จักรพรรดิทรงชมเชยในความจริงใจของท่านและพระราชทานสิ่งของให้มากขึ้น ทุกครั้ง อนึ่ง นับแต่เซียนหลัวแตกสลายเชื้อพระวงศ์ระหกระเหินไปคนละทาง แต่ท่านก็ยังมีเจตจำ นงกระทำ การฟื้นฟูอย่างเต็มกำลังให้แก่ตระกูลเจ้า ความใฝ่ใจในคุณธรรมเช่นนี้ย่อมน่าสรรเสริญเป็นพิเศษ กรณีนี้โดยที่ ท่านเห็นว่าพีหย่าซินก่อการร้ายแอบเข้ายึดครองจึงได้ยกกำลังทหารเข้าปราบปรามแต่ไม่สามารถประสบ ชัยชนะ ครั้นเมื่อทราบว่าฟานพุงลายได้ยอมจำนนต่อจีนแล้ว จึงมีความประสงค์ขอให้มีพระราชโองการรับส่งั ให้ฟื้นฟูเซียนหลัว เพื่อชดเชยความผิดที่ได้กระทำในครั้งก่อน กรณีนี้ในทัศนะของท่านเห็นว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดาย มาก แต่ท่านคงมิได้พิจารณาใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วน เพราะเรื่องนี้ขัดแย้งต่อหลักความจริงมิใช่กุศโลบายที่ ถูกต้องเหมาะสม อันฟานพุงลายเดิมทีเป็นซากเดนของพวกแย่งชิงบัลลังก์ และยังคงกระทำการอันชั่วร้าย โดยไม่กลับใจสำ นึกผิด ก่อนหน้านี้เซียนหลัวถูกฝ่ายนั้นปล้นสะดมเมืองหลวงล่มสลายชาติประเทศแตกดับ ราษฎรเดือดร้อนลำเค็ญ ความโหดเหี้ยมอำมหิตก็เป็นเรื่องที่ท่านทราบดีอยู่แล้ว อนึ่ง ในเมื่อฝ่ายนั้นเป็นศัตรู คู่อริกับตระกูลเจ้าแล้วภายหลังจะคาดหวังให้ฟื้นฟูกอบกู้ได้อย่างไร นอกจากนั้นการที่พีหย่าซินบังอาจแอบชิง ราชบัลลังก์ก็ไม่แน่นักว่าจะมิใช่การแอบสมคบกันเพื่ออาศัยเป็นแรงสนับสนุน ดังนั้นหากว่าฝ่ายนั้นนำกำลัง ทหารถึงชายแดนแล้วกลับลำไปสมคบกับพีหย่าซินกระทำสิ่งชั่วร้าย ดังนี้ก็จะเป็นการติดปีกให้แก่พยัคฆ์ ภัยพิบัติอย่างหนึ่งยังมิได้กำจ ัดเสีย ภัยพิบัติอีกอย่างหนึ่งจะอุบัติขึ้นมาอีก ราษฎรที่สิ้นชาติแล้วของเซียนหลัว จากที่หลงเหลือจากการถูกย่ำยีบีฑา จะทนถูกขยี้ซ้ำส องได้หรือ ครั้นแล้วถ้าหากว่าลามถึงเมืองเหอเซียนเจิ้น ของท่าน เท่ากับอริราชศัตรูสองรายเข้ามาพร้อมกันแล้วจะไหวหรือ หรือหากว่าเคราะห์ดีได้กำจ ัด (พีหย่า) ซินผู้ทรยศแล้วสถาปนาองค์รัชทายาทของตระกูลเจ้าขึ้นมาใหม่ ฝ่ายเขาจะต้องลำเลิกว่ามีบุญคุณต่อ เซียนหลัว และจะยึดเอาให้อยู่ในความครอบงำของตนแล้วสารพัดรีดนาทาเร้น กระทำการทุกอย่างตามอำเภอใจ หากมีการใดแม้เพียงเล็กน้อยที่ไม่พึงพอใจ ก็จะประทุษร้ายอย่างทารุณทันที เปรียบเสมือนการชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งเป็นเคราะห์กรรมที่ก่อขึ้นมาเอง อันเหอเซียนเจิ้นเป็นดินแดนใกล้ชิดต้องร่วมชะตากรรมจะมีทางรอดพ้น ได้หรือ นอกจากนั้นแต่ก่อนฟานพุงลายรุกรานเซียนหลัว ก็ยังคงเป็นเรื่องที่เผ่าชนชาวต่างประเทศย่านทะเล เกาะแก่งเป็นอริกันเองและไม่มีส่งใดเป็นข้ออ้าง บัดนี ิ้มีคำบัญชาจากจีน ฝ่ายนั้นก็ยิ่งจะถือเอาว่าการใช้กำลัง ทหารมีเหตุผลและข้ออ้าง และไม่มีสิ่งใดจะต้องหวั่นไหว ดังนั้นก็จะอาศัยสิ่งนี้ขู่เข็ญกรรโชกชาวเซียนหลัว


152 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ใครจะกล้าต่อต้านขัดขืน นี่เป็นวิธีที่ต่ำช้าสามานย์ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน จักรพรรดิจะทรงยินยอมหรือที่ จะมอบอำนาจให้แก่ตัวหัวหน้าผู้ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบายผู้นั้น โดยปล่อยให้ก่อกรรมทำเข็ญแก่ต่างประเทศ แดนไกล เรื่องที่ท่านขอจึงปฏิบัติมิได้เป็นอันขาด เจ้ากรมนั้น 1 คงเห็นไม่เหมาะสมถวายคำขอของท่าน ให้เป็นที่ระคายเบื้องพระยุคลบาท การที่ท่านไม่อาจทนดูตระกูลเจ้าต้องขาดผู้สืบทอดและมีความประสงค์ จะปราบปรามผู้ทรยศเพื่อให้มีผู้สืบทอดราชสมบัติ ถือว่ามีจิตใจอันประเสริฐยิ่ง อันว่าสิ่งใดก็ตามที่ถูกต้องตาม ทำนองคลองธรรมย่อมจะได้รับความเห็นชอบโดยทั่วไป ดังนั้น หากชักชวนเมืองต่าง ๆ ตามนี้ต้องมีผู้ที่เห็นชอบ และขานรับอย่างแน่นอน นอกจากนั้นทางเกาเลี่ยและลู่คุนก็มิใช่ว่าจะมิได้มีจิตใจผูกพันอยู่กับตระกูลเจ้า เพียงแต่ต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของ (พีหย่า) ซินผู้ทรยศและจำยอมอย่างเสียมิได้ เมื่อเมืองใกล้เคียงเหล่านั้น ยังมุ่งมั่นที่จะต่อต้านศัตรูร่วมกันเช่นนี้พวกท่านเมื่อทราบแล้ว หากยังไม่บังเกิดความมานะอย่างแข็งขัน ก็คงผิดวิสัยของมนุษย์ทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นก่อนหน้านี้เหตุที่ปราชัยก็เพียงแต่เนื่องมาจากการชักช้าผิดเวลา ถ้าหากว่านัดหมายเสียล่วงหน้าอย่างลับ ๆ และกำหนดเวลาแน่นอนก่อการกำลังทหารก็คงไม่มีสิ่งใดที่ น่ากังวล อนึ่ง การนำความถูกต้องชอบธรรมในการชนะกบฏเพ่อืสถาปนาความสงบเรียบร้อย หรือการนำเอา ธรรมะพิชิตอธรรม แพ้ชนะย่อมแลเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง จึงขอให้ท่านปฏิบัติการโดยประมาณการตามกำลัง ความสามารถ ถ้าหากว่าสามารถพิฆาตตัวหัวหน้าใหญ่ในยุทธการครั้งเดียว และกอบกู้ฟื้นฟูชาติประเทศท ี่ ล่มสลายไปแล้วให้ฟื้นคืนมา เมื่อเลื่องลือไปไกล มีผู้ใดบ้างที่จักไม่สรรเสริญในคุณงามความดีและยกย่องใน คุณูปการของท่านบ้างเล่า เจ้ากรมนี้ก็จะกราบบังคมทูลอย่างแน่นอน และจักรพรรดิคงชมเชยท่านในฐานะ ที่ได้ยึดมั่นในคุณธรรมความถูกต้องและปราบกบฏอย่างราบคาบ พร้อมกับสรรเสริญและพระราชทานรางวัลให้ ดังนี้มิใช่เป็นเรื่องที่น่ายินดีปรีดาดอกหรือ แต่ถ้าปฏิบัติการตามแผนการของท่าน ก็จะมีแต่เป็นโทษไม่เป็นคุณเลย จึงไม่มีความเหมาะสมแต่อย่างใด แต่ในเมื่อท่านแจ้งมาด้วยความจริงใจ เจ้ากรมดังกล่าวจึงพิจารณาใคร่ครวญ และวางแผนให้แก่ท่านพร้อมทั้งสาธยายอย่างละเอียดให้ทราบ ขอให้ท่านจงพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๖๔ หน้า ๒ - ๕) 1 หมายถึงเจ้ากรมหลี่ปู้


153 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๖๒. วันอู้ซี เดือนหก ปีที่สามสิบหกแห่งรัชศกเฉียนหลง (๙ สิงหาคม ๑๗๗๑/๒๓๑๔) หลี่ซื่อเหยา ข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี ถวายหนังสือกราบบังคมทูลว่า “ม่อซื่อหลินหัวหน้าเมืองเหอเซียนเจิ้นมีหนังสือ เสนอว่า ‘เนื่องจากวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระราชชนนีปีนี้ข้าพเจ้าไม่สามารถร่วมลงนามถวายพระพร กับบรรดาขุนนางเพ่อแืสดงความจงรักภักดี จึงขอให้กราบบังคมทูลถวายพระพรแทน ขอจงทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน’ ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าหัวหน้าชาวต่างประเทศซึ่งมีฐานะต่ำต้อยแสดงความเห็นที่ก้าวล่วงสถานะ ถือว่าผิดทำนองคลองธรรม ยังถึงขนาดกล่าวอีกว่า ‘ไช่ฮ่นตั ำแหน่งโหยวจีไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำส่งอย่าง ั ขยันขันแข็งและละเอียดรอบคอบ ขอได้ทรงโปรดลดหย่อนโทษด้วย’ นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่พิลึกและไร้เหตุผล กรณีีที่่ไช่่ฮั่่นมีีความผิิดและต้้องรัับโทษ หััวหน้้าเมืืองผู้้นั้้�นอยู่่ที่่ดิินแดนทางทะเลไกลโพ้้น ไม่่ทราบว่่าได้้รัับ ข่่าวสารด้้วยวิิธีีใด อีีกทั้้�งยัังบัังอาจเสนอความเห็็นอย่่างไม่่รู้้จัักกาลเทศะ ข้้าพระพุุทธเจ้้าจึึงดำำริิร่่างหนัังสืือ ตอบในนามตนเองดัังนี้้� ‘ราชสำำนัักจีีนย่่อมมีีระเบีียบว่่าด้้วยการปฏิิบััติิราชการและพิิธีีการ จัักรพรรดิิทรง ให้้คุุณให้้โทษด้้วยความเที่่ยงธรรมที่่สุุด แม้้แต่่ขุุนนางชั้้�นผู้้ใหญ่่ระดัับข้้าหลวงหรืือข้้าหลวงใหญ่่ก็็ยัังไม่่ บัังอาจแสดงความเห็็นแย้้งตามอำำเภอใจ หััวหน้้าเมืืองอย่่างท่่านบัังอาจแสดงความเห็็นเช่่นนั้้�นได้้อย่่างไร หากกราบบังคมทูลให้ท่านตามนั้นก็เกรงว่าจะถูกตำหนิติเตียน ต่อแต่นี้ไปขอจงได้ยึดมั่นตามสถานะของตนเอง อย่าได้ร้องขอเอาสิ่งใดที่เกินควร’” ได้มีรับสั่งว่า “เหมาะสม ทราบแล้ว” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๘๗ หน้า ๒๑ - ๒๒) ๖๓. วันอี่โฉ่ว เดือนแปด ปีที่สามสิบหกแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๕ กันยายน ๑๗๗๑/๒๓๑๔) มีหมายรับสั่งถึงจุนจีต้าเฉินว่า “หลีซื่อเหยาได้กราบบังคมทูลว่า ‘พีหย่าซินแห่งเซียนหลัวจับกุมหัวหน้าของฟาน พุงลายพร้อมครัว และให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมามอบให้ที่กว่างตง ขณะนี้ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ควบคุม ตัวมาเมืองหลวงเพื่อสอบสวนแล้ว’ ชายหญิงฟานพุงลายที่ทางเซียนหลัวจัดส่งมาถึงแล้ว คือ เหมี่ยนเตี้ยน ทรชนหรือไม่นั้น ย่อมต้องควบคุมตัวมาเมืองหลวงเพื่อสอบสวน และจะเป็นจริงหรือเท็จคงประจักษ์ชัดแจ้ง โดยไม่ยากลำบากแต่อย่างใด ส่วนพีหย่าซินได้ฉวยโอกาสที่เซียนหลัวแตกสลายยับเยินเข้ายึดครองโดยมิชอบ ทั้้�งยัังทะเยอทะยานที่่จะได้้รัับตราตั้้�ง เรื่่องนี้้�เคยให้้จุุนจีีต้้าเฉิินร่่างหนัังสืือแจ้้งไปในนามหลี่่ซื่่อเหยา


154 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง โดยประณามอย่่างรุุนแรง บััดนี้้�ยัังได้้อาศััยข้้ออ้้างในการจัับกุุมตััวทรชนผู้้ทรยศ แล้้วควบคุุมตััวมามอบให้้ตาม หนังสือที่ได้รับแจ้ง เพ่อมุ่งหวัง ืจะได้รับพระราชทานเอกสารอ้างอิงในการมาถวายราชบรรณาการ ซึ่งไม่สมควร ให้ไปตามที่ขอมา แต่เมื่อปีที่แล้วไช่ฮ่นตั ำแหน่งโหยวจีเดินทางไปแจ้งแก่หัวหน้าเมืองเหอเซียนเจิ้นให้สกัด จับหัวหน้าเหมี่ยนเตี้ยน ไช่ฮ่นเชื่อถือค ั ำแนะนำของม่อซื่อหลิน จึงมีหนังสือไปยังพีหย่าซินให้ร่วมมือจับกุม ด้วยกัน บัดนี้พีหย่าซินอ้างว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าหลวงใหญ่ ถือว่ายอมรับปฏิบัติตามอย่างจริงใจ ต่อคำสั่งของขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำ นักจีน ครั้นจะไม่ตอบแทนในทุกกรณีเลยก็จะเป็นการไร้เยื่อใยเกินไป สมควรให้้บำำเหน็็จรางวััลเป็็นแพรต่่วนแก่่เขาในนามของข้้าหลวงใหญ่่ตามที่่ควร เพื่่อแสดงความมีีเยื่่อใย ต่่อกัันไว้้บ้้าง จึึงขอให้้ข้้าหลวงใหญ่่จงมีีหนัังสืือตอบไปยัังพีีหย่่าซิินมีีความว่่า ‘ชายและหญิิงที่่ท่่านส่่งตััวมา ให้้เรานั้้�น คืือ พวกเหมี่่ยนเตี้้�ยนทรชนหรืือไม่่ข้้าฯ ยัังหาหลัักฐานที่่น่่าเชื่่อถืือมิิได้้จึึงยัังไม่่สมควรนำำความ ขึ้้�นกราบบัังคมทููลจัักรพรรดิิโดยขาดความรอบคอบ แต่่ไหน ๆ ท่่านก็็ได้้ส่่งตััวมาให้้แล้้ว ก็็จะกัักขัังไว้้ก่่อน เพื่่อรอการพิิจารณาต่่อไป เนื่่องจากท่่านได้้ปฏิิบััติิตามคำำสั่่งด้้วยความเคารพนบนอบ ใช้้คนข้้ามน้ำำ�ข้้ามทะเล คุมตัวมาให้ ข้าฯ จึงให้บำเหน็จรางวัลแก่ท่านเป็นแพรต่วน โดยมอบให้คนที่ท่านให้มานั้นนำกลับไป สำ หรับ เรื่องที่ท่านให้ช่วยนำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานเอกสารอ้างอิงให้ถวายราชบรรณาการได้นั้น ยิ่งไม่เหมาะสมที่จะกราบบังคมทูลแทนท่าน ซึ่งในสาส์นฉบับก่อน ข้าฯ ได้ตอบท่านไว้ชัดเจนแล้ว’ เราเห็นว่า ตอบเขาไปในทำนองนีเหมาะแก่การปกครองบรรดาอนารยประเท้ศแล้ว ขอให้แจ้งไปยังหลี่ซื่อเหยาให้ทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๙๑ หน้า ๕ - ๖) ๖๔. วันอี่โฉ่ว เดือนสิบ ปีที่สามสิบหกแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๔ พฤศจิกายน ๑๗๗๑/๒๓๑๔) มีรับส่ง (ถึง ัจุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “เมื่อวานนี้หลี่ซื่อเหยาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวชายฟาน ๘ คน หญิงฟาน ๔ คนมา ตามที่พีหย่าซินแห่งเซียนหลัวจับกุมตัวได้ จึงได้มอบให้จุนจีต้าเฉินสอบปากคำ ถึงแม้ว่า ส่วนมากเป็นคนชิงไหม1 แต่ก็มีคนหนึ่งคือ เซี่ยตูเอี้ยนต๋าเป็นหัวหน้าของเหมี่ยนเตี้ยนทรชน การที่พีหย่าซิน จับกุมตัวมามอบให้ตามหนังสือแจ้งก็ใช่ว่าจะปราศจากเหตุผลเสียเลย แต่ก็แสดงว่ามีความเคารพนบนอบไม่น้อย 1 เมืองเชียงใหม่


155 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย เมื่อหลายปีก่อนพีหย่าซินส่งคนมามอบหนังสือให้หลี่ซื่อเหยาขอให้กราบถวายบังคมแทนเพื่อขอพระราชทาน ตราตั้ง เนื่องจากหลี่ซื่อเหยาเห็นว่าหลังจากที่เซียนหลัวแตกสลายแล้ว เขาได้ล้างตระกูลเจ้าและฉวยโอกาส เข้ายึดครองโดยมิชอบ จึงปราศจากความชอบธรรมที่จะได้รับพระราชทานตราตั้งและเคยแจ้งให้ทราบถึง การปฏิเสธ ครั้นในปีนี้ได้อ้างเหตุการณ์จับกุมฟานพุงลายทรชนผู้ทรยศ และยังคงมุ่งหวังที่จะได้รับพระราชทาน ตราตั้ง ซึ่งก็ได้ปฏิเสธคำ ขอไปอีกด้วย ปฏิเสธที่แม้ว่าจะชอบด้วยเหตุผลแต่ก็ดูจะเกินเลยไป ชาวเกาะและ ดินแดนใกล้ทะเลซึ่งอยู่ไกลโพ้น ไม่รู้จักคุณธรรมจริยธรรม การแย่งชิงราชบัลลังก์และเปลี่ยนแซ่1 เป็นเรื่องที่ เกิดขึ้นเป็นนิตย์ อาทิ แซ่เฉิน แซ่ม่อ แซ่หลี2 แห่งอันหนันก็เปลี่ยนกษัตริย์บ่อยครั้ง ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิด ขึ้นในเซียนหลัวแห่งเดียวเท่านั้น นอกจากนั้นเมื่อครั้งที่เหมี่ยนเตี้ยนทรชนรุกตีเซียนหลัวจนแตก พีหย่าซินถือ เหตุล้างแค้น และอาศัยโอกาสที่เป็นใจ โดยมิได้มีร่องรอยอันชัดแจ้งในเรื่องช่วงชิงบัลลังก์ อย่างไรก็ดี เมื่อ ทราบเรื่องจากหนังสือของขุนนางชั้นผู้ใหญ่จีนก็ยอมรับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด กล่าวคือส่งกำ ลังทหารไปตี ชิงไหม และที่เขาจับกุมได้ก็มีบุคคลขนาดระดับหัวหน้าของเหมี่ยนเตี้ยนทรชน จึงเป็นที่แน่นอนว่าเป็นอริ กับเหมี่ยนเตี้ยนทรชนโดยปราศจากข้อกังขา นอกจากนั้นยังร้องขอพระราชทานตราตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหวังพ่งึพระกรุณาธิคุณ จึงแสดงให้เห็นว่าให้ความสำคัญและยกย่องราชสำนักจีน จึงขอให้อย่าได้ยึดถือ อย่างเคร่งครัดในความเห็นครั้งก่อน ๆ และปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ส่วนสาเหตุความเป็นมาแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้ครองราชบัลลังก์ อันที่จริงก็ไม่มีความจำเป็นต้องยึดติดและยุ่งเกี่ยวกับสถานะดั้งเดิม พีหย่าซินแรกตั้งตน เป็นใหญ่ สถานการณ์อยู่ในสภาพโดดเดี่ยว มีความมุ่งหวังต้องการที่พึ่งพิง หากจนแล้วจนรอดจีนไม่ยอมรับ และทอดทิ้ง เขาอาจเกิดความประหวั่นพรั่นพรึง และหันกลับไปพ่งึพวกเหมี่ยนเตี้ยนทรชน จึงมิใช่กุศโลบาย ที่ดี ขอให้แจ้งแก่หลี่ซื่อเหยาว่า ต่อแต่นี้ไป หากทางพีหย่าซินมิได้ส่งใครมาอีกก็แล้วไป แต่ถ้าหากได้แต่งทูต มาเพ่อขอให้ ืพระราชทานตราตั้ง และประสงค์จะส่งราชบรรณาการต่อไป ก็ไม่จำ เป็นที่จะยืนกรานปฏิเสธ ดังเช่นแต่ก่อน ขอให้สังเกตว่าหากมาด้วยความจริงใจโดยแท้ ก็จะให้กราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบและ 1 หมายถึงการเปลี่ยนราชวงศ์2 หมายถึงราชวงศ์เจิ่น (Tran) ราชวงศ์หมัก (Mac) และราชวงศ์เล (Le) ตามลำดับ


