244
1.1.2 . ความหมายของคำำ�ว่า่ “ จก ” ตามสารานุุกรมภาษาอีีสาน-ไทย-อัังกฤษ โดย
ดร.ปีชี า พิณิ ทอง
- น.จอบ เครื่อ่� งมืือขุุดดินิ ชนิดิ หนึ่่�ง มีีด้้ามยาวทำำ�ด้้วยไม้้ ใช้้ขุุดไร่่ ขุุดนา ขุุดป่า่
ขุดุ ดง ขุุดกบ ขุุดเขีียด เรีียก หมากจก.
- น.ชื่�่อชนชาติิหนึ่่ง� เรีียก ลาวจก หรืือ ลาวจักั ราชตามพงศาวดารโยนก
กล่่าวว่่า ลาวจกเป็็นต้้นตระกููลของขุนุ เจืือง ลำ�ำ ดับั ถึึงพระยาเม็็งรายผู้�ส้ ร้้าง
นครเชีียงใหม่่ บางท่า่ นก็็ว่า่ เป็็นพวกที่่�อพยพมาจากแคว้้นจก ในประเทศจีีน.
- น.เอามืือล้้วงกระเป๋๋า เรีียก จกถง เอามืือทิ่่ม� ตา เรีียก จกตา
เอามืือล้้วงไหปลาร้้า เรีียก จกปลาแดก เอามืือล้้วงแล้้วระคน เรีียก จกคน
จกโจโคเล ก็็ว่่า
1.2. ความหมายของคำ�ำ ว่่า “ ตา ” ตามพจนานุุกรมฉบับั ราชบััณทิติ ยสถาน
พ.ศ. 2554
- น. ส่่วนหนึ่่�งของร่่างกายคนและสัตั ว์์ ทำ�ำ หน้้าที่่ด� ูู
- น. ส่่วนหนึ่่ง� ของต้้นไม้้ตรงที่่แ� ตกกิ่ง� , รอยของต้้นไม้้ตรงที่่�เคยแตกกิ่�ง
- น. ช่่องที่่�เกิดิ จากการถััก สาน หรืือลากเส้้นผ่า่ นกันั เช่น่ ตาร่่างแห
ตาตะแกรง ตาตาราง
- น. คราว เช่่น ตานี้ �้ ถึึงตาฉัันบ้้างละนะ
- น. เรีียกลายที่่�เป็็นตาตามรููปต่่าง ๆ ตามลักั ษณะของสิ่�งของ เช่่น ตาสมุกุ
ตาราชวัตั ิิ ตาเมล็็ดงา ตาเม็ด็ บััว ตาหมากรุุก.
2. กระบวนการแผ่ข่ ยายความหมายของคำำ�ว่า่ “จกตา”
จกตา หมายถึึง ก. หลอกลวง , ตััวจริิงหรืือของจริิงกับั ในรููปไม่เ่ หมืือนกันั ,
ไม่ต่ รงตามที่่�กล่า่ วอ้้างในโฆษณา
จก หมายถึึง ก. ฉก, ล้้วง, ควักั , ขุดุ , คุ้้ย� , สัับ,เอาตััวมา
ตา หมายถึึง น.ส่่วนหนึ่่�งของร่า่ งกายคนและสัตั ว์์
245
วงความหมายต้้นทาง วงความหมายปลายทาง
วงความหมายต้้นทางเกิดิ จากคำ�ำ สองคำำ�มารวมกันั คืือ “จก+ตา” เป็็นการ
กระทำำ�ผสมกัับคัับอวััยวะร่า่ งกาย เกิดิ การถ่า่ ยโยงความหมายปลายทางคืือ หลอกลวง
กระบวนการดังั กล่า่ วนี้�้มีีลัักษณะสากลถืือว่่าเป็็นข้้อบังั คัับของเอกลักั ษณ์ ์ คืือ รููปภาษา
ที่่เ� ป็็นวงความหมายต้้นทางเป็็นรููปธรรม ส่ว่ นรููปภาษาที่่เ� ป็น็ วงความหมายปลายทาง
เป็็นนามธรรม
จะเห็น็ ได้้ว่่าคำ�ำ ว่่า “จกตา” เป็็นภาษาถิ่�นจากภาคตะวันั ออกเฉีียงเหนืือของป
ระเทศไทย ที่่เ� กิิดจากการอุุปลักั ษณ์เ์ ป็น็ การเปรีียบเทีียบข้้ามวงความหมาย จากวง
ความหมายต้้นทางไปยัังวงความหมายปลายทาง ซึ่่ง� มีีความหมายปลายทางคืือ
หลอกลวง แต่่ในปััจจุบุ ันั นี้้�คำ�ำ นี้�้ได้้ถููกใช้้สื่อ่� สารเพื่�่ออรรถรสกันั อย่่างแพร่่หลายมากขึ้น�้
จึึงทำำ�ให้้เกิิดเป็็นอีีกหนึ่่�งคำำ�ศััพท์์ที่่�ถููกขยายความหมายให้้มีีความหมายเพิ่่�มขึ้้�นอีีกว่่า
ตัวั จริิงหรืือของจริิงกับั ในรููปไม่่เหมืือนกััน หรืือไม่่ตรงตามที่่�กล่่าวอ้้างในโฆษณา
กล่่าวคืือหลอกลวงโดยใช้้สิ่่�งที่่�ภายนอกที่่ด� ููด้้วยตาได้้ ดัังนั้้�นคำ�ำ ว่า่ “ตา” ยัังมีีความหมาย
ที่่�แสดงถึึง “การมอง” แม้้จะเป็็นความหมายที่่�ถููกใช้้กันั ในหลายบริิบทมากขึ้น้� แต่ย่ ัังมีี
ความหมายที่่�ใกล้้กัับความหมายเดิมิ คืือ หลอกลวง
246
สรุุปผลการศึกึ ษา
บทความนี้้�มีีวััตถุุประสงค์์เพื่่�อวิิเคราะห์์การแผ่่ขยายความหมายของคำำ�ว่่า
“จกตา” โดยเก็็บข้้อมููลจากคลังั ข้้อมููลภาษาไทยแห่่งชาติใิ นพระราชููปถัมั ภ์์
สมเด็จ็ พระเทพรัตั นราชสุดุ าฯ สยามบรมราชกุมุ ารีี เก็บ็ ข้้อมููลพจนานุกุ รมฉบับั
ราชบััณฑิิตยสถาน พ.ศ.2554 และสารานุุกรมภาษาอีีสาน-ไทย-อังั กฤษ โดย
ดร.ปีีชา พิณิ ทอง
ผลการศึึกษาพบว่า่ คำำ�ว่่า “จกตา”เป็็นภาษาถิ่�นจากภาคตะวันั ออกเฉีียงเหนืือ
ของประเทศไทย ที่่แ� ผ่ข่ ยายความหมายจากการอุุปลักั ษณ์์ เป็น็ การเปรีียบเทีียบข้้าม
วงความหมาย จากวงความหมายต้้นทางไปยังั วงความหมายปลายทาง
ซึ่ง� มีีความหมายปลายทางเดิิมคืือ หลอกลวง
เนื่อ�่ งจากคำำ�นี้ไ�้ ด้้ถููกใช้้สื่�อ่ สารเพื่่อ� อรรถรสกัันอย่า่ งแพร่ห่ ลายมากขึ้น้� จึึงถููก
ขยายความหมายให้้มีีความหมายเพิ่่�มขึ้้�นอีีกว่่า ตััวจริิงหรืือของจริิงกับั ในรููปไม่เ่ หมืือน
กััน หรืือไม่่ตรงตามที่่�กล่า่ วอ้้างในโฆษณา กล่่าวคืือ หลอกลวงโดยใช้้สิ่่�งที่่�ภายนอกที่่�ดูู
ด้้วยตาได้้ ดังั นั้้�นคำำ�ว่า่ “ตา” ยังั มีีความหมายที่่�แสดงถึึง “การมอง”
ปััจจุุบัันนี้้�ได้้มีีคำำ�ศััพท์์ใหม่่ๆในภาษาไทยเกิิดขึ้้�นมากมายที่่�ถููกใช้้สื่่�อสารเพื่่�อ
เพิ่่ม� อรรถรส และเป็็นคำ�ำ อุุปลัักษณ์ท์ ี่่�ง่า่ ยต่อ่ ความเข้้าใจ โดยจะผ่า่ นกระบวนการ
ต่า่ ง ๆ เช่่น การประสมคำ�ำ การซ้้อนคำ�ำ การซ้ำำ��คำำ� การปรับั เปลี่่�ยนเสีียงการตััดคำ�ำ
และการละคำำ� การทำ�ำ ให้้เป็น็ สำ�ำ นวนและแบบผสม เป็น็ ต้้น บางคำำ�ก็ม็ ีีพื้้น� ฐานเป็น็ คำำ�
ภาษาไทยที่่�มีีมานานอยู่ �แล้้วแต่่ทว่่าเมื่่�อกาลเวลาผ่่านไปก็็ถููกหยิิบยกมาใช้้กัับ
สถานการณ์์ต่า่ งๆอย่า่ งแพร่ห่ ลายมากขึ้�้น ทั้้ง� นี้�ก้ ารใช้้ภาษาต้้องอาศััยมุมุ มองมโนทัศั น์์
ความคิดิ และวััฒนธรรมควบคู่่�ไปด้้วยเสมอ
247
เอกสารอ้า้ งอิิง
ศุภุ ชัยั ต๊๊ะวิิชััย. (2558). “คำ�ำ แสดงอารมณ์พ์ ื้้น� ฐานที่�่มาจากปฏิริ ิิยากายภาพใน
ภาษาไทย”. วารสารอัักษรศาสตร์ม์ หาวิิทยาลัยั ศิลิ ปากร 37, 2 (กรกฎาคม
– ธัันวาคม ).
โสมรวีี สมเพชร. (2563). “การขยายความหมายของคํําว่า่ “กััด” ในภาษาไทย:
การศึกึ ษาตามแนวอรรถศาสตร์ป์ ริชิ าน.” นิิสิติ ระดับั ดุุษฎีีบัณั ฑิติ
ภาควิิชาภาษาไทย คณะอัักษรศาสตร์์ จุฬุ าลงกรณ์์มหาวิทิ ยาลััย.
โยโกะ มิิมะ. (2553). “การศึึกษาเปรีียบเทีียบความหมายและการปรากฏของคํําวา
“ตา” ในสํํานวนญี่�ป่ ุุนกับั สํํานวนไทย.” ปริิญญานิิพนธศศ.ม.(ภาษาไทย)
.กรุุงเทพฯ: บัณั ฑิติ วิิทยาลััยมหาวิทิ ยาลััย ศรีีนคริินทรวิโิ รฒ.
สำ�ำ นักั งานราชบััณฑิติ ยสภา. (2554). พจนานุกุ รมฉบับั ราชบัณั ทิติ ยสถาน
พ.ศ. 2554. เข้้าถึึงเมื่�อ่ 22 ตุุลาคม. เข้้าถึึงจาก https://dictionary.orst.
go.th/
ทีีมงานอีีสานร้้อยแปด. (2563). สารานุุกรม อีีสาน – ไทย – อัังกฤษ. เข้้าถึึงเมื่อ่�
22
ตุุลาคม. เข้้าถึึงจาก https://esan108.com/dict/
248
“ชอบกล” คำำ�คุ้้�นเคย ความหมายไม่่คุ้้�นชินิ
งานประพันั ธ์ส์ ะท้้อนความหมายคำำ�ในแต่ล่ ะยุุค
นางสาวปิิยวรรณ สุกุ ขาว 620510115
ส่่วนนำำ�
เนื่่�องจากผู้้�วิิจััยเลืือกศึึกษาวิิชาภาษาไทยเป็็นวิิชาเอก จึึงมีีโอกาสได้้เรีียนรู้้�
เกี่ย� วกัับงานประพัันธ์์ไทยในหลากหลายประเภทและหลากหลายยุุคสมัยั ผู้ว้� ิิจัยั สังั เกต
เห็็นคำ�ำ ศัพั ท์์คำำ�ว่า่ “ชอบกล” ที่่�มัักพบเห็็นผ่่านงานประพันั ธ์์ของแต่ล่ ะยุคุ สมัยั อยู่�เสมอ
เมื่่อ� ได้้ศึึกษาหาข้้อมููลเบื้้อ� งต้้นผู้ว�้ ิจิ ัยั พบว่า่ ความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล”ที่่�ใช้้ในอดีีต
และปััจจุุบัันมิิได้้มีีความหมายตรงกััน อีีกทั้้�งความหมายในอดีีตของคำำ�ว่่า “ชอบกล”
ก็็มิิได้้ปรากฏใช้้ในภาษาไทยยุุคปััจจุุบัันอีีกด้้วย ด้้วยข้้อสงสััยทางภาษาเหล่่านี้้� ทำำ�ให้้
ผู้้�วิิจััยสนใจที่่�จะศึึกษาเกี่ �ยวกัับการเปลี่่�ยนแปลงทางความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล”
ผ่่านบทประพัันธ์์ในแต่่ละยุุคสมััย เพื่่�อหาคำำ�ตอบของปรากฏการณ์์ทางภาษาที่่�เกิิดขึ้้�น
จากการศึกึ ษาการเปลี่่�ยนแปลงทางความหมายของคำำ�ว่า่ “ชอบกล” พบการ
ศึกึ ษาที่่�กล่า่ วถึึงไว้้ดังั ต่่อไปนี้้ � ปรีีชา ช้้างขวัญั ยืืน (2512) ได้้ศึกึ ษาเกี่ย� วกัับความหมาย
ของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่ถ� ููกใช้้ในสมััยอยุธุ ยา และ วัลั ยา วิมิ ุุกตะลพ (2513) ได้้ศึกึ ษา
เกี่ย� วกัับความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่ถ� ููกใช้้ในสมัยั รัตั นโกสินิ ทร์์ ผลการศึกึ ษาทั้้ง�
หมดเป็็นทำำ�นองเดีียวกัันว่่าความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่�ถููกใช้้ในอดีีตแตกต่่าง
จากความหมายของคำ�ำ ว่า่ “ชอบกล” ในยุคุ ปััจจุบุ ััน
เมื่่�อผู้้�วิิจััยศึึกษาจากการศึึกษาทั้้�งหมด 2 เล่่มดัังกล่่าวข้้างต้้น ผู้้�วิิจััยพบว่่ายััง
ไม่่มีีใครศึึกษาเกี่ �ยวกัับลัักษณะการเปลี่่�ยนแปลงทางความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล”
และสาเหตุุของความแตกต่่างทางความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ผู้้�วิิจััยจึึงสนใจ
เป็น็ อย่่างยิ่ง� ที่่จ� ะศึกึ ษาเพื่่�อตอบข้้อสงสััยในเรื่�่องนี้้�
249
งานวิิจััยนี้ม้� ีีวััตถุุประสงค์์เพื่่อ� ศึกึ ษาความหมายของคำำ�ว่า่ “ชอบกล” ในแต่ล่ ะ
ยุุคสมััย และวิิเคราะห์์ลัักษณะของการเปลี่่�ยนแปลงความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล”
ผ่่านตััวอย่่างบทประพัันธ์์ที่่�เกิิดขึ้้�นในแต่่ละยุุค รวมถึึงเพื่่�อวิิเคราะห์์สาเหตุุที่่�ทำำ�ให้้
ความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” แตกต่่างกัันอีีกด้้วย โดยมีีสมมติิฐานการวิิจััยคืือ
การเปลี่่�ยนแปลงทางความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” เป็็นการเปลี่่�ยนแปลงทาง
ความหมายแบบแคบเข้้า และคำำ�ว่่า “ชอบกล” มีีความหมายแตกต่่างกัันเพราะ
มีีลัักษณะคำำ�ที่่�ต่่างกันั
ผู้้�วิิจััยเชื่่�อมั่่�นว่่างานวิิจััยนี้้� จะทำำ�ให้้ผู้้�อ่่านทราบความหมายและการเปลี่่�ยน
แปลงทางความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่�ปรากฏใช้้ในแต่่ละยุุคมากยิ่ง� ขึ้�้น อีีกทั้้�งผู้�้
วิิจััยหวัังว่่าผู้้�อ่่านจะสามารถนำำ�ความรู้้�ที่่�ได้้รัับไปประยุุกต์์ใช้้ในการศึึกษาของศาสตร์์ที่่�
เกี่�ยวข้้อง อย่่างเช่่น ภาษาศาสตร์์ ประวััติศิ าสตร์์ หรืือโบราณคดีีต่่อไป
บทความเรื่่�องนี้้�แบ่่งการนำำ�เสนอเป็็น 3 หััวข้้อ ได้้แก่่ 1.“ชอบกล”
ความหมายแต่่ละยุุค และลัักษณะการเปลี่่�ยนแปลงทางความหมาย ฉายผ่่านงาน
ประพัันธ์์ 2. พิิลึึก “ชอบกล” รููปเหมืือน เหตุุใดความหมายถึึงแตกต่่าง 3. สรุุปผล
ดังั ต่่อไปนี้้�
1. “ชอบกล” ความหมายแต่ล่ ะยุุค และลักั ษณะการเปลี่่ย� นแปลงทางความหมาย
ฉายผ่า่ นงานประพันั ธ์์
เคยตั้้�งข้้อสัังเกตกัันหรืือไม่่ว่่า “ชอบกล” ที่่�หลายคนเคยพบเห็็นผ่่านงาน
ประพันั ธ์์ในอดีีต ถึึงมีีความหมายที่่�แตกต่า่ งจากคำำ�ว่่า “ชอบกล” ความหมายทราบกันั
โดยทั่่�วไปในปััจจุุบััน เหตุุเป็็นเพราะว่่าทุุกภาษาทั่่�วโลกล้้วนเกิิดการเปลี่่�ยนแปลงอยู่�
เสมอตามวิิถีีชีีวิิตมนุุษย์ ์ วัฒั นธรรม และกาลเวลา “ชอบกล” ถืือเป็น็ หนึ่่�งในคำำ�ศัพั ท์์ใน
ภาษาไทยที่่�มีีการเปลี่่�ยนแปลงทางความหมาย ทำำ�ให้้ความหมายของคำำ�ว่า่ “ชอบกล”
ในอดีีตและปััจจุุบัันแตกต่่างกััน โดยสามารถสรุุปความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล”
ที่่ป� รากฏใช้้ในภาษาไทยได้้ดังั นี้้�
250
ความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ในสมัยั อยุุธยา
ปรีีชา ช้้างขวัญั ยืืน (2512; 17) อธิิบายไว้้ว่า่ คำ�ำ ว่่า “ชอบกล”
ในสมััยอยุธุ ยามีีความหมายว่่า “เหมาะ, ตรงกัับความต้้องการ” ดังั จะเห็น็ ได้้จาก
ตััวอย่า่ งบทประพัันธ์์สมัยั อยุธุ ยา ดังั ต่อ่ ไปนี้�้
“เมื่�อ่ พระกาฬจะมาผลาญดัังทำ�ำ นาย แสนเสียี ดายภูมู ิพิ ื้้�นกรุุงศรีี
บริเิ วณอื้�ออลด้้วยชลธีี ประดุจุ เกาะอสุรุ ีลี งกา
เป็็นคัันขอบชอบกลถึึงเพียี งนี้้ � มาเสีียศููนย์์ไพรีอี นาถา
ผู้�ใดใครเห็็นจะไม่น่ ำำ�พา อยุธุ ยาอาภััพลับั ไป”
(เพลงยาวนิิราศกรมพระราชวัังบวรมหาสุรุ สิงิ หนาท)
หากแปลความหมายตามบริิบทของบทประพัันธ์์ “เพลงยาวนิริ าศกรม
พระราชวัังบวรมหาสุรุ สิิงหนาท” ของยุคุ สมััยอยุธุ ยาข้้างต้้น คำ�ำ ว่า่ ชอบกล ในที่่น� ี้�้
หมายถึึง “เหมาะ, ตรงกัับความต้้องการ” อัันตรงกับั ความหมายที่่พ� บในสมััย
อยุุธยา
ความหมายของคำำ�ว่า่ “ชอบกล“ ตามพจนานุกุ รม ฉบัับราชบัณั ฑิติ ยสถาน
พ.ศ. 2554
ความหมาย (1) ชอบกล หมายถึึง “ต้้องด้้วยชั้้�นเชิงิ , เข้า้ ทีี, น่่าคิดิ ” ดังั จะ
เห็น็ ได้้จากตััวอย่า่ งบทประพันั ธ์์สมััยรัตั นโกสินิ ทร์์ (รัชั กาลที่่� 1) ดัังต่อ่ ไปนี้้�
“อนึ่่ง� ซึ่่�งจะตั้้ง� ค่า่ ยอยู่�นี้ก� ็็ไม่่ชอบกลหาเป็น็ ที่่ไ� ชยภูมู ิิไม่่ จำำ�จะยกถอยไปตั้ง�้ อยู่� ณ
เมืืองตะเกิิงจึึงจะทำ�ำ ถนัดั ”
(ราชาธิิราช)
หากแปลความหมายตามบริบิ ทของบทประพัันธ์์ “ราชาธิิราช” ของยุคุ สมััย
รัตั นโกสินิ ทร์์ (รััชกาลที่่� 1) ข้้างต้้น คำำ�ว่่า ชอบกล ในที่่น� ี้�้ หมายถึึง “ต้้องด้้วยชั้�นเชิงิ ”
อัันตรงกับั ความหมายที่่� 1 ที่่พ� บในสมััยรััตนโกสินิ ทร์์
251
ความหมาย (2) ชอบกล หมายถึึง “แปลกผิดิ ปกติิ” ดัังจะเห็็นได้้จาก
ตัวั อย่่าง บทประพัันธ์์สมัยั รัตั นโกสินิ ทร์์ (รััชกาลที่่� 6) ดังั ต่่อไปนี้�้
“ชนใดไม่ม่ ีีดนตรีีกาล ในสัันดาล เป็็นคนชอบกลนััก”(เวนิิสวาณิชิ )
หากแปลความหมายตามบริิบทของบทประพัันธ์์ “เวนิิสวาณิชิ ” ของยุคุ สมัยั
รััตนโกสินิ ทร์์ (รััชกาลที่่� 6) ข้้างต้้น คำำ�ว่่า ชอบกล ในที่่�นี้้� หมายถึึง “แปลกประหลาด”
อัันตรงกัับความหมายที่่� 2 ที่่พ� บในสมัยั รััตนโกสินิ ทร์์
เมื่�่อพิจิ ารณาจากการศึึกษาของ ปรีีชา ช้้างขวััญยืืน (2512; 17) ประกอบกับั
ความหมายตามพจนานุุกรมฉบัับราชบััณฑิิตยสถาน พ.ศ. 2554 สามารถสรุุปได้้ว่่า
คำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่�มีีความหมายแตกต่่างกัันทั้้�งสองความหมายตามพจนานุุกรม ฯ
มีีลัักษณะแตกต่่างกััน กล่่าวคืือ คำำ�ว่่า “ชอบกล” ตามความหมาย (1) ที่่�มีี
ความหมายว่่า “ต้้องด้้วยชั้ �นเชิิง, เข้้าทีี” มีีลัักษณะเป็็นสองคำำ�เรีียงกััน (ชอบ-กล)
ถููกใช้้มาจนถึึงสมัยั รัชั กาลที่่� 6 ส่ว่ นคำ�ำ ว่า่ “ชอบกล” ตามความหมายที่่� 2 ที่่ม� ีีความหมายว่า่
“แปลกประหลาด” ตามความหมาย(2) มีีลักั ษณะเป็็นคำ�ำ เดีียว เริ่ม� ใช้้ในสมัยั รัชั กาลที่่� 6
และยัังคงปรากฏใช้้อยู่่�จนถึึงปัจั จุบุ ััน
จากข้้อความข้้างต้้นอาจสามารถสรุุปได้้ว่่าลัักษณะการเปลี่่�ยนแปลงทาง
ความหมายของคำำ�ว่่า“ชอบกล” เป็็นการเปลี่่�ยนแปลงความหมายแบบแคบเข้้า
เนื่่�องจากคำำ�ว่่า “ชอบกล” ในอดีีตถููกปรากฏใช้้ทั้้�งความหมายว่่า “ต้้องด้้วยชั้ �นเชิิง,
เข้้าทีี” และความหมายว่า่ “แปลกประหลาด” แต่ใ่ นปัจั จุุบัันมีีเพีียงความหมายเดีียวที่่�
ยังั คงปรากฏใช้้ในภาษาไทย นั่่น� คืือ “ชอบกล” ที่่ห� มายถึึง “แปลกประหลาด”
252
2.พิิลึึก “ชอบกล” รููปเหมืือน เหตุใุ ดความหมายถึึงแตกต่า่ ง
หลายคนอาจจะเคยสงสััยกัันใช่ไ่ หมว่า่ ทำ�ำ ไมคำำ�ศัพั ท์ใ์ นภาษาไทยบางคำำ�ถึึงได้้
มีีความหมายที่่�หลากหลายนััก หากจะให้้ผู้�ว้ ิจิ ััยหาคำำ�ตอบของคำำ�ศัพั ท์ท์ ั้้�งหมดนั้้�น
มิิสามารถที่่�จะตอบได้้เนื่่�องจากสาเหตุุที่่�ทำำ�ให้้คำำ�ในรููปศััพท์์เดีียวกัันมีีความหมายที่่�
แตกต่่างอาจจะแตกต่า่ งกัันไปในแต่ล่ ะคำ�ำ ด้้วย แต่ใ่ นกรณีีของคำำ�ว่า่ “ชอบกล” ผู้�้เขีียน
สามารถกล่า่ วถึึงคำำ�ตอบที่่�เป็็นไปได้้คืือ แท้้จริิงแล้้วคำำ�ว่่าว่า่ “ชอบกล” มิไิ ด้้แตกต่า่ ง
กัันเพีียงแค่่ความหมาย แต่ล่ ักั ษณะคำำ�ของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ก็็แตกต่า่ งด้้วย โดยจะเห็็น
ได้้ชัดั ขึ้น้� จากงานวิจิ ัยั ต่อ่ ไปนี้�้
วัลั ยา วิมิ ุุกตะลพ (2513; 38) อธิิบายไว้้ว่่า ในสมััยก่อ่ นจะใช้้คำ�ำ ว่า่ “ชอบกล”
(ชอบ-กล) อาจถืือเป็น็ กริยิ าเรีียงที่่�มีีความหมายตรงตามพจนานุุกรม ฯ ว่่า
“ต้้องด้ว้ ยชั้้�นเชิงิ , เข้้าทีี” แต่ใ่ นปัจั จุบุ ัันใช้้คำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่เ� ป็น็ คำำ�กริยิ าคำ�ำ เดีียว
มีีความหมายตรงตามอัักขราภิธิ านศรัับท์ว์ ่่า “แปลก”
จากการศึกึ ษาของวััลยา วิิมุกุ ตะลพ (2513; 38) ดัังกล่่าวข้้างต้้น อาจอนุมุ าน
ได้้ว่่าสาเหตุทุ ี่่�ทำ�ำ ให้้คำ�ำ ว่า่ “ชอบกล” มีีความหมายที่่แ� ตกต่า่ งกันั นั้้�น เกิดิ จากความ
แตกต่า่ งของลัักษณะคำ�ำ ของ “ชอบกล” (ชอบ-กล) ที่่�เป็น็ กริิยาเรีียง ซึ่่�งต้้องพิจิ ารณา
ทั้้ง� ความหมายของคำ�ำ ว่า่ ชอบ และความหมายของคำ�ำ ว่่า กล โดยมีีความหมายว่่า
“ต้อ้ งด้้วยชั้้�นเชิงิ , เข้า้ ทีี” กัับคำ�ำ ว่่า “ชอบกล” ที่่�เป็น็ กริิยาคำ�ำ เดีียวซึ่ง� ต้้องมอง
ความหมายภาพรวมเป็น็ ความหมายเดีียว หมายถึึง “แปลกประหลาด” นั่่�นเอง
253
สรุุปผลการศึึกษา
จากการศึึกษาพบว่่าความหมายของคำำ�ว่่า “ชอบกล” ที่่�พบเจอผ่่านงาน
ประพัันธ์์แต่่ละยุุคสมััยนั้้�นหลากหลายแตกต่่างกัันไปตามแต่่ละยุุค กล่่าวคืือ ในสมััย
อยุุธยาพบความหมายว่่า “เหมาะ, ตรงกัับความต้้องการ และความหมายตาม
พจนุุกรมฉบัับราชบััณฑิิตยสถาน พ.ศ. 2554 พบความหมายว่่า “ต้้องด้้วยชั้้�นเชิิง
,เข้้าทีี” และความหมายว่่า “แปลกประหลาด” จากการศึึกษาความหมายเหล่่านี้้�
พบว่่าการเปลี่่ย� นแปลงความหมายของคำำ�ว่า่ “ชอบกล” เป็น็ แบบแคบเข้้าเพราะเหลืือ
เพีียงความหมายเดีียวที่่�ยัังปรากฏใช้้ในปััจจุุบััน นั่่�นคืือ ความหมายว่่า “แปลก
ประหลาด” อีีกทั้้ง� ผู้ว�้ ิจิ ัยั ยังั พบว่า่ หนึ่่ง� ในสาเหตุทุ ี่่ส� ่ง่ ผลให้้คำ�ำ ว่า่ “ชอบกล”มีีความหมาย
แตกต่า่ งกันั คืือ คำ�ำ ว่า่ “ชอบกล” ถููกใช้้ใน 2 ลักั ษณะที่่แ� ตกต่า่ งกันั นั่่น� คืือ คำ�ำ กริยิ าเรีียง
และคำำ�กริิยาคำำ�เดีียว ซึ่่�งข้้อสรุุปทั้้�งหมดที่่�กล่่าวมานี้้�ล้้วนตรงตามสมมติิฐานการวิิจััย
ที่่�คาดการณ์ไ์ ว้้ข้้างต้้นทุุกประการ
ปฏิิเสธไม่่ได้้เลยว่่างานประพัันธ์์ในแต่่ละยุุคสมััยถืือเป็็นร่่อยรอยอารยะสำำ�คััญ
ที่่�ทำำ�ให้้มนุุษย์์สามารถหวนกลัับไปเรีียนรู้้ค� วามเป็็นอดีีตได้้ในหลายๆ ด้้าน ไม่ว่ ่า่ จะเป็น็
วิิถีีชีีวิิต วััฒนธรรม หรืือแม้้กระทั่่�งภาษา ในฐานะผู้้�ที่่�กำำ�ลัังศึึกษาเกี่ �ยวกัับศาสตร์์ทาง
ด้้านภาษา สามารถกล่่าวได้้เลยว่่างานประพัันธ์์ของแต่่ละยุุคเป็็นเครื่่�องมืือชั้ �นดีีที่่�
เกื้�อกููลให้้ผู้้�ข้้องเกี่�ยวในแวดวงภาษาสามารถนำ�ำ มาศึกึ ษาลัักษณะของภาษาในแต่ล่ ะยุุค
สมััยได้้อย่่างมีีที่่�มาที่่�ไป การศึึกษาการเปลี่่�ยนแปลงทางภาษาในแต่่ละยุุคนั้้�นไม่่ได้้ให้้
ประโยชน์์เพีียงแค่่การรัับเป็็นความรู้้�ประดัับสมองเท่่านั้้�น แต่่ยัังสามารถนำำ�ความรู้้�ที่่�
ได้้ไปประยุุกต์์ใช้้เป็็นประโยชน์์ได้้อีีกหลากหลายทาง ผู้้�วิิจััยคาดหวัังเป็็นอย่่างยิ่ �ง
ว่า่ การศึกึ ษาและผลิิตงานเกี่ย� วกัับการเปลี่่ย� นแปลงของภาษา จะเป็น็ ที่่น� ิิยมมากยิ่�งขึ้้�น
กว่่าเดิิม เพราะผู้้�วิิจััยเชื่่�อมั่่�นว่่างานจำำ�พวกนี้้�จะกลายเป็็นงานที่่�สร้้างประโยชน์์ต่่อ
มนุุษย์ไ์ ม่ท่ างใดก็ท็ างหนึ่่�งอย่่างแน่่นอน
254
เอกสารอ้้างอิิง
ปรีีชา ช้้างขวัญั ยืืน . (2515). การใช้ภ้ าษาร้อ้ ยแก้้วในภาษาไทยสมัยั อยุธุ ยา.
กรุงุ เทพมหานคร : จุุฬาลงกรณ์ม์ หาวิทิ ยาลัยั .
วัลั ยา วิิมุุกตะลพ . (2513). การเปลี่่ย� นแปลงความหมายของคำำ� สำ�ำ นวน
และลำ�ำ ดัับของคำำ�ในภาษาไทย สมัยั รััตนโกสิินทร์.์ กรุุงเทพมหานคร :
จุฬุ าลงกรณ์ม์ หาวิิทยาลัยั .
บทที่่� 6 การเปลี่่ย� นแปลงศััพท์แ์ ละการเปลี่่ย� นแปลงความหมาย.
สืืบค้้นจาก http://old-book.ru.ac.th/e-book/l/LI413/li413-9.pdf
256
“ซ้้าย” - “ขวา” ไม่ใ่ ช่แ่ ค่ท่ ิศิ ทางหรือื ?
บริบิ ทสังั คมที่เ�่ ปลี่ย่� นแปลงไป
นางสาวชลธิิชา ณ นุวุ งศ์์ 05610725
ส่่วนนำ�ำ
บทความนี้้�มีีวััตถุุประสงค์์เพื่่�อวิิเคราะห์์ความหมายของคํําว่่า “ซ้้าย” และ
“ขวา” ในภาษาไทย โดยมุ่�งอธิิบายความหมายของคํํา และการใช้้คํําในบริิบทต่่าง ๆ
คํําถามคืือเพราะเหตุใุ ดคํําว่า่ ซ้า้ ยและขวา จึึงมีีการปรับั ขยายความหมายเป็น็ “ฝ่า่ ยซ้า้ ย-
ฝ่่ายขวา” และ “โพซ้้าย-โพขวา”สิ่ �งใดคืือเหตุุหรืือปััจจััยสํําคััญของการปรัับขยาย
ความหมายของคํําดัังกล่า่ ว
ผลการศึึกษาพบว่่าสาเหตุุสํําคััญที่่�คํําว่่า “ซ้้าย” และ “ขวา” เกิิดการปรัับ
ขยายทางความหมายเนื่่�องจากผู้้�ใช้้ภาษามีีโครงสร้้างมโนทััศน์์ด้้านการขัับเน้้น
ความหมายของคํําตั้้�งต้้น จากคํําว่่า “ซ้้าย” และ“ขวา” ในความหมายเดิิมที่่�เป็็น
ความหมายบ่่งบอกตํําแหน่่ง เปลี่่�ยนแปลงไปเป็็นความหมายต่่าง ๆ ซึ่่�งนิิยมใช้้กััน
ในปััจจุุบัันโดยอ้้างอิิงมาจากความหมายเดิิม ให้้มีีความหมายที่่�ชััดเจนยิ่่�งขึ้้�น
โครงสร้้างมโนทััศน์์ที่่�ส่่งผลให้้คํําว่่า ซ้้ายและขวา เกิิดปรากฏการณ์์ดัังกล่่าว
มีีรายละเอีียดดังั นี้�้
1. “ซ้้าย” - “ขวา” : ความสัมั พัันธ์ข์ องตํําแหน่่งกับั ส่่วนของวััตถุุ
พจนานุุกรม ฉบัับราชบััณฑิิตยสถาน (2554) ได้้นิิยามความหมายของคํําว่่า
“ซ้้าย” เป็็นคํําวิิเศษณ์์หมายถึึง ตรงข้้ามกัับ ขวา, ถ้้าหัันหน้้าไปทางทิิศตะวัันออก
ด้้านทิศิ เหนืือ เรีียกว่า่ ด้้านซ้้ายมืือ ด้้านทิศิ ใต้้เรีียกว่่า ด้้านขวามืือ, ถ้้าหัันหลังั ไปทาง
ต้้นน้ํํ�าหรืือยอดน้ํ�า ด้้านซ้า้ ยมืือ เรีียกว่่า ฝั่่ง� ซ้้าย ด้้านขวามืือ เรีียกว่่า ฝั่่ง� ขวา เช่น่ ฝั่่ง�
255
และนิยิ ามความหมายของคํําว่่า “ขวา” เป็็นคํําวิเิ ศษณ์์ หมายถึึง ตรงข้้ามกับั
ซ้้าย, ถ้้าหัันหน้้าไปทางทิิศตะวัันออก ด้้านทิิศใต้้เรีียกว่่า ด้้านขวามืือ ด้้านทิิศเหนืือ
เรีียกว่่า ด้้านซ้า้ ยมืือ, ถ้้าหัันหลัังไปทางต้้นน้ํํ�าหรืือยอดน้ํ�า ด้้านขวามืือเรีียกว่่า ฝั่่ง� ขวา
ด้้านซ้้ายมืือเรีียกว่่า ฝั่่�งซ้้าย, คู่่�กัับซ้้าย แต่่ใหญ่่กว่่าหรืือสํําคััญกว่่า เช่่น
มเหสีีฝ่่ายขวา อััครสาวกฝ่า่ ยขวา
จากภาพจะเห็็นได้้ว่่าความหมายของคํํามีีความสััมพัันธ์์ของตํําแหน่่งกัับส่่วน
ของวััตถุุ เพราะคํําว่่า ซ้้ายและขวา เป็็นคํําวิิเศษณ์์บอกตํําแหน่่ง โดยผู้้�ใช้้ภาษาใช้้
มุุมมองของตนเองหรืือวััตถุุบอกทิิศทาง บอกตํําแหน่่งเมื่่�อเราหรืือวััตถุุหัันหน้้าไป
ทิิศทางใดจะสามารถบอกตํําแหน่ง่ ทิิศทางรอบตัวั ได้้
2. “ฝ่า่ ยซ้้าย - ฝ่่ายขวา” และ “โพซ้า้ ย - โพขวา” : โครงสร้า้ งมโนทััศน์ด์ ้้าน
การขับั เน้้นความหมาย
สาเหตุสุ ํําคััญที่่�คํําว่่า “ซ้้าย” และ “ขวา” เกิิดการปรับั ขยายทางความหมาย
เนื่่�องจากผู้้�ใช้้ภาษามีีโครงสร้้างมโนทัศั น์์ด้้านการขับั เน้้นความหมายของคํําตั้�งต้้น จาก
ความหมายเดิิมที่่�เป็็นความหมายบ่่งบอกตํําแหน่่ง เปลี่่�ยนแปลงไปเป็็นความหมาย
กํําหนดการแบ่ง่ ฝ่่ายตามบริบิ ททางการเมืือง และเป็็นความหมาย กํําหนดบทบาทตาม
บริิบทการใช้้คํําแสลงในสัังคมออนไลน์์
257
2.1 “ฝ่่ายซ้้าย - ฝ่่ายขวา” : ความหมายกํําหนดการแบ่ง่ ฝ่่ายตามบริบิ ททาง
การเมืือง
พจนานุุกรม ฉบัับราชบััณฑิิตยสถาน (2554) ได้้นิิยามความหมายทาง
การเมืืองของคํําว่า่ “ซ้้าย” เป็็นคํํานาม ใช้้เรีียกกลุ่�มที่่�มีีอุดุ มคติเิ พื่่�อลดช่่องว่่างระหว่่าง
ชนชั้้�นในด้้านเศรษฐกิิจและการเมืือง เป็็นต้้น มัักใช้้วิิธีีการที่่�รุุนแรงและรวดเร็็วว่่า
“ฝ่่ายซ้้าย”, โดยทั่่�วไปใช้้หมายถึึงกลุ่�มที่่�นิยิ มลััทธิิสัังคมนิยิ มและคอมมิิวนิิสต์์
และนิิยามความหมายทางการเมืืองของคํําว่่า “ขวา” เป็็นคํํานาม ใช้้เรีียก
กลุ่�มที่่ม� ีีอุดุ มคติทิ างการเมืืองการเศรษฐกิจิ เป็น็ ต้้นโน้้มไปทางอนุรุ ักั ษนิยิ มว่า่ “ฝ่า่ ยขวา”
“ฝ่่ายซ้้าย” “ฝ่่ายขวา” Pantip เว็็บบอร์์ดได้้มีีการพููดถึึงและระบุุข้้อมููล
ไว้้ดัังนี้้� คํําว่่าการเมืืองฝ่่ายซ้้ายฝ่่ายขวาภาษาอัังกฤษเรีียกว่่า left-right politics
เป็็นระบบจํําแนกจุุดยืืน อุดุ มการณ์ท์ างการเมืืองและพรรคการเมืือง การเมืืองฝ่่ายซ้า้ ย
และขวามัักจะถููกนํําเสนอว่่าขััดแย้้งกััน แต่่ในความเป็็นจริิงแนวคิิดหรืือจุุดยืืนของ
ปััจเจกบุุคคลหรืือกลุ่ �มอาจมีีจุุดยืืนฝ่่ายซ้้ายในประเด็็นหนึ่่�งและมีีจุุดยืืนฝ่่ายขวา
ในอีีกประเด็็นหนึ่่�งก็็ได้้ ซึ่่�งคํําว่่าขวา ซ้้ายในมุุมมองทางการเมืืองและเศรษฐกิิจกิิจนั้้�น
ได้้ปรากฏครั้ �งแรกในยุุคปฏิิวััติิฝรั่่�งเศส ค.ศ.1789 ซึ่่�งฝ่่ายซ้้ายจะเรีียกว่่า
“ขบวนการเคลื่่�อนไหว”(Party of movement) และฝ่่ายขวาจะถููกเรีียกว่่า
“ขบวนการระเบีียบ” (Party of order) ซึ่่ง� ที่่ม� าของการเรีียกว่า่ ฝ่า่ ยซ้า้ ยขวานั้้น� มาจาก
ที่่น� ั่่�งในที่่ป� ระชุุมสมัชั ชา โดยที่่ก� ลุ่�มที่่ส� นับั สนุนุ การปฏิิวัตั ิิจะนั่่�งอยู่�ทางฝั่�งซ้้าย และกลุ่�ม
ที่่�สนัับสนุุนกษััตริิย์์จะนั่่�งทางฝั่ �งขวา นอกจากนี้้�ยัังมีีกลุ่�มที่่�มีีจุุดยืืนแบบเป็็นกลาง
จะเรีียกว่่าสายกลาง (centrism) และบุุคคลที่่ม� ีีจุุดยืืนดังั กล่่าว เรีียกว่า่ กลุ่�มสายกลาง
หรืือผู้้�เดิินสายกลางซึ่่�งในบางครั้ �งคํําว่่าเป็็นกลางนี้้�อาจไม่่ได้้มีีความเป็็นกลาง
แบบ 100% อาจมีีอุดุ มการณ์แ์ บบซ้้ายหรืือขวาร่ว่ มด้้วย เช่น่ เยอรมันั เอีียงซ้้าย
(Reform Voice, 2564)
258
โครงสร้้างมโนทััศน์์ด้้านการขัับเน้้นความหมายตั้�งต้้นทํําให้้ความหมายเปลี่่�ยน
แปลงจากรููปธรรมไปสู่่�นามธรรม เป็็นมโนทัศั น์์ซึ่ง� แสดงการเปลี่่ย� นแปลงจากความ
หมาย ‘บอกตํําแหน่่งทิิศทาง’ ไปสู่่�ความหมาย‘บอกตํําแหน่่งการแบ่่งฝ่่ายทางการ
เมืือง’ เป็็นการเปลี่่ย� นแปลงด้้านความหมายที่่�เกี่ย� วข้้องกัับการอนุุมานทางวัจั นปฏิิบัตั ิิ
เป็็นการเปลี่่�ยนแปลงด้้านความหมายที่่�เกิิดขึ้้�นภายแวดวงความหมายหรืือมโนทััศน์์
เดีียวกัันบริิบทสภาพทางสัังคมในปััจจุุบัันทํําให้้ความหมายของคํํานี้้�เปลี่่�ยนแปลงไป
คํํานี้้�เมื่่�อปรากฏอยู่ �ในวงศััพท์์ทางการเมืืองยัังสามารถสะท้้อนถึึงการแบ่่งฝ่่ายทางการ
เมืือง โดยมาจากการดููตํําแหน่ง่ ที่่น� ั่่�งในที่่�ประชุมุ สมััชชานั่่�นเอง
2.2 “โพซ้้าย - โพขวา” : ความหมายกํําหนดบทบาทตามบริิบทการใช้ค้ ํําแสลง
ในสังั คมออนไลน์์
ทวิิตเตอร์์เป็็นสื่่�อออนไลน์์ที่่�มีีข้้อจํํากััดเรื่่�องจํํานวนคํําในการทวิิตแต่่ละครั้�ง
แต่ม่ ีีเสรีีภาพในการสื่่�อสารมากกว่่าสื่�อ่ ออนไลน์ป์ ระเภทอื่่น� ทํําให้้การใช้้ภาษาใน
ทวิิตเตอร์ม์ ีีความหมายหลากหลายที่่�ต่่างไปจากคํําหมายตามบริบิ ทดั้�งเดิิมของคํํา ๆ
นั้้�น เพราะคํําสแลงถููกนํํามาใช้้สื่่อ� สารเพื่�่อหลีีกเลี่ย� งการใช้้คํําสามััญ
259
Slang.in.th (2564) เว็็บไซต์ท์ ี่่�รวบรวมและให้้ความหมายของคํําศััพท์์ใหม่่ ๆ
ที่่�มีีการใช้้อยู่่�บนทวิิตเตอร์์ได้้นิิยามความหมายของคํําว่า่ “โพซ้า้ ย” และ “โพขวา”
หมายถึึง โดยการแยกส่่วนคํําก่่อน คํําว่่า “โพ”ย่่อมากจากคํําภาษาอัังกฤษ Position
ที่่แ� ปลว่า่ ตํําแหน่่ง เมื่อ่� นํํามาประสมกับั คํําว่า่ “ซ้้าย – ขวา” จึึงเป็น็ การกํําหนด
ตํําแหน่ง่ บริิบทของศิลิ ปินิ หรืือบทบาทของตัวั ละครจากนวนิยิ ายและอนิิเมชั่�น
ตััวอย่่างความหมายของคํําว่า่ “โพซ้า้ ย” – “โพขวา”
ตัวั อย่า่ งที่่� 1 ก : ฉีีกสััญญาแม่ล่ ููกอััตสึึมุตุ ้้องโพซ๊๊ายจร้้ะ
ข : แต่่ฉัันว่า่ อัตั สึึมุโุ พขวานะ
ตัวั อย่า่ งที่�่ 2 #เคอแพท
จากตััวอย่่างที่่� 1 คืือการบ่่งบอกว่่าตััวละคร อััตสึึมุุ จากอนิิเมชั่�นมีีตํําแหน่่ง
“โพซ้้าย” เป็็นคํําแสลงบนทวิิตเตอร์ม์ ีีความหมายเป็็นการบ่่งบอกบริิบทของตััวละคร
นั้้�นจากตํําแหน่่ง คืือตััวละครนี้้�จะมีีคู่่�รัักในเรื่่�องที่่� ผู้้�สร้้างอาจสร้้างเอง หรืือผู้้�ชมเป็็น
ฝ่่ายจัับคู่่�โดยเมื่่อ� จัับคู่่�กัันมักั จะบอกเป็น็ ชื่่อ� ตัวั ละครโดยย่อ่ หรืือเขีียนติดิ กันั ชื่อ�่ ตััวละคร
ที่่ข� ึ้น�้ ต้้นมาหรืือมีีตํําแหน่ง่ อยู่�ทาง “ซ้้าย” เป็็นฝ่่ายกระทํํา มีีบริิบทเป็็นฝ่า่ ยที่่�มีีอํํานาจ
เหนืือกว่่าตััว ละครที่่�มีีชื่่�อตามหลัังหรืือมีีตํําแหน่่งอยู่�ทาง “ขวา” เป็็นฝ่่ายถููกกระทํํา
นั่่�นเอง จากกระบวนการเปลี่่�ยนแปลงความหมายดัังกล่า่ วนํํามาสู่�การใช้้ดังั ตัวั อย่า่ งที่่� 2
#เคอแพท คืือแฮชแท็็กที่่�มีีการใช้้กัันบนทวิิตเตอร์์ซึ่่�งเป็็นคํําแสลงที่่�เกิิดจากการ
นํําชื่อ�่ ย่่อของศิิลปิิน 2 คน มาต่อ่ กันั เพื่อ่� เป็็นการจัับคู่่�ของแฟนคลับั โดย เคอ มาจากชื่่�อ
โจวเคออวี่� สมาชิิกวง INTO1 บอยแบนด์์จากประเทศจีีน และ แพท มาจากชื่่�อ แพทริิค
สมาชิกิ วงเดีียวกััน ผู้�้ที่่ม� ีี ตํําแหน่ง่ ชื่�อ่ มาก่อ่ นหรืืออยู่�ฝั่ง� ซ้า้ ย คืือ “โพซ้า้ ย” เป็็นผัวั หรืือ
ฝ่่ายรุกุ และผู้�ท้ ี่่ม� ีีตํําแหน่่งชื่อ่� ตามหลัังหรืืออยู่�ฝั่ง� ขวา คืือ “โพขวา” เป็น็ เมีียหรืือฝ่่ายรัับ
ดัังนั้้�น ความหมายจึึงเปลี่่�ยนแปลงจากรููปธรรมไปสู่่�นามธรรม เป็็นมโนทััศน์์ซึ่ �งแสดง
การเปลี่่�ยนแปลงจากความหมาย ‘บอกตํําแหน่่งทิิศทาง’ ไปสู่่�ความหมาย
‘บอกตํําแหน่่งบทบาท’ เป็็นการเปลี่่�ยนแปลงด้้านความหมายที่่�เกี่่�ยวข้้องกัับ
การอนุุมานทางวััจนปฏิิบััติิเป็็นการเปลี่่�ยนแปลงด้้านความหมายที่่�เกิิดขึ้้�น
ภายแวดวงความหมายหรืือมโนทัศั น์เ์ ดีียวกััน
260
สรุุปผลการศึึกษา
จากการศึึกษาความหมายของคํําว่่า “ซ้้าย” – “ขวา” ที่่�เกิิดขึ้้�นใหม่่พบว่่ามีี
โครงสร้้างมโนทััศน์์ด้้านการขัับเน้้นความหมายตั้้�งต้้น โดยเป็็นการปรัับขยายทาง
ความหมายจากคํําว่่า “ซ้้าย” และ “ขวา” ในความหมายเดิิมที่่�เป็็นความหมาย
‘บอกตํําแหน่่งทิิศทาง’ เปลี่่�ยนแปลงไปสู่่�ความหมาย ‘บอกตํําแหน่่งบทบาท’ซึ่ �งนิิยม
ใช้้กันั ในปัจั จุบุ ันั ให้้มีีความหมายที่่ช� ัดั เจนยิ่่ง� ขึ้น�้ เปลี่่ย� นแปลงไปเป็น็ ความหมายกํําหนด
การแบ่่งฝ่่ายตามบริิบททางการเมืือง และเป็็นความหมายกํําหนดบทบาทตามบริิบท
การใช้้คํําแสลงในสังั คมออนไลน์์
บริิบททางสัังคมมีีส่่วนสํําคััญที่่�ส่่งผลต่่อการเปลี่่�ยนแปลงทางภาษา
และการปรัับขยายความหมายของคํํา ภาษาเป็็นสิ่่�งที่่�มนุุษย์์ใช้้ในการติิดต่่อสื่่�อสาร
การปรัับขยายหรืือการเปลี่่�ยนแปลงความหมายของคํํา และพััฒนาการของคํําที่่�เกิิด
ขึ้้�นใหม่่ ๆ ก็็ยัังคงมีีต่่อไป ในปััจจุุบัันคํําว่่า “ซ้้าย” และ “ขวา” ส่่วนมากยัังคงใช้้ใน
บริิบทที่่�สื่่�อถึึงการบอกตํําแหน่่งวััตถุุหรืือทิิศทางเช่่นเดิิม แต่่บริิบทสภาพทางสัังคมใน
ปััจจุุบัันทํําให้้ความหมายของคํํานี้้�เปลี่่�ยนแปลงไป คํํานี้้�เมื่่�อปรากฏอยู่ �ในวงศััพท์์
ทางการเมืืองยังั สามารถสะท้้อนถึึงการแบ่ง่ ฝ่า่ ยทางการเมืือง โดยมาจากการดููตํําแหน่ง่
ที่่�นั่่�งในที่่�ประชุุมสมััชชา และมีีบริบิ ทการใช้้คํําแสลงในทวิิตเตอร์ค์ ํํานี้้�เมื่่�อปรากฏอยู่�ใน
วงศััพท์์บทบาทของบุุคคลหรืือตััวละครยัังสามารถสะท้้อนถึึงการกํําหนดบทบาทของ
สิ่�ง ๆ หนึ่่ง� ได้้ โดยมาจากตํําแหน่่งการวางชื่�่อตััวบุุคคลหรืือตัวั ละคร เพื่อ่� ดููบทบาทและ
อํํานาจที่่�ตััวบุุคคลหรืือตััวละครนั้้�นมีีเราจะเห็็นได้้ว่่าคํํา ๆ หนึ่่�งสามารถบอกถึึงบริิบท
ทางสัังคมได้้หลากหลายอีีกด้้วย
261
เอกสารอ้า้ งอิงิ
จักั ริิน จุลุ พรหม. (2564). คํําสแลงที่ใ่� ช้เ้ พื่่�อบริภิ าษในทวิติ เตอร์.์ วารสารวิชิ าการ:
คณะมนุษุ ยศาสตร์์และสัังคมศาสตร์์มหาวิิทยาลััยราชภัฏั นครสวรรค์์, 8(1),
58-71. เข้้าถึึงได้้จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hssnsru/
article/view/249104
สํํานัักงานราชบัณั ฑิติ ยสภา. (2554). พจนานุกุ รม ฉบับั ราชบััณฑิิตยสถาน
พ.ศ.2554. สืืบค้้นเมื่่�อ 31 ตุลุ าคม 2564. เข้้าถึึงได้้จาก https://dictio
nary.orst.go.th/
Reform Voice. (2564). ฝ่า่ ยซ้า้ ย ฝ่า่ ยขวาการเมือื งไทย. สืืบค้้นเมื่่�อ 31 ตุลุ าคม
2564. เข้้าถึึงได้้จากhttps://reformvoice.com/2020/12/27/ฝ่่ายซ้้าย-
ฝ่า่ ยขวาการเมืือ/
Slang.in.th. (2564). ศััพท์์วััยรุ่่�น ศัพั ท์ใ์ หม่่ สแลงไทย หาความหมาย. สืืบค้้นเมื่อ�่
31 ตุุลาคม 2564. เข้้าถึึงได้้จาก https://slang.in.th/term/โพ
262
“แซ่บ่ ” ยัังไง ไหนเล่่า
นางสาว นันั ท์์นภัสั สุขุ นุ่่�ม 05610236
ส่่วนนำำ�
หลายๆ คนอาจจะเคยได้้ยินิ คำ�ำ ว่า่ “แซ่บ่ ” กันั มานานแล้้ว ในปัจั จุบุ ันั คนรุ่่�นใหม่่
มีีการนำำ�คำำ�ศััพท์์นี้้�มาใช้้กัันอย่่างแพร่่หลายในโลกโซเชีียล ซึ่่�งใช้้ในบริิบทและมีี
ความหมายต่่างไปจากที่่�เคยทราบกัันมา เดิิมทีีคำำ�นี้้�มาจากคำำ�ว่่า “แซบ” เสีียงยาว ซึ่่�ง
เป็็นภาษาถิ่่�นของภาคตะวัันออกเฉีียงเหนืือหรืือภาคอีีสานของประเทศไทย
มีีความหมายว่่า อร่อ่ ย แต่่คนภาคอื่�่นยืืมไปใช้้และออกเสีียงสั้น� จึึงกลายเป็น็ คำ�ำ ว่า่ แซ่่บ
อย่า่ งที่่�ได้้ยิินกัันในปััจจุุบันั และมีีการปรัับเปลี่่ย� นความหมายไปด้้วยความที่่ค� นภาคอื่น่�
นั้้�นมีีความรู้้�สึึกคุ้น� ชิินกัับอาหารอีีสานที่่�รสชาติิเผ็็ด เช่่น ส้้มตำำ� ลาบ น้ำำ��ตก และอาจจะ
เคยได้้ยิินคนอีีสานตอนรัับประทานอาหารพููดคำำ�ว่่า แซบ จึึงเกิิดความคิิดเชิิงมโนทััศน์์
ด้้านความรู้้�สึึกถึึงรสชาติิเผ็็ดที่่�ได้้รัับประทานอาหารอีีสานเข้้าไป ดัังนั้้�นคำำ�ว่่า แซ่่บจึึงมีี
การปรัับเปลี่่�ยนความหมายเป็็น “เผ็็ด” ตามที่่�เข้้าใจกัันและใช้้กัันอย่่างแพร่่หลายใน
ภาคอื่น�่ ๆ ของประเทศไทย เช่น่ ยำ�ำ มะม่ว่ งไข่แ่ ดงเค็ม็ จานนี้น�้ ้ำ��ำ ยำ�ำ เปรี้ย�้ ว หวาน เค็ม็ ครบรส
แซ่่บมาก หรืือส้้มตำำ�ปููปลาร้้าร้้านนี้้�แซ่่บนััวมากซึ่่�งแปลว่่าส้้มตำำ�ปููปลาร้้า
ร้้านนี้้�รสชาติิจััดจ้้านกลมกล่่อม ส่่วนคำำ�ว่่า “แซ่่บ” ในความหมายของโลกโซเชีียลนั้้�น
เป็น็ คำำ�แสลง จึึงมีีความหมายไม่ต่ ายตััวขึ้น้� อยู่่�กับั บริิบทนั้้�นๆ
งานวิิจััยนี้้�มีีวััตถุุประสงค์์เพื่่�อวิิเคราะห์์ความหมายของคำำ�ว่่า แซ่่บ โดยมุ่�ง
อธิิบายความหมายระดัับมโนทััศน์์ เพราะอะไรคำำ�ว่่า แซ่่บ จึึงใช้้หลากหลาย
ความหมายบนโลกโซเชีียล และอะไรคืือสาเหตุุของการปรัับขยายความหมาย
สมมติิฐานของการวิิจััยนี้้�คืือ “แซ่่บ” ในความหมายที่่�นิิยมใช้้กัันในปััจจุุบััน
เกิิดจากความคิิดเชิิงมโนทััศน์์ มาจากคำำ�ว่่า “แซ่่บ” ในความหมายเดิิมที่่�แปลว่่า อร่่อย
เปลี่่ย� นแปลงไปเป็็นความหมายต่า่ งๆ ซึ่่�งอิิงมาจากความหมายเดิิม
263
“แซ่บ่ ” : โครงสร้า้ งมโนทัศั น์ด์ ้า้ นความรู้�สึก
เคยสัังเกตกันั บ้้างไหมว่่าทำ�ำ ไมคำ�ำ ว่่า “แซ่่บ” จึึงมีีความหมายเปลี่่�ยนแปลงไป
จากเดิมิ แท้้จริงิ แล้้วความหมายของคำ�ำ ว่า่ แซ่บ่ ตามพจนานุกุ รม ฉบับั ราชบัณั ฑิติ ยสถาน
แปลว่า่ “อร่อ่ ย” ซึ่่ง� เป็น็ ภาษาถิ่น� ของภาคอีีสาน สาเหตุทุ ี่่ค� ำ�ำ ว่า่ แซ่บ่ นั้้น� เมื่อ�่ คนภาคอื่น�่
นำำ�มาใช้้แปลว่่า เผ็็ด เป็็นผลมาจากความคิิดเชิิงมโนทััศน์์ด้้านความรู้้�สึึกของผู้้�ใช้้ภาษา
เนื่่�องจากอาหารอีีสานส่่วนใหญ่่มีีรสชาติิจััดจ้้าน ลิ้้�นของคนภาคอื่่�นก็็จะคุ้้�นชิินกัับ
รสชาติินี้้�จึึงเกิิดความรู้้�สึึกว่่าอาหารอีีสาน “เผ็็ด” แต่่เป็็นรสชาติิปกติิที่่�คนภาคอีีสาน
รับั ประทานกันั รวมไปถึึงอาจจะเคยได้้ยิินคนอีีสานพููดคำ�ำ ว่า่ แซ่่บ เมื่่อ� ร่่วมรับั ประทาน
อาหารกัับคนภาคอีีสาน โดยมีีวิิธีีพููดคำ�ำ ว่่าแซ่บ่ อย่า่ งหลากหลาย ไม่่ว่า่ จะเป็น็ แซ่บ่ อีีหลีี
แซ่่บคัักๆ แซ่่บหลาย แซ่่บนััว หรืือแซ้้บแซ่่บ จึึงเกิิดกระบวนการทางความคิิดตาม
ความรู้้�สึึกและเกิิดการปรัับเปลี่่�ยนความหมายของคำำ� จากความหมายเดิิม คืือ อร่่อย
มาเป็น็ ความหมายใหม่่ คืือ เผ็ด็ ตามที่่เ� ข้้าใจกันั และมีีการใช้้กันั อย่่างแพร่่หลายมากใน
ภาคอื่น�่ ๆ ของประเทศไทย ซึ่่ง� คำ�ำ ว่า่ แซ่บ่ ที่่ใ� ช้้กันั ในปัจั จุบุ ันั ยังั คงความหมายเดิมิ อยู่�ด้วย
โดยหมายถึึงอาหารที่่�อร่่อยและมีีรสชาติเิ ผ็ด็ จััดจ้้าน
“แซ่บ่ ” ในโลกโซเชีียล
ทำ�ำ ไมคำ�ำ ว่่า แซ่บ่ ในโลกโซเชีียลถึึงใช้้ได้้หลากหลายความหมาย ส่่วนใหญ่ใ่ น
โลกโซเชีียลมักั ใช้้คำ�ำ ว่่า “แซ่่บ” กับั ผู้�้หญิิงที่่�มีีรููปร่า่ งสวยอึ๋�ม เอวคอด สะโพกผาย
หรืือผู้ช�้ ายที่่�หล่อ่ ล่ำ��ำ กล้้ามแน่่น ซึ่่ง� ความหมายแสลงของคำำ�ว่า่ แซ่่บ ก็ม็ ีีพื้้�นฐานมาจาก
ความหมายเดิมิ ที่่แ� ปลว่่า อร่อ่ ย โดยในบริบิ ทนี้�้สื่�่อไปในเชิงิ เรื่อ�่ งของเพศสัมั พันั ธ์ ์ ว่่าถ้้า
ได้้ผู้้�หญิิงหรืือผู้้�ชายแบบนี้ต้� ้้องอร่่อยแน่ๆ่ หรืืออิิงจากอีีกความหมายหนึ่่�งที่่�แปลว่า่ เผ็ด็
เป็น็ อีีกหนึ่่�งคำ�ำ ที่่�ใช้้ในบริิบทแบบนี้�้ โดยหมายถึึงมีีรููปร่่างที่่�เซ็ก็ ซี่� น่่าหลงใหล ชวนมอง
เพราะเมื่่อ� นึึกถึึงคำ�ำ ว่า่ เผ็็ด ก็จ็ ะเกิดิ ความคิดิ ความรู้�้สึึกว่า่ ร้้อนแรง จััดจ้้าน
264
นอกจากนี้้ย� ัังมีีความหมายอื่่�นอีีก อาจจะแปลว่่า สนุกุ ก็ไ็ ด้้ เช่น่ เวลามีีเรื่�อ่ งพููดคุยุ กับั
เพื่่�อนฝููง ก็็สามารถพููดได้้ว่า่ ฉัันมีีเรื่�อ่ งจะเล่า่ บอกเลยว่่าแซ่่บมาก หรืือแปลว่า่ ฉาว
เช่น่ ข่่าวดาราสองคนนี้�แ้ ซ่บ่ มาก ความหมายจะออกไปในเชิิงเรื่่�องที่่�ไม่่ค่อ่ ยดีี โดยอาจ
จะเป็็นการกระทำำ�หรืือพฤติกิ รรมที่่�ไม่่ดีีของดาราทั้้ง� สองคน จะเห็็นได้้ว่่าความหมาย
พื้้�นฐานของคำำ�ว่า่ “แซ่บ่ ” สามารถเปลี่่ย� นไปตามบริิบทต่่างๆ ได้้มากมาย โดยยัังอิิง
เค้้าความหมายที่่แ� ปลว่า่ อร่่อย หรืือ เผ็ด็ อยู่� ซึ่�งในปััจจุบุ ัันชาวโซเชีียลมีีการนำ�ำ คำ�ำ ว่า่
แซ่่บไปใช้้ในความหมายต่า่ งๆ อีีกมากมาย
ตััวอย่่างของคำ�ำ ว่า่ “แซ่่บ” ที่่�ใช้้กับั การรัับรสชาติิอาหาร
265
ตัวั อย่า่ งของคำ�ำ ว่า่ “แซ่บ่ ” ที่่ใ� ช้้ในโลกโซเชีียล
266
จากตารางจะเห็น็ ได้้ว่่า คำ�ำ ว่่า แซ่่บ ในโลกโซเชีียลนั้้�น สามารถตีีความไปได้้
หลายความหมายมาก โดยส่ว่ นใหญ่ม่ ักั จะเกิิดขึ้น้� จากความคิิดเชิิงมโนทััศน์์ด้้านความ
รู้ส�้ ึึก ที่่ย� ัังคงอิิงจากคำ�ำ ว่า่ อร่อ่ ย ตามความหมายในพจนานุกุ รม
สรุุปผลการศึกึ ษา
คำำ�ว่่า “แซ่บ่ ” กาในภาษาไทยตามพจนานุกุ รมฉบัับราชบัณั ฑิิตยสถานมีีเพีียง
หนึ่่�งความหมาย แปลว่่า อร่่อย เป็็นภาษาถิ่ �นของภาคตะวัันออกเฉีียงเหนืือหรืือภาค
อีีสาน ซึ่่�งสาเหตุุของการปรับั ขยายความหมายของคำำ�ว่่า แซ่บ่ เกิิดขึ้้�นมาจากความคิิด
เชิิงมโนทััศน์์ด้้านความรู้้�สึึก ความคุ้ �นเคยจากการรัับประทานอาหารอีีสานรสชาติิเผ็็ด
ของคนภาคอื่น�่ ๆ จึึงได้้นำ�ำ คำำ�นี้�้มาใช้้ในความหมายว่่า เผ็็ด และคำำ�ว่่า “แซ่่บ” ยัังกลาย
เป็็นคำำ�แสลงในโลกโซเชีียลที่่�มีีอีีกหลายหลายความหมาย โดยยัังอิิงความหมายมา
จากคำ�ำ ว่า่ อร่อ่ ย หรืือ เผ็็ด ซึ่่�งมัักจะขึ้น�้ อยู่่�กับั บริิบทที่่�แตกต่า่ งกันั จึึงทำำ�ให้้ความหมาย
ของคำำ�นั้้�นเปลี่่�ยนแปลงไปตามมโนทััศน์์ของผู้้�ใช้้ภาษา ผู้้�เขีียนหวัังว่่าบทความฉบัับนี้้�
จะทำำ�ให้้ผู้้�อ่่านได้้เข้้าใจถึึงการปรัับขยายความหมายของภาษาในระดัับมโนทััศน์์ และ
หวัังเป็็นอย่่างยิ่ �งว่่าในอนาคตจะมีีผู้้�ผลิิตผลงานทางด้้านภาษาในระดัับมโนทััศน์์เพิ่่�ม
มากขึ้�้น เพื่�่อเป็็นประโยชน์์ต่่อผู้�้ที่่เ� รีียนและผู้ท�้ ี่่�สนใจศึึกษาเรื่�่องภาษาในระดับั มโนทััศน์์
ต่่อไป
267
เอกสารอ้า้ งอิงิ
Slang. (2564.) ค้้นหาศัพั ท์์สแลง ศัพั ย์ว์ ััยรุ่่�น ศััพท์์วงใน. เข้้าถึึงเมื่�่อ
28 ตุุลาคม 2564. เข้้าถึึงได้้จาก https://slang.in.th/
The Matter. (2560). แซ่บ่ แซ้บ้ แซ่่บ : แซ่่บมีีหลายแซ่บ่ แซ่่บแบบไหนใช้้ให้ถ้ ูกู .
เข้้าถึึงเมื่่�อ 28 ตุลุ าคม 2564. เข้้าถึึงได้้จาก https://thematter.co/social/
zab-zab-zab/24647
Wordy guru. (2564). “แซ่บ่ ” กับั “แซบ” คำ�ำ ไหนที่ถ�่ ูกู ต้อ้ ง. เข้้าถึึงเมื่่�อ 28 ตุลุ าคม
2564. เข้้าถึึงได้้จาก https://www.wordyguru.com/article/แซ่่บ-แซบ-
คำ�ำ ไหนที่่ถ� ููกต้้อง#ตัวั อย่่างการใช้้คำำ�ว่า่ -%22 แซบ%22-ในภาษาอีีสาน
คมชัดั ลึึก. (2564). โพสต์์ไวรััล “แม่ป่ ระนอมสอนไทย” ฟาดกลับั แซบ หรืือ แซ่่บ
ใช้้แบบไหนกันั แน่่ เพจ”คำำ�ไทย” งัดั พจนานุกุ รม ฉบับั บัณั ฑิิตราชยสถาน
โชว์์คำำ�ถูกู ต้้อง. เข้้าถึึงเมื่�อ่ 28 ตุุลาคม 2564. เข้้าถึึงได้้จาก https://www.
komchadluek.net/news/478134
ราชบัณั ฑิิตยสถาน. (2556). พจนานุุกรม ฉบับั ราชบัณั ฑิติ ยสถาน พ.ศ.2554.
กรุงุ เทพฯ : ราชบััณฑิิตยสถาน. เข้้าถึึงเมื่่�อ 28 ตุลุ าคม 2564. เข้้าถึึงได้้จาก
https://dictionary.orst.go.th/
268
ตุ้้�บ การทำ�ำ ของหล่น่ สู่่�การแสดงความผิดิ หวัังได้อ้ ย่่างไร
นางสาววัตั ถาภรณ์ ์ นาคสู่่�สุุข 05610742
ส่่วนนำำ�
เมื่่�อนึึกถึึงคำ�ำ ว่า่ ตุ้้บ� ความหมายแรกที่่�ทุุกคนอาจนึึกภาพถึึงคืือ การตีี หรืือเป็็น
คำำ�เลีียนเสีียงเวลาสิ่ง� ของตกหรืือหล่น่ ลงพื้้�น ซึ่่�งคำำ�ว่่า ตุ้้�บในปััจจุบุ ันั เป็น็ ภาษาแสลงที่่�
ยรุ่่�นนิิยมใช้้แทนความรู้ส้� ึึกผิิดหวังั การใช้้คำำ�ว่่าตุ้บ� นี้้� เป็น็ ที่่แ� พร่่หลายมาก เพราะทำ�ำ ให้้
ผู้้�ฟัังเข้้าถึึงอารมณ์์ความรู้ส้� ึึกผู้พ้� ููดได้้มาก และยัังสื่อ�่ ให้้เห็น็ ภาพของเหตุุการณ์ท์ ี่่�
ต้้องการเล่่า โดยความหมายทั้้�งสองความหมายของคํําว่า่ “ตุ้บ� ” นั้้�นมีีความสััมพันั ธ์ก์ ััน
โดยการศึกึ ษาและวิิเคราะห์์ความหมายคำ�ำ ว่า่ ตุ้้�บ สามารถศึกึ ษาได้้จากงาน
วิจิ ััยที่่�เกี่ย� วข้้องกับั การใช้้อุุปลัักษณ์ท์ ิศิ ทางในการแสดงอารมณ์์ความรู้ส�้ ึึก ของ
ณรงค์ก์ รรณ รอดทรััพย์์ (2558) ผลการวิิจััยพบว่า่ รููปภาษาที่่เ� ป็น็ อุุปลักั ษณ์เ์ ชิิง
มโนทัศั น์แ์ สดงอารมณ์ก์ ลัวั ในภาษาไทย มีี 15 ประเภท ได้้แก่ ่ อุปุ ลักั ษณ์ก์ ารเดินิ ทาง
อุุปลัักษณ์พ์ ื้้�นที่่ � อุปุ ลัักษณ์์ประสาทสััมผัสั อุปุ ลัักษณ์์สีี อุปุ ลักั ษณ์์มนุษุ ย์์ อุปุ ลัักษณ์ส์ ัตั ว์์
อุุปลัักษณ์์เวลา อุปุ ลัักษณ์์ก๊๊าซ อุปุ ลัักษณ์ท์ ิศิ ทาง อุปุ ลัักษณ์โ์ รค อุปุ ลัักษณ์์ทรัพั ย์ส์ ิิน
อุปุ ลักั ษณ์ส์ งคราม อุปุ ลักั ษณ์ว์ ัตั ถุ ุ อุปุ ลักั ษณ์ส์ิ่ง� เหนืือธรรมชาติิและอุปุ ลักั ษณ์เ์ หตุกุ ารณ์์
โดยอุุปลัักษณ์ท์ ิศิ ทาง หมายถึึง รููปภาษา ที่่จ� ััดอยู่�ในวงความหมายของ “ทิิศทาง” ซึ่่�ง
เป็็นการนำำ�คำำ�หรืือถ้้อยคำำ�ที่่�มีีความหมายเกี่ �ยวข้้องหรืือสััมพัันธ์์กัับทิิศทางมาใช้้ในเชิิงเ
ปรีียบเทีียบกัับ อารมณ์์กลัวั และงานวิิจััยของ โสมรวีี สมเพชร(2563 การขยาย
ความหมายของคํําว่า่ “กัดั ” ในภาษาไทย : การศึึกษาตามแนวอรรถศาสตร์ป์ ริิชาน
ผลการศึึกษาพบว่่า ความหมายของคํําว่า่ “กัดั ” มีี 9ความหมาย โดยผลการวิิเคราะห์์
ยังั พบว่า่ ความหมายทั้้ง� 9 ความหมายได้้แก่่ 1. เอาฟันั กดไว้้ไม่ใ่ ห้้หลุุด 2.
เอาฟัันกดไว้้ให้้แน่น่ เป็น็ อาการแสดงถึึงความอดกลั้�น 3. เอาฟันั กดให้้ทะลุุ ให้้ฉีีกขาด
ให้้เป็็นแผลเพื่�่อทํําร้้าย ทํําลาย กิิน เป็น็ ต้้น
269
4. ต่อ่ สู้ก�้ ันั โดยเอาฟันั กดเพื่อ�่ ทํําร้้ายอวัยั วะของอีีกฝ่า่ ยที่่เ� ป็น็ สิ่่ง� มีีชีีวิติ ชนิดิ เดีียวกันั ให้้เป็น็
แผล 5. นํําสัตั ว์ม์ าต่อ่ สู้ก�้ ันั โดยเอาฟันั กดเพื่อ�่ ทํําร้้ายอวัยั วะของอีีกฝ่า่ ยให้้เป็น็ แผลใช้้เรีียก
เป็น็ ชื่อ�่ การละเล่น่ 6. ทํําให้้เปื่อ�่ ยเป็น็ แผล 7. ทํําให้้กร่อ่ นสลายหรืือจางลง 8. ทะเลาะวิวิ าท
และ 9. พููดชวนทะเลาะวิวิ าท โดยความหมายทั้้ง� หมดของคํําว่า่ “กัดั ” ล้้วนสัมั พันั ธ์ก์ ันั
โ ด ย มีี ก า ร ข ย า ย ค ว า ม ห ม า ย จ า ก ค ว า ม ห ม า ย ท า ง ก า ย ภ า พซึ่่ � ง แ ส ด ง กิ ิ ริ ิ ย า
อาการที่่ใ� ช้้ฟันั ไปสู่่�ความหมายเชิงิ เปรีียบเกี่ย� วกับั การใช้้ฟันั ผ่า่ นกระบวนการทางปริชิ าน
ได้้แก่่ กระบวนการอุปุ ลักั ษณ์์ และกระบวนการนามนัยั ดังั ตัวั อย่า่ งงานวิจิ ัยั ทั้้ง� สองงาน
วิจิ ัยั ยังั ไม่ไ่ ด้้มีีการพููดถึึง การปรับั ขยายทางความหมาย ของคำ�ำ ว่า่ ตุ้บ� ที่่ป� ัจั จุบุ ันั มีีการใช้้ใน
การแสดงอารมณ์ค์ วามรู้ส� ึึกผิดิ หวังั
คำ�ำ ถามคืือ ทำ�ำ ไมคำ�ำ ว่า่ ตุ้บ� ที่่แ� ต่ก่ ่อ่ นใช้้เมื่อ�่ ของตกหล่น่ แต่ใ่ นปัจั จุบุ ันั มีี
ความหมายแสดงอาการผิดิ หวังั ได้้อย่า่ งไร ความหมายทั้้ง� สองความหมายนี้ส�้ ัมั พันั ธ์ก์ ันั
อย่า่ งไร วัตั ถุปุ ระสงค์ข์ องบทความนี้ �้ คืือ เพื่อ�่ ศึกึ ษาความสัมั พันั ธ์ข์ องความหมายทั้้ง� สอง
ความหมายของคำ�ำ ว่า่ ตุ้บ� และทำ�ำ ให้้ผู้อ�้ ่า่ นทราบถึึงเหตุผุ ลว่า่ ทำ�ำ ไม คำ�ำ ว่า่ ตุ้้บ� ถึึงถููกนำ�ำ มาใช้้
แสดงอาการผิดิ หวังั ในปัจั จุบุ ันั
ตุ้้�บ หมายถึงึ เสีียงดังั อย่า่ งของหนักั ๆ หล่น่
แต่เ่ ดิมิ ในพจนานุกุ รม คำ�ำ ว่า่ ตุ้้บ� เป็น็ คำ�ำ วิเิ ศษณ์์ แปลว่า่ เสีียงดังั อย่า่ งของ
หนักั ๆ หล่น่ หรืือเสีียงทุบุ ด้้วยกำ�ำ ปั้้น� (พจนานุกุ รมฉบับั ราชบัณั ฑิติ ยสถาน, 2554)
ตัวั อย่า่ งประโยค เช่น่ เขาทำ�ำ ของหล่น่ ดังั ตุ้บ�
270
ตุ้้�บ หมายถึงึ ความผิดิ หวััง
แต่่ในปััจจุุบัันที่่�ใช้้คำำ�ว่่าตุ้บ� ใช้้ในกรณีีที่่�สื่�่อถึึงความผิิดหวััง ไม่่ดีี สถานการณ์์
ที่่�แย่่ ไม่เ่ ป็น็ ไปตามคาด ตัวั อย่า่ งของสถานการณ์์ เช่น่ ทำ�ำ ข้้อสอบคราวนี้้�ตุ้�บมาก = แย่่
ทำำ�ไม่่ได้้ ผิิดหวังั กัับการทำำ�ข้้อสอบ, ฉัันตุ้้บ� งานนี้แ�้ ล้้ว หมายถึึง ฉัันพลาดงานนี้�แ้ ล้้ว
ซึ่�งจากการศึกึ ษาบทความวิิจััย ทำำ�ให้้ทราบว่่า คำำ�ว่่าตุ้บ� มีีการปรับั ขยายความหมาย
จากแสดงการหล่น่ ร่ว่ งลงพื้้น� ไปสู่่�ความหมาย “เชิงิ เปรีียบ” เกี่�ยวกับั การ
“แสดงอารมณ์ท์ างด้้านลบ” คืือ ความผิิดหวััง ผ่่านกระบวนการทางปริิชาน โดยกลไก
อุปุ ลักั ษณ์์แสดงทิศิ ทางเมื่่�อ เป็็นการถ่่ายโยงคุณุ สมบััติขิ อง “แบบเปรีียบ” ไป
สิ่ง� ที่่�ถููกเปรีียบ นั่่น� ก็็คืืออารมณ์์ผิิดหวััง โดยในบริบิ ทนี้�ค้ ำำ�ว่า่ ตุ้้บ� เป็น็ คำ�ำ ที่่จ� ัดั อยู่�ในวง
ความหมายของทิศิ ทาง แสดงอาการซึ่ง� เคลื่่อ� นลงไปข้้างล่า่ งหรืือการหล่น่ ลง การนำ�ำ
คำำ�นี้้ม� าใช้้แสดง อารมณ์์ผิดิ หวังั คืือคำำ�ว่่า “เสีียใจ” เป็น็ การเปรีียบเทีียบอารมณ์์เสีียใจ
ผิิดหวััง กับั ลัักษณะของการเคลื่่อ� นที่ล่� งจััดเป็น็ อุุปลักั ษณ์์เชิิงมโนทัศั น์์แสดงอารมณ์์
เสีียใจ ประเภทอุปุ ลักั ษณ์์ทิิศทาง
ซึ่ง� สรุปุ ได้้ว่่า เหตุผุ ลที่่ค� ำ�ำ ว่า่ ตุ้�บ แต่่ก่่อนใช้้เมื่อ่� ของตกหล่่น แต่ใ่ นปัจั จุุบัันมีี
ความหมายแสดงอาการผิดิ หวัังได้้เพราะผ่่านกระบวนการทางปริชิ าน โดยกลไก
อุปุ ลัักษณ์แ์ สดงทิิศทางแสดงอาการซึ่�งเคลื่่อ� นลงไปข้้างล่่าง หรืือการหล่น่ ลง โดยทั้้ง�
สองความหมายมีีความสัมั พันั ธ์์กััน คืือการนำำ�คำำ�ว่่าตุ้บ� มาใช้้แสดง อารมณ์ผ์ ิิดหวััง
คืือคำำ�ว่า่ “เสีียใจ” เป็็นการเปรีียบเทีียบอารมณ์์เสีียใจผิิดหวังั กับั ลัักษณะของ
การเคลื่่อ� นที่่ล� ง
271
เอกสารอ้า้ งอิิง
ณรงคก์ รรณ รอดทรััพย์์. (2558). “อุปุ ลัักษณ์์เกี่ย�่ วกับั อารมณ์์กลััวใน
ภาษาไทย.” วารสาร มฉก.วิชิ าการ 18, 36 (มกราคม - มิิถุุนายน): 65-80.
โสมรวีี สมเพชร. (2563). “การขยายความหมายของคํําว่า่ “กััด” ในภาษาไทย:
การศึกึ ษาตามแนว อรรถศาสตร์ป์ ริิชาน” วารสารภาษาและวรรณคดีีไทย
37, 2 (กรกฎาคม –ธัันวาคม): 1-36.
สำำ�นักั งานราชบััณฑิติ ยสภา. (2554). ตุ้�บ. สืืบค้้น 29 ตุลุ าคม 2564, จาก https://
dictionary.orst.go.th/
272
“เบื้้อ� งบน” กับั กาลเวลาที่่�เปลี่ย่� นไป :
ภาษา ความคิดิ วััฒนธรรมและสังั คม
นางสาวพิจิ ิิตรา ช่่วยสุุวรรณ 05610321
ส่่วนนำ�ำ
ผู้้�เขีียนสนใจเรื่่อ� งการสื่่�อความหมายของคำำ�ว่า่ “บน” เนื่่�องจากเหตุุการณ์์
หวยใต้้ดินิ ที่่�ผิดิ กฎหมาย เมื่อ�่ ก่่อนมีีคดีีความเรื่�อ่ งประชาชนโดนเจ้้ามืือหวยใต้้ดิินโกงล
จำำ�นวนมาก รััฐบาลในยุุคนั้้น� เล็็งเห็น็ ถึึงปััญหานี้จ้� ึึงออกนโยบาย “หวยบนดิิน” เพื่อ�่ ให้้
ประชาชนมาซื้�อหวยที่่ห� น่่วยงานรััฐควบคุุมและถููกกฎหมาย อีีกทั้้�งรััฐบาลยังั นำำ�รายได้้
จากหวยบนดิินไปเป็็นเงินิ พัฒั นาประเทศชาติิอีีกด้้วย แค่่เปลี่่ย� นจาก “ใต้้” เป็น็ “บน”
สิ่�งที่่เ� คยผิิดก็ก็ ลัับถููกขึ้้�นมา ผู้้�เขีียนจึึงเลืือกนามวลีี “เบื้้�องบน”มาศึึกษาว่่าความหมาย
ของคำำ�
งานวิิจััยนี้ม�้ ีีวัตั ถุปุ ระสงค์์เพื่่�อวิิเคราะห์์ความหมายของคำำ�ว่่า “เบื้้อ� งบน”
ในภาษาไทย โดยมุ่�งอธิบิ ายระบบความหมายในระดัับมโนทััศน์ ์ คำำ�ถามวิิจััยคืือคำ�ำ ว่า่
“เบื้้�องบน” ใช้้สื่อ่� ถึึงเพีียงความหมายเชิิงบวกเท่่านั้้�นจริิง ๆ หรืือไม่่ และภาษา ความคิิด
วััฒนธรรมและสังั คมมีีผลต่อ่ การเปลี่่�ยนแปลงความหมายของคำำ�หรืือไม่่
ผลการศึกึ ษาพบว่่า “เบื้้�องบน” ที่่�หมายถึึงบริเิ วณพื้้�นที่่ส� ่ว่ นที่่�สููงขึ้้�นไปหรืือ
เหนืือขึ้�้นไป เป็็นความหมายที่่แ� สดงส่ว่ นย่อ่ ยของวัตั ถุุเชิิงสััมพันั ธ์์ที่่ม� าจากการแบ่ง่
ระดัับของสิ่�งของหรืือบริิเวณพื้้น� ที่่ท� ั้้�งหมด (เช่น่ เบื้้�องบน -เบื้้�องล่า่ ง เบื้้�องหน้้า-
เบื้้�องหลังั ) ซึ่่ง� เป็็นสิ่่ง� หรืือบริิเวณพื้้�นที่่เ� ชิงิ กายภาพและมีีลัักษณะเป็น็ รููปธรรม จึึงอยู่�ใน
แวดวงความหมายหรืือมโนทััศน์เ์ กี่�ยวกัับวััตถุุสิ่ง� ของ ส่ว่ นความหมาย “สถานภาพสููง
กว่่าหรืืออำ�ำ นาจเหนืือกว่่า” เป็น็ ความหมายที่่�แสดงส่่วนย่อ่ ยของวัตั ถุุเชิงิ สัมั พันั ธ์์ที่่ม� า
จากการแบ่่งระดัับบริเิ วณพื้้�นที่่�ทางสัังคมและมีีลักั ษณะเป็น็ นามธรรม จึึงอยู่�ในแวดวง
ความหมายหรืือมโนทัศั น์์เกี่ย� วกับั คุณุ สมบััติิ (ภคภต เทีียมทััน, 2561 :253-254)
273
1. ความหมายพื้้น� ฐานของ “เบื้้อ� งบน” สู่�กระบวนการเชิงิ อุปุ ลักั ษณ์์
“เบื้้อ� ง” (คำ�ำ นาม) ซึ่่ง� หมายถึึง ด้้าน ข้้าง ฝ่า่ ย ประกอบกับั “บน” (คำ�ำ บุพุ บท)
ซึ่ง� หมายถึึงอยู่�สูงหรืือเหนืือ ประสมกันั เป็น็ นามวลีีคำ�ำ หนึ่่ง� โดยมีีความหมายพื้้น� ฐานบ่ง่ บอก
ถึึงพื้้�นที่่�หรืือตำำ�แหน่่งของวััตถุุอยู่่�สููงกว่่าสิ่ �งใดสิ่ �งหนึ่่�งจึึงมีีลัักษณะเป็็นรููปธรรมที่่�เรา
สามารถมองเห็น็ วัตั ถุนุั้้น� อยู่�ที่ใ� ด เช่น่ เลขมหามงคลประจำ�ำ รัชั กาลอยู่�เบื้้อ� งบนพระแสง
ขรรค์ช์ ัยั ศรีี (คณะกรรมการฝ่า่ ยประชาสัมั พันั ธ์ง์ านพระราชพิธิ ีีบรมราชาภิเิ ษก) เทวรููปยืืน
ประนมมืืออยู่�เบื้้อ� งบน (สารพัดั ช่า่ ง:จิติ รกรรมฝาผนังั ) ทููตสวรรค์เ์ บื้้อ� งบนบรรเลง
(เพลงคริสิ ตจักั ร)
คำำ�นี้้�บ่่งบอกตำำ�แหน่่งที่่�อยู่�สูงหรืือเหนืือกว่่าหััวจึึงน่่าสัังเกตว่่าถููกใช้้ในบริิบทที่่�
เกี่ย� วกับั สิ่่ง� ที่่อ� ยู่่�บนฟ้า้ เช่น่ คงเป็น็ ที่่ฟ� ้า้ เบื้้อ� งบน เป็น็ คนขีีดโชคชะตา (ปีเี ตอร์์ คอร์ป์
ไดเรนดัลั :เพลงกุมุ ภาพันั ธ์ ์ ทั้้ง� นี้ค�้ นไทยส่ว่ นมากเชื่อ�่ ว่า่ สิ่ง� อยู่�เหนืือกว่า่ หัวั ของเรามักั เป็น็
สิ่ง� ศักั ดิ์ส� ิทิ ธิ์ห� รืือเทวดา เราจะได้้เห็น็ จากนวนิยิ ายต่า่ ง ๆ ใช้้คำ�ำ ว่า่ “สวรรค์”์ ต้้องมาคู่่�กับ
“เบื้้อ� งบน” อย่า่ งที่่ป� รากฏในวรรณกรรมเรื่อ� งสามก๊๊ก “สวรรค์อ์ ยู่�เบื้้อ� งบน ทหารอยู่�
รอบข้้าง “ – ขงเบ้้ง ทำ�ำ ให้้ความหมายพื้้น� ฐานของคำ�ำ นี้ส�้ ่ว่ นมากสื่อ�่ ความหมายในเชิงิ บวก
จากคำ�ำ ที่่บ� อกบริเิ วณพื้้น� ที่่ใ� นความพื้้น� ฐานนำ�ำ ไปสู่่�กระบวนการอุปุ ลักั ษณ์์ เมื่อ�่ นำ�ำ คำ�ำ นี้ม�้ าใช้้
ในเชิงิ การเปรีียบเทีียบของสิ่ง� ที่่อ� ยู่�สูงหรืือเหนืือกว่า่ เช่น่ มันั อาจเป็น็ แค่ก่ ารทดสอบ
จากเบื้้อ� งบน (โรส ศิริ ินิ ทิพิ ย์:์ เพลงฟ้า้ เปลี่่ย� นสีี) “เบื้้อ� งบน” ที่่ห� มายถึึงสวรรค์ซ์ึ่ง�
เป็น็ ที่่อ� ยู่่�ของเทวดา ต่อ่ มาจึึงมีีผลต่อ่ การเปลี่่ย� นแปลงความหมายในเชิงิ อุปุ ลักั ษณ์์
อย่า่ งมาก
2. “เบื้้อ� งบน” ความหมายเชิงิ อุปุ ลักั ษณ์ก์ ับั กาลเวลาที่แ�่ ปรเปลี่ย�่ น
จากเบื้้อ� งบนในความหมายพื้้น� ฐานที่่บ� อกถึึงตำ�ำ แหน่ง่ ของพื้้น� ที่่ห� รืือวัตั ถุสุิ่ง� ของสู่�
กระบวนการเชิงิ อุปุ ลักั ษณ์ซ์ึ่ง� เกิดิ จากการใช้้ภาษาของผู้ค�้ นในสังั คม เคยลองสังั เกตไหมว่า่
คนเราแหงนหน้้ามองฟ้า้ และขอพรจากเบื้้อ� งบน จาก “เบื้้อ� งบน”ที่่ใ� ช้้บอกตำ�ำ แหน่ง่
ของท้้องฟ้า้ หรืือสวรรค์ส์ ู่่�ฟ้า้ เบื้้อ� งบนนั้้น� ที่่ห� มายถึึงเทวดานางฟ้า้ หรืือสิ่ง� ศักั ดิ์ส� ิทิ ธิ์ท�ี่่ต� นนับั ถืื
ออยู่่�บนสวรรค์์ เห็น็ ได้้ชัดั ว่า่ ผู้ใ�้ ช้้ภาษาจะจับั คู่่�ตำ�ำ แหน่ง่ หรืือสถานที่่ก� ับั บุคุ คล เช่น่
274
บนท้้องฟ้้าคืือสวรรค์์ บนสวรรค์์มีีเทพเทวดาอาศัยั อยู่่�จนเกิิดกระบวนการทาง
อุุปลัักษณ์์ ตลอดจนคำำ�กริิยาที่ม่� ัักปรากฏในความหมายนี้้จ� ะเกี่่ย� วกับั การขอพรให้้
สมปรารถนา เช่น่ ขอพระพรจาก ‘เบื้้�องบน’ลงมา ให้ใ้ จข้้าล้น้ เหมืือนลำ�ำ ธาร (เพลง
ขอพระพรจากเบื้้�องบนของคริสิ ตจัักร) ความหมายนี้้�ถ้้าปรากฏในประโยคส่ว่ นมาก
จะสื่อ� ความหมายในเชิิงบวก
จากความหมายเกี่ �ยวกัับสิ่่�งศัักดิ์ �สิิทธิ์�สู่�ความหมายที่่�เกี่ �ยวกัับพระมหากษััตริิย์์
เนื่�่องจากระบอบการปกครองในอดีีตกษััตริิย์เ์ ป็น็ สมมติเิ ทพ และยังั เป็น็ ผู้ท้� ี่่ม� ีีอํํานาจ
ปกครองสููงสุดุ ในประเทศ มีีอํํานาจสั่่ง� การและควบคุุมทิิศทางของบ้้านเมืือง ดังั นั้้�น
บ้้านเมืืองจะไปในทิิศทางไหนขึ้น้� อยู่่�กับั คํําสั่ง� การของผู้้�ปกครอง “เบื้้�องบน”จึึงถููกใช้้ใน
ความหมายที่่เ� กี่ย� วกัับการปกครองทางสังั คม และคํํากริิยาที่่ป� รากฏในบริบิ ทมัักจะ
เป็น็ คํําว่า่ “สั่�ง” แสดงถึึงผู้ม้� ีีอํํานาจสั่่�งการให้้ไปกระทํําบางสิ่ง� โดยมิสิ ามารถขัดั ได้้
ในพจนานุุกรม ฉบับั ราชบัณั ฑิิตยสถาน พ.ศ. 2554(2556:ออนไลน์)์ “เบื้้�องบน”
โดยปริิยายหมายถึึง ผู้�ห้ รืือสิ่ง� ที่่�มีีอํํานาจเหนืือกว่า่ ซึ่่�งไม่ไ่ ด้้จํํากััดว่า่ เบื้้�องบนใช้้เพีียงแค่่
สิ่ง� ศัักดิ์ส� ิิทธิ์�และพระมหากษััตริิย์์ แต่่รวมถึึงผู้�ค้ นทั่่�วไปที่่�มีียศและอํํานาจสามารถสั่�งกา
รได้้ความหมายจะสื่�อ่ ในเชิิงบวกหรืือลบนั้้�นขึ้น้� อยู่่�กัับบริิบท
275
ผู้้�เขีียนจึึงสํํารวจการใช้้คํํานี้้�บนสื่่�อออนไลน์์พบว่่าคํํานี้้�ถููกใช้้กัับผู้้�มีีอํํานาจสั่่�งการไป
ในทางที่่ไ� ม่ด่ ีี เช่น่ ไอ้้โหดฆ่า่ ตัดั หัวั ข้้างบ้้านอ้้าง‘เบื้้อ� งบน’สั่ง� “เฟียี ร์”์ สาวดููดเงินิ แสนอ้้าง‘
เบื้้อ� งบน’ขู่�ให้้อุ้้ม� (ข่า่ วอมรินิ ทร์ท์ ีีวีี) เป็น็ ต้้น จึึงส่ง่ ผลต่อ่ ความหมายของคํํานี้ไ�้ ปในทางลบ
ผู้เ�้ ขีียนจึึงเก็บ็ ข้้อมููลผู้ใ�้ ช้้ภาษาไทยจำ�ำ นวน 100 คน ผ่า่ น google form
เมื่อ�่ เห็น็ คำ�ำ ว่า่ “เบื้้อ� งบน” ในความคิดิ แรกของคุณุ ใช้้สื่อ�่ ความหมายในเชิงิ บวกหรืือเชิงิ ลบ
โดยไม่ม่ ีีบริบิ ทของประโยคมาให้้ เพื่อ�่ พิสิ ููจน์ว์ ่า่ บริบิ ททางสังั คมส่ง่ ผลต่อ่ ความคิดิ ของผู้ค�้ น
และความหมายของคำ�ำ นี้�้ ผลจากการสำ�ำ รวจพบว่า่ ผู้ใ�้ ช้้ภาษาเลืือกคำ�ำ ว่า่ “เบื้้อ� งบน” สื่อ�่
ความหมายเชิงิ ลบร้้อยละ 87 และสื่อ�่ ความหมายเชิงิ บวกเพีียงร้้อยละ 13 ผู้ใ�้ ช้้ภาษา
บอกว่า่ คำ�ำ นี้ท�้ ำ�ำ ให้้รู้ส�้ ึึกถึึงแง่ล่ บมากกว่า่ แง่บ่ วก อีีกทั้้ง� เหตุผุ ลส่ว่ นมากบอกว่า่ “เบื้้อ� งบน”
หมายถึึง การแบ่ง่ ชนชั้้น� การถููกกดขี่ผ� ู้อ�้ ยู่�สูงกว่า่ หรืือมีีอำ�ำ นาจที่่ค� อยบังั คับั ให้้ไปกระทำ�ำ
เรื่อ� งที่่ไ� ม่ด่ ีีและผู้น�้ ้้อยก็ไ็ ม่ส่ ามารถขัดั คำ�ำ สั่่ง� นั้้น� ได้้ เหตุผุ ลส่ว่ นน้้อยมากที่่จ� ะบอกว่า่
หมายถึึงสิ่ง� ศักั ดิ์ส� ิทิ ธิ์ห� รืือเทวดาซึ่ง� สื่อ�่ ความหมายในเชิงิ บวก
276
3. สรุปุ ผลการศึึกษา
จากการศึกึ ษาและวิิเคราะห์์คำ�ำ ว่า่ “เบื้้�องบน” กลไกที่่�ทำำ�ให้้เกิดิ การเปลี่่ย� น
แปลงความหมาย คืือ การจางลงทางความหมาย (Semantic bleaching) ซึ่่ง� หมายถึึง
คำำ�หนึ่่ง� สููญเสีียความหมายบางส่ว่ นไปเมื่อ่� ปรากฏในบริิบทใหม่่ เดิมิ ทีี “เบื้้อ� งบน”
แสดงความหมายเกี่ย� วกัับบริิเวณพื้้�นที่่�ส่ว่ นที่่อ� ยู่�สูงขึ้�น้ ไปหรืือเหนืือขึ้้�นไป แต่่ว่า่
ความหมายเปลี่่�ยนแปลงไปโดยผ่่านกระบวนการเชิิงอุุปลัักษณ์์ซึ่ �งหมายถึึงสถานภาพ
สููงกว่า่ หรืืออำ�ำ นาจเหนืือกว่า่ อีีกทั้้ง� กระบวนการอุุปลัักษณ์ย์ ังั มีีผลต่อ่ กลไกนี้�้อย่่าง
มาก เพราะเป็็นการเปลี่่ย� นแปลงความหมายจากเชิงิ รููปธรรมไปสู่่�นามธรรม
“เบื้้�องบน” ไม่ไ่ ด้้สื่่�อเพีียงความหมายในเชิิงบวกเพีียงอย่่างเดีียวแม้้อุปุ ลักั ษณ์์
ของเบื้้�องบนยัังคงความหมายถึึงผู้�ห้ รืือสิ่�งที่่ม� ีีอำำ�นาจที่่เ� หนืือกว่า่ แต่ใ่ นปััจจุุบัันคำ�ำ ดััง
กล่า่ วส่่วนมากใช้้ในบริิบทที่่ส� ื่่�อถึึงผู้ม�้ ีีอำำ�นาจสั่่�งการให้้กระทำำ�สิ่่ง� ที่่�ไม่ด่ ีี และบริบิ ทสภาพ
ทางสัังคมในปััจจุุบัันทำำ�ให้้ความหมายของคำำ�นี้เ้� ปลี่่�ยนแปลงไป คำ�ำ นี้เ�้ มื่่�อปรากฏอยู่�
ในวงศััพท์์ทางการเมืืองยัังสามารถสะท้้อนถึึงสภาวะบ้้านเมืืองของประเทศได้้อีีกด้้วย
ซึ่ �งเบื้้�องบนหรืือผู้้�มีีอำำ�นาจสามารถสั่ �งการไปในทางที่่�ดีีจนเกิิดประโยชน์์หรืือตรงข้้าม
จนเกิิดความเดืือดร้้อนก็ไ็ ด้้ เราจะเห็็นได้้ว่่าคำำ� ๆ หนึ่่�ง สามารถบอกถึึงบริบิ ททางสัังคม
และความคิดิ ของคนในสัังคมอีีกด้้วย
277
หลังั จากศึกึ ษาเรื่อ� งนี้ผ�้ ู้เ�้ ขีียนยังั ตั้ง� ข้้อสังั เกตถึึงคำ�ำ ว่า่ “บน” ในเชิงิ อุปุ ลักั ษณ์์
เช่น่ คำ�ำ ว่า่ “สินิ บน”ซึ่ง� เป็น็ อีีกหนึ่่ง� คำ�ำ ที่่น� ่า่ สนใจเนื่อ�่ งจากความหมายคืือการให้้ทรัพั ย์ห์ รืือ
สิ่ง� ของเป็น็ เครื่อ� งตอบแทนแก่ผ่ ู้ท�้ี่่ช� ่ว่ ยเหลืือให้้สำ�ำ เร็จ็ ตามประสงค์์ แสดงถึึงค่า่ ตอบแทน
เหล่า่ นั้้น� มีีอำ�ำ นาจสามารถควบคุมุ คนได้้ และเดิมิ ทีีสินิ บนหมายถึึงค่า่ หัวั หรืือรางวัลั นำ�ำ จับั
ต่่อมาเกิิดการเปลี่่�ยนแปลงจนเกิิดความหมายใหม่่และเมื่่�อคนนึึกถึึงสิินบนมัักจะนึึกถึึง
เรื่อ� งไม่ด่ ีีหรืือวานให้้ปกปิดิ เรื่อ� งที่่ก� ระทำ�ำ ผิดิ จึึงสื่อ�่ ความหมายไปในเชิงิ ลบจึึงคล้้ายกับั
กรณีีของคำ�ำ ว่า่ “เบื้้อ� งบน”
ภาษาและความคิดิ สามารถสะท้้อนสังั คม และสภาพสังั คมยังั ส่ง่ ผลต่อ่ การ
เปลี่่ย� นแปลงความหมายของคำ�ำ อีีกด้้วย ทั้้ง� สามอย่า่ งนี้ไ�้ ม่ส่ ามารถแยกออกจากกันั ได้้ เมื่อ�่
มนุษุ ย์ย์ ังั ใช้้ภาษาในการติดิ ต่อ่ สื่อ�่ สาร การปรับั ขยายหรืือการเปลี่่ย� นแปลงความหมาย
ของคำ�ำ และพัฒั นาการของคำ�ำ ที่่เ� กิดิ ขึ้น�้ ใหม่่ ๆ ก็ย็ ังั คงมีีต่อ่ ไปตามยุคุ สมัยั
ผู้เ�้ ขีียนหวังั ว่า่ บทความชิ้น� นี้จ�้ ะเป็น็ ประโยชน์์ และทำ�ำ ให้้ผู้ค�้ นลองสังั เกตคำ�ำ ที่่�
ประกอบกันั ของ 2 หน่ว่ ยคำ�ำ ขึ้น�้ ไปมีีนัยั ยะใดแฝงอยู่�ซึ่ง� ส่ง่ ผลต่อ่ ความหมายของคำ�ำ จนเกิดิ
กระบวนการทางอุปุ ลักั ษณ์ ์ อีีกทั้้ง� บริบิ ททางวัฒั นธรรมและสังั คมส่ง่ ผลต่อ่ การใช้้ภาษาทำ�ำ
ให้้เกิดิ การเปลี่่ย� นแปลงความหมายของคำ�ำ รอบตัวั เราอยู่�ตลอดเวลา
278
เอกสารอ้้างอิิง
ภคภต เทีียมทันั . (2561). “พััฒนาการของคำำ�ว่า่ “บน” ในภาษาไทย:
การศึกึ ษาแนวอรรถศาสตร์์ปริชิ าน.” วิิทยานิพิ นธ์์อักั ษรศาสตร์ด์ ุษุ ฎีี
บัณั ฑิติ สาขาภาษาไทย บัณั ฑิติ วิิทยาลััย จุฬุ าลงกรณ์ม์ หาวิทิ ยาลััย.
เข้้าถึึงเมื่อ่� 30 กัันยายน 2564. บทคัดั ย่อ่ จาก ฐานข้้อมููลวิทิ ยานิพิ นธ์์
อิเิ ล็ก็ ทรอนิกิ ส์์ http://cuir.car.chula.ac.th/handle/123456789/62958
สำ�ำ นักั งานราชบัณั ฑิิตยสภา. (2556). พจนานุกุ รม ฉบัับราชบััณฑิิตยสถาน
พ.ศ. 2554. ค้้นหาจาก https://dictionary.orst.go.th/
______________. (2558). ภาษาในสังั คมไทย: ความหลากหลาย
การเปลี่�่ยนแปลง และการพัฒั นา. พิิมครั้�งที่่� 4. กรุงุ เทพฯ: โรงพิมิ พ์์แห่่ง
จุฬุ าลงกรณ์์มหาวิิทยาลัยั .
279
ปังั ปังั ปังั ต่า่ งกัันอย่่างไร
นางสาวอนัญั พร พุ่่�มวิวิ ัฒั นา 05610486
ส่่วนนำ�ำ
ความน่า่ สนใจของคำ�ำ ที่�น่ ำำ�มาศึึกษา
เดิิมคำ�ำ ว่่า “ปััง” ในฐานนะของคำ�ำ วิเิ ศษณ์์มีีเพีียง 1 ความหมาย คืือ เสีียงดังั
ซึ่�งมาจากการเลีียนเสีียงการกระแทกหรืือการระเบิิดที่่ม� ีีเสีียงดังั เป็็นความหมายที่่ค� น
ไทยใช้้ในชีีวิิตประจำำ�วัันมาอย่า่ งช้้านาน แต่ใ่ นปััจจุบุ ััน ความหมายของคำำ�ว่า่ “ปััง” ได้้
มีีความหมายใหม่ท่ ี่่�แตกต่า่ งออกไปจากเดิมิ กลายเป็น็ คำ�ำ สแลงหรืือภาษาปากที่่�คนรุ่่�น
ใหม่่เป็น็ ผู้ค�้ ิดิ ค้้น และใช้้กันั อย่่างแพร่ห่ ลายในปััจจุุบััน โดยความหมายใหม่ข่ องคำำ�
วิเิ ศษณ์์ “ปังั ” มีี 2 ความหมายด้้วยกััน ได้้แก่่ ความหมายที่่� 1) ถููกใจ หรืือ เห็็นด้้วย
และ ความหมายที่่� 2) ดีี, สวย, เลิิศ เป็็นต้้น ด้้วยเหตุนุ ี้้ท� างผู้เ้� ขีียนจึึงรู้�้สึึกสนใจการ
ขยายและการเปลี่่�ยนแปลงความหมายของคำำ�ว่า่ “ปััง” โดยอาศัยั การอธิบิ ายโดยหลััก
อรรถศาสตร์์เชิิงปริิชาน
วัตั ถุุประสงค์์
1. เพื่่�อวิิเคราะห์ค์ วามหมายของคำำ�ว่า่ “ปััง”
2. เพื่่�อวิเิ คราะห์ค์ วามสัมั พันั ธ์ร์ ะหว่่างความหมายต่่าง ๆ ของคำำ�ว่า่ “ปังั ”
ในภาษาไทย
สมมติิฐาน
1. ความหมายของคำำ�ว่่า “ปังั ” มีีทั้้ง� ความหมายเชิิงกายภาพ และมีี
ความหมายเชิิงเปรีียบเทีียบกับั การกระแทกหรืือการระเบิดิ ที่่ม� ีีเสีียงดังั
2. ความสัมั พัันธ์์ทางความหมายของคำำ�ว่่า “ปังั ” ในภาษาไทย คืือ มีีการ
ขยายความหมายจากความหมายทางกายภาพที่่�หมายถึึง เสีียงดััง ซึ่่ง� ไปสู่่�ความหมาย
เชิงิ เปรีียบเกี่ย� วกัับเสีียงกระแทกหรืือเสีียงระเบิิดที่่ม� ีีเสีียงดังั ผ่่านกระบวนการทาง
ปริิชานที่่ส� ำำ�คัญั เช่่น กระบวนการนามนััย
280
ความหมายของคำ�ำ ว่่า “ปังั ” ในภาษาไทย
จากผลการวิิเคราะห์์ความหมายของคำำ�ว่่า “ปััง” ในฐานะคำ�ำ วิิเศษณ์์ใน
ภาษาไทย ที่่ม� ีีปริิบทข้้อความการใช้้ในชีีวิิตประจำำ�วัันในสังั คมปัจั จุุบััน พบว่่า
ความหมายของคำ�ำ วิิเศษณ์์ “ปังั ” ในภาษาไทยซึ่�งเป็็นคำำ�มููลหรืือคำำ�เดี่�ยว มีีทั้้�งหมด 3
ความหมายด้้วยกันั ได้้แก่่ 1) เสีียงดััง 2) ถููกใจ หรืือ เห็็นด้้วย 3) ดีี, สวย, เลิิศ โดยจะ
สามารถอธิิบายการขยายความหมายต่า่ ง ๆ ได้้ดัังนี้้�
1. ความหมายที่่� 1 : เสีียงดังั
มีีที่่�มาจากการเลีียนเสีียงการกระแทกหรืือการระเบิิดที่่�มีีเสีียงดััง โดยคำำ�ว่า่
“ปััง” ในความหมายนี้�้จะใช้้เป็็นส่ว่ นขยายคำ�ำ นามเพื่่�อเน้้นย้ำ��ำ ความหมายว่า่ มีีเสีียงดังั
อย่่างเสีียงปััง
พบตัวั อย่่างข้้อความดัังนี้�้
ตัวั อย่า่ งที่่� 1 เขาตบโต๊๊ะเสีียงดังั ปัังด้้วยความโมโห
ตัวั อย่่างที่่� 2 เมื่่�ออาโกจุุดประทัดั ก็ม็ ีีเสีียงดัังปัังติดิ ต่่อกัันหลายครั้�ง ทำำ�ให้้
เด็ก็ ๆ ตกใจพากัันยกมืือขึ้น้� ปิิดหูู
จากตััวอย่า่ งข้้างต้้น มักั ปรากฏคำำ�ว่า่ “ปังั ” ร่่วมกัับคำำ�ว่่า ดังั ซึ่่�งเป็็นการเน้้นย้ำำ��
ความหมายว่่า เสีียที่่�ได้้ยินิ มีีเสีียงดัังคล้้ายการออกเสีียงว่่าปังั
2. ความหมายที่่� 2 : ถููกต้้อง ถููกใจ เห็น็ ด้้วย
มีีที่่�มาจากการเปรีียบเสีียงการตบโต๊๊ะ ๆ เมื่�อ่ ได้้ยิินเรื่อ�่ งที่่�ถููกใจหรืือตรง
ประเด็น็ โดยคำ�ำ ว่า่ “ปััง” ในความหมายนี้้�มักั จะใช้้เป็็นคำ�ำ ตอบรับั เมื่อ�่ เห็น็ ด้้วยกัับ
ข้้อเสนอ หรืือ เป็็นคำำ�ที่่�ใช้้แสดงอาการถููกใจ และจะเป็น็ คำ�ำ ที่่ม� ักั ปรากฎขึ้น�้ ในบท
สนทนา
281
พบตัวั อย่า่ งข้้อความดังั นี้�้
ตัวั อย่า่ งที่่� 1 : ผู้ส�้ นทนา 1 : เธอคิดิ ว่า่ ฉันั ทำ�ำ แบบนั้้น� ดีีมั้้ย�
ผู้ส�้ นทนา 2 : ปังั
ตัวั อย่า่ งที่่� 2 : ผู้ส�้ นทนา 1 : รููปนี้เ�้ ป็น็ ไง
ผู้ส�้ นทนา 2 : ปังั สวยมาก โพสลงโซเชี่ย� ลได้้เลย
จากตัวั อย่า่ งข้้างต้้นจะเห็น็ ได้้ว่า่ คำ�ำ ว่า่ “ปังั ” เมื่อ�่ ใช้้เป็น็ คำ�ำ ตอบรับั จะมีีความหมายที่่ต� ่า่ ง
ออกไปกลายเป็น็ ความหมายเชิงิ เปรีียบซึ่่ง� เปรีียบกับั กริยิ าการตบโต๊๊ะเมื่อ�่ รับั รู้เ�้ รื่อ� งที่่ถ� ููกใจ
จึึงมีีการดึึงเสีียงดัังปัังจากการตบโต๊๊ะมาใช้้เพื่่�อเน้้นย้ำำ��ความหมายสามารถอนุุมานได้้
ว่า่ คำ�ำ ว่า่ “ปังั ” ในตัวั อย่า่ งทั้้ง� 2 ตัวั อย่า่ ง จะมีีความหมายว่า่ ถููกใจ ถููกต้้อง เห็น็ ด้้วยจน
อยากจะตบโต๊๊ะ เพื่อ�่ แสดงอาการสะใจ โดยคำ�ำ ว่า่ “ปังั ” จะต้้องปรากฏเป็น็ คำ�ำ มููล
เพื่อ�่ ใช้้ตอบรับั เท่า่ นั้้น� มิฉิ ะนั้้น� คำ�ำ ว่า่ “ปังั ” ดังั กล่า่ วจะไม่ถ่ ููกวิเิ คราะห์ว์ ่า่ ใช้้ในความหมายนี้�้
3. ความหมายที่่� 3 : ดีี, สวย, เลิศิ , เป็น็ ที่่น� ิยิ ม หรืือ ได้้รับั ความสนใจ เป็น็ ต้้น
คำ�ำ ว่า่ “ปังั ” ในความหมายที่่� 3 อาจไม่ไ่ ด้้มีีที่่ม� าจากการเลีียนเสีียงหรืือกริยิ าซึ่ง� ท
�ำ ให้้เกิดิ เสีียงโดยตรงเหมืือนกับั ความหมายที่่� 1 แต่ม่ ีีที่่ม� าจากการสมาสคำ�ำ โดยไม่ค่ ำ�ำ นึึงถึึง
หลักั การ เพีียงแค่น่ ำ�ำ คำ�ำ ว่า่ เป๊ะ๊ มาสมาสร่ว่ มกับั คำ�ำ ว่า่ อลังั ได้้ผลลัพั ธ์อ์ อกมาเป็น็ คำ�ำ ว่า่
“ปังั ” ร่ว่ มกับั การเปรีียบถึึงการกระแทกหรืือการระเบิดิ ที่่ม� ีีเสีียงดังั เพราะผู้ค�้ นที่่อ� ยู่�
บริเิ วณใกล้้เคีียงจะต้้องหันั มาให้้ความสนใจ โดยคำ�ำ ว่า่ “ปังั ” ในความหมายนี้ม�้ ักั จะใช้้
ในลักั ษณะของคำ�ำ ชม และจะเป็น็ คำ�ำ ที่่ม� ักั ปรากฏขึ้น�้ ในบทสนทนา หรืือ
ประโยคบอกเล่า่ ก็ไ็ ด้้
พบตัวั อย่า่ งข้้อความดังั นี้�้
ตัวั อย่า่ งที่่� 1 : นางงามคนนี้ค�้ ืือปังั มาก ไม่ต่ ิดิ เลย ปังั ทุกุ จุดุ หน้้าปังั หุ่่�นปังั
ชุดุ ปังั เดินิ ก็ป็ ังั
ตัวั อย่า่ งที่่� 2 : ละครเรื่อ� งนี้ป�้ ังั มาก ทุกุ คนต้้องรู้จ� ักั แน่ๆ่
ตัวั อย่า่ งที่่� 3 : ผมคิดิ ว่า่ ความปังั ของโปรเจ็ค็ นี้จ�้ ะต้้องทำ�ำ ให้้เราชนะ
การแข่ง่ ขันั นี้ไ�้ ด้้แน่่
282
จากตััวอย่่างข้้างต้้น จะเห็็นได้้ว่่า คำำ�ว่่า “ปััง” มีีการใช้้ในลัักษณะของคำ�ำ ชม
โดยจะมีีความหมายเชิิงเปรีียบ ซึ่่�งเปรีียบการกระแทกหรืือการระเบิดิ ที่่ม� ีีเสีียงดังั
เพราะผู้้ค� นที่่�อยู่่�บริิเวณใกล้้เคีียงจะต้้องหัันมาให้้ความสนใจ จึึงมีีการดึึงคำ�ำ ว่า่ ปังั มาใช้้
เพื่่อ� เน้้นย้ำ��ำ ความหมาย จึึงสามารถอนุุมานได้้ว่่าคำำ�ว่า่ “ปังั ” ในตััวอย่่างทั้้�ง 3 ตัวั อย่า่ ง
จะมีีความหมายว่่า ดีี, สวย, เลิศิ หรืือ จะต้้องเป็็นที่่น� ิิยม จนทุกุ คนที่่เ� ห็็นจะต้้องให้้
ความสนใจหรืือจะต้้องเป็น็ ที่่ย� อมรับั ของคนหมู่�มาก โดยคำ�ำ ว่่า “ปังั ” ในความหมายนี้�้
จะต้้องปรากฏเป็น็ คำำ�มููลเพื่่�อใช้้ในลักั ษณะของการชมเท่่านั้้น� มิิฉะนั้้�นคำำ�ว่่า “ปังั ”
ดัังกล่า่ ว จะไม่่ถููกวิเิ คราะห์ว์ ่่าใช้้ในความหมายนี้้�
สรุปุ ผลการศึกึ ษา
จากผลการวิเิ คราะห์ค์ วามหมายของคำำ�ว่่า “ปังั ” ในภาษาไทย พบว่่า
ความหมายของคำ�ำ ว่า่ “ปังั ” ในภาษาไทย มีีทั้้ง� หมด 3 ความหมาย ได้้แก่่ 1) เสีียงดััง
2) ถููกต้้อง ถููกใจ เห็น็ ด้้วย 3) ดีี, สวย, เลิิศ, เป็น็ ที่่�นิยิ ม หรืือ ได้้รับั ความสนใจ เป็็นต้้น
เป็็นความหมายทางกายภาพซึ่่�งแสดงถึึงเสีียงดัังจากการกระแทกหรืือการระเบิิด
จำำ�นวน 1 ความหมาย และความหมายเชิงิ เปรีียบเกี่ย� วกับั การใช้้ฟันั จำ�ำ นวน 2
ความหมาย โดยหากเป็็นความหมายทางกายภาพซึ่่ง� แสดงกิิริิยาอาการที่่�ใช้้ฟันั คืือ
จากการเลีียนเสีียงการกระแทกหรืือการระเบิิดที่่�มีีเสีียงดััง เพื่อ่� เน้้นย้ำ��ำ ความหมายของ
คำ�ำ ว่่าดังั ให้้ชัดั เจนว่า่ มีีเสีียงดังั คล้้ายคำำ�ว่า่ ปััง แต่ห่ ากเป็น็ ความหมายเชิิงเปรีียบเกี่�ยว
กัับการกระแทกหรืือการระเบิิดที่่�มีีเสีียงดังั จะเป็็นการเลีียนเสีียง ปััง มาใช้้เพื่�่อเปรีียบ
ไปถึึงกริิยาอาการต่่างๆที่่ท� ำ�ำ ให้้เกิดิ เสีียง เช่่น ตบโต๊๊ะเพราะถููกใจดังั ปััง หรืือ เสีียงดังั เมื่่อ�
เกิิดกระแทกหรืือระเบิิด และผู้ค�้ นมัักให้้ความสนใจ ซึ่่�งความหมายต่า่ ง ๆ ของคำำ�ว่า่
“ปััง” ในภาษาไทย ทั้้ง� 3 ความหมายนี้ �้ มีีความสััมพัันธ์์กันั ทางความหมาย โดย
ความหมายที่่� 1 ‘เสีียงดังั ’ มีีความสััมพัันธ์ก์ ัับความหมายอื่น�่ ๆ โดยขยายความหมาย
ไปยังั ความหมายที่่� 2 ‘ถููกต้้อง ถููกใจ เห็น็ ด้้วย’ และ ความหมายที่่� 3 ‘ดีี, สวย, เลิศิ ,
เป็็นที่่น� ิิยม หรืือ ได้้รัับความสนใจ’ ด้้วยกระบวนการนามนัยั แบบเน้้นส่ว่ น
ประกอบย่อ่ ย
283
ซึ่ �งเป็็นการขยายความหมายไปสู่่�ผลลััพธ์์ของการกระทำำ�โดยดึึงเอาเสีียงประกอบกริิยา
“การกระแทกหรืือการระเบิดิ ที่่ม� ีีเสีียงดังั ” กล่า่ วคืือการใช้้คำ�ำ ว่า่ “ปังั ” เพื่อ�่ เน้้นยำ�ำ ว่า่
เสีียงดังั คล้้ายเสีียงปังั จะมีีการเลีียนเสีียงไปเพื่อ�่ ใช้้ในความหมายที่่เ� กี่ย� วข้้องอื่น�่ จากกริยิ า
การตบโต๊๊ะดังั ปังั ด้้วยความรู้ส� ึึกถููกใจ หรืือ การที่่ค� นให้้ความสนใจเพราะเสีียงกระแทก
หรืือ เสีียงระเบิดิ ดังั ปังั ดังั นั้้น� ความหมายพื้้น� ฐาน ‘เสีียงดังั ’ จึึงขยายไปสู่่�ความหมายที่่บ� ่ง่
บอกถึึงความถููกใจ หรืือ การได้้รับั ความนิยิ ม เป็น็ ที่่ย� อมรับั คืือ ความหมายที่่� 2 ‘ถููกต้้อง
ถููกใจ เห็น็ ด้้วย’ และ ความหมายที่่� 3 ‘ดีี, สวย, เลิศิ , เป็น็ ที่่น� ิยิ ม หรืือ ได้้รับั ความสนใจ
’
284
เปรี้�ยวมากไหม เป็็นคํําถามหรือื ไม่่
นางสาวพรรณิิภา คํําภัักดีี 05610307
ส่ว่ นนำำ�
บทคััดย่่อ
บทความวิิจัยั นี้ม�้ ีีวััตถุปุ ระสงค์์วิิเคราะห์์ความหมายของคํําว่า่ “เปรี้ย�้ ว”
ภาษาไทยและวิิเคราะห์ค์ วามสัมั พัันธ์ท์ างความหมายตามบริบิ ทต่่าง ๆ
บทนํํา
หากพููดถึึงคํําว่่าเปรี้้�ยว เดิมิ ทีีจะนึึกถึึง รสเปรี้�ย้ ว ที่่�แสดงถึึงรสชาติขิ องอาหาร
ซึ่ �งรสชาติิเปรี้้�ยวเป็็นรสชาติิที่่�โด่่ดเด่่นออกมาจากอาหาร หากมีีรสชาติิเปรี้้�ยวมาก
ปฏิกิ ิิริิยาของผู้บ�้ ริิโภคก็จ็ ะแสดงออกไปจากเดิมิ ซึ่่ง� คนไทยได้้นํําคํําว่า่ เปรี้�ย้ ว มาอุปุ มา
ในภาษาไทยไปใช้้ในบริิบทต่่าง ๆ
วัตั ถุุประสงค์์
- เพื่�่อวิเิ คราะห์ค์ วามหมายของคํําว่่า “เปรี้ย�้ ว” ในภาษาไทย
- เพื่่�อวิิเคราะห์์ความหมายที่่�นํํามาใช้้ในบริบิ ทต่่าง ๆ ของคํําว่่า “เปรี้ย�้ ว” ในภาษาไทย
คํําว่่า “เปรี้�้ยว” ปกติแิ ล้้วคืือการอธิิบายรสชาติขิ องอาหาร แต่ป่ ััจจุุบััน
คนไทยได้้นํําคํําว่า่ “เปรี้�้ยว” มาใช้้กัับรููปประโยคในบริิบทต่่าง ๆ ทํําให้้คํําว่า่ “เปรี้ย�้ ว”
นั้้น� ไม่่ได้้แสดงถึึงรสชาติขิ องอาหารเพีียงอย่่างเดีียว คนไทยนํําลักั ษณะความหมายของ
คํําที่่เ� กี่ย� วเนื่อ�่ งและสัมั พันั ธ์์กัันไปปรัับใช้้ในประโยค ทํําให้้คํําว่่า “เปรี้้ย� ว” ภาษาไทย
เกิดิ ความหมายขึ้น้� มาใหม่่ดัังนี้้�
285
1.1. ความหมายเดิมิ
เปรี้ย�้ ว แสดงถึึงรสชาติอิ าหารเช่น่ มะนาว น้ำ��ำ ส้้มสายชูู ซึ่่ง� เป็น็ รสชาติทิี่่ม� ีี
ความโด่ด่ เด่น่ ออกมา ทํําให้้เมื่อ�่ ผู้บ�้ ริโิ ภคอาหารเข้้าไปแล้้วเกิดิ รับั รู้ร�้ สชาติไิ ด้้ว่า่ เปรี้ย�้ ว หรืือ
เปรี้ย�้ วมาก ก็อ็ าจมีีปฏิกิ ิริ ิยิ าต่า่ งออกไปจากเดิมิ เช่น่ เมื่อ�่ รับั ประทานอาหารที่่ม� ีีรสชาติิ
เปรี้ย�้ วมาก ใบหน้้าของผู้ร�้ ับั ประทานจะตอบสนองโดยการหลับั ตาปี๋๋� เป็น็ ต้้น
ภาพที่่� 1 แสดงมโนทัศั น์ข์ องรสชาติจิ ากปกติสิู่�วงมโนทัศั น์ร์ สชาติิ “เปรี้ย�้ ว”
1.2.ความหมายอุปุ มา สามารถแบ่ง่ ออกได้เ้ ป็น็ 2 ลักั ษณะ ดังั นี้้�
1) กล่า่ วถึึงการกระทํําบางอย่า่ ง
เป็น็ การใช้้คํําว่า่ “เปรี้ย�้ ว” เปรีียบเทีียบกับั การกระทํําที่่โ� ด่ด่ เด่น่ ออกมาในทางที่่ �
ไม่ด่ ีี เช่น่ ไม่อ่ ยากโดนดีี ก็อ็ ย่า่ เปรี้ย�้ วให้้มันั มาก ประโยคนี้ก�้ ล่า่ วคืืออย่า่ ทํําตัวั
โด่ด่ เด่น่ มาก ซึ่่ง� การทํําตัวั โด่ด่ เด่น่ ในที่่น� ี้อ�้ าจเป็น็ การกระทํําที่่แ� ย่่ ไม่ด่ ีี หรืือ
ไม่ส่ ุภุ าพ บริบิ ทประโยคมีีนัยั ของการท้้ายทายแฝงอยู่�โดยทั่่ว� ไปการใช้้ประโยค
แบบนี้ส�้ ่ว่ นใหญ่ม่ ักั ใช้้กับั กลุ่�มวัยั รุ่่�น
286
ภาพที่่� 2 แสดงโครงสร้้างมโนทัศั น์ค์ ํําว่า่ “เปรี้ย�้ ว” ที่่เ� ปรีียบเทีียบกับั การกระทํํา
2) กล่า่ วถึึงลัักษณะการแต่ง่ ตััว
“เปรี้�ย้ ว” ในการเปรีียบเทีียบกับั การแต่ง่ ตััวจะเป็็นการเปรีียบเทีียบถึึงผู้�้ที่่�
แต่่งตัวั ออกมาแล้้วดููเด่น่ กว่่าผู้�้อื่่�น หรืือแหวกไปจากคนทั่่ว� ๆ ไป
ภาพที่่� 3แสดงมโนทัศั น์ค์ ํําว่า่ เปรี้ย�้ วกับั การเปรีียบเทีียบถึึงลักั ษณ์ก์ ารแต่ง่ ตัวั
287
ภาพที่่� 5 แสดงตัวั อย่า่ งภาพการแต่ง่ ตัวั สีีโทนธรรมดาทั่่ว� ไป
ภาพที่่� 6 แสดงตัวั อย่า่ งภาพการแต่ง่ ตัวั สีีฉููดฉาดโด่ด่ เด่น่
สรุปุ ผลการศึกึ ษา
การศึกึ ษาความหมายของคำ�ำ ว่า่ “เปรี้ย�้ ว” พบว่า่ ถึึงแม้้ว่า่ บริบิ ทภาษาจะเปลี่่ย� น
ไปกลายเป็น็ คำ�ำ ที่่อ� ยู่�ในความหมายต่า่ ง ๆ แต่ย่ ังั คงอยู่�ภายในวงมโนทัศั น์เ์ ดีียวกันั คืือสิ่ง�
ต่า่ ง ๆ หรืือการกระทำ�ำ ใด ๆ ที่่โ� ด่ด่ เด่น่ ออกมา “เปรี้ย�้ ว” ความหมายเดิมิ นั้้น� ก็ค็ ืือรสชาติทิี่่�
โด่ด่ เด่น่ ออกมาจากอาหาร คนไทยจึึงใช้้คำ�ำ ว่า่ “เปรี้ย�้ ว” ไปปรับั ใช้้เพื่อ�่ อรรถรสของ
ภาษาและสร้้างความสนุกุ สนานขณะพููดคุยุ
ขอยกตัวั อย่า่ งคำ�ำ ว่า่ “เปรี้ย�้ วมากไหม” ในขณะที่่ผ� ู้ถ�้ ููกถามรับั ประทานอาหารจำ�ำ
พวก ยำ�ำ หรืือ ส้้มตำ�ำ อยู่่�ก็ไม่เ่ ป็น็ อะไรเพราะเป็น็ ความหมายตรงตัวั แต่ห่ ากถามในขณะที่่�
อยู่�ในสถานการณ์ท์ี่่ม� ีีคนอย่า่ งน้้อย 2 คน กำ�ำ ลังั มีีความขัดั แย้้งบางอย่า่ งอยู่�แล้้วพููดด้้วยน้ำ��ำ
เสีียงดุดุ ันั ว่า่ “เปรี้ย�้ วมากไหม” ในรููปประโยคนี้ผ�้ ู้ถ�้ ามก็ค็ งไม่ไ่ ด้้หมายถึึงรสชาติขิ อง
อาหารแล้้ว แต่ห่ มายถึึงการท้้าทายฝ่า่ ยตรงข้้ามเสีียมากกว่า่
จะเห็น็ ได้้ว่า่ ถึึงแม่จ่ ะเป็น็ คำ�ำ ว่า่ “เปรี้ย�้ ว” เช่น่ เดีียวกันั เมื่อ�่ ไปอยู่�ในรููปประโยค
หรืือบริบิ ทอื่น�่ ก็ส็ ามารถมีีความหมายแตกต่า่ งกันั ออกไปได้้ แต่ม่ ีีข้้อสังั เกตคืือ
ความหมายจะยังั คงอยููภายใต้้วงมโนทัศั น์เ์ ดีียวกันั จะไม่ไ่ ด้้ผิดิ แยกออกไปจากความหมาย
เดิมิ เท่า่ ไหร่น่ ักั เมื่อ�่ ลองสังั เกตความหมายต่า่ ง ๆ ที่่ค� ำ�ำ ว่า่ “เปรี้ย�้ ว”ไม่ไ่ ด้้หมายถึึงรสชาติิ
ของอาหาร แต่ก่ ็ย็ ังั คงเป็น็ สิ่่ง� ที่่โ� ด่ด่ เด่น่ ออกมาจากสิ่ง� ที่่อ� ยู่�ภายในตรงนั้้น� อยู่�ดี
288
เอกสารอ้า้ งอิิง
ราชบัณั ฑิิตยสถาน. (2554). พจนานุุกรมฉบับั ราชบััณฑิติ ยสถาน พ.ศ. 2554.
กรุุงเทพมหานคร
เรีียบเรีียงจาก
พรรณิิภา คำ�ำ ภัักดีี. (2564). เปรี้ย� วมากไหม เป็น็ คำำ�ถามหรือื ไม่.่ นครปฐม:
คณะอัักษรศาสตร์์ มหาวิทิ ยาลัยั ศิิลปากร.
289
เผ็ด็ และ เผ็(็ ช)ด
การใช้้คำำ�ที่่�แตกต่า่ งกััน เมื่่อ� บริบิ ทเปลี่่ย� นแปลงไป
นางสาวณััฐิกิ า ปราบสงคราม 620510001
ส่่วนนำ�ำ
งานวิิจััยนี้ม้� ีีวััตถุุประสงค์์เพื่�อ่ วิเิ คราะห์์ความหมายของคำำ�ว่่า “เผ็็ด”ที่่ย� ังั ใช้้อยู่�
ทั่่�วไปในปัจั จุบุ ััน โดยมุ่�งอธิิบายระบบความหมายในระดัับมโนทัศั น์์ ข้้อสงสัยั ที่่ม� ีีต่อ่
การทำ�ำ วิจิ ัยั ในครั้ง� นี้้�คืือ เหตุใุ ดถึึงมีีการใช้้คำำ�ว่า่ “เผ็ด็ ” ในความหมายที่่�นอกเหนืือไป
จากความหมายเดิิมที่่�ใช้้กัันมาตั้�งแต่อ่ ดีีต และการใช้้คำำ�ว่า่ “เผ็ด็ ” ในความหมายที่่�
เปลี่่ย� นไปจากเดิมิ นั้้�น มีีสิ่่�งใดเชื่่อ� มโยงกับั ระบบความคิดิ ของคำำ�ว่่า “เผ็็ด”
ในความหมายเดิมิ
290
ผลการศึกึ ษาพบว่า่ สาเหตุุที่่ท� ำ�ำ ให้้ผู้ใ�้ ช้้ภาษาไทยใช้้ความหมายของคำ�ำ ว่า่ “เผ็ด็ ”
นอกเหนืือจากความหมายเดิมิ ที่่เ� คยใช้้กัันมาตั้ง� แต่อ่ ดีีตนั้้น� เพราะเดิมิ ทีีคำ�ำ ว่่า “เผ็็ด” ที่่�
ใช้้กัันอยู่่�นั้้�นสามารถเชื่่�อมโยงความคิิดของผู้้�คนให้้มีีการใช้้คำำ�ว่่า “เผ็็ด”
นอกเหนืือไปจากความหมายเดิิมได้้ และเมื่่�อกาลเวลาผ่่านไป ความหมายของคำำ�ใน
แต่ล่ ะคำ�ำ ก็ย็ ่อ่ มมีีการเปลี่่ย� นแปลง ไม่เ่ ปลี่่ย� นไปในเชิงิ ที่่ม� ีีความหมายแคบเข้้า ก็เ็ ปลี่่ย� นไป
ในเชิงิ ที่่ม� ีีความหมายกว้้างออก เช่น่ เดีียวกันั กับั คำ�ำ ที่่ไ� ด้้ใช้้วิเิ คราะห์ใ์ นงานวิจิ ัยั นี้�้ โดยคำ�ำ ว่า่
“เผ็ด็ ” มีีการเปลี่่ย� นแปลงในเชิงิ ที่่ม� ีีความหมายกว้้างออก นั่่น� คืือ ความหมายเดิมิ ของคำ�ำ ว่า่
“เผ็็ด” ก็็ยัังคงมีีใช้้อยู่่� ในขณะเดีียวกััน ความหมายใหม่่ของคำำ�ว่่า “เผ็็ด”
ที่่�เกิิดขึ้้�นนั้้�นก็็มีีใช้้ขึ้้�น โดยผู้้�ที่่�ใช้้คำำ�นี้้�ก็็สามารถแยกแยะและเข้้า ใจความหมายได้้โดย
ดููจากบริบิ ทของการใช้้คำ�ำ ว่า่ “เผ็ด็ ” ณ ช่ว่ งเวลานั้้น� ๆ โดยจะอธิบิ ายความหมายของคำ�ำ ว่า่
“เผ็็ด” ที่่�มีีใช้้อยู่�แต่่เดิิม และคำำ�ว่่า “เผ็็ด” ที่่�มีีความหมายเพิ่่�มจากความหมายเดิิม
ดังั ต่่อไปนี้้�
“เผ็ด็ ” ในความหมายแต่่เดิิม
“เผ็็ด” เป็็นความรู้้�สึึกเจ็็บปวดผสมกัับความรู้้�สึึกร้้อนแรง โดยความเผ็็ดเกิิด
จากสารเคมีีประเภท Alkaloid ภายในพริิกไปจัับกัับเซลล์์ประสาทรัับความรู้้�สึึกเจ็็บ
ปวดและความรู้้�สึึกร้้อน ทำำ�ให้้เซลล์์ประสาทดัังกล่่าวส่่งสััญญาณประสาทไปยัังสมอง
หลัังจากนั้้�นสมองจึึงตีีความว่่าบริิเวณร่่างกายดัังกล่่าวได้้รัับความเจ็็บปวดและ
ความร้้อน (Lazybio, 2562)
จากความหมายของคำำ�ว่่า “เผ็็ด” ข้้างต้้นนี้�้ เป็น็ ความหมายที่่ต� รงกับั การใช้้ตั้้�ง
แต่่อดีีตของผู้้�ใช้้ภาษาไทย และนี่่�ก็็เป็็นการแสดงให้้เห็็นว่่าผู้้�ใช้้ภาษาไทยได้้ใช้้คำำ�ว่่า
“เผ็็ด” ได้้ใช้้คำำ�ว่่า “เผ็็ด” ในบริิบทที่่�ตรงกัับความหมายที่่�แท้้จริิงจะขอยกตััวอย่่าง
ประโยค ดังั นี้้�
1) นางแดง : แกงเหลืืองถ้้วยนี้้�เผ็็ดเสีียจริงิ
นางขาว : ไม่่ต้้องแปลกใจหรอก ฉันั ใส่พ่ ริิกลงไปเยอะมาก
แกงถ้้วยนี้�ถ้ ึึงได้้เผ็ด็ นััก
291
ภาพที่่� 1 : แกงเหลืือง
ความหมายของคำ�ำ ว่า่ “เผ็ด็ ” ในประโยคนี้ค�้ ืือ ต้้องการบอกว่า่ แกงเหลืืองถ้้วยที่่�
กำำ�ลัังกล่่าวถึึงนั้้�นมีีความเผ็็ดซึ่ �งเกิิดจากความร้้อนแรงจากพริิกที่่�เป็็นส่่วนผสมหนึ่่�งของ
เครื่่�องแกงของแกงเหลืืองที่่�คาดการณ์์ได้้ว่่าได้้ใส่่พริิกไปในปริิมาณหนึ่่�งที่่�ทำำ�ให้้
ผู้ร�้ ับั ประทานแกงเหลืืองถ้้วยนี้เ�้ กิดิ ความรู้ส� ึึกเผ็ด็ ขึ้น�้
2) แม่ค่ ้้า : วันั นี้ร�้ ับั อะไรดีีจ๊๊ะ
นางสาว ก : ส้้มตำ�ำ ขอแบบเผ็ด็ มาก ๆ 1 จานจ้้ะแม่ค่ ้้า
ภาพที่่� 2 : ส้้มตำ�ำ
ความหมายของคำ�ำ ว่า่ “เผ็ด็ ” ในประโยคนี้ค�้ ืือ นางสาว ก ต้้องการรับั ประทาน
ส้้มตำ�ำ ที่่ม� ีีรสเผ็ด็ มาก ๆ ซึ่่ง� การทำ�ำ ให้้ส้้มตำ�ำ มีีรสเผ็ด็ มาก ๆ ตามความต้้องการของนางสาว
ก นั้้น� แม่ค่ ้้าจะต้้องใส่พ่ ริกิ ลงไปจำ�ำ นวนที่่ม� ากในปริมิ าณหนึ่่ง� เพื่อ�่ ทำ�ำ ให้้ส้้มตำ�ำ มีีรสที่่เ� ผ็ด็ ตาม
ความต้้องการของนางสาว ก
292
จากตััวอย่่างข้้างต้้น แสดงให้้เห็น็ ว่่า ผู้้�ใช้้ภาษาไทยได้้ใช้้คำำ�ว่า่ “เผ็็ด” ตรงกับั
คำำ�นิิยามของคำำ�นี้้� ซึ่่�งสิ่ �งที่่�ยืืนยัันได้้ว่่าผู้้�ใช้้ภาษาไทยได้้ใช้้คำำ�ว่่า “เผ็็ด”สื่่�อสารกัับคู่่�
สนทนาโดยไม่่เกิิดความคลุุมเครืือนั่่�นคืือ ผู้้�ส่่งสารและผู้้�รัับสารเข้้าใจตรงกัันว่่า คำำ�ว่่า
“เผ็ด็ ” ที่่ก� ำ�ำ ลังั พููดถึึงนั้้น� หมายถึึงรสความเผ็็ดที่่�ให้้ความรู้้�สึึกร้้อนแรงและแสบร้้อน
“เผ็ด็ ” ในความหมายที่�่มีีเพิ่่ม� เข้้ามาในปัจั จุบุ ันั
คำ�ำ ว่า่ “เผ็็ด” ในปัจั จุุบัันนั้้น� ได้้ขยายกว้้างขึ้น�้ ไปจากอดีีตที่่�เคยใช้้กันั เพีียงแค่่
ความหมายว่่า รสที่่�เผ็็ดและแสบร้้อน เนื่่�องจากมีีการเชื่่�อมโยงความหมายที่่�เข้้าใจกััน
แต่่เดิิมให้้เข้้ากัับบริิบททางสัังคมที่่�เปลี่่�ยนแปลงไป โดยในปััจจุุบัันมัักใช้้คำำ�นี้้�ที่่�เขีียนว่่า
“เผ็็ช” เป็น็ การเปลี่่�ยนพยััญชนะท้้ายจากเดิิมคืือ “ด” เปลี่่�ยนเป็็น “ช”ซึ่�งเลีียนเสีียง
พยััญชนะท้้ายของเสีียงในภาษาต่า่ งประเทศที่่�ทำ�ำ ให้้เกิดิ เสีียงกักั เสีียดแทรก ที่่�มีีลมเพื่�่อ
ทำำ�ให้้คำำ�ว่่า “เผ็็ช” เป็็นคำำ�ที่่�เสริิมอรรถรสของผู้้�ส่่งสารและทำำ�ให้้ผู้้�รัับสารสามารถเข้้า
ใจต่่อสิ่ �งที่่�ผู้้�ส่่งสารต้้องการจะสื่่�อได้้เข้้าใจตรงกััน แต่่ในขณะเดีียวกัันความหมายเดิิม
ของคำำ�ว่า่ “เผ็็ด” ก็็ยังั คงมีีใช้้อยู่�อย่่างเดิมิ เพื่�่อให้้เกิิดความกระจ่า่ งขึ้น้�
จะยกเอาตััวอย่า่ งมาอธิบิ าย ดังั นี้้�
1) นางสาว ก : วัันนี้ฉ้� ันั เห็น็ คู่่�สามีี-ภรรยา โต้้คารมที่่ก� ลางห้้างกันั
อย่า่ งเผ็็(ช)ดร้้อนเลยทีีเดีียว
นางสาว ข : ฉัันก็็เห็น็ เหมืือนกัันค่่ะ โต้้คารมกันั ได้้เผ็ด็ ร้้อน
อย่า่ งที่่ค� ุุณว่่าเสีียจริงิ ด้้วยค่ะ่
ภาพที่่� 3 : คู่่�สามีี-ภรรยา
293
ความหมายของคำำ�ว่่า “เผ็็ด” ในประโยคนี้้�คืือ การสนทนาในเชิิงโต้้เถีียงกััน
ด้้วยอารมณ์์ โดยมีีคำำ�ว่่า “ร้้อน” เสริิมเข้้ามา เพื่่�อแสดงให้้เห็็นถึึงสถานการณ์์ที่่�กำำ�ลััง
ร้้อนแรง เหมืือนกัับอารมณ์์ของคู่�สามีี-ภรรยาที่่�กำำ�ลัังโต้้เถีียงกัันอยู่�โดยมีีอารมณ์์เป็็น
สิ่ �งที่่�นำำ�อยู่�สิ่�งอื่่�นใด ซึ่่�งเป็็นอารมณ์์ที่่�เต็็มไปด้้วยความรู้้�สึึกโกรธ โมโห ที่่�เปรีียบได้้กัับ
ความ “เผ็ด็ ” ซึ่่�งให้้ความรู้้�สึึกถึึงความร้้อนแรง เจ็บ็ ปวดและแสบร้้อน ปะปนกันั ไป
2) นางสาวแอน : วันั นี้เ้� ธอแต่่งตััวได้้เผ็(็ ช)ดพริกิ สิบิ เม็็ดมาก ๆ
นางสาวขวััญ : ขอบใจจ้้า เธอก็็แต่ง่ ตััวได้้เผ็็(ช)ดไม่่แพ้้ฉันั เลยจ้้ะ
ภาพที่่� 4 : หญิิงสาวที่่แ� ต่ง่ ตัวั โชว์์สัดั ส่ว่ น
ความหมายของคำำ�ว่่า “เผ็ด็ ” ในประโยคนี้�้คืือ การแต่่งตัวั ที่่ม� ีีการโชว์ส์ ัดั ส่ว่ น
ของร่่างกายมากกว่่าการแต่่งตััวตามปกติิทั่่�วไป อย่่างเช่่นภาพตััวอย่่างภาพที่่� 4
ซึ่ �งการแต่่งตััวในลัักษณะเช่่นนี้้� ให้้ความรู้้�สึึกแก่่ผู้้�ที่่�เห็็นว่่าผู้้�ที่่�แต่่งตััวโชว์์สััดส่่วนเช่่นนี้้�
เป็็นผู้้�ที่่�มีีความร้้อนแรง เผ็็ดร้้อน ในแง่่ของการโชว์์สััดส่่วนร่่างกายแต่่งกายด้้วยผ้้า
น้้อยชิ้ �น และในบางครั้�งก็็อาจรวมไปถึึงการแต่่งตััวที่่�มีีส่่วนประกอบของสีีแดงอย่่าง
พริิกเยอะเป็็นพิเิ ศษ ก็เ็ ป็็นการบ่ง่ บอกว่่าผู้�้นั้้�นแต่่งตััวได้้เผ็ด็ ร้้อน เหมืือนกับั พริิก
เพราะมีีสีีแดงเหมืือนกััน