The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานวิชาการ หลักสูตรนิติกร รุ่นที่ 50

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mangkorntusport, 2023-12-18 04:57:46

รายงานวิชาการ หลักสูตรนิติกร รุ่นที่ 50

รายงานวิชาการ หลักสูตรนิติกร รุ่นที่ 50

สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 46 46 ทิศทางในคำพิพากษาของศาลปกครองในส่วนคดีแพ่ง มาตรา 72 ในการพิพากษาคดีศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (3) สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ โดยจะกำหนด ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดของ หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง การดำเนินการของฝ่ายนิติการกรมการปกครองกับวิธีพิจารณาความแพ่ง ภารกิจในการการขจัดความขัดแย้งระหว่างเอกชน - ข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเปรียบเทียบความแพ่งในอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอ พ.ศ.2528 -กฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาททางแพ่ง พ.ศ.2553 -กฎกระทรวงว่าด้วยการไกล่เกลี่ยความผิดที่มีโทษทางอาญา พ.ศ.2553 ภารกิจในการจัดการความขัดแย้งระหว่างเอกชนกับหน่วยงานของรัฐ -ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 กำหนดให้ศาล ปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องนี้คือ - มีเงื่อนไขว่า บุคคลที่เป็นผู้ถูกฟ้องต้องเป็นหน่วยงานทางปกครอง (ตามมาตรา 3 หน่วยงานทาง ปกครอง หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วน ภูมิภาคราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่น ของรัฐและให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทาง ปกครอง) หรือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ตามมาตรา 3 เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า (1)ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคล หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง (2) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และ (3) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าของรัฐตาม (1) หรือ(2)) -ต้องเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจาก การละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (ตาม มาตรา 9(3)) ความรับผิดฐานละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 คือ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดีแก่ร่างกาย ก็ดีอนามัยก็ดีเสรีภาพก็ดีทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนเพื่อการนั้น


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 47 47 การบังคับคดีปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เงื่อนไข 1) มาตรา 63/4 ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองแก่บุคคลใด หากบุคคลนั้นถึงแก่ความตาย ให้ดำเนินการบังคับทางปกครองต่อไปได้ถ้าบุคคลนั้นมีทายาทผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดก ให้ถือว่าทายาท ผู้รับมรดกหรือผู้จัดการมรดกเป็นผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครองนั้น 2) ในการบังคับทางปกครองนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่หน่วยงานของรัฐได้ฟ้องศาล และศาลมี คำพิพากษาให้ชำระเงินหรือให้กระทำการละเว้นการกระทำการ การบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ค่าปรับบังคับการ หมายความว่า ค่าปรับที่เจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทาง ปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ชำระเป็นรายวันไปจนกว่าจะยุติการฝ่าฝืนคำสั่งหรือได้มีการ ปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าปรับที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้หรือโดยกฎหมายอื่น เงื่อนไข มาตรา 63/21 คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ ถ้าผู้อยู่ในบังคับของคำสั่ง ทางปกครองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ 1) เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการด้วยตนเองหรือมอบหมายให้บุคคลอื่นกระทำการแทน โดยผู้อยู่ในบังคับ ของคำสั่งทางปกครองจะต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายและเงินเพิ่มรายวันในอัตราร้อยละยี่สิบห้าต่อปีของค่าใช้จ่าย ดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่นั้นสังกัด 2) ให้มีการชำระค่าปรับบังคับการตามจำนวนที่สมควรแก่เหตุแต่ต้องไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อวัน เจ้าหน้าที่ระดับใดมีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการจำนวนเท่าใด สำหรับในกรณีใด ให้เป็นไปตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง (กฎกระทรวงกำหนดเจาหน้าที่ผู้มีอำนาจกำหนดค่าปรับบังคับการ พ.ศ. 2562) ในกรณีที่มี ความจำเป็นที่จะต้องบังคับการโดยเร่งด่วนเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญาหรือ มิให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ เจ้าหน้าที่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยไม่ต้องออก คำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำก่อนก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องกระทำโดยสมควรแก่เหตุและ ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตน มาตรา 63/24 ในกรณีไม่มีการชำระค่าปรับบังคับการ ค่าใช้จ่าย หรือเงินเพิ่มรายวันโดยถูกต้อง ครบถ้วนให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการบังคับทางปกครองตามส่วนที่ 2 ต่อไป (มาตรา 63/7 ถึงมาตรา 63/19)


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 48 48 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา วิธีพิจารณาความอาญาที่เกี่ยวข้องในอำนาจหน้าที่ ผู้บรรยาย อ.ประทีป ทับอัตตานนท์ วันที่ 2๒ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๓.00 – 1๖.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวรุจิราสุริวงค์ วิชาการกลุ่ม ๔ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ สาระสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา - ป้องกันอาชญากรรม -คุ้มครองสาธารณะ -ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พยาน -ลงโทษผู้กระทำผิด -ช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้กลับคืนสู่สังคม การค้นหาความจริงในคดี - หลักความชอบด้วยกฎหมาย - หลักนิติธรรม - หลักความได้สัดส่วนอย่างแคบ ระบบของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา - ระบบไต่สวน (INQUISITORIAL SYSTEM) - ระบบกล่าวหา (ACCUSATORIAL SYSTEM) หลักเกณฑ์วิธีพิจารณาความอาญา 1) หลักการค้นหาความจริงในเนื้อหา เพื่อพิสูจน์ความจริงแท้ในคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดถูกของ ผู้ต้องหา/จำเลย 2) หลักฟังความทุกฝ่าย เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหา/จำเลยมีโอกาสในการต่อสู้แก้ข้อกล่าวหา เป็นสิทธิในการ โต้แย้งคัดค้าน 3) หลักวาจา เป็นการให้ทุกฝ่ายมีโอกาสได้พูด เสนอพยานหลักฐานของฝ่ายตนในการพิสูจน์ความจริง ในคดี 4) หลักพยานโดยตรง เป็นการนำสืบพยานของศาล และศาลต้องวินิจฉัยตามเหตุผลที่จากการ สืบพยาน รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนด้วย 5) หลักเปิดเผยการสืบพยานต้องเปิดเผยให้ทุกคนอาจเข้าฟังการสืบพยานได้เพื่อเป็นควบคุมการ พิจารณาคดีให้เป็นธรรม 6) หลักความเป็นอิสระในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานคำพิพากษาในคดีอาญาต้องตัดสินบนพื้นฐาน ของความจริง ที่ค้นพบได้จากการตรวจสอบค้นหาความจริง ที่เป็นผลมาจากการสืบพยานในศาล


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 49 49 7) หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัย เป็นไปตามหลักการรับฟังพยานหลักฐานในคดีว่าต้องมี พยานหลักฐานที่ฟังได้มั่นคงและหนักแน่นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำในคดีและการกระทำดังกล่าวเป็นความผิด ตามกฎหมายในขณะกระทำผิด ทั้งไม่มีข้อกฎหมายยกเว้นความผิดนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาการให้คำนิยามศัพท์ มาตรา 2 (10) “การสืบสวน” หมายความถึงการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งพนักงานฝ่าย ปกครองหรือตำรวจได้ปฏิบัติไปตามอำนาจและหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน และ เพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งความผิด (11)“การสอบสวน” หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตาม บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบ ข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ มีข้อสังเกต มาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิด เท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะ ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆอันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้ เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา การกำหนดฐานะและหน้าที่ทางกฎหมาย มาตรา 2 (16) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้ มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รวมทั้งพัศดีเจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าพนักงานอื่น ๆในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุม ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม (17) “พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่” หมายความถึง เจ้าพนักงานดังต่อไปนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดรองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด นายอำเภอ มาตรา 17 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจทำการสืบสวนคดีอาญาได้ การกำหนดสิทธิของผู้ต้องหา/จำเลย มาตรา 7/1 ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้าพนักงานแจ้งให้ญาติ หรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูกควบคุมในโอกาสแรกและให้ผู้ถูก จับหรือผู้ต้องหามีสิทธิดังต่อไปนี้ด้วย (1) พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (2) ให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ในชั้นสอบสวน (3) ได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร (4) ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหามีหน้าที่แจ้งให้ผู้ถูกจับหรือ ผู้ต้องหานั้นทราบในโอกาสแรกถึงสิทธิตามวรรคหนึ่ง


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 50 50 มาตรา 13 การสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณา ให้ใช้ภาษาไทย แต่ถ้ามีความจำเป็นต้อง แปลภาษาไทยท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นหรือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยหรือต้องแปลภาษาไทยเป็นภาษาไทย ท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นหรือภาษาต่างประเทศให้ใช้ล่ามแปล ในกรณีที่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหาจำเลย หรือพยานไม่สามารถพูดหรือเข้าใจภาษาไทย หรือสามารถพูด หรือเข้าใจเฉพาะภาษาไทยท้องถิ่นหรือภาษาถิ่น และไม่มีล่าม ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล จัดหาล่ามให้โดยมิชักช้า ในกรณีที่ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา จำเลย หรือพยานไม่สามารถพูดหรือได้ยิน หรือสื่อความหมายได้และไม่ มีล่ามภาษามือ ให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล จัดหาล่ามภาษามือให้หรือจัดให้ถาม ตอบ หรือ สื่อความหมายโดยวิธีอื่นที่เห็นสมควร มาตรา 14 ในระหว่างทำการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ถ้ามีเหตุควรเชื่อว่าผู้ต้องหาหรือ จำเลยเป็น ผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ให้พนักงานสอบสวนหรือศาลแล้วแต่กรณีสั่งให้พนักงาน แพทย์ตรวจผู้นั้นเสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์ผู้นั้นมาให้ถ้อยคำหรือให้การว่าตรวจได้ผลประการใด ในกรณีที่พนักงานสอบสวนหรือศาลเห็นว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริต และไม่สามารถต่อสู้คดี ได้ให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาไว้จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริตหรือสามารถจะต่อสู้คดีได้และ ให้มีอำนาจส่งตัวผู้นั้นไปยังโรงพยาบาลโรคจิตหรือมอบให้แก่ผู้อนุบาล ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือผู้อื่นที่เต็มใจ รับไปดูแลรักษาก็ได้ตามแต่จะเห็นสมควร การรักษาดุลอำนาจในการสอบสวนกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน มาตรา 51 ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 78 มาตรา 79 มาตรา 80 มาตรา 92 และมาตรา 94 แห่งประมวลกฎหมายนี้จะจับ ขัง จำคุก หรือค้นในที่รโหฐานหาตัวคนหรือสิ่งของต้องมีคำสั่ง หรือหมายของศาลสำหรับการนั้น มาตรา 86 ห้ามมิให้ใช้วิธีควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้เขาหนีเท่านั้น มาตรา 87 ห้ามมิให้ควบคุมผู้ถูกจับไว้เกินกว่าจำเป็นตามพฤติการณ์แห่งคดี ในกรณีความผิดลหุโทษ จะควบคุมผู้ถูกจับไว้ได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การ และที่จะรู้ตัวว่าเป็นใคร และที่อยู่ของเขาอยู่ที่ไหนเท่านั้น มาตรา 134 เมื่อผู้ต้องหาถูกเรียก หรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนเอง หรือปรากฏว่าผู้ใด ซึ่งมาอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหา ให้ถามชื่อตัว ชื่อรอง ชื่อสกุลสัญชาติบิดามารดา อายุอาชีพ ที่อยู่ ที่เกิด และแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำผิด แล้วจึงแจ้ง ข้อหาให้ทราบ การแจ้งข้อหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าผู้นั้นน่าจะได้กระทำผิดตามข้อหานั้น ผู้ต้องหามีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม พนักงานสอบสวนต้องให้โอกาสผู้ต้องหาที่จะแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์ แก่ตนได้ มาตรา 134/3 ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ มาตรา 134/4 ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวนแจ้งให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 51 51 (1) ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็น พยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (2)ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้ เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ถ้าผู้ต้องหาไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้ ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงานสอบสวนก่อนมีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือก่อนที่จะ ดำเนินการตามมาตรา 134/1 มาตรา 134/2 และมาตรา 134/3 จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการ พิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ มาตรา 135 ในการถามคำให้การผู้ต้องหา ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำโดยมิชอบประการใด ๆเพื่อ จูงใจให้เขาให้การอย่างใดๆในเรื่องที่ต้องหานั้น การกำหนดอำนาจหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มาตรา 124 ผู้เสียหายจะร้องทุกข์ต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่รองหรือ เหนือพนักงานสอบสวน และเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมายก็ได้ เมื่อมีหนังสือร้องทุกข์ยื่นต่อเจ้าพนักงานเช่นกล่าวแล้ว ให้รีบจัดการส่งไปยังพนักงานสอบสวน และจะจดหมายเหตุอะไรไปบ้างเพื่อประโยชน์ของพนักงานสอบสวนก็ได้ มาตรา 130 ให้เริ่มการสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำต้องอยู่ด้วย มาตรา 131 ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะ ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่างๆอันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา เพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้ เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายซึ่งกระทำโดย เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกัน ปราบปราม และเยียวยา ผู้เสียหายจากการกระทำในลักษณะดังกล่าว มีหลักการและความหมาย ดังนี้ มาตรา 5 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม (2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือ บุคคลที่สาม (3)ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม (4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 52 52 มาตรา 6 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็น มนุษย์หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจที่มิใช่การกระทำความผิด ตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงอันตรายอันเป็นผลปกติหรือสืบเนื่องจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบ ด้วยกฎหมาย มาตรา 7 ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว หรือลักพาบุคคลใดโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิเสธว่ามิได้ กระทำการดังกล่าว หรือปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวของบุคคลนั้นซึ่งส่งผลให้บุคคลนั้นไม่ได้รับการ คุ้มครองตามกฎหมายผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย การกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นความผิดต่อเนื่องจนกว่าจะทราบชะตากรรมของบุคคลนั้น วิธีการป้องกัน มาตรา 22 ในการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง ในขณะจับและควบคุมจนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัวบุคคลดังกล่าวไป เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัย ที่ไม่สามารถกระทำได้ก็ให้บันทึกเหตุนั้นเป็นหลักฐานไว้ในบันทึกการควบคุมตัว การควบคุมตัวตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบแจ้งพนักงานอัยการและนายอำเภอ ในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวโดยทันที สำหรับในกรุงเทพมหานครให้แจ้งพนักงานอัยการและผู้อำนวยการสำนัก การสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง หากผู้รับแจ้งเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการทรมาน การกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย ให้ผู้รับ แจ้งดำเนินการตามมาตรา 26 ต่อไป การดำเนินคดี มาตรา 31 ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น นอกจากพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาแล้ว ให้พนักงานฝ่ายปกครองชั้นผู้ใหญ่ พนักงานฝ่ายปกครองตำแหน่งตั้งแต่ปลัดอำเภอ หรือเทียบเท่าขึ้นไปในสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงาน อัยการ เป็นพนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนและรับผิดชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และดำเนินคดีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้และความผิดอื่นที่เกี่ยวพันกัน วรรคสาม กรณีการสอบสวนโดยหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่พนักงานอัยการ ให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แจ้งเหตุแห่งคดีให้พนักงานอัยการทราบ เพื่อเข้าตรวจสอบหรือกำกับการสอบสวนทันที มาตรา 42 ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน จะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 หรือมาตรา 38 และ ไม่ดำเนินการ ที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการ สอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ผู้บังคับบัญชาตามวรรคหนึ่งจะต้องเป็นผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบและมีอำนาจควบคุมการกระทำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานกระทำทรมาน ความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์หรือความผิดฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 53 53 พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่ารัฐพึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง กรณีจึงเป็นการสมควรกำหนดให้การกระทำความผิดในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายใน กรณีที่ไม่ใช่ความผิดร้ายแรงและโดยสภาพไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อย่างร้ายแรง หรือไม่มีผลกระทบต่อส่วนรวมอย่างกว้างขวางเป็นความผิดทางพินัย โดยไม่ถือเป็นความผิด อาญาและให้กำหนดค่าปรับเป็นพินัยสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม โดยไม่ถือเป็นโทษอาญา มาตรา 3 “ปรับเป็นพินัย” หมายความว่า สั่งให้ผู้กระทำความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกินที่กฎหมายกำหนด “ความผิดทางพินัย” หมายความว่า การกระทำหรืองดเว้นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมาย และกฎหมายนั้นบัญญัติให้ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย มาตรา 5 การปรับเป็นพินัยตามกฎหมายทั้งปวง ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ให้ถือว่า การปรับเป็นพินัยหรือคำสั่งปรับเป็นพินัยเป็นการกระทำทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครอง การปรับเป็นพินัยไม่เป็นโทษอาญา มาตรา 7 ผู้ใดกระทำความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตามจำนวนเงินที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือศาลกำหนดตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินจำนวนสูงสุดที่กฎหมายซึ่งบัญญัติ ความผิดทางพินัยนั้นบัญญัติไว้เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น มาตรา 9 ในการกำหนดค่าปรับเป็นพินัย ให้พิจารณาให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้ (1) ระดับความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ชุมชนหรือสังคมจากการกระทำความผิดทางพินัย และพฤติการณ์อื่นอันเกี่ยวกับสภาพความผิดทางพินัย (2)ความรู้ผิดชอบ อายุประวัติความประพฤติสติปัญญาการศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม การกระทำความผิดซ้ำ และสิ่งอื่นทั้งปวงเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดทางพินัย (3)ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดทางพินัยหรือบุคคลอื่นได้รับจากการกระทำความผิดทางพินัย (4)สถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดทางพินัย ในการชำระค่าปรับเป็นพินัยถ้าผู้กระทำความผิดทางพินัยร้องขอ และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาลเห็น ว่าผู้กระทำความผิดไม่อาจชำระค่าปรับในคราวเดียวได้เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาลจะให้ผ่อนชำระก็ได้และใน กรณีเช่นนั้นหากผู้กระทำความผิดทางพินัยผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้การผ่อนชำระเป็น อันยกเลิกและผู้กระทำความผิดต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยที่ยังค้างชำระอยู่ให้ครบถ้วนภายในเวลาที่เจ้าหน้าที่ ของรัฐหรือศาลกำหนด หากไม่ชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 23 หรือมาตรา 30 แล้วแต่กรณี มีกฎหมายในกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจาก กรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ.2554 อยู่ในเงื่อนไขของความผิดที่ปรับเป็นพินัยได้ ดังนี้(มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566)