156 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ให้พระราชทานตราตั้ง ดังนี้จึงจะสอดคล้องด้วยวิถีทางครอบงำ ด้วยพระคุณ ขอให้แจ้งข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น เพื่อทราบในโอกาสที่มีการกราบบังคมทูลข้อราชการ” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๘๙๕ หน้า ๘ - ๙) ๖๕. วันจี่โฉ่ว เดือนแปด ปีที่สามสิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๓ กันยายน ๑๗๗๒/๒๓๑๕) มีรับส่งถึง ัจุนจีต้าเฉินว่า “หลี่ซื่อเหยาได้กราบบังคมทูลว่า เจิ้งเจา 1 แห่งเซียนหลัวรายงานมาว่า จะส่งตัว เฉินจุ้นชิงกับพวกพร้อมทั้งครอบครัว ซึ่งเป็นคนอำเภอไห่เฟิง มณฑลกว่างตง กลับภูมิลำเนา ม่อซื่อหลินแห่ง เมืองเหอเซียนเจิ้นก็จัดให้เจ้าหน้าที่นำหนังสือรายงานมา หลี่ซื่อเหยาดำริว่าจะมีหนังสือในนามของตนเอง ตอบบุคคลทั้งสอง และเมื่อทางเจิ้งเจาได้ส่งชาวจีนมาถึงแล้ว ก็จะพิจารณาชมเชยให้กำลังใจเพื่อเป็นน้ำใจไมตรี ก็คงจะดำเนินการได้เพียงเท่านี้ แต่เหลียงซ่างส่วนกับพวกเป็นชาวจีนบังอาจรวบรวมสมัครพรรคพวก โดยพลการ พาครอบครัวลักลอบไปอาศัยอยู่ที่เมืองท่าต่างประเทศ ช่างไร้ขื่อแปเสียนี่กระไร ชาวบ้านจำพวกนี้ เมื่อส่งมาถึงแล้ว ต้องสอบสวนให้ชัดแจ้งทั้งสิ้น และให้ลงโทษทัณฑ์ตามกบิลเมือง การที่ชาวบ้านชายฝั่งทะเล จะออกนอกด่าน มีข้อห้ามตามกฎหมายที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ขุนนางระดับล่างทั้งพลเรือนและทหารที่เฝ้าด่าน ปล่อยให้พวกเขาพาเอาครอบครัวออกไปตามอำเภอใจโดยไม่ชอบและโดยปราศจากการตรวจตราเสียเลย ได้อย่างไร ดังนี้จะเห็นได้โดยทั่วไปว่า มีการปล่อยปละละเลยโดยไม่กวดขันตามข้อห้ามเรื่องการติดต่อ ต่างประเทศทางทะเลในยามปกติ ขอให้หลี่ซื่อเหยาตรวจสอบให้ชัดแจ้งถึงความบกพร่องในหน้าที่ของขุนนาง ท้องถิ่นระดับล่าง ทั้งทหารและพลเรือนที่รับผิดชอบด้านชายแดนซึ่งเหลียงซ่างส่วนกับพวกเดินทางออกไป แล้วแจ้ง ความผิดและลงทัณฑ์ตามกฎหมาย ต่อจากนี้ไปต้องกำชับด่านต่าง ๆ ให้ตรวจตราอย่างแข็งขันจริงจัง จงอย่าได้ ปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อยนิด ขอให้แจ้งพระราชโองการนี้ (แก่หลี่ซื่อเหยา) เพื่อทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๙๑๕ หน้า ๑๕ - ๑๖) 1เจิ้งเจาหรือเจิ้งเจ้า พระนามภาษาจีนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พ.ศ. ๒๓๑๐ - ๒๓๒๕) ที่ใช้ในการติดต่อกับจีน เริ่มปรากฏเรียกขานในปีนี้เป็นครั้งแรก


157 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๖๖. วันอี่เหม่า เดือนเก้า ปีที่สี่สิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๔ ตุลาคม ๑๗๗๕/๒๓๑๘) มีรับส่งถึง ั จุนจีต้าเฉินว่า “หลี่ซื่อเหยาได้กราบบังคมทูลว่า เฉินว่านเซิ่งพ่อค้าเดินเรือนำ หนังสือรายงานจากเจิ้งเจาแห่ง เซียนหลัวมามอบให้ฉบับหนึ่ง อ้างว่าได้ปราบปรามชนเผ่าต่าหม่า1จนสงบราบคาบแล้ว ผู้คนจำนวนมากมา สวามิภักด์ิ ในจำ นวนนั้นมีเจ้าเฉิงจางทหารมณฑลหยุนหนันกับพวกรวม ๑๙ นายรวมอย่ดู้วย จึงขอส่งมอบมา โดยเรือสินค้า ขณะเดียวกันก็อาสาเข้าร่วมตีเหมี่ยนเตี้ยนทรชน และขอให้มอบกำ มะถัน เหล็ก และปืนใหญ่ ด้วยไมตรี แต่ตามที่ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น ได้สอบสวนทหารเหล่านั้นแล้วได้ความว่า เมื่อเดือน ๘ ปีก่อน เหมี่ยนเตี้ยนทรชนได้เข้าตีต่าหม่าจนเมืองแตก ทหารเหล่านั้นได้ติดตามมุ่งเข้าสู่เซียนหลัว ส่วนหนังสือของ เจ้งเิจาที่กล่าวว่าเนื่องจากตนเองเข้าไปปราบปรามชิงไหม ชนเผ่าต่าหม่าจึงยกขบวนมาสวามิภักด์นัิ้น การบรรยาย ความของเขาดูจะเสริมแต่งมิใช่น้อย อย่างไรก็ดี เนื่องจากได้จัดส่งทหารจีนกลับประเทศโดยทางเรือ ถือว่ามี ความนบนอบ สำหรับรายการกำ มะถัน เหล็ก และอื่น ๆ ที่ร้องขอมานั้น หลี่ซื่อเหยาเห็นว่าปืนใหญ่ไม่สมควร อนุญาตให้ไป ส่วนกำ มะถันและกระทะเหล็กอนุญาตให้ซื้อได้ตามจำ นวนที่เคยขอซื้อเมื่อปีก่อน ที่กราบบังคม ทูลมานั้นถูกต้องอย่างยิ่ง ก็คงต้องดำ เนินการไปเช่นนี้ส่วนที่กล่าวว่า ‘เหมี่ยนเตี้ยนทรชนได้ประทุษร้ายต่อ ประเทศใกล้เคียงมากต่อมาก จึงทำ ให้เกิดความรู้สึกอันรุนแรงที่ถือเป็นศัตรูร่วมกัน ถ้าหากว่านัดหมายรวมตัว กันแล้วเข้าโจมตีด้วยกันมุ่งตรงสู่อาหว่าจับกุมตัวหัวหน้าใหญ่ ดังนั้นทางหนึ่งเท่ากับมีความดีความชอบ ต่อราชสำ นักจีน อีกทางหนึ่งเท่ากับได้แก้แค้นทดแทนให้แก่เจ้านายของท่าน เมื่อจักรพรรดิทรงพิจารณา เห็นความสัตย์ซื่อและจงรักภักดีของท่าน คงจะโปรดปรานเป็นพิเศษ’ การแสดงความเห็นเช่นนี้ หาเหมาะสมกับสถานะไม่ จีนซึ่งอยู่ในสภาพเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในปัจจุบันนี้ ถ้าหากประสงค์จะไปปราบปราม เหมี่ยนเตี้ยน มีความจำ เป็นอะไรที่จะต้องไปอาศัยประเทศเล็กที่ดินแดนไกลโพ้นเล่า อย่างไรก็ดีการ ปลอบขวัญและปกครองชาวต่างประเทศย่อมมีวิธีการและหลักการอยู่แล้ว หากจะอาศัยกำ ลังพวกเขากำจัด หมานที่ทรยศ พวกเขาคงต้องถือตนว่ามีคุณูปการยิ่งแล้วกำ เริบเสิบสาน ต่อไปก็จะพากันเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อันจะทำ ให้ปกครองยากยิ่งขึ้น นี่เป็นกฎที่แน่นอน แต่หลี่ซื่อเหยามองไม่เห็นถึงสิ่งนี้ ขณะนี้ได้สั่งให้ 1 น่าจะเป็นชื่อเมือง กลุ่มชน หรือชาติพันธุ์หนึ่งในล้านนา


158 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง จุนจีต้าเฉินจัดร่างหนังสือแจ้งและส่งไปแล้ว อนึ่ง ได้ทอดพระเนตรหนังสือกราบบังคมทูล (ของหลี่ซื่อเหยา) อันมีความว่า ขอให้มอบกำ มะถัน เหล็ก และปืนใหญ่โดยไมตรี และยังได้ถวายความเห็นว่าสำ หรับปืนใหญ่นั้น ไม่ควรอนุญาตตามที่ขอมา แต่เมื่อได้อ่านสำ เนาที่คัดลอกจากหนังสือรายงานของเจิ้งเจาแล้ว ปรากฏว่า ได้ขอกำ มะถัน เหล็ก และปืนฉ่งจือ สิ่งที่เรียกว่าฉ่งจือน่าจะหมายถึงปืนเผ้าจือ (หมายถึงปืนใหญ่ขนาดเล็ก) ในภาษาจีน หาใช่ปืนใหญ่ไม่ ไม่ทราบว่าเกิดผิดพลาดในการคัดลอกหนังสือรายงาน หรือการบรรยายผิดพลาด ของหนังสือกราบบังคมทูลหรือไม่ จึงขอให้ตรวจสอบให้ชัดแจ้งแล้วกราบบังคมทูลด้วย สำ หรับร่างหนังสือ แจ้งไปฉบับนี้ได้บรรยายความโดยถือว่าคือปืนฉ่งจือ ขอให้หลี่ซื่อเหยาตรวจสอบกับต้นฉบับแล้วจึงคัดลอก ส่งไป หนังสือแจ้งมีความว่า ‘ทางเจ้ากรมได้รับทราบหนังสือรายงานแล้ว รวมทั้งบัญชีหางว่าวที่จะนำส่งทหาร จากมณฑลหยุนหนัน รวม ๑๙ นาย ซึ่งแสดงถึงความนบนอบ สำ หรับกำ มะถัน เหล็ก และปืนฉ่งจือ ครั้งก่อนเคยโต้แย้งและตักเตือนแล้ว กรณีนี้นอกจากปืนฉ่งจือซึ่งเป็นอาวุธสงคราม ตามกฎระเบียบไม่อนุญาต ให้นำ ออกนอกประเทศ จึงไม่อาจเบิกจ่ายให้ได้ ส่วนกำ มะถันและกระทะเหล็กที่ต้องการ อนุญาตให้ท่าน จัดซื้อกลับไปได้ตามที่ประสงค์ตามปริมาณที่เคยขอซื้อเมื่อปีก่อน ทั้งนี้ เป็นการให้กำ ลังใจ สำ หรับในข้อที่ กล่าวอ้างว่าถ้าหากเห็นว่าเหมี่ยนเตี้ยนทรชนโหดเหี้ยมทารุณ มีโทษถึงตายสถานเดียวและทัพหลวงจะไป ปราบปรามเพ่อลงโทษทัณ ืฑ์ ดังนี้แล้ว (เจ้ง) เ ิจาก็พร้อมที่จะนำกองทัพไปโจมตีร่วมกัน แต่การปกครองบ้านเมือง ของ (เจง) เ้ิจาเพ่งิจะเริ่มสงบเรียบร้อย ยุทธปัจจัยยังคงขาดแคลน จึงขอได้โปรดพระราชทานกำ มะถัน เหล็ก และ ปืนฉ่งจือ และโปรดนำ ความขึ้นกราบบังคมทูลด้วย สิ่งที่กล่าวมาแล้วนั้นได้รับทราบแล้ว แต่การที่ราชสำนัก จีนปกครองบ้านเมืองทั่วทั้งจักรวรรดินั้น ถือว่าทั้งจีนและต่างประเทศเสมือนอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน บ้านเมือง มั่งคั่งแสนยานุภาพเกรียงไกร และอยู่ในสภ าพเจริญรุ่งเรืองเต็มที่ ก่อนหน้านี้ได้ไปปราบดินแดนจุ่นก๋าเอ่อ1 และดินแดนหุย2 จนสงบราบคาบ ขยายอาณาเขตทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือถึงสองหมื่นกว่าลี้ ครั้งนี้เนื่องจาก ๑ ดินแดนจุ่นก๋าเอ่อ คือดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซินเจียง (ปัจจุบันคือ มณฑลซินเจียง - อุยกูร์) เผ่าจุ่นก๋าเอ่อ คือ พวกมองโกลเผ่าซุนการ์ (Dzungar Mongols) จักรพรรดิเฉียนหลงยกทัพไปปราบระหว่าง ค.ศ. ๑๗๕๕ - ๑๗๕๗ ๒ ดินแดนหุย ในเวลานั้นคือดินแดนส่วนใต้ของซินเจียง จักรพรรดิเฉียนหลงยกทัพไปปราบระหว่าง ค.ศ. ๑๗๕๘ - ๑๗๕๙ ปัจจุบันพวกหุยได้อยู่ในมณฑลหนิงเซี่ยหุย เป็นส่วนใหญ่


159 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย จินชวน1 ทั้งสองสมคบกันกระทำ ความชั่ว เนรคุณและกระด้างกระเดื่องจึงได้ส่งกำ ลังทหารไปปราบปราม ขณะนี้กำลังไปทลายรังของพวกมัน คงได้รับชัยชนะในเร็ววันนี้จะได้มีการนำ เชลยศึกมาถวายและพระราชทาน รางวัลแก่ทหาร ส่วนดินแดนของฟานทั้งหลายทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ย่อมจะได้ปรีดาปราโมทย์กัน ชั่วกาลนานในความมั่นคงปลอดภัย กล่าวคือเมื่อได้ปฏิบัติการไปทั้งพระเดชพระคุณ มีหรือที่จะไม่เกรงเดช ทั้งพวกไกลและใกล้ สำ หรับเหมี่ยนเตี้ยนทรชนที่โฉดเขลาดื้อด้าน ต่อต้านโดยอาศัยชัยภูมิเป็นเลิศในการ ป้องกัน และยอมสละแม้กระทั่งชีวิต ฟ้าดินย่อมไม่ให้อภัย นี่คือผลแห่งความชั่วช้าอย่างที่สุดที่ก่อขึ้นเองโดยแท้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากไปปราบจินชวนจึงได้ถอนทหารหยุนหนันชั่วคราว ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะได้ประกาศ ความดีความชอบแล้ว อาจจะล่วงเลยไปสัก ๑ หรือ ๒ ปี เมื่อเหล่าทหารได้พักฟื้นไปบ้างแล้ว ก็จะระดมกำลัง ขนาดใหญ่อีกครั้งไปปราบเหมี่ยนเตี้ยนทรชนให้ราบคาบในคราวเดียว แต่เวลายังไม่อาจกำ หนดได้ ถ้าหากจะ ปราบเหมี่ยนเตี้ยนทรชนให้สิ้นซาก อาศัยทัพหลวงของจักรพรรดิซึ่งไม่เคยปราชัยรุกเข้าไปข้างหน้าอย่าง ห้าวหาญ มุ่งหน้าไปที่ใดก็ไม่มีคู่ต่อสู้ ถือว่าการรุกตะลุยอาหว่าไม่ต่างอะไรกับการหักโค่นไม้ผุกิ่งแห้ง เหตุใด จะต้องอาศัยท่านซึ่งอยู่แดนไกลโพ้นมีดินแดนขนาดเล็กรวมกำ ลังเข้าตีพร้อมกันด้วยเล่า หากท่านประสงค์ จะล้างแค้นแทนเจ้านายเก่า ก็อาจนัดหมายกับชิงไหมและหงซา2 รวมทั้งบรรดาประเทศใกล้เคียง รวมกำ ลัง อย่างเต็มที่ขจัดฟานพุงลายให้ส้ินซาก ท่านก็อาจกระทำ ไปตามลำพังได้ ถ้าหากว่าเจตนารมณ์ของท่านบรรลุผล ขอให้รายงานมาตามความเป็นจริง เมื่อเจ้ากรมได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าถูกต้อง ก็จะถวายรายงานแทน เพ่อทรงทราบ ืจักรพรรดิทรงเป็นประมุขของดินแดนทั่วหล้า ก็จะต้องพิจารณาเห็นถึงความจริงใจและ ซื่อสัตย์ของท่านและทรงชมเชยท่าน ส่วนจีนจะไปปราบเหมี่ยนเตี้ยนทรชนหรือไม่นั้น จักรพรรดิจะมี พระราชวินิจฉัย มิใช่ข้าพเจ้าซึ่งเป็นขุนนางรักษาชายแดนจะบังอาจไปคาดเดา และก็มิใช่เรื่องที่ท่านจะสมควร สอบถาม’ ขอให้นำความโดยละเอียดตามนี้แจ้งไปด้วย โดยใช้วิธี ๖๐๐ ลี้ แจ้งแก่หลี่ซื่อเหยาให้ทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๑๐ หน้า ๑๙ - ๒๒) 1 จินชวน เป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ทางตะวันออกของมณฑลซื่อชวน (หรือเสฉวน) ก่อการกบฏ ๒ ครั้ง ระหว่าง ค.ศ. ๑๗๔๗ - ๑๗๔๙ และ ค.ศ. ๑๗๗๑ - ๑๗๗๖ 2 หงสาวดี


160 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๖๗. วันติงเว่ย เดือนสิบสอง ปีที่สี่สิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๘ มกราคม ๑๗๗๗/๒๓๒๐) มีพระราชโองการ (ถึงจุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “หลี่ซื่อเหยากราบบังคมทูลว่า ‘พ่อค้าทางทะเลชื่อม่อกว่างอี้ได้นำตัว ชาวหยุนหนันชื่อหยางเฉาผิ่นกับพวกรวม ๓ คน ซึ่งทางเซียนหลัวขอให้โดยสารเรือมาเพื่อส่งกลับภูมิลำ เนา พร้อมกับหนังสือรายงานจากเจิ้งเจาฉบับหนึ่ง โดยอ้างว่าเนื่องจากรบพุ่งกับเหมี่ยนเตี้ยนทรชนติดต่อกัน หลายปี จึงขอได้โปรดอนุญาตให้ซื้อกำ มะถันอีก ๑๐๐ หาบ อนึ่ง หากทางราชสำ นักจีนจะไปปราบอาหว่า เมื่อใด ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบถึงกำ หนดเวลาที่จะไปปราบด้วย เพื่อจะได้เตรียมการสกัดกั้นทางหนีทีไล่ ของเหมี่ยนเตี้ยนทรชน สำ หรับหยางเฉาผิ่นกับพวก เมื่อได้สอบปากคำ แล้วเห็นว่าน่าจะเป็นจริง’ แต่โดยที่ หยางเฉาผิ่นกับพวกได้ข้ามเขตชายแดนออกไปนั้น ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นก่อนการส่งกำ ลังทหารไปปราบก็ตาม แต่ในฐานะที่เป็นราษฎรจีนซึ่งไปค้าขายที่เหมี่ยนเตี้ยน และเคยถูกจับกุมคุมขัง ต่อมาก็โยกย้ายไปเซียนหลัว อีก รวมเวลาอยู่นอกประเทศเนิ่นนานหลายปี จึงไม่สมควรที่จะส่งตัวกลับไปเถิงเย่1จึงให้หลี่ซื่อเหยา มอบหมายเจ้าหน้าที่ควบคุมหยางเฉาผิ่นกับพวกรวม ๓ คน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาไปเมืองหลวง ระหว่างทางให้ ควบคุมดูแลอย่างรอบคอบ อย่าให้เกิดความผิดพลาด เมื่อควบคุมตัวถึงที่แล้ว ให้สอบสวนจนได้ความชัดแจ้ง แล้วจึงลงโทษทัณฑ์ สำ หรับเจิ้งเจานั้นเมื่อปรากฏว่ามีราษฎรของประเทศจีนอยู่ที่นั่น ก็ช่วยจัดการส่งตัว กลับโดยพลัน ถือว่ามีความนบนอบ อนึ่ง ก่อนหน้านี้ก็ได้อนุญาตตามที่ขอมา ยอมให้ซื้อกำ มะถันและกระทะ เหล็ก คราวนี้ขออนุญาตซื้อกำ มะถันก็คงอนุญาตให้ซื้อนำ กลับไปได้ พิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีเจิ้งเจารบพ่งุ กับชาวเหมี่ยนเตี้ยน ถึงแม้จะกระทำ การกวาดล้างคนชั่วคนพาลก็ตาม แต่เราก็ไม่ต้องอาศัยประเทศเล็กทาง โพ้นทะเลแดนไกลเข้าร่วมกันบุกตี หรือถ้าหากว่าฝ่ายนั้นจะแก้แค้นให้แก่เจ้านายเก่า ก็คงให้กระทำ ได้ ตามความประสงค์โดยลำพัง ให้หลี่ซื่อเหยาตอบหนังสือไปโดยตามอย่างหนังสือแจ้งคร้ังที่แล้ว ให้แจ้ง พระราชโองการนี้แก่หลี่ซื่อเหยา โดยวิธี ๕๐๐ ลี้ เพื่อทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๒๒ หน้า ๑๗ - ๑๘) 1 อำ เภอเถิงชง เขตเป่าซาน มณฑลหยุนหนัน ในปัจจุบัน


