https://lpdi.dla.go.th [email protected] หลักสูตรนิติกร 02-516-4232 , 02-191-4804 https://www.facebook.com/LpdiNews/ สถาบันบัพัฒพันา บุคลากรท้องถิ่น 18 พฤศจิกจิายน - 8 ธันธัวาคม 2566 Prepared by : นัก นั ศึกษาหลักสูต สู รนิตินิ ติกร รุ่น รุ่ ที่ 50 นางยุพยงค์ สุวสุรรณนิชนิ ผู้อำผู้ อำนวยการโครงการหลักสูตสูรนิตินิ ติกร รุ่นรุ่ที่ 50
ใบรับรองรายงานผลการศึกษาอบรม หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ รายงานผลการฝึกอบรมหลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ รายงานฉบับนี้ได้รับการรับรองจาก สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย (นางยุพยงค์ สุวรรณนิช) ผู้อำนวยการโครงการ จ.ส.อ. (สถิตย์ จันทร์โพธิ์) ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารการฝึกอบรม ๑ (นายพนมเทียน เส้งวั่น) ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น วันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ลิขสิทธิ์ของสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น
กิตติกรรมประกาศ รายงานผลการศึกษาอบรมหลักสูตร นิติกร รุ่นที่ 50 ฉบับนี้ได้สำเร็จด้วยความร่วมมือจากผู้ เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ โดยคณะกรรมการนักศึกษาซึ่งได้รับความกรุณาจากคณะ วิทยากรของสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และท่าน วิทยากรพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้กรุฯให้เกียรติและสละเวลาเพื่อถ่ายทอดความรู้ ทักษะ เทคนิค และ ประสบการณ์อันทรงคุณค่า มอบให้แก่นักศึกษาหลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ในโอกาสนี้คณะผู้เข้ารับการอบรม ขอขอบพระคุณผู้มีอุปการะคุณ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำรายงานฉบับนี้ ทุกท่าน มา ณ โอกาสนี้ ด้วยความเคารพ นิติกร รุ่นที่ ๕๐
คำนำ ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จขององค์กร คือ การสร้างและพัฒนาศักยภาพและ ขีดความสามารถของนิติกรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระดับปฏิบัติการ-ชำนาญการ ให้เป็นนิติกร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ ตรงตามมาตราฐานกำหนดตำแหน่ง สร้างวิสัยทัศน์และทัศนคติที่ถูกต้องในการปฏิบัติงาน รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ที่บุคลากร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรต้องรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของตน เพื่อประโยชน์ ขององค์กรและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานสรุปผลการศึกษาการอบรมเล่มนี้ จักเป็นประโยชน์ ต่อผู้เข้ารับการศึกอบรม หรือผู้ที่สนใจสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติราชการและการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ได้เป็นอย่างดี และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ เสริมสร้างสมรรถนะ ปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ ขอขอบคุณคณะกรรมการ และเพื่อนนักศึกษา หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ท่านผู้อำนวยการโครงการฯ ตลอดจนเจ้าหน้าที่คณะทำงานทุก ท่าน ที่มีส่วนร่วมในการอำนวยความสะดวกในการศึกษาอบรม การจัดทำรายงาน คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ มาตราการละแนวทางแก้ไขปัญหาซึ่งส่งผลให้การฝึกอบรมหลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ลุลวงไปด้วยดี นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๖
สารบัญ เรื่อง หน้า กิตติกรรมประกาศ คำนำ สารบัญ บทที่ ๑ นิติกร ๑ ความหมายของคำว่า “นิติกร” นิติกร & ที่ปรึกษาทางกฏหมาย นิติกรองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หน้าที่ของนิติกร หน้าที่ความรับผิดชอบโดยสรุป ๒ บทที่ ๒ สรุปสาระสำคัญรายวิชา ๓ บทที่ ๓ คู่มือวินัย และการดำเนินการทางวินัย 204 บทที่ ๔ สรุปวิชาเด่น ๒๔๘ บทที่ ๕ สรุปการศึกษาดูงาน 2๕๑ ศาลปกครองสุพรรณบุรี ต.สนามชัย อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนสวนกล้วยอู๋ทอง ต.จรเข้สามพัน อ.อู๋ทอง จ.สุพรรณบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี วิสาหกิจชุมชนบ้านทุ่งทอง ต.ทุ่งทอง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี บทที่ ๖ ประโยชน์ที่ได้รับและนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น ๓๑๑ ภาคผนวก - ตารางการศึกษาอบรมหลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ - รายชื่อผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ - ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการ และประกาศแบ่งกลุ่มกิจกรรมนักศึกษา - ภาพประกอบการศึกษาอบรมระหว่างวันที่ ๑8 พฤศจิกายน - ๘ ธันวาคม ๒๕๖๖ - ประมวลภาพกิจกรรม - ใบประกาศเกียรติบัตรการอบรม E-Learning - ทำเนียบรุ่น - QR Code เอกสารประกอบการเรียนการสอน VDOกิจกรรมนักศึกษา และรายงานผลการศึกษา หลักสูตรนิติกร รุ่นที่ ๕๐
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 1 1 บทที่ ๑ นิติกร ๑. ความหมายของคำว่า“นิติกร” นิติ= กฎหมาย กร = มือเมื่อนำคำมาชนกันจึงแปลว่า "มือกฎหมาย"ซึ่งองค์กรจะถือว่าเราเป็นมือ(แขนและขา) ขององค์กร ทำในนามองค์กร โดยองค์กร เพื่อองค์กร นิติกร น.ผู้ทำหน้าที่ดูแลความถูกต้องทางกฎหมายของหน่วยงานต่างๆ ๒. นิติกร & ที่ปรึกษาทางกฏหมาย นิติกรต่างกับ ที่ปรึกษาทางกฏหมายเพราะเป็นผู้ทำทุกงานด้านกฎหมายของหน่วยงาน ไม่ใช่แค่ให้ คำปรึกษาเหมือนที่ปรึกษาทางกฎหมาย ๓. นิติกรองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ตำแหน่งนิติกรคือข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่ถูกจัดอยู่ในแท่งประเภทวิชาการ หมายถึงเมื่อเริ่มบรรจุใน ตำแหน่งนี้คือข้าราชการระดับปฏิบัติการ และจะพบได้ทั้งในองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาล เมือง เทศบาลตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ทุกวันนี้ทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีข้อกฎหมายให้พิจารณาอยู่เสมอ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่จะช่วย กรองให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เดินถูกทาง และเป็นไปตามกฎหมายนั้น จึงจำเป็นต้องพึ่งพาตำแหน่ง นิติกร ในการสรุปรวบรวม ข้อเท็จจริง และเสนอความเห็นข้อกฎหมายที่เป็นประโยชน์แก่องค์กรประกอบกับ ในปัจจุบันนี้ในสายงานนิติกรในท้องถิ่น มีค่อนข้างน้อย จึงไม่แปลกที่จะพบเห็นนิติกรช่วยเหลืองานและ เป็นที่ปรึกษาให้แก่เพื่อนๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นข้างเคียงด้วย ๔. หน้าที่ของนิติกร หน้าที่นิติกร คือ เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นต้น ทำหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานตลอดจน กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายด้านต่าง ๆ เช่น การ ร่างหรือแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติกฎ ระเบียบ และข้อบังคับ การสอบสวนตรวจพิจารณา ดำเนินการเกี่ยวกับวินัยพนักงาน และการร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ การวินิจฉัยปัญหากฎหมาย การดำเนินการ ทางคดีการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่ง จัดทำนิติกรรมหรือเอกสารที่มีผลผูกพันทางกฎหมายและ ปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ได้รับมอบหมาย
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 2 2 ๕. หน้าที่ความรับผิดชอบโดยสรุป ๑. พิจารณาตีความตอบข้อหารือหรือวินิจฉัยปัญหากฎหมายเกี่ยวกับระเบียบของทางราชการที่มีผลกระทบ ต่อการดําเนินงานของหน่วยงานเพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมและเป็นประโยชนกับหน่วยงาน ๒.ศึกษาวิเคราะห์และวิจัยเพื่อยกร่างแก้ไขหรือปรับปรุงระเบียบข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติข้อบังคับ ประกาศ หรือคําสั่งต่างๆเพื่อให้การดําเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสม ๓. ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติข้อบังคับ ประกาศ และคําสั่งต่างๆเพื่อนําข้อมูลไปวิเคราะห์ประกอบการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระเบียบ ข้อบัญญัติข้อบังคับ ประกาศและคําสั่งต่างๆ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 3 3 บทที่ ๒ สรุปสาระสำคัญรายวิชา สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา ข้อสังเกตของหน่วยตรวจสอบ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่อปท. ผู้บรรยาย อ.วรรณวิมลการีเกื้อ(ผอ.กองคลัง ทม.อโยธยา) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00 - 12.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นายจำรัสศรีชุมพู วิชาการกลุ่ม ๑ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ข้อสังเกตของหน่วยตรวจสอบ เกี่ยวกับการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ อปท. มีประเด็นดังต่อไปนี้ 1. การปฏิบัติตามระเบียบเบิกจ่าย ฯ 1.1 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การ เก็บรักษาเงิน การฝากเงิน การตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 1.2 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 1.3 อื่น ๆ 2. การจ่ายเงินผ่านระบบ KTB corporate 2.1 ด่วนที่สุด ที่มท 0808.2/ว 1911 ลว 23 มิ.ย. 65 เรื่อง การป้องกันการทุจริตการจ่ายเงิน ผ่านระบบ KTB corporate 2.2 ด่วนที่สุด ทีมท 0808.2/ว 3734 ลว 14 พ.ย. 65 เรื่อง การควบคุมและการป้องกันการ ทุจริตการจ่ายเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. การปฏิบัติงานด้านพัสดุ 3.1 กฎหมายหลัก : พรบ.จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 3.2 กฎหมายรอง - กฎกระทรวง มีจำนวนหลายฉบับ แต่เกี่ยวข้องกับอปท.ทั่วๆไป มีประมาณ 15 ฉบับ - ระเบียบ 1. ระเบียบกค.ว่าด้วยการจัดซื้อจัด จ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 2. ระเบียบกค.ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับ ตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ พ.ศ.2562 3. ระเบียบกค.ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 (ฉ.2) พ.ศ.2564 3.3 ประกาศ/หลักเกณฑ์ 1. ประกาศของนยบ. 2560 แบบสัญญา 14 รูปแบบ 2. ประกาศของ กนบ. ฉ2-2561 แบบสัญญา 1 รูปแบบ (แบบสัญญาจ้างทำของ)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 4 4 หมวด 1 บททั่วไป มาตรา 6 เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ โดยใช้เงินงบประมาณ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความคุ้มค่าต่อภารกิจของรัฐ และป้องกันปัญหาการทุจริต ให้หน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติตามแนวทางของพรบ.นี้ และกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศที่ออกตามความในพรบ.นี้ การจัดซื้อจัดจ้าง “การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุ” โดยวิธีซื้อ จ้าง เช่า แลกเปลี่ยน มาตรา 55 การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุอาจกระทำได้โดยวิธี ดังต่อไปนี้ (1) วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป การที่หน่วยงานของรัฐเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วไปที่มีคุณสมบัติตรง ตามเงื่อนไข ที่หน่วยงานของรัฐกำหนดให้เข้ายื่นข้อเสนอ (2) วิธีคัดเลือก การที่หน่วยงานของรัฐเชิญชวนเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ที่หน่วยงานของรัฐกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามรายให้เข้ายื่นข้อเสนอ เว้นแต่ ในงานนั้นมีผู้ประกอบการที่มี คุณสมบัติตรงตามที่กำหนดน้อยกว่าสามราย (3) วิธีเฉพาะเจาะจง การที่หน่วยงานของรัฐเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข ที่หน่วยงานของรัฐกำหนดรายใดรายหนึ่งให้เข้ายื่นข้อเสนอ หรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคา รวมทั้งการจัดซื้อ จัดจ้างพัสดุกับผู้ประกอบการโดยตรงในวงเงินเล็กน้อยตามที่กำหนด ในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 96 วรรคสอง ของที่หน่วยงานของรัฐอยากได้จะต้องกำหนด TOR อย่างไร ? มาตรา ๙ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้าง ให้หน่วยงานของรัฐ คำนึงถึงคุณภาพ เทคนิค และวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น และห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะ เฉพาะของพัสดุให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือของผู้ขาย รายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ เว้นแต่พัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียวหรือจะต้องใช้อะไหล่ ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้ สาระสำคัญในการจัดทำร่าง TOR (๑) ความเป็นมา งานหรือโครงการเพื่อให้เขาใจถึงความจำเป็นหรือความสำคัญของภารกิจและ ความเชื่อมโยงของภารกิจ (๒) วัตถุประสงค์ หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้นลง ผลงานของงานหรือโครงการ – มีจุดมุงหมายที่จะสร้าง ผลลัพธ์ที่มีตัวชี้วัดที่ตองการทั้ง ในดานของเวลา พื้นที่ ปริมาณ คุณภาพ รวมทั้งคาใชจายตาง ๆ ที่ชัดเจน เพื่อใหการวัดความสำเร็จ ของโครงการ สามารถจะวัด ในดานของประสิทธิผลหรือผลสัมฤทธิ์ได้โดยง่าย (3) คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ ...เป็นไปตามตัวอย่างที่คณะกรรมการนโยบายกำาหนด และหนังสือ สั่งการที่เกี่ยวข้อง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 5 5 คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอ ๑. งานจ้างก่อสร้างและการกำาหนดรายการวัสดุมาใช้ในงานก่อสร้าง ๑.๑.๑ กรณีงานจ้างก่อสร้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ ให้หน่วยงานของรัฐกำหนด คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอตามแบบประกาศและเอกสารเชิญขวนตามแบบที่คณะกรรมการนโยบาย กำหนด ตามหนังสือที่อ้างถึง ๑ - สำหรับวิธีคัดเลือกหรือวิธีเฉพาะเจาะจง ให้หน่วยงานของรัฐกำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่น ข้อเสนอตาม แบบดังกล่าว โดยอนุโลม ๑.๑.๒ การกำหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอในงานจ้างก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ให้กำหนดว่าต้องเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย 1.1.3 ห้ามมิให้กำหนดเงื่อนไขของผู้ยื่นข้อเสนอในงานจ้างก่อสร้าง ดังต่อไปนี้ (๑) จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีผลประกอบการเป็นกำไร (๒) จะต้องยื่นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมมาแสดงตั้งแต่ขณะเข้าเสนอราคา (๓) ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องเป็นตัวแทนจำหน่ายและจะต้องมีหนังลือแต่งตั้ง ตัวแทนจำหน่ายใน ครุภัณฑ์ ประกอบ เข่น เครื่องปรับอากาศ เสาไฟฟ้า สายไฟฟ้า โคมไฟ เป็นต้น หรือจะต้องมี หนังสือ รับรองอะไหล่จาก ผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายที่ไต้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิต คุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอที่เป็นกิจการร่วมค้า ๑. นิยามกิจการร่วมค้า ๑.๑ กรณีงานซื้อหรืองานจ้างทุกวงเงิน หรืองานก่อสร้างที่มีวงเงินงบประมาณน้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท หมายความว่า “กิจการที่มีข้อตกลงระหว่างผู้เข้าร่วมค้าเปีนลายลักษณ์อักษรว่าจะดำเนินการร่วมกันเป็น ทางการค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่าง บริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่ นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ นิติบุคคลอื่น หรือ นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศโดยข้อตกลง นั้นอาจกำหนดให้มีผู้เข้าร่วมค้าหลักก็ได้” ๑.๒ กรณีงานก่อสร้างที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป หรือกรณีกิจการร่วมค้าที่ มีสิทธิเป็น ผู้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานของรัฐในสาขางานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางตามที่ คณะกรรมการราคากลางและ ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการกำหนด หมายความว่า “กิจการที่มีข้อตกลงระหว่าง ผู้เข้าร่วมค้าเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะ ดำเนินการร่วมกันเป็นทางการค้าหรือหากำไร ระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับนิติบุคคลอื่น หรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยข้อตกลงนั้น อาจกำหนดให้มีผู้เข้าร่วมค้าหลักก็ได้”
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 6 6 ๒. กิจการร่วมค้าที่มีสิทธิในการเข้ายื่นข้อเสนอ ๒.๑ การกำหนดสัดส่วนในการเข้าร่วมค้าของคู่สัญญากรณีที่ข้อตกลงฯ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมค้า รายใดราย หนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลัก ข้อตกลงฯจะต้องมีการกำหนดสัดส่วนหน้าที่ และความรับผิดขอบ ใน ปริมาณงาน สิ่งของ หรือมูลค่าตามสัญญาของผู้เข้าร่วมค้าหลักมากกว่าผู้เข้าร่วมค้ารายอื่นทุกราย ๒.๒ งานซื้อหรือจ้าง และงานก่อสร้าง กรณีที่ข้อตกลงๆ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็น ผู้เข้าร่วมค้าหลักกิจการร่วมค้านั้นต้องใช้ผลงาน ของผู้เข้าร่วมค้าหลักรายเดียวเป็นผลงานของกิจการร่วมค้าที่ ยื่นข้อเสนอ สำหรับข้อตกลงฯ ที่ไม่ได้กำหนดให้ผู้เข้าร่วม ค้ารายใดเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลักผู้เข้าร่วมค้าทุกราย จะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารเชิญขวน หรือหนังสือเชิญชวน ๒.๓ งานก่อสร้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมบัญชีกลางตามสาขางานก่อสร้างที่คณะกรรมการราคากลาง และขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการกำหนดกรณีที่ข้อตกลงๆ กำหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมค้า หลักผู้เข้าร่วม ค้าหลักจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนงานก่อสร้างสาขา ... ไม่น้อยกว่าชั้น ... ประเภท ...ไว้กับกรมบัญชีกลาง ในส่วนของผู้เข้าร่วมค้าที่ไม่ใช่ผู้เข้าร่วมค้าหลักจะเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนในสาขางานก่อสร้าง ไว้กับ กรมบัญชีกลางหรือไม่ก็ได้สำหรับข้อตกลงๆ ที่ไม่ได้กำหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลัก ผู้เข้าร่วมค้า ทุกรายจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในเอกสารเชิญชวน หรือหนังสือเชิญ ขวน ๒.๔ การยื่นข้อเสนอของกิจการร่วมค้า ๒.๔.๑ กรณีที่ข้อตกลงๆ กำหนดให้มีการมอบหมายผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอใน นาม กิจการร่วมค้า การยื่นข้อเสนอดังกล่าวไม่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ สำหรับข้อตกลงฯ ที่ไม่ได้กำหนดให้ ผู้เข้าร่วมค้ารายใดเป็นผู้ยื่นข้อเสนอผู้เข้าร่วมค้าทุกรายจะต้องลงลายมือซื่อในหนังสือมอบอำนาจ ใ ห้ผู้เข้า ร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในนามกิจการร่วมค้า ๒.๔.๒ การยื่นข้อเสนอด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e - bidding) ให้ผู้เข้าร่วมค้าที่ได้รับ มอบหมายหรือมอบอำนาจตามข้อ ๒.๔.๑ ดำเนินการซื้อและดาวน์โหลดเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ กรณีที่มีการจำหน่ายเอกสารซื้อหรือจ้าง หรือดาวน์โหลดเอกสารประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์กรณีที่ไม่มีการ จำหน่าย เอกสารซื้อหรือจ้าง จึงจะมีสิทธิในการเข้ายื่นข้อเสนอในนามกิจการร่วมค้าได้ ๒.๔.๓ การยื่นข้อเสนอโดยวิธีคัดเลือกและวิธีเฉพาะเจาะจง หากผู้เข้าร่วมค้ารายใดได้รับหนังสือเชิญ ซวน จากหน่วยงานของรัฐแล้วให้ผู้เข้าร่วมค้าที่ได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจตามข้อ ๒.๔.๑ สามารถ ดำเนินการยื่น ข้อเสนอในนามกิจการร่วมค้าการยื่นข้อเสนอของกิจการร่วมค้าตามข้อ ๒.๔ ข้างต้น ให้ใช้บังคับ กับการยื่นข้อเสนอ ในงานซื้อ จ้าง เช่า งานจ้างที่ปรึกษา หรืองานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง ๓. การดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ ๓.๑ ให้หน่วยงานของรัฐแก้ไขข้อความในแบบประกาศ แบบเอกสารเชิญซวนและหนังสือเชิญซวน ให้สอดคล้องกับข้อ ๒.๑ ข้อ ๒.๒ และข้อ ๒.๓ ข้างต้นด้วย ตัวอย่างข้อความในเอกสารประกาศประกวดราคา....