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 54 54 - พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 มาตรา 13,14,15,16 - พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 68,73 วรรคสอง,75,76,77,78,82,83 - พระราชบัญญัติควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า พ.ศ.2474 มาตรา 12 ทวิ - พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง วรรคสอง,17 - พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 มาตรา 84,85,87 วรรคหนึ่ง - พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 35,35 ทวิ,36 - พระราชบัญญัติโรงรับจำนำ พ.ศ.2505 มาตรา 41 - พระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ พ.ศ.2482 มาตรา 27,28 - พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง,26,27 - พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตรา 18


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 55 55 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา แนวทางการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างตามพระราชบัญญัติ การจัดซื้อจัดจ้างการและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบ กฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ผู้บรรยาย อ.ศิลิกา การดี วันที่ 2๒ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๗.00 – 1๙.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวรุจิราสุริวงค์ วิชาการกลุ่ม ๔ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ หรือ ผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสายงานซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การจัดซื้อจัดจ้างหรือ การบริหารพัสดุตามที่กฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐนั้น กำหนด หรือผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ วิธีการซื้อหรือจ้าง 1. วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป 2. วิธีคัดเลือก 3. วิธีเฉพาะเจาะจง วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป แยกออกเป็น 1. วิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์(ELECTRONIC MARKET : E-MARKET) 2. วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์(ELECTRONIC BIDDING: E-BIDDING) 3. วิธีสอบราคา วิธีคัดเลือก เงื่อนไข ม.56 (1) (ก) ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก (ข) พัสดุที่ต้องการจัดซื้อจัดจ้างมีคุณลักษณะเฉพาะเป็นพิเศษหรือซับซ้อนหรือต้องผลิตจำหน่าย ก่อสร้าง หรือให้บริการโดยผู้ประกอบการที่มีฝีมือโดยเฉพาะ หรือมีความชำนาญเป็นพิเศษหรือมีทักษะสูง และผู้ประกอบการนั้นมีจำนวนจำกัด (ค) มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้พัสดุนั้นอันเนื่องมาจากเกิด เหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ซึ่งหาก ใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปจะทำให้ไม่ทันต่อความต้องการใช้พัสดุ (ง) เป็นพัสดุที่โดยลักษณะของการใช้งาน หรือมีข้อจำกัดทางเทคนิคที่จำเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็นการ เฉพาะ (จ) เป็นพัสดุที่จำเป็นต้องซื้อโดยตรงจากต่างประเทศ หรือดำเนินการโดยผ่านองค์การระหว่างประเทศ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 56 56 (ฉ) เป็นพัสดุที่ใช้ในราชการลับ หรือเป็นงานที่ต้องปกปิดเป็นความลับของหน่วยงานของรัฐหรือ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ (ช) เป็นงานจ้างซ่อมพัสดุที่จำเป็นต้องถอดตรวจ ให้ทราบ ความชำรุดเสียหายเสียก่อนจึงจะประมาณ ค่าซ่อมได้ เช่น งานจ้างซ่อมเครื่องจักร เครื่องมือกลเครื่องยนต์เครื่องไฟฟ้าหรือเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (ซ)กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกฎกระทรวง วิธีเฉพาะเจาะจง เงื่อนไข ม.56 (2) (ก) ใช้ทั้งวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปและวิธีคัดเลือก หรือใช้วิธีคัดเลือกแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือ ข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการคัดเลือก (ข)การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีการผลิต จำหน่ายก่อสร้าง หรือให้บริการทั่วไป และมีวงเงินในการจัดซื้อ จัดจ้าง ครั้งหนึ่งไม่ เกินวงเงินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ไม่เกิน 500,000 บาท) (ค) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีผู้ประกอบการซึ่งมีคุณสมบัติโดยตรง เพียงรายเดียว หรือการจัดซื้อจัด จ้างพัสดุจากผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายหรือตัวแทนผู้ให้บริการโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงราย เดียวในประเทศไทยและไม่มีพัสดุอื่นที่จะใช้ทดแทนได้ (ง) มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดอุบัติภัยหรือภัยธรรมชาติหรือเกิดโรคติดต่อ อันตราย ตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ และการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปหรือวิธีคัดเลือก อาจก่อให้เกิดความล่าช้าและอาจทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง (จ) พัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างเป็นพัสดุที่เกี่ยวพัน กับพัสดุที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อนแล้ว และ มีความจำเป็น ต้องทำการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์หรือต่อเนื่อง ในการใช้พัสดุนั้น โดยมูลค่าของ พัสดุที่ทำการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติมจะต้องไม่สูงกว่าพัสดุที่ได้ทำการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อนแล้ว (ฉ) เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดโดยหน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศหรือหน่วยงานของ ต่างประเทศ (ช) เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง (ซ)กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง การแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้าง คือการลดวงเงินที่จะซื้อหรือจ้างในครั้งเดียวกันเพื่อให้วิธีการซื้อหรือจ้างเปลี่ยนแปลงไป หรืออำนาจ ในการสั่งซื้อสั่งจ้างเปลี่ยนแปลงไป กรณีใดจะเป็นการแบ่งซื้อหรือแบ่งจ้างให้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการซื้อ หรือจ้างครั้งนั้น และความคุ้มค่าของทางราชการเป็นสำคัญ การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีเมื่อผู้มีอำนาจเห็นชอบแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปีแล้วให้ ประกาศเผยแพร่ในระบบของกรมบัญชีกลาง และของหน่วยงาน และปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิด ประกาศของหน่วยงานนั้น การจัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างแผนต้องประกอบด้วยรายการ ดังนี้ -ชื่อโครงการที่จะจัดซื้อจัดจ้าง - วงเงินที่จะซื้อหรือจ้างโดยประมาณ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 57 57 - ระยะเวลาที่คาดว่าจะจัดซื้อจัดจ้าง - รายการอื่นตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด การเปลี่ยนแปลงแผนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เจ้าหน้าที่จัดทำรายงาน พร้อมระบุเหตุผลที่ขอเปลี่ยนแปลงเสนอผู้มีอำนาจเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อผู้มีอำนาจให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประกาศเผยแพร่แผนดังกล่าว ข้อยกเว้นไม่ต้องจัดทำแผน 1.กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนหรือเป็นพัสดุที่ใช้ในราชการลับ 2. กรณีมีวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน 5 แสนบาท หรือมีความจำเป็นต้องใช้พัสดุโดย ฉุกเฉิน หรือเป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาด 3.กรณีเป็นงานจ้างที่ปรึกษาที่มีวงเงินค่าจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน 5 แสนบาท หรือที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ 4.กรณีเป็นงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้างที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือที่เกี่ยวกับความ มั่นคงของชาติ ผู้มีส่วนได้เสีย - หน่วยงานของรัฐ ได้แก่ เจ้าหน้าที่พัสดุหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะกรรมการชุดต่างๆ - เอกชน ได้แก่ผู้เสนอราคาคู่สัญญา การจัดทำร่างขอบเขต หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ งานซื้อหรืองานจ้างที่ไม่ใช่งานก่อสร้าง ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งคณะกรรมการ หรือจะให้ เจ้าหน้าที่ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รับผิดชอบในการจัดทำร่างขอบเขต หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของ พัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอด้วย รายงานขอซื้อขอจ้าง 1. เหตุผลและความจำเป็น 2. รายละเอียดของพัสดุที่จะซื้อหรืองานที่จะจ้าง 3. ราคากลางและรายละเอียดของราคากลาง 4. วงเงินที่จะซื้อหรือจ้าง 5.กำหนดเวลาที่ต้องการใช้พัสดุนั้น หรือให้งานนั้นแล้วเสร็จ 6. วิธีที่จะซื้อหรือจ้างและเหตุผลที่ต้องซื้อหรือจ้างโดยวิธีนั้น 7. หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ 8.ข้อเสนออื่น ๆเช่น การขออนุมัติแต่งตั้งคณะกรรมการต่างๆ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 58 58 การจัดทำราคากลาง 1.คำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด 2. ราคาอ้างอิงที่กรมบัญชีกลางจัดทำ 3. ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนด 4.สืบราคาจากท้องตลาด 5. ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งสุดท้ายภายในระยะเวลาสองปีงบประมาณ 6. ราคาตามหลักเกณฑ์วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานนั้น ๆ กรณีที่มีราคาตาม (1) ให้ใช้ (1)ก่อน กรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) ให้ใช้ราคาตาม (2) หรือ(3) กรณีที่ไม่มีราคาตาม (1) (2) หรือ(3) ให้ใช้ราคาตาม (4) (5) หรือ(6) เกณฑ์ในการพิจารณาข้อเสนอ -ผลการประเมินผู้ประกอบการ -ต้นทุนของพัสดุนั้น ตลอดอายุการใช้งาน - มาตรฐานของสินค้า หรือบริการ - เป็นพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริม หรือสนับสนุน -ข้อเสนอด้านเทคนิคหรือข้อเสนออื่น ในกรณีที่กำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิค หรือ ข้อเสนออื่นก่อนตามวรรคหก - บริการหลังการขาย คณะกรรมการ - ประกาศเชิญชวนทั่วไป (E-BIDDING) 1.คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ 2.คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ -สอบราคา 1.คณะกรรมการพิจารณาผลการสอบราคา 2.คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ -คัดเลือก 1.คณะกรรมการหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือก 2.คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ - วิธีเฉพาะเจาะจง 1.คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง 2.คณะกรรมการตรวจรับพัสดุ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 59 59 องค์ประกอบของคณะกรรมการ 1. จากข้าราชการ/ลูกจ้างประจำ/พนักงานราชการ/พนักงานของหน่วยงานของรัฐที่มีชื่อ เรียกเป็นอย่างอื่น - ประธานกรรมการ 1 คน (ต้องอยู่ด้วยทุกครั้งที่มีการประชุม) -กรรมการอย่างน้อย 2 คน * ให้คำนึงถึงลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้รับแต่งตั้ง ๒.จากบุคคลอื่น (ใครก็ได้)กรณีจำเป็น/เพื่อประโยชน์ กรรมการร่วม :จะต้องไม่มากกว่าจำนวนกรรมการหลัก ประกาศผลผู้ชนะการเสนอราคา ให้ดำเนินการ 3 ขั้นตอน 1. ประกาศทางเว็บไซต์HTTP://WWW.GPROCURMENT.GO.TH และเว็บไซต์ของหน่วยงาน 2. ปิดประกาศ 3.แจ้งผลทาง E-MAIL การทําใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างแทนการทำสัญญา พ.ร.บ. มาตรา 96 1.การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีคัดเลือก ตาม ม.56 (1) (ข) (ค) (ฉ) (ช)การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธี เฉพาะเจาะจงตามมาตรา 56 (2) (ข) (ค) (ง) (จ) หรือ(ฉ)การจ้างที่ปรึกษาโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ตาม ม.70 (3) (ข) 2.การจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานของรัฐ 3.กรณีที่คู่สัญญาสามารถส่งมอบครบถ้วนได้ภายใน 5 วันทำการ 4.การเช่าที่ผู้เช่าไม่ต้องเสียเงินอื่นใดนอกจากค่าเช่า 5.กรณีอื่นตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศ การแก้ไขสัญญา มาตรา 97 สัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือที่ได้ลงนามแล้วจะแก้ไขไม่ได้เว้นแต่ ในกรณี ดังต่อไปนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาอนุมัติให้แก้ไขได้ (1) เป็นการแก้ไขตามมาตรา 93 วรรค 5 (2) ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง หากการแก้ไขนั้นไม่ทำให้หน่วยงาน ของรัฐเสียประโยชน์ (3) เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐหรือประโยชน์สาธารณะ (4)กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หลักประกันสัญญา - เงินสด - เช็คหรือดราฟท์ที่ธนาคารเซ็นสั่งจ่าย - หนังสือค้ำประกันของธนาคารภายในประเทศ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 60 60 - หนังสือค้ำประกันของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย - พันธบัตรรัฐบาลไทย การงด หรือลดค่าปรับ การขยายระยะเวลา มาตรา 102 กำหนดให้อยู่ในดุลพินิจของผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาได้ตามจำนวนวันที่มีเหตุ เกิดขึ้นจริง เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้ (1) เหตุเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของหน่วยงานของรัฐ (2) เหตุสุดวิสัย (3) เหตุเกิดจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย (4) เหตุอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้ระบุไว้ในสัญญาหรือข้อตกลงกำหนดให้คู่สัญญาต้องแจ้งเหตุดังกล่าว ให้หน่วยงานของรัฐ ทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลง เว้นแต่ (1) การบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 103 - เหตุตามที่กฎหมายกำหนด - เหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบ งานหรือทำงานให้แล้วเสร็จได้ภายใน ระยะเวลาที่กำหนด - เหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือในสัญญาหรือข้อตกลง - เหตุอื่นตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด กระบวนการพิจารณาบอกเลิกสัญญา เมื่อจำนวนค่าปรับที่เกิดขึ้นจะเกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างตามสัญญา หรือข้อตกลง ให้มีหนังสือแจ้งบอกกล่าวกับคู่สัญญาว่าจำนวนค่าปรับที่เกิดขึ้น จะเกินกว่าร้อยละ 10 แล้ว และจะดำเนินการบอกเลิกสัญญาหรือ ข้อตกลงต่อไปเว้นแต่ คู่สัญญาจะได้มีหนังสือแจ้งภายในระยะเวลา ที่กำหนดโดยจะยินยอมเสียค่าปรับแก่หน่วยงานของรัฐ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น 1 กรณีที่คู่สัญญาได้มีหนังสือแจ้งความยินยอม เสียค่าปรับให้แก่หน่วยงานของรัฐโดยไม่มี เงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ พิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิก สัญญาหรือข้อตกลงได้เท่าที่จำเป็น โดยหน่วยงานของรัฐต้องประเมินความคืบหน้าการดำเนินการตามสัญญา ของคู่สัญญาว่าการผ่อนปรนดังกล่าวจะทำให้คู่สัญญาดำเนินการแล้วเสร็จหรือไม่ หรือจะต้องใช้ดุลพินิจว่าจะ บอกเลิกสัญญาหรือไม่ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ 1.1 ในกรณีที่เห็นว่าควรผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง ให้แจ้งคู่สัญญา ให้รับทราบและดำเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงโดยเร็ว โดยคู่สัญญาจะต้องกำหนดแผน และระยะเวลาการ ดำเนินการแล้วเสร็จให้ชัดเจน 1.2 ในกรณีที่จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง ให้แจ้งการบอกเลิกสัญญาหรือ ข้อตกลงไปยังคู่สัญญาโดยเร็ว ทั้งนี้การแจ้งบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อม กับแจ้งการปรับ และริบหลักประกันสัญญา หรือข้อตกลง (ถ้ามี)


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 61 61 2 กรณีที่คู่สัญญาไม่มีหนังสือแจ้งความยินยอมเสียค่าปรับ หรือ มีหนังสือแจ้งความยินยอม เสียค่าปรับให้แก่หน่วยงานของรัฐโดยมีเงื่อนไข หรือกรณีคู่สัญญาไม่มีหนังสือแจ้งความยินยอมดังกล่าว ภายใน ระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้แจ้งการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลงไปยังคู่สัญญาโดยเร็ว การตกลงเลิกสัญญา ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาได้เฉพาะในกรณีที่เป็นประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐโดยตรง หรือเพื่อ ประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบของหน่วยงานของรัฐในการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือ ข้อตกลงนั้นต่อไป ไม่ต้องแจ้งให้เป็นผู้ทิ้งงาน แนวทางการเปิดเผยราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินเกิน 500,000 บาท ให้ประกาศราคากลาง และรายละเอียด การคำนวณราคากลางไว้ในเว็บไซต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและศูนย์ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การทิ้งงาน 1. ไม่ยอมทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ กับหน่วยงานภายในเวลาที่กำหนด 2 คู่สัญญาของหน่วยงาน หรือผู้รับจ้างช่วงที่หน่วยงานอนุญาตให้รับงานช่วงได้ไม่ปฏิบัติตาม สัญญาหรือข้อตกลง เป็นหนังสือ 3.กระทำการอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เสนอราคาที่มี ผลประโยชน์ร่วมกัน หรือกระทำการโดยไม่สุจริต 4. เมื่อปรากฏว่าผลการปฏิบัติตามสัญญาของที่ปรึกษามีข้อบกพร่องผิดพลาด หรือก่อให้เกิด ความเสียหายแก่หน่วยงานอย่างร้ายแรง 5.การกระทำใดๆ ที่กำหนดในกฎกระทรวง


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 62 62 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา ความรู้เรื่องธุรการงานสารบรรณ การเขียนหนังสือราชการ รายงาน การสรุปรายงาน ผู้บรรยาย ผ.ศ. โสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล(นักวิชาการอิสระ) วันที่ 2๓ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๐๙.00 – 1๒.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวสุชาดาชุมนุม วิชาการกลุ่ม ๕ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ความหมายของงานสารบรรณ งานสารบรรณ หมายความว่างานที่เกี่ยวกับการบริหารงานเอกสารเริ่มต้นตั้งแต่การจัดทำการรับ การส่งการเก็บรักษาการยืม จนถึงการทำลาย ความหมายของหนังสือราชการ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ให้ความหมายของหนังสือราชการไว้ดังนี้ หนังสือราชการคือเอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่ ๑. หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ ๒. หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก ๓. หนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่บุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ ๔. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ ๕. เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมายระเบียบ หรือข้อบังคับ ๖.ข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ชนิดของหนังสือราชการ ๑. หนังสือภายนอก ๒. หนังสือภายใน 3. หนังสือประทับตรา ๔. หนังสือสั่งการ 5. หนังสือประชาสัมพันธ์ 6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ 1. หนังสือภายนอกคือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีโดยใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่าง ส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก มีวิธีใช้ดังนี้ ๑) ใช้ในการติดต่ออย่างเป็นทางการ ๒) ใช้ติดต่อภายนอกระหว่างส่วนราชการ ๓) ใช้ติดต่อระหว่างส่วนราชการกับหน่วยงานที่มิใช่ส่วนราชการ ๔) ใช้ติดต่อระหว่างส่วนราชการกับบุคคลภายนอก


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 63 63 2. หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือที่ติดต่อ ภายในกระทรวง ทบวงกรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดายบันทึกข้อความ ๓. หนังสือประทับตราคือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปเป็น ผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา ใช้กระดาษตราครุฑ ใช้ในการติดต่อระหว่างส่วนราชการและระหว่างส่วน ราชการกับบุคคลภายนอกในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ลักษณะการใช้หนังสือประทับตรา ๑.การขอรายละเอียดเพิ่มเติม ๒.การส่งสำเนาหนังสือสิ่งของ เอกสาร หรือบรรณสาร ๓.การตอบรับทราบที่ไม่เกี่ยวกับราชการสำคัญ หรือการเงิน ๔.การแจ้งผลงานที่ได้ดำเนินการ ไปแล้วให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทราบ ๕.การเตือนเรื่องที่ค้าง ๖. เรื่องที่หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนดโดยทำเป็นคำสั่งให้ใช้หนังสือประทับตรา ลักษณะเฉพาะของหนังสือประทับตรา ๑. เป็นหนังสือราชการที่ช่วยแบ่งเบาการะในการลงนามของหัวหน้าหน่วยงานได้เป็นอย่างดี ๒. ใช้คำขึ้นต้นว่า "ถึง"และไม่มีคำลงท้าย ๓. ใช้ติดต่อกับส่วนราชการด้วยกัน หรือ หน่วยงานเอกชน หรือ บุคคลภายนอกก็ได้ ๔. หนังสือสั่งการ คือ หนังสือที่ใช้สั่งการของผู้บังคับบัญชาและส่วนราชการหรือหน่วยงาน เพื่อความเรียบร้อย ในการปฏิบัติงาน แบ่งออกเป็น ๓ ชนิดได้แก่ ๑)คำสั่งคือ บรรดาข้อความที่ผู้บังกับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย ใช้กระดาษ ตราครุท ๒) ระเบียบ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจที่ได้วางไว้โดยจะอาศัยอำนาจของกฎหมายหรือไม่ก็ได้ เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานประจำ ใช้กระดายตราครุฑ ๓)ข้อบังคับ คือ บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายที่ บัญญัติไว้ให้กระทำได้ใช้กระดาษตราครุฑ ๕. หนังสือประชาสัมพันธ์คือ หนังสือที่ส่วนราชการจัดทำขึ้นเพื่อแจ้งข่าวสารและข้อมูลทางราชการให้ส่วน ราชการหรือบุคคลทั่วไปทราบ แบ่งเป็น ๓ ชนิดดังนี้ ๑) ประกาศคือ บรรดาข้อความที่ทางราชการประกาศหรือชี้แจง ให้ทราบ หรือแนะแนวทางปฏิบัติ ใช้กระดาษตราครุฑ ๒)แถลงการณ์คือ บรรดาข้อความที่ทางราชการแถลงเพื่อทำความเข้าใจในกิจการของทางราชการ หรือเหตุการณ์หรือกรณีใดๆให้ทราบชัดเจนโดยทั่วกัน ใช้กระดาษตราครุฑ ๓)ข่าวคือ บรรดาข้อความที่ทางราชการเห็นสมควรเผยแพร่ให้ทราบ ไม่ใช้กระดายตราครุฑบางส่วน ราชการอาจมีกระดาษที่เป็นรูปแบบสำหรับทำเอกสารข่าวโดยเฉพาะ หรืออาจใช้กระดาษขนาดมาตรฐาน


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 64 64 ๖. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการคือ หนังสือที่ทางราชการทำขึ้นนอกเหนือจาก ที่กล่าวมาแล้ว หรือหนังสือที่หน่วยงานอื่นใคซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ และ ส่วนราชการรับไว้เป็นหลักฐานของทางราชการ มี๔ ชนิดดังนี้ ๑) หนังสือรับรองคือ หนังสือที่ส่วนราชการออกไห้เพื่อรับรองแก่บุคคล นิติบุคคล หรือหน่วยงาน เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้กระดาษตราครุฑ ๒) รายงานการประชุม คือการบันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุม และมติของที่ ประชุมไว้เป็นหลักฐาน ๓) บันทึก คือ ข้อความซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอต่อผู้บังคับบัญชาหรือผู้บังคับบัญชาสั่งการแก่ ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือข้อความที่เข้าหน้าที่หรือหน่วยงานระดับต่ำกว่าส่วนราชการระดับกรมติดต่อกันในการ ปฏิบัติราชการ โดยปกติให้ใช้กระดาษบันทึกข้อความ ๔) หนังสืออื่น คือ หนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อเป็น หลักฐานในทางราชการ ซึ่งรวมถึง ภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสี่ยง แถบบันทึกภาพ และสื่อกลางบันทึกข้อมูล ด้วย หรือหนังสือบุคคลภายนอกที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทางราชการ แล้วมีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวงกรม จะกำหนดขึ้นใช้ตามความเหมาะสม แต่มีแบบตามกฎหมายกำหนด เฉพาะเรื่องให้ทำตามแบบ เช่น โฉนด แผนที่แบบ แผนผัง สัญญา หลักฐานการสืบสวน และคำร้อง เป็นต้น สื่อกลางบันทึกข้อมูลตามวรรคหนึ่ง หมายความถึง สื่อใด ๆ ที่อาจใช้บันทึกข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทาง อิเล็กทรอนิกส์ รวมตลอดทั้งพื้นที่ที่ส่วนราชการใช้ในการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเช่น บริการคลาวด์ (CLOUD COMPUTING)"


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 65 65 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา ความรู้เกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บรรยาย อ.สุกานดา มีเวช วันที่ 2๓ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๓.00 – 1๖.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวสุชาดาชุมนุม วิชาการกลุ่ม ๕ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ สิทธิประโยชน์ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น 1. บำเหน็จปกติ 2. บำนาญปกติ 3.บำนาญพิเศษ 4. บำเหน็จดำรงชีพ 5. บำเหน็จตกทอด 6. เงินเพิ่มจากเงินบำนาญ 7. เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับบำนาญ (ช.ค.บ.) 8. เงินช่วยพิเศษ บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นTHE DEPARTMENT OF LOCEL ADNINISTRATION ระเบียบกฎหมายและ หนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ - พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2556 - กฎกระทรวงการหักเงินจากประมาณการรายรับในงบประมาณรายจ่ายประจำปีสมทบเข้าเป็น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2563 (ออกตามความใน พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญฯ พ.ศ. 2500) - กฎกระทรวงกำหนดอัตราและวิธีการรับบำเหน็จดำรงชีพ พ.ศ. 2548 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2546 มาตรา 4 คำนิยาม มาตรา 5 รมต.รักษาการตาม พ.ร.บ.และออกกฎกระทรวง มาตรา 6 - 8 ก.บ.ท.(ให้มีกองทุน คณะกรรมการ การตั้งงบ) มาตรา 9 - 20 สิทธิในบำเหน็จบำนาญปกติ(4 เหตุ) มาตรา 21 – 30 เวลาราชการและการนับเวลาราชการ มาตรา 31 – 33 วิธีคำนวณบำเหน็จบำนาญ มาตรา 35 – 46 บำเหน็จบำนาญพิเศษ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 66 66 มาตรา 46/1 บำเหน็จดำรงชีพ มาตรา 47 – 49 บำเหน็จตกทอด มาตรา 50 การพิจารณาสั่งจ่ายบำเหน็จบำนาญ มาตรา 52 – 54 การเสียสิทธิรับบำนาญ พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2556 ทายาทผู้มีสิทธิหมายความว่า (1) บุตรและหมายรวมถึงบุตรซึ่งได้มีคำพิพากษาของศาลว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของ ผู้ตายซึ่งได้มีการฟ้องร้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรก่อนหรือภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่บิดาตายหรือ นับแต่วันที่ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของบิดา (2)สามีหรือภริยา (3) บิดามารดา บำเหน็จบำนาญปกติ พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2556 สิทธิในบำเหน็จบำนาญปกติ มาตรา 9 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นออกจากราชการ ให้จ่ายบำเหน็จหรือบำนาญ จากกองทุนบำเหน็จ บำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.บ.ท.) และวรรคสอง กำหนดว่า “สิทธิในบำเหน็จหรือบำนาญเป็นสิทธิ เฉพาะตัวจะโอนไม่ได้” มาตรา 10 ภายใต้บังคับ มาตรา 11 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งจะได้รับบำเหน็จบำนาญ เมื่อก่อนออก จากราชการต้องได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนของราชการส่วนท้องถิ่น พระราชบัญญัติ บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2556 มาตรา 11 บุคคลที่ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ (1)ผู้ถูกไล่ออกจากราชการเพราะมีความผิด (2)ข้าราชการส่วนท้องถิ่นวิสามัญหรือลูกจ้าง เว้นแต่ในกรณีที่มีข้อกำหนดให้บำเหน็จบำนาญไว้ ในหนังสือสัญญาจ้างตามความต้องการของทางราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ โดยอนุมัติ กระทรวงมหาดไทย (3)ผู้ซึ่งราชการส่วนท้องถิ่นกำหนดเงินอย่างอื่นไว้ให้แทนบำเหน็จหรือบำนาญแล้ว (4)ผู้ซึ่งมีเวลาราชการสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณ์หรือ (5) ผู้ซึ่งไม่เคยรับราชการมาก่อนแต่ได้เป็นทหารตาม กฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารเมื่อ ปลดเป็นกองหนุนแล้วและได้เข้ารับราชการอีกโดยเวลารับราชการจะติดต่อกับเวลาราชการกองประจำการ หรือไม่ก็ตามยังไม่ครบหนึ่งปีบริบูรณ์พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2556


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 67 67 สิทธิในบำเหน็จบำนาญปกติ มาตรา 12 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญปกติด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง - เหตุทดแทน - เหตุทุพพลภาพ - เหตุสูงอายุ - เหตุรับราชการนาน สิทธิในการขอรับบำเหน็จบำนาญ มาตรา 13 สิทธิในการขอรับบำเหน็จบำนาญปกติตามพระราชบัญญัติให้มีอายุความ 3 ปี มาตรา 33 เมื่อได้แจ้งการคำนวณบำเหน็จบำนาญปกติให้ผู้มีสิทธิรับทราบล่วงพ้น 2 ปีแล้วให้ถือว่า การคำนวณนั้นเป็นอันเด็ดขาด บำเหน็จบำนาญพิเศษ มาตรา 36 ได้รับอันตรายจนพิการ หรือเจ็บป่วยถึงทุพพลภาพโดยแพทย์รับรองหรือถูกประทุษร้าย รับราชการต่อไปไม่ได้ มาตรา 37 รับบำเหน็จบำนาญแล้ว ทุพพลภาพ ภายใน 3 ปีนับแต่วันออกได้รับบำนาญปกติและ บำนาญพิเศษบำเหน็จบำนาญพิเศษ มาตรา 40 กรณีได้รับอันตรายถึงทุพพลภาพและถึงแก่ความตาย (ต่อ) กรณีผู้มีหน้าที่ต้องไปราชการ หรือปฏิบัติราชการ โดยอากาศยานในอากาศหรือมีหน้าที่ต้องทำการโดดร่ม หรือต้องไปราชการหรือปฏิบัติ ราชการโดยเรือดำน้ำ หรือมีหน้าที่ต้องทำการดำน้ำ หรือ มีหน้าที่ทำการกวาดทุ่นระเบิด หรือมีหน้าที่ขุดทำลาย ทำหรือประกอบวัตถุระเบิด หรือมีหน้าที่เกี่ยวกับไอพิษ หรือเวลาทำหน้าที่ตามที่กห.กำหนดในระหว่างเวลาที่มี การประกาศใช้กฎอัยการศึกหรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าได้รับอันตรายด้วยหน้าที่กระทำนั้น มาตรา 41 ได้รับการเจ็บป่วยทุพพลภาพ ใน มาตรา 36 เพราะเหตุ (1) ต้องไปปฏิบัติราชการเป็นครั้งคราวนอกตำบลที่ตั้งสำนักงานประจำ หรือ ต้องประจำปฏิบัติ ราชการในท้องที่กันดารที่จะต้องเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ มาตรา 42 ข้าราชการส่วนท้องถิ่นสูญหายไป และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นได้รับเมื่อพ้นกำหนด 2 เดือน นับแต่อันตราย ตามที่กำหนดใน มาตรา 36 ถึงตายวันสูญหาย ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเพื่อประโยชน์ แห่งพระราชบัญญัตินี้ว่าผู้นั้นถึงแก่ความตายในวันที่สูญหาย และให้จ่ายบำนาญพิเศษตามเกณฑ์ใน มาตรา 40 ถ้ามิได้ตายก็ให้งดจ่ายบำนาญพิเศษ ถ้าจะต้องจ่ายเงินเดือนให้ในระหว่างเวลาที่สันนิษฐานว่าถึงแก่ความตาย ให้หักจำนวนเงินทั้งหมดที่จ่ายไปแล้วออกจากจำนวนเงินที่ต้องจ่าย บำเหน็จดำรงชีพ มาตรา 46/1 บำเหน็จดำรงชีพ ได้แก่เงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับบำนาญเพื่อช่วยเหลือการดำรงชีพ โดยจ่าย ให้ครั้งเดียว


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 68 68 บำเหน็จตกทอด วรรคแรก ผู้รับบำนาญปกติหรือผู้มีสิทธิจะได้รับบำนาญปกติจำนวน 30 เท่าของบำนาญรายเดือน รวมกับเงินช่วยค่าครองชีพผู้รับบำนาญหรือผู้รับบำนาญพิเศษเพราะเหตุทุพพลภาพ ถึงแก่ความตาย จ่ายบำเหน็จตกทอด(ช.ค.บ) ที่ได้รับหรือมีสิทธิจะได้รับ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 69 69 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา ความรู้เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ผู้บรรยาย อ.ภาส ภาสสัทธา วันที่ 2๓ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๖.00 – 1๙.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวสุชาดาชุมนุม วิชาการกลุ่ม ๕ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ สภาพปัญหา 1.ค่านิยมที่เห็นการคอรัปชันเป็นเรื่องปกติ 2.การตรวจสอบใช้เวลานานจนขาดความสนใจ 3.การบังคับใช้กฎหมายขาดมาตรฐาน ลักลั่น ไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย 4.แก้ปัญหาปลายเหตุ 5.สังคมไทยมีวัฒนธรรมยกย่องคนรวย มีตำแหน่งสูง มีบารมีอำนาจ 6.ขาดมาตรการลงโทษทางสังคม การขัดกันของผลประโยชน์ ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการขัดกันของผลประโยชน์(CONFLICT OF INTEREST)คือสถานการณ์ที่บุคคล ผู้ดำรงตำแหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กร ผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข ต้องเเยกระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ในวิชาชีพ ซึ่งทำให้ ตัดสินใจยากในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติได้การรัดกันของผลประโยชน์นี้สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ไม่ส่งผลทางจริยธรรมหรือความไม่เหมาะสมต่าง ๆและสามารถทำให้ทุเลาเบาบางลงได้ด้วยการตรวจสอบ โดยบุคคลภายนอก ตัวอย่างเกณฑ์ความขัดแย้งทางผลประโยชน์CONFLICT OF INTEREST (COI) 1.การทำธุรกิจหรือเป็นคู่สัญญากับตนเอง 2.การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด 3.การทำงานหลังจากพ้นตำแหน่งหรือเกษียณอายุราชการ 4.การทำงานแข่งกับหน่วยงานตนเอง 5.การทำงานพิเศษ 6.การรับรู้ข้อมูลภายในและใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ตนเอง 7.การใช้ทรัพย์สินราชการเพื่อประโยชน์ตนเอง 8.การนำโครงการสาธารณะลงในเขตเลือกตังหรือบ้านเกิดตนเอง 9.การทำงานสองตำแหน่งที่ผลประโยชน์ของงานขัดแย้งกัน 10.การรับสินบน


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 70 70 ฮั้ว คืออะไร ภาษากฎหมายเรียกว่าการสมยอมการเสนอราคา การสมยอมการเสนอราคา หมายความว่า การที่ผู้เสนอราคาตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงกระทำการ ร่วมกันในการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ ตัวอย่างการกระทำความผิด องค์การบริหารส่วนตำบลจัดจ้างโดยวิธีสอบราคาโครงการก่อสร้างหอถังประปาหมู่บ้าน หัวหน้าส่วน การคลังและหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุไม่ได้ปิดประกาศที่บอร์ดขององค์การบริหารส่วนตำบลและไม่ส่งประกาศ สอบราคาไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อปิดประกาศเผยแพร่ และจัดทำเอกสารการขายแบบ การรับแบบและ เอกสารสอบราคา และบันทึกการรับซองว่ารับซองจากผู้ประกอบการ 2 รายอันเป็นเท็จ เป็นการกระทำโดยมุ่ง หมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมการกระทำเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดตาม กฎหมายว่าด้วยคามผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ประมวลกฎหมายอาญา ตัวอย่างการกระทำความผิด เทศบาลตำบลดำเนินการจัดจ้างเหมาก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กโดยวิธีสอบราคา ในการ ประกาศสอบราคา นายข. เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี3 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุไม่ได้ปิดประกาศสอบราคาแต่ จัดทำเอกสารว่ามีการปิดประกาศสอบราคาแล้วอันเป็นเท็จ พร้อมถ่ายภาพแสดงการปิดประกาศเพื่อเป็น หลักฐานว่ามีการปิดประกาศสอบราคา มีผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายได้โทรศัพท์สอบถามเกี่ยวกับโครงการ ก่อสร้างดังกล่าว นาย ข. แจ้งว่ายังไม่มีการปิดประกาศขายแบบเอกสารสอบราคาและจังหวัดยังไม่ส่ง งบประมาณมาให้ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่าได้มีผู้มาซื้อแบบจำนวน 3 รายคณะกรรมการเปิดซองสอบราคาได้ เปิดซองทั้ง 3 รายแล้ว เห็นว่าควรอนุมัติให้บริษัท พ. เป็นผู้สอบราคาได้เพราะเสนอราคาต่ำสุดและอยู่ในวงเงิน งบประมาณที่ได้รับจัดสรรต่อมามีการร้องเรียนไปยังจังหวัดและได้มีการสอบสวนข้อเท็จจริง ปลัดเทศบาลได้ บันทึกเสนอมนตรีว่าการสอบราคาน่าจะมีการสมยในการเสนอราคา และมีการดำเนินการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ แต่นายกเทศมนตรีกลับไม่ดำเนินการยกเลิกตามความเห็นของปลัดเทศบาล และ สั่งให้เจ้าหน้าที่พัสดุเรียกบริษัท พ. ที่เสนอราคาต่ำสุดมาทำสัญญากับเทศบาล ทำให้ทางราชการเสียหายการ กระทำของเจ้าหน้าที่จึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับ การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญา ตัวอย่างการกระทำความผิด องค์การบริหารส่วนจังหวัดจัดจ้างโดยวิธีประกวดราคาโครงการก่อสร้างสะพาน รวม 3 โครงการ นายช่างโยรา 6 มีหน้าที่นำส่งประกาศประกวดราคาแต่ไม่ได้นำส่งทั้ง 3 โครงการ เพื่อเผยแพร่ข่าวประกวด ราคา แต่มีการจัดทำเอกสารขอนำส่งไปรษณีย์ด่วนพิเศษ จำนวน 24 ฉบับ เป็นหลักฐานว่าได้มีการจัดส่ง ประกาศประกวดราคาอันเป็นเท็จ นอกจากนี้นายช่างโยธา 6 ยังได้จัดทำใบเสนอราคาและปลอมลายมือชื่อ นาย ท. หุ้นส่วนผู้จัดการบริษัท บ. และยื่นชองเสนอราคาทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด บ. เป็นผู้ขนะการประกวด ราคาและได้ทำสัญญากับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดการกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้อื่นและทางราชการได้รับ ความเสียหายการกระทำของนายช่างโยธา 6 จึงเป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง และเป็นความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตาม ประมวลกฎหมายอาญา


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 71 71 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา การสืบสวน การสอบสวน การรับฟังพยานและการตรวจสำนวนการสอบสวน ของอปท. ผู้บรรยาย อ.ศุภชัย พุฒซ้อน (นิติกรชำนาญการกองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น) อ.สุภาพรรณ พยาบาล(นิติกรปฏิบัติการกองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น) วันที่ 2๔ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๐๙.00 – ๑๒.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นายจำรัส ศรีชุมพูวิชาการกลุ่ม ๑ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ การสืบสวน การสอบสวน การรับฟังพยานและการตรวจสำนวนการสอบสวนของ อปท. ความหมาย สืบสวน สอบสวน สืบสวน หมายถึง แสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง สอบสวน หมายถึง ซักถามเพื่อรวบรวมหลักฐานหรือข้อเท็จจริงเพื่อพิสูจน์ความผิด วิธีการแสวงหาข้อเท็จจริงในปัจจุบัน วิธีที่ 1 การให้ชี้แจง วิธีที่ 2 การมอบหมายบุคคลให้สอบสวนข้อเท็จจริง วิธีที่ 3 การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ความหมายและลักษณะการสอบสวนข้อเท็จจริง 1. ระบบกล่าวหา (Accusatorial System) 2.ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) กรณีที่ต้องใช้วิธีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง 1. การร้องเรียนกล่าวโทษเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ 2. การร้องเรียนร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเกี่ยวกับพฤติกรรม 3. การร้องเรียนปัญหาความเดือดร้อน 4. ความปรากฏต่อผู้บังคับบัญชา คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 1. การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง - ความเหมาะสมคุณวุฒิ วัยวุฒิ เชี่ยวชาญ หลักความเป็นกลางตาม พ.ร.บ.วิปฏิบัติฯ 2. การคัดค้านคณะกรรมการ การพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริง 1. ไม่มีระเบียบกฎหมายกำหนดย่อมจะถือ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติฯ เป็นหลัก ( รูปแบบ วิธีการ ความเป็น ธรรม มาตรฐาน ) 2. การประชุมครั้งแรก (วางแนวทางการสอบสวน กำหนดประเด็น) 3. การประชุมครั้งสุดท้าย (จัดทำรายงานการสอบสวน) 4. ไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ (ผบช. กำหนดตามความยากง่าย)


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 72 72 อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง 5 ประการ 1. แสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง 2. รับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือความเห็นของคู่กรณีหรือของพยานบุคคลหรือผู้เชี่ยวชาญที่ คู่กรณีกล่าวอ้าง 3. ขอข้อเท็จจริงหรือความเห็นจากคู่กรณี พยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญ 4. ขอให้ผู้ครอบครองเอกสารส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำการสอบสวน 5. ออกไปตรวจสถานที่ การประชุมพิจารณาของคณะกรรมการ - องค์ประชุม - การนัดประชุม - การเตรียมสถานที่ การพิจารณาของคณะกรรมการ 3 ประการ ในการประชุมเพื่อพิจารณาในนัดแรก ซึ่งเป็นการพิจารณาวางแนวทางการสอบสวน กรรมการแต่ ละคนควรต้องศึกษาข้อมูลในเบื้องต้นให้เข้าใจเสียก่อน ว่าเหตุแห่งการออกคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงนั้น ผู้บังคับบัญชามีความต้องการที่จะทราบถึง ข้อเท็จจริงในเรื่องใด ดังนั้น กรรมการแต่ละคนจึงควรเตรียมตัวในเบื้องต้น ดังนี้ 1. ศึกษาว่าบุคคลผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในเรื่องนั้นเป็นใครบ้าง ประวัติภูมิหลังของแต่ละคนเป็น อย่างไร 2. ศึกษารายละเอียดและพฤติการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไรเหตุการณ์เกิดขึ้นในช่วงใด เวลาใด สถานที่ใด สาเหตุแห่งการกระทำเป็นอย่างไร 3. ศึกษากฎ ระเบียบ ข้อบังคับหรือแนวปฏิบัติของทางราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวเป็น อย่างไร การกำหนดประเด็น วิธีการกำหนดประเด็นในการสอบสวน ควรจะพิจารณาจากเจตนาในการออกคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ว่าผู้บังคับบัญชาต้องการทราบข้อเท็จจริงในเรื่องใดเป็นตัวกำหนด คำถาม เช่น คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กรณีพนักงานท้องถิ่นละทิ้งหน้าที่ราชการใน คราวเดียวกันติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร การประชุมพิจารณาหลักฐาน/เชิญพยานผู้เชี่ยวชาญ - การจัดทำรายงานประชุม นัดแรก, นัดสุดท้าย, การลงมติ, การจัดทำรายงานการสอบสวน - ปัญหาอุปสรรค - การนัดประชุม, การไม่มีความรู้, การไม่ให้ความร่วมมือของพยาน, พยานไม่กล้าให้ถ้อยคำ-เกรงใจ ประเภทของพยานหลักฐาน


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 73 73 1. พยานบุคคล (Witness) 2 ประเภท - ประจักษ์พยาน (Eyewitness) - พยานบอกเล่า (Hearsay) 2. พยานเอกสาร (Document) 3. พยานวัตถุ (Object) 4. พยานผู้เชี่ยวชาญ (Expert witness) หลักในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานต่าง ๆ การชั่งน้ำหนักพยาน คือ การนำพยานหลักฐานทุกประเภทที่ผ่านการสอบสวนโดยคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุมาประมวลผลแล้ววินิจฉัยสรุป ข้อเท็จจริงให้เป็นยุติ ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานนั้นจะต้องพิจารณาถึงพยานหลักฐานทุกประเภทที่มีอยู่ ในสำนวน ได้แก่ พยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ ซึ่งพยานแต่ละประเภทมีหลักในการพิจารณาชั่ง น้ำหนักต่างกัน ดังนี้ 1. พยานบุคคล ในการชั่งน้ำหนักถ้อบคำของพยานจึงควรพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้ 1.1 การรับรู้ กล่าวคือ การรับรู้โดยประสาททั้งห้าของมนุษย์เป็นการพิจารณาว่าเข้าได้รู้ ได้ยิน ได้เห็น ข้อเท็จจริงมาด้วยด้วยตนเองหรือไม่ อย่างไร 1.2 การจดจำของพยาน พยานมีความสามารถในการจดจำเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ตนได้ประสบมากน้อย เพียงใด 1.3 ความสามารถในการถ่ายทอด คือ ลักษณะที่พยานเล่าเรื่องต่าง ๆ ว่าสามารถเล่าได้ชัดเจน หรือ คลุมเครือไม่รู้เรื่อง 1.4 อคติ กล่าวคือ พยานที่ให้ถ้อยคำนั้นมีความเป็นกลางเพียงใดสุจริตหรือไม่ 2. พยานเอกสาร การชั่งน้ำพยานเอกสารมีปัญหาที่ต้องพึงระวังอยู่ 2 ประการ คือ ประการที่ 1 พยานเอกสารนั้นมีความถูกต้องแท้จรองหรือไม่ ประการที่ 2 ข้อความในเอกสารน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ 2.1 เอกสารมหาชน หมายถึง เอกสารที่เจ้าพนักงานของรัฐทำขึ้นตามหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานและ ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ เช่น ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส เป็นต้น เอกสารเหล่านี้ เป็นเอกสารที่มีความน่าเชื่อถือหากมีการโต้แย้งถึงความไม่ต้องผู้นั้นก็ควรจะต้องหา พยานหลักฐานมาหักล้างน้ำหนักด้วยตนเอง 2.2 เอกสารที่บันทึกเหตุการณ์หรือข้อความของบุคคลทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะทำโดยราชการหรือเอกชน เช่น สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่า รายงานต่าง ๆ ที่ทำในราชการหรือในหน่วยงานเอกชน บันทึก ประจำวัน ไดอารี่ เป็นต้น เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือน้อย เพราะมีลักษณะเป็นการบันทึก คำบอกเล่า ดังนั้น จึงควรรับฟังประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ๆ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 74 74 3. พยานวัตถุ พยานประเภทนี้ส่วนใหญ่จะโยงไปถึงถ้อยคำของพยานที่มีการให้ไว้ เช่น ปากกาด้านสีแดงของนายเอ ที่ถูกขโมยไป ปากกาด้ามสีแดงของนายเอ เป็นพยานวัตถุที่ยืนยันสอดคล้องกับถ้อยคำพยานที่ยืนยัน ว่าเห็นนายเอกหยิบไปจากโต๊ะหากพยานให้ถ้อยคำว่าเห็นปากกาด้านสีเขียวของนายเอถูกขโมยไป แท้จริงแล้วนายเอมีปากกาด้ามสีแดงด้ามสีเขียว แสดงว่า ถ้อยคำพยานกับวัตถุพยานไม่มีความ เชื่อมโยงกันจึงขาดความน่าเชื่อถือ เป็นต้น


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 75 75 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้ในการบริหารงานบุคคลและการดำเนินการทางวินัย ผู้บรรยาย อ.แสงจันทร์ดวงระหว้า นิติกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานมาตรฐานวินัยบุคคลส่วนท้องถิ่น วันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.00 - 16.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นายจำรัส ศรีชุมพู วิชาการกลุ่ม ๑ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้ในการบริหารงานบุคคลและการดำเนินการทางวินัย กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๑. รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๘๘ การแต่งตั้งและการให้พนักงานและลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่นและต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งจะต้องประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่ เกี่ยวข้อง ผู้แทนของ อปท. และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีจำนวนเท่ากัน การโยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษ พนักงานและลูกจ้างขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๘๘ การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจาก ตําแหน่ง ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจําเป็นของแต่ละท้องถิ่น โดยการบริหารงานบุคคลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐานสอดคลองกัน และอาจได้รับการพัฒนารวมกัน หรือสับเปลี่ยน บุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีองค์กรพิทักษระบบคุณธรรมของ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการข้าราชการสวนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งจะต้องประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่ เกี่ยวข้อง ผู้แทนของ อปท. ผู้แทนข้าราชการสวนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีจํานวนเท่ากัน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การโยกย้าย การเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษข้าราชการและลูกจ้าง ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 76 76 รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๑ การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งต้องใช้ระบบคุณธรรม และต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความจําเป็นของแต่ละท้องถิ่น และองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ การจัดให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกันเพื่อให้สามารถพัฒนาร่วมกัน หรือการ สับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ ๒. กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๒.๑ พ.ร.บ. อบจ. พ.ศ. ๒๕๔๐ (แก้ไขเพิ่มเติม ถึง ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๖๒ ๒.๒ พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ.2496 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 ๒.๓ พ.ร.บ. สภาตําบลและองค์การบริหารส่วนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๗ พ.ศ. ๒๕๖๒ กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นให้เป็นตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ (๒) สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๓) แต่งตั้งและถอดถอนรองนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเลขานุการนายกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (๔) วางระเบียบเพื่อให้งานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย (๕) รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัติ/ข้อบัญญัติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติและกฎหมายอื่น ให้ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการ ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมาย และเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการ/พนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้างของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มี ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ/ พนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองจากนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรับผิดชอบควบคุมดูแลราชการประจําขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามนโยบายและมีอํานาจ หน้าที่อื่นตามที่มีกฎหมายกําหนดหรือตามที่นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมาย การบริหารงานบุคคลของ อปท. ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 77 77 ๓. พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ (ออกตาม รธน. ๔๐) มาตรา ๑๕ การออกคําสั่งเกี่ยวกับการบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อน ระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการ ร้องทุกข์หรือการอื่นใดที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลให้เป็นอํานาจของ นายก อปท. ทั้งนี้ ตาม หลักเกณฑ์ที่ คณะกรรมการข้าราชการหรือพนักงานสวนทองถิ่น (ก.จังหวัด) กําหนด แต่สําหรับการออกคําสั่ง แต่งตั้งและ การให้พนักงานส่วนท้องถิ่นพ้นจากตําแหน่ง ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ก่อน อํานาจในการดําเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง นายก อปท.อาจมอบหมายให้ ผู้บังคับบัญชาข้าราชการในตําแหน่งใดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งนั้น เป็นผู้ใช้อํานาจแทน นายก อปท. ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.จังหวัดกําหนด มาตรา ๑๙ เมื่อ ก.กลาง ได้กําหนดมาตรฐานทั่วไปแล้ว ให้ใช้เป็นหลักเกณฑ์กลางสําหรับ ก.จังหวัด แต่ละแห่งนําไปกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลตามมาตรา ๑๓ ในกรณีที่ ก.จังหวัด แห่งใดกําหนดหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลหรือมีมติใด ๆ ขัดแย้งกับ มาตรฐานทั่วไปให้คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานสวนทองถิ่น (ก.กลาง) แจ้งให้ ก.จังหวัด แห่ง นั้นดําเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้า ก.จังหวัด ไม่ดําเนินการแก้ไขภายในเวลาอันสมควรหรือการดําเนินการของ ก.จังหวัด จะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ให้ ก.กลาง มีอํานาจสั่งระงับการใช้หลักเกณฑ์การบริหารงาน บุคคลหรือเพิกถอนมตินั้นได้ มาตรา ๓๓ ให้คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) มี อํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดมาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรมเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคล โดยเฉพาะในเรื่องการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตําแหน่งของพนักงานส่วนท้องถิ่น รวมตลอดถึงการกําหนด โครงสร้างอัตราเงินเดือนและ ประโยชน์ตอบแทนอื่นใหมีสัดส่วนที่เหมาะสมแก่รายได้และการพัฒนาท้องถิ่น ตามอํานาจหน้าที่ของ อปท. ทั้งนี้ การกําหนดมาตรฐานกลางและแนวทางจะต้อ ไม่มีลักษณะเป็นการกําหนด หลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงที่ทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถบริหารงาน บุคคลตามความต้องการและความเหมาะสมของแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ มาตรา ๑๗ ก.กลาง มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกผู้แทนข้าราชการฯ และผู้ทรงคุณวุฒิ (๒) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเบื้องต้นสําหรับข้าราชการฯ (๓) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราตําแหน่งและมาตรฐานของตําแหน่งฯ (๔) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับอัตราเงินเดือน และวิธีการจ่ายเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 78 78 (5) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือกการบรรจุและแต่งตั้งการย้ายการโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน (6) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัยและการดําเนินการทางวินัย (7) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการให้ออกจากราชการ (8) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการอุทธรณ์การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ (๙) กําหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการวิธีการบริหารและการปฏิบัติงานของ ข้าราชการฯ และกิจการอันเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลใน อปท. (10) ให้ข้อคิดเห็นหรือใหคําปรึกษาในการปฏิบัติงานของ ก.จังหวัด (11) กํากับดูแลแนะนําและชี้แจง ส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการฯ (12) ปฏิบัติการอื่นตามที่ พ.ร.บ.นี้ หรือกฎหมายอื่นบัญญัติใหเป็นอํานาจหน้าที่ของ ก.กลาง มาตรา ๑๘ การกําหนดมาตรฐานทั่วไปตามมาตรา ๑๗ ให้ ก.กลาง กําหนดให้เหมาะสมกับลักษณะ การบริหารและ อํานาจหนาที่ของ อปท. แต่จะต้องอยูภายใต้มาตรฐานกลางเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ที่ ก.ถ. กําหนดตามมาตรา ๓๓ (๑) มาตรา ๒๒ ใหนําบทบัญญัติในหมวดนี้มาใช้บังคับกับการบริหารงานบุคคลสําหรับลูกจ้างขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยใหกําหนดมาตรฐานทั่วไป หลักเกณฑ์หรือวิธีปฏิบัติให้เหมาะสม กับลักษณะการปฏิบัติงานของลูกจ้างใน อปท. มาตรา ๑๓ ก.จังหวัด มีอํานาจหน้าที่กําหนดหลักเกณฑ์และดําเนินการเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคล ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นั้นในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) กําหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามที่มีความจําเป็นเฉพาะสําหรับข้าราชการฯ นั้น (2) กําหนดจํานวนและอัตราตําแหน่ง อัตราเงินเดือนและวิธีการจ่ายเงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น สําหรับข้าราชการฯ (3) กําหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับ โอนการ เลื่อนระดับ การเลื่อนขั้นเงินเดือน การสอบสวน การลงโทษทางวินัย การใหออกจากราชการ การอุทธรณ์ และ การร้องทุกข์ (4) กําหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการปฏิบัติงานของข้าราชการฯ (5) กํากับ ดูแล ตรวจสอบ แนะนําและส่งเสริมและพัฒนาความรู้แก่ข้าราชการฯ การดําเนินการตาม (1) ถึง (5) ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.กลาง


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 79 79 มาตรา ๑๔ การกําหนดหลักเกณฑ์และการดําเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ตามมาตรา ๑๓ ให้ก.จังหวัด มีอํานาจกําหนดให้สอดคล้องกับความต้องการและความเหมาะสมของ อปท. แห่งนั้น แต่ต้องอยู่ ภายใต้กรอบมาตรฐานทั่วไปที่ ก.กลางกําหนด ตามมาตรา ๑๗ ๔. คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการ บริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น สรุปได้ ดังนี้ ๔.๑ ให้ ก.กลาง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคล ส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มีอํานาจหน้าที่ใน การจัดสอบการแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น แทน องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น (แต่ไม่รวมถึงกรุงเทพมหานคร) ในการดําเนินการให้ กสถ. เป็นผู้ดําเนินการสอบแข่งขัน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ ก.กลาง กําหนด ๔.๒ ให้ ก.กลาง มีอํานาจหน้าที่ในการสอบคัดเลือกและการคัดเลือกข้าราชการฯ ให้ดํารงตําแหน่ง ประเภทอํานวยการท้องถิ่น ประเภทบริหารท้องถิ่น และตําแหน่งสายงานบริหารสถานศึกษา ตามมาตรฐาน ทั่วไปว่าด้วยการนั้นที่ ก.กลาง กําหนดขึ้น ๔.๓ ในกรณีที่มีเหตุผลความจําเป็นเพื่อให้การบริหารงานของ อปท. และการปฏิบัติราชการของ ข้า ราชการฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หรือเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ระหว่าง ข้าราชการฯ ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้นําชุมชน และไม่สามารถดําเนินการโอนข้าราชการฯ ระหว่าง อปท. ตามหลักความ สมัครใจได้ ให้ ก.กลาง พิจารณาและมีมติให้ข้าราชการฯ โอนไปสังกัดอปท.อื่นได้ (ระหว่าง อปท. อย่าง เดียวกัน) และให้นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้องดําเนินการให้เป็นไปตามมตินั้น ภายใน 45 วัน ๔.๔ ให้มาตรฐานทั่วไปที่ ก.กลาง กําหนดขึ้นเพื่อดําเนินการให้เป็นไปตามคําสั่งนี้มีผลใช้บังคับได้ โดยตรงกับ อปท. แต่ไม่รวมถึง กรุงเทพมหานคร ๕. ก.กลาง (ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต.) ได้กําหนดมาตรฐานทั่วไปฯ ตามคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๘/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ดังนี้ ๕.๑ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ ๕.๒ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกและการคัดเลือก ข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้ดํารงตําแหน่งสายงานผู้บริหาร พ.ศ. 2560 ลงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ๕.๓ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการโอนข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กรณีที่มีเหตุผลความ จําเป็น พ.ศ. 2560 ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๐


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 80 80 หลักกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัยของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๒๒๕.๑/๒๒๔๑ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ถึงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หารือเกี่ยวกับการดําเนินการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงาน บุคคลส่วนท้อง ถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ (ใช้บังคับ 30 พฤศจิกายน 254๒) สรุปความได้ว่า (๑) ในการจัดทํามาตรฐานกลางและแนวทางในการรักษาระบบคุณธรรม (ก.ถ.) มาตรฐานทั่วไป (ก.กลาง) หลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติ (ก.จังหวัด) เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในเรื่องการรายงานการดําเนินการทาง วินัย การอุทธรณ์และการร้องทุกข์ จะสามารถกําหนดให้ ก. แต่ละระดับดังกล่าว มีอํานาจในการตรวจสอบ พิจารณาและแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งหรือการดําเนินการของผู้บริหารท้องถิ่น ตลอดจนมีอํานาจในการวินิจฉัย และมีคําสั่งในเรื่องที่มีการอุทธรณ์หรือร้องทุกข์ได้หรือไม่ เพียงใด (๒) กรณีที่มิอาจกําหนดขั้นตอน หรือกําหนดให้บุคคลหรือคณะกรรมการใดมีอํานาจในการพิจารณา รายงาน การดําเนินการทางวินัย วินิจฉัยอุทธรณ์ หรือร้องทุกข์ คําสั่งของผู้บริหารท้องถิ่น จะนํา พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติ ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ในส่วนที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับกับการอุทธรณ์ของพนักงาน ส่วนท้องถิ่นได้ หรือไม่ เพียงใด (๓) เมื่อผู้มีอํานาจได้มีคําวินิจฉัยอุทธรณ์ไปแล้ว หากผู้บริหารท้องถิ่นในฐานะผู้มีอํานาจในการออกคําสั่งตาม มาตรา ๑๕ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ปฏิบัติตาม ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้มีอํานาจกํากับดูแลท้องถิ่น จะใช้อํานาจกํากับดูแลตามอํานาจหน้าที่ ต่อผู้บริหารส่วนท้องถิ่นนั้นได้ เพียงใด บันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๒๐๙/๒๕๔๔ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่า ก.ถ. มีอํานาจหน้าที่กําหนดหลักการหรือวางนโยบายการบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่น ให้ ก.กลาง หรือ ก.จังหวัดไปปฏิบัติเท่านั้น ก.กลาง มีอํานาจกําหนดมาตรฐานทั่วไปเพื่อเป็นกรอบให้ ก.จังหวัด ไปกําหนดหลักเกณฑ์ ซึ่งมิใช่เป็น การใช้อํานาจสั่งการในการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นของแต่ละ อปท. ส่วนความสัมพันธ์ระหว่าง ก.กลาง และ ก.จังหวัด นั้น ก.กลาง ไม่อาจกําหนดกฎเกณฑ์ที่เป็นการทําลายความเป็นอิสระในการ บริหารงานบุคคล ของ อปท. ได้เช่นกัน และในชั้นที่สุดของการพิจารณารายงานการดําเนินการทางวินัยหรือการอุทธรณ์และร้อง ทุกข์จะอยู่ที่ ก.จังหวัด โดยเมื่อเทียบกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนแล้ว ก.จังหวัด ก็คือ องค์กรที่ทําหน้าที่เช่นเดียวกับ "ก.พ." ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ฉะนั้น ในข้อหารือ ประเด็นที่หนึ่งจึงเห็นว่า ในการกําหนดมาตรฐาน ฯลฯ นั้น ไม่สามารถกําหนดให้ คณะกรรมการฯ แต่ละระดับ มีอํานาจตรวจสอบและแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําสั่งของผู้บริหารท้องถิ่น หรือวินิจฉัยหรือมีคําสั่งในเรื่องที่มีการ อุทธรณ์หรือร้องทุกข์ได้ แต่อํานาจดังกล่าวเป็นของ ก.จังหวัด ที่มีอยู่ตามมาตรา ๑๓ ที่จะกําหนดขึ้นภายใต้ กรอบของมาตรฐานทั่วไปของ ก.กลาง


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 81 81 ประเด็นที่สอง เห็นว่า เมื่อมาตรา ๑๓ บัญญัติให้ ก.จังหวัด ต้องกําหนดหลักเกณฑ์ การสอบสวน การลงโทษทางวินัยการให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ แล้ว ก.จังหวัด ก็จะต้องกําหนด หลักเกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม และมีมาตรฐานเพื่อนํามาใช้กับการบริหารงานบุคคลของพนักงานส่วน ท้องถิ่นโดยเฉพาะ ตามความเหมาะสมของแต่ละท้องถิ่น ประเด็นที่สาม เห็นว่า ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้มีอํานาจวินิจฉัย อุทธรณ์นั้น แม้ว่าการบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นจะดําเนินการโดย ก.จังหวัด ซึ่งมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานก็ตาม แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังคงมีอํานาจอยู่อีกส่วนหนึ่ง ในการกํากับดูแล อปท. ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้ง อปท. เพราะฉะนั้นผู้ว่าราชการ จังหวัดจึงย่อมใช้อํานาจดังกล่าวสั่งการให้ผู้บริหารท้องถิ่นดําเนินการใหม่ได้ ซึ่ง เป็นการควบคุมดูแลให้ อปท. ปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ โดยถูกต้องตามกฎหมาย ประกาศ ก.ถ. เรื่อง กําหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน 2544 (หมวด 7 วินัย การรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย) สาระสําคัญสรุปได้ ดังนี้ ข้อ 21 พนักงานส่วนท้องถิ่นต้องรักษาวินัยตามที่กําหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติ ซึ่งมีมาตรฐาน เดียวกับที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนา ป้องกันมิ และดําเนินการทางวินัย ผู้ใต้บังคับบัญชา พนักงานส่วนท้องถิ่นผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติทางวินัย ต้องได้รับโทษทางวินัย โดย การลงโทษทางวินัยให้มีมาตรฐานเดียวกับที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน การดําเนินการทางวินัย อย่างน้อยต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อ กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสชี้แจงและนําสืบแก้ข้อกล่าวหา กระบวนการสอบสวนให้เป็นไปตามมาตรฐานทั่วไปที่ ก.กลาง กําหนด ผู้สั่งลงโทษต้องสั่งลงโทษให้เหมาะสมกับความผิดให้ทําเป็นคําสั่ง ทั้งนี้ ให้ระบุสิทธิในการอุทธรณ์ด้วย ข้อ ๒๖ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือมีกรณีถูกฟ้องคดีอาญา แม้ภายหลัง ผู้นั้นจะออกจากราชการไปแล้ว เว้นแต่ตายให้ดําเนินการทางวินัยได้ เสมือนว่ายังมิได้ออกจากราชการ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดําเนินการทางวินัยแล้วให้มีการรายงานการดําเนินการทางวินัย ตามมาตรฐาน ทั่วไปที่ ก.กลาง กําหนด ผู้ใดมีกรณีกระทําผิดวินัยตามกฎหมายอื่นอยู่ก่อนวันโอนมาบรรจุเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้ ผู้บังคับบัญชา ผู้นั้นดําเนินการทางวินัยต่อไปได้ ประกาศ ก.ถ. เรื่อง กําหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ ๑๒) ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 (ใช้บังคับ 1 สิงหาคม 2562) สาระสําคัญ ยกเลิกความในข้อ 26 เดิม และกําหนด ข้อ 26 ใหม่ รวมทั้ง เพิ่ม 26/1 สรุปได้ ดังนี้


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 82 82 ข้อ ๒๖ พนักงานส่วนท้องถิ่นผู้ใดซึ่งออกจากราชการอันมิใช่เพราะเหตุตาย กรณีถูกกล่าวหามีเป็น หนังสือก่อนออกจากราชการว่า ขณะรับราชการได้กระทําความผิดวินัยอย่างร้ายแรง หรือมีกรณีถูกฟ้อง คดีอาญา ผู้มีอํานาจดําเนินการทางวินัยมีอํานาจ ดําเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษต่อไปได้เสมือนว่าผู้นั้นยัง มิได้ออกจากราชการ แต่ต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นการกล่าวหาหลังจากออกจากราชการแล้ว ให้ผู้มีอํานาจดําเนินการทางวินัย และสั่งลงโทษต่อไปได้ เสมือนว่าผู้นั้นยังมิได้ออกจากราชการ โดยต้องเริ่มดําเนินการสอบสวน ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้นั้นออกจาก ราชการและต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ สําหรับกรณีที่เป็นความคิดที่ปรากฏ ชัดแจ้งจะต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออก จากราชการ ในกรณีที่ศาลปกครองมีคําพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนคําสั่งลงโทษ หรือองค์กรพิจารณาอุทธรณ์ มีมติ ให้เพิกถอนคําสั่งลงโทษตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง เพราะเหตุกระบวนการดําเนินการทางวินัยไม่ ชอบด้วย กฎหมาย ให้ผู้มีอํานาจดําเนินการทางวินัยดําเนินการทางวินัยให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่มีคํา พิพากษาถึงที่สุดหรือมีคําวินิจฉัยถึงที่สุดหรือมีมติ แล้วแต่กรณี การดําเนินการทางวินัยตามวรรคหนี่ง วรรคสอง และวรรคสาม ถ้าผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่า ผู้นั้นกระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ให้งดโทษ ข้อ ๒๖/๑ ในกรณีที่ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. มีมติขี้มูลความผิดพนักงานส่วนท้องถิ่นผู้ใดซึ่งออกจาก ราชการแล้ว การดําเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษแก่ พนักงานส่วนท้องถิ่นผู้นั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่กําหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือกฎหมาย ว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แล้วแต่กรณี การดําเนินการทางวินัยตามวรรคหนึ่ง หากปรากฏว่าผู้นั้นกระทําผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงก็ให้งดโทษ ประกาศ ก.ถ. เรื่อง กําหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบคุ คลส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่๑๓) ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2563 (ใช้บังคับ 1 ตุลาคม 2563) สาระสําคัญ ยกเลิกความในวรรคสองของข้อ 21 ของประกาศ ก.ถ. เรื่อง กําหนดมาตรฐานกลางการ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นลงวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ข้อห้ามและข้อปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้มีมาตรฐานไม่น้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือน" หมวด วินัยและการรักษาวินัย ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 (ฉบับแรก) นําหลักการตาม ข้อห้ามและข้อปฏิบัติสําหรับข้าราชการพลเรือน สามัญตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพล เรือน พ.ศ. ๒๕๓๕ มากําหนดเป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติสําหรับ ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 83 83 ต่อมาเมื่อ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ ใช้บังคับ และมีการกําหนด ข้อห้ามและข้อ ปฏิบัติสําหรับข้าราชการพลเรือนสามัญใหม่ ก.กลาง ได้มี ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการ ดําเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๔ พ.ศ. 2566 โดยมีการ แก้ไขข้อห้ามและข้อปฏิบัติ สําหรับข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้มีมาตรฐาน ไม่น้อยกว่าที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการ พลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กระบวนการสอบสวนวินัย ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการ ทาง วินัย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 ได้นํากระบวนการสอบสวนวินัยข้าราชการหรือพนักงาน ส่วนท้องถิ่นมา จาก กฎ ก.พ. ฉบับที่ 18 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา ต่อมา พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.25๕๑ จะมีผลใช้ บังคับ และมีการออก กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดําเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๖ ใช้บังคับ ปัจจุบัน ก.กลาง ได้มี ประกาศ ก.กลาง เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๘ แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ ๔ พ.ศ. 2566 แต่กระบวนการสอบสวนวินัยข้าราชการหรือพนักงานส่วน ท้องถิ่นยังคงมีกระบวนการ ตามแนวทางประกาศ ก.กลางเรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2544 เดิม แต่มีการปรับปรุงเกี่ยวกับออกคําสั่งลงโทษ วินัยให้สอดคล้องทํานองเดียงกับกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดําเนินการทางวินัย พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและการรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัยสําหรับข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ๑. คํานิยาม (ข้อ๔) ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้หมายความรวมถึง พนักงานครู และบุคลากรทางการ ศึกษา ใน อปท. นั้นด้วย คู่กรณี หมายความว่า บุคคลผู้มีเหตุทะเลาะวิวาท ร้องเรียน ฟ้องร้องซึ่งกันและกัน หรือเป็น คู่หมั้น หรือคู่สมรส เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ เป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้องนับได้ เพียงภายในสามชั้น เป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดย ชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทน หรือตัวแทน เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ เป็นนายจ้าง ของคู่กรณี หรือเป็นผู้มีอํานาจพิจารณาซึ่งมีสภาพร้ายแรงอัน อาจทําให้การพิจารณาไม่เป็นธรรม ตัวการสําคัญ หมายความว่า พนักงานเทศบาลผู้ซึ่งชักชวน โน้มน้าว ล่อลวง ขู่เข็ญ ให้สัญญา หรือกระทําการใด ๆ อันทําให้พนักงานเทศบาลผู้อื่นจําต้องปฏิบัติตามโดยไม่อาจ หลีกเลี่ยงหรือขัด ขืนได้ ลดขั้นเงินเดือน หมายความว่า การลดขั้นเงินเดือนสําหรับข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และ การลดเงินเดือนสําหรับพนักงานครู และบุคลากรทางการศึกษา


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 84 84 (ลดขั้นเงินเดือน : แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล เรื่องมาตรฐาน ทั่วไปเกี่ยวกับวินัยและ การรักษาวินัย และการดําเนินการทางวินัย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ (ใช้บังคับ 3 กุมภาพันธ์ 2563) หมวด ๓ วิธีก่อนการดําเนินการทางวินัยและสถานโทษทางวินัย


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 85 85 ตัวอย่าง (น. สํานักงาน ก.พ. ที่ นร 0709.1/ล 169 ลว. 3 ส.ค. 2544) การสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อจะพิจารณาพยาน หลักฐานเบื้องต้นว่ากรณีมีมูล เพียงพอที่ควรกล่าวหาว่าพันตํารวจโท ก.กระทําผิดวินัยหรือไม่ ลักษณะของการดําเนินการ ดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการดําเนินการตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มิใช่กระบวนการ ดําเนินการทางวินัยตาม มาตรา 102 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ดังนั้นเมื่อ ผบช.ได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วเห็นว่า ควรยุติเรื่อง เนื่องจากพยานหลักฐานรับฟังไม่ได้ว่า พันตํารวจโท ก.บกพร่องใน การปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่กล่าวหา กรณีจึงไม่มีเหตุให้ต้องรายงานไปยังอ.ก.พ. กระทรวงตาม มาตรา 109 วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวแต่อย่างใด 32 ข้อ 24 ว12 ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อนี้ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้น กระทําผิดวินัย ในกรณีผู้บังคับบัญชาเป็นนายก.ให้ ถือว่าไม่ปฏิบัติการตามอํานาจหน้าที่โดยถูกต้องตาม กฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 86 86 การดำเนินการทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง การดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 87 87


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 88 88


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 89 89 เช่น กรณีใดจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ หรือจงใจไม่ ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงหรือไม่ ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทํา และผลแห่งความเสียหายที่ราชการได้รับคู่กัน กรณีที่ผลการกระทําก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงที่สามารถตีราคาหรือคํานวณเป็น เงินได้ แต่ได้มีการชดใช้หรือบรรเทาความเสียหายแล้ว ก็ไม่อาจปรับบทเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงได้ ส่วนความเสียหายที่ไม่อาจคิดราคาเป็นเงินได้ เช่น ความเสียหายต่อระบบราชการ หรือภาพพจน์ ชื่อเสียงของทางราชการ แม้จะชดใช้ค่าเสียหายแก่ราชการแล้ว ก็ไม่เป็นเหตุที่จะบรรเทาความเสียหายได้ (หนังสือสํานักงาน ก.พ. ที่ นร ๑๐๑๑/๓๑๑ ลงวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๗)


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 90 90 รวมหนังสือเวียนเกี่ยวกับวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 – พ.ศ. 2566 1. หนังสือสํานักงาน ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 18 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2564 สรุปได้ว่า การดําเนินการทางวินัย การให้ออกจากราชการ การอุทธรณ์และร้องทุกข์ รวมทั้งเรื่องอื่นใด ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของพนักงานท้องถิ่นให้รายงานต่อ ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัด โดยตรง แล้วให้รายงานนายอําเภอในฐานะผู้กํากับดูแล อบต. ทราบอีกทางในคราวเดียวกัน 2. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท 0809.5/ว 22 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 สรุปได้ว่า หลักการพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณข์ อง ก.จังหวัด กรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดวินัยฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ มีหลักการพิจารณา ดังนี้ หาก ก.ท.จ. เห็นว่า พยานหลักฐานตามการไต่สวนของ ป.ป.ช. รับฟังได้ ว่าพฤติกรรมของผู้อุทธรณ์ ตามที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลเข้าองค์ประกอบความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ การใช้ดุลพินิจกําหนดสถานโทษ ทางวินัยต้องคำนึงถึงมติครม. โดยต้องพิจารณาโทษเป็นไล่ออกจากราชการ แต่หาก ก.ท.จ. เห็นว่า พยานหลักฐานตามการไต่สวนของ ป.ป.ช. รับฟังได้ ว่าพฤติกรรมของผู้อุทธรณ์ตามที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลไม่เข้า องค์ประกอบความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ แม้ ก.ท.จ. จะเปลี่ยนฐานความผิดวินัยไม่ได้แต่ ก.ท.จ. ยังคง มีอํานาจพิจารณาดุลพินิจในการกําหนดโทษให้เหมาะสมได้ แต่ห้ามมิให้ลงโทษต่ำกว่าปลดออกจากราชการ ซึ่ง เป็นสถานโทษขั้นต่ําสําหรับความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ๓.หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.6/ว 23 ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 สรุปได้ว่า ให้ ผบช.เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการทางวินัยพนักงานส่วนท้องถิ่นโดยเฉพาะ กรณีมีพฤติกรรมชู้สาวการล่วงละเมิดทางเพศ หรือคุกคามทางเพศโดยเร็ว และให้นํามาตรการทางการบริหาร เกี่ยวกับวินัย จริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมติครม. เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2564 มาอนุวัติใช้ร่วมกัน 4. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ก.อบต. ที่ มท ๐๘๐๙.๕/ ๖๓๕ ลงวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ หนังสือสํานักงาน ก.จ. ที่ มท 0809.5/ว 8 ลว 25 ก.พ. 64 สรุปได้ว่า แนวทางวินัย กรณี ปปช.ชี้มูลฐานอื่น นอกจากฐานทุจริต แจ้งเวียนความเห็นคณะกรรมการ กฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1320/2563 เรื่องเสร็จที่ 34/2563 เรื่องเสร็จที่ 784/2562 เรื่องเสร็จที่ 1386/2563 สรุปได้ว่า กรณี ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัยฐานอื่นนอกจากฐานทุจริต ผบช. ต้องแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนวินัยตามมูลกล่าวหานั้น 5. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท 0809.5/ว 13 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2563 สรุปได้ว่า เมื่อ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงในขอบอํานาจ (ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ราชการ) แล้ว นายก อปท. ต้องดําเนินการตามประกาศ ก.จังหวัด เกี่ยวกับวินัยฯ ข้อ 85 โดยกรณีนายก อปท. ไม่มีอํานาจที่จะสั่งลงโทษ วินัยอย่างร้ายแรงได้โดยตรงแต่ต้องเสนอ ก.ท.จ. เพื่อสั่งเรื่องให้ คณะอนุวินัยฯ ทําความเห็นเสนอ และเมื่อ ก.ท.จ. มีมติเป็น ประการใดให้นายก อปท. สั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 91 91 6. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท ๐๘๐๙.๕/ว ๒๘ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๖๓ สรุปได้ว่า ๑) กรณีนายกผู้มีอํานาจได้พิจารณาและสั่งการแล้วเสนอ ก.จังหวัด เพื่อพิจารณา โดยชอบตามข้อ ๘๔ หรือ ข้อ ๘๕ แล้ว โดย ก.จังหวัด มีมติแล้ว แต่ยังมิได้มีการปฏิบัติตาม มติ ผู้จะถูกลงโทษได้โอนไปสังกัด ใหม่ ให้ ก.จังหวัดเดิม ส่งรายงานการดําเนินการทางวินัย พร้อมมติไปยัง ก.จังหวัด สังกัดใหม่ เพื่อพิจารณาโดย ไม่ต้องส่งเรื่องให้คณะอนุวินัยฯ สังกัด ใหม่พิจารณาทําความเห็นเสนออีก ทั้งนี้ ตามข้อ ๘๕ วรรคหก ของ มาตรฐานทั่วไปวินัยฯ ๒) กรณี นายกผู้มีอํานาจได้พิจารณาและสั่งการแล้วเสนอ ก.จังหวัด เพื่อพิจารณาโดยชอบตามข้อ ๘๔ หรือข้อ ๘๕ แล้ว แต่ ก.จังหวัด ยังไม่ได้มีมติ (ไม่ว่าคณะอนุวินัยฯ จะมี ความเห็นแล้วหรือไม่ก็ตาม) ผู้จะถูก ลงโทษได้โอนไปสังกัดใหม่ กรณีดังกล่าว ไม่ต้องส่งเรื่อง ให้ นายก สังกัดใหม่ (ตามข้อ ๗๔) ของผู้ถูกกล่าวหา พิจารณาอีก เนื่องจากนายกผู้มีอํานาจ ได้พิจารณาและสั่งการแล้วเสนอ ก.จังหวัด เพื่อพิจารณาโดยชอบตาม ข้อ ๘๔ หรือ ข้อ ๘๕ แล้วให้ ก.จังหวัดเดิม ต้องส่งรายงานการดําเนินการทางวินัยของต้นสังกัดเดิมไปให้ ก.จังหวัดสังกัดปัจจุบัน ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาสังกัดอยู่ปัจจุบัน เพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุวินัยฯ ทําความเห็นเสนอ และ เมื่อ ก.จังหวัด มีมติเป็นประการใด ให้นายกสังกัดปัจจุบันสั่ง หรือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น 7. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท ๐๘๐๙.๕/ว ๑๒ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ สรุปได้ว่า เมื่อได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ถ้านายกเห็นว่ามีเหตุอันสมควร หรือจําเป็น ที่จะต้องเปลี่ยน เพิ่ม หรือลดจํานวนผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวน ให้ดําเนินการได้โดยต้องแสดงเหตุ แห่งการสั่งนั้นไว้ด้วย ข้อ ๕๖ ของประกาศ ก.จังหวัด เกี่ยวกับหลักเกณฑ์วินัยฯ 8. หนังสือสํานักงาน ก.กลาง มท 0809.5/ว 34 ลงวันที่ 29 ธันวาคม ๒๕63 สรุปได้ว่า การดําเนินการทางวินัยผู้ออกจากราชการต้องใช้กฎหมาย ณ ขณะนั้น แม้ต่อมาจะมีการ แก้ไขกฎ ฉ. ใหม่ ผู้มีอํานาจในการดําเนินการทาง วินัยก็ไม่อาจนํากฎหมายใหม่ที่แก้ไขใหม่ที่เป็นโทษมา ดําเนินการกับผู้ออกจากราชการได้ 9. หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 35 ลว 11 ต.ค. 64 แจ้งเวียนความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 1033/2564 เกี่ยวกับการดําเนินการทาง วินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ออก จากราชการไปแล้ว กรณี ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดวินัยสรุปได้ว่า ผบช. มีอํานาจ สั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันออกจากราชการ 10.หนังสือสํานักงาน ก.จ. ที่ มท 0809.6/ว24 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2563 สรุปได้ว่า แจ้งแนวทางวิธีการดําเนินการ ก่อนการดําเนินการทางวินัย ว่า กรณีมีมูล กล่าวหาว่า กระทําผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐานให้สืบสวน หากมีพยานหลักฐานแล้วให้ดําเนินการทางวินัยทันที


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 92 92 ๑๑.หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 14 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2563 สรุปได้ว่า เมื่อศาลล้มละลายมีคําพิพากษาให้พนักงานส่วนท้องถิ่นล้มละลายมีผลทําให้ผู้นั้นขาด คุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตั้งแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษา เป็นหน้าที่ของ อปท. ที่จะส่งเรื่องให้ ก.จังหวัด เพื่อส่งเรื่องให้คณะอนุวินัยฯ ทําความเห็นเสนอ ก.จังหวัด เพื่อมีมติให้ผู้นั้นออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ศาลมี คําพิพากษาให้ล้มละลาย แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติไปตามอํานาจหน้าที่และสิทธิ ประโยชน์ที่ได้รับ ไปแล้ว ๑๒. หนังสือสํานักงาน ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท ๐๓๑๓.๓/ว ๘๘๙ ลงวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๔๕ สรุปได้ว่า ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. ในการประชุมครั้งที่ ๗/๒๕๔๕ เมื่อวันที่ ๒๙ และวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๕ ได้มีมติเรื่องการนํามติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับการดําเนินการทางวินัย รวมทั้งให้นําข้อหารือของ ก.พ. เกี่ยวกับแนวทางการดําเนินการทางวินัย ซึ่งมีอยู่แล้วและจะมีขึ้นในภายหน้ามาใช้กับข้าราชการหรือพนักงาน ส่วนท้องถิ่น - หนังสือสํานักงาน ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 15 ลว. 31 มี.ค. 65 การพิจารณาโทษวินัย กรณี ป.ป.ช.ชี้มูลฐานทุจริต ในชั้นการพิจารณาวินัยของก.อบต.จังหวัดต้องถือ ปฏิบัติตามมติ ครม. ทั้งนี้ หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0313.3/ว889 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2545 แจ้งมติ ก.กลาง ที่กําหนดให้นํามติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับวินัยที่ใช้กับข้าราชการพลเรือน มาใช้ กับข้าราชการส่วนท้องถิ่น 13. หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 32 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2565 สรุปว่า ให้ อปท. แจ้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ต้องหาในคดีอาญา หรือคดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย มี หน้าที่รายงานให้นายก อปท. ต้นสังกัดทราบโดยด่วนเพื่อดําเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ข้าราชการส่วน ท้องถิ่นผู้ใดละเลยไม่ดําเนินการ ให้นายก อปท. พิจารณาดําเนินการทางวินัยกับบุคคลดังกล่าวต่อไป 14. หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 24 ลงวันที่ 7 เมษายน 2565 สรุปว่า กรณี ป.ป.ช. วินิจฉัยว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีพฤติการณ์ร่ํารวยผิดปกติ นายก อปท. มีอํานาจสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ก่อน ตาม พ.ร.บ. ระเบีบบ บริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 เพราะเป็นการใช้อํานาจตามมาตรา 122 แห่ง พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 และ ข้าราชการท้องถิ่นผู้นั้นไม่อาจอุทธรณ์ต่อ ก.จังหวัดตามมาตรฐาน ทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิการ อุทธรณ์ฯ เพราะมิใช่การสั่งลงโทษตาม มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยฯ หากประสงค์จะโต้แย้งคําสั่งไล่ออกต้อง ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล ทั้งนี้ ให้นายก อปท. มีคําสั่งไล่ออกภายใน 60 วัน นับแต่ได้รับแจ้ง และรายงาน ก จังหวัดทราบ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 93 93 15. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท 0809.5/ว 17 ลงวันที่ 7 เมษายน 2565 สรุปว่า ให้ ก.ท.จ.แจ้ง เทศบาลทุกแห่ง และเมืองพัทยาถือปฏิบัติเกี่ยวกับการตั้งคณะกรรมการ สอบสวนวินัยว่า จะต้องมีจํานวน องค์ประกอบและคุณสมบัติถูกต้องครบถ้วน ตามที่กําหนดในข้อ 49 ของ มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยฯ 16. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท 0809.5/ว 7 ลว. 7 ก.พ. 65 แจ้งเวียนความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง เสร็จที่ 1490-1491/2564 เกี่ยวกับการขอให้ พิจารณาคําสั่งลงโทษวินัยใหม่ สรุปได้ว่า เป็นอํานาจ ของนายก อปท. กรณีเห็นควรเพิกถอนคําสั่งหรือแก้ไข คําสั่งลงโทษต้องขอความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ก่อน 17. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท 0809.5/ว 46 ลว 29 ธ.ค. 64 หนังสือสํานักงาน ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 45 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2564 แจ้งเวียนความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จ ที่ 1177/2564 เกี่ยวกับแนวทางการ พิจารณาและการ ลงโทษวินัย กรณี ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ชี้มูลวินัยฐาน ทุจริต ในเรื่องที่ผู้นั้นเคยถูกลงโทษวินัย ไม่ร้ายแรงไปแล้ว คําสั่งลงโทษวินัยใหม่ให้ยกเลิกคําสั่งลงโทษเดิมเสียในคราวเดียวกันด้วย 18. สํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 44 ลว 14 ธ.ค. 64 แจ้งแนวทางการขอให้ ป.ป.ช. ทบทวนมติชี้มูลวินัย เป็นอํานาจของนายก อปท. โดยต้องมี พยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสํานวน และต้องมีความสําคัญทําให้ผลการวินิจฉัยเปลี่ยนไปต้องยื่น ภายใน 30 วัน นับแต่รับเรื่องจาก ป.ป.ช. 19. หนังสือสํานักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก. อบต. ที่ มท 0809.5/ว 40 ลว 1 ธ.ค. 64 แจ้งเวียนแนวทาง การโต้แย้งกรณีนายก อปท. ปฏิเสธการจ่ายเงินโบนัส ต้องร้องทุกข์ ต่อ ก.จังหวัด 20. หนังสือสํานักงาน ก.อบต. ที่ มท 0809.5/ว 22 ลว 25 ก.ย. 66 สรุปว่า กรณีผู้เสพหรือผู้ติดยาเสพติดที่พ้นสภาพการใช้ยาเสพติดแล้ว และได้รับโอกาสให้ยังคงสถานะ เดิมไปแล้ว แต่กลับไปเสพหรือติดยาเสพติดอีกไม่รับประโยชน์จาก มติ ครม. เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2550 21. หนังสือสํานักงาน ก.ท. ที่ มท 0809.5/ว 21 ลว 22 ก.ย. 66 สรุปว่า กรณีพนักงานเทศบาลถูกตั้ง กก.สอบวินัยไม่ร้ายแรง ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาได้ออกจากราชการใน ขั้นตอนใด นายก อปท. ต้องสั่งยุติการดําเนินการทางวินัยในขั้นตอนนั้น เนื่องจากไม่เข้าข้อยกเว้นตามข้อ 28 ของมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยฯ แต่ต้องรายงาน ก.จังหวัด เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ ก.จังหวัด พิจารณาได้แต่เพียง ว่า การดําเนินการทางวินัยดังกล่าวเป็นไปตามมูลกรณีกล่าวหาหรือไม่ หากเป็นมูลร้ายแรง ก.จังหวัดสามารถมี มติให้นายก อปท. ดําเนินการทางวินัยร้ายแรงตามเงื่อนไขข้อ 28ฯ


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 94 94 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา การจัดทำนิติกรรมและการบริหารสัญญาของท้องถิ่น ผู้บรรยาย อ.นุกล แย้มสะอาด อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด วันที่ 2๕ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๐๙.00 – ๑๒.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวนฤมล เทพารักษ์วิชาการกลุ่ม ๒ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ การพิจารณาทำสัญญา การบริหารสัญญาและข้อพึงระวังในกรณีต่างๆ ควรศึกษาและเตรียมการ เพื่อให้สอดคล้องกับ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐฯ ด้วยเช่น มาตรา ๔ ,มาตรา ๘ ,หมวด ๙ การทำสัญญา มาตรา ๙๓ ,มาตรา ๙๔ ,มาตรา ๙๕ , มาตรา ๙๗ ,มาตรา ๙๘ , หมวด ๑๐ การบริหารสัญญา และการตรวจรับ มาตรา ๑๐๐ ,มาตรา ๑๐๒ ,มาตรา ๑๐๓ ,มาตรา ๑๐๔ ,มาตรา ๑๐๕ รายละเอียดวิธีการ และขั้นตอนการบริหารสัญญาและการตรวจรับพัสดุที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบ ที่รัฐมนตรีกำหนดไว้ การบริหารสัญญาจะมีอุปสรรคน้อยลงหรือแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้ง่าย หากมีการยกร่างสัญญาสำหรับ งานซื้อหรืองานจ้างหรืองานพัสดุอื่นๆ ไว้ อย่างรอบคอบและถูกต้องครบถ้วน วัตถุปะสงค์ของการตรวจร่างสัญญา ๑. เพื่อให้ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ๒. เพื่อมิให้ทางราชการเสียเปรียบ ๓. เพื่อคุ้มครองสาธารณชน ๔. เพื่อความเป็นธรรม ๕. เพื่อให้มีความชัดเจน ไม่ขัดแย้งกันเอง และตรงตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา ๖. ป้องกันข้องขัดแย้งหรือข้อพิพาทในอนาคต การร่างและบริหารสัญญาควรต้องพิจารณาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอื่นๆและ ระเบียบอื่นๆที่เกี่ยวข้องควบคู่ไปด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๒ หนี้ ลักษณะ ๒ สัญญา หมวด ๑ ก่อให้เกิดสัญญา มาตรา ๓๖๘ หมวด ๒ ผลแห่งสัญญา หมวด ๓ มัดจำและกำหนดเบี้ยปรับ มาตรา ๓๗๗ ,มาตรา ๓๗๙ ,มาตรา ๓๘๐ ,มาตรา ๓๘๑ มาตรา ๓๘๓ หมวด ๔ เลิกสัญญา


สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ กล่มุงานวชิาการ นติกิร รุ่นที่๕๐ 95 95 สรุปสาระสำคัญรายวิชา ชื่อรายวิชา หลักคิดจิตอาสาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำรัส ผู้บรรยาย นายบันลือศักด์ สุนทร วันที่ 2๕ พฤศจิกายน 2566 เวลา ๑๓.00 – ๑๖.00 น. ชื่อผู้จดบันทึก นางสาวนฤมล เทพารักษ์วิชาการกลุ่ม ๒ หลักสูตร นิติกร รุ่นที่ ๕๐ “หากประชาชน ยังไม่มีความสุข ข้าพเจ้าจะมีความสุขได้อย่างไร” พระบาทสมเด็ดพระปรมินทมหาภูมิพลอดุลเดชพระบรมนาถบพิตรทรงพัฒนาอย่างไร ทรงใช้หลักพัฒนาอย่างยังยืน และ Cost Effectiveness ไม่ใช่ Cost Benefif ดู Nature เป็นธรรมชาติ มิใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ศาสตร์พระราชา จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที ศาสตร์พระราชา - ด้านการจัดการน้ำ น้ำขาดแครน/น้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย ศาสตร์พระราชา - ด้านป่าไม้ ปลูกต้นไม้ในใจคน ศาสตร์พระราชา -ด้านการเกษตร เกษตรผสมผสาน ทฤษฎีใหม่ การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ พืชไร่ พืชสวน ๕๐% ๕ ไร่ ที่อยู่อาศัย ๑๐% ๒ ไร่ ศาสตร์พระราชา ด้านการบริหารจัดการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ครอบคลุมทุกมิติ การพัฒนา การครองตน การอยู่ร่วมกัน


Click to View FlipBook Version