161 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๖๘. วันจ่โฉ่ว เดือนห้า ปีที่ ีส่ีสิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๙ มิถุนายน ๑๗๗๗/๒๓๒๐) หยางจิ่งซู่ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซีได้กราบบังคมทูลอีกว่า “แต่ก่อนเมื่อหลี่ซื่อเหยามีหนังสือ แจ้งแก่เซียนหลัวจะมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากที่นั่น หรือให้พ่อค้าทางทะเลนำ ไป แต่ขณะนี้ฝ่ายนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ อยู่ที่กว่างตง จึงต้องรอคอยให้มีพ่อค้าทางทะเลที่ไปเซียนหลัวก็จะจัดส่งหนังสือแจ้งไปทันที และเมื่อมีหนังสือรายงาน มาถึง จะกราบบังคมทูลโดยด่วนด้วยวิธีใช้ม้าเร็ว” ทรงทราบแล้ว (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๓๓ หน้า ๑๓) ๖๙. วันอี่ไฮ่ เดือนเจ็ด ปีที่สี่สิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๔ สิงหาคม ๑๗๗๗/๒๓๒๐) มีรับส่ง ั (ถึงจุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “เนื่องจากเจิ้งเจาซึ่งเป็นหัวหน้าของเซียนหลัวได้ร้องขอให้พระราชทานตราตั้ง และ ร้องขอมาครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนั้น เคยร่างหนังสือแจ้งให้แล้ว ครั้งนี้คงให้มีหนังสือแจ้งแก่ เจิ้งเจาในนามของหลี่ซื่อเหยาอีก โดยส่งมอบให้แก่หยางจิ่งซู่ และให้ถือปฏิบัติเช่นแต่ก่อน กล่าวคือ มอบให้แก่ เรือเดินทะเลที่ซื่อสัตย์วางใจได้นำ ไปส่งมอบ ต่อมาข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นได้กราบบังคมทูลว่า ‘ต้องรอคอยถึง ระหว่างเดือน ๕ กับเดือน ๖ จึงจะมีเรือเซียนหลัว เมื่อถึงเวลานั้นแล้วก็จะจัดการส่งไป และให้มอบหมาย เจ้าหน้าที่ไปส่งมอบด้วย ฯลฯ’ ขณะนี้เข้าใจว่าคงได้ส่งไปแล้ว อนึ่ง ในอดีตรัชทายาทราชสกุลเจ้าแห่ง เซียนหลัว ได้รับพระราชทานตราตั้งจากจีนตลอดมา ครั้นปัจจุบันถูกเหมี่ยนเตี้ยนทรชนยึดครอง แต่เจิ้งเจา ผู้เป็นหัวหน้าได้รวบรวมไพร่พลที่เหลืออยู่กระทำ การแก้แค้นให้แก่เจ้านายเก่า ใช้อุบายสังหารเหมี่ยนเตี้ยน ทรชนมากหลาย ด้วยเหตุนี้จึงได้ร้องขอพระราชทานตราตั้ง กรณีนี้จึงแตกต่างกับการช่วงชิงราชบัลลังก์โดย มิชอบ นอกจากนั้น ยังได้ส่งราษฎรและทหารมณฑลหยุนหนัน ซึ่งถูกเหมี่ยนเตี้ยนทรชนควบคุมตัวไว้กลับคืน เป็นครั้งคราวเป็นลำ ดับมาโดยอนุเคราะห์เรื่องทุนทรัพย์ ถือว่ามีความนบนอบอย่างจริงใจ สมควรชมเชยเพ่อื เป็นกำลังใจ อนึ่ง การที่ชาวเกาะและดินแดนใกล้ทะเลที่อยู่ไกลโพ้นแย่งชิงราชบัลลังก์และเปลี่ยนแซ่ (ราชวงศ์) อยู่เป็นนิตย์ อาทิในอันหนันก็เปลี่ยนจาก แซ่เฉิน แซ่ม่อ และแซ่หลี ตามลำ ดับ หาใช่ว่าเกิดขึ้นที่เซียนหลัว แห่งเดียวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แต่เดิมเจิ้งเจามีภูมิลำ เนาอยู่ที่กว่างตง และในฐานะที่เป็นราษฎรจีนแต่ไปดำ รง ตำ แหน่งในต่างประเทศหากได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้ยศถาบรรดาศักด์ิ ก็จะยิ่งสำ นึกในพระกรุณาธิคุณ


162 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง แห่งราชสำนักจีน หาใช่เพราะเหตุที่เขารบพุ่งกับเหมี่ยนเตี้ยนทรชน และเราประสงค์จะอาศัยกำลังจากฝ่ายเขา ซึ่งมีดินแดนขนาดเล็ก ตอนนี้เหมี่ยนเตี้ยนทรชนได้ส่งผู้คนคืนมาพร้อมทั้งยอมจำ นนแล้ว จึงไม่มีการทำสงคราม ปราบปรามและไม่ต้องเตรียมการอีก ดังนั้นถ้าหากว่าทางเจิ้งเจาได้รับหนังสือแจ้งของครั้งที่แล้ว และกราบ บังคมทูลขอให้พระราชทานตราตั้งอีก ให้ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบโดยด่วนด้วยวิธี ม้าเร็ว เพ่อดื ำเนินการพระราชทานตราตั้ง ซึ่งเป็นกุศโลบายผูกใจให้ยอมรับนับถือเรา ก่อนหน้านี้เซียนหลัว ได้เคยขออนุญาตซื้อกำมะถันและกระทะเหล็กถึงสองครั้ง และก็ได้รับพระกรุณาธิคุณพระราชทานตามที่ขอ แล้วนั้น ต่อไปนี้หากทางนั้นยังคงมีความต้องการก็ให้อนุญาตซื้อนำกลับไปได้ สำ หรับเรื่องช่วยเหลือปราบ เหมี่ยนเตี้ยนทรชน ถ้าฝ่ายเขากล่าวถึงเรื่องนี้อีก ก็ให้แจ้งว่าการทำสงครามเพ่อปราบการกระท ื ำที่ชั่วร้าย จีนไม่เคยต้องอาศัยต่างประเทศช่วยปราบ อาทิการปราบจินชวนทั้งสองจนสงบราบคาบได้คัดเอากำลังทหาร ๘ กองธงที่รักษาเมืองหลวงกับกองกำลังระดับยอดของแต่ละมณฑล โดยมิได้อาศัยกำลังจากต่างประเทศอื่น ๆ แม้แต่เล็กน้อย อนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้เหมี่ยนเตี้ยนทรชนได้สำนึกผิดและขอยอมจำนนแล้ว พร้อมกันนั้น ก็ยัง ได้ส่งมอบซูเอ่อเซียงที่ถูกควบคุมตัวคืนมา ทั้งยังได้ถวายพระสุพรรณบัฏพร้อมกับราชบรรณาการมาอีกด้วย ปัจจุบันจึงไม่จำ เป็นต้องทำสงครามอีก หรือถ้าหากว่าประเทศน้ันทำสงครามรบพุ่งกับเหมี่ยนเตี้ยนทรชน ก็คงปล่อยให้กระทำไปตามลำพัง แต่ถ้าหากจะมุ่งหวังพึ่งพิงกำลังทหารสนับสนุนจากจีน ก็คงไร้ซึ่งเหตุผล อย่างสิ้นเชิง ทำนองเดียวกัน เมื่อเหมี่ยนเตี้ยนทรชนขณะนี้ได้สวามิภักดิ์ต่อราชสำนักจีนแล้ว ในอนาคต ถ้าเหมี่ยนเตี้ยนทรชนมีเรื่องบาดหมางรบพุ่งกับเซียนหลัว และขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากจีน ต้องไม่ให้ตามคำขอโดยเด็ดขาด ให้หยางจ่งซิู่พิจารณาเจตนารมณ์ของหนังสือรายงาน ถ้าปรากฏว่าได้ กล่าวถึงเรื่องนี้ ให้มีหนังสือแจ้งไปในคราวเดียวกัน และให้ส่งพระราชโองการนี้ด้วยวิธีการส่งหนังสือ ขนาด ๕๐๐ ลี้ต่อวัน เพื่อแจ้งให้ทราบด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๓๖ หน้า ๑๖ - ๑๘) ๗๐. วันปิงซี เดือนเจ็ด ปีที่ส่ีสิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๕ สิงหาคม ๑๗๗๗/๒๓๒๐) มีรับส่งถึง ( ัจุนจีต้าเฉิน) ว่า “ตามคำกราบบังคมทูลของหยางจิ่งซู่ความว่า ‘เจิ้งเจาแห่งเซียนหลัวได้จัดส่ง


163 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ทตอี๋ ูจำ นวน ๓ นาย มากว่างตง ขอถวายราชบรรณาการ พร้อมทังได้ควบคุมตัวฟาน้พุงลาย จำ นวน ๖ คน มาส่ง มอบด้วย’ ขณะนี้อ่ายเหอ อ่ายจ่วกับ ัพวกทางเซียนหลัวได้ส่งมอบตัวมาแล้ว ก็คงต้องมอบหมายเจ้าหน้าที่ ให้ควบคุมตัวมาเมืองหลวง ส่วนหนังสือแจ้งที่ร่างแทนหลี่ซื่อเหยาในครั้งก่อน ๆ นั้น ความจริงมีเจตนา เพ่อหยั่งเชิงมากกว่า บัดนี ื้ เมื่อเจิ้งเจามีหนังสือรายงานมาแล้ว หนังสือแจ้งครั้งที่แล้วก็ไม่ต้องส่งไปอีก สำำหรัับเรื่่องของเซีียนหลััว พระราชโองการที่่ได้้พระราชทานไปแล้้วหลายครั้้�งหลายหน ย่่อมชััดเจนแจ่่มแจ้้ง ดัังนั้้�นเมื่่อเจิ้้�งเจารายงานมาครั้้�งนี้้�จึึงสมควรที่่หยางจิ่่งซู่่จะได้้กราบบัังคมทููลไป และขณะเดีียวกัันก็็ดำำเนิินการ ไปด้้วย หาจำำต้้องรอคอยให้้มีีรัับสั่่งแล้้วจึึงค่่อยดำำเนิินการไม่่นี่่แสดงว่่าหยางจิ่่งซู่่ยัังขาดประสบการณ์์ ในการทำำ งานใหญ่่มิิได้้เชี่่ยวชาญปราดเปรื่่องเท่่ากัับหลี่่ซื่่อเหยา จึึงยัังไม่่รู้้จัักยืืดหยุ่่น ดัังนั้้�นให้้จุุนจีีต้้าเฉิิน ร่างหนังสือแจ้งให้แก่หยางจ่งซิู่ โดยให้แจ้งว่า ‘สำนักข้าหลวงใหญ่ได้ทราบความในหนังสือแจ้งซึ่งมีว่า นับแต่เซียนหลัวล่มสลายแล้ว การถวายราชบรรณาการได้ว่างเว้นเป็นเวลาช้านาน บัดนี้ มีความประสงค์ จะตระเตรียมการถวายตามโบราณราชประเพณีอีก จึงได้จัดส่งเจ้าหน้าที่มารายงาน ขอได้โปรดกราบบังคม ทูลให้ด้วยนั้นย่อมแสดงถึงความจริงใจอย่างยิ่ง อนึ่ง การที่ได้รวบรวมไพร่พลผู้คนพลเมือง หมายจะแก้แค้น ทดแทนเจ้านายเก่า ก็แสดงอีกด้วยถึงความสำนึกในความชอบธรรม นอกจากนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ท่านได้ส่งทหารและพลเมืองชาวจีนซึ่งถูกเหมี่ยนเตี้ยนควบคุมตัวให้กลับประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า รวมทั้ง ได้ควบคุมตัวเหมี่ยนเตี้ยนทรชนที่ท่านจับกุมมอบให้ประเทศจีนเป็นครั้งคราว จึงนับได้ว่ามีความนบนอบ และจริงใจ ด้วยเหตุนี้อดีตข้าหลวงใหญ่หลี่ จึงชื่นชมในความจริงใจนบนอบและรอบคอบของท่าน ดังนั้น เมื่อท่านขอซื้อกำมะถันและกระทะเหล็ก ๒ ครั้ง จึงอนุญาตให้ซื้อนำกลับไปใช้ได้ เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ขณะที่ข้าหลวงใหญ่หลี่ย้ายไปรับราชการที่มณฑลหยุนหนันกับกุ้ยโจว ก็ได้กล่าวกับ (ข้าพเจ้า) สำ นัก ข้าหลวงใหญ่แห่งนี้ว่า ท่านได้ประหัตประหารพวกทรชนเพื่อแก้แค้นทดแทนให้แก่เจ้านายเก่าแห่งเซียนหลัว จึงได้รับการยกย่องเชิดชูจากบุคคลทุกฝ่ายในแผ่นดิน ประกอบกับทางราชสกุลเจ้าปราศจ ากรัชทายาท ที่จะสืบราชสมบัติ ท่านจึงรับหน้าที่ว่าราชการแผ่นดิน นอกจากนั้น ท่านยังมีจิตใจฝักใฝ่ราชสำนักจีน และแสดงความสัตย์ซื่อจริงใจหลายครั้งหลายหน สมควรยกย่องเชิดชู ต่อไปถ้าหากมีการร้องขอสิ่งใด ก็น่าที่จะพิจารณาจัดการให้ตามสมควร นับแต่ข้าหลวงใหญ่แห่งนี้เข้ารับมอบหน้าที่เป็นต้นมา ได้ถือปฏิบัติ


164 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ตามแนวปฏิบัติเดิมทั้งสิ้น บัดนี้ เมื่อท่านได้ร้องขอเรื่องขอเตรียมการถวายราชบรรณาการ ก็อนุญาตให้ดำเนิน การได้และเมื่อถึงเวลาที่ราชบรรณาการมาถึงแล้ว จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ส่วนเรื่องที่ท่านกล่าวว่า ต้องขออาศัยพึ่งพิงพระบารมีแห่งราชสำ นักจีน เพื่อสร้างความนิยมในมวลอาณาประชาราษฎร์ ทั้งนี้ โดยมีความประสงค์จะขอให้พระราชทานตราตั้ง แต่ก็ไม่กล้ากล่าวออกมาอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน การกล่าว อย่างคลุมเครือเช่นนี้ ย่อมไม่สมควรที่จะนำเรื่องขึ้นรายงาน หากท่านมีความจริงใจอย่างแท้จริงที่จะปฏิบัติ ตามโบราณราชประเพณีในการถวายราชบรรณาการ และแต่งราชทูตเข้ามาถวายอย่างนบนอบพร้อมกับ แจกแจงอย่างแจ้งชัดถึงกรณีที่อาณาประชาราษฎร์พร้อมใจจะถวายราชสมบัติ กอปรกับราชสกุลเจ้าก็ ปราศจากรัชทายาท จึงกราบบังคมทูลขอพระราชตราตั้ง ดังนี้แล้ว สำ นักข้าหลวงใหญ่นี้ก็จะนำความขึ้น กราบบังคมทูลจักรพรรดิให้แก่ท่านอย่างแน่นอน พร้อมกับรอคอยที่จะได้รับพระราชทานอีกชั้นหนึ่งด้วย เช่นนี้จึงจะถือว่าชอบด้วยเหตุผล ส่วนการที่ท่านจะไปปราบปรามเหมี่ยนเตี้ยนเพื่อแก้แค้นทดแทนให้เจ้านาย เก่า ก็แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร ประเทศจีนไม่มีเหตุผลอันใดที่จะส่งกำลังทหารไปช่วยรบ หากกำลังทหาร ของประเทศจีนจะไปปราบที่ใด ย่อมเป็นกองทัพอันเกรียงไกรมีเสบียงพร้อมมูล ก่อนหน้านี้ไปปราบดินแดน จุ่นก๋าเอ่อ ดินแดนหุยจนราบคาบ และเมื่อปีที่แล้วไปปราบดินแดนจินชวนท้ังสองจนราบคาบ หาได้พึ่งพา อาศัยกำลังทหารจากต่างประเทศแม้แต่น้อย เข้าใจว่าท่านก็คงจะพอทราบ นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ เหมี่ยนเตี้ยนทรชนได้สำนึกผิดแล้ว และส่งคืนชาวจีนพร้อมกับร้องขอให้เปิดด่านและขอถวายราชบรรณาการ นับแต่นี้ไปก็คงไม่ต้องส่งกำลังทหารไปปราบปรามอีก อย่างไรก็ดี ก็คงไม่ช่วยเหลือเหมี่ยนเตี้ยนไปรุกราน ประเทศอื่น หากท่านจะขอให้พระราชทานตราตั้ง คงไม่จำต้องยกเอาเหตุที่จะไปปราบเหมี่ยนเตี้ยนทรชน เป็นข้ออ้างแต่อย่างใดเลย’ ให้นำส่งพระราชโองการนี้ไปแจ้งแก่หยางจ่งซิู่ด้วยวิธี ๖๐๐ ลี้ และให้คัดลอก แล้วส่งไปด้วย เมื่อทูตเดินทางกลับขอให้ดำเนินการตามแบบพิธีอย่างสมควร ถ้าหากเจิ้งเจามีหนังสือรายงานมา ตามหนังสือแจ้ง เพ่อขอถวายราชบรรณาการ ืพร้อมกับขอพระราชทานตราตั้ง ขอให้หยางจิ่งซู่นำเรื่อง กราบบังคมทูลโดยด่วนด้วยวิธีการม้าเร็ว” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๓๗ หน้า ๑๒ - ๑๔)


165 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๗๑. วันอี่ซือ เดือนสอง ปีที่ส ี่ สิบสามแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๒ มีนาคม ๑๗๗๘/๒๓๒๑) มีรับสั่งถึง จุนจีต้าเฉินว่า “เมื่อปีที่แล้วหยางจิ่งซู่ได้กราบบังคมทูลว่าจะขอเข้าเฝ้า แต่ได้เกษียนรับส่งไปว่ายังไม่ต้อง ั มาเนื่องจากก่อนหน้านี้เจิ้งเจากษัตริย์เซียนหลัวได้ร้องขอให้พระราชทานตราตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า ได้รับสั่งให้ จุนจีต้าเฉินร่างหนังสือแจ้งให้แก่ข้าหลวงใหญ่ท่านนั้น และให้นำส่งหยางจ่งซิู่เพื่อฝากเรือเดินทะเลไปส่ง ให้ ต่อมาหยางจ่งซิู่ได้กราบบังคมทูลว่า ได้ฝากเรือสินค้าส่งไปแล้วในเดือนแปด แต่ระหว่างเวลาฤดูหนาวกับ ฤดูใบไม้ผลิ โดยปกติลมทะเลเป็นลมเหนือ เรือไม่อาจเดินทางมากว่างตงอย่างรวดเร็วได้ แต่ขณะนี้เป็นช่วง เวลากลางเดือนสองแล้ว ลมเหนือเริ่มอ่อนลง คาดคะเนว่าระหว่างเดือนสามถึงเดือนส่ หนัง ีสือตอบของ เจิ้งเจาคงจะส่งมาถึง ดังนั้น หยางจิ่งซู่จึงสมควรที่จะรอคอยดำเนินการเรื่องนี้ให้เสร็จสิ้นลง แล้วจึงมา เมืองหลวงเพื่อเข้าเฝ้า แต่เราจะไปกรุงเซิ่งจิง1 หลังวันเพ็ญเดือนเจ็ด ถ้าหากหยางจิ่งซู่คาดคะเนว่าจะสามารถ เดินทางมาเมืองหลวงก่อนเราไปถึง กล่าวคือ เดินทางมาเมื่อได้ดำเนินการเรื่องที่เซียนหลัวขอพระราชทาน ตราตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าหากคาดคะเนว่าคงจะถึงเมืองหลวงหลังเดือนเจ็ด ก็ให้รอคอยถึงเดือนเก้า เมื่อเราไปถึงแล้วจึงค่อยเดินทางมาเมืองหลวง ให้นำส่งพระราชโองการนี้เพื่อทราบด้วยวิธีการ ๕๐๐ ลี้ต่อวัน” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๕๐ หน้า ๒๑ - ๒๒) ๗๒. วันอู้หยิน เดือนสาม ปีที่สี่สิบสามแห่งรัชศกเฉียนหลง (๘ สิงหาคม ๑๗๗๘/๒๓๒๑) มีรับสั่งถึงจุนจีต้าเฉินว่า “ด้วยหยางจ่งซิู่ได้กราบบังคมทูลว่า ‘หากเจิ้งเจาแห่งเซียนหลัวแต่งทูตนำสาส์นตอบ มาถึงกว่างตงก่อนเดือนห้า (ข้าพระพุทธเจ้า) จะได้เร่งรีบดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อย และคงสามารถเดินทาง ไปเมืองหลวงในระหว่างเดือนเจ็ดได้ แต่ถ้าสาส์นตอบมาล่วงเลยเวลาดังกล่าว ก็จะเดินทางไปเมืองหลวง ระหว่างเดือนเก้าหลังจากที่เสด็จพระราชดำเนินกลับแล้วตามที่รับสั่งแน่นอน’ ปรากฏว่าหยางจ่งซิู่ได้ย้ายไป ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่มณฑลฝูเจี้ยนและเจ้อเจียงซึ่งว่างลงเมื่อวันที่ ๒๑ เดือน ๒ ได้มีพระราชโองการ ๑ เมืองหลวงของราชวงศ์ชิงก่อนย้ายมาปักกิ่ง ปัจจุบันคือเมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง


166 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ให้ส่งมอบงานและตราประจำตำแหน่งแก่หลี่จื้ออิ่งซึ่งรักษาการ และเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ที่ฝูเจี้ยน และเจ้อเจียง เรื่องพระราชทานตราตั้งทั้งหมดที่เซียนหลัวขอซึ่งมณฑลกว่างตงดำเนินการ ให้แจ้งโดยตรง อย่างละเอียดแก่หลี่จื้ออิ่งด้วยเพื่อให้เขาดำเนินการให้ถูกต้องเรียบร้อย ให้นำส่งพระราชโองการแก่หยางจิ่งซู่ เพื่อทราบโดยวิธีการ ๔๐๐ ลี้ต่อวัน” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๐๕๓ หน้า ๒ - ๓) ๗๓. วัันอี่่ไฮ่่ เดืือนแปด ปีีที่่สี่่สิิบสามแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๘ ตุุลาคม ๑๗๗๘/๒๓๒๑) มีีพระราชโองการ ถึึงจุุนจีีต้้าเฉิินว่่า “กุ้้ยหลิิน 1 กราบบัังคมทููลว่่า เจิ้้�งเจาแห่่งเซีียนหลััวได้้ส่่งสาส์์นตอบมา ร้้องขอยืืดกำำหนดเวลาถวาย ราชบรรณาการนั้้น ปรากฏ�ว่า่สาระของเรื่่องราว รื่่ ก่อนและห่ลังัขัดแัย้ง้กัน ัจึงึร่าง่สาส์น์ตำำหนิอิย่าง่รุนแรงุซึ่่งดำำริจิะส่งไป ่ เห็็นว่่าก็็เป็็นความคิิดเห็็นที่่ถููกต้้อง แต่่ข้้อความออกจะรุุนแรงไป กรณีีเจิ้้�งเจาความที่่แจ้้งมาครั้้�งแล้้วครั้้�งเล่่า จะเท็็จจริิง ประการใดก็็ยังเัชื่่อถืือทีีเดีียวไม่่ได้้ แต่่เมื่่อฝ่่ายเขารู้้จัักยกย่องราช่สำำนัักจีีน ก็็น่่าจะผ่่อนปรนบ้้าง คงไม่จำ่ต้ำ ้องประณาม จนเกิินไปนััก เพีียงแต่่ต่่อว่่าต่่อขานเขาว่่าครั้้�งที่่แล้้วแต่่งทููตมามอบสาส์์น แต่่ครั้้�งนี้้�กลัับมัักง่่ายฝากเรืือสิินค้้าส่่งมา แสดงถึงการขาดความสำนึกในโบราณราชประเพณี ตำหนิไปเพียงเท่านก็เ ้ีพียงพอแล้ว ส่วนข้อความในสาส์นที่กล่าวถึง เหมี่ยนเตี้ยนทรชนอาศัยว่าได้รับพระราชทานอภัยโทษจากจักรพรรดิ (จีน) ยิ่งก่อกรรมทำเข็ญตามอำเภอใจมากขึ้น และรุกตีเขตแดนเซียนหลัวรุนแรงมากนั้น เป็นถ้อยคำที่หมายถึงการทำสงครามระหว่างเหมี่ยนเตี้ยนกับเซียนหลัว สำหรับข้อความในร่างสาส์นที่ว่า ความรุนแรงของศัตรูได้ยุติลงนานแล้วนั้น มีสิ่งใดที่หมายถึงการก่อกรรมทำเข็ญ ตามอำเภอใจยิ่งมากขึนเล่า แ้สดงว่าเข้าใจคลาดเคลื่อนในความหมายที่แท้จริงของสาส์นที่ส่งมา อันที่จริงเป็นเรื่องที่ ไม่จำ ต้องกล่าวถึงเลยก็ได้ แม้แต่ถ้อยคำที่ว่าเหมี่ยนเตี้ยนทรชนร้องขอให้เปิดด่านและขอถวายราชบรรณาการ เป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์อันใดที่จะกล่าวกับเขา อนึ่ง ที่เจิ้งเจาอ้างว่าราชสกุลเจ้าไม่มีพระบรมวงศานุวงศ์หลงเหลือ อยู่เลย ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นความจริง แต่ก่อนม่อซื่อหลินแห่งเมืองเหอเซียนเจิ้นเคยแจ้งว่า ราชสกุลเจ้าปัจจุบัน 1 ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี


167 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ยังมีพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางเก่าของเซียนหลัวผู้ที่ไม่สวามิภักดิ์ต่อเจิ้งเจาก็มี เห็นว่าเจิ้งเจาหวัง จะอาศัยการได้รับพระราชทานตราตั้งของจีนไปข่มเพื่อให้ยอมสวามิภักดิ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมเป็นเรื่องตั้ง ข้อสงสัยผู้อื่นล่วงหน้าว่าฉ้อฉล และตั้งข้อกังขาผู้อื่นล่วงหน้าว่าไม่ซื่อตรง จึงไม่ต้องกล่าวถึงเลยจะดีกว่า ได้รับสั่ง ให้จุนจีต้าเฉินร่างสาส์นให้แก่กุ้ยหลินโดยมีความว่า ‘ได้รับสาส์นที่ส่งมาแล้ว ตามที่อ้างว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่าง การต่อต้านเหมี่ยนเตี้ยนทรชน จึงขอเลื่อนกำหนดเวลาถวายราชบรรณาการนั้น ปรากฏว่าไม่สอดคล้องกับ เรื่องราวที่แจ้งไว้แล้ว กล่าวคือ เมื่อปีที่แล้วท่านได้แต่งทูตมาร้องขอจะถวายราชบรรณาการ และพีหย่าซุ่น ทุนย่าผายหน่าทูกล่าวอ้างว่า ได้ตระเตรียมช้างและส่งของอื่นไว้แล้ว มิบังอา ิจนำมาถวายโดยพลการ ขอได้ โปรดนำำความกราบบัังคมทููลจัักรพรรดิิเพื่่อขอพระราชานุุญาตก่่อน จึึงจะนำำ ราชบรรณาการมาถวายได้้ อดีีตข้้าหลวงใหญ่่หยางเห็็นความจริ ิงใจของท่่าน กอปรกัับ (ข้้าพเจ้้า) ตระหนัักในพระมหากรุุณาธิิคุุณ อัันแผ่่ไพศาลโดยเสมอหน้้าแห่่งองค์์จัักรพรรดิิจึึงไม่่อาจปฏิิเสธได้้ และส่่งสาส์์นตอบท่่านไปโดยแจ้้งว่่า เมื่อส่งของราชบรรณาการมาถึงแล้ว ิจะกราบบังคมทูลให้ทรงทราบทันที หาได้กำหนดเวลาแน่นอนในการ ถวายราชบรรณาการแต่อย่างใด และมิได้กะเกณฑ์ให้ท่านถวายราชบรรณาการให้จงได้ เมื่ออดีตข้าหลวง ใหญ่หยางได้โยกย้ายไปเป็นข้าหลวงใหญ่ฝูเจี้ยนและเจ้อเจียง สำ นวนเรื่องราวทั้งหมดได้ส่งมอบให้สำ นัก ข้าหลวงใหญ่นี้เพ่อืสอบทานแล้ว อีกทั้งยังได้บอกกล่าวโดยตรงแก่สำนักข้าหลวงใหญ่นี้ถึงเจตนารมณ์ที่ส่ง สาส์นตอบเพื่อแจ้งแก่ท่านเมื่อครั้งที่แล้วด้วย โดยขอให้ดำเนินการไปตามนั้น ส่งเหล่านี ิ้เป็นที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้น เหตุใดท่านจึงได้ร้องขอให้ยืดเวลาการถวายราชบรรณาการด้วยเล่า ส่วนเรื่องที่ว่าขณะนี้ท่านยังต้องสู้รบกับเหมี่ยนเตี้ยนทรชนอยู่ ไม่สามารถจัดเตรียมราชบรรณาการได้ทันนั้น ความจริงเป็นอย่างไรให้แจ้งมาตามนั้น ไม่ต้องขอเลื่อนกำหนดเวลาซึ่งไม่ถูกต้อง ยังดีที่ข้าหลวงใหญ่หยาง ยังมิได้นำสาส์นกราบบังคมทูล สำ นักข้าหลวงใหญ่แห่งนี้จึงยังสามารถถวายคำอธิบายช้ีแจงให้แจ่มแจ้งได้ ถ้าหากท่านมีความจริงใจและนอบน้อม ก็ให้แต่งทูตเข้ามาถวายราชบรรณาการพร้อมอธิบายโดยชัดเจนเรื่องที่ อาณาประชาราษฎร์มีเจตนาอันแรงกล้าในการยกย่องท่านให้ขึ้นครองราชย์ กอปรกับราชสกุลเจ้าก็ปราศจาก รัชทายาท ท่านจึงได้ร้องขอพระราชทานตราตั้ง ดังนั้นแล้ว สำ นักข้าหลวงใหญ่แห่งนี้ก็จะนำความตามที่


168 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง แจ้งมากราบบังคมทูลให้ และขอให้รอคอยที่จะได้รับพระราชทาน แต่การพูดจาที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยเช่นนี้ เป็นถ้อยคำอันเป็นเท็จซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด นอกจากนั้นการที่ท่านจะเข้ามาถวายเรื่องราชบรรณาการหรือไม่ เรื่องที่ท่านจะได้รับพระราชทานตราตั้งหรือไม่ จะมีสิ่งใดกระทบถึงราชสำนักจีนก็หาไม่ และจะมีเหตุอันใด ที่สำนักข้าหลวงใหญ่แห่งนี้คาดหมายให้ท่านถวายราชบรรณาการอีกเล่า สำ หรับการที่ท่านร้องขอเข้าถวาย ราชบรรณาการเมื่อครั้งก่อน โดยจัดส่งทูตนำสาส์นมามอบนั้น เข้าใจว่าจะผิดโบราณราชประเพณีอย่างมาก แต่เมื่อพิจารณาเห็นว่าท่านอยู่ที่ต่างประเทศเป็นเวลาเนิ่นนาน ไม่ทราบถึงระบบโบราณราชประเพณี จึงจะ ไม่สืบสาวเอาความแต่อย่างใด ต่อแต่นี้ไปขอให้รอบคอบยิ่งขึ้น จงอย่าได้ย่อหย่อนและขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย เป็นอันขาดอันจะเป็นการหาเหตุใส่ตัว’ ให้จุนจีต้าเฉินนำส่งร่างสาส์นที่แก้ไขเรียบร้อยแล้วให้แก่ข้าหลวงใหญ่ ท่านนั้น และคงฝากกับเรือที่เดินทางกลับนำไป ถ้าหากว่าเจิ้งเจามีความจริงใจและนอบน้อมอย่างแท้จริง และแต่งทูตมาถวายราชบรรณาการพร้อมกับร้องขอให้พระราชทานตราตั้ง ก็อาจนำความเข้ามากราบบังคมทูล และรอคอยให้ข้าพเจ้าใช้ดุลยพินิจมีพระราชโองการ แต่ถ้ายังคงไม่อยู่กับร่องกับรอยก็เพียงแต่ตำหนิ โดยถือเป็นเรื่องเล็กน้อยก็พอ อันเป็นการแฝงไว้ซึ่งวิถีการปกครองด้วยพระคุณบ้างเล็กน้อย อย่าได้ใช้ถ้อยคำ รุนแรงเกินไป ซึ่งจะเป็นการต่อปากต่อคำอย่างไม่ลดละ ให้แจ้งพระราชโองการนี้เพื่อทราบด้วย ต่อไปหากมี กรณีที่เจิ้งเจาส่งสาส์นแจ้งความมา ให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลโดยด่วนด้วยวิธีส่งแบบอี้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ไม่ว่า ถ้อยคำสำนวน (ในสาส์น) ของเขาจะมีความหมายอย่างใดก็ตาม” (จดหมายเหตุรัุัชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๐๖๕ หน้้า ๕ - ๗) ๗๔. วันเกิงเซิน เดือนเจ็ด ปีที่ส่ีสิบหกรัชศกเฉียนหลง (๗ กันยายน ๑๗๘๑/๒๓๒๔) มีรับสั่ง (ถึงบรรดาจุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “ตามที่ปาเหยียนซาน1 และพวก กราบบังคมทูลว่า ได้รับสาส์นจากเจิ้งเจา แห่งเซียนหลัวเพ่อขออนุญาตเข้ามาถวายราชบรรณาการ ข้อความใน ืสาส์นแสดงถึงความนบนอบอ่อนน้อม 1 ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี


169 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย อย่างมาก แต่เรื่องที่จะขอให้ออกใบอนุญาตไปเซี่ยเหมินและหนิงปอ เพื่อทำการค้าด้วยนั้น มิบังอาจตัดสินใจ โดยพลการได้ สำ หรับราชบรรณาการนอกรายการซึ่งไม่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผน และบรรดาของขวัญ ที่เตรียมมากำนัลขุนนางกรมหลี่ปู้ สำ นักข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี ที่ว่าการมณฑลกว่างตง และบรรดาพวก นายห้าง1 รวมถึงสินค้าส่วนที่เหลือซึ่งขอให้นำออกจำ หน่ายเพ่อแลกเป็นเงิน ื สำหรับใช้จ่ายในการเดินทางนั้น ให้นำกลับคืนไปโดยเรือลำเดิม ส่วนเรื่องขอซื้อเครื่องทองแดงนั้น เนื่องจากตามระเบียบข้อบังคับห้ามนำ ออกนอกราชอาณาจักร มิบังอาจนำความขึ้นกราบบังคมทูลโดยพลการ จึงได้ยกร่างคำสั่งไว้อีกฉบับหนึ่งและ ได้ให้คำ วินิจฉัยในเอกสารดังกล่าวไว้แล้ว ในเมื่อต่างชาติแสดงความจงรักภักดีที่จะถวายราชบรรณาการก็ ควรอนุญาตให้เข้ามาถวายได้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเมตตากรุณาของเรา ก็ควรรอจนกว่าราชทูตประเทศ ดังกล่าวนำราชบรรณาการและสาส์นเข้ามาและปาเหยียนซานได้จัดเจ้าหน้าที่พาเข้าเมืองหลวงมาถวาย ราชบรรณาการเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงค่อยสั่งการต่อไป สำ หรับของขวัญที่เตรียมจะนำไปกำนัลส่วนราชการ ต่าง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่ขัดต่อธรรมเนียมปฏิบัติและการขอซื้อเครื่องทองแดงซึ่งห้ามนำออกนอกราชอาณาจักร ก็สมควรปฏิเสธไปเช่นกัน ส่วนเรื่องที่ขออนุญาตนำสินค้าไปขายที่เมืองเซี่ยเหมินและหนิงปอ อีกทั้งขอให้ สั่งการให้พวกนายห้างจัดหาไต้ก๋งเรือเพื่อไปขายสินค้าที่ญี่ปุ่นอีกต่อหนึ่งนั้น ประเทศเขาแต่เดิมทำการค้า ทางโพ้นทะเลอยู่แล้ว ถ้าหากขอเข้ามาทำการค้าในเขตเมืองกว่างตงก็มิได้ขัดข้องแต่ประการใด แต่ที่จะไปทำ การค้าที่ฝูเจี้ยนและเจ้อเจียงซึ่งต่างมณฑลกันกระทั่งจะไปถึงญี่ปุ่น โดยให้ฝ่ายเราสั่งการพวกนายห้าง ให้จัดหาไต้ก๋งเรือด้วยนั้นทำไม่ได้เป็นอันขาด ต้นฉบับคำสั่งที่ข้าหลวงใหญ่ยกร่างนั้นยังตำหนิไปไม่ครบถ้วน บัดนี้ให้บรรดาจุนจีต้าเฉินแก้ไขร่างใหม่และให้ส่งออกไปได้เลย โดยสั่งการไปดังนี้ “ทางฝ่ายเราได้อ่านสาส์น ที่ท่านส่งมาแล้ว ตามที่เซียนหลัวเคยถวายราชบรรณาการมาทุกรัชกาลนั้น นับตั้งแต่ถูกเหมี่ยนเตี้ยนทรชนย่ำยี บีฑา ราชสกุลเจ้าก็ขาดรัชทายาท จึงได้ละเว้นราชบรรณาการไปพักหนึ่ง บัดนี้บรรดาขุนนางอำมาตย์และ 1น่าจะหมายถึงพวกสิบสามห้าง ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าที่ทางการเมืองกว่างโจว (กวางเจา) อนุญาตให้เป็นผู้มีสิทธิพิเศษ นำ เข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ


170 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง อาณาประชาราษฎร์ต่างยกย่องให้ท่านเป็นใหญ่ในแผ่นดินและได้แต่งราชบรรณาการมาถวายตามธรรมเนียม ฝ่ายเราเห็นว่าท่านมีความเคารพนบนอบและจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิซึ่งได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล ให้ทรงทราบแล้ว หากพระองค์ทรงเห็นความจงรักภักดีของท่านก็คงจะมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดให้ท่าน ถวายราชบรรณาการเป็นการพิเศษ ทางฝ่ายเราก็จะจัดเจ้าหน้าที่พาขุนนางของประเทศท่านเข้าเมืองหลวงมา เข้าเฝ้า ส่วนสิ่งของนอกเหนือรายการที่แจ้งมาอันได้แก่ไม้ฝางและงาช้างเป็นต้นนั้น เป็นราชบรรณาการ นอกรายการ ด้วยราชสำนักจีนแผ่ไพศาลปกเกล้าอาณาประเทศทั่วหล้าแต่ละประเทศควรถวายราชบรรณาการ เท่าใดล้วนมีกำหนดกฎเกณฑ์ที่แน่นอน ใช่ว่าจะเพิ่มเติมเองตามอำเภอใจ จึงมิอาจกราบบังคมทูลแทนท่านได้ อนึ่ง ของขวัญสำ หรับกำนัลกรมหลี่ปู้สำ นักข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี ที่ว่าการมณฑลกว่างตง และบรรดา นายห้าง รวมถึงการขออนุญาตหาซื้อเครื่องทองแดงกว่าหนึ่งพันช้ิน โดยให้เรือเปล่ากลับเซียนหลัวไปก่อนนั้น ยิ่งเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ทราบถึงธรรมเนียมปฏิบัติ ราชสำ นักจีนเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบ บรรดาขุนนางน้อยใหญ่ ทั้้�งในและนอกราชสำำนัักมีีหรืือที่่จะรัับของกำำนััลจากประเทศท่่าน ส่่วนทองแดงนั้้�นมีีกฎระเบีียบห้้ามนำำออก นอกราชอาณาจัักร จึึงไม่่อนุุญาตให้้ท่่านซื้้�อได้้ หากทางฝ่่ายเรากราบบัังคมทููลแทนท่่านตามที่่แจ้้งมา รัังแต่่ จะเพิ่่มความผิิดให้้ท่่านโทษฐานไม่่รู้้ว่ ่าสิ่่งใดควรไม่่ควร จึึงได้้แจ้้งให้้ทราบอย่่างแจ่่มชััดตามนี้้� และให้้นำำ ราชบรรณาการนอกรายการรวมถึงของขวัญที่ท่านเตรียมไว้สำหรับกำนัลที่ว่าการต่าง ๆ กลับเรือลำเดิมไป อนึ่ง ข้อความตอนท้ายสาส์นของท่านที่ขอให้เราออกใบอนุญาตบรรทุกสินค้าไปขายที่เซี่ยเหมินและหนิงปอ อีกทั้งยังขอให้พวกนายห้างช่วยหาไต้ก๋งเรือให้อีกนั้นเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติ การที่ พวกท่านจะติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นและประเทศอื่น ๆ ทางโพ้นทะเล เดิมทีก็ไม่ได้มีข้อห้ามแต่ประการใด แต่ หากจะให้ทางราชการออกใบอนุญาตและให้บรรดานายห้างช่วยสรรหาไต้ก๋งเรือให้นั้นทำไม่ได้โดยเด็ดขาด ทางเราเองจึงไม่อาจกราบบังคมทูลแทนท่านได้ ส่วนที่ท่านขอให้นำสินค้าอื่น ๆ ออกจำหน่ายที่กว่างตง เพ่อแลกกับเงินนั ื้นเป็นธรรมเนียมการซื้อขายอยู่แล้ว ให้ท่านหาคู่ค้าจำหน่ายเองได้เลยไม่จำเป็นต้องให้ ฝ่ายราชการจัดการแทน ส่วนที่อ้างว่าจำหน่ายสินค้าส่วนที่เหลือเพื่อแลกกับเงินจะได้เป็นค่าใช้จ่ายของ ราชทูตนั้น แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อขุนนางต่างชาติที่เข้ามาถวายราชบรรณาการเดินทางถึงจีนแล้ว ราชสำนักจีนมี


171 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ค่าใช้จ่ายและเสบียงในการเดินทางทั้งหมดให้เป็นธรรมเนียมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจำหน่ายสินค้าเพื่อนำ เงินมาเป็นค่าใช้สอย ประเทศท่านเพ่งขออนุญาตเข้ามาถวายราชบรรณาการกลับเห็นแต่ผลประโยชน์ทางการค้า ิ เพื่อหวังผลกำไรถ่ายเดียว หาได้แสดงถึงความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อราชสำนักจีนไม่ ฝ่ายเราเห็นว่าประเทศท่าน อยู่ถึงต่างแดนอันไกลโพ้น คงไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติของจีน จึงไม่ได้ตำหนิติเตียน เพียงแต่บอกกล่าว ตามความจริงให้ทราบไว้ ต่อไปควรจะมีความนบนอบอ่อนน้อมมากกว่านี้และปฏิบัติตามกฎระเบียบของ ขุนนางอย่างเคร่งครัด จะละเมิดมิได้” มอบให้ปาเหยียนซานแจ้งไปตามนี้ส่วนสินค้าของประเทศดังกล่าว ที่จะนำออกจำ หน่ายที่กว่างตงนั้น ถ้าหากให้นำ กลับไปก็รังแต่จะสร้างความลำ บากในการเดินทาง ไม่ได้ รับผลประโยชน์อันใดและยังไม่เห็นอกเห็นใจคนซึ่งอยู่ในดินแดนอันไกลโพ้น สินค้าจำนวนนี้ควรปล่อยให้ จำหน่ายกันเองที่กว่างตง ไม่จำเป็นต้องให้ทางราชการจัดการ อีกประการหนึ่งเซียนหลัวเป็นดินแดนอันไกลโพ้น เหตุใดจึงทราบว่าที่เซี่ยเหมินและหนิงปอสามารถหาผู้ร่วมค้าและพวกนายห้างไปร่วมค้าขายที่ประเทศญี่ปุ่นได้ ทางเราตรวจดูรายชื่อเรือบรรทุกสินค้าในรายการที่แจ้งเข้ามาปรากฏว่าเป็นชื่ออำเภอเฉิงไห่และอำเภอซินฮุ่ย ซึ่งล้วนเป็นท้องที่ในราชอาณาจักรจีนทั้งสิ้น แสดงว่าต้องเป็นพวกชาวจีนที่คอยยุยงส่งเสริมให้เซียนหลัว สมคบคิดกับผู้ร่วมค้าเพ่อแืสวงหาผลกำไร เรื่องนี้จำ เป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ให้ปาเหยียนซาน ตั้งเจ้าหน้าที่นำชาวจีนมาสอบต้นสายปลายเหตุ พร้อมทั้งห้ามปรามการกระทำดังกล่าวโดยเด็ดขาด แล้วให้ รายงานขึ้นมาตามจริง ต่อมามีหนังสือกราบบังคมทูลเข้ามาว่า “ได้สอบถามชาวเรือแล้วทราบความว่า มีเรือเข้ามาถวายราชบรรณาการจากประเทศดังกล่าวจำนวนทั้งสิ้น ๑๑ ลำ และมีเรือชาติอื่นอีก ๒ ลำ ที่เหลือเป็นเรือสินค้าของมณฑลกว่างตง เนื่องจากเซียนหลัวขออนุญาตทำการค้ากับเรา ทำให้มีเรือสินค้า ออกไปทำการค้าที่ประเทศดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง และได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ เจ้อเจียง ฝูเจี้ยน หนิงปอ และ เซี่ยเหมินให้ทราบ ที่จริงแล้วชาวบ้านผู้โง่เขลาไม่รู้ว่ามีข้อห้ามของทางการ แต่ทำไปเพ่อหวังค่า ืจ้างเท่านั้น มิได้มีเจตนาชักชวนให้มาเป็นผู้ร่วมค้าแต่ประการใด ข้าพระองค์ได้ว่ากล่าวตักเตือนชาวบ้านพวกนี้อย่าง หนักแน่นแล้ว” จึงกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๑๓๗ หน้า ๑๖ - ๑๙)


172 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๗๕. วันซินโฉ่ว เดือนเก้า ปีที่ส่ีสิบหกแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๘ ตุลาคม ๑๗๘๑/๒๓๒๔) มีรับสั่ง ถึงจุนจีต้าเฉิน ความว่า “ปาเหยียนซาน ฯลฯ กราบบังคมทูลว่า เนื่องด้วยเจิ้งเจากษัตริย์เซียนหลัวได้เตรียม ราชบรรณาการเอกจำนวนหนึ่งพร้อมพระสุพรรณบัฏ ขอให้ช่วยกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ นอกจากนั้น ยังได้เตรียมราชบรรณาการรองจำนวนหนึ่ง อันได้แก่ งาช้าง นอแรด และดีบุก เป็นต้น กษัตริย์ประเทศนั้น ได้แสดงความจงรักภักดีด้วยการนำราชบรรณาการอันประกอบด้วยสินค้าพื้นเมืองมากมายพร้อมสรรพ สำหรับราชบรรณาการเอกให้ส่งเข้าเมืองหลวงตามธรรมเนียม ส่วนราชบรรณาการรองที่เตรียมมาด้วยนั้น ถ้าหากให้ส่งกลับไปก็คงเป็นการลำบาก หาได้เห็นใจผู้อยู่แดนไกลไม่ ขอให้สั่งการไปยังปาเหยียนซาน ความว่า ราชบรรณาการรองนั้นให้รับเฉพาะงาช้างกับนอแรดสองรายการ และให้ส่งเข้ามายังเมืองหลวง พร้อมกับราชบรรณาการเอก กรมหลี่ปู้ตรวจส อบแล้วให้บำเหน็จรางวัลเพิ่มขึ้นพิเศษนอกจากที่ได้จัดให้ ตามปกติเพื่อเป็นสินน้ำ ใจ ราชบรรณาการส่วนที่เหลืออนุญาตให้เขาหาพ่อค้าจำหน่ายเองที่เมืองกว่างตง พร้อมทั้งให้งดเว้นภาษีสินค้าและอับเฉาทั้งหมดของพวกเขาด้วย ทั้งนี้ให้แจ้งบรรดาข้าราชการในกรมหลี่ปู้ทราบด้วย (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๑๔๐ หน้า ๓ - ๔) ๗๖. วันกุ่ยไฮ่ เดือนอ้าย ปีที่สี่สิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๙ มีนาคม ๑๗๘๒/๒๓๒๕) เจิ้งเจา กษัตริย์เซียนหลัวทรงแต่งคณะทูตจำทูลพระราชสาส์นเข้ามาถวายของพื้นเมืองเป็นราชบรรณาการ จักรพรรดิ พระราชทานบำเหน็จรางวัลและพระราชทานเลี้ยงตามธรรมเนียม (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๑๔๙ หน้า ๑๒) ๗๗. วันซินโฉ่ว เดือนสาม ปีที่ส่ีสิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๖ เมษายน ๑๗๘๒/๒๓๒๕) จัดพิธี เซ่นไหว้พีหย่าซุนทุนย่าผายหน่อทู่ 1 ราชทูตเมืองเซียนหลัว ตามธรรมเนียม (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๑๕๒ หน้้า ๑๒) 1 พระยาสุนทรอภัย ราชทูต


173 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๗๘. วันซินโฉ่ว เดือนเก้า ปีที่ส่ีสิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๓ ตุลาคม ๑๗๘๒/๒๓๒๕) มีรับสั่ง (ถึงจุนจีต้าเฉิน) อีกว่า “ตามที่ซ่างอาน1 กราบบังคมทูลว่า ‘ได้รับพระราชสาส์นจากเจิ้งหัว2 แห่งเซียนหลัว ความว่า เนื่องจากเจิ้งเจาพระราชบิดาของพระองค์ประชวรถึงแก่สวรรคต ก่อนสวรรคตได้ทรงกำชับให้ พระองค์เคารพเทิดทูนราชสำนักจีน จะได้อาศัยบุญญาธิการปกป้องคุ้มครองสืบไป บัดนี้พระองค์ได้ถวาย พระราชสาส์นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อน รอจนถึงกำหนดถวายราชบรรณาการจะจัดเตรียมของพื้นเมือง มากมายด้วยความเคารพเลื่อมใสตามประเพณี’ เมื่อปีที่แล้วเจิ้งเจาถวายราชบรรณาการด้วยความเคารพ นบนอบเป็นอย่างยิ่ง จึงได้อนุญาตให้เข้ามาถวายพร้อมทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเลี้ยงเพื่อแสดง ถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน บัดนี้ เจิ้งหัวทรงยึดถือคำสั่งเสียของพระราชบิดา แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี ต่อราชสำนักจีนตามธรรมเนียม ควรจะแต่งราชทูตเข้ามาถวายพระราชสาส์นเพื่อขอพระบรมราชานุญาต แต่กลับส่งข้าราชการชั้นผู้น้อยมาถวายแทน เราเห็นว่าไม่สามารถอนุญาตตามที่ขอให้ทันทีได้ จึงส่งให้ ั จุนจีต้าเฉินร่างหนังสือขึ้นฉบับหนึ่งความว่า ‘ได้รับสาส์นของท่านและอ่านเรียบร้อยแล้ว ตามที่ได้ทราบว่า เจิ้งเจาพระราชบิดาของท่านทรงพระประชวรสวรรคต ก่อนสวรรคตทรงกำชับให้ท่านเคารพเทิดทูนราชสำนักจีน เพื่่ออาศััยบุุญญาธิิการขององค์์จัักรพรรดิิคุ้้มครองสืืบไป เหตุุผลสอดคล้้องกัับสาส์์นที่่แจ้้งมา ให้้รอจนถึึงเวลา กำำหนดถวายราชบรรณาการก็็จะตระเตรีียมของพื้้�นเมืืองเข้้ามาถวายด้้วยความเคารพนบนอบตามประเพณีี เมื่่อ ปีีที่่แล้้วพระราชบิิดาของท่่านถวายสาส์์นแสดงความจริิงใจและตระเตรีียมราชบรรณาการพร้้อมสรรพ เข้้ามา ถวายด้้วยความนบนอบอ่่อนน้้อม ฝ่่ายเราได้้นำำความขึ้้�นกราบบัังคมทููล องค์์จัักรพรรดิิทรงพระกรุุณาโปรดเกล้้าฯ ให้้ เข้้าถวายราชบรรณาการได้้ ทั้้�งยัังรัับสั่่งให้้ราชทููตที่่เ ที่่ ข้้าถวายราชบรรณาการทั้้�งหมดเข้้ารัับพระราชทานเลี้้�ยงและเข้้าเฝ้้า ชมพระบารมีีในลำำดัับท้้ายสุุดด้้วย และพระราชทานบำำเหน็จ็รางวััลเป็็นพิิเศษ ทั้้ง�นี้้�องค์์จัักรพรรดิิทรงเห็็นว่่า พระราช บิิดาของท่่านแสดงความจงรัักภัักดีีจึึงทรงโปรดปรานมากเป็็นพิิเศษ บััดนี้้�พระราชบิิดาของท่่านเสด็็จสวรรคตแล้้ว 1 ข้าหลวงมณฑลกว่างตง ดำ รงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๒๗ 2 พระนามภาษาจีนของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒) ที่ใช้ในการ ติดต่อกับจีน


174 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ท่่านได้้สืืบสัันตติิวงศ์์เป็็นใหญ่่ในแผ่่นดิิน อีีกทั้้�งยึึดมั่่นคำำสั่่งเสีียของพระราชบิิดา ใคร่่จะแสดงความจงรัักภัักดีีต่่อ ราชสำำนักัจีนโดยเ ีร็ว ็สิ่่งเห สิ่่ ล่า่ นี้้ล้�วนแ้สดงให้เ้ห็น็ถึงความนบนอบึอ่อน่น้อม แ้ต่ท่่านควร่จะส่ง่สาส์นมาแ์สดงความสำำนึกึ ในพระมหากรุุณาธิิคุุณขององค์์จัักรพรรดิิ และกราบบัังคมทููลเรื่่องการสวรรคตของพระราชบิิดา พร้้อมทั้้�งการ สืบืสันตัติวงิศ์ของ์ท่านใ ่ห้ทรงทราบโดยละเ ้อียด ี ฝ่ายเรา่จึงึจะนำำความขึ้้นกราบ�บังคมัทููลให้ทรงทราบตาม้ นั้้นไ�ด้ แ้ต่บั่ดันี้้� ท่านเ่พียงแีต่ใ่ห้ทูู้ตทููถือืสาส์นมาบอก์ ฝ่ายเรา และแ่จ้ง้ว่าใ่ห้รอ้จนถึงเวลาึกำำหนดถวายราชบรรณาการ จึงึค่อยตระเต่รียมี ของพื้้�นเมืืองเข้้ามาถวายตามธรรมเนีียม เมืืองของท่่านอยู่่ไกลโพ้้นคงไม่่คุ้้นเคยถึึงธรรมเนีียมปฏิิบััติิ แต่่ฝ่่ายเรานั้้�น มีีหน้้าที่่รัักษาชายแดนในสภาวการณ์์เช่่นนี้้�จึึงไม่่อาจนำำความขึ้้�นกราบบัังคมทููลได้้ บััดนี้้�ราชทููตถวายราชบรรณาการ ของประเทศท่านกำลังคอยลมเหนืออยู่ หากพัดมาเมื่อใด ก็จะชักใบขึ้นสู่ยอดเสากระโดงเดินทางกลับประเทศ เมื่อกลับถึงประเทศแล้วให้จัดงานเล้ียงและปูนบำเหน็จรางวัลให้ด้วย ในเมื่อได้รับพระเมตตากรุณาจาก องค์จักรพรรดิหลายต่อหลายครั้ง ท่านยิ่งควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ถ้าหากท่านประสงค์จะแสดง ความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและได้รับพระราชทานตราตั้งจากราชสำนักแล้ว ก็ต้องถวายพระราชสาส์น แสดงความจงรักภักดีด้วยตนเอง ฝ่ายเราจึงจะกราบบังคมทูลให้ท่านได้ จึงแจ้งมาให้ทราบ’ ให้ท่านข้าหลวง ใหญ่ท่านนั้น 1จัดส่งออกไปตามนี้ได้เลย เมื่อเรือถวายราชบรรณาการของประเทศดังกล่าวเข้ามาถึงแล้ว สินค้าอับเฉาให้งดเว้นภาษีทั้งหมดตามธรรมเนียม และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่คอยคุ้มกันระหว่างการเดินทาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่อนุเคราะห์ต่อพวกเขา ข้อความนี้ให้ม้าเร็วนำไปแจ้งให้ทราบ” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๑๖๔ หน้า ๒๐ - ๒๒) ๗๙. วันเจี่ยเฉิน เดือนแปด ปีที่สี่สิบเก้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (๕ ตุลาคม ๑๗๘๔/๒๓๒๗) มีรับสั่ง ถึงบรรดาจุนจีต้าเฉินความว่า “ตามคำรายงานของซุนซื่อยี่2 ว่า ‘เจิ้งหัวกษัตริย์เซียนหลัวโปรดให้พ่าส่อืฮว่า หลี่่น่ ่าทู่่3 และคณะนำำพระราชสาส์์นและช้้างเชื่่อง เป็็นต้้น มาขออนุุญาตถวายราชบรรณาการและขอ 1 ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี 2 เข้าดำ รงตำแหน่งข้าหลวงมณฑลกว่างตงเมื่อเดือนอ้าย พ.ศ. ๒๓๒๗3 พระสวัสดิสุนทร ราชทูต


175 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย พระราชทานตราตั้้�ง เนื่่องจากเขามิิได้้ปฏิิบััติิตามที่่เราสั่่งไป กล่่าวคืือ ให้้เขาแต่่งพระราชสาส์์นเข้้ามากราบ บัังคมทููลขอพระราชทานเอง ฉะนั้้�น ข้้าฯ จึึงได้้จััดการให้้ทููตที่่เข้้ามาพัักอยู่่ที่่เรืือนรัับรอง ส่่วนราชบรรณาการ นั้้�นตรวจรัับไว้้แล้้วเป็็นที่่เรีียบร้้อย ได้้รัับพระราชโองการเมื่่อใดก็็จะให้้เจ้้าหน้้าที่่พาทููตเดิินทางเข้้าเมืืองหลวง ทัันทีี เป็็นต้้น เจิ้้�งหััวได้้ทำำตามธรรมเนีียมที่่พระบิิดาได้้ปฏิิบััติิมาก่่อน โดยจััดถวายราชบรรณาการมาด้้วย ความนบนอบ ส่วนที่เขามิได้ทำตามเราสั่งไปเมื่อคราวก่อน กล่าวคือ ให้แต่งสาส์นกราบทูลขอพระราชทาน ตราตั้งเองนั้น เมื่ออ่านสาส์นที่เขาส่งมาและคำบอกเล่าของขุนนางคนดังกล่าว จึงทราบว่า ด้วยเขาเกรงว่า หากบังอาจเสนอขอด้วยตนเองจะถูกตำหนิติเตียน ก็เลยไม่กล้าขอโดยไม่รู้จักที่ สูงที่ต่ำ นับว่ามีความอ่อนน้อม และสุขุมคัมภีรภาพ จึงสมควรอนุญาตให้เข้ามาถวายราชบรรณาการเพ่อแืสดงความจงรักภักดีได้ ขอให้ แจ้งไปทางซุนซื่อยี่ให้จัดเจ้าหน้าที่พาขุนนางเซียนหลัวพร้อมราชบรรณาการเดินทางมายังเมืองหลวง โดยทันที ส่วนเรื่องเขาจะขอพระราชทานตราตั้งนั้น รอให้ราชทูตคนดังกล่าวมาถึงเมืองหลวงค่อยสั่งการต่อไป ส่งคำสั่งนี้ไปด้วยวิธีการ ๔๐๐ ลี้ต่อวัน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๑๓ หน้า ๑๒ - ๑๓) ๘๐. วันซินซือ เดือนสิบเอ็ด ปีที่สี่สิบเก้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๐ มกราคม ๑๗๘๕/๒๓๒๘) มี พระราชโองการ (ถึงบรรดาจุนจีต้าเฉินอีกฉบับหนึ่ง มีความว่า “ตามที่เท่อเฉิงเอ้อ1 ฯลฯ กราบทูลว่า ‘ได้นำตัว พ่าส่อืฮว่าหลี่น่าทู 2 ฯลฯ ทูตถวายราชบรรณาการเซียนหลัว พร้อมด้วยช้างเชื่อง ๒ เชือก เดินทางมาถึงเขต อำเภอซู่ซ่ง มณฑลอานฮุย เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนสิบแล้ว โดยให้เดินทางวันเว้นวัน เป็นต้น ข้าฯ เห็นว่า เวลา อันเหมาะสมที่สุดคือให้ทูตถวายราชบรรณาการเมืองเซียนหลัวเข้ามายังเมืองหลวงเพ่อชม ืพระบารมีและร่วม งานเลี้ยงพระราชทานเนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ จะส่งการไปยังซ ัูหลิน3 ให้เขาแจ้งเจ้าหน้าที่ผู้คุ้มกันคณะราชทูต และส่งสารด่วนไปกำชับสถานีพักแรมทุกแห่งตลอดทางให้คอยดูแลคณะราชทูตโดยดีและให้เดินทางมาถึง 1 ข้าหลวงใหญ่เหลียงหู (หูทั้งสอง หมายถึง มณฑลหูหนันและมณฑลหูเป่ย) ในปีที่ ๔๙ รัชศกเฉียนหลง 2 พระสวัสดิสุนทร ราชทูต3 ข้าหลวงมณฑลอานฮุย ในปีที่ ๔๙ รัชศกเฉียนหลง


176 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง เมืองหลวงก่อนสิ้นปี แต่ราชทูตถวายราชบรรณาการนำของมาด้วยเป็นจำนวนมาก ยากที่จะเดินทางได้รวดเร็ว บัดนี้ ห่างวันสิ้นปียังมีเวลาหนึ่งเดือน จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรัดมากนัก” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๑๙ หน้า ๒๘ - ๒๙) ๘๑. วันเยิ่นจื่อ เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๐ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๕/๒๓๒๘) พระราชทานเลี้ยงแก่ขุนนางระดับหวัง กง และไถจี๋ เผ่ามองโกล ระดับจิ้นหวังและไถจี๋ของเผ่าหุยปู้ ราชทูต เฉาเซียนและเซียนหลัว อีกทั้งเจ้าแคว้นคนท้องถิ่นจินชวน ณ ตำหนักจื่อกวางเก๋อ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๒๒ หน้า ๕) ๘๒. วันกุ่ยไฮ่ เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๑ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๕/๒๓๒๘) จักรพรรดิ เสด็จประทับ ณ ซานเกาสุ่ยฉาง1 เลี้ยงน้ำชาและผลไม้เชื่อมแก่ขุนนางระดับหวัง กง และไถจี๋ เผ่ามองโกล ขุนนางระดับจิ้นหวังและไถจ่เผ่าหุยป ีู้ ราชทูตเฉาเซียนและเซียนหลัว อีกทั้งเจ้าแคว้นคนท้องถิ่นจินชวนเป็นต้น งานเลี้ยงพระราชทานนี้จัดขึ้นทุกวันต่อเนื่องกันจนถึงวันปิงหยิน2 (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๒๒ หน้า ๑๗) ๘๓. วันจี่ซือ เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๗ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๕/๒๓๒๘) จักรพรรดิ เสด็จประทับ ณ ซานเกาสุ่ยฉาง พระราชทานเลี้ยงน้ำชาและผลไม้เชื่อมแก่ขุนนางอำมาตย์ผู้ใหญ่ พร้อมด้วย ขุนนางระดับหวาง กง ไถจ๋ ของเผ่ามองโกล ขุนนางระดับ ีจิ้นหวังและไถจี๋ของเผ่าหุยปู้ ราชทูตเฉาเซียน และเซียนหลัว ตลอดจนเจ้าแคว้นคนท้องถิ่นจินชวน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๒๓ หน้า ๔) 1 เป็นตำ หนักอยู่ในอุทยานหยวนหมิง กรุงปักกิ่ง 2 ตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๒๘ (ค.ศ. ๑๗๘๕) กล่าวคืองานเลี้ยงมีต่อเนื่อง ๔ วัน


177 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๘๔. วันอี่โฉ่ว เดือนสาม ปีที่ห้าสิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๙ เมษายน ๑๗๘๖/๒๒๓๙) มีรับส่งถึงบรรดา ัจุนจีต้าเฉินมีความว่า “ตามคำกราบทูลของมู่เถิงเอ้อ ‘แต่ละปีเรือราชบรรณาการของเซียนหลัว ที่เข้ามาถึงด่าน นอกจากเรือเอกเรือรองแล้ว ยังมีเรืออื่น ๆ ติดตามมาอีกมากถึงสิบกว่าลำ นอกนั้นยังมีเรือบางลำ เข้้ามาโดยอ้้างว่่ามาตามเรืือราชบรรณาการ แต่่เรืือทั้้�งหมดที่่กล่่าวนี้้�ล้้วนเป็็นเรืือสิินค้้าของจีีนเอง และสิินค้้าที่่ บรรทุุกเข้้ามาก็็มีีจำำนวนมากมาย ที่่แล้้วมาเมื่่อผ่่านการตรวจสอบของผู้้กำ ำกัับการด่่านดัังกล่่าวเป็็นที่่เรีียบร้้อย เห็็นสมควรจััดเก็็บภาษีีเป็็นจำำนวนเงิินเท่่าไหร่่ แจ้้งข้้าหลวงใหญ่่กว่่างตง กว่่างซีี และผู้้ว่่าราชการกว่่างตง รัับทราบและลงบัันทึึกแล้้ว ให้้ยกเว้้นภาษีีดัังกล่่าวทุุกรายการ ซึ่่งไม่่น่่าจะเป็็นวิิถีีทางที่่ป้้องกัันการฉ้้อราษฎร์์ บัังหลวงได้้จึึงขอให้้ยกเว้้นภาษีีเฉพาะสิ่่งของบนเรืือราชบรรณาการเอกและรองอย่่างละหนึ่่งลำำตามธรรมเนีียม นอกนั้้�นให้้เรีียกเก็็บภาษีีตามมููลค่่าสิินค้้าทั้้�งหมด’ เป็็นต้้น เจ้้าเมืืองเซีียนหลััวเคร่่งครััดในหน้้าที่่ราชการ จงรัักภัักดีีต่่อจัักรพรรดิิ เมื่่อพระองค์์ได้้ส่่งราชทููตเข้้ามาถวายราชบรรณาการ สิินค้้าที่่บรรทุุกมาด้้วยทั้้�งเรืือเอก และรอง ย่่อมได้้ยกเว้้นการเสีียภาษีี แต่่จะปล่่อยให้้เรืือพาณิิชย์์ของคนจีีนเองแอบอ้้างเพื่่อหลีีกเลี่่ยงการเสีียภาษีี ได้อย่างไร เมื่อเรือสินค้าเข้าด่าน นายด่านดังกล่าวน่าจะตรวจตราเรือทุก ๆ ลำ นอกเหนือจากเรือราชบรรณาการ แล้ว เรือลำ ใดมีสินค้าลักลอบนำเข้ามา แค่มองดูก็จะรู้สมควรให้เรียกเก็บภาษีตามมูลค่าสินค้า โดยให้ ผู้กำกับการด่านดังกล่าวไปปรึกษาหารือกับข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี และผู้ว่าราชการกว่างตงจะได้จัดการ ตามสภาพที่แตกต่างกัน ไฉนจึงให้ยกเว้นเสียทั้งหมดทุกรายการ ทั้งนี้เป็นหน้าที่ราชการซึ่งข้าหลวงใหญ่ ผู้ว่าราชการและผู้กำกับการด่านจะต้องปฏิบัติ จำ เป็นหรือที่ต้องทำหนังสือกราบทูลขึ้นมา รอจนข้าฯ มีคำส่งั ลงไปค่อยปฏิบัติตามเช่นนั้นหรือ คำสั่งฉบับนี้นอกจากแจ้งไปยังมู่เถิงเอ้อซึ่งอยู่ใกล้กันให้ปฏิบัติตามนี้ด้วยแล้ว ยังให้สั่งการต่อไปยังฟ่เล่อหุน ู1 และซุนซื่อยี่ ว่าเมื่อเรือราชบรรณาการเข้าด่าน เฉพาะเรือราชบรรณาการเอกและรอง อย่างละหนึ่งลำ โดยมีบันทึกรายการกำกับเท่านั้นที่ให้ยกเว้นภาษีตามธรรมเนียม นอกเหนือจากนั้น ถ้าหากเป็นเรือ ส่วนตัวของพวกพ่อค้าวาณิชที่ปะปนกันมา ให้ทำการตรวจสอบโดยละเอียดทีละลำ และให้เรียกเก็บภาษีตามมูลค่า สินค้า จะได้ปิดช่องโหว่เสีย มิให้พ่อค้าหน้าเลือดฉวยโอกาสสมคบกันกระทำการทุจริตมิชอบได้ต่อไปอีก” 1 ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี เมื่อเดือน ๗ ปีที่ ๕๑ รัชศกเฉียนหลง


178 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง มีรับสั่งอีกฉบับหนึ่งความว่า “บัดนี้ มู่เถิงเอ้อได้กราบทูลมาว่า ‘เมื่อเรือราชบรรณาการของ เซียนหลัวเข้าด่านมักมีเรือติดตามมาด้วยกว่าสิบลำ นอกนั้น ยังมีเรือที่อ้างว่าเข้ามาตามเรือราชบรรณาการอีก ซึ่งล้วนเป็นเรือพาณิชย์ของคนจีนเองที่มีสินค้าติดเรือมาด้วย ที่แล้วมา ผู้กำกับด่านนั้น ๆ แค่ตรวจดูว่าสมควร เรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ และทำบันทึกรายการเอาไว้ แล้วแจ้งข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี และ ข้าหลวงมณฑลกว่างตงรับทราบก็ให้ยกเว้นการเสียภาษีทั้งหมด’ เป็นต้น การที่บรรดาประเทศราชเข้ามาถวาย ราชบรรณาการ สมควรให้สินค้าที่มากับเรือราชบรรณาการเอกและรองยกเว้นการเสียภาษี ส่วนบรรดาเรือ พาณิชย์ของคนจีนเองแอบอ้างมากับเขาด้วยนั้นจะให้ยกเว้นภาษีด้วยได้อย่างไร บัดนี้ ข้าฯ ได้สั่งการไปยัง ข้าหลวงใหญ่ฯ ข้าหลวงฯ และนายด่านแล้ว ว่าไม่จำเป็นต้องทำหนังสือกราบบังคมทูลขึ้นมาอีก เมื่อเรือ ราชบรรณาการของประเทศดังกล่าวเข้าด่าน ให้ยกเว้นเฉพาะสิ่งของบนเรือราชบรรณาการลำเอกและรอง เท่านั้นที่ไม่ต้องเสียภาษีโดยให้ทำบันทึกรายงานตามธรรมเนียม นอกเหนือจากนั้นสำหรับเรือพาณิชย์ของ คนจีนเองที่ปะปนมาด้วยให้ทำการตรวจตราทีละลำ และให้เรียกเก็บภาษีตามราคาสินค้า จะได้ปิดช่องโหว่ การทุจริตปลอมแปลงเสียเลย แต่จำได้ว่า ทางมณฑลฝูเจี้ยนก็มีเรือราชบรรณาการจากเมืองหลิวฉิวเข้ามา ที่ด่านศุลกากรฝูเจี้ยน ไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์นำเรือพาณิชย์แอบปะปนมาด้วยเช่นที่มณฑลกว่างตงหรือไม่ และที่แล้วมาท่านผู้บัญชาการทหาร1จัดการกับกรณีเช่นนี้อย่างไรบ้าง ถ้าหากว่าที่นั่นก็มีกรณียกเว้นการ เสียภาษีแม้แต่เรือที่แอบปะปนมาด้วยเช่นเดียวกัน ก็ให้ท่านผู้บัญชาการปฏิบัติตามคำสั่งฉบับนี้ด้วย กล่าวคือ เมื่อเรือราชบรรณาการมาถึงด่านศุลกากรให้ทำการตรวจสอบทุกลำ ยกเว้นเรือราชบรรณาการเอก และรองเท่านั้นที่จัดการตามธรรมเนียมเดิม คือไม่ต้องเสียภาษี ส่วนเรือสินค้าทุกลำที่แอบปะปนกันเข้ามา จะต้องตรวจตราให้ชัดเจนและให้เสียภาษีตามมูลค่าสินค้าโดยทั่วหน้า แจ้งคำสั่งนี้ไปให้ฉางชิง ได้ทราบด้วย ทั้งนี้เป็นธุระซึ่งผู้มีหน้าที่ดูแลพึงปฏิบัติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีพระราชโองการไปด้วย อนึ่ง ให้คัดสำเนา คำสั่งฉบับที่มีไปถึงฟู่เล่อหุนและซุนซื่อยี่ส่งไปให้เขาได้อ่านด้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงซือลู่” บรรพ ๑๒๒๕ หน้า ๙ - ๑๑) 1 หมายถึงผู้บัญชาการทหารเขตฟู่โจว ขณะนั้นคือ ฉางชิง


179 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๘๕. วันซินซือ เดือนเจ็ดอธิกมาส ปีที่ห้าสิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒ กันยายน ๑๗๘๖/๒๓๒๙) มีพระราชโองการถึงบรรดาจุนจีต้าเฉินอีกฉบับหนึ่งมีความว่า “ซุนซื่อยี่มีหนังสือกราบทูลว่า ‘เจิ้งหัวเจ้าเมือง เซียนหลัวได้แต่งราชทูตเข้ามาถวายราชบรรณาการและขอพระราชทานฐานันดรศักดิ์ รอถึงกลางเดือนแปด ก็จะจัดเจ้าหน้าที่พาเข้าเมืองหลวง นอกจากนี้ เจ้าเมืองเซียนหลัวยังได้กราบบังคมทูลขอพระราชานุญาตให้ เขาสั่งทำเสื้อเกราะทองแดง ๒,๐๐๐ ชุด ในทางตะวันออกของมณฑลกว่างตง เพ่อนื ำกลับไปใช้ป้องกันโจร เหมี่ยนเตี้ยนนั้น ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียเลย ข้าพเจ้าใคร่จะยกร่างสารฉบับหนึ่งไปว่ากล่าวตักเตือน’ ฯลฯ เห็นชอบด้วยเหตุผล สมควรให้ปฏิบัติตามนั้นได้ อันที่จริงแต่โบราณมา ทหารล้วนใช้เสื้อเกราะที่ทำด้วยเหล็ก กันคมหอกคมดาบของข้าศึก ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าจะมีเสื้อเกราะที่ทำด้วยทองแดง เหตุผลคือ ทองแดง เป็นโลหะที่มีเนื้อเปราะไม่เหนียวเหมือนเหล็ก จะถูกคมทวนและลูกธนูแทงทะลุได้โดยง่าย ไฉนเมืองเซียนหลัว จึงริอ่านจะสั่งทำเสื้อเกราะทองแดงจากทางตะวันออกของกว่างตงเล่า น่าจะเป็นเพราะเมืองเซียนหลัว ต้องการการใช้โลหะทองแดงในทางอื่น แต่เนื่องจากจีนมีกฎหมายห้ามนำทองแดงออกนอกราชอาณาจักร จึงได้แอบอ้างมาว่าต้องการใช้เสื้อเกราะที่ทำด้วยทองแดง เพื่ออำพรางวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ซึ่งก็จะยิ่งเป็น การร้องขอที่มิชอบ บัดนี้ ข้าฯ ได้ให้บรรดาจุนจีต้าเฉินทำการเพ่มเติมแก้ไขข้อความใน ิสารที่ข้าหลวงใหญ่ ขอยกร่างให้สมบูรณ์เสียก่อน จึงค่อยส่งไป และให้ข้าหลวงใหญ่แจ้งต่อไปยังเจ้าเมืองเซียนหลัวตาม ข้อความในสารฉบับยกร่างได้เลย” คำส่งฉบับดังกล่าวมีความว่า “ข้า ัพเจ้า ซุนซื่อยี่ ข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี สั่งการมายังเจ้าเมืองเซียนหลัว สาส์นของท่าน ข้าฯ ได้รับแล้ว ทราบว่าท่านได้แต่งราชทูตเข้ามาจะกราบ บังคมทูลถวายราชบรรณาการและขอตราตั้งด้วย บัดนี้ ข้าฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่พาราชทูตนำสาส์นของท่านและ ราชบรรณาการเดินทางจากสถานพักแรมเข้ากรุงด้วยความคารวะ จะได้สมความปรารถนาของท่านผู้จงรักภักดี จากแดนไกล ส่วนการที่ท่านอ้างเหตุว่ากำลังทำสงครามกับเหมี่ยนเตี้ยนทรชน จึงใคร่จะขอสั่งทำเสื้อเกราะ ทองแดง ๒,๐๐๐ ชุด ที่กว่างตงนั้นดูไม่สมควร เพราะว่าราชสำนักจีนมีกฎระเบียบที่เคร่งครัดในการตรวจสอบ การปฏิบัติงานของข้าราชการ อีกทั้งโลหะทองแดงก็มีกฎห้ามนำออกนอกราชอาณาจักรด้วย เมื่อครั้งรัชศก เฉียนหลงปีที่ส่ีสิบหก พระบิดาของพระองค์ยังทรงมีชีวิตอยู่ ก็เคยทรงขอซื้อถาดและกระถางธูป ฯลฯ ทำด้วย ทองแดงมาก่อน แต่อดีตข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี และอดีตข้าหลวงมณฑลกว่างตงเห็นว่าผิดกฎระเบียบ


180 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง จึงมิได้กราบบังคมทูลแทน บัดนี้ ท่านให้ช่วยสั่งทำเสื้อเกราะทองแดงก็ยิ่งเทียบกันไม่ได้กับของใช้ไม้สอย ธรรมดา ท่านเจ้าเมืองเพ่งิสืบราชสมบัติยังมิทันได้รับตราตั้ง ก็ยิ่งต้องระมัดระวังไม่ว่ากรณีใด จะได้เป็นที่ ชื่นชมโปรดปรานของจักรพรรดิ จงอย่าได้ทรงลืมองค์ทูลขอสิ่งซึ่งมิบังควรเป็นที่ระคายเคืองพระกรรณ อนึ่ง แต่โบราณกาลมา เขาใช้เสื้อเกราะเหล็กกันทั้งนั้น ท่านเจ้าเมืองไม่ทราบดอกหรือว่า เนื้อทองแดงนั้นเปราะ ไม่เหนียวเหมือนเนื้อเหล็ก ยากที่จะทนรับคมหอกคมดาบได้ จึงเป็นที่แจ้งชัดว่า แท้จริงคือเมืองท่านขาดแคลน โลหะทองแดง แล้วมาอ้างว่าจะขอส่งทั ำเสื้อเกราะทองแดง หวังจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้สั่งทำได้ ซึ่งมิบังควร ข้าพเจ้ามีตำแหน่งหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อส่วนกลาง ต้องรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด มิบังอาจกราบบังคมทูลแทนท่านโดยละเมิดระเบียบแบบแผน อันเป็นการกระทำผิดและต้องถูกลงโทษ จึงแจ้งมาเพ่อทราบ หวังว่าต่อแต่นี ื ไปท่านเ้จ้าเมืองจะยิ่งอ่อนน้อม เพื่อเป็นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิต่อไป” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๖๐ หน้า ๓๑ - ๓๒) ๘๖. วันอู้อู่ เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๗/๒๓๓๐) มีพระราชโองการแต่งตั้งเจิ้งหัวเป็นกษัตริย์เซียนหลัว ความว่า “ราชอาณาจักรของเรากำเนิดขึ้นด้วยอาณัติ ของสวรรค์เพื่อทำนุบำรุงประชาชนทั่วหล้า แผ่พระบารมีและเผยแพร่พระราโชวาทของจักรพรรดิออกไป ให้กว้างไกล ดินแดนทั้งใกล้และไกลต่างก็เข้ามาสวามิภักดิ์ เซียนหลัวของท่านตั้งอยู่โพ้นทะเล ที่แล้วมาได้ ปฏิบัติหน้าที่และถวายราชบรรณาการอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอ นับแต่ถูกเหมี่ยนเตี้ยนทรชนตีแตกแยกสลาย ประชาราษฎร์ถูกย่ำยีบีฑาทุกหย่อมหญ้า เป็นที่น่าเวทนา ภายหลังบ้านเมืองประสบภัยสงครามเจิ้งเจา อดีตผู้สำเร็จราชการได้รวบรวมกำลังที่กระจัดกระจายปกปักรักษาแผ่นดินไว้ได้ส่วนหนึ่ง แม้กระนั้นก็มิได้ ละเว้นการถวายราชบรรณาการ ต่อมารัชทายาทผู้มีนามว่าเจิ้งหัวก็ได้ทรงสืบต่อเจตนารมณ์ของพระราชบิดา แต่งตั้งราชทูตให้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เห็นได้ว่ามีความจงรักภักดียิ่งนัก เรามีหน้าที่ปกป้องรักษาความสงบ เรีียบร้้อยทั่่วขอบขััณฑสีีมา โดยไม่่แบ่่งว่่าจะเป็็นดิินแดนชั้้�นในหรืือเมืืองออก คุ้้มครองทั้้�งนายและไพร่่ มาดว่่ากษััตริิย์์เซีียนหลััวองค์์ก่่อนยัังมีีทายาทเหลืืออยู่่ ย่่อมจะเลืือกสรรองค์์ใดองค์์หนึ่่งรัับพระมหากรุุณาธิิคุุณ แต่่งตั้้�งให้้เป็็นพระมหากษััตริิย์์องค์์ใหม่่สืืบสัันตติิวงศ์์ต่่อไป แต่่ทราบว่่า บรรดาราชนิิกุุลก็็ได้้สิ้้�สิ้้นพระชนม์์ใน


181 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย สงครามจนหมดสิ้้�น โดยมีีสกุุลเจิ้้�จิ้้งทำำหน้้าที่่ผู้้สำ ำเร็็จราชการสืืบต่่อกัันมาสองชั่่วคน สามารถรัักษาบ้้านเมืือง ให้้เป็็นปึึกแผ่่น และสมััครสมานอาณาประชาราษฎร์์ให้้มีีความปรองดอง เป็็นที่่ยกย่่องเทิิดทููนของบรรดา ขุุนนางอำำมาตย์์และไพร่่ฟ้้าข้้าแผ่่นดิินทั้้�งผอง บััดนี้้� นี้้เราขอประกาศพ ระราชโองการแต่่งตั้้�งให้้เจิ้้�งหััวเป็็นกษััตริิย์์ พร้้อมพระราชทานตราตั้้�งและพระราชลััญจกร เราหวัังว่่าท่่านจะบริิหารราชการแผ่่นดิินด้้วยความสุุขุุม ป้้องกัันราชอาณาจัักรโดยไม่่ประมาท สร้้างความสงบสัันติิในหมู่่ชาวพื้้�นเมืือง สืืบทอดพระราชกรณีียกิิจ อย่่างแข็็งขัันอย่่าได้้เสื่่อมคลาย ตอบสนองความกรุุณาของเราที่่มีีต่่อประชาราษฎร์์ในดิินแดนโพ้้นทะเล และความมุ่่งหวัังอัันแรงกล้้าที่่จะเห็็นบ้้านเมืืองของท่่านที่่เสื่่อมโทรมไปนั้้�นได้้กลัับฟื้้นฟููอีีกวาระหนึ่่ง (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๗๑ หน้า ๔ - ๕) ๘๗. วันเกิงเซิน เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบเอ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๗/๒๓๓๐) เสด็จประทับศาลาหยิงไถ พระราชทานเลี้ยงแก่พีหย่าสื่อฮวาหลี่ซุนทงหน่าถู 1 ราชทูตเซียนหลัวและผู้ติดตาม (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู” บรรพ ๑๒๗๑ หน้า ๑๑ - ๑๒) ๘๘. วันซินเว่ย เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบสองแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๗/๒๓๓๐) เสด็จประทับตำหนักจื่อกวางเก๋อ พระราชทานเลี้ยงแก่ขุนนางระดับหวัง เปยเล่อ เปยจ่อ กง ไถ ืจี๋ และ เหยียนปาน เผ่ามองโกล ขุนนางระดับป๋อเค่อเผ่าหุยปู้ ราชทูตเซียนหลัว และเจ้าแคว้นคนท้องถิ่นจินชวน (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๒๗๒ หน้้า ๑ - ๒) ๘๙. วันติงโฉ่ว เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบสอง รัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๗/๒๓๓๐) เสด็จประทับ ณ ซานเกาสุ่ยฉาง พระราชทานเลี้ยงแก่ขุนนางเผ่ามองโกลระดับหวัง เปยเล่อ เปยจื่อ กง ไถจี๋ และ เหยียนปาน ขุนนางระดับป๋อเค่อเผ่าหุยปู้ ราชทูตเซียนหลัว และเจ้าแคว้นคนท้องถิ่นจินชวน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๒๗๒ หน้า ๑๕) 1 พระยาสวัสดิสุนทร ราชทูต


182 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๙๐. วันเกิงซี เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบสามแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๑๘ มกราคม ๑๗๘๙/๒๓๓๒) เสด็จประทับมหาพลับพลา ตำหนักฝู่เฉินเตี้ยน พระราชทานเลี้ยงแก่ราชทูตเฉาเซียน ราชทูตเซียนหลัว และชนเผ่าป่าเถื่อนไต้หวัน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๑๙ หน้า ๑๘) ๙๑. วันเยิ่นซี เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบส่แห่งรัช ีศกเฉียนหลง (วันที่ ๓๐ มกราคม ๑๗๘๙/๒๓๓๒) เสด็จประทับตำหนักจื่อกวางเก๋อ พระราชทานเลี้ยงแก่ราชทูตเฉาเซียน ราชทูตเซียนหลัว และชนเผ่าป่าเถื่อนไต้หวัน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๒๐ หน้า ๑๑) ๙๒. วันซินเว่ย เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๙/๒๓๓๒) เสด็จประทับ ณ ซานเกาสุ่ยฉาง พระราชทานเลี้ยงแก่ราชทูตเฉาเซียน ราชทูตเซียนหลัวและชนเผ่าป่าเถื่อนไต้หวัน ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจดังนี้จนถึงวันกุ่ยโหย่ว1 (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๒๐ หน้า ๑๘) ๙๓. วันเจ่ยซี เดือนอ้าย ปีที่ห้า ีสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๙/๒๓๓๒) มีพระราชโองการถึงเจิ้งหัวกษัตริย์เซียนหลัวฉบับหนึ่ง มีความว่า “ข้าฯ เห็นว่านับแต่โบราณกาลเป็นต้นมา บรรดาจัักรพรรดิิและกษััตริิย์์ผู้้ทรงบารมีีสููงส่่งจะไม่่บัังอาจละเมิิดเบื้้�องสููงหรืือข่่มขี่่ย่ำยีำยีีผู้้ที่่ด้ ้อยกว่่า จึึงวาง ระเบีียบว่่า ผู้้ใดข้้ามทะเลและขุุนเขา ผ่่านล่่ามเข้้ามา ย่่อมได้้รัับพระมหากรุุณาธิิคุุณกัันอย่่างทั่่วหน้้า เจิ้้�งหััว กษััตริิย์์เซีียนหลััวมีีพระราชฐานอยู่่ไกลถึึงโพ้้นทะเล เมื่่อทรงได้้รัับแต่่งตั้้�งเป็็นเจ้้าเมืืองประเทศราช จึึงได้้แต่่ง ราชทููตมีีนามว่่า พ่่าสืือฮวาหลี่่ซุุนทงหน่่าชื่่อทู่่2 และผู้้ติ ิดตาม เข้้ามาถวายราชบรรณาการ เพื่่อแสดงความ สำำนึึกในพระมหากรุุณาธิิคุุณ เห็็นชััดว่่าท่่านมีีความจริิงใจ ควรแก่่การสรรเสริิญยิ่่งนััก เรายัังใคร่่ครวญว่่า 1 ตรงกับวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๓๒ 2 พระสวัสดิสุนทร ราชทูต (ในหนังสือสัมพันธภาพระหว่างไทย - จีน ระบุว่า พ.ศ. ๒๓๒๙ เป็นพระยาสวัสดิสุนทร ราชทูต)


183 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ประเทศของท่่านมีีพรมแดนติิดต่่อกัับเหมี่่ยนเตี้้�ยน ที่่ผ่่านมาเหมิิงป๋๋อ และจุ้้ยเจี่่ยหยา1ต่่างทำำตััวเป็็นอัันธพาล ก่่อศึึกรุุกรานรัังควานบ้้านเมืืองของท่่าน เป็็นที่่ขุ่่นเคืืองใจ ซึ่่งใช่่ว่่ามีีเหตุุมาจากท่่านไม่่บััดนี้้� เมิ่่งยุ่่น 2 เพิ่่งเข้้า กุุมอำำนาจปกครองเหมี่่ยนเตี้้�ยนใหม่่ ๆ สำำนึึกผิิดและแสดงความจริิงใจ ขอขึ้้�นต่่อราชสำำนัักจีีน เมื่่อครั้้�งราชทููต เหมี่่ยนเตี้้�ยนจะเดิินทางกลัับประเทศ เราได้้สั่่งความไปยัังเมิ่่งยุ่่นให้้ผููกมิิตรไมตรีีกัับประเทศของท่่าน อย่่าได้้ ก่่อศึึกรบราฆ่่าฟัันกัันอีีก ส่่วนฝ่่ายท่่านเองก็็พึึงลบล้้างความบาดหมางที่่เคยมีีมา อย่่าได้้ยกทััพไปทำำศึึก กัันอีีก จงปรองดองซึ่่งกัันและกััน จะได้้ยุุติิความพิิพาท อาณาประชาราษฎร์์จะได้้มีีความสงบสุุขกัันเสีียทีี ทั้้�งสองต่่างก็็เป็็นเมืืองประเทศราช ได้้รัับพระมหากรุุณาธิิคุุณด้้วยกััน บััดนี้้� เราขอมอบผ้้าหลากสีีและอื่่น ๆ ให้้ท่่าน หวัังว่่าท่่านจงน้้อมรัับพระราชโองการอัันเป็็นสิิริิมงคลนี้้� ทวีีความจงรัักภัักดีีให้้สมกัับความกรุุณาที่่เรามีี ต่่อท่่าน จะได้้เป็็นที่่โปรดปรานของเราตลอดกาลนาน” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๒๑ หน้า ๕ - ๖) ๙๔. วันกุ่ยเว่ย เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๑๗๘๙/๒๓๓๒) กรมพิธีการบันทึกว่า “...เจิ้งหัวกษัตริย์เซียนหลัว แต่งราชทูตให้ถือพระราชสาส์นเข้ามาแสดงความสำนึก ในพระมหากรุณาธิคุณพร้อมกับถวายราชบรรณาการด้วย” ทรงบำเหน็จรางวัลและพระราชทานเลี้ยง ตามธรรมเนียม (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๒๑ หน้า ๒๘) ๙๕. วัันเกิิงเฉิิน เดืือนแปด ปีีที่่ห้้าสิิบสี่่แห่่งรััชศกเฉีียนหลง (วัันที่่ ๑๕ ตุุลาคม ๑๗๘๙/๒๓๓๒) มีพีระราชโองการถึงบรรดาึจุนุจีต้ีาเ้ฉินิว่า “ ่ ฟู่่คังอานและคนั อื่่น ๆ กราบทููลมาว่า ‘ ่บัดันี้้ราช�ทููตถวายราชบรรณาการ ของเซียนหลัวเดินทางมาถึงกว่างตงแล้ว ราชบรรณาการประจำปีทั้งมวลจะส่งมาถึงนครหลวงปลายปีนี้ 1 พระเจ้าจิงกูจา (พ.ศ. ๒๓๑๙ - ๒๓๒๕) 2 พระเจ้าปะดุง (มังแวง) (พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๖๒)


184 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ส่วนราชทูตผู้มาถวายราชบรรณาการเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา จะให้พำนักที่กว่างตงก่อน รอจนถึง ฤดูร้อนปีหน้าค่อยจัดคนพาเข้ามาเมืองหลวง’ อันเซียนหลัวนั้นตั้งอยู่ ณ แดนไกล เข้ามาถวายราชบรรณาการ มีความนบนอบอ่อนน้อมควรแก่การสรรเสริญ แต่ถ้าจะให้ราชทูตประเทศดังกล่าวรอจนถึงฤดูร้อนปีหน้า ค่อยเดินทางเข้ามาเมืองหลวงนั้น ก็เห็นว่าเสียเวลาที่กว่างตงนานเกินไป ควรให้ฟู่คังอานบอกเขาว่า ถ้าราชทูต รู้สึกรอคอยอยู่ทางภาคตะวันออกของกว่างตงนานนัก ก็ให้นำราชบรรณาการเพื่อเฉลิมพระชนมพรรษา เดินทางมาถึงเมืองหลวงในปลายปีนี้พร้อมด้วยราชทูตถวายราชบรรณาการประจำปีได้เลย พอถึงวัน ปีใหม่มีรับส่งให้เบิกตัว ค่อยเข้าเฝ้ากราบบังคมท ัูลถวายพระพรพร้อมกัน แค่นี้ก็พอที่จะแสดงให้เห็นถึงความ จริงใจที่เขามาถวายพระพรอย่างชัดเจนแล้ว จะได้เดินทางกลับบ้านกลับเมืองเร็วขึ้น แต่ถ้าหากราชทูตเอง ใคร่จะเข้าเฝ้าในปีหน้าเมื่อถึงเวลาเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อจะได้ชมงานพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ ก็แล้ว แต่เขา แต่ต้องคำนวณวันเวลาให้ดี หากเข้ามาถึงเมืองหลวงหลังวันที่ ๒๐ เดือนเจ็ด ก็จะเป็นอันเหมาะสม” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๓๗ หน้า ๓๐) ๙๖. วันเจี่ยซี เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบสี่แห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) เสด็จประทับ ณ พระมหาพลับพลา ที่ตำหนักฟู่เฉิงเตี้ยน พระราชทานเลี้ยงแก่ราชทูตเฉาเซียน อันหนัน หลิวฉิว เซียนหลัว และคว่อเอ่อร์คา1 (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๔๕ หน้า ๑๑) ๙๗. วันซินซือ เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบสี่รัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) เสด็จประทับตำหนักเป่าเหอเตี้ยน 2 พระราชทานเลี้ยงแก่บรรดาเจ้าเมืองขอบขัณฑสีมาที่เข้าเฝ้าในเทศกาล 1 หมายถึง กูรข่า (Gurkha) ซึ่งปัจจุบัน คือเนปาล 2 พระราชวังองค์ที่สามในพระราชวังหลวงหรือกู้กง กรุงปักกิ่ง เป็นที่จัดเลี้ยงในวันขึ้นปีใหม่


185 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ปีีใหม่่...ปีีกขวา...พ่่าสื่่อวาหลีซุีนทงุย่าผายห่น่่าชื่่อทู่่1 ราชทููต หลางไวเวินิซีนีหาวอหี วููทู่่2 อุปุ ทููตจากเซียนหีลัว...ั (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๓๔๕ หน้้า ๒๒ - ๒๕) ๙๘. วันติงไฮ่ เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) เสด็จประทับตำหนักจื่อกวางเก๋อ พระราชทานเลี้ยงแก่ราชทูต... เฉาเซียน อันหนัน หลิวฉิว เซียนหลัว และคว่อเอ่อร์คา เป็นต้น (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๔๖ หน้า ๑๔) ๙๙. วันจี่โฉ่ว เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) กราบบังคมทูลว่า “ปีนี้จักรพรรดิมีพระชนมายุ ครบ ๘๐ พรรษา สมควรมีสาส์นแจ้งไปยังประเทศน้อยใหญ่ ทั่วหล้า เฉพาะที่จะส่งไปยังเฉาเซียนสมควรเป็นพระราชหัตถเลขา ตามธรรมเนียมต้องให้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และราชองครักษ์เป็นผู้อัญเชิญให้ ครานี้บังเอิญราชทูตถวายราชบรรณาการของประเทศดังกล่าวมาอยู่ที่ เมืองหลวง จึงสมควรมอบให้เขาไปได้เลย” ได้รับพระราชโองการมาว่า “ทราบแล้ว ยังมีอันหนัน หลิวฉิว และเซียนหลัว ทั้ง ๓ ประเทศนี้ ก็ให้เป็นพระราชหัตถเลขาตามแบบเฉาเซียนเหมือนกัน โดยมอบให้ราชทูต ที่เข้ามาถวายราชบรรณาการนำกลับไปได้เลย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๔๖ หน้า ๑๘ - ๑๙) ๑๐๐. วันซินเหม่า เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) มีรับสั่งให้พระราชทานพระราชหัตถเลขา แจ้งเรื่องเฉลิมพระชนมพรรษา แก่เฉาเซียน อันหนัน หลิวฉิว และเซียนหลัว ณ ประตูเฉียนชิงเหมิน บรรดาราชทูตประเทศดังกล่าวถวายบังคมรับพระราชหัตถเลขา ตามพิธีการ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๔๖ หน้า ๒๑) 1 พระสวัสดิ์สุนทรอภัย ราชทูต 2 หลวงบวรเสน่หา อุปทูต


186 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๐๑. วันกุ่ยซือ เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) เสด็จประทับ ณ ซานเกาสุ่ยฉาง พระราชทานเลี้ยงแก่ราชทูต ...เฉาเซียน อันหนัน หลิวฉิว เซียนหลัว และคว่อเอ่อร์คา เป็นต้น (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๔๖ หน้า ๒๓) ๑๐๒. วัันเจี่่ยอู่่ เดืือนอ้้าย ปีีที่่ห้้าสิิบห้้าแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (วัันที่่ ๒๖ กุุมภาพัันธ์์ ๑๗๙๐/๒๓๓๓) เสด็็จประทัับ ณ ซานเกาสุ่่ยฉาง พระราชทานน้ำ ำ�ชาและผลไม้้เชื่่อมแก่่...ราชทููตเฉาเซีียน อัันหนััน หลิิวฉิิว เซีียนหลััว และคว่่อเอ่่อร์์คา เป็็นต้้น และพระราชทานบำำเหน็็จรางวััลตามฐานานุุศัักดิิ ์ (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๓๔๖ หน้้า ๒๕) ๑๐๓. วันเยิ่นหยิน เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๖ มีนาคม ๑๗๙๐/๒๓๓๓) มีหมายรับสั่งถึงจุนจีต้าเฉิน ความว่า “แต่ไหนแต่ไรมา เซียนหลัวถวายราชบรรณาการ มักจะแต่งราชทูตมา ด้วยประมาณ ๓ - ๔ คน การถวายราชบรรณาการตามวาระของประเทศดังกล่าวในคราวนี้พร้อม ๆ กับ การถวายราชบรรณาการเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาจักรพรรดิ แต่ราชทูตที่มาด้วยนั้นก็ยังคงมีแค่ ๔ คน ข้าหลวงใหญ่กว่างตง กว่างซี กราบทูลเมื่อครั้งที่แล้วมาว่า จะให้ถวายราชบรรณาการ ๒ ชุดนี้ แยก กันเข้ากรุงเป็นสองเที่ยว แต่เราได้สั่งการไปแล้วว่า ให้จัดการนำเข้ามาสองชุดพร้อมกันเลยในปลายปีนี้จะได้ ไม่ต้องรอคอยกันที่กว่างตง อันนับเป็นความกรุณาของเรา เป็นการดีที่ได้จัดการไปตามที่ว่านี้ หากแยกกันมา เป็นสองเที่ยว ราชทูตที่มาด้วยก็คงมีแค่ ๔ คน ถึงแม้ตามที่ท่านข้าหลวงใหญ่ดังกล่าวกราบทูลมา ก็ทราบแต่ ว่าจะมากันเป็นสองเที่ยว โดยมิได้บอกชัดว่าแต่ละเที่ยวมีราชทูตมาด้วยกันกี่คน ซึ่งหมายความว่านอกจาก ส่คนนั ี้นแล้ว ยังได้แต่งราชทูตอีกชุดหนึ่งหรืออย่างไร ได้ตักเตือนไปยังถิ่นที่จะเดินทางกลับประเทศแล้ว คำตอบ ก็ยังไม่เป็นที่ชัดเจน บัดนี้ ราชทูตประเทศดังกล่าวเสร็จจากการเข้าร่วมพิธีต่าง ๆ เช่น งานเลี้ยง ใกล้จะ เดินทางกลับบ้านกลับเมืองกันแล้ว จึงไม่เป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไป แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าเราจะจัดการกิจการอันใด ไม่เคยมักง่ายทำการแบบขอไปที เรื่องนี้ให้ฟู่คังอานและผู้ที่เกี่ยวข้องติดตามตรวจสอบโดยละเอียด แล้วรายงาน เข้ามาใหม่ตามความจริงเมื่อโอกาสอำนวย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๔๗ หน้า ๗ - ๘)


187 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ๑๐๔. วันเกิงซี เดือนแปด ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (วันที่ ๑๐ กันยายน ๑๗๙๐/๒๓๓๓) มีหมายรับส่งอีกฉบับหนึ่งความว่า “วันนี ั้ กัวซื่อซิน1 กราบทูลว่า ‘กษัตริย์เซียนหลัวแต่งราชทูตเข้ามาถวาย พระพรพร้ ้อมราชบรรณาการ เรืือราชบรรณาการเอกเทีียบท่่าวัันที่่ ๑๑ เดืือนเจ็็ด ส่่วนเรืือราชบรรณาการรอง ยัังมาไม่่ถึึง’ เป็็นต้้น กษััตริิย์์เซีียนหลััวถวายพระพรเฉลิิมพระชนมพรรษาด้้วยน้ำ�ำ ใจอัันลึึกซึ้้�ง พร้้อมกัันนั้้�นยััง ได้้ถวายของพื้้�นเมืืองด้้วยความคารวะ ทรงอ่่านหนัังสืือกราบทููลแล้้วมีีความปีีติิยิินดีีอย่่างยิ่่ง เห็็นว่่าแสดงออก ซึ่่งความจริิงใจ แต่่ทว่่าบััดนี้้�เป็็นต้้นเดืือนแปดแล้้ว ราชทููตประเทศดัังกล่่าวมาถึึงกว่่างตงล่่าช้้า ในเมื่่อ ไม่สามารถเดินทางถึงเมืองหลวงให้ทันกำหนดเวลาเฉลิมพระชนมพรรษาพร้อมด้วยกระบวนขุนนาง จึงไม่จำเป็น ต้องให้เร่งรีบเดินทาง จงส่งการไปถึงกัวซื่อซินและคนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ัจัดการให้ราชทตของเซียนหลัวที่มาถึงกว่างตงู ทั้งชุดก่อนและชุดหลัง ชะลอการออกเดินทางไว้ ให้ถึงเมืองหลวงตอนสิ้นปีจะเหมาะสมกว่า จะได้รับพระราชทาน เลี้ยง เพื่อให้มีความซาบซึ้งในความกรุณาของเราที่มีต่อผู้อยู่แดนไกล” (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๓๖๐ หน้้า ๔) ๑๐๕. วัันเกิิงเฉิิน เดืือนเก้้า ปีีที่่ห้้าสิิบห้้าแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๑๐ ตุุลาคม ๑๗๙๐/๒๓๓๓) มีพระราชโองการถึงจุนจีต้าเฉินความว่า “กัวซื่อซินกราบบังคมทูลว่า ‘ได้รับสาส์นจากเจิ้งหัวกษัตริย์เซียนหลัว ความว่า ปีที่ ๓๑ รัชศกเฉียนหลง เมืองเซียนหลัวถูกพวกพุงดำ ระดมพลเข้าล้อมเมือง เจ้าเมืองตกอยู่ ในวงล้อม เจิ้งเจาพระราชบิดาตีเอาเมืองคืนมาได้แค่ห้าหรือหกส่วนในสิบส่วน เมืองตานหลาวซื่อ2 หมาเทา3 และถูหวาย 4 จนบัดนี้ก็ยังถูกพวกพุงดำยึดครองอยู่ ใคร่จะขอพระมหากรุณาธิคุณมีพระราชโองการให้พวกพุง ดำคืนเมืองทั้งสามให้แก่เซียนหลัวด้วย อ่านข้อความที่บรรยายมาแล้ว เห็นว่าเป็นการทูลขอในสิ่งที่ไม่บังควร อย่างไร้มารยาท ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า ไม่สมควรนำส าส์นของเขาขึ้นกราบบังคมทูล และจะทำหนังสือตำหนิ กลับไป ไม่ทราบว่าจะเหมาะสมหรือไม่ โปรดทรงวินิจฉัย จะได้ปฏิบัติตามรับส่ง’ ัพร้อมกับถวายสำเนา 1 ข้าหลวงมณฑลกว่างตง ดำ รงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๓๒ - ๒๓๓๗ 2 ตะนาวศรี3 มะริด เอกสารจีนใช้ “หมาเทา” ซึ่งน่าจะพิมพ์ผิด ที่ถูกน่าจะเป็น “หมาเล่อ” 4 ทวาย


188 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง หนังสือกราบทูลของกษัตริย์เซียนหลัวและสารตอบฉบับร่างมาด้วย เรานับว่าเป็นความเห็นที่ชอบอยู่ สมควร ปฏิบัติเช่นนั้น แต่ข้อความในบันทึกฉบับยกร่างนั้น ยังมีส่วนขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง เราคิดว่าฮวนพุงลายท ี่ คนเซียนหลัวเรียกนั้นน่าจะเป็นเหมี่ยนเตี้ยนนั่นเอง ในอดีตขณะที่เหมี่ยนเตี้ยนทำสงครามกับสกุลเจ้า แห่งเซียนหลัวนั้น เจ้าเมืองเหมี่ยนเตี้ยนคือเหมิงป๋อกษัตริย์องค์ก่อนที่ล่วงลับไปแล้ว มิใช่เมิ่งยุ่น กษัตริย์ องค์ปัจจุบัน แม้แต่เมืองตานหล่าวซื่อและเมืองอื่น ๆ อีก ๒ เมือง ก็ถูกเหมี่ยนเตี้ยนยึดครองในสมัยที่สกุลเจ้า ครองเมืองเซียนหลัว มิใช่ดินแดนของสกุลเจิ้งแต่อย่างใด บัดนี้ ต่างฝ่ายต่างอยู่กันอย่างสงบมาช้านาน แต่ละ ฝ่ายน่าจะปกป้องรักษาขอบขัณฑสีมาของตนไป บัดนี้ เหมี่ยนเตี้ยนได้เปลี่ยนรัชกาลไปแล้ว เซียนหลัวเองก็ได้ เปลี่ยนราชวงศ์ขึ้นครองเมือง ยิ่งไม่สมควรไปทูลขอดินแดนที่สกุลเจ้าสูญเสียไปนั้นคืนจากกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ของเหมี่ยนเตี้ยน มิหนำซ้ำ ต่างฝ่ายต่างไม่มีหลักฐาน ไม่ควรนำคำกล่าวที่ไม่มีมูลความจริงไปทวงดินแดน คืน ราชสำนักจีนแผ่พระมหากรุณาธิคุณคุ้มครองดูแลดินแดนทั้งหลายโดยเท่าเทียมกันปราศจากการลำเอียงใด ๆ จริงอยู่กษัตริย์เหมี่ยนเตี้ยนเพิ่งได้รับการแต่งตั้ง เซียนหลัวก็เช่นเดียวกัน หลังจากเจิ้งเจาได้ราชบัลลังก์ ตราบจนเจงหัว ิ้สืบสันตติวงศ์ต่อเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง จึงค่อยได้รับการแต่งตังฐานันดร้ศักด กษัตริย์ประเท ิ์ศ ดังกล่าวน่าจะปฏิบัติตามพระราชโองการที่ว่ามาข้างต้น เลิกความแค้นเคืองต่อกัน หันมาเจริญสันถวไมตรี ซึ่งกันและกัน รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณและเกียรติศักด์จิากจักรพรรดิด้วยกัน ไฉนจึงหมายจะได้ ในส่งที่ไม่บังควร กระท ิ ำการอันมิชอบ เอาเรื่องสัพเพเหระมาเป็นที่ระคายเคืองพระราชหฤทัย ถ้าฝ่ายเซียนหลัว ทูลขอให้ส่งการไปยังเหมี่ยนเตี ั้ยน ให้คืนดินแดนที่ยึดครองไป แล้วทรงมีพระมหากรุณาธิคุณตามที่ขอมา และถ้า เหมี่ยนเตี้ยนอ้างเหตุที่เซียนหลัวข้ามแดนเข้ามาก่อเรื่องราวเพื่อเรียกเอาเมืองหนึ่งเมืองใดคืนจากเซียนหลัวบ้าง แล้วความพิพาทบาดหมางระหว่างสองชาตินี้เมื่อใดจะสิ้นสุด หรือว่าเป็นเพราะฟู่คังอานเดินทางเข้ามา เมืองหลวง กัวซื่อซินเพิ่งเริ่มปฏิบัติหน้าที่แทน ประเทศดังกล่าวจึงได้เอาเรื่องนี้ขึ้นมาว่ากันเป็นการชิมลาง ก็อาจจะเป็นได้ เมื่อข้าหลวงดังกล่าวได้รับและพิจารณาสาส์นของกษัตริย์เซียนหลัว ก็สมควรมีหนังสือปฏิเสธ ไปในนามของตนทันที พร้อมกันนั้นก็แจ้งความมาทางเราโดยด่วนจึงจะสมเหตุสมผล มาบัดนี้ยังจะต้องรอ พระราชวินิจฉัยตอบกลับไปก่อนจึงจะชี้แจงกลับไป ส่งกันไปมาทำให้ชักช้าเสียเวลา ราชทูตเมืองเซียนหลัว


189 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ที่พำนักอยู่ที่กว่างตง เมื่อเห็นว่ายังไม่มีหนังสือตอบกลับมา ก็ต้องเข้าใจได้เองว่ามีการกราบบังคมทูลแล้ว และ อยู่ในระหว่างรอรับคำส ั่งจากจักรพรรดิ แต่ทว่าในร่างหนังสือตอบกลับของท่านบอกว่ามิได้กราบบังคมทูล ซึ่งไม่ใช่วิสัยที่ถูกที่ควรเป็นที่เชื่อถือของประเทศราช เราได้สั่งการให้จุนจีต้าเฉินยกร่างสาส์นฉบับหนึ่งความว่า ‘ขณะนี้ฟู่คังอาน ข้าหลวงใหญ่มณฑลกว่างตง กว่างซี เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทที่เมืองหลวง กัวซื่อซิน ว่าการแทน เมื่อได้รับสาส์นจากเซียนหลัวจึงได้มีจดหมายไปปรึกษากับฟู่คังอาน ปรากฏว่ามีความเห็นตรงกัน จึงได้มีบันทึกในนามทั้งสองคน โดยไม่บังอาจกราบบังคมทูลจักรพรรดิให้เป็นที่ระคายเคืองพระกรรณ หากกษัตริย์เซียนหลัวมีดำริจะให้ช่วยกราบบังคมทูลแทนให้จงได้ ขุนนางระดับข้าหลวงมณฑลย่อมไม่บังอาจ บดบังอำพรางไม่กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ แต่ก็เกรงว่าเซียนหลัวจะมีความผิดฐานบังอาจกระทำการมิชอบ จนถึงขั้นถูกสอบสวนเอาความและถูกตำหนิติเตียน ซึ่งไม่มีทางจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโดยเด็ดขาด’ เราให้ความเห็นอย่างสมเหตุสมผลไปเช่นนี้น่าจะทำให้กษัตริย์ประเทศดังกล่าวยอมรับได้โดยดี ส่วนถ้อยคำ ที่ใช้นั้นต้องจริงจังจึงจะเหมาะแก่การปกครองพวกต่างแดน เมื่อผู้ว่าราชการดังกล่าวได้รับบันทึกฉบับร่าง ให้คัดตามนัน้ ลงชื่อกำกับแล้วสงออกไป ได้รับ ่สาสนฉบับใหม่ ์จากเซียนหลัวเมื่อใด ให้แต่งม้าเร็วเข้ามาถวายโดยด่วน” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๖๒ หน้า ๓ - ๖) ๑๐๖. วันติงเหม่า เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบห้าแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๕ มกราคม ๑๗๙๑/๒๓๓๔) จักรพรรดิเสด็จประทับศาลาหยิงไถ เบิกตัวไพจันลิ่งซือต๋าน่าม่อน่าชาทู 1 ราชทูต และหลางซู่เย่หลี่หม่ายตี่ อูปาทู 2 อุปทูตเซียนหลัว และเปี้ยนจีเหย่คง3 หัวหน้าใหญ่เหมี่ยนเตี้ยน รวม ๓ คน เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ชื่นชมพระบารมีที่นอกประตูราชอุทยานซีหยวน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๖๙ หน้า ๑๓ - ๑๔) 1 ไม่ทราบว่าตรงกับตำแหน่งใด 2 ไม่ทราบว่าตรงกับตำแหน่งใด3 ตรงกับภาษาพม่าว่า Pyi - Gyi - Ye - Koung (ปยีจีเยกาว) หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในกิจการของรัฐ


190 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๐๗. วัันอี่่ไฮ่่ เดืือนสิิบสอง ปีีที่่ห้้าสิิบห้้าแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๒ กุุมภาพัันธ์์ ๑๗๙๑/๒๓๓๔) จัักรพรรดิิเสด็็จออกตำำหนัักเป่่าเหอเตี้้�ยน พระราชทานเลี้้�ยงแก่่ทููตานุุทููตที่่มาเข้้าเฝ้้าถวายพระพร ปีีกขวามีี ไพจัันลิ่่งซื่่อต๋๋าน่่าม่่อน่่าชาทูู ราชทููต หลางซู่่เย่่หลี่่หม่่ายตี่่อููปาทูู อุุปทููตเซีียนหลััว และเปี้้ยนจีีเหย่่คง หััวหน้้าใหญ่่ เหมี่่ยนเตี้้ยน รวม ๓ �ท่่าน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๖๙ หน้า ๒๒ - ๒๕) ๑๐๘. วัันเจี่่ยเซิิน เดืือนอ้้าย ปีีที่่ห้้าสิิบหกแห่่งรััชศกเฉีียนหลง (๑๑ กุุมภาพัันธ์์ ๑๗๙๑/๒๓๓๔) จัักรพรรดิิเสด็็จออก ณ หอจื่่อกวางเก๋๋อ พระราชทานเลี้้�ยงราชทููตเฉาเซีียน เซีียนหลััว และเหมี่่ยนเตี้้�ยน อีกทั้งยังพระราชทานของกำนัลตามฐานานุศักดิ์ (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๗๐ หน้า ๘) ๑๐๙. วันอู้ซี เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบหกแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๕ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๑/๒๓๓๔) กรมหลี่ปู้กราบบังคมทูลว่า “เจิ้งหัวกษัตริย์เซียนหลัวแต่งราชทูตนำพระสุพรรณบัฏมาถวายพระพรเนื่องใน โอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา พร้อมด้วยส่งของ ิพื้นเมืองเป็นเครื่องบรรณาการ ฝ่ายเมิ่งยุ่นกษัตริย์เหมี่ยนเตี้ยน ก็แต่งราชทูตนำพระสุพรรณบัฏพร้อมส่งของ ิพื้นเมืองเป็นเครื่องบรรณาการเข้ามาถวายเพื่อแสดงความสำ นึก ในพระมหากรุณาธิคุณ” พระราชทานของกำนัลและพระราชทานเลี้ยงตามธรรมเนียม (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๓๗๑ หน้า ๑๒) ๑๑๐. วันอี่ไฮ่ เดือนแปด ปีที่ห้าสิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๔ กันยายน ๑๗๙๒/๒๓๓๕) มี รับส่งถึง ัจุนจีต้าเฉินความว่า “กั่วซื่อซินกราบบังคมทูลว่า เซียนหลัวส่งราชทูตเข้ามาถวายพระสุพรรณบัฏ พร้อมเครื่องบรรณาการ เรือราชทูตและอุปทูตเผชิญพายุไต้ฝุ่น ถูกพัดไปเกยตื้นที่อำเภอซินหนิงและที่ ไห่เยี่ยนซิ่นเมื่อวันที่ ๑ เดือน ๗ ตอนนี้ได้ขนถ่ายราชบรรณาการเข้ามาไว้ ณ ที่ว่าการมณฑล และกำชับไปยัง ข้้าราชการทั้้�งฝ่่ายทหารและฝ่่ายพลเรืือนให้้ดููแลราชทููตและผู้้ติ ิดตามให้้จงดีี แล้้วให้้เจ้้าพนัักงานดููแลทางน้ำำ� ระดัับมณฑลว่่าจ้้างเรืือส่่งไปยัังที่่ว่ ่าการมณฑล เจิ้้�งหััวกษััตริิย์์เซีียนหลััวมีีความเคารพนบนอบมาตลอด ปีีนี้้�ครบ กำำหนดต้้องถวายราชบรรณาการ สมควรให้้นำำพระสุุพรรณบััฏพร้้อมด้้วยสิ่่งของพื้้�นเมืืองเป็็นราชบรรณาการ เข้้ามาถวายได้้ เนื่่องจากเรืือของคณะราชทููตเผชิิญพายุุไต้้ฝุ่่นเกยตื้้�ตื้้น ถึึงแม้้ว่่าผู้้รัักษาการข้้าหลวงใหญ่่ดัังกล่่าว


191 ชิงสือลู่ (จดหมายเหตุราชวงศ์ชิง) ส่วนที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับไทย ส่่งเจ้้าหน้้าที่่ไปดููแลอย่่างดีีแล้้วก็็ตาม ก็็เห็็นว่่าไม่่น่่าจะต้้องรีีบเร่่งเดิินทาง โดยให้้มาถึึงนครหลวงก่่อนสิ้้�นปีี ก็็ได้้ถึึงเวลานั้้�นหย่่วนกวางผิิง 1 กษััตริิย์์อัันหนัันก็็จะแต่่งราชทููตเข้้ามาถวายพระสุุพรรณบััฏพร้้อมด้้วยสิ่่งของ พื้้�นเมืืองเป็็นราชบรรณาการ จะได้้พระราชทานเลี้้�ยงร่่วมกัับบรรดาราชทููตจากประเทศต่่าง ๆ และเป็็นการฉลอง วัันขึ้้�นปีีใหม่่ไปพร้้อมกััน จงนำำรัับสั่่งฉบัับนี้้ แ�จ้้งให้้ทราบด้้วย” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๔๑๐ หน้า ๒๑ - ๒๒) ๑๑๑. วันอู้จื่อ เดือนสิบสอง ปีที่ห้าสิบเจ็ดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๔ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๓/๒๓๓๖) จักรพรรดิเสด็จออก ณ ศาลาหยิงไถ... พ่าสื่อหวาหลี่ซุนทงย่าไผน่าชื่อทู 2 ราชทูตเซียนหลัว หลางวอเหวินซี หนีเสียวอฝู่ทู 3 อุปทูตเซียนหลัวและคณะ รวม ๔ คน... ชื่นชมพระบารมีจักรพรรดิที่นอกประตูราชอุทยาน ซีหยวน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๔๑๙ หน้า ๑๒ - ๑๓) ๑๑๒. วันเยิ่นหยิน เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบแปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๘ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๓/๒๓๓๖) จักรพรรดิเสด็จออก ณ หอจ่อกวางเก๋อ ืพระราชทานเลี้ยงราชทูตเฉาเซียน อันหนัน เซียนหลัว และราชทูต ถวายบรรณาการจากคว่อเออร์คา อีกทั้งพระราชทานของกำนัลตามฐานานุศักดิ์ (จดหมายเหตุุรััชกาลเกาจง “เกาจงสืือลู่่” บรรพ ๑๔๒๐ หน้้า ๑๒) ๑๑๓. วันติงเว่ย เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบแปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๗๙๓/๒๓๓๖) จักรพรรดิเสด็จออก ณ ซานเกาสุ่ยฉาง พระราชทานเลี้ยงราชทูตเฉาเซียน อันหนัน เซียนหลัว และราชทูตถวาย ราชบรรณาการจากคว่อเออร์คา งานเลี้ยงเช่นนี้มีไปจนถึงวันจี่โหย่ว4 (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๔๒๐ หน้า ๑๖) 1 หย่วนกวางผิง เข้าใจว่าเป็น เหงวียน กวาง ตว๋าน (พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓๔๕) แห่งราชวงศ์ไตเซิน (พ.ศ. ๒๓๑๓ - ๒๓๔๕) 2 พระสวัสดิ์สุนทรอภัย ราชทูต3หลวงบวรเสน่หา อุปทูต 4 ตรงกับวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๓๖


192 ความสัมพันธ์ไทย - จีน จากเอกสารสมัยราชวงศ์หยวน หมิง ชิง ๑๑๔. วันกุ่ยโฉ่ว เดือนอ้าย ปีที่ห้าสิบแปดแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑ มีนาคม ๑๗๙๓ /๒๓๓๖) จักรพรรดิ เสด็จออก ณ ซานเกาสุ่ยฉาง พระราชทานเลี้ยงบรรดาราชทูตเฉาเซียน อันหนัน เซียนหลัว และราชทูตถวาย บรรณาการจากคว่อเออร์คา (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๔๒๑ หน้า ๗ - ๘) ๑๑๕. วันเจ่ยเซิน เดือนแปด ปีที่หก ีสิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๑๘ กันยายน ๑๗๙๕/๒๓๓๘) มีพระราชโองการถึงจุนจีต้าเฉินอีกฉบับความว่า “จูกุย1 มีหนังสือกราบบังคมทูลว่าเซียนหลัวได้แต่งราชทูต เข้ามาถวายราชบรรณาการ กษัตริย์ประเทศดังกล่าวเห็นว่าปีนี้ถึงกำหนดต้องถวายราชบรรณาการ จึงได้ ตระเตรียมพระสุพรรณบัฏและราชบรรณาการ แล้วแต่งราชทูตเข้ามากราบบังคมทูล ขณะนี้อีกนานกว่าจะ ถึงปลายปี ให้ส่งการไปยัง ัจูกุยว่า เวลาจัดคนพาทูตบรรณาการดังกล่าวออกเดินทางเข้าเมืองหลวง ให้แจ้ง ไปยังสถานที่รับรองรายทางว่าไม่ต้องรีบเดินทาง ให้มาถึงเมืองหลวงหลังปิดการประทับตราราชการในเดือน สิบสอง 2 จะได้เข้าร่วมรับพระราชทานเลี้ยงและรับของกำนัลพร้อมบรรดาเจ้าเมืองต่างประเทศ” (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๔๘๔ หน้า ๑๒) ๑๑๖. วันอู้ซี เดือนสิบสอง ปีที่หกสิบแห่งรัชศกเฉียนหลง (๓๐ มกราคม ๑๗๙๖/๒๓๓๙) จักรพรรดิ เสด็จออก ณ ศาลาหยิงไถ โปรดเกล้าฯ ให้พีหย่าซัววาลี่สุนต้วนยาป๋อล่าเจาทู 3 ฯลฯ เข้าเฝ้าชื่นชมพระบารมีที่ประตู ราชอุทยานซีหยวน (จดหมายเหตุรัชกาลเกาจง “เกาจงสือลู่” บรรพ ๑๔๙๓ หน้า ๑๓ - ๑๔) 1 ข้าหลวงมณฑลกว่างตง ดำ รงตำแหน่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๓๗ - ๒๓๓๙ 2 หมายถึงการครบวาระราชการประจำ ปี3 พระยาสวัสดิ์สุนทรอภัย ราชทูต (ในหนังสือสัมพันธภาพระหว่างไทย - จีน ระบุว่า พ.ศ. ๒๓๓๘ เป็นพระสวัสดิ์ สุนทรอภัย ราชทูต)


Click to View FlipBook Version