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 7 7 ๑๐. ผู้ยื่นข้อเสนอที่ยื่นข้อเสนอในรูปแบบของ "กิจการร่วมค้า" ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ กิจการร่วมค้า ที่ยื่น ข้อเสนอ ผู้เข้าร่วมค้าทุกรายจะต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในเอกสารเชิญชวน เว้นแต่ ในกรณี กิจการร่วมค้าที่มีข้อตกลงระหว่างผู้เข้าร่วมค้ากำหนดให้ผู้เข้าร่วมค้า รายใดรายหนึ่งเป็น ผู้เข้าร่วมค้าหลัก กิจการร่วม ค้านั้นสามารถใช้ผลงานของผู้เข้าร่วมค้าหลักรายเดียว เป็นผลงานของกิจการร่วม ค้าที่ยื่นข้อเสนอ กรณีที่ข้อตกลงระหว่างผู้เข้าร่วมค้ากำหนดให้ผู้เข้าร่วมค้ารายใดรายหนึ่งเป็นผู้เข้าร่วมค้าหลัก ข้อตกลง ดังกล่าวจะต้องมีการกำหนดลัดส่วนหน้าที่ และความรับผิดชอบในปริมาณงาน สิ่งของ หรือมูลค่า ตามสัญญามากกว่า ผู้เข้าร่วมค้ารายอื่นทุกราย ด้วยปรากฏว่า หน่วยงานของรัฐประสบปัญหากรณีที่คู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐ ไม่เข้าดำเนินการ ตามสัญญาเนื่องจากการขาดสภาพคล่องในระหว่างการดำเนินงานตามสัญญา จึงทำให้คู่สัญญาทำงานล่าช้า จนมีค่าปรับเกิดขึ้นจำนวนมาก หรือบางสัญญาคู่สัญญาละทิ้งงาน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ หน่วยงานของรัฐนำไปพิจารณาคัดกรองคุณสมบัติด้าน การเงินกับผู้ประกอบการที่เข้ามายืนข้อเสนอกับ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งหากผู้ประกอบการประสบ ปัญหาการขาดสภาพคล่องในระหว่างดำเนินการตามสัญญา ในที่สุดผู้ประกอบการก็จะละทิ้งงาน ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถใช้พัสดุได้ ตามกำหนดเวลาที่คาดการณ์ไว้ เช่น ต้องเสียค่าเช่าสำนักงาน ต้องดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ ซึ่งอาจมี ค่าใช้จ่าย เพิ่มเติมหรืองบประมาณที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอกับช่วงระยะเวลาที่จะดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้างครั้งใหม่ เนื่องจากราคาพัสดุในขณะนั้นสูงขึ้น เป็นต้น การกำหนดรายละเอียดหรือคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้างและการกำหนด คุณสมบัติ ของผู้ประสงค์จะเสนอราคา ตลอดจนการวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอแต่ละรายว่า เป็นไปตามเงื่อนไขที่ กำหนดไว้หรือไม่ ถือเป็นอำนาจของหน่วยงานของรัฐที่จะจัดซื้อจัดจ้างสามารถ ใช้ดุลพินิจกำหนดและวินิจฉัย ตามความต้องการของหน่วยงาน แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ภายใต้ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา ๘ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดแก่ หน่วยงานของรัฐและต้องสอดคล้องกับหลักการ 1.ความคุ้มค่า 2.โปร่งใส 3.มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4.ตรวจสอบได้ ใครคือผู้มีสิทธิ์อุทธรณ์ มาตรา 114 เรื่องที่อุทธรณ์ไม่ได้ มาตรา 115 การอุทธรณ์ต้องดำเนินการอย่างไร มาตรา 116 มาตรา 117 มาตรา 118 ใครเป็นผู้พิจารณาผลการอุทธรณ์ มาตรา 119 หลังบอกเลิกสัญญาต้องดำเนินการอย่างไร แยกเป็น 2 กรณี ดังนี้ กรณี ค่าเสียหายของงานและพัสดุส่งมอบงานแล้ว ยังไม่ได้เบิกจ่าย 1. แต่งตั้งคกก. หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รับผิดชอบ 2. พิจารณา พัสดุ/งาน ที่ส่งมอบว่า -สมควรรับไว้และใช้ประโยชน์ในราชการได้หรือไม่ 3. หากสมควรรับไว้ชดใช้เงินคืนตามมูลค่าแก่ผู้รับจ้าง/ผู้ขายรายเดิม
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 8 8 4. องค์ประกอบ ระยะเวลาพิจารณา การประชุมของคกก. ฯ เป็นตามจำเป็นเหมาะสม 5.ตามข้อ 1 จัดทำรายงานผลการพิจารณาเสนอหน. หน่วยงานของรัฐ ผ่านหน.จนท. กรณี ค่าเสียหายของงานและพัสดุยังไม่ส่งมอบงาน 1.แต่งตั้งคกก. หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รับผิดชอบ 2.ประเมินค่าเสียหาย พัสดุ/งาน โดยสำรวจตรวจสอบค่าเสียหาย ฯลฯ - เพื่อคำนวณงบประมาณสำหรับซื้อ/ จ้างรายใหม่ แล้วแต่กรณี 3. ตามข้อ 1 จัดท ารายงานผลการพิจารณาเสนอหน. หน่วยงานของรัฐ ผ่านหน.จนท. 4. กรณีงานก่อสร้าง ให้แต่งตั้งคกก. กำหนดราคากลาง สำหรับงานก่อสร้าง ส่วนที่ยังไม่ได้ดำเนินการ 5. หน่วยงานของรัฐอาจทำงานนั้นต่อเอง หรือผู้ขาย/ผู้รับจ้างรายใหม่ จนแล้วเสร็จตามพรบ.ฯ -กรณีราคาพัสดุ/ค่างานเพิ่มสูงขึ้นจากสัญญาเดิม + มีคชจ.คุมงาน+ค่าเสียหาย (ถ้ามี) ให้ถือเป็น ค่าเสียหายผู้ขาย/ผู้รับจ้างรายเดิมจะต้องรับผิดชอบ การประเมินค่าเสียหาย 1. ถ้ามีค่าเสียหาย ค่าปรับ ค่าควบคุมงานที่เพิ่มขึ้น ราคาพัสดุ/ค่างานสูงขึ้นจากเดิม -หักจากหลักประกัน สัญญาจนครบถ้วน ถ้ามีเงินคงเหลือ -ให้คืนให้ ถ้าไม่พอ -ริบหลักประกันสัญญาทั้งหมด+เรียกร้องให้ชดใช้จน ครบ 2.มีหนังสือแจ้งให้ชดใช้ภายใน 15 วัน นับถัดวันที่ได้รับหนังสือ -ถ้าไม่ชดใช้ ส่งเรื่องให้สนง.อัยการสูงสุด ดำเนินคดี อปท.สามารถรวมซื้อรวมจ้างกับอปท.หรือหน่วยงานอื่นได้หรือไม่ ประกาศคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดการด าเนินการรวมการจัดซื้อจัดจ้าง ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ลว 30 เม.ย.62 ผู้อำนวยการกอง/สำนัก การช่าง ที่เกษียณอายุราชการแล้ว สามารถจ้างเป็นที่ปรึกษาโครงการได้หรือไม่ เพราะเหตุใด มาตรา 73 ที่ปรึกษาที่จะเข้าร่วมการเสนองานกับหน่วยงานของรัฐ -ต้องเป็นที่ปรึกษาที่ได้ขึ้นทะเบียน ไว้กับศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษา กระทรวงการคลัง เว้นแต่ จะมีหนังสือรับรองจากศูนย์ข้อมูลที่ปรึกษาฯ ว่าไม่มีที่ ปรึกษาเป็นผู้ให้บริการ ในงานที่จ้างนั้น หรือเป็นงานจ้างที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐในต่างประเทศ กรณีสัญญาสิ้นสุดตรงกับวันหยุดราชการ มีหลักในการคิดค่าปรับและสงวนสิทธิ์ค่าปรับอย่างไร กรณีสัญญาสิ้นสุดตรงกับวันหยุดราชการ เช่น สัญญาจ้างสิ้นสุดวันที่ 30 ม.ค.66 (วันอาทิตย์) ผู้รับจ้างส่งมอบ งานที่ 31 มกราคม 2566 (วันจันทร์) การคิดค่าปรับ ตามระเบียบข้อ 181 กรณีที่สัญญาหรือข้อตกลงได้ครบกำหนดส่งมอบแล้ว และมี ค่าปรับเกิดขึ้น ให้หน่วยงานของรัฐแจ้งการเรียกค่าปรับตามสัญญา หรือข้อตกลงจากคู่สัญญาภายใน 7 วัน ทำการ นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบ และเมื่อคู่สัญญาได้ส่งมอบพัสดุ ให้หน่วยงานของรัฐบอกสงวนสิทธิ์
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 9 9 การเรียก ค่าปรับในขณะที่รับมอบพัสดุนั้นด้วย กรณีสัญญาสิ้นสุดตรงกับวันหยุดราชการ - ให้นับวันถัดไปเป็น วันครบกำหนดสัญญา ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/8 การลดหรืองดค่าปรับ หรือการขยายเวลาทำการตามสัญญาหรือข้อตกลง ม.102/ข้อ182 - อยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการที่จะพิจารณาได้ตามจำนวนวันที่มีเหตุเกิดขึ้นจริง เฉพาะกรณี ดังต่อไปนี้(1) เหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของส่วนราชการ (2) เหตุสุดวิสัย (3) เหตุเกิด จากพฤติการณ์ณาอันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย” (ข้อ 139) เงื่อนไขพิจารณา 1. ต้องส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติตามสัญญา 2. ต้องไม่ใช้ความผิดของผู้ขายหรือผู้รับจ้าง 3. เหตุตาม ข้อ (2) และ (3) ต้องมีหนังสือแจ้งภายใน 15 วันนับแต่เหตุสิ้นสุด เหตุบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง ม. 103 ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะบอกเลิกได้ในเหตุดังต่อไปนี้ 1. เหตุตามที่กฎหมายกำาหนด 2. เหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบหรือทำงานให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด 3. เหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ใน พรบ.นี้ หรือในสัญญาหรือข้อตกลง 4. เหตุอื่นตามระเบียบที่ รมต.กำหนด • การตกลงเลิกสัญญาหรือข้อตกลงจะทำได้เฉพาะที่เป็นประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐโดยตรงหรือ เพื่อประโยชน์ สาธารณะหรือเป็นการแก้ไขข้อเสียเปรียบของหน่วยงานของรัฐ • ข้อ 183 นอกจากข้อ 103 หากปรากฏว่ามีค่าปรับเกินร้อยละ 10 ของค่าพัสดุ/ค่าจ้าง ให้หน่วยงานของ รัฐบอกเลิก สัญญา/ข้อตกลง เว้นแต่คู่สัญญายินยอมเสียค่าปรับโดยไม่มีเงื่อนไข ให้หน.หน่วยงานของรัฐ พิจารณาผ่อนปรนการ บอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จำเป็น ข้อ 77 กรณีที่หน่วยงานของรัฐกำหนดระยะเวลาส่งมอบไว้ ผู้ยื่นข้อเสนอต้องยื่นข้อเสนอให้เป็นไปตามที่ ประกาศเชิญชวนกำหนด ....ดังนั้น กำหนดส่งมอบจึงถือเป็นสาระสำคัญ หากผู้ยืนข้อเสนอรายใดยื่นข้อเสนอไม่ เป็นไปตามที่หน่วยงานของรัฐกำหนด กรณีนี้จึงต้องพิจารณาตัดสิทธิ์ผู้ยื่นข้อเสนอรายนั้น 19.การนับระยะเวลาการรับประกันความชำรุดบกพร่อง....นับอย่างไร ? - ข้อ ๑๗๐ ให้หน่วยงานของรัฐคืนหลักประกันให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอ คู่สัญญา หรือผู้ค้ำประกัน ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้(๒) หลักประกันสัญญาให้คืนให้แก่คู่สัญญา หรือผู้ค้ำประกันโดยเร็ว และอย่างช้าต้องไม่ เกิน ๑๕ วัน นับถัดจากวันที่คู่สัญญาพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญาแล้ว ข้อ ๑๗๕ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุใน งานซื้อหรืองานจ้าง มีหน้าที่ดังนี้(๔) เมื่อตรวจถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้รับพัสดุไว้และถือว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้าง ได้ส่งมอบพัสดุ ถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่วันที่ผู้ขายหรือผู้รับจ้างงานพัสดุนั้นมาส่ง ข้อ ๑๗๖ คณะกรรมการตรวจ รับพัสดุในงานจ้างก่อสร้าง มีหน้าที่ดังนี้(๖) เมื่อตรวจเห็นว่าเป็นการถูกต้องครบถ้วนเป็นไปตามแบบรูป รายการละเอียดและข้อก าหนด ในสัญญาหรือข้อตกลงแล้ว ให้ถือว่าผู้รับจ้างส่งมอบงานครบถ้วนตั้งแต่วันที่ ผู้รับจ้างส่งงานจ้างนั้น
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 10 10 ดังนั้น จึงต้องนับถัดจากวันที่คณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ดำเนินการตรวจรับพัสดุ เรียบร้อยแล้ว มิใช่วันที่คู่สัญญาแจ้งส่งมอบพัสดุ ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจ ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้ทำ ใบตรวจรับโดยลงซื่อไว้เป็นหลักฐาน อย่างน้อย ๒ ฉบับ มอบแก่ผู้ขาย หรือผู้รับจ้าง ๑ ฉบับ และเจ้าหน้าที่ ๑ ฉบับ เพื่อดำเนินการตามระเบียบของหน่วยงานของรัฐและ รายงานให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทราบต่อไป
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 11 11 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา การสร้างความรู้ความเข้าใจในองค์กร ระบบงาน และการจัดการในองค์กร ผู้บรรยาย ผศ.ดร.จินตนา ติยะรังสีนุกูล (นักวิชาการอิสระ) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นายจำรัส ศรีชุมพู วิชาการกลุ่ม ๑ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ การสร้างความรู้ความเข้าใจในองค์กร ระบบงาน และการจัดการในองค์กร ความหมายขององค์กร องค์กร (Organization) เป็นการรวมกันของสมาชิกตังแต่ 2 คน ขึ้นไปมีวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยสมาชิกต้องทำงานต่าง ๆ (Tasks)ร่วมกันหรือแบ่งหน้าที่กันทำงานเพื่อสร้างผลผลิต ซึ่งอาจเป็นตัว ผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการ (Products or Services) ดังนั้น องค์กร หมายถึง คนหรือพนักงานทุกคนทีเป็นสมาชิก ขององค์กร (Staff Member) รวมถึง ผู้บริหารองค์กรด้วย ถ้าปราศจากสมาชิก องค์กรก็จะมีสภาพเป็นแค่ทรัพย์สิน ตึก อาคาร การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียขององค์กร • กำหนดพันธกิจ คือ วิธีการที่จะพัฒนาองค์กรหรือขั้นตอนการดำเนินงานใด ที่จะทำให้องค์บรรลุความ มุ่งหวังตามวิสัยทัศน์ (Vision) • ต้องแสดงกลยุทธ์ (Strategy) แก่ผู้ถือหุ้นหรือผู้สนับสนุนองค์กร เพื่อระดมทุนในการจัดหาทรัพยากร ต่าง ๆ • แสดงกลยุทธ์ ต่อลูกค้า เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์และการบริการ • แสดงกลยุทธ์ต่อพนักงานขององค์กรเพื่อให้มีความรู้สึกมั่นคงในชีวิต การจัดการความรู้ในองค์กร • ผู้บริหารองค์กรมุ่งเน้นจัดการบุคลากรและสารสนเทศที่ใช้ในการทำงานต่าง ๆ โดยเฉพาะความรู้ใน การทำงาน เชิงกลยุทธ์ (Strategic Task Knowledge) ประสบการณ์และสารสนเทศในงานที่สำคัญๆ • ถ่ายทอดความรู้ของผู้เกษียณอายุไปสู่คนทำงานในรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อสืบทอดความสามารถในการ ทำงาน วิธีการ ทำงานร่วมกัน การแก้ไขปัญหาหรือการตัดสินใจ และพัฒนาต่อยอดการทำงานใน หน้าที่ต่าง ๆ เพื่อให้องค์กร อยู่รอดได้ในอนาคต • องค์กรต้องดำเนินการหรือพัฒนาต่อยอดประสบการณ์ของคนทำงานเพื่อสร้างความรู้ใหม่ ในการ ประยุกต์ใช้งานวิธีการบริหารงานต่าง ๆ ให้เกิดการเพิ่มผลผลิต
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 12 12 ความต้องการขององค์กร - สมรรถนะบุคลากร (Competency) - การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) - การเรียนรู้ (Learning) - นวัตกรรม (Innovation) - การพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership Development) - การจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management) - ความเร็ว (Speed) - การเน้นยุทธศาสตร์ (Strategic Focused) - การเน้นลูกค้า(Customer Focused) แนวโน้มในการปรับตัวขององค์กร แนวโน้มการบริหารจัดการจะเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่เน้นฟิกให้คนทำงานตามคำสั่ง (Manual Worker)เป็นเน้นการบริหารจัดการและพัฒนาคนทำงานใช้ความรู้ (Knowledge Worker) เพื่อให้สามารถ แข่งขันในเศรษฐกิจ ฐานความรู้ เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge Base Economy) หมายถึง เศรษฐกิจที่ขนกับการสร้าง การ กระจาย การใช้ ความรู้และสารสนเทศ เป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นกับสมรรถนะของคนทำงานใช้ความรู้หรือสังคม ฐานความรู้ (Knowledge Based Society) ซึ่งเป็นสังคมที่ต้องการความรู้ ความจริง การเรียนรู้ การสร้าง นวัตกรรม คิดและใช้เหตุผลในการตัดสินใจ แนวโน้มในการปรับตัวขององค์กร โดยมีแนวโน้มการปรับตัว 3 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านวิธีการบริหาร 2. ด้านวิธีการใช้สารสนเทศ 3. ด้านวิธีการบริหารบุคลากร การจัดการความรู้มุ่งเน้นอะไร (FoCUS) • ประการแรก องค์กรต้องมุ่งพัฒนาคนทำงานใช้ความรู้หรือกลุ่มคนทำงานใช้ความรู้ (ชุมชนนักปฏิบัติ) (community of Practice) • ประการที่สอง องค์กรต้องมุ่งเน้นการสร้างวิธีการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด (Best Practice) • ประการที่สาม องค์กรต้องปรับปรุงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและจำเป็น ของการจัดการความรู้ในปัจจุบัน (The Must)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 13 13 ผลลัพธ์ขององค์กร ที่คาดว่าจะได้จาการจัดการความรู้ • ช่วยในการพัฒนาต่อยอดทักษะในการแก้ปัญหาขององค์กร (รวบรวมประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ, การใช้แหล่งความรู้, รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง, สารสนเทศที่ใช้ในการทำงาน) • ช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ การทำงาน แก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจ (เป็นแหล่งรวบรวมความรู้และ ประสบการณ์,ชุมชนนักปฏิบัติช่วยเหลือกัน, ทำงานร่วมกันโดยใช้สารสนเทศ) • เป็นการลดความเสี่ยงขององค์กรในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ (เนื่องจากให้ชุมชนนักปฏิบัติพัฒนาวิธีการ ปฏิบัติงานที่ดีที่สุดในการจัดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ) หน้าที่ของผู้บริหารองค์กร 1. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ในงานของตนให้สามารถแข่งขันได้ 2. จัดหาเทคโนโลยีที่พันสมัยเพื่อเป็นเครื่องมือให้กับคนทำงาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. พัฒนาคนทำงานใช้ความรู้ให้มีความรู้ด้านการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตให้แก่งาน 4. ปรับปรุงการสื่อสารและการประสานงาน (Collaboration) ของบุคลากรในการเรียนรู้ แก้ปัญหา ตัดสินใจหรือทำงานต่าง ๆ ร่วมกันให้มีประสิทธิผลสูง ตัวอย่างงานวิจัย การจัดการความรู้ขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น สำนักงานเขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ปีที่ 16 ฉบับที่ 44 มกราคม –กุมภาพันธ์2565 - TCI กลุ่มที่ 1 มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ปี 2564-2567 ผลการวิจัย พบว่า การจัดการความรู้ภาพรวมของสำนักงานเขตประเวศ อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้านตามค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ การบ่งชี้ความรู้ การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ การเรียนรู้ การแบ่งปันแลกเปลี่ยน ความรู้ การประมวลและกลั่นกรองความรู้ ด้านการเข้าถึงความรู้ และการ สร้างและแสวงหาความรู้ ตามลำดับ ส่วน ความคิดเห็นของบุคลากรเกี่ยวกับการจัดการความรู้จำแนกตาม ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน ไม่มีความแตกต่าง ในขณะที่ผู้ที่มีเพศ อายุ ระดับ การศึกษา และประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ต่างกันมีความคิดเห็น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 องค์ความรู้ใหม่ จากงานวิจัย ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย โดยข้อมูลที่ได้รับเป็นข้อเสนอแนะ จาก แบบสอบถามของบุคลากรที่เป็นข้าราชการและพนักงานจ้าง ที่มีความต้องการให้องค์กรได้พัฒนาบุคลากรใน หน่วยงานให้ความรู้ และทักษะใหม่ ๆ เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน จากข้อเสนอแนะดังกล่าว ผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ควรนำไปพิจารณาแก้ไข ปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 14 14 แนวทางการพัฒนา การจัดการการเรียนรู้ ในองค์กร - บุคลากรยังขาดความรู้ ความสารถในการปฏิบัติงาน - บุคลากรยังขาดความรู้ ที่เป็นระบบตามมาตรฐานสากล - บุคลากรขาดแนวคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ - ไม่มีผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีการสื่อสารองค์กร
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 15 15 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา การสร้างทีมงานและการบริหารทีมงาน ผู้บรรยาย ผศ.ดร.จินตนา ติยะรังสีนุกูล (นักวิชาการอิสระ) วันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นายจำรัส ศรีชุมพู วิชาการกลุ่ม ๑ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ การทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีม นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญขององค์กร เมื่อบุคลากรร่วมมือร่วมใจกัน จะทำ ให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ส่งเสริมกระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น บรรลุวัตถุประสงค์ เป้าหมายที่วางไว้ อีกทั้งการทำงานเป็นทีมยังช่วยให้เราได้ความคิดริเริ่ม ใหม่ ๆ จำสมาชิกในทีมที่มีทักษะ ประสบกำรณ์ที่หลำกหลำย ซึ่งอาจทำ ให้เกิดกการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในองค์กรเพิ่มขึ้นด้วย ทีม หมายถึง กลุ่มคนทำงาน ที่มีความรับผิดชอบงานร่วมกันตาม เป้าหมายที่กำหนดไว้โดยที่กลุ่มคนเหล่ำนั้นต้องมีความรู้สึก และมีส่วนร่วม ไปด้วยกัน การสร้างทีมงาน องค์ประกอบการทำงานเป็นทีม 1. ผู้นำทีม ต้องไม่ใช่เพียงผู้สั่งการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้จัก การบริหารงานและบริหารบุคคลซึ่ง เป็นสมาชิกในทีมให้ดีด้วย 2. สมาชิกทีม ทุกคนในทีม นับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในระบบกำรท ำงำนเป็นทีม 3. กระบวนการทำงาน ทุกคนต้องเคารพกติการ่วมกัน ซึ่งเป็นกรอบสำคัญทำให้ทุกคนทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยสนับสนุนให้การทำงานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ 1. ผู้นำสามารถมอบหมายงานและแบ่งภาระงาน 2. ผู้นำและทีมกำหนดเป้าหมายร่วมกัน 3. ผู้นำและทีมต้องมีความสามัคคี 4. ผู้นำต้องสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีภายในทีม 5. ผู้นำและทีมต้องมีความคิดสร้างสรรค์ 6. ผู้นำต้องทำหน้าที่สร้างแรงจูงใจ 7. ผู้นำสามารถสอนงานหรือแนะนำวิธีกำรทำงาน 8. ผู้นำควรชื่นชมความสำเร็จของทีม
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 16 16 การบริหารทีมงาน ทีมงาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญในองค์กร กำรที่องค์กรจะบรรลุเป้าหมายได้ จะต้องมีทีมงำนที่แข็งแกร่ง และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นสมาชิกในทีมทุกคน จึงถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ การพัฒนาทีมให้แข็งแกร่ง และทรงพลังจำเป็น จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรในทีมด้วย และการพัฒนาทีม และบุคลำกรนี้ ถือเป็นหน้าที่ สำคัญของผู้นำทีม จำเป็นจะต้องมีแนวทาง และเทคนิคที่ดีใน การพัฒนาทีม และบุคลำกรเพื่อให้เกิดทีมที่มี ประสิทธิภาพ และสามารถ นำพาองค์กรให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทีมงานให้ทรง พลังออกเป็น 4 ปัจจัยสำคัญ ด้วยกันคือ ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทีมงาน 1. ความเป็นผู้นำ ทีมงานที่แข็งแกร่งได้นั้นจำเป็นจะต้องมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และมีความเป็นผู้นำสูง 2. การวางเป้าหมายของทีม ไม่ใช่แค่ผู้นำที่เป็นผู้กำหนดเป้าหมาย ทีมงาน จะต้องมีการวางเป้าหมาย ร่วมกันทั้งหมดโดยสมาชิกในทีม 3. การสื่อสาร ทีมงานที่แข็งแกร่งและทรงพลัง จำเป็นจะต้องมีเทคนิคการ สื่อสารที่ดีและชัดเจนใน ทีมงาน รู้จักวิธีการพูดและการฟังให้เหมาะสม 4. การสร้างบรรยากาศในการทำงานร่วมกัน สมาชิกในทีมต้องร่วมกัน สร้างบรรยากาศที่ดีในการ ทำงานร่วมกัน สร้างมิตรภาพในการทำงาน สร้างทัศนคติที่ดีต่อกันและกัน 6 วิธีการบริหารทีมงานอย่างมีประสิทธิภาพ 1. Encourage teamwork พยายามสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างกัน แสดงให้เห็นว่าทุกคนมี ความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของทีม 2. Focus on solutions ในสถานการณ์คับขัน อาจเกิดปัญหาในงานมากขึ้น จึงต้องอาศัยความ รวดเร็ว เร่งรีบ เพื่อจัดกำรให้ทันสถานการณ์ ดังนั้นโอกาสเกิดความผิดพลาดอาจมากกว่าปกติ หัวหน้าควรหา วิธีรับมือ กับสิ่งที่เกิดขึ้น และแนะแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 3. Always Give feedback การให้ Feedback เป็นสิ่งสำคัญที่หัวหน้างานจำเป็นต้องทำอย่าง สม่ำเสมอ เพื่อสะท้อนกำรท ำงำน เป็นเครื่องมือ หลักในการพัฒนา 4. Build team confidence ในฐานะหัวหน้างานสิ่งสำคัญคือ การทำงานให้ ทีมเห็นเป้าหมาย และ สื่อสาร เพื่อเกิดความเข้าใจร่วมกัน และแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบอย่างชัดเจน 5. Re-energize your team ในตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานควรกล่าวทักทาย ให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่าง กัน เพื่อสร้างรมีส่วนร่วมของทีม และ ความรู้สึกสดใสในการทำงานตลอดวัน 6. Rotate team functions ให้คนในทีมได้สลับหน้ำที่ เพื่อฝึกทักษะใหม่ และเพิ่มความหลากหลาย ในงาน นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนงานจะช่วยลดความเบื่อหน่ายในงานได้อีกด้วย
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 17 17 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา การดำเนินการทางวินัยของอปท. ผู้บรรยาย นายไพโรจน์ ศิริเพชร นบ. นม.(กฎหมายมหาชน) นิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักปลัดเทศบาล เทศบาลเมืองท่าโขลงอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 เวลา 09.00 – 12.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก จ่าเอกธนูศิลป์แก้วไพยทูล วิชาการกลุ่ม ๒ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ การสอบสวนและการลงโทษทางวินัย ประกอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวนและการลงโทษทางวินัย พ.ศ.๒๕๕๘แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๖ ความหมายของวินัย คือ ระเบียบ กฎเกณฑ์แบบแผนความประพฤติที่กำหนดให้ข้าราชการต้องยึดถือปฏิบัติลักษณะเชิง พฤติกรรมที่แสดงออกมาว่าสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในกรอบของวินัยได้ ผู้อยู่ในบังคับของวินัย ข้อ 4 คือ พนักงานส่วนท้องถิ่นให้หมายความรวมถึงพนักงานครูและ บุคลากรทางการศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น คู่กรณีคือ บุคคลผู้มีเหตุทะเลาะวิวาท ร้องเรียน ฟ้องร้องซึ่งกันและกัน หรือเป็นคู่หมั้น หรือคู่สมรส เป็นบุพการี หรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดๆ เป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้เพียงภายในสามชั้น เป็นญาติเกี่ยว พันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้พิทักษ์ หรือผู้แทน หรือ ตัวแทน เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ เป็นนายจ้างของคู่กรณี หรือเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจ ทำให้การพิจารณาไม่เป็นธรรม ตัวการคือ พนักงานส่วนท้องถิ่นผู้ซึ่งชักชวน โน้มน้าว ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทำการใดๆ อันทำให้พนักงานส่วนท้องถิ่นผู้อื่นจำต้องปฏิบัติตามโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ เพิ่มเติมโดยฉบับที่ ๓ คือ“ลดขั้นเงินเดือน หมายความว่าการลดขั้นเงินเดือนสำหรับพนักงานเทศบาล และการ ลดเงินเดือนสำหรับพนักงานครูและบุคลากรทางการศึกษาเทศบาล” วินัยและการรักษาวินัย (ข้อ ๕) พนักงาน ส่วนท้องถิ่นต้องรักษาวินัยตามที่กำหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติไว้ในหมวดนี้โดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ฐานความผิดทางวินัย ๑๙ ฐาน ๑. ฐานไม่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย ความบริสุทธิ์ใจ (ข้อ ๖) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยด้วยความบริสุทธิ์ใจ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง”
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 18 18 ๒. ฐานทุจริต (ฐานไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม) (ข้อ ๗) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม ห้ามมิให้อาศัย หรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเอง หรือผู้อื่น “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” “การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง” “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ๓.ฐานไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดผลดีหรือ ความก้าวหน้าแก่ราชการ (ข้อ ๘) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๔. ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความ อุตสาหะ/ไม่เอาใจใส่/ ไม่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของ ราชการ/ฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ (ข้อ ๙) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความอุตสาหะ เอาใจใส่ ระมัดระวังรักษา ประโยชน์ของทางราชการและต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิด วินัยอย่างร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ๕. ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติค.ร.ม.และนโยบาย ของรัฐบาล(ข้อ ๑๐) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ๖. ฐานไม่สนใจและรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหวอันอาจเป็นภยันตรายต่อ ประเทศชาติและไม่ ป้องกันภยันตรายนั้น จนเต็มความสามารถ(ข้อ ๑๑) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องถือว่าเป็นหน้าที่พิเศษที่จะสนใจและรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหวอันอาจ เป็นภยันตรายต่อประเทศชาติและต้องป้องกันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ประเทศชาติจนเต็มความสามารถ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง”
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 19 19 ๗. ฐานไม่รักษาความลับของทางราชการ (ข้อ ๑๒) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องรักษาความลับของทางราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การเปิดเผยความลับของทางราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ๘.ฐานขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา (ข้อ ๑๓) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติตามคาสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วย กฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่าการปฏิบัติตามคาสั่งนั้นจะทำให้ เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของทางราชการ หรือเป็นคาสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคาสั่งนั้น และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคาสั่งเดิมเป็นหนังสือ ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๙. ฐานกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน (ข้อ ๑๔) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วครั้งคราว “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๑๐. ฐานรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา (ข้อ ๑๕) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้อง แจ้งถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ๑๑. ฐานไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ (ข้อ ๑๖) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๑๒. ฐานละทิ้งหน้าที่ราชการ (ข้อ ๑๗) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการจะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการมิได้ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่าง ร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ เป็นความผิดวินัยอย่าง ร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง”
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 20 20 ๑๓. ฐานไม่สุภาพเรียบร้อย/ ฐานไม่รักษาความสามัคคี/ ฐานไม่ช่วยเหลือกันในการปฏิบัติ ราชการ (ข้อ ๑๘) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องสุภาพเรียบร้อยรักษาความสามัคคีและไม่กระทำการอย่างใดที่เป็นการกลั่น แกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างพนักงานเทศบาลด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๑๔. ฐานไม่ต้อนรับ/ ฐานไม่ให้ความสะดวก/ ฐานไม่ให้ความเป็นธรรม/ ฐานไม่ให้การสงเคราะห์/ ฐานดูหมิ่น/เหยียดหยาม/กดขี่/ข่มเหง ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ (ข้อ ๑๙) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์แก่ ประชาชนผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพเรียบร้อย ห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหง ประชาชนผู้ติดต่อราชการ “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้ติดต่อราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัย อย่างร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ๑๕. ฐานกระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน (ข้อ ๒๐) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องไม่กระทำการ หรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์อันอาจทำให้เสีย ความเที่ยงธรรม หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๑๖. ฐานเป็นกรรมการผู้จัดการหรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันใน ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (ข้อ ๒๑) พนักงานเทศบาลต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใด ที่มีลักษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๑๗. ฐานวางตนไม่เป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการปฏิบัติการอื่นที่ เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททางการเมืองของ ข้าราชการด้วย(ข้อ ๒๒) พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และในการ ปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการว่าด้วยมารยาททาง การเมืองของข้าราชการโดยอนุโลม “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” ๑๘. ฐานไม่รักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ ของตนมิให้ เสื่อมเสียโดยกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว (ประพฤติชั่ว ไม่ร้ายแรง ประพฤติตนไม่สมควร) (ข้อ ๒๓)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 21 21 พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของ ตนมิให้เสื่อมเสียโดยไม่กระทาการใดๆอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว “เป็นวินัยอย่างไม่ร้ายแรง” การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้ จำคุก หรือให้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิด ลหุโทษ หรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง “เป็นวินัยอย่างร้ายแรง” ต่อไปเป็นฐานความผิดทางวินัยที่เพิ่มขึ้นตามประกาศใหม่คือ ๑๙.ฐานล่วงละเมิด หรือคุกคามทางเพศ (ข้อ ๒๓/๑) พนักงานเทศบาลต้องไม่กระทำการอันเป็นการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ โดยกระทำการประการ ใดประการหนึ่งดังต่อไปนี้ต่อข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นด้วยกัน หรือผู้ร่วมปฏิบัติราชการไม่ว่าจะ เกิดขึ้นในหรือนอกสถานที่ราชการ โดยผู้ถูกกระทำมิได้ยินยอมต่อการกระทำนั้น หรือทำให้ผู้ถูกกระทำ เดือดร้อนรำคาญ ๑.กระทำการด้วยการสัมผัสทางกายที่มีลักษณะส่อไปในทางเพศเช่น การจูบการโอบกอดการจับ อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง เป็นต้น ๒.กระทำการด้วยวาจาที่ส่อไปในทางเพศเช่น วิพากษ์วิจารณ์ร่างกาย พูดหยอกล้อ พูดหยาบคาย เป็นต้น ๓.กระทำการด้วยอากัปกิริยาที่ส่อไปในทางเพศเช่น การใช้สายตาลวนลาม การทำสัญญาณหรือ สัญลักษณ์ใดๆเป็นต้น ๔.การแสดงหรือสื่อสารด้วยวิธีการใดๆ ที่ส่อไปในทางเพศเช่น แสดงรูปลามกอนาจารส่งจดหมาย ข้อความ หรือการสื่อสารรูปแบบอื่น เป็นต้น ๕.การแสดงพฤติกรรมอื่นใดที่ส่อไปในทางเพศซึ่งผู้ถูกกระทำไม่พึงประสงค์หรือเดือดร้อนรำคาญ (เป็นวินัยไม่ร้ายแรง) การล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศตามวรรคหนึ่งอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงเป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 22 22 แนวปฏิบัติวินัย เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้วต้องยุติการสอบสวนหรือไม่ คำตอบ คือไม่ต้องหยุด เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ต้องดำเนินการสอบสวนพิจารณาให้เสร็จสิ้นกระบวน การประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่มีบทบัญญัติใดบัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงข้อกล่าวหาใดแล้ว ต้องยุติการดำเนินการทางวินัยตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ผลการสอบสวนแตกต่างจากมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.คณะกรรมการกฤษฎีกาเคยพิจารณามีความเห็นว่า ก่อนที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะมีมติอันใดจะต้อง มีการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ถูกต้องครบถ้วน รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลงโทษของผู้บังคับบัญชาด้วย กรณี ผลการสอบสวนแตกต่างกัน ก็อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตามที่ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๙๕ หนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร ๐๗๐๙.๑/ล ๓๒ ลว. ๒ มกราคม ๒๕๔๕ รอฟังผลหารือเพื่อประกอบการพิจารณาละเลยล่าช้าหรือไม่ เมื่อได้รับคำขอให้พิจารณาออกคำสั่งทางปกครอง จนท.ต้องมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดแจ้งให้ผู้ยื่นคำ ขอทราบ จะอ้างว่ารอผลการหารือจากหน่วยงานอื่นไม่ได้หากเวลาผ่านไปเนิ่นนานแต่ จนท.ไม่พิจารณาเพื่อ ออกคำสั่ง ถือว่าเป็นการละเลยต่อหน้าที่...แต่หาก ยังมีกรณีที่ต้องหารือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมติ คณะรัฐมนตรีหรือต้องรอฟังคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ถือว่าหน่วยงานหรือ จนท.ละเลยต่อหน้าที่ อ.๑๗๒๒/๒๕๕๙ อ.๓๓๙/๒๕๕๙ ไม่ควรนำการกระทำความผิดครั้งก่อนมาประกอบการพิจารณาโทษทางวินัยให้หนักขึ้น การพิจารณากำหนดโทษทางวินัย กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้พิจารณาจากการกระทำของถูกกล่าวหา ให้เหมาะสมกับกระทำความผิดเท่านั้น ไม่ควรนำเอากรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา เคยเป็นผู้กระทำความผิดทางวินัยและ หรือเคยถูกลงโทษทางวินัยในการกระทำความผิดครั้งอื่น มาพิจารณาประกอบการกำหนดโทษให้ผู้ถูกกล่าวหา ถูกลงโทษสูงขึ้นกว่าโทษที่ควรจะได้รับสำหรับการกระทำความผิดครั้งนั้น ๆ สำนักงาน กพ. ที่สร ๐๗๐๙/ ๑๑๒๗๓๖ ลว. ๔ ก.ค. ๒๕๒๓ ดำเนินการทางวินัยกรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และวันออกจากราชการ กรณีศาลจังหวัดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๑ ให้ลงโทษจำคุกนาง ก. ในความผิดฐาน มียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นเวลา ๗ ปีและเมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้บังคับบัญชาก็ จะต้องดำเนินการทางวินัยกับนาง ก. ในกรณีต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และต้องสั่งลงโทษให้นาง ก.ออกจากราชการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือวันที่ต้องคำพิพากษา ถึงที่สุด หรือวันถูกคุมขังติดต่อกันจนถึงวันต้องคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณีสำนักงาน ก.พ. ที่ นร ๐๗๐๙.๒/ป ๔๘๐ ลว. ๘ ตุลาคม ๒๕๔๒
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 23 23 ทุเลาคำสั่งลงโทษทางวินัยได้หรือไม่ คำสั่งลงโทษปลดนาย ธ.ออกจากราชการ เป็นการสั่งตามมติก.ค.ศ. ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจผูกพัน เลขาธิการ สอศ. ให้ต้องปฏิบัติตาม หากเลขาธิการ สอศ. มีคำสั่งทุเลาคำสั่งลงโทษปลด ธ. เท่ากับเป็นการ โต้แย้งคำสั่งขององค์กรที่ตนเองต้องผูกพัน ประกอบกับคำสั่งลงโทษ ปลดออกย่อมมีผลในทันทีการยับยั้งคำสั่ง ดังกล่าวต้องดำเนินการโดยการยกเลิกหรือเพิกถอน ด้วยการอุทธรณ์หรือฟ้องคดีต่อศาล ดังนั้น เลขาธิการ สอศ.จึงไม่มีอำนาจทุเลาคำสั่งลงโทษปลดนาย ธ. ได้เพราะต้องผูกพันตามมติก.ค.ศ. ในการสั่งลงโทษ คกก.วิธี ปฏิบัติราชการทางปกครอง เรื่องเสร็จที่ ๗๙๙/๒๕๕๕-และ -เทียบเคียงกับกรณีของพนักงานส่วนท้องถิ่นตาม นัยมติก.อบต.ครั้งที่ ๕/๒๕๖๑ การกระทำไม่ครบองค์ประกอบทุจริตต่อหน้าที่ราชการแต่ผิดฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายฯ ได้ ๑. เทศบาลลงโทษไล่พนักงานเทศบาลออกฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลกรณีรับแจ้ง ย้ายบุคคลเข้าทะเบียนบ้านโดยมิชอบ อุทธรณ์ไม่เป็นผล ๒.คดีอาญาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้อง ๓.ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาว่าพฤติกรรมไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แต่ผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายฯ พิพากเพิกถอนคำสั่งลงโทษ ไล่ออกแต่ไม่ตัดอำนาจ ในการดำเนินการทางวินัยใหม่ให้ถูกต้อง อ.๑๐๒๘/๒๕๕๘
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 24 24 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา สัมมนาปัญหาและแนวการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนางาน อย่างมืออาชีพ ผู้บรรยาย นายประวิทย์เปรื่องการ นักวิชาการอิสระ วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๓.00 - 1๖.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก พันจ่าเอกนิคม ทองทา วิชาการกลุ่ม ๒ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ สรุปเนื้อหา เริ่มต้นเข้าสู่บทเรียน ท่านอาจารย์ประวิทย์ได้เล่าประวัติตอนทำหน้าที่นิติกรและประสบการณ์ในการ ทำงาน ยกตัวอย่างเคสต่าง ๆ และไม่นานมานี้มีความเห็นของกฤษฎีกา 1320/2563 นี้ว่า หาก ปปช. ชี้ความผิดวินัยฐานอื่น (นอกจากฐานทุจริต) นายกอปท. นายกต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย แต่ก่อนการดำเนินการทางวินัยไม่มีปัญหาเลยแต่มีปัญหาเมื่อมีการดำเนินการเกินอำนาจหน้าที่ของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เรื่องการทุจริตต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือต้องมีเจตนาพิเศษ ดังนั้นเราในฐานะนิติกรต้องเป็นมืออาชีพด้านวินัย แต่มิใช้การจับผิดคนอื่นตลอดเวลา ต่อไป คือลักษณะ ของนิติกรมืออาชีพด้านวินัยที่พวกเราในฐานะนิติกรต้องทราบ จะต้องประกอบไปด้วยครับ ๑.ลักษณะของมืออาชีพ (๑) มีเป้าหมายที่ชัดเจน ๑)ต้องการคนมีลักษณะอย่างไร ๒)ต้องการทำให้ผู้อื่นมองตนเองว่าเป็นคนอย่างไร (๒) กระตือรือร้น ๑)ต่องานที่กระทำประจำ ๒)ต่องานที่เข้ามาใหม่ ๓)ต่องานที่ได้รับมอบหมาย (๓) กล้าคิด ทำสิ่งใหม่ๆ ๑)กล้าที่จะทำไปเรียนรู้ไป ๒)กล้าคิดถึงแนวทางใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน ๓)กล้าที่จะเสนอไอเดียใหม่ๆต่อผู้ร่วมงาน ๔)กล้าอาสา ๕)กล้านำ (๔) มีความรับผิดชอบ ๑)ส่งมอบงานตามที่ได้รับมอบหมาย หรือเหนือกว่า ๒) เสร็จในเวลาตามกำหนด ทำให้ผบ.รู้สึกปลอดภัย (๕) รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดเวลา ๑) เรียนรู้เทคโนโลยี/ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ๒) เรียนรู้ทักษะต่างๆจากผู้อื่น
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 25 25 (๖) มีทัศนคติที่ดี ๑) ทัศนคดีจะสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น นำพาทีม ๒)ช่วยให้การทำงานมีความสุข มีพลังและมุ่งมั่น ๓) มองหาข้อดีของตัวเอง เพื่อนร่วมงานทุกระดับและข้อดีขององค์กร (๗) มีมนุษย์สัมพันธ์ดีและทำงานเป็นทีม ๑) เมื่อทำงานกับคนอื่น ๒)ส่งต่องานให้คนอื่น ๓)ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (๘) มีทักษะในการสื่อสารที่ดี ๑) ฟังผู้อื่นอย่างเข้าใจ ๒) ไม่มีอคติในการฟัง ๓) ไม่พยายามหาเหตุผลมาโต้แย้ง (๙) มีการบริหารเวลาและวางแผน ๑) งานที่หลากหลายมีความสำคัญต่างกัน ๒)ต้องแยกความเร่งด่วน ๓)วางแผนล่วงหน้า ๒.ลักษณะของมืออาชีพด้านวินัย (๑) วินัยแยกต่างหากจากคดีอาญา ๑) วินัยเป็นกฎบ้าน ๒)อาญาเป็นกฎเมือง (๒) ปรัชญาการดำเนินการทางวินัย ๑)ยุติธรรม ๒) เป็นธรรม ๓) รวดเร็ว (๓)คุณสมบัติของผู้ดำเนินการทางวินัย ๑) รอบรู้ ๒) มีคุณธรรม ๓) มีความกล้าหาญ (๔)คุณสมบัติของผู้ดำเนินการทางวินัย ๑) ฟังความฝ่ายกล่าวหา ๒) ฟังความของฝ่ายถูกกล่าวหา ๓) ฟังความฝ่ายเป็นกลาง (๕)ก่อนการดำเนินการทางวินัย ๑) มีมูลความผิด(ข้อ ๒๔ ว ๔) ๒) หามูลความผิด(ข้อ ๒๔ ว ๕) ๓)ตั้งเรื่องวินัย
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 26 26 (๖)การออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ๑) วินัยไม่ร้ายแรง (ข้อ ๒๖ ว ๕) ๒) วินัยอย่างร้ายแรง (ข้อ ๒๖ ว ๖) ๓)ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง (ข้อ ๔๕/๔๖) (๗)การแจ้งคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ๑)แจ้งผู้ถูกกล่าวหา ๒)แจ้งกรรมการสอบสวน ๓) มอบเอกสารให้ประธาน (๘)การเปลี่ยนแปลงคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ๑) เปลี่ยนบางคน ๒) เปลี่ยนทั้งคณะ ๓)กรรมการลาออก (๙)การคัดค้านกรรมการสอบสวน ๑) เหตุแห่งการคัดค้าน ๕ เหตุ ๒) วิธีการคัดค้าน ๓)การสั่งคำคัดค้าน (๑๐)การเสนอสำนวนต่อนายกฯ ๑) ประธานเสนอเอง ๒) นายกฯตรวจสอบสำนวน (ข้อ ๗๗ ว ๑ ) ๓) นายกฯสั่งสำนวน (ข้อ ๗๗ ว ๑ (๑) (๒) ) (๑๑)สตง.ชี้มูล(ม.๘๕ ว ๒) (๑๒) ป.ป.ท.ชี้มูล(ม.๔๐) ๑) ฐานทุจริต ๒) ฐานอื่น ๓)การรายงาน (ม.๔๑) (๑๓) ป.ป.ช.ชี้มูลส่งเรื่อง (ม.๖๔) (๑๔) ป.ป.ช.ชี้มูลส่งเรื่อง (ม.๙๘ ว ๑) ๑) ฐานทุจริต(ว ๒๓๔) ๒) ฐานอื่น (๑๓๒๐/๒๕๖๓) (๑๕) มีพยานหลักฐานใหม่ (ม ๙๙ ว ๑) (๑๖)ศาลทุจริตฯ ประทับฟ้องโดยไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ๑) หยุดปฏิบัติหน้าที่ (ม ๘๑+๙๓) ๒) พ้นตำแหน่ง (ม ๘๖+๙๓) ๓)คกก. ๑๐๓๓/๒๕๖๕ (๑๗) ป.ป.ช.ชี้มูลหลังนายกฯสั่งลงโทษไม่ร้ายแรง (๑๑๗๗/๖๔) ๑)ชี้ไม่ร้ายแรงแจ้ง ป.ป.ช. ๒)ชี้ร้ายแรง เรื่องเดียวกัน ปลด/ไล่ยกเลิกคำสั่งเดิม
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 27 27 (๑๘) ป.ป.ช.ชี้มูลหลังเกษียณ (ข้อ ๒๘/๑) ๑)ออกเกิน ๓ ปีลงโทษไม่ได้ (ข้อ ๒๘ ว ๑ ) ๒)ออกเกิน ๑ ปีตั้งกรรมการไม่ได้(๑๓๒๐/๒๕๖๓) ๓) ศาลปกครอง/ก.จังหวัดเพิกถอนคำสั่งเดิม นายกฯ ต้องทำใหม่ให้แล้วเสร็จ ภายใน ๒ ปี
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 28 28 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา หลักการและแนวคำวินิจฉัยเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด ผู้บรรยาย นางสาวกีริณี จาระนุ่น ตุลาการศาลปกครองสุพรรณบุรี วันที่ 2๑ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๐๙.00 – 1๒.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวปัทมนันท์ อ่อนคำ วิชาการกลุ่ม ๓ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ หลักความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง - ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ - พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ - ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๒๐ “ละเมิด” ๑. ทำโดยผิดกฎหมาย ๒.จงใจหรือประสาทเลินเล่อ ๓. เกิดความเสียหาย ๔.ความเสียหายเป็นผลจากการประทำนั้น พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้ กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้อง เจ้าหน้าที่ไม่ได้ มาตรา ๕ วรรคสอง ถ้าการละเมิดเกิดจากเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐแห่งใดให้ถือว่า กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง มาตรา ๖ ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิด ในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ เจ้าหน้าทำละเมิด ต้องฟ้องใคร ? • มาตรา ๕ วรรคหนึ่ง ฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ฟ้องกระทรวงการคลัง กรณีเจ้าหน้าที่ไม่สังกัดหน่วยงานของรัฐใด • มาตรา ๖ ฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการ เฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 29 29 เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดหรือไม่ ? • มาตรา ๘ วรรคหนึ่งการละเมิดต่อบุคคลภายนอก - ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิด ของเจ้าหน้าที่ - ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว แก่หน่วยงานของรัฐได้ - ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง • มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ - ในกรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ - ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ - ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ - การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ข้อพิจารณาพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ลักษณะการกระทำ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดทางละเมิดเมื่อ? เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดและกระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงผู้ทำละเมิดต้องใช้ ค่าสินไหมทดแทนความเสียหาย ไม่เป็นละเมิด เป็นละเมิด แต่ไม่ต้องรับผิด เป็นละเมิดและต้องรับผิด ไม่ประมาทเลินเล่อ ประมาทเลินเล่อ เล็กน้อย/ธรรมดา ประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง จงใจ ใช้ความระมัดระวังเยี่ยง วิญญูชน พึงกระทำ ใช้ความระมัดระวัง แต่ใช้ไม่เพียงพอ ไม่ใช้ความระมัดระวังเลย หากใช้เพียงเล็กน้อย ก็จะสามารถป้องกัน ความเสียหายได้ จงใจ/เจตนา ให้เสียหาย
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 30 30 รับผิดเท่าไหร่อย่างไรต้องพิจารณา ๑. ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ๒.ความผิดหรือความบกพร่องของ - หน่วยงานของรัฐ - ระบบการดำเนินงานส่วนรวม ๓.ความเป็นธรรมในแต่ละกรณี ๔. รับผิดเฉพาะส่วนของตน (ไม่ใช้หลักลูกหนี้ร่วม) การไล่เบี้ย/เรียกค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ - ไม่ประมาทเลินเล่อ > ไม่เป็นละเมิด > เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดใดๆ - ประมาทเลินเล่อธรรมดา > หน่วยงานของรัฐต้องรับผิด หรือความเสียหายเป็นพับกับ หน่วยงานของรัฐ > เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดใดๆ - กระทำโดยจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง > เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบ พิจารณาความรับผิดจาก 1. ระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำ ๒.ความผิดหรือความบกพร่องของ ๓. หน่วยงานของรัฐ ๔. ระบบการดำเนินงานส่วนรวม ๕.ความเป็นธรรมในแต่ละกรณี ๖. รับผิดเฉพาะส่วนของตน (ไม่ใช้หลักลูกหนี้ร่วม) “จงใจ”คือจงใจให้เขาเสียหาย • จงใจ คือ จงใจให้เขาเสียหาย รู้สำนึกของการกระทำว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น แต่ไม่ หมายเลยไปถึงกับว่าจะต้องเจาะจงให้เกิดผลเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะเช่นการกระทำโดย เจตนาในทางอาญา • ฎ ๑๑๐๔/๒๕๐๙ ที่อ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตาย จึงไม่มีความจงใจทำละเมิดนั้น เป็นการเลี่ยง เจตนารมณ์กฎหมาย เพราะการที่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตาย ก็ได้ชื่อว่าทำละเมิด แต่การละเมิดนั้นถึงกับมี เจตนาจะฆ่าหรือทำให้ตายโดยไม่มีเจตนานั้น เป็นเรื่องของเจตนาในทางอาญา การเจตนากระทำการ กับการจงใจกระทำจะตีความอนุโลมอย่างเดียวกันหาได้ไม่ • กรณีทุจริตเป็นการกระทำโดยจงใจ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 31 31 “ประมาทเลินเล่อ”คือการกระทำโดยไม่เจตนา แต่เป็นการกระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลใน ภาวะเช่นนั้นจะต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นนั้นได้แต่หาได้ใช้เพียงพอไม่ “กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังรอบคอบตามควรแก่กรณีที่วิญญูชนพึงใช้ในสถานการณ์เช่นนั้น” วิสัย หมายถึง สภาพเกี่ยวกับตัวผู้กระทำ เช่น การเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ ชั้นผู้น้อย เป็นผู้ประกอบ วิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง รวมถึงระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ พฤติการณ์หมายถึง เหตุภายนอก หรือปัจจัยแวดล้อมตัวผู้กระทำซึ่งอาจมีผลต่อระดับความ ระมัดระวังและทำให้การใช้ความระมัดระวังของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป เช่น สภาพสถานที่ทำงาน จำนวน ประชาชนที่มาติดต่อเจ้าหน้าที่ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือ กระทำโดยขาดความระมัดระวังที่เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานอย่างมาก เช่น คาดเห็นได้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้หรือหากระมัดระวังสักเล็กน้อยก็คงได้คาดเห็นการอาจเกิดความ เสียหายเช่นนั้น • อ.วรพจน์ฯ ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือการกระทำโดยรู้สึกอยู่แล้วว่าเป็นการเสี่ยงที่จะเกิดภัยหรือความเสียหาย แต่ยังขืนทำลงโดยคิดว่าสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดภัยหรือความเสียหายขึ้นได้ผู้กระทำเพียงแต่คาดเห็นว่าผล อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่แน่ว่าจะเกิด และคิดว่าคงสามารถหลีกเลี่ยงผลนั้นได้ • อ.วรเจตน์ฯ การกระทำที่เกือบจะเป็นเจตนาเล็งเห็นผล คือ ผู้กระทำแม้ไม่ได้เจตนา แต่ก็ไม่ได้ใช้ความระมัดระวัง แม้แต่นิดเดียว เป็นการกระทำที่ผู้กระทำเสี่ยงทำลงไปทั้งที่รู้ว่าอาจจะเกิดความเสียหาย ลักษณะที่ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 1. เบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานอย่างมาก 2. ไม่ใช้ความระมัดระวัง หากใช้เพียงเล็กน้อยก็จะสามารถป้องกันความเสียหายได้ 3. ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสียหาย 4. มีตัวอย่างและการเตือน
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 32 32 กระบวนการหาผู้รับผิดทางละเมิด ๑.การตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ๒.การสอบข้อเท็จจริง ๓. รายงานผลการสอบสวนต่อผู้แต่งตั้งฯและการพิจารณาวินิจฉัย ๔.การส่งสำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสำนวน ๕.การออกคำสั่งตามความเห็นของกระทรวงการคลัง ๖.การฟ้องคดีกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ชำระเงิน การดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ แก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อพิจารณาเกี่ยวกับการสอบสวนความรับผิดทางละเมิด 1. การรายงานความเสียหายและการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด - จำนวน และองค์ประกอบ (ข้อ๘) ผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ (ระเบียบฯ ข้อ ๘ ข้อ ๑๒/๑) -ผู้กำกับดูแลสั่งเปลี่ยนแปลงกรรมการ/แต่งตั้งแทน -กรณีที่ต้องร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการ (ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑) /กรรมการต้องเป็นกลางหรือไม่มี สภาพร้ายแรงตาม ม.๑๓ และ ม.๑๖ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ๒.การสอบสวน - รวบรวมพยานหลักฐาน -การให้โอกาสโต้แย้ง (ข้อ ๑๕ ระเบียบ สนร. + ม. ๓๐ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง) -การรายงานผลการสอบสวน (แบบ สล. ๒) - โดยต้องพิจารณาว่ามีเจ้าหน้าที่ต้องรับผิดหรือไม่และจะต้องรับผิดจำนวนเท่าใด ๓.การพิจารณา/วินิจฉัยรายงานผลการสอบสวน - เห็นชอบ รายงานกระทรวงการคลังก่อนออกคำสั่ง (ระเบียบ ข้อ ๑๗) - -ออกคำสั่ง ในกรณีเป็นความเสียหายที่ไม่ต้องรายงาน ฯ แล้วรายงานตามแบบ - เมื่อรายงานแล้วให้ตระเตรียมการในการออกคำสั่งอย่าให้ขาดอายุความ ประเภทสำนวนการสอบสวน 1. ทุจริตทางการเงินหรือทรัพย์สิน (ส.1) 2. ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบ (ส.2) 3.คนร้ายทำการโจรกรรมหรือทรัพย์สินสูญหาย (ส.3) 4.อาคารสถานที่ถูกเพลิงไหม้(ส.4) 5.อุบัติเหตุ(ส. 5)
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 33 33 แบบในการสอบสวน สล. 1 บันทึกการสอบสวน (บันทึกการสอบถ้อยคำบุคคล) - ผู้ถูกสอบสวน (ผู้ถูกกล่าวหา) - บุคคลอื่น ๆ สล. 2 รายงานการสอบสวน - ข้อเท็จจริง - ผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดสรุปพยานหลักฐาน (พยานบุคคล/เอกสาร/วัตถุ) - ข้อกฎหมาย - ความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด + เหตุผลประกอบการ พิจารณา - ความเห็นผู้สั่งแต่งตั้ง การสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด มีหน้าที่จะต้องสอบสวนเพื่อให้ได้ความว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า ๑. มีเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องรับผิดหรือไม่ ใครบ้าง ? ๒.จำนวนความเสียหายที่เจ้าหน้าที่แต่ละคนจะต้องรับผิด? แนวทางการกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่กค ๐๔๐๖.๒/ว ๖๖ ลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๐ หลักกฎหมายที่ต้องคำนึงในการสอบสวน 1. หลักฟังความสองฝ่ายการให้โอกาสทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและให้โอกาสชี้แจงโต้แย้ง แก้ข้อกล่าวหา 2. ความเป็นกลางคู่กรณี/ มีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาทางปกครองไม่เป็นกลาง 3. การใช้ดุลพินิจ 4. ความเป็นธรรมในแต่ละกรณี
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 34 34 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลัง ตรวจสอบ พ.ศ. ๒๕๖๒ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องรายงาน ให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ (ข้อ ๕) ๑.ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐครั้งละไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒.ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐครั้งละเกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับความเสียหายประเภท - ความเสียหายจากสาเหตุทั่วไป ที่มิได้มีสาเหตุจากการทุจริต เงินขาดบัญชีหรือการไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย กฎ ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีหรือข้อบังคับต่าง ๆเช่น อุบัติเหตุ เพลิงไหม้ทรัพย์สินเสียหายหรือสูญ หายเป็นต้น และ - หน่วยงานของรัฐได้พิจารณาให้ผู้ต้องรับผิด ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ร้อยละ ๗๕ ของความ เสียหายทั้งหมด -ความเสียหายที่มีสาเหตุจากการทุจริต และ - หน่วยงานของรัฐได้พิจารณา ให้ผู้ทุจริตรับผิดชดใช้เต็มจำนวนความเสียหายและพิจารณาให้ ผู้เกี่ยวข้องซึ่งกระทำโดยจงใจ/ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเป็นโอกาสหรือช่องทางให้เกิดการทุจริตชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนความเสียหาย -ความเสียหายที่มิได้เกิดจากการทุจริต แต่มีสาเหตุจากเงินขาดบัญชีหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบมติคณะรัฐมนตรีหรือข้อบังคับต่าง ๆและ - หน่วยงานของรัฐได้พิจารณาให้ผู้กระทำโดยจงใจ/ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนเต็มจำนวนความเสียหาย ๓.ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของหน่วยงานของรัฐซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้อง รับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 35 35 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการ ตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑ “ทุนสำรองเงินสะสม” หมายความว่า ยอดเงินสะสมจำนวนร้อยละสิบห้า ของยอดเงินสะสม ประจำทุกสิ้นปีงบประมาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพการเงินการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (หลักเกณฑ์ การจ่ายข้อ ๘๗) “เงินสะสม” หมายความว่า เงินที่เหลือจ่ายจากเงินรายรับตามงบประมาณ รายจ่ายประจําปีและหรือ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และให้หมายความรวมถึงเงินรายรับอื่นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับไว้ ภายในวันสิ้นปีงบประมาณ หลังจากที่ได้หักทุนสํารองเงินสะสมไว้แล้ว และรวมทั้งเงินสะสมปีก่อน ๆ ด้วย (หลักเกณฑ์การจ่าย ข้อ ๘๙ ข้อ ๙๐ และข้อ ๙๑) ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิก จ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการ ตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๖ “เงินสะสม”ข้อ ๓ (๒๒)“เงินสะสม” หมายความว่า เงินที่เหลือจ่ายจากเงินรายรับที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้รับไว้ภายในวันสิ้นปีงบประมาณ โดยรวมเงินสะสมคงเหลือจากปีก่อน ๆด้วย ยกเลิก“ทุนสำรองเงินสะสม” การจ่ายเงินสะสม (ข้อ ๙๗ ระเบียบฯ พ.ศ. ๒๕๖๖) ข้อ ๙๗ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจใช้จ่ายเงินสะสมได้โดยได้รับอนุมัติจากสภาท้องถิ่น ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (๑) ให้กระทำได้เฉพาะภารกิจซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นค่า ครุภัณฑ์ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง (๒) ได้ส่งเงินสมทบกองทุนส่งเสริมกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท ตามระเบียบแล้ว (๓) ให้กันเงินสะสมสำรองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่น้อยกว่า ๓ เดือนและกันไว้อีกร้อยละ ๑๕ สิบห้าของงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายกรณีที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น เมื่อได้กันเงินสะสมสำรองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายกรณีที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้นแล้ว - อบจ.และเทศบาลนครต้องมีเงินสะสมคงเหลือไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท - เทศบาลเมือง เทศบาลตำบลและอบต.ต้องมีเงินสะสมคงเหลือไม่ต่ำกว่า ๕ ล้านบาท (๔) เมื่อได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินสะสมแล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดำเนินการก่อหนี้ผูกพัน ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีถัดไป หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดให้การใช้จ่ายเงินสะสมนั้นเป็นอันพับไป
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 36 36 การจ่ายเงินสะสมในภารกิจตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทย (ข้อ ๙๙) • ในกรณีที่มีภารกิจตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยและจำเป็นต้องให้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ โดยมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายจากงบประมาณขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น • และงบประมาณดังกล่าวไม่เพียงพอและไม่ต้องด้วยเงื่อนไขการใช้จ่ายเงินสะสมตามข้อ ๙๗ • ปลัดกระทรวงมหาดไทยอาจอนุมัติยกเว้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้จ่ายจากเงินสะสมหรือ เงินทุนสำรองเงินสะสมได้ โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การจ่ายเงินสะสม ด้านบุคคล ข้อ ๙๐ กรณีที่งบประมาณรายจ่ายประกาศใช้บังคับแล้ว มีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นในระหว่าง ปีงบประมาณ หากมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจ่ายหรือไม่ได้ตั้งงบประมาณเพื่อการนั้นไว้ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจ่ายขาดเงินสะสมได้โดยได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่นในกรณีดังต่อไปนี้ (๑) รับโอน เลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น (๒) เบิกเงินให้ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นสมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการสภาท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พนักงานส่วนท้องถิ่น ตลอดจนลูกจ้างและพนักงานจ้างซึ่งมี สิทธิได้รับเงินอื่นตามกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้อง (๓)ค่าใช้จ่ายตาม (๑)และหรือ(๒) ให้ถือเป็นรายจ่ายในปีงบประมาณนั้น
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 37 37 การจ่ายเงินสะสม :กรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัย ข้อ ๑๐๐ ในกรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น - ให้ผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติให้จ่ายขาดเงินสะสมได้ - ตามความจําเป็นในขณะนั้น - โดยให้คํานึงถึงฐานะการเงิน การคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น กรณีที่มีระเบียบกำหนดไม่ให้จ่ายจากเงินสะสม เงินโบนัส(ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการกําหนดเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษ อันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจําปีแก่พนักงานส่วนท้องถิ่น ให้เป็นรายจ่ายอื่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๗) ข้อ ๖ การจ่ายประโยชน์ตอบแทนอื่นเป็นกรณีพิเศษอันมีลักษณะเป็นเงินรางวัลประจําปีตามข้อ ๕ - ให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขและวิธีการที่คณะกรรมการกลางและคณะกรรมการจังหวัด กําหนด - โดยการตั้งจ่ายไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจําปีและ - ไม่ให้นําเงินสะสมมาจ่าย เงินอุดหนุน (ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๙) ข้อ ๔ อปท.อาจตั้งงบประมาณให้เงินอุดหนุนหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนได้ภายใต้หลักเกณฑ์ดังนี้ (๔) อปท. ใดเห็นสมควรให้เงินอุดหนุนแก่หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน - ให้นําโครงการขอรับเงินอุดหนุนบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น -และตั้งงบประมาณไว้ในหมวดเงินอุดหนุน - ห้ามจ่ายจากเงินสะสม ทุนสํารองเงินสะสม หรือเงินกู้
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 38 38 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา ความสามารถในการบริหารข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานในยุค THAILAND 4.0 (DIGITAL LITERACY) ผู้บรรยาย อ.เดชรัตน์ไตรโภค วันที่ 2๑ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๓.00 – 1๖.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวปัทมนันท์อ่อนคำ วิชาการกลุ่ม ๓ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ แชร์ทริค ลบไฟลขยะในไลน์ได้พื้นที่คืน เครื่องไวขึ้น และที่สำคัญ ทำแล้วแชทไลน์ไม่หาย
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 39 39 วิธีใช้CANVA เข้ามาที่เว็บไซต์WWW.CANVA.COM พอเข้ามาที่หน้าแรก ทำการสมัครใช้งาน จากนั้นเลือกแบบ PERSONAL
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 40 40 เลือกเทมเพลทงาน CANVA วิธีใส่รูปใน CANVA
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 41 41 วิธีเปลี่ยนฟ้อนท์ใน CANVA วิธีเซฟ CANVA
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 42 42 TIKTOK สร้างวิดีโอTIKTOK ของตัวเอง สามารถสร้างวิดีโอด้วยฟิลเตอร์นี้หรือจะเก็บเป็น FAVORITE ด้วยการกดปุ่ม ADD TO FAVORITE เอาไว้ใช้ งานตอนหลังก็ได้ สามารถใส่เพลง วีดีโอและสติกเกอร์ได้ QR CODE คลิป การบรรยาย
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 43 43 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา วิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ ผู้บรรยาย อ.ประทีป ทับอัตตานนท์ วันที่ 2๒ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๐๙.00 – 1๒.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวรุจิราสุริวงค์ วิชาการกลุ่ม ๔ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ แนวคิดที่มาแห่งสิทธิของปัจเจกชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UNIVERSAL DECLARATION OF HUMAN RIGHTS)กติการระหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (INTERNATIONAL COVENANT ON CIVIL, AND POLITICAL RIGHTS) จากแนวคิดของรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 วรรคสี่“บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการ กระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่ กฎหมายบัญญัติ” มาตรา 68 วรรคหนึ่ง “รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มี ประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็วและไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร” กระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง เป็นกระบวนการที่ยุติข้อพิพาททางแพ่ง ที่เกิดจากการละเมิดข้อสัญญา นิติกรรม หรือเกิดมาจาก นิติเหตุรูปแบบของการระงับข้อพิพาท อาจเกิดโดย -สถาบัน -การไกล่เกลี่ย รูปแบบของข้อขัดแย้งทางสิทธิ -การโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ของเอกชนด้วยกัน -การโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างเอกชน กับรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ -การโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างรัฐ/หน่วยงานของรัฐด้วยกัน การกระทบแห่งสิทธิ พิจารณาในแง่สิทธิของปัจเจกชน ตามกฎหมายเอกชน - หลักรับรองสิทธิของปัจเจกชน - หลักคุ้มครองผลประโยชน์ของปัจเจกชน - หลักอำนาจและหน้าที่ของรัฐ
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 44 44 จากมาตรา 55 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง “เมื่อมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น เกี่ยวกับสิทธิ หรือหน้าที่ของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่ง หรือบุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาล บุคคลนั้นชอบที่จะเสนอคดีของ ตนต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและประมวลกฎหมายนี้” บุคคลที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1(11) “คู่ความ” หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้อง หรือถูกฟ้องต่อศาล และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวมถึงบุคคลผู้มีสิทธิกระทำการแทนบุคคลนั้น ๆตาม กฎหมาย หรือในฐานะทนายความ รูปแบบในการพิจารณาคดี เป็นระบบกล่าวหา พิจารณาจากมาตรา 84/1 “คู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนคำ คู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น แต่ถ้ามีข้อสันนิษฐานไว้ในกฎหมายหรือมีข้อ สันนิษฐานที่ควรจะเป็นซึ่งปรากฏจากสภาพปกติธรรมดาของเหตุการณ์เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใด คู่ความฝ่าย นั้นต้องพิสูจน์เพียงว่าตนได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งการที่ตนจะได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานนั้น ครบถ้วนแล้ว” แนวคิดในการวินิจฉัยพิพากษาคดี มาตรา 104 วรรคหนึ่ง“ให้ศาลมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสืบ นั้นจะเกี่ยวกับประเด็นและเป็นอันเพียงพอ ให้เชื่อฟังเป็นยุติได้หรือไม่แล้วพิพากษาคดีไปตามนั้น” การกระทบแห่งสิทธิพิจารณาในแง่สิทธิของปัจเจกชน ในแง่กฎหมายมหาชน - หลักนิติรัฐ - หลักการกระทำโดยความชอบด้วยกฎหมาย - หลักการใช้ดุลพินิจในสัดส่วนอย่างแคบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (1)คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนือ อำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ ที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมี ลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ ดุลพินิจโดยมิชอบ (2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 45 45 (3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจาก การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (4)คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (5)คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้ บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด (6)คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง มาตรา 42 ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดย มิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ ของรัฐหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนด ในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง รูปแบบในการพิจารณาคดี มาตรา 54 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 “ในการพิจารณาพิพากษาคดีศาลปกครองอาจตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความ เหมาะสม ในการนี้ศาลปกครองจะรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญ หรือพยานหลักฐานอื่น นอกเหนือจากพยานหลักฐาน ของคู่กรณีได้ตามที่เห็นสมควร” ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2543 ข้อ 5 “วิธีพิจารณาคดีปกครองเป็นวิธีพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวนตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองและระเบียบนี้” ข้อ 41/3 “ให้ศาลปกครองชั้นต้นแสวงหาข้อเท็จจริงโดยการไต่สวนหรือโดยวิธีอื่น.....” บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี - หน่วยงานทางปกครอง หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและ มีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาคราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราช กฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่น ของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทาง ปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง - เจ้าหน้าที่ของรัฐ”หมายความว่า (1)ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างคณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง (2)คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการ ออกกฎ คำสั่ง หรือมติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และ (3) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าของ รัฐตาม (1) หรือ(